สภาวิศวกร

สาขา : สิ่งแวดล้อม

วิชา : Water Supply Engineering, Design, and Advanced Water Treatment

เนื้อหาวิชา : 598 : Water Supply Engineering: 01. Importance of water
ข้อที่ 1 :
  • กิจกรรมในข้อใดมีความต้องการใช้น้ำในปริมาณสูงสุด
  • 1 : อุตสาหกรรม
  • 2 : เกษตรกรรม
  • 3 : คมนาคม
  • 4 : พาณิชยกรรม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 2 :
  • กิจกรรมในข้อใดมีความต้องการน้ำที่มีความสะอาดต่ำสุด
  • 1 : เกษตรกรรม
  • 2 : นันทนาการ
  • 3 : คมนาคม
  • 4 : อุตสาหกรรม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 3 :
  • ข้อใดเป็นความสำคัญของระบบประปาชุมชน
  • 1 : ผลิตน้ำให้มีปริมาณพอเพียงต่อความต้องการ
  • 2 : แจกจ่ายน้ำประปาอย่างทั่วถึง
  • 3 : ผลิตน้ำที่มีความสะอาดปลอดภัย
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 4 :
  • ข้อใดมิใช่มาตรการเพื่อการประหยัดน้ำดิบสำหรับการผลิตน้ำประปา
  • 1 : การนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วมาใช้ใหม่ในกิจกรรมที่เหมาะสม
  • 2 : การลดปริมาณการสูญเสียน้ำในระบบขนส่งน้ำ
  • 3 : การกำหนดประเภทของกิจกรรมต่างๆในชุมชน
  • 4 : การบำรุงรักษาระบบผลิตน้ำประปาและมาตราวัดต่างๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 5 :
  • แหล่งน้ำดิบมีความสำคัญต่อระบบผลิตน้ำเพื่ออุตสาหกรรมอย่างไร
  • 1 : กำหนดรูปแบบของกระบวนการผลิตน้ำ
  • 2 : กำหนดราคาค่าก่อสร้างระบบผลิตน้ำ
  • 3 : ส่งผลต่อต้นทุนในการผลิตน้ำ
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 599 : Water Supply Engineering: 02. Nature and sources of water
ข้อที่ 6 :
  • ในปัจจุบันหน่วยที่นิยมใช้วัดค่าความขุ่น มากที่สุดคือ
  • 1 : JTU
  • 2 : FTU
  • 3 : NTU
  • 4 : Nessler Unit
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 7 :
  • สีของน้ำธรรมชาติเกิดจากสารประกอบประเภทใด
  • 1 : สารประกอบ humic และ/หรือ lignin
  • 2 : เกลือคาร์บอเนต
  • 3 : เกลือ acetate
  • 4 : เกลือซัลเฟต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 8 :
  • น้ำดิบจากแหล่งใดมีความสะอาดเหมาะสมที่สุดในการผลิตน้ำประปา
  • 1 : น้ำผิวดิน
  • 2 : น้ำทะเล
  • 3 : น้ำบาดาล
  • 4 : น้ำบ่อตื้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 9 :
  • ต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่มีความจำเป็นในการคำนวนหาปริมาณน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปา ยกเว้นข้อใด
  • 1 : จำนวนประชากรที่รับบริการ
  • 2 : ประเภทของกิจกรรมในพื้นที่ให้บริการ
  • 3 : ช่วงอายุการใช้งานของระบบประปา
  • 4 : ปริมาณน้ำดิบจากแหล่งน้ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 10 :
  • ปริมาณน้ำจืดในโลกนี้กระจายอยู่ในแหล่งน้ำใดมากที่สุด
  • 1 : น้ำผิวดินประเภททะเลสาบน้ำจืด
  • 2 : น้ำผิวดินประเภทแม่น้ำ ลำธาร
  • 3 : น้ำใต้ดินประเภทบ่อน้ำตื้นและบ่อบาดาล
  • 4 : น้ำในบรรยากาศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 11 :
  • พื้นที่รับน้ำแห่งหนึ่งมีขนาด 10 ตารางกิโลเมตร และมีสัมประสิทธิ์การซึมได้ของพื้นที่โดยเฉลี่ย 0.6 จงคำนวณหาปริมาณน้ำไหลนองของฝนหนึ่งห่า ถ้าฝนห่านั้นที่ตกในบริเวณพื้นที่รับน้ำแห่งนี้มีปริมาณ 15 มิลลิเมตร
  • 1 : 6,000 ลูกบาศก์เมตร
  • 2 : 60,000 ลูกบาศก์เมตร
  • 3 : 9,000 ลูกบาศก์เมตร
  • 4 : 90,000 ลูกบาศก์เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 12 :
  • ปริมาณน้ำของแหล่งน้ำต่างๆบนโลกแหล่งใดมีปริมาณมากที่สุด
  • 1 : น้ำเค็ม
  • 2 : น้ำในบรรยากาศ
  • 3 : น้ำใต้ดิน
  • 4 : น้ำจืดผิวดิน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 13 :
  • ปริมาณน้ำผิวดินที่เกิดจากฝนตกนั้นจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยในข้อใด
  • 1 : ระยะเวลาที่ฝนตก
  • 2 : ลักษณะของพื้นที่รองรับน้ำฝน
  • 3 : ขอบเขตของพื้นที่รองรับน้ำฝน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 600 : Water Supply Engineering: 03. Water demand and requirements
ข้อที่ 14 :
  • ค่าอัตราการใช้น้ำเฉลี่ยส่วนบุคคลในประเทศไทยที่นำไปใช้คำนวนหาปริมาณความต้องการน้ำสำหรับชุมชนอยู่ในช่วงใด
  • 1 : 10-20 ลิตรต่อคนต่อวัน
  • 2 : 100-200 ลิตรต่อคนต่อวัน
  • 3 : 1-2 ลูกบาศก์เมตรต่อคนต่อวัน
  • 4 : 10-20 ลูกบาศก์เมตรต่อคนต่อวัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 15 :
  • ประเภทของการใช้น้ำประปาสามารถแบ่งออกได้หลายประเภทยกเว้นข้อใด
  • 1 : การใช้น้ำภายในครัวเรือน
  • 2 : การใช้น้ำเพื่อการเกษตร
  • 3 : การใช้น้ำเพื่อสาธารณประโยชน์และดับเพลิง
  • 4 : การใช้น้ำเพื่อการค้าและอุตสาหกรรม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 16 :
  • โดยทั่วไปปริมาณน้ำสูญเสียโดยไม่ตั้งใจจะมีค่าเฉลี่ยประมาณเท่าใด
  • 1 : 1% ของปริมาณน้ำประปาที่ผลิตได้ทั้งหมด
  • 2 : 5% ของปริมาณน้ำประปาที่ผลิตได้ทั้งหมด
  • 3 : 20% ของปริมาณน้ำประปาที่ผลิตได้ทั้งหมด
  • 4 : 50% ของปริมาณน้ำประปาที่ผลิตได้ทั้งหมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 17 :
  • จงประมาณจำนวนประชากรในปี พ.ศ. 2550 จากข้อมูลดังต่อไปนี้

    ปี

    จำนวนประชากร (1000 คน)

    2510

    62

    2520

    74

    2530

    87

    2540

    100

    หมายเหตุ : จงคำนวณโดยใช้ Arithmetic Progression แบบ Postcensal

  • 1 : 50,100 คน
  • 2 : 113,000 คน
  • 3 : 140,000 คน
  • 4 : 160,000 คน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 18 :
  • อัตราการใช้น้ำส่วนบุคคลในแต่ละชุมชนอาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยในข้อใด
  • 1 : แรงดันน้ำในท่อประปา
  • 2 : สภาพอากาศ
  • 3 : สภาพความเป็นอยู่และอาชีพของชุมชน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 601 : Water Supply Engineering: 04. Surface and groundwater quality and standards
ข้อที่ 19 :
  • หน่วยของค่า pH คืออะไร
  • 1 : mole of H+
  • 2 : mg/l as H+
  • 3 : mg/l as OH-
  • 4 : ไม่มีหน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 20 :
  • ปริมาณธาตุเหล็กในน้ำก่อให้เกิดผลเสียอย่างไร
  • 1 : ทำให้ร่างกายมนุษย์เป็นนิ่ว
  • 2 : เป็นสารก่อมะเร็ง
  • 3 : สีของสนิมเหล็กตกค้างในสุขภัณฑ์ทำให้เปรอะเปื้อน
  • 4 : ทำให้ระบบท่ออุดตัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 21 :
  • ความกระด้างชั่วคราวในน้ำ เกิดจากอิออนชนิดใด
  • 1 : คลอไรด์
  • 2 : ไนเตรต
  • 3 : ซัลเฟต
  • 4 : ไบคาร์บอเนต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 22 :
  • ค่าความขุ่น 1 หน่วย เทียบเท่ากับความขุ่นของน้ำที่มี
  • 1 : 1 มก. CaCO3/ลิตร)
  • 2 : 1 มก. SiO2/ลิตร
  • 3 : 1 มก. K2PtCo6/ลิตร
  • 4 : 1 มก. Al2 (SO4)3/ลิตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 23 :
  • มาตรฐานคุณภาพน้ำดื่มของ WHO กำหนดค่าความขุ่นของน้ำไว้ไม่เกิน
  • 1 : 5 หน่วยความขุ่น
  • 2 : 10 หน่วยความขุ่น
  • 3 : 20 หน่วยความขุ่น
  • 4 : 50 หน่วยความขุ่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 24 :
  • ค่า pH เป็นดัชนีคุณภาพน้ำที่สำคัญ ซึ่งสัมพันธ์กับความเข้มข้นของไฮโดรเจนอิออน ดังสมการต่อไปนี้
  • 1 : pH = log {1/ [H+]}
  • 2 : pH = log [H+]
  • 3 : pH = - log {1/ [H+]}
  • 4 : pH = ln [H+]
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 25 :
  • ความกระด้างของน้ำเกิดจากน้ำมีสารประกอบประเภทใด
  • 1 : อิออนโลหะเวเลนซี 2
  • 2 : อิออนอโลหะเวเลนซี 2
  • 3 : Cation เวเลนซี 2
  • 4 : Anion เวเลนซี 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 26 :
  • Pseudo Hardness เกิดจากน้ำมีอิออนชนิดใดในปริมาณมาก
  • 1 : Ca2+ และ Mg2+
  • 2 : Na+
  • 3 : Cl-
  • 4 : CO32-
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 27 :
  • น้ำที่มี Mg2+ 23 มก./ลิตร และ Ca2+ 20 มก./ลิตร มีค่าความกระด้างเท่ากับ
  • 1 : 43 mg/L as CaCO3
  • 2 : 75 mg/L as CaCO3
  • 3 : 98 mg/L as CaCO3
  • 4 : 145 mg/L as CaCO3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 28 :
  • มาตรฐานคุณภาพน้ำดื่ม (Secondary maximum contaminant level) ได้กำหนดปริมาณเหล็กไว้ไม่เกิน
  • 1 : 0.1 มก./ลิตร
  • 2 : 0.3 มก./ลิตร
  • 3 : 1.0 มก./ลิตร
  • 4 : 3.0 มก./ลิตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 29 :
  • ฟลูออไรด์มีผลต่อสุขภาพฟัน ปริมาณที่เหมาะสมในน้ำดื่มได้แก่
  • 1 : 0.1 มก./ลิตร
  • 2 : 1 มก./ลิตร
  • 3 : 5 มก./ลิตร
  • 4 : 10 มก./ลิตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 30 :
  • สารประกอบชนิดใดที่ไม่จัดอยู่ในกลุ่ม volatile organic carbons (VOC)
  • 1 : trihalomethanes
  • 2 : trichloro ethylene
  • 3 : dichloro methane
  • 4 : monochloramine
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 31 :
  • สภาวะที่การกัดกร่อน (corrosion) มักเกิดมากได้แก่
  • 1 : ค่า pH สูง
  • 2 : ค่า alkalinity สูง
  • 3 : ปริมาณ CO2 ละลายน้ำมาก
  • 4 : ปริมาณ dissolved solids สูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 32 :
  • ข้อความใดต่อไปนี้ข้อใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : Total Volatile Solids คือของแข็งที่เหลือจากการทำตัวอย่างน้ำให้แห้งที่ 100 C สามารถใช้ในการประมาณปริมาณสารอินทรีย์
  • 2 : Total Suspended Solids ในน้ำดิบสามารถนำมาใช้ประกอบในการประมาณปริมาณตะกอนเคมีที่เกิดจากกระบวนการ Coagulation
  • 3 : Total Solids คือสารเจือปนในน้ำทุกชนิด ยกเว้นก๊าซละลายน้ำ
  • 4 : Total Dissolved Solids ในแหล่งน้ำดิบตามธรรมชาติสามารถประมาณค่าได้จากผลรวมของไอออนต่างๆและ SiO
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 33 :
  • ข้อใดเกี่ยวข้องกับ Total Dissolved Solids
  • 1 : ความนำไฟฟ้าของน้ำ
  • 2 : ตะกรันในหม้อไอน้ำ
  • 3 : ค่าความแรงของไอออน (Ionic strength)
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 34 :
  • ข้อความต่อไปนี้ ข้อใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : ในการกำจัดความขุ่นโดยการเติม Coagulant เช่น สารส้ม ทำให้ Alkalinity ในน้ำลดลง
  • 2 : Total Alkalinity สามารถประมาณได้จากปริมาณไบคาร์บอนเนต และคาร์บอเนตในน้ำ
  • 3 :

    ปริมาณ Ca2+ + Mg2+ + Na+ (mg/l as CaCO3) ควรมีค่าใกล้เคียงกับปริมาณ

    Cl- + SO42- + T-Alk (mg/l as CaCO3)

  • 4 : ปริมาณ Total dissolved solids สามารถหาได้จาก ผลรวมของ Total hardness + Total Alkalinity
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 35 :
  • ถ้าผลการวิเคราะห์น้ำดัวอย่างจากแหล่งน้ำดิบแห่งหนึ่งเป็นดังตารางข้างล่างนี้ การวิเคราะห์ไอออนนี้ครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่

    Cation

    ความเข้มข้น (มก./ล.)

    Anion

    ความเข้มข้น (มก./ล.)

    Ca2+

    158

    SO42-

    64

    Mg2+

    47

    Cl-

    43

    Na+

    26

    HCO3-

    381

    K+

    19

  • 1 : ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากปริมาณ Cation (meq/L) ต่างจาก Anion (meq/L) มากกว่า 10%
  • 2 : สมบูรณ์ เนื่องจากปริมาณ Cation (meq/L) ต่างจาก Anion (meq/L) น้อยกว่า 10%
  • 3 : ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากปริมาณ Cation (mg/L) ต่างจาก Anion (mg/L) มากกว่า 10%
  • 4 : สมบูรณ์ เนื่องจากปริมาณ Cation (mg/L) ต่างจาก Anion (mg/L) น้อยกว่า 10%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 36 :
  • ปัญหาน้ำดิบใต้ดินเกิดตกผลึกสีแดงหรือสีคล้ำเกิดจากสาเหตุใด
  • 1 : สารอินทรีย์ละลายน้ำ
  • 2 : ปริมาณค่าของแข็งละลายน้ำสูงเกินไป
  • 3 : pH ต่ำเกินไป
  • 4 : ปฏิกิริยาออกซิเดชันระหว่างเหล็กกับออกซิเจนในอากาศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 37 :
  • ตามมาตรฐานน้ำดื่มขององค์การอนามัยโลก ข้อใดเรียงลำดับความอันตรายต่อสุขภาพของโลหะหนักชนิดต่างๆจากน้อยไปมากได้อย่างถูกต้อง
  • 1 : Zn2+ , Cu2+ , Cr6+ , Hg2+
  • 2 : Cu+ , Zn2+, Hg2+, Cr6+
  • 3 : Zn2+, Cr6+, Cu+ , Hg2+
  • 4 : Cr6+, Zn2+, Hg2+, Cu+
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 38 :
  • สภาพของน้ำดังข้อใดต่อไปนี้บ่งชี้ว่าน้ำมีแนวโน้มในการตกตระกรันในเส้นท่อ
  • 1 : ดัชนีแลงเกลียร์มีค่าใกล้ศูนย์
  • 2 : ดัชนีแลงเกียร์มีค่าเป็นบวกสูง
  • 3 : ดัชนีแลงเกียร์มีค่าเป็นลบสูง
  • 4 : ดัชนีแลงเกียร์มีค่าไม่เข้าใกล้ศูนย์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 39 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับมาตรฐานน้ำดื่มกระทรวงอุตสาหกรรม
  • 1 : ฟลูออไรด์และไนเตรต เป็นสารจำพวกที่เกี่ยวกับคุณภาพ ถ้ามีเกินจำนวนที่กำหนดไว้ตามมาตรฐานอาจทำให้เกิดโรคได้
  • 2 : มาตรฐานน้ำดื่มกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดปริมาณ E.Coli ไว้เท่ากับ 500 MPN/มล.
  • 3 : มาตรฐานสีและความขุ่น มีค่าเท่ากับ 5 หน่วย
  • 4 : สารที่เป็นพิษที่กำหนดไว้ตามมาตรฐานได้แก่ ตะกั่ว โครเมียม เซเลเนียม ไซยาไนด์ อาร์เซนิค ปรอท และ แบเรียม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 40 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับคุณสมบัติทางกายภาพของน้ำ
  • 1 : สีแท้ หมายถึงสีของน้ำที่สามารถกำจัดออกได้โดยวิธีกายภาพ เช่น ตกตะกอน หรือกรอง
  • 2 : ความขุ่นของน้ำเกิดขึ้นเนื่องจากสารพวกที่แขวนลอยในน้ำ เช่น ดินโคลน ทรายละเอียด และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ที่ทำให้แสงหักเหหรือดูดแสงไว้ไม้ให้ผ่านทะลุ
  • 3 : กลิ่นและรสของน้ำอาจเกิดจาก จุลินทรีย์ต่างๆ ก๊าซต่างๆ การเน่าเปื่อยของสารอินทรีย์ และผลของการเติมสารเคมีบางชนิด เช่น คลอรีน
  • 4 : สีในธรรมชาติของน้ำส่วนใหญ่จะเกิดจากพืชหรือใบไม่ที่เน่าเปื่อย และมักมีสีชา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 41 :
  • น้ำดิบจากแหล่งน้ำแห่งหนึ่งมีปริมาณ CO32- = 100 มก./ล. HCO3- = 75 มก./ล. pH = 10 จงคำนวณหาค่าความเป็นด่างที่แท้จริง (Exact Alkalinity) ของน้ำดิบนี้ที่อุณหภูมิ 25 C
  • 1 : 175 มก./ล.
  • 2 : 75 มก./ล.
  • 3 : 233 มก./ล. ในรูปหินปูน
  • 4 : 61 มก./ล. ในรูปหินปูน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 42 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับคุณสมบัติทางเคมีของน้ำ
  • 1 : น้ำบริสุทธ์ที่สัมผัสกับอากาศจะมีพีเอชต่ำกว่า 7
  • 2 : ความเป็นด่างในน้ำเป็นพารามิเตอร์ที่บอกให้ทราบถึงระดับของด่าง 3 ชนิดในน้ำคือ ไฮดรอกไซด์ คาร์บอเนต และ ไบคาร์บอเนต
  • 3 : น้ำผิวดินมักจะมีปริมาณ เหล็กและแมงกานีสละลายอยู่ในความเข้มข้นที่สูงกว่าน้ำใต้ดิน
  • 4 : ความกระด้างของน้ำทำให้เกิดตะกรันในหม้อน้ำและทำให้รสของน้ำไม่ปกติ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 43 :
  • ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างคุณภาพน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน
  • 1 : น้ำผิวดินมีการแปรปรวนตามฤดูกาลมากกว่าน้ำใต้ดิน
  • 2 : น้ำใต้ดินมีการแปรปรวนตามฤดูกาลมากกว่าน้ำผิวดิน
  • 3 : คุณภาพน้ำใต้ดินไม่มีการเปลี่ยนแปลง
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 44 :
  • ข้อใดเป็นคุณสมบัติทางกายภาพของน้ำดิบ
  • 1 : สี
  • 2 : ความขุ่น
  • 3 : BOD
  • 4 : ถูกทั้งข้อ 1 และ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 45 :
  • ข้อใดก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อคุณสมบัติของแหล่งน้ำดิบ
  • 1 : การปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม
  • 2 : การปล่อยน้ำเสียจากชุมชน
  • 3 : การชะละลายสินแร่ใต้ดิน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 46 :
  • ผลการวิเคราะห์น้ำดัวอย่างจากแหล่งน้ำดิบแห่งหนึ่งเป็นดังนี้ ***การวิเคราะห์ไอออนนี้ครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่***

    Cation

    ความเข้มข้น (มก./ล.)

    Anion

    ความเข้มข้น (มก./ล.)

    Ca2+

    158

    SO42-

    64

    Mg2+

    47

    Cl-

    43

    Na+

    26

    HCO3-

    381

    K+

    19

  • 1 : ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากปริมาณ Cation (meq/L) ต่างจาก Anion (meq/L) มากกว่า 10%
  • 2 : สมบูรณ์ เนื่องจากปริมาณ Cation (meq/L) ต่างจาก Anion (meq/L) มากกว่า 10%
  • 3 : ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากปริมาณ Cation (mg/L) ต่างจาก Anion (mg/L) มากกว่า 10%
  • 4 : สมบูรณ์ เนื่องจากปริมาณ Cation (mg/L) ต่างจาก Anion (mg/L) มากกว่า 10%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 47 :
  • ผลการวิเคราะห์น้ำดัวอย่างจากแหล่งน้ำดิบแห่งหนึ่งเป็นดังนี้

    Cation

    ความเข้มข้น (มก./ล.)

    Anion

    ความเข้มข้น (มก./ล.)

    Ca2+

    158

    SO42-

    64

    Mg2+

    47

    Cl-

    43

    Na+

    26

    HCO3-

    381

    K+

    19

    *** Total Hardness มีค่าเท่ากับ***
  • 1 : 210 mg/L
  • 2 : 390 mg/L as CaCO3
  • 3 : 590 mg/L as CaCO3
  • 4 : 740 mg/L
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 48 :
  • ผลการวิเคราะห์น้ำดัวอย่างจากแหล่งน้ำดิบแห่งหนึ่งเป็นดังนี้

    Cation

    ความเข้มข้น (มก./ล.)

    Anion

    ความเข้มข้น (มก./ล.)

    Ca2+

    158

    SO42-

    64

    Mg2+

    47

    Cl-

    43

    Na+

    26

    HCO3-

    381

    K+

    19

    ***Carbonate Hardness มีค่าเท่ากับ***
  • 1 : 210 mg/L
  • 2 : 310 mg/L as CaCO3
  • 3 : 590 mg/L as CaCO3
  • 4 : 380 mg/L
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 49 :
  • ผลการวิเคราะห์น้ำดัวอย่างจากแหล่งน้ำดิบแห่งหนึ่งเป็นดังนี้

    Cation

    ความเข้มข้น (มก./ล.)

    Anion

    ความเข้มข้น (มก./ล.)

    Ca2+

    158

    SO42-

    64

    Mg2+

    47

    Cl-

    43

    Na+

    26

    HCO3-

    381

    K+

    19

    ***Non Carbonate Hardness มีค่าเท่ากับ***
  • 1 : 210 mg/L
  • 2 : 280 mg/L as CaCO3
  • 3 : 310 mg/L as CaCO3
  • 4 : 590 mg/L as CaCO3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 602 : Water Supply Engineering: 05. Water treatment processes
ข้อที่ 50 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่กระบวนการปรับคุณภาพน้ำบาดาลโดยทั่วไป
  • 1 : เติมสารโคแอกกูแลนท์เพื่อตกตะกอน
  • 2 : การแลกเปลี่ยนอิออนเพื่อลดความกระด้าง
  • 3 : การเติมอากาศเพื่อกำจัดเหล็กและแมงกานีส
  • 4 : การแลกเปลี่ยนอิออนเพื่อกำจัดเหล็กและแมงกานีส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 51 :
  • วิธีใดต่อไปนี่ไม่ใช่วิธีการกำจัดเหล็กในน้ำ
  • 1 : การเติมสารส้มและตกตะกอน
  • 2 : การออกซิไดซ์ด้วยออกซิเจนในอากาศก่อนนำน้ำนั้นไปกรอง
  • 3 : การกรองด้วยทรายแมงกานีสสังเคระห์
  • 4 : การออกซิไดซ์ด้วยสารเคมีก่อนนำน้ำนั้นไปกรอง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 52 :
  • การจับคู่ระหว่าง Unit Operation กับการนำไปใช้ (Application) ในข้อใดไม่เหมาะสม
  • 1 : Ion exchange / Hardness removal
  • 2 : Aeration / Iron and Manganese removal
  • 3 : Filtration / Odor removal
  • 4 : Chlorination / Pathogen removal
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 53 :
  • กระบวนการใด ไม่เกี่ยวข้องกับการกำจัดความขุ่นในน้ำ
  • 1 : Coagulation
  • 2 : Sedimentation
  • 3 : Filtration
  • 4 : Aeration 
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 54 :
  • Recarbonation เกี่ยวข้องกับกระบวนการใดที่สุด
  • 1 : Disinfection
  • 2 : Lime-soda ash softening
  • 3 : Distillation
  • 4 : Filtration
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 55 :
  • น้ำตัวอย่างชนิดหนึ่ง มีค่าความเป็นด่างเริ่มต้น 25 มก./ล. ในรูปหินปูน นำมาเติมโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) 20 มก./ล. ในรูปหินปูน ปรากฏว่ามีการตกผลึกของหินปูน 5 มก./ล. ในรูปหินปูน อยากทราบว่าน้ำตัวอย่างนี้ จะมีค่าพีเอชเปลี่ยนแปลงอย่างไร และมีค่าความเป็นด่างเหลืออยู่เท่าใด
  • 1 : พีเอชเพิ่มขึ้น โดยมีค่าความเป็นด่าง 50 มก./ล.  ในรูปหินปูน
  • 2 : พีเอชเพิ่มขึ้น โดยมีค่าความเป็นด่าง 40 มก./ล. ในรูปหินปูน
  • 3 : พีเอชลดลง โดยมีค่าความเป็นด่าง 10 มก./ล.  ในรูปหินปูน
  • 4 : พีเอชลดลง โดยมีค่าความเป็นด่าง 0 มก./ล.  ในรูปหินปูน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 56 :
  • สารเคมีชนิดใด ใช้แก้ความกระด้างของน้ำได้
  • 1 : ปูนขาว และโซดาแอช
  • 2 : เฟอร์รัสซัลเฟต และ โซดาแอช
  • 3 : อลูมินัมซัลเฟต และ ปูนขาว
  • 4 : อลูมินัมซัลเฟต และ โซเดียมไฮดรอกไซด์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 57 :
  • ข้อความใดต่อไปนี้ที่ไม่ถูกต้อง
  • 1 : ความขุ่นมีผลต่อประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อโรคในน้ำ
  • 2 : ความขุ่นทำให้สิ้นเปลืองสารเคมีมากขึ้นในการปรับค่า pH ของน้ำ
  • 3 : ความขุ่นทำให้อายุการใช้งานของถังกรองลดลง
  • 4 : ความขุ่นทำให้ประสิทธิภาพการดูดซับลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 58 :
  • กระบวนการใดที่ไม่ใช่กระบวนการที่ใช้กำจัดสี
  • 1 : adsorption
  • 2 : coagulation
  • 3 : oxidation
  • 4 : filtration
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 59 :
  • ข้อความใดต่อไปนี้ที่ไม่ถูกต้อง
  • 1 : ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะละลายในน้ำได้มากขึ้น ถ้าน้ำมีค่า pH สูงขึ้น
  • 2 : เมื่อเติมสารส้มลงในน้ำค่า pH ของน้ำจะลดลง
  • 3 : เมื่อเติมก๊าซคลอรีนลงในน้ำค่า pH ของน้ำจะเพิ่มขึ้น
  • 4 : เมื่อเติม NaOCl ลงในน้ำ ค่า pH ของน้ำจะเพิ่มขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 60 :
  • Carbonate hardness ไม่สามารถกำจัดได้โดยการเติมสารเคมี ชนิดใด
  • 1 : Na2CO3
  • 2 : Ca(OH)2
  • 3 : CaCO3
  • 4 : NaCl
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 61 :
  • Noncarbonate hardness สามารถกำจัดได้โดยการเติมสารเคมีชนิดใด
  • 1 : NaOH และ Na2CO3
  • 2 : Ca(OH)2 และ Na2CO3
  • 3 : Ca(OH)2 และ Mg(OH)2
  • 4 : NaOH และ CaCO3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 62 :
  • กระบวนการที่สามารถใช้กำจัดเหล็กและมังกานีสในน้ำได้แก่
  • 1 : coagulation - sedimentation - filtration
  • 2 : aeration - filtration
  • 3 : neutralization – reduction - filtration
  • 4 : chemical precipitation - filtration
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 63 :
  • Comminutor เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับ
  • 1 : สูบน้ำและตะกอน
  • 2 : กรองตะกอนขนาดเล็ก
  • 3 : ย่อยเศษวัสดุให้มีขนาดเล็กลง
  • 4 : บีบเพื่อรีดน้ำออกจากตะกอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 64 :
  • การลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ละลายในน้ำทำได้โดย
  • 1 : เติมสารส้ม
  • 2 : เติมปูนขาว
  • 3 : เติมเกลือเฟอริดคลอไรด์
  • 4 : เติมคลอรีน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 65 :
  • กระบวนการใดที่มีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดสาร pesticide ในน้ำ
  • 1 : การกรอง
  • 2 : การออกซิไดส์ด้วยโอโซน และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์
  • 3 : coagulation - filtration
  • 4 : chomical precipitation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 66 :
  • อิออนโลหะส่วนใหญ่สามารถตกตะกอนได้เมื่อจับตัวกับ anion ชนิดใด
  • 1 : คลอไรด์
  • 2 : ซัลเฟต
  • 3 : ไฮดรอกไซด์
  • 4 : ฟอสเฟต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 67 :
  • การกำจัดสารประกอบฟอสเฟตที่มีปริมาณสูงในน้ำ สามารถทำได้โดยการเติมสารเคมีชนิดใด
  • 1 : สารส้ม
  • 2 : เกลือเฟอริค
  • 3 : ปูนขาว
  • 4 : คลอรีน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 68 :
  • กระบวนการ ion exchange สามารถกำจัด ion ชนิดใด
  • 1 : cation
  • 2 : anion
  • 3 : ทั้ง cation และ anion
  • 4 : divalent metallic ion
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 69 :
  • การที่ divalent metallic ion ไปแทนที่ อิออนโซเดียมใน zeolite ทำให้ค่าความกระด้างของน้ำลดลง ถ้า zeolite ที่ใช้หมดสภาพ มักจะฟื้นสภาพ (regeneration) โดยการเติมสารละลายชนิดใด
  • 1 : สารละลายด่างแก่ NaOH
  • 2 : สารละลาย NaCl เข้มข้น
  • 3 : สารละลาย NaOCl
  • 4 : สารละลาย NaHCO3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 70 :
  • H2S ในน้ำสามารถกำจัดโดยกระบวนการใด
  • 1 : ออกซิไดส์ด้วยคลอรีน
  • 2 : chemical precipitation
  • 3 : coagulation - filtration
  • 4 : ion exchange
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 71 :
  • การปนเปื้อนของสารหนู (arsenic) เป็นปัญหาในบางพื้นที่ กระบวนการใดไม่สามารถใช้กำจัดสารหนู
  • 1 : coagulation - filtration
  • 2 : activated alumina adsorption
  • 3 : ion exchange
  • 4 : air stripping
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 72 :
  • ในการออกแบบถังสัมผัสคลอรีน (chlorine contact tank) มักให้ระยะเวลาสัมผัส (contact time) ประมาณเท่าใด
  • 1 : 10 – 20 นาที
  • 2 : 20 - 40 นาที
  • 3 : 40 – 60 นาที
  • 4 : 60 – 90 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 73 :
  • ถ้าน้ำมีการปนเปื้อนของสารประกอบไซยาไนด์สูง วิธีการที่มีประสิทธิภาพในการลดปริมาณไซยาไนด์ได้แก่
  • 1 : chlorination
  • 2 : chemical precipitation
  • 3 : coagulation - filtration
  • 4 : aeration - filtration
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 74 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับขนาดของอนุภาค
  • 1 : อนุภาคขนาดเล็กระดับโมเลกุล จะเคลื่อนที่เนื่องจากพลังงานความร้อน ในลักษณะ Brownian
  • 2 : ทรายเป็นอนุภาคในขนาดมิลลิเมตร แต่สามารถกรองอนุภาคขนาดเล็กในระดับไมครอนในน้ำที่ผ่านการเติมสารเคมีมาแล้วได้
  • 3 : อนุภาคคอลลอยด์ขนาดใหญ่สามารถตกตะกอนได้ด้วยน้ำหนักของตัวอนุภาคเอง
  • 4 : ความเร็วในการตกตะกอนของ Alum floc จะเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่าถ้า floc ขนาดเท่ากันชนและรวมตัวกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 75 :
  • ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของการเติมคลอรีนในน้ำดิบก่อนปรับคุณภาพด้วยกระบวนการอื่น
  • 1 : คลอรีนช่วยกำจัดสารอินทรีย์บางส่วนในน้ำ
  • 2 : คลอรีนช่วยสร้างแกนตะกอน
  • 3 : คลอรีนข่วยกำจัดสี กลิ่น รส ในน้ำ
  • 4 : คลอรีนช่วยจำกัดการเจริญเติบโตของสาหร่ายและตะไตร่น้ำในหน่วยการผลิตน้ำต่างๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 76 :
  • กระบวนการใดต่อไปนี้ ไม่ใช่กระบวนการทำน้ำเค็มให้เป็นน้ำจืด
  • 1 : รีเวิร์สออสโมสิส
  • 2 : การกลั่น
  • 3 : การเติมสารเคมีเพื่อตกตะกอน
  • 4 : การแยกด้วยกระแสไฟฟ้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 77 :
  • สารประกอบชนิดใดที่สามารถกำจัดโดยใช้ Soda ash เพียงอย่างเดียว
  • 1 : Mg(HCO3)2
  • 2 : MgCO3
  • 3 : CaSO4
  • 4 : MgSO4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 78 :
  • สารประกอบชนิดใดที่สามารถกำจัดโดยใช้ปูนขาว (lime) เพียงอย่างเดียว
  • 1 : Mg(HCO3)2
  • 2 : CaCl2
  • 3 : MgSO4
  • 4 : MgCl2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 79 :
  • วิธีใดที่ไม่สามารถใช้ลดปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำได้
  • 1 : Chemical precipitation
  • 2 : Adsorption
  • 3 : Membrane filtration
  • 4 : Chlorination
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 80 :
  • กระบวนการผลิตน้ำประปาในข้อใดมีวัตถุประสงค์เพื่อกำจัดความขุ่น
  • 1 : แอเรชัน
  • 2 : การตกตะกอน
  • 3 : การแลกเปลี่ยนอิออน
  • 4 : การเติมคลอรีน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 81 :
  • กระบวนการผลิตน้ำประปาในข้อใดมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการตกตะกรันในเส้นท่อ
  • 1 : การปรับพีเอช
  • 2 : การตกตะกอน
  • 3 : การแลกเปลี่ยนอิออน
  • 4 : การกรอง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 82 :
  • กระบวนการผลิตน้ำประปาในข้อใดมีวัตถุประสงค์เพื่อการฆ่าเชื้อโรค
  • 1 : การปรับพีเอช
  • 2 : การตกตะกอน
  • 3 : การแลกเปลี่ยนอิออน
  • 4 : การเติมคลอรีน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 83 :
  • กรณีใช้น้ำดิบที่มีปริมาณสารโวแลไทล์สูงควรเพิ่มเติมกระบวนการใดลงในระบบผลิตน้ำประปาแบบปกติ (Conventional water treatment system)
  • 1 : การดีแอเรชัน
  • 2 : การปรับพีเอช
  • 3 : การแลกเปลี่ยนอิออน
  • 4 : การดูดติดผิว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 84 :
  • กรณีใช้น้ำดิบที่มีความกระด้างสูงควรเพิ่มเติมกระบวนการใดลงในระบบผลิตน้ำประปาแบบปกติ (Conventional water treatment system)
  • 1 : การดีแอเรชัน
  • 2 : การเติมโอโซน
  • 3 : การแลกเปลี่ยนอิออน
  • 4 : การดูดติดผิว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 85 :
  • หากผลการวิเคราะห์น้ำพบว่า Total Alkalinity > Total Hardness ข้อใดถูกต้อง
  • 1 : ความกระด้างของน้ำนี้สามารถกำจัดได้หมดด้วยวิธีการต้ม
  • 2 : จะพบไอออนประจุบวกอื่น ๆ นอกจากประจุบวก 2 ในน้ำตัวอย่างนี้
  • 3 : NCH (Non Carbonate Hardness) > 0 mg/L หินปูน
  • 4 : มีคำตอบที่ถูกมากกว่า 1 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 603 : Water Supply Engineering: 06. Aeration
ข้อที่ 86 :
  • การละลายน้ำของออกซิเจนลดลงในกรณีใด
  • 1 : อุณหภูมิลดลง และปริมาณคลอไรด์เพิ่มขึ้น
  • 2 : อุณหภูมิเพิ่มขึ้น และปริมาณคลอไรด์ลดลง
  • 3 : อุณหภูมิลดลง และปริมาณคลอไรด์ลดลง
  • 4 : อุณหภูมิเพิ่มขึ้น และปริมาณคลอไรด์เพิ่มขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 87 :
  • ข้อใดผิด
  • 1 : อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำแอเรชันและดีแอเรชันมีลักษณะคล้ายคลึงกัน
  • 2 : สารที่ต้องการกำจัดออกจากน้ำด้วยกระบวนการดีแอเรชัน ควรมีความสามารถในการละลายน้ำสูงและสามารถทำให้เป็นไอได้ยาก
  • 3 : การทำแอเรชันในกระบวนการผลิตน้ำประปา มักมีความจำเป็นถ้าใช้น้ำใต้ดินเป็นแหล่งน้ำดิบเนื่องจากน้ำใต้ดินมีปริมาณเหล็กและแมงกานีสสูง
  • 4 : วัตถุประสงค์ของการทำแอเรชันอย่างหนึ่งคือการลดพีเอชและป้องกันการตกผลึกของหินปูน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 88 :
  • ข้อความใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : Henry’s Law Constant จะมีค่าเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิโดยจะมีค่าสูงขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น
  • 2 : ค่า Henry’s Law Constant ของคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นค่าคงที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ที่ละลายน้ำและ partial pressure ของคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ
  • 3 : โดยทั่วไป เมื่อน้ำมีค่าความเค็มสูงขึ้น ปริมาณการละลายของออกซิเจนในน้ำจะลดลง
  • 4 : คาร์บอนไดออกไซด์สามารถละลายน้ำได้สูงกว่าออกซิเจน ภายใต้ค่า partial pressure ที่เท่ากัน เนื่องจาก คาร์บอนไดออกไซด์มีค่า Henry’s Law Constant สูงกว่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 89 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับความสามารถในการละลายน้ำของออกซิเจน ซึ่งมีค่า Henry’s Law Constant = 13.8 x 10-4 mole/litre-atm. ที่ 20 ºC
  • 1 : อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะทำให้ความสามารถในการละลายน้ำของออกซิเจนลดลง
  • 2 : ความเข้มข้นสูงสุดของออกซิเจนในน้ำที่อุณหภูมิ 20 ºC  คือ 8.83 มก./ล.
  • 3 : Partial Pressure ของออกซิเจนคือ 0.20 atm.
  • 4 : การเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำจนมีความเข้มข้น 8-9 มก./ล. ในน้ำดิบจะทำได้ยากเนื่องจากความสามารถในการละลายของออกซิเจน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 90 :
  • สารใดต่อไปนี้ไม่สามารถกำจัดได้โดยกระบวนการ Deaeration
  • 1 : คาร์บอนไดออกไซด์
  • 2 : แอมโมเนีย
  • 3 : ไฮโดรเจนซัลไฟด์
  • 4 : โซเดียมคลอไรด์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 91 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นวัตถุประสงค์หรือผลพลอยได้ของกระบวนการ Deaeration ยกเว้นข้อใด
  • 1 : กำจัดคาร์บอนไดออกไซด์จากน้ำ
  • 2 : ลดสารโวแลไทด์ในน้ำ
  • 3 : อาจเกิดการเติมอากาศให้น้ำพร้อมกัน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 92 :
  • การเติมคาร์บอนไดออกไซด์มักใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด
  • 1 : เพิ่มพีเอช
  • 2 : ลดพีเอช
  • 3 : กำจัดสารอินทรีย์ในน้ำ
  • 4 : กำจัดโลหะหนักในน้ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 93 :
  • ในสภาพใดที่ความสามารถในการละลายน้ำของก๊าซออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น
  • 1 : อุณหภูมิของน้ำสูงขึ้น
  • 2 : น้ำมีปริมาณคลอไรด์ (Cl-) มากขึ้น
  • 3 : อุณหภูมิลดลง 
  • 4 : ระดับความสูงเหนือน้ำทะเลเพิ่มขึ้น 
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 94 :
  • ในระบบประปานิยมใช้กระบวนการใดในการกำจัดก๊าซละลายน้ำต่างๆ เช่น CO2 , NH3 , H2S
  • 1 : ดีแอเรชัน
  • 2 : การกรอง
  • 3 : การดูดซับ
  • 4 : การแลกเปลี่ยนอิออน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 95 :
  • แอมโมเนียจะมีสภาพเป็นก๊าซที่พีเอชใด
  • 1 : พีเอชต่ำมากๆ
  • 2 : พีเอชสูงมากๆ
  • 3 : พีเอชกลาง
  • 4 : ถูกทั้งข้อ 1 และ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 96 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำแอเรชันและดีแอเรชัน
  • 1 : Spray aerator
  • 2 : Diffuser
  • 3 : Cascade aerator
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 97 :
  • ในบรรยากาศที่มีออกซิเจน 25% จงคำนวณหาความเข้มข้นสูงสุดของออกซิเจนในน้ำที่มีอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ( กำหนดให้ค่าคงที่ kH = 0.000138 mol /L-atm)
  • 1 : 11.04 mg/l
  • 2 : 15.03 mg/l
  • 3 : 7.46 mg/l
  • 4 : 4.86 mg/l
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 604 : Water Supply Engineering: 07. Coagulation
ข้อที่ 98 :
  • ข้อใดไม่ใช่กลไกการทำลายเสถียรภาพของคอลลอยด์
  • 1 : การเพิ่มความหนาของชั้นกระจายของอนุภาคคอลลอยด์
  • 2 : การทำลายประจุไฟฟ้าของอนุภาคคอลลอยด์
  • 3 : การใช้ผลึกโลหะไฮดรอกไซด์เพิ่มน้ำหนักของอนุภาคคอลลอยด์
  • 4 : การดูดติดของอนุภาคคอลลอยด์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 99 :
  • สารชนิดใด ไม่ใช่สารโคแอกกูแลนท์
  • 1 : Al2(SO4)3
  • 2 : FeCl3
  • 3 : CaCl2
  • 4 : Fe2(SO4)3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 100 :
  • การใช้สารส้มร่วมกับโซดาแอชในกระบวนการโคแอกกูเลชัน เหมาะสมกับน้ำที่มีลักษณะแบบใดมากที่สุด
  • 1 : มีความขุ่นต่ำเกินไป
  • 2 : มีความเป็นด่างต่ำเกินไป
  • 3 : มีความขุ่นสูงเกินไป
  • 4 : มีความเป็นด่างสูงเกินไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 101 :
  • ข้อเสียของการใช้สารส้มร่วมกับปูนขาวในกระบวนการโคแอกกูเลชัน คืออะไร
  • 1 : เพิ่มความเป็นด่างในน้ำ
  • 2 : เพิ่มความกระด้างถาวรในน้ำ
  • 3 : ปูนขาวมีราคาสูงเมื่อเทียบกับสารชนิดอื่น
  • 4 : เกิดอลูมินัมไฮดรอกไซด์ในน้ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 102 :
  • การทำจาร์เทสต์ (Jar Test) เกี่ยวข้องกับกระบวนการใดมากที่สุด
  • 1 : Coagulation
  • 2 : Sedimentation
  • 3 : Filtration
  • 4 : Aeration
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 103 :
  • จากสมการด้านล่างนี้ จงหาว่า ในการเติม Al2(SO4)3·14H2O ลงในน้ำ ปริมาณ 1 กรัม จะทำให้ความเป็นด่างในน้ำลดลงกี่กรัม (ในรูปแคลเซียมคาร์บอเนต) (มวลอะตอมของ Al = 27 , S = 32)

    Al2(SO4)3·14H2O + 3Ca(HCO3)2 -------> 2Al(OH)3 + 3CaSO4 + 6CO2 + 14H2O

  • 1 : 0.51
  • 2 : 0.82
  • 3 : 1.22
  • 4 : 1.98
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 104 :
  • กระบวนการที่นิยมใช้ในการลดความขุ่นของน้ำได้แก่
  • 1 : กระบวนการดูดซับ (adsorption)
  • 2 : กระบวนการออกซิเดชั่น – รีดักชั่น
  • 3 : กระบวนการ coagulation-flocculation
  • 4 : กระบวนการเติมอากาศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 105 :
  • ในการเติมสารส้มเพื่อสร้างตะกอนในกระบวนการกำจัดความขุ่น ค่า pH ช่วงใดเหมาะสมที่สุด
  • 1 : 4.5-5.5
  • 2 : 5.5-6.5
  • 3 : 6.5-7.5
  • 4 : 7.5-8.5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 106 :
  • ที่ค่า pH ต่ำหรือสูงเกินไป การกำจัดความขุ่นโดยการเติมสารส้มจะไม่ได้ผลเนื่องจาก
  • 1 : สารส้มละลายน้ำได้น้อยลง
  • 2 : สารประกอบ Al (OH)3 เกิดน้อยลง แต่เกิดอิออนเชิงซ้อนที่ละลายน้ำได้
  • 3 : อนุภาคสารแขวนลอย เกิดการเปลี่ยนสภาพ
  • 4 : เกิดประจุไฟฟ้า ทำให้อนุภาคสารแขวนลอยไม่จับตัวกับฟล็อคที่เกิดขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 107 :
  • ค่า pH ที่เหมาะสมที่สุดในการกำจัดสีในน้ำโดยการเติมเกลือเฟอริคอยู่ในช่วงใด
  • 1 : 5-6
  • 2 : 6-7
  • 3 : 7-8
  • 4 : 8-9
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 108 :
  • การเติมสารเคมีชนิดใดที่ไม่ทำให้ค่า Alkalinity ของน้ำเปลี่ยนแปลง
  • 1 : Na2CO3
  • 2 : NaCl
  • 3 : FeCl3
  • 4 : Al2(SO4)3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 109 :
  • ข้อความใดที่ไม่ถูกต้อง
  • 1 : คอลลอยด์เป็นอนุภาคขนาดเล็กที่มีเสถียรภาพสูง มีขนาดประมาณ 10-3 -1.0 ไมครอน
  • 2 : คอลลอยด์มักมีประจุลบ เนื่องจากความไม่สมบูรณ์ของผลึก หรือการแตกตัวของหมู่ฟังก์ชัน
  • 3 : คอลลอยด์จะสามารถตกตะกอนได้เองภายในระยะเวลาที่เหมาะสม
  • 4 : ขนาดที่เล็กของคอลลอยด์ทำให้น้ำหนักของอนุภาคมีความสำคัญน้อยกว่าพื้นที่ผิว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 110 :
  • การลดความหนาของชั้นกระจายเป็นวิธีหนึ่งในการทำลายเสถียรภาพของคอลลอยด์ ข้อใดถูกต้องที่สุด
  • 1 : การลดความหนาของชั้นกระจาย สามารถทำได้โดยการเพิ่มจำนวนอิออนในน้ำ
  • 2 : ปริมาณสารเคมีที่ใช้ในการเพิ่มปริมาณอิออนในน้ำสามารถคำนวณได้จากปริมาณความขุ่นที่มีอยู่ในน้ำ
  • 3 : เพื่อให้ได้ผลที่เท่ากัน ปริมาณ Al3+ ที่ใช้จะน้อยกว่า ปริมาณ Na+ ที่ใช้ 3 เท่าเนื่องจากประจุที่ต่างกัน
  • 4 : ถ้าใช้สารเคมีเพื่อการลดความหนาของชั้นกระจายมากเกินไป ประจุลบบนอนุภาคคอลลอยด์จะเปลี่ยนเป็นประจุบวก (charge reversal)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 111 :
  • ในกระบวนการโคแอกกูเลชันด้วยสารส้ม ข้อใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : การทำลายเสถียรภาพของคอลลอยด์ด้วยสารส้ม เกิดขึ้นเนื่องจากการดูดติดผิวทำลายประจุ และการจับอนุภาคคอลลอยด์ไว้ในผลึก  Al(OH)3 ที่เกิดขึ้น
  • 2 : พีเอชที่เหมาะสมสำหรับการใช้สารส้มในกระบวนการโคแอกกูเลช้นคือ พีเอชที่เป็นด่างเล็กน้อย
  • 3 : การเติมสารส้มในน้ำที่มีความขุ่นสูงและความเป็นด่างน้อยจะทำให้พีเอชมีค่าลดลง แต่ในขณะเดียวกันจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำลายเสถียรภาพสูงขึ้น
  • 4 : การหาปริมาณสารส้มที่เหมาะสมสามารถทำได้โดยการทดทำ Jar Test
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 112 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องสำหรับ น้ำดิบที่มีความขุ่นน้อย และความเป็นด่างต่ำ
  • 1 : น้ำที่มีลักษณะเช่นนี้สามารถทำโคแอกกูเลชันได้ยาก
  • 2 : การเติมสารเคมีเพื่อช่วยในการตกตะกอน (โคแอกกูแลนท์เอด) เช่น ดินเหนียว ภายหลังการเติมสารส้ม เพื่อเพิ่มความขุ่นในน้ำ จะทำให้ประสิทธิภาพของการทำโคแอกกูเลชันสูงขึ้น
  • 3 : กลไกในการทำลายเสถียรภาพด้วยสารส้มที่เหมาะสมคือ จับอนุภาคคอลลอยด์ไว้ในผลึก Al(OH)3
  • 4 : ความขุ่นที่น้อยจะทำให้ต้องการปริมาณสารส้มมาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 113 :
  • เสถียรภาพของคอลลอยด์เกิดจากสาเหตุใด
  • 1 : แรงดึงดูดระหว่างคอลลอยด์มากกว่าแรงผลักระหว่างคอลลอยด์
  • 2 : แรงดึงดูดระหว่างคอลลอยด์เท่ากับแรงผลักระหว่างคอลลอยด์
  • 3 : แรง Van der Waals น้อยกว่าแรงผลักเนื่องจากประจุไฟฟ้า
  • 4 : แรง Van der Waals เท่ากับแรงผลักเนื่องจากประจุไฟฟ้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 114 :
  • การทำลายเสถียรของคอลลอยด์ในข้อใดต่อไปนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการทำลายหรือลดประจุไฟฟ้าของอนุภาค
  • 1 : การลดความหนาของชั้นกระจาย
  • 2 : การดูดติดผิว
  • 3 : การใช้สารโพลีเมอร์เป็นสะพานเชื่อม
  • 4 : Sweep Coagulation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 115 :
  • โดยทั่วไปตำแหน่งของกระบวนการโคแอกกูเลชั้นมักอยู่ที่ตำแหน่งใดในกระบวนการผลิตน้ำประปา
  • 1 : อยู่หลังถังตกตะกอน
  • 2 : อยู่หลังถังกวนช้า
  • 3 : อยู่ก่อนถังตกตะกอน
  • 4 : อยู่ก่อนถังกวนช้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 116 :
  • ข้อใดไม่ใช่หลักเกณฑ์และข้อควรระวังในการใช้สารโพลิเมอร์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการรวมตะกอน
  • 1 : เลือกชนิดโพลิเมอร์ที่มีประจุตรงข้ามกับคลอลอยด์
  • 2 : เลือกใช้โพลิเมอร์ชนิดที่ไม่มีประจุแต่ใช้ในปริมาณมาก
  • 3 : ความปั่นป่วนอันเนื่องมาจากการกวนต้องไม่มากเกินไป
  • 4 : เลือกใช้โพลิเมอร์ที่มีความยาวเพียงพอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 117 :
  • การทำ Jar Test สามารถใช้ในวัตถุประสงค์ดังนี้
  • 1 : เพื่อหาค่าความเข้มข้นที่เหมาะสมของสารเคมีที่ใช้ในการสร้างแกนตะกอนและช่วยในการก่อตะกอน
  • 2 : เพื่อหาค่าความเข้มข้นของสารแขวนลอยในน้ำ
  • 3 : เพื่อหาอัตราการกวนและพลังงานที่ใช้ในการกวนน้ำเพื่อสร้างแกนตะกอน
  • 4 : เพื่อหาค่าความขุ่นของน้ำดิบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 118 :
  • ผลการทดลองจาร์เทสต์ของน้ำดิบแห่งหนึ่ง ซึ่งมีความขุ่น 15 TU และ มีค่าความเป็นด่าง HCO3- = 50 มก./ล. ในรูปหินปูนเป็นดังนี้

    การทดลองที่ 1

    1

    2

    3

    4

    5

    6

    pH

    5.0

    5.5

    6.0

    6.5

    7.0

    7.5

    Alum dose (mg/L)

    10

    10

    10

    10

    10

    10

    Settled Turbidity (TU)

    11

    7

    5.5

    5.7

    8

    13

    การทดลองที่ 2

    pH

    6.0

    6.0

    6.0

    6.0

    6.0

    6.0

    Alum dose (mg/L)

    5

    7

    10

    12

    15

    20

    Settled Turbidity (TU)

    14

    9.5

    5

    4.5

    6

    13

    ผลสรุปข้อใดที่ไม่ถูกต้อง

     

  • 1 : ปริมาณ Alum ที่เหมาะสมคือ 12 มก./ล.
  • 2 : pH ที่เหมาะสมในการทำโคแอกกูเลชันของน้ำดิบนี้คือ 6.0
  • 3 : การเติม Alum สามารถลดค่าความขุ่นได้มากกว่า 65%
  • 4 : เมื่อเติม Alum 10 มก./ล. ที่ค่า pH 6 จะทำให้ค่าความเป็นด่างลดลงประมาณ 10 มก./ล.ในรูปหินปูน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 119 :
  • ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตน้ำประปา
  • 1 : สารประกอบเหล็ก และสารประกอบอลูมิเนียม เมื่อใส่ลงไปในน้ำจะแตกตัว และทำปฏิกิริยากับ HCO3-ในน้ำ ทำให้ pH มีค่าลดลง
  • 2 : การใช้สารส้มในน้ำที่มีระดับความเป็นด่างต่ำ ควรมีการเติมปูนขาว Ca(OH)2 หรือโซดาแอซ (Na2CO3)
  • 3 : การใช้ Na2CO3 และปูนขาว จะทำให้เกิดผลึกของ Mg(OH)2 และ CaCO3
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 120 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการเลือกสารโคแอกกูแลนท์
  • 1 : สารโคแอกกูแลนท์ที่นิยมใช้มี 2 ชนิด คือ สารส้ม และสารประกอบเหล็ก
  • 2 : น้ำที่มีความขุ่นน้อย และมีความเป็นด่างน้อย เป็นน้ำที่สามารถทำโคแอกกูเลชั่นได้ง่าย การใช้สารส้มเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะกำจัดความขุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • 3 : น้ำที่มีความขุ่นสูง แต่มีความเป็นด่างต่ำ ควรใช้สารส้ม และสารละลายด่าง เพื่อให้สารโคแอกกูเลชันเกิดได้สมบูรณ์
  • 4 : Kaolinite หรือ Bentonite สามารถใช้เป็นเป้าสัมผัสในกรณีที่น้ำดิบมีความขุ่นไม่เพียงพอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 121 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการโคแอกกูเลชั่น
  • 1 : เมื่อเติมสารส้มลงไปในน้ำ สารส้มจะแตกตัวเป็น Al3+ และทำปฏิกิริยากับ OH- ในน้ำเกิดเป็นสารประกอบโลหะไฮดรอกไซด์ที่มีประจุบวก (+)
  • 2 : สารส้ม และสารประกอบเหล็กมีคุณสมบัติเป็นกรด
  • 3 : สารประกอบธรรมชาติ เช่น แป้ง เซลลูโลส และสารอินทรีย์โพลีเมอร์ สามารถใช้เป็นสารเคมีในการกำจัดคอลลอยด์ได้
  • 4 : ทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 122 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการโคแอกกูเลชั่น
  • 1 : โคแอกกูแลนท์ที่นิยมใช้กันมากที่สุด ได้แก่ สารส้ม ซึ่งเป็นสารประกอบของอะลูมิเนียม
  • 2 : สารส้มสามารถใช้เป็นโคแอกกูแลนท์เพียงลำพังได้ ถ้าน้ำมีลักษณะที่เหมาะสม คือ มีความเป็นด่างต่ำ
  • 3 : การใช้สารส้มร่วมกับปูนขาวเป็นการป้องกันไม่ให้พีเอชของน้ำลดต่ำจนกระทั่งโคแอกกูแลนท์เกิดได้ไม่ดี แต่มีข้อเสียคือทำให้เกิดความกระด้างถาวร
  • 4 : ทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 123 :
  • คอลลอยด์โดยทั่วไปในแหล่งน้ำดิบมักมีประจุแบบใด
  • 1 : ประจุลบ
  • 2 : ประจุบวก
  • 3 : ไม่มีประจุ
  • 4 : ถูกทั้งข้อ 1 และ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 124 :
  • สารเคมีดังต่อไปนี้นิยมใช้เพื่อทำลายเสถียรภาพของคอลลอยด์ยกเว้นข้อใด
  • 1 : สารส้ม
  • 2 : เฟอร์ริกคลอไรด์
  • 3 : เฟอร์ริกซัลเฟต
  • 4 : โซเดียมคลอไรด์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 125 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เรียงลำดับขั้นตอนของกระบวนการโคแอกกูเลชันและฟลอคคูเลชัน
  • 1 : ถังกวนเร็ว ถังกรองเร็ว ถังกวนช้า ถังตกตะกอน
  • 2 : ถังกวนช้า ถังกวนเร็ว ถังตกตะกอน ถังกรองเร็ว
  • 3 : ถังกวนเร็ว ถังกวนช้า ถังกรองเร็ว ถังตกตะกอน
  • 4 : ถังกรองเร็ว ถังกวนเร็ว ถังตกตะกอน ถ้งกรองเร็ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 126 :
  • การควบคุมสภาวะที่เหมาะสมสำหรับการเติมโคแอกกูแลนท์สามารถทำได้ด้วยวิธีใด
  • 1 : วิธีจาร์เทสต์
  • 2 : วัดค่าพีเอช
  • 3 : วัดค่าซีตาโพเทนเชียล
  • 4 : ถูกทั้งข้อ 1 และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 127 :
  • ต่อไปนี้คือปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการใช้โพลิเมอร์เป็นสะพายเชื่อมคอลลอยด์อย่างมีประสิทธิภาพยกเว้นข้อใด
  • 1 : ปริมาณสารโพลิเมอร์ที่เหมาะสม
  • 2 : ชนิดของโพลิเมอร์ที่เหมาะสม
  • 3 : ความเร็วแกรเดียนท์
  • 4 : อุณหภูมิ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 128 :
  • จากผลการทำจาร์เทสพบว่าการเติมโคแอกกูแลนท์มากกว่าจำนวนพอเหมาะจะทำให้ความขุ่นเพิ่มขึ้น ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้องต่อการออกแบบระบบโคแอกกูเลชัน
  • 1 : ออกแบบความเร็วแกรเดียนในถังกวนเร็วอยู่ระหว่าง 300 – 500 วินาที-1
  • 2 : ออกแบบให้ความเวลากักเก็บในถังกวนเร็วนานมากกว่า 30 วินาที
  • 3 : สามารถเลือกใช้อุปกรณ์กวนเร็วแบบเครื่องบดในเส้นท่อ
  • 4 : ออกแบบการกวนเร็วให้เหมาะสมกับปรากฏการณ์แบบ Sweep Coagulation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 129 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุทำให้อนุภาคกลับมีเสถียรภาพกลับคืนมาใหม่จากการเติมโพลิเมอร์
  • 1 : เติมปริมาณโพลิเมอร์น้อยเกินไป
  • 2 : เติมปริมาณโพลิเมอร์มากเกินไป
  • 3 : กวนแรงเกินไป
  • 4 : ข้อ 2 และข้อ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 130 :
  • แรงระหว่างอนุภาคนั้นประกอบด้วยแรงอะไรบ้างและเป็นแรงในลักษณะใด
  • 1 : แรง Van der Waals : แรงดึงดูด , แรงจากประจุไฟฟ้า : แรงดูดหรือแรงผลัก
  • 2 : แรงจากประจุไฟฟ้า : แรงดึงดูด , Van der Waals : แรงดูดหรือแรงผลัก
  • 3 : Hydrogen Bonding : แรงดูดหรือแรงผลัก , แรงจากประจุไฟฟ้า : แรงดูด
  • 4 : แรงจากประจุไฟฟ้า : แรงดึงดูด , Hydrogen Bonding : แรงดูดหรือแรงผลัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 131 :
  • การกวนน้ำเพื่อเติมสารเคมีด้วยวิธีใดต่อไปนี้ วิธีใดมีการศูนย์เสียเฮดของน้ำน้อยที่สุด
  • 1 : การกวนน้ำโดย Parshall Flume
  • 2 : การกวนน้ำแบบ Hydraulic Jump
  • 3 : การกวนน้ำโดย Static Mixer
  • 4 : การกวนน้ำโดยใช้ใบพัด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 132 :
  • จากผลจาร์เทสดังนี้

    ความถี่ (%)

    11

    34

    14

    13

    9

    17

    2

    สารส้ม (mg/l)

    15

    20

    18

    30

    32

    40

    46

    ความเป็นด่าง (mg/l)

    86

    130

    92

    85

    93

    77

    83

    พีเอช

    6.4

    6.7

    6.4

    6.3

    6.4

    6.2

    6.5

    ข้อใดต่อไปนี้ถูก (โดยใช้สมการสตอยชิโอตริกของโครงสร้างโคแอกกูเลชันด้วยสารส้ม)
    Al2(SO4)3·14.3H2O + 3Ca(HCO3)2  ® 3CaSO4 + 2Al(OH)3 + 6CO2 + 14.3H2O
  • 1 : โคแอกกูเลชันของน้ำนี้ไม่สามารถคงสภาพพีเอชที่เหมาะสมได้
  • 2 : โคแอกกูเลชันของน้ำนี้สามารถคงสภาพพีเอชที่เหมาะสมได้
  • 3 : พีเอชของน้ำไม่เหมาะสมแต่การเติมสารส้มสามารถปรับพีเอชเหมาะสมได้
  • 4 : พีเอชของน้ำเหมาะสมแต่การเติมสารส้มจะทำให้พีเอชลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 133 :
  • การเติม Alum ในกระบวนการโคแอกกูเลชันส่งผลอย่างไรต่อค่าความเป็นด่างของน้ำ
  • 1 : ค่าความเป็นด่างเพิ่มขึ้น
  • 2 : ค่าความเป็นด่างลดลง
  • 3 : ค่าความเป็นด่างคงที่
  • 4 : ถูกทั้งข้อ 2 และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 134 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสารเคมีในสำหรับกระบวนการโคแอกกูเลชันของน้ำดิบที่มีความขุ่นสูงแต่มีความเป็นด่างต่ำ
  • 1 : สามารถใช้สารส้มใด้ดี
  • 2 : สามารถใช้เกลือเฟริคได้ดี
  • 3 : ต้องมีการปรับพีเอชด้วยสารละลายด่าง
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 135 :
  • ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับกลไกการทำลายประจุด้วยสารส้มหรือสารประกอบเหล็ก
  • 1 : การทำลายประจุแบบดูดติดผิวต้องการระยะเวลาสัมผัสนานกว่าแบบ Sweep Coagulation
  • 2 : การทำลายประจุแบบ Sweep Coagulation ต้องการระยะเวลาสัมผัสเร็วกว่าแบบดูดติดผิว
  • 3 : สลัดจ์ที่ได้จากกระบวนการ Sweep Coagulation มีลักษณะแน่นและดึงน้ำออกยาก
  • 4 : การทำลายประจุแบบดูดติดผิวมักถูกใช้เป็นการบวนการหลักในกระบวนการโคแอกกูเลชัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 136 :
  • สารใดที่กระบวนการโคแอกกูเลชันไม่สามารถกำจัดได้
  • 1 : อนุภาคคอลลอยด์ที่เป็นสารอนินทรีย์
  • 2 : ใยหิน (Asbestos)
  • 3 : สาหร่ายและแบคทีเรีย
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 137 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้โคแอกกูเลชันเอด
  • 1 : การเติมแอ็คติเว้ตเต๊ดซิลิกาพร้อมกับสารส้มจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพโดยการเพิ่มเป้าสัมผัส
  • 2 : การเติมแอ็คติเว้ตเต๊ดซิลิกาหลังการเกิดโคแอกกูเลชันด้วยสารส้มจะช่วยเพิ่มขนาดฟล้อคให้ใหญ่ขึ้น
  • 3 : ดินเหนียวสามารถใช้เป็นสารเพิ่มเป้าสัมผัสได้
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 138 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการทำลายเสถียรภาพของคอลลอยด์จากกระบวนการโคแอกกูลชัน
  • 1 : กลไกหลักของการทำลายเสถียรภาพของคอลลอยด์ด้วยสารส้มคือการหุ้มด้วยผลึก
  • 2 : กลไกการดูดติดผิวทำลายประจุจะมีประสิทธิภาพดีสำหรับน้ำดิบที่มีความขุ่นมากและความเป็นด่างน้อย
  • 3 : ฟล้อคสารส้มจะมีประจุเป็นบวกที่พีเอชเป็นกลางหรือเป็นกรดเล็กน้อย
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 605 : Water Supply Engineering: 08. Flocculation
ข้อที่ 139 :
  • ความเร็วแกรเดียนท์ที่เหมาะสมสำหรับถังกวนช้าควรอยู่ระหว่างค่าใด
  • 1 : 1 - 5 วินาที -1
  • 2 : 20 - 50 วินาที -1
  • 3 : 100 – 500 วินาที -1
  • 4 : 1000 – 5000 วินาที -1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 140 :
  • อัตราการไหลของน้ำที่เหมาะสมภายในถังกวนช้าแบบ Baffle ควรมีค่าประมาณเท่าใด
  • 1 : 0.1 – 0.3 เมตรต่อวินาที
  • 2 : 1 – 2 เมตรต่อวินาที
  • 3 : 3 – 4 เมตรต่อวินาที
  • 4 : 5 – 7 เมตรต่อวินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 141 :
  • ข้อใดสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของการรวมตะกอนของถังกวนช้า
  • 1 : การเติมสารโพลิเมอร์
  • 2 : การเติมโคแอกกูแลนท์เอด
  • 3 : การลดค่าความเร็วแกรเดียนท์ลงเป็นลำดับในอัตรา 2:1 จนกระทั้งได้ความเร็วแกรเดียนท์ที่เหมาะสมบริเวณทางน้ำออก
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 142 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นข้อดีของถังกวนช้าแบบใช้แผ่นกั้นน้ำ
  • 1 : เกิดการตกตะกอนภายในถังได้ยาก
  • 2 : มีการไหลลัดทางเกิดได้น้อย
  • 3 : ระดับความปั่นป่วนของน้ำเป็นอิสระจากอัตราการไหล
  • 4 : การออกแบบและควบคุมการเกิดฟล็อคคูเลชันทำได้ง่าย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 143 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นการเรียงลำดับแกรเดียนท์ที่เหมาะสมของถังกวนช้าชนิดใช้ใบพัด
  • 1 :

    40 S-1 ® 30 S-1 ® 20 S-1 ® 18 S-1

  • 2 :

    15 S-1 ® 30 S-1 ® 50 S-1 ® 60 S-1

  • 3 :

    60 S-1 ® 30 S-1 ® 50 S-1 ® 20 S-1

  • 4 :

    20 S-1 ® 50 S-1 ® 30 S-1 ® 60 S-1

  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 606 : Water Supply Engineering: 09. Sedimentation
ข้อที่ 144 :
  • การเติมสารชนิดใดลงในน้ำ ที่ทำให้พีเอชของน้ำเพิ่มขึ้น
  • 1 : HCl
  • 2 : CO2
  • 3 : HNO3
  • 4 : NaHCO3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 145 :
  • ดัชนีที่สำคัญที่ใช้ในการออกแบบถังตกตะกอน คือ
  • 1 : overflow rate
  • 2 : detention time
  • 3 : particle loading
  • 4 : settling velocity
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 146 :
  • Flocculฟnt settling เป็นการตกตะกอนในสภาพใด
  • 1 : สภาพที่มีปริมาณสารแขวนลอยหนาแน่น
  • 2 : สภาพที่อนุภาคจับตัวกันระหว่างการตกตะกอน
  • 3 : สภาพที่อนุภาคแขวนลอยมีขนาดใหญ่
  • 4 : สภาพที่สารแขวนลอยเป็นอนุภาคคอลลอยด์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 147 :
  • การเพิ่มประสิทธิภาพของถังตกตะกอนสามารถทำได้โดยเพิ่มแผ่นกั้นแบ่งเป็นชั้นๆ (plate หรือ tube settler) โดยทางทฤษฎีการเพิ่มประสิทธิภาพของการตกตะกอนนี้เกิดจาก
  • 1 : การที่ detention time ในถังตกตะกอนเพิ่มขึ้น
  • 2 : การที่ระดับความลึกของน้ำลดลง
  • 3 : การที่มีวัสดุตัวกลางให้ตะกอนเกาะ
  • 4 : การที่ค่า overflow rate ลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 148 :
  • การติดตั้ง plate หรือ tube settler ในถังตะกอน ในลักษณะที่เอียงทำมุมกับแนวราบ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ คือ
  • 1 : ให้น้ำสามารถไหลจากทางเข้าไปทางออกได้โดยตรง โดยไม่เกิดการตกค้างภายในถัง
  • 2 : เพื่อให้ตะกอนสามารถไหลตกลงมาตามพื้นของ plate หรือ tube ลงสู่ก้นถังตกตะกอนได้
  • 3 : เพื่อลดความปั่นป่วนของน้ำ
  • 4 : เพื่อประหยัดค่าก่อสร้าง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 149 :
  • ถังตกตะกอนแบบ Solid Contact ซึ่งมี sludge blanket เหมาะกับตะกอนลักษณะใด
  • 1 : ตะกอนที่เป็นอนุภาคเดี่ยว (discrete particle)
  • 2 : ตะกอนที่มีลักษณะเป็นฟล๊อค (floc)
  • 3 : ตะกอนที่มีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ
  • 4 : ตะกอนที่มีค่า settling velocity สูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 150 :
  • ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการตกตะกอนคือ
  • 1 : อัตราการไหล ระยะเก็บกักในถังตกตะกอน และ settling velocity
  • 2 : อัตราการไหล ความลึกของถังตกตะกอน และsettling velocity
  • 3 : อัตราการไหล พื้นที่ผิวน้ำ และ settling velocity
  • 4 : อัตราการไหล ความยาวของถัง และ settling velocity
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 151 :
  • ในกระบวนการ Dissolved Air Flotation จะให้อากาศละลายเข้าในน้ำเพิ่มขึ้น ก่อนผ่านไปยังถัง flotation วิธีการใดที่ใช้ในการเพิ่มการละลายของอากาศในน้ำ
  • 1 : ลดอุณหภูมิ
  • 2 : เพิ่มความดัน
  • 3 : ใช้ก๊าซออกซิเจนบริสุทธิ์แทนอากาศ
  • 4 : ใช้ก๊าซที่ละลายน้ำได้ดีเช่น คาร์บอนไดออกไซด์แทนอากาศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 152 :
  • ในกระบวนการ Dissolved Air Flotation ดัชนีที่ใช้ในการออกแบบ คือ
  • 1 : สัดส่วนของอากาศต่อปริมาณสารแขวนลอย
  • 2 : ความเข้มข้นของตะกอนกับปริมาตรของถัง Flotation
  • 3 : ระยะเวลาเก็บกักในถัง Flotation
  • 4 : ความถ่วงจำเพาะ ของอนุภาคสารแขวนลอย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 153 :
  • ข้อใดผิด
  • 1 : การออกแบบถังตกตะกอนโดยอาศัยทฤษฎีการตกตะกอนแบบโดด (Ideal Analysis) จะทำให้ถังตกตะกอนที่ออกแบบได้มีขนาดเล็กที่สุด
  • 2 : ความเร็วในการตกตะกอนของอนุภาคที่ตกตะกอนแบบโดด (Discrete Settling) สามารถประมาณได้จากค่าความถ่วงจำเพาะและขนาดของอนุภาคนั้นๆ
  • 3 : กระบวนการ Flocculation ทำให้ความเร็วในการตกตะกอนของอนุภาคสูงขึ้น
  • 4 : ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวกำหนดลักษณะของการตกตะกอนคือ ความเข้มข้นและคุณสมบัติของอนุภาค
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 154 :
  • ข้อใดไม่ใช่สาเหตุของการไหลลัดทางในถังตกตะกอน
  • 1 : ความแตกต่างของอุณหภูมิของน้ำที่เข้าสู่ถังตกตะกอนกับน้ำในถังตกตะกอน
  • 2 : การออกแบบทางน้ำเข้าและน้ำออกที่ไม่เหมาะสม
  • 3 : การทำโคแอกกูเลชันที่ไม่เหมาะสม
  • 4 : ความแตกต่างระหว่างปริมาณไอออนต่างๆ ของน้ำที่เข้าสู่ถังตกตะกอนกับน้ำในถังตกตะกอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 155 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องสำหรับถังตกตะกอนแบบ Solid Contact
  • 1 : เป็นถังที่รวมขั้นตอนการกวนเร็ว กวนช้า และ ตกตะกอนไว้ภายในถังเดียวกัน
  • 2 : เป็นระบบที่ไม่ต้องการเติมโคแอกกูแลนท์ เช่น สารส้ม เนื่องจากชั้นตะกอนที่มีอยู่สามารถทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว
  • 3 : ช่วยแก้ไขปัญหาการไหลลัดทางในถังตกตะกอน
  • 4 : ชั้นตะกอนที่เกิดขึ้นจะทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้ตะกอนหลุดออกไปจากถัง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 156 :
  • ถังตกตะกอนในระบบประปาแห่งหนึ่งเป็นถังแบบ Horizontal-flow มี Surface Overflow Rate = 17 m3/d·m2 หรือ 0.2 มม./วินาที สมมติว่าถังตกตะกอนนี้มีลักษณะเป็น Ideal Sedimentation Tank ข้อใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : การลดพื้นที่ผิวของถังโดยทุกอย่างที่เหลือไม่เปลี่ยนแปลง จะทำให้ Surface Overflow Rate ลดลง
  • 2 : อนุภาคที่มีความเร็วในการตกตะกอน = 0.05 มม./วินาที จะถูกกำจัดประมาณ 25%
  • 3 : ความเร็วในการตกตะกอนสามารถคำนวณได้จาก Stoke’s Law
  • 4 : ผู้ออกแบบสามารถเพิ่ม Surface Overflow Rate ได้โดยการเพิ่มอัตราการไหลของน้ำเข้าสู่ถังตกตะกอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 157 :
  • ในกรณีถังตกตะกอนแบบอุดมคติอนุภาคชนิดใดที่มีโอกาสตกตะกอนในถังตกตะกอนมากที่สุด
  • 1 : อนุภาคที่มีอัตราเร็วในการตกตะกอนต่ำกว่าค่าอัตราน้ำล้นผิว
  • 2 : อนุภาคที่มีอัตราเร็วในการตกตะกอนเท่ากับอัตราน้ำล้นผิว
  • 3 : อนุภาคที่มีอัตราเร็วในการตกตะกอนสูงกว่าอัตราน้ำล้นผิว
  • 4 : ถูกทั้งข้อ 2 และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 158 :
  • อัตราน้ำล้นผิวมีความสำคัญกับพารามิเตอร์ของถังตกตะกอนในข้อใด
  • 1 : ความลึก และความยาว
  • 2 : อัตราการไหลของน้ำและพื้นที่ตกตะกอน
  • 3 : อัตราการไหลและความลึก
  • 4 : พื้นที่ตกตะกอนและความลึก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 159 :
  • ในการออกแบบถังตกตะกอนประเภทไหลในแนวนอน วิธีใดสามารถลดความปั่นป่วนของน้ำซึ่งสามารถพิสูจน์ได้จาก ค่า Renolds และ Froude number
  • 1 : ติดตั่ง Orifice wall เพื่อกระจายน้ำ
  • 2 : ติดตั้งรางรับน้ำใสเพิ่มมากขึ้น
  • 3 : ติดตั้งแผ่นเอียง
  • 4 : ติดตั้งแผ่นกั้นตามแนวยาวของถัง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 160 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับทฤษฎีการตกตะกอน
  • 1 : การออกแบบขนาดถังตกตะกอนโดยใช้ทฤษฎีการตกตะกอนแบบโดดจะทำให้ได้ถังตกตะกอนที่มีขนาดเล็กกว่าการออกแบบโดยใช้ทฤษฎีการตกตะกอนแบบรวมกลุ่ม
  • 2 : สำหรับถังตกตะกอนแบบอุดมคติที่มีขนาดพื้นที่ผิวน้ำเท่ากับ A และอัตราน้ำไหลเข้าถังเท่ากับ Q จะสามารถกำจัดอนุภาคใดๆก็ตามด้วยวิธีการตกตะกอน ที่ตกตะกอนด้วยความเร็วสูงกว่าหรือเท่ากับ Q/A ได้ทั้งหมด
  • 3 : การตกตะกอนแบบรวมกลุ่ม อนุภาคมีโอกาสมารวมกันเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ ความเร็วในการตกตะกอนจะเพิ่มขึ้นและวิถีการตกตะกอนจะเป็นเส้นโค้ง
  • 4 : การตกตะกอนแบบแบ่งชั้นได้แก่การตกตะกอนของเอเอสในกระบอกตวง1000 มล. 
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 161 :
  • การกำหนดความยาวลำรางที่นำน้ำออกจากถังตกตะกอนจะคำนวนออกแบบโดยใช้ค่าใด
  • 1 : Surface loading rate
  • 2 : Settling velocity
  • 3 : Solid flux
  • 4 : Weir Loading rate
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 162 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นวิธีการลดความปั่นป่วนของน้ำในถังตกตะกอนชนิดสี่เหลี่ยม
  • 1 : การใช้แผ่นเอียงตกตะกอน
  • 2 : การใส่แผ่นกั้นตามยาว
  • 3 : การเพิ่มอัตราการดูดตะกอน
  • 4 : การเพิ่มอัตราน้ำล้นผ่านเวียร์บริเวณผิวน้ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 163 :
  • ข้อดีของถังตกตะกอนแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า เมื่อเทียบกับถังแบบกลม คือ
  • 1 : ประหยัดพื้นที่
  • 2 : ความเร็วของน้ำในถังค่อนข้างสม่ำเสมอ
  • 3 : การกวาดตะกอนสามารถทำได้ต่อเนื่องดีกว่า
  • 4 : การติดตั้งรางรับน้ำทิ้งทำได้ง่ายกว่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 164 :
  • จงคำนวณความเร็วในการตกตะกอนของอนุภาคที่มีขนาด 0.1 มม. และความถ่วงจำเพาะ 2.5 กำหนดให้ความหนืดของน้ำ = 1.3 x 10-2 ซม2/วินาที และ  V0 = g (rS - r)d2 / 18m, เรย์โนด์นัมเบอร์ = V0 r d / m
  • 1 : 0.350 ซม / วินาที
  • 2 : 0.624 ซม / วินาที
  • 3 : 1.025 ซม / วินาที
  • 4 : 1.400 ซม / วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 165 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับทฤษฎีการตกตะกอน
  • 1 : การตกตะกอนของเม็ดกรวดหรือเม็ดทราย เป็นการตกตะกอนแบบโดด
  • 2 : อนุภาคที่ผ่านการเติมสารส้มจะเกิดการตกตะกอนแบบรวมกลุ่ม
  • 3 : ความเร็วในการตกตะกอนจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ถ้าอนุภาคขนาดเท่ากันชนและรวมตัวกัน
  • 4 : ประสิทธิภาพของการตกตะกอนไม่ขึ้นกับความลึกของถังตกตะกอนทางทฤษฏี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 166 :
  • จงคำนวณอัตราน้ำล้นผิวของถังตกตะกอนขนาดกว่าง 8 เมตร ยาว 40 เมตร ลึก 4 เมตร อัตราการไหล 800 ลบ.เมตร/ชั่วโมง
  • 1 :  2.5 ม./ชั่วโมง
  • 2 :  5.0 ม./ชั่วโมง
  • 3 :  7.5 ม./ชั่วโมง
  • 4 :  10.0 ม./ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 607 : Water Supply Engineering: 10. Filtration
ข้อที่ 167 :
  • การควบคุมการกรองน้ำสามารถทำได้โดยวิธีใด
  • 1 : ควบคุมให้อัตราการกรองน้ำคงที่
  • 2 : ควบคุมให้ระดับน้ำเหนือสารกรองคงที่
  • 3 : ควบคุมให้ความต้านทานของสารกรองคงที่
  • 4 : ถูกทั้งข้อ 1 และ ข้อ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 168 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นข้อดีของกระบวนการกรองช้า
  • 1 : มีขนาดของถังกรองเล็กกว่า
  • 2 : สามารถเกิดชั้นฟิลม์บางที่ผึวหน้าและสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการกรองได้
  • 3 : พื้นที่หน้าตัดของสารกรองเล็ก
  • 4 : การทำความสะอาดถังกรองทำได้ง่าย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 169 :
  • ข้อใดเป็นการจัดเรียงหน่วยปฏิบัติการในระบบผลิตน้ำประปาที่ถูกต้อง
  • 1 : การผสมเร็ว-การกวนช้า-การเติมคลอรีน-การกรอง
  • 2 : การเติมอากาศ-การตกตะกอน-การเติมคลอรีน-การกรอง
  • 3 : การผสมเร็ว-การกวนช้า-การตกตะกอน-การกรอง-การเติมคลอรีน
  • 4 : การตกตะกอน - การกรอง - การเติมอากาศ - การเติมคลอรีน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 170 :
  • ข้อใดที่เป็นวัตถุประสงค์ของการกรองน้ำในระบบผลิตน้ำประปา
  • 1 : เพื่อกำจัดอนุภาคสารแขวนลอยในน้ำดิบ
  • 2 : เพื่อกำจัดตะกอนสารประกอบออกไซด์ของเหล็กที่เกิดขึ้นจากขั้นตอนการเติมอากาศ
  • 3 : เพื่อกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำบาดาล
  • 4 : เพื่อกำจัดจุลินทรีย์และไวรัสในน้ำประปา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 171 :
  • ข้อใดเป็นสิ่งปนเปื้อนที่สามารถกำจัดได้เลยด้วยกระบวนการกรอง
  • 1 : จุลินทรีย์
  • 2 : สารอินทรีย์ละลายน้ำ
  • 3 : อนุภาคคอลลอยด์
  • 4 : ของแข็งละลายน้ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 172 :
  • การจัดแบ่งประเภทระบบกรองโดยทั่วไปใช้เกณฑ์ใดเป็นตัวกำหนด
  • 1 : อัตราเร็วในการกรอง
  • 2 : ความลึกของชั้นกรอง
  • 3 : ระดับความขุ่นในน้ำดิบ
  • 4 : การจัดเรียงขนาดวัสดุกรอง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 173 :
  • กระบวนการกรองช้ามีอัตราเร็วในการกรองอยู่ในช่วงใด
  • 1 : 0.01-0.03 เมตรต่อชั่วโมง
  • 2 : 0.1-0.3 เมตรต่อชั่วโมง
  • 3 : 1-3 เมตรต่อชั่วโมง
  • 4 : 10-30 เมตรต่อชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 174 :
  • กระบวนการกรองเร็วแบบใช้แรงโน้มถ่วงของโลก (Gravity Filter) มีอัตราเร็วในการกรองอยู่ในช่วงใด
  • 1 : 0.1-0.3 เมตรต่อชั่วโมง
  • 2 : 1-3 เมตรต่อชั่วโมง
  • 3 : 5-15 เมตรต่อชั่วโมง
  • 4 : 30-100 เมตรต่อชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 175 :
  • ข้อใดเป็นค่าบอกขนาดของวัสดุกรองที่ใช้ในการออกแบบระบบกรอง
  • 1 : ขนาดวัสดุกรองที่เล็กที่สุด (dmin)
  • 2 : ขนาดวัสดุกรองที่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 10 จากขนาดที่เล็กที่สุด (d10%)
  • 3 : ขนาดวัสดุกรองเฉลี่ย (davg)
  • 4 : ขนาดวัสดุกรองที่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 จากขนาดที่เล็กที่สุด (d90%)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 176 :
  • ข้อใดไม่ใช่เกณฑ์ที่ใช้ในการกำหนดคุณสมบัติของวัสดุกรอง
  • 1 : ขนาดของวัสดุกรอง
  • 2 : ความสม่ำเสมอของขนาดวัสดุกรอง
  • 3 : ความถ่วงจำเพาะ (หรือความหนาแน่น) ของวัสดุกรอง
  • 4 : สภาพทรงกลมของวัสดุกรอง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 177 :
  • ขนาดสัมฤทธิ์ (Effective size) ของวัสดุกรองในเครื่องกรองทรายแบบกรองช้ามีค่าอยู่ประมาณเท่าใด
  • 1 : 0.15 ถึง 0.35 มิลลิเมตร
  • 2 : 0.45 ถึง 0.65 มิลลิเมตร
  • 3 : 0.9 ถึง 1.4 มิลลิเมตร
  • 4 : 0.8 ถึง 2.0 มิลลิเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 178 :
  • ในการออกแบบชั้นกรองของระบบกรองเร็ว (Rapid Sand Filter) ควรกำหนดอัตราส่วนของความลึกของชั้นกรองต่อขนาดวัสดุกรอง (L/d) ไว้ประมาณเท่าใด
  • 1 : 10
  • 2 : 100
  • 3 : 1,000
  • 4 : 10,000
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 179 :
  • ระบบกรองช้ามีกลไกการทำงานที่แตกต่างจากระบบกรองเร็วในข้อใด
  • 1 : กลไกทางกายภาพหรือฟิสิกส์ (Physical mechanism)
  • 2 : กลไกทางเคมี (Chemical mechanism)
  • 3 : กลไกทางชีวภาพ (Biological mechanism)
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 180 :
  • การใช้วัสดุกรองชนิดอื่นร่วมกับทรายในระบบกรอง เช่น การใช้ทรายร่วมกับถ่านแอนทราไซต์เป็นวัสดุกรองมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร
  • 1 : เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดสิ่งปนเปื้อนที่ทรายไม่สามารถกำจัดได้
  • 2 : เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดอนุภาคของชั้นกรอง
  • 3 : เพื่อปรับขนาดเฉลี่ยของวัสดุกรองให้เหมาะสม
  • 4 : เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างระบบกรอง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 181 :
  • ข้อใดไม่ใช่ข้อมูลที่ต้องใช้ในการกำหนดอัตราการล้างย้อนที่เหมาะสมของถังกรอง
  • 1 : ความถ่วงจำเพาะ (หรือความหนาแน่น) ของวัสดุกรอง
  • 2 : ขนาดวัสดุกรองที่เปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 10 จากขนาดที่เล็กที่สุด (d10%)
  • 3 : ขนาดวัสดุกรองที่เปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 60 จากขนาดที่เล็กที่สุด (d60%)
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 182 :
  • สัมประสิทธิ์ความสม่ำเสมอของวัสดุกรอง (Uniformity Coefficient) คำนวณได้จากสูตรใด
  • 1 : d10%/ d60%
  • 2 : d10%/ d90%
  • 3 : d60%/ d10%
  • 4 : d90%/ d10%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 183 :
  • หากวัสดุกรองของเครื่องกรองทรายมีขนาดสัมฤทธิ์ (Effective size) เท่ากับ 0.5 มิลลิเมตร และมีสัมประสิทธิ์ความสม่ำเสมอ (Uniformity Coefficient) เท่ากับ 1.5 วัสดุกรองดังกล่าวจะมีขนาดวัสดุกรองที่เปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 60 จากขนาดที่เล็กที่สุดเท่าใด
  • 1 : 0.33 มิลลิเมตร
  • 2 : 0.75 มิลลิเมตร
  • 3 : 1.0 มิลลิเมตร
  • 4 : 2.0 มิลลิเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 184 :
  • ข้อใดเป็นเกณฑ์ที่ใช้ในการกำหนดอายุการทำงานของชั้นกรองก่อนการล้างทำความสะอาด
  • 1 : คุณภาพของน้ำที่ผ่านการกรอง
  • 2 : ค่าความดันสูญเสียในชั้นกรอง
  • 3 : ระยะเวลาการใช้งานชั้นกรอง
  • 4 : มีข้อถูกมากกว่า 1 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 185 :
  • เพราะเหตุใดผู้ควบคุมระบบกรองจึงต้องหยุดใช้งานชั้นกรองเมื่อมีค่าความดันสูญเสียในชั้นกรองถึงค่าสูงสุดที่กำหนดไว้
  • 1 : เพื่อป้องกันการอุดตันของชั้นกรองที่ล้างทำความสะอาดได้ยาก
  • 2 : เพื่อป้องกันการเกิดความดันที่เป็นลบ (Negative Pressure)ในชั้นกรอง
  • 3 : เพื่อป้องกันมิให้อัตราการกรองลดลงมากเกินไป
  • 4 : เพื่อป้องกันมิให้น้ำในถังกรองล้นออกจากถัง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 186 :
  • ข้อใดเป็นเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาเลือกวัสดุกรองที่เหมาะสม
  • 1 : ขนาดและรูปร่างของวัสดุกรอง
  • 2 : ความหนาแน่นของวัสดุกรอง
  • 3 : ราคาของวัสดุกรอง
  • 4 : มีข้อถูกมากกว่า 1 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 187 :
  • ในการออกแบบระบบกรอง มีเกณฑ์ที่ใช้ในการกำหนดจำนวนถังกรองที่เหมาะสมอย่างไร
  • 1 : ควรมีจำนวนถังกรองที่เหมาะสมขั้นต่ำอย่างน้อย 2 ถัง
  • 2 : กำหนดจำนวนถังกรองที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่ออกแบบตามสูตร N = 1.2Q0.5 เมื่อ Q = ปริมาณน้ำที่ออกแบบในหน่วย Mgd
  • 3 : จำนวนถังกรองถังกรองที่เหมาะสมขึ้นอยู่วิธีการควบคุมการทำงานของระบบกรอง
  • 4 : มีข้อถูกมากกว่า 1 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 188 :
  • การกำหนดพื้นที่ของถังกรองให้มีค่าไม่เกิน 100 ตารางเมตร มีสาเหตุจากข้อจำกัดในเรื่องใด
  • 1 : เพื่อลดค่าก่อสร้างถังกรอง
  • 2 : เพื่อกระจายน้ำเข้าถังกรองให้สม่ำเสมอ
  • 3 : เพื่อรวบรวมน้ำกรองออกจากถังให้สม่ำเสมอ
  • 4 : เพื่อควบคุมการอุดตันของถังกรองให้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 189 :
  • วิธีการเดินระบบกรองแบบใด ไม่เหมาะสมที่ใช้กับระบบกรองช้า
  • 1 : การเดินระบบแบบต่อเนื่อง (Continuous mode)
  • 2 : การเดินระบบแบบหยุดเป็นช่วงๆ (Intermittent mode)
  • 3 : การเดินระบบกรองแบบมีอัตราการกรองคงที่และอัตราการกรองลดลง (Declining rate)สลับกัน
  • 4 : มีข้อถูกมากกว่า 1 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 190 :
  • ข้อใดเป็นกลไกหลักของการจับสารแขวนลอยขนาดเล็กโดยชั้นกรอง
  • 1 : กลไกการแพร่ (Diffusion)
  • 2 : กลไกการดูดติดผิว (Adsorption)
  • 3 : กลไกการสะเทินประจุ (Charge Neutralization)
  • 4 : กลไกการกักอนุภาค (Straining)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 191 :
  • ข้อใดเป็นกลไกหลักของการจับสารแขวนลอยขนาดใหญ่โดยชั้นกรอง
  • 1 : กลไกการแพร่ (Diffusion)
  • 2 : กลไกการดูดติดผิว (Adsorption)
  • 3 : กลไกการสะเทินประจุ (Charge Neutralization)
  • 4 : กลไกการกักอนุภาค (Straining)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 192 :
  • ในการออกแบบวัสดุกรองแบบ 2 ชนิดเช่น ทราย (s) และถ่านแอนทราไซต์ (c) ถ้ากำหนดอัตราส่วน dc(90%)/ds(10%) น้อยกว่า 2.5 จะเกิดการแบ่งชั้นหลังการล้างย้อนอย่างไร
  • 1 : เกิดการแยกชั้นอย่างชัดเจน
  • 2 : เกิดการแยกชั้นแบบพอมองเห็นได้
  • 3 : เกิดการผสมของวัสดุกรองบริเวณรอยต่อเป็นบางส่วน
  • 4 : เกิดการผสมของวัสดุกรองบริเวณรอยต่ออย่างมาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 193 :
  • ในการออกแบบวัสดุกรองแบบ 2 ชนิดเช่น ทราย (s) และถ่านแอนทราไซต์ (c) ถ้ากำหนดอัตราส่วน dc(90%)/ds(10%) มากกว่า 4.0 จะเกิดการแบ่งชั้นหลังการล้างย้อนอย่างไร
  • 1 : เกิดการแยกชั้นอย่างชัดเจน
  • 2 : เกิดการแยกชั้นแบบพอมองเห็นได้
  • 3 : เกิดการผสมของวัสดุกรองบริเวณรอยต่อเป็นบางส่วน
  • 4 : เกิดการผสมของวัสดุกรองบริเวณรอยต่ออย่างมาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 194 :
  • โดยทั่วไป ปริมาณน้ำที่ใช้ในการล้างวัสดุกรองควรมีสัดส่วนเท่าใดของปริมาณน้ำที่ผลิตได้
  • 1 : 0.1-0.5%
  • 2 : 0.5-1.0%
  • 3 : 1-5%
  • 4 : 5-10%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 195 :
  • การขยายตัวของชั้นกรองระหว่างการล้างย้อน ควรมีสัดส่วนเท่าใดของความลึกชั้นกรองปกติ
  • 1 : 5-10%
  • 2 : 10-20%
  • 3 : 20-40%
  • 4 : 40-50%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 196 :
  • ในการออกแบบรางรับน้ำล้างย้อนของระบบกรอง ขอบรางด้านบนควรอยู่สูงจากผิววัสดุกรองเท่าใด เมื่อ L = ความลึกของชั้นวัสดุกรอง และ P = ความลึกของรางรับน้ำล้างย้อน
  • 1 : 0.5L ถึง 1.0L
  • 2 : 1.0L ถึง 2.0L
  • 3 : 0.5L+ P ถึง L + P
  • 4 : L + 0.5P ถึง L + 2P
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 197 :
  • ในการออกแบบรางรับน้ำล้างย้อนของระบบกรอง ระยะห่างระหว่างรางรับน้ำล้างย้อนแต่ละราง (Center to Center) ควรมีค่าเป็นเท่าใด
  • 1 : 0.5 ถึง 1.5 เท่าของระยะห่างระหว่างผิววัสดุกรองและขอบรางด้านบน
  • 2 : 1.5 ถึง 2.5 เท่าของระยะห่างระหว่างผิววัสดุกรองและขอบรางด้านบน
  • 3 : 2.5 ถึง 3.5 เท่าของระยะห่างระหว่างผิววัสดุกรองและขอบรางด้านบน
  • 4 : 3.5 ถึง 4.5 เท่าของระยะห่างระหว่างผิววัสดุกรองและขอบรางด้านบน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 198 :
  • พื้นที่ผิวของวัสดุกรองซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพการจับสารแขวนลอยในชั้นกรองขึ้นอยู่กับคุณสมบัติใดของชั้นกรอง
  • 1 : ความพรุน (Porosity) ของชั้นกรอง
  • 2 : สภาพทรงกลม (Sphericity) ของวัสดุกรอง
  • 3 : อัตราส่วนระหว่างความลึกของชั้นกรองและขนาดของวัสดุกรอง (L/d)
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 199 :
  • ค่าการสูญเสียพลังงานน้ำ (Headloss) ในชั้นกรองขึ้นอยู่กับปัจจัยข้อใด
  • 1 : ค่าความหนืดของน้ำ
  • 2 : พื้นที่ผิวจำเพาะ (พื้นที่ผิวต่อปริมาตร) ของวัสดุกรอง
  • 3 : อัตราเร็วในการกรอง
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 200 :
  • สำหรับวัสดุกรองที่มีสภาพทรงกลมอย่างสมบูรณ์ พื้นที่ผิวจำเพาะ (พื้นที่ผิวต่อปริมาตร) ของวัสดุกรองที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 มิลลิเมตร จะมีค่าเท่าใด
  • 1 : 0.785 ตารางมิลลิเมตรต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร
  • 2 : 3.14 ตารางมิลลิเมตรต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร
  • 3 : 1.5 ตารางมิลลิเมตรต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร
  • 4 : 6 ตารางมิลลิเมตรต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 201 :
  • ชั้นกรองมีความพรุน (Porosity) ในสภาวะการเดินระบบปกติเท่ากับ 0.4 หากในระหว่างการล้างย้อนมีความพรุนของชั้นกรองเท่ากับ 0.5 ชั้นกรองดังกล่าวจะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเท่าใด
  • 1 : 20%
  • 2 : 25%
  • 3 : 50%
  • 4 : 80%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 202 :
  • อัตราการล้างย้อนที่เหมาะสมสำหรับชั้นกรองทรายที่มีขนาด d60 เท่ากับ 0.75 มิลลิเมตรควรมีค่าประมาณเท่าใด
  • 1 : 0.35 เมตรต่อนาที
  • 2 : 0.75 เมตรต่อนาที
  • 3 : 1.125 เมตรต่อนาที
  • 4 : 1.5 เมตรต่อนาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 203 :
  • ในการออกแบบระบบกรองน้ำโดยใช้วัสดุกรอง 2 ชนิดคือ ทราย และถ่านแอนทราไซต์ ซึ่งมีสัมประสิทธิ์ความสม่ำเสมอ (Uniformity coefficient) เท่ากัน หากทรายที่เลือกใช้มีขนาดสัมฤทธิ์ (Effective size) เท่ากับ 0.45 มิลลิเมตร และมีความหนาแน่นเท่ากับ 2.63 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร จงคำนวณหาขนาดสัมฤทธิ์ของถ่านที่เหมาะสม หากกำหนดให้ถ่านมีความหนาแน่นเท่ากับ 1.63 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตรและน้ำมีความหนาแน่นเท่ากับ 1 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร
  • 1 : 0.27 มิลลิเมตร
  • 2 : 0.45 มิลลิเมตร
  • 3 : 0.74 มิลลิเมตร
  • 4 : 1.17 มิลลิเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 204 :
  • Micro – strainer เป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้กำจัด
  • 1 : ของแข็งละลายน้ำ
  • 2 : เซลสาหร่าย
  • 3 : เชื้อโรค
  • 4 : สารประกอบโมเลกุลขนาดใหญ่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 205 :
  • กระบวนการกรองต่อไปนี้ กระบวนการใด สามารถกำจัดสารขนาดเล็กที่สุด
  • 1 : Micro – filtration
  • 2 : Ultra – filtration
  • 3 : Reverse Osmosis
  • 4 : Nano filtration
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 206 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการทำงานของการกรองน้ำ
  • 1 : การกรองน้ำแบบความดันคงที่ (Constant Pressure) จะได้น้ำที่มีคุณภาพลดลงตามลำดับ
  • 2 : การกรองน้ำแบบอัตราคงที่ (Constant Rate) สามารถทำได้โดยการควบคุมระดับน้ำหรือวาลว์
  • 3 : เครื่องกรองน้ำจะถึงเวลาล้างย้อน (Backwash) เมื่อความขุ่นของน้ำที่กรองได้หรือการสูญเสียเฮด (Head Loss) สูงเกินขอบเขตที่กำหนด
  • 4 : การกรองน้ำแบบ Variable Declining Rate เป็นการทำงานแบบ Constant Rate ในช่วงแรก Constant Pressure ในช่วงหลัง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 207 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการทำงานของการกรองทรายแบบกรองช้า
  • 1 : ไม่ต้องการการทำ pre-treatment และไม่ต้องการอุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องกล
  • 2 : การทำความสะอาดชั้นกรองจะใช้วิธีการให้น้ำไหลสวนทางเพื่อให้เกิดการขัดสีของทราย (Backwash)
  • 3 : เป็นระบบที่เหมาะสำหรับน้ำที่มีความขุ่นต่ำ
  • 4 : สาหร่ายหรือจุลินทรีย์บนชั้นกรอง จะผลิตสารซึ่งคุณสมบัติคล้าย Coagulant เพื่อช่วยในการกรอง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 208 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการทำงานของการกรองทรายแบบกรองเร็ว
  • 1 : มักใช้กับระบบที่มีการ Coagulation และ Sedimentation
  • 2 : วัตถุประสงค์หนึ่งของการใช้ตัวกลางหลายชนิดเพื่อให้การเรียงตัวของตัวกลางภายหลังการล้างย้อนดีขึ้น
  • 3 : กลไกหลักของการแยกอนุภาคในถังกรองคือการติดค้างภายในช่องว่างเนื่องจากอนุภาคมีขนาดใหญ่กว่าช่องว่างระหว่างสารกรอง (Mechanical Straining)
  • 4 : อุณหภูมิของน้ำมีผลต่อประสิทธิภาพในการกรอง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 209 :
  • สาเหตุของการเกิด Mud Ball ในถังกรองมีสาเหตุมาจากข้อใด
  • 1 : อัตราการล้างย้อนไม่เพียงพอ
  • 2 : มีการใช้สารส้มมากเกินไปในกรณีกรองตรง
  • 3 : อัตราการกรองต่ำเกินไป
  • 4 : ถูกทั้งข้อ 1 และ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 210 :
  • การเรียงตัวของสารกรองในข้อใดให้ประสิทธิภาพของระบบกรองน้ำรวมถึงการล้างย้อนสูงสุด
  • 1 : ขนาดใหญ่ลงไปขนาดเล็ก
  • 2 : ความถ่วงจำเพาะจากน้อยลงไปหามาก
  • 3 : ขนาดรูพรุนจากใหญ่ไปเล็ก
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 211 :
  • ข้อใดต่อไปนี้คือข้อดีของระบบทรายกรองช้าเมื่อเทียบกับระบบทรายกรองเร็ว
  • 1 : ระบบทรายกรองช้าไม่จำเป็นต้องมีหน่วยสร้างตะกอนและรวมตะกอน
  • 2 : กรองได้สะอาดกว่า
  • 3 : ใช้พื้นที่น้อยกว่า
  • 4 : ใช้เวลาล้างทำความสะอาดสารกรองน้อยกว่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 212 :
  • ข้อแตกต่างของถังกรองภายใต้ความดัน (pressure filter) กับถงกรองแบบเปิด (open filter) คือ
  • 1 : ถังกรองภายใต้ความดัน ค่าความดันของน้ำในถังสูงกว่าความดันบรรยากาศ
  • 2 : ถังกรองภายใต้ความดัน จะไม่มีการล้างย้อน
  • 3 : ข้อ 1 และ 2 ถูกทั้งสองข้อ
  • 4 : ข้อ 1 และ 2 ผิดทั้งสองข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 213 :
  • การใช้วัสดุกรองต่างชนิดในถังกรอง เช่น ทรายกับแอนทราไซด์ มีวัตถุประสงค์หลัก คือ
  • 1 : เพื่อให้การไหลของน้ำผ่านจากวัสดุกรองหยาบไปยังวัสดุกรองละเอียด
  • 2 : เพื่อลดความ head loss ในชั้นกรอง
  • 3 : เพื่อเพิ่มให้วัสดุกรองหยาบเป็นตัวรองรับวัสดุกรองละเอียด ทำให้ไม่หลุดลอดออกท่อรวบรวมน้ำที่ผ่านการกรอง
  • 4 : เพื่อลดปริมาณน้ำที่ต้องใช้ในการล้างย้อนชั้นกรอง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 214 :
  • ข้อความใดต่อไปนี้ที่ไม่ถูกต้อง
  • 1 : ถังทรายกรองช้า (slow sand filter) สามารถลดค่าความขุ่นของน้ำให้ลดต่ำกว่า 1 NTU ได้
  • 2 : ในถังทรายกรองช้า แอมโมเนีย และสารอินทรีย์สามารถถูกออกซิไดส์ได้
  • 3 : ถังทรายกรองช้าสามารถกำจัดเชื้อโรคบางชนิดได้
  • 4 : ถังทรายกรองช้า โดยปกติมีอัตราการกรองประมาณ 1 ใน 3 ของอัตราการกรองในถังทรายกรองเร็ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 215 :
  • Negative bar เป็นสภาวะที่ความดันของน้ำภายในชั้นทรายกรองมีค่าต่ำกว่าความดันบรรยากาศ การป้องกันการเกิด Negative bar สามารถทำได้โดย
  • 1 : เพิ่มความหนาของชั้นทรายกรอง
  • 2 : เพิ่มความลึกของของน้ำเหนือชั้นทรายกรอง
  • 3 : ใช้ทรายกรองที่มีขนาดใหญ่เล็กปะปนกัน
  • 4 : ลดค่าอัตราการกรอง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 216 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับกลไกการกรอง
  • 1 : อนุภาคขนาดใหญ่จะถูกกำจัดโดยกลไกทางกายภาพเป็นหลัก
  • 2 : คอลลอยด์ขนาดเล็กจะถูกกำจัดด้วยกลไกที่ใช้ในกระบวนการโคแอกกูเลชัน
  • 3 : การเติมสารส้มหรือโพลิเมอร์จะช่วยให้การกรองมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 217 :
  • ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของแอ็คติเว้ตเต็ดคาร์บอน
  • 1 : กำจัดสี กลิ่น รส ซึ่งเกิดจากสารอินทรีย์
  • 2 : กำจัดคลอรีนในน้ำ
  • 3 : กำจัดโลหะหนักต่างๆ
  • 4 : กำจัดความขุ่นและสารแขวนลอย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 218 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเครื่องกรองแบบกรองช้า (Slow Sand Filter)
  • 1 : เครื่องกรองช้าต้องการเนื้อที่มากเหมาะกับหมู่บ้านชนทบที่ราคาที่ดินต่ำ
  • 2 : ถังกรองช้าอาศัยจุลิยทรีย์ที่อาศัยบนผิวกรองช่วยในการกรอง
  • 3 : การทำความสะอาดสารกรองสามารถทำได้โดยกระบวนการล้างย้อน (Back wash)
  • 4 : การกรองช้าสามารถกำจัดความขุ่นได้โดยไม่ต้องใช้สารเคมี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 608 : Water Supply Engineering: 11. Disinfection
ข้อที่ 219 :
  • สารประกอบชนิดใดที่เกิดจากการเติมคลอรีนลงในน้ำที่มีแอมโมเนีย
  • 1 : HOCl
  • 2 : OCl-
  • 3 : NH2Cl
  • 4 : HNO3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 220 :
  • ข้อใดเรียงลำดับอำนาจออกซิไดซ์ (Oxidizing Power) ของสารฆ่าเชื้อโรค จากสูงไปต่ำ ได้ถูกต้อง
  • 1 : คลอรีน โอโซน แสงอัลตราไวโอเลต
  • 2 : คลอรีน แสงอัลตราไวโอเลต โอโซน
  • 3 : โอโซน คลอรีน โปตัสเซียมเปอร์มังกาเนต
  • 4 : โปตัสเซียมเปอร์มังกาเนต โอโซน แสงอัลตราไวโอเลต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 221 :
  • สารประกอบคลอรีนในรูปแบบใดที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคดีที่สุด
  • 1 : กรดไฮโปคลอรัส
  • 2 : ไฮโปคลอไรต์อิออน
  • 3 : โมโนคลอรามีน
  • 4 : ไดคลอรามีน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 222 :
  • ข้อความในข้อใด กล่าวไม่ถูกต้อง
  • 1 : การเติมก๊าซคลอรีนลงในน้ำ ทำให้พีเอชของน้ำมีค่าลดลง
  • 2 : คลอรีนอิสระในรูป HOCl มีอำนาจในการฆ่าเชื้อโรคสูงกว่า OCl-
  • 3 : HOCl เกิดขึ้นในน้ำที่มีพีเอชต่ำ ได้มากกว่าในน้ำที่มีพีเอชสูง
  • 4 : คลอรีนอิสระสามารถคงตัวอยู่ในน้ำได้นานกว่าสารประกอบคลอรามีน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 223 :
  • Trihalomethanes เป็นสารประกอบระหว่างคลอรีนกับสารในข้อใด
  • 1 : เหล็ก
  • 2 : แคลเซียม
  • 3 : แอมโมเนีย
  • 4 : สารอินทรีย์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 224 :
  • ข้อความใดต่อไปนี้ที่ไม่ถูกต้อง
  • 1 : ที่ค่า pH ต่ำ free chloride residual ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบ HOCl มากกว่า OCl-
  • 2 : HOCl มีความสามารถในการฆ่าเชื้อโรคดีกว่า OCl-
  • 3 : ที่ค่า pH เดียวกัน HOCl จะแตกตัวเป็น H+ และ OCl- ได้มากขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น
  • 4 : การเติม Ca(OCl)2 ลงในน้ำทำให้ pH ของน้ำลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 225 :
  • สารประกอบ Chloramine เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างคลอรีนกับสารประกอบชนิดใด
  • 1 : กรดฮิวมิค
  • 2 : แอมโมเนีย
  • 3 : ซัลไฟด์
  • 4 : อนุภาคคอลลอยด์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 226 :
  • สารเคมีที่มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อ Giardia เรียงลำดับจากมากไปน้อย คือ
  • 1 : Cl2 > O3 > ClO2
  • 2 : O3 > ClO2 > Cl2
  • 3 : O3 > Cl2 > ClO2
  • 4 : ClO2 > O3 > Cl2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 227 :
  • ในการเติมคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรค นอกจากความเข้มข้นของ free chlorine residual แล้ว ระยะเวลาสัมผัส (Contact time) ก็เป็นปัจจัยสำคัญ โดยทั่วไป ผลคูณของความเข้มข้นของ free chlorine residual กับ contact time ควรมีค่าประมาณเท่าใด ในการใช้ฆ่าเชื้อโรคในกระบวนการผลิตน้ำประปาจากแหล่งน้ำผิวดิน
  • 1 : 5 -10 (มก./ลิตร) (นาที)
  • 2 : 20 – 30 (มก./ลิตร) (นาที)
  • 3 : 40 – 60 (มก./ลิตร) (นาที)
  • 4 : 80 – 100 (มก./ลิตร)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 228 :
  • ในการออกแบบถังสัมผัสคลอรีน (chlorine contact tank) มักให้ระยะเวลาสัมผัส (contact time) ประมาณเท่าใด
  • 1 : 10 – 20 นาที
  • 2 : 20 - 40 นาที
  • 3 : 40 – 60 นาที
  • 4 : 60 – 90 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 229 :
  • ปริมาณ free chlorine residual ที่เหมาะสม สำหรับการฆ่าเชื้อโรคในการผลิตน้ำประปามีค่าประมาณเท่าใด
  • 1 : 0.5 – 1.0 มก./ลิตร
  • 2 : 1.0 – 2.0 มก./ลิตร
  • 3 : 2.0 – 3.0 มก./ลิตร
  • 4 : 3.0 – 4.0 มก./ลิตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 230 :
  • การเกิดสาร trihalomethanes (THMs) ในการเติมคลอรีน เพื่อฆ่าเชื้อโรคในน้ำเป็นสิ่งที่ไม่ต้องการ วิธีการที่สามารถลดการเกิดสาร THMs ได้คือ
  • 1 : เพิ่มระยะเวลาสัมผัส (contact time)
  • 2 : เติมแอมโมเนีย ลงพร้อมกับคลอรีน
  • 3 : ปรับค่า pH ของน้ำให้สูงขึ้น
  • 4 : เพิ่มปริมาณคลอรีนเพื่อให้ THMs ถูกออกซิไดส์หมดไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 231 :
  • สารประกอบที่มักเกิดขึ้นในกระบวนการฆ่าเชื้อโรค โดยใช้ ClO2 ได้แก่
  • 1 : monochloramine และ dichloramine
  • 2 : chlorate และ chlorite
  • 3 : สาร trihalomethanes
  • 4 : สาร chlorinated phenols
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 232 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องในการเติมคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรค
  • 1 : ปริมาณไฮโดรเจนซัลไฟด์ในน้ำทำให้น้ำมีความต้องการคลอรีนสูงขึ้น
  • 2 : การใช้ activated carbon ก่อนการเติมคลอรีน เป็นวิธีการหนึ่งในการลดสาร THMs ในกระบวนการผลิตน้ำประปา
  • 3 : คลอรีนจะทำปฏิกิริยากับ Fe3+ และ Mn4+ ในน้ำ
  • 4 : การเติมคลอรีนในน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดขั้นที่ 2 แล้วจะทำให้ค่าบีโอดีของน้ำลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 233 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องในการเติมคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรค
  • 1 : ประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคของ free chlorine จะสูงขึ้นเมื่อพีเอชของน้ำลดลง ดังนั้นในการฆ่าเชื้อโรคด้วยคลอรีนจึงควรมีการปรับพีเอชให้มีค่าประมาณ 2-4 เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  • 2 : การเติม NH3 ลงไปในน้ำที่ผ่านการเติมคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรคเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้ คลอรีนสลายตัวได้ช้าลง
  • 3 : ในการฆ่าเชื้อโรคให้มีประสิทธิภาพ Chlorine residual มีความสำคัญมากกว่า ปริมาณคลอรีนที่เติมลงไป
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 234 :
  • ในการทดลองหาค่าความต้องการคลอรีนของน้ำที่ผ่านการโคแอกกูเลชันและตกตะกอนสำหรับโรงประปาแห่งหนึ่งได้ผลดังกราฟ จะต้องเติมคลอรีนเป็นปริมาณเท่าใด (มก./ล.) เพื่อให้มี Free Chlorine Residual 0.4 มก./ล.
  • 1 : 1.4
  • 2 : 4.9
  • 3 : 7.5
  • 4 : 9.6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 235 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นข้อดีของการใช้โอโซนในการฆ่าเชื้อโรค
  • 1 : โอโซนสามารถละลายน้ำได้มากกว่าคลอรีน
  • 2 : อุปกรณ์ในการเติมโอโซนไม่ซับซ้อน
  • 3 : ก๊าซโอโซนมีความเป็นพิษน้อยกว่าคลอรีน
  • 4 : โอโซนฆ่าจุลชีพที่สามารถฆ่าได้ยากได้ดีกว่าคลอรีน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 236 :
  • ปริมาณคลอรีนในช่วงใดภายในกราฟ Breakpoint Chlorination ซึ่งอยู่ในรูปคลอรีนอิสระ
  • 1 : a
  • 2 : b
  • 3 : c
  • 4 : d
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 237 :
  • คำนวณหาปริมาณความต้องการคลอรีน (กิโลกรัมต่อวัน) ในการผลิตน้ำที่มีอัตราการไหล 12,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ถ้ามีความต้องการคลอรีนในการทำลายเชื้อโรค 10 มิลลิกรัมต่อลิตร และให้มีปริมาณคลอดรีนคงเหลือ (chlorine residual) 1 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • 1 : 108 กิโลกรัมต่อวัน
  • 2 : 120 กิโลกรัมต่อวัน
  • 3 : 132 กิโลกรัมต่อวัน
  • 4 : 144 กิโลกรัมต่อวัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 238 :
  • ในการทดลองหาค่าความต้องการคลอรีนของน้ำที่ผ่านการโคแอกกูเลชันและตกตะกอนสำหรับโรงประปาแห่งหนึ่งได้ผลดังกราฟ Breakpoint Chlorination หมายถึงการเติมคลอรีนในปริมาณเท่าใด
  • 1 : 2 มก./ล.
  • 2 : 5.5 มก./ล.
  • 3 : 7.5 มก./ล.
  • 4 : 10 มก./ล.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 239 :
  • ผู้ผลิตน้ำประปาได้เติม กรด HOCl 15 มก./ล. ลงไปในน้ำเพื่อฆ่าเชื้อโรค pH ของน้ำประปาหลังการเติมกรดมีค่าเท่ากับ 7.0 จงคำนวณหาปริมาณร้อยละของกรด HOCl ที่ไม่แตกตัว (pKa ของ HOCl = 7.54)
  • 1 : ร้อยละ 0
  • 2 : ร้อยละ 22
  • 3 : ร้อยละ 78
  • 4 : ร้อยละ 100
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 240 :
  • ถ้าค่า Ionization Constant ของการแตกตัวของกรดไฮโปคลอรัส HOCl มีค่าเท่ากับ 2.7x10-8 ที่ 20 องศาเซลเซียส สัดส่วนจำนวนโมลของ [OCl-] ต่อ [HOCl] ที่ค่า pH 7.0 จะมีค่าเท่ากับ
  • 1 : 0.27 : 1
  • 2 : 0.027 : 1
  • 3 : 2.7 : 1
  • 4 : 27 : 1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 241 :
  • ข้อดีของการที่คลอรีนตกค้างในกระบวนการฆ่าเชื้อโรคอยู่ในรูปของคลอรามีน (Chloramine) ก็คือ
  • 1 : คลอรามีนมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคได้ดีกว่าคลอรีนตกค้างอิสระ (free residual chlorine)
  • 2 : คลอรามีนสลายตัวในระบบท่อเร็วกว่าคลอรีนตกค้างอิสระ
  • 3 : คลอรามีนไม่เปลี่ยนรูปในขณะที่ค่า pH เปลี่ยน
  • 4 : คลอรามีนจะทำให้เกิด THM น้อยกว่า free chlorine
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 242 :
  • การฆ่าเชื้อโรคโดยการเติมคลอรีนจนถึง breakpoint (Breakpoint Chlorination) มีข้อดีคือ
  • 1 : เมื่อถึงจุด breakpoint คลอรีนตกค้างจะอยู่ในรูปของคลอรีนอิสระที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้ดี
  • 2 : ที่จุด breakpoint คลอรีนตกค้างจะมีเสถียรภาพสูง
  • 3 : ที่จุด breakpoint ปริมาณคลอรีนจะมีค่ามากที่สุด
  • 4 : ที่จุด breakpoint ค่าใช้จ่ายในการฆ่าเชื้อโรคจะต่ำที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 243 :
  • การใช้โอโซนในการฆ่าเชื้อโรคมีข้อดีเมื่อเทียบกับคลอรีน คือ
  • 1 : โอโซนมีราคาถูกกว่า และจะสามารถผลิตจากออกซิเจนในอากาศ
  • 2 : โอโซนช่วยกำจัดสารที่ทำให้เกิดกลิ่น และรสในน้ำได้
  • 3 : โอโซนไม่ทำปฏิกิริยากับสารประกอบจำพวกฮิวมิคในน้ำธรรมชาติ จึงไม่เกิดสารประกอบที่ย่อยสลายทางชีวภาพได้ยาก
  • 4 : โอโซนเมื่อละลายในน้ำจะมีเสถียรภาพสูง ทำให้คงสภาพได้นานในระบบท่อประปา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 244 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ประโยชน์ของการเติมโอโซนในน้ำในการผลิตน้ำประปา
  • 1 : ฆ่าเชื้อโรค ทำลายไวรัส
  • 2 : ออกซิไดซ์เหล็ก และแมงกานีสที่ละลายน้ำ
  • 3 : กำจัดสารอนินทรีย์ เช่น ไซยาไนด์ ซัลไฟด์ ไนไตรต์
  • 4 : กำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 245 :
  • Hypochlorous acid (HOCl) มีค่า pKa = 7.46, จงหาว่าที่ pH = 9 อัตราส่วนระหว่าง [HOCl] และ [OCl-] มีค่าตรงตามข้อใด
  • 1 : > 1
  • 2 : < 1
  • 3 : = 1
  • 4 : ไม่สามารถบอกได้แน่นอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 246 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการทำคลอริเนชัน
  • 1 : การเติมคลอรีนในน้ำที่มีแอมโมเนียจะทำให้เกิดคลอรีนรวม (Combined Available Chlorine)
  • 2 : การทำคลอริเนชันที่พีเอชสูงจะมีประสิทธิภาพสูงกว่าที่พีเอชต่ำ
  • 3 : ความขุ่นในน้ำจะทำให้ต้องใช้ปริมาณคลอรีนสูงขึ้น
  • 4 : คลอรีนจะทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์ทำให้เกิด Disinfection by Products
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 247 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการทำคลอริเนชัน
  • 1 : คลอรีนรวม (Combined Available Chlorine) สามารถอยู่ในระบบจ่ายน้ำประปาได้นานกว่าคลอรีนอิสระ
  • 2 : คลอรีนรวม (Combined Available Chlorine) มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคสูงกว่าคลอรีนอิสระ
  • 3 :  Fe2+ และ Mn 2+ ในน้ำจะทำให้ต้องใช้ปริมาณคลอรีนสูงขึ้น
  • 4 :  คลอรีนจะทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์ทำให้เกิด Disinfection by Products
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 609 : Water Works Design: 01. Water demand estimation
ข้อที่ 248 :
  • จงคำนวณหาขนาดของระบบผลิตน้ำประปาแบบทรายกรองเร็วสำหรับชุมชนแห่งหนึ่งโดยมีข้อมูลประกอบดังต่อไปนี้
    - จำนวนประชากรที่ใช้ออกแบบ 5,000 คน
    - อัตราการใช้น้ำในครัวเรือนของประชากรในชุมชน 140 ลิตรต่อคนต่อวัน
    - น้ำใช้สำหรับการอุตสาหกรรมสำหรับชุมชนนี้ 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
    - น้ำใช้สำหรับหน่วยราชการ สถานศึกษา และองค์กรต่างๆ ในชุมชน 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
    - น้ำสูญเสียในระบบท่อและใช้เพื่อการสาธารณะอื่น 20% ของน้ำใช้ทั้งหมด
    - สัดส่วนอัตราการใช้น้ำสูงสุดต่อวัน/อัตราการใช้น้ำเฉลี่ยต่อวัน = 1.5
    - สัดส่วนอัตราการใช้น้ำสูงสุดต่อชั่วโมง/อัตราการใช้น้ำเฉลี่ยต่อชั่วโมง = 2.5
  • 1 : 1,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
  • 2 : 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
  • 3 : 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
  • 4 : 5,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 249 :
  • เมืองขนาดกลางแห่งหนึ่งมีประชากร 113,000 และ 129,000 คนในเดือน เมษายน ปี 1980 และ 1990 ตามลำดับ ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง
  • 1 : จำนวนประชากรในเดือน เมษายน ปี 2000 ประมาณโดยวิธี Arithmetic growth คือ 145,000 คน
  • 2 : จำนวนประชากรในเดือน เมษายน ปี 2000 ประมาณโดยวิธี Geometic growth คือ 147,300 คน
  • 3 : จำนวนประชากรในเดือน เมษายน ปี 2000 ประมาณโดยวิธี Declining Growth คือ 143,000 คน
  • 4 : จำนวนประชากรในเดือน เมษายน ปี 2010 ประมาณโดยวิธี Geometic growth คือ 168,100 คน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 250 :
  • อายุเวลาการใช้งานของระบบประปาในชุมชนขนาดกลางที่เหมาะสมควรกำหนดประมาณกี่ปี
  • 1 : 1 – 5 ปี
  • 2 : 5 -10 ปี
  • 3 : 15-25 ปี
  • 4 : 30-40 ปี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 251 :
  • ข้อใดต่อไปนี้จำเป็นต้องคำนึงถึงในการประมาณปริมาณการใช้น้ำของชุมชน
  • 1 : การใช้น้ำเพื่อการค้าและพาณิชยกรรม
  • 2 : การใช้น้ำเพื่อการชลประทาน
  • 3 : การใช้น้ำเพื่อการนันทนาการ
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 252 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ต้องคำนึงถึงต่อการทำนายจำนวนประชากรในอนาคต
  • 1 : การเปลี่ยนแปลงประชากรในอดีต
  • 2 : ข้อมูลอัตราการใช้น้ำของประชากร
  • 3 : อาชีพและความเป็นอยู่ของประชากร
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 253 :
  • ในการพิจารณาถึงอายุการใช้งานของระบบผลิตน้ำประปาควรคำนึงถึงปัจจัยในข้อใด
  • 1 : ความยากง่ายในการขยายระบบและพื้นที่
  • 2 : อัตราการเพิ่มของประชากร
  • 3 : การขยายตัวของแหล่งอุตสาหกรรมและย่านการค้า
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 254 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้องเกี่ยวข้องกับการประเมินอายุการใช้งานของระบบผลิตน้ำประปาในแง่เกี่ยวกับเส้นผ่านศูนย์กลางท่อ
  • 1 : ท่อขนาดเล็กมีค่าใช่จ่ายในการเปลี่ยนขนาดสูงกว่าดังนั้นอายุการใช้งานควรยาวนานกว่าท่อขนาดใหญ่
  • 2 : ท่อขนาดใหญ่มีค่าใช่จ่ายในการเปลี่ยนขนาดสูงกว่าดังนั้นอายุการใช้งานควรยาวนานกว่าท่อขนาดเล็ก
  • 3 : ท่อทุกขนาดมีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนขนาดท่อสูงดังนั้นไม่ควรมีการเปลี่ยนแปลงขนาดท่อตลอดการใช้งานของระบบผลิตน้ำประปา
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 255 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ข้อมูลที่จำเป็นในการวิเคราะห์หาขนาดของอ่างเก็บน้ำ
  • 1 : สถิติน้ำฝน 12 เดือนของปีที่มีฝนตกมากที่สุด
  • 2 : อัตราการใช้น้ำต่อปีของปีที่ต้องการน้ำสูงสุด
  • 3 : สถิติของอัตราการระเหยของผิวน้ำ
  • 4 : สถิติของอัตราการซึมลงใต้ดินตลอดทั้งปี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 256 :
  • จากข้อมูลปริมาณน้ำไหลนอง ดังแสดงในตารางข้างล่างให้คำนวนหาปริมาตรที่เหมาะสมของอ่างเก็บน้ำ โดยกำหนดอัตราการนำน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 550 ล้าน ลบ.ม./ เดือน โดยให้อัตราน้ำระเหยและน้ำซึมใต้ดินมีค่าเฉลี่ยประมาณ 50 ล้าน ลบ.ม.ต่อเดือน

    เดือน

    อัตราน้ำไหลนอง

    (ล้าน ลบ.ม./เดือน)

    ม.ค.

    200

    ก.พ.

    150

    มี.ค.

    500

    เม.ย.

    700

    พ.ค.

    700

    มิ.ย.

    1200

    ก.ค.

    1100

    ส.ค.

    800

    ก.ย.

    700

    ต.ค.

    500

    พ.ย.

    400

    ธ.ค.

    250


  • 1 : 600 ล้าน ลบ.เมตร
  • 2 : 900 ล้าน ลบ.เมตร
  • 3 : 1600 ล้าน ลบ.เมตร
  • 4 : 3000 ล้าน ลบ.เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 610 : Water Works Design: 02. Design of raw water intake and pumping station
ข้อที่ 257 :
  • Parshall flumeใช้ประโยชน์สำหรับวัดค่าอะไร
  • 1 : ความลึกของน้ำ
  • 2 : ความดันบรรยากาศ
  • 3 : อัตราการไหลของน้ำ
  • 4 : ความเร็วของกระแสน้ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 258 :
  • คำนวณหาขนาดของเครื่องสูบน้ำในการสูบน้ำดิบด้วยอัตราการไหล 0.25 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อสูบส่งไปที่ความสูง 12.0 เมตร และมีความสูญเสียศักย์ในท่อส่งน้ำ 1.0 เมตร (กำหนดให้เครื่องสูบน้ำมีประสิทธิภาพ 65%)
  • 1 : 30 กิโลวัตต์
  • 2 : 45 กิโลวัตต์
  • 3 : 50 กิโลวัตต์
  • 4 : 70 กิโลวัตต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 611 : Water Works Design: 03. Rapid and slow mixing unit Sedimentation unit
ข้อที่ 259 :
  • ถ้าต้องการออกแบบระบบกวนเร็วโดยไม่มีส่วนเคลื่อนที่ และไม่ต้องมี พลังงานจากภายนอกใน การกวนควรเลือกใช้ระบบในข้อใด
  • 1 : pump diffuser
  • 2 : static mixer
  • 3 : solid contact clarifier
  • 4 : rapid mixing tank
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 260 :
  • ถ้าหากมีข้อมูลการออกแบบโดยที่ ค่า G = 300 s-1 , t = 10 second น่าจะเกี่ยวข้องกับการออกแบบระบบใดมากที่สุด
  • 1 : ระบบกวนเร็ว
  • 2 : ระบบกวนช้า
  • 3 : ถังรวมตะกอนแบบ solid contact
  • 4 : ถังกรองทราย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 261 :
  • ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่ควรพิจารณาสำหรับการออกแบบระบบกวนเร็ว
  • 1 : ลักษณะของน้ำดิบ
  • 2 : available headloss
  • 3 : ลักษณะการต่อเนื่องของ process
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 262 :
  • อุปกรณ์กวนเร็วในข้อได้เหมาะสำหรับใช้ในกระบวนการทำลายเสถียรของอนุภาคด้วยวิธีทำลายประจุไฟฟ้า
  • 1 : แบบใบพัด
  • 2 : Hydraulic Jump
  • 3 : In-line blender
  • 4 : In-line static mixer
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 263 :
  • ปัจจัยต่างๆในข้อใดที่เป็นตัวกำหนดกลไกของการทำลายเสถียรของคอลลอยด์
  • 1 : Velocity gradient (G), เวลากักเก็บในถังกวนเร็ว
  • 2 : Velocity gradient (G), รูปร่างของถังกวนเร็ว
  • 3 : เวลากักเก็บในถังกวนเร็ว , รูปร่างของถังกวนเร็ว
  • 4 : ชนิดของโคแอกกูเลนท์ , Velocity gradient (G)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 264 :
  • คำนวณหาเส้นผ่าศูนย์กลางของถังตกตะกอนทรงกลมเพื่อรองรับอัตราการไหล 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน โดยกำหนดให้ถังนี้มีความลึก 3.5 เมตร และค่า surface overflow rate 36 ลบ.ม./ตร.ม./วัน
  • 1 : 10 เมตร
  • 2 : 12 เมตร
  • 3 : 15 เมตร
  • 4 : 20 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 265 :
  • คำนวณหาอัตราการไหลล้นของถังตกตะกอนแบบทรงกลมขนาดเส้นผ่าศูนยกลาง 20 เมตร รองรับอัตราการไหล 7,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
  • 1 : 24 ลบ.ม./วัน/ตร.ม.
  • 2 : 30 ลบ.ม./วัน/ตร.ม.
  • 3 : 36 ลบ.ม./วัน/ม.
  • 4 : 48 ลบ.ม./วัน/ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 266 :
  • จงคำนวณปริมาตรถังกวนเร็วสำหรับการเติมสารเคมีที่มีความเร็วเกรเดียนท์ (Velocity gradient, G) ไม่น้อยกว่า 900 วินาที-1 เป็นเวลา 120 วินาที ให้อัตราการผลิตน้ำประปาเท่ากับ 10,000 ลบ.ม./วัน (Dynamic Viscosity, m = 1.002 x 10-3 N·s/m2)
  • 1 : 2.7 m3
  • 2 : 14 m3
  • 3 : 27 m3
  • 4 : 160 m3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 267 :
  • จากการทดลองในห้องปฏิบัติการ พบว่าปริมาณสารส้มที่เหมาะสมสำหรับการเกิดฟล๊อคของน้ำดิบแห่งหนึ่งคือ 23 มก./ล. จงออกแบบถังกวนเร็วสำหรับการเติมสารเคมีที่มีความเร็วเกรเดียนท์ (Velocity gradient, G) ไม่น้อยกว่า 900 วินาที-1 เป็นเวลา 120 วินาที สารส้มที่ใช้มีความบริสุทธิ์ 20% ราคา 4000 บาทต่อตัน ค่าไฟฟ้า 4 บาท/กิโลวัตต์.ชั่วโมง อุณหภูมิของน้ำ 20 C (Dynamic Viscosity, m = 1.002 x 10-3 N·s/m2)
    ถ้าต้องการออกแบบเป็นถังจำนวน 4 ถัง แต่ละถังควรมีขนาด กว้าง x ยาว x สูง (m3) เท่ากับ
  • 1 : 1.9 x 5.4 x 3.0
  • 2 : 1.9 x 1.9 x 1.9
  • 3 : 3.0 x 3.0 x 3.0
  • 4 : 5.4 x 5.4 x 5.4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 268 :
  • จากการทดลองในห้องปฏิบัติการ พบว่าปริมาณสารส้มที่เหมาะสมสำหรับการเกิดฟล๊อคของน้ำดิบแห่งหนึ่งคือ 23 มก./ล. จงออกแบบถังกวนเร็วสำหรับการเติมสารเคมีที่มีความเร็วเกรเดียนท์ (Velocity gradient, G) ไม่น้อยกว่า 900 วินาที-1 เป็นเวลา 120 วินาที สารส้มที่ใช้มีความบริสุทธิ์ 20% ราคา 4000 บาทต่อตัน ค่าไฟฟ้า 4 บาท/กิโลวัตต์.ชั่วโมง อุณหภูมิของน้ำ 20 C (Dynamic Viscosity, m = 1.002 x 10-3 N·s/m2)
    จงคำนวณหาปริมาณพลังงานที่ต้องใช้ ถ้าประสิทธิภาพของมอเตอร์เท่ากับ 85%
  • 1 : 2.2 kW
  • 2 : 15 kW 
  • 3 : 27 kW 
  • 4 : 130 kW 
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 269 :
  • จากการทดลองในห้องปฏิบัติการ พบว่าปริมาณสารส้มที่เหมาะสมสำหรับการเกิดฟล๊อคของน้ำดิบแห่งหนึ่งคือ 23 มก./ล. จงออกแบบถังกวนเร็วสำหรับการเติมสารเคมีที่มีความเร็วเกรเดียนท์ (Velocity gradient, G) ไม่น้อยกว่า 900 วินาที-1 เป็นเวลา 120 วินาที สารส้มที่ใช้มีความบริสุทธิ์ 20% ราคา 4000 บาทต่อตัน ค่าไฟฟ้า 4 บาท/กิโลวัตต์.ชั่วโมง อุณหภูมิของน้ำ 20C (Dynamic Viscosity,m = 1.002 x 10-3 N·s/m2)
    จงคำนวณหาค่าสารส้มที่ต้องใช้ต่อเดือน
  • 1 : 53,000 บาท
  • 2 : 131,000 บาท
  • 3 : 331,200 บาท
  • 4 : 65,000 บาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 270 :
  • จากการทดลองในห้องปฏิบัติการ พบว่าปริมาณสารส้มที่เหมาะสมสำหรับการเกิดฟล๊อคของน้ำดิบแห่งหนึ่งคือ 23 มก./ล. จงออกแบบถังกวนเร็วสำหรับการเติมสารเคมีที่มีความเร็วเกรเดียนท์ (Velocity gradient, G) ไม่น้อยกว่า 900 วินาที-1 เป็นเวลา 120 วินาที สารส้มที่ใช้มีความบริสุทธิ์ 20% ราคา 4000 บาทต่อตัน ค่าไฟฟ้า 4 บาท/กิโลวัตต์.ชั่วโมง อุณหภูมิของน้ำ 20C (Dynamic Viscosity,  m = 1.002 x 10-3 N·s/m2)
    จงคำนวณค่าไฟต่อเดือน
  • 1 : 30,000 บาท
  • 2 : 65,000 บาท
  • 3 : 100,000 บาท
  • 4 : 125,000 บาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 271 :
  • ในการออกแบบถังตกตะกอน เพื่อรองรับการผลิตน้ำ 28,000 m3/วัน โดยใช้อัตราน้ำล้นผิว 1.0 m3/ m2.h ให้อัตราส่วนความยาวต่อความกว้าง 4:1 ถ้าให้ความยาวของถังแต่ละถังไม่เกิน 40 เมตร ความลึกในการตกตะกอนไม่น้อยกว่า 2.5 เมตร และมีฟรีบอร์ด 0.5 เมตร ควรใช้ถังจำนวนและขนาดเท่าใด
  • 1 : 2 ถัง @ 10 x 40 x 3.0 ม.3
  • 2 : 3 ถัง @ 10 x 40 x 3.0 ม.3
  • 3 : 4 ถัง @ 10 x 40 x 3.0 ม.3
  • 4 : 5 ถัง @ 10 x 40 x 3.0 ม.3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 272 :
  • ในการออกแบบถังตกตะกอน เพื่อรองรับการผลิตน้ำ 10,000 m3/วัน อัตราน้ำล้นผิว 1.0 m3/ m2·h อัตราน้ำล้นผ่านเวียร์ 14 m3/ m·h ที่อัตรการไหลเฉลี่ย ความลึกในการตกตะกอนไม่น้อยกว่า 2.5 เมตร และมีฟรีบอร์ด 0.5 เมตร ความยาวของเวียร์ที่เหมาะสม คือ
  • 1 : 50 เมตร
  • 2 : 60 เมตร
  • 3 : 30 เมตร
  • 4 : 40 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 273 :
  • น้ำที่ผ่านการเติมสารส้มแล้วก่อนการตกตะกอนมีความเข้มข้นของของแข็งแขวนลอย 208 มก./ล. ผู้ออกแบบต้องการกำจัดของแข็งแขวนลอยนี้ในอัตรา 2000 ลูกบาศก์เมตร/วัน การทดลองตกตะกอนแบบรวมกลุ่มของน้ำในท่อกระบอกใส ได้ผลแสดงดังตารางต่อไปนี้

    percent TSS removed at indicated depth (เมตร)

    เวลา (นาที)

    1.0

    1.5

    2.0

    2.5

    3.0

    3.5

    80

    72

    68

    64

    59

    53

    46

    90

    76

    72

    67

    64

    57

    51

    100

    79

    76

    72

    66

    62

    54

    110

    83

    77

    73

    70

    64

    58

    120

    87

    83

    77

    74

    68

    65

    130

    92

    89

    84

    80

    74

    69

    140

    96

    93

    88

    85

    82

    79

    จงหาเวลากักเก็บที่เหมาะสมที่จะทำให้สามารถกำจัดของแข็งแขวนลอยได้ 85% ถ้าความลึกของบริเวณตกตะกอน (Settling Zone) คือ 3.0 เมตร

     

  • 1 : 110 นาที
  • 2 : 120 นาที
  • 3 : 130 นาที
  • 4 : 140 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 274 :
  • น้ำที่ผ่านการเติมสารส้มแล้วก่อนการตกตะกอนมีความเข้มข้นของของแข็งแขวนลอย 208 มก./ล. ผู้ออกแบบต้องการกำจัดของแข็งแขวนลอยนี้ในอัตรา 2000 ลูกบาศก์เมตร/วัน การทดลองตกตะกอนแบบรวมกลุ่มของน้ำในท่อกระบอกใส ได้ผลแสดงดังตารางต่อไปนี้

    percent TSS removed at indicated depth (เมตร)

    เวลา (นาที)

    1.0

    1.5

    2.0

    2.5

    3.0

    3.5

    80

    72

    68

    64

    59

    53

    46

    90

    76

    72

    67

    64

    57

    51

    100

    79

    76

    72

    66

    62

    54

    110

    83

    77

    73

    70

    64

    58

    120

    87

    83

    77

    74

    68

    65

    130

    92

    89

    84

    80

    74

    69

    140

    96

    93

    88

    85

    82

    79

    ปริมาตรของบริเวณตกตะกอน (Settling Zone) คือ


  • 1 : 160 m3
  • 2 : 170 m3
  • 3 : 180 m3
  • 4 : 200 m3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 275 :
  • น้ำที่ผ่านการเติมสารส้มแล้วก่อนการตกตะกอนมีความเข้มข้นของของแข็งแขวนลอย 208 มก./ล. ผู้ออกแบบต้องการกำจัดของแข็งแขวนลอยนี้ในอัตรา 2000 ลูกบาศก์เมตร/วัน การทดลองตกตะกอนแบบรวมกลุ่มของน้ำในท่อกระบอกใส ได้ผลแสดงดังตารางต่อไปนี้

    percent TSS removed at indicated depth (เมตร)

    เวลา (นาที)

    1.0

    1.5

    2.0

    2.5

    3.0

    3.5

    80

    72

    68

    64

    59

    53

    46

    90

    76

    72

    67

    64

    57

    51

    100

    79

    76

    72

    66

    62

    54

    110

    83

    77

    73

    70

    64

    58

    120

    87

    83

    77

    74

    68

    65

    130

    92

    89

    84

    80

    74

    69

    140

    96

    93

    88

    85

    82

    79

    พื้นที่ผิวของบริเวณตกตะกอน (Settling Zone) คือ

  • 1 : 52 m2
  • 2 : 57 m2
  • 3 : 61 m2
  • 4 : 65 m2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 276 :
  • ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับถังกวนเร็ว
  • 1 : ความเร็วเกรเดียนท์ หรือระดับความปั่นป่วน, G (หน่วยต่อวินาที) สามารถควบคุมได้โดยใช้ความเร็วรอบของใบพัดที่เหมาะสม
  • 2 : ถังกวนเร็วที่ใช้ใบพัดกวนน้ำกวนน้ำแบบธรรมดา เป็นแบบที่ใช้กันมากที่สุด มีข้อดีคือประสิทธิภาพสูง สูญเสียเฮดต่ำ และรับความแปรปรวนของอัตราไหลของน้ำได้
  • 3 : การเติมสารเคมีตรงใบพัด ช่วยทำให้โคแอกกูเลชั่นเกิดได้ดีที่สุด
  • 4 : ทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 277 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับถังกวนเร็ว
  • 1 : ถังกวนเร็วแบบธรรมดาสามารถใช้ใบพัดแบบ Propeller แบบ Turbine และแบบ Paddle
  • 2 : อุปกรณ์กวนเร็วที่เหมาะสมในการสร้าง โคแอกกูเลชั่นแบบดูดติดผิวทำลายประจุ ต้องมีความสามารถในการสร้างความปั่นปวนให้กับน้ำได้สูงกว่าถังกวนเร็วแบบธรรมดาที่นิยมใช้กันทั่วไป
  • 3 : ถังกวนเร็วที่ใช้แผ่นกันน้ำ (Baffled Tank) เป็นถังที่สามารถสร้างความปั่นได้สูง
  • 4 : Hydraulic jump สามารถใช้ในการผสมสารเคมีแทนถังกวนเร็วได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 278 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับถังกวนช้า
  • 1 : ถังกวนช้ามีค่า G ประมาณ 1000 s-1
  • 2 : ถังกวนช้ามีหน้าที่สร้างสัมผัสให้กับอนุภาคคอลลอยด์ที่สูญเสียเสถียรภาพให้รวมตัวเป็นกลุ่มก้อน
  • 3 : เวลารวมตะกอนควรมีค่าประมาณ 20-30 นาที
  • 4 : การบังคับให้น้ำไหล และคดเคี้ยวไปมาด้วยแผ่นกั้นน้ำ สามารถสร้างความปั่นป่วนให้กับน้ำพอเพียงที่จะเกิดฟล้อคได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 279 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับถังกวนเร็ว
  • 1 : เวลาสัมผัสหรือเวลากักน้ำในถังกวนเร็ว ควรมีค่าประมาณ 20 วินาที หรือน้อยกว่า
  • 2 : ข้อมูลที่ใช้ในการออกแบบถังกวนเร็ว คือ ลักษณะสมบัติของน้ำดิบ อัตราการไหลของแหล่งน้ำ และผลการทดลอง Jar Test
  • 3 : In-line Blender และ Static Mixer เป็นเครื่องกวนที่มีค่าระดับความปั่นป่วน, G สูงมาก ทำให้เกิดการผสมระหว่างสารเคมี และน้ำอย่างรวดเร็ว
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 280 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับถังกวนช้า
  • 1 : ถังกวนช้ามีหน้าที่สร้างสัมผัสให้กับอนุภาคคอลลอยด์ที่สูญเสียเสถียรภาพให้รวมตัวเป็นกลุ่มก้อน
  • 2 : เวลารวมตะกอนควรมีค่าประมาณ 20-30 นาที
  • 3 : การบังคับให้น้ำไหล และคดเคี้ยวไปมาด้วยแผ่นกั้นน้ำ สามารถสร้างความปั่นป่วนให้กับน้ำพอเพียงที่จะเกิดฟล้อคได้
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 281 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับถังกวนช้า
  • 1 : ถังกวนช้าต้องการความปั่นป่วน (G) ต่ำ แต่ต้องการเวลาสัมผัส (T) นาน
  • 2 : ถังกวนช้า และถังตกตะกอน ควรมีความต่อเนื่องกัน โดยน้ำไหลจากถังกวนช้าเข้าถังตกตะกอน ควรมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางชลศาสตร์น้อยที่สุด
  • 3 : Hydraulic jump, In-time Blender และ Static Mixer สามารถใช้แทนใบพัดในถังกวนช้าได้เป็นอย่างดี
  • 4 : พารามิเตอร์ในการออกแบบถังกวนช้า คือ ค่าความปั่นป่วน (G), ระยะเวลากักเก็บ (T)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 282 :
  • ความเร็วเกรเดียนที่เหมาะสมสำหรับกระบวนการฟล็อคคูเลชันอยู่ในช่วงใด
  • 1 : 5-20 s-1
  • 2 : 20-50 s-1
  • 3 : 50-70 s-1
  • 4 : 70 – 90 s-1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 283 :
  • เครื่องกวนแบบใดมักมีประสิทธภาพต่ำกว่าแบบอื่น
  • 1 : แบบใบพาย
  • 2 : แบบเทอร์ไบร์
  • 3 : แบบใบพัดเรือ
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 284 :
  • วิธีการรวมตัวของอนุภาคโดยการสร้างสภาวะของน้ำให้มีความเร็วไม่เท่ากัน (Velocity Gradient) เรียกว่าวิธีใด
  • 1 : Perikinetic Floculation
  • 2 : Orthokinetic Flocculation
  • 3 : Thermal Motion Flocculation
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 285 :
  • วิธีการรวมตัวของอนุภาคโดยการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติอย่างไม่เป็นระเบียบ ของอนุภาค (Brownian Motion) เรียกว่าวิธีใด
  • 1 : Perikinetic Floculation
  • 2 : Orthokinetic Flocculation
  • 3 : Thermal Motion Flocculation
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 286 :
  • วัสดุประเภทใดดังต่อไปนี้สามารถใช้เป็นเป้าสัมผัสเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรวมตะกอน
  • 1 : ผงดินเหนียว
  • 2 : Activated Silica
  • 3 : ดินขาวเกาลิน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 287 :
  • วิธีใดเป็นวิธีลดผลกระทบจากความปั่นป่วนภายในทางเชื่อมระหว่างถังกวนช้าและถังกวนเร็ว
  • 1 : ออกแบบให้ถังกวนช้าและถังกวนเร็วมีโครงสร้างร่วมกัน
  • 2 : ลดขนาดของทางน้ำที่เชื่อมต่อระหว่างถังกวนช้าและถังกวนเร็ว
  • 3 : เพิ่มอัตราเร็วในการไหลของน้ำระหว่างถังกวนช้าและถังกวนเร็ว
  • 4 : เติมสารเคมีเพื่อคงความเสถียรของฟล็อค
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 288 :
  • อนุภาคในน้ำ ขนาด 0.1 มม.มีความเร็วในการตกตะกอน 0.6 ซม./วินาที ในการออกแบบถ้าใช้อนุภาคขนาดนี้เพื่อการคำนวณอัตราน้ำล้นผิว ข้อใดถูกต้องที่สุด
  • 1 : อนุภาคขนาด 0.05 มม. จะถูกกำจัด 50% ถ้าเป็นการตกตะกอนแบบโดด
  • 2 : ถ้าอนุภาคดังกล่าวชนกับอนุภาคขนาดเดียวกันความเร็วในการตกตะกอนจะเพิ่มขึ้น 2 เท่า
  • 3 : อนุภาคจะตกตะกอนด้วยความเร่งและลดลงจนความเร็วในการตกตะกอนคงที่
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 612 : Water Works Design: 04. Filtration unit disinfection unit
ข้อที่ 289 :
  • จงคำนวนหาขนาดเฉลี่ยของสารกรอง จากชั้นกรองที่ประกอบด้วยสารกรอง 2 ประเภทได้แก่ ถ่านแอนทราไซต์ ซึ่งมีขนาดสัมฤทธิ์ 0.93 มม. และ ความลึกของชั้นกรอง 200 มม. และ ทราย มีขนาดสัมฤทธิ์ 0.5 มม. และ ความลึกของชั้นกรอง 450 มม.
  • 1 : 0.56 มม.
  • 2 : 0.63 มม.
  • 3 : 0.73 มม.
  • 4 : 0.83 มม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 290 :
  • คำนวณหาปริมาณน้ำที่ใช้ในการล้างย้อนทรายกรองหนึ่งครั้ง (ใช้เวลา 10 นาที) สำหรับถังกรองทรายขนาด 8 เมตร x 12 เมตร ที่มีความสูงของชั้นทรายกรอง 60 เซ็นติเมตร ทั้งนี้กำหนดให้การล้างย้อนทรายกรองมีอัตราที่ 0.5 ลูกบาศก์เมตรต่อตารางเมตรต่อนาที
  • 1 : 480 ลูกบาศก์เมตร
  • 2 : 720 ลูกบาศก์เมตร
  • 3 : 960 ลูกบาศก์เมตร
  • 4 : 1080 ลูกบาศก์เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 291 :
  • อัตราการกรองโดยทั่วไปของถังทรายกรองเร็ว (Rapid sand filter) ในช่วงใดเหมาะสมที่สุดสำหรับการผลิตน้ำประปาจากแหล่งน้ำผิวดิน
  • 1 : 0.01-0.05 ลบ.ม./ชั่วโมง.ตร.ม.
  • 2 : 0.1-0.5 ลบ.ม./ชั่วโมง.ตร.ม.
  • 3 : 5-15 ลบ.ม./ชั่วโมง.ตร.ม.
  • 4 : 50-150 ลบ.ม./ชั่วโมง.ตร.ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 292 :
  • โดยปกติ อัตราการกรองของถังทรายกรองช้า จะมีค่าประมาณเท่าใด
  • 1 : 0.01 – 0.03 เมตร/ชั่วโมง
  • 2 : 0.1 – 0.3 เมตร/ชั่วโมง
  • 3 : 1 – 3 เมตร/ชั่วโมง
  • 4 : 10 – 30 เมตร/ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 293 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่วิธีการผสมระหว่างคลอรีนกับน้ำ
  • 1 : ถังกวนเร็วแบบธรรมดา
  • 2 : Hydraulic Jump
  • 3 : ผสมในเส้นท่อ
  • 4 : ข้อ 1,2 และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 294 :
  • วิธีใดไม่ใช่วิธีการทำลายคลอรีนในกรณีมีการเติมมากเกินไป
  • 1 : ดูดซับด้วยถ่านกัมมันต์แบบเกร็ด
  • 2 : แอเรชัน
  • 3 : เติมสาร Na2SO3
  • 4 : เติมแอมโมเนีย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 295 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช้ข้อดีของการใช้โอโซนฆ่าเชื้อโรค
  • 1 : วัตถุดิบของระบบหาง่าย
  • 2 : สามารถใช้ได้ทุกสถานที่ที่มีกระแสไฟฟ้าไปถึง
  • 3 : มีอำนาจการฆ่าเชื้อโรครุนแรงกว่าคลอรีน
  • 4 : อุปกรณ์มีราคาถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 296 :
  • ข้อใดเป็นข้อเสียของการใช้โอโซนในการฆ่าเชื้อโรคในระบบผลิตน้ำประปาเพื่อแจกจ่ายสู่ชุมชน
  • 1 : มีอำนาจการออกซิไดซ์สูงกว่าคลอรีน
  • 2 : เมื่อผสมกับน้ำจะมีกลิ่นรุนแรง
  • 3 : มีปริมาณโอโซนตกค้างสูง
  • 4 : มีปริมาณโอโซนตกค้างต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 297 :
  • ข้อใดเป็นวิธีการผลิตโอโซน
  • 1 : การระเหยเป็นไอของโอโซนเหลว
  • 2 : การผ่านอากาศแห้งเข้าไประหว่างขั่วไฟฟ้าที่มีความต่างศักย์สูง
  • 3 : ปฏิกริยาทางเคมีของก๊าซออกซิเจนและน้ำ
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 298 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้โอโซนในการฆ่าเชื้อโรค
  • 1 : จำเป็นต้องทำการ Post Chlorination
  • 2 : ภาชนะและอุปกรณ์ต้องทนการกัดกร่อน
  • 3 : ก๊าซโอโซนเป็นก๊าซที่ไม่มีกลิ่น
  • 4 : โอโซนมีอำนาจในการทำลายไวรัสได้ดีกว่าคลอรีน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 299 :
  • ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการคำนวณหาการสูญเสียเฮดของอุปกรณ์ต่างๆของถังกรอง
  • 1 : ใช้ค่าความยาวสมมูลของอุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ แทนการสูญเสีบเฮดของอุปกรณ์นั้นได้ทันที
  • 2 : ใช้ค่าความยาวสมมูลของอุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ เปรียบได้กับความยาวของท่อตรงและคำนวณหาการสูญเสียเฮด
  • 3 : คำนวณโดยใช้ค่าการสูญเสียเฮดของอุปกรณ์ที่มีการสูญเสียมากที่สุดเท่านั้น
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 300 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการกรองน้ำด้วยอัตราลดลง (Declining Rate Filtration)
  • 1 : ระดับของถังกรองทุกถังมีระดับเท่ากัน
  • 2 : อัตราการกรองของแต่ละถังกรองไม่เท่ากัน
  • 3 : การลดลงของอัตราการกรองโดยรวมของทุกถังกรองเกิดขึ้นอย่างช้าๆ
  • 4 : ไม่จำเป็นต้องมีการความคุมอัตราการกรอง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 301 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการคำนวณออกแบบระบบการล้างย้อนของถังกรอง
  • 1 : ต้องคำนวนอัตราการไหลในการล้างย้อนและอัตราการขยายตัว
  • 2 : ต้องคำนวนหาการสูญเสียเฮดทั้งหมด
  • 3 : น้ำที่ใช้ล้างเครื่องกรองต้องเป็นน้ำที่ผ่านการกรองแล้ว
  • 4 : ไม่มีข้อผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 302 :
  • ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการสูญเสียเฮดในกรณีการล้างเครื่องกรองซึ่งชั้นกรองมีการลอยตัว
  • 1 : การสูญเสียเฮดของชั้นกรวดรองรับสารกรองสามารถคำนวณได้เช่นเดียวกับในกรณีการกรอง
  • 2 : การสูญเสียเฮดไม่ขึ้นอยู่กับขนาดของสารกรอง
  • 3 : การสูญเสียเฮดขึ้นกับค่าความพรุนที่ขยายขึ้นของสารกรอง
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 613 : Water Works Design: 05. Design of distribution system
ข้อที่ 303 :
  • ในการออกแบบระบบท่อประปา อัตราเร็วของการไหลในท่อน้ำไม่ควรต่ำกว่าเท่าใด
  • 1 : 0.6 m/s
  • 2 : 0.8 m/s
  • 3 : 1.0 m/s
  • 4 : 1.2 m/s
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 304 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช้ระบบท่อประธานในการแจกจ่ายน้ำประปา
  • 1 : Branch system
  • 2 : Loop system
  • 3 : Mixed system
  • 4 : Series system
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 305 :
  • จงอ่านค่ามาตรวัดน้ำดังรูป
  • 1 : 41.005 ลบ.ม.
  • 2 : 410.01 ลบ.ม.
  • 3 : 410.005 ลบ.ม.
  • 4 : 41005 ลบ.ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 614 : Water Works Design: 06. Hydraulic Design
ข้อที่ 306 :
  • สมการที่ใช้คำนวณหาอัตราการไหล Q ของน้ำผ่านฝายสี่เหลี่ยมผืนผ้า (rectangular weir) เมื่อ B เป็นความกว้างของ weir, H เป็นความสูงของระดับน้ำเหนือสัน weir คือ
  • 1 : Q = CBH0.5
  • 2 : Q = CBH1.5
  • 3 : Q = CBH2
  • 4 : Q = CBH2.5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 307 :
  • สมการของ Darcy-Weisbach ที่ใช้คำนวณค่า head loss ในท่อกลมที่มีความยาว = L คือ

    ( กำหนดให้ HL : head loss; f = friction factor ; L = ความยาว; D = เส้นผ่าศูนย์กลาง; A = พื้นที่หน้าตัด; V = ความเร็วของน้ำ; Q = อัตราการไหลของน้ำ)

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 308 :
  • ค่า friction factor f ในสมการ Darcy – Weisbach ขึ้นกับปัจจัยหลายประการ ปัจจัยต่อไปนี้ปัจจัยใดที่ไม่มีผลต่อค่า f
  • 1 : ความขรุขระของผนังท่อ (absolute roughness)
  • 2 : เส้นผ่าศูนย์กลางของท่อ
  • 3 : ความยาวของท่อ
  • 4 : Reynold’s number
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 309 :
  • คำนวณหาศักย์สูญเสียของการไหลในท่อคอนกรีตผิวเรียบ (f = 0.017) ขนาด 600 มม. ที่มีความยาว 1,500 ม. โดยมีอัตราการไหล 5.3 ลบ.ม./วินาที
  • 1 : 1.2 เมตร
  • 2 : 2.4 เมตร
  • 3 : 12.4 เมตร
  • 4 : 24.4 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 310 :
  • คำนวณหาความดันเป็น psi ที่ก้นอ่างเก็บน้ำที่มีความลึก 5 เมตร
  • 1 : 0.27 psi
  • 2 : 0.54 psi
  • 3 : 1.08 psi
  • 4 : 2.17 psi
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 311 :
  • ในการทดสอบอัตราการกรองของถังกรองทรายขนาด 8 เมตร x 12 เมตร วิศวกรได้ปิดประตูน้ำไม่ให้น้ำเข้า และพบว่าระดับน้ำในถังกรองลดลงในอัตร 5 เซนติเมตรต่อนาที ถังกรองนี้มีอัตราการกรองเท่าไร
  • 1 : 144 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง
  • 2 : 288 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง
  • 3 : 432 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง
  • 4 : 576 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 312 :
  • ถ้าไม่มีเครื่องสูบน้ำ น้ำจะไหลจากอ่างเก็บน้ำ A ที่มีค่าระดับ 42.0 เมตร ไปยังอ่างเก็บน้ำ B ที่มีค่าระดับ 30.0 เมตร ด้วยอัตราการไหล 0.14 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที คำนวณหาขนาดของเครื่องสูบน้ำที่ต้องติดตั้งในการสูบน้ำจากอ่าง B ไปหาอ่าง A ด้วยอัตราการไหลเท่าเดิม (กำหนดให้เครื่องสูบน้ำมีประสิทธิภาพ 75%)
  • 1 : 44 กิโลวัตต์
  • 2 : 55 กิโลวัตต์
  • 3 : 66 กิโลวัตต์
  • 4 : 77 กิโลวัตต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 615 : Water Works Design: 07. Cost Estimation
ข้อที่ 313 :
  • คำนวณต้นทุนค่าน้ำ (บาท/ลูกบาศก์เมตร) ของระบบประปาที่มีขนาดกำลังผลิตและจ่ายน้ำ 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน จากข้อมูลต่อไปนี้
    ค่าก่อสร้างระบบท่อน้ำดิบ            15,000,000        บาท (ผ่อนชำระเป็นระยะเวลา 20 ปี เป็นเงิน     1,000,000 บาท/ปี)

    ค่าก่อสร้างระบบท่อจ่ายน้ำ            20,000,000        บาท (ผ่อนชำระเป็นระยะเวลา 20 ปี เป็นเงิน     1,500,000 บาท/ปี)

    ค่าก่อสร้างโรงผลิตน้ำประปา        40,000,000         บาท (ผ่อนชำระเป็นระยะเวลา 20 ปี เป็นเงิน     2,500,000 บาท/ปี)

    ประมาณการค่าซ่อมบำรุง                500,000           บาท/ปี

    ประมาณการค่าไฟฟ้าและสารเคมี    500,000           บาท/ปี

    ประมาณการเงินเดือนและค่าดำเนิการอื่นๆ    250,000     บาท/ปี

  • 1 : 3.3 บาท/ลูกบาศก์เมตร
  • 2 : 4.3 บาท/ลูกบาศก์เมตร
  • 3 : 5.3 บาท/ลูกบาศก์เมตร
  • 4 : 6.3 บาท/ลูกบาศก์เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 616 : Advanced Water Treatment: 01. Principles of process engineering Materials balance
ข้อที่ 314 :
  • ในบรรยากาศมีออกซิเจน 20% จงคำนวณหาความเข้มข้นสูงสุดของออกซิเจนในน้ำที่มีอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส (Henry’s Law Constant ของออกซิเจนมีค่า 13.8 X 10-4 mol/l-atm. ที่ 20 องศาเซลเซียส)

     

  • 1 : 0.20 มก./ล.
  • 2 : 2.75 X 10-4 มก./ล.
  • 3 : 8.83 มก./ล.
  • 4 : 3.20 มก./ล.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 315 :
  • ในบรรยากาศมีออกซิเจน 20% มี CO2 0.04% Henry’s Law Constant ของออกซิเจนมีค่า 13.8 X 10-4 mol/l-atm. และของ CO2 มีค่า 392 X 10-4 mol/l-atm. ที่ 20 องศาเซลเซียส ข้อใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : CO2 ละลายน้ำได้ 0.7 มก./ล. ที่ 20 องศาเซลเซียส
  • 2 :  CO2 ละลายน้ำได้มากกว่าออกซิเจน ที่ 20 องศาเซลเซียส
  • 3 :  CO2 ละลายน้ำได้มากกว่าในน้ำใต้ดินเนื่องจากในน้ำใต้ดินมี CO2 > 0.04%
  • 4 :  ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 316 :
  • น้ำตัวอย่างหนึ่งมีความเป็นด่าง 20 มก./ล.หินปูน เมื่อเติมโซดาแอช (Na2CO3) 25 มก./ล.หินปูน เพื่อปรับพีเอช พบว่ามีการตกผลึกของหินปูน เกิดขึ้น 5 มก./ล.หินปูน จงคำนวณหาความเป็นด่างของน้ำภายหลังการปรับพีเอช
  • 1 : 20 มก./ล.หินปูน
  • 2 : 45 มก./ล.หินปูน
  • 3 : 10 มก./ล.หินปูน
  • 4 : 40 มก./ล.หินปูน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 317 :
  • น้ำตัวอย่างหนึ่งมีความเป็นกรด -220 มก./ล.หินปูน เมื่อเติม CO2 75 มก./ล.หินปูน เพื่อปรับพีเอช พบว่ามีการตกผลึกของหินปูน เกิดขึ้น 50 มก./ล.หินปูน จงคำนวณหาความเป็นกรดของน้ำภายหลังการปรับพีเอช
  • 1 : -145 มก./ล.หินปูน
  • 2 : -95 มก./ล.หินปูน
  • 3 : -195 มก./ล.หินปูน
  • 4 : -220 มก./ล.หินปูน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 318 :
  • งานในข้อใดไม่ถือเป็นงานควบคุมตามกฎกระทรวงกำหนดสาขาวิชาชีพวิศวกรรมและวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม
  • 1 : การออกแบบระบบท่อส่งน้ำประปาภายในอาคารที่มีอัตราการใช้น้ำมากกว่า 1000 ลบ.เมตร/วัน
  • 2 : การควบคุมการก่อสร้างระบบผลิตน้ำประปาชุมชนขนาด 2000 ลบ.เมตร/วัน
  • 3 : การออกแบบและคำนวณระบบทำน้ำปราศจากไอออนเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมขนาด 100 ลบ.เมตร/วัน
  • 4 : ทุกข้อเป็นงานควบคุม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 319 :
  • น้ำดิบมีลักษณะดังนี้ pH = 7.1, Ca2+ = 260 มก./ล. หินปูน, TDS 400 มก./ล., ความเป็นด่าง 360มก./ล. หินปูน, Mg2+ 80 มก./ล. หินปูน ข้อใดไม่ถูกต้อง

     

  • 1 : ปริมาณปูนขาวที่ต้องการ = 440 มก./ล. หินปูน + ปูนขาวมากเกินพอ
  • 2 :  ปริมาณโซดาแอช = 0
  • 3 : ปริมาณแคลเซียมที่เหลืออยู่ประมาณ 35 มก./ล. หินปูน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 617 : Advanced Water Treatment: 02. Interfacial mass transfer / Adsorption
ข้อที่ 320 :
  • สารละลายของสารประกอบใด ที่ใช้ในการฟื้นฟูสภาพ (Regenerate) เรซินแลกเปลี่ยนประจุที่ใช้กำจัดความกระด้างในน้ำ
  • 1 : แคลเซียมไฮดรอกไซด์
  • 2 : โซเดียมคลอไรด์
  • 3 : แอมโมเนียมซัลเฟต
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 321 :
  • ข้อเสียของการใช้ถ่านกัมมันต์แบบผงในการกำจัดมลสารต่างๆในน้ำมีดังต่อไปนี้ยกเว้นข้อใด
  • 1 : มีการสูญเสียอย่างมากในกระบวนการฟื้นสภาพด้วยความร้อน
  • 2 : สามารถแยกถ่านกัมมันต์ออกจากน้ำได้ยาก
  • 3 : มีประสิทธิภาพในการดูดซับมลสารต่ำกว่าแบบเกร็ด
  • 4 : สามารถดูดซับมลสารที่มีมวลโมเลกุลต่ำได้น้อย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 322 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการดูดติดผิวด้วยแอ็คติเว้ตเต็ดคาร์บอน
  • 1 : แอ็คติเว้ตเต็ดคาร์บอนที่มีพื้นที่ผิวจำเพาะ (ตร.เมตร/กรัม) สูง จะมีขีดความสามารถในการดูดติดผิว (Adsorptive Capacity) สูง
  • 2 : การใช้คาร์บอนผงมักจะเป็นการใช้แล้วทิ้ง เนื่องจากการทำรีเจนเนอเรชัน (Regeneration) ให้กับคาร์บอนผงที่เสื่อมแล้วมักจะไม่คุ้มค่า
  • 3 : การเติมคาร์บอนผงมักจะเติมลงไปในน้ำที่ผ่านการตกตะกอนหรือการกรองแล้ว
  • 4 : การทำรีเจนเนอเรชัน (Regeneration) ให้กับคาร์บอนแบบเกร็ดทุกครั้ง จะมีคาร์บอนสูญเสียประมาณ 5%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 323 :
  • ข้อใดเป็นประโยชน์ของแอ็คติเว้ตเต็ดคาร์บอน
  • 1 : ใช้กำจัดกรดฮิวมิก และกรดฟัลวิกที่เป็นสาเหตุของสี กลิ่น รส ในน้ำ
  • 2 : กำจัดคลอรีนในน้ำ ในกรณีที่คลอรีนตกค้างในน้ำมากเกินไป
  • 3 : กำจัดสารไฮโดรคาร์บอนแบบลูกโซ่อิ่มตัว (Saturated Chain Hydrocarbon)
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 324 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสภาพพื้นที่ผิวของถ่านกัมมันต์ชนิดผง
  • 1 : มีพื้นที่ผิวสูง
  • 2 : มีรุพรุนทั้งขนาดเล็กและใหญ่
  • 3 : มีความหลากหลายของฟังก์ชันนอลกรุ๊ปบนพื้นผิว
  • 4 : ส่วนใหญ่มีคุณสมบัติของพื้นผิวแบบชอบน้ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 325 :
  • ถ่านกัมมันต์ชนิดใดที่มักถูกใช้ในการผลิตน้ำประปา
  • 1 : ถ่านกัมมันต์แบบผง
  • 2 : ถ่านกัมมันต์แบบเกร็ด
  • 3 : ถ่านกัมมันต์แบบแผ่น
  • 4 : ถูกทั้งข้อ 1 และ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 326 :
  • ข้อใดเป็นข้อเสียของการใช้ถ่านกัมมันต์แบบผง
  • 1 : ไม่คุ้มค่าที่จะทำการฟื้นสภาพ
  • 2 : ไม่สามารถกำจัดมลสารให้หมดไปอย่างสิ้นเชิง
  • 3 : สามารถเกิดการอุดตัดเส้นท่อ
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 327 :
  • สารใดต่อไปนี้สามารถถูกกำจัดโดยถ่านกัมมันต์ได้ดี
  • 1 : สี กลิ่น รส
  • 2 : คลอรีนในน้ำ
  • 3 : ยาฆ่าแมลง
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 328 :
  • ปัจจัยใดดังต่อไปนี้มีผลต่อประสิทธิภาพการดูดซับของถ่านกัมมันต์
  • 1 : อุณหภูมิ
  • 2 : ความปั่นป่วนของน้ำ
  • 3 : พีเอช
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 329 :
  • เมื่อค่าพีเอชของน้ำเพิ่มขึ้นจะส่งผลอย่างไรต่อสภาพความเป็นประจุของตัวกลางดูดซับ
  • 1 : สภาพประจุของพื้นผิวมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปในแนวบวก
  • 2 : สภาพประจุของพื้นผิวมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปในแนวลบ
  • 3 : สภาพประจุของพื้นผิวไม่เปลี่ยนแปลง
  • 4 : สภาพประจุของพื้นผิวเกิดความไม่แน่นอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 330 :
  • การฟื้นสภาพของถ่านกัมมันต์มักใช้การทำให้เกิดปฏิกิริยาใดดังต่อไปนี้
  • 1 : ปฏิกิริยาออกซิเดชัน
  • 2 : ปฏิกิริยาไพโรไลซีส
  • 3 : ปฏิกิริยารีดักชัน
  • 4 : ข้อ 1 และ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 331 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องสำหรับการฟื้นสภาพของถ่านกัมมันต์ด้วยวิธีทางเคมีหรือวิธีใช้ความร้อนสูง
  • 1 : วิธีทางเคมีได้ผลดีกว่าวิธีใช้ความร้อนสูง
  • 2 : วิธีใช้ความร้อนสูงจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณออกซิเจนและความชื้นอย่างเกินพอ
  • 3 : การฟื้นสภาพถ่านกัมมันต์แบบเกร็ดด้วยวิธีความร้อนสูงมักมีการสูญเสียคาร์บอนส่วนหนึ่ง
  • 4 : ข้อ 1 และ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 618 : Advanced Water Treatment: 03. Distillation
ข้อที่ 332 :
  • กลไกที่มีความสำคัญต่อการถ่ายเทมวลของก๊าซในน้ำได้แก่ข้อใด
  • 1 : ความสามารถในการละลายน้ำของก๊าซ
  • 2 : ความคงตัวของก๊าซในน้ำ
  • 3 : ความสามารถในการทำให้โมเลกุลของน้ำแตกตัวของก๊าซ
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 620 : Advanced Water Treatment: 05. Membrane Processes
ข้อที่ 333 :
  • กระบวนการใดที่ใช้ในการกำจัดแอมโมเนียออกจากน้ำได้
  • 1 : Coagulation – sedimentation - filtration
  • 2 : Air stripping
  • 3 : Chemical precipitation
  • 4 : Ultra filtration
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 334 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช้กระบวนการเมมเบรน
  • 1 : Reverse Osmosis
  • 2 : Distillation
  • 3 : Electrodialysis
  • 4 : Ultrafiltration
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 335 :
  • กระบวนการแยกสารละลายออกจากน้ำประเภทใดมีความสามารถในการทำความสะอาดน้ำได้ดีที่สุด
  • 1 : Reverse Osmosis
  • 2 : Distillation
  • 3 : Electrodialysis
  • 4 : Ultrafiltration
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 621 : Advanced Water Treatment: 06. Ultraviolet sterilization
ข้อที่ 336 :
  • กระบวนการที่สามารถใช้กำจัดเกลือแร่ที่ละลายน้ำได้ดีคือ
  • 1 : coagulation - filtration
  • 2 : aeration - filtration
  • 3 : reverse osmosis
  • 4 : micro straining
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 337 :
  • เทคโนโลยีใดที่ควรเลือกในการออกแบบเพื่อกำจัดสารก่อมะเร็งในน้ำดีที่สุด
  • 1 : Electrodialysis
  • 2 : Reverse osmosis
  • 3 : ถังรวมตะกอนแบบ solid contact
  • 4 : ถังกรองทราย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 338 :
  • ปัจจัยที่ไม่มีความสำคัญต่อการกรองโดยกระบวนการ Reverse osmosis คือข้อใด
  • 1 : ความดัน
  • 2 : ปริมาณน้ำที่กรอง
  • 3 : แรงพยุงของสารแขวนลอยในน้ำ
  • 4 : ความหนืดของสารละลาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 339 :
  • เทคโนโลยีใดสามารถใช้กรองน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืดได้
  • 1 : Ultrafiltration
  • 2 : Ultraviolet radiation
  • 3 : Reverse osmosis
  • 4 : Ozonation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 340 :
  • เทคโนโลยีการกรองแบบใดสามารถกรองน้ำเสียให้เป็นน้ำดื่มได้
  • 1 : Sand filtration
  • 2 : Ultraviolet radiation
  • 3 : Reverse osmosis
  • 4 : Electrodialysis
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 341 :
  • เพื่อความมั่นใจในการฆ่าเชื้อโรคด้วยแสงยูวีควรใช้แสงยูวีไม่ต่ำกว่าข้อใด
  • 1 : 3000 µWatt-sec/cm2
  • 2 : 5,000 µWatt-sec/cm2
  • 3 : 20,000 µWatt-sec/cm2
  • 4 : 30,000 µWatt-sec/cm2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 342 :
  • หลอดไฟยูวีที่ทำขึ้นขายเพื่อใช้ฆ่าเชื้อโรคมักมีความยาวคลื่นเท่าได
  • 1 : 200 nM
  • 2 : 253.7 nM
  • 3 : 327.4 nM
  • 4 : 385 nM
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 343 :
  • ข้อใดคือข้อดีของการฆ่าเชื้อโรคของแสงยูวีที่เหนือกว่าการใช้คลอรีน
  • 1 : ไม่ทำให้เกิดรส
  • 2 : ไม่สร้างสารตกค้างในน้ำ
  • 3 : สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ในน้ำที่มีสี
  • 4 : มีคำตอบถูกมากกว่า 1 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 344 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุที่ทำให้การฆ่าเชื้อโรคด้วยรังสียูวีล้มเหลว
  • 1 : น้ำดิบมีความขุ่นสูง
  • 2 : น้ำดิบมีสี
  • 3 : ความลึกของน้ำสูงเกินไป
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 622 : Advanced Water Treatment: 07. Ion Exchange
ข้อที่ 345 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนอิออน
  • 1 : ซีโอไลต์ เป็นสารประกอบที่มีความสามารถในการแลก Cl- ที่อยู่ในตัวกับอิออนลบที่อยู่ในน้ำ เช่น SO42-
  • 2 : Green Sand เป็นซีโอไลต์ธรรมชาติ ที่สามารถนำมาใช้ในการกำจัดเหล็กและแมงกานีส
  • 3 : กระบวนการแลกเปลี่ยนอิออนจะทำให้ได้สารละลายรีเจนเนอแรนต์ที่มีความเข้มข้นของอิออนสูง
  • 4 : โดยปกติสารแลกเปลี่ยนอิออน จะถูกออกแบบเพื่อกำจัดสารละลายที่อยู่ในรูปอิออนเท่านั้น ถ้าใช้สารแลกเปลี่ยนอิออนเพื่อการกรองจะทำให้ประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนอิออนลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 346 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนไอออน
  • 1 : เรซินแลกเปลี่ยนไอออนมีโครงสร้างที่ประกอบด้วยส่วนสำคัญ คือ โครงร่างที่ไม่มีประจุไฟฟ้าและหมู่ไอออน (Functional Group)
  • 2 : ปริมาณ TDS มีผลต่อลำดับความชอบไอออนของเรซิน
  • 3 : ลำดับความชอบไอออนของเรซินในน้ำ คือ Fe3+ > Mn2+ > Na+
  • 4 : เรซินแลกเปลี่ยนไอออนที่มีความเหนียวแน่นของวัสดุประสาน (Degree of Crosslinkage) มาก จะมีความสามารถในการแลกเปลี่ยนไอออนต่อปริมาตร (meq/ml) ต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 347 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับความเหนียวแน่นของวัสดุประสาน (Degree of Crosslinkage) ของเรซิน แลกเปลี่ยนไอออน
  • 1 : ความโปร่งหรือความพรุนของเรซินขึ้นอยู่กับความเหนียวแน่นของวัสดุประสาน
  • 2 : เรซินที่มีความเหนียวแน่นของวัสดุประสานน้อยจะทำให้มีความพรุนต่ำ ทำให้มีน้ำอยู่ในเรซินน้อยและทำให้แตกหักได้ง่าย
  • 3 : ความเหนียวแน่นของวัสดุประสาน 8-12% หมายความว่าเรซินมีตัวประสาน 8-12% ของไฮโดรคาร์บอนทั้งหมด
  • 4 : DVB (Divinylbenzene) เป็นวัสดุประสานชนิดหนึ่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 348 :
  • จงคำนวณหา Ion Exchange Load สำหรับระบบแลกเปลี่ยนไอออนแบบต่างๆ สำหรับน้ำดิบที่มีคุณสมบัติดังนี้ (หน่วย มก./ล. หินปูน)

    ไอออน

    ความเข้มข้น

    mg/L CaCO3

    ไอออน

    ความเข้มข้น

    mg/L CaCO3

    Ca2+

    200

    Cl-

    60

    HCO3-

    200

    K+

    5

    Mg2+

    50

    NO3-

    20

    SO42-

    90

    SiO2

    15

    Na+

    110

    CO2

    15

  • 1 : ถังเรซินแบบกรดแก่ (RSO3Na) = 365 มก./ล. CaCO3
  • 2 : ถังเรซินกำจัดด่าง (RCOOH) = 200 มก./ล. CaCO3
  • 3 : ถังเรซินแบบด่างอ่อน = 170 มก./ล. CaCO3
  • 4 : ถังเรซินแบบด่างแก่ = 400 มก./ล. CaCO3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 349 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการทำงานของระบบแลกเปลี่ยนไอออนของเรซิน
  • 1 : การแลกเปลี่ยนไอออนหรือการบริการคือ การแลกเปลี่ยนไอออนอิสระในเรซินกับไอออนอื่นๆในน้ำดิบ
  • 2 : การล้างย้อนมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้เรซินที่หมดอำนาจไปแล้วกลับฟื้นตัวขึ้นมามีอำนาจใหม่
  • 3 : รีเจนเนอเรชันหมายถึงการทำให้เรซินที่หมดอำนาจไปแล้วกลับฟื้นตัวขึ้นมามีอำนาจใหม่ ด้วยสารละลายที่เรียกว่า สารรีเจนเนอแรนต์
  • 4 : การชะล้างสารเคมีคือการล้างสารรีเจนเนอแรนต์ที่ตกค้างในเรซิน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 350 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการแลกเปลี่ยนไอออนของเรซิน
  • 1 : ในการฟื้นอำนาจแลกเปลี่ยนไอออนให้กลับคืนมาได้ดีที่สุด จำเป็นต้องมีระดับความเข้มข้นของรีเจนเนอแรนต์ที่สูง เช่นสารละลายเกลือแกงควรมีความเข้มข้นประมาณ 35-45%
  • 2 : เวลาสัมผัสระหว่างรีเจนเนอแรนต์กับเรซิน แปรผกผันกับอัตราไหลของการทำรีเจนเนอเรชัน
  • 3 : ความลึกของเรซิน มีความสำคัญต่อการแลกเปลี่ยนไออนน้อยเนื่องจากปฏิกิริยาแลกเปลี่ยนไอออนเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
  • 4 : ถ้าน้ำดิบมีอัตราส่วนระหว่างโซเดียมต่อความกระด้างสูงกว่า 2:1 อำนาจในการกำจัดความกระด้างของเรซินจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 351 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับประโยชน์ของกระบวนการแลกเปลี่ยนไอออน
  • 1 : สามารถใช้ในการผลิตน้ำที่ปราศจากเกลือแร่ต่างๆ (Deminerized Water)
  • 2 : สามารถใช้ในการกำจัดความกระด้าง
  • 3 : สามารถกำจัดสารละลายต่างๆที่ความเข้มข้นสูง (สูงกว่า 700 มก./ล.) ได้ในราคาที่ประหยัดกว่า Reverse Osmosis
  • 4 : สามารถใช้ในการกำจัดความเป็นด่างไบคาร์บอเนต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 352 :
  • อิออนใดในน้ำที่สามารถกำจัดได้โดยเรซินแลกเปลี่ยนอิออนแบบกรดแก่ชนิดมีโซเดียมเป็นอิออนอิสระ
  • 1 : Ca2+ , Mg2+
  • 2 : Fe2+, Cu2+
  • 3 : NH4+ , K+
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 353 :
  • สารหรืออิออนใดในน้ำที่สามารถกำจัดได้โดยเรซินแลกเปลี่ยนอิออนแบบด่างแก่
  • 1 : SO42- , Cl-
  • 2 : CO2 , SiO2
  • 3 : NH4+ , CO2
  • 4 : ข้อ 1 และ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 354 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เรียงลำดับถูกต้องสำหรับการทำงานของถังเรซินแลกเปลี่ยนอิออน
  • 1 : การชะล้าง, การล้างย้อน, การแลกเปลี่ยนอิออน, การรีเจนเนอเรชัน
  • 2 : การแลกเปลี่ยนอิออน, การชะล้าง, การล้างย้อน , การรีเจนเนอเรชัน
  • 3 : การแลกเปลี่ยนอิออน, การล้างย้อน, การรีเจนเนอเรชัน, การชะล้าง
  • 4 : การชะล้าง, การล้างย้อน, การแลกเปลี่ยนอิออน, การรีเจนเนอเรชัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 355 :
  • ถงทรงกระบอกปิดขนาดความจุ 3.0 ลูกบาศก์เมตร ภายในบรรจุเรซินอยู่เต็มถังให้เรซินมี void ratio (ปริมาตรช่องว่างต่อปริมาตรเนื้อวัสดุ) = 0.8 และให้น้ำไหลผ่านถังเรซินนี้ในอัตรา 0.1 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที เวลากักเก็บเฉลี่ยของน้ำภายในถังจะเป็นเท่าไหร่
  • 1 : 13 นาที
  • 2 : 24 นาที
  • 3 : 6 นาที
  • 4 : 26 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 356 :
  • ความเข้มข้นของเกลือแกงที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดในการรีเจนเนอเรชัน
  • 1 : 2- 5 %
  • 2 : 5-10 %
  • 3 : 10-15 %
  • 4 : 20- 30 %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 357 :
  • สารเคมีชนิดใดสามารถใช้เป็นรีเจนเนอแรนต์สำหรับเรซินแบบกรดอ่อน
  • 1 : กรดเกลือ
  • 2 : โซดาไฟ
  • 3 : เกลือแกง
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 358 :
  • ความสามารถในการแลกเปลี่ยนอิออนของเรซินสามารถแสดงได้ในหน่วยใด
  • 1 : meq / ml
  • 2 : mg/l as CaCO3
  • 3 : mg/l
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 359 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นวัตถุประสงค์ของการชะล้างเรซินหลังจากการรีเจนเนอเรชัน
  • 1 : ล้าง Regenerant
  • 2 : กำจัดอิออนที่แลกเปลี่ยนในโครงสร้างของเรซิน
  • 3 : เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการแลกเปลี่ยนอิออน
  • 4 : เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกตกค้างในถังเรซิน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 360 :
  • ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับความพรุนของเรซินแลกเปลี่ยนอิออน
  • 1 : เรซินที่มี Degree of Crosslinkage ต่ำจะมีประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนอิออนสูง (คิดต่อปริมาตร)
  • 2 : เรซินที่มี Degree of Crosslinkage สูงจะมีความแข็งแรงของโครงสร้างสูง
  • 3 : เรซินที่มี Degree of Crosslinkage สูงจะสามารถอมน้ำได้สูง
  • 4 : เรซินที่มี Degree of Crosslinkage ต่ำจะแตกหักยาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 361 :
  • ความลึกของเรซินแลกเปลี่ยนอิออนมีอิทธิพลต่ออำนาจแลกเปลี่ยนอิออนอย่างไร
  • 1 : อำนาจแลกเปลี่ยนอิออนสูงขึ้นตามความลึก
  • 2 : ไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญ
  • 3 : อำนาจแลกเปลี่ยนอิออนลดลงขึ้นตามความลึก
  • 4 : อิทธิพลต่ออำนาจการแลกเปลี่ยนอิออนแตกต่างกันตามชนิดของเรซิน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 362 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ผลของการเติมสารประกอบเหล็ก หรืออลูมิเนียมลงในน้ำในปริมาณที่มากเกินพอ
  • 1 : ประจุบวกจากเหล็ก หรืออลูมิเนียมจะทำให้ค่าศักย์ไฟฟ้าของคอลลอยด์สูงขึ้น
  • 2 : ความเป็นด่างจะลดลง เนื่องจากสารปประกอบเชิงซ้อนที่เกิดขึ้น
  • 3 : เกิดการตกผลึกของเหล็กหรืออลูมิเนียม ทำให้ความขุ่นของน้ำลดลง
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 363 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการกำจัดเหล็กและแมงกานีส
  • 1 : เหล็กและแมงกานีสที่อยู่ในน้ำผิวดินมักปรากฏอยู่ในรูปที่ถูกออกซิไดซ์
  • 2 : เหล็กและแมงกานีสที่อยู่ในน้ำใต้ดินมักจะอยู่ในรูปที่ละลายน้ำได้
  • 3 : สารเคมีที่นิยมใช้ในการกำจัดเหล็กและแมงกานีสได้แก่ ออกซิเจน และคลอรีน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 364 :
  • ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของกระบวนการแลกเปลี่ยนไอออน
  • 1 : กำจัดเชื้อโรคที่มีอยู่ในน้ำ
  • 2 : กำจัดความเป็นด่างไบคาร์บอเนต
  • 3 : กำจัดความกระด้าง
  • 4 : กำจัดเกลือแร่ทุกชนิดเพื่อผลิตน้ำบริสุทธิ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 623 : Advanced Water Treatment: 08. Selection of treatment alternatives
ข้อที่ 365 :
  • กระบวนการในข้อใด ไม่สามารถแยกสารอินทรีย์ออกจากน้ำได้
  • 1 : Electrodialysis
  • 2 : Reverse Osmosis
  • 3 : Adsorption
  • 4 : Filtration
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
สภาวิศวกร