สภาวิศวกร

สาขา : โยธา

วิชา : Route Surveying

เนื้อหาวิชา : 570 : Surveying techniques, route location and design
ข้อที่ 1 :
  • ในการออกแบบเส้นทาง การสำรวจเบื้องต้น (Reconnaissance) มีความสำคัญอย่างไร
  • 1 : สำคัญเพราะเป็นการศึกษาเพื่อกำหนดรายละเอียดในการออกแบบ
  • 2 : สำคัญเพราะเพิ่มความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับสภาพที่แท้จริงของพื้นที่
  • 3 : สำคัญเพราะเป็นขั้นตอนหนึ่งของการออกแบบ
  • 4 : ไม่สำคัญ เพราะอย่างไรก็ตามสามารถเวนคืนที่ดินได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 2 :
  • Right-of-way ของทาง หมายถึง ข้อใด
  • 1 : การกำหนดพื้นที่เขตทางสำหรับถนน หรือ ทางรถไฟ ที่ได้หรือจะเวนคืน
  • 2 : ทางที่ได้จำกัดพื้นที่ถนนไว้หลังการก่อสร้าง
  • 3 : แนวถนนที่ได้สร้างอย่างถูกต้อง
  • 4 : ขอบเขตทางขวาของถนน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 3 :
  • จงเรียงลำดับขั้นตอนการทำงาน สำหรับโครงการออกแบบและก่อสร้างถนนให้สอดคล้องกับงานจริง
    ก. สำรวจข้อมูลทางเศรษฐกิจ
    ข. สำรวจเพื่อออกแบบ(Location Survey)เพื่อวางแนวทาง
    ค. สำรวจเพื่องานก่อสร้าง
  • 1 : ข ก ค
  • 2 : ข ค ก
  • 3 : ก ข ค
  • 4 : ค ข ก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 4 :
  • จากข้อมูลความถูกต้องในการวัดระยะทางของงานสำรวจเพื่อการออกแบบ ข้อใดมีความถูกต้องในการวัดระยะทางมากที่สุด
  • 1 : 1 : 15 000
  • 2 : 1 : 10 000
  • 3 : 1 : 5 000
  • 4 : 1 : 2 500
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 5 :
  • หากต้องการกำหนดจุดที่ตั้งฉากกับแนว Center Line ควรเลือกใช้เครื่องมือชนิดใด
  • 1 : Pedometer
  • 2 : Optical Square
  • 3 : Optical Plummet
  • 4 : Tensometer
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 6 :
  • การตั้งกล้องระดับให้อยู่กึ่งกลางระหว่างไม้ระดับในขั้นตอนการถ่ายค่าระดับเพื่อจุดประสงค์ในข้อใด
  • 1 : ขจัดค่าคลาดเคลื่อนเนื่องจากสายใยราบของกล้องระดับ
  • 2 : ขจัดค่าความคลาดเคลื่อนเนื่องจากความโค้งของผิวโลก
  • 3 : ขจัดค่าคลาดเคลื่อนเนื่องจากอุณหภูมิ
  • 4 : เฉลี่ยค่าที่อ่านได้บนไม้วัดระดับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 7 :
  • เกณฑ์มาตรฐานของกรมทางหลวงแห่งประเทศไทย ซึ่งได้กำหนดไว้ว่าด้วยความยาว (L)
    ค่าน้อยที่สุดของโค้งแนวดิ่งทั้งโค้งคว่ำและโค้งหงาย มีค่าเท่าใด
  • 1 : L = 50 เมตร
  • 2 : L = 100 เมตร
  • 3 : L = 150 เมตร
  • 4 : L = 200 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 8 :
  • ในการคำนวณการยกโค้งทางราบที่ใช้กับทางหลวงจังหวัด เมื่อทราบความเร็ว (V)
    กับรัศมีโค้งทางราบ (R) จะใช้สูตรใด
  • 1 : e = 0.4x(V^2) / R
  • 2 : e = 0.04x(V^2) / R
  • 3 : e = 0.004x(V^2) / R
  • 4 : e = 0.004x(V^2) / R
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 9 :
  • การยกโค้งทางราบ( Circular Curve ) โดยหมุนรอบจุดศูนย์กลางถนน ( Profile grade control )
    ระยะ Transition Length หรือ Superelevation Transition หมายถึง ระยะที่ทำ Superelevation
    จากจุดใดถึงจุดใด
  • 1 : ระยะจากจุด N.C. ( Normal crown ) ถึงจุด F.S. ( Full Superelevation )
  • 2 : ระยะจากจุด H.C. ( Half crown ) ถึงจุด F.S. ( Full Superelevation )
  • 3 : ระยะจากจุด F.C. ( Full crown ) ถึงจุด F.S. ( Full Superelevation )
  • 4 : ระยะจากจุด F.S. ( Full Superelevation ) ด้านเข้าโค้ง ถึงจุด F.S. ( Full Superelevation ) ด้านออกจากโค้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 10 :
  • การยกโค้งทางราบ ( Circular Curve ) โดยหมุนรอบจุดศูนย์กลางถนน ( Profile grade control )
    ระยะ Length of run off หมายถึง ระยะที่ทำ Superelevation จากจุดใดถึงจุดใด
  • 1 : ระยะจากจุด N.C. ( Normal crown ) ถึงจุด H.C. ( Half crown )
  • 2 : ระยะจากจุด N.C. ( Normal crown ) ถึงจุด F.C. ( Full crown)
  • 3 : ระยะจากจุด H.C. ( Half crown ) ถึงจุด F.C. ( Full crown)
  • 4 : ระยะจากจุด H.C. ( Half crown ) ถึงจุด F.S. ( Full Superelevation )
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 11 :
  • การยกโค้งทางราบ ( Circular Curve ) โดยหมุนรอบจุดศูนย์กลางถนน ( Profile grade control )
    เมื่อ S เป็นค่าความลาดตามแนวความยาวของถนน สามารถคำนวณได้จากสูตรข้อใด
  • 1 : S = 75 + 1.4V
  • 2 : S = 75 + 1.5V
  • 3 : S = 75 + 1.7V
  • 4 : S = 75 + 1.8V
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 12 :
  • การยกโค้งทางราบ ( Circular Curve ) โดยหมุนรอบจุดศูนย์กลางถนน ( Profile grade control )
    ระยะจากจุดN.C. ( Normal crown ) ถึงจุด H.C. ( Half crown ) กำหนดให้มีค่าเท่ากับ X
    สามารถคำนวณหาระยะ X ได้จากข้อใด
  • 1 : X = (H.C.)(S)
  • 2 : X = (H.C.)(2S)
  • 3 : X = (F.C.)(S)
  • 4 : X = (F.C.)(2S)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 13 :
  • การยกโค้งทางราบ ( Circular Curve ) โดยหมุนรอบจุดศูนย์กลางถนน ( Profile grade control )
    ระยะจากจุด F.C. ( Full crown) ถึงจุด F.S. ( Full Superelevation ) กำหนดให้มีค่าเท่ากับ Z
    สามารถคำนวณหาระยะ Z ได้จากข้อใด
  • 1 : Z = (F.S. – H.C.)(S)
  • 2 : Z = (F.S. – H.C.)(2S)
  • 3 : Z = [(F.S./2) – H.C.](S)
  • 4 : Z = [(F.S./2) – H.C.](2S)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 14 :
  • การยกโค้งทางราบ ( Circular Curve ) โดยหมุนรอบขอบในถนน ( Inside edge pavement control)
    ระยะจากจุด F.C. ( Full crown) ถึงจุด F.S. ( Full Superelevation )
    กำหนดให้มีค่าเท่ากับ Z สามารถคำนวณหาระยะ Z ได้จากข้อใด
  • 1 : Z = [(F.S./2) – H.C.](S)
  • 2 : Z = [(F.S./2) – F.C.](S)
  • 3 : Z = [F.S. – F.C.](S)
  • 4 : Z = [F.S. – F.C.](2S)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 15 :
  • 1 : ตำแหน่งของจุด P.C. STA. 31 + 936.877
  • 2 : ตำแหน่งของจุด P.C. STA. 31 + 709.736
  • 3 : ตำแหน่งของจุด P.C. STA. 31 + 729.381
  • 4 : ตำแหน่งของจุด P.C. STA. 31 + 169.688
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 16 :
  • 1 : ตำแหน่งของจุด P.T. STA. 26 + 717.941
  • 2 : ตำแหน่งของจุด P.T. STA. 26 + 733.716
  • 3 : ตำแหน่งของจุด P.T. STA. 26 + 668.052
  • 4 : ตำแหน่งของจุด P.T. STA. 26 + 683.567
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 17 :
  • 1 : ตำแหน่งของจุด P.C. STA. 26 + 397.976
  • 2 : ตำแหน่งของจุด P.C. STA. 26 + 391.938
  • 3 : ตำแหน่งของจุด P.C. STA. 26 + 391.827
  • 4 : ตำแหน่งของจุด P.C. STA. 26 + 341.827
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 18 :
  • เทปวัดระยะยาว 30 เมตร เมื่อวัดสอบละเอียดพบว่าเทปดังกล่าวยาว 30.004 เมตร ถ้าต้องการวัดระยะในการติดตั้ง(Setting Out) ระยะ 120.25 เมตร จงคำนวณระยะที่อ่านได้จากเทป
  • 1 : 120.266 เมตร
  • 2 : 120.234 เมตร
  • 3 : 120.254 เมตร
  • 4 : 120.246 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 19 :
  • การวัดมุมซ้ำ(repetition)มากกว่าหนึ่งครั้ง มีวัตถุประสงค์อะไร
  • 1 : ต้องการความแม่นยำ(Accuracy)
  • 2 : ต้องการหาค่าความผิด(Error)
  • 3 : ต้องการเพิ่มค่าความละเอียด(precision)
  • 4 : ต้องการป้องกันความผิดของกล้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 571 : Horizontal and vertical curves
ข้อที่ 20 :
  • จากภาพประกอบโจทย์ กำหนดให้โค้งวงกลมมีรัศมี 150.000 เมตร และความยาวคอร์ดเท่ากับ 200.000 เมตร การวางโค้งที่จุด B จะประกอบด้วยค่าระยะห่างจากจุดกึ่งกลางคอร์ด หรือ จุด C ( ระยะ x ) และ ระยะตั้งฉากจากคอร์ดไปยังโค้งวงกลม (ระยะ offset) ถ้ากำหนดให้ระยะ x = 20.000 เมตร จงคำนวณหาระยะ offset จากจุด A ไปยังจุด B
  • 1 : 36.857 เมตร
  • 2 : 30.000 เมตร
  • 3 : 42.466 เมตร
  • 4 : ไม่มีคำตอบใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 21 :
  • การออกแบบโค้งวงกลมทางราบ (horizontal circular curve) นั้นง่าย แต่จะต้องระมัดระวังในข้อใด
  • 1 : ถ้าโค้งมีรัศมีน้อย และเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง อาจทำให้แหกโค้งได้
  • 2 : ถ้าโค้งมีรัศมีมาก จะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณได้
  • 3 : ถ้าโค้งมีรัศมีมาก ทำให้การขับขี่เกิดการติดขัดได้
  • 4 : การทำงานวางโค้งภาคสนาม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 22 :
  • โค้งผสมทางราบ (Compound curve) ที่ดี ควรมีลักษณะอย่างไร
  • 1 : มีรัศมีทางโค้งลักษณะก้นหอย
  • 2 : มีรัศมีทางโค้งของโค้งวงกลมไม่แตกต่างกันมากเกินไป
  • 3 : มีรัศมีทางโค้งมากกว่าและน้อยกว่าสลับกัน
  • 4 : มีรัศมีทางโค้งที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 23 :
  • ในการวางโค้งวงกลมที่มีรัศมี 300 เมตร มีมุมสกัด (Intersection angle) เท่ากับ 23 องศา 18 ลิปดา ณ จุดสกัด (PI) ที่สถานี 2+706 เมตร จงคำนวณหาสถานีเริ่มโค้ง (PC) และสถานีสิ้นสุดโค้ง (PT)
  • 1 : PC = 2+645.106 เมตร , PT = 2+767.854 เมตร
  • 2 : PC = 2+644.146 เมตร , PT = 2+767.854 เมตร
  • 3 : PC = 2+645.106 เมตร , PT = 2+766.145 เมตร
  • 4 : PC = 2+644.146 เมตร , PT = 2+766.145 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 24 :
  • ในการวางโค้งวงกลมรัศมี 180 เมตร กรณีไม่สามารถเข้าถึงจุดสกัด จึงทำการเลือกจุด A B C และ D บนแนวเส้นสัมผัส ดังรูป ระยะ BC = 117.900 เมตร มุม CBA = 169 องศา 47 ลิปดา 40 ฟิลิปดา มุม DCB = 149 องศา 23 ลิปดา 48 ฟิลิปดา จงคำนวณหาสถานีของจุดสกัด (PI) กำหนดให้สถานีของจุด B เท่ากับ 8+142.000 เมตร
  • 1 : 8+501.840 เมตร
  • 2 : 8+502.840 เมตร
  • 3 : 8+503.840 เมตร
  • 4 : 8+504.840 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 25 :
  • ในระบบ full station เป็นหนึ่งกิโลเมตร โค้งแนวดิ่งแบบ equal-tangent parabolic curve ความยาว 600 เมตร มีค่า g1 = +3% และ g2 = -2.4% ตัดกันที่สถานี 46+760 และมีค่าระดับเท่ากับ 53.480 เมตร จงคำนวณหาค่าระดับของสถานี 46+500
  • 1 : 44.95 เมตร
  • 2 : 45.61เมตร
  • 3 : 46.09 เมตร
  • 4 : 46.68 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 26 :
  • โค้งวงกลมรัศมี 180 เมตร มีจุดเริ่มโค้งที่สถานี 8+849.945 เมตร จงคำนวณหามุมบ่ายเบนของสถานี 8+900
  • 1 : 4 องศา 57 ลิบดา 56 พิลิบดา
  • 2 : 5 องศา 57 ลิบดา 56 พิลิบดา
  • 3 : 6 องศา 57 ลิบดา 56 พิลิบดา
  • 4 : 7 องศา 57 ลิบดา 56 พิลิบดา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 27 :
  • โค้งวงกลม มีค่า degree of curve เท่ากับ 38 องศา จงคำนวณหารัศมีของโค้งวงกลมนี้
  • 1 : 147.778 เมตร
  • 2 : 148.778 เมตร
  • 3 : 149.778 เมตร
  • 4 : 150.778 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 28 :
  • วัดระยะ External ของโค้งวงกลมได้ 8.54 เมตร และมุมสกัดเท่ากับ 32 องศา จงคำนวณหาค่ารัศมีของโค้งวงกลม
  • 1 : 210.914 เมตร
  • 2 : 211.914 เมตร
  • 3 : 212.914 เมตร
  • 4 : 213.914 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 29 :
  • โค้งแนวดิ่งแบบ equal tangent parabolic curve ความยาว 200 เมตร มีค่า g1=1.25% และ g2=-2.75% จงคำนวณหาสถานีที่มีค่าระดับสูงสุดบนโค้งนี้
  • 1 : 62.500 เมตร จากจุดเริ่มโค้ง
  • 2 : 63.500 เมตร จากจุดเริ่มโค้ง
  • 3 : 64.500 เมตร จากจุดเริ่มโค้ง
  • 4 : 65.500 เมตร จากจุดเริ่มโค้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 30 :
  • การออกแบบจำนวนช่องจราจร หรือจำนวนเลนเพื่อให้รถสามารถสัญจรได้สะดวก มีความสัมพันธ์กับข้อใด
  • 1 : คุณภาพของถนน
  • 2 : ปริมาณจราจรที่ใช้ออกแบบถนน
  • 3 : อัตราการยกโค้ง
  • 4 : ผู้ขับขี่ยานพาหนะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 31 :
  • ข้อใดกล่าวถึงงานวางระดับแนวทางไม่ถูกต้อง
  • 1 : พื้นที่ ที่มีน้ำท่วมถึงต้องยกระดับคันทางให้สูงกว่าระดับน้ำสูงสุด
  • 2 : ควรให้จุดต่ำสุดของโค้งดิ่งแบบหงายอยู่บนดินตัด เพื่อระบายน้ำได้ดี
  • 3 : สำหรับโครงสร้างระบบระบายน้ำต้องให้มีช่องลอดเพียงพอ
  • 4 : ข้อมูลระดับแนวทางควรเทียบจากระดับน้ำทะเลปานกลาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 32 :
  • อัตราการยกโค้ง (Rate of Roadway Superelevation) มีความสัมพันธ์กับข้อใด
  • 1 : Radius of Curve
  • 2 : Climbing lane
  • 3 : Lane
  • 4 : Pavement Crown
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 33 :
  • ในการออกแบบโค้งในทางราบ (Horizontal Curve) ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง
  • 1 : ค่าสูงสุดของระยะเส้นสัมผัส
  • 2 : ค่าต่ำสุดของรัศมีโค้ง
  • 3 : ค่าสูงสุดของอัตราการยกโค้ง
  • 4 : ค่าต่ำสุดของระยะเปลี่ยนแนว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 34 :
  • ข้อใดคือปัจจัยที่มีผลต่อขนาดของการขยายความกว้างถนน บนทางโค้งแนวราบเพื่อให้รถยนต์ที่แล่นตามแนวโค้งมีความปลอดภัยสูงขึ้น
  • 1 : ระยะระหว่างรถคันหน้าและคันหลัง
  • 2 : ความกว้างและความยาวของรถยนต์
  • 3 : ความสว่างของถนน
  • 4 : ความชันของถนน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 35 :
  • ภูมิประเทศชนิดใดเหมาะสำหรับการวางโค้งแบบโค้งผสม (Compound Curve)
  • 1 : ถนนที่ข้ามคลอง
  • 2 : ถนนที่ข้ามทางรถไฟ
  • 3 : ถนนที่ผ่านทุ่งนา
  • 4 : ถนนที่ผ่านบริเวณภูเขา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 36 :
  • ลักษณะของโค้งชนิดใดที่ออกแบบเพื่อให้ผู้ขับขี่ที่ใช้ความเร็วสูง สามารถบังคับเลี้ยวได้อย่างสบาย เพราะโค้งค่อยๆเปลี่ยนความโค้งจากเส้นตรงเป็นทางโค้ง
  • 1 : โค้งผสมย้อนทาง (Reverse Curve)
  • 2 : โค้งหลังหัก (Broken-back Curve)
  • 3 : โค้งผสมสองศูนย์กลาง (Two-Centered Compound Curve)
  • 4 : โค้งก้นหอย (Spiral Curve)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 37 :
  • ในโค้งวงกลม (Circular Curve) จุดสกัด (Point of Intersection : PI) คืออะไร
  • 1 : จุดที่เส้นสัมผัสโค้งสองเส้นตัดกัน
  • 2 : จุดศูนย์กลางของโค้งวงกลม
  • 3 : จุดที่แนวเล็งของกล้องตัดกับส่วนโค้งในขณะทำการวางโค้งด้วยกล้อง
  • 4 : จุดที่อยู่กึ่งกลางโค้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 38 :
  • มุมสกัด (Intersection Angle) คืออะไร
  • 1 : มุมที่แนวเล็งของกล้องส่องไปยังจุดต่างๆบนโค้ง
  • 2 : มุมที่ส่องสกัดให้ตัดกันบนส่วนโค้ง
  • 3 : มุมเหหรือมุมเบี่ยงเบนที่สัมผัสโค้งสองเส้นตัดกัน
  • 4 : ทั้งข้อ 1 และ 2 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 39 :
  • องศาของโค้ง (Degree of Curve : D) หมายถึงอะไร
  • 1 : มุมที่จุดศูนย์กลางของโค้งวงกลมที่รองรับด้วยส่วนโค้งยาว 100 ม.
  • 2 : มุมที่จุดศูนย์กลางของโค้งวงกลมที่รองรับด้วยคอร์ดยาว 100 ม.
  • 3 : มุมที่จุดศูนย์กลางรองรับความยาวโค้งทั้งหมด
  • 4 : ข้อ 1 และ 2 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 40 :
  • โค้งแนวตั้งหรือโค้งทางดิ่ง (Vertical Curve) คือข้อใด
  • 1 : โค้งวงกลมที่อยู่ในแนวตั้งฉากกับผิวจราจร
  • 2 : โค้งที่เชื่อมต่อระหว่างแนวทางเส้นตรงที่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราการลาดเอียง (Grade Line) สองเส้น
  • 3 : โค้งที่เชื่อมต่อแนวเส้นตรงที่หักเหไปจากแนวเดิม
  • 4 : โค้งทางดิ่งที่สัมพันธ์กับอัตราการยกโค้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 41 :
  • จุดโค้งกลับบนโค้งแนวดิ่ง (Turning Point on VC) คืออะไร
  • 1 : จุดบนทางโค้งที่รถสามารถเลี้ยวกลับไปในทิศทางเดิม
  • 2 : จุดยอดสุดของโค้งวงกลมในขณะเข้าโค้ง
  • 3 : จุดที่มีความลาดชันที่สุดบนโค้ง
  • 4 : จุดบนโค้งแนวดิ่งที่มีความลาดชันเท่ากับ 0
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 42 :
  • ข้อใดพึงพิจารณาในการออกแบบโค้งผสมย้อนทาง (compound and reverse curve) เพื่อความปลอดภัย คือข้อใด
  • 1 : ควรมีแนวเส้นทางแทรกอยู่ระหว่างโค้งทั้งสองที่เรียกว่า Intermediate Tangent
  • 2 : ควรมีการยกโค้ง (Superelevation) ให้เพียงพอ
  • 3 : ควรกำหนดให้รัศมีโค้งยาวมากๆ
  • 4 : ควรกำหนดความเร็วให้น้อยลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 43 :
  • โค้งหลังหัก (Broken back Curve) คือข้อใด
  • 1 : โค้งผสม 2 โค้ง ที่มีจุดหักเหของโค้งอยู่ระหว่างโค้งทั้งสอง
  • 2 : โค้งผสม 2 โค้ง ที่มีจุดสัมผัสร่วมกันอยู่ระหว่างโค้งทั้งสอง
  • 3 : โค้งผสม 2 โค้ง ที่เชื่อมต่อกันด้วยเส้นตรงสั้นๆ ระหว่างโค้งทั้งสอง
  • 4 : โค้งผสม 2 โค้ง ที่ใช้รัศมีโค้งยาวมากๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 44 :
  • โค้งวงกลมรัศมี 300 เมตร ถ้าความยาวแนวโค้งเท่ากับ 6.145 เมตร จะมีมุมรองรับที่ศูนย์กลางโค้งเท่ากับ 1 องศา 10.4 ลิปดา จงคำนวณหาความยาวเส้นคอร์ดของระยะทางดังกล่าว
  • 1 : 6.048 เมตร
  • 2 : 6.131 เมตร
  • 3 : 6.143 เมตร
  • 4 : 6.242 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 45 :
  • โค้งวงกลม มีรัศมี 350 เมตร ระยะเส้นสัมผ้สจากจุด PC ถึง PI มีมุมแอซิม้ธเท่ากับ 326 องศา 40 ลิปดา 20 ฟิลิปดา จุด PC อยู่ที่สถานี 4+621.599 เมตร มีค่าพิกัด X= 764.992 เมตร และ Y= 665.358 เมตร จงคำนวณหาค่าพิกัดของสถานี 4+660 โดยมีค่ามุม Deflection เท่ากับ 3 องศา 8 ลิปดา 35 ฟิลิปดา
  • 1 : X = 742.188 เมตร Y= 696.232 เมตร
  • 2 : X = 742.158 เมตร Y= 696.202 เมตร
  • 3 : X = 742.168 เมตร Y= 696.212 เมตร
  • 4 : X = 742.178 เมตร Y= 696.222 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 46 :
  • เส้นเอียงลาดลง( g1 ) = 4 % ตัดกับเส้นเอียงลาดขึ้น( g2 ) = 5 % ที่ STA. 2 + 450.000 ที่มีค่าระดับเท่ากับ 216.420 เมตร
    และที่ STA. 2 + 350.000 ใต้ท้องสะพานมีค่าระดับ 235.540 เมตร
    ต้องการวางโค้งทางดิ่งรูปพาราโบล่าแบบสมมาตรเชื่อมแนวเส้นลาดเอียงทั้งสอง
    โดยมีช่องว่างระหว่างใต้ท้องสะพานกับถนนเท่ากับ 14 เมตร ดังรูป
    จงคำนวณหาค่าระดับบนโค้งที่ตำแหน่ง STA. 2 + 450
  • 1 : ค่าระดับบนโค้งหรือบนถนนมีค่ากับ 218.670 เมตร
  • 2 : ค่าระดับบนโค้งหรือบนถนนมีค่ากับ 220.920 เมตร
  • 3 : ค่าระดับบนโค้งหรือบนถนนมีค่ากับ 221.540 เมตร
  • 4 : ค่าระดับบนโค้งหรือบนถนนมีค่ากับ 225.420 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 47 :
  • จงคำนวณหาค่ารัศมี (R) ของโค้งทางราบที่มีมุมเบี่ยงเบน (Δ) = 40º 30' 00" RT.

    ระยะ VP = 40 เมตร มุม Ø=10º

     

     

     


     

  • 1 : ค่ารัศมี (R) = 141.471 เมตร
  • 2 : ค่ารัศมี (R) = 161.955 เมตร
  • 3 : ค่ารัศมี (R) = 257.421 เมตร
  • 4 : ค่ารัศมี (R) = 272.481 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 48 :
  • จงคำนวณรัศมี(R)ของโค้งผสมที่ Tด้าน1 = 120.00 m , Tด้าน2 = 150.00 m มุมหักเหจาก Tด้าน1 ไป Tด้าน2 = 15d 00m 00s Rกำหนดมุมหักเหย่อย ด้าน Tด้าน1 = 8d เมื่อ T = tangent distance
  • 1 : Rทางด้าน1 = 1283.88 m , Rทางด้าน2 = 800.984 m
  • 2 : Rทางด้าน1 = 800.984 m Rทางด้าน2 = 1283.88 m
  • 3 : Rทางด้าน1 = 853.844 m , Rทางด้าน2 = 1221.652 m
  • 4 : Rทางด้าน1 = 1221.652 m , Rทางด้าน2 = 853.844 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 49 :
  • ถ้า PI(x = 58.957 , y = -12.763) m ณ STA10+00.00 ระยะPI-BC=120.00 m, Az ของPI-BC = 80d รัศมี = 800.984 m, มุมหักเห =80 ; ระยะPI-EC=150.00 m, AzของPI-EC = 215dรัศมี = 1283.88 m เมื่อ BC (Beginning of curve) , PI (point of intersection) , EC(End of curve) จงคำนวณลำดับหมุดที่ BC , PCC(point of compound curve), EC
  • 1 : BC ที่ STA 08+80.00 , PCC ที่ STA 09+91.83 , EC ที่ STA 11+48.69
  • 2 : BC ที่ STA 08+80.00 , PCC ที่ STA 10+00.00 , EC ที่ STA 11+50.00
  • 3 : BC ที่ STA 10+00.00, PCC ที่ STA 11+20.00 , EC ที่ STA 12+70.00
  • 4 : BC ที่ STA 08+80.00, PCC ที่ STA 09+91.85 , EC ที่ STA 12+16.12
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 50 :
  • PI(x = 58.957 , y = -12.763) m ณ STA10+00.00 ระยะPI-BC=120.00 m, AzของPI-BC = 20 0 รัศมี = 800.984 m, มุมหักเห=8d ;ระยะPI-EC=150.00 m, AzของPT-EC = 215d รัศมี= 1283.88 m เมื่อ BC (Beginning of curve) , PI (point of intersection) , EC(End of curve) จงคำนวณพิกัดฉาก PCC(point of compound curve) กำหนดให้คำนวณจากหมุด BC เท่านั้น
  • 1 : x = 1081.179m, y = -1028.716 m
  • 2 : x = -2.086 m, y = 54.547 m
  • 3 : x = -1028.716 m, y = 1081.179m
  • 4 : x = 54.547 m , y = -2.086 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 51 :
  • โค้งดิ่งสมมาตร BVC ณ STA11+56.68 ค่าระดับ 32.35 ม, EVC ณ STA13+56.68 มีค่าระดับ 31.68 ม , PVI มีค่าระดับ 30.35 ม จงคำนวณความชันของเส้นทางที่ BVC คือ g1 ,EVCคือ g2 , และอัตราการเปลี่ยนความชันต่อหนึ่งความยาวของโค้ง

     BVC(beginning of vertical curve) , PVI (point of vertical intersection), EVC(End of vertical curve)

  • 1 : g1 = 2% , g2 = -1.33% , อัตราการเปลี่ยนค่าความชันต่อหนึ่งความยาวของโค้ง = 0.00008325
  • 2 : g1 = -2% , g2 = 1.33% , อัตราการเปลี่ยนค่าความชันต่อหนึ่งความยาวของโค้ง = 0.00008325
  • 3 : g1 = -2% , g2 = 1.33% , อัตราการเปลี่ยนค่าความชันต่อหนึ่งความยาวของโค้ง = 0.008325
  • 4 : g1 = 2% , g2 = -1.33% , อัตราการเปลี่ยนค่าความชันต่อหนึ่งความยาวของโค้ง = 0.001675
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 52 :
  • ในระบบ full station เป็น 100 เมตร โค้งดิ่งสมมาตร BVC ณ STA11+56.68 มีค่าระดับ 32.35 ม, EVC ณ STA13+56.68 มีค่าระดับ 31.68 ม ความชันของเส้นทางที่ BVC คือ g1 = -2% ,ความชันของเส้นทางที่ EVCคือ g2 = +1.33% จงคำนวณค่าระดับที่ STA 12+00.00

    BVC(beginning of vertical curve) , PVI (point of vertical intersection), EVC(End of vertical curve)

  • 1 : 33.37 m
  • 2 : 31.63 m
  • 3 : 30.35 m
  • 4 : 31.28 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 53 :
  • โค้งดิ่ง BVC ณ STA11+56.68 มีค่าระดับ 32.35 ม, EVC ณ STA13+56.68 มีค่าระดับ 31.68 ม ความชันของเส้นทางที่ BVC คือ g1 = -2% ,ความชันของเส้นทางที่ EVCคือ g2 = +2% จงคำนวณค่าระดับที่ PVI และลำดับหมุด STATION
  • 1 : STA12+70.43 , ค่าระดับ 30.015m
  • 2 : STA12+73.43 , ค่าระดับ 30.015m
  • 3 : STA12+73.43 , ค่าระดับ 31.015m
  • 4 : STA12+70.43 , ค่าระดับ 31.015m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 54 :
  • โค้งดิ่ง BVC ณ STA11+56.68 มีค่าระดับ 32.35 ม, EVC ณ STA13+56.68 มีค่าระดับ 31.68 ม ที่ PVIเป็น STA12+50.00 , ค่าระดับ 30.15m จงคำนวณลำดับหมุดและค่าระดับที่ PVCC ; BVC(beginning of vertical curve) , PVI (point of vertical intersection), EVC(End of vertical curve) PVCC(point of vertical compound curve)
  • 1 : STA 12+50.00 , ค่าระดับ 31.094 m
  • 2 : STA 12+56.68 , ค่าระดับ 31.393 m
  • 3 : STA 12+50.00 , ค่าระดับ 31.393 m
  • 4 : STA 12+56.68, ค่าระดับ 31.094 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 55 :
  • จากภาพประกอบโจทย์ จงวางโค้งวงกลมด้วยระยะฉากจากแนวเส้นสัมผัสที่ระยะ 20 เมตร ตามแนวเส้นสัมผัสจากสถานี PC ไปสถานี PI กำหนดค่าองค์ประกอบต่าง ๆ ของโค้งวงกลมให้ดังนี้ มุมหักเห = 40°00’00” และความยาวรัศมี R = 200.000 เมตร
  • 1 : 1.003 เมตร
  • 2 : 1.333 เมตร
  • 3 : 1.666 เมตร
  • 4 : 1.803 เมตร
  • 5 : 1.999 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 56 :
  • ผลกระทบของน้ำเป็นอย่างไรในการออกแบบทางโค้งราบแบบ Superelevation
  • 1 : ระดับเหมาะสมสอดคล้องคล้องกับพื้นผิวแรงเสียดทานที่เหมาะกับความเร็ว และต้องสามารถระบายน้ำได้เร็ว
  • 2 : น้ำทำให้ถนนลื่่น ต้องกำหนดป้ายเตือนให้ผู้ขับขี่เพิ่มความระมัดระวัง
  • 3 : น้ำทำให้ถนนเปียก เพื่อความปลอดภัย ต้องลด Design Speed
  • 4 : กระแสน้ำอาจพัดให้ถนนพังได้ ต้องออกแบบรับแรงกระแสน้ำด้านข้าง
  • 5 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 57 :
  • ข้อใดอธิบายลักษณะโค้งราบ Spiral Curve
  • 1 : เริ่มโค้งด้วยโค้งวงกลมแล้วรัศมีความโค้งค่อย ๆ เปลี่ยนไป แล้วตามด้วยโค้งวงกลมอีกช่วงก่อนออกโค้ง
  • 2 : เริ่มโค้งด้วยด้วยการค่อย ๆ เปลี่ยนรัศมีความโค้งเข้าสู่โค้งวงกลม แล้วตามด้วยโค้งที่ค่อย ๆ เพิ่มรัศมีความโค้ง จนเข้าสู่เส้นตรงที่จุดออกโค้ง
  • 3 : เริ่มโค้งด้วยด้วยการค่อย ๆ เปลี่ยนรัศมีความโค้งจนถึงรัศมีที่ออกแบบแล้วค่อย ๆ เปลี่ยนรัศมีความโค้งคืนจนถึงจุดออกโค้ง
  • 4 : โค้งสมมาตรที่รัศมีความโค้งเป็นลักษณะก้นหอยเข้าขณะเข้าโค้ง และ ก้นหอยออกขณะออกโค้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 58 :
  • ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับโค้งวงกลม Circular Simple Curve
  • 1 : นิยมใช้โดยทั่วไป และการคำนวณง่าย
  • 2 : รัศมีความโค้งคงที่สม่ำเสมอ
  • 3 : การเข้าโค้งจำเป็นต้องลดความเร็วบ้าง
  • 4 : ข้อ 1, 2, และ 3 ถูก
  • 5 : ข้อ 1, 2, ถูก แต่ 3 ไม่ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 572 : Earthwork
ข้อที่ 59 :
  • เส้นกราฟที่อยู่ใต้แกน x ของผังมวลดิน (Mass-haul diagrams) หมายถึง ในช่วงดังกล่าวเป็นอย่างไร
  • 1 : มีปริมาณดินเหลือสะสม
  • 2 : มีปริมาณดินสะสมน้อยกว่าที่ต้องการ
  • 3 : มีปริมาณดินเกินกว่าที่กำหนดไว้ในแบบ
  • 4 : ต้องคิดค่าใช้จ่ายเนื่องจากต้องขนดินไปทิ้งที่อื่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 60 :
  • ในการนำดินมาถมและบดอัด คุณสมบัติของดินจะเปลี่ยนไป คือ
  • 1 : เกิดการหดตัวที่เรียกว่า Shrinkage
  • 2 : เกิดการพองตัวที่เรียกว่า Swell
  • 3 : เกิดการแข็งตัว
  • 4 : เกิดการอุ้มน้ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 61 :
  • จากคุณสมบัติของดิน เมื่อถูกขุดขึ้นมาแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางปริมาตร คือ
  • 1 : เกิดการหดตัวที่เรียกว่า Shrinkage
  • 2 : เกิดการพองตัวที่เรียกว่า Swell
  • 3 : เกิดการแข็งตัว
  • 4 : เกิดการอุ้มน้ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 62 :
  • พื้นที่รูปตัดถนนที่ sta. 10 + 100 เท่ากับ 71.00 ตร.ม. และที่ sta. 10 + 125 เท่ากับ 60 ตร.ม. ปริมาตรดินถมระหว่างสองสถานีนี้มีค่าเท่าใด
  • 1 : 1,637.5 ลบ.ม.
  • 2 : 2,130.0 ลบ.ม.
  • 3 : 3,275.0 ลบ.ม.
  • 4 : 4,260.0 ลบ.ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 63 :
  • จากรูป จงคำนวณหาพื้นที่รูปตัดขวางสำหรับพื้นระดับราบ (ระยะมีหน่วยเป็นเมตร)

  • 1 : พื้นที่ดินถม 20 ตร.ม.
  • 2 : พื้นที่ดินตัด 20 ตร.ม.
  • 3 : พื้นที่ดินถม 14 ตร.ม.
  • 4 : พื้นที่ดินตัด 14 ตร.ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 64 :
  • จากรูป จงคำนวณหาพื้นที่หน้าตัดขวาง
  • 1 : พื้นที่ดินตัด 45 ตร.ม.
  • 2 : พื้นที่ดินถม 45 ตร.ม.
  • 3 : พื้นที่ดินตัด 22.5 ตร.ม.
  • 4 : พื้นที่ดินตัด 9 ตร.ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 65 :
  • ที่ sta. 100 + 025 มีค่าระดับดินเดิม 10.245 ม. ค่าระดับก่อสร้าง 10.730 ม. ข้อใดกล่าวถูกต้อง
  • 1 : มีระยะดินถม 0.485 ม.
  • 2 : มีระยะดินตัด 0.485 ม.
  • 3 : มีระยะดินถม 0.548 ม.
  • 4 : มีระยะดินตัด 0.548 ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 66 :
  • รูปตัดถนนบนพื้นระดับราบมีระยะดินถมตามแนวศูนย์กลาง เท่ากับ 1.20 ม. ความกว้างถนน 6 ม. ความลาดเอียงด้านข้าง (1:S) เท่ากับ 1:2 พื้นที่ของรูปตัดนี้เป็นเท่าใด
  • 1 : 64.80 ตร.ม.
  • 2 : 32.40 ตร.ม.
  • 3 : 10.08 ตร.ม.
  • 4 : 20.16 ตร.ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 67 :
  • การกระจายงานดิน (Earth Work Distribution) หรือการขนย้ายดิน คืออะไร
  • 1 : การกระจายและขนย้ายดินในการก่อสร้างให้ทั่วทั้งพื้นที่ก่อสร้าง
  • 2 : เป็นการขนย้ายวัสดุของบ่อยืม (Borrow Pit) จากแหล่งอื่นมายังพื้นที่ก่อสร้าง
  • 3 : เป็นการทดสอบดินให้กระจายครอบคลุมทั่วทั้งพื้นที่ก่อสร้าง
  • 4 : การเจาะสำรวจดินในบริเวณพื้นที่ทั้งหมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 68 :
  • ในการสำรวจเพื่อหาปริมาตรงานดินในการปรับสภาพพื้นที่หรือเพื่องานบ่อยืม (Borrow Pit) มักทำการสำรวจค่าระดับในลักษณะใด
  • 1 : แบ่งพื้นที่เป็นตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า แล้วหาค่าระดับพื้นดินตรงมุมทุกมุมของรูปสี่เหลี่ยมเหล่านั้น
  • 2 : สุ่มหาระดับให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดในบริเวณที่ต้องการหาปริมาตรดิน
  • 3 : หาค่าระดับทุกจุดที่มีการเปลี่ยนสภาพของดิน
  • 4 : วัดหาขนาดของพื้นที่แล้วคำนวณหาระดับความสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 69 :
  • จงคำนวณหาพื้นที่ หน้าตัดของรูปห้าเหลี่ยม ซึ่งมีพิกัดฉาก ดังนี้ (0,0) , (0,6) , (3,9) , (3,6), (2,0) ตามลำดับ
  • 1 : 39 ตร.ม.
  • 2 : 19.5 ตร.ม.
  • 3 : 8.5 ตร.ม.
  • 4 : 7.5 ตร.ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 70 :
  • จงคำนวณหาปริมาตรของแท่งปริซึมของปริมาตรดิน ติดกับบ่อยืมที่มีพื้นที่หน้าตัดขนาด 20x20 ม. ความสูงแต่ละด้าน 4.1, 4.9, 5.2 และ 5.4 ตามลำดับ
  • 1 : 1960 ลบ.ม.
  • 2 : 1893.32 ลบ.ม.
  • 3 : 2010.54 ลบ.ม.
  • 4 : 3411 ลบ.ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 71 :
  • จากข้อมูลพื้นที่งานดินตัด( Area of Cut ) และพื้นที่งานดินถม( Area of Fill ) ที่สถานีต่าง ๆ ดังแสดงในตารางที่ 2 ถ้าแต่ละสถานีอยู่ห่างกันเป็นระยะคงที่ 20 เมตร จงคำนวณปริมาตรงานดินตัด และ ปริมาตรงานดินถมด้วยวิธี Average End Area
  • 1 : มีปริมาตรงานดินตัด 380 ลูกบาศก์เมตร และปริมารตรงานดินถม 480 ลูกบาศก์เมตร

  • 2 : มีปริมาตรงานดินตัด 280 ลูกบาศก์เมตร และปริมารตรงานดินถม 380 ลูกบาศก์เมตร
  • 3 : มีปริมาตรงานดินตัด 480 ลูกบาศก์เมตร และปริมารตรงานดินถม 380 ลูกบาศก์เมตร
  • 4 : มีปริมาตรงานดินตัด 380 ลูกบาศก์เมตร และปริมารตรงานดินถม 280 ลูกบาศก์เมตร
  • 5 : ไม่มีข้อใดถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 72 :
  • จากรูป จงคำนวณหาพื้นที่ งานบดอัดแน่นทั้งหมดโดยไม่ต้องเผื่อ % บดอัด
  • 1 : พื้นที่งานดินบดอัดแน่นทั้งหมด = 19 ม2
  • 2 : พื้นที่งานดินบดอัดแน่นทั้งหมด = 26.25 ม2
  • 3 : พื้นที่งานดินบดอัดแน่นทั้งหมด = 27 ม2
  • 4 : พื้นที่งานดินบดอัดแน่นทั้งหมด = 34.25 ม2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 73 :
  • จากรูปจงคำนวณหาพื้นที่โดย วิธี Simpson’s
  • 1 : พื้นที่เท่ากับ 351 ตร.ม.

  • 2 : พื้นที่เท่ากับ 366.8 ตร.ม.
  • 3 : พื้นที่เท่ากับ 421.2 ตร.ม.
  • 4 : พื้นที่เท่ากับ 117 ตร.ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 74 :
  • จากรูปจงคำนวณหาพื้นที่โดยวิธีสี่เหลี่ยมคางหมู
  • 1 : พื้นที่เท่ากับ 3491.25 ตร.ม.
  • 2 : พื้นที่เท่ากับ 424.875 ตร.ม.
  • 3 : พื้นที่เท่ากับ 436.41 ตร.ม.
  • 4 : พื้นที่เท่ากับ 358.625 ตร.ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 75 :
  • จากรูป จงคำนวณหาปริมาตรงานดินถมโดยวิธี Borrow Pit กำหนดให้กริดมีขนาด 10 x 10 ม.
    ตัวเลขที่กำหนดให้เป็นค่าผลต่างระหว่างค่าระดับดินถมกับค่าระดับดินเดิม มีหน่วยเป็นเมตร
  • 1 : มีปริมาตรดินถมเท่ากับ 2025.5 ลบ.ม.
  • 2 : มีปริมาตรดินถมเท่ากับ 1807.5 ลบ.ม.
  • 3 : มีปริมาตรดินถมเท่ากับ 1782.5 ลบ.ม.
  • 4 : มีปริมาตรดินถมเท่ากับ 1750 ลบ.ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 76 :
  • จากรูปตัดถนนมีหน้าตัดเป็น N.C.( Normal Crown ) ถ้ากำหนดให้ % Crown slope = 4% ความ
    หนาของชั้นลูกรังออกแบบหนา 0.30 ม. จงคำนวณหาระยะ B

     

  • 1 : ระยะ B เท่ากับ 3.120 เมตร
  • 2 : ระยะ B เท่ากับ 3.240 เมตร
  • 3 : ระยะ B เท่ากับ 3.562 เมตร
  • 4 : ระยะ B เท่ากับ 3.720 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 77 :
  • จงคำนวณพื้นที่หน้าตัดของถนน ตามข้อมูลที่กำหนดให้ข้างล่าง โดยค่าพิกัดค่าแรกคือระยะทางแกนอ้างอิงราบ และค่าที่สองคือค่าระยะการตัด(+)หรือถม(-) ดังนี้ (-1.00, 0 .00) , (0.00, 0.00 ) ,(8.00, 0.00) , (10.15,-4.02), (0.00,-1.53),(-11.02,3.80),(-8.00,0.00)
  • 1 : พื้นที่การตัด = 13.30m2 , พื้นที่หน้าถม = 24.61 m2
  • 2 : พื้นที่การตัด = 24.61 m2, พื้นที่หน้าถม = 13.30m2
  • 3 : พื้นที่หน้าตัด = 11.31 m2
  • 4 : ไม่คำตอบที่ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 78 :
  • จงคำนวณหาตำแหน่งของหมุดเชิงลาด(Slope Stake)ทางด้านขวา ของถนนที่มีความกว้าง 16.00 เมตร ค่าระดับของผิวถนน 195.25 m ความชันทางด้านข้าง ( Side Slope) 1:2 กำหนดเป็นดิ่งต่อราบ ข้อมูลสำรวจ 0.00/193.25 , 8.00/192.80 กำหนด ระยะกึ่งกลางถนน/ค่าระดับ
  • 1 : ระยะห่างจากเส้นกลางถนนเท่ากับ 14.57 m ไปทางขวา และค่าระดับ 192.46 m
  • 2 : ระยะห่างจากเส้นกลางถนนเท่ากับ 15.57 m ไปทางขวา และค่าระดับ 194.46 m
  • 3 : ระยะห่างจากเส้นกลางถนนเท่ากับ 11.57 m ไปทางขวา และค่าระดับ 193.46 m
  • 4 : ระยะห่างจากเส้นกลางถนนเท่ากับ 13.57 m ไปทางขวา และค่าระดับ 192.46 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 79 :
  • จงคำนวณปริมาตรดินโดยการประมาณที่ใช้หลักการเฉลี่ยพื้นที่หน้าตัด( average end area) STA1+025.00มีพื้นที่หน้าตัดขุด 14 m2 STA1+050.00มีพื้นที่หน้าตัดขุด 7 m2 STA1+075.00มีพื้นที่หน้าตัดขุด 8 m2และถม 4 m2 STA2+000.00มีพื้นที่หน้าตัดถม 12 m2 STA2+025.00มีพื้นที่หน้าตัดถม 18 m3
  • 1 : ปริมาตรการขุด = 516.67 m3 ปริมาตรการถม = = 608.33 m3
  • 2 : ปริมาตรการขุด = 480.99m3 ปริมาตรการถม = = 575 m3
  • 3 : ปริมาตรการขุด = 450 m3 ปริมาตรการถม = = 575 m3
  • 4 : ปริมาตรการขุด = 455.67 m3 ปริมาตรการถม = = 560.75 m3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 80 :
  • จากภาพประกอบโจทย์จงคำนวณหาพื้นที่รวมระหว่างลำคลองสาธารณะและแนวเส้นฐาน AD ด้วยวิธี Trapezoidal Rule (ระยะทั้งหมดในภาพมีหน่วยเป็นเมตร)
  • 1 : 6587.3 ตารางเมตร
  • 2 : 7662.5 ตารางเมตร
  • 3 : 8357.1 ตารางเมตร
  • 4 : 9020.2 ตารางเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 81 :
  • จากภาพประกอบโจทย์จงหาพื้นที่ภายใต้เส้นรอบรูป(หน่วยเป็นตารางกิโลเมตร)ในแผนที่มาตราส่วน 1: 10,000 ด้วยวิธีตารางกราฟ โดยช่องสี่เหลี่ยม 1 ช่องมีขนาด 0.7 x 0.7 ตารางเซนติเมตร
  • 1 : 0.27 ตารางกิโลเมตร
  • 2 : 0.33 ตารางกิโลเมตร
  • 3 : 0.40 ตารางกิโลเมตร
  • 4 : 0.45 ตารางกิโลเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 82 :
  • จากภาพประกอบโจทย์ จงหาค่าพื้นที่หน้าตัดงานดินตัดทั้งหมด(ระยะทั้งหมดในภาพมีหน่วยเป็นเมตร)
  • 1 : 80.25
  • 2 : 90.25
  • 3 : 100.25
  • 4 : 110.25
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 83 :
  • จากข้อมูลพื้นที่งานดินตัด( Area of Cut ) และพื้นที่งานดินถม( Area of Fill ) ที่สถานีต่าง ๆ ดังแสดงในตารางประกอบโจทย์ ถ้าแต่ละสถานีอยู่ห่างกันเป็นระยะคงที่ 20 เมตร จงคำนวณปริมาตรงานดินตัด และ ปริมาตรงานดินถมด้วยวิธี Average End Area
  • 1 : ปริมาตรงานดินตัด 480 ลูกบาศก์เมตร ปริมาตรงานดินถม 380 ลูกบาศก์เมตร

  • 2 : ปริมาตรงานดินตัด 420 ลูกบาศก์เมตร ปริมาตรงานดินถม 380 ลูกบาศก์เมตร

  • 3 : ปริมาตรงานดินตัด 480 ลูกบาศก์เมตร ปริมาตรงานดินถม 360 ลูกบาศก์เมตร

  • 4 : ปริมาตรงานดินตัด 420 ลูกบาศก์เมตร ปริมาตรงานดินถม 360 ลูกบาศก์เมตร


  • 5 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 84 :
  • เส้นกราฟชันลง (Negative slope) ในผังมวลดิน (Mass-haul diagrams) หมายถึง ในช่วงดังกล่าว
  • 1 : ชี้ว่า ต้องมีการถมดิน
  • 2 : บ่งถึง ปริมาณดินขุดที่ต้องการ
  • 3 : ปริมาณดินมีการเปลี่ยนแปลง
  • 4 : ต้องระวังปริมาณดินที่ใช้ เพราะเกิดการไม่คงที่
  • 5 : ไม่มีความหมาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 85 :
  • วิธีการคำนวณปริมาตรดิน สามารถประยุกตฺ์ในงานเขื่อน ได้อย่างไร
  • 1 : ในการหาปริมาตรน้ำสะสมในเขื่อน
  • 2 : คิดปริมาตรและปริมาณงาน ดินขุด ดินถม ในขณะออกแบบ และก่อสร้างเขื่อน
  • 3 : คำนวณหาปริมาตรน้ำไหลผ่านเขื่อน
  • 4 : ใช้หาปริมาตรน้ำที่กักเก็บและหาปริมาณงานดินในการก่อสร้าง

     
  • 5 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 86 :
  • Free-haul หมายถึง สิ่งใด
  • 1 : การไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มในการขนย้ายดินภายในระยะทางที่กำหนด
  • 2 : การไม่คิดเงินเพิ่มในการซื้อดินจากพื้นที่ที่กำหนด
  • 3 : การไม่คิดค่าแรงแต่คิดเฉพาะค่าน้ำมันในการขนย้ายปริมาตรดินจากจุดที่กำหนดไว้ในแบบ
  • 4 : การไม่คิดค่าขนลากดิน แต่คิดเฉพาะค่าเครื่องจักรในการขุดขนย้ายปริมาตรดินที่มีระยะทางไม่เกิน 10 กิโลเมตร
  • 5 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 87 :
  • ปัจจัยใดสำคัญในการคำนวณปริมาตรดินด้วยวิธี End Area Method
  • 1 : ความสม่ำเสมอของพื้นที่หน้าตัด ถ้าพื้นที่หน้าตัดเปลี่ยนแปลงยิ่งมากควรใช้ระยะห่างระหว่างหน้าตัดยิ่งน้อย

  • 2 : ระยะทางระหว่างหน้าตัดแรกและหน้าตัดสุดท้าย และความถูกต้องของพื้นที่หน้าตัด
  • 3 : ลักษณะของพื้นที่ไม่มีผลต่อการคำนวณโดยวิธีนี้
  • 4 : ความถูกต้องของแผนที่ชั้นความสูง และความถูกต้องของพื้นที่หน้าตัด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 88 :
  • Balance Point ของปริมาตร หมายถึงสิ่งใด
  • 1 : จุดที่เกิดการสมดุลของการปฏิบัติงานปริมาตร
  • 2 : จุดที่ปริมาตรดินขุดสมดุลกับปริมาตรดินถม
  • 3 : จุดสมดุลของค่าใช้จ่ายปริมาตรในการทำงาน
  • 4 : จุดสมดุลของเวลาในการปฏิบัติงานขนย้ายปริมาตรดิน
  • 5 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 89 :
  • Overhaul หมายความว่าอย่างไร
  • 1 : มีการขนย้ายปริมาตรภายในระยะทาง Freehaul
  • 2 : มีการขนย้ายปริมาตรเกินระยะทาง Freehaul
  • 3 : มีการขนย้ายปริมาตรภายในระยะทาง Economichaul
  • 4 : มีการขนย้ายปริมาตรเกินระยะทาง Economichaul
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 90 :
  • การคำนวณ overhaul ทำอย่างไร
  • 1 : จำนวนเที่ยวของรถที่ใช้ในการขนย้ายปริมาตรคูณราคาต่อเที่ยว
  • 2 : ปริมาตรที่ขนย้ายคูณจำนวนสถานีที่เลยระยะ Freehaul
  • 3 : ปริมาตรที่ขนย้ายคูณจำนวนสถานีที่เลยระยะ Economichaul
  • 4 : ปริมาตรที่ขนย้ายคูณระยะทางที่เลยระยะ overhaul
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 91 :
  • ถ้าระหว่างสถานีมีระยะห่าง 10 เมตร ให้หาปริมาตรวิธี Prismoidal Formula จากสถานี 15+120 ถึงสถานี 15+150 เมื่อกำหนดให้แต่ละสถานีมีพื้นที่หน้าตัดตามลำดับดังนี้ +15.15, +10.12, +12.43, และ +16.04 ตารางเมตร
  • 1 : 364.17 ลูกบาศก์เมตร
  • 2 : 403.05 ลูกบาศก์เมตร
  • 3 : 381.45 ลูกบาศก์เมตร
  • 4 : 383.61 ลูกบาศก์เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 92 :
  • ในผังมวลดิน จุดที่เส้นกราฟตัดกับแกน X หมายถึง สิ่งใด
  • 1 : จุดที่มวลวัสดุที่ต้องการเท่ากับมวลวัสดุที่มี
  • 2 : จุดที่ไม่มีการขนย้ายมวลวัสดุ
  • 3 : จุดที่ไม่มีการทำ embankment
  • 4 : จุดที่ไม่มีการทำ excavation
  • 5 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 93 :
  • ถึงแม้ว่ามวลวัสดุในงานก่อสร้างอาจเพียงพอในงานขุดและถม แต่มีระยะทางในการขนย้ายวัสดุไกลกว่าระยะ Freehaul วิศวกรควรพิจารณาทำอย่างไร
  • 1 : เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการซื้อวัสดุจากจุดใกล้เคียง กับการขนย้ายวัสดุภายในโครงการสำหรับงานถม แล้วหาจุดทิ้งวัสดุจากงานขุด
  • 2 : ศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการ
  • 3 : ศึกษาความคุ้มทุนและความรวดเร็วในการทำงาน
  • 4 : ศึกษาคุณภาพของวัสดุ
  • 5 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 94 :
  • ในช่วงหนึ่งของโครงการก่อสร้างทาง มีระยะทาง 90 เมตร โดยในช่วงดังกล่าวพื้นที่หน้าตัดห่างกันเป็นระยะทางที่เท่ากัน จำนวน 7 จุด ดังนี้ +21.12, +23.64, +22.57, +21.39, +20.28, +19.72, และ +19.84 ตารางเมตร จงหาปริมาตรวัสดุโดยวิธี End Area
  • 1 : 1646.725 ลบ.ม.
  • 2 : 1921.2 ลบ.ม.
  • 3 : 2228.4 ลบ.ม.
  • 4 : 1910.036 ลบ.ม.
  • 5 : 11527.2 ลบ.ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 95 :
  • ในช่วงหนึ่งของโครงการก่อสร้างทาง ได้หาพื้นที่หน้าตัดทุก 15 เมตร จำนวน 7 จุด ดังนี้ -21.12, -23.64, -22.57, -21.39, -20.28, -19.72, และ -19.84 ตารางเมตร จงหาปริมาตรวัสดุโดยวิธี End Area เมื่อกำหนดให้ใช้วัสดุเผื่อ 12.5%
  • 1 : 1921.2 ลบ.ม.
  • 2 : 2161.35 ลบ.ม.
  • 3 : 2401.5 ลบ.ม.
  • 4 : 24015 ลบ.ม.
  • 5 : 27855 ลบ.ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 573 : Alignment layout
ข้อที่ 96 :
  • จากภาพประกอบโจทย์ ต้องการวางแนวถนนเป็นเส้นตรง ABDE ผ่านอุปสรรคที่เป็นอาคาร(จะถูกรื้อถอนในภายหลัง) ระหว่าง B และ D โดยใช้วิธี Dogleg ซึ่งวัดมุมที่สถานี B ได้ 175 องศา 20 ลิปดา 30 ฟิลิปดา จงคำนวณหามุมเปิดกล้องที่สถานี F และ D ตามลำดับ

  • 1 : 189 องศา 19 ลิปดา 00 ฟิลิปดา และ 170 องศา 20 ลิปดา 30 ฟิลิปดา
  • 2 : 189 องศา 19 ลิปดา 00 ฟิลิปดา และ 175 องศา 20 ลิปดา 30 ฟิลิปดา
  • 3 : 184 องศา 39 ลิปดา 30 ฟิลิปดา และ 170 องศา 20 ลิปดา 30 ฟิลิปดา
  • 4 : 184 องศา 39 ลิปดา 30 ฟิลิปดา และ 175 องศา 20 ลิปดา 30 ฟิลิปดา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 97 :
  • การวางโค้งด้วยกล้องวัดมุมและเทปวัดระยะโดยวิธีมุมเห ขณะกล้องวัดมุมถูกตั้งที่จุด PC และมีอุปสรรคในการมองเห็นจุดบนโค้งจุดใดจุดหนึ่ง วิธีการแก้ไขสามารถกระทำได้ด้วยวิธีใดบ้าง
  • 1 : ย้ายกล้องวัดมุมมาตั้งที่จุด PT
  • 2 : ย้ายกล้องมาตั้งที่จุดใดจุดหนึ่งบนโค้งที่ได้กำหนดตำแหน่งแล้ว ด้วยมุมเหก่อนหน้าจะพบกับอุปสรรค
  • 3 : ย้ายกล้องมาตั้งที่จุด PI
  • 4 : ทำได้ทุกวิธีทั้ง ก ข และ ค
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 98 :
  • การกำหนดหมุดขอบลาด (Slope Stake) เป็นการสำรวจในขั้นตอนใด
  • 1 : การสำรวจภูมิประเทศขั้นต้น
  • 2 : การสำรวจทางเบื้องต้น
  • 3 : การสำรวจกำหนดแนวทาง
  • 4 : ในระหว่างการกำหนดค่าระดับถนน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 99 :
  • โค้งราบซึ่งเป็นโค้งวงกลม มีองศาโค้ง (D) 15 องศา มีความยาวโค้ง (L) 200 ม. ต้องการแบ่งส่วนโค้งออกเป็น 10 ส่วนเท่าๆ กัน และวางโค้งด้วยกล้องวัดมุม ดังนั้น มุมเหของแต่ละส่วนเท่ากับคำตอบข้อใด
  • 1 : 0 องศา 30 ลิปดา
  • 2 : 1 องศา 30 ลิปดา
  • 3 : 2 องศา 00 ลิปดา
  • 4 : 2 องศา 30 ลิปดา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 100 :
  • ข้อความใดถูกต้องสำหรับการวางโค้งราบ
  • 1 : สำหรับโค้งต่อแนวเราสามารถวางโค้งด้วยเทปวัดระยะได้
  • 2 : ในการคำนวณค่าระดับของขอบทางในการยกโค้ง (Superelevation) จะต้องคิดรวมถึงความกว้างส่วนขยายผิวจราจร (Widening) ด้วย
  • 3 : Double Centering เป็นวิธีการวางแนวเส้นตรง
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 101 :
  • ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์หรือจุดม่งหมายของการสำรวจทางหลวงในขั้นตอนของการสำรวจทางเบื้องต้น(Preliminary Survey)
  • 1 : สำรวจเพื่อให้ได้ข้อมูลสำหรับกำหนดความลาดชันสูงสุด
  • 2 : สำรวจแนวทางที่ดีที่สุดหลาย ๆ แนว
  • 3 : สำรวจเพื่อทำรายงานเกี่ยวกับรูปร่างของภูมิประเทศและธรณีวิทยา
  • 4 : สำรวจเพื่อให้ได้ข้อมูลในการประมาณราคาค่าก่อสร้างให้ใกล้เคียงความจริง
  • 5 : ไม่มีข้อใดถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 102 :
  • สร้างหมุดควบคุมดิ่ง พบว่ากล้องระดับมีค่าความผิดแนวเล็งของกล้อง( Collimation Error) –0.002 เมตร/80.00 เมตร การถ่ายค่าระดับเริ่มจากหมุด A ไปหมุด B มีข้อมูลผลรวมของค่าไม้ระดับ BS(back sigh) = 12.568 เมตร ด้วยระยะทางของแนวเล็ง 550.600 เมตร และ ผลรวมของค่าไม้ระดับ FS (fore sigh) = 10.568 เมตร ระยะทางของแนวเล็ง 450.600 จงคำนวณค่าความต่างระดับของBเทียบA
  • 1 : -2.0025 เมตร
  • 2 : +2.00 เมตร
  • 3 : +2.0025 เมตร
  • 4 : -2.00 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 103 :
  • กล้องประมวลผมรวม(Total Station)มีการแบ่งจานองศาราบแบบตามเข็มนาฬิกา ตั้งกล้องที่ O อ่านค่าจานองศาราบที่ A, B, C ได้ค่า 123d20m30s , 23d20m30s, 223d20m30s ตามลำดับ การทำงานกำหนดให้ OB เป็นแนวอ้างอิงที่ มีค่า อาซิมุท(Az) 200d จงคำนวณทิศทางอาซิมุทของเส้น OC
  • 1 : 300d
  • 2 : 100d
  • 3 : 200d
  • 4 : 40d
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 104 :
  • กล้องประมวลผมรวม(Total Station) แบ่งจานองศาราบตามเข็มนาฬิกา ตั้งกล้องที่ A มีค่าพิกัดฉาก (N1000.00 , E1000.00) m เล็งแนวไปที่ B มีค่าพิกัดฉาก (S100.00 , W100.00) m จงคำนวณทิศทางอ้างอิง AB และระยะ AB
  • 1 : 45d, 1272.792 m
  • 2 : 225d, 1555.635 m
  • 3 : 45d, 1555.635 m
  • 4 : 225d, 1272.792 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 105 :
  • กล้องประมวลผมรวม(Total Station)แบ่งจานองศาราบแบบตามเข็มนาฬิกา ตั้งกล้องที่ A วัดระยะ EDM ที่ B สูง 1.25 m ด้วยค่ามุมดิ่ง(ก้ม) –2d20m 00s ได้ระยะ 180.025 m วัดระยะ EDM ที่ C สูง 1.25 m ด้วยค่ามุมดิ่ง(เงย) +2d 20m 00s ได้ระยะ 180.025 m จงคำนวณค่าความต่างระดับ C เทียบ B
  • 1 : ไม่ทราบค่าความสูงของกล้องประมวลผลรวม
  • 2 : C ต่ำกว่า B 14.658 m
  • 3 : C สูงกว่า B 14.658 m
  • 4 : ไม่มีค่าความต่างระดับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 106 :
  • จงคำนวณค่าระยะทางและง่ามมุม ในการติดตั้ง หมุด SC (spiral to circle) โดยโค้งราบวงกลมเดิมเป็นการหักเหหรือเลี้ยวขวา รัศมี 180.00 m มุมหักเห 45d50m ความยาวของโค้ง spiral = 50.00 m , พิกัดฉากบนโค้งspiral ที่ L=0 (x=0,y=0)m,L=25(x=24.997,y=0.289) , L=50(x=49.903,y=2.312)m ให้ตั้งกล้องวัดมุมที่ TS( tangent to spiral) วัดอ้างอิงจาก PI (point of intersection)
  • 1 : ระยะ TS-SC = 49.569 m , ง่ามมุมที่วัดจากแนว TS-PI ไป TS-SC =02d39m19s ตามเข็มนาฬิกา
  • 2 : ระยะ TS-SC = 49.56 m , ง่ามมุมที่วัดจากแนว TS-PI ไป TS-SC =02d39m00s ตามเข็มนาฬิกา
  • 3 : ระยะ TS-SC = 49.956 m , ง่ามมุมที่วัดจากแนว TS-PI ไป TS-SC =02d39m09s ตามเข็มนาฬิกา
  • 4 : ระยะ TS-SC = 49.569 m , ง่ามมุมที่วัดจากแนว TS-PI ไป TS-SC =02d39m00s ตามเข็มนาฬิกา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 107 :
  • กำหนดค่าพิกัดฉากของ A และ B เป็น A (NA 100.000 , EA 100.000) และ B (NB –250.000 , EB -250.000) จงคำนวณหาแอซิมัธ AB , แอซิมัธ BA และระยะ AB
  • 1 : แอซิมัธ AB = 225 องศา , แอซิมัธ BA = 45 องศา และระยะ AB = 494.975 เมตร
  • 2 : แอซิมัธ AB = 235 องศา , แอซิมัธ BA = 55 องศา และระยะ AB = 494.975 เมตร
  • 3 : แอซิมัธ AB = 205 องศา , แอซิมัธ BA = 25 องศา และระยะ AB = 594.975 เมตร
  • 4 : แอซิมัธ AB = 215 องศา , แอซิมัธ BA = 35 องศา และระยะ AB = 494.975 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 108 :
  • จากภาพประกอบโจทย์แสดงการวัดมุมราบของวงรอบชนิดเข้าบรรจบ ABCDEFGH ด้วยวิธีวัดมุมเห จงคำนวณหาค่าปรับแก้มุมเหต่อสถานี
  • 1 : +1 ฟิลิปดา ต่อสถานี
  • 2 : +2 ฟิลิปดา ต่อสถานี
  • 3 : +3 ฟิลิปดา ต่อสถานี
  • 4 : +4 ฟิลิปดา ต่อสถานี
  • 5 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 109 :
  • สิ่งใดที่ควรทำหลังจากการทำ Layout ตำแหน่งต่าง ๆ


  • 1 : ตรวจสอบความถูกต้องของตำแหน่งที่วาง Layout
  • 2 : ทำงานในขั้นตอนต่อไป เพื่อให้งานเสร็จทันกำหนด
  • 3 : ดูความสวยงามของตำแหน่ง Layout
  • 4 : วางแผนการทำงานต่อไป
  • 5 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 110 :
  • กล้องประมวลผมรวม(Total Station)มีการแบ่งจานองศาราบแบบตามเข็มนาฬิกา ตั้งกล้องที่ O อ่านค่าจานองศาราบที่ A, B, C ได้ค่า 23d20m30s , 123d20m30s, 223d20m30s ตามลำดับ การทำงานกำหนดให้ OB เป็นแนวอ้างอิงที่ มีค่า อาซิมุท(Az) 200d จงคำนวณทิศทางอาซิมุทของเส้น OC 

  • 1 : 300d
  • 2 : 100d
  • 3 : 200d
  • 4 : 40d
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 574 : Route construction survey
ข้อที่ 111 :
  • ในการระบุพิกัดตำแหน่งในงาน Route construction surveying สามารถประยุกต์ใช้ดาวเทียม GPS ได้เพียงใด
  • 1 : ใช้เครื่อง GPS คุณภาพดีมาก 2 เครื่อง พร้อมกัน โดยเครื่องหนึ่งอยู่กับที่เพื่อใช้อ้างอิง
  • 2 : ใช้เครื่อง GPS คุณภาพดีมาก 3 เครื่อง พร้อมกัน โดยไม่ต้องมีเครื่องใดอยู่กับที่
  • 3 : ใช้เครื่อง GPS แบบนำทางเพียงเครื่องเดียวก็เพียงพอ
  • 4 : ไม่ได้ เพราะเครื่อง GPS อาจให้พิกัดที่คลาดเคลื่อนมากหลายเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 112 :
  • ถ้านำเครื่อง GPS มาใช้ มิติใดของพิกัดตำแหน่งที่ควรระมัดระวังมากที่สุด
  • 1 : มิติแนวดิ่ง (สูง)
  • 2 : มิติแนวเหนือใต้
  • 3 : มิติแนวตะวันออกตะวันตก
  • 4 : มิติแนวเหนือใต้และ แนวตะวันออกตะวันตก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 113 :
  • Slope Stake คือข้อใด
  • 1 : จุดที่มีความลาดเอียงมากที่สุดของรูปตัดแนวทาง
  • 2 : ความลาดเอียงด้านข้างของแนวทางทั้งสองข้าง
  • 3 : ตำแหน่งที่ความลาดเอียงด้านข้างของคันทางตัดกับระดับดินเดิม
  • 4 : ตำแหน่งของปลาย Grade Line สองเส้นตัดกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 114 :
  • STA00+00.00 มีค่าพิกัด (x = 100.00 , y = -100.00 , z = 99.120 )m จงคำนวณค่าพิกัดของ STA20+50.00 โดยกำหนดให้เป็นเส้นตรงที่มีทิศทางอาซิมุท(Az) 200d และความชัน +0.10%
  • 1 : ( x = -2026.369 , y = -601.141, z = 101.170) m
  • 2 : ( x = -601.141 , y = -2026.369, z = 101.170) m
  • 3 : (x = -2026.369 , y = -601.141, z = 97.070) m
  • 4 : ( x = -601.141 , y = -2026.369, z = 97.070) m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 115 :
  • ถ้า SAT01+010.00 มีค่าพิกัด ( x = -601.141 , y = -2026.369, z = 101.170) m จงคำนวณลำดับหมุด(STATION) ที่พิกัด(x = -2026.369 , y = -601.141, z = 97.070) พร้อมทั้งความชันของเส้นทางนี้
  • 1 : STA02+115.276 , ความชัน –0.203%
  • 2 : STA02+015.276 , ความชัน –0.203%
  • 3 : STA02+115.276 , ความชัน +0.203%
  • 4 : STA02+015.276 , ความชัน +0.203%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 116 :
  • เมื่อตั้งกล้องประมวลผลรวมที่ A ( x = 120.00 , y = -230.00 )m ณ เส้นกึ่งกลางถนนกว้าง 80.00 m เล็งแนวไปที่ B ( x = 300.00 , y = 100.00 )m จงคำนวณค่าพิกัดฉากที่เส้นขอบถนนทั้งซ้ายและขวาของหมุด B
  • 1 : พิกัดซ้าย (x = 64.884 m , y = 319.154 m ) พิกัดขวา ( x = 135.115 m , y = 280.846 m )
  • 2 : พิกัดซ้าย (x = 319.154 m , y = 64.884 m ) พิกัดขวา ( x = 280.846 m , y = 135.115 m )
  • 3 : พิกัดซ้าย (x = 264.884 m , y = 119.154 m ) พิกัดขวา ( x = 335.115 m , y = 80.846 m )
  • 4 : พิกัดซ้าย (x = 119.154 m , y = 264.884 m ) พิกัดขวา ( x = 80.846 m , y = 335.115 m )
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 117 :
  • เมื่อตั้งกล้องประมวลผลรวมที่ A ( x = 120.00 , y = -230.00 )m ณ เส้นกึ่งกลางถนนกว้าง 80.00 m เล็งแนวไปที่ B ( x = 300.00 , y = 100.00 )m จงคำนวณข้อมูลในการให้ตำแหน่งหมุดที่เส้นขอบถนนทั้งซ้ายของหมุด B
  • 1 : ระยะ 182.423 m วัดมุมทวนเข็มฯจากเส้นกึ่งกลาง 06d04m26s
  • 2 : ระยะ 182.423 m วัดมุมตามเข็มฯจากเส้นกึ่งกลาง 06d04m26s
  • 3 : ระยะ 182.423 m วัดมุมตามเข็มฯจากเส้นกึ่งกลาง 51d08m 48s
  • 4 : ระยะ 182.423 m วัดมุมทวนเข็มฯจากเส้นกึ่งกลาง 51d08m 48s
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 118 :
  • ถนนกว้าง 80.00 เมตร มีแอซิมุธ(Az) 95dและถนนกว้าง 60.00 เมตรมีแอซิมุธ 80d มีตำแหน่งของ PI(Point of intersection) บนเส้นกึ่งกลางถนน ที่ STA 25+50.00 ณ ( x = 250.980 , y = 100.00 ) m จงคำนวณค่าพิกัดของ PI ที่เส้นขอบนอกและขอบในถนน(Right of way)
  • 1 : พิกัดขอบซ้าย x = 173.879 m , y = 324.431 m พิกัดขอบขวา x = 26.122 m , y =177.516 m
  • 2 : พิกัดขอบขวา x = 173.879 m , y = 324.431 m พิกัดขอบซ้าย x = 26.122 m , y =177.516 m
  • 3 : พิกัดขอบซ้าย x = 324.431 m , y = 173.879 m พิกัดขอบขวา x = 177.516 m , y = 26.122 m
  • 4 : พิกัดขอบขวา x = 324.431 m , y = 173.879 m พิกัดขอบซ้าย x = 177.516 m , y = 26.122 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 119 :
  • ถ้า BC ( x = 100.00 , y= 100.00)m PI(x = 58.957 , y = -12.763) m EC (x = - 27.079 , y = -135.636 )m เมื่อ BC = Beginning of curve , PI = point of intersection , EC = End of curve จงคำนวณระยะ tangent distance และ deflection angle
  • 1 : ระยะ BC-PI = 150.000 m,ระยะ PI-EC = 120.103 m, มุมหักเห = 15d00m00s L
  • 2 : ระยะ BC-PI = 150.000 m,ระยะ PI-EC = 120.103 m, มุมหักเห = 15d00m00s R
  • 3 : ระยะ BC-PI = 120.103 m ,ระยะ PI-EC = 150.000 m, มุมหักเห = 15d00m00s L
  • 4 : ระยะ BC-PI = 120.103 m ,ระยะ PI-EC = 150.000 m, มุมหักเห = 15d 00m 00s R
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 120 :
  • BC ( x = 100.00 , y= 100.00)m PI(x = 58.957 , y = -12.763) m EC (x = - 27.079 , y = -135.636 )m PCC ( x = 54.547 m , y = -2.086 m) มีลำดับหมุดBC ที่ STA 08+80.00 , PCC ที่ STA 09+91.83 , EC ที่ STA 11+48.69, PI ที่ STA 10+00.00 จงบอกข้อมูลในการติดตั้งหมุด PCC เมื่อใช้กล้องวัดมุมตั้งกล้องที่ BC วัดอ้างอิงจาก PI  เมื่อ PCC = Point of compound curve
  • 1 : ระยะ BC-PCC = 120.547 m ง่ามมุมจากเส้นอ้างอิง BC-PI ถึง BC-PCC = 2d00m01s ตามเข็มฯ
  • 2 : ระยะ BC-PCC = 120.547 m ง่ามมุมจากเส้นอ้างอิง BC-PI ถึง BC-PCC = 2d 00m01s ทวนเข็มฯ
  • 3 : ระยะ BC-PCC = 111.747 m ง่ามมุมจากเส้นอ้างอิง BC-PI ถึง BC-PCC = 4d 00m02s ทวนเข็มฯ

  • 4 : ระยะ BC-PCC = 111.747 m ง่ามมุมจากเส้นอ้างอิง BC-PI ถึง BC-PCC = 4d00m02s ตามเข็มฯ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 121 :
  • โค้งดิ่ง BVC ณ STA11+56.68 มีค่าระดับ 32.35 ม และความชั้นของเส้นทาง g1 = -0.0235 , EVC ณ STA13+56.68 มีค่าระดับ 31.68 มและความชัน g2 =+0.0143 ที่ PVCCเป็น STA 12+50.00 , ค่าระดับ 31.094 m และความชัน g3 = -0.00335 จงคำนวณค่าระดับที่ STA13+00.00 ; BVC(beginning of vertical curve) , PVI (point of vertical intersection), EVC(End of vertical curve) PVCC(point of vertical compound curve)
  • 1 : 30.991 m
  • 2 : 31.133 m
  • 3 : 32.001 m
  • 4 : 31.991 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 122 :
  • โค้งดิ่ง BVC ณ STA11+56.68 มีค่าระดับ 32.35 ม และความชันของเส้นทาง g1 = -0.0235 , EVC ณ STA13+56.68 มีค่าระดับ 31.68 ม และความชัน g2 =+0.0143 ที่ PVCCเป็น STA 12+50.00 , ค่าระดับ 31.094 m และความชัน g3 = -0.00335 จงคำนวณค่าระดับต่ำที่สุดและลำดับ STA
  • 1 : STA 12+55.254 ค่าระดับ = 34.060 m
  • 2 : STA 12+45.254 ค่าระดับ = 33.060 m
  • 3 : STA 12+65.254 ค่าระดับ = 32.060 m
  • 4 : STA 12+75.254 ค่าระดับ = 31.060 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 123 :
  • จงคำนวณข้อมูลในการติดตั้งโค้ง spiral ที่ หมุด TS( tangent to spiral ) เมื่อกำหนดโค้งวงกลมราบ รัศมี 180.00 m มุมหักเห 45d50m ความยาวของโค้ง spiral = 50.00 m , มุมหักเหของโค้ง spiral ที่ SC( spiral to circle) =7d 57m 28s พิกัดฉากบนโค้งspiral ที่ L=0 (x=0,y=0)m,L=25(x=24.997,y=0.289) , L=50(x=49.903,y=2.312)m
  • 1 : ระยะที่วัดจาก PI ถึง TS = 101.224 m หรือระยะวัดจาก BCถึงTS = 25.227 m
  • 2 : ระยะที่วัดจาก PI ถึง TS = 101.324 m หรือระยะวัดจาก BCถึงTS = 25.227 m
  • 3 : ระยะที่วัดจาก PI ถึง TS = 101.224 m หรือระยะวัดจาก BCถึงTS = 25.327 m
  • 4 : ระยะที่วัดจาก PI ถึง TS = 101.324 m หรือระยะวัดจาก BCถึงTS = 25.327 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 124 :
  • ค่า DOP (Dilution of Precision) ของระบบดาวเทียม GPS บอกอะไร
  • 1 : พิกัดตำแหน่งที่หาได้มีความถูกต้องมากน้อยเพียงใด
  • 2 : จำนวนดาวเทียมที่อยู่บนท้องฟ้าเหนือจุดสังเกตการณ์ว่ามีกี่ดวง
  • 3 : พิกัดพื้นราบของตำแหน่งที่กำลังหา
  • 4 : ละติจูด ลองติจูด และความสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 125 :
  • ถ้าเครื่องรับสัญญาณดาวเทียม GPS บอก ค่า DOP (Dilution of Precision) มากกว่า 5 ต้องทำอย่างไร
  • 1 : รอจนกว่าค่า DOP จะลดลงเหลือน้อยกว่า 5
  • 2 : ค่า DOP มากกว่า 5 ไม่มีผลกระทบอะไร เพราะถือว่ายังมีค่าน้อยอยู่
  • 3 : ค่า DOP ยิ่งมาก ยิ่งดี เพราะมีจำนวนดาวเทียมมาก
  • 4 : ค่า DOP ยิ่งมากขึ้น เมื่อการสังเกตการณ์ยิ่งนาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 126 :
  • ความปลอดภัยขณะทำงานสร้างทาง มีความสำคัญมากน้อยเพียงใด
  • 1 : สำคัญพอประมาณ เพราะต้องเร่งทำงานที่เสร็จทันเวลาที่กำหนดในสัญญา
  • 2 : สำคัญที่สุด แต่คุณภาพและการงานเสร็จทันเวลาสำคัญกว่า
  • 3 : สำคัญพอประมาณ เพราะการก่อสร้างมีขั้นตอนมาก อาจต้องให้ความใส่ใจต่องานที่ทำ
  • 4 : สำคัญมากกว่ากิจกรรมส่วนมาก ทั้งนี้ผู้ควบคุมและวิศวกรต้องให้ความใส่ใจต่อทุกขั้นตอนของการทำงาน
  • 5 : สำคัญที่สุดกว่าสิ่งอื่นใด จะต้องมีการวางแผนด้านความปลอดภัยสำหรับทุกขั้นตอนของการทำงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 5
ข้อที่ 127 :
  • ความปลอดภัยขณะก่อสร้างทาง การติดป้ายและสัญญาณไฟเตือนล่วงหน้าแก่ผู้ขับขี่ยวดยาน มีความสำคัญเพียงใด
  • 1 : จำเป็นและสำคัญยิ่ง เพราะให้ผู้ผ่านไปมา เพิ่มระมัดระวังป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ
  • 2 : สำคัญ เพราะอาจช่วยป้องกันสิ่งที่ไม่คาดคิดได้
  • 3 : จำเป็น เพราะสัญญาก่อสร้างกำหนดให้ปฏิบัติ
  • 4 : จำเป็น เพราะมีพื้นที่และเวลาการทำงานที่จำกัด
  • 5 : สำคัญบ้าง ขึ้นอยู่กับบริเวณพื้นที่ที่ทำงานก่อสร้าง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
สภาวิศวกร