ผลการเสวนา “การเตรียมตัวรับ New normal หลังวิกฤติไวรัสโควิด-19”
วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2563 เวลา 10.00-12.30 น. ผ่านโปรแกรม Cisco WebEx


        11 สภาวิชาชีพภายใต้ความร่วมมือสมาพันธ์สภาวิชาชีพแห่งประเทศไทย ร่วมกันจัดเสวนาออนไลน์ครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วย แพทยสภา ทันตแพทยสภา สภาการพยาบาล สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม สภาเทคนิคการแพทย์ สัตวแพทยสภา สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ สภากายภาพบำบัด สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สภาสถาปนิก และสภาวิศวกร โดยมีจำนวนผู้เข้าร่วมงานผ่านโปรแกรม Cisco Webex จำนวน 329 คน รับชมการถ่ายทอดสดผ่าน Facebook จำนวน 242 คน ทั้งนี้ หน่วยงานแต่ละแห่งได้มีการให้ข้อมูลความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตแก่ประชาชนในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 และเตรียมพร้อมรับรูปแบบการดำเนินชีวิตใหม่ ดังนี้

        แพทยสภา ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภา กล่าวรายงานว่าได้มีการจัดประชุมระดมความรู้บุคลากรผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ และเสนอแนะต่อรัฐบาลเรื่องการเลื่อนวันหยุดสงกรานต์ เพื่อป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคไวรัสโคโรนา (COVID-19) รวมถึงการก่อตั้งกองทุนนักรบเสื้อขาวสู้ภัยโควิดเพื่อจัดทำประกันชีวิตให้แก่แพทย์-พยาบาล รวมถึงการรับบริจาคอุปกรณ์ป้องกันเชื้อสำหรับแพทย์ รวมถึงความร่วมมือที่ดีจากประชาชนทุกคน
        พลอากาศตรี นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวในประเด็นการใช้ชีวิตของประชาชนเพื่อรับมือต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน ทางแพทยสภาได้มีการทำภารกิจ 5 ด้าน ได้แก่
        1. “โครงการอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” เพื่อป้องกันประชาชนและหยุดการแพร่กระจายเชื้อ
        2. การรักษาคนไข้ การเตรียมการรับมือต่าง ๆ ในการดูแลรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาล ทั่วประเทศ
        3. การปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้มีกำลังคนในการรักษาคนไข้ที่เพียงพอ
        4. การปกป้องสังคม โดยมีการบูรณาการให้ความรู้ทางการแพทย์จากแพทย์หลากหลายสาขา เช่น จิตแพทย์ หมอโรคปอด หมอโรคติดเชื้อ เป็นต้น การจัดการเรื่องของยาสถานพยาบาล และการทำประกันให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
        5. การเตรียมอนาคต ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในอนาคต ได้แก่
               - การผลิตหน้ากากผ้า/หน้ากากอนามัย โดยอาศัยความร่วมมือทางการแพทย์กับวิศวกรในการพัฒนานวัตกรรม เพื่อทดแทนการขาดแคลน
               - การเว้นระยะห่างทางสังคมที่ทำให้จำเป็นต้องมีการปิดเมือง เพื่อป้องกัน การแพร่กระจายของเชื้ออย่างรวดเร็ว
               - การลดขนาดพื้นที่ทำงาน ลดการเดินทาง ลดค่าใช้จ่าย สนับสนุนการทำงานที่บ้าน แต่ไม่ลดสถานพยาบาล
               - มิติทางการแพทย์ ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนคนอยู่บ้านกันมากขึ้น ดังนั้น การใช้เวลากับครอบครัวมีมากขึ้นส่งผลให้สถาบันครอบครัวมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้นและใกล้ชิดกันมาก
               - การหาความรู้-การดูหนังผ่านสื่อออนไลน์เป็นพฤติกรรมใหม่ที่เกิดขึ้น
               - สังคมที่ไร้เงินสด การซื้อของ การสั่งอาหาร การสั่งยา การให้บริการทางการแพทย์ซึ่งกำลังมีการออกกฎหมาย Tele-medicine Tele-care Tele-health และ Tele-consult

        ทันตแพทยสภา ทันตแพทย์เผด็จ ตั้งงามสกุล อุปนายกทันตแพทยสภา คนที่ 1 กล่าวว่าคลินิกทันตกรรมยังไม่ปิดบริการตั้งแต่เกิดวิกฤตแพร่ระบาด สำหรับประกาศฉบับแรกของกรมการแพทย์ที่ลงนามเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทันตแพทย์คือการรักษาพยาบาลในภาวะฉุกเฉิน โดยยังคงให้การรักษาอยู่ตลอด แต่จะหลีกเลี่ยงกรณีที่ไม่เร่งด่วนให้เลื่อนการรักษาออกไปก่อน แต่เมื่อสถานการณ์ผ่อนคลายดีขึ้นก็ได้มี การทบทวนและเปิดรับให้รักษาฟันได้ มีดังนี้ กรณีการรับการรักษาแบบระยะเร่งด่วน และแบบระยะก่อนเร่งด่วน (pre-emergency) หมายถึงผู้ป่วยที่ยังไม่มีอาการแต่หากทิ้งระยะเวลาออกไปจะเกิดอาการรุนแรงได้ เช่น ฟันที่ผุลึกแต่ยังไม่มีอาการ คนไข้ที่มีการรักษารากฟันอยู่แต่ต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง คนไข้ใส่ฟันปลอมที่ค้างอยู่ คนไข้ที่ใส่ลวดจัดฟันค้างอยู่ เป็นต้น แต่สำหรับผู้ป่วยที่ยังไม่มีความจำเป็นต้องรีบเข้ารับการรักษายังคงขอให้เลื่อนนัดออกไปก่อน ทั้งนี้ ผู้ป่วยสามารถติดต่อสอบถามไปยังคลินิกที่จะเข้ารับบริการได้ว่าจะสามารถเดินทางไปรับบริการได้หรือไม่
        อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ประชาชนมีการติดต่อทางโทรศัพท์ หรือสื่อออนไลน์เพื่อนัดหมายก่อนเข้ารับบริการ ที่คลินิกทันตกรรมและเปิดโอกาสให้มีการซักถามความจำเป็นในการเข้ารับการรักษาเพื่อประเมินความเสี่ยงและคัดกรองสภาพโดยรวมของคนไข้ก่อนเดินทางเข้าไปที่คลินิก นอกจากนี้ ยังมีการจัดการภายในคลินิกที่มีการเว้นระยะห่างในการรอเข้ารับการรักษา การปรับปรุงสถานพยาบาลให้เอาสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน และลดจำนวนผู้ติดตามเท่าที่จำเป็น สำหรับเครื่องแต่งกายของแพทย์ตามมาตรฐานยังมีไม่เพียงพอ ดังนั้นทันตแพทย์จึงมีการดัดแปลงโดยการนำเสื้อกันฝนมาทำเป็นชุด PPE เพื่อป้องกันละอองฝอย ใส่ Face shield และเมื่อใช้งานเสร็จจะมีการทำความสะอาดฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์และอบในตู้ UV สำหรับระยะต่อไปเมื่ออุปกรณ์ตรวจเชื้อมีแพร่หลายจะมีการนำมาใช้ตรวจสอบคนไข้ก่อนเข้ารับการรักษา และเมื่อมีวัคซีนใช้แล้วอาจจะมีการบรรเทามาตรการเข้มงวดให้ลดลงได้ สำหรับหน้ากาก N95 ที่ขาดแคลนจะมีทันตแพทย์บางท่านใช้วิธีสแกนใบหน้าและทำ 3D printing หน้ากากออกมาให้ปิดได้มิดชิด ซึ่งหากเป็นไปได้ทางทันตแพทย์อยากให้มีความร่วมมือกับสถานที่ผลิตหน้ากากทางเลือกที่มีคุณสมบัติเทียบเท่ากับหน้ากาก N95 ได้

        สภาการพยาบาล รศ.ดร.ทัศนา บุญทอง นายกสภาการพยาบาล กล่าวว่าการไปสถานพยาบาลจะมีพยาบาลเป็นด่านแรกในการคัดกรองผู้ป่วยเพื่อตรวจหาเชื้อ ซึ่งใช้ระยะเวลารอผลตรวจ 2-3 วัน โดยให้ผู้ป่วยกลับไปรอฟังผลตรวจที่บ้านและจะมีคำแนะนำในการปฏิบัติตัวขณะรอฟังผลอยู่ที่บ้าน และหากผลตรวจออกมาพบว่าเป็นผู้ป่วยติดเชื้อจะมีการติดต่อเข้ารับผู้ป่วยโดยจะมีพยาบาลดูแลอยู่ตลอด กรณีที่เป็นผู้ป่วยหนักจะมีการย้ายผู้ป่วยเข้าห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) จะได้รับการดูแลจากแพทย์และพยาบาลที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างใกล้ชิด
        รศ.ดร.ศิริอร สินธุ อุปนายกสภาการพยาบาล คนที่ 1 ได้บรรยายให้เห็นภาพเบื้องหลังการทำงานของพยาบาลกับผู้ป่วยวิกฤตติดเชื้อ จะเป็นภาพห้องความดันลบหน่วยวิกฤตที่มีพยาบาลสวมชุดป้องกันอย่างมิดชิด ตรวจประเมินและเฝ้าดูผู้ป่วยตลอดเวลา มีการจัดการวัดปรับระดับสารน้ำที่แพทย์ให้ทางหลอดเลือด ยา สิ่งขับหลั่งและขับถ่ายจากร่างกายอย่างละเอียด นอกจากนี้ ในห้องความดันลบจะมีเชื้อไวรัสโควิด-19 วนในอากาศ หรือติดพื้น ผนังห้อง รวมถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังนั้น พยาบาลมีความจำเป็นต้องดูแลตนเองเพื่อไม่ให้ตนติดเชื้อและนำเชื้อไปติดผู้อื่นและครอบครัว เพราะหากพยาบาลป่วยจะส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อการขาดแคลนบุคลากรในการรักษาผู้ป่วย ดังนั้น อุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยจึงมีความสำคัญมาก
        สำหรับชุดป้องกันที่ดีที่สุด คือ ชุดความดันบวกด้านในเพื่อป้องกันไม่ให้อากาศและเชื้อโรคในห้องความดันลบเข้ามาได้ด้านในได้ ที่เรียกว่า ชุด PAPR (Power Air Purifying Respiratory) ซึ่งมีราคาสูงมากกว่าชุด PPE (ไม่มีออกซิเจน) แต่จะอึดอัดน้อยกว่า ทำงานคล่องตัวมากกว่า ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการวางแผนร่วมกับแพทย์ก่อนใส่ชุดนี้ เนื่องจากเป็นชุดที่ใช้แล้วทิ้ง ราคาราว 3-4 หมื่นบาท พยาบาลต้องมีการเตรียมการเก็บรวบรวมข้อมูล สังเกตอาการผู้ป่วยอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะข้อมูลจำเพาะที่แพทย์ต้องใช้ในการตัดสินใจร่วมกับพยาบาลในห้องความดันลบ สิ่งสำคัญในห้องผู้ป่วยวิกฤตพยาบาลต้องทำการกู้ระบบหายใจเนื่องจากปอดของผู้ป่วยถูกทำลาย

        สภาเภสัชกรรม รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ นายกเภสัชกรรม กล่าวว่าในช่วงสถานการณ์นี้ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้น และจะเห็นได้ว่าบุคลากรทางการแพทย์ของไทยมีความพร้อม และมีการปรับตัวเพื่อผู้ป่วย เช่นเดียวกับความจำเป็นในการใช้ยาสำหรับผู้ป่วย หากสามารถคิดค้นยาป้องกันโรคโควิด-19 จะเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อ จึงทำให้เภสัชกรต้องเข้าไปมีส่วนร่วม ประเทศไทยถือว่ามีระบบการรักษาสุขภาพที่มีคุณภาพ มีหลักประกันสุขภาพตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขที่เข้าไปดูแลมาตรฐานคุณภาพการผลิตยา รวมถึงสถานที่จัดยา
        การติดตามและจัดยาสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังในช่วงที่ไม่สามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้ มีการนำ Tele-medicine ทางการแพทย์มาใช้ควบคู่กับ Tele-pharmacy เพื่อใช้ติดตามการใช้ยาของผู้ป่วย การวิเคราะห์ใบสั่ง และการจัดส่งยาที่ดีมีความระมัดระวังในเรื่องของการรักษาสภาพยาให้มีความคงตัวอยู่เมื่อถึงมือผู้ป่วย ทั้งนี้ แนะนำไม่ให้ผู้ป่วยสั่งยาออนไลน์มาใช้รักษาด้วยตนเองเนื่องจากขาดการวินิจฉัยจากแพทย์หรือเภสัชกรจึงอาจเป็นอันตรายได้ สำหรับเรื่องวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ต้องใช้เวลาในการพัฒนา เนื่องจากต้องอาศัยองค์ความรู้ ทรัพยากรต่าง ๆ มากมาย รวมถึงระยะเวลาในการทดลองวิจัยกับมนุษย์ จึงจำเป็นต้องอาศัยการเข้าไปมีส่วนร่วมจากองค์กรในต่างประเทศที่มีความพร้อมในการพัฒนาวัคซีนได้อย่างรวดเร็ว เช่น จีน เยอรมัน เป็นต้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถมีโอกาสได้รับความช่วยเหลือจากนานาประเทศที่สามารถผลิตวัคซีนได้ก่อน

        สภาเทคนิคการแพทย์ ทนพ.สมชัย เจิดเสริมอนันต์ นายกสภาเทคนิคการแพทย์ กล่าวว่าการเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลผู้ป่วยจะถูกส่งตรวจที่กับทีมเทคนิคการแพทย์ในห้องปฏิบัติการปลอดเชื้อ สำหรับเชื้อไวรัสก่อโรคโคโรนาที่สามารถก่อโรคได้รุนแรงทำให้ปอดอักเสบและอาจถึงแก่ความตายได้ ได้แก่ SAR-CoV-1, MERS-CoV และ SARS-CoV-2 (เป็นสาเหตุของโรคโควิด-19) ซึ่งการแพร่กระจายเชื้อเกิดจากการไอ-จามที่ติดออกมาเป็นละอองฝอย และมีจับสัมผัสติดต่อกันไปจากคนสู่คน มีระยะฟักตัวประมาณ 14 วัน หากได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะมีการขยายตัวในหลอดลมและปอด ทำให้เกิดปอดอักเสบและนำไปสู่การหายใจล้มเหลว อย่างไรก็ตามร่างกายมนุษย์สามารถสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันเชื้อนี้ได้ ผู้ติดเชื้อจะมีอาการไข้ ไอ จาม เจ็บคอ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย สูญเสียการรับรู้กลิ่น
        กลไกการตอบสนองของร่างกายในผู้ติดเชื้อสามารถตรวจหาเชื้อได้เมื่อร่างกายได้รับเชื้อเข้าไปในระยะ 3-5 วัน โดยวิธีเทคนิคทางอณูวิทยา และมีเทคนิคการตรวจเมื่อร่างกายมีการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา ประมาณวันที่ 10 ซึ่งจะมีการสร้างภูมิคุ้มกันที่ชื่อว่า igM และ วันที่ 14 จะมีภูมิคุ้มกันชื่อว่า igG โดยการตรวจในห้องปฏิบัติการจะตรวจหาเชื้อด้วยวิธีการป้ายคอ/โพรงจมูก และการตรวจหาภูมิคุ้มกันด้วยวิธีการเจาะเลือด การตรวจเชื้อในประเทศไทยมี 2 แบบ ได้แก่ Real-time RT PCR เป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัสและ Rapid test เป็นชุดตรวจแบบใช้ครั้งเดียวตรวจหาภูมิคุ้มกันจากเลือด รออ่านผล 10-15 นาที (คล้ายคลึงกับชุดตรวจการตั้งครรภ์)
        มีการแสดงวีดีโอการทำ Rapid test ด้วยตนเองที่ไม่ถูกต้องและมีโอกาสเสี่ยงเกิดบาดแผลและติดเชื้อได้ รวมถึงชุดตรวจที่ไม่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประกอบกับการอ่านผลยากอาจคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้อง จึงไม่แนะนำให้ซื้อมาทำเองเนื่องจากมีความเสี่ยงและอันตราย

        สัตวแพทยสภา ผศ.น.สพ.ดร.ธวัชชัย ศักดิ์ภู่อร่าม นายกสัตวแพทยสภา กล่าวว่าปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าสัตว์จะแพร่เชื้อมาที่คน แต่แนะนำว่าควรจะมีการล้างมือก่อนและหลังสัมผัสสัตว์เสมอ
        นอกจากนี้ มีการยกตัวอย่างรายงานการติดเชื้อโควิด-19 ของสัตว์ในต่างประเทศ สำหรับเคสแรกเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 สุนัขพันธุ์ปอมเปอเรเนียน อายุ 17 ปี ที่ฮ่องกง มีการเก็บตัวอย่างจากช่องปากได้ผลบวกอ่อน ๆ แต่มีการเก็บผลจากช่องทวาร และอุจจาระ กลับได้ผลลบ และวันที่ 2 มีนาคม 2563 ได้มีการเก็บผลอีกครั้งที่ช่องปากซึ่งยังคงได้ผลบวกอ่อน ๆ เช่นเดิม ในวันที่ 3 มีนาคม 2563 มีการเก็บเลือดไปตรวจเพื่อหาภูมิคุ้มกัน ซึ่งได้ผลลบแปลว่าไม่เกิดแอนติบอดี้ หลังจากนั้นวันที่ 5 และ 9 มีนาคม 2563 มีการเก็บผลที่ช่องปากและจมูก ยังคงให้ผลบวกอ่อน ๆ อยู่ จากนั้นมีการตรวจซ้ำวันที่ 12-13 มีนาคม 2563 (ซึ่งมีการกักตัวสุนัขไว้ 2 สัปดาห์) ปรากฏผลตรวจเป็นลบ แต่การตรวจภูมิคุ้มกันกลับให้ผลบวก จึงมีข้อสังเกตว่าหลังจาก 2 สัปดาห์ผ่านไปสุนัขมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นแล้ว และในวันที่ 15 มีนาคม 2563 มีการปล่อยตัวสุนัขเนื่องจากไม่พบเชื้อแล้ว แต่หลังจากปล่อยตัวไปเพียง 2 วัน สุนัขก็เสียชีวิต เนื่องจากอายุมากและมีการวิเคราะห์ยืนยันว่าสาเหตุการเสียชีวิตของสุนัขตัวดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับโควิด-19 เลย สุนัขตัวนี้เชื่อว่าได้รับการปนเปื้อนจากเจ้าของที่ป่วยเป็นโควิด-19
        ตัวอย่างต่อมา สุนัข 2 ตัว พันธุ์อัลเซเชียน อายุ 2 เดือน กับพันธุ์ผสม ที่อยู่กับผู้ป่วยโควิด-19 สุนัขพันธุ์อัลเซเชียนตรวจแล้วได้ผลบวก ต่อมาอีก 10 วัน ผลตรวจจากช่องจมูกให้ผลเป็นลบ มีการตรวจเพาะแยกเชื้อ โดยมีการกักตัวสุนัขวันที่ 18 มีนาคม 2563 ต่อมาวันที่ 25 มีนาคม 2563 พบเชื้อไวรัสแล้ว หลังจากนั้นวันที่ 3 เมษายน 2563 ประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากกักตัวสุนัขพบว่าสุนัขมีภูมิคุ้มกันเชื้อโควิด-19 ในขณะที่สุนัขพันธุ์ผสมอีกตัวตรวจแล้วให้ผลลบตั้งแต่ต้นมาโดยตลอด เป็นข้อที่น่าสังเกตว่าการนำสุนัขมากอดจูบสัมผัสอย่างใกล้ชิด ทำให้คนสามารถปนเปื้อนแพร่เชื้อไปให้สัตว์เลี้ยงได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญในขณะนี้คือคนไม่ควรสัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงและควรใส่หน้ากากป้องกันตนเองด้วย
        ตัวอย่างแมวในเบลเยี่ยมที่พบว่ามีอาการทางระบบทางเดินหายใจ อาเจียน ท้องเสีย จึงส่งสิ่งส่งตรวจและผลปรากฏว่าเป็นบวก จึงมีการกักตัวหลังจากนั้น 9-10 วันก็มีการปล่อยตัว
        ตัวอย่างแมวในฮ่องกงเจ้าของเป็นผู้ป่วยโควิด-19 มีการเก็บสิ่งส่งตรวจจากช่องปากและจมูก ปรากฏให้ผลบวกต่อโควิด-19 โดยเชื่อว่าแมวได้รับการปนเปื้อนจากเจ้าของ หลังจากนั้นแมวก็มีอาการดีขึ้นและส่งกลับ
        ตัวอย่างเสือที่สวนสัตว์ในนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ติดเชื้อโควิด-19 เนื่องจากคนให้อาหารเสือกับสิงโตในสวนสัตว์มีอาการป่วยโควิด-19 จึงมีการปิดสวนสัตว์ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2563 และในวันที่ 27 มีนาคม 2563 พบว่าเสือที่ชื่อนาเดียแสดงอาการผิดปกติทางระบบทางเดินหายใจ และเสืออีก 3 ตัวก็มีอาการแบบเดียวกัน ต่อมาสิงโตอีก 3 ตัว รวมทั้งหมด 7 ตัว มีอาการป่วยทางระบบทางเดินหายใจ โดยในวันที่ 3 เมษายน 2563 มีการตัดสินใจวางยานาเดียและเก็บตัวอย่างทางช่องปาก จมูก และหลอดลม ส่งไปตรวจที่ห้อง Lab 2 แห่ง ได้แก่ Cornell University และ Illinois University ผลปรากฏว่าให้ผลบวกต่อเชื้อโควิด-19 วันที่ 22 เมษายน 2563 เก็บผลตรวจจากอุจจาระก็ยังให้ผลบวก ในขณะที่สัตว์อื่น ๆ ในสวนสัตว์ไม่มีอาการ
        ตัวอย่างแมว 2 ตัวในนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกามีเจ้าของเป็นโควิด-19 แต่ผลตรวจแมว 2 ตัวไม่เหมือนกัน เนื่องจากตัวหนึ่งเป็นอีกตัวไม่เป็นโควิด-19 จึงน่าสังเกตว่าทำไมแมว 2 ตัวอยู่กับเจ้าของที่เป็นโควิด-19 คนเดียวกัน แต่ติดเชื้อเพียงตัวเดียวและไม่ได้ถ่ายทอดเชื้อสู่กัน
        สรุปสัตว์เลี้ยงมีโอกาสที่จะได้รับเชื้อโควิด-19 ได้ แต่การถ่ายทอดเชื้อระหว่างสัตว์ยังคงเป็นคำถามจากกรณีที่นำเสนอข้างต้น ยังไม่มีการยืนยันที่แน่ชัดซึ่งต้องอาศัยงานวิจัยต่อไป จึงแนะนำว่าไม่ควรปล่อยสัตว์เลี้ยงออกไปนอกบ้าน และไม่ควรนำสัตว์เลี้ยงมากอดจูบ ควรใส่หน้ากากอนามัยและล้างมือ ก่อนให้อาหาร สัมผัส หรือทำกิจกรรมใด ๆ กับสัตว์เลี้ยง

        สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายประเสริฐ หวังรัตนปราณี อุปนายกสภาวิชาชีพบัญชีฯ แจ้งว่าด้านความช่วยเหลือกับผู้ประกอบการได้มีการประสานงานกับกรมสรรพากรและกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้มีการประกาศขยายเวลาการยื่นภาษี การเลื่อนประชุมผู้ถือหุ้นทำให้เลื่อนระยะเวลาการส่งงบการเงินได้ การช่วยเหลือผู้ประกอบการมีมาตรการเพื่อลดผลกระทบในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 สภาวิชาชีพบัญชีฯ ได้มีการออกแนวปฏิบัติทางบัญชี เรื่องมาตรการผ่อนปรนชั่วคราวด้านบัญชี 2 เรื่อง ได้แก่ มาตรการผ่อนปรนชั่วคราวสำหรับกิจการที่ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเพื่อช่วยผ่อนปรนให้กับสถาบันการเงิน และมาตรการผ่อนปรนชั่วคราวทางบัญชีในเรื่องต่าง ๆ
        ในอนาคตจะมีแอพริเคชั่นทางบัญชีสำหรับผู้ประกอบการ โดยที่ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องมีนักบัญชีมาคีย์บัญชีผ่านคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลจะเชื่อมเข้าสู่ระบบโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดต่อสภาวิชาชีพบัญชีฯ ได้ทางเว็บไซต์

        สภากายภาพบำบัด ดร.นันทินี นวลนิ่ม อาจารย์คณะกายภาพ มหาวิทยาลัยมหิดลกล่าวถึงประเด็นคำถามว่าการออกกำลังกายที่บ้านช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันได้จริงหรือ คำตอบ คือ จริงบ้าง-ไม่จริงบ้าง ขึ้นอยู่กับรูปแบบการออกกำลังกาย โภชนาการทางอาหารที่รับประทานเพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ และการงดการสูบบุหรี่ แต่การเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19
มีผลต่อการออกกำลังกายและกิจกรรมทางกายทั่วโลก ซึ่งมีข้อมูลจาก Fitbit ว่าคนทั่วโลกมีจำนวนการก้าวเดินที่ลดลง เช่น ประเทศไทยลดลง 12% ประเทศจีนลดลง 17%
        มีการแสดงกราฟการออกกำลังกายกับความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ซึ่งหากไม่มีการทำกิจกรรมออกกำลังกายใด ๆ เลย จะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อปานกลาง เมื่อมีการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจะลดลงต่อเนื่องจนถึงการออกกำลังกายที่ความหนักปานกลาง แต่หากมีการออกกำลังกายที่ระดับหนักหรือนานเกินไป เช่น การวิ่งมาราธอน การยกน้ำหนัก โอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อจะเพิ่มขึ้น
        การออกกำลังกายที่ความหนักปานกลาง ตัวชี้วัดที่ดีอยู่ที่ 60-70% ของชีพจรสูงสุด โดยใช้สูตรสมการ 220-อายุ เช่น อายุ 40 ปี ชีพจรสูงสุด = 220-40 = 180 ครั้ง/นาที ดังนั้นชีพจรขณะออกกำลังกายควรอยู่ระหว่าง 108-126 ครั้ง/นาที เวลาในการออกกำลังกายก็สำคัญเช่นกันควรออกกำลังกาย 150 นาที/สัปดาห์ (30 นาทีต่อวัน/ 5 วันต่อสัปดาห์) จะทำให้ภูมิคุ้นกันดี จึงควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก เพราะทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง
        การออกกำลังกายอย่างหนักจะมีช่วงที่เรียกว่า Open Window ที่เป็นหลุมจะเป็นช่วงที่ภูมิคุ้มกันต่ำลงซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
        มีการศึกษาที่น่าสนใจงานหนึ่งในฮ่องกง เมื่อปี 1998 ศึกษาคนจีน จำนวน 24,656 คน ที่เสียชีวิตจากไข้หวัดฮ่องกง พบว่า คนที่ไม่ออกกำลังกายเลยและคนที่ออกกำลังกายหนักมากเกินไป (มากกว่า 5 วัน/สัปดาห์) มีโอกาสที่จะเสียชีวิตด้วยไข้หวัดฮ่องกงมากกว่าคนที่ออกกำลังกายที่ความหนักระดับปานกลาง และพบว่าผู้ที่ออกกำลังกาย 3-5 วัน/สัปดาห์ก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดไข้หวัดฮ่องกง 2-3 เดือน ร่างกายมีการต่อสู้ต่อเชื้อไวรัสได้ดีกว่าผู้ที่ออกกำลังกายหนัก ๆ หรือผู้ที่ไม่ออกกำลังกายเลย
        จากสถิติของผู้เสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 พบว่าเป็นผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวอื่นร่วมด้วย ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคระบบทางเดินหายใจ และมะเร็ง ซึ่งการออกกำลังกายมีส่วนช่วยในการรักษาหรือป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ ทำให้การทำงานของอินซูลินดีขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการป้องกันโรคเบาหวาน ความดันเลือด และควบคุมน้ำหนัก ดังนั้น ในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 ควรออกกำลังกายที่บ้านด้วยความหนักปานกลาง ประมาณ 30 นาที/วัน ไม่เกิน 5 วัน/สัปดาห์ การออกกำลังกาย ที่นานเกินกว่า 1 ชั่วโมงขึ้นไปถือว่าเป็นการออกกำลังกายที่นานเกินไป ควรใช้สื่อโซเชียลเพื่อให้มีเพื่อนในการออกกำลังกาย และแนะนำว่าไม่ควรสวมหน้ากากอนามัยขณะออกกำลังกายเพราะจะทำให้ความดันและชีพจรสูงเกินไปเนื่องจากปริมาณออกซิเจนต่ำ

        สภาทนายความ คุณทัศไนย ไชยแขวง อุปนายกฝ่ายต่างประเทศ กล่าวว่าปัจจุบัน สภาทนายความได้มีการตั้งศูนย์ช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย กรณีฉุกเฉินเกี่ยวกับสถาณการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ผ่านสายด่วน 1167 ซึ่งได้รวบรวมกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประชาชน ผู้ประกอบการหรือลูกจ้าง เพื่อให้คำแนะนำด้านกฎหมาย การให้สิทธิ มาตรการช่วยเหลือด้านการเงิน พักชำระหนี้ พักดอกเบี้ย พักภาษีอากร หน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อลูกจ้าง
        ในประเทศจีนบางเมืองมีการนำอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วยในการพิจารณาคดี สืบพยาน และการยื่นฟ้องผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ จนจบคดีโดยที่ไม่ต้องเดินทางไปศาล
        สำหรับประเทศไทยกระทรวงยุติธรรม โดยสำนักงานศาลยุติธรรม มีโครงการ E-Filing System เป็นโครงการทางอิเล็กทรอนิกส์ในการยื่นฟ้อง ยื่นเอกสาร โดยไม่ต้องไปศาล แต่การสืบพยานยังคงต้องเดินทางไปที่ศาลอยู่ อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังมีผู้ใช้งานน้อยมาก แต่จากวิกฤตในการเกิดไวรัสโควิด-19 จะทำให้เกิด New normal ในกระบวนการยุติธรรมส่วนของศาล เป็นตัวเร่งทำให้นักกฎหมายและประชาชน เข้ามาใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้น

        สภาสถาปนิก พลอากาศตรี มล.ประกิตติ เกษมสันต์ นายกสภาสถาปนิก กล่าวว่า สภาสถาปนิกให้ความช่วยเหลือองค์กรต่าง ๆ ในการปรับปรุงพื้นที่เพื่อรองรับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งช่วงแรกได้มุ่งที่พื้นที่กักกัน ต่อมาได้มีความร่วมมือกับศูนย์ออกแบบเพื่อสังคมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินโครงการ Zero COVID เพื่อสนับสนุนบุคคลากรทางการแพทย์ด้านการแก้ไขวิกฤติโควิด-19 ตามมาตรฐานวิชาชีพ ดังนี้ 1) โรงพยาบาลชุมชุน ส่งทีมช่วยดูแบบเพื่อให้เข้ากับแต่ละพื้นที่ให้สามารถทำได้จริง 2) โรงพยาบาลสนาม เตรียมการสร้างโรงพยาบาลสนามขนาดใหญ่ โดยได้รับความร่วมมือจากทีมสถาปนิกจีนส่งแบบและให้คำแนะนำ 3) อุปกรณ์ด้านความปลอดภัยบุคคล PPE 4) การบริหารทรัพยากร
        สถานการณ์ตอนนี้มีแนวโน้มดีขึ้นแต่ยังคงมีการเตรียมความพร้อมในการรับสถานการณ์ในระยะต่อไป คือ พื้นที่กักกัน พื้นที่สาธารณะ และเตรียมพร้อมระบบหากต้องใช้งาน มีการออกแบบโรงพยาบาลสนาม (Mobile) เตรียมติดตั้ง เพราะไม่ทราบว่าจะได้ใช้เมื่อไหร่และมีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่
        ภายหลังไวรัสโควิด-19 จะทำให้เกิด New normal ทำให้สังคมเกิดการเปลี่ยนในฐานะนักออกแบบ การออกแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า โรงพยาบาล ร้านค้าแผลงลอย ขนส่งมวลชน พื้นที่สาธารณะ มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเพิ่มเติม คือ ความหนาแน่น การเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล การวางระบบโซนนิ่ง การสัญจร ระบบถ่ายเทอากาศ การลดการสัมผัส ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่ผ่านมา

        สภาวิศวกร ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสภาวิศวกร กล่าวว่าทุกอย่างเกิดขึ้นจากก้าวแรกเสมอ สิ่งที่น่ากลัวคือการต่อสู้กับความกลัวในอดีต ในอดีตใครจะเชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถพัฒนาผลิตเครื่องมือทางด้านการแพทย์ได้ในช่วงวิกฤติ ร้านขายยามีการเปลี่ยนเป็นร้านยาออนไลน์มากขึ้น เครื่องมือทันตแพทย์จริงแล้วมาจากปากีสถาน การบริการประเทศให้รอดพ้นวิกฤตโควิด-19 ได้ต้องอาศัยความรู้จากสภาวิชาชีพที่เกิดขึ้นเพื่อประชาชนทุกคน ซึ่งในยุคที่เกิดโควิด-19 วิศวกรมีความคิดที่จะทดแทนการนำเข้าเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ จึงมีการประดิษฐ์หุ่นยนต์ในการช่วยเหลือแพทย์ หุ่นยนต์ในการลำเลียงเวชภัณฑ์ ตู้ในการควบคุมเชี้อ (ความดันลบ) หรือตู้ที่ปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ (ตู้ความดันบวก) ขึ้น
        ดร.ประเสริฐ ตปนียางกูล เลขาธิการสภาวิศวกร กล่าวว่า New normal หมายถึง ความปกติใหม่ รูปแบบการดำเนินชีวิตอย่างใหม่ที่จะต้องแตกต่างจากที่ผ่านมา เนื่องจากมีผลกระทบเข้ามา ซึ่งสิ่งที่วิศวกรต้องคำนึงในการออกแบบ คือ การเว้นระยะปลอดภัย โดยต้องไม่สัมผัสกับผู้ป่วย ซึ่งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังมีการจัดทำและมอบห้องตรวจเชื้อโดยไม่สัมผัสกับผู้ป่วยแจกจ่ายไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ การใช้ Co-bot หุ่นยนต์เข้ามาช่วยในจัดส่งเวชภัณฑ์ เลี่ยงสัมผัสกับผู้ป่วย ออกแบบหน้ากากอนามัยให้สามารถหายใจได้สะดวกไม่ติดเชื้อ ระบบปรับอากาศและระบายอากาศในห้างสรรพสินค้าต้องเป็นระบบที่ป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค นอกจากนี้วิศวกรสิ่งแวดล้อมคงต้องเข้ามาช่วยดูแลพวกขยะติดเชื้อต่าง ๆ ที่มีมากขึ้นในสถานการณ์นี้
        รศ.ดร. ปิยะบุตร วานิชพงษ์พันธุ์ อุปนายกสภาวิศวกร คนที่ 1 กล่าวสรุปและกล่าวขอบคุณทุกสภาวิชาชีพว่าการเสวนาในวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่แต่ละวิชาชีพได้ร่วมมือกันนำความรู้ความสามารถของแต่ละสภาวิชาชีพมาชี้นำหนทางที่ปลอดภัย มั่นคง ยั่งยืน ของสุขภาพมนุษย์ ชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนในสังคมไทย และการนำสังคมไทยไปสู่ New normal ที่เป็นสมดุลใหม่เป็นความพอดีของชีวิต
        ทั้งนี้ การเสวนาในลักษณะที่มีประเด็นที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไป จะมีการจัดทำอย่างต่อเนื่องโดยจะมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นตัวแทนจากแต่ละวิชาชีพมาให้สัมภาษณ์และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ต่อไป