สภาวิศวกร สภาวิศวกร
สภาวิศวกร
สภาวิศวกร

สาขา : อุตสาหการ

วิชา : Maintenance Engineering

เนื้อหาวิชา : 220 : 01 แนวคิด ประเภท Objectives ของ Maintenance
ข้อที่ 1 : ในการบำรุงรักษาด้วยตนเอง (Self Maintenance) กิจกรรมใดต่อไปนี้ไม่ใช่กิจกรรมเพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพ
1 : การใช้เครื่องจักรอย่างถูกวิธี
2 : การซ่อมแซมกรณีเกิดเหตุขัดข้องแบบฉุกเฉิน
3 : การหยอดน้ำมันหล่อลื่นในจุดที่จำเป็น
4 : การทำความสะอาดเครื่องจักร
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 2 : ข้อใดที่มักจะเป็นผลมาจากการที่โรงงานอุตสาหกรรมมีระบบซ่อมบำรุงที่ดี
1 : เดินเครื่องจักรทำการผลิตได้อย่างราบรื่น
2 : ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพดี
3 : ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำลง
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 3 : หากต้นทุนของงานซ่อมบำรุงคิดเป็นร้อยละ 20 ของยอดขาย และกำไรคิดเป็นร้อยละ 10 ของยอดขาย การลดต้นทุนในงานซ่อมบำรุงลงร้อยละ 10 จะเป็นผลให้กำไรเพิ่มขึ้นร้อยละเท่าไร
1 : ร้อยละ 10
2 : ร้อยละ 20
3 : ร้อยละ 30
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 4 : ข้อใดเป็นค่าประสิทธิผลเชิงรวมของโรงงานที่ขาดระบบซ่อมบำรุงที่ดี ที่ระบุโดยนายเซอิจิ นากาจิมา ผู้เชี่ยวชาญด้านการซ่อมบำรุงรักษาโรงงานอุตสาหกรรมชาวญี่ปุ่น
1 : ร้อยละ 50
2 : ร้อยละ 60
3 : ร้อยละ 70
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 5 : ข้อใดที่มีผลทำให้ประสิทธิผลเชิงรวมของเครื่องจักรต่ำลง
1 : เครื่องจักรชำรุดหยุดงานบ่อยครั้ง
2 : เครื่องจักรเดินช้ากว่าความเร็วมาตรฐาน
3 : ต้องซ้ำงานที่ออกจากเครื่องใหม่
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 6 : ประเทศใดที่ถือกันว่าเป็นแหล่งที่เกิดของวิธีการจัดการงานซ่อมบำรุงโรงงานอุตสาหกรรมที่เรียกว่าการซ่อมบำรุงทวีผลเชิงรวม (Total Productive Maintenance)
1 : ญี่ปุ่น
2 : เยอรมัน
3 : สหรัฐอเมริกา
4 : อังกฤษ
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 7 : ข้อใดที่ไม่ถือว่าเป็นงานซ่อมบำรุงป้องกัน
1 : การขจัดจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องที่เป็นสาเหตุให้เกิดการชำรุดขัดข้อง
2 : การตรวจสอบสภาพเครื่องจักร
3 : การเปลี่ยนชิ้นส่วนที่หมดอายุ
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 8 : ข้อใดเป็นระดับผลผลิตของสายการผลิตที่จะเพิ่มขึ้น หากการปรับปรุงระบบซ่อมบำรุงทำให้ประสิทธิผลเชิงรวมของสายการผลิตเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 90
1 : ร้อยละ 30
2 : ร้อยละ 40
3 : ร้อยละ 50
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 9 : ข้อใดที่เป็นกิจกรรมหลักของการซ่อมบำรุงทวีผลเชิงรวม (Total Productive Maintenance)
1 : การปรับปรุงแบบเน้นชัดในจุดที่เป็นปัญหา
2 : การซ่อมบำรุงด้วยตนเองของพนักงานที่ใช้เครื่อง
3 : การให้การศึกษาและฝึกอบรมพนักงาน
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 10 : ข้อใดที่เป็นระยะเวลาที่มักจะต้องใช้ในการพัฒนาระบบซ่อมบำรุงให้เป็นแบบการซ่อมบำรุงทวีผลเชิงรวม (Total Productive Maintenance - TPM)
1 : 3-4 เดือน
2 : 6-12 เดือน
3 : 3-4 ปี
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 11 : การจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาทำหน้าที่ในการส่งเสริมผลักดัน อยู่ในช่วงใดของการพัฒนาระบบซ่อมบำรุงให้เป็นแบบการซ่อมบำรุงทวีผลเชิงรวม (Total Productive Maintenance - TPM)
1 : ช่วงเตรียมการ
2 : ช่วงเริ่มงาน
3 : ช่วงดำเนินงาน
4 : ช่วงรักษาและพัฒนาระบบ
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 12 : การจัดงานเปิดตัวเพื่อแสดงความตั้งใจที่จะพัฒนาระบบซ่อมบำรุงโดยพนักงานทุกคน และอาจมีการเชิญชวนลูกค้าและผู้ส่งมอบเข้าร่วมงานด้วย เป็นขั้นตอนที่อยู่ในช่วงใดของการพัฒนาระบบซ่อมบำรุงให้เป็นแบบการซ่อมบำรุงทวีผลเชิงรวม (Total Productive Maintenance - TPM)
1 : ช่วงเตรียมการ
2 : ช่วงเริ่มงาน
3 : ช่วงดำเนินงาน
4 : ช่วงรักษาและพัฒนาระบบ
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 13 : การฝึกอบรมบุคลากรเป็นขั้นตอนที่อยู่ในช่วงใดของการพัฒนาระบบซ่อมบำรุงให้เป็นแบบการซ่อมบำรุงทวีผลเชิงรวม (Total Productive Maintenance - TPM)
1 : ช่วงเตรียมการ
2 : ช่วงเริ่มงาน
3 : ช่วงดำเนินงาน
4 : ช่วงรักษาและพัฒนาระบบ
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 14 : รางวัลด้านการบำรุงรักษาโรงงาน เช่น TPM Excellent Award อาจนำมาใช้ในช่วงใดของการพัฒนาระบบซ่อมบำรุงให้เป็นแบบการซ่อมบำรุงทวีผลเชิงรวม (Total Productive Maintenance - TPM)
1 : ช่วงเตรียมการ
2 : ช่วงเริ่มงาน
3 : ช่วงดำเนินงาน
4 : ช่วงรักษาและพัฒนาระบบ
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 15 : ข้อใดเป็นชื่อขององค์กรที่ส่งเสริมการพัฒนาระบบซ่อมบำรุงด้วยการจัดให้มีการพิจารณาให้รางวัลกับบริษัทที่มีความเป็นเลิศในด้านนี้
1 : Japanese Union of Scientists and Engineers - JUSE
2 : Japanese Institute of Plant Maintenance - JIPM
3 : Japanese Productivity Center - JPC
4 : Japanese Management Association - JMA
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 16 : ข้อใดเป็นการสูญเสียที่สามารถชี้บ่งได้ด้วยตัวประกอบเชิงคุณภาพ (Quality Factor – QF)
1 : หยุดงานเพราะไม่มีคำสั่งผลิต ไม่มีวัตถุดิบ หยุดตามวาระเทศกาล หรือด้วยเหตุอื่นๆ
2 : เครื่องชำรุดขัดข้อง และ เสียเวลาตั้งเครื่องในการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์
3 : ความเร็วลด เดินเครื่องตัวเปล่า และเหตุติดขัดในการผลิต
4 : ปัญหาทางคุณภาพและการสูญเสียส่วนได้
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 17 : ข้อใดเป็นดัชนีที่สามารถชี้บ่งการสูญเสียจากการสูญเสียส่วนได้ (Yield loss)
1 : ตัวประกอบการใช้เครื่อง (Utilization Factor – UF)
2 : ตัวประกอบการเดินเครื่อง (Running Factor – RF) หรือ ระดับความพร้อม (Availability – A)
3 : ตัวประกอบเชิงสมรรถนะ (Performance Factor – PF)
4 : ตัวประกอบเชิงคุณภาพ (Quality Factor – QF)
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 18 : ข้อใดเป็นดัชนีที่สามารถชี้บ่งการสูญเสียจากการเดินเครื่องตัวเปล่าได้
1 : ตัวประกอบการใช้เครื่อง (Utilization Factor – UF)
2 : ตัวประกอบการเดินเครื่อง (Running Factor – RF) หรือ ระดับความพร้อม (Availability – A)
3 : ตัวประกอบเชิงสมรรถนะ (Performance Factor – PF)
4 : ตัวประกอบเชิงคุณภาพ (Quality Factor – QF)
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 19 : ข้อใดเป็นดัชนีที่เป็นตัวชี้บ่งการสูญเสียจากการตั้งเครื่องเพื่อเปลี่ยนผลิตภัณฑ์
1 : ตัวประกอบการใช้เครื่อง (Utilization Factor – UF)
2 : ตัวประกอบการเดินเครื่อง (Running Factor – RF)
3 : ตัวประกอบเชิงสมรรถนะ (Performance Factor – PF)
4 : ตัวประกอบเชิงคุณภาพ (Quality Factor – QF)
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 20 : ข้อใดเป็นประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร (Overall Equipment Effectiveness - OEE) หากมีค่าตัวประกอบการใช้เครื่อง (Utilization Factor – UF) = 85.00 % ตัวประกอบการเดินเครื่อง (Running Factor – RF) = 92.00 % ตัวประกอบเชิงสมรรถนะ (Performance Factor – PF) = 96.00 % ตัวประกอบเชิงคุณภาพ (Quality Factor – QF) = 98.00 %
1 : 73.57 %
2 : 86.55 %
3 : 91.20 %
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 21 : ข้อใดเป็นประสิทธิผลโดยรวมของการผลิต (Overall Production Effectiveness - OPE) หากมีค่าตัวประกอบการใช้เครื่อง (Utilization Factor – UF) = 85.00 % ตัวประกอบการเดินเครื่อง (Running Factor – RF) = 92.00 % ตัวประกอบเชิงสมรรถนะ (Performance Factor – PF) = 96.00 % ตัวประกอบเชิงคุณภาพ (Quality Factor – QF) = 98.00 %
1 : 73.57 %
2 : 86.55 %
3 : 91.20 %
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 22 : ข้อใดเป็นตัวประกอบเชิงสมรรถนะ (Performance Factor – PF) ของเครื่องจักร หากในเดือนมิถุนายนเครื่องจักรนี้ผลิตสินค้าที่มีผลผลิตมาตรฐาน 1.2 ตันต่อชั่วโมง ได้ 632 ตัน และมีเวลาเดินเครื่องสุทธิ 650 ชั่วโมง
1 : 73.15 %
2 : 81.03 %
3 : 97.23 %
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 23 : ข้อใดเป็นประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร (Overall Equipment Effectiveness - OEE) หากผลผลิตสุทธิของสินค้าที่มีมาตรฐานผลผลิต 7.5 หน่วยต่อชั่วโมง ที่ได้ในช่วงสัปดาห์หนึ่ง เป็น 820 หน่วย โดยในสัปดาห์นี้ช่วงที่หยุดเนื่องจากไม่มีการสั่งผลิต 18 ชั่วโมง และเครื่องจักรชำรุดขัดข้อง 10 ชั่วโมง
1 : 65.08 %
2 : 72.89 %
3 : 91.20 %
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 24 : ข้อใดเป็นประสิทธิผลโดยรวมของการผลิต (Overall Production Effectiveness - OPE) หากผลผลิตสุทธิของสินค้าที่มีมาตรฐานผลผลิต 7.5 หน่วยต่อชั่วโมง ที่ได้ในช่วงสัปดาห์หนึ่ง เป็น 820 หน่วย โดยในสัปดาห์นี้มีช่วงที่หยุดเนื่องจากไม่มีการสั่งผลิต 18 ชั่วโมง และเครื่องจักรชำรุดขัดข้อง 10 ชั่วโมง
1 : 65.08 %
2 : 72.89 %
3 : 91.20 %
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 221 : 02 Life cycle และ Life cycle cost
ข้อที่ 25 : ข้อใดถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรชีวิตเครื่องจักร
1 : เกิดความต้องการเครื่องจักร
2 : ผลิตและประกอบเครื่องจักร
3 : เริ่มใช้งานเครื่องจักร
4 : ครั้งแรกที่เครื่องจักรชำรุดขัดข้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 26 : เมื่อเครื่องจักรไม่สามารถทำงานได้ในระดับที่ต้องการถือได้ว่าเครื่องจักรสิ้นอายุประเภทใด
1 : อายุงานทางกายภาพ
2 : อายุงานทางเศรษฐกิจ
3 : อายุงานทางวิทยาการ
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ไม่ถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 27 : เมื่อการใช้งานเครื่องจักรต่อไปทำให้เกิดต้นทุนโดยรวมสูงขึ้นถือได้ว่าเครื่องจักรสิ้นอายุประเภทใด
1 : อายุงานทางกายภาพ
2 : อายุงานทางเศรษฐกิจ
3 : อายุงานทางวิทยาการ
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 28 : เมื่อมีเครื่องจักรแบบใหม่ที่ดีกว่าเครื่องจักรเดิมที่ใช้งานอยู่ในทุกๆ ด้านที่มีนัยสำคัญต่อการใช้งาน ถือได้ว่าเครื่องจักรเดิมสิ้นอายุประเภทใด
1 : อายุงานทางกายภาพ
2 : อายุงานทางเศรษฐกิจ
3 : อายุงานทางวิทยาการ
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 29 : ต้นทุนประเภทใดมักจะลดลงเมื่อเครื่องจักรมีอายุการใช้งานมากขึ้น
1 : ต้นทุนการใช้งานเครื่องจักรต่อปี
2 : ต้นทุนซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักรต่อปี
3 : ต้นทุนเครื่องจักรเริ่มต้นเฉลี่ยต่อปี
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 30 : ข้อความต่อไปนี้ข้อใดมักไม่เป็นความจริง
1 : ราคาเครื่องจักรเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของต้นทุนวงจรชีวิต
2 : ต้นทุนวงจรชีวิตอาจสูง 3-10 เท่า ของราคาเครื่องจักร
3 : การซื้อเครื่องจักรโดยพิจารณาจากราคาเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย
4 : การใช้เครื่องจักรที่มีราคาต่ำสุดจะทำให้มีต้นทุนสินค้าต่อหน่วยถูกที่สุด
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 31 : ข้อใดเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกเครื่องจักรที่จะนำมาใช้งานที่ดีที่สุด
1 : ราคาเครื่องจักร
2 : ต้นทุนในการใช้งานเครื่องจักร
3 : ต้นทุนในการซ่อมบำรุงเครื่องจักร
4 : ต้นทุนตลอดวงจรชีวิตของเครื่องจักร
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 32 : ข้อใดที่ไม่ใช่องค์ประกอบของต้นทุนตลอดวงจรชีวิตของเครื่องจักร
1 : ราคาเครื่องจักร
2 : ค่านายหน้าซื้อขายเครื่องจักร
3 : ต้นทุนโอกาสในการชำรุดหยุดซ่อม
4 : ต้นทุนในการซ่อมบำรุงเครื่องจักร
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 33 : ราคาอะไหล่ประกันที่ซื้อพร้อมกับเครื่องจักรเป็นต้นทุนในกลุ่มใด
1 : ต้นทุนเครื่องจักรเริ่มต้น
2 : ต้นทุนในการใช้งานเครื่องจักร
3 : ต้นทุนซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักร
4 : ต้นทุนสูญเสีย
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 34 : อะไหล่สิ้นเปลืองที่ใช้ไปในระหว่างอายุการใช้งานของเครื่องจักรเป็นต้นทุนในกลุ่มใด
1 : ต้นทุนเครื่องจักรเริ่มต้น
2 : ต้นทุนในการใช้งานเครื่องจักร
3 : ต้นทุนซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักร
4 : ต้นทุนสูญเสีย
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 35 : ค่าไฟฟ้าและพลังงานสำหรับเครื่องจักรเป็นต้นทุนในกลุ่มใด
1 : ต้นทุนเครื่องจักรเริ่มต้น
2 : ต้นทุนในการใช้งานเครื่องจักร
3 : ต้นทุนซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักร
4 : ต้นทุนสูญเสีย
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 36 : ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเชิงป้องกันเป็นต้นทุนในกลุ่มใด
1 : ต้นทุนเครื่องจักรเริ่มต้น
2 : ต้นทุนในการใช้งานเครื่องจักร
3 : ต้นทุนซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักร
4 : ต้นทุนสูญเสีย
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 37 : โอกาสในการขายสินค้าที่ขาดหายไปเนื่องจากเครื่องจักรเกิดการชำรุดขัดข้องเป็นต้นทุนในกลุ่มใด
1 : ต้นทุนเครื่องจักรเริ่มต้น
2 : ต้นทุนในการใช้งานเครื่องจักร
3 : ต้นทุนซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักร
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 38 : ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงานฝ่ายผลิตในการเดินเครื่องเป็นต้นทุนในกลุ่มใด
1 : ต้นทุนเครื่องจักรเริ่มต้น
2 : ต้นทุนในการใช้งานเครื่องจักร
3 : ต้นทุนซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักร
4 : ต้นทุนสูญเสีย
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 39 : ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมช่างซ่อมบำรุงให้มีทักษะในการทำงานเป็นต้นทุนในกลุ่มใด
1 : ต้นทุนเครื่องจักรเริ่มต้น
2 : ต้นทุนในการใช้งานเครื่องจักร
3 : ต้นทุนซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักร
4 : ต้นทุนสูญเสีย
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 40 : เครื่องจักรที่มีระดับความพร้อมร้อยละ 99 ที่กำหนดไว้ว่าจะใช้งานปีละ 5,000 ชั่วโมง จะมีต้นทุนสูญเสียปีละเท่าไร หากต้นทุนสูญเสียผลผลิตต่อชั่วโมงเท่ากับ 100,000 บาท
1 : 1,000,000 บาท
2 : 5,000,000 บาท
3 : 9,900,000 บาท
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 41 : ข้อใดเป็นคำตอบที่ถูกต้องในการเปรียบเทียบต้นทุนรวมของอุปกรณ์อย่างหนึ่งซึ่งมีอายุการใช้งาน 5,000 ชั่วโมง จากผู้ผลิตสามราย (A, B, C) โดยมีต้นทุนในส่วนที่ต่างกันดังนี้
ผู้ผลิต ราคา (บาท) ต้นทุนในการใช้งาน (บาท/ชั่วโมง)
A 10,000 1.20
B 5,000 1.60
C 4,000 1.80
1 : A มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
2 : B มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
3 : C มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 42 : ข้อใดเป็นคำตอบที่ถูกต้องในการเปรียบเทียบต้นทุนรวมของอุปกรณ์อย่างหนึ่งซึ่งมีอายุการใช้งาน 5,000 ชั่วโมง จากผู้ผลิตสามราย (A, B, C)โดยมีต้นทุนในส่วนที่ต่างกันดังนี้
ผู้ผลิต ราคา (บาท) ต้นทุนติดตั้งหรือเปลี่ยน (บาทต่อครั้ง) ต้นทุนในการใช้งาน (บาท/ชั่วโมง)
A 10,000 1,000 1.20
B 5,000 2,000 1.60
C 4,000 3,000 1.80
1 : A มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
2 : B มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
3 : C มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 43 : ข้อใดเป็นคำตอบที่ถูกต้องในการเปรียบเทียบต้นทุนรวมของอุปกรณ์อย่างหนึ่งซึ่งมีอายุการใช้งาน 5,000 ชั่วโมง จากผู้ผลิตสามราย (A, B, C) โดยมีต้นทุนในส่วนที่ต่างกันดังนี้
ผู้ผลิต ราคา (บาท) ต้นทุนติดตั้งหรือเปลี่ยน (บาทต่อครั้ง) ต้นทุนในการใช้งาน (บาท/ชั่วโมง) ต้นทุนในการบำรุงรักษา (บาท/ชั่วโมง)
A 10,000 1,000 1.20 0.10
B 5,000 2,000 1.60 0.25
C 4,000 3,000 1.80 0.00
1 : A มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
2 : B มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
3 : C มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 44 : ข้อใดเป็นคำตอบที่ถูกต้องในการเปรียบเทียบต้นทุนรวมของอุปกรณ์อย่างหนึ่งซึ่งมีอายุการใช้งาน 10 ปี จากผู้ผลิตสี่ราย (A, B, C, D) โดยมีต้นทุนในส่วนที่ต่างกันดังนี้ (Present worth Factor : P/A, 10%, 10 ปี มีค่าเท่ากับ 6.1446)  
ผู้ผลิต ราคา (ล้านบาท) ต้นทุนในการใช้งานและบำรุงรักษา (ล้านบาท/ปี) ต้นทุนสูญเสีย (ล้านบาท/ปี)
A 2.00 1.00 2.00
B 3.00 0.80 1.60
C 4.00 0.60 1.20
D 5.00 0.50 1.00
1 : A มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
2 : B มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
3 : C มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
4 : D มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 45 : ข้อใดเป็นเครื่องจักรที่มีต้นทุนวงจรชีวิตเทียบเท่าต่ำสุด หากต้นทุนวงจรชีวิต (Life cycle cost – LCC) ที่ไม่รวมต้นทุนสูญเสีย และ ระดับความพร้อมในการเดินเครื่อง (Running factor – RF) ของเครื่องจักรสี่เครื่อง (A, B, C, D) ที่ทำงานเหมือนกัน เป็นตามที่แสดงข้างล่างนี้

เครื่องจักร

LCC (ล้านบาท)

RF

A

8

0.60

B

9

0.70

C

10

0.80

D

14

0.90

1 : เครื่องจักร A
2 : เครื่องจักร B
3 : เครื่องจักร C
4 : เครื่องจักร D
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 46 : ข้อใดเป็นเครื่องจักรที่มีต้นทุนวงจรชีวิตเทียบเท่าต่ำสุด หากต้นทุนวงจรชีวิต (Life cycle cost – LCC) ที่ไม่รวมต้นทุนสูญเสีย และ ระดับสมรรถภาพในการเดินเครื่อง (Performance factor – PF) ของเครื่องจักรสี่เครื่อง (A, B, C, D) ที่ทำงานเหมือนกัน เป็นตามที่แสดงข้างล่างนี้  
เครื่องจักร LCC (ล้านบาท) PF
A 8 0.80
B 9 0.85
C 10 0.90
D 14 0.95
1 : เครื่องจักร A
2 : เครื่องจักร B
3 : เครื่องจักร C
4 : เครื่องจักร D
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 47 : ข้อใดเป็นเครื่องจักรที่มีต้นทุนวงจรชีวิตเทียบเท่าต่ำสุด หากต้นทุนวงจรชีวิต (Life cycle cost – LCC) ที่ไม่รวมต้นทุนสูญเสีย และ ระดับคุณภาพในการเดินเครื่อง (Quality factor – QF) ของเครื่องจักรสี่เครื่อง (A, B, C และ D) ที่ทำงานเหมือนกัน เป็นตามที่แสดงข้างล่างนี้  
เครื่องจักร LCC (ล้านบาท) QF
A 8 0.80
B 9 0.93
C 10 0.96
D 14 0.99
1 : เครื่องจักร A
2 : เครื่องจักร B
3 : เครื่องจักร C
4 : เครื่องจักร D
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 48 : ข้อใดเป็นเครื่องจักรที่มีต้นทุนวงจรชีวิตเทียบเท่าต่ำสุด หากมูลค่าปัจจุบันของต้นทุนวงจรชีวิต (Life cycle cost – LCC) ที่ไม่รวมต้นทุนสูญเสีย และ ระดับความพร้อมในการเดินเครื่อง (Running factor – RF) ระดับสมรรถภาพในการเดินเครื่อง (Performance factor – PF) และระดับคุณภาพในการเดินเครื่อง (Quality factor – QF) ของเครื่องจักรสี่เครื่อง (A, B, C และ D) ที่ทำงานเหมือนกัน เป็นตามที่แสดงข้างล่างนี้ โดยที่ประมาณได้ว่ากำลังการผลิตของเครื่องจักรเป็น 1,000 หน่วย/ปี ทำรายได้ 2,000 บาท/หน่วย และจะใช้เครื่องจักรทำการผลิต 10 ปี (Present worth Factor : P/A, 10%, 10 ปี มีค่าเท่ากับ 6.1446)  
เครื่องจักร LCC (ล้านบาท) RF PF QF
A 8 0.60 0.80 0.80
B 9 0.70 0.85 0.93
C 10 0.80 0.90 0.96
D 14 0.90 0.95 0.99
1 : เครื่องจักร A
2 : เครื่องจักร B
3 : เครื่องจักร C
4 : เครื่องจักร D
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 222 : 03 Failure mode and analysis
ข้อที่ 49 : ข้อใดที่ไม่ใช่ประโยชน์ของสถิติการชำรุดขัดข้อง (Failure statistics)
1 : ใช้ในการคำนวณหาค่า Reliability
2 : ใช้วิเคราะห์ลักษณะฐานการชำรุดขัดข้องของเครื่องจักร
3 : ใช้เปรียบเทียบคุณภาพของเครื่องจักรอุปกรณ์หรือชิ้นส่วน
4 : ถูกทุกข้อ
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 50 : ข้อใดที่ไม่ใช่ประโยชน์ของสถิติการชำรุดขัดข้อง (Failure statistics)
1 : ใช้ในการคำนวณหาค่า Reliability
2 : ใช้วิเคราะห์ลักษณะฐานการชำรุดขัดข้องของเครื่องจักร
3 : ใช้เปรียบเทียบคุณภาพของเครื่องจักรอุปกรณ์หรือชิ้นส่วน
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 51 : จากข้อมูลจำนวนอุปกรณ์ที่ชำรุดขัดข้อง ที่แสดงในตาราง ค่าความน่าจะเป็นในการอยู่รอด (Survival probability) ในช่วงเวลา 2 ปี จะมีค่าเท่าใด
ปีที่ 1 2 3 4 5 6
จำนวนที่ชำรุด 12 18 40 16 10 4
1 : 0.18
2 : 0.30
3 : 0.70
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 52 : ข้อใดเป็นอัตราการชำรุดขัดข้อง (Failure rate) ของเครื่องจักร หากในการใช้งานเครื่องจักรนี้ 50 เครื่องในช่วงเวลา 100 ชั่วโมง มีการชำรุดขัดข้องเกิดขึ้น 2 ครั้ง
1 : 0.004 ครั้ง/ชั่วโมง
2 : 0.020 ครั้ง/ชั่วโมง
3 : 0.040 ครั้ง/ชั่วโมง
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 53 : ความน่าจะเป็นในการชำรุดขัดข้อง (Failure probability) มีการแจกแจงแบบใด
1 : Hyper-exponential
2 : Negative exponential
3 : Normal distribution
4 : เป็นไปได้ทั้งสามแบบ
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 54 : อัตราการชำรุดขัดข้อง (Failure rate) จะมีค่าคงที่เมื่อความน่าจะเป็นในการชำรุดขัดข้อง (Failure probability) มีการแจกแจงแบบใด
1 : Hyper-exponential
2 : Negative exponential
3 : Normal distribution
4 : เป็นไปได้ทั้งสามแบบ
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 55 : การแจกแจงของความน่าจะเป็นแบบใดที่สามารถใช้อธิบายพฤติกรรมของความน่าจะเป็นในการชำรุดขัดข้อง (Failure probability) ได้ทุกช่วงอายุของเครื่องจักรอุปกรณ์
1 : Hyper-exponential distribution
2 : Negative exponential distribution
3 : Normal distribution
4 : Weibull distribution
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 56 : ข้อใดเป็นสถิติการชำรุดขัดข้องที่ใช้พล็อตเส้นโค้งรูปอ่างน้ำ
1 : ค่าความน่าจะเป็นในการชำรุดขัดข้อง (Failure probability)
2 : ค่าความน่าจะเป็นในการชำรุดขัดข้องสะสม (Cumulative failure probability)
3 : ค่าความน่าจะเป็นในการอยู่รอด (Survival probability)
4 : อัตราการชำรุดขัดข้อง (Failure rate)
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 57 : ข้อใดเป็นอายุการใช้งานสามช่วงที่แบ่งในเส้นโค้งรูปอ่างน้ำ
1 : ช่วงเริ่มต้น ช่วงใช้งาน ช่วงพัฒนา
2 : ช่วงออกแบบ ช่วงผลิต ช่วงใช้งาน
3 : ช่วงเริ่มงาน ช่วงใช้งาน ช่วงสึกหรอ
4 : ช่วงใช้งาน ช่วงสึกหรอ ช่วงฟื้นฟู
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 58 : ข้อใดอาจเป็นสาเหตุของการชำรุดขัดข้องช่วงเริ่มงาน
1 : ขาดการบำรุงรักษา
2 : ขาดการหล่อลื่น
3 : อุบัติเหตุ
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 59 : ข้อใดอาจเป็นสาเหตุของการชำรุดขัดข้องช่วงใช้งาน
1 : ขาดการหล่อลื่น
2 : สืบทอดจากส่วนอื่น
3 : อุบัติเหตุ
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 60 : ข้อใดที่มักเป็นสาเหตุของการชำรุดขัดข้องช่วงใช้งาน
1 : การออกแบบเครื่องจักรไม่เหมาะสม
2 : การติดตั้งเครื่องจักรบกพร่อง
3 : การใช้งานผิดวิธี
4 : การเสื่อมสภาพของวัสดุตามธรรมชาติ
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 61 : ข้อใดที่มักเป็นสาเหตุของการชำรุดขัดข้องช่วงสึกหรอ
1 : การออกแบบเครื่องจักรไม่เหมาะสม
2 : การติดตั้งเครื่องจักรบกพร่อง
3 : การใช้งานผิดวิธี
4 : การเสื่อมสภาพของวัสดุตามธรรมชาติ
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 62 : ช่วงใดที่มักมีระยะเวลาที่ยาวนานที่สุดของเครื่องจักร
1 : ช่วงเริ่มงาน
2 : ช่วงใช้งาน
3 : ช่วงสึกหรอ
4 : เท่ากันทุกช่วง
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 63 : เวบูลล์พารามิเตอร์ที่สามารถชี้บ่งลักษณะฐานการชำรุดขัดข้องของเครื่องจักรอุปกรณ์ได้เป็นอย่างดี คือ
1 : พารามิเตอร์รูปทรง (Shape parameter)
2 : พารามิเตอร์ขนาด (Scale parameter)
3 : พารามิเตอร์ตำแหน่ง (Location parameter)
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 64 : ช่วงใดที่การชำรุดของเครื่องจักรที่เมื่อวิเคราะห์ด้วยฟังชั่นเวบูลล์แล้วค่าพารามิเตอร์รูปทรงมีค่าน้อยกว่า 1
1 : ช่วงเริ่มงาน
2 : ช่วงใช้งาน
3 : ช่วงสึกหรอ
4 : ทุกๆ ช่วง
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 65 : ช่วงใดที่การชำรุดของเครื่องจักรที่เมื่อวิเคราะห์ด้วยฟังก์ชั่นเวบูลล์แล้วค่าพารามิเตอร์รูปทรงมีค่ามากกว่า 1
1 : ช่วงเริ่มงาน
2 : ช่วงใช้งาน
3 : ช่วงสึกหรอ
4 : ทุกๆ ช่วง
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 66 : ข้อใดเป็นความน่าจะเป็นของการชำรุดขัดข้องสะสมถึงอายุ 572 ชั่วโมง ที่จะใช้พล็อตกราฟเวบูลล์แบบลำดับมัชฌิม (Mean ranking) หากข้อมูลอายุการชำรุดขัดข้องเป็นดังนี้ 250, 346, 412, 572, 612, 716, 896 (หน่วย : ชั่วโมง)
1 : 42.86 %
2 : 50.00 %
3 : 62.50 %
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 67 : ข้อใดเป็นความน่าจะเป็นของการชำรุดขัดข้องสะสมถึงอายุ 212 ชั่วโมง ที่จะใช้พล็อตกราฟเวบูลล์แบบลำดับมัชฌิม (Mean ranking) หากข้อมูลอายุการชำรุดขัดข้องเป็นดังนี้ 250, 146, 412, 372, 212, 316, 196 (หน่วย : ชั่วโมง)
1 : 37.50 %
2 : 42.86 %
3 : 62.50 %
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 68 : ข้อใดเป็นอายุการใช้งานของอุปกรณ์ที่การแจกแจงความน่าจะเป็นของการชำรุดขัดข้อง (Failure probability density function) เป็นแบบปกติ (Normal distribution) ที่ทำให้มีความน่าจะเป็นในการชำรุดขัดข้องสะสมเป็น 0.95 หากอุปกรณ์นี้มีอายุการใช้งานเฉลี่ย 520 ชั่วโมง โดยมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 40 ชั่วโมง
1 : 580.40 ชั่วโมง
2 : 585.80 ชั่วโมง
3 : 600.00 ชั่วโมง
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 69 : ข้อใดเป็นอัตราการชำรุดขัดข้องของอุปกรณ์ที่นำมาทดสอบการใช้งานจำนวน 10 ชิ้น ในช่วงระยะเวลา 100 ชั่วโมง และปรากฏมีการชำรุด 2 ชิ้น ที่ชั่วโมงทดสอบที่ 12 และ 21 ตามลำดับ
1 : 0.0020 ครั้งต่อชั่วโมง
2 : 0.0024 ครั้งต่อชั่วโมง
3 : 0.0025 ครั้งต่อชั่วโมง
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 70 : ข้อใดเป็นความน่าจะเป็นของการชำรุดขัดข้องสะสม (Cumulative failure probability) ถึงอายุการใช้งาน 4,000 ชั่วโมง ของอุปกรณ์ที่มีการแจกแจงของการชำรุดขัดข้องแบบ Negative exponential หากอัตราการชำรุดขัดข้องคงที่ที่ระดับ 0.0001 ครั้งต่อชั่วโมง
1 : 0.2592
2 : 0.3297
3 : 0.9932
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 71 : ข้อใดเป็นความน่าจะเป็นของการชำรุดขัดข้องสะสมของข้อมูลลำดับที่ 4 ที่เรียงจากมากไปหาน้อย ที่จะใช้พล็อตกราฟเวบูลล์แบบลำดับมัชฌิม (Mean ranking) หากมีข้อมูลอายุการชำรุดขัดข้อง 9 ตัว
1 : 40.00 %
2 : 50.00 %
3 : 60.00 %
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 72 : ข้อใดเป็นอัตราการชำรุดขัดข้อง (Failure rate) ในปีที่สอง หากความน่าจะเป็นในการชำรุดข้อง (Failure probability) ในสองปีแรกเป็น 0.10 และ 0.14 ตามลำดับ
1 : 0.1200
2 : 0.1333
3 : 0.1556
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 223 : 04 Reliability, Maintainability & Availability analysis
ข้อที่ 73 : โรงงานแห่งหนึ่งทำงาน 8 ชั่วโมง/วัน ใน 1 สัปดาห์ทำงาน 5 วัน จากการศึกษาสภาพการทำงานของเครื่องฉีดพลาสติกในโรงงาน พบว่าสามารถผลิตชิ้นงานได้ประมาณ 535 ชิ้น/วัน และเครื่องจักรเกิดเหตุขัดข้อง (down time) โดยเฉลี่ยเป็น 3 ชั่วโมง/สัปดาห์ และรอบเวลาที่ใช้ในการผลิตเป็น 0.68 นาที/ชิ้น จงคำนวณหาเปอร์เซ็นต์สภาพความพร้อมของการใช้งาน (Availability) ของเครื่องจักร
1 : 87.4%
2 : 92.5%
3 : 79.7%
4 : 95.5%
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 74 : ตัวเลขใดต่อไปนี้ไม่อาจเป็นค่า Reliability ของเครื่องจักรได้
1 : 0.2451
2 : 0.4218
3 : 0.6548
4 : 1.0586
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 75 : อัตราการชำรุดขัดข้องกับอายุการใช้งานเฉลี่ย มีความสัมพันธ์แบบใด
1 : เส้นตรง
2 : ผกผัน
3 : ยกกำลัง
4 : ไม่มีความสัมพันธ์กันเลย
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 76 : หากอัตราการชำรุดขัดข้อง (Failure rate) ของเครื่องจักรเครื่องหนึ่งเป็น 0.002 ครั้งต่อชั่วโมง Mean Time Between Failures ( MTBF) ของเครื่องจักรเครื่องนี้ จะมีค่าเท่ากับเท่าใด
1 : 1,000 ชั่วโมงต่อครั้ง
2 : 2,000 ชั่วโมงต่อครั้ง
3 : 5,000 ชั่วโมงต่อครั้ง
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 77 : ข้อใดที่มีค่าคงที่ในช่วงอายุใช้งานเครื่องจักร
1 : อัตราการชำรุดขัดข้อง
2 : Reliability
3 : Maintainability
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 78 : เครื่องจักรที่มี Maintainability ดีหมายถึงข้อใด
1 : เครื่องจักรที่ ใช้งานได้ดีไม่ค่อยชำรุดขัดข้อง
2 : เครื่องจักรที่ใช้เวลาในการซ่อมบำรุงน้อย
3 : เครื่องจักรที่มีสัดส่วนของเวลาที่ใช้งานได้สูง
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 79 : ตัวชี้วัดค่า Maintainability ที่ดีคือข้อใด
1 : มัชฌิมเวลาในการซ่อมบำรุง (Mean time to repair – MTTR)
2 : มัชฌิมเวลาระหว่างการชำรุด (Mean time between failures - MTBF)
3 : ได้ทั้ง MTTR และ MTBF
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 80 : ตัวชี้วัดค่า Reliability ได้คือข้อใด
1 : มัชฌิมเวลาในการซ่อมบำรุง (Mean time to repair – MTTR)
2 : มัชฌิมเวลาระหว่างการชำรุด (Mean time between failures - MTBF)
3 : ได้ทั้ง MTTR และ MTBF
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด  
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 81 : เครื่องจักรที่ทุกชิ้นส่วนต้องทำงานร่วมกันเครื่องจักรจึงจะทำงานได้ เมื่อมีชิ้นส่วนมากชิ้นมักจะมีผลกับค่า Reliability ในลักษณะใด
1 : Reliability ของเครื่องจักรลดลง
2 : Reliability ของเครื่องจักรเท่าเดิม
3 : Reliability ของเครื่องจักรเพิ่มขึ้น
4 : ไม่แน่นอน
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 82 : การมีตัวเสริม หรือตัวขนาน (Redundant) มีผลกับค่า Reliability ในลักษณะใด
1 : Reliability ของเครื่องจักรลดลง
2 : Reliability ของเครื่องจักรเท่าเดิม
3 : Reliability ของเครื่องจักรเพิ่มขึ้น
4 : ไม่แน่นอน
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 83 : สายการผลิตที่มีเครื่องจักรต่อเนื่องกันสามเครื่อง หากเครื่องใดเครื่องหนึ่งหยุดสายการผลิตก็ต้องหยุด หาก Reliability ของเครื่องจักรแต่ละเครื่องในช่วงเวลาหนึ่งเป็น 0.9 Reliability ของสายการผลิตในช่วงเวลานี้มีค่าเท่าใด
1 : 0.729
2 : 0.999
3 : 2.700
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 84 : โรงงานมีเครื่องจักรสามเครื่อง หากเพียงเครื่องใดเครื่องหนึ่งทำงานก็พอเพียงสำหรับการผลิต หาก Reliability ของเครื่องจักรแต่ละเครื่องในช่วงเวลาหนึ่งเป็น 0.9 Reliability ของการผลิตของโรงงานในช่วงเวลานี้ เป็นเท่าใด
1 : 0.729
2 : 0.999
3 : 2.700
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 85 : สายการผลิตที่มีเครื่องจักรต่อเนื่องกันสองเครื่อง หากเครื่องใดเครื่องหนึ่งหยุดสายการผลิตก็ต้องหยุด หาก Reliability ของเครื่องจักรแต่ละเครื่องในช่วงเวลาหนึ่งเป็น 0.92 และ 0.80 Reliability ของสายการผลิตในช่วงเวลานี้คือ
1 : 0.928
2 : 0.892
3 : 0.736
4 : 1.720
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 86 : วิธีการที่จะใช้ปรับปรุงค่า Maintainability ของเครื่องจักรให้ดีขึ้นได้คือข้อใด
1 : ลดชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็น หรือมีประโยชน์น้อย
2 : ใช้ชิ้นส่วนที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
3 : ลดเวลาคอยในงานซ่อมให้น้อยลง
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 87 : วิธีการที่จะใช้ปรับปรุงค่า Availability ของเครื่องจักรให้ดีขึ้นได้คือ
1 : ลดชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็น หรือมีประโยชน์น้อยลง
2 : ใช้ชิ้นส่วนที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
3 : ลดเวลาคอยในงานซ่อมให้น้อยลง
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 88 : ข้อใดใช้เป็นหน่วยวัดของอัตราการชำรุดขัดข้อง (Failure rate) ได้
1 : ครั้งต่อชั่วโมง
2 : ครั้งต่อกิโลเมตร
3 : ครั้งต่อรอบ
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 89 : สถิติระบุว่าเครื่องจักรเครื่องหนึ่งมีค่า Mean time between failures (MTBF) เป็น 500 ชั่วโมงต่อครั้ง Mean time to repair(MTTR) เป็น 10 ชั่วโมงต่อครั้ง ระดับความพร้อม (Availability - A) ของเครื่องจักรนี้คือ
1 : 98.04 %
2 : 98.00 %
3 : 90.00 %
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 90 : จงประมาณอัตราการชำรุดขัดข้อง (Failure rate) ของผลิตภัณฑ์ที่มีรายงานยอดขายในสองเดือนแรกเป็น 100 และ 200 ชุดตามลำดับโดยมีจำนวนที่มีการชำรุดขัดข้องรวมกันจำนวน 5 ชุด
1 : 0.01667 ครั้ง / เดือน
2 : 0.02000 ครั้ง / เดือน
3 : 0.01250 ครั้ง / เดือน
4 : 0.00833 ครั้ง / เดือน
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 91 : ค่า Reliability ของเครื่องจักรที่มีอัตราการชำรุดขัดข้องคงที่ 0.0001 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงเวลาการใช้งาน 5,000 ชั่วโมง คือ
1 : 0.6065
2 : 0.8413
3 : 0.9512
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 92 : จงประมาณค่า Reliability ในช่วงระยะเวลารับประกันหนึ่งปีของผลิตภัณฑ์ที่มีรายงานยอดขายในสองเดือนแรกเป็น 100 และ 200 ชุดตามลำดับโดยมีจำนวนที่มีการชำรุดขัดข้องรวมกันจำนวน 5 ชุด
1 : 0.7866
2 : 0.8187
3 : 0.9802
4 : 0.9835
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 93 : เครื่องจักรที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนหลัก 2 รายการ (P1, P2) มีจำนวนและอัตราการชำรุดในหนึ่งล้านชั่วโมง จะมีอัตราการชำรุดขัดข้องเท่าใด
Part จำนวน อัตราการชำรุดในหนึ่งล้านชั่วโมง
P1 2 300
P2 1 400
1 : 0.001 ครั้ง/ชั่วโมง
2 : 0.003 ครั้ง/ชั่วโมง
3 : 0.004 ครั้ง/ชั่วโมง
4 : 0.007 ครั้ง/ชั่วโมง
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 94 : เครื่องจักรมีอุปกรณ์สำคัญอยู่ 2 รายการ (P1 และ P2) หากจำนวนและ Mean time to repair (MTTR) ของชิ้นส่วนเป็นตามที่แสดงไว้ในตาราง MTTR ของเครื่องจักรนี้ คือ เท่าใด
Part จำนวน (ชิ้น) อัตราการชำรุด (ครั้ง/ชั่วโมง) MTTR (ชั่วโมง/ครั้ง)
P1 1 0.002 5
P2 1 0.001 10
1 : 6.67 ชั่วโมง / ครั้ง
2 : 7.50 ชั่วโมง / ครั้ง
3 : 8.42 ชั่วโมง / ครั้ง
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 95 : เครื่องจักรที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนหลัก 2 รายการ (P1, P2) มีจำนวนและอัตราการชำรุดในหนึ่งล้านชั่วโมง (r) และค่า Mean time to repair (MTTR) เป็นตามที่แสดงไว้ในตาราง จงระบุระดับความพร้อม (Availability) ของเครื่องจักรนี้  
Part จำนวน r (ครั้งในหนึ่งล้านชั่วโมง) MTTR (ชั่วโมง/ครั้ง)
A 2 300 5
B 1 400 10
1 : 99.20 %
2 : 99.25 %
3 : 99.30 %
4 : 99.40 %
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 96 : จงประมาณค่า Reliability ของเครื่องจักรที่เขียนแผนภาพกล่องได้ดังแสดง
1 : 0.504
2 : 0.872
3 : 0.916
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 224 : 05 เทคนิค Inspection - Vibration analysis
ข้อที่ 97 : ข้อใดเป็นวิธีที่เหมาะสมที่จะใช้ตรวจการเสียสมดุลของเครื่องจักร
1 : การวิเคราะห์การสั่นสะเทือน
2 : การวัดอุณหภูมิและภาพฉาย
3 : การวิเคราะห์น้ำมันหล่อลื่น
4 : การตรวจสอบด้วยเครื่องอุลตร้าโซนิก
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 98 : ข้อใดเป็นเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการตรวจสอบการทำงานเกินกำลังของเครื่องจักร
1 : การวิเคราะห์การสั่นสะเทือน
2 : การวัดอุณหภูมิและภาพฉาย
3 : การวิเคราะห์น้ำมันหล่อลื่น
4 : การตรวจสอบด้วยเครื่องอุลตร้าโซนิก
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 99 : ข้อใดเป็นอุปกรณ์ที่สามารถตรวจสอบสภาพด้วย Shock pulse measurement ได้เป็นอย่างดี
1 : คลัปปลิ้ง
2 : ตลับลูกปืน
3 : หม้อไอน้ำ
4 : เฟืองเกียร์
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 100 : ข้อใดเป็นระดับความถี่ที่ใช้เครื่องอุลตร้าโซนิกในการวัด
1 : เกิน 10,000 Hertz
2 : เกิน 20,000 Hertz
3 : เกิน 30,000 Hertz
4 : เกิน 40,000 Hertz
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 101 : ข้อใดเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวัดความเร็วรอบของเครื่องจักรที่หมุนได้
1 : Stereoscope
2 : Stethoscope
3 : Stroboscope
4 : Tachometer
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 102 : ข้อใดเป็นกราฟแบบ Frequency domain ของการสั่นสะเทือน
1 : แกนนอนเป็นค่า Time แกนตั้งเป็นค่า Amplitude
2 : แกนนอนเป็นค่า Frequency แกนตั้งเป็นค่า Amplitude
3 : แกนนอนเป็นค่า Frequency แกนตั้งเป็นค่า Time
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 103 : ข้อใดเป็นกราฟแบบ Frequency domain ของการสั่นสะเทือน
1 : Fast Fourier Transform (FFT)
2 : Boolean Function Transform (BFT)
3 : Markov Chain Transform (MCT)
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 104 : ข้อใดเป็นการวัดการสั่นสะเทือนที่ควรทำในการตรวจสภาพเครื่องจักร
1 : การสั่นสะเทือนตามแนวนอน (Horizontal vibration)
2 : การสั่นสะเทือนตามแนวดิ่ง (Vertical vibration)
3 : การสั่นสะเทือนตามแนวแกน (Axial vibration)
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 105 : ข้อใดเป็นวิธีวิเคราะห์การสั่นสะเทือนเมื่อต้องการที่จะยืนยันชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ที่เป็นปัญหา
1 : Broadband analysis
2 : Narrowband analysis
3 : Signature analysis
4 : Amplitude Trending
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 106 : ข้อใดเป็นวิธีวิเคราะห์การสั่นสะเทือนที่ช่วยชี้บ่งสภาพของเครื่องจักรอุปกรณ์
1 : Broadband analysis
2 : Narrowband analysis
3 : Signature analysis
4 : Amplitude Trending
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 107 : ข้อใดเป็นการวิเคราะห์การสั่นสะเทือนที่แสดงเอกลักษณ์ของชุดเครื่องจักรแต่ละชุด
1 : Narrowband analysis
2 : Signature analysis
3 : Trending
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 108 : ข้อใดอาจเป็น harmonic ของคลื่นความถี่ 2,500 Hertz
1 : คลื่นความถี่ 7,500 Hertz
2 : คลื่นความถี่ 10,000 Hertz
3 : คลื่นความถี่ 25,000 Hertz
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 225 : 06 เทคนิค Inspection - Temperature
ข้อที่ 109 : ข้อใดเป็นเครื่องมือวัดอุณหภูมิที่ไม่ได้ใช้โลหะสองชนิด
1 : Bimetallic
2 : Thermistor
3 : Thermocouple
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 110 : ข้อใดเป็นเครื่องมือวัดอุณหภูมิที่ใช้ความแตกต่างในสัมประสิทธิ์ของการขยายตัวของโลหะสองชนิด
1 : Bimetallic element thermometer
2 : Thermistor
3 : Thermocouple
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 111 : ข้อใดเป็นเครื่องมือวัดอุณหภูมิที่ใช้ความแตกต่างของความต้านทานไฟฟ้าของตัวนำ เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไป
1 : Bimetallic
2 : Thermistor
3 : Thermocouple
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 112 : ข้อใดเป็นเครื่องมือวัดอุณหภูมิที่ใช้คุณสมบัติของโลหะบางชนิดที่เปลี่ยนแปลงสีไปตามอุณหภูมิ
1 : Bimetallic
2 : Thermistor
3 : Thermocouple
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 113 : ข้อใดเป็นเครื่องมือวัดอุณหภูมิที่ทำการวัดค่าได้โดยไม่ต้องสัมผัสวัตถุที่ต้องการวัดอุณหภูมิ
1 : Gas thermometer
2 : Resistance thermometer
3 : Pyrometer
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 114 : ข้อใดเป็นรังสีที่ใช้ในการวัดและแสดงระดับอุณหภูมิของเครื่องมือฉายภาพอุณหภูมิ (Thermography)
1 : รังสีอัลฟา (Alpha-ray)
2 : รังสีแกมมา (Gamma-ray)
3 : รังสีอินฟราเรด (Infrared-ray)
4 : รังสีเอ็กซ์ (X-ray)
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 115 : ข้อใดเป็นความสัมพันธ์เชิงคณิตศาสตร์ที่ถูกต้องระหว่างองศาเซลเซียส (C) กับ องศาฟาเรนไฮต์ (F)
1 : F = C + 32
2 : F = 1.8*C
3 : F = 1.8*C + 32
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 116 : ข้อใดเป็นระดับอุณหภูมิที่ศูนย์สัมบูรณ์ (absolute zero )
1 : -273.15 °C
2 : -32 °C
3 : 0 °C
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 117 : ข้อใดเป็นอุณหภูมิเทียบเท่าของ 50 องศาเซลเซียส
1 : 82 เคลวิน
2 : 122 เคลวิน
3 : 323.15 เคลวิน
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 118 : ข้อใดเป็นอุณหภูมิเทียบเท่าของ 400 °F
1 : 204.4 °C
2 : 212 °C
3 : 273.15 °C
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 119 : ข้อใดเป็นเครื่องมือที่เหมาะสำหรับใช้ในการตรวจสภาพของสถานีไฟฟ้าย่อย
1 : Thermistor
2 : Thermocouple
3 : Thermography
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 120 : ข้อใดเป็นความผิดปกติที่สามารถตรวจพบได้โดยใช้เครื่องมือฉายภาพอุณหภูมิ (Thermography)
1 : การหลุดหลวมของอุปกรณ์ไฟฟ้า
2 : การหลุดหลวมของอุปกรณ์ทางกล
3 : การมีภาระงานเกินระดับปกติ
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 226 : 07 เทคนิค Inspection - Pressure
ข้อที่ 121 : ข้อใดเป็นเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ตัวแปรร่วมในการทำงานหรือประสิทธิภาพในการทำงานสามารถชี้บ่งสภาพของเครื่องจักรอุปกรณ์นั้นได้ดี
1 : เครื่องสูบ
2 : มอเตอร์ไฟฟ้า
3 : ระบบไฮดรอลิกส์
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 122 : ข้อใดเป็นตัวแปรร่วมในการทำงานที่สามารถชี้บ่งสภาพของระบบนิวเมติกส์ได้ดี
1 : แรงดันไฟฟ้า
2 : แรงดันไอน้ำ
3 : กำลังลม
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 123 : ข้อใดเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการชี้บ่งสภาพของระบบไฮดรอลิกส์ได้ดี
1 : Fluid level indicator
2 : Multi meter
3 : Pressure flow meter
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 124 : ข้อใดเป็นตัวแปรร่วมในการทำงานที่สามารถชี้บ่งสภาพของเครื่องสูบได้ดี
1 : อัตราการไหลของของเหลว
2 : ความถ่วงจำเพาะของของเหลว
3 : อุณหภูมิของเครื่องสูบ
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 125 : ข้อใดเป็นตัวแปรร่วมในการทำงานที่สามารถชี้บ่งสภาพของหม้อไอน้ำได้ดี
1 : แรงดันไอ
2 : อุณหภูมิของไอ
3 : อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 126 : ข้อใดเป็นเครื่องมือที่สามารถใช้ในการชี้บ่งสภาพของหม้อไอน้ำได้ดี
1 : Current clamp meter
2 : Pressure gauge
3 : Volt meter
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 127 : ข้อใดเป็นอุปกรณ์ที่วัดกระแสไฟฟ้าจากแรงเหนี่ยวนำของสนามแม่เหล็กรอบสายไฟ
1 : Amp meter
2 : Current clamp meter
3 : Multi meter
4 : Oscilloscope
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 128 : ข้อใดเป็นการทำงานที่แท้จริงของ โอห์มมิเตอร์ ที่ใช้ทั่วไป
1 : วัดแรงดันแล้วแปลงเป็นความต้านทาน
2 : วัดกระแสแล้วแปลงเป็นความต้านทาน
3 : วัดความต้านทานแล้วผ่านวงจรขยายเพื่อแสดงค่า
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 129 : ข้อใดเป็นวิธีที่มักใช้ในการตรวจสอบว่าวงจรไฟฟ้าทำงานอยู่หรือไม่ (วงจรเปิดหรือปิด)
1 : Resistance testing
2 : Megger testing
3 : HiPot testing
4 : Impedance testing
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 130 : ข้อใดเป็นวิธีตรวจสอบความต้านทานจากการให้แรงดันไฟฟ้าขนาด 500-5,000 โวลต์ ในส่วนของวงจรที่ต้องการตรวจสอบ
1 : Resistance testing
2 : Megger testing
3 : HiPot testing
4 : Impedance testing
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 131 : ข้อใดเป็นวิธีทดสอบทางไฟฟ้าที่ใช้ตรวจสอบการทำงานของขดลวดได้ดี
1 : Resistance testing
2 : Megger testing
3 : HiPot testing
4 : Impedance testing
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 132 : ข้อใดเป็นเครื่องมือมาตรฐานที่ใช้วิเคราะห์การทำงานของวงจรอิเล็กทรอนิกส์กันอย่างแพร่หลาย
1 : Amp meter
2 : Ohmmeter
3 : Oscilloscope
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 227 : 08 เทคนิค Inspection - Noise, visual inspection
ข้อที่ 133 : ข้อใดเป็นความผิดปกติของเครื่องจักรอุปกรณ์ที่อาจพบได้จากการตรวจสอบด้วยสายตา
1 : การรั่วซึมของน้ำมันไฮดรอลิก
2 : การรั่วซึมของน้ำหล่อเย็น
3 : การเกิดสนิมบนชิ้นส่วนโลหะ
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 134 : ข้อใดเป็นเครื่องมือที่ทำให้สามารถมองเครื่องจักรที่หมุนได้ในสภาพที่คล้ายหยุดนิ่งได้
1 : Stereoscope
2 : Stethoscope
3 : Stroboscope
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 135 : ข้อใดเป็นความถี่ในการกระพริบแสงที่จะทำให้มองเครื่องจักรที่หมุนด้วยความเร็วรอบ 950 รอบต่อนาทีในสภาพที่คล้ายหยุดนิ่งได้
1 : 450 รอบต่อนาที
2 : 900 รอบต่อนาที
3 : 1,900 รอบต่อนาที
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 136 : ข้อใดเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในครัวเรือนที่สามารถนำมาใช้วิเคราะห์สภาพเครื่องจักรได้เป็นอย่างดี
1 : โทรทัศน์วงจรปิด
2 : ระบบบันทึกภาพและเครื่องเล่นวีดิทัศน์
3 : เตาไฟฟ้า
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 137 : ข้อใดเป็นการตรวจสอบที่สามารถทำโดยใช้แสงเลเซอร์
1 : ตรวจสอบความตรง
2 : ตรวจสอบความขนาน
3 : ตรวจสอบความเรียบ
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 138 : ข้อใดเป็นเครื่องมือที่สามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงขนาดของชิ้นส่วนแม้เพียงเล็กน้อยได้ดี
1 : Alignment telescope
2 : Measuring microscope
3 : Optical comparator
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 139 : ข้อใดเป็นวิธีการที่ได้ผลดีและประหยัดต่อการตรวจสอบด้วยสายตาสำหรับส่วนของเครื่องจักรด้านที่ติดผนัง
1 : เจาะผนังทำช่องมองถาวร
2 : ติดกระจกเงาที่ผนังด้านนั้น
3 : ติดตั้งกล้องวงจรปิด
4 : ย้ายเครื่องจักรนั้นออกมาจากผนัง
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 140 : ข้อใดเป็นโอกาสอันเหมาะที่จะตรวจสอบชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องจักรด้วยสายตาอย่างละเอียด
1 : ในขณะทำการซ่อมฉุกเฉิน (Emergency maintenance)
2 : ในขณะปิดเครื่องทำงานซ่อม (Shutdown maintenance)
3 : ในขณะทำการซ่อมใหญ่หรือยกเครื่อง (Major repair or overhaul)
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 141 : ในการตรวจสอบหารอยแตกร้าวบนโลหะด้วยวิธีใช้สีซึมลึก (Dye penetrant) ตัวสารซึมลึก (penetrant) มักถูกใช้เป็นลำดับที่เท่าใด
1 : กระป๋องที่ 1
2 : กระป๋องที่ 2
3 : กระป๋องที่ 3
4 : กระป๋องที่ 4
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 142 : ข้อใดเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของสารซึมลึก (Penetrant) ที่ใช้ในการตรวจสอบหารอยแตกร้าวของโลหะด้วยวิธีสีซึมลึก (Dye penetrant)
1 : มีแรงตึงผิวต่ำจึงซึมลึกได้ดี
2 : มีเม็ดสีขนาดเล็กทำให้ซึมลึกในรอยแตกร้าวได้
3 : มีความลื่นสูงจึงมีความสามารถในการไหลดี
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 143 : ข้อใดเป็นความหมายของ Exograph
1 : ภาพฉายของอุณหภูมิที่เกิดจากรังสีอินฟราเรด
2 : ภาพฉายที่เกิดจากรังสีเอ็กซ์ (x-ray)
3 : ภาพฉายที่เกิดจากรังสีแกมมา (gamma-ray)
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 144 : ข้อใดเป็นข้อเด่นของ Gamma-ray ที่เหนือกว่า X-ray ในการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าตรวจหารอยร้าวของโลหะ
1 : สามารถตรวจโลหะได้หนามากกว่า
2 : ใช้เวลาในการตรวจสอบน้อยกว่า
3 : ตรวจสอบรอยแตกร้าวของโลหะที่หนาน้อยกว่า 2 นิ้วได้ดีมาก
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 228 : 09 ประเภท ชนิด ส่วนประกอบ คุณสมบัติ และการวิเคราะห์ lubricant
ข้อที่ 145 : ข้อใดเป็นประเภทของน้ำมันที่นำมาใช้หล่อลื่นเครื่องจักรในเชิงอุตสาหกรรมมากที่สุดในปัจจุบัน
1 : น้ำมันจากพืช
2 : น้ำมันจากสัตว์
3 : น้ำมันจากปิโตรเลียม
4 : น้ำมันสังเคราะห์
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 146 : ข้อใดเป็นประเภทของน้ำมันปิโตรเลียมที่ค่าดัชนีความหนืดสูง (High viscosity index)
1 : Aromatic
2 : Asphaltic
3 : Naphthenic
4 : Paraffinic
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 147 : ข้อใดเป็นประเภทของน้ำมันปิโตรเลียมที่มีราคาถูกที่ใช้หล่อลื่นเฟืองเปิดที่มีรอบความเร็วต่ำ
1 : Aromatic
2 : Asphaltic
3 : Naphthenic
4 : Paraffinic
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 148 : ข้อใดเป็นส่วนผสมของน้ำมันปิโตรเลียมที่มักนำมาใช้ในการหล่อลื่น
1 : Asphaltic + Paraffinic
2 : Aromatic + Paraffinic
3 : Naphthenic + Paraffinic
4 : Paraffinic + Aromatic
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 149 : ข้อใดเป็นส่วนประกอบของจาระบีที่ใช้ในการหล่อลื่น
1 : สบู่ น้ำมัน สารเพิ่มคุณสมบัติ
2 : เรซิน น้ำมัน สารเพิ่มคุณสมบัติ
3 : เยลลี่ น้ำมัน สารเพิ่มคุณสมบัติ
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 150 : ข้อใดเป็นอัตราส่วนโดยน้ำหนักของส่วนประกอบของจาระบี (สบู่ : น้ำมัน : สารเพิ่มคุณสมบัติ) ที่ใช้ในการหล่อลื่น
1 : 70 : 25 : 5
2 : 60 : 35 : 5
3 : 40 : 55 : 5
4 : 15 : 80 : 5
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 151 : ข้อใดเป็นจาระบีที่มีความแข็งมากที่สุด
1 : NLGI No. 00
2 : NLGI No. 0
3 : NLGI No. 6
4 : NLGI No. 10
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 152 : ข้อใดเป็นตัวอุ้มน้ำมันในจาระบีที่ทนน้ำแต่ไม่ทนความร้อน
1 : สบู่แคลเซียม
2 : สบู่โซเดียม
3 : สบู่ลิเทียม
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 153 : ข้อใดเป็นตัวอุ้มน้ำมันในจาระบีที่ทนน้ำและทนความร้อนได้ดี
1 : สบู่แคลเซียม
2 : สบู่โซเดียม
3 : สบู่ลิเทียม
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 154 : จาระบีในข้อใดสามารถใช้ปนรวมกันได้
1 : ชนิดเดียวกันแต่คนละเบอร์
2 : เบอร์เดียวกันแต่ต่างชนิด
3 : ยี่ห้อเดียวกันแต่ตัวอุ้มน้ำมัน (สบู่) ต่างกัน
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 155 : ข้อใดเป็นสารหล่อลื่นสังเคราะห์ที่มักใช้ในตลับลูกปืนที่ไม่ต้องหล่อลื่น
1 : Organic esters
2 : Polyglycols
3 : Silicones
4 : Synthethetic hydrocarbons
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 156 : ข้อใดที่ไม่ใช่คุณสมบัติของน้ำมันหล่อลื่นสังเคราะห์
1 : ดัชนีความหนืดสูง
2 : จุดไหลเทสูง
3 : การระเหยตัวต่ำ
4 : ความเสถียรของคุณสมบัติทางเคมีสูง
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 157 : ข้อใดเป็นประเภทของน้ำมันหล่อลื่นสังเคราะห์ที่ใช้กันมากในทางอุตสาหกรรม
1 : Ester, diester, complex ester
2 : Polyalphaolefin : PAO
3 : Polyglycol
4 : Silicone
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 158 : ข้อใดเป็นระบบวัดความหนืดที่มีหน่วยวัดเป็นวินาทีเซโบลต์ (SUS, SSU)
1 : ระบบเมตริก (สากล)
2 : ระบบอเมริกัน
3 : ระบบอังกฤษ
4 : ระบบยุโรป (เยอรมัน)
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 159 : ข้อใดเป็นเงื่อนไขที่เหมาะที่จะใช้เลือกน้ำมันหล่อลื่นที่มีความหนืดต่ำ
1 : ความเร็วรอบต่ำ
2 : ความเร็วรอบสูง
3 : อุณหภูมิสูง
4 : แรงกดสูง
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 160 : ข้อใดเป็นเงื่อนไขที่เหมาะที่จะเลือกใช้น้ำมันหล่อลื่นที่มีความหนืดสูง
1 : ความเร็วรอบต่ำ
2 : อุณหภูมิสูง
3 : แรงกดสูง
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 161 : ข้อใดคือความหมายที่ถูกต้องของจุดไหลเทของน้ำมันหล่อลื่น
1 : ระดับความลาดเอียงของแท่งทดสอบที่น้ำมันหล่อลื่นจะไหลเทไปได้
2 : อุณหภูมิต่ำสุดที่น้ำมันจะไหลได้โดยไม่มีอะไรรบกวน
3 : ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของท่อทดลองที่น้ำมันหล่อลื่นจะไหลได้
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 162 : ข้อใดเป็นวิธีกำจัดน้ำมันหล่อลื่นที่ดี
1 : เททิ้งลงท่อระบายน้ำ
2 : เททิ้งให้ซึมลงในดิน
3 : ขายให้กับผู้รับซื้อเร่
4 : นำไปใช้กับงานที่มีความต้องการต่ำกว่า
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 163 : ข้อใดเป็นจุดมุ่งหมายของการทดสอบน้ำมันหล่อลื่นด้วยการเผา (Burn test)
1 : เพื่อหาจุดวาบไฟ
2 : เพื่อหาโลหะที่อยู่ในน้ำมันหล่อลื่น
3 : เพื่อทดสอบว่ามีน้ำปนเปื้อนในน้ำมันหล่อลื่นหรือไม่
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 164 : ข้อใดเป็นจุดมุ่งหมายของการทดสอบน้ำมันหล่อลื่นด้วยแท่งไหลน้ำมัน (Flow stick)
1 : เพื่อตรวจว่าน้ำมันหล่อลื่นมีความหนืดเหมาะสมที่จะใช้งานต่อไปได้หรือไม่
2 : เพื่อตรวจหา ของแข็งหรือสิ่งแปลกปลอมที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำมันหล่อลื่น
3 : เพื่อทดสอบว่ามีน้ำปนเปื้อนในน้ำมันหล่อลื่นหรือไม่
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 165 : ข้อใดเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจสอบการล้าตัว (Fatigue) ของเครื่องจักร
1 : การวิเคราะห์การสั่นสะเทือน
2 : การฉายภาพอุณหภูมิ
3 : การวิเคราะห์น้ำมันหล่อลื่น
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 166 : ข้อใดเป็นหน้าที่ของปลั๊กแม่เหล็ก (Magnetic plug)
1 : ปรับเส้นแรงแม่เหล็กของน้ำมันหล่อลื่น
2 : ดูดโลหะจากน้ำมันหล่อลื่นไปเก็บไว้
3 : ป้องกันการรั่วซึมของน้ำมันหล่อลื่น
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 167 : ข้อใดเป็นสารเพิ่มคุณสมบัติที่ช่วยลดการเกิดกรดในน้ำมันหล่อลื่น
1 : สารต้านออกซิเดชั่น (Oxidation Inhibitors)
2 : สารป้องกันสนิม (Rust Inhibitors)
3 : สารรับแรงกดสูง (Extreme-pressure Additives)
4 : สารปรับปรุงดัชนีความหนืด (Viscosity Index Improver)
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 168 : ข้อใดเป็นสารเพิ่มคุณสมบัติที่ทำให้น้ำมันหล่อลื่นใช้งานได้ดีแม้อุณหภูมิของเครื่องจักรขณะทำงานจะสูงขึ้น
1 : สารต้านออกซิเดชั่น (Oxidation Inhibitors)
2 : สารป้องกันสนิม (Rust Inhibitors)
3 : สารรับแรงกดสูง (Extreme-pressure Additives)
4 : สารปรับปรุงดัชนีความหนืด (Viscosity Index Improver)
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 229 : 10 ระบบการหล่อลื่น (Lubrication management system)
ข้อที่ 169 : ข้อใดเป็นเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับระบบหล่อลื่นที่ใช้การเติมจาระบีด้วยมือ
1 : มีจุดเติมจาระบีน้อย เข้าถึงได้ยาก
2 : มีจุดเติมจาระบีน้อย เข้าถึงได้โดยสะดวก
3 : มีจุดเติมจาระบีมาก เข้าถึงได้ยาก
4 : มีจุดเติมจาระบีมาก เข้าถึงได้โดยสะดวก
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 170 : ข้อใดเป็นเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับระบบหล่อลื่นที่ใช้การเติมจาระบีโดยจ่ายแบบอัตโนมัติจากศูนย์กลาง
1 : มีจุดจาระบีเติมน้อย เข้าถึงได้ยาก
2 : มีจุดเติมจาระบีน้อย เข้าถึงได้โดยสะดวก
3 : มีจุดจาระบีเติมมาก เข้าถึงได้ยาก
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 171 : ข้อใดเป็นระบบหล่อลื่นที่ระบายความร้อนได้ดีเท่าที่ต้องการได้
1 : ระบบจุ่มหรือสาดน้ำมัน
2 : ระบบละอองน้ำมัน
3 : ระบบไหลเวียนน้ำมัน
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 172 : ข้อใดเป็นระบบหล่อลื่นที่ระบายความร้อนได้น้อยที่สุด
1 : ระบบเติมน้ำมันด้วยการหยอด
2 : ระบบจุ่มหรือสาดน้ำมัน
3 : ระบบละอองน้ำมัน
4 : ระบบไหลเวียนน้ำมัน
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 173 : ข้อใดเป็นระบบหล่อลื่นที่ต้นทุนเริ่มต้นต่ำสุด
1 : ระบบจุ่มหรือสาดน้ำมัน
2 : ระบบจ่ายจาระบีอัตโนมัติจากศูนย์กลาง
3 : ระบบละอองน้ำมัน
4 : ระบบไหลเวียนน้ำมัน
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 174 : ข้อใดเป็นระบบหล่อลื่นที่มีต้นทุนด้านสารหล่อลื่นต่ำสุด
1 : ระบบเติมจาระบีด้วยมือ
2 : ระบบจ่ายจาระบีอัตโนมัติจากศูนย์กลาง
3 : ระบบเติมน้ำมันด้วยการหยอด
4 : ระบบไหลเวียนน้ำมัน
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 175 : ข้อใดเป็นวิธีการที่ใช้กันทั่วไปเพื่อป้องกันการสับสนปะปนในการใช้สารหล่อลื่นในโรงงานอุตสาหกรรม
1 : ตั้งรหัสประจำตัวสำหรับสารหล่อลื่นแต่ละชนิด
2 : ใช้รูปสัญลักษณ์ของสารหล่อลื่นแต่ละชนิด
3 : ใช้สีที่แตกต่างสำหรับสารหล่อลื่นแต่ละชนิด
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 176 : ข้อใดเป็นเหตุผลที่มีการลดความหลากหลายของสารหล่อลื่นในการออกแบบระบบการจัดการหล่อลื่นเครื่องจักรกลอุตสาหกรรม
1 : เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซื้อสารหล่อลื่นให้น้อยลง
2 : เพื่อลดความยุ่งยากซับซ้อนในการจัดการสารหล่อลื่น
3 : เพื่อให้การใช้สารหล่อลื่นตรงกับความต้องการของผู้สร้างเครื่องจักรให้มากที่สุด
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 177 : ข้อใดเป็นเอกสารหลักในการดำเนินงานหล่อลื่น
1 : แผนการหล่อลื่นแม่บท
2 : รายการตรวจประเมินระบบหล่อลื่น
3 : บัญชีสารหล่อลื่น
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 178 : ข้อใดเป็นบุคคลที่ควรได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานหล่อลื่น
1 : ช่างซ่อมเครื่องกล
2 : พนักงานประจำเครื่องจักร
3 : ช่างหล่อลื่น หรือ ช่างน้ำมัน
4 : เลือกบุคคลใดบุคคลหนึ่งในสามข้อข้างต้นได้ตามความพร้อมและความเหมาะสม
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 179 : ข้อใดเป็นประโยชน์ของการให้พนักงานประจำเครื่องจักรเป็นผู้รับผิดชอบงานหล่อลื่น
1 : ทำให้ความเป็นเจ้าของสมบูรณ์ขึ้น
2 : เพิ่มทักษะทางด้านเทคนิคให้กับพนักงานประจำเครื่อง
3 : ลดภาระงานหล่อลื่นของฝ่ายซ่อมบำรุง
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 180 : ข้อใดเป็นประโยชน์ของการให้ช่างหล่อลื่นเป็นผู้รับผิดชอบงานหล่อลื่น
1 : ลดต้นทุนในการหล่อลื่น
2 : ทำให้ความรับผิดชอบกับเครื่องจักรมีความชัดเจน
3 : สร้างและใช้ความเชี่ยวชาญของช่างหล่อลื่น
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 181 : ข้อใดเป็นวัตถุประสงค์หลักในการตรวจประเมินระบบหล่อลื่น (Lubrication system audit)
1 : เพื่อควบคุมการหล่อลื่นให้เป็นไปตามแบบแผนที่กำหนดไว้
2 : เพื่อลดต้นทุนในการหล่อลื่น
3 : เพื่อตรวจหาข้อบกพร่องของพนักงานที่รับผิดชอบงานหล่อลื่น
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 182 : ข้อใดเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เกิดความสัมพันธ์เชิงปฏิปักษ์ระหว่างผู้ขายกับผู้ใช้สารหล่อลื่น
1 : ผู้ใช้ขาดความรู้เกี่ยวกับสารหล่อลื่น
2 : ผู้ขายไม่มีความรู้เกี่ยวกับสารหล่อลื่น
3 : ทั้งสองฝ่ายหวังแค่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 183 : ข้อใดเป็นเหตุผลที่ผู้ใช้สารหล่อลื่นมักเลือกส่งสารหล่อลื่นไปวิเคราะห์ที่ห้องทดสอบของบริษัทน้ำมันผู้จำหน่ายสารหล่อลื่น
1 : บริษัทน้ำมันมักได้มาตรฐาน ISO 17025
2 : ถือเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของผู้ขายสารหล่อลื่น
3 : การจัดตั้งห้องทดสอบและวิเคราะห์น้ำมันหล่อลื่นมีต้นทุนสูง
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 184 : ข้อใดเป็นขั้นตอนที่มักเป็นปัญหาในการวิเคราะห์น้ำมันหล่อลื่นที่ต้องกระทำอย่างมีทักษะดีพอ
1 : การเก็บตัวอย่างน้ำมันหล่อลื่น
2 : การกำหนดตัวชี้บ่งน้ำมันหล่อลื่น
3 : การส่งตัวอย่างน้ำมันหล่อลื่นไปห้องทดสอบ
4 : การกำจัดน้ำมันหล่อลื่น
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 185 : ข้อใดมักเป็นที่มาของการปนเปื้อนของน้ำในน้ำมันหล่อลื่น
1 : การดูดซึม
2 : การควบแน่น
3 : ตัวเปลี่ยนถ่ายความร้อน
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 186 : ข้อใดเป็นเหตุผลของการวางถังน้ำมันตามนอนแทนการวางตั้ง
1 : เพื่อความสะดวกในการถ่ายเทน้ำมันหล่อลื่นไปใช้งาน
2 : เพื่อป้องกันการดูดซึมไอน้ำจากอากาศเข้าไปปนเปื้อนกับน้ำมัน
3 : เพื่อลดโอกาสในการเกิดอัคคีภัยในคลังน้ำมัน
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 187 : ข้อใดเป็นสารเคมีที่ช่วยปรับปรุงดัชนีความหนืดโดยช่วยลดอัตราการเปลี่ยนแปลงความหนืดใสของน้ำมันเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนไป
1 : Chlorine
2 : Sulfur
3 : Polyisobutylene
4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 188 : ข้อใดเป็นสารชำระล้างและกระจายความสกปรก (Detergents and Dispersants)
1 : Metallic sulfonates
2 : Silicone polymer
3 : Polyisobutylene
4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 189 : ข้อใดเป็นผู้ที่มีบทบาทในการจัดหาสารหล่อลื่น
1 : ฝ่ายซ่อมบำรุง
2 : ฝ่ายจัดซื้อ
3 : ฝ่ายวิศวกรรม
4 : ทั้งสามฝ่ายร่วมกัน
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 190 : ข้อใดเป็นวิธีการที่ใช้ในการทดสอบน้ำมันหล่อลื่นอย่างง่าย
1 : การทดสอบความหนืดโดยแท่งไหลน้ำมัน
2 : การทดสอบด้วยขวดทดสอบ
3 : การทดสอบด้วยการเผา
4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 191 : ข้อใดเป็นผลที่น่าจะได้จากความร่วมมือกับผู้จำหน่ายสารหล่อลื่น
1 : การลดความหลากหลายของสารหล่อลื่น
2 : การกรองน้ำมันหล่อลื่นเพื่อใช้งานอื่น
3 : การทดสอบสภาพสารหล่อลื่น
4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 192 : ข้อใดมักเป็นที่มาของการปนเปื้อนของน้ำในน้ำมันหล่อลื่น
1 : น้ำจากภายนอก
2 : การควบแน่น
3 : การสันดาปและปรับสภาพเป็นกลาง
4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 230 : 11 ระบบการแจ้งซ่อมและการรายงาน
ข้อที่ 193 : ข้อมูลสำคัญที่จำเป็นต้องมีในใบแจ้งซ่อม คือข้อใด
1 : วันเวลาที่แจ้ง
2 : แผนกที่แจ้งซ่อม
3 : ตำแหน่งที่ตั้งของเครื่องที่เสีย
4 : ความเร่งด่วนของงาน
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 194 : ผู้ที่จะเขียนใบแจ้งซ่อมได้นั้น จะต้องเป็นใครจึงจะเหมาะสม
1 : หัวหน้าแผนกผลิต
2 : หัวหน้าแผนกบำรุงรักษา
3 : maintenance inspector
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 195 : ข้อมูลที่นำมาจากรายงานการซ่อม และ เอามาบันทึกไว้ในประวัติเครื่องจักร คือข้อใด
1 : วันเวลาที่เครื่องเสีย
2 : รหัสหมายเลขเครื่อง
3 : ผู้จำหน่ายอะไหล่
4 : ผู้ผลิตเครื่องจักร
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 196 : ข้อมูลที่นำมาจากรายงานการซ่อม และ เอามาบันทึกไว้ในประวัติเครื่องจักร คือข้อใด
1 : วันเวลาที่ซ่อมเครื่องเสร็จ
2 : รหัสหมายเลขเครื่อง
3 : ผู้จำหน่ายอะไหล่
4 : ผู้ผลิตเครื่องจักร
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 197 : ข้อมูลที่นำมาจากรายงานการซ่อม และ เอามาบันทึกไว้ในประวัติเครื่องจักร คือข้อใด
1 : รหัสหมายเลขเครื่อง
2 : ผู้จำหน่ายอะไหล่
3 : สาเหตุที่เครื่องจักรเสีย
4 : ผู้ผลิตเครื่องจักร
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 198 : ข้อมูลที่นำมาจากรายงานการซ่อม และ เอามาบันทึกไว้ในประวัติเครื่องจักร คือข้อใด
1 : รหัสหมายเลขเครื่อง
2 : ผู้จำหน่ายอะไหล่
3 : ระยะเวลาที่ต้องรออะไหล่ (ถ้ามี)
4 : ผู้ผลิตเครื่องจักร
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 199 : ข้อมูลที่นำมาจากรายงานการซ่อม และ เอามาบันทึกไว้ในประวัติเครื่องจักร คือข้อใด
1 : รหัสหมายเลขเครื่อง
2 : ผู้จำหน่ายอะไหล่
3 : วันเวลาที่เริ่มทำงานซ่อม
4 : ผู้ผลิตเครื่องจักร
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 200 : ระบบข้อมูลที่สำคัญในการจัดการบำรุงรักษา นอกจาก ระบบการแจ้งซ่อมและสั่งงาน ระบบบันทึกประวัติเครื่องจักรแล้ว ยังมีอะไรอีก
1 : ระบบการสั่งซื้ออะไหล่
2 : ระบบการวางแผนshutdown
3 : ระบบการเก็บเอกสารซ่อมบำรุง
4 : ระบบข้อมูลรายละเอียดเครื่องจักร
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 201 : ข้อใดเป็นรายละเอียดที่จำเป็นต้องมีในใบสั่งงานบำรุงรักษา
1 : ผู้ที่จะติดต่อในการซื้ออะไหล่
2 : หมายเลขรหัสเครื่องจักรที่ต้องบำรุงรักษา
3 : ประวัติเครื่องจักร
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 202 : ข้อใดเป็นรายละเอียดที่จำเป็นต้องมีในใบสั่งงานบำรุงรักษา
1 : ตำแหน่งที่ตั้งเครื่องจักร
2 : ผู้ที่จะติดต่อในการซื้ออะไหล่
3 : ประวัติเครื่องจักร
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 203 : ข้อใดเป็นรายละเอียดที่จำเป็นต้องมีในใบสั่งงานบำรุงรักษา
1 : ผู้ที่จะติดต่อในการซื้ออะไหล่
2 : รายละเอียดของงานบำรุงรักษา
3 : ประวัติเครื่องจักร
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 204 : ข้อใดเป็นรายละเอียดที่จำเป็นต้องมีในใบสั่งงานบำรุงรักษา
1 : ผู้ที่จะติดต่อในการซื้ออะไหล่
2 : ประวัติเครื่องจักร
3 : ข้อแนะนำเกี่ยวกับความปลอดภัย (ถ้ามี)
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 205 : เมื่อทำงานบำรุงรักษาตามใบสั่งงานแล้ว รายละเอียดที่ต้องรายงานกลับมาในใบสั่งงานควรเป็นข้อใด
1 : รายชื่อพนักงานผู้ควบคุมเครื่องจักรนั้น
2 : บริษัทที่ได้ติดต่อซื้ออะไหล่
3 : วันเวลาที่เริ่มงานจริง
4 : หมายเลขเครื่องจักร
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 206 : เมื่อทำงานบำรุงรักษาตามใบสั่งงานแล้ว รายละเอียดที่ต้องรายงานกลับมาในใบสั่งงานควรเป็นข้อใด
1 : รายชื่อพนักงานผู้ควบคุมเครื่องจักรนั้น
2 : บริษัทที่ได้ติดต่อซื้ออะไหล่
3 : วันเวลาที่งานเสร็จ
4 : หมายเลขเครื่องจักร
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 207 : เมื่อทำงานบำรุงรักษาตามใบสั่งงานแล้ว รายละเอียดที่ต้องรายงานกลับมาในใบสั่งงานควรเป็นข้อใด
1 : บริษัทที่ได้ติดต่อซื้ออะไหล่
2 : รายการอะไหล่ที่ใช้ไปในการทำงาน
3 : หมายเลขเครื่องจักร
4 : รายชื่อพนักงานผู้ควบคุมเครื่องจักรนั้น
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 208 : เมื่อทำงานบำรุงรักษาตามใบสั่งงานแล้ว รายละเอียดที่ต้องรายงานกลับมาในใบสั่งงานควรเป็นข้อใด
1 : หมายเลขเครื่องจักร
2 : บริษัทที่ได้ติดต่อซื้ออะไหล่
3 : รายชื่อพนักงานผู้ควบคุมเครื่องจักรนั้น
4 : เลขที่อ้างอิงของใบเบิกวัสดุและอะไหล่
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 209 : เมื่อทำงานบำรุงรักษาตามใบสั่งงานแล้ว รายละเอียดที่ต้องรายงานกลับมาในใบสั่งงานควรเป็นข้อใด
1 : หมายเลขเครื่องจักร
2 : บริษัทที่ได้ติดต่อซื้ออะไหล่
3 : รายชื่อพนักงานผู้ควบคุมเครื่องจักรนั้น
4 : รายชื่อพนักงานบำรุงรักษาที่ทำงานนั้น
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 210 : ข้อมูลที่ควรเก็บไว้ในรายการเกี่ยวกับเครื่องจักรได้แก่
1 : รายชื่อพนักงานผู้ควบคุมเครื่องจักรนั้น
2 : ประวัติเครื่องจักร
3 : ผู้ขายอะไหล่
4 : วิธีการบำรุงรักษาป้องกัน
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 211 : ข้อมูลที่ควรเก็บไว้ในรายการเกี่ยวกับเครื่องจักรได้แก่
1 : รายชื่อพนักงานผู้ควบคุมเครื่องจักรนั้น
2 : ประวัติเครื่องจักร
3 : ตำแหน่งที่ตั้งของเครื่องจักร
4 : วิธีการบำรุงรักษาป้องกัน
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 212 : ข้อมูลที่ควรเก็บไว้ในรายการเกี่ยวกับเครื่องจักรได้แก่
1 : รายชื่อพนักงานผู้ควบคุมเครื่องจักรนั้น
2 : ประวัติเครื่องจักร
3 : รายการอ้างอิงเกี่ยวกับแบบ (drawing) ของเครื่องจักร
4 : วิธีการบำรุงรักษาป้องกัน
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 213 : ข้อมูลที่ควรเก็บไว้ในรายการเกี่ยวกับเครื่องจักรได้แก่
1 : รายชื่อพนักงานผู้ควบคุมเครื่องจักรนั้น
2 : ประวัติเครื่องจักร
3 : คู่มือการใช้งาน (Manual) ของเครื่องจักร
4 : วิธีการบำรุงรักษาป้องกัน
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 214 : ข้อมูลที่ควรเก็บไว้ในรายการเกี่ยวกับเครื่องจักรได้แก่
1 : รายชื่อพนักงานผู้ควบคุมเครื่องจักรนั้น
2 : ประวัติเครื่องจักร
3 : รหัสของเครื่องจักร
4 : วิธีการบำรุงรักษาป้องกัน
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 215 : เอกสารในข้อใดที่วิศวกรซ่อมบำรุงใช้บันทึกการวิเคราะห์ ประเมินงานซ่อม และจัดงานซ่อม
1 : ใบสั่งงานซ่อม
2 : ใบแจ้งซ่อม
3 : รายงานซ่อมบำรุง
4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 216 : เอกสารในข้อใดที่หัวหน้างานซ่อมใช้สำหรับบันทึกการส่งมอบงานซ่อมหลังจากช่างซ่อมทำการซ่อมเรียบร้อยแล้ว
1 : ใบแจ้งซ่อม
2 : ใบสั่งงานซ่อม
3 : รายงานซ่อมบำรุง
4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 231 : 12 ระบบ P.M. (P.M. Standard and check sheet)
ข้อที่ 217 : ข้อใดที่ถือว่าเป็นงานซ่อมบำรุงป้องกันทางอ้อม (Indirect PM)
1 : การเปลี่ยนชิ้นส่วนของเครื่องจักรที่หมดอายุ
2 : การยกเครื่อง
3 : การตรวจสอบสภาพเครื่องจักร
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 218 : ข้อใดเป็นสิ่งที่พนักงานตรวจสอบเครื่องจักร (PM Inspector) ควรทำเมื่อพบข้อบกพร่องเล็กน้อยที่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย
1 : แก้ไขข้อบกพร่องนั้นแล้วทำรายงาน
2 : ออกใบแจ้งซ่อม
3 : สั่งให้หยุดเครื่อง
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 219 : ข้อใดเป็นสิ่งที่พนักงานตรวจสอบเครื่องจักร (PM Inspector) ควรทำเมื่อพบข้อบกพร่องที่ต้องมีการวินิจฉัยสาเหตุหรือต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนอะไหล่
1 : แก้ไขข้อบกพร่องนั้นแล้วทำรายงาน
2 : ออกใบแจ้งซ่อม
3 : สั่งให้หยุดเครื่อง
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 220 : ข้อใดเป็นเอกสารที่มักระบุวิธีการและความถี่ในการซ่อมบำรุงป้องกัน
1 : มาตรฐานงานซ่อมบำรุงป้องกัน
2 : กำหนดการซ่อมบำรุงป้องกัน
3 : ใบสั่งงานซ่อมบำรุงป้องกัน
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 221 : ข้อใดเป็นประโยชน์ของการซ่อมบำรุงป้องกัน
1 : ลดการชำรุดขัดข้องของเครื่องจักรและการสูญเสียผลผลิต
2 : ลดงานซ่อมฉุกเฉิน งานซ่อมใหญ่
3 : ลดการใช้อะไหล่และขนาดคงคลังอะไหล่
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 222 : ข้อใดเป็นถือว่าเป็นงานซ่อมบำรุงประจำ (Routine maintenance)
1 : การหล่อลื่นและการตรวจสอบสภาพเครื่องจักร
2 : การหล่อลื่นและการเปลี่ยนชิ้นส่วนที่หมดอายุ
3 : การทำความสะอาดและการหล่อลื่นเครื่องจักร
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 223 : ข้อใดเป็นการตรวจสอบแบบภาวะวิสัย (Objective inspection)
1 : การฟังเสียงของเครื่องจักรขณะทำงาน
2 : การวัดและวิเคราะห์การสั่นสะเทือนของเครื่องจักร
3 : ถูกทั้งข้อ 1 และ 2  
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 224 : ข้อใดเป็นงานที่ช่วยให้ระบบซ่อมบำรุงป้องกันมีประสิทธิผล
1 : การตรวจสอบสภาพเครื่องจักร
2 : การเปลี่ยนชิ้นส่วนตามระยะเวลาที่กำหนดไว้
3 : การยกเครื่องหรือทำการซ่อมใหญ่ทุกปี
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 225 : ข้อใดเป็นเวลาที่เป็นโอกาสในการตรวจสอบสภาพเครื่องจักร
1 : ขณะเดินเครื่อง
2 : ขณะหยุดเครื่อง / ปิดซ่อม
3 : ขณะทำการซ่อมใหญ่
4 : ทั้งสามข้อประกอบกัน
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 226 : ข้อใดเป็นบุคลากรที่ควรได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบสภาพเครื่องจักร
1 : พนักงาน หรือ หัวหน้างานในผ่ายผลิต
2 : ช่างซ่อมบำรุง
3 : พนักงานตรวจสภาพเครื่องจักร
4 : จัดตามความเหมาะสมจากสามข้อข้างต้น
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 227 : ข้อใดเป็นข้อดีของการตรวจวัดสภาพแบบใช้ประสาทสัมผัสและความชำนาญ (Subjective Condition Monitoring)
1 : ได้ผลแน่นอนกว่า
2 : เก็บประวัติได้ง่ายกว่า
3 : ใช้เงินลงทุนน้อย
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 228 : ข้อใดเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ต้องติดเครื่องมือตรวจสอบสภาพเครื่องไว้ประจำเครื่องจักรที่มีความสำคัญ
1 : เครื่องจักรมีราคาแพง
2 : ช่วงเวลาบอกเตือนเหตุขัดข้องล่วงหน้าสั้น
3 : ไม่มีพนักงานอยู่ประจำเครื่องจักรนั้น
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 229 : ข้อใดเป็นเอกสารในระบบซ่อมบำรุงป้องกันที่อาจจัดทำในรูปของรายการตรวจสอบได้
1 : มาตรฐานซ่อมบำรุงป้องกัน
2 : กำหนดการซ่อมบำรุงป้องกัน
3 : ใบสั่งงานซ่อมบำรุงป้องกัน
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 230 : ข้อใดเป็นเอกสารอ้างอิงรายการแรกที่ควรใช้ในการจัดทำมาตรฐานซ่อมบำรุงป้องกัน
1 : คู่มือบำรุงรักษาเครื่องจักร
2 : ประวัติ / บันทึกการซ่อมบำรุงเครื่องจักร
3 : ตำราทางเทคนิค
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 231 : ข้อใดไม่เป็นวัตถุประสงค์ในการจัดทำกำหนดการบำรุงรักษา (PM Schedule)
1 : เพื่อกำหนดเวลาในการบำรุงรักษาเครื่องจักร
2 : เพื่อกระจายภาระงาน
3 : เพื่อให้ได้งานตรงตามมาตรฐานที่กำหนด
4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 232 : ข้อใดเป็นวัตถุประสงค์ในการประเมินงานบำรุงรักษาป้องกัน (PM Appraisal)ข้อใดเป็นวัตถุประสงค์ในการประเมินงานบำรุงรักษาป้องกัน (PM Appraisal)
1 : เพื่อกระจายภาระงาน
2 : เพื่อให้ได้งานตรงตามมาตรฐานที่กำหนด
3 : เพื่อแสดงสารสนเทศในการปรับปรุง
4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 233 : ข้อใดเป็นการตรวจวัดสภาพแบบใช้ประสาทสัมผัสและความชำนาญ (Subjective Condition Monitoring)
1 : การตรวจสอบความตึงของสายพานตัววี
2 : การตรวจวัดการสั่นสะเทือน
3 : การตรวจวัดตัวแปรร่วมของกระบวนการ
4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 234 : ข้อใดเป็นการตรวจวัดสภาพแบบใช้ประสาทสัมผัสและความชำนาญ (Subjective Condition Monitoring)
1 : การตรวจสอบความตึงของสายพานตัววี
2 : การตรวจหารอยรั่วซึมของหม้อน้ำ
3 : คำตอบข้อ 1 และ 2 ถูก
4 : คำตอบข้อ 1 และ 2 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 235 : ข้อใดเป็นวัตถุประสงค์ของใบรายการเครื่องจักร (Machine List)
1 : เพื่อแสดงภาพรวมของเครื่องจักร และอุปกรณ์
2 : เพื่อบ่งชี้กิจกรรมซ่อมบำรุงรักษา
3 : เพื่อแสดงรายละเอียดงานซ่อมบำรุงรักษา
4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 236 : ข้อใดเป็นวัตถุประสงค์ของใบมาตรฐานงานซ่อมบำรุงป้องกัน (PM Standard)
1 : เพื่อบ่งชี้กิจกรรมซ่อมบำรุงรักษา
2 : เพื่อแสดงรายละเอียดงานซ่อมบำรุงรักษา
3 : เพื่อเป็นเอกสารระบบที่เป็นเครื่องมือปรับปรุง
4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 237 : ข้อใดเป็นวัตถุประสงค์ของใบรายการซ่อมบำรุงป้องกัน
1 : เพื่อแสดงภาพรวมของเครื่องจักร และอุปกรณ์
2 : เพื่อแสดงรายละเอียดงานซ่อมบำรุงรักษา
3 : เพื่อแสดงโครงสร้างและส่วนประกอบหลัก
4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 238 : ข้อใดเป็นข้อมูลที่มักจะระบุในใบรายการซ่อมบำรุงป้องกัน (PM List)
1 : ชื่อเครื่องจักร
2 : รหัสเครื่องจักร
3 : อุปกรณ์ และชุดส่วนหลัก
4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 239 : ข้อใดเป็นข้อมูลที่มักจะไม่ถูกระบุในใบรายการซ่อมบำรุงป้องกัน (PM List)
1 : ชื่อเครื่องจักร
2 : อุปกรณ์ และชุดส่วนหลัก
3 : เวลามาตรฐานในการซ่อมบำรุงรักษา
4 : รายการมาตรฐานงานซ่อมบำรุงป้องกัน (PM Standards) ที่จะใช้งาน
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 240 : ข้อใดไม่เป็นกิจกรรมซ่อมบำรุงป้องกัน
1 : การทำความสะอาด
2 : การหล่อลื่น
3 : การเปลี่ยนชิ้นส่วน
4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 232 : 13 ระบบงาน P.M. (Scheduling and Planning)
ข้อที่ 241 : ข้อใดเป็นช่วงเวลาที่กำหนดการซ่อมบำรุงป้องกัน (PM schedule) มักจะครอบคลุม
1 : 1 สัปดาห์
2 : 1 เดือน
3 : 1 ปี
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 242 : ข้อใดเป็นความถี่ในการทำงานซ่อมบำรุงป้องกันที่ไม่เป็นที่นิยมใช้กัน
1 : ทุก 1 สัปดาห์
2 : ทุก 2 สัปดาห์
3 : ทุก 3 สัปดาห์
4 : ทุก 4 สัปดาห์
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 243 : ข้อใดเป็นสัปดาห์ที่จะต้องตรวจสภาพเครื่องจักรที่ต้องทำเป็นประจำทุก 4 สัปดาห์ หากกำหนดให้เริ่มทำงานนี้ครั้งแรกของปีในสัปดาห์ที่ 3
1 : สัปดาห์ที่ 31
2 : สัปดาห์ที่ 32
3 : สัปดาห์ที่ 33
4 : สัปดาห์ที่ 34
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 244 : ข้อใดเป็นสัปดาห์ที่จะต้องตรวจสภาพเครื่องจักรที่ต้องทำเป็นประจำทุกไตรมาส หากกำหนดให้เริ่มทำงานนี้ครั้งแรกในสัปดาห์ที่ 3
1 : สัปดาห์ที่ 27
2 : สัปดาห์ที่ 29
3 : สัปดาห์ที่ 31
4 : สัปดาห์ที่ 33
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 245 : ข้อใดเป็นสัปดาห์ที่จะต้องตรวจสภาพเครื่องจักรที่ต้องทำเป็นประจำทุก 4 สัปดาห์ เป็นครั้งแรกของปี หากมีกำหนดให้มีการทำงานนี้ในสัปดาห์ที่ 34 รวมอยู่ด้วย
1 : สัปดาห์ที่ 1
2 : สัปดาห์ที่ 2
3 : สัปดาห์ที่ 3
4 : สัปดาห์ที่ 4
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 246 : ข้อใดเป็นสัปดาห์ที่จะต้องตรวจสภาพเครื่องจักรที่ต้องทำเป็นประจำทุกไตรมาสเป็นครั้งแรกของปี หากกำหนดให้ทำงานนี้สัปดาห์ที่ 37 รวมอยู่ด้วย
1 : สัปดาห์ที่ 5
2 : สัปดาห์ที่ 7
3 : สัปดาห์ที่ 9
4 : สัปดาห์ที่ 11
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 247 : ข้อใดเป็นต้นทุนรวมที่ต้องนำมาคำนวณเพื่อกำหนดช่วงเวลาที่ประหยัดที่สุดในการทำงานซ่อมบำรุงป้องกัน (Optimum PM interval)
1 : ต้นทุนในงานซ่อมบำรุงป้องกัน กับ ต้นทุนอะไหล่และอุปกรณ์
2 : ต้นทุนในงานซ่อมบำรุงป้องกัน กับ ต้นทุนค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักร
3 : ต้นทุนในงานซ่อมบำรุงป้องกัน กับ ต้นทุนในการเกิดเหตุชำรุดขัดข้อง
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 248 : ข้อใดเป็นภาระงานตลอดทั้งปีของงานซ่อมบำรุงป้องกันที่ต้องทำทุกสัปดาห์ และแต่ละครั้งจะต้องใช้เวลา 10 นาที
1 : 8 ชั่วโมง 20 นาที
2 : 8 ชั่วโมง 30 นาที
3 : 8 ชั่วโมง 40 นาที
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 249 : ข้อใดเป็นภาระงานตลอดทั้งปีของงานซ่อมบำรุงป้องกันที่ต้องทำทุก 4 สัปดาห์ และแต่ละครั้งจะต้องใช้เวลา 15 นาที
1 : 3 ชั่วโมง 15 นาที
2 : 3 ชั่วโมง 30 นาที
3 : 3 ชั่วโมง 45 นาที
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 250 : ข้อใดเป็นภาระงานตลอดทั้งปีของงานซ่อมบำรุงป้องกันที่ต้องทำทุกไตรมาส และแต่ละครั้งจะต้องใช้เวลา 25 นาที 15 วินาที
1 : 1 ชั่วโมง 11 นาที
2 : 1 ชั่วโมง 21 นาที
3 : 1 ชั่วโมง 31 นาที
4 : 1 ชั่วโมง 41 นาที
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 251 : ข้อใดเป็นเครื่องมือที่นิยมใช้ในการทำจัดทำกำหนดการซ่อมบำรุงป้องกัน (PM Schedule)
1 : C Chart
2 : Flow Chart
3 : Gantt Chart
4 : P Chart
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 252 : ข้อใดคือสิ่งที่ต้องจัดทำขึ้นโดยอ้างอิงจาก กำหนดการซ่อมบำรุงป้องกัน (PM Schedule)
1 : คำสั่งงานซ่อมบำรุงป้องกัน (PM Work order)
2 : รายงานซ่อมบำรุงป้องกัน(PM report)
3 : มาตรฐานว่อมบำรุงป้องกัน(PM standard)
4 : ใบตรวจสอบงานซ่อมบำรุงป้องกัน(PM Check sheet)
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 253 : ข้อใดคือสิ่งที่ควรเป็นข้อมูลพื้นฐานหรืออ้างอิงในการจัดทำ กำหนดการซ่อมบำรุงป้องกัน (PM Schedule)
1 : คำสั่งงานซ่อมบำรุงป้องกัน (PM Work order)
2 : รายงานซ่อมบำรุงป้องกัน(PM report)
3 : มาตรฐานซ่อมบำรุงป้องกัน(PM standard)
4 : ใบตรวจสอบงานซ่อมบำรุงป้องกัน(PM Check sheet)
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 254 : ข้อใดคือสิ่งที่ต้องคำนึงในการจัดทำกำหนดการซ่อมบำรุงป้องกัน (PM Schedule)
1 : ผังงานและเส้นทางการทำงาน
2 : ชนิดและประเภทของงาน
3 : ภาระงานซ่อมบำรุงป้องกัน
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 255 : ชิ้นส่วนสิ้นเปลืองของเครื่องจักรที่มีอายุการใช้งานเฉลี่ย 500 ชั่วโมง ควรจัดเปลี่ยนอย่างไรให้ประหยัดที่สุดและมีโอกาสชำรุดน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง หากเครื่องจักรถูกใช้งานสัปดาห์ละ 100 ชั่วโมง
1 : ทุกเดือน
2 : ทุกไตรมาส
3 : ทุกครึ่งปี
4 : ปีละครั้ง
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 256 : ชิ้นส่วนสิ้นเปลืองของเครื่องจักรที่มีอายุการใช้งานเฉลี่ย 1,000 ชั่วโมง ควรจัดเปลี่ยนอย่างไรให้ประหยัดที่สุดและมีโอกาสชำรุดน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง หากเครื่องจักรใช้งานทุกสัปดาห์ละ 100 ชั่วโมง
1 : ทุกเดือน
2 : ทุกไตรมาส
3 : ทุกครึ่งปี
4 : ปีละครั้ง
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 257 : ชิ้นส่วนสิ้นเปลืองของเครื่องจักรที่มีอายุการใช้งานเฉลี่ย 2,000 ชั่วโมง ควรจัดเปลี่ยนอย่างไรให้ประหยัดที่สุดและมีโอกาสชำรุดน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง หากเครื่องจักรถูกใช้งานสัปดาห์ละ 100 ชั่วโมง
1 : ทุกเดือน
2 : ทุกไตรมาส
3 : ทุกครึ่งปี
4 : ปีละครั้ง
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 258 : ชิ้นส่วนสิ้นเปลืองของเครื่องจักรที่มีอายุการใช้งานเฉลี่ย 5,000 ชั่วโมง ควรจัดเปลี่ยนอย่างไรให้ประหยัดที่สุดและมีโอกาสชำรุดน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง หากเครื่องจักรถูกใช้งานสัปดาห์ละ 100 ชั่วโมง
1 : ทุกเดือน
2 : ทุกไตรมาส
3 : ทุกครึ่งปี
4 : ปีละครั้ง
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 259 : ข้อมูลจากแหล่งใดดีที่สุดที่จะใช้ในการจัดทำกำหนดการบำรุงรักษาป้องกันขั้นเริ่มต้น
1 : คู่มือการบำรุงรักษาจากผู้ผลิต
2 : สถิติการชำรุดขัดข้อง
3 : ความเห็นช่างชำนาญการ
4 : ตำราทางเทคนิคและวิศวกรรม
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 260 : ข้อมูลจากแหล่งใดดีที่สุดที่จะใช้ในการปรับปรุงกำหนดการบำรุงรักษาป้องกันที่ได้ใช้ไปแล้วระยะหนึ่ง (อย่างน้อย 1 ปี)
1 : คู่มือการบำรุงรักษาจากผู้ผลิต
2 : สถิติการชำรุดขัดข้อง
3 : ความเห็นช่างชำนาญการ
4 : ตำราทางเทคนิคและวิศวกรรม
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 261 : ข้อมูลจากแหล่งใดดีที่สุดที่จะใช้ในการจัดทำกำหนดการบำรุงรักษาป้องกันสำหรับอุปกรณ์มาตรฐาน เช่น มอเตอร์ เครื่องสูบ ฯลฯ ในขั้นเริ่มต้น ในกรณีที่ไม่มีคู่มือการบำรุงรักษาจากผู้ผลิต
1 : สถิติการชำรุดขัดข้อง
2 : ความเห็นช่างชำนาญการ
3 : ตำราทางเทคนิคและวิศวกรรม
4 : แบบเขียนของอุปกรณ์ (drawing)
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 262 : ข้อมูลจากแหล่งใดดีที่สุดที่จะใช้ในการจัดทำกำหนดการบำรุงรักษาป้องกันสำหรับอุปกรณ์เฉพาะ เช่น มอเตอร์ เครื่องสูบ ฯลฯ ในขั้นเริ่มต้น ในกรณีที่ไม่มีคู่มือการบำรุงรักษาจากผู้ผลิต
1 : สถิติการชำรุดขัดข้อง
2 : ความเห็นช่างชำนาญการ
3 : ตำราทางเทคนิคและวิศวกรรม
4 : แบบเขียนของอุปกรณ์ (drawing)
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 263 : ชิ้นส่วนหลัก(อะไหล่ประกัน)ของเครื่องจักรที่มีอายุการใช้งานเฉลี่ย 10,000 ชั่วโมง ควรกำหนดช่วงเวลาในการตรวจสอบย่างไรให้ประหยัดที่สุดและมีความน่าจะเป็นที่ป้องกันเหตุชำรุดขัดข้องได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 หากเครื่องจักรถูกใช้งานสัปดาห์ละ 100 ชั่วโมง 
1 : ทุกสัปดาห์
2 : ทุกเดือน
3 : ทุกไตรมาส
4 : ปีละครั้ง
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 264 : ชิ้นส่วนหลัก(อะไหล่ประกัน)ของเครื่องจักรที่มีอายุการใช้งานเฉลี่ย 10,000 ชั่วโมง ควรกำหนดช่วงเวลาในการตรวจสอบย่างไรให้ประหยัดที่สุดและมีความน่าจะเป็นที่ป้องกันเหตุชำรุดขัดข้องได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 หากเครื่องจักรถูกใช้งานสัปดาห์ละ 168 ชั่วโมง ต่อเนื่องตลอดทั้งปี
1 : ทุกสัปดาห์
2 : ทุกเดือน
3 : ทุกไตรมาส
4 : ปีละครั้ง
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 233 : 14 Organization of maintenance
ข้อที่ 265 : ข้อใดเป็นลักษณะของการจัดฝ่ายซ่อมบำรุงแบบรวมศูนย์ (Centralization)
1 : จัดให้มีช่างซ่อมบำรุงประจำเครื่อง
2 : จัดให้มีช่างซ่อมประจำพื้นที่
3 : จัดให้ช่างซ่อมทำงานทดแทนกันได้
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 266 : ข้อใดเป็นการจัดฝ่ายซ่อมบำรุงแบบกระจายศูนย์ (Decentralization)
1 : จัดให้ช่างไฟฟ้าทั้งหมดสังกัดอยู่ในแผนกเดียวกัน
2 : จัดให้มีช่างซ่อมประจำพื้นที่
3 : จัดให้ช่างซ่อมทำงานทดแทนกันได้
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 267 : ข้อใดที่ไม่ใช่ข้อดีของการจัดฝ่ายซ่อมบำรุงแบบรวมศูนย์ (Centralization)
1 : ช่างซ่อมบำรุงสามารถทำงานทดแทนกันได้
2 : การควบคุมงานทางด้านเทคนิคทำได้ดีขึ้น
3 : ความชำนาญในงานซ่อมบำรุงเฉพาะเครื่อง ของช่าง
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 268 : ข้อใดเป็นข้อดีของการให้ช่างซ่อมเครื่องกลอยู่ในสังกัดหน่วยเดียวกัน 
1 : การประสานงานระหว่างช่างซ่อมเครื่องกลกับช่างอื่นๆ ทำได้ดีขึ้น
2 : การควบคุมดูแลทางด้านเทคนิคทำได้ดีขึ้น
3 : การเข้าพื้นที่เพื่อทำงานซ่อมทำได้อย่างรวดเร็ว
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 269 : ข้อใดเป็นข้อดีของการให้ช่างซ่อมบำรุงไฟฟ้าอยู่ในสังกัดร่วมกับช่างอื่นๆในพื้นที่เดียวกัน 
1 : การประสานงานซ่อมในพื้นที่ทำได้ดีขึ้น
2 : การควบคุมดูแลทางด้านเทคนิคทำได้ดีขึ้น
3 : การพัฒนาทักษะในงานซ่อมไฟฟ้าทำได้ดีขึ้น
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 270 : ข้อใดเป็นงานซ่อมบำรุงที่สามารถมอบหมายให้เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายผลิตได้
1 : งานฟื้นฟูสภาพเครื่องจักรหรือยกเครื่อง
2 : งานซ่อมแซมเครื่องจักรที่ชำรุดขัดข้อง
3 : งานตรวจสอบสภาพเครื่องจักรประจำวัน
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 271 : ข้อใดเป็นประเภทของงานงานซ่อมบำรุงที่ควรเป็นภารกิจหลักของโรงงาน
1 : งานฟื้นฟูสภาพเครื่องจักรหรือยกเครื่อง
2 : งานซ่อมแซมเครื่องจักรที่ชำรุดขัดข้อง
3 : งานเปลี่ยนทดแทนเครื่องจักรที่ชำรุดขัดข้องบ่อยๆ
4 : งานซ่อมบำรุงป้องกัน
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 272 : ข้อใดเป็นเครื่องมือที่ใช้ชี้บ่ง โครงสร้าง สายการบังคับบัญชา และความสัมพันธ์ในการทำงานระหว่างหน่วยงาน
1 : พรรณาลักษณะงาน
2 : คุณลักษณะเฉพาะของงาน
3 : แผนภูมิองค์กร
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 273 : ข้อใดเป็นเครื่องมือที่ใช้ชี้บ่งหน้าที่และความรับผิดชอบในการทำงาน
1 : พรรณาลักษณะงาน
2 : คุณลักษณะเฉพาะของงาน
3 : แผนภูมิองค์กร
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 274 : หลักการจ่ายค่าตอบแทนช่างซ่อมบำรุงที่ดี คืออะไร
1 : เพียงพอสำหรับการครองชีพ
2 : แข่งขันได้ในตลาด
3 : เป็นธรรมกับค่าของงาน
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 275 : ข้อใดเป็นวิธีการที่จะช่วยให้กำหนดค่าตอบแทนช่างซ่อมบำรุงได้อย่างเป็นธรรม
1 : การคัดเลือกช่างซ่อมบำรุง
2 : การประเมินค่าของงาน
3 : การประเมินผลปฏิบัติงาน
4 : การให้คำปรึกษาแนะนำ
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 276 : ข้อใดที่ไม่ใช่เงื่อนไขของงานซ่อมบำรุงที่สมควรจะดำเนินการโดยใช้การจ้างเหมา
1 : งานที่ไม่ปลอดภัยหรือเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติภัย
2 : งานที่ขาดช่างที่มีความชำนาญ
3 : งานที่ขาดเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำเนินงาน
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 277 : ข้อใดที่เป็นประโยชน์ของงานซ่อมบำรุงที่ใช้การจ้างเหมา
1 : ทำให้ควบคุมคุณภาพงานซ่อมได้ดีขึ้น
2 : ทำให้งานซ่อมบำรุงมีความปลอดภัยขึ้น
3 : ทำให้ภาระงานซ่อมลดน้อยลง
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 278 : ข้อใดเป็นประโยชน์ที่สำคัญของสนับสนุนงานซ่อมบำรุง เช่น งานวางแผนงานซ่อมบำรุง งานระบบสารสนเทศงานซ่อมบำรุง งานต้นทุนและงบประมาณซ่อมบำรุง ฯลฯ
1 : ทำให้งานซ่อมมีประสิทธิภาพ
2 : ทำให้มีข้อมูล สารสนเทศ ที่ทำให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น
3 : ทำให้ควบคุมงานซ่อมบำรุงได้ดี
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 279 : ข้อใดเป็นงานสนับสนุนงานซ่อมบำรุงที่มีความสำคัญ ที่มีส่วนช่วยงานซ่อมบำรุงดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิผล
1 : งานวางแผนการซ่อมบำรุง
2 : งานซ่อมบำรุงไฟฟ้า
3 : งานซ่อมบำรุงเครื่องกล
4 : ข้อ  1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 280 : เครื่องจักรมีงานซ่อมบำรุงป้องกันประจำวันๆละ 15 นาที จะมีภาระงานนี้ตลอดทั้งปีเท่าไร หากโรงงานที่เปิดทำงาน ปีละ 365 วัน
1 : 54.75 ชั่วโมง-คน
2 : 91.25 ชั่วโมง-คน
3 : 5,475 ชั่วโมง-คน
4 : ข้อ  1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 281 : เครื่องจักรกลุ่มหนึ่งจำนวนสิบเครื่องของโรงงานมีงานซ่อมบำรุงป้องกันประจำวันๆ ละ 12 นาที จะมีภาระงานนี้ตลอดทั้งปีเท่าไร หากโรงงานที่เปิดทำงาน ปีละ 340 วัน
1 : 408 ชั่วโมง-คน
2 : 680 ชั่วโมง-คน
3 : 782 ชั่วโมง-คน
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 282 : งานหล่อลื่นเครื่องจักรควรเป็นภาระงานของหน่วยงานใด
1 : แผนกผลิต
2 : แผนกบำรุงรักษาเครื่องกล
3 : แผนกบำรุงรักษาป้องกัน (P.M.)
4 : อาจเป็นได้ทุกข้อ
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 283 : แผนกงานใดในฝ่ายบำรุงรักษาที่มีลักษณะการวางแผนเช่นเดียวกับลักษณะการจัดการงานผลิต
1 : แผนกเครื่องกำเนิดไอน้ำ(Boiler)
2 : แผนกบำรุงรักษาป้องกัน (P.M.)
3 : แผนกบำรุงรักษาเครื่องกล
4 : แผนกเครื่องมือวัดและควบคุม
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 284 : หน่วยงานบำรุงรักษาใดที่จัดว่าเป็นหน่วยงานซึ่งจัดองค์การตามลักษณะหน้าที่งาน (function)
1 : หน่วยซ่อมประจำกะ
2 : หน่วยช่างบำรุงรักษาเครื่องกล
3 : แผนกซ่อมบำรุงโรงงานที่ 1
4 : หน่วยบำรุงรักษาสำนักงาน
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 285 : การจัดองค์การบำรุงรักษาแบบกระจายศูนย์ (Decentralized organization) เหมาะกับหน่วยงานที่มีลักษณะสำคัญในข้อใด
1 : รับผิดชอบพื้นที่กว้าง
2 : ต้องใช้ความเชี่ยวชาญของช่างแต่ละด้านมาก
3 : มีช่างจำนวนไม่มาก
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 286 : การจัดองค์การบำรุงรักษาแบบรวมศูนย์ (centralized organization) เหมาะกับหน่วยงานที่มีลักษณะสำคัญในข้อใด
1 : รับผิดชอบพื้นที่ที่ไม่กว้างมาก
2 : ต้องใช้ความเชี่ยวชาญของช่างแต่ละด้านมาก
3 : มีช่างจำนวนไม่มาก
4 : ข้อ  1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 287 : ควรมีช่างซ่อมบำรุงป้องกันกี่คนสำหรับกลุ่มเครื่องจักรจำนวน 10 เครื่องที่ทำงาน 365 วันตลอดทั้งปีและมีภาระงานซ่อมบำรุงป้องกันที่แสดงในตาราง หากช่างทำงานเฉลี่ยปีละ 2,000 ชั่วโมง และมีการทำงานช่างทางตรงร้อยละ 70
เครื่องจักร จำนวน ภาระงานซ่อมบำรุงป้องกัน (man-hours)
D W M A
A 10 1 8 24 24
1 : 6
2 : 8
3 : 10
4 : 12
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 288 :

ควรมีช่างซ่อมกี่คนหากมีความต้องการช่างซ่อมบำรุงในแต่ละวันตามที่แสดงในตารางข้างท้ายนี้ หากจัดให้ช่างทำงานได้สัปดาห์ละ 5 วัน


จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์
16 16 16 13 13 8 6
1 : 16
2 : 17
3 : 18
4 : 19
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 234 : 15 แนวคิดในการจัดการวัสดุบำรุงรักษา (อะไหล่ เครื่องมือช่าง และสารหล่อลื่น)
ข้อที่ 289 : สายพาน v-belt จะจัดไว้ในวัสดุบำรุงรักษาประเภทใด
1 : อะไหล่เครื่องกล
2 : อะไหล่อุปกรณ์ไฟฟ้า
3 : เครื่องมือ
4 : วัสดุสิ้นเปลือง
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 290 : Relay จะจัดไว้ในวัสดุบำรุงรักษาประเภทใด
1 : อะไหล่เครื่องกล
2 : อะไหล่อุปกรณ์ไฟฟ้า
3 : เครื่องมือ
4 : วัสดุสิ้นเปลือง
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 291 : น้ำมันเครื่องจะจัดไว้ในวัสดุบำรุงรักษาประเภทใด
1 : อะไหล่เครื่องกล
2 : อะไหล่อุปกรณ์ไฟฟ้า
3 : เครื่องมือ
4 : วัสดุสิ้นเปลือง
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 292 : จาระบีจะจัดไว้ในวัสดุบำรุงรักษาประเภทใด
1 : อะไหล่เครื่องกล
2 : อะไหล่อุปกรณ์ไฟฟ้า
3 : เครื่องมือ
4 : วัสดุสิ้นเปลือง
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 293 : กระดาษทรายจะจัดไว้ในวัสดุบำรุงรักษาประเภทใด
1 : อะไหล่เครื่องกล
2 : อะไหล่อุปกรณ์ไฟฟ้า
3 : เครื่องมือ
4 : วัสดุสิ้นเปลือง
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 294 : ดอกสว่าน จะจัดไว้ในวัสดุบำรุงรักษาประเภทใด
1 : อะไหล่เครื่องกล
2 : อะไหล่อุปกรณ์ไฟฟ้า
3 : เครื่องมือ
4 : วัสดุสิ้นเปลือง
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 295 : valve จะจัดไว้ในวัสดุบำรุงรักษาประเภทใด
1 : อะไหล่เครื่องกล
2 : อะไหล่อุปกรณ์ไฟฟ้า
3 : เครื่องมือ
4 : วัสดุสิ้นเปลือง
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 296 : ในการพิจารณาว่าจัดเก็บ stock ของวัสดุไว้ ถ้าเป็นวัสดุประเภท c ต้องนำค่าใช้จ่ายใดมาพิจารณา
1 : ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา
2 : ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ
3 : ค่าใช้จ่ายเมื่อเครื่องจักรเสียและต้องใช้ชิ้นส่วนนั้น
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 297 : ในการพิจารณาว่าจัดเก็บ stock ของชิ้นส่วนอะไหล่ไว้ ถ้าเป็นวัสดุประเภท A ต้องนำค่าใช้จ่ายใดมาพิจารณา
1 : ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา
2 : ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ
3 : ค่าใช้จ่ายเมื่อเครื่องจักรเสียและต้องใช้ชิ้นส่วนนั้น
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 298 : วัสดุที่จัดว่าเป็นวัสดุประเภท C นั้น มีลักษณะตรงกับข้อใด
1 : อยู่ในกลุ่มที่มีมูลค่าในสต็อก 80% ของมูลค่าสต็อกทั้งหมดและมีจำนวนรายการเพียง 20 %ของจำนวนวัสดุทั้งหมด
2 : อยู่ในกลุ่มที่มีมูลค่าในสต็อก 60% และมีจำนวนรายการเพียง 40 %ของมูลค่าสต็อกทั้งหมด
3 : อยู่ในกลุ่มที่มีมูลค่าในสต็อก 40% และมีจำนวนรายการ 60 %ของมูลค่าสต็อกทั้งหมด
4 : อยู่ในกลุ่มที่มีมูลค่าในสต็อก 20% และมีจำนวนรายการ 80 %ของมูลค่าสต็อกทั้งหมด
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 299 : วัสดุที่จัดว่าเป็นวัสดุประเภท A นั้น มีลักษณะตรงกับข้อใด
1 : อยู่ในกลุ่มที่มีมูลค่าในสต็อก 80% ของมูลค่าสต็อกทั้งหมดและมีจำนวนรายการเพียง 20 %ของจำนวนวัสดุทั้งหมด
2 : อยู่ในกลุ่มที่มีมูลค่าในสต็อก 60% และมีจำนวนรายการเพียง 40 %ของมูลค่าสต็อกทั้งหมด
3 : อยู่ในกลุ่มที่มีมูลค่าในสต็อก 40% และมีจำนวนรายการ 60 %ของมูลค่าสต็อกทั้งหมด
4 : อยู่ในกลุ่มที่มีมูลค่าในสต็อก 20% และมีจำนวนรายการ 80 %ของมูลค่าสต็อกทั้งหมด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 300 : วัสดุประเภทใดที่ควรจัดเก็บในคลังที่แยกต่างหากจากวัสดุประเภทอื่น
1 : ชิ้นส่วนอะไหล่ไฟฟ้า
2 : ชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องกล
3 : น้ำมันหล่อลื่น
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 301 : วัสดุสิ้นเปลือง ควรกำหนดรหัสจำแนกตามข้อใด
1 : รหัสของผู้ผลิต
2 : ประเภทเครื่องจักรที่ใช้วัสดุนั้น
3 : แผนกผลิต
4 : เนื้อวัสดุ
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 302 : วัสดุใดที่เหมาะที่จะควบคุมด้วยวิธี 2-bin method
1 : เฟืองเกียร์
2 : น้ำมันเกียร์
3 : สายพาน
4 : นอตสกรู
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 303 : ในการควบคุมวัสดุโดยใช้ระบบ 2-bin นั้น จะมีการสั่งวัสดุเมื่อระดับวัสดุคงคลังมีค่าเท่ากับข้อใด
1 : ปริมาณที่สั่งในแต่ละครั้ง
2 : ครึ่งหนึ่งของระดับสินค้าคงคลังเฉลี่ย
3 : สองเท่าของระดับสินค้าคงคลังเฉลี่ย
4 : ศูนย์
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 304 : ในการควบคุมวัสดุโดยใช้ระบบ 2-bin นั้น จะมีระดับจุดสั่งซื้อ เท่ากับเท่าใด
1 : ปริมาณที่สั่งในแต่ละครั้ง
2 : ครึ่งหนึ่งของระดับสินค้าคงคลังเฉลี่ย
3 : สองเท่าของระดับสินค้าคงคลังเฉลี่ย
4 : ศูนย์
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 305 : ความแตกต่างที่สำคัญประการหนึ่ง ระหว่างการตัดสินใจในการควบคุมวัสดุในการผลิตกับการควบคุมวัสดุอะไหล่ประเภท A และ B คือข้อใด
1 : วัสดุอะไหล่สามารถเก็บได้นานกว่า
2 : วัสดุอะไหล่มีราคาสูงกว่าวัสดุในการผลิตมาก
3 : การควบคุมวัสดุอะไหล่ต้องพิจารณาถึงความสูญเสียเมื่อขาดชิ้นส่วนนั้นเวลาที่เครื่องเสีย
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 306 : ความแตกต่างที่สำคัญประการหนึ่ง ระหว่างการตัดสินใจในการควบคุมวัสดุในการผลิตกับการควบคุมวัสดุอะไหล่ประเภท A และ B คือข้อใด
1 : วัสดุอะไหล่สามารถเก็บได้นานกว่า
2 : วัสดุอะไหล่มีราคาสูงกว่าวัสดุในการผลิตมาก
3 : อัตราการใช้วัสดุอะไหล่ไม่แน่นอน
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 307 : วัสดุมีอัตราการใช้เฉลี่ย ชิ้นละ 12 วัน และมีระยะเวลาในการสั่ง 30 วัน ควรสั่งวัสดุนี้เมื่อระดับวัสดุคงคลังลดลงเหลือเท่าใด
1 : 30 หน่วย
2 : 12 หน่วย
3 : 3 หน่วย
4 : 2 หน่วย
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 308 : วัสดุใดที่เหมาะที่จะควบคุมด้วยวิธี 2-bin method
1 : เฟืองเกียร์
2 : น้ำมันเกียร์
3 : สายพาน
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 309 : วัสดุที่ช่างอาจเบิกมาเก็บไว้ใช้ได้มากกว่าจำนวนที่ต้องใช้ในแต่ละงานควรเป็นวัสดุประเภทใด
1 : วัสดุประเภท A
2 : วัสดุประเภท B
3 : วัสดุประเภท C
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 310 : วัสดุใดที่ไม่เหมาะที่จะควบคุมด้วยวิธี 2-bin method
1 : นอต
2 : กระดาษทราย
3 : ประแจขันนอต
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 311 : องค์ประกอบในการพิจารณาสั่งเครื่องมือช่าง ได้แก่ข้อใด
1 : ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา
2 : ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา
3 : ความจำเป็นในการใช้งาน
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 312 : ตัวแบบ Economic order quantity (EOQ) เหมาะที่จะใช้ในการตัดสินใจกับวัสดุบำรุงรักษาประเภทใด
1 : น้ำมันหล่อลื่น
2 : ชิ้นส่วนอะไหล่ที่มีความสำคัญ
3 : ชิ้นส่วนอะไหล่ประเภท A
4 : ชิ้นส่วนอะไหล่ที่ผลิตใช้เอง
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 313 : ตัวแบบ Economic order quantity (EOQ) เหมาะที่จะใช้ในการตัดสินใจกับวัสดุบำรุงรักษาประเภทใด
1 : ชิ้นส่วนอะไหล่ที่ผลิตใช้เอง
2 : ชิ้นส่วนอะไหล่ที่มีอัตราการใช้น้อย
3 : ชิ้นส่วนอะไหล่ประเภท A
4 : ชิ้นส่วนอะไหล่ที่มีอัตราการใช้มาก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 314 : ตัวแบบ Economic order quantity (EOQ) เหมาะที่จะใช้ในการตัดสินใจกับวัสดุบำรุงรักษาประเภทใด
1 : ชิ้นส่วนอะไหล่ที่ผลิตใช้เอง
2 : เครื่องมือช่าง
3 : ชิ้นส่วนอะไหล่ประเภท A
4 : ชิ้นส่วนอะไหล่ที่มีอัตราการใช้ค่อนข้างคงที่
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 315 : ตัวแบบ Economic order quantity (EOQ) เหมาะที่จะใช้ในการตัดสินใจกับวัสดุบำรุงรักษาประเภทใด
1 : ชิ้นส่วนอะไหล่ที่ผลิตใช้เอง
2 : เครื่องมือช่าง
3 : ชิ้นส่วนอะไหล่ประเภท C
4 : ชิ้นส่วนอะไหล่ที่มีอัตราการใช้ไม่แน่นอน
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 316 : องค์ประกอบที่ไม่ต้องนำมาพิจารณาในการตัดสินใจเกี่ยวกับชิ้นส่วนอะไหล่ประเภท A และ B คือข้อใด
1 : ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา
2 : อัตราการหมุนเวียน
3 : ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ
4 : ความสูญเสียเมื่อขาดอะไหล่ตอนที่เครื่องเสีย
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 317 : วัสดุมีอัตราการใช้เฉลี่ย หน่วยละ 12 วัน และมีระยะเวลาในการสั่ง 30 วัน ถ้าต้องการให้ระดับวัสดุคงคลังต่ำสุด (safety stock) = 10 หน่วย ควรสั่งวัสดุนี้เมื่อระดับวัสดุคงคลังลดลงเหลือเท่าใด
1 : 30 หน่วย
2 : 13 หน่วย
3 : 10 หน่วย
4 : 3 หน่วย
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 318 : อุปกรณ์สำคัญของเครื่องจักรชุดหนึ่งมีอายุใช้งานโดยเฉลี่ย 40 ปี และมี อัตราการชำรุดข้ดข้อง (Failure rate) คงที่ หากกำหนดอายุการใช้งานอุปกรณ์นี้ไว้ 20 ปี โดยไม่มีอะไหล่ของอุปกรณ์นี้ในคลัง จะทำให้มีระดับความพร้อมเท่าใด (ความน่าจะเป็นที่อุปกรณ์นี้จะไม่ขัดข้องระหว่างใช้งาน)
1 : 60.65%
2 : 70.65%
3 : 80.65%
4 : 90.65%
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 319 : ข้อใดเป็นหลักการจัดหาอะไหล่ประกันที่ดี
1 : จัดหาตามจำนวนสั่งซื้อทางเศรษฐกิจ (Economic order quantity)
2 : จัดหาตามจำนวนที่ทำให้ได้ส่วนลด (Discount quantity)
3 : จัดหาตามจำนวนที่จ่ายออกไปใช้งาน
4 : จัดหาตามเมื่อมีการชำรุดขัดข้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 320 : ควรเลือกซื้ออไหล่ชิ้นใด (หระหว่าง A, B or C) จากข้อมูลต้นทุนที่ที่แสดงในตาราง
ที่ รายการ หน่วย A B C
1 ราคาอะไหล่ บาท 20,000 80,000 200,000
2 อายุการใช้งานเฉลี่ย    ชั่วโมง 8,000 9,000 10,000
3 เวลาเปลี่ยนอะไหล่เฉลี่ย  ชั่วโมง 4 4 4
4 ต้นทุนสูญเสียผลผลิต บาท/ชั่วโมง 100,000 100,000 100,000
5 ต้นทุนสูญเสียผลผลิต บาท 400,000 400,000 400,000
1 : A
2 : B
3 : C
4 : เลือกชิ้นใดก็ได้
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 235 : 16 แนวคิดการวางแผนบำรุงรักษาประจำปี และการวางแผนงานระยะสั้น
ข้อที่ 321 : ข้อใดเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเวลารอคอยในงานซ่อมบำรุง
1 : อะไหล่ขาดมือ
2 : มีช่างน้อยกว่าภาระงานซ่อมบำรุง
3 : ขาดการวางแผนงานซ่อมที่มีประสิทธิผล
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 322 : ข้อใดเป็นข้อที่มีความสำคัญสูงสุดในการวางแผนและจัดงานซ่อมบำรุง
1 : ผลผลิตที่สูญเสียระหว่างเครื่องหยุดทำงาน
2 : เวลาที่เครื่องหยุดทำงาน
3 : เวลารอคอยระหว่างงานซ่อมบำรุง
4 : เวลาที่ใช้ในงานซ่อมบำรุง
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 323 : เครื่องจักรที่หยุดการเดินเครื่องเพราะเหตุชำรุดขัดข้องเวลา 09.00 น. เริ่มทำการซ่อมเวลา 13.00 น. ใช้เวลาในการซ่อม 3 ชั่วโมง จะเสียเวลาที่เครื่องหยุด
1 : 4 ชั่วโมง
2 : 5 ชั่วโมง
3 : 7 ชั่วโมง
4 : ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 324 : ข้อใดคือปริมาณผลผลิตที่สูญเสียของเครื่องจักรที่มีกำลังการผลิต2 ตัน/ชั่วโมง ที่ต้องหยุดการเดินเครื่องเพราะเหตุชำรุดขัดข้องเวลา 08.00 น. เริ่มต้นทำการซ่อมเมื่อเวลา 13.00 น. และใช้เวลาในงานซ่อม 3 ชั่วโมง
1 : 6 ตัน
2 : 10 ตัน
3 : 16 ตัน
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 325 : ควรทำการซ่อมเครื่องจักรใดก่อนในเครื่องจักรเหมือนกันสามเครื่อง (A, B, C) หากเวลาที่เกิดการชำรุด เวลาซ่อมที่ต้องใช้เป็นตามข้อมูลข้างล่าง เมื่อสามารถทำการซ่อมได้ครั้งละหนึ่งเครื่อง
เครื่องจักร เวลาที่เครื่องเสีย (น.) เวลาซ่อมที่ต้องใช้(ชั่วโมง)
A 04.00 5
B 05.00 3
C 06.00 4
1 : A
2 : B
3 : C
4 : เครื่องใดก็ได้
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 326 : ควรจัดลำดับงานซ่อมเครื่องจักรอย่างไรสำหรับเครื่องจักรเหมือนกันสามเครื่อง (A, B, C) หากเวลาที่เกิดการชำรุด เวลาซ่อมที่ต้องใช้เป็นตามข้อมูลข้างล่าง เมื่อสามารถทำการซ่อมได้ครั้งละหนึ่งเครื่อง
เครื่องจักร เวลาที่เครื่องเสีย (น.) เวลาซ่อมที่ต้องใช้(ชั่วโมง)
A 04.00 5
B 05.00 3
C 06.00 4
1 : A-B-C
2 : B-C-A
3 : C-A-B
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 327 : จะเสียเวลาในการเดินเครื่องโดยรวมเท่าไร หากจัดลำดับงานซ่อมเครื่องจักรอย่างไรสำหรับเครื่องจักรเหมือนกันสามเครื่องตามลำดับ A-B-C หากเวลาที่เกิดการชำรุด เวลาซ่อมที่ต้องใช้เป็นตามข้อมูลข้างล่าง และสามารถทำการซ่อมได้ครั้งละหนึ่งเครื่องโดยเริ่มงานซ่อมเวลา 08.00 น.
เครื่องจักร เวลาที่เครื่องเสีย (น.) เวลาซ่อมที่ต้องใช้(ชั่วโมง)
A 04.00 3
B 05.00 1
C 06.00 2
1 : 6 ชั่วโมง
2 : 13 ชั่วโมง
3 : 22 ชั่วโมง
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 328 : จะเสียผลผลิตโดยรวมเท่าไร หากจัดลำดับงานซ่อมเครื่องจักรอย่างถูกต้อง สำหรับเครื่องจักรเหมือนกันสามเครื่องทีมีกำลังการผลิตเครื่องละ 2 ตัน/ชั่วโมง หากเวลาที่เกิดการชำรุด เวลาซ่อมที่ต้องใช้เป็นตามข้อมูลข้างล่าง และสามารถทำการซ่อมได้ครั้งละหนึ่งเครื่อง
เครื่องจักร เวลาที่เครื่องเสีย (น.) เวลาซ่อมที่ต้องใช้(ชั่วโมง)
A 04.00 3
B 05.00 1
C 06.00 2
1 : 32 ตัน
2 : 38 ตัน
3 : 44 ตัน
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 329 : ควรทำการซ่อมเครื่องจักรใดก่อนในเครื่องจักรอิสระที่ทำงานแบบเดียวกันสามเครื่อง (A, B, C) หากกำลังการผลิตและเวลาซ่อมที่ต้องใช้ เป็นตามข้อมูลข้างล่าง เมื่อสามารถทำการซ่อมได้ครั้งละหนึ่งเครื่อง
เครื่องจักร กำลังการผลิต (หน่วย/ชั่วโมง) เวลาซ่อมที่ต้องใช้(ชั่วโมง)
A 1 3
B 2 3
C 4 3
1 : A
2 : B
3 : C
4 : เครื่องใดก็ได้
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 330 : ควรจัดลำดับงานซ่อมเครื่องจักรอิสสระที่ทำงานแบบเดียวกันสามเครื่อง (A, B, C) อย่างไร หากกำลังการผลิตและเวลาซ่อมที่ต้องใช้ เป็นตามข้อมูลข้างล่าง เมื่อสามารถทำการซ่อมได้ครั้งละหนึ่งเครื่อง
เครื่องจักร กำลังการผลิต (หน่วย/ชั่วโมง) เวลาซ่อมที่ต้องใช้(ชั่วโมง)
A 1 3
B 2 3
C 4 3
1 : A-B-C
2 : B-C-A
3 : C-A-B
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 331 : จะเสียผลผลิตโดยรวมเท่าไรนับจากเริ่มทำงานซ่อม หากจัดลำดับงานซ่อมเครื่องจักรอิสระที่ทำงานแบบเดียวกันสามเครื่องตามลำดับ A-B-C ตามข้อมูลกำลังการผลิตและเวลาซ่อมที่ต้องใช้ข้างล่าง เมื่อสามารถทำการซ่อมได้ครั้งละหนึ่งเครื่อง
เครื่องจักร กำลังการผลิต (หน่วย/ชั่วโมง) เวลาซ่อมที่ต้องใช้(ชั่วโมง)
A 1 3
B 2 3
C 4 3
1 : 21 หน่วย
2 : 51 หน่วย
3 : 63 หน่วย
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 332 : จะเสียผลผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้นเท่าไรนับจากเริ่มทำงานซ่อม หากจัดลำดับงานซ่อมเครื่องจักรอิสระที่ทำงานแบบเดียวกันสามเครื่อง ตามลำดับ A-B-C แทนการจัดงานซ่อมตามลำดับที่ถูกต้อง ตามข้อมูลกำลังการผลิตและเวลาซ่อมที่ต้องใช้ข้างล่าง เมื่อสามารถทำการซ่อมได้ครั้งละหนึ่งเครื่อง
เครื่องจักร กำลังการผลิต (หน่วย/ชั่วโมง) เวลาซ่อมที่ต้องใช้(ชั่วโมง)
A 1 3
B 2 3
C 4 3
 
1 : 36.36 %
2 : 48.48 %
3 : 54.55 %
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 333 : ควรทำการซ่อมเครื่องจักรใดก่อนในเครื่องจักรอิสระที่ทำงานแบบเดียวกันสามเครื่อง (A, B, C) หากกำลังการผลิตและเวลาซ่อมที่ต้องใช้ เป็นตามข้อมูลข้างล่าง เมื่อสามารถทำการซ่อมได้ครั้งละหนึ่งเครื่อง
เครื่องจักร กำลังการผลิต (หน่วย/ชั่วโมง) เวลาซ่อมที่ต้องใช้(ชั่วโมง)
A 1 1.5
B 2 2
C 3 6
1 : A
2 : B
3 : C
4 : เครื่องใดก็ได้
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 334 : จะเสียผลผลิตโดยรวมเท่าไรนับจากเริ่มทำงานซ่อม หากจัดลำดับงานซ่อมเครื่องจักรอิสระที่ทำงานแบบเดียวกันสามเครื่องตามลำดับที่ถูกต้อง ตามข้อมูลกำลังการผลิตและเวลาซ่อมที่ต้องใช้ข้างล่าง เมื่อสามารถทำการซ่อมได้ครั้งละหนึ่งเครื่อง
เครื่องจักร กำลังการผลิต (หน่วย/ชั่วโมง) เวลาซ่อมที่ต้องใช้(ชั่วโมง)
A 1 1.5
B 2 2
C 3 6
1 : 14.5 หน่วย
2 : 36 หน่วย
3 : 37 หน่วย
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 335 : ชิ้นส่วนที่มีการชำรุดแบบ random failure ควรที่จะวางแผนการบำรุงรักษาแบบใด
1 : เปลี่ยนตามอายุการใช้งาน
2 : ใช้งานจนชำรุดแล้วจึงซ่อม
3 : ทำ preventive maintenance
4 : เปลี่ยนเมื่อมีการ shut down
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 336 : ชิ้นส่วนมีอายุใช้งานเฉลี่ย 100 วัน และมี standard deviation ของอายุใช้งาน 10 วันโดยมีลักษณะการชำรุดเป็นแบบ random failure ควรวางแผนเปลี่ยนชิ้นส่วนนี้ทุกๆ กี่วันจึงจะเหมาะสม
1 : 80 วัน
2 : 100 วัน
3 : 120 วัน
4 : ควรรอให้ชำรุดแล้วจึงเปลี่ยน
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 337 : ชิ้นส่วนมีอายุใช้งานเฉลี่ย 100 วัน และมี standard deviation ของอายุใช้งาน 10 วันโดยมีลักษณะการชำรุดเป็นแบบ wearout failure จากข้อมูลที่มีอยู่นี้ ควรวางแผนเปลี่ยนชิ้นส่วนนี้ทุกๆ กี่วันจึงจะเหมาะสม
1 : 80 วัน
2 : 100 วัน
3 : 110 วัน
4 : 120 วัน
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 338 : ชิ้นส่วนที่มีราคาถูก และ การชำรุดไม่มีผลกระทบต่อการผลิตส่วนอื่นๆ ควรวางแผนการบำรุงรักษาแบบใด
1 : เปลี่ยนตามอายุการใช้งาน
2 : ใช้งานจนชำรุดแล้วจึงซ่อม
3 : ทำ preventive maintenance
4 : ตรวจสอบและเปลี่ยนเมื่อใกล้เสื่อมสภาพ
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 339 : ชิ้นส่วนที่มีอายุใช้งานสั้น ควรวางแผนการบำรุงรักษาอย่างไร
1 : ออกแบบใหม่ให้อายุใช้งานอยู่ในช่วงที่ยอมรับได้
2 : เปลี่ยนตามอายุการใช้งาน
3 : ตรวจสอบและเปลี่ยนเมื่อใกล้เสื่อมสภาพ
4 : ใช้งานจนชำรุดแล้วจึงซ่อม
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 340 : งาน corrective maintenance ควรกำหนดไว้ช่วงเวลาใด
1 : ช่วงเวลา shut down
2 : ช่วงเวลาที่เปลี่ยน batch การผลิต
3 : ช่วงเวลาที่แผนกบำรุงรักษามีภาระงานต่ำ
4 : ไม่สามารถวางแผนกำหนดเวลาได้ล่วงหน้า
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 341 : การวางแผนงานประจำปี ควรเริ่มกำหนดเวลาการทำงานบำรุงรักษาไว้ในช่วงเวลาใดก่อนช่วงเวลาอื่นๆ
1 : ช่วงเวลาเปลี่ยนกะการผลิต
2 : ช่วงเวลาเปลี่ยน batch การผลิต
3 : ช่วงเวลา shutdown
4 : ข้อใดก็ได้ไม่แตกต่างกัน
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 342 : ชิ้นส่วนที่มีการชำรุดแบบ wearout failure ซึ่งมีค่า standard deviation ของอายุใช้งานน้อยควรใช้การวางแผนบำรุงรักษาแบบใดจึงจะเหมาะสม
1 : ตรวจสอบสภาพ
2 : ใช้งานจนเสียแล้วจึงเปลี่ยน
3 : เปลี่ยนตามอายุใช้งาน
4 : ข้อใดก็ได้ไม่แตกต่างกัน
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 343 : ชิ้นส่วนที่มีการชำรุดแบบ random failure ซึ่งมีค่า standard deviation ของอายุใช้งานมากกว่า 30% ของอายุใช้งาน และไม่มีวิธีการในการตรวจสอบ ควรใช้การวางแผนบำรุงรักษาแบบใดจึงจะเหมาะสม
1 : ตรวจสอบสภาพ
2 : ใช้งานจนเสียแล้วจึงเปลี่ยน
3 : เปลี่ยนตามอายุใช้งาน
4 : ข้อใดก็ได้ไม่แตกต่างกัน
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 344 : ชิ้นส่วนที่มีการชำรุดแบบ wearout failure ซึ่งมีค่า standard deviation ของอายุใช้งานมากกว่า30 %ของอายุใช้งาน เฉลี่ยและไม่มีวิธีการในการตรวจสอบ ควรใช้การวางแผนบำรุงรักษาแบบใดจึงจะเหมาะสม
1 : เปลี่ยนก่อนที่จะเสีย
2 : ใช้งานจนเสียแล้วจึงเปลี่ยน
3 : เปลี่ยนตามอายุใช้งาน
4 : ต้องพิจารณาจาก cost model ว่าวิธีใดดีที่สุด
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 236 : 17 แนวคิดการวางแผนงาน shutdown และ major overhual (ด้วย Critical Path Method)
ข้อที่ 345 : เวลาที่ใช้ในการทำงาน shutdown ทั้งหมดมีค่าเท่ากับเท่าใด
1 : ผลรวมของเวลาที่ใช้ของกิจกรรมย่อยทั้งหมดรวมกัน
2 : ผลรวมของเวลาที่ใช้ใน critical path สายทางใดสายทางหนึ่ง
3 : ค่าเฉลี่ยของเวลาที่ใช้ของกิจกรรมย่อย + 3 เท่าของ standard deviation
4 : เวลาที่ใช้ของกิจกรรมย่อยที่มากที่สุด x จำนวนกิจกรรมย่อยทั้งหมด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 346 : ถ้างาน shut down ที่วางแผนไว้ใช้เวลานานกว่าเวลาที่มีอยู่ จะต้องทำงานใดให้เสร็จเร็วขึ้น
1 : งานที่เป็น critical path
2 : งานที่ทำในวันแรกของการ shut down
3 : งานที่ทำในวันสุดท้ายของการ shut down
4 : งานที่ใช้เวลาทำนานที่สุด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 347 : ในการเร่ง critical path ให้สั้นลง ควรเริ่มจากการเร่งงานแบบใดให้สั้นลง
1 : งานที่ใช้เวลาน้อย
2 : งานที่ทำในช่วงกลางๆ ของการ shut down
3 : งานที่ทำในวันสุดท้ายของการ shut down
4 : งานที่เสียค่าใช้จ่ายในการเร่งต่ำ
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 348 : ในการเร่ง critical path ให้สั้นลง ควรเริ่มจากการเร่งงานแบบใดให้สั้นลง
1 : งานที่ทำง่าย
2 : งานที่ทำในช่วงกลางๆของการ shut down
3 : งานที่ทำในวันสุดท้ายของการ shut down
4 : งานที่เสียค่าใช้จ่ายในการทำงานสูง
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 349 : งานที่สามารถขยายเวลาการทำงานออกไปได้โดยไม่มีผลกระทบในทันที ได้แก่งานใด
1 : งานที่ทำง่าย
2 : งานที่ทำในวันแรกของการ shut down
3 : งานที่ทำในวันสุดท้ายของการ shut down
4 : งานที่ไม่อยู่ใน critical path
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 350 : งานที่สามารถขยายเวลาการทำงานออกไปได้โดยไม่มีผลกระทบในทันที ได้แก่ข้อใด
1 : งานที่ทำง่าย
2 : งานที่ทำในวันแรกของการ shut down
3 : งานที่ทำในวันสุดท้ายของการ shut down
4 : งานที่มี float
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 351 : เทคนิคที่ใช้ในการกำหนดเวลาที่ใช้ในการทำงานแต่ละงานซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้กับการวางแผน shut down คือข้อใด
1 : Time study
2 : Work sampling
3 : Time estimation
4 : ใช้ได้ทุกวิธี
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 352 : งานที่สามารถโยกย้ายช่างไปทำงานอื่นได้โดยไม่มีผลกระทบในทันที คืองานใด
1 : งานที่ทำง่าย
2 : งานที่ทำในวันแรกของการ shut down
3 : งานที่ทำในวันสุดท้ายของการ shut down
4 : งานที่ไม่เป็น critical path
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 353 : งานที่เป็น critical path คืองานที่มีลักษณะใด
1 : งานที่ไม่มี float
2 : งานที่ถ้าเสร็จช้าจะทำให้การ shut down ล่าช้าไปด้วย
3 : ถูกทั้งข้อ 1 และ 2
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 354 : งานที่เป็น critical path คืองานที่มีลักษณะใด
1 : งานที่ไม่มี float
2 : งานที่มี ES=LS, EF=LF
3 : ถูกทั้งข้อ 1 และ 2
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 355 : งานที่เป็น critical path คืองานที่มีลักษณะใด
1 : งานที่ถ้าเสร็จช้าจะทำให้การ shut down ล่าช้าไปด้วย
2 : งานที่มี ES=LS, EF=LF
3 : ถูกทั้งข้อ 1 และ 2
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 356 : กำหนดให้ งานที่จะต้องทำมีค่าเวลาต่างๆ ใช้สัญลักษณ์ดังนี้ D=เวลาที่ใช้ในการทำงาน, ES = Earliest start = เวลาที่จะเริ่มงานเร็วที่สุด, LS = Latest start = เวลาที่จะเริ่มงานช้าที่สุด, EF = Earliest finish = เวลาที่จะเสร็จงานเร็วที่สุด, LF = Latest finish = เวลาที่จะเสร็จงานช้าที่สุด, EF จะมีค่าเท่ากับข้อใด
1 : ES - D
2 : ES + D
3 : LS - D
4 : LS + D
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 357 :

กำหนดให้ งานที่จะต้องทำมีค่าเวลาต่างๆ ใช้สัญลักษณ์ดังนี้ D=เวลาที่ใช้ในการทำงาน, ES = Earliest start = เวลาที่จะเริ่มงานเร็วที่สุด, LS = Latest start = เวลาที่จะเริ่มงานช้าที่สุด, EF = Earliest finish = เวลาที่จะเสร็จงานเร็วที่สุด, LF = Latest finish = เวลาที่จะเสร็จงานช้าที่สุด

ในการคำนวณ forward calculation ของ network จะสามารถหาค่าใดได้

1 : EF
2 : ES
3 : ข้อ 1 และ 2 ถูก
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 358 :

กำหนดให้ งาน A มีค่าเวลาต่างๆ ดังนี้

D = เวลาที่ใช้ในการทำงาน = 12 ชั่วโมง

ES = Earliest start = เวลาที่จะเริ่มงานเร็วที่สุด = 5

LS = Latest start = เวลาที่จะเริ่มงานช้าที่สุด = 7

งาน A จะมีค่า EF = Earliest finish = เวลาที่จะเสร็จงานเร็วที่สุด เท่ากับเท่าใด

1 : 12
2 : 17
3 : 19
4 : 24
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 359 :

กำหนดให้ งานที่จะต้องทำมีค่าเวลาต่างๆ ใช้สัญลักษณ์ดังนี้ D = เวลาที่ใช้ในการทำงาน, ES = Earliest start = เวลาที่จะเริ่มงานเร็วที่สุด, LS= Latest start = เวลาที่จะเริ่มงานช้าที่สุด, EF = Earliest finish = เวลาที่จะเสร็จงานเร็วที่สุด, LF = Latest finish = เวลาที่จะเสร็จงานช้าที่สุด

ในการคำนวณ backward calculation ของ network จะสามารถหาค่าใดได้

1 : LS
2 : LF
3 : ข้อ 1 และ 2 ถูก
4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 360 : เทคนิคที่ไม่เหมาะสมที่จะใช้ในการวางแผน shut down คือข้อใด
1 : PERT
2 : BAR CHART
3 : GANTT CHART
4 : CPM
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 361 : กำหนดให้ งานที่จะต้องทำมีค่าเวลาต่างๆ ใช้สัญลักษณ์ดังนี้ D = เวลาที่ใช้ในการทำงาน ES =  Earliest start = เวลาที่จะเริ่มงานเร็วที่สุด LS = Latest start = เวลาที่จะเริ่มงานช้าที่สุด EF = Earliest finish = เวลาที่จะเสร็จงานเร็วที่สุด LF = Latest finish = เวลาที่จะเสร็จงานช้าที่สุด ในการคำนวณ จะหาค่า LS ได้จาก
1 : LS = EF + D
2 : LS = EF - D
3 : LS = LF + D
4 : LS = LF - D
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 362 : ถ้ามีงาน 2 งาน A และ B ซึ่งจะต้องทำตามลำดับโดย B จะเริ่มได้ A จะต้องเสร็จแล้วเท่านั้น เวลาของ A มีค่า D = 10, ES = 2 ค่าเวลา B มีค่า D = 5 ดังนั้น ES ของ B เป็นเท่าใด กำหนดให้ งานที่จะต้องทำมีค่าเวลาต่างๆ ใช้สัญลักษณ์ดังนี้ D = เวลาที่ใช้ในการทำงาน ES =  Earliest start = เวลาที่จะเริ่มงานเร็วที่สุด LS = Latest start = เวลาที่จะเริ่มงานช้าที่สุด EF = Earliest finish = เวลาที่จะเสร็จงานเร็วที่สุด LF = Latest finish = เวลาที่จะเสร็จงานช้าที่สุด
1 : 2
2 : 5
3 : 12
4 : 17
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 363 : ถ้ามีงาน 2 งาน A และ B ซึ่งจะต้องทำตามลำดับโดย B จะเริ่มได้ A จะต้องเสร็จแล้วเท่านั้น เวลาของ A มีค่า D = 10, ES = 22 เวลาของ B มีค่า D = 5 ดังนั้น EF ของ B เป็นเท่าใด กำหนดให้ งานที่จะต้องทำมีค่าเวลาต่างๆ ใช้สัญลักษณ์ดังนี้ D = เวลาที่ใช้ในการทำงาน, ES =  Earliest start = เวลาที่จะเริ่มงานเร็วที่สุด, LS = Latest start = เวลาที่จะเริ่มงานช้าที่สุด, EF = Earliest finish = เวลาที่จะเสร็จงานเร็วที่สุด, LF = Latest finish = เวลาที่จะเสร็จงานช้าที่สุด
1 : 2
2 : 5
3 : 12
4 : 17
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 364 : ถ้ามีงาน 2 งาน A และ B ซึ่งจะต้องทำตามลำดับโดย B จะเริ่มได้ A จะต้องเสร็จแล้วเท่านั้น เวลาของ A มีค่า D  = 10, ES = 22 เวลาของ B มีค่า D = 5, LF =  40 ดังนั้น LS ของ B เป็นเท่าใด กำหนดให้ งานที่จะต้องทำมีค่าเวลาต่างๆ ใช้สัญลักษณ์ดังนี้ D = เวลาที่ใช้ในการทำงาน, ES =  Earliest start = เวลาที่จะเริ่มงานเร็วที่สุด, LS = Latest start = เวลาที่จะเริ่มงานช้าที่สุด, EF = Earliest finish = เวลาที่จะเสร็จงานเร็วที่สุด, LF = Latest finish = เวลาที่จะเสร็จงานช้าที่สุด
1 : 10
2 : 22
3 : 35
4 : 45
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 365 : ถ้ามีงาน 2 งาน A และ B ซึ่งจะต้องทำตามลำดับโดย B จะเริ่มได้ A จะต้องเสร็จแล้วเท่านั้น เวลาของ A มีค่า D = 10, ES = 22 เวลา ของ B มีค่า D = 5, LF = 40 ดังนั้น LS ของ A เป็นเท่าใด กำหนดให้ งานที่จะต้องทำมีค่าเวลาต่างๆ ใช้สัญลักษณ์ดังนี้ D = เวลาที่ใช้ในการทำงาน, ES =  Earliest start = เวลาที่จะเริ่มงานเร็วที่สุด, LS = Latest start = เวลาที่จะเริ่มงานช้าที่สุด, EF = Earliest finish = เวลาที่จะเสร็จงานเร็วที่สุด, LF = Latest finish = เวลาที่จะเสร็จงานช้าที่สุด
1 : 35
2 : 32
3 : 25
4 : 22
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 366 : ถ้ามีงาน 3 งาน A B และ C ซึ่งจะต้องทำตามลำดับโดย C จะเริ่มได้ A และ B จะต้องเสร็จแล้วเท่านั้น เวลาของ A มีค่า D = 10, ES = 22 เวลาของ B มีค่า D = 5, ES = 15 เวลาของ C มีค่า D = 6 ดังนั้น EF ของ C จะมีค่าเท่าใด กำหนดให้ งานที่จะต้องทำมีค่าเวลาต่างๆ ใช้สัญลักษณ์ดังนี้ D = เวลาที่ใช้ในการทำงาน, ES =  Earliest start = เวลาที่จะเริ่มงานเร็วที่สุด, LS = Latest start = เวลาที่จะเริ่มงานช้าที่สุด, EF = Earliest finish = เวลาที่จะเสร็จงานเร็วที่สุด, LF = Latest finish = เวลาที่จะเสร็จงานช้าที่สุด
1 : 15
2 : 20
3 : 32
4 : 38
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 367 : ถ้ามีงาน 3 งาน A B และ C ซึ่งจะต้องทำตามลำดับโดย B และ C จะเริ่มได้ A จะต้องเสร็จแล้วเท่านั้น เวลาของ A มีค่า D = 10 เวลาของ B มีค่า D = 5, LF = 32 เวลาของ C มีค่า D = 6, LF = 35 ดังนั้น LS ของ A จะมีค่าเท่าใด กำหนดให้ งานที่จะต้องทำมีค่าเวลาต่างๆ ใช้สัญลักษณ์ดังนี้ D = เวลาที่ใช้ในการทำงาน ES =  Earliest start = เวลาที่จะเริ่มงานเร็วที่สุด LS = Latest start = เวลาที่จะเริ่มงานช้าที่สุด EF = Earliest finish = เวลาที่จะเสร็จงานเร็วที่สุด LF = Latest finish = เวลาที่จะเสร็จงานช้าที่สุด
1 : 17
2 : 19
3 : 27
4 : 29
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 368 :

งานที่จะต้องทำในการ Shut down จำนวน 4 งานคือ งาน A B C D มีค่าเวลาหลังจากทำการวิเคราะห์ network แล้ว ดังนี้

งาน A  D=2   ES=2   EF=4     LS=3    LF=7

งาน B  D=8   ES=7   EF=15   LS=7    LF=15

งาน C  D=2   ES=6   EF=8     LS=6    LF=10

งาน D  D=10 ES=6   EF=16   LS=9    LF=19

งานที่เป็นงานใน critical path คืองานใด

1 : A
2 : B
3 : C
4 : D
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 237 : 18 การประเมินผลด้วยดัชนีแบบ ก.การคิดประสิทธิผลเชิงรวม ข.ต้นทุนการบำรุงรักษา และ ค.ประสิทธิภาพงานซ่อมบำรุง
ข้อที่ 369 : อัตราส่วนความถี่การชำรุดฉุกเฉิน หาได้จากข้อใด
1 : จำนวนครั้งของการชำรุดฉุกเฉิน / ระยะเวลาเดินเครื่อง
2 : เวลาที่เครื่องเสียจากการชำรุดทุกประเภท / ระยะเวลาเดินเครื่อง
3 : เวลาที่เครื่องเสียจากการชำรุดฉุกเฉิน / ระยะเวลาเดินเครื่อง
4 : จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในการซ่อมฉุกเฉิน / ระยะเวลาเดินเครื่อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 370 : อัตราส่วนงานบำรุงรักษาที่วางแผนไว้ หาได้จากข้อใด
1 : จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในการซ่อมฉุกเฉิน / ระยะเวลาเดินเครื่อง
2 : จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในงานที่วางแผนไว้ / ระยะเวลาเดินเครื่อง
3 : จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในงานที่วางแผนไว้ / จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในงานบำรุงรักษาทั้งหมด
4 : จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในงานที่วางแผนซึ่งปฏิบัติได้จริง / จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในงานบำรุงรักษาทั้งหมด
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 371 : อัตราส่วนงานบำรุงรักษาที่วางแผนที่ปฏิบัติจริง หาได้จาก
1 : จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในการซ่อมฉุกเฉิน / ระยะเวลาเดินเครื่อง
2 : จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในงานที่วางแผนไว้ / ระยะเวลาเดินเครื่อง
3 : จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในงานที่วางแผนไว้ / จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในงานบำรุงรักษาทั้งหมด
4 : จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในงานที่วางแผนซึ่งปฏิบัติได้จริง / จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในงานบำรุงรักษาที่วางแผนทั้งหมด
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 372 : อัตราส่วนความถี่การชำรุดจากการขาดน้ำมันหล่อลื่น หาได้จากข้อใด
1 : จำนวนครั้งของการชำรุดจากการขาดน้ำมันหล่อลื่น / จำนวนครั้งของการชำรุดจากการขาดน้ำมันหล่อลื่นทั้งหมด
2 : เวลาที่เครื่องเสียจากการชำรุดจากการขาดน้ำมันหล่อลื่น / จำนวนครั้งของการชำรุดจากการขาดน้ำมันหล่อลื่นทั้งหมด
3 : เวลาที่เครื่องเสียจากการชำรุดจากการขาดน้ำมันหล่อลื่น / ระยะเวลาเดินเครื่อง
4 : จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในการซ่อมจากการขาดน้ำมันหล่อลื่น / ระยะเวลาเดินเครื่อง ระดับความยากง่าย
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 373 : เมื่อผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานมีแนวโน้มที่ดีขึ้น อัตราส่วนความถี่การชำรุดฉุกเฉิน ควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
1 : เพิ่มขึ้น
2 : คงที่
3 : ลดลง
4 : ไม่แน่นอน
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 374 : เมื่อผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานมีแนวโน้มที่ดีขึ้น อัตราส่วนเวลาการชำรุดฉุกเฉิน ควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
1 : เพิ่มขึ้น
2 : คงที่
3 : ลดลง
4 : ไม่แน่นอน
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 375 : เมื่อผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานมีแนวโน้มที่ดีขึ้น อัตราส่วนงานบำรุงรักษาที่วางแผนไว้ ควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
1 : เพิ่มขึ้น
2 : คงที่
3 : ลดลง
4 : ไม่แน่นอน
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 376 : เมื่อผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานมีแนวโน้มที่ดีขึ้น อัตราส่วนงานบำรุงรักษาวางแผนที่ปฏิบัติจริง ควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
1 : เพิ่มขึ้น
2 : คงที่
3 : ลดลง
4 : ไม่แน่นอน
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 377 : เมื่อผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เวลาที่เครื่องจักรเสีย ควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
1 : เพิ่มขึ้น
2 : คงที่
3 : ลดลง
4 : ไม่แน่นอน
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 378 : เมื่อจำนวนช่างซ่อมบำรุง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงาน ควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
1 : ดีขึ้น
2 : คงที่
3 : ลดลง
4 : ไม่สามารถบอกได้จากองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 379 : เมื่ออัตราการใช้น้ำมันหล่อลื่น มีแนวโน้มที่มากขึ้น ผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
1 : ดีขึ้น
2 : คงที่
3 : ลดลง
4 : ไม่สามารถบอกได้จากองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 380 : เมื่ออัตราค่าวัสดุซ่อมบำรุงต่อช่างซ่อม มีแนวโน้มที่มากขึ้น ผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
1 : ดีขึ้น
2 : คงที่
3 : ลดลง
4 : ไม่สามารถบอกได้จากองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 381 : เมื่ออัตราค่าบำรุงรักษาต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ มีแนวโน้มที่มากขึ้น ผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
1 : ดีขึ้น
2 : คงที่
3 : ลดลง
4 : ไม่สามารถบอกได้จากองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 382 : เมื่ออัตราค่าบำรุงรักษาต่อหน่วยของเวลาเดินเครื่อง มีแนวโน้มที่มากขึ้น ผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
1 : ดีขึ้น
2 : คงที่
3 : ลดลง
4 : ไม่สามารถบอกได้จากองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 383 : เมื่ออัตราค่าบำรุงรักษาต่อหน่วยพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ (kWh) มีแนวโน้มที่มากขึ้น ผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
1 : ดีขึ้น
2 : คงที่
3 : ลดลง
4 : ไม่สามารถบอกได้จากองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 384 : เมื่ออัตราค่าบำรุงรักษาต่อต้นทุนผลิตภัณฑ์ มีแนวโน้มที่มากขึ้น ผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
1 : ดีขึ้น
2 : คงที่
3 : ลดลง
4 : ไม่สามารถบอกได้จากองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 385 : เมื่ออัตราค่าบำรุงรักษาต่อมูลค่าเครื่องจักร มีแนวโน้มที่มากขึ้น ผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
1 : ดีขึ้น
2 : คงที่
3 : ลดลง
4 : ไม่สามารถบอกได้จากองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 386 :

เครื่องจักรในแผนกผลิตจำนวน 4 เครื่อง มีช่างดูแลบำรุงรักษาประจำเครื่องแต่ละเครื่อง สถิติการเสียของเครื่องจักรในรอบ 3 เดือนเป็นดังนี้

เครื่องจักร 1 เสีย 5 ครั้ง รวมเวลา 16.5 ชั่วโมง

เครื่องจักร 2 เสีย 8 ครั้ง รวมเวลา 22.1 ชั่วโมง

เครื่องจักร 3 เสีย 4 ครั้ง รวมเวลา 10.3 ชั่วโมง

เครื่องจักร 4 เสีย 9 ครั้ง รวมเวลา 23 ชั่วโมง

ช่างซ่อมชุดใดมีผลการปฏิบัติงานในรอบ 3 เดือนนี้ดีที่สุด

1 : ช่างซ่อมของเครื่องที่ 1
2 : ช่างซ่อมของเครื่องที่ 2
3 : ช่างซ่อมของเครื่องที่ 3
4 : ช่างซ่อมของเครื่องที่ 4
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 387 :

เครื่องจักรในแผนกผลิตจำนวน 4 เครื่อง มีช่างดูแลบำรุงรักษาประจำเครื่องแต่ละเครื่อง สถิติการเสียของเครื่องจักรในรอบ 3 เดือนเป็นดังนี้

เครื่องจักร 1 เสีย 5 ครั้ง รวมเวลา 16.5 ชั่วโมง

เครื่องจักร 2 เสีย 8 ครั้ง รวมเวลา 22.1 ชั่วโมง

เครื่องจักร 3 เสีย 4 ครั้ง รวมเวลา 10.3 ชั่วโมง

เครื่องจักร 4 เสีย 9 ครั้ง รวมเวลา 23 ชั่วโมง

ช่างซ่อมชุดใดมีผลการปฏิบัติงานในรอบ 3 เดือนนี้ต่ำที่สุด

1 : ช่างซ่อมของเครื่องที่ 1
2 : ช่างซ่อมของเครื่องที่ 2
3 : ช่างซ่อมของเครื่องที่ 3
4 : ช่างซ่อมของเครื่องที่ 4
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 388 :

เครื่องจักรในแผนกผลิตจำนวน 4 เครื่อง มีช่างดูแลบำรุงรักษาประจำเครื่องแต่ละเครื่อง สถิติการเสียของเครื่องจักรในรอบ 3 เดือน ซึ่งมีชั่วโมงทำงานของโรงงานรวม 600 ชั่วโมงเป็นดังนี้ จงหาอัตราความถี่การชำรุดต่อ 100 ชั่วโมงของเครื่องจักร 1 มีค่าเท่ากับเท่าไร

เครื่องจักร 1 เสีย 35 ครั้ง รวมเวลา 16.5 ชั่วโมง

เครื่องจักร 2 เสีย 12 ครั้ง รวมเวลา 22.1 ชั่วโมง

เครื่องจักร 3 เสีย 24 ครั้ง รวมเวลา 10.3 ชั่วโมง

เครื่องจักร 4 เสีย 19 ครั้ง รวมเวลา 23 ชั่วโมง

1 : 2 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
2 : 3.17 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
3 : 4 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
4 : 5.83 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 389 :

เครื่องจักรในแผนกผลิตจำนวน 4 เครื่อง มีช่างดูแลบำรุงรักษาประจำเครื่องแต่ละเครื่อง สถิติการเสียของเครื่องจักรในรอบ 3 เดือน ซึ่งมีชั่วโมงทำงานของโรงงานรวม 600 ชั่วโมงเป็นดังนี้ จงหาอัตราเวลาการชำรุดต่อ 100 ชั่วโมงของเครื่องจักร 1 มีค่าเท่ากับเท่าไร

เครื่องจักร 1 เสีย 35 ครั้ง รวมเวลา 16.5 ชั่วโมง

เครื่องจักร 2 เสีย 12 ครั้ง รวมเวลา 22.1 ชั่วโมง

เครื่องจักร 3 เสีย 24 ครั้ง รวมเวลา 10.3 ชั่วโมง

เครื่องจักร 4 เสีย 19 ครั้ง รวมเวลา 23 ชั่วโมง

1 : 1.72 ชั่วโมง
2 : 2.75 ชั่วโมง
3 : 3.68 ชั่วโมง
4 : 3.83 ชั่วโมง
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 390 :

เครื่องจักรในแผนกผลิตจำนวน 4 เครื่อง มีช่างดูแลบำรุงรักษาประจำเครื่องแต่ละเครื่อง สถิติการเสียของเครื่องจักรในรอบ 3 เดือน ซึ่งมีชั่วโมงทำงานของโรงงานรวม 600 ชั่วโมงเป็นดังนี้ จงหาอัตราความถี่การชำรุดต่อ 100 ชั่วโมงของเครื่องจักร 2 มีค่าเท่ากับเท่าไร

เครื่องจักร 1 เสีย 35 ครั้ง รวมเวลา 16.5 ชั่วโมง

เครื่องจักร 2 เสีย 12 ครั้ง รวมเวลา 22.1 ชั่วโมง

เครื่องจักร 3 เสีย 24 ครั้ง รวมเวลา 10.3 ชั่วโมง

เครื่องจักร 4 เสีย 19 ครั้ง รวมเวลา 23 ชั่วโมง

1 : 2 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
2 : 3.17 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
3 : 4 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
4 : 5.83 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 391 : เครื่องจักรในแผนกผลิตจำนวน 4 เครื่อง มีช่างดูแลบำรุงรักษาประจำเครื่องแต่ละเครื่อง สถิติการเสียของเครื่องจักรในรอบ 3 เดือน ซึ่งมีชั่วโมงทำงานของโรงงานรวม 600 ชั่วโมงเป็นดังนี้ จงหาอัตราเวลาการชำรุดต่อ 100 ชั่วโมงของเครื่องจักร 2 มีค่าเท่ากับเท่าไร เครื่องจักร 1 เสีย 35 ครั้ง รวมเวลา 16.5 ชั่วโมง เครื่องจักร 2 เสีย 12 ครั้ง รวมเวลา 22.1 ชั่วโมง เครื่องจักร 3 เสีย 24 ครั้ง รวมเวลา 10.3 ชั่วโมง เครื่องจักร 4 เสีย 19 ครั้ง รวมเวลา 23 ชั่วโมง
1 : 1.72 ชั่วโมง
2 : 2.75 ชั่วโมง
3 : 3.68 ชั่วโมง
4 : 3.83 ชั่วโมง
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 392 :

เครื่องจักรในแผนกผลิตจำนวน 4 เครื่อง มีช่างดูแลบำรุงรักษาประจำเครื่องแต่ละเครื่อง สถิติการเสียของเครื่องจักรในรอบ 3 เดือน ซึ่งมีชั่วโมงทำงานของโรงงานรวม 600 ชั่วโมงเป็นดังนี้ จงหาอัตราความถี่การชำรุดต่อ 100 ชั่วโมงของเครื่องจักร 3 มีค่าเท่ากับเท่าไร

เครื่องจักร 1 เสีย 35 ครั้ง รวมเวลา 16.5 ชั่วโมง

เครื่องจักร 2 เสีย 12 ครั้ง รวมเวลา 22.1 ชั่วโมง

เครื่องจักร 3 เสีย 24 ครั้ง รวมเวลา 10.3 ชั่วโมง

เครื่องจักร 4 เสีย 19 ครั้ง รวมเวลา 23 ชั่วโมง

1 : 2 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
2 : 3.17 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
3 : 4 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
4 : 5.83 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 393 : เครื่องจักรในแผนกผลิตจำนวน 4 เครื่อง มีช่างดูแลบำรุงรักษาประจำเครื่องแต่ละเครื่อง สถิติการเสียของเครื่องจักรในรอบ 3 เดือน ซึ่งมีชั่วโมงทำงานของโรงงานรวม 600 ชั่วโมงเป็นดังนี้ จงหาอัตราความถี่การชำรุดต่อ 100 ชั่วโมงของเครื่องจักร4 มีค่าเท่ากับเท่าไร
1 : 2 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
2 : 3.17 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
3 : 4 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
4 : 5.83 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 394 :

สถิติอัตราการหยุดโรงงาน (downtime) เฉลี่ย คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ของโรงงาน 4 แห่งเป็นเวลา 5 ปี ตามลำดับจากปีแรกจนถึงปีที่ 5 เป็นดังนี้ จงหาว่าโรงงานใดที่มีผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาที่ดีที่สุด

โรงงานที่ 1    12.5     13.4      12.4      13.9      13.1

โรงงานที่ 2    11.5     10.2      9.4        8.6        6.2

โรงงานที่ 3    13.2     12.8      12.4      12.7      12.6

โรงงานที่ 4    12.2     13.6      15.8      15.6      17.9

1 : โรงงานที่ 1
2 : โรงงานที่ 2
3 : โรงงานที่ 3
4 : โรงงานที่ 4
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 395 : สถิติอัตราการหยุดโรงงาน (downtime) เฉลี่ย คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ของโรงงาน 4 แห่งเป็นเวลา 5 ปีตามลำดับจากปีแรกจนถึงปีที่ 5 เป็นดังนี้ จงหาว่าโรงงานใดที่มีผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาที่ต่ำที่สุด โรงงานที่ 1    12.5     13.4      12.4      13.9      13.1 โรงงานที่ 2    11.5     10.2      9.4        8.6        6.2 โรงงานที่ 3    13.2     12.8      12.4      12.7      12.6 โรงงานที่ 4    12.2     13.6      15.8      15.6      17.9
1 : โรงงานที่ 1
2 : โรงงานที่ 2
3 : โรงงานที่ 3
4 : โรงงานที่ 4
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 396 : เมื่อผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานมีแนวโน้มที่ดีขึ้น อัตราการชำรุดจากการขาดน้ำมันหล่อลื่นควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
1 : เพิ่มขึ้น
2 : คงที่
3 : ลดลง
4 : ไม่แน่นอน
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 397 : เมื่อมีการจัดทำมาตรฐานการตรวจสอบเครื่องจักรเป็นจำนวนที่มากขึ้น ผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
1 : ดีขึ้น
2 : คงที่
3 : ลดลง
4 : ไม่สามารถบอกได้จากองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 398 : สัดส่วนของต้นทุนงานซ่อมบำรุงฉุกเฉินเป็นเท่าใดหากต้นทุนงานซ่อมบำรุงเป็นตามที่แสดงในตารางข้างล่างนี้
ที่ ต้นทุน (หน่วย: ล้านบาท) ซ่อมฉุกเฉิน ซ่อม
ตามแผน
ซ่อม
ป้องกัน
ซ่อม
ปรับปรุง
อะไหล่และวัสดุซ่อมบำรุง 90 10 20 10
ค่าตอบแทนช่างซ่อมบำรุง 20 6 2 2
ค่าโสหุ้ย 5 3 2 2
งานซ่อมบำรุงจ้างเหมา 0 0 2 4
1 : 44.61 %
2 : 54.61 %
3 : 64.61 %
4 : 74.61 %
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 399 : สัดส่วนของต้นทุนอะไหล่และวัสดุซ่อมบำรุงเป็นเท่าใดหากต้นทุนงานซ่อมบำรุงเป็นตามที่แสดงในตารางข้างล่างนี้
ที่ ต้นทุน (หน่วย: ล้านบาท) ซ่อมฉุกเฉิน ซ่อม
ตามแผน
ซ่อม
ป้องกัน
ซ่อม
ปรับปรุง
อะไหล่และวัสดุซ่อมบำรุง 90 10 20 10
ค่าตอบแทนช่างซ่อมบำรุง 20 6 2 2
ค่าโสหุ้ย 5 3 2 2
งานซ่อมบำรุงจ้างเหมา 0 0 2 4
1 : 71.03 %
2 : 73.03 %
3 : 75.05 %
4 : 77.05 %
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 400 : สัดส่วนของต้นทุนงานซ่อมบำรุงป้องกันเป็นเท่าใดหากต้นทุนงานซ่อมบำรุงเป็นตามที่แสดงในตารางข้างล่างนี้
ที่ ต้นทุน (หน่วย: ล้านบาท) ซ่อมฉุกเฉิน ซ่อม
ตามแผน
ซ่อม
ป้องกัน
ซ่อม
ปรับปรุง
อะไหล่และวัสดุซ่อมบำรุง 90 10 20 10
ค่าตอบแทนช่างซ่อมบำรุง 20 6 2 2
ค่าโสหุ้ย 5 3 2 2
งานซ่อมบำรุงจ้างเหมา 0 0 2 4
1 : 14.64 %
2 : 18.56 %
3 : 22.24 %
4 : 26.48 %
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
สภาวิศวกร

ตรวจสอบใบอนุญาต

เลขที่สมาชิก :

หรือ ใบอนุญาต :

 


ค้นหาสมาชิกตาม ชื่อ - สกุล

ชื่อ :

นามสกุล :


ขอรับใบอนุญาตภาคีวิศวกร

การอบรมทดสอบความพร้อม

ตารางตรวจสอบสถานะการยื่นขอรับใบอนุญาต

นิติบุคคล

กระดานข่าว

สภาวิศวกร