สภาวิศวกร | Council of Engineers Thailand

สภาวิศวกร
สภาวิศวกร
สภาวิศวกร

20 ปี สภาวิศวกร เดินหน้าพร้อมปฏิรูปสู่โลกยุคดิสรัปชั่น เน้นบทบาทความรับผิดชอบต่อประเทศชาติและสังคม ในทุกมิติที่เกี่ยวข้องกับงานวิศวกรรม

          ในวาระครบรอบ 20 ปี สภาวิศวกรได้จัดการเสวนาเรื่อง 20 ปี สภาวิศวกรไทยในยุคดิสรัปชั่น”เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2562 ณ โรงแรมเอสซีปาร์ค กรุงเทพมหานคร ซี่งการเสวนาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็น มุ่งสร้างแนวทางปฏิรูปการดำเนินงานของสภาวิศวกร และกำหนดทิศทางการบริหารงาน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับสถานการณ์ของโลกยุคปัจจุบัน พร้อมผลักดันให้สภาวิศวกรเข้าไปมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อประเทศชาติและสังคม ในทุกมิติที่เกี่ยวข้องกับงานวิศวกรรม และประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อผลิตบัณฑิตที่เก่งทั้งวิชาการและมีความเป็นมืออาชีพ

          ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสภาวิศวกร กล่าวในการเปิดการเสวนาว่า ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก หากวิศวกรไทยไม่ปรับตัวจะแข่งขันได้ยาก โดยกล่าวถึงวิกฤตการศึกษาไทย และวิกฤตวิศวกรไทยที่ในอดีตเคยขาดแคลน แต่ปัจจุบันประเทศไทยมีเปิดการเรียนการสอนสาขาวิศวกรรมศาสตร์มากกว่า 70 แห่ง แต่กลับมีจำนวนผู้เรียนน้อยลงเพียงประมาณ 3 แสนคน ซึ่งวิกฤตการศึกษานี้ประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่สถาบันการศึกษาหลายแห่งได้ปิดตัวลง กระแสคนรุ่นใหม่ไม่สนใจปริญญามีมากขึ้น เพราะรู้สึกว่าไม่ตอบโจทย์ชีวิต ทำให้คนที่เรียนจบวิศวกรรมหันไปประกอบอาชีพอื่นๆ เมื่อเรียนจบ

          จากข้อมูลจำนวนบัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์กับการขอใบอนุญาตระดับภาคีวิศวกร พบว่าในแต่ละปีมีผู้เรียนจบสาขาวิศวกรรมจำนวนมาก แต่กลับมีจำนวนบัณฑิตที่มาขอใบอนุญาตน้อยลงทุกปี สถานศึกษาที่เป็นแหล่งผลิตบัณฑิตด้านวิศวกรรมศาสตร์หลักๆ อย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็มีบัณฑิตจากคณะวิศวะมาขอใบอนุญาตน้อยลงทุกปีเช่นกัน นับเป็นวิกฤตด้านวิศวกรไทยที่คนรุ่นใหม่กำลังไม่สนใจประกอบอาชีพวิศวกร ในขณะที่วิศวกรรุ่นเก่าก็ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของโลกปัจจุบัน ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่ทำให้วิชาชีพวิศวกรกำลังเข้าสู่วิกฤตคือ โครงสร้างบทเรียนที่มีการแบ่งย่อยเป็นสาขา หรือเป็นภาควิชา การเน้นการเรียนการสอนในห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ การเป็นวิชาชีพแยกตัวที่ไม่มีการเรียนรู้ในสาขาวิชาชีพอื่น และทักษะด้านวิศวกรยังเน้นเพียง hard skill ซึ่งในอนาคตการเรียนวิศวกรรมศาสตร์จะต้องเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ คือมีทั้ง hard skill และ  soft skill เพื่อให้สามารถประสานงานได้กับทุกฝ่ายและทำงานได้จริง

          “เราตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับโลกยุคดิสรัปชั่น เพื่อปฏิรูปวิชาชีพวิศวกรรมและอื่นๆ ซึ่งถือเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาประเทศ และเพื่อตอบโจทย์สถานศึกษา สถานประกอบการ ที่ความต้องการจะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต ถือเป็นการเปลี่ยนมุมมองใหม่ บทบาทใหม่ของสภาวิศวกรจากผู้ควบคุมมาเป็นผู้ดูแลและสนับสนุนทางด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี” นายกสภาวิศวกรกล่าว

การเสวนาครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์อุดม คชินทร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวปาฐกถาเรื่อง “การเรียนรู้ในโลกยุคดิสรัปชั่น” โดยนายแพทย์อุดมกล่าวว่าอาชีพวิศวกรนั้นถือเป็นอาชีพพื้นฐานหลักในการผลักดันประเทศ แต่ปัจจุบันคนที่เรียนจบวิศวกรกลับไปประกอบอาชีพอื่นและประสบความสำเร็จมากมาย แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิสรัปชั่น ซึ่งผู้ที่จะอยู่รอดได้คือคนหรือองค์กรที่ปรับตัวได้เท่านั้น ทั้งนี้ Business disruption นั้นมีการเปลี่ยนแปลงมาตลอดตั้งแต่ปี 2000 โดยยกตัวอย่างเรื่องการศึกษาในต่างประเทศที่มีการปรับตัวมากมาย อาทิ มหาวิทยาลัยซิดนีย์ที่ปัจจุบันมีการลดสาขาวิชาเรียนลงเหลือเพียง 5 คณะเท่านั้น

“พลวัตโลกในศตวรรษที่ 21 จะเปลี่ยนเร็วมาก ตลาดแรงงานจะมีความต้องการเปลี่ยนไป ในฐานะสถาบันการศึกษา หรือองค์กรวิชาชีพ สิ่งสำคัญคือ ต้องปรับตัว หากไม่ปรับตัวจะอยู่ไม่ได้ โรงงานในปัจจุบันนี้ใช้เครื่องจักร และ AI เข้ามาช่วยในการทำงาน ปัญหาที่พบของไทยตอนนี้คือ คนรุ่นใหม่ที่จบวิศวะ หรืออาชีวะ ไม่สามารถออกมาทำงานจริงๆ ได้ ไม่ตอบโจทย์การทำงาน ไม่ตอบโจทย์การแข่งขันของประเทศ แนวโน้มของโลกในศตวรรษที่ 21 คือ มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ตอนนี้ประเทศไทยมีความเสี่ยงของแรงงานที่จะถูก automation และ AI แทนที่ในปี 2030 ประมาณ 72%”

 

อ่านเพิ่มเติมคลิกที่นี่

 


วันที่ : 15 พ.ค. 2019

ข่าวอื่นๆ 5 ข่าวล่าสุด

อ่านข่าวทั้งหมด >>
สภาวิศวกร