สภาวิศวกร สภาวิศวกร
สภาวิศวกร
สภาวิศวกร

สาขา : ไฟฟ้าแขนงไฟฟ้ากำลัง

วิชา : Electric Power System Analysis

เนื้อหาวิชา : 8 : Transmission and distribution networks calculation
ข้อที่ 1 : ระบบไฟฟ้ากำลังระบบหนึ่งมีทั้งหมด 2 bus ไม่นับ bus อ้างอิง ข้อใดเป็นไปได้ที่จะเป็น Admittance Matrix ของระบบนี้
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 2 : จากรูปที่กำหนด ข้อใดคือ admittance equation
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 3 : หม้อแปลงไฟฟ้าเฟสเดียวพิกัด 110/440 V 2.5 kVA มีรีแอกแตนซ์เนื่องจากฟลักซ์รั่ว 0.96 ohm ที่ด้านแรงดันสูง จงกำหนดค่ารีแอก-แตนซ์ เป็นแบบ per unit
1 : 0.0124
2 : 0.0224
3 : 0.0324
4 : 0.0424
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 4 : สายส่ง 48.4 ohm ต่อยู่ระหว่างหม้อแปลง T1 และ T2 ที่มีพิกัด 50 MVA 22/220 kV x = 10 % และ 40 MVA 220/11 kV x = 6.0% ตามลำดับ จงกำหนด per unit สำหรับรีแอกแตนซ์ของสายส่งโดยใช้ฐานเดียวกับหม้อแปลง T1
1 : 0.03
2 : 0.04
3 : 0.05
4 : 0.06
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 5 : ที่ด้านปลายสายส่งต่อยู่กับหม้อแปลง T2 พิกัด 40 MVA 220 / 11 kV x = 6.0% จ่ายภาระให้กับมอเตอร์ M พิกัด 66.5 MVA 10.45 kV x = 18.5% ถ้ามอเตอร์ทำงานเต็มพิกัดที่ตัวประกอบกำลังนำหน้า 0.8 ระดับแรงดัน 10.45 kV โดยการเลือกฐาน 100 MVA และ 220 kV ด้านแรงดันสูงของหม้อแปลง จงคำนวณกระแส per unit ของมอเตอร์
1 : 0.46 + j 0.32
2 : 0.56 + j 0.42
3 : 0.66 + j 0.52
4 : 0.76 + j 0.62
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 6 : skin effect ทำให้ความต้านทานของสายส่งเพิ่มขึ้น 3.7 % ถ้าความต้านทานไฟฟ้ากระแสตรงของสายส่งมีค่า 0.0922 ohm/mi จงหาความต้านทานไฟฟ้ากระแสสลับ
1 : 0.0956 ohm/mi
2 : 0.0856 ohm/mi
3 : 0.0756 ohm/mi
4 : 0.0656 ohm/mi
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 7 : โหลด 3 เฟส 380 V ขนาด 20 kW เพาเวอร์แฟคเตอร์ 0.8 ล้าหลัง ข้อใดถูกต้อง
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 8 : หม้อแปลงเฟสเดียว 3 ชุด แต่ละชุดมีขนาด 20 MVA 66.4 kV/22 kV, X= 0.06 pu. เมื่อนำมาต่อเป็น 3 เฟส โดยด้านแรงสูงต่อเป็น วายและทางด้านแรงต่ำต่อเป็น เดลต้า อิมพีแดนซ์ทางด้านแรงสูงมีค่าเท่าไร
1 : 9.12 โอห์ม
2 : 10.23โอห์ม
3 : 12.15โอห์ม
4 : 13.23 โอห์ม
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 9 : หม้อแปลงเฟสเดียว 3 ชุด แต่ละชุดมีขนาด 20MVA 66.4 kV/22 kV, X= 0.06 pu. เมื่อนำมาต่อเป็น 3 เฟส โดยด้านแรงสูงต่อเป็น วายและทางด้านแรงต่ำต่อเป็น เดลต้า อิมพีแดนซ์ทางด้านแรงต่ำมีค่าเท่าไร
1 : 0.727โอห์ม
2 : 0.654โอห์ม
3 : 0.532โอห์ม
4 : 0.484 โอห์ม
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 10 : จงหาระยะห่างเฉลี่ยเชิงเรขาคณิตระหว่าง เฟส a และ เฟส b
1 : 4.20 เมตร
2 : 4.49 เมตร
3 : 6.00 เมตร
4 : 6.78 เมตร
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 11 : จงหาระยะทางเฉลี่ยเชิงเรขาคณิตระหว่าง เฟส(GMD) ของสายส่งในรูป
1 : 4.17 เมตร
2 : 4.29 เมตร
3 : 4.48 เมตร
4 : 4.95 เมตร
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 12 : ระบบไฟฟ้า 3 เฟส ส่งจ่ายด้วยแรงดันไฟฟ้า 115 kV จ่ายโหลดปลายทางด้วยกระแส 250 A ที่ค่า Power Factor 0.95 Lagging จงคำนวณหาค่า P
1 : 40.5 MW
2 : 35.5 MW
3 : 47.3 MW
4 : 42 MW
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 13 : วงจรไฟฟ้าวงจรหนึ่งประกอบด้วยแหล่งจ่ายซึ่งมีค่าแรงดัน V = 1200 V มุม 0 องศา ต่ออยู่กับโหลดซึ่งมีค่า Z = 6+j12 โอม ข้อใดคือค่า complex power ของโหลดดังกล่าว
1 : 48+j99 kVA
2 : 98+j46 kVA
3 : 55+j56 kVA
4 : 48+j96 kVA
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 14 : โหลดทางไฟฟ้า 2 ชุด ซึ่งต่อร่วมกันอยู่ ประกอบด้วย โหลดชุดที่ 1: 230 kVA PF. 0.95 Lagging, โหลดชุดที่ 2: 200 kW 0.80 PF. Leading จงคำนวณหาค่า กำลังไฟฟ้ารวม S
1 : 325.7 kVA
2 : 425.7 kVA
3 : 455.7 kVA
4 : 535.7 kVA
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 15 : โหลดทางไฟฟ้า 2 ชุด ซึ่งต่อร่วมกันอยู่ ประกอบด้วย โหลดชุดที่ 1: 230 kVA PF. 0.95 Lagging, โหลดชุดที่ 2: 200 kW 0.80 PF. Leading จงคำนวณหาค่า กำลังไฟฟ้าจริงรวม P
1 : 418.5 kW
2 : 416.8 kW
3 : 415.5 kW
4 : 414.8 kW
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 16 : สมมุติให้โรงงานแห่งหนึ่งมีโหลด 3 เฟส ขนาด 8 MVA 0.75 PF lagging โดยระดับแรงดันที่หน้าโรงงานคือ 22 kV (line-to-line)จงหาค่ากระแสไฟฟ้าที่ไหลเข้าสู่โรงงานว่ามีค่าเท่าใด
1 : 320.35 A
2 : 225.98 A
3 : 220.35 A
4 : 209.95 A
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 17 : สำหรับสายส่งหนึ่งเฟสสองสาย ซึ่งมีรัศมีเท่ากัน คือ 2 ซม. วางอยู่ห่างกัน 0.5 ม. จงหาว่าค่าความจุไฟฟ้าระหว่างเฟสมีค่าเท่าใด
1 : 0.0145 ไมโครฟารัด/กิโลเมตร
2 : 0.0167 ไมโครฟารัด/กิโลเมตร
3 : 0.0086 ไมโครฟารัด/กิโลเมตร
4 : 0.0068 ไมโครฟารัด/กิโลเมตร
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 18 : ในระบบสายส่งสามเฟส ถ้าวางสายส่งแต่ละเฟสห่างกันเป็นระยะทางเท่ากัน(สามเหลี่ยมด้านเท่า) เมื่อสายส่งมีระยะห่างระหว่างตัวนำ(เฟส)มากขึ้นจะทำให้ค่าความเหนี่ยวนำแต่ละเฟสเปลี่ยนแปลงไป เช่นไร
1 : สูงขึ้น
2 : ต่ำลง
3 : คงที่
4 : สูงขึ้นหรือต่ำลงก็ได้ขึ้นกับความถี่ของระบบไฟฟ้า
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 19 : ระบบสายส่ง 3 เฟส ; 50 Hz; 115 kV จ่ายโหลด 50 MW ที่ 95 % p.f. lagging ถ้าระบบสายส่งยาว 150 km และมีค่า line constant ทั้งหมดเป็น Z = 95 โอห์ม มุม 78 องศา และ Y = j0.001 S ให้คำนวณหา ค่าคงตัว A, B, C, D ของสายส่ง (หมายเหตุ: ใช้วงจรสมมูลย์แบบ nominal-Pi)
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 20 : ระบบไฟฟ้ากำลังระบบหนึ่งมี load curve ในหนึ่งวัน ซึ่งให้ค่าโหลดเฉลี่ยเท่ากับ 10 MW โหลดสูงสุดเท่ากับ 20 MW ให้คำนวณหาค่า load factor ของระบบไฟฟ้ากำลังนี้
1 : 2
2 : 0.5
3 : 200
4 : 1
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 21 : ถ้าจ่ายแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับให้กับโหลดตัวหนึ่ง แล้วทำการวัดค่า power factor ของโหลดได้ 0.5 นำหน้า และค่ากำลังไฟฟ้าจริงได้ 10 kW จงคำนวณหาขนาดของค่า complex power ของโหลดนี้
1 : 10 kVA
2 : 5 kVA
3 : 100 kVA
4 : 20 kVA
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 22 : ระบบไฟฟ้ากำลัง 3 เฟสแบบสมดุลต่อแบบ delta มีค่าแรงดันไฟฟ้าระหว่างเฟส A และ B เป็น 50 V(rms) ทำการจ่ายโหลด 3 เฟสที่ต่อแบบ delta ที่มีค่าอิมพีแดนซ์เป็น 6-j8 โอห์ม ให้คำนวณขนาดกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านโหลด
1 : 5 A
2 : 8.66 A
3 : 2.88 A
4 : 1.67 A
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 23 : แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้า 3 เฟสแบบสมดุลต่อแบบ delta ทำการจ่ายโหลดที่ต่อแบบ delta ซึ่งมีค่าอิมพีแดนซ์เป็น 6+j8 โอห์ม โดยมีกระแสไฟฟ้าไหลระหว่างแหล่งจ่ายกับโหลดเป็น 173.2 A(rms) ให้คำนวณหาขนาดกำลังไฟฟ้าจริง 3 เฟสที่โหลด เมื่อแรงดันตกคร่อมอิมพีแดนซ์เป็น 1000 V(rms)
1 : 300 kW
2 : 100 kW
3 : 311.77 kW
4 : 180 kW
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 24 : หม้อแปลงไฟฟ้า 1 เฟส ขนาดพิกัด 100 kVA 20/5 kV มีค่าอิมพีแดนซ์เมื่อคำนวณทางด้าน 20 kV เป็น 10% ให้คำนวณค่าอิมพีแดนซ์ของหม้อแปลงนี้ในหน่วย p.u.เมื่อคำนวณด้าน 5 kV
1 : 10 p.u.
2 : 1.6 p.u.
3 : 0.1 p.u.
4 : 0.00625 p.u.
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 25 : จากรูป ค่าที่แสดงเป็นค่า addmittance ของอุปกรณ์ไฟฟ้า ให้คำนวณค่าสมาชิก Y22 (สมาชิกในตำแหน่งแถวที่ 2 หลักที่ 2) ของ addmittance matrix
1 : j15
2 : -j4
3 : j4
4 : -j15
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 26 : จากรูป ค่าที่แสดงเป็นค่า addmittance ของอุปกรณ์ไฟฟ้า ให้คำนวณค่าสมาชิก Y43 (สมาชิกในตำแหน่งแถวที่ 4 หลักที่ 3) ของ addmittance matrix
1 : j15
2 : -j5
3 : j5
4 : -j15
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 27 : ข้อใดเป็นลักษณะของแรงดันบนสายส่งระยะยาวแบบที่มีโหลดประเภทที่ตัวประกอบกำลัง (power factor )แบบล้าหลังต่ออยู่ที่ปลายสาย
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 28 : ถ้าแทนสายส่งแบบสั้น(สายส่งยาว 40 กม.) ด้วยวงจรตาข่ายแบบ Two port network ดังรูป โดยที่ Vs: แรงดันด้านส่ง (sending end voltage) Is: กระแสด้านส่ง (sending end current) VR: แรงดันด้านรับ (receiving end voltage) IR: กระแสด้านรับ(receiving end current) มีความสัมพันธ์กันดังรูป จงหาแรงดันด้านส่ง, Vs
1 : 127∠0o
2 : 127∠4.93o
3 : 144.33∠-4.93o
4 : 144.33∠4.93o
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 29 : ถ้าแทนสายส่งแบบสั้น(สายส่งยาว 40 กม.) ด้วยวงจรตาข่ายแบบ Two port network และกำหนดค่าคงที่ A, B, C, D, แรงดันและกระแสด้านรับ โดยที่ VR มีหน่วยเป็นกิโลโวลต์ และ IR มีหน่วยเป็นแอมป์ จงหากระแสด้านส่ง, Is
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 30 : ถ้าแทนสายส่งแบบสั้น(สายส่งยาว 40 กม.) ด้วยวงจรตาข่ายแบบ Two port network กำหนดค่าคงที่ A, B, C, D แรงดันและกระแสด้านรับ ดังแสดงด้านล่าง จงหากำลังงานด้านส่ง รวม 3 เฟส โดยที่ VR มีหน่วยเป็นกิโลโวลต์และ IR มีหน่วยเป็นแอมป์
1 : 322.8 MW 288.6 Mvar

2 : 322.8 MW 280.4 Mvar

3 : 350.0 MW 288.6 Mvar

4 : 350.0 MW 280.4 Mvar

คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 31 : ถ้าแทนสายส่งแบบสั้น(สายส่งยาว 40 กม.) ด้วยวงจรตาข่ายแบบ Two port network กำหนดค่า A, B, C, D, แรงดันและกระแสด้านรับ โดยที่ VR มีหน่วยเป็นกิโลโวลต์ และ IR มีหน่วยเป็นแอมป์  จงหา voltage regulation
1 : -10.0%
2 : 10.0%
3 : -13.6%
4 : 13.6%
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 32 : ถ้าแทนสายส่งแบบสั้น(สายส่งยาว 40 กม.) ด้วยวงจรตาข่ายแบบ Two port network กำหนดให้ค่า ความต้านทานของสายส่งเท่ากับ 0.15 โอห์ม ต่อ กิโลเมตร และความเหนี่ยวนำของสายส่งเท่ากับ 1.3263 มิลลิเฮนรี่ ต่อ กิโลเมตร สำหรับค่าตัวเก็บประจุมีค่าน้อยมากจนตัดทิ้งได้ จงหาค่า A, B, C และ D
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 33 : กำหนดค่ากำลังงานฐาน (Base MVA) เท่ากับ 100 MVA และแรงดันฐาน (Base Voltage) เท่ากับ 220 kV ค่าอิมพีแดนซ์ฐาน (Base Impedance)มีค่าเท่ากับกี่โอห์ม
1 : 48.4
2 : 484
3 : 4840
4 : 48400
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 34 : จากวงจรสมมูลของสายส่งระยะสั้น เมื่อเขียนแสดงเป็นโครงข่ายสองพอร์ต (Two Ports Network) ดังรูป จะสามารถหาค่าพารามิเตอร์ ABCD ได้ตรงกับข้อใด
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 35 : G1: 100 MVA 12kV X = 10% T1: 150 MVA 115kV /14kV X = 10% T2: 120 MVA 11kV /8kV X = 15% LINE :1+ j 4 Ohms M1: 50 MVA 6.6kV X = 10% ค่าเปอร์ยูนิตรีแอคแตนซ์ของ เครื่องกำเนิด G1 มีค่าเท่าใด เมื่อกำหนดฐานอยู่ที่สายส่ง(LINE) แรงดันฐานเท่ากับ 115 kV และกำลังไฟฟ้าฐานเท่ากับ 200 MVA
1 : 0.068
2 : 0.101
3 : 0.147
4 : 0.194
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 36 : G1 : 100 MVA 12kV X = 10% T1 : 150 MVA 115kV /14kV X = 10% T2 : 120 MVA 115kV /8kV X = 15% LINE :1+ j 4 Ohms M1 : 50 MVA 6.6kV X = 10% ค่าเปอร์ยูนิตรีแอคแตนซ์ของหม้อแปลงตัวที่ 1 มีค่าเท่าใด เมื่อกำหนดฐานอยู่ที่สายส่ง(LINE) แรงดันฐานเท่ากับ 115 kV และกำลังไฟฟ้าฐานเท่ากับ 200 MVA
1 : 0.075
2 : 0.133
3 : 0.175
4 : 0.211
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 37 : สายส่ง 3 เฟส วงจรเดี่ยวมีแรงดันไฟฟ้าต้นทางเท่ากับ 238 kV แรงดันไฟฟ้าปลายทางเท่ากับ 230 kV แรงดันไฟฟ้าเรคกูเรชั่นมีค่าเท่าไร
1 : 2.89%
2 : 3.12%
3 : 3.48%
4 : 4.22%
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 38 : ข้อใดเป็นคุณสมบัติค่าความต้านทานกระแสสลับ(Rac)สายส่ง
1 : ค่าความต้านทานลดลง เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น
2 : มีค่าน้อยกว่าความต้านทานแบบ DC
3 : มีโอกาสเกิด Skin effect
4 : ไม่ขึ้นกับอุณหภูมิรอบข้าง
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 39 :
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 40 : สายตัวนำอะลูมิเนียมล้วนเส้นหนึ่งมีความต้านทานกระแสตรงเท่ากับ 0.09 โอห์มต่อกิโลเมตร ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส จงคำนวณหาค่าความต้านทานกระแสสลับที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส โดยสมมติว่าปรากฏการณ์ผิว (Skin effect)ทำให้ความต้านทานเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 และกำหนดให้ความสัมพันธ์ระหว่างความต้านทานและอุณหภูมิเป็นดังนี้
R2/R1 = (228+T2)/(228+T1)
1 : 0.096 โอห์มต่อกิโลเมตร
2 : 0.100 โอห์มต่อกิโลเมตร
3 : 0.104 โอห์มต่อกิโลเมตร
4 : 0.109 โอห์มต่อกิโลเมตร
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 41 : อิมพิแดนซ์ 0.5 + j0.5 pu ซึ่งอ้างอิงกับค่าฐาน 100 kVA 10 kV จะมีค่าต่อหน่วยค่าใหม่เท่าไร ถ้านำไปอ้างอิงกับค่าฐาน 200 kVA 20 kV
1 : 0.25 + j0.25 pu
2 : 0.5 + j0.5 pu
3 : 0.75 + j0.75 pu
4 : 1.0 + j1.0 pu
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 42 : ข้อความต่อไปนี้ข้อใด ไม่ถูกต้อง
1 : พารามิเตอร์ของสายส่งมีลักษณะเป็นพารามิเตอร์แบบกระจาย
2 : ค่าความต้านทานต่อกระแสตรงของสายส่งจะมีค่าน้อยกว่าค่าความต้านทานต่อกระแสสลับ
3 : โดยส่วนใหญ่แล้วตัวนำที่ใช้ทำสายส่งแบบเหนือดิน คือ อลูมิเนียม
4 : ค่าอินดักทีฟรีแอกแตนซ์ของสายส่งแบบเหนือดิน จะทำให้เกิดกระแสรั่วไหลในระบบส่ง
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 43 : สมาชิกตำแหน่ง (1,3) ของบัสแอดมิทแตนซ์เมตริกซ์ของระบบในรูปข้างล่างจะมีค่าเท่าไร
1 : –j1
2 : j1
3 : –j2
4 : j2
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 44 : สำหรับวงจรไฟฟ้า 1 เฟส ถ้าแรงดันไฟฟ้าที่จ่ายให้กับวงจรเท่ากับ 460∠20o V และมีกระแสไหลในวงจรเท่ากับ 125∠30o A จงคำนวณหาค่า Active Power และ Reactive Power ในรูป Complex Power โดย S=VI*
1 : 57.5 kW , 56.6 kVAR
2 : 57.5 kW , - 56.6 kVAR
3 : 56.6 kW , 9.98 kVAR
4 : 56.6 kW , -9.98 kVAR
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 45 : หม้อแปลงไฟฟ้า 3 เฟสขนาด 500 kVA 24/0.4 kV มีค่ารีแอคแตนซ์ทางด้านแรงต่ำเท่ากับ 0.1 โอห์ม จงหาค่าเปอร์ยูนิตรีแอคแตนซ์ของหม้อแปลงนี้
1 : 0.3125 pu
2 : 0.4525 pu
3 : 0.4838 pu
4 : 0.5771 pu
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 46 : สายส่งระยะกลาง (Medium Transmission Line) จะมีกระแสประจุไหลผ่าน Shunt admittance เป็นจำนวนมาก ดังนั้นในการคำนวณหาค่าแรงดันและกระแสของสายส่งจะต้องนำหรือรวมเอาค่า C ที่เกิดขึ้นทั้งหมดตลอดความยาวของสายส่งไว้เป็นค่า ๆ เดียว การต่อตัว C ที่นิยมใช้กันมากที่สุดในการคำนวณเป็นการต่อแบบใด
1 : ต่อตัว C ที่ต้นสายส่ง
2 : ต่อตัว C ที่กลางสายส่ง
3 : ต่อตัว C ที่ปลายสายส่ง
4 : ต่อตัว C ที่ต้นและปลายสายส่งโดยแบ่งออกเป็นค่าเท่า ๆ กัน
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 47 : การให้เครื่องหมายที่ปลายสายของหม้แปลงไฟฟ้าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะถ้าให้เครื่องหมายขั้วผิดพลาดเมื่อนำหม้อแปลงมาต่อขนานจะทำให้เกิดการลัดวงจรอย่างรุนแรง ดังนั้นตามมาตรฐานโดยทั่วไปจะกำหนดเครื่องหมายขั้วของปลายสายทางด้านแรงต่ำหรือทุติยภูมิ เป็นตัวอักษรใด
1 : H1 และ H2

2 : L1 และ L2

3 : X1 และ X2

4 : Y1 และ Y2

คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 48 : หม้อแปลงไฟฟ้าขนาด 7.2 kVA 1.2 kV / 120 V มีจำนวนขดลวดทางด้าน Primary 800 รอบ จงหาจำนวนรอบของขดลวดทางด้าน Secondary
1 :

8000 รอบ


2 : 800 รอบ
3 : 80 รอบ
4 : 8 รอบ
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 49 : หม้อแปลงไฟฟ้าขนาด 500 kVA มีการสูญเสียที่แกนเหล็กและขดลวด 2500 W และ 7500 W ตามลำดับในขณะที่จ่ายไฟเต็มที่ จงหาประสิทธิภาพของหม้อแปลงเมื่อ Power factor = 1
1 : 95.0 %
2 : 96.0 %
3 : 97.0 %
4 : 98.0 %
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 50 : ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์โดยตรงจากการติดตั้งชุดตัวเก็บประจุเพื่อปรับปรุง power factor
1 : ทำให้ประสิทธิภาพของอุปกรณ์ดีขึ้น
2 : ทำให้กำลังสูญเสียในสายส่งน้อยลง
3 : ทำให้แรงดันสูงขึ้น
4 : ไม่มีคำตอบใดถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 51 : ข้อใดไม่ถูกต้องสำหรับกำลังสูญเสียของหม้อแปลงไฟฟ้ากำลัง
1 : ประกอบด้วย Core Loss และ Load Loss
2 : Eddy Current Loss เป็น Core Loss ชนิดหนึ่ง
3 : Hysteresis Loss เป็น Load Loss ชนิดหนึ่ง
4 : ในการจ่ายโหลดที่แรงดันค่าหนึ่ง Core Loss มีค่าประมาณคงที่
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 52 : ข้อใดถูกต้อง
1 : Admittance bus matrix ไม่สามารถรวมหม้อแปลงเข้าไปได้
2 : สายส่งระยะยาวไม่สามารถวิเคราะห์โดยวิธี Two-Port Network
3 : สายส่งระยะสั้นมีผลของตัวเก็บประจุค่อนข้างสูง
4 : การใช้สายควบ(Bundled Conductor) มีส่วนช่วยลดโคโรนา
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 53 : ข้อใดถูกต้อง
1 : กำลังไฟฟ้าจริงมักจะไหลจากบัสที่มีแรงดันสูงกว่าไปยังบัสที่มีแรงดันต่ำกว่า
2 : Percent Impedance ของหม้อแปลงสามารถบ่งบอกถึงกระแสลัดวงจรที่หม้อแปลงได้
3 : การเปลี่ยน Tap ของหม้อแปลงต้องกระทำในภาวะไร้โหลด เพื่อไม่ให้เกิดการสปาร์ค
4 : เครื่องกำเนิดไฟฟ้าตามโรงไฟฟ้าทั่วๆไปมักพันขดลวดอาร์เมเจอร์ไว้ที่โรเตอร์
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 54 : ข้อใดถูกต้อง
1 : เครื่องกำเนิดไฟฟ้าต้องจ่ายกำลังรีแอกทีฟเสมอขณะจ่ายกำลังจริงเข้าสู่ระบบ
2 : การทำ Line Compensation โดย Shunt Capacitor จะทำให้แรงดันปลายทางสูงกว่าแรงดันต้นทางเสมอ
3 : หม้อแปลงไฟฟ้ายิ่งมีพิกัด kVA ยิ่งมาก มักจะมี Percent Impedance ยิ่งน้อยลง
4 : การเกิดโคโรนาที่สายส่งเป็นการสูญเสียพลังงานไฟฟ้าอย่างหนึ่ง
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 55 : โหลดต้องการกำลังไฟฟ้า 10 kW มี p.f.=0.6 lagging ต้องการปรับปรุงให้ p.f. =0.95 lagging ต้องใช้ตัวเก็บประจุขนาดกี่ kVAr
1 : 3 kVAr
2 : 5 kVAr
3 : 8 kVAr
4 : 10 kVAr
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 56 : เครื่องกำเนิดไฟฟ้ามีค่าพิกัด 500 V 20 kVA และมีค่ารีแอกแตนซ์ 0.2 p.u. จงหาค่ารีแอกแตนซ์ บนค่าฐานใหม่ซึ่งกำหนดให้มีค่าเป็น 400 V 10 kVA
1 : 0.156 p.u.
2 : 0.064 p.u.
3 : 0.08 p.u.
4 : 0.04 p.u.
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 57 : หม้อแปลงไฟฟ้า 1 เฟส ขนาดพิกัด 100 kVA,  20/5 kV มีค่าอิมพีแดนซ์เมื่อคำนวณทางด้าน 20 kV เป็น 10% ให้คำนวณค่าอิมพีแดนซ์ของหม้อแปลงนี้ในหน่วยโอห์มเมื่อคำนวณด้าน 5 kV
1 : 20 โอห์ม
2 : 25 โอห์ม
3 : 30 โอห์ม
4 : 35 โอห์ม
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 9 : Transmission and distribution networks calculation (ต่อ)
ข้อที่ 58 : ถ้านำค่า Impedance ที่มีค่า j0.5 มาต่อที่ bus1 ไปยัง bus 3 ซึ่งเป็น bus ใหม่ จงหา Zbus ใหม่ เมื่อกำหนด Zbus เดิม ดังนี้
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 59 : สายส่ง 3 เฟส แบบวงจรเดี่ยว มีความยาว 30 กิโลเมตร มีความต้านทาน 3 โอห์ม/เฟส และมีรีแอคแตนซ์ชนิดความเหนี่ยวนำ 20 โอห์ม/เฟส จ่ายกำลังไฟฟ้าให้โหลด 100 MW ที่ 230 kV เพาเวอร์แฟกเตอร์ 0.8 ล้าหลัง ค่ากระแสไฟฟ้าต้นทางสายส่งมีค่าเท่าไร
1 : 543 A
2 : 421 A
3 : 314 A
4 : 251 A
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 60 : จากรูป Y22 ใน bus admittance matrix มีค่าเท่าไร
1 : –j19
2 : –j30
3 : j0.55
4 : j0.4
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 61 : สายส่งยาว 300 km รับภาระเต็มพิกัดที่ปลายทางซึ่งมีระดับแรงดัน 215 kV ถ้าปรากฏว่าการคุมแรงดันของสายส่งมีค่า 24.7 % และค่าคงตัววางนัยทั่วไป |A| = |D| = 0.8180 |B|= 172.2 ohm และ |C| = 0.001933 mho จงคำนวณแรงดันด้านต้นทาง
1 : 217.31 kV
2 : 218.31 kV
3 : 219.31 kV
4 : 220.31 kV
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 62 : ข้อใดไม่เป็นคุณสมบัติของสายส่งขนาดกลาง (Medium line)
1 : มีความยาวระหว่าง 80 ถึง 240 กิโลเมตร
2 : สามารถแทนด้วยวงจรแบบพาย
3 : สามารถตัดค่าคาปาร์ซิแตนซ์ออกไปได้
4 : ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 63 : ระบบไฟฟ้าสามเฟสความยาว 30 กิโลเมตร ทำงานที่ความถี่ 50 เฮิรตซ์ แต่ละเฟสประกอบด้วยสายตัวนำเส้นเดียว โดยมีระยะห่างระหว่างจุดศูนย์กลางของสายตัวนำแต่ละเส้นเท่ากับ 3 เมตร เท่ากันหมด และมีค่ารีแอคแตนซ์เชิงเหนี่ยวนำ (Inductive reactance) เท่ากับ 0.14 โอห์มต่อเส้น จงคำนวณหาค่ารีแอคแตนซ์เชิงเหนี่ยวนำเมื่อกำหนดให้ระบบดังกล่าวมีความยาว 25 กิโลเมตร และทำงานที่ความถี่ 60 เฮิรตซ์
1 : 0.10 โอห์มต่อเส้น
2 : 0.14 โอห์มต่อเส้น
3 : 0.20 โอห์มต่อเส้น
4 : ข้อมูลไม่เพียงพอ
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 64 : ระบบส่งจ่ายไฟฟ้าขนาดแรงดัน 500 kV ความยาว 250 km มีค่าความเหนี่ยวนำของสาย (Line inductance) เท่ากับ 1 mH/km/phase และมีค่าความจุไฟฟ้า (Line capacitance) เท่ากับ 0.01 ไมโครฟารัด/km/phase ถ้าสมมติว่าสายส่งไม่มีความสูญเสีย (Lossless line) จงคำนวณหาค่า Surge Impedance Loading (SIL)
1 : 250 เมกะวัตต์
2 : 500 เมกะวัตต์
3 : 632 เมกะวัตต์
4 : 790 เมกะวัตต์
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 65 : ข้อใดไม่ใช่เงื่อนไขของการขนานเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเข้ากับระบบ
1 : ตัวประกอบกำลังต้องเท่ากัน
2 : ความถี่ต้องเท่ากัน
3 : ระดับแรงดันต้องเท่ากัน
4 : ลำดับเฟสต้องเหมือนกัน
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 66 : การต่อชุดขดลวดของหม้อแปลงในระบบจำหน่าย 3 เฟส จะนิยมต่อแบบใด
1 : วาย – วาย
2 : เดลตา – เดลตา
3 : เดลตา – วาย
4 : นิยมต่อทั้งสามแบบในข้อ ก ข และ ค
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 67 : สายส่ง 3 เฟสวงจรหนึ่ง เส้นผ่าศูนย์กลางสายทุกเส้นมีขนาด 2 cm วางดังแสดงในรูป จงหาค่าความเหนี่ยวนำของสาย เมื่อมีการสลับสายที่ทุกๆความยาวหนึ่งในสามของความยาวสาย
1 : 1.3 H/km
2 : 1.3 mH/km
3 : 2.6 H/km
4 : 2.6 mH/km
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 68 : สายส่ง 3 เฟส ระยะทาง 400 กิโลเมตร ในสภาวะไม่มีโหลด จ่ายด้วยแรงดันต้นทางเท่ากับ 500kV อยากทราบว่าแรงดันปลายทาง จะเป็นอย่างไร
1 : มีค่าน้อยกว่าต้นทาง
2 : เท่ากับต้นทาง
3 : มากกว่าต้นทาง
4 : ไม่มีข้อถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 69 : สายส่ง 3 เฟส ระยะยาว ถ้าปลายทางมีโหลดเป็นค่าความต้านทาน ซึ่งมีอิมพีแดนซ์เท่ากับ characteristic impedance ของสายส่ง ตัวประกอบกำลังไฟฟ้าด้านปลายทางจะเป็นอย่างไร?
1 : มีค่าเท่ากับ 1
2 : มีค่ามากกว่า 1
3 : มีค่ามากกว่า 0 แต่น้อยกว่า 1
4 : มีค่าติดลบ
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 70 : โหลดแบบใดมีโอกาสทำให้เกิด Voltage Regulation เป็นลบได้?
1 : โหลด R
2 : โหลด R-L
3 : โหลด R-C
4 : ขึ้นอยู่กับสภาวะของระบบ
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 71 : ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับตัวประกอบโหลด (Load Factor)
1 : ถ้ามีค่าต่ำแสดงว่าต้องเตรียมกำลังการผลิตจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่สำหรับจ่ายโหลดสูงสุดไว้ในปริมาณมากทำให้ค่าใช้จ่ายสูง
2 : เป็นค่าที่บ่งบอกว่าในระบบที่พิจารณามีการใช้กำลังไฟฟ้าพร้อมกันสูงเท่าไรเทียบกับโหลดทั้งหมดที่มีอยู่
3 : เป็นค่าที่บ่งบอกถึงกำลังสูญเสียในระบบเทียบกับโหลดสูงสุด
4 : ข้อ ก. และ ค.
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 10 : Load flow
ข้อที่ 72 : การศึกษาโหลดโฟลมีวัตถุประสงค์ข้อใดที่ถูกต้องมากที่สุด
1 : เพื่อศึกษาการไหลของโหลดสำหรับการวางแผนสำหรับระบบไฟฟ้าในอนาคต
2 : เพื่อศึกษาการไหลของโหลดสำหรับการวางแผนสำหรับระบบไฟฟ้าในปัจจุบัน
3 : เพื่อศึกษาการไหลของโหลดสำหรับการวางแผนสำหรับระบบไฟฟ้าในปัจจุบันและอนาคต
4 : เพื่อศึกษาการพยากรณ์และไหลของโหลดสำหรับระบบไฟฟ้าในปัจจุบัน
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 73 : การศึกษาโหลดโฟลที่มีประสิทธิภาพที่สุดควรให้ระบบไฟฟ้าแทนด้วยแมตทริกส์
1 : Ybus
2 : Zbus
3 : Ybranch
4 : Ylink
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 74 : การคำนวณโหลดโฟลของระบบไฟฟ้าที่ประกอบด้วยสามบัส บัสที่ 1 เป็นบัสเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ที่มีค่าแรงดันไฟฟ้าคงที่ บัสที่ 2 เป็นบัสของโหลดหรือ บัสที่มี PL2 และ QL2 คงที่ บัสที่ 3 เป็นบัสที่มีทั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและโหลดที่มี Pg3 ของเครื่องกำเนิดคงที่และมี PL3, QL3 ของโหลดคงที่ กำลังไฟฟ้าจริงของแต่ละบัส (บัสที่ 2 และ บัสที่3) มีค่าเท่าใด
1 : P2=PL2, P3=PL3
2 : P2=PL2, P3=Pg3
3 : P2=-PL2, P3=-PL3
4 : P2=-PL2, P3=Pg3-PL3
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 75 : ข้อใดไม่ใช่วิธีคำนวณ Load Flow
1 : Gauss-Siedel Method
2 : Newton-Raphson Method
3 : Decouple Method
4 : Gaussian Elimination Method
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 76 : การคำนวณ Load Flow วิธีใดต้องทำการหา Jacobian Matrix
1 : Gauss-Seidel Method
2 : Newton-Raphson Method
3 : Decouple Method
4 : Gaussian Elimination Method
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 77 : การคำนวณ Load Flow วิธีใดใช้ Susceptance Matrix แทนการหา Jacobian Matrix
1 : Gauss-Seidel Method
2 : Newton-Raphson Method
3 : Decouple Method
4 : Gaussian Elimination Method
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 78 : บัสที่ไม่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าต่ออยู่เป็นบัสขนิดใด
1 : Load Bus
2 : Voltage-controlled bus
3 : Slack bus
4 : PV bus
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 79 : บัสที่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าต่ออยู่และไม่ได้เป็นบัสอ้างอิงเป็นบัสชนิดใด
1 : Load Bus
2 : Voltage-controlled bus
3 : Slack bus
4 : PQ bus
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 80 : ระบบไฟฟ้ากำลังระบบหนึ่งมีจำนวนบัสทั้งหมด 6 บัส แต่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าต่ออยู่เพียง 3 บัส จงหาจำนวนสมการการไหลของกำลังไฟฟ้า (Power flow equations) ที่เกี่ยวข้อง เมื่อกำหนดให้บัสใดบัสหนึ่งเป็นบัสอ้างอิง (Reference or slack bus)
1 : 3
2 : 7
3 : 8
4 : 10
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 81 : จงระบุจำนวนบัสโหลด (PQ) และบัสเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (PV) จากรูปของแบบจำลองระบบไฟฟ้ากำลังข้างล่างนี้
1 : บัสโหลด 2 บัส บัสเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 2 บัส
2 : บัสโหลด 2 บัส บัสเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 3 บัส
3 : บัสโหลด 3 บัส บัสเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 2 บัส
4 : บัสโหลด 3 บัส บัสเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 3 บัส
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 82 : ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้อง
1 : ขนาดและมุมของแรงดันที่บัสอ้างอิงต้องกำหนดให้คงที่เท่ากับ 1.0 ต่อหน่วย และ 0 องศา ตามลำดับ
2 : บัสที่พบส่วนใหญ่ในระบบไฟฟ้ากำลังคือบัสเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
3 : วิธีแก้ปัญหาการไหลของกำลังไฟฟ้าแบบ Gauss-Seidel สามารถลู่เข้าหาคำตอบได้ง่ายกว่าและเร็วกว่าแบบ Newton-Raphson
4 : สมการแสดงการไหลของกำลังไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับบัสเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสามารถเขียนได้เพียงสมการการไหลของกำลังไฟฟ้าจริงเท่านั้น
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 83 : ข้อใดคือปริมาณทางไฟฟ้า 4 ปริมาณหลักที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาการไหลของกำลังไฟฟ้า (Power Flow)
1 : กำลังไฟฟ้าจริง กำลังไฟฟ้าเสมือน ขนาดของแรงดันไฟฟ้า ขนาดกระแสไฟฟ้า
2 : กำลังไฟฟ้าจริง กำลังไฟฟ้าปรากฎ แรงดันไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า
3 : กำลังไฟฟ้าจริง กำลังไฟฟ้าเสมือน ขนาดแรงดันไฟฟ้า มุมของแรงดันไฟฟ้า
4 : กำลังไฟฟ้าจริง กำลังไฟฟ้าเสมือน ขนาดกระแสไฟฟ้า มุมของกระแสไฟฟ้า
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 84 :
1 : บัส 1
2 : บัส 2
3 : บัส 3
4 : ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 85 :
1 : 2x2
2 : 3x3
3 : 5x5
4 : 6x6
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 86 : ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของ PQ bus ในการคำนวน load flow
1 : เป็นบัสที่มี load แบบ static ต่ออยู่
2 : เป็นบัสที่ทราบค่า real power
3 : เป็นบัสที่ขนาดของแรงดันมีค่าคงที่ตลอดการคำนวน load flow
4 : เป็นบัสที่ค่า reactive power มีค่าคงที่ตลอดการคำนวน load flow
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 87 : . ถ้ากำลังไฟฟ้าที่บัส k ใดๆมีค่าเท่ากับ Sk=VkIk* จากรูป กำลังไฟฟ้ารวมที่บัส 2 มีค่าเท่าไร
1 : 0.6+j0.3
2 : -0.4-j0.1
3 : 0.6-j0.3
4 : -0.4+j0.1
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 88 : บัสที่ทราบเฉพาะขนาดและมุมของแรงดันไฟฟ้า ในการศึกษาโหลดโฟลเรียกบัสชนิดว่าอะไร
1 : Slack bus
2 : Load bus
3 : Generator bus
4 : VA bus
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 89 : ระบบกำลังไฟฟ้า 3 บัสมีอิมพิแดนซ์ระหว่างบัส 1-2, 2-3, และ 3-1, คือ j0.4pu j0.2pu และ j0.2 pu ตามลำดับ เครื่องกำเนิดต่ออยู่บนบัสหมายเลข 1 ซิงโครนัสรีแอกแตนซ์ j1 pu และเครื่องกำเนิดต่ออยู่บนบัสหมายเลข 2 มีซิงโครนัสรีแอกแตนซ์ j0.8 pu จงกำหนดค่าแอดมิแตนซ์ใน Y-bus ตรงตำแหน่งของ PQ-บัส (PQ bus)
1 : –j5 pu
2 : –j8.5 pu
3 : –j8.75 pu
4 : –j10 pu
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 90 : ในการคำนวณของปัญหากำลังไหล บัสชนิดใดจะถูกนำออกไปจากการคำนวณ
1 : slack bus
2 : load bus
3 : voltage controlled bus
4 : PQ bus
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 91 : ค่าตัวแปรใดจะถูกกำหนดที่บัสโหลด (Load Bus)
1 : แรงดัน, กำลังไฟฟ้าจริง(P)
2 : กำลังไฟฟ้าจริง(P), กระแส
3 : มุมเฟสแรงดัน, ขนาดแรงดัน
4 : กำลังไฟฟ้าจริง(P), กำลังไฟฟ้าเสมือน(Q)
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 92 : ในการคำนวณโหลดโฟว์, ค่าขนาดแรงดันและค่ากำลังไฟฟ้าจริงจะถูกกำหนดให้ที่บัสแบบใด
1 : โหลดบัส
2 : แสลกบัส
3 : บัสเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
4 : ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 93 : ข้อใดถูก
1 : กำลังไฟฟ้ารีแอกทีฟไหลจากบัสที่มีแรงดันสูงไปยังบัสที่มีแรงดันต่ำ
2 : กำลังไฟฟ้าจริงไหลจากบัสที่มีเฟสของแรงดันแบบนำหน้าไปยังบัสที่มีเฟสของแรงดันแบบตามหลัง
3 : กำลังที่ใช้ในการทำงานคือกำลังไฟฟ้าจริง
4 : ถูกทุกข้อ
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 94 : จงคำนวณหากำลังไฟฟ้าสูญเสียในระบบ (Network losses) จากผลเฉลยการไหลของกำลังไฟฟ้า (Power flow solution) ซึ่งแสดงดังรูปข้างล่างนี้
1 : 36.91 +j 17.67 เมกะโวลต์แอมแปร์
2 : 36.91 –j 17.67 เมกะโวลต์แอมแปร์
3 : 17.67 –j 36.91 เมกะโวลต์แอมแปร์
4 : 17.67 +j 36.91 เมกะโวลต์แอมแปร์
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 95 : ข้อใดคือจาคอเบียนเมทริกซ์ (Jacobian matrix) สำหรับปัญหาการไหลของกำลังไฟฟ้าของแบบจำลองระบบไฟฟ้ากำลังข้างล่างนี้
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 96 : ข้อใดคือสมมติฐานที่ใช้ในการคำนวณการไหลของกำลังไฟฟ้าแบบ Fast-decoupled power flow
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 97 : ระบบไฟฟ้ากำลังระบบหนึ่งมีโครงสร้างดังแสดงในรูปข้างล่าง ถ้าทำการวิเคราะห์โหลดโฟลว์ระบบนี้โดยใช้วิธี Gauss-Seidel สมการโหลดโฟลว์ซึ่งใช้สำหรับวิเคราะห์หาแรงดันบัสจะมีทั้งหมดกี่สมการ
1 : 1 สมการ
2 : 2 สมการ
3 : 3 สมการ
4 : 4 สมการ
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 98 : ผลการวิเคราะห์โหลดโฟลว์ของระบบไฟฟ้ากำลังระบบหนึ่งมีผลลัพธ์ดังแสดงในรูปข้างล่าง จงวิเคราะห์หากำลังไฟฟ้าสูญเสียในสายส่ง 1-2
1 : 0.4671 + j0.0071
2 : 0.45 + j0.0356
3 : 0.9171 + j0.0427
4 : 0.0171 - j0.0285
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 99 : ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับการจำแนกประเภทของบัสทางไฟฟ้า
1 : Swing bus หรือ Slack bus คือ บัสที่ต้องการจะหาค่ามุมเฟส
2 : Voltage-controlled bus คือ บัสที่กำหนดเฉพาะขนาดของแรงดันมาให้
3 : Load bus คือ บัสที่ต้องการจะหาค่ากำลังไฟฟ้าจริง และกำลังไฟฟ้ารีแอคทีฟ
4 : ไม่มีข้อใดถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 100 : ข้อใดต่อไปนี้ไม่สามารถวิเคราะห์หาคำตอบได้จากการวิเคราะห์การไหลของกำลังไฟฟ้า
1 : ปริมาณกำลังสูญเสียในระบบส่ง
2 : การเกิดปัญหาเสถียรภาพชั่วขณะของมุมโรเตอร์
3 : การเกิดปัญหาแรงดันตกหรือแรงดันเกิน
4 : การเกิดปัญหาการส่งกำลังไฟฟ้าเกินขีดจำกัดทางความร้อนของสายส่ง
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 101 : การวิเคราะห์การไหลของกำลังไฟฟ้าในระบบสายส่งไฟฟ้าจากสถานีผลิตกำลังไฟฟ้าไปยังโหลดผู้ใช้ไฟฟ้า จะแบ่งชนิดของ Bus ออกเป็น 3 ชนิด อะไรบ้าง
1 : Slack Generator Bus , Reference Bus และ Voltage-control Bus
2 : Slack Generator Bus , Generator Bus และ Voltage-control Bus
3 : Generator Bus , Voltage-control Bus และ Load Bus
4 : Slack Generator Bus , Voltage-control Bus และ Load Bus
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 102 : ในการคำนวณ Load flow ของระบบไฟฟ้ากำลัง บัสที่ไม่มีการควบคุมขนาดของแรงดัน คือ บัสอะไร
1 : Slack bus
2 : Swing bus
3 : Generator bus
4 : Load bus
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 103 : การคำนวณการไหลของกำลังไฟฟ้าที่ Load bus คือ บัสที่มีโหลดต่ออยู่ สิ่งที่จะต้องคำนวณหาค่าคืออะไร
1 : ค่า Real power และ Reactive power
2 : ค่า Reactive power และ Phase angle
3 : ค่า Reactive power และ Voltage magnitude
4 : ค่า Voltage magnitude และ Phase angle
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 104 : ข้อใดถูกต้องสำหรับการวิเคราะห์ Load Flow
1 : Swing Bus เป็นบัสที่มีแรงดันเท่ากับ 1 p.u. เสมอ
2 : ในระบบทั่วๆ ไป Load Bus เป็นบัสที่ไม่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
3 : วิธี Gauss-Seidel Load Flow พัฒนามาจากวิธี Newton-Raphson Load Flow
4 : Power flow equation เป็นสมการที่กล่าวถึงการเกิน Limit ต่างๆ สายส่ง
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 105 : ข้อใดไม่ถูกต้องสำหรับการวิเคราะห์ Load Flow
1 : Load Bus เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Voltage-Controlled Bus
2 : Swing Bus เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Slack Bus
3 : การวิเคราะห์ Load Flow ทำให้ได้กำลังสูญเสียในสายส่งด้วย
4 : วิธี Newton-Raphson ใช้ Jacobian Matrix
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 106 : ข้อใดถูกต้องสำหรับการวิเคราะห์ Load Flow
1 : วิธี Fast Decoupled Load Flow พัฒนามาโดยตรงมาจากวิธี Gauss-Seidel Load Flow
2 : การวิเคราะห์ Load Flow โดยวิธีทั่วๆไป สามารถป้องกันการจ่ายกำลังเกินของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าได้
3 : Slack Bus เป็นบัสที่ต้องทราบกำลังไฟฟ้ารีแอกทีฟที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าจ่าย
4 : ผิดทุกข้อ
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 107 : หากเปรียบเทียบการคำนวณโหลดโฟลว์ด้วยวิธี Newton-Raphson กับวิธี Fast Decoupled ข้อใดถูกต้อง
1 : วิธี Newton-Raphson ได้ผลลัพธ์รวดเร็วและแม่นยำกว่า
2 : วิธี Fast Decoupled ได้ผลลัพธ์รวดเร็วและแม่นยำกว่า
3 : วิธี Newton-Raphson ได้ผลลัพธ์รวดเร็วกว่า แต่มีความแม่นยำน้อยกว่า
4 : วิธี Fast Decoupled ได้ผลลัพธ์รวดเร็วกว่า แต่มีความแม่นยำน้อยกว่า
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 108 : ในการคำนวณโหลดโฟลว์ บัสที่ถูกกำหนดมุมเฟสมาให้คือบัสใด
1 : Load bus
2 : Voltage-controlled bus
3 : Slack bus
4 : Jacobian bus
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 109 : ระบบไฟฟ้ากำลังระบบหนึ่งมีจำนวนบัสทั้งหมด 10 บัส โดยเลือกจะเลือก 1 บัสให้เป็นบัสสแล็ค (Slack bus) สำหรับบัสที่เหลือจะกำหนดให้เป็นบัสควบคุมแรงดัน (Voltage-controlled bus) จำนวน 3 บัส และที่เหลืออีก 6 บัสกำหนดให้เป็นบัสโหลด (Load bus) หากวิเคราะห์โหลดโฟลว์ด้วยวิธี Newton-Raphson เมตริกซ์จาโคเบียน (Jacobian matrix) จะมีจำนวนแถวเป็นเท่าไร
1 : 20 แถว
2 : 18 แถว
3 : 15 แถว
4 : 9 แถว
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 110 : ข้อแตกต่างระหว่าง Swing bus กับ Generator bus คืออะไร?
1 : Swing bus ไม่มีเครื่องกำเนิด Generator bus มีเครื่องกำเนิด
2 : Swing bus ไม่มีทั้งเครื่องกำเนิดและไม่มีโหลด แต่ Generator bus มี
3 : Swing bus ทราบค่าแรงดันและมุมเฟส แต่ Generator bus ทราบค่าแรงดันและกำลังไฟฟ้าจริง
4 : Swing bus ทราบค่าแรงดันและกำลังไฟฟ้าจริง แต่ Generator bus ทราบค่าแรงดันและมุมเฟส
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 111 : จงแก้สมการต่อไปนี้ด้วยวิธีของ Gauss-Seidel เมื่อจบรอบการคำนวณที่สาม เมื่อ x – 2y -1 = 0, x +4y – 4 = 0 โดยใช้ค่าเริ่มต้น x=0, y=0
1 : x = 1.75 , y = 0.5625
2 : x = 1.23 , y = 0.6235
3 : x = 2.12 , y = 0.7325
4 : x = 2.03 , y = 1.0215
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 112 : การกลับทิศการไหลของกำลังไฟฟ้าจริงในสายส่งสามารถทำได้โดยวิธีใด
1 : ลดค่ารีแอกแตนซ์ของสายส่ง
2 : ลดขนาดแรงดันต้นและปลาย
3 : กลับมุมเฟสของแรงดันต้นและปลาย
4 : ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 11 : Load flow control
ข้อที่ 113 : แรงดันที่ขั้วของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสามารถเพิ่มให้สูงขึ้นได้โดย
1 : เพื่มกระแสกระตุ้น (exciting current) ให้มากขึ้น
2 : ลดกระแสกระตุ้น (exciting current) ให้น้อยลง
3 : หมุนความเร็วโรเตอร์ให้มากขึ้น
4 : ลดความเร็วโรเตอร์ให้น้อยลง
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 114 : อุปกรณ์หรือส่วนประกอบไฟฟ้าใดที่เป็นตัวจ่ายกำลังไฟฟ้ารีแอกตีฟ (Q)เข้าสู่ระบบไฟฟ้า
1 : สายส่งเหนือดินระยะสั้น
2 : โหลดมอเตอร์
3 : สายส่งใต้ดินระยะสั้น
4 : คาปาซิเตอร์
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 115 : หม้อแปลงสองชุด A, B เหมือนกันทุกประการ นำมาต่อขนานกันช่วยกันจ่ายโหลดขนาด P=1000 kW, Q=800 kVAR ถ้าปรับมุมของหม้อแปลง A ทางด้านทุติยภูมิให้มีมุมแรงดันไฟฟ้านำหน้าหม้อแปลง B 2 องศา กำลังไฟฟ้าที่ไหลผ่านหม้อแปลง A, B คำตอบใดที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด
1 : PA=500 kW, PB=500 kW, QA=400 kVAR, QB=400 kVAR
2 : PA=500 kW, PB=500 kW, QA=500 kVAR, QB=300 kVAR
3 : PA=500 kW, PB=500 kW, QA=300 kVAR, QB=500 kVAR
4 : PA=600 kW, PB=400 kW, QA=400 kVAR, QB=400 kVAR
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 116 : ระบบไฟฟ้ากำลังระบบหนึ่งมี 2 บัส คือ bus 1 และ bus 2  และเชื่อมต่อด้วยสายส่งที่มีอิมพีแดนซ์เท่ากับ 0 + j1 โอห์ม   ขนาดแรงดันที่ bus 1 เท่ากับ 500 kV และมีมุมเฟส 0 องศา และขนาดแรงดันที่ bus 2  เท่ากับ 502 kV และมีมุมเฟส 10 องศา ค่ากำลังจริง P ที่ไหลในสายส่งมีทิศทางอย่างไร
1 : ไหลจาก bus 1 ไป bus 2
2 : ไหลจาก bus 2 ไป bus 1
3 : ไหลเข้าทั้ง bus 1 และ bus 2
4 : ไม่มีการไหล
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 117 : ระบบไฟฟ้ากำลังระบบหนึ่งมี 2 บัส คือ bus 1 และ bus 2 และเชื่อมต่อด้วยสายส่งที่มีอิมพีแดนซ์เท่ากับ 0 + j1 โอห์ม ขนาดแรงดันที่ bus 1 เท่ากับ 500 kV และมีมุมเฟส 0 องศา และขนาดแรงดันที่ bus 2 เท่ากับ 502 kV และมีมุมเฟส 10 องศา ค่ากำลังเสมือนหรือกำลังรีแอคทีฟ Q ที่ไหลในสายส่งมีทิศทางอย่างไร
1 : ไหลจาก bus 1 ไป bus 2
2 : ไหลจาก bus 2 ไป bus 1
3 : ไหลเข้าทั้ง bus 1 และ bus 2
4 : ไม่มีการไหล
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 118 : Generator ตัวหนึ่งต่ออยู่กับ infinite bus ถ้าต้องการให้ Generator ตัวนี้จ่ายกำลังไฟฟ้าจริง (Real Power) ให้กับ infinite bus จะต้องทำอย่างไร
1 : ปรับมุมของแรงดันของ Generator ให้นำหน้า มุมของแรงดันของ infinite bus
2 : ปรับมุมของแรงดันของ Generator ให้ล้าหลัง มุมของแรงดันของ infinite bus
3 : ปรับขนาดของแรงดันของ Generator ให้มากกว่าขนาดของแรงดันของ infinite bus
4 : ปรับขนาดของแรงดันของ Generator ให้น้อยกว่าขนาดของแรงดันของ infinite bus
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 119 : Generator ตัวหนึ่งต่ออยู่กับ infinite bus ถ้าต้องการให้ Generator ตัวนี้จ่ายกำลังไฟฟ้าเสมือน (Reactive Power) ให้กับ infinite bus จะต้องทำอย่างไร
1 : ปรับมุมของแรงดันของ Generator ให้นำหน้า มุมของแรงดันของ infinite bus
2 : ปรับมุมของแรงดันของ Generator ให้ล้าหลัง มุมของแรงดันของ infinite bus
3 : ปรับขนาดของแรงดันของ Generator ให้มากกว่าขนาดของแรงดันของ infinite bus
4 : ปรับขนาดของแรงดันของ Generator ให้น้อยกว่าขนาดของแรงดันของ infinite bus
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 120 : การชดเชยสายส่ง (Line compensation) แบบใดถูกใช้เพื่อแก้ไขปัญหา Ferranti Effect
1 : ต่อตัวเก็บประจุอนุกรมกับสายส่ง
2 : ต่อตัวเก็บประจุขนานกับสายส่ง
3 : ต่อตัวเหนี่ยวนำอนุกรมกับสายส่ง
4 : ต่อตัวเหนี่ยวนำขนานกับสายส่ง
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 121 : อุปกรณ์ไฟฟ้าอันใดไม่สามารถจ่ายค่า reactive power เข้าสู่ระบบ
1 : เครื่องกำเนิดไฟฟ้าซิงโครนัส
2 : หม้อแปลงไฟฟ้า
3 : สายส่งเหนือดิน
4 : load ชนิดตัวเก็บประจุ
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 122 : การควบคุมกำลังงานไฟฟ้ารีแอคทีฟของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในข้อใดทำให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด
1 : ปรับค่ากระแสกระตุ้นสนาม (Field Exciting Current) ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
2 : ปรับค่ามุมกำลังงานไฟฟ้า (Power Angle) ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
3 : ปรับค่ากำลังงานทางกลที่จ่ายให้แก่เครื่องกำเนิดไฟฟ้า
4 : ปรับความเร็วรอบของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 123 : การควบคุมกำลังงานไฟฟ้าจริงของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในข้อใดทำให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด
1 : ปรับค่ากระแสกระตุ้นสนาม (Field Exciting Current) ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
2 : ปรับความเร็วรอบของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
3 : ปรับกำลังงานทางกลที่จ่ายให้แก่เครื่องกำเนิดไฟฟ้า
4 : ปรับค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 124 : กำลังไฟฟ้าชนิดใดมีผลในการควบคุมความถี่ของระบบไฟฟ้ากำลัง
1 : กำลังไฟฟ้าเสมือน
2 : กำลังไฟฟ้าปรากฎ
3 : กำลังไฟฟ้าจริง
4 : ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 125 : การลดลงของความถี่ระบบไฟฟ้ากำลังอาจเกิดจากสาเหตุในข้อใด
1 : ปริมาณความต้องการกำลังไฟฟ้าจริงลดลง
2 : ปริมาณความต้องการของกำลังไฟฟ้าจริงเพิ่มขึ้น
3 : ปริมาณความต้องการของกำลังเสมือนลดลง
4 : ปริมาณความต้องการของกำลังเสมือนเพิ่มขึ้น
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 126 : ท่านสามารถเพิ่มการส่งของกำลังไฟฟ้าจริงในสายส่งได้โดยวิธีใด
1 : ต่อรีแอกเตอร์เข้าไปอนุกรมกับสายส่ง
2 : ต่อคาปาร์เตอร์เข้าไปอนุกรมกับสายส่ง
3 : ต่อรีแอกเตอร์เข้าไปขนานกับสายส่ง
4 : ต่อคาปาร์เตอร์เข้าไปขนานกับสายส่ง
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 127 : กำลังไฟฟ้าเสมือน(Q) มีผลต่อการควบคุมตัวแปรใดในระบบไฟฟ้ากำลัง
1 : แรงดัน
2 : ความถี่
3 : ความเร็วรอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
4 : มุมโรเตอร์
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 128 : อุปกรณ์ควบคุมชนิดใดต่อไปนี้ไม่จัดอยู่ในประเภทเดียวกับอุปกรณ์ควบคุมอื่น
1 : Tab-Changing Transformer
2 : Phase-Shifter Transformer
3 : Capacitor Bank
4 : Synchronous Condenser
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 129 : การควบคุมกำลังไฟฟ้าจริงด้วยหม้อแปลงไฟฟ้า โดยแรงดันไฟฟ้าที่ออกจากหม้อแปลงจะมีมุมเฟสต่างจากแรงดันไฟฟ้าที่เข้าหม้อแปลง แต่ขนาดของแรงดันไม่เปลี่ยนแปลง เราเรียกหม้อแปลงชนิดนี้ว่าอะไร
1 : Auto Transformer
2 : Phase Transformer
3 : Phase Shift Transformer
4 : Phase Angle Transformer
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 130 : ข้อใดไม่จัดเป็นวิธีควบคุมการไหลของกำลังไฟฟ้าโดยตรง
1 : ปรับ Tap ของหม้อแปลงไฟฟ้า
2 : ติดตั้งชุดตัวเก็บประจุแบบปรับค่าได้
3 : ติดตั้ง Syncronous Motor
4 : เปลี่ยนการจัดเรียงบัสในสถานีไฟฟ้า
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 131 : Phase-shifting transformer ทำหน้าที่อะไรในระบบไฟฟ้ากำลัง
1 : เพิ่มระดับแรงดัน
2 : ลดระดับแรงดัน
3 : ควบคุมการไหลของกำลังจริง
4 : ควบคุมการไหลของกำลังรีแอกทีฟ
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 132 : ข้อใดไม่ถูกต้อง
1 : ใช้หม้อแปลงเรคกูเลตควบคุมการไหลของกำลังไฟฟ้ารีแอคตีฟ
2 : ใช้หม้อแปลงเฟสชิฟควบคุมการไหลของกำลังไฟฟ้าจริง
3 : กำลังไฟฟ้ารีแอคตีฟที่ไหลผ่านหม้อแปลงที่มีเฟสชิฟต่างกันจะมีค่าต่างกันมาก
4 : กำลังไฟฟ้าจริงจะไหลมากในหม้อแปลงที่มีเฟสชิฟนำหน้า
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 133 : ข้อใดไม่ถูกต้อง
1 : เครื่องกำเนิดสามารถจ่ายและรับกำลังไฟฟ้ารีแอคตีฟได้
2 : หม้อแปลงรับกำลังไฟฟ้ารีแอคตีฟเสมอ
3 : สายเคเบิลจ่ายกำลังไฟฟ้ารีแอคตีฟ
4 : โหลดรับกำลังไฟฟ้าจริง และกำลังไฟฟ้ารีแอคตีฟเสมอ
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 134 : ถ้าต้องการเพิ่มระดับแรงดันบัสให้สูงขึ้นทำได้โดยวิธีใด
1 : เพิ่มแรงดันโดยใช้หม้อแปลง
2 : ป้อนกำลังไฟฟ้ารีแอคตีฟโดยใช้เครื่องกำเนิด
3 : ต่อตัวเก็บประจุที่บัส
4 : ถูกทุกข้อ
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 12 : Symmetrical short circuit analysis
ข้อที่ 135 : หม้อแปลงขนาด 2000kVA 6% impedance voltage 24kV/416V ให้หากระแสลัดวงจรสามเฟสสูงสุดทางด้านแรงสูง เมื่อเกิดลัดวงจรทางด้านแรงต่ำ
1 : 48 kA
2 : 2.77 kA
3 : 46 kA
4 : 0.80 kA
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 136 : หม้อแปลงขนาด 2000kVA 6% impedance voltage 24kV/416V ให้หากระแสลัดวงจรสามเฟสสูงสุดทางด้านแรงต่ำ เมื่อเกิดลัดวงจรทางด้านแรงต่ำ
1 : 48 kA
2 : 2.775 kA
3 : 46 kA
4 : 0.80 kA
5 : 0.05kA
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 137 : การไฟฟ้าต้นทางได้กำหนดกระแสลัดวงจรณ.จุดที่จะสร้างสถานีไฟฟ้าย่อยระบบ 115 kV เป็น 100MVA ทำให้ทราบว่าอิมพีแดนซ์ต้นทางทั้งหมดมีค่ากี่โอห์ม
1 : 229
2 : 502
3 : 870
4 : 132
5 : 76
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 138 : ข้อใดคือกระแส three-phase fault
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 139 : ข้อใดคือกระแส fault เมื่อเกิด three-phase fault ที่ bus 2 เมื่อ กำหนด
1 : –j2.5
2 : –j4
3 : –j5
4 : –j10
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 140 : ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้อง
1 : แรงดันไฟฟ้า ณ จุดที่เกิดความผิดพร่อง (Fault point) จะมีค่าเป็นศูนย์ในขณะที่เกิดความผิดพร่อง
2 : พิกัดกระแสของอุปกรณ์ตัดตอนแปรผกผันกับความเร็วในการทำงาน
3 : ค่าอิมพิแดนซ์เทียบเท่าเทวินินของระบบ (Thevenin equivalent system impedance) สามารถหาได้จากค่าสมรรถภาพของการลัดวงจร (Short-circuit capability)
4 : โดยทั่วไปพบว่าค่ารีแอคแตนซ์ในภาวะชั่วแวบ (Sub-transient reactance) มีค่ามากกว่าค่ารีแอคแตนซ์ในภาวะชั่วครู่ (Transient reactance)
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 141 : ข้อใดคือสมมติฐานที่ไม่ถูกต้องในการวิเคราะห์ความผิดพร่อง (Fault analysis)
1 : ความต้านทาน (Resistance) และความจุไฟฟ้า (Capacitance) สามารถตัดออกจากการพิจารณาได้
2 : หม้อแปลงไฟฟ้าทุกตัวมีระดับแรงดันตามจุดแยกที่ระบุไว้ (Nominal tap)
3 : กระแสโหลด (Load current) ไม่มีผลต่อการคำนวณกระแสผิดพร่อง (Fault current)
4 : แบบจำลองของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าประกอบด้วยแรงเคลื่อนไฟฟ้าคงที่ (Constant voltage source) ต่ออนุกรมกับรีแอคแตนซ์ค่าหนึ่ง
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 142 : รูปข้างล่างนี้แสดงวงจรลำดับ (Sequence network) ของการเกิดความผิดพร่องแบบใด
1 : ความผิดพร่องแบบสามเฟสสมดุล (Balanced three-phase fault)
2 : ความผิดพร่องแบบสองเฟสลงดิน (Double line-to-ground fault)
3 : ความผิดพร่องแบบเฟสเดียวลงดิน (Single line-to-ground fault)
4 : ความผิดพร่องแบบระหว่างเฟส (Line-to-line fault)
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 143 : โหลดต่อแบบ Y สมมาตร รับไฟจากแหล่งจ่ายไฟสามเฟสที่มีแรงดันเฟส-เฟส (Line voltage) 230 kV และมีกระแสไหล 850 A เลือกแรงดันไฟฟ้าฐาน 250 kV (Line voltage) และกำลังไฟฟ้าฐาน 600 MVA (3 เฟส) แรงดันไฟฟ้าของโหลดเปอร์ยูนิตมีค่าเท่าไร
1 : 0.88
2 : 0.92
3 : 0.95
4 : 0.97
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 144 : โหลดต่อแบบ Y สมมาตร รับไฟจากแหล่งจ่ายไฟสามเฟสที่มีแรงดันเฟส-เฟส (Line voltage) = 230 kV และมีกระแสไหล 850 A เลือกแรงดันไฟฟ้าฐาน 250 kV (Line voltage) และกำลังไฟฟ้าฐาน 600 MVA (3 เฟส) กำลังไฟฟ้าของโหลดเปอร์ยูนิตมีค่าเท่าไร
1 : 0.326
2 : 0.452
3 : 0.564
4 : 0.672
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 145 : โหลดต่อแบบ Y สมมาตร รับไฟจากแหล่งจ่ายไฟสามเฟสที่มีแรงดันเฟส-เฟส (Line voltage) = 230 kV และมีกระแสไหล 850 A เลือกแรงดันไฟฟ้าฐาน 250 kV (Line voltage) และกำลังไฟฟ้าฐาน 600 MVA (3 เฟส) อิมพีแดนซ์ฐานมีค่าเท่าไร
1 : 104.2 โอห์ม
2 : 106.7โอห์ม
3 : 108.6 โอห์ม
4 : 110.4โอห์ม
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 146 : G1 : 100 MVA 12kV X = 10% T1 : 150 MVA 115kV /14kV X = 10% T2 : 120 MVA 115kV /8kV X = 15% LINE :1+ j 4 Ohms M1 : 50 MVA 6.6kV X = 10% ค่าเปอร์ยูนิตอิมพีแดนซ์ของสายมีค่าเท่ากับเท่าไร เมื่อกำหนดฐานอยู่ที่สายส่ง(LINE) และกำลังไฟฟ้าฐานเท่ากับ 200 MVA
1 : 0.015+j0.06
2 : 0.03+j0.12
3 : 0.008+j0.03
4 : 0.04+j0.16
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 147 : จากรูปค่า Ybus matrix มีค่าตรงกับข้อใด
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 148 : กำหนดให้ Zbus มีค่าตามที่กำหนดในเมตริกซ์ หากเกิดลัดวงจรสามเฟสที่บัส 1 โดยที่แรงดันก่อนลัดวงจรเท่ากับ 1+j0 pu. กระแสลัดวงจรมีค่าเท่ากับเท่าใด
1 : -j7.7 pu
2 : -j12.5 pu.
3 : -j20.0 pu.
4 : -j14.3 pu.
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 149 : จากข้อมูล Zbus ที่กำหนดให้ข้างล่างนี้ จงคำนวณหาค่าแรงดันไฟฟ้าหลังเกิดฟอลต์ที่บัส 3 เมื่อเกิดฟอลต์แบบสมมาตรที่บัส 4 เมื่อแรงดันไฟฟ้าก่อนการเกิดฟอลต์เท่ากับ 1 pu มุม 0 องศา

1 : 0.3244 pu
2 : 0.3451 pu
3 : 0.3755 pu
4 : 0.3952 pu
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 150 : โครงข่ายไฟฟ้า(network) ระบบหนึ่งสามารถเขียนแทนได้ด้วยเมตริกซ์อิมพีแดนซ์(impedance matrix) ขนาด 4x4 ถ้าทำการเพิ่มบัสใหม่เข้าไปยังโครงข่ายไฟฟ้าอันนี้ โดยบัสใหม่ต่อเข้ากับจุดอ้างอิง(reference node) ขนาดของเมตริกซ์อิมพีแดนซ์อันใหม่จะมีค่าเป็นเท่าไร
1 : 3x3
2 : 4x4
3 : 5x5
4 : 6x6
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 151 : ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับขนาดของ DC component ของกระแสลัดวงจรแบบสามเฟสที่เกิดขึ้นที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าซิงโครนัส
1 : ขนาดพิกัดแรงดันของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
2 : ค่าอิมพีแดนซ์ลำดับศูนย์ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
3 : มุมบนรูปคลื่นแรงดันไฟฟ้าขณะที่เกิดการลัดวงจร
4 : ค่า transient reactance ในแนวแกน direct ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 152 : จากรูปจงคำนวณหาค่าขนาด IC (Interrupting Capacity) ของเบรกเกอร์ A
1 : 17 kA
2 : 20 kA
3 : 23 kA
4 : 30 kA
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 153 : จากรูป เกิดลัดวงจรสามเฟสที่บัส 3 ค่ากระแสลัดวงจรมีค่าเท่าใด โดยที่แรงดันไฟฟ้าที่บัส 3 ขณะจ่ายโหลดปกติมีค่าเท่ากับ 0.95+j0 pu. แรงดันภายในเครื่องกำเนิดเท่ากับ 1.055+j0.182 pu. และแรงดันภายในมอเตอร์เท่ากับ 0.88-j0.121 pu.
1 : –j6.95 pu.
2 : -j7.92 pu.
3 : -j8.12 pu.
4 : -j8.85 pu.
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 154 : เครื่องกำเนิด 100 MVA 13.8 kV รีแอกแตนซ์ชั่วแวบ 0.15 pu ส่งกำลังไฟฟ้าให้กับมอเตอร์ 100 MVA 13.8 kV รีแอกแตนซ์ชั่วแวบ 0.20 pu โดยผ่าน 2 หม้อแปลง 100 MVA 138/13.8 kV รีแอกแตนซ์ฟลักซ์รั่ว 0.10 pu ระหว่างหม้อแปลงมีสายส่งรีแอกแตนซ์ 20 ohm จงหาอิมพิแดนซ์ Thevenin สำหรับการคำนวณกระแสลัดวงจรที่จุดต่อระหว่างเครื่องกำเนิดกับหม้อแปลง
1 : j 0.106 pu
2 : j 0.116 pu
3 : j 0.126 pu
4 : j 0.136 pu
5 : j 0.146 pu
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 155 : การลัดวงจรแบบใดมีโอกาสเกิดสูงสุดในระบบไฟฟ้ากำลัง
1 : Three phase fault
2 : Double line fault
3 : Double line to ground fault
4 : Single line to ground fault
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 156 : เครื่องกำเนิดไฟฟ้าซิงโครนัสมีพิกัด 500 เมกะโวลต์แอมแปร์ 13.8 กิโลโวลต์ 50 เฮิรตซ์ ค่ารีแอคแตนซ์ในภาวะชั่วแวบ (Sub-transient reactance) เท่ากับ 0.2 ต่อหน่วย ในขณะที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้ากำลังทำงานในภาวะไร้โหลด ได้เกิดการลัดวงจรแบบสามเฟส (Three-phase short circuit) ขึ้นที่ขั้วของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จงคำนวณหาค่า rms ของกระแสลัดวงจรที่เกิดขึ้น
1 : 20.9 กิโลแอมแปร์
2 : 104.6 กิโลแอมแปร์
3 : 181.2 กิโลแอมแปร์
4 : 313.8 กิโลแอมแปร์
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 157 : เครื่องกำเนิดไฟฟ้าซิงโครนัสมีพิกัด 500 เมกะโวลต์แอมแปร์ 20 กิโลโวลต์ 50 เฮิรตซ์ ค่ารีแอคแตนซ์ในภาวะชั่วแวบ (Sub-transient reactance) เท่ากับ 0.15 ต่อหน่วย ในขณะที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้ากำลังจ่ายโหลดที่พิกัดกำลังและแรงดัน โดยมีค่าตัวประกอบกำลังแบบตาม (Lagging power factor) เท่ากับ 0.9 ได้เกิดการลัดวงจรแบบสามเฟส (Three-phase short circuit) ขึ้นที่ขั้วของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จงคำนวณหาค่า rms ของกระแสสลับ
1 : 90.8 แอมแปร์
2 : 96.2 แอมแปร์
3 : 103.3 แอมแปร์
4 : 179.0 แอมแปร์
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 158 : เครื่องกำเนิดไฟฟ้าซิงโครนัสสามเฟสพิกัด 500 kVA 2.4 kV มีค่ารีแอคแตนซ์ Sub-transient เท่ากับ 0.2 pu. ต่อกับมอเตอร์ไฟฟ้าซิงโครนัสสามเฟสสองตัวขนานกันดังแสดงในรูปข้างล่างนี้
เมื่อใช้พิกัดของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นค่าฐาน มอเตอร์แต่ละตัวมีค่ารีแอคแตนซ์ Sub-transient เท่ากับ 0.8 pu. จงคำนวณหาค่า rms ของกระแสลัดวงจรที่เกิดขึ้น
1 : 200 แอมแปร์
2 : 347 แอมแปร์
3 : 902 แอมแปร์
4 : 1562 แอมแปร์
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 159 : ส่วนประกอบใดต่อไปนี้ไม่ได้เป็นส่วนประกอบของกระแสลัดวงจรที่ไหลออกจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าซิงโครนัส
1 : ส่วนประกอบกระแสตรง
2 : ส่วนประกอบกระแสสลับฮาร์มอนิกที่ 1
3 : ส่วนประกอบกระแสสลับฮาร์มอนิกที่ 3
4 : ส่วนประกอบกระแสสลับฮาร์มอนิกที่ 5
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 160 : การลัดวงจรแบบใดต่อไปนี้ถือว่าเป็นการลัดวงจรแบบสมมาตร
1 : การลัดวงจรแบบ 1 เฟส ลงดิน
2 : การลัดวงจรแบบ 3 เฟส
3 : การลัดวงจรแบบ 2 เฟส
4 : การลัดวงจรแบบ 2 เฟส ลงดิน
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 161 : ข้อความต่อไปนี้ข้อใด ไม่ถูกต้อง
1 : รีแอกแตนซ์ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าซิงโครนัสในสถานะซับทรานเซียนต์มีค่ามากที่สุด
2 : การลัดวงจรโดยตรงมีความรุนแรงกว่าการลัดวงจรผ่านอิมพิแดนซ์
3 : การลัดวงจรแบบ 3 เฟส ลงดิน เป็นการลัดวงจรแบบสมมาตร
4 : กระแสลัดวงจรในสถานะซับทรานเซียนต์มีค่ามากกว่าสถานะทรานเซียนต์
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 162 :
1 : จุด P1
2 : จุด P2
3 : จุด P3
4 : จุด P4
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 163 : การผิดพร่องในลักษณะใด ถือเป็นแบบ Symmetrical Fault
1 : Three-phase to ground fault
2 : single line to ground fault
3 : double line to ground fault
4 : line-to-line fault
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 164 : กำหนดให้องค์ประกอบบางตัวในเมตริกซ์บัสอิมพิแดนซ์ของระบบที่พิจารณามีค่าดังนี้ Z11=j0.28 pu. Z22=j0.25 pu. และ Z12=j0.1 pu. ก่อนเกิด Three-phase fault ที่บัสที่2 ของระบบ พบว่า บัส1 มีขนาดแรงดันเท่ากับ 0.99 pu. บัส 2 มีขนาดแรงดันเท่ากับ 1 pu. ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้อง
1 : บัส1 มีค่า Short-circuit Capacity สูงกว่าบัส2
2 : กระแสลัดวงจรแบบสามเฟสที่บัส2 มีค่าเท่ากับ 4 pu.
3 : หลังจากเกิดการลัดวงจรที่บัส2 แล้วขนาดของแรงดันที่บัส1 มีขนาดเท่ากับ 0.4 pu.
4 : ถูกทั้งข้อ ข และ ค
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 165 : เฟสเซอร์ขององค์ประกอบที่สมมาตร ที่มีขนาดเท่ากันทั้ง 3 เฟส มีมุมต่างเฟสเท่ากันและมีทิศทางไปทางเดียวกัน คือส่วนประกอบส่วนใด
1 : ส่วนประกอบลำดับบวก
2 : ส่วนประกอบลำดับลบ
3 : ส่วนประกอบลำดับศูนย์
4 : โอเปอเรเตอร์
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 166 : การคำนวณกระแสลัดวงจรในระบบไฟฟ้ากำลังขนาดใหญ่ เราไม่สามารถเขียนไดอะแกรมเส้นเดี่ยวได้ ดังนั้นการแก้ปัญหาเราต้องแปลงไดอะแกรมของระบบให้อยู่ในรูปของเมตริกซ์ และเมตริกซ์ที่นิยมใช้กันมากและสะดวกที่สุดในการคำนวณกระแสลัดวงจรได้แก่
1 : YBUS
2 : YLOOP
3 : ZBUS
4 : ZLOOP
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 167 : ข้อใดไม่ใช่จุดมุ่งหมายในการวิเคราะห์ Symmetrical Fault
1 : เพื่อตั้งค่า Relay
2 : เพื่อเลือกเครื่องป้องกันกระแสเกิน
3 : เพื่อให้ทราบกำลังสูญเสียของระบบ
4 : เพื่อให้ทราบแรงที่ใช้ในการยึดจับอุปกรณ์
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 168 : จงคำนวณ Short-Circuit MVA และกระแสลัดวงจรสามเฟสสมดุลตามลำดับ สำหรับหลังหม้อแปลง 400V 3 เฟส %Z=4% 500kVA โดยหม้อแปลงต่ออยู่กับ Infinite Bus
1 : 12.5 MVA, 18 kA
2 : 15.5 MVA, 20 kA
3 : 18.5 MVA, 22 kA
4 : 20.5 MVA, 25 kA
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 169 : เมื่อเกิดการลัดวงจรขึ้นทันทีที่ขั้วของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าซิงโครนัส จะแบ่งช่วงเวลาของเหตุการณ์ออกได้เป็น 3 ช่วง ข้อใดเรียงลำดับช่วงเวลาของเหตุการณ์ตามลำดับก่อนหลังได้ถูกต้อง
1 : Transient period , Subtransient period , Steady-state period
2 : Subtransient period , Transient period, Steady-state period
3 : Steady-state period , Subtransient period, Transient period
4 : Steady-state period , Transient period, Subtransient period
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 170 : พิจารณาระบบไฟฟ้ากำลังซึ่งมีแรงดันลายน์(Line-Line Voltage)เท่ากับ 10 kV หากกระแสลัดวงจรมีค่า 10000 A จงคำนวณค่า Short-circuit Capacity
1 : 57.7 MVA
2 : 100 MVA
3 : 173.2 MVA
4 : 300 MVA
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 171 :
1 : -j4.2 pu.
2 : -j5.0 pu.
3 : -j5.8 pu.
4 : -j6.45 pu.
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 172 :
1 : 3.3 pu.
2 : 3.5 pu.
3 : 5.0 pu.
4 : 5.25 pu.
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 173 :
1 : 0.925 pu. , 0.925 pu. , 0 pu.
2 : 0.925 pu. , 0.925 pu. , 0.525 pu.
3 : 0.925 pu. , 0.925 pu. , 0.925 pu.
4 : 0 pu. , 0 pu. , 0 pu.
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 174 :
1 : 150 MVA
2 : 200 MVA
3 : 250 MVA
4 : 300 MVA
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 175 : การคำนวณหากระแสผิดพร่องแบบใด นำไปกำหนดขนาดพิกัดของเซอร์กิตเบรกเกอร์
1 : ความผิดพร่องแบบเฟสเดียวลงดิน
2 : ความผิดพร่องแบบสองเฟสลัดวงจรลงดิน
3 : ความผิดพร่องแบบสองเฟสลัดวงจร
4 : ความผิดพร่องแบบสามเฟสสมดุล
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 176 : ข้อใดเป็นแหล่งกำเนิดกระแสลัดวงจรในระบบไฟฟ้ากำลัง
1 : เครื่องกำเนิดไฟฟ้าซิงโครนัส
2 : มอเตอร์ซิงโครนัส
3 : มอเตอร์เหนี่ยวนำ
4 : ถูกทุกข้อ
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 177 :
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 178 :
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 179 :
1 : 2.747 pu.
2 : 5.420 pu.
3 : 8.167 pu.
4 : ไม่มีข้อใดถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 180 :
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 181 :
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 182 :
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 183 :
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 184 :  ระบบจ่ายไฟสามเฟส ถ้าค่าฐาน Sbase = 100 MVA, Vbase =230 kV ถ้าเกิดกระแสลัดวงจรขนาด 1000 แอมแปร์ จงแปลงเป็นค่าต่อหน่วย
1 : 1 p.u.
2 : 2 p.u.
3 : 3 p.u.
4 : 4 p.u.
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 185 :  ระบบจ่ายไฟสามเฟส ถ้าค่าฐาน Sbase = 100 MVA, Vbase =230 kV ถ้าเกิดกระแสลัดวงจรขนาด 2 p.u. จงแปลงเป็นค่าในหน่วยแอมแปร์
1 : 250 A
2 : 500 A
3 : 750 A
4 : 1000 A
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 186 :  ที่จุดจ่ายไฟของระบบสามเฟส ถ้าขนาดกำลังไฟฟ้าลัดวงจร(Short circuit capacity) SCC = 100 MVA,  ขนาดแรงดัน 230 kV ถ้าเกิดวงจรที่จุดจ่ายไฟแบบสามเฟสลงดินผ่านอิมพีแดนซ์ขนาด j300 โอห์ม จงหากระแสลัดวงจร
1 : -j0.638 p.u.
2 : -j0.668 p.u.
3 : -j0.768 p.u.
4 : -j1.0 p.u.
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 187 :  ที่จุดจ่ายไฟของระบบสามเฟส ถ้าขนาดกำลังลัดวงจร(Short Circuit Capacity) SCC = 100 MVA, ขนาดแรงดัน 230 kV ถ้าเกิดวงจรที่จุดจ่ายไฟแบบสามเฟสลงดินผ่านอิมพีแดนซ์ขนาด j300 โอห์ม จงหากระแสลัดวงจร
1 :  -j160A
2 :  -j320A
3 :  -j500A
4 :  -j600 A
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 188 :  ในระบบสามเฟสที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 1000 kVA 18 kV x 10% เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเดินเครื่องแบบไร้โหลด ถ้าเกิดลัดวงจรแบบสามเฟสลงดินผ่านอิมพีแดนซ์ขนาด j0 โอห์ม จงหากระแสลัดวงจร
1 :  -j320 A
2 :   -j800 A
3 :   -j1000 A
4 :   -j1600 A
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 189 :  ในระบบสามเฟสที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 1000 kVA 18 kV x 10% เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเดินเครื่องแบบไร้โหลด ถ้าเกิดลัดวงจรแบบสามเฟสลงดินผ่านอิมพีแดนซ์ขนาด j0 โอห์ม ถ้าใช้ค่าพิกัดเป็นค่าฐาน จงหากระแสลัดวงจรค่าต่อหน่วย
1 :  -j2 p.u.
2 :  -j5 p.u.
3 :  -j8 p.u.
4 :  -j10 p.u.
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 190 :  ในระบบสามเฟสที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 1000 kVA 18 kV x 10% เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเดินเครื่องแบบไร้โหลด ถ้าเกิดลัดวงจรแบบสามเฟสลงดินผ่านอิมพีแดนซ์ขนาด j32.4 โอห์ม จงหากระแสลัดวงจร
1 : -j160 A
2 :   -j320 A
3 :   -j800 A
4 :   -j1000 A
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 191 :  ข้อใดไม่ใช่วิธีการคำนวณหากระแสลัดวงจร
1 :  แรงดันภายในเครื่องจักร
2 :  เทวินิน
3 : พื้นที่เท่ากัน
4 :  บัสอิมพีแดนซ์เมตริกซ์
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 192 : เครื่องกำเนิด G1 และ G2 ต่อขนานกันเพื่อร่วมจ่ายโหลดผ่านหม้อแปลงเดลต้า-วาย G1 มีพิกัด 50 MVA 13.8 kV, G2 มีพิกัด 25 MVA 13.8 kV โดยที่มีค่ารีแอคแตนซ์ซับทรานเซียนท์เท่ากันคือ 25% หม้อแปลงมีพิกัด 75 MVA 13.8 Delta/69 Y kV มีค่ารีแอคแตนซ์เท่ากับ 10% หากกำหนดให้หม้อแปลงเป็นฐานของระบบ ค่ารีแอคแตนซ์ของ G1 เท่ากับเท่าไร
1 :  0.25
2 :  0.375
3 :  0.167
4 :  0.75
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 193 : เครื่องกำเนิด G1 และ G2 ต่อขนานกันเพื่อร่วมจ่ายโหลดผ่านหม้อแปลงเดลต้า-วาย G1 มีพิกัด 50 MVA 13.8 kV, G2 มีพิกัด 25 MVA 13.8 kV โดยที่มีค่ารีแอคแตนซ์ซับทรานเซียนท์เท่ากันคือ 25% หม้อแปลงมีพิกัด 75 MVA 13.8 Delta/69 Y kV มีค่ารีแอคแตนซ์เท่ากับ 10% หากกำหนดให้หม้อแปลงเป็นฐานของระบบ ค่ารีแอคแตนซ์ของ G2 เท่ากับเท่าไร
1 : 0.25
2 : 0.375
3 : 0.167
4 : 0.75
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 194 :

เครื่องกำเนิด G1 และ G2 ต่อขนานกันเพื่อร่วมจ่ายโหลดผ่านหม้อแปลงเดลต้า-วาย ดังรูป G1และ G2 มีค่ารีแอคแตนซ์ซับทรานเซียนท์ที่แปลงสู่ฐานกลางแล้วเท่ากับ 0.375 และ 0.75 ตามลำดับ หม้อแปลงมีพิกัด 75 MVA 13.8 Delta/69 Y kV มีค่ารีแอคแตนซ์เท่ากับ 10% หากกำหนดให้หม้อแปลงเป็นฐานของระบบ จุด P ก่อนลัดวงจรมีแรงดันเท่ากับ 66 kV กระแสลัดวงจรสับทรานเซียนท์ที่จุด P มีค่าเท่ากับกี่เปอร์ยูนิต

1 :  –j1.741
2 :  –j2.322
3 :  –j2.733
4 :  –j3.214
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 195 :

เครื่องกำเนิด G1 และ G2 ต่อขนานกันเพื่อร่วมจ่ายโหลดผ่านหม้อแปลงเดลต้า-วาย ดังรูป G1และ G2 มีค่ารีแอคแตนซ์ซับทรานเซียนท์ที่แปลงสู่ฐานกลางแล้วเท่ากับ 0.375 และ 0.75 ตามลำดับ หม้อแปลงมีพิกัด 75 MVA 13.8 Delta/69 Y kV มีค่ารีแอคแตนซ์เท่ากับ 10% หากกำหนดให้หม้อแปลงเป็นฐานของระบบ จุด P ก่อนลัดวงจรมีแรงดันเท่ากับ 66 kV กระแสลัดวงจรสับทรานเซียนท์ที่จุด P มีค่าเท่ากับกี่กิโลแอมป์

1 :  1.716
2 : 1.935
3 :  2.327
4 :  2.691
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 196 :

เครื่องกำเนิด G1 และ G2 ต่อขนานกันเพื่อร่วมจ่ายโหลดผ่านหม้อแปลงเดลต้า-วาย ดังรูป G1และ G2 มีค่ารีแอคแตนซ์ซับทรานเซียนท์ที่แปลงสู่ฐานกลางแล้วเท่ากับ 0.375 และ 0.75 ตามลำดับ หม้อแปลงมีพิกัด 75 MVA 13.8 Delta/69 Y kV มีค่ารีแอคแตนซ์เท่ากับ 10% หากกำหนดให้หม้อแปลงเป็นฐานของระบบ กระแสลัดวงจรสับทรานเซียนท์ที่จุด P มีค่าเท่ากับ –j2.735 pu. กระแสลัดวงจรจาก G1 มีค่าเท่าไร

1 :  –j1.823
2 :  –j0.912
3 :  –j1.234
4 :  –j1.501
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 197 :

เครื่องกำเนิด G1 และ G2 ต่อขนานกันเพื่อร่วมจ่ายโหลดผ่านหม้อแปลงเดลต้า-วาย ดังรูป G1และ G2 มีค่ารีแอคแตนซ์ซับทรานเซียนท์ที่แปลงสู่ฐานกลางแล้วเท่ากับ 0.375 และ 0.75 ตามลำดับ หม้อแปลงมีพิกัด 75 MVA 13.8 Delta/69 Y kV มีค่ารีแอคแตนซ์เท่ากับ 10% หากกำหนดให้หม้อแปลงเป็นฐานของระบบ กระแสลัดวงจรสับทรานเซียนท์ที่จุด P มีค่าเท่ากับ –j2.735 pu. กระแสลัดวงจรจาก G2 มีค่าเท่าไร

1 :  –j1.823
2 :  –j0.912
3 :  –j1.234
4 :  –j1.501
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 13 : Unsymmetrical short circuit analysis
ข้อที่ 198 : อิมพีแดนซ์บวก Z1 (positive) อิมพีแดนซ์ลบ Z2 (negative) อิมพีแดนซ์ศูนย์ Z0(zero) ของสายส่งเหนือดิน มีค่าแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร?
1 : Z1 > Z2 > Z0
2 : Z1 < Z2 < Z0
3 : Z1 = Z2 = Z0
4 : Z1 = Z2 < Z0
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 199 : อิมพีแดนซ์บวก Z1 (positive) อิมพีแดนซ์ลบ Z2 (negative) อิมพีแดนซ์ศูนย์ Z0(zero) ของหม้อแปลงแบบ core type มีค่าแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร?
1 : Z1 > Z2 > Z0
2 : Z1 < Z2 < Z0
3 : Z1 = Z2 = Z0
4 : Z1 = Z2 < Z0
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 200 : อิมพีแดนซ์บวก Z1 (positive) อิมพีแดนซ์ลบ Z2 (negative) อิมพีแดนซ์ศูนย์ Z0(zero) ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบขั้วยื่น มีค่าแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร?
1 : Z1 > Z2 > Z0
2 : Z1 < Z2 < Z0
3 : Z1 = Z2 = Z0
4 : Z1 = Z2 > Z0
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 201 : ถ้าหม้อแปลง 1000kVA 24kV/416V ทางด้านแรงสูงต่อแบบเดลต้าไม่ต่อลงดิน และทางด้านแรงต่ำต่อแบบ Y ต่อลงดินโดยตรง ถ้ากระแสลัดวงจรลงดินที่เฟส A กระแสไหลในเฟส A, B, C มีค่าเป็นลำดับดังนี้ 20 kA, 20 kA, 10 kA กระแสซีเควนซ์ศูนย์ทางด้านแรงสูงมีค่าเท่าใด?
1 : 173 A
2 : 10 kA
3 : 20 kA
4 : 0 kA
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 202 : ระบบไฟฟ้ากำลังประกอบด้วยวงจรเทวินินของเน็ตเวิร์กบวก ลบ ศูนย์ที่ประกอบด้วยอิมพีแดนซ์เทวินินของบวก ลบ ศูนย์ มีค่าเรียงลำดับดังนี้ Z1=0.01 เปอร์ยูนิต , Z2=0.01 เปอร์ยูนิต, Z0=0.01 เปอร์ยูนิต .ถ้าเกิดลัดวงจรลงดินที่เฟส A และสมมุตแรงดันมีค่า 1.0 เปอร์ยูนิต ให้หากระแสลัดวงจรลงดินที่เฟส A, B, C เป็น เปอร์ยูนิต
1 : Ia=100 เปอร์ยูนิต, Ib=0 เปอร์ยูนิต, Ic =0 เปอร์ยูนิต
2 : Ia=33 เปอร์ยูนิต, Ib=0 เปอร์ยูนิต, Ic =0 เปอร์ยูนิต
3 : Ia=11 เปอร์ยูนิต , Ib=0 เปอร์ยูนิต , Ic =0 เปอร์ยูนิต
4 : Ia=300 เปอร์ยูนิต, Ib=0 เปอร์ยูนิต , Ic =0 เปอร์ยูนิต
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 203 : ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับ Symmetrical Component เมื่อกำหนด
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 204 : ข้อใดคือสูตรกำลังไฟฟ้า 3 เฟส
1 :
2 :
3 : ถูกทั้งคำตอบ 1 และ 2
4 : ไม่มีข้อใดถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 205 : ข้อใดคือ Zero sequence circuit ของ Single line diagram ที่กำหนด
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 206 : ข้อใดคือ Zero sequence circuit ของ Single line diagram ที่กำหนด
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 207 : ข้อใดคือกระแส positive sequence ในกรณี single line-to-ground fault
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 208 : ข้อใดคือกระแส positive sequence ในกรณี line-to-line fault
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 209 : ข้อใดคือกระแส positive sequence ในกรณี double line-to-ground fault
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 210 : เมื่อเกิดการลัดวงจรจากเฟส b ลงดินโดยตรง ในระบบส่งจ่ายไฟฟ้า เงื่อนไขในข้อใดไม่ถูกต้อง
1 : กระแสไฟฟ้าลัดวงจรที่เฟส a เท่ากับศูนย์
2 : กระแสไฟฟ้าลัดวงจรที่เฟส b เท่ากับศูนย์
3 : กระแสไฟฟ้าลัดวงจรที่เฟส c เท่ากับศูนย์
4 : แรงดันไฟฟ้าระหว่างเฟส b กันดินมีค่าเท่ากับศูนย์
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 211 : เมื่อเกิดการลัดวงจรระหว่างเฟส b กับ c ผ่านอิมพิแดนซ์ของการเกิดฟอลต์ Z ในระบบไฟฟ้าโดยไม่คิดผลของกระแสที่ไหลก่อนเกิดการลัดวงจร ข้อใดไม่ถูกต้อง
1 : กระแสไฟฟ้าของเฟส a มีค่าเท่ากับศูนย์
2 : ขนาดของกระแสไฟฟ้าของเฟส b เท่ากับเฟส c
3 : แรงดันไฟฟ้าระหว่างเฟส b กับดินมีค่าเท่ากับแรงดันไฟฟ้าเฟส c กับดิน
4 : ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 212 : เมื่อเกิดการลัดวงจรระหว่างเฟส b กับ c ลงดินผ่านอิมพิแดนซ์ของการเกิดฟอลต์เท่ากับ z ในระบบไฟฟ้า ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง
1 : กระแสไฟฟ้าลัดวงจรของเฟส a มีค่าเท่ากับศูนย์
2 : แรงดันไฟฟ้าระหว่างเฟส b กับดินมีค่าเท่ากับศูนย์
3 : แรงดันไฟฟ้าระหว่างเฟส b กับดินเท่ากับแรงดันไฟฟ้าระหว่างเฟส c กับดิน
4 : มีคำตอบมากว่า 1 ข้อ
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 213 : ลำดับเฟสของแรงดันไฟฟ้าของส่วนประกอบสมมาตรลำดับบวกและลบ คือข้อใด ถ้าลำดับเฟสของระบบไฟฟ้าคือ abc
1 : abc และ abc
2 : abc และ acb
3 : acb และ abc
4 : acb และ acb
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 214 : กำหนดให้แรงดันไฟฟ้าต่อเฟสของเฟส a, b และ c มีขนาดเท่ากับ 220 โวลต์ ซึ่งมีมุมเฟสต่างกัน 120 องศา(a = 0, b= -120, c =120 องศา) จงหาขนาดของแรงดันไฟฟ้าของส่วนประกอบสมมาตรลำดับบวก ลบและศูนย์
1 : V0 = 0 โวลต์,V1 = 0 โวลต์ , V2 = 220 โวลต์ มุม -120 องศา
2 : V0 = 220 โวลต์ มุม 0 องศา ,V1 = 0 โวลต์, V2 = 0 โวลต์
3 : V0 = 0 โวลต์, V1 = 220 โวลต์ มุม 0 องศา, V2 = 220 โวลต์ มุม -120 องศา
4 : V0 = 0 โวลต์ ,V1 = 220โวลต์ มุม 0 องศา, V2 = 0 โวลต์
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 215 : ถ้าระบบไฟฟ้าเกิดการลัดวงจรของเฟส a ลงดินโดยตรง จงหาค่ากระแสฟอลต์ที่เกิดขึ้นเมื่อกำหนดให้แรงดันไฟฟ้าก่อนฟอลต์ในระบบไฟฟ้าเท่ากับ 1.05 เปอร์ยูนิต มุม 0 องศาและค่าอิมพิแดนซ์ของส่วนประกอบสมมาตรลำดับบวก ลบและศูนย์เท่ากับ j0.25, j0.1และ j0.2 เปอร์ยูนิต ตามลำดับ
1 : -j5.7273 เปอร์ยูนิต
2 : j5.7273 เปอร์ยูนิต
3 : -j1.9091 เปอร์ยูนิต
4 : j1.9091 เปอร์ยูนิต
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 216 :
1 : 0.53 A
2 : 1.6 A
3 : 0 A
4 : 0.94 A
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 217 :
1 : j5 p.u.
2 : -j5 p.u.
3 : -j1.67 p.u.
4 : 1.67 p.u.
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 218 :
1 : 0 p.u.
2 : -j2.22 p.u.
3 : j2.22 p.u.
4 : -3.85 p.u.
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 219 : จากเวกเตอร์แรงดันไฟฟ้าในเฟส ABC ที่กำหนด จงหาแรงดันไฟฟ้าในซีเควนซ์เน็ตเวิร์ก ศูนย์ ของเฟส A
1 : 0
2 : 1.155
3 : 2
4 : 3.464
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 220 : กรณีเกิดลัดวงจรเฟส B-เฟส C ลงดิน (Double line to ground fault) ข้อใดไม่ถูกต้อง
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 221 : กรณีเกิดลัดวงจรเฟส A ลงดิน (Single line to ground fault) ข้อใดไม่ถูกต้อง
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 222 : อิมพีแดนซ์ซึ่งต่อกับนิวทรอลของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าซิงโครนัสมีผลต่อการไหลของกระแส ลัดวงจรแบบใด
1 : Double line fault
2 : Single line to ground fault
3 : open line
4 : ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 223 : จากข้อมูลแรงดันเฟสหลังจากที่เกิดความผิดพร่อง (Post-fault phase voltages) จงระบุว่าความผิดพร่องที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นแบบใด
1 : ความผิดพร่องแบบสามเฟสสมดุล (Balanced three-phase fault)
2 : ความผิดพร่องแบบสองเส้นลงดิน (Double line-to-ground fault)
3 : ความผิดพร่องแบบเส้นเดียวลงดิน (Single line-to-ground fault)
4 : ความผิดพร่องแบบระหว่างเส้น (Line-to-line fault)
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 224 : จงคำนวณหาค่า rms ของกระแสในเฟส a จากแผนภาพการเชื่อมต่อวงจรลำดับ (Sequence network connection) ข้างล่างนี้
1 : 2 เปอร์ยูนิต
2 : 4 เปอร์ยูนิต
3 : 6 เปอร์ยูนิต
4 : 8 เปอร์ยูนิต
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 225 :
1 : 0 pu
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 226 : การวิเคราะห์การลัดวงจรแบบ 1 เฟส ลงดิน ในระบบอ้างอิง 012 ต้องใช้เนทเวอร์กลำดับเฟสใดบ้าง และเนทเวอร์กเหล่านั้นต้องนำมาต่อกันอย่างไร
1 : ใช้เฉพาะเนทเวอร์กลำดับเฟสศูนย์เท่านั้น
2 : ใช้เฉพาะเนทเวอร์กลำดับเฟสบวกและลบต่อขนานกัน
3 : ใช้เนทเวอร์กลำดับเฟสศูนย์ บวกและลบต่ออนุกรมกัน
4 : เนทเวอร์กลำดับเฟสศูนย์ บวกและลบต่อขนานกัน
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 227 : ถ้าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าซิงโครนัสในรูปข้างล่างกำลังทำงานในสภาวะไร้โหลดและแรงดันที่ขั้วมีขนาดเต็มพิกัด ต่อมาเกิดลัดวงจรแบบ 1 เฟส ลงดิน (เฟส a) ณ จุด P จงวิเคราะห์หาขนาดกระแสลัดวงจรของเฟส a
1 : 0 pu
2 : 2.8571 pu
3 : 3.3333 pu
4 : 6.6667 pu
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 228 : ถ้าเกิดลัดวงจรแบบ 1 เฟส ลงดิน (เฟส a) ณ บัส 1 ดังแสดงในรูปข้างล่าง จงวิเคราะห์หาขนาดของกระแสลัดวงจรเฟส a ณ บัส 1 ถ้าในสถานะก่อนลัดวงจรแรงดันที่บัส 1 มีขนาด 1 เปอร์ยูนิต
1 : 14.2857 เปอร์ยูนิต
2 : 11.7647 เปอร์ยูนิต
3 : 9.5238 เปอร์ยูนิต
4 : 3.9216 เปอร์ยูนิต
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 229 :
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 230 : จงคำนวณค่ากระแสลำดับศูนย์ (Zero-sequence current) จากกระแสเฟส (Phase currents) ต่อไปนี้
1 : 0
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 231 : จากรูปไดอะแกรมของการเกิดฟอลต์ระหว่างไลน์กับไลน์ที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ไม่ต่อโหลด โดยเกิดฟอลต์ระหว่างเฟส b กับ c จะได้สมการของกระแสและแรงดันในข้อใด
1 : Vb = Vc, Ia = 0, Ib = Ic

2 : Vb = Vc, Ia = 0, Ib = -Ic

3 : Va = Vb = Vc, Ia = 0, Ib = Ic

4 : Va= Vb = Vc, Ia = 0, Ib = - Ic

คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 232 :
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 233 : ข้อใดถูกต้อง
1 : ขนาดแรงดันแต่ละเฟสของ Zero Sequence ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน
2 : กระแสลัดวงจรไม่สมมาตรสามารถเขียนในรูป Symmetrical Component ได้เสมอ
3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 234 : ข้อใดถูกต้อง
1 : หม้อแปลงเดลต้า-วายแบบนิวทรัลต่อลงดินมีวงจร Positive Sequence เหมือนกับวงจร Negative Sequence
2 : Bolted Fault คือ Fault ผ่านอิมพีแดนซ์ที่มีค่าเป็นศูนย์
3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 235 : ข้อใดถูกต้อง
1 : การวิเคราะ Line-to-Line Fault ต้องคำนวณหา Zero Sequence
2 : ขนาดกระแส Positive Sequence เท่ากับขนาดกระแส Negative Sequence สำหรับ Double Line-to-Ground Fault
3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 236 :
1 : 1.5 - j0.866
2 : -1.5 + j0.866
3 : -1.5 - j0.866
4 : 1.5 + j0.866
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 237 : ในการเกิด Line-to-line fault กระแสลำดับเฟสศูนย์จะมีค่าเป็นเท่าไร
1 : เท่ากับกระแสลำดับเฟสบวก
2 : เท่ากับกระแสลำดับเฟสลบ
3 : อนันต์
4 : ศูนย์
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 238 : ในการจำลองการเกิด Double line-to-ground fault จะต้องให้ Sequence network ต่อกันอย่างไร
1 : Sequence network ทั้งสามชุดต่อกันแบบอนุกรม
2 : Sequence network ทั้งสามชุดต่อกันแบบขนาน
3 : Positive sequence network และ Negative Sequence network ต่อกันแบบอนุกรม
4 : Positive sequence network และ Negative Sequence network ต่อกันแบบขนาน
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 239 :
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 240 : ถ้าเครื่องกำเนิดขณะไม่มีโหลด เกิดการลัดวงจรเฟสเดียวลงดิน ลำดับของอิมพีแดนซ์ทั้งสามลำดับ จะต่อกันอย่างไร?
1 : ต่อขนานกันหมด
2 : ต่ออนุกรมกันหมด
3 : ต่อขนานและอนุกรมกัน
4 : ต่ออนุกรมและขนานกัน
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 241 : การลัดวงจรแบบไม่สมมาตรแบบใด ไม่มีอิมพีแดนซ์ลำดับศูนย์เข้ามาเกี่ยวข้อง ?
1 : single line to ground fault
2 : double line to ground fault
3 : double line fault
4 : some line to ground fault
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 242 :
1 :


Ia(0)= 0 A

 


2 : Ia(0)=
3 : Ia(0)=
4 : Ia(0)=
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 243 :
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 244 :
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 245 :
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 246 :  เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสามเฟสเดินเครื่องแบบไร้โหลด ถ้าเกิดลัดวงจรแบบเฟสเดี่ยวลงดิน(single line to ground fault) ที่เฟส a ข้อใดถูกต้อง
1 :  Ia = 0 และ Ib = 0
2 :  Ib = 0 และ Ic = 0
3 :  Ic = 0 และ Ia = 0
4 :  ไม่มีข้อใดถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 247 :  เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสามเฟสเดินเครื่องแบบไร้โหลด ถ้าเกิดลัดวงจรแบบสองเฟสลงดิน(double line to ground fault) ที่เฟส b และ c ข้อใดถูกต้อง
1 :  Ia = 0
2 :  Ib = 0
3 :  Ic = 0
4 :  ไม่มีข้อใดถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 248 :  แรงดันเป็นแบบลำดับเฟสบวก ข้อใดถูกต้อง
1 :  มุมเฟสของแรงดันเฟส a, เฟส b และเฟส c คือ 0 องศา, 120 องศา และ 240 องศา ตามลำดับ
2 :  มุมเฟสของแรงดันเฟส a, เฟส b และเฟส c คือ 0 องศา, 240 องศา และ 120 องศา ตามลำดับ
3 :  มุมเฟสของแรงดันเฟส a, เฟส b และเฟส c คือ 0 องศา, -120 องศา และ 240 องศา ตามลำดับ
4 :  ไม่มีข้อใดถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 249 :  แรงดันเป็นแบบลำดับเฟสลบ ข้อใดถูกต้อง
1 :  มุมเฟสของแรงดันเฟส a, เฟส b และเฟส c คือ 0 องศา, 120 องศา และ 240 องศา ตามลำดับ
2 :  มุมเฟสของแรงดันเฟส a, เฟส b และเฟส c คือ 0 องศา, 240 องศา และ 120 องศา ตามลำดับ
3 :  มุมเฟสของแรงดันเฟส a, เฟส b และเฟส c คือ 0 องศา, -120 องศา และ 240 องศา ตามลำดับ
4 :  ไม่มีข้อใดถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 250 :  ถ้ |a| = |1| มีมุมเฟส 120 องศา และเป็นระบบลำดับเฟสบวก ข้อใดถูกต้อง

1 :  Vb = aVa , Vc = a2Va
2 :  Vb = a2Va , Vc = aVa
3 :  Vb = -a2Va , Vc = -aVa
4 :  ไม่มีข้อใดถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 251 :  ถ้า |a| = |1| มีมุมเฟส 120 องศา และเป็นระบบลำดับเฟสลบ ข้อใดถูกต้อง
1 :  Vb = aVa , Vc = a2Va
2 :  Vb = a2Va , Vc = aVa
3 :  Vb = -a2Va , Vc = -aVa
4 :  ไม่มีข้อใดถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 252 :  ในระบบ symmetrical component ข้อใดถูกต้อง
1 :  ลำดับเฟสศูนย์ มุมเฟสของแรงดันเฟส a, เฟส b และเฟส c เท่ากันหมด

 


2 :  ลำดับเฟสบวก มุมเฟสของแรงดันเฟส a, เฟส b และเฟส c เท่ากันหมด
3 :  ลำดับเฟสลบ มุมเฟสของแรงดันเฟส a, เฟส b และเฟส c เท่ากันหมด
4 :  ไม่มีข้อใดถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 253 : เครื่องกำเนิดมีพิกัด 20 MVA 13.8 kV และมี Xd=0.25 pu. มีรีแอคแตนซ์ลำดับลบ และศูนย์เท่ากับ 0.35 และ 0.1 pu. ตามลำดับ มีการต่อลงดินโดยตรง (Solidly grounded) จงหากระแสลัดวงจร Ia1 ที่ขั้วเครื่องกำเนิดเมื่อเกิดลัดวงจรแบบ double line to ground (b-c to ground)
1 :  –j1.43
2 :  –j1.667
3 :  –j3.05
4 :  –j4.12
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 254 : เครื่องกำเนิดมีพิกัด 20 MVA 13.8 kV และมี Xd=0.25 pu. มีรีแอคแตนซ์ลำดับลบ และศูนย์เท่ากับ 0.35 และ 0.1 pu. ตามลำดับ มีการต่อลงดินโดยตรง (Solidly grounded) จงหากระแสลัดวงจร Ia2 ที่ขั้วเครื่องกำเนิดเมื่อเกิดลัดวงจรแบบ double line to ground (b-c to ground)
1 :  j0.68
2 :  -j0.87
3 :  –j1.05
4 :  j1.22
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 255 :  เครื่องกำเนิดมีพิกัด 20 MVA 13.8 kV และมี Xd=0.25 pu. มีรีแอคแตนซ์ลำดับลบ และศูนย์เท่ากับ 0.35 และ 0.1 pu. ตามลำดับ มีการต่อลงดินโดยตรง (Solidly grounded) จงหากระแสลัดวงจร Ia0 ที่ขั้วเครื่องกำเนิดเมื่อเกิดลัดวงจรแบบ double line to ground (b-c to ground)
1 :  j0.93
2 :  j1.47
3 :  j1.85
4 :  j2.37
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 256 :  
1 :  
2 :  
3 :  
4 :  
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 257 :  
1 :  
2 :  
3 :  
4 :  
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 258 :  
1 :  
2 :  
3 :  
4 :  
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 259 :  
1 :  
2 :  
3 :  
4 :  
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 14 : Power system protection
ข้อที่ 260 : ข้อใดที่ไม่ใช่คุณสมบัติของระบบป้องกันที่ดี
1 : สามารถตรวจจับและแยกส่วนที่เกิดลัดวงจรออกจากระบบให้เร็วที่สุด
2 : สามารถจ่ายไฟได้ในส่วนอื่นๆ ที่ไม่เกิดลัดวงจรหลังจากที่แยกส่วนที่เกิดลัดวงจรออกจากระบบ เรียบร้อยแล้ว
3 : กระแสลัดวงจรบางครั้งที่เกิดขึ้นแม้มีขนาดไม่สูงมากนัก ระบบป้องกันที่ดีต้องสามารถแยกออกได้ว่ากระแสที่ไหลขณะนั้นปกติหรือเกิดลัดวงจรขึ้น
4 : ต้องทนแรงดันสูงได้ไม่น้อยกว่า 100kV
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 261 : ข้อใดคือส่วนประกอบของระบบป้องกันระบบไฟฟ้ากำลัง
1 : ทรานสดิวเซอร์
2 : รีเลย์ป้องกัน
3 : อุปกรณ์ตัดวงจร
4 : ถูกทุกข้อ
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 262 : รีเลย์แบบใดถูกใช้ในการป้องกันระบบไฟฟ้าแบบรัศมีสั้น (Short-radial system)
1 : Over-current relay
2 : Directional relay
3 : Differential relay
4 : Distance relay
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 263 : ค่าโหลดสูงสุดที่หม้อแปลงศักดาไฟฟ้า (potential transformer) สามารถทำงานได้โดยมีค่าความแม่นยำอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ในระบบป้องกันไฟฟ้ากำลังมีค่าเรียกว่าอะไร

1 : burden
2 : impedance ratio
3 : power ratio
4 : maximum power transfer
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 264 : ข้อใดถูกต้อง
1 : กับดักฟ้าผ่า (lightning arrester) มีหน้าที่ป้องกันแรงดันเกินและกระแสเกิน
2 : ฟิวส์ มีหน้าที่ป้องกันแรงดันเกินและกระแสเกิน
3 : ทั้ง กับดักฟ้าผ่า (lightning arrester) และ ฟิวส์ มีหน้าที่ป้องกันแรงดันเกิน
4 : ไม่มีข้อใดถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 265 : ข้อความต่อไปนี้ข้อใดไม่ถูกต้อง
1 : ปรากฎการณ์ฟ้าผ่าสามารถทำให้เกิดแรงดันเกินในระบบไฟฟ้ากำลัง
2 : การเปิดวงจรของเซอร์กิตเบรกเกอร์สามารถทำให้เกิดแรงดันเกินในระบบไฟฟ้ากำลัง
3 : การเกิดเฟอโรเรโซแนนซ์สามารถทำให้เกิดแรงดันเกินในระบบไฟฟ้ากำลัง
4 : การปรับค่าโหลดทีละน้อยสามารถทำให้เกิดแรงดันเกินในระบบไฟฟ้ากำลัง
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 266 : ถ้าระบบป้องกันสายป้อนของระบบจำหน่ายแบบเรเดียลในรูปข้างล่างใช้รีเลย์ป้องกันกระแสเกิน ค่า Time dial setting (TDS) ของรีเลย์ป้องกันตัวใดควรมีค่าต่ำที่สุด
1 : OC1
2 : OC2
3 : OC3
4 : OC4
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 267 : ในการป้องกันระบบไฟฟ้ากำลัง เราจะแยกรีเลย์ป้องกันออกโดยแบ่งตามระดับการป้องกัน ถ้าหากเราต้องการป้องกันเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหรือหม้อแปลงไฟฟ้า เราควรใช้การป้องกันลักษณะใดเป็นการป้องกันหลัก
1 : Primary relay
2 : Secondary relay
3 : Back-up relay
4 : Auxiliary relay
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 268 : Dropout fuse เป็นอุปกรณ์ป้องกันที่ใช้ในระบบจำหน่ายแรงสูง ทำหน้าที่ป้องกันอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือระบบจำหน่ายจากกระแสไฟฟ้าเกินพิกัด โดยปกติส่วนใหญ่จะใช้ในการป้องกันหม้อแปลงไฟฟ้าและสายเมนย่อยที่แยกจากสายเมนในระบบจำหน่ายในประเทศไทยนิยมใช้กระแสไม่เกินกี่แอมป์
1 : 100 A
2 : 150 A
3 : 200 A
4 : 250 A
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 269 : pickup value หมายถึง
1 : ค่าที่มากที่สุดทำให้รีเลย์ทำการปิดหน้าสัมผัสที่ปกติปิด หรือเปิดหน้าสัมผัสปกติเปิด
2 : ค่าที่น้อยที่สุดทำให้รีเลย์ทำการปิดหน้าสัมผัสที่ปกติปิด หรือเปิดหน้าสัมผัสปกติเปิด
3 : ค่าที่น้อยที่สุดของปริมาณที่กระตุ้นรีเลย์แล้วรีเลย์ทำงาน
4 : ค่าที่มากที่สุดของปริมาณที่กระตุ้นรีเลย์แล้วรีเลย์ทำงาน
5 : ค่าระบุชนิดของรีเลย์
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 270 : หม้อแปลงเฟสเดียวสองขดลวด 10 MVA 80 kV / 20 kV มีการป้องกันด้วยรีเลย์ผลต่าง ถ้าเลือก CT ด้านแรงดันสูงให้มีอัตราส่วน 150:5 จงเลือกอัตราส่วนของ CT ด้านแรงดันต่ำ
1 : 150:5
2 : 300:5
3 : 450:5
4 : 600:5
5 : 750:5
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 271 : กระแสอินเตอร์รัพท์ (Interupting current) ของเซอร์กิตเบรกเกอร์คืออะไร
1 : กระแสสูงสุดในครึ่งไซเคิลแรกหลังจากการลัดวงจร
2 : กระแสที่ไหลผ่านหน้าสัมผัสของเซอร์กิตเบรกเกอร์ในขณะกำลังจะเปิดวงจร
3 : กระแสต่ำสุดที่จะทำให้เซอร์กิตเบรกเกอร์เริ่มทำงาน
4 : กระแสลัดวงจรที่เกิดขึ้นในระบบ
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 272 : พิจารณาระบบป้องกันในรูป ถ้าเซอร์กิตเบรกเกอร์ B12 , B21 , B23 , B32 , B34 และ B43 ถูกควบคุมด้วยรีเลย์ป้องกันกระแสเกินและรีเลย์แบบรู้ทิศทาง ส่วนเซอร์กิตเบรกเกอร์ B1 และ B4 ถูกควบคุมด้วยรีเลย์ป้องกันกระแสเกินเท่านั้น ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง
1 : หากเกิดการลัดวงจรที่จุด P1 เฉพาะเซอร์กิตเบรกเกอร์ B34 และ B43 จะทำงาน
2 : หากเกิดการลัดวงจรที่จุด P2 เฉพาะเซอร์กิตเบรกเกอร์ B23 และ B32 จะทำงาน
3 : หากเกิดการลัดวงจรที่บัส 3 เฉพาะเซอร์กิตเบรกเกอร์ B23 และ B43 จะทำงาน
4 : หากเกิดการลัดวงจรที่บัส 2 เฉพาะเซอร์กิตเบรกเกอร์ B21 และ B23 จะทำงาน
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 273 : พิกัดการตัดกระแส (interrupting rating) กำหนดเป็นหน่วยอะไร ?
1 : kV, MV
2 : kA
3 : kVA, MVA
4 : kVAR, MVAR
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 274 : ระดับกระแสที่เซอร์กิตเบรกเกอร์สามารถรับได้ เมื่อหน้าสัมผัสของเซอร์กิตเบรกเกอร์ตัดกระแสเรียกว่าอะไร ?
1 : steady state current
2 : interrupting current
3 : momentary current
4 : subtransient current
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 275 : ถ้าเครื่องกำเนิดขณะไม่มีโหลด เกิดการลัดวงจรเฟสเดียวลงดิน ลำดับของอิมพีแดนซ์ทั้งสามลำดับ จะต่อกันอย่างไร?
1 : ต่อขนานกันหมด
2 : ต่ออนุกรมกันหมด
3 : ต่อขนานและอนุกรมกัน
4 : ต่ออนุกรมและขนานกัน
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 276 : ข้อใดไม่ใช่เงื่อนไขของฟิวส์ ที่ใช้ในการป้องกันหม้อแปลงจำหน่าย ซึ่งควรทนได้โดยไม่ทำงาน(หลอมละลาย) ?
1 : กระแสเสิร์จในสภาวะ transient ที่ไหลผ่านฟิวส์เนื่องจากฟ้าผ่า
2 : กระแสสนามไฟฟ้าพุ่งเข้า(inrush current)
3 : กระแสกระตุ้นหม้อแปลง
4 : ไม่มีข้อถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 277 : อุปกรณ์ป้องกันกระแสเกินที่ทำงานโดยการปลดวงจรและปิดซ้ำอย่างอัตโนมัติตามจำนวนครั้งที่ตั้งไว้เรียกว่าอะไร?
1 : Automatic Circuit Load Breaker
2 : Circuit Breaker
3 : Reclosers
4 : Interrupter
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 278 :
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 279 :
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 280 :
1 : CTa : 250/5 A.,CTb : 100/5 A., CTc : 50/5 A.

2 : CTa : 150/5 A.,CTb : 100/5 A., CTc : 50/5 A.

3 : CTa : 250/5 A.,CTb : 150/5 A., CTc : 50/5 A.

4 : CTa : 50/5 A.,CTb : 150/5 A., CTc : 250/5 A.

คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 281 :
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 15 : Transient Stability
ข้อที่ 282 : ข้อใดต่อไปนี้ที่ทำให้ระบบไม่มีเสถียรภาพ ในกรณีที่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและจ่ายไฟฟ้าผ่านสายส่งหรือสายจำหน่ายไปให้กับโหลด
1 : ใช้สายขนาดใหญ่ขึ้น
2 : ลดขนาดโหลดให้น้อยลง
3 : ลดระดับแรงดันทั้งระบบให้น้อยลง
4 : ใส่คาปาซิเตอร์อนุกรมกับสาย
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 283 : เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสองเครื่องพร้อมโหลดที่ต่ออยู่กับเครื่องกำเนิดทั้งสอง และต่อถึงกันด้วยสายส่ง ให้แรงดันของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้งสองให้มีค่าคงที่ สายส่งให้แทนด้วยวงจรสมมูล Pi ถ้าอย่างอื่นไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่ให้เปลี่ยนเฉพาะค่าความจุไฟฟ้าทั้งสองในวงจร Pi โดยการเปลี่ยนให้เปลี่ยนไปแต่มีค่าเท่ากัน กำลังไฟฟ้าจริงที่ส่งจากเครื่องกำเนิดด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง (real power transfer) จะมีค่าเป็นอย่างไร
1 : มีค่าเพิ่มขึ้นถ้าความจุเพิ่มขึ้น
2 : มีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อความจุลดลง
3 : มีค่าเท่าเดิม
4 : อาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 284 : ข้อใดคือ Swing Equation
1 :
2 :
3 :
4 : ถูกทุกข้อ
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 285 : ข้อใดคือ Power Angle Equation
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 286 : จาก Swing Equation ที่ให้มาสมการใดมี generator ขนาดใหญ่ที่สุด
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 287 : จาก Swing Equation ที่ให้มาสมการใดมี Power Angle curve สูงที่สุด
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 288 : ข้อใดคือความหมายของ Critical Clearing Time
1 : เวลาที่น้อยที่สุดในการกำจัดฟอล์ทแล้ว ระบบไฟฟ้ากำลังยังคงมีเสถียรภาพ
2 : เวลาที่มากที่สุดในการกำจัดฟอล์ทแล้วระบบไฟฟ้ากำลังยังคงมีเสถียรภาพ
3 : เวลาที่น้อยที่สุดในการกำจัดฟอล์ทแล้วระบบไฟฟ้ากำลังไม่มีเสถียรภาพ
4 : เวลาที่มากที่สุดในการกำจัดฟอล์ทแล้วระบบไฟฟ้ากำลังไม่มีเสถียรภาพ
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 289 : เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ Synchronous เครื่องหนึ่งมีจำนวนขั้ว ทั้งหมด 6 ขั้ว ถ้าเราต้องการให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้านี้ ผลิตสัญญาณไฟฟ้าที่ ความถี่ 50 Hz จะต้องหมุนมันด้วยความเร็ว Synchronous ซึ่งมีค่าเท่าใด
1 : 1000 rpm
2 : 2000 rpm
3 : 3000 rpm
4 : 4000 rpm
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 290 : การพิจารณาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้ากำลังโดยวิธีพื้นที่เท่ากัน (equal area criterion) เป็นการพิจารณาพื้นที่ใต้กราฟของความสัมพันธ์ในข้อใด
1 : ขนาดของแรงดันไฟฟ้าจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าซิงโครนัสกับมุม power angle
2 : ค่าอิมพีแดนซ์ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าซิงโครนัสกับความถี่ของกระแสไฟฟ้า
3 : ขนาดของแรงดันไฟฟ้ากับขนาดของกระแสไฟฟ้าของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าซิงโครนัส
4 : ค่ากำลังไฟฟ้าจริงของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าซิงโครนัสกับมุม power angle
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 291 : Swing equation เป็นสมการแสดงความสัมพันธ์ของข้อใด
1 : กระแสลัดวงจรกับมุม power angle
2 : ความเร็วของเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากับเวลา
3 : แรงดันไฟฟ้ากับมุม power angle
4 : มุม power angle กับเวลา
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 292 : ระบบส่งจ่ายไฟฟ้ากำลังระบบหนึ่งแสดงในรูป จงหากำลังไฟฟ้าส่งผ่านสูงสุด (Maximum power transfer) เมื่อคิดให้ความต้านทานสายส่งเป็นศูนย์
1 : 1.40 p.u.
2 : 1.1 p.u.
3 : 1.05 p.u.
4 : 1.0 p.u.
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 293 : จากรูปเป็นวงจรสมมูลหลังเกิดฟอลต์(เบรกเกอร์เปิดวงจรออก) Power angle equation ของระบบหลังเกิดฟอลต์มีค่าเท่าใด
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 294 : จากรูปเป็นวงจรสมมูลขณะเกิดฟอลต์ Power angle equation ของระบบขณะเกิดฟอลต์มีค่าเท่าใด
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 295 : จากรูปเป็นวงจรสมมูลก่อนเกิดฟอลต์ Power angle equation ของระบบก่อนเกิดฟอลต์มีค่าเท่าใด
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 296 : เสถียรภาพของระบบในสภาวะทรานเซียนต์ สามารถทำให้เพิ่มขึ้นโดยวิธีใด
1 : ลดแรงดันที่บัส
2 : ลดค่ารีแอกแตนซ์ของสายส่ง
3 : เพิ่มรีแอกแตนซ์ของสายส่ง
4 : ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 297 : ข้อใดเป็นวิธีเพิ่มเสถียรภาพในสภาวะคงตัว (Steady-state stability
1 : เพิ่มมุมกำลัง (power angle) การทำงานของระบบ
2 : เพิ่มค่ารีแอกแตนซ์ของสายส่ง
3 : ลดแรงดันที่บัส
4 : ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 298 : ข้อใดเป็นวิธีแก้สมการสวิงของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าซิงโครนัสในการวิเคราะห์เสถียรภาพ
1 : Newton-Raphson
2 : Gauss-Seidal
3 : Equal-Area Criterion
4 : ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 299 : วิธีใดต่อไปนี้ไม่ใช่วิธีแก้สมการสวิงของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าซิงโครนัส
1 : Newton-Raphson method
2 : Step by step method
3 : Equal-area criterion method
4 : Runge-Kutta method
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 300 : ข้อใดต่อไปนี้แสดงสมการการแกว่งเชิงกล-ไฟฟ้า (Swing Equation) ได้อย่างถูกต้อง
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 301 : ปัจจัยใดที่ถูกละเลยไปในการพิจารณาเสถียรภาพชั่วขณะของระบบด้วยหลักการ Equal Area Criterion
1 : จุดทำงานที่สภาวะอยู่ตัวก่อนเกิดการผิดพร่อง
2 : ลักษณะการเชื่อมโยงบัสทางไฟฟ้าของระบบ
3 : การหน่วงการแกว่งของโรเตอร์และกำลังสูญเสีย
4 : ความเร็วในการตอบสนองของอุปกรณ์ป้องกัน
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 302 : การศึกษาเกี่ยวกับเสถียรภาพของระบบไฟฟ้ากำลัง ช่วงที่ตอบสนองของระบบไฟฟ้าต่อการรบกวนขนาดใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นทันทีทันใด เช่น การเกิดฟอลต์ในสายส่ง คือช่วงใด
1 : ช่วงไดนามิก (dynamic)
2 : ช่วงแกว่ง (oscillation)
3 : ช่วงคงที่ (steady state)
4 : ช่วงทรานเซียนต์ (transient)
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 303 : ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับ Transient Stability
1 : เครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะสูญเสียการซิงโครไนซ์ถ้าแรงบิดทางกลมากขึ้นเรื่อยๆจนมุมใน Power Angle Equation เกิน 90 องศา
2 : เมื่อเกิด Fault ในระบบไฟฟ้าจะทำให้มุมกำลังมีแนวโน้มมากขึ้น
3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 304 : ข้อใดต่อไปนี้ไม่ได้ช่วยปรับปรุงเสถียรภาพของระบบไฟฟ้ากำลัง
1 : ใช้สายส่งแบบบันเดิล
2 : ใช้ระบบเอ็กไซเตอร์ชนิดความเร็วสูง
3 : ชดเชยสายส่งแบบอนุกรมด้วยตัวเก็บประจุ
4 : ลดระดับแรงดันของระบบให้ต่ำลง
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 305 : เครื่องกำเนิดไฟฟ้าซิงโครนัสต่อผ่านหม้อแปลงและสายส่งไปยังอินฟินิตบัสดังแสดงในรูป หากอินฟินิตบัสรับกำลังจริง 1.0 pu. ที่ตัวประกอบกำลัง 0.8 ล้าหลัง สมการในข้อใดต่อไปนี้เป็นสมการกำลังไฟฟ้า-มุมโรเตอร์ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดังกล่าว
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 306 : ความสัมพันธ์ในการตอบสนองของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าซิงโครนัสต่อการเพิ่มกำลังไฟฟ้าของโหลดอย่างช้าๆ เป็นเสถียรภาพแบบใด ?
1 : steady-state stability
2 : voltage stability
3 : temporary stability
4 : transient stability
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 307 : ข้อใดไม่ส่งผลให้เกิด transient stability ?
1 : การรบกวนขนาดเล็ก
2 : การเกิด fault ที่สายส่ง
3 : การสวิตชิงสายส่งหรือเครื่องกำเนิด
4 : สายส่งขาด
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 308 : เมื่อเกิดการรบกวนขนาดใหญ่ ที่เกิดขึ้นทันทีทันใด จะไปมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงข้อใดมากที่สุด ?
1 : ความเร็วโรเตอร์
2 : มุมกำลัง
3 : ความเร็วโรเตอร์และมุมกำลัง
4 : ไม่มีข้อถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 309 : การตั้งค่าเครื่องควบคุมแรงดันกระตุ้นของเครื่องกำเนิด จะมีผลต่อค่าใดมาก ?
1 : ค่า P
2 : ค่า Q
3 : ทั้งค่า P และ ค่า Q
4 : ไม่มีผลต่อทั้งค่า P และ ค่า Q
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 310 : การปรับวาลควบคุมไอน้ำของเครื่องกำเนิด จะมีผลต่อค่าใดมาก ?
1 : ค่า P
2 : ค่า Q
3 : ทั้งค่า P และ ค่า Q
4 : ไม่มีผลต่อทั้งค่า P และ ค่า Q
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 311 : สมการใดที่มักนำมาใช้เป็นพื้นฐานเพื่อศึกษาเสถียรภาพแบบ transient ?
1 : สมการ slack equation
2 : voltage regulation equation
3 : angular displacement equation
4 : swing equation
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 312 : การแยก fault ออกก่อนที่ระบบจะมีมุมโรเตอร์ เกินค่าวิกฤตค่าหนึ่ง เรียกมุมนี้ว่ามุมอะไร ?
1 : critical clearing angle
2 : critical clearing time
3 : critical clearing time angle
4 : clearing time angle
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 313 : หลักเกณฑ์พื้นที่เท่ากัน จะใช้ประโยชน์ในการหาอะไร?
1 : หา critical current ได้
2 : หา clearing speed ได้
3 : หา critical clearing time สอดคล้องกับมุม critical clearing angleได้
4 : หา clearing speed สอดคล้องกับ clearing time ได้
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 314 : จากรูป จงหา Power-angle equation
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 315 : จากรูปข้างล่าง ที่สภาวะอยู่ตัว (Steady State) กำลังงานกล (Mechanical Power, Pm) มีค่าเท่ากับ 1 เปอร์ยูนิต จงหากำลังไฟฟ้า(Electrical Power, Pe)
1 : 1 เปอร์ยูนิต
2 : 2 เปอร์ยูนิต
3 : 3 เปอร์ยูนิต
4 : 4 เปอร์ยูนิต
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 316 : จากรูปข้างล่าง ที่สภาวะอยู่ตัว (Steady State) กำลังไฟฟ้า(Electrical Power, Pe) มีค่าเท่ากับ 1.2 เปอร์ยูนิต จงหากำลังงานกล (Mechanical Power, Pm)
1 : 1.0 เปอร์ยูนิต
2 : 1.2 เปอร์ยูนิต
3 : 2 เปอร์ยูนิต
4 : 3 เปอร์ยูนิต
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 317 :
1 : 10 องศา
2 : 20 องศา
3 : 30 องศา
4 : 40 องศา
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 318 :
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 319 :
1 : 1.00 เปอร์ยูนิต
2 : 1.05 เปอร์ยูนิต
3 : 2.10 เปอร์ยูนิต
4 : 0.525 เปอร์ยูนิต
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 320 :
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 321 :
1 : 0.5
2 : 1.0
3 : 1.5
4 : 2.1
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 322 :
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 323 :
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 324 :  ในระบบส่งจ่ายไฟฟ้ากำลัง หากความถี่เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าค่าความถี่กำหนดเล็กน้อย เช่น 50.1 Hz ข้อใดถูกต้อง
1 :  เครื่องกำเนิดไฟฟ้าในระบบจ่ายกำลังงานไฟฟ้าน้อยกว่าผลรวมโหลดกับกำลังสูญเสียในสายส่ง
2 :  เครื่องกำเนิดไฟฟ้าในระบบจ่ายกำลังงานไฟฟ้ามากกว่าผลรวมโหลดกับกำลังสูญเสียในสายส่ง
3 :  ควรต่อตัวเก็บประจุขนานเข้าบัสที่ต่อโหลด
4 :

 ไม่มีข้อใดถูกต้อง

 


คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 325 :  ลักษณะของเส้นโค้งกำลัง (power curve) เป็นอย่างไร
1 :  เส้นตรง
2 :  เอกซ์โปแนนเชียล
3 :  รูปซายน์ครึ่งซีกด้านบวก
4 :  ไม่มีข้อใดถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 326 :  ข้อต่อไปนี้ข้อใดที่ระบบจ่ายไฟฟ้ากำลังมีเสถียรภาพ
1 :  ความถี่ของระบบมีการแกว่ง ขนาดเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยแล้วเข้าสู่สภาวะอยู่ตัว
2 :  หลังจากเกิดลัดวงจร อุปกรณ์ป้องกันทำหน้าที่เปิดวงจรนานกว่าเวลาวิกฤต(critical time)
3 :  มุมโรเตอร์(power angle)มีค่าอยู่ระหว่าง 90 – 180 องศา
4 :  ไม่มีข้อใดถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 327 :

 ในขณะจ่ายโหลดสมดุล หากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่ทำงาน

ผิดปกติจนอุปกรณ์ป้องกันทำงาน และถูกตัดออกจากระบบ ข้อใดถูกต้อง

1 :  ความถี่ระบบจะสูงขึ้น
2 :  ความถี่ในระบบต่ำจะลง
3 :  ความถี่ในระบบคงเดิม
4 :  ไม่มีข้อใดถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 328 :  ในระบบส่งจ่ายหนึ่งมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจ่ายกำลังไฟฟ้าให้โหลดผ่านสายส่ง ถ้าหากต้องการเพิ่มกำลังไฟฟ้าสูงสุด (Pmax) ที่สามารถส่งผ่านสายส่งเพื่อจ่ายให้โหลดต้องทำอย่างไร
1 :   เพิ่มโหลด
2 :  ลดแรงดันด้านโหลด
3 :  เพิ่มจำนวนวงจรของสายส่งขนานกับสายส่งเดิม
4 :  ไม่มีข้อใดถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 329 :  ระบบส่งจ่ายไฟฟ้าระบบหนึ่ง มีสายส่งจำนวน 2 วงจรต่อขนาน หากสายส่งถูกตัดออกจากระบบไป 1 วงจร จะเกิดอะไรขึ้น
1 :  กำลังไฟฟ้าสูงสุด (Pmax) ที่สามารถส่งผ่านสายส่งลดลง
2 :  กำลังไฟฟ้าสูงสุด (Pmax) ที่สามารถส่งผ่านสายส่งเพิ่มขึ้น
3 :  กำลังไฟฟ้าสูงสุด (Pmax) ที่สามารถส่งผ่านสายส่งเท่าเดิม

 


4 :  ไม่มีข้อใดถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 16 : Economic Operation
ข้อที่ 330 : การเรียนเรื่องการจ่ายโหลดอย่างประหยัด( Economic Dispatch) มีประโยชน์อย่างไร?
1 : เพื่อหากำลังไฟฟ้าจากเครื่องกำเนิดเพื่อให้ความสูญเสียรวมต่ำสุด
2 : เพื่อหากำลังไฟฟ้ารวมจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้มีค่ากำลังไฟฟ้ารวมน้อยที่สุด
3 : เพื่อให้ค่าใช้จ่ายต่อกำลังไฟฟ้าของแต่ละเครื่องกำเนิดมีค่าใช้จ่ายต่ำสุด
4 : เพื่อให้ค่าใช้จ่ายรวมของเชื้อเพลิงที่ใช้กับเครื่องกำเนิดรวมต่ำสุด
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 331 : ผลที่ได้จากการศึกษา จ่ายโหลดอย่างประหยัด( Economic Dispatch) คืออะไร
1 : ได้ค่ากำลังไฟฟ้า P เฉพาะเครื่องกำเนิดเฉพาะเครื่องที่ให้ค่าเชื้อเพลิงต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับเครื่องกำเนิดอื่นๆ
2 : ได้ค่ากำลังไฟฟ้า P ของเครื่องกำเนิดทุกเครื่องที่ให้ค่ากำลังไฟฟ้า/ค่าเชื้อเพลิง มีค่าต่ำที่สุดทุกเครื่อง
3 : ได้ค่ากำลังไฟฟ้า P ของเครื่องกำเนิดทุกเครื่องที่ให้ค่า d(ค่าเชื้อเพลิง)/dP ต่ำที่สุด
4 : ได้ค่ากำลังไฟฟ้า P ของเครื่องกำเนิดทุกเครื่องที่ให้ค่า d(ค่าเชื้อเพลิง)/dP มีค่าเท่ากันทุกเครื่อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 332 : เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสองเครื่อง แต่ละเครื่องมีค่าการเปลี่ยนแปลงของกำลังไฟฟ้าต่อค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงดังนี้ dF1/dP1=P1 สำหรับเครื่องที่ 1 dF2/dP2=P2 สำหรับเครื่องที่ 2 ให้หาค่า P1 และ P2 ที่ให้ค่าเชื้อเพลิงรวมต่ำที่สุดเมื่อจ่ายโหลดรวมกัน 100MW
1 : P1=50 MW, P2=50 MW
2 : P1=70 MW, P2=30 MW
3 : P1=60 MW, P2=40MW
4 : P1=30 MW, P2=70MW
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 333 : เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสองเครื่องมีการเปลี่ยนแปลงของเชื้อเพลิงต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงเป็นดังนี้ dF1/dP1=P1+20 dF2/dP2=P2+40 ถ้า P1=40 และสมมุติระบบจ่ายไฟฟ้าแบบการจ่ายโหลดแบบประหยัด (Economic Dispatch) เครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่สองควรจ่ายไฟฟ้าเท่าใด และโหลดรวมทั้งหมดเป็นเท่าใด
1 : P2=40 โหลดรวม =80
2 : P2=60 โหลดรวม =100
3 : P2=20 โหลดรวม =60
4 : P2=80 โหลดรวม =120
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 334 : โรงจักรไฟฟ้าแห่งหนึ่งมีค่า Incremental Fuel Cost =500 บาท/MWh หมายความว่าอะไร
1 : ค่าใช้จ่ายในการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด 500 บาทต่อ MW
2 : ค่าใช้จ่ายในการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด 500 บาทต่อ MW ต่อ ชั่วโมง
3 : เมื่อ output ของโรงจักรเพิ่มขึ้น 1 MW ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 500 บาทต่อชั่วโมง
4 : เมื่อ output ของโรงจักรเพิ่มขึ้น 1 MW ค่าใช้จ่ายลดลง 500 บาท ต่อชั่วโมง
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 335 : โรงจักรไฟฟ้าแห่งหนึ่งมี เครื่องกำเนิดไฟฟ้า 2 เครื่อง โดยมี Incremental fuel cost ตามสมการด้านล่าง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้ง 2 จะทำงานภายใต้การจ่าย load อย่างประหยัด ก็ต่อเมื่อ
1 :
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 336 : ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้อง
1 : กำลังไฟฟ้าสูญเสีย (Power losses) แปรผกผันกับโหลดของระบบ
2 : เมื่อคิดที่ค่ากำลังไฟฟ้าเดียวกัน เครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่มีค่าต้นทุนส่วนเพิ่ม (Incremental cost) ต่ำสุด ควรกำหนดให้มีปริมาณการผลิตต่ำสุด
3 : ตัวประกอบปรับโทษ (Penalty factor) ของหน่วยผลิตไฟฟ้าที่ต่อเชื่อม ณ บัสเดียวกัน อาจจะมีค่าไม่เท่ากัน
4 : ต้นทุนหน่วยท้ายสุดของระบบ (System marginal cost) แปรผันตรงกับโหลดของระบบ
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 337 : ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาการจ่ายโหลดอย่างประหยัด
1 : ต้นทุนราคาเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตกำลังไฟฟ้า
2 : ช่วงเวลาที่โรงจักรไฟฟ้าแต่ละแห่งทำการจ่ายโหลด
3 : incremental transmission loss
4 : ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 338 : ระบบส่งจ่ายไฟฟ้ากำลังระบบหนึ่ง ประกอบด้วย 2 บัส ดังแสดงในรูป ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและขีดจำกัดเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แสดงดังนี้ เครื่องที่ 1 F1(P1) = 1700P1 (Baht/MWh), 100 < P1 < 400 MW เครื่องที่ 2 F2(P2) = 1800P2 (Baht/MWh), 100 < P2 < 400 MW ถ้าสายส่งมีขีดจำกัดที่ 150 MW จงหาว่าแต่ละเครื่องควรผลิตไฟฟ้าเท่าใดที่ทำให้ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงต่ำสุด เมื่อโหลดรวมทั้งหมด 300 MW และสมมุติไม่มีกำลังสูญเสีย
1 : P1 = 200 MW, P2 = 100 MW
2 : P1 = 300 MW, P2 = 0 MW
3 : P1 = 250 MW, P2 = 50 MW
4 : P1 = 100 MW, P2 = 200 MW
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 339 : ระบบส่งจ่ายไฟฟ้ากำลังระบบหนึ่ง ประกอบด้วย 2 บัส ดังแสดงในรูป ต้นทุนการผลิต และขีดจำกัดเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แสดงดังนี้ เครื่องที่ 1 F1(P1) = 1700P1 (Baht/MWh), 100 < P1 < 400 MW เครื่องที่ 2 F2(P2) = 1800P2 (Baht/MWh), 100 < P2 < 400 MW ถ้าสายส่งมีขีดจำกัด 150 MW จงหาว่าแต่ละเครื่องควรผลิตไฟฟ้าเท่าใดที่ทำให้ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงต่ำสุดและไม่เกินขีดจำกัด โหลดรวม 400 MW และสมมติไม่มีการสูญเสีย
1 : P1 = 200 MW, P2 = 200 MW
2 : P1 = 400 MW, P2 = 0 MW
3 : P1 = 250 MW, P2 = 150 MW
4 : P1 = 100 MW, P2 = 300 MW
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 340 : วัตถุประสงค์ในการจ่ายโหลดอย่างประหยัดระหว่างเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Economic Load Dispatch) คือข้อใด
1 : การสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าเพื่อให้เกิดการใช้กำลังงานไฟฟ้าน้อยที่สุด
2 : การสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าเพื่อให้เกิดการใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้ามากที่สุด
3 : การสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าเพื่อให้เกิดการสูญเสียต่ำที่สุด
4 : การสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าเพื่อให้เกิดต้นทุนการผลิตต่ำสุด
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 341 : อัตราค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องกำเนิด 2 เครื่อง เป็นดังสมการข้างล่างนี้ ค่ากำลังไฟฟ้าสูงสุดและต่ำสุดที่เครื่องกำเนิดทั้งสองจะจ่ายได้ คือ 125 และ 20 MW ตามลำดับ เมื่อโหลดมีขนาด 180 MW จงหาขนาดของกำลังไฟฟ้าที่เครื่องกำเนิดแต่ละเครื่องจ่ายโหลดอย่างประหยัด
1 : P1 = 60 MW P2= 120 MW
2 : P1 = 70 MW P2= 110 MW
3 : P1 = 80 MW P2= 100 MW
4 : P1 = 90 MW P2= 90 MW
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 342 : การวิเคราะห์การจ่ายโหลดอย่างประหยัดในระบบไฟฟ้ากำลังนั้นการจ่ายโหลดอย่างประหยัดระหว่างโรงจักร (economic operation between plants) จะแตกต่างจากการจ่ายโหลดอย่างประหยัดภายในโรงจักร(economic operation between units within a plants) คืออะไร
1 : ต้องคิดโหลดรวมทั้งหมดของระบบ
2 : ต้องคิดกำลังไฟฟ้าสูญเสียในสายส่ง
3 : ต้องคิดค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดของทุกโรงจักร
4 : ต้องคิดความสัมพันธ์ระหว่างค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงและกำลังไฟฟ้าที่ได้
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 343 : โรงต้นขนาดใหญ่ได้รับกำลังไฟฟ้าจาก 3 หน่วยกำเนิดที่มีฟังก์ชัน IC(incremental cost) ดังนี้ IC1 = 8.8 + 0.01 PG1 $/MWh , IC2 = 10.2 + 0.015 PG2 $/MWh และ IC3 = 12.1 + 0.02 PG3 $/MWh หากโรงต้นได้ดำเนินการจ่ายไฟฟ้าแบบประหยัดเหมาะที่สุด(optimal economic dispatch) สำหรับความต้องการกำลัง PD = 800 MW จงหาว่าหน่วยกำเนิด PG1 จ่ายกำลังไฟฟ้าเท่าใด
1 : 458.5 MW
2 : 468.5 MW
3 : 478.5 MW
4 : 488.5 MW
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 344 : โรงต้นมี 2 หน่วยการผลิตที่มีฟังก์ชัน IC(incremental cost) ดังนี้ IC1 = 0.0080 PG1 + 8.0 $/MWh และ IC2 = 0.0096 PG2 + 6.4 $/MWh โดยทั้ง 2 หน่วยต้องทำงานตลอดเวลาซึ่งมีภาระแปรค่าตั้งแต่ 250 ถึง 1250 MW ขณะที่ค่าขีดจำกัดสูงสุดและต่ำสุดของแต่ละหน่วยคือ 625 และ 100 MW ตามลำดับ ถ้าภาระของโรงต้นเท่ากับ 350 MW จงหาว่าแต่ละหน่วยควรจ่ายกำลังไฟฟ้าอย่างไรจึงจะเป็นการจ่ายไฟฟ้าแบบประหยัดเหมาะที่สุด
1 : หน่วยที่ 1: 100 MW หน่วยที่ 2: 250 MW
2 : หน่วยที่ 1: 110 MW หน่วยที่ 2: 240 MW
3 : หน่วยที่ 1: 120 MW หน่วยที่ 2: 230 MW
4 : หน่วยที่ 1: 130 MW หน่วยที่ 2: 220 MW
5 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 345 : การจัดสรรกำลังผลิตตามหลักเศรษฐศาสตร์ มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร
1 : ลดกำลังสูญเสียในระบบให้มีค่าต่ำสุด
2 : ทำให้ค่าเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้ามีค่าต่ำสุด
3 : ปรับปรุงเสถียรภาพของระบบ
4 : เพิ่มประสิทธิภาพของสายส่ง
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 346 :


กำหนดฟังก์ชันต้นทุนเชื้อเพลิงของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า / ยูนิตดังนี้

C1(P1)=100+2(P1)+0.005(P1)(P1) $/h

C2(P2)=200+2(P2)+0.01(P2)(P2) $/h

โดยที่ P1 และ  P2 มีหน่วยเป็น MW  หากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้งสองยูนิตช่วยกันจ่ายโหลด 450 MW จงจัดสรรกำลังผลิตตามหลักเศรษฐศาสตร์

1 : P1 = 200 MW และ P2 = 250 MW
2 : P1 = 250 MW และ P2 = 200 MW
3 : P1 = 300 MW และ P2 = 150 MW
4 : P1 = 350 MW และ P2 = 100 MW
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 347 : ถ้าเครื่องกำเนิดมี 2 หน่วยในโรงไฟฟ้าเดียวกัน แต่มีต้นทุนส่วนเพิ่มไม่เท่ากัน การแบ่งจ่ายโหลด ควรทำอย่างไร?
1 : ควรแบ่งจ่ายโหลดแต่ละเครื่องเท่าๆ กัน
2 : ควรโอนถ่ายโหลดจากเครื่องที่มีต้นทุนส่วนเพิ่มของเชื้อเพลิงสูงมาให้เครื่องที่มีต้นทุนส่วนเพิ่มของเชื้อเพลิงน้อย
3 : ควรโอนถ่ายโหลดจากเครื่องที่มีต้นทุนส่วนเพิ่มของเชื้อเพลิงน้อยมาให้เครื่องที่มีต้นทุนส่วนเพิ่มของเชื้อเพลิงสูง
4 : ไม่มีข้อถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 348 : ตามหลักเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์สำหรับการจ่ายโหลดระหว่างเครื่องกำเนิดมี n หน่วยในโรงไฟฟ้าเดียวกัน ควรทำอย่างไร?
1 : ต้องเดินเครื่อง เฉพาะเครื่องที่มีต้นทุนส่วนเพิ่มของเชื้อเพลิงน้อยๆ ก่อน
2 : ต้องเดินเครื่อง เฉพาะเครื่องที่มีต้นทุนส่วนเพิ่มของเชื้อเพลิงมากๆ ถ้าไม่พอจึงค่อยเดินเครื่องอื่นๆ
3 : ต้องเดินเครื่องให้มีต้นทุนส่วนเพิ่มของเชื้อเพลิงที่ค่าเดียวกัน
4 : ต้องเดินเครื่องให้มีกำลังอินพุตใกล้เคียงกันกำลังไฟฟ้าเอาต์พุต
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 349 : มีการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้งสองเครื่องคือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าG1 และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าG2 เพื่อ ช่วยกันจ่ายโหลดดังรูปบน ส่วนรูปล่างแสดงต้นทุนผลิตหน่วยสุดท้าย(IC, Incremental cost) โดย IC1 คือต้นทุนผลิตหน่วยสุดท้ายของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า G1, IC2 คือต้นทุนผลิตหน่วยสุดท้ายของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าG2 และ P คือกำลังไฟฟ้า จงหาโหลดรวม
1 : 50 MW
2 : 100 MW
3 : 150 MW
4 : 200 MW
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 350 : มีการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้งสองเครื่องคือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าG1 และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าG2 เพื่อ ช่วยกันจ่ายโหลด ดังรูปบน ส่วนรูปล่างแสดงต้นทุนผลิตหน่วยสุดท้าย(IC, Incremental cost) โดย IC1 คือต้นทุนผลิตหน่วยสุดท้ายของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า G1, IC2 คือต้นทุนผลิตหน่วยสุดท้ายของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าG2 และ P คือกำลังไฟฟ้า จงหาต้นทุนหน่วยสุดท้ายในการจ่ายโหลดรวม 150 MW
1 : 50 Baht/MW
2 : 100 Baht/MW
3 : 1000 Baht/MW
4 : 2000 Baht/MW
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 351 : มีการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้งสองเครื่องคือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าG1 และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าG2 เพื่อ ช่วยกันจ่ายโหลดรวม 150 MWดังรูปบน ส่วนรูปล่างแสดงต้นทุนผลิตหน่วยสุดท้าย(IC, Incremental cost) โดย IC1 คือต้นทุนผลิตหน่วยสุดท้ายของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า G1, IC2 คือต้นทุนผลิตหน่วยสุดท้ายของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าG2 และP คือกำลังไฟฟ้า จงหา P1 และ P2 (กำลังไฟฟ้าของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า G1 และ G2 )
1 : P1 = 50 MW, P2 = 100 MW
2 : P1 = 100 MW, P2 = 50 MW
3 : P1 = 150 MW, P2 = 100 MW
4 : P1 = 150 MW, P2 = 2000 MW
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 352 :

ระบบจ่ายไฟแห่งหนึ่ง มีการเดินเครื่องเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสองเครื่องคือ G1 และ G2 เพื่อช่วยกันจ่ายโหลด  60 MW แบบไม่มีกำลังสูญเสียในสายส่ง โดยมีต้นทุนผลิตหน่วยสุดท้ายดังนี้ 

IC1(P1) = 7 + 0.002P1 $/MWh, 20<P1<100 MW
 

IC2(P2) = 10 + 0.004P2 $/MWh, 20<P2<100 MW
 

จงหา P1 (กำลังจริงของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า G1 ) และ P2 (กำลังจริงของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า G2 )

1 : P1 = 20 MW, P2 = 40 MW
2 : P1 = 40 MW, P2 = 20 MW
3 : P1 = 0 MW, P2 = 60 MW
4 : P1 = 60 MW, P2 = 0 MW
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 353 :

จากรูป มีการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้งสองเครื่องคือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าG1 และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าG2 เพื่อ ช่วยกันจ่ายโหลด 110 MW

โดย P1 และ P2 (กำลังไฟฟ้าของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าG1 และ G2)

IC1(P1) = 1700 Baht/MWh , 50<P1<200 MW

IC2(P2) = 1500 Baht/MWh, 50<P2<200 MW

เมื่อ IC1(P1) คือต้นทุนผลิตหน่วยสุดท้ายของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าG1และ IC2(P2) คือต้นทุนผลิตหน่วยสุดท้ายของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าG2 โดย P1 = 50 MW และ P2 = 60 MW หากโหลดเพิ่มขึ้นเป็น120 MW จงหา P1และ P2

1 : P1 = 0 MW, P2 = 120 MW
2 : P1 = 120 MW, P2 = 0 MW
3 : P1 = 60 MW, P2 = 60 MW
4 : P1 = 50 MW, P2 = 70 MW
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 354 :

ระบบจ่ายไฟแห่งหนึ่ง มีการเดินเครื่องเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสองเครื่องคือ G1 และ G2 เพื่อช่วยกันจ่ายโหลด  130 MW แบบไม่มีกำลังสูญเสียในสายส่ง โดยมีต้นทุนผลิตหน่วยสุดท้ายดังนี้
IC1(P1) = 1700 Baht/MWh, 50<P1<200 MW

IC2(P2) = 1500 Baht/MWh, 50<P2<200 MW
 

จงหา P1 (กำลังจริงของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า G1 ) และ P2 (กำลังจริงของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า G2 )

 

1 : P1 = 0 MW, P2 = 130 MW
2 : P1 = 130 MW, P2 = 0 MW
3 : P1 = 60 MW, P2 = 70 MW
4 : P1 = 50 MW, P2 = 80 MW
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 355 :

จากรูป มีการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้งสองเครื่องคือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าG1 และG2 เพื่อ ช่วยกันจ่ายโหลด 120 MW โดย P1 และ P2 คือกำลังไฟฟ้าของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า G1 และ G2)

IC1(P1) = 1700 Baht/MWh , 50<P1<200 MW

IC2(P2) = 1500 Baht/MWh, 50<P2<200 MW

เมื่อ IC1(P1) และ IC2(P2) คือต้นทุนผลิตหน่วยสุดท้ายของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าG1 และ G2 โดย P1 = 50 MW และ P2 = 70 MW หากโหลดลดลงเป็น110 MW จงหา P1และ P2

1 : P1 = 0 MW, P2 = 110 MW
2 : P1 = 110 MW, P2 = 0 MW
3 : P1 = 50 MW, P2 = 60 MW
4 : P1 = 55 MW, P2 = 55 MW
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 356 :

จากรูป มีการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้งสองเครื่องคือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าG1 และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าG2 เพื่อ ช่วยกันจ่ายโหลดโดยมีต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการผลิตกำลังไฟฟ้าของ G1 และ G2 ดังนี้

F1(P1) = 1800(P1) +(2.0)(P1)(P1) Baht, 50<P1<250MW

F2(P2) = 1500(P2) +(1.0)(P2)(P2) Baht, 50<P2<250 MW

หากต้นทุนผลิตหน่วยสุดท้ายในการผลิตกำลังไฟฟ้าเท่ากับ 2000 Baht/MWh จงหา P1 และ P2 (กำลังไฟฟ้าของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าG1 และ G2)

1 : P1 = 250 MW, P2 = 250 MW
2 : P1 = 50 MW, P2 = 250 MW
3 : P1 = 100 MW, P2 = 250 MW
4 : P1 = 150 MW, P2 = 150 MW
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 357 :

จากรูป มีการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้งสองเครื่องคือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าG1 และG2 เพื่อช่วยกันจ่ายโหลดโดยมีต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการผลิตกำลังไฟฟ้าของ G1 และ G2 ดังนี้

F1(P1) = 1800(P1) +(2.0)(P1)(P1) Baht, 50<P1<250 MW

F2(P2) = 1500(P2) +(1.0)(P2)(P2) Baht, 50<P2<250 MW

โดย P1 และ P2 คือกำลังไฟฟ้าของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าG1 และG2 หากต้นทุนผลิตหน่วยสุดท้ายในการผลิตกำลังไฟฟ้าเท่ากับ 2000 Baht/MWh จงหาโหลดรวม

1 : 250 MW
2 : 300 MW
3 : 400 MW
4 : 500 MW
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 358 :

จากรูป มีการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้งสองเครื่องคือG1และG2 เพื่อช่วยกันจ่ายโหลด100MW โดยP1,P2คือกำลังไฟฟ้าของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าG1,G2

โดยIC1(P1)=9.5+0.03P1 $/MWh, 20<P1<100 MW,

IC2(P2) =10+0.04P2 $/MWh, 20<P2<100 MW

เมื่อ IC1(P1)และ IC2(P2)คือต้นทุนผลิตหน่วยสุดท้ายของG1,G2หากทำการจัดสรรด้วยวิธีต้นทุนหน่วยสุดท้ายเท่ากันจะได้P1=64MWและP2=36MWจงเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตกับการจ่ายไฟแบบเฉลี่ยที่ P1=50MWและP2=50MW

1 : วิธีต้นทุนหน่วยสุดท้ายเท่ากันมีต้นทุนการผลิตมากกว่าวิธีจ่ายไฟแบบเฉลี่ย 10 $
2 : วิธีต้นทุนหน่วยสุดท้ายเท่ากันมีต้นทุนการผลิตน้อยกว่าวิธีจ่ายไฟแบบเฉลี่ย 10 $
3 : วิธีต้นทุนหน่วยสุดท้ายเท่ากันมีต้นทุนการผลิตมากกว่าวิธีจ่ายไฟแบบเฉลี่ย 10 $
4 : วิธีต้นทุนหน่วยสุดท้ายเท่ากันมีต้นทุนการผลิตน้อยกว่าวิธีจ่ายไฟแบบเฉลี่ย 7 $
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 359 :  

ในระบบจ่ายไฟฟ้ากำลังระบบหนึ่งมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 2 ตัวต่อขนานกันเพื่อจ่ายโหลด 1 ชุดผ่านสายส่ง 1 วงจร หากปลายทางเป็นโหลดขนาด 100 MW กำลังสูญเสียในสายส่งเท่ากับ 4 MW เครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 1 จ่ายกำลังไฟฟ้า 50 MW จงหากำลังไฟฟ้าที่จ่ายออกจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 2

1 : 50 MW
2 : 52 MW
3 : 54 MW
4 : 46 MW
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 360 :  

ในระบบจ่ายไฟฟ้ากำลังระบบหนึ่งมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 2 ตัวต่อขนานกันเพื่อจ่ายโหลด 1 ชุดผ่านสายส่ง 1 วงจร หากปลายทางเป็นโหลดขนาด 100 MW เครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 1 จ่ายกำลังไฟฟ้า 40 MW เครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 2 จ่ายกำลังไฟฟ้า 65 MW จงหากำลังสูญเสียในสายส่ง

1 : 5 MW
2 : 6 MW
3 : 7 MW
4 : 8 MW
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 361 :  

ในระบบจ่ายไฟฟ้ากำลังระบบหนึ่งมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 2 ตัวจ่ายต่อขนานกันเพื่อโหลด 1 ชุดผ่านสายส่ง 1 วงจร เครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 1 จ่ายกำลังไฟฟ้า 40 MW เครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 2 จ่ายกำลังไฟฟ้า 65 MW กำลังสูญเสียในสายส่งเท่ากับ 5 MW จงหาขนาดโหลดปลายทาง

1 : 90 MW
2 : 95 MW
3 : 100 MW
4 : 105 MW
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 362 : ขีดจำกัดกำลังงานเอาพุตเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 1 50 < PG1 < 100 MW     ขีดจำกัดกำลังงานเอาพุต เครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 2 50 < PG2 < 100 MW    ขีดจำกัด กำลังงานเอาพุตเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 3 50 < PG3 < 100 MW  หากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 1, 2 และ 3 จ่ายกำลังไฟฟ้าเท่ากับ 50, 100 และ 70 MW ตามลำดับ และให้ FLACi (Full load average cost) คือค่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยขณะจ่ายโหลดเต็มพิกัดของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ i  ข้อใดถูกต้อง
1 :  

FLAC1 < FLAC2 < FLAC3


2 :  

FLAC1 >FLAC2 > FLAC3


3 :  

FLAC2 < FLAC3 < FLAC1


4 :  ไม่มีข้อใดถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 363 :  

ขีดจำกัดกำลังงานเอาพุตเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 1 50 < PG1 < 100 MW

ขีดจำกัดกำลังงานเอาพุต เครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 2 50 < PG2 < 100 MW

หากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 1 และ 2 จ่ายกำลังไฟฟ้าเท่ากับ 50 และ 70 MW ตามลำดับ และให้ FLACi (Full load average cost) คือค่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยขณะจ่ายโหลดเต็มพิกัดของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ i ข้อใดถูกต้อง

1 :  FLAC1 < FLAC2
2 :  

FLAC2 <FLAC1


3 :  

FLAC2 = FLAC1


4 :  

ไม่มีข้อใดถูกต้อง


คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 364 :  

ขีดจำกัดกำลังงานเอาพุตเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 1 50 < PG1 < 100 MW

ขีดจำกัดกำลังงานเอาพุต เครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 2 50 < PG2 < 100 MW

ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 1 เท่ากับ 1800 บาทต่อMW

ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 2 เท่ากับ 2000 บาทต่อMW

จงทำการจัดสรรการผลิตกำลังงานไฟฟ้าจริงของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 1 และ 2 เพื่อจ่ายโหลดขนาด 150 MW

1 :  PG1 = 100 MW, PG 2 = 50 MW
2 :  PG1 = 50 MW, PG 2 = 100 MW
3 :  PG1 = 75 MW, PG 2 = 75 MW
4 :  ไม่มีข้อใดถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 365 :

 ขีดจำกัดกำลังงานเอาพุตเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 1 50 < PG1 < 100 MW   ขีดจำกัดกำลังงานเอาพุต เครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 2: 50 < PG2 < 100 MW  ขีดจำกัดกำลังงานเอาพุต เครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 3: 50 < PG3 < 100 MW  ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 1 เท่ากับ 1500 บาทต่อMW   ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 2 เท่ากับ 1800 บาทต่อMW   ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 3 เท่ากับ 2000 บาทต่อMW     จงทำการจัดสรรการผลิตกำลังงานไฟฟ้าจริงของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวที่ 1, 2

และ 3 เพื่อจ่ายโหลดขนาด 180 MW

1 :  PG1 = 60 MW, PG 2 = 60 MW, PG3 = 60 MW
2 :  PG1 = 50 MW, PG 2 = 50 MW, PG3 = 80 MW
3 :  PG1 = 80 MW, PG 2 = 50 MW, PG3 = 50 MW
4 :  ไม่มีข้อใดถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 17 : Insulation coordination
ข้อที่ 366 :
1 : 0
2 :
3 :
4 :
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 367 : ข้อความต่อไปนี้ข้อใดไม่ถูกต้อง
1 : BIL ย่อมาจาก Basic Insulation Level
2 : Lightning surge มีค่ามากกว่า Switching surge เสมอ
3 : Surge arrester ซึ่งใช้ป้องกันระบบส่งจะต่ออยู่ระหว่างไลน์และกราวน์
4 : Surge arrester ส่วนใหญ่ทำมาจากซิงก์ออกไซด์
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 368 : หม้อแปลงจำหน่ายที่มีช่องว่างแบบก้าน (rod gap) ไว้ป้องกันแรงดันเกินแทนอะเรสเตอร์ใช้ในกรณีใด
1 : หม้อแปลงเล็ก แรงดันเกินมีค่าสูง แต่ความชันของแรงดันมีค่าสูง
2 : หม้อแปลงเล็ก แรงดันเกินมีค่าสูง แต่ความชันของแรงดันเกินมีค่าต่ำ
3 : หม้อแปลงเล็ก แรงดันเกินมีค่าสูง กระแสมีค่าสูง
4 : หม้อแปลงเล็ก แรงดันเกินมีค่าสูง กระแสมีค่าต่ำ
5 : หม้อแปลงเล็ก แรงดันเกินมีค่าต่ำ กระแสมีค่าต่ำ
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 369 : การป้องกันใดที่ไม่ถูกต้องสำหรับการประสานสัมพันธ์ทางฉนวน (Insulation Coordination)
1 : ป้องกันแรงดันเกินที่เกิดกับหม้อแปลงด้วยอะเรสเตอร์
2 : ป้องกันแรงดันเกินที่เกิดกับหม้อแปลงด้วยช่องว่างแท่ง (rod gap)
3 : ป้องกันแรงดันเกินที่เกิดกับหม้อแปลงด้วยฟิวส์
4 : ป้องกันแรงดันเกินในระบบด้วยการติดตั้งอะเรสเตอร์ที่เสาเป็นระยะๆ
5 : ลดแรงดันเกินที่เกิดที่หัวเสาด้วยการลดความต้านทานดินให้ต่ำ
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 370 : คลื่นแรงดันอิมพัลส์ฟ้าผ่ามีรูปร่างคลื่นโดยประมาณ (หน่วยเป็นไมโครวินาที) เป็น
1 : 1.2/50
2 : 8/20
3 : 100/1000
4 : 4/10
5 : ไม่มีข้อใดถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 371 : การป้องกันหม้อแปลงด้วยช่องว่างแท่ง (rod gap) มีข้อใดที่ไม่ถูกต้อง
1 : ช่องว่างแท่งมีราคาถูก
2 : ช่องว่างแท่งทำงานผิดพลาดได้เนื่องจากความชื้นและอุณหภูมิ
3 : ช่องว่างแท่งสามารถทำงานแทนอะเรสเตอร์ได้ในพื้นที่มีแรงดันเกินสูง
4 : ช่องว่างแท่งสามารถทำงานแทนอะเรสเตอร์ได้ในพื้นที่มีความชันสัญญาณฟ้าผ่าสูงๆ
5 : ไม่มีข้อใดถูกต้อง
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 372 : ข้อใดต่อไปนี้มีความทนต่อสนามไฟฟ้าสูงที่สุด
1 : Air
2 : Hydrogen
3 : Nitrogen
4 : Sulfur hexafluoride
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 373 : ข้อใดถูกต้อง
1 : ระดับแรงดันที่กับดักฟ้าผ่า (lightning arrester) เริ่มทำงาน สูงกว่าระดับความคงทนฉนวน
2 : ระดับแรงดันที่กับดักฟ้าผ่า (lightning arrester) เริ่มทำงาน ต่ำกว่าระดับความคงทนฉนวน
3 : ระดับแรงดันที่กับดักฟ้าผ่า (lightning arrester) เริ่มทำงาน ต่ำกว่าระดับแรงดันกระเพื่อมแบบชั่วคราว (temporary voltage)
4 : ระดับแรงดันที่กับดักฟ้าผ่า (lightning arrester) เริ่มทำงาน ต่ำกว่าระดับแรงดันสูงสุดของระบบ
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 374 : BIL คืออะไร
1 : ค่าความคงทนของฉนวนต่อแรงดันเจาะทะลุ(puncture)
2 : ค่าความคงทนของฉนวนต่อแรงดันอิมพัลส์รูปคลื่นฟ้าผ่า
3 : ค่าความคงทนของฉนวนต่อการเกิดเบรกดาวน์บนผิวฉนวนด้วยกระแสสลับ
4 : ค่าความคงทนของฉนวนต่อการเกิดดิสชาร์จบางส่วนบนผิวฉนวนด้วยกระแสสลับ
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 375 : แรงดันทดสอบที่ฉนวนต้องทนได้จะเป็นตัวกำหนดระดับการเป็นฉนวน การทดสอบแรงดันอิมพัลส์รูปคลื่นฟ้าผ่าตามมาตรฐาน IEC สำหรับแรงดันของระบบต่ำกว่า 300 kV รูปคลื่นแรงดันอิมพัลส์มีเวลาหน้าคลื่นและเวลาหลังคลื่นกี่ไมโครวินาที
1 : 1.2/50

2 : 2.5/25

3 : 25/250

4 : 250/2500

คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 376 : ข้อใดถูกต้อง
1 : V-t Curve ที่เกี่ยวกับ Breakdown ของแรงดันอิมพัลส์ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างแรงดันอิมพัลส์เบรคดาวน์และเวลาเบรคดาวน์
2 : Dielectric Strength เป็นการทนแรงดันไฟฟ้าของตัวเก็บประจุ
3 : ความถี่มีผลอย่างมากต่อความเครียดสนามไฟฟ้าของก๊าซ
4 : ถูกทุกข้อ 
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 377 : ในการป้องกันอุปกรณ์จากแรงดันเกิน จะใช้อุปกรณ์ป้องกันต่อขนานเข้ากับอุปกรณ์ที่จะได้รับการป้องกัน ค่าอิมพีแดนซ์ของอุปกรณ์ป้องกันดังกล่าวจะต้องมีค่าเป็นอย่างไรในช่วงปกติและช่วงเกิดแรงดันเกิน
1 : มีค่าต่ำในช่วงปกติและมีค่าสูงในช่วงเกิดแรงดันเกิน
2 : มีค่าสูงทั้งในช่วงปกติและในช่วงเกิดแรงดันเกิน
3 : มีค่าต่ำทั้งในช่วงปกติและในช่วงเกิดแรงดันเกิน
4 : มีค่าสูงในช่วงปกติและมีค่าต่ำในช่วงเกิดแรงดันเกิน
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 378 :
1 : 0.5 , 0.25
2 : -0.5 , 0.25
3 : 0.5 , -0.25
4 : -0.5 , -0.25
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 379 : แรงดันเสิร์จมีผลกระทบต่อสิ่งใดในระบบไฟฟ้ากำลังมากที่สุด ?
1 : ความถี่ของระบบไฟฟ้า
2 : กำลังไฟฟ้าในระบบ
3 : การฉนวนของอุปกรณ์ไฟฟ้า
4 : การไหลของกระแสในระบบ
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 380 : การปลดโหลดออกจากระบบอย่างกะทันหัน อาจจะส่งก็อย่างไรต่อระบบ ?
1 : เกิดแรงดันตกเกิดขึ้น
2 : เกิดแรงดันเกินเกิดขึ้น
3 : เกิดแรงดัน sag เกิดขึ้น
4 : ไม่มีข้อใดถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 381 : กระแสที่ไหลผ่านกับดักแรงดันเกิน(surge arrester)ที่ต่อในระบบ ที่สภาวะปกติที่แรงดันไม่เกินค่าแรงดันเกินต่อเนื่องสูงสุด (Maximum continuous operation voltage, MCOV) จะมีลักษณะเป็นอย่างไร
1 : มีลักษณะเป็นกระแสอัดประจุ (capacitive current)
2 : มีลักษณะเป็นกระแสไหลผ่านตัวเหนี่ยวนำ (inductive current)
3 : มีลักษณะเป็นกระแสไหลผ่านตัวต้านทาน (resistive current)
4 : ไม่มีข้อใดถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 382 : ข้อใดถูกต้อง
1 : แรงดันตกคร่อมกับดักแรงดันเกิน(surge arrester)ขณะใช้งานอย่างต่อเนื่องต้องน้อยกว่าค่าแรงดันเกินต่อเนื่องสูงสุด (Maximum continuous operation voltage, MCOV)
2 : แรงดันตกคร่อมกับดักแรงดันเกิน(surge arrester)ขณะใช้งานอย่างต่อเนื่องต้องมากกว่าค่าแรงดันเกินต่อเนื่องสูงสุด (Maximum continuous operation voltage, MCOV)
3 : แรงดันตกคร่อมกับดักแรงดันเกิน(surge arrester)ขณะใช้งานอย่างต่อเนื่องต้องมากกว่าค่าแรงดันเกินชั่วคราวสูงสุด(Temporary overvoltages, TOV)
4 : ไม่มีข้อใดถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 383 : ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับ Backflash หรือ Backflashover (overhead ground wire)
1 : ขนาดแรงดันที่เกิดขึ้นที่เสา (tower) มีค่าสูงกว่าแรงดันในสายตัวนำ (conductor)
2 : ขนาดแรงดันที่เกิดขึ้นที่เสา (tower) มีค่าต่ำกว่าแรงดันในสายตัวนำ (conductor)
3 : เกิดการวาบไฟ(flashover) จากสายกราวด์ (overhead ground or shield wires) ไปที่เสา (tower)
4 : ไม่มีข้อใดถูก
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 384 : ข้อใดถูกต้อง เมื่อมีแรงดันสูงกว่าค่า BIL เคลื่อนที่มาถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีการติดตั้งกับดักแรงดันอยู่
1 : ความต้านทานกับดักแรงดันเกินลดลงเป็นศูนย์
2 : แรงดันตกคร่อมกับดักแรงดันเกินลดลงเป็นศูนย์
3 : แรงดันตกคร่อมกับดักแรงดันเกินลดลงเท่ากับแรงดันดีสชาร์จ(discharge voltage)
4 : ถูกทุกข้อ
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 18 : Grounding
ข้อที่ 385 : การต่อลงดินทางด้านแรงต่ำที่ขั้วศูนย์(neutral) ของหม้อแปลงสามเฟสลงดิน ถ้าต่อไม่ดีและขั้วต่อหลุด คือ ขั้วศูนย์ของหม้อแปลงไม่ได้ต่อลงดิน จะเกิดอะไรขึ้น
1 : กระแสลัดวงจรสามเฟสมีค่าตำลงและเบรกเกอร์อาจไม่ทำงาน
2 : แรงดันบางเฟสอาจมีค่าสูงมากจนทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหาย
3 : ฟิวส์หรือเบรกเกอร์ป้องกันหม้อแปลงทางด้านแรงต่ำเปิดวงจรออก
4 : ทำให้เกิดอันตรายเนื่องจากไฟฟ้าดูดได้
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 386 : การต่อลงดินที่ระบบไฟฟ้าแรงต่ำที่ถูกต้องต้องเป็นดังนี้
1 : สายดินต้องไม่มีกระแสไหลในกรณีจ่ายไฟฟ้าปกติ
2 : สายดินต้องไม่มีกระแสไหลในกรณีที่เกิดลัดวงจรลงดิน
3 : สายดินต้องต่อกับสายศูนย์ที่แผงไฟฟ้าทุกแผง(ถ้ามีแผงไฟหลายแผง)
4 : สายดินต้องไม่ต่อลงดินที่จุดใดในระบบ
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 387 : การต่อลงดินสถานีไฟฟ้าย่อย ข้อใดที่ถูกต้องสมบูรณ์มากที่สุด
1 : เพื่อการต่อลงดินของอุปกรณ์ และลดกระแสฟ้าผ่าให้ลงดินเร็วที่สุด
2 : เพื่อการต่อลงดินของอุปกรณ์ และเพื่อให้แรงดันสัมผัส (touch voltage) และแรงดันย่างก้าว (step voltage) มีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ปลอดภัย
3 : เพื่อการต่อลงดินของอุปกรณ์
4 : เพื่อการต่อลงดินของอุปกรณ์ และเพื่อให้แรงดันสัมผัส (touch voltage) และแรงดันย่างก้าว (step voltage) มีค่าต่ำที่สุด
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 388 : ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้อง
1 : ความต้านทานดิน (Ground resistance) แปรผกผันกับระดับความลึกจากผิวดิน
2 : น้ำทะเลมีค่าสภาพต้านทาน (Resistivity) สูงกว่าพื้นดิน
3 : ค่าสภาพต้านทาน (Resistivity) ของพื้นดินแปรผกผันกับอุณหภูมิ
4 : การฝังแท่งตัวนำลงไปใต้ดินส่งผลให้สภาพต้านทาน (Resistivity) ของพื้นดินเพิ่มขึ้น
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 389 : จงคำนวณค่าความต้านทานของแท่งสายดินเดี่ยว(single ground rod) ความยาว 305 cm มีรัศมี 1.27 cm อยู่ในพื้นดินที่มีสภาพต้านทาน 200,000 ohm-cm
1 : 312 ohm
2 : 412 ohm
3 : 512 ohm
4 : 612 ohm
5 : 712 ohm
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 390 : อิเล็กโทรดสายดินโลหะแบบครึ่งทรงกลม(hemispheric metal ground)มีรัศมี 25 cm ฝังอยู่ในพื้นดินที่มีสภาพต้านทาน 8000 ohm-cm ถ้ามีกระแส 500 A ไหลผ่านอิเล็กโทรดสู่ดิน ขณะที่มีบุคคลยืนอยู่ห่างจากอิเล็กโทรดออกไป 6 m จงคำนวณแรงดันแตะ(touch voltage) เมื่อฝ่ามือของบุคลคลสัมผัสกับอิเล็กโทรดหรือชิ้นส่วนโลหะที่ต่อกับอิเล็กโทรด
1 : 23.4 kV
2 : 24.4 kV
3 : 25.4 kV
4 : 26.4 kV
5 : 27.4 kV
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 391 : ในการวัดค่าความต้านทานดินโดยวิธีการของ Wenner ซึ่งใช้ลักษณะของอิเล็กโตรด 4 จุด และระยะห่างระหว่างอิเล็กโตรดมีค่าเท่ากับ 2 เมตร อ่านค่าความต้านทานดินจากเครื่องมือวัดได้เท่ากับ 100 โอห์ม จงคำนวณหาค่าความต้านทานจำเพาะของดิน
1 : 1256 โอมห์-เมตร
2 : 400 โอมห์-เมตร
3 : 314 โอมห์-เมตร
4 : 200 โอมห์-เมตร
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 392 : ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่วิธีการลดค่าความต้านทานของการต่อลงดิน
1 : ปรับปรุงสภาพดินโดยการเพิ่มสารเคมีประเภทเกลือลงในดิน
2 : เพิ่มความยาว Grounding electrode
3 : ลดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง Grounding electrode
4 : เพิ่มจำนวน Grounding electrode
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 393 : ข้อดีของการต่อลงดินที่ฐานเสาผ่านความต้านทาน (resistance grounding) คืออะไร
1 : ทำให้อุปกรณ์ป้องกันทำงานได้ตามฟังก์ชั่นที่ถูกต้อง
2 : จะไม่เกิดแรงดันเกินจากการเกิดอาร์กซิงกราวด์
3 : ลดแรงดันไฟฟ้าเกินในระบบ
4 : ลดกำลังไฟฟ้าสูญเสีย
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 394 : แท่งดินรัศมี 12 mm ยาว 3 m ดินมีความต้านทานจำเพาะ 100 โอห์มเมตรสม่ำเสมอ จงหาความต้านทานดิน
1 : 11 โอห์ม
2 : 21 โอห์ม
3 : 31 โอห์ม
4 : 41 โอห์ม
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 395 : ข้อใดไม่ใช่ข้อดีของการต่อลงดิน
1 : ป้องกันแรงดันเกินที่เกิดจากฟ้าผ่า
2 : ทำให้เครื่องป้องกันกระแสเกินทำงานเมื่อเกิดลัดวงจรลงดิน
3 : เพิ่มแรงดันสัมผัส
4 : ป้องกันอันตรายต่อผู้สัมผัส
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 396 : ข้อใดไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการต่อลงดิน
1 : เพื่อความปลอดภัย
2 : เพื่อให้ระบบอุปกรณ์ป้องกันทำงาน
3 : เพื่อป้องกันแรงดันเกินในระบบ
4 : เพื่อจำกัดกระแสลัดวงจร
คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 397 : ข้อใดไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการต่อลงดินในระบบป้องกันฟ้าผ่าอาคารสิ่งปลูกสร้าง
1 : เพื่อให้กระแสฟ้าผ่าไหลลงดินเร็วที่สุด
2 : เพื่อป้องกันเพลิงไหม้อาคาร
3 : เพื่อความปลอดภัยของบุคคล
4 : เพื่อป้องกันอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในอาคาร
คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 398 : เสาส่งกำลังไฟฟ้ามีค่าเสิร์จอิมพีแดนซ์เท่ากับ 150 โอห์ม แท่งหลังดินที่ฐานเสามีค่าเท่ากับ 10 โอห์ม สัมประสิทธิ์การสะท้อนมีค่าเท่าไร
1 : -0.785
2 : -0.875
3 : 0.725
4 : 0.845
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 399 : การวัดความต้านทานจำเพาะดินแบบ 4 จุด ด้วยวิธีของ Wenner ค่าที่อ่านได้จากเครื่องมีหน่วยเป็นอะไร
1 : โอห์ม
2 : โอห์ม. เมตร
3 : โอห์ม/เมตร
4 : ไม่มีหน่วย
คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 400 : การวัดความต้านทานจำเพาะดินแบบ 4 จุด ด้วยวิธีของ Wenner โดยปักแท่งตัวนำห่างกัน 10 เมตร อ่านค่าจากเครื่องวัดได้ 2 โอห์ม ค่าความต้านทานจำเพาะดินมีค่าเท่าใด
1 : 115 โอห์ม. เมตร
2 : 126 โอห์ม. เมตร
3 : 132 โอห์ม. เมตร
4 : 150 โอห์ม. เมตร
คำตอบที่ถูกต้อง : 2
สภาวิศวกร

ตรวจสอบใบอนุญาต

เลขที่สมาชิก :

หรือ ใบอนุญาต :

 


ค้นหาสมาชิกตาม ชื่อ - สกุล

ชื่อ :

นามสกุล :


ขอรับใบอนุญาตภาคีวิศวกร

การอบรมทดสอบความพร้อม

ตารางตรวจสอบสถานะการยื่นขอรับใบอนุญาต

กระดานข่าว

สภาวิศวกร