สภาวิศวกร

สาขา : โยธา

วิชา : Highway Engineering

เนื้อหาวิชา : 550 : Historical development of highways, highway administration
ข้อที่ 1 :
  • ทางหลวงแผ่นดินสายประธานตามภาคต่าง ๆ กรมทางหลวงจะใช้ระบบหมายเลขกี่ตัว
  • 1 : 1 ตัว
  • 2 : 2 ตัว
  • 3 : 3 ตัว
  • 4 : 4 ตัว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 2 :
  • ทางหลวงพิเศษ ในประเทศไทยมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Motorway อยากทราบว่า ทางหลวงประเภทนี้ในประเทศ สหรัฐอเมริกา เรียกว่าอย่างไร
  • 1 : Expressway
  • 2 : Freeway
  • 3 : Super Highway
  • 4 : Autobahn
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 3 :
  • ทางหลวงสายเอเชียที่ผ่านในประเทศไทยที่อำเภอแม่สาย ไปจดชายแดนประเทศมาเลเซีย มีชื่อว่าสายอะไร
  • 1 : สาย AH1
  • 2 : สาย AH2
  • 3 : สาย AH3
  • 4 : สาย AH4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 4 :
  • ถนนประเภทใดที่มีระดับ Accessibility ดีที่สุด
  • 1 : Local Streets
  • 2 : Collector Streets
  • 3 : Major Arteries
  • 4 : Motorway
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 5 :
  • ถนนเจริญกรุงก่อสร้างขึ้นในสมัยใด
  • 1 : สมัยกรุงศรีอยุธยา
  • 2 : สมัยรัชกาลที่ 3
  • 3 : สมัยรัชกาลที่ 4
  • 4 : สมัยรัชกาลที่ 5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 6 :
  • ตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 ทางหลวงประเภทใดที่กรมทางหลวงไม่ได้รับผิดชอบ
  • 1 : ทางหลวงสัมปทาน
  • 2 : ทางหลวงชนบท
  • 3 : ทางหลวงพิเศษ
  • 4 : ทางหลวงแผ่นดิน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 7 :
  • ทางหลวงซึ่งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะขึ้นต้นด้วยหมายเลขใด
  • 1 : 1
  • 2 : 2
  • 3 : 3
  • 4 : 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 8 :
  • Frontage Road หมายถึงอะไร
  • 1 : ทางด่วนพิเศษ
  • 2 : ช่องเดินรถ
  • 3 : ทางขนาน
  • 4 : ทางร่วมทางแยก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 9 :
  • Divided Highway ประเภทใดที่เป็น Full control of access
  • 1 : Freeway
  • 2 : Expressway
  • 3 : Access Road
  • 4 : Principal road
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 10 :
  • ข้อใดคือองค์กรซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับทางหลวงในประเทศไทย
  • 1 : TRRL
  • 2 : TRB
  • 3 : DOH
  • 4 : ITE
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 11 :
  • ถนนใดที่สร้างขึ้นเพื่อรับปริมาณการจราจรได้สูง มีการควบคุมการเข้าออกอย่างเข้มงวด ไม่อนุญาตให้คนหรือสัตว์และยานพาหนะบางชนิดมาใช้ถนน ฯลฯ
  • 1 : Expressway or Freeway
  • 2 : Major or Arterial Street
  • 3 : Collector Road
  • 4 : Local Road
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 12 :
  • โครงข่ายถนนแบบใด เหมาะกับบริเวณที่เป็นภูเขา หุบเขา เนินเขา มีพื้นที่จำกัด
  • 1 : Grid Network
  • 2 : Linear Network
  • 3 : Radial Network
  • 4 : Hexagonal Network
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 13 :
  • องค์กรใด มีหน้าที่ควบคุมและดำเนินการก่อสร้าง บูรณะและบำรุงรักษาทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทาน
  • 1 : การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
  • 2 : กรมทางหลวง
  • 3 : กรมทางหลวงชนบท
  • 4 : กรุงเทพมหานคร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 14 :
  • ทางหลวงที่แบ่งแยกการจราจรไปและกลับด้วยเกาะกลางถนน (Median) ตรงกับข้อใด
  • 1 : Divided Highway
  • 2 : Primary Highway
  • 3 : Provincial Highway
  • 4 : Secondary Highway
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 15 :
  • ข้อใดที่ไม่ได้ถูกกำหนดโดยตรงในมาตรฐานชั้นทางหลวงทั่วประเทศ
  • 1 : ปริมาณการจราจรเฉลี่ยคันต่อวัน
  • 2 : อัตราความเร็วที่ใช้ในการออกแบบ
  • 3 : ความกว้างของผิวจราจรสะพาน
  • 4 : รัศมีโค้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 16 :
  • ทางหลวงในประเทศไทยประเภทใดไม่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง
  • 1 : ทางหลวงพิเศษ
  • 2 : ทางหลวงจังหวัด
  • 3 : ทางหลวงเทศบาล
  • 4 : ทางหลวงสัมปทาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 17 :
  • ทางหลวงที่เชื่อมจากกรุงเทพฯ ไปสู่ภาคใต้มีชื่อเรียกว่าอะไร
  • 1 : ถนนสุขุมวิท ทางหลวงหมายเลข 1
  • 2 : ถนนมิตรภาพ ทางหลวงหมายเลข 2
  • 3 : ถนนเพชรเกษม ทางหลวงหมายเลข 3
  • 4 : ถนนพหลโยธิน ทางหลวงหมายเลข 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 18 :
  • ทางหลวงประเภทหนึ่งที่กรมทางหลวงรับผิดชอบดูแลคือ
  • 1 : ทางหลวงชนบท
  • 2 : ทางหลวงเทศบาล
  • 3 : ทางหลวงสุขาภิบาล
  • 4 : ทางหลวงสัมปทาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 19 :
  • ทางหลวงสายที่ขึ้นต้นด้วยหมายเลข 3 แสดงว่า
  • 1 : ทางสายนั้นอยู่ในภาคเหนือ
  • 2 : ทางสายนั้นอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  • 3 : ทางสายนั้นอยู่ในภาคกลาง ภาคตะวันออก
  • 4 : ทางสายนั้นอยู่ในภาคใต้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 20 :
  • หน่วยงานหรือสมาคมในข้อใด ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานทางหลวง
  • 1 : AASHTO
  • 2 : ASHTO
  • 3 : TRB
  • 4 : TRRL
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 21 :
  • ในเมืองๆ หนึ่ง ถนนที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงส่วนต่าง ๆ ของเมือง หรือเชื่อมโยงแหล่งกำเนิดจราจร (Traffic generators) ใหญ่ ๆ เช่น ย่านศูนย์กลางธุรกิจและการค้า (Central Business District ; CBD) สถานีรถไฟ ท่าเรือและแหล่งงานต่าง ๆ เป็นต้น การเดินทางบนถนนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นการจราจรผ่าน (Through traffic) ระยะเดินทางยาว ถนนดังกล่าวถ้าจำแนกตามลักษณะการใช้งาน จะจัดเป็นถนนในข้อใด
  • 1 : Arterials
  • 2 : Principal collectors
  • 3 : Collectors
  • 4 : Access roads
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 22 :
  • ในเมืองๆ หนึ่ง ถนนที่ทำหน้าที่รวบรวมการจราจรจากถนนเข้าออกที่อยู่อาศัย เพื่อป้อนเข้าสู่ถนนสายเมนของเมือง ขณะเดียวกันยังก็ทำหน้าที่เป็นทางเข้าออกที่ดินสองข้างทางด้วย ถนนดังกล่าวจัดเป็นถนนในข้อใด
  • 1 : Major Arterials
  • 2 : Minor Arterials
  • 3 : Collectors
  • 4 : Access roads
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 23 :
  • มาตรฐานและคู่มือออกแบบทาง รวมทั้งเอกสารวิชาการของ AASHTO เป็นที่ยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย AASHTO ย่อจากคำเต็มในข้อใด
  • 1 : Asian Association of State Highway and Transportation Organization
  • 2 : American Association of State Highway and Transportation Organization
  • 3 : Asian Association of State Highway and Transportation Officials
  • 4 : American Association of State Highway and Transportation Officials
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 24 :
  • โครงข่ายถนนประเภทใด ที่จะช่วยให้ความสามารถเข้าถึง (Accessibility) ของส่วนต่าง ๆ ของเมืองดีเท่า ๆ กัน ช่วยกระจายความเจริญไปทั่วถึงกัน ทำให้ความหนาแน่นของประชากรกระจายออกสม่ำเสมอกัน
  • 1 : Grid Network
  • 2 : Radial Network
  • 3 : Ring Network
  • 4 : Linear Network
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 25 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะพึงประสงค์ของทางประเภท Local street
  • 1 : อำนวยความสะดวกแก่การจราจรให้รถทางใกล้ทางไกลผ่านได้
  • 2 : ความเร็วออกแบบสูง
  • 3 : ให้บริการทั้งการจราจรผ่านและการจราจรสองข้างทาง
  • 4 : ทางปลายตัน ไม่สามารถใช้เป็นทางลัดได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 26 :
  • เกณฑ์ (Criteria) ในข้อใดเป็นเกณฑ์ที่เหมาะสมที่สุดที่ใช้ในการจำแนกถนนว่าจะเป็นถนน Arterial, หรือ Collector หรือ Local road
  • 1 : ระดับการอำนวยความสะดวกด้าน Mobility และการเข้าออกของถนน
  • 2 : ปริมาณจราจรบนถนน
  • 3 : ระดับการติดขัดของการจราจร
  • 4 : ความเร็วของการจราจรบนถนนนั้นในชั่วโมงเร่งด่วน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 27 :
  • โครงข่ายถนนประเภทใด ที่จะช่วยให้ความสามารถเข้าถึง (Accessibility) ของส่วนต่าง ๆ ของเมืองดีเท่า ๆ กัน ช่วยกระจายความเจริญไปทั่วถึงกัน ทำให้ความหนาแน่นของประชากรกระจายออกสม่ำเสมอกัน
  • 1 : Grid network
  • 2 : Radial Network
  • 3 : Ring network
  • 4 : Linear network
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 28 :
  • ข้อใดไม่ใช่ลักษณะพึงประสงค์ของทางประเภท Arterial
  • 1 : อำนวยความสะดวกแก่การจราจรผ่าน (Through traffic)
  • 2 : ความเร็วออกแบบสูง
  • 3 : ให้บริการทั้งการจราจรผ่านและการจราจรสองข้างทาง
  • 4 : เน้นความปลอดภัยเป็นพิเศษ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 551 : Principles of highway planning and traffic analysis
ข้อที่ 29 :
  • ระยะห่างระหว่างกันชนหน้าของรถคันหน้า ถึงกันชนหน้าของรถคันหลัง เรียกว่าอะไร
  • 1 : Headway
  • 2 : Distance
  • 3 : Density
  • 4 : Section
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 30 :
  • ในการสำรวจเส้นทางจะต้องทำการสำรวจในขั้นตอนใดก่อน
  • 1 : Route Survey
  • 2 : Preliminary Survey
  • 3 : Reconnaissance Survey
  • 4 : Location Survey
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 31 :
  • แผนที่เส้นทางที่ซึ่งแสดงทั้ง Plan และ Profile จะใช้มาตราส่วน ในแนวราบเท่าใด
  • 1 : 1 : 20
  • 2 : 1 : 500
  • 3 : 1 : 100
  • 4 : 1 : 1000
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 32 :
  • กฎกระทรวงที่ออกตาม พรบ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ผู้ขับขี่ยวดยานจะต้องมีค่าระดับแอลกอฮอล์ในเลือดไว้ไม่เกินเท่าใด
  • 1 : 25 มก. %
  • 2 : 50 มก. %
  • 3 : 75 มก. %
  • 4 : 100 มก. %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 33 :
  • ระดับการให้บริการ (Level of Service) ระดับใดที่การขับขี่ไม่สะดวกเพราะปริมาณการจราจรเข้าใกล้หรือถึงความจุ ความเร็วลดลงเหลือประมาณ 48 กม./ชม. การไหลไม่คงที่อาจผสมกับการหยุดเป็นครั้งคราว
  • 1 : LOS C
  • 2 : LOS D
  • 3 : LOS E
  • 4 : LOS F
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 34 :
  • ความจุของทางหลวง เมื่ออยู่ในสภาพสมบูรณ์แบบ ควรต้องมีคุณสมบัติอย่างไร
  • 1 : มีอย่างน้อย 4 ช่องจราจร ที่รถเคลื่อนที่ในทิศทางเดียวกัน
  • 2 : รถทุกคันต้องเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสม่ำเสมอ ด้วยอัตราเร็ว 60-80 กม./ชม.
  • 3 : ความลาดชันถูกต้องตามมาตรฐาน ไม่มีทางแยกหรือคนข้ามถนนตัดผ่าน อันจะก่อให้เกิดการกีดขวางการจราจร
  • 4 : ยานพาหนะมีรถยนต์นั่งเป็นส่วนใหญ่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 35 :
  • จงหาค่าระยะทางเพื่อที่จะหยุดรถได้โดยปลอดภัย บนถนนทางราบ ขณะที่รถแล่นที่ความเร็ว 50 kph
    กำหนดให้ค่า Perception-Reaction Time = 2.5 sec ถ้าสมมติให้ค่าสัมประสิทธิ์ระหว่าง ยางรถ และผิวทาง = 0.6
  • 1 : 25 m
  • 2 : 50 m
  • 3 : 100 m
  • 4 : 150 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 36 :
  • จงหาค่า PHF จากข้อมูลการสำรวจปริมาณการจราจรทุกช่วงเวลา 15 นาที บนถนนสายหนึ่ง ระหว่างเวลา 16:00 น - 18:00 น ดังต่อไปนี้
  • 1 : 0.73
  • 2 : 0.79
  • 3 : 0.84
  • 4 : 0.85
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 37 :
  • สัญญาณไฟจราจรแบบ pretimed จังหวะไฟมีทั้งหมด 4 เฟส ค่า critical-lane volumes ของ 3 เฟสแรกมีค่าเท่ากับ 240, 200 และ 210 คันตามลำดับ
    ถ้าให้ค่า saturation flows ของทุกเฟส มีค่าเท่ากับ 1,800 vehicle per hour per lane ค่า lost time ของทุกเฟส มีค่าเท่ากับ 4 วินาที
    จงหาค่า critical-lane volumes ในเฟสที่ 4 หากค่า cycle length มีค่าเท่ากับ 87 วินาที
  • 1 : 137.5 คัน
  • 2 : 275 คัน
  • 3 : 550 คัน
  • 4 : 1100 คัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 38 :
  • ข้อใดคือลักษณะของป้ายหยุด
  • 1 : เป็นแผ่นกลมสีขาว ตัวอักษรสีดำ
  • 2 : เป็นรูปแปดเหลี่ยมด้านเท่า ตัวอักษรสีขาวบนพื้นแดง
  • 3 : เป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า ตัวอักษรสีดำบนพื้นขาว
  • 4 : เป็นแผ่นสีน้ำเงิน ตัวอักษรสีแดง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 39 :
  • ปริมาณจราจรเฉลี่ยต่อวัน คือข้อใด
  • 1 : Average Annual Daily Traffic
  • 2 : Average Daily Traffic
  • 3 : Vehicle Per Day
  • 4 : Peak Hourly Volume
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 40 :
  • การออกแบบสัญญาณไฟเหลือง จะออกแบบให้อยู่ในช่วงเวลาใดจึงจะเหมาะสม
  • 1 : 1-2 วินาที
  • 2 : 2-3 วินาที
  • 3 : 1-3 วินาที
  • 4 : 3-5 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 41 :
  • Feasibility study หมายถึงข้อใด
  • 1 : การศึกษาข้อมูลทางด้านวิศวกรรม
  • 2 : การศึกษาหาความเหมาะสมก่อนลงทุน
  • 3 : การศึกษาวิเคราะห์ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
  • 4 : การศึกษาปัญหาทางด้านการคมนาคมขนส่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 42 :
  • ถ้าปริมาณการจราจรในทิศทางหนึ่ง =1800 คัน/ชม.
    เป็นรถบรรทุกและรถบัส 4%
    ถ้าหากรถบรรทุกและรถบัส 1 คันเทียบเท่ารถยนต์นั่ง 1.6 คัน
    จงคำนวณหา ปริมาณการจราจรในหน่วยเทียบเท่ารถยนต์นั่ง
  • 1 : 1545
  • 2 : 1591.4
  • 3 : 1675
  • 4 : 1843.2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 43 :
  • ข้อใดคือหลักสำคัญในการวางแผนโครงข่ายถนน
  • 1 : การจำแนกประเภทรถ
  • 2 : การจำแนกถนนเป็นลำดับชั้น
  • 3 : การออกแบบสัญญาณไฟจราจร
  • 4 : การออกแบบทางแยกทางร่วม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 44 :
  • จากการสำรวจปริมาณจราจรทางแยกแห่งหนึ่งในเวลา 1 ชั่วโมง ได้จำนวนรถยนต์นั่ง 30 คัน
    รถบรรทุกใหญ่ 5 คัน รถมอเตอร์ไซค์ 50 คัน และรถประจำทาง 4 คัน จงหาค่า PCU เมื่อกำหนดให้ค่า PCU ของรถยนต์นั่ง =1
    PCU ของรถบรรทุกใหญ่ = 1.75
    PCU ของรถมอเตอร์ไซค์ = 0.33
    PCU ของรถประจำทาง = 2
  • 1 : 39 PCU
  • 2 : 57.15 PCU
  • 3 : 63.25 PCU
  • 4 : 72 PCU
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 45 :
  • ระยะเวลาของสัญญาณไฟจราจรใน 1 รอบเรียกว่าอะไร
  • 1 : Cycle Length
  • 2 : Signal Phasing
  • 3 : Headway
  • 4 : Critical Lane Volume
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 46 :
  • วัฏจักรของงานทาง งานใดควรทำเป็นลำดับแรก
  • 1 : งานบำรุงรักษา
  • 2 : งานสำรวจ
  • 3 : งานวางแผน
  • 4 : งานก่อสร้างและบูรณะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 47 :
  • ความเร็วออกแบบปลอดภัยสูงที่สุด เมื่อผู้ขับขี่ใช้ความเร็วเกินกว่านี้จะไม่ปลอดภัยและความเร็วนี้จะใช้ในการกำหนดความเร็วสูงสุดบนถนน ความเร็วออกแบบนิยมใช้ความเร็วที่ Percentile เท่าใด
  • 1 : 15
  • 2 : 50
  • 3 : 85
  • 4 : 100
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 48 :
  • จงคำนวณหา Peak Hour Factor จากข้อมูลปริมาณการจราจรดังนี้
  • 1 : 0.28
  • 2 : 0.83
  • 3 : 40.00
  • 4 : 133.33
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 49 :
  • ปริมาณการจราจรเท่ากับ 3500 คันต่อชั่วโมง เลือกสร้างทางด่วนมีความจุประมาณ 2000 คันต่อชั่วโมงต่อช่องทางวิ่ง จะต้องออกแบบให้ค่า v/c เท่ากับ 0.35 จะต้องสร้างถนนให้มีจำนวนช่องทางวิ่งเท่าไร
  • 1 : 2 ช่องทาง
  • 2 : 3 ช่องทาง
  • 3 : 4 ช่องทาง
  • 4 : 5 ช่องทาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 50 :
  • ในการกำหนดค่าปริมาณการจราจรในการออกแบบถนน AASHTO กำหนดให้ ในช่วงเวลา 1 ปี จะมีปริมาณการจราจรในถนนมากกว่าความจุของถนนจำนวนกี่ชั่วโมง
  • 1 : 29 ชั่วโมง
  • 2 : 30 ชั่วโมง
  • 3 : 32 ชั่วโมง
  • 4 : 35 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 51 :
  • จงคำนวณหาระยะหยุดรถโดยปลอดภัยสำหรับถนน 2 ช่องจราจร ความเร็ว 60 กม./ชม. ขับรถลงเนินมีความลาดชัน 6% กำหนดให้สัมประสิทธิ์ความเสียดทาน (f) = 0.4 และผู้ขับขี่เหยียบห้ามล้อหลังจากเห็นวัตถุขวางอยู่ข้างหน้า 3 วินาที
  • 1 : 86.74 เมตร
  • 2 : 92.39 เมตร
  • 3 : 96.74 เมตร
  • 4 : 102.65 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 52 :
  • ที่จุดหนึ่งของถนนมี free flow speed เท่ากับ 88 กม./ชม. และมี jam density เท่ากับ 250 คัน/กม. ถ้าสมมติให้ความสัมพันธ์ระหว่าง speed และ density เป็นเส้นตรงจงหา maximum flow
  • 1 : 125 คัน/กม.
  • 2 : 120 คัน/กม.
  • 3 : 84 คัน/กม.
  • 4 : 160 คัน/กม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 53 :
  • ที่ช่วงหนึ่งของถนนมี free flow speed เท่ากับ 88 กม./ชม. และมี jam density เท่ากับ 250 คัน/กม. ถ้าสมมติให้ความสัมพันธ์ระหว่าง speed และ density เป็นเส้นตรงจงหา maximum flow rate
  • 1 : 11000 คัน/กม.
  • 2 : 22000 คัน/กม.
  • 3 : 5000 คัน/กม.
  • 4 : 5500 คัน/กม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 54 :
  • ที่จุดหนึ่งของถนนมี free flow speed เท่ากับ 88 กม./ชม. และมี jam density เท่ากับ 250 คัน/กม. ถ้าสมมติให้ความสัมพันธ์ระหว่าง speed และ density เป็นเส้นตรงจงหาความเร็วที่ maximum flow
  • 1 : 29 กม./ชม.
  • 2 : 34 กม./ชม.
  • 3 : 44 กม./ชม.
  • 4 : 50 กม./ชม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 55 :
  • ถนนสายหนึ่งมี average hourly volume เท่ากับ 360 คัน/ชม. สมมติว่าการมาถึงของรถ (arrival of vehicles) เป็นแบบ Poisson distribution จงหา ความเป็นไปได้ (Probability) ที่จะมีรถมาถึง 4 คัน ในเวลา 20 วินาที
  • 1 : 0.22
  • 2 : 0.15
  • 3 : 0.09
  • 4 : 0.03
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 56 :
  • ถนนสายหนึ่งมี average hourly volume เท่ากับ 360 คัน/ชม. สมมติว่าการมาถึงของรถ (arrival of vehicles) เป็นแบบ Poisson distribution จงหาความเป็นไปได้ (Probability) ที่จะมีรถมาถึง 5 คันหรือมากกว่าในเวลา 20 วินาที
  • 1 : 0.053
  • 2 : 0.071
  • 3 : 0.130
  • 4 : 0.334
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 57 :
  • กระแสจราจรในช่องจราจรหนึ่งบนถนนช่วงหนึ่งมี spacing เฉลี่ย = 20 เมตร/คัน มีความเร็วเฉลี่ย = 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จงหาปริมาณการจราจร (คันต่อชั่วโมง)
  • 1 : 400
  • 2 : 1,000
  • 3 : 1,500
  • 4 : 2,000
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 58 :
  • จงหาค่าปริมาณจราจรเฉลี่ย (คัน/ชั่วโมง) เมื่อค่า headway เฉลี่ย = 5 วินาที/คัน
  • 1 : 0.2
  • 2 : 160
  • 3 : 720
  • 4 : 800
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 59 :
  • เมื่อปริมาณจราจร = 400 คัน/ชั่วโมง
    อัตราเร็วเฉลี่ยของกระแสจราจร = 25 กิโลเมตร/ชั่วโมง
    จงหาค่า density เฉลี่ยมีค่ากี่คันต่อชั่วโมง
  • 1 : 8
  • 2 : 16
  • 3 : 32
  • 4 : 64
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 60 :
  • จงหาค่า time-mean speed ในหน่วย กิโลเมตร/ชั่วโมง เมื่อ
  • 1 : 22.4
  • 2 : 44.5
  • 3 : 77.4
  • 4 : 80.5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 61 :
  • จงหาค่า space-mean speed ในหน่วย กิโลเมตร/ชั่วโมง เมื่อ
  • 1 : 21.5
  • 2 : 65.6
  • 3 : 77.4
  • 4 : 80.5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 62 :
  • จาการสำรวจปริมาณจราจร ได้ข้อมูลดังแสดงในตารางข้างล่างนี้ จงหาค่า Peak Hour Factor (PHF)
  • 1 : 0.85
  • 2 : 0.94
  • 3 : 1.06
  • 4 : 1.21
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 63 :
  • จากรูป
  • 1 : 73.5
  • 2 :  75
  • 3 : 80
  • 4 : 50
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 64 :
  • จากกราฟความสัมพันธ์ระหว่าง q - k ให้หา อัตราเร็วเฉลี่ย เมื่อ density = 20 คัน/กิโลเมตร
  • 1 : 30 กม./ชม.
  • 2 : 45 กม./ชม.
  • 3 : 60 กม./ชม.
  • 4 : 90 กม./ชม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 65 :
  • จำนวนช่องห่าง (gap) ที่รถจากทางเชื่อม (ramp) สามารถแทรกเข้าไปได้ เท่ากับกี่ช่อง
  • 1 : 133
  • 2 : 263
  • 3 : 316
  • 4 : 456
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 66 :
  • จากกราฟความสัมพันธ์ระหว่าง q - k ให้หา อัตราเร็วเฉลี่ย (กม./ชม.) ที่สภาพ ความจุ (capacity)
  • 1 : 0
  • 2 : 25
  • 3 : 30
  • 4 : 50
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 67 :
  • ในช่องจราจรช่องหนึ่ง ๆ rate of flow มีค่ามากที่สุด เมื่อ
  • 1 : density น้อย และอัตราเร็วมาก
  • 2 : density ปานกลาง และอัตราเร็วปานกลาง
  • 3 : density มาก และอัตราเร็วน้อย
  • 4 : density น้อย และอัตราเร็วมาก หรือ density มาก และอัตราเร็วน้อย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 68 :
  • ข้อใด ไม่ใช่ วัตถุประสงค์ของการสำรวจปริมาณการจราจร
  • 1 : เพื่อดูความสำคัญของถนนแต่ละสาย
  • 2 : เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงตามเวลาของการไหล
  • 3 : เพื่อดูปริมาณที่แตกต่างกันในแต่ละช่วง
  • 4 : เพื่อดูเวลาการรับรู้ของผู้ขับขี่ยานพาหนะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 69 :
  • Highway Capacity Manual ได้แยกระดับการให้บริการ (Level of Service, LOS) บนทางด่วนออกเป็นกี่ระดับ
  • 1 : 4 ระดับ
  • 2 : 5 ระดับ
  • 3 : 6 ระดับ
  • 4 : 7 ระดับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 70 :
  • วัตถุประสงค์หลักของ Four-step Model คืออะไร
  • 1 : คาดประมาณรายได้เฉลี่ยของประชากร
  • 2 : คาดประมาณความต้องการด้านขนส่ง
  • 3 : ทำนายความหนาแน่นของประชากร
  • 4 : ทำนายความต้องการการใช้พื้นที่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 71 :
  • พื้นที่ขนาดเล็ก ที่ใช้ในการศึกษา Four-step Model เรียกว่าอะไร
  • 1 : District
  • 2 : Element
  • 3 : Zone
  • 4 : Area
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 72 :
  • ขั้นตอนใดใน Four-step Model ที่ทำให้ทราบถึงจำนวนการเดินทางที่เข้าออกแต่ละพื้นที่ย่อย
  • 1 : Trip Assignment
  • 2 : Trip Distribution
  • 3 : Trip Generation
  • 4 : Modal Split
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 73 :
  • ขั้นตอนใดใน Four-step Model ที่ทำให้ทราบถึงเส้นทางที่ผู้เดินทางจะเลือกใช้
  • 1 : Trip Assignment
  • 2 : Trip Distribution
  • 3 : Trip Generation
  • 4 : Modal Split
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 74 :
  • การสำรวจใดที่ ไม่ใช่ วิธีการสำรวจจุดเริ่มต้นและจุดสุดท้ายของการเดินทาง (O-D Survey)
  • 1 : การจดหมายเลขทะเบียนรถ (License Plate)
  • 2 : การติดเครื่องหมาย (Tag) ที่ตัวรถ
  • 3 : การนับรถที่ข้างทาง (Volume Count)
  • 4 : การสัมภาษณ์ที่บ้าน (Home Interview)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 75 :
  • ข้อใดที่ ไม่ใช่ สภาพการจราจรแบบ Ideal ตามเงื่อนไขของ Highway Capacity Manual
  • 1 : สภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบ
  • 2 : มีแต่รถยนต์นั่งส่วนตัวเท่านั้น
  • 3 : ความกว้างของช่องทางต้องไม่น้อยกว่า 10 ฟุต
  • 4 : สิ่งกีดขวางจะต้องห่างจากขอบทางไม่น้อยกว่า 6 ฟุต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 76 :
  • ในถนนสายหนึ่งสมมุติว่า มียานพาหนะ 3 ชนิด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ จำนวน 30 % ความเร็วเฉลี่ย 70 กม. /ชม. รถยนต์ จำนวน 60 % ความเร็วเฉลี่ย 80 กม./ชม. และรถบรรทุกจำนวน 10 % ความเร็วเฉลี่ย 50 กม./ชม. จงหาความเร็วจุด (Spot Speed) เฉลี่ยของการยวดยานทุกชนิด
  • 1 : 24.7 กม./ชม.
  • 2 : 66.7 กม./ชม.
  • 3 : 70.0 กม./ชม.
  • 4 : 74.0 กม./ชม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 77 :
  • จากข้อมูลปริมาณการจราจรในช่วงเวลาหนึ่ง พบว่า Hourly Volume , HV มีค่าเท่ากับ 3,200 คันต่อชั่วโมง Peak Hour Factor , PHF มีค่าเท่ากับ 0.80 อยากทราบว่าในขณะนั้นมีค่า Service Flow , SF เท่าใด
  • 1 : 4,000 คัน/ชม.
  • 2 : 3,200 คัน/ชม.
  • 3 : 2,560 คัน/ชม.
  • 4 : 640 คัน/ชม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 78 :
  • ถนนสายหนึ่งมี average hourly volume เท่ากับ 360 คัน/ชม.
    สมมติว่าการมาถึงของรถ (arrival of vehicles) เป็นแบบ Poisson distribution
    จงหาความเป็นไปได้ (Probability) ที่จะมีรถมาถึง 3 คันหรือมากกว่า ในเวลา 20 วินาที
  • 1 : 0.135
  • 2 : 0.865
  • 3 : 0.594
  • 4 : 0.323
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 79 :
  • จงหาค่า density เฉลี่ย เมื่อกระแสจราจรในช่องจราจรหนึ่ง บนถนนช่วงหนึ่งมี headway เฉลี่ย = 20 เมตร/คัน
  • 1 : 0.5
  • 2 : 5
  • 3 : 50
  • 4 : 180
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 80 :
  • ที่จุดหนึ่งของถนนมี free flow speed เท่ากับ 88 กม./ชม. และมี jam density เท่ากับ 250 คัน/กม. ถ้าสมมติให้ความสัมพันธ์ระหว่าง speed และ density เป็นเส้นตรง จงหา maximum flow rate
  • 1 : 11000 คัน/กม.
  • 2 : 7330 คัน/กม.
  • 3 : 6500 คัน/กม.
  • 4 : 5500 คัน/กม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 81 :
  • ที่จุดหนึ่งของถนนมี free flow speed เท่ากับ 88 กม./ชม. และมี jam density เท่ากับ 250 คัน/กม. ถ้าสมมติให้ความสัมพันธ์ระหว่าง speed และ density เป็นเส้นตรง จงหาค่า density ที่ maximum flow
  • 1 : 84 คัน/กม.
  • 2 : 120 คัน/กม.
  • 3 : 125 คัน/กม.
  • 4 : 160 คัน/กม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 82 :
  • สัญญาณไฟจราจรแบบ pretimed จังหวะไฟมีทั้งหมด 4 เฟส
    ค่า critical-lane volumes ของ 3 เฟสแรกมีค่าเท่ากับ 240, 200 และ 210 คันตามลำดับ
    ถ้าให้ค่า
    saturation flows ของทุกเฟส มีค่าเท่ากับ 1,800 vphpl
    ค่า lost time ของทุกเฟส มีค่าเท่ากับ 4 วินาที
    จงหาค่า
  • 1 : 137.5 คัน
  • 2 : 275 คัน
  • 3 : 550 คัน
  • 4 : 1100 คัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 83 :
  • ถนนชานเมืองสายหนึ่งออกแบบเพื่อรองรับ AADT = 11,500 คันต่อวัน
    ความเร็วออกแบบ 80 กม./ชม. ผู้ใช้ถนนเป็นกลุ่มคนงานไปเช้าเย็นกลับ
    ค่า PHF(Peak Hour Factor) = 0.89
    ค่า D(Directional Factor) = 65%
    ค่า K = 12%
    จงคำนวณหา DDHV ( Directional Design Hourly Volume)
  • 1 : 650 คัน/ชม.
  • 2 : 700 คัน/ชม.
  • 3 : 800 คัน/ชม.
  • 4 : 897 คัน/ชม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 84 :
  • วัตถุประสงค์ของ Four Step Model คืออะไร
  • 1 : การคาดคะเนรายได้ประชากร
  • 2 : การคาดคะเนความต้องการด้านขนส่ง
  • 3 : การทำนายถึงความหนาแน่นของการใช้พื้นที่
  • 4 : การทำนายถึงความต้องการใช้พลังงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 85 :
  • ข้อใดแสดงถึงลำดับการวิเคราะห์ Four Step Model ได้ถูกต้อง
  • 1 : Trip Generation, Trip Distribution, Trip Assignment, Modal Split
  • 2 : Trip Generation, Modal Split, Trip Assignment, Trip Distribution
  • 3 : Trip Generation, Trip Distribution, Modal Split, Trip Assignment
  • 4 : Trip Generation, Trip Assignment, Modal Split, Trip Distribution
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 86 :
  • ขั้นตอนใดใน Four Step Model ที่ทำให้ทราบว่าจำนวน Trip ที่เข้าสู่แต่ละโซนและมีจำนวนเท่าใด
  • 1 : Trip Assignment
  • 2 : Modal Split
  • 3 : Trip Distribution
  • 4 : Trip Generation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 87 :
  • ขั้นตอนใดใน Four Step Model ที่พิจารณาว่า Trip กำเนิดจากโซนใด ๆ และจะไปสู่โซนไหนบ้างจำนวนเท่าใด
  • 1 : Modal Split
  • 2 : Trip Assignment
  • 3 : Trip Distribution
  • 4 : Trip Generation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 88 :
  • ขั้นตอนใดใน Four Step Model ที่คาดคะเนความต้องการแยกตามรูปแบบการเดินทาง
  • 1 : Trip Generation
  • 2 : Modal Split
  • 3 : Trip Assignment
  • 4 : Trip Distribution
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 89 :
  • ขั้นตอนใดใน Four Step Model ที่พิจารณาว่า Trip เหล่านั้นจะใช้เส้นทางใดในการเดินทาง
  • 1 : Trip Assignment
  • 2 : Modal Split
  • 3 : Trip Generation
  • 4 : Trip Distribution
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 90 :
  • ในการสำรวจพบว่ายวดยานจำนวน 5 คัน มีความเร็วเฉลี่ยตลอดระยะทาง 5 กิโลเมตร เท่ากับ 25, 30, 40, 50 และ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (kph) จงหาความเร็วเชิงช่วง (Space Mean Speed)
  • 1 : 35 kph
  • 2 : 37 kph
  • 3 : 40 kph
  • 4 : 41 kph
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 91 :
  • ความเร็วเฉลี่ยของคนเดินข้ามถนน (Average Pedestrian Walking Speed ; PWS) ที่ใช้ในการออกแบบสัญญาณไฟสำหรับคนเดินข้ามถนน มีค่าประมาณเท่าไร
  • 1 : 0.8 m/s
  • 2 : 1.2 m/s
  • 3 : 1.6 m/s
  • 4 : 2.0 m/s
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 92 :
  • จงหาค่า DHV (Design Hourly Volume) ต่อช่องทางของรถบรรทุกในทางหลวงขนาด 4 ช่องทาง ที่สำรวจได้ค่าปริมาณจราจร AADT = 40,000 vpd แยกเป็นรถบรรทุก 10% Directional Value = 60% ค่า K = DHV/AADT = 0.12 และมีรถบรรทุกวิ่งอยู่ในช่องทางที่ออกแบบ 90%
  • 1 : 480 คัน/วัน/ช่องทาง
  • 2 : 288 คัน/วัน/ช่องทาง
  • 3 : 259 คัน/วัน/ช่องทาง
  • 4 : 240 คัน/วัน/ช่องทาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 93 :
  • ปริมาณการจราจรเฉลี่ยรายวันที่ได้จากการสำรวจตลอดระยะเวลา 1 ปี คือค่าในข้อใด
  • 1 : Average Daily Traffic (ADT)
  • 2 : Average Annual Daily Traffic (AADT)
  • 3 : Hourly Volume (HV)
  • 4 : Design Hourly Volume (DHV)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 94 :
  • โครงข่ายถนนประเภทใด ที่เหมาะสำหรับการจัดระบบเดินรถทางเดียว (Oneway)
  • 1 : Grid Network
  • 2 : Radial Network
  • 3 : Ring Network
  • 4 : Linear Network
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 95 :
  • Traffic Data in Year 1993 ADT = 1987 vpd
    Finish Design in Year 1995
    Start Construction in Year 1996
    Finish Construction and Start Operation in 1998
    จงหา ADT in Year 1998 เมื่อ Traffic Growth Rate = 6%
  • 1 : 2233 vpd
  • 2 : 2367 vpd
  • 3 : 2509 vpd
  • 4 : 2659 vpd
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 96 :
  • ใน Four-Step Model,  วัตถุประสงค์หลักของการใช้ Trip Generation Model เพื่อการวางแผนทางหลวง คือ ข้อใด
  • 1 : คาดคะเนจำนวนยานพาหนะ m จากพื้นที่ย่อย i. ไปยังพื้นที่ย่อย j. ที่จะใช้เส้นทาง r.
  • 2 : คาดคะเนจำนวนการเดินทางจากพื้นที่ย่อย i. ไปยังพื้นที่ย่อย j. โดยยานพาหนะ mpan � gT�u6��2>
  • 3 : คาดคะเนจำนวนการเดินทางจากพื้นที่ย่อย i. ไปสู่พื้นที่ j.
  • 4 : คาดคะเนจำนวนการเดินทางเข้าออกพื้นที่ย่อย i.nbsp;� a ��3Hy8.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 97 :
  • ใน Four-Step Model,  วัตถุประสงค์หลักของการใช้ Trip Distribution Model เพื่อการวางแผนทางหลวง คือ ข้อใด
  • 1 : คาดคะเนจำนวนการเดินทางจากพื้นที่ย่อย i. ไปสู่พื้นที่ j.
  • 2 : คาดคะเนจำนวนการเดินทางเข้าออกพื้นที่ย่อย i.
  • 3 : คาดคะเนจำนวนยานพาหนะ m จากพื้นที่ย่อย i. ไปยังพื้นที่ย่อย j. ที่จะใช้เส้นทาง r.
  • 4 : คาดคะเนจำนวนการเดินทางจากพื้นที่ย่อย i. ไปยังพื้นที่ย่อย j. โดยยานพาหนะ m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 98 :
  • ใน Four-Step Model,  วัตถุประสงค์หลักของการใช้ Modal Split Model เพื่อการวางแผนทางหลวง คือ ข้อใด
  • 1 : คาดคะเนจำนวนการเดินทางจากพื้นที่ย่อย i. ไปสู่พื้นที่ j.
  • 2 : คาดคะเนจำนวนการเดินทางเข้าออกพื้นที่ย่อย i.
  • 3 : คาดคะเนจำนวนการเดินทางด้วยยานพาหนะ m จากพื้นที่ย่อย i. ไปยังพื้นที่ย่อย j
  • 4 : คาดคะเนจำนวนการเดินทางจากพื้นที่ย่อย i. ไปยังพื้นที่ย่อย j. โดยยานพาหนะ m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 99 :
  • ใน Four-Step Model,  วัตถุประสงค์หลักของการใช้ Trip Assignment Model เพื่อการวางแผนทางหลวง คือ ข้อใด
  • 1 : คาดคะเนจำนวนการเดินทางจากพื้นที่ย่อย i. ไปสู่พื้นที่ j.
  • 2 : คาดคะเนจำนวนยานพาหนะ m จากพื้นที่ย่อย i. ไปยังพื้นที่ย่อย j. ที่จะใช้เส้นทาง r.
  • 3 : คาดคะเนจำนวนการเดินทางเข้าออกพื้นที่ย่อย i.
  • 4 : คาดคะเนจำนวนการเดินทางจากพื้นที่ย่อย i. ไปยังพื้นที่ย่อย j. โดยยานพาหนะ m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 100 :
  • จากขั้นตอนการวางแผน ทำให้ทราบว่าปริมาณจราจรบนถนนสายหนึ่งในปีออกแบบจะเท่ากับ 40,000 คันต่อวัน และร้อยละ 20 เป็นรถบรรทุก  ถ้าสมมติให้ Passenger Equivalent Factor ของรถบรรทุก = 3. Directional Distribution Value = 60%, K Value = DHV/ AADT = 0.12   ค่าปริมาณจราจรรายชั่วโมงที่ใช้ออกแบบ (DHV) ในด้านจราจรมากกว่าจะเท่ากับข้อใด
  • 1 : 3333 คันรถนั่งส่วนบุคคลต่อชั่วโมง
  • 2 : 4032 คันรถนั่งส่วนบุคคลต่อชั่วโมง
  • 3 : 4667 คันรถนั่งส่วนบุคคลต่อชั่วโมง
  • 4 : 6270 คันรถนั่งส่วนบุคคลต่อชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 101 :
  • จากการวัดความเร็วรถนั่งส่วนบุคคล จำนวน 87 คัน บนทางสายหนึ่ง ได้ข้อมูลดังแสดงในตารางข้างล่างนี้   ความเร็วรถที่ 85th เปอร์เซนต์ไทล์ เท่ากับ ข้อใด

  • 1 : 79 กม./ชม.
  • 2 : 90 กม./ชม.
  • 3 : 101 กม./ชม.
  • 4 : 105 กม./ชม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 102 :
  • ข้อใดที่ไม่ใช่ผลประโยชน์ทางตรงที่ได้รับจากการปรับปรุงก่อสร้างทางที่มีอยู่เดิม
  • 1 : ลดค่าใช้จ่ายในการใช้รถ
  • 2 : ลดระยะเวลาในการเดินทาง
  • 3 : มูลค่าของที่ดินสูงขึ้น
  • 4 : ลดค่าบำรุงรักษาถนน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 103 :
  • หากความสัมพันธ์ระหว่างความหนาแน่นของการจราจร (Density) และความเร็วของการจราจร (Speed) มีลักษณะเป็นเส้นตรง ข้อใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : เมื่อความหนาแน่นของการจราจรสูงขึ้น ความเร็วของการจราจรจะลดลง
  • 2 : เมื่อความเร็วของการจราจรเพิ่มขึ้น ปริมาณการจราจร (Volume) จะเพิ่มขึ้นตาม
  • 3 : เมื่อความหนาแน่นของการจราจรมีค่าต่ำสุด ปริมาณการจราจรจะมีค่าต่ำสุดเช่นเดียวกัน
  • 4 : เมื่อความหนาแน่นของการจราจรมีค่าสูงสุด ปริมาณการจราจรจะมีค่าต่ำสุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 104 :
  • Gravity Model เป็นเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์ในขั้นตอนใดของ Four Step Model
  • 1 : Trip Generation
  • 2 : Modal Split
  • 3 : Trip Assignment
  • 4 : Trip Distribution
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 105 :
  • All-or-Nothing  เป็นเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์ในขั้นตอนใดของ Four Step Model
  • 1 : Trip Generation
  • 2 : Modal Split
  • 3 : Trip Assignment
  • 4 : Trip Distribution
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 106 :
  • หากเราสนใจใช้มาตรการจำกัดรถเข้าออกพื้นที่ในเขตเมืองชั้นใน วิธีการสำรวจใดเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในการรวบรวมข้อมูลประกอบการพิจารณาการใช้มาตรการดังกล่าว
  • 1 : Turning Movement Count
  • 2 : Cordon Count
  • 3 : Mid-Block Count
  • 4 : Classification Count
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 107 :
  • วิธีการสำรวจใดที่เหมาะสำหรับใช้ในการรวบรวมข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ Trip Distribution
  • 1 : Origin-Destination Survey
  • 2 : Mid-Block Count
  • 3 : Floating Car Technique
  • 4 : Classification Count
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 108 :
  • ถ้าเราอยากทราบปริมาณการจราจรที่วิ่งข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในเขต กทม. และปริมณฑล เราควรดำเนินการสำรวจด้วยวิธีใด
  • 1 : Intersection Count
  • 2 : Screen Line Count
  • 3 : Classification Count
  • 4 : Roadside Count
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 109 :
  • วิธีการสำรวจใดเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับรวบรวมข้อมูลเพื่อการออกแบบสัญญาณไฟทางแยก
  • 1 : Signal Count
  • 2 : Roadside Count
  • 3 : Turning Movement Count
  • 4 : Mid-Block Count
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 110 :
  • ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะมีผลต่อการตัดสินใจเลือกรูปแบบการเดินทาง (Mode) ของคนเดินทาง
  • 1 : วัตถุประสงค์ของการเดินทาง
  • 2 : ระดับบริการที่ได้รับจากแต่ละรูปแบบการเดินทาง
  • 3 : ลักษณะของผู้เดินทาง
  • 4 : ความถี่ในการเดินทาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 111 :
  • ปัจจุบันการจราจรมีปริมาณ 1,000 คันต่อชั่วโมง สมมติว่าปริมาณการจราจรเพิ่มขึ้นด้วยอัตราร้อยละ 5 เท่ากันทุกปี ต้องใช้เวลาอย่างน้อยกี่ปี ปริมาณการจราจรจึงจะเพิ่มขึ้นเป็น  2 เท่าของปีปัจจุบัน
  • 1 : 15 ปี
  • 2 : 18 ปี
  • 3 : 20 ปี
  • 4 : 24 ปี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 112 :
  • ประเภทสัญญาณไฟที่เหมาะสำหรับติดตั้งบนทางแยกบนทางหลวงในพื้นที่ชนบทในต่างจังหวัดที่มีปริมาณการจราจรบนทางโทมีปริมาณต่ำมาก เมื่อเทียบกับปริมาณยวดยานบนทางเอก
  • 1 : Coordinated Signal
  • 2 : Fully Actuated Signal
  • 3 : Semi-Actuated Signal
  • 4 : Pretimed Signal
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 113 :
  • ถนน 4 ช่องจราจรตัดกับถนน 2 ช่องจราจร ณ ทางแยกแห่งหนึ่ง ซึ่งแบ่งรอบสัญญาณไฟออกเป็น 4 จังหวะ (Phase) ผลการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลการจราจรได้ข้อมูลการจราจรสำหรับแต่ละจังหวะ ดังนี้

  • 1 : 81 วินาที
  • 2 : 107 วินาที
  • 3 : 129 วินาที
  • 4 : 146 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 114 :
  • ถนน 4 ช่องจราจรตัดกับถนน 2 ช่องจราจร ณ ทางแยกแห่งหนึ่ง ซึ่งแบ่งรอบสัญญาณไฟออกเป็น 4 จังหวะ (Phase) ผลการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลการจราจรได้ข้อมูลการจราจรสำหรับแต่ละจังหวะ ดังนี้

  • 1 : 16 วินาที
  • 2 : 23 วินาที
  • 3 : 31 วินาที
  • 4 : 43 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 115 :
  • ถนน 4 ช่องจราจรสองสายตัดกัน ณ ทางแยกแห่งหนึ่ง ซึ่งแบ่งรอบสัญญาณไฟออกเป็น 4 จังหวะ (Phase) ผลการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลการจราจรได้ข้อมูลการจราจรสำหรับแต่ละจังหวะ ดังนี้

  • 1 : 81 วินาที
  • 2 : 107 วินาที
  • 3 : 129 วินาที
  • 4 : 146 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 116 :
  • ถนน 4 ช่องจราจรสองสายตัดกัน ณ ทางแยกแห่งหนึ่ง ซึ่งแบ่งรอบสัญญาณไฟออกเป็น 4 จังหวะ (Phase) ผลการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลการจราจรได้ข้อมูลการจราจรสำหรับแต่ละจังหวะ ดังนี้

  • 1 : 16 วินาที
  • 2 : 23 วินาที
  • 3 : 31 วินาที
  • 4 : 43 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 117 :
  • วิธีการใดที่เหมาะที่สุดสำหรับใช้สำรวจข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ Modal Split
  • 1 : Household Interview Survey
  • 2 : Traffic Count Survey
  • 3 : Physical Inventory Survey
  • 4 : Bus Passenger Survey
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 118 :
  • จากโครงข่ายถนนตามรูปซึ่งตัวเลขในวงกลมแสดงหมายเลข Node ส่วนตัวเลขที่แสดงติดกับ Link เป็นระยะเวลาในการเดินทางบนแต่ละช่วงถนน และจากตารางการเดินทาง (Trip Table) ที่แสดงปริมาณการเดินทางระหว่าง Node ต่างๆ ในโครงข่าย จงใช้เทคนิค All-or-nothing assignment คำนวณหาปริมาณการเดินทางที่คาดว่าจะเกิดขึ้นบนถนนช่วง Node 2 ไปยัง Node 4

  • 1 : 100
  • 2 : 150
  • 3 : 250
  • 4 : 300
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 119 :
  • จากโครงข่ายถนนตามรูปซึ่งแสดงระยะเวลาในการเดินทางบนแต่ละช่วงถนน และจากตารางการเดินทาง (Trip Table) ที่แสดงปริมาณการเดินทางระหว่าง Node ต่างๆ ในโครงข่าย จงใช้เทคนิค All-or-nothing assignment คำนวณหาปริมาณการเดินทางที่คาดว่าจะเกิดขึ้นบนถนนช่วง Node C ไปยัง Node E

  • 1 : 150
  • 2 : 250
  • 3 : 300
  • 4 : 350
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 120 :
  • ถนน 4 ช่องจราจรสองสายตัดกัน ณ ทางแยกแห่งหนึ่ง ซึ่งแบ่งรอบสัญญาณไฟออกเป็น 4 จังหวะ (Phase) ผลการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลการจราจรได้ข้อมูลการจราจรสำหรับแต่ละจังหวะ ดังนี้

  • 1 : Effective Green Time ของจังหวะที่ 2   มากกว่าของจังหวะที่ 4
  • 2 : Effective Green Time ของจังหวะที่ 2   มากกว่าของจังหวะที่ 1
  • 3 : Effective Green Time ของจังหวะที่ 1   มากกว่าของจังหวะที่ 3
  • 4 : Effective Green Time ของจังหวะที่ 3   มากกว่าของจังหวะที่ 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 121 :
  • จากความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการจราจร (Flow) ความเร็วของการจราจร (Speed) และความหนาแน่นของการจราจร (Density) ข้อความใดถูกต้อง
  • 1 : เมื่อความหนาแน่นของการจราจร (Density) เพิ่มขึ้น ความเร็วของการจราจร (Speed) จะลดลง
  • 2 : เมื่อความหนาแน่นของการจราจร (Density) เพิ่มขึ้น ปริมาณการจราจร (Flow) จะเพิ่มขึ้น
  • 3 : เมื่อความเร็วของการจราจร (Speed) เพิ่มขึ้น ปริมาณการจราจร (Flow) จะเพิ่มขึ้น
  • 4 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 122 :
  • ข้อใดสะท้อนความจุของทางหลวง 2 ช่องจราจร (Two lane, two-way, highways) ได้ดีที่สุด
  • 1 : 500 pcu ต่อชั่วโมง
  • 2 : 2,000 pcu ต่อชั่วโมง ต่อช่องทาง
  • 3 : 2,000 pcu ต่อชั่วโมง
  • 4 : 3,600 pcu ต่อชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 123 :
  • ข้อใดสะท้อนความจุของทางด่วนที่มีอย่างน้อย 2 ช่องจราจรต่อทิศทางได้ดีที่สุด
  • 1 : 500 pcu ต่อชั่วโมงต่อช่องทาง
  • 2 : 750 pcu ต่อชั่วโมงต่อช่องทาง
  • 3 : 1,000 pcu ต่อชั่วโมงต่อช่องทาง
  • 4 : 1,800  pcu ต่อชั่วโมงต่อช่องทาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 552 : Geometric design and operations
ข้อที่ 124 :
  • ทางประเภทใด ใช้ความเร็วในการออกแบบน้อยที่สุด
  • 1 : Major Arteries
  • 2 : Provincial Roads
  • 3 : Access Roads
  • 4 : Collector Roads
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 125 :
  • อุปกรณ์ควบคุมการจราจรซึ่งประกอบด้วยเส้น รูป หรือสีบนถนน ที่ขอบทางหรือบนวัตถุอื่นๆ ในทางจราจรหรือติดกับทางจราจร หรือคำหรือสัญลักษณ์ที่เขียนบนผิวทาง เรียกว่า
  • 1 : Traffic markings
  • 2 : Traffic signs
  • 3 : Traffic signal
  • 4 : Traffic lines
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 126 :
  • ที่ขอบทางของถนนในเมือง บ่อยครั้งจะมีการทาสี เช่น เป็นสีขาวแดง สีขาวเหลือง หรือสีขาวดำ เป็นต้น การทาสีขาวดำหมายความว่า
  • 1 : ให้จอดได้
  • 2 : ห้ามจอด เว้นไว้แต่เป็นการจอดรับส่งผู้โดยสารซึ่งต้องกระทำโดยมิชักช้า
  • 3 : เป็นการบอกอุปสรรค
  • 4 : ห้ามจอด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 127 :
  • ในการตีเส้นบนพื้นถนนเพื่อควบคุมการจราจร ปัจจุบันใช้ทั้งเส้นสีขาว และเส้นสีเหลือง ต่อไปนี้ข้อใดถูกต้องที่สุด
  • 1 : สีเหลืองใช้ตีเป็นเส้นแบ่งระหว่างการจราจรสองทิศทาง เส้นขาวใช้แบ่งช่องที่การจราจรไปในทิศทางเดียวกัน
  • 2 : สีเหลืองใช้กับเส้นศูนย์กลางทาง ส่วนสีขาวใช้แบ่งช่องจราจรกับไหล่ทาง
  • 3 : ใช้สีเหลืองหรือขาวก็ได้ ไม่แตกต่างกัน
  • 4 : สีเหลืองใช้กับพื้นที่ขัดแย้งสูง ต้องเตือนให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ เช่นพื้นที่ทางร่วมทางแยก สีขาวใช้กับพื้นที่ทั่วไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 128 :
  • ข้อความในข้อใดถูกต้องที่สุด
  • 1 : ป้ายหยุดให้ติด ณ จุดที่ให้รถหยุดที่จุดนั้น ส่วนป้ายห้ามเข้าให้ติดก่อนถึงจุดห้ามเข้า
  • 2 : ป้ายหยุดให้ติด ณ จุดที่ให้รถหยุดที่จุดนั้น ส่วนป้ายห้ามเข้าก็ให้ติดที่จุดห้ามเข้า
  • 3 : ทั้งป้ายหยุดและป้ายห้ามเข้าควรติดที่จุดก่อนหน้านั้น เพื่อให้คนขับปฏิบัติได้ทัน
  • 4 : ป้ายห้ามเข้าให้ติด ณ จุดที่ให้ห้ามรถเข้าที่ ส่วนป้ายหยุดให้ติดตั้งก่อนถึงจุดหยุดเล็กน้อย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 129 :
  • ผลของการติดตั้งสัญญาณไฟแบบ Pretimed signal กับทางแยกในเขตเมืองที่ปริมาณจราจรไม่หนาแน่นมาก ข้อใดถูกต้องที่สุด
  • 1 : ปลอดภัยขึ้น เพราะถ้าติดตั้งดี จะทำให้อุบัติเหตุจากการชนด้านข้างที่ทางแยกลดลง
  • 2 : ปลอดภัยขึ้น เพราะสัญญาณไฟจะช่วยหยุดรถ ทำให้ความเร็วรถที่วิ่งระหว่างทางแยกลดลง
  • 3 : ปลอดภัยขึ้น รถจะวิ่งไม่เร็ว อุบัติเหตุรถชนท้ายกันจะลดลง
  • 4 : ไฟสัญญาณแต่ละแยกทำงานอย่างอิสระ รถจะผ่านกลุ่มทางแยกได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 130 :
  • จงหาค่าระดับบนเส้นโค้งทางดิ่งพาราโบลาแบบสมมาตร ที่ Sta 3 + 050 มีข้อมูลดังต่อไปนี้
  • 1 : 100.250 m
  • 2 : 100.500 m
  • 3 : 101.250 m
  • 4 : 101.500 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 131 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 132 :
  • จากข้อมูลการยกโค้งโดยการหมุนรอบจุดศูนย์กลางของโค้งวงกลม ดังต่อไปนี้
    ถนนขนาด 2 ช่องทาง ความกว้างทั้งหมด 8.00 m
    Crown Slope = 2 %
    อัตราการยกโค้ง , e = 0.09 m / m ความลาดชันใน Profile , S = 150
    จงหาค่า Transition Length , TL หรือ Length of runoff ของการยกโค้งนี้
  • 1 : 66.00 m
  • 2 : 78.00 m
  • 3 : 102.00 m
  • 4 : 128.00 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 133 :
  • จงหาว่าจุดต่ำที่สุดบนเส้นโค้งทางดิ่งพาราโบลาที่มีข้อมูลดังต่อไปนี้ อยู่ที่ใด
  • 1 : 33.333 m จาก PVT sta
  • 2 : 20.834 m จาก PVT sta
  • 3 : 41.667 m จาก PVT sta
  • 4 : 50.000 m จาก PVT sta
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 134 :
  • โจทย์ ถนนออกแบบให้รถแล่นด้วยความเร็ว 100 กม./ชม. กำหนดอัตราการยกโค้ง e = 9%
    สปส.ความเสียดทานระหว่างล้อกับถนน = 0.12 จงหารัศมีทางโค้งที่สั้นสุดที่ขับรถได้โดย ปลอดภัย
  • 1 : 375 เมตร
  • 2 : 395 เมตร
  • 3 : 425 เมตร
  • 4 : 450 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 135 :
  • จงคำนวณหาระยะหยุดโดยปลอดภัยสำหรับถนนซึ่งมี 2 ช่องจราจร
    ความเร็วของรถบนถนน 60 กม./ชม. สปส.ความเสียดทานระหว่างล้อกับถนน 0.4
    และผู้ขับเริ่มเหยียบห้ามล้อหลังจากเห็นวัตถุขวางหน้าอยู่ = 3 วินาที
  • 1 : 86.04 เมตร
  • 2 : 92.39 เมตร
  • 3 : 95.50 เมตร
  • 4 : 99.05 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 136 :
  • ถนนถูกออกแบบเพื่อรองรับ AADT = 11,500 คันต่อวัน เป็นถนนอยู่ชานเมือง
    ความเร็วออกแบบ 80 กม./ชม. ผู้ใช้ถนนเป็นกลุ่มคนงานไปเช้าเย็นกลับ
    ค่าPHF(Peak Hour Factor) = 0.89 ค่า D(Directional Factor) = 65% ค่า K = 12%
    จงคำนวณหา DDHV ( Directional Design Hourly Volume)
  • 1 : 650 คัน/ชม.
  • 2 : 700 คัน/ชม.
  • 3 : 800 คัน/ชม.
  • 4 : 897 คัน/ชม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 137 :
  • ระดับการให้บริการ (Level of Service) ตามนิยามของ Transportation Research Board มีกี่ระดับ
  • 1 : 3 ระดับ
  • 2 : 4 ระดับ
  • 3 : 5 ระดับ
  • 4 : 6 ระดับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 138 :
  • นายใจเย็นมีระยะเวลาตัดสินใจ =1.5 วินาที จงหาว่ารถจะเคลื่อนที่ไปเป็นระยะทางเท่าใด
    ก่อนที่เขาจะเหยียบห้ามล้อเพื่อหยุดรถเมื่อรถมีความเร็ว 60 กม./ชม.
  • 1 : 13.89 เมตร
  • 2 : 16.67 เมตร
  • 3 : 18.50 เมตร
  • 4 : 25 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 139 :
  • Guard Rail หมายถึงอะไร
  • 1 : ราวกันอันตราย
  • 2 : เกาะกลางถนน
  • 3 : ทางวิ่งของรถราง
  • 4 : รั้วและหลักบอกระยะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 140 :
  • ระยะทางเบื้องหน้าที่ผู้ขับรถสามารถมองเห็นได้ไกลสุด
    เพื่อการตัดสินใจกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเรียกว่าอะไร
  • 1 : Stopping Distance
  • 2 : Braking Distance
  • 3 : Perception and Reation Distance
  • 4 : Sight Distance
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 141 :
  • การออกแบบทางหลวงสายใดก็ตาม จะต้องจัดให้มีระยะมองเห็นอย่างน้อยเท่ากับระยะใด
  • 1 : ระยะแซงปลอดภัย
  • 2 : ระยะหยุดรถโดยปลอดภัย
  • 3 : ระยะมองเห็นโดยปลอดภัยบนโค้งราบ
  • 4 : ระยะมองเห็นโดยปลอดภัยบนโค้งดิ่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 142 :
  • ถ้าหากจำเป็นต้องใช้ลาดชันยาวเกินกว่าระยะการไต่ลาดชันวิกฤตและปริมาณรถมาก จำเป็นต้องเพิ่มช่องทางวิ่งสำหรับรถบรรทุกที่วิ่งช้า ช่องทางวิ่งที่เพิ่มขึ้นนี้เรียกว่าข้อใดอะไร
  • 1 : Express Lane
  • 2 : Climbing Lane
  • 3 : Storage Lane
  • 4 : Speed-Change Lane
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 143 :
  • เครื่องหมายจราจรใดใช้สีแตกต่างไปจากกลุ่ม
  • 1 : เส้นแบ่งช่องจราจร
  • 2 : เส้นแบ่งทิศทางจราจร
  • 3 : เส้นหยุดบริเวณทางแยก
  • 4 : เส้นขอบทาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 144 :
  • บริเวณทางเชื่อมโยงเข้าและออก ควรใช้เครื่องหมายจราจรชนิดใด ให้ผู้ขับขี่รับรู้ถึงความแตกต่างของความเร็วและพึงระมัดระวังในการเข้า-ออก
  • 1 : เส้นทึบคู่
  • 2 : เส้นประถี่
  • 3 : เส้นประกว้าง
  • 4 : เส้นประ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 145 :
  • จากรูปเป็นโค้งตามข้อใด
  • 1 : Broken Back Curve
  • 2 : Compound Curve
  • 3 : Sag Vertical Curve
  • 4 : Reverse Curve
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 146 :
  • จากรูปข้อใดไม่ถูกต้อง
  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 147 :
  • ผลต่างพีชคณิตของโค้งนี้
  • 1 : –0.5%
  • 2 : +0.5%
  • 3 : –3.5%
  • 4 : +3.5%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 148 :
  • สัญญาณไฟจราจรควบคุมช่องทางวิ่ง กรณีอนุญาตให้ยานพาหนะแล่นไปได้ควรมีลักษณะตามข้อใด
  • 1 : สัญลักษณ์ลูกศรชี้ขึ้น มีไฟสัญญาณสีเขียว
  • 2 : สัญลักษณ์ลูกศรชี้ลง มีไฟสัญญาณสีเขียว
  • 3 : สัญลักษณ์ลูกศรชี้ขึ้น มีไฟสัญญาณสีเหลือง
  • 4 : สัญลักษณ์กากบาท มีไฟสัญญาณสีแดง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 149 :
  • จากรูป จงหาเวลาของสัญญาณไฟแดงของ Phase ที่ 2
  • 1 : 20 วินาที
  • 2 : 40 วินาที
  • 3 : 60 วินาที
  • 4 : 80 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 150 :
  • จากรูปแนวทางนี้เป็นลักษณะโค้งที่ไม่ดี แก้ไขแนวทางใหม่ให้เหมาะสมขึ้น จงหาค่า P.I. ใหม่
  • 1 : P.I. STA. 0+514.802
  • 2 : P.I. STA. 0+513.486
  • 3 : P.I. STA. 0+513.174
  • 4 : P.I. STA. 0+500.571
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 151 :
  • จงหาความยาวของท่อกลม
  • 1 : 10 ม.
  • 2 : 11 ม.
  • 3 : 23 ม.
  • 4 : 24 ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 152 :
  • จงคำนวณหาค่า Super Elevation (e) สำหรับถนนคอนกรีตกว้าง 7.5 เมตร รัศมีความโค้งของถนน 800 เมตร และออกแบบให้รถแล่นด้วยความเร็ว 80 กม./ชม. โดยมีค่า สปส.ความเสียดทานระหว่างล้อกับถนนไม่เกิน 0.05
  • 1 : 0.013
  • 2 : 0.075
  • 3 : 0.080
  • 4 : 0.150
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 153 :
  • งานก่อสร้างทางจะต้องบอกขอบเขต ดินตัดหรือดินถม รวมทั้งระยะทางจากจุดศูนย์กลางถนน หมุดนั้นคือ
  • 1 : Cut & Fill
  • 2 : Stake Construction
  • 3 : Slope Stake
  • 4 : Reference Point
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 154 :
  • โค้งกลมมีความยาวโค้งเท่ากับ AC และมีรัศมีโค้ง R ระยะ tangent T จะเท่ากับข้อใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 155 :

  • 1 : 5249.587
  • 2 : 5827.587
  • 3 : 5729.578
  • 4 : 5927.578
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 156 :

  • 1 : 160 เมตร
  • 2 : 180 เมตร
  • 3 : 200 เมตร
  • 4 : 220 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 157 :

  • 1 : 98.206 เมตร
  • 2 : 98.726 เมตร
  • 3 : 98.546 เมตร
  • 4 : 98.406 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 158 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 159 :
  • จงหาระยะหยุดโดยปลอดภัย เมื่อรถยนต์แล่นด้วยความเร็วเท่ากับ 70 กม./ชม. บนพื้นราบ และคนขับใช้เวลาในการรับรู้และปฏิบัติตอบสนองเท่ากับ 2.5 วินาที สัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหว่างล้อกับถนนเท่ากับ 0.4
  • 1 : 97 เมตร
  • 2 : 108 เมตร
  • 3 : 120 เมตร
  • 4 : 133 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 160 :
  • ถ้ารัศมีทางโค้งของถนนเท่ากับ 350 เมตร และต้องการให้รถแล่นเข้าโค้งได้อย่างปลอดภัยด้วยความเร็ว 100 กม./ชม. จะต้องกำหนดอัตราการยกโค้งเท่าใด กำหนดให้สัมประสิทธิ์การเสียดทานระหว่างล้อกับถนน = 0.15
  • 1 : 4%
  • 2 : 7.5%
  • 3 : 12%
  • 4 : 28%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 161 :
  • โค้งราบวงกลมของถนนสายหนึ่งมีรัศมี 600 เมตร มีระยะเส้นสัมผัส (Length of Tangent) 120 เมตร จุดตัดกันของเส้นสัมผัสโค้ง (PI) อยู่ที่ Sta. 103 + 840 จงหา sta. ของจุดปลายโค้ง (PT)
  • 1 : 103 + 956.87
  • 2 : 104 + 011.11
  • 3 : 103 + 456.66
  • 4 : 104 + 070.02
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 162 :
  • จงหาระยะเบรกสำหรับรถที่วิ่งด้วยความเร็ว 75 กม./ชม. ลงเขาที่มีความลาดชัน 5% ถ้าสัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหว่างล้อกับผิวถนนเท่ากับ 0.35
  • 1 : 55.30 เมตร
  • 2 : 73.74 เมตร
  • 3 : 81.20 เมตร
  • 4 : 90.15 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 163 :
  • โค้งคว่ำแบบสมมาตร มีความลาดชันขึ้น 3% และความลาดชันลง 2% มีจุด PVI ที่ Sta. 10+250 มีระดับ 135.450 m ถ้าความยาวโค้งเท่ากับ 300 เมตร จงหาตำแหน่ง (Station) และค่าระดับของจุด PVC และ PVT
  • 1 : PVC Sta. 10+110 , ค่าระดับ 130.950 m: PVT Sta. 10+400, ค่าระดับ 132.450 m
  • 2 : PVC Sta. 10+100 , ค่าระดับ 132.550 m: PVT Sta. 10+410, ค่าระดับ 138.450 m
  • 3 : PVC Sta. 10+100 , ค่าระดับ 130.950 m: PVT Sta. 10+400, ค่าระดับ 132.450 m
  • 4 : PVC Sta. 10+110 , ค่าระดับ 132.550 m: PVT Sta. 10+410, ค่าระดับ 138.450 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 164 :
  • ข้อใดไม่ใช่ เวลาในการรับรู้และปฏิบัติตอบสนอง (Perception and Reaction time)
  • 1 : Perception time ระยะเวลาที่มองเห็นวัสดุชัดเจน ,รับทราบสถานะการณ์
  • 2 : Identification time ระยะเวลาในการพิจารณา วิเคราะห์ว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร
  • 3 : Election time ระยะเวลาในการเก็บข้อมูลเพื่อตัดสินใจ
  • 4 : Volition time ระยะเวลาใช้ในการปฏิบัติตามสมองสั่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 165 :
  • ความชัน G1 เท่ากับกี่ เปอร์เซ็นต์
  • 1 : +2.0
  • 2 : +2.5
  • 3 : +3.0
  • 4 : +3.5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 166 :
  • ความชัน G2 เท่ากับกี่ เปอร์เซ็นต์
  • 1 : -3.5
  • 2 : -4.0
  • 3 : -4.5
  • 4 : -5.0
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 167 :
  • ALL-Red Period มีความหมายตรงกับข้อใด
  • 1 : สัญญาณไฟแดง
  • 2 : ช่วงระยะเวลาของไฟแดง
  • 3 : เวลาไฟแดงทุกด้านของทางแยก (เป็นคำตอบที่ถูกต้อง)
  • 4 : การเปลี่ยนมาเป็นสัญญาณไฟแดง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 168 :
  • At-Grade Intersection หมายถึงทางแยกในข้อใด
  • 1 : ทางแยกแบ่งทิศทางการไหล
  • 2 : ทางแยกยกระดับ
  • 3 : ทางแยกต่างระดับ
  • 4 : ทางแยกระดับเดียวกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 169 :
  • องค์ประกอบ (Element) ใดที่ช่วยในการลดแรงเหวี่ยงขณะที่รถวิ่งในโค้งราบ
  • 1 : Vertical Alignment
  • 2 : Transition Curves
  • 3 : Summit Curves
  • 4 : Superelevation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 170 :
  • ในการออกแบบโค้งหงาย ข้อใดมีความสำคัญมากที่สุด
  • 1 : ระยะมองเห็นในเวลากลางวัน
  • 2 : ระยะส่องของไฟหน้า
  • 3 : ความเร็วสูงสุดที่รถจะวิ่งได้
  • 4 : การแซง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 171 :
  • เมื่อเส้นทางเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงแนวในทางราบและมีความจำเป็นในการยกโค้ง ข้อใดไม่ใช่วิธีการยกโค้ง
  • 1 : หมุนรอบจุดศูนย์กลาง
  • 2 : หมุนรอบขอบในผิวทาง
  • 3 : หมุนรอบขอบนอกของผิวทาง
  • 4 : หมุนรอบหมุดอ้างอิง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 172 :
  • ความยาวโค้งดิ่งที่สั้นที่สุดซึ่งคนขับสามารถมองเห็นได้ไกลเพียงพอที่หยุดรถได้ทัน เท่ากับกี่ เมตร
  • 1 : 120
  • 2 : 240
  • 3 : 270
  • 4 : 424
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 173 :
  • ความยาวโค้งดิ่งที่สั้นที่สุดซึ่งคนขับสามารถมองเห็นได้ไกลเพียงพอที่หยุดรถได้ทัน เท่ากับกี่ เมตร
  • 1 : 223
  • 2 : 225
  • 3 : 340
  • 4 : 193
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 174 :
  • ป้ายการจราจรใด ที่ส่วนใหญ่ มีลักษณะ กลม
  • 1 : ป้ายแนะนำ
  • 2 : ป้ายบังคับ
  • 3 : ป้ายเตือน
  • 4 : ป้ายบอกระยะทาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 175 :
  • ป้ายการจราจรใด ที่ส่วนใหญ่ มีลักษณะ สี่เหลี่ยมจัตุรัสตั้งมุมขึ้น
  • 1 : ป้ายแนะนำ
  • 2 : ป้ายบังคับ
  • 3 : ป้ายเตือน
  • 4 : ป้ายบอกระยะทาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 176 :
  • เส้นเครื่องหมายบนขอบทางที่มีสี ดำ-ขาว หมายความว่าอย่างไร
  • 1 : จอดรถได้
  • 2 : จอดรถได้ชั่วคราว
  • 3 : จอดรถได้วันเว้นวัน
  • 4 : เน้นให้ผู้ขับขี่เห็นบริเวณวิกฤตได้ชัดเจน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 177 :
  • เส้นเครื่องหมายบนผิวจราจรตามขวาง ที่มีลักษณะเป็นแถบถี่ๆ เพื่อให้ผู้ขับขี่ลดความเร็ว มีชื่อเรียกว่าอย่างไร
  • 1 : Warning Strips
  • 2 : Reduced Strips
  • 3 : Rumble Strips
  • 4 : Reflex Strips
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 178 :
  • ความยาวโค้งก้นหอยอย่างน้อยที่สุด เท่ากับกี่ เมตร
  • 1 : 162
  • 2 : 182
  • 3 : 202
  • 4 : 222
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 179 :
  • ระยะห่างจากแนวศูนย์กลางของเลนในสุดถึงสิ่งกีดขวางการมองเห็นภายในโค้งราบ ไม่น้อยกว่า กี่เมตร
  • 1 : 9.0
  • 2 : 9.5
  • 3 : 8.0
  • 4 : 8.5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 180 :
  • เพื่อความปลอดภัย ควรแนะนำให้คนขับขับด้วยอัตราเร็วภายในโค้งราบ ไม่เกิน กี่กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • 1 : 50
  • 2 : 60
  • 3 : 70
  • 4 : 80
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 181 :
  • เพื่อที่จะให้รถจากทั้งทางเอกและทางโทหยุดได้ทัน ควรกำหนดให้รถในทางโทแล่นเข้าสู่ทางแยกด้วยอัตราเร็วไม่เกินกี่ กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • 1 : 25
  • 2 : 30
  • 3 : 40
  • 4 : 50
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 182 :
  • ข้อใดคือลักษณะของป้ายหยุด
  • 1 : เป็นแผ่นกลมสีขาว ตัวอักษรสีดำ
  • 2 : เป็นรูปแปดเหลี่ยมด้านเท่า ตัวอักษรสีขาวบนพื้นแดง
  • 3 : เป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า ตัวอักษรสีดำบนพื้นขาว
  • 4 : เป็นแผ่นสีน้ำเงิน ตัวอักษรสีแดง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 183 :
  • เวลาไฟเหลืองที่น้อยที่สุด เท่ากับกี่ วินาที
  • 1 : 3.0
  • 2 : 4.0
  • 3 : 5.0
  • 4 : 11.0
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 184 :
  • อัตราเร็วที่แล่นเข้าสู่ทางแยกซึ่งใช้เวลาไฟเหลืองน้อยที่สุด เท่ากับกี่ กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • 1 : 25
  • 2 : 35
  • 3 : 60
  • 4 : 90
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 185 :
  • ลักษณะการขัดแย้งกันของกระแสจราจร ดังรูป คือ
  • 1 : Crossing
  • 2 : Merging
  • 3 : Diverging
  • 4 : Weaving
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 186 :
  • ลักษณะการขัดแย้งกันของกระแสจราจร ดังรูป คือ
  • 1 : Crossing
  • 2 : Merging
  • 3 : Diverging
  • 4 : Weaving
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 187 :
  • ลักษณะการขัดแย้งกันของกระแสจราจร ดังรูป คือ
  • 1 : Crossing
  • 2 : Merging
  • 3 : Diverging
  • 4 : Weaving
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 188 :
  • ลักษณะการขัดแย้งกันของกระแสจราจร ดังรูป คือ
  • 1 : Crossing
  • 2 : Merging
  • 3 : Diverging
  • 4 : Weaving
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 189 :
  • แผนที่เส้นทางที่ซึ่งแสดงทั้ง Plan และ Profile จะใช้มาตราส่วน ในแนวราบเท่าใด
  • 1 : 1 : 20
  • 2 : 1 : 500
  • 3 : 1 : 100
  • 4 : 1 : 1000
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 190 :
  • จงคำนวณหาค่า Superelevation สำหรับถนนกว้าง 7 ม.
    ทางโค้งมีรัศมี 240 ม.
    ออกแบบให้รถแล่น 80 กม./ชม.
    สัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหว่างล้อกับถนน = 0.15
  • 1 : 20 เซนติเมตร
  • 2 : 35 เซนติเมตร
  • 3 : 42 เซนติเมตร
  • 4 : 55 เซนติเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 191 :
  • ถนนออกแบบให้รถแล่นด้วยความเร็ว 100 กม./ชม.
    กำหนดอัตราการยกโค้ง e = 9%
    สัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหว่างล้อกับถนนสูงสุด = 0.12
    จงหารัศมีทางโค้งที่สั้นสุดที่ขับรถได้โดยปลอดภัย
  • 1 : 375 เมตร
  • 2 : 395 เมตร
  • 3 : 425 เมตร
  • 4 : 450 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 192 :
  • นายใจเย็นใช้ระยะเวลาในช่วง Perception และ Reaction =1.5 วินาที จงหาว่ารถจะเคลื่อนที่ไปเป็นระยะทางเท่าใด ก่อนที่เขาจะเหยียบห้ามล้อเพื่อหยุดรถเมื่อรถมีความเร็ว 60 กม./ชม.
  • 1 : 13.89 เมตร
  • 2 : 16.67 เมตร
  • 3 : 18.50 เมตร
  • 4 : 25 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 193 :
  • จากรูปเป็นโค้งตามข้อใด
  • 1 : Broken Back Curve
  • 2 : Compound Curve
  • 3 : Sag Vertical Curve
  • 4 : Reverse Curve
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 194 :
  • จากรูป ข้อใดไม่ถูกต้อง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 195 :
  • ผลต่างพีชคณิตของโค้งนี้ จงหา Grade Change ของโค้งดิ่งในรูปที่เชื่อมระหว่าง Grade +2% และ +1.5%
  • 1 : –0.5%
  • 2 : +0.5%
  • 3 : –3.5%
  • 4 : +3.5%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 196 :
  • รถยนต์วิ่งด้วยความเร็ว 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำการห้ามล้อเต็มที่วัดระยะทางตามรอยลื่นไถลบนถนนได้ความยาว 21 เมตร ให้หาสัมประสิทธ์ความเสียดทานที่เกิดขึ้นระหว่างล้อยางกับผิวบนทางราบถนน
  • 1 : 0.30
  • 2 : 0.46
  • 3 : 0.60
  • 4 : 0.92
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 197 :
  • ปัจจุบันมีการส่งเสริมให้มีการใช้รถจักรยานในตัวเมือง อยากทราบว่าขนาดของ Bike Lane ควรจะมีความกว้างอย่างน้อยสุดกี่เมตร
  • 1 : 0.60 ม.
  • 2 : 0.90 ม.
  • 3 : 1.20 ม.
  • 4 : 1.50 ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 198 :
  • จงหาค่าระดับบนเส้นโค้งทางดิ่งแบบพาราโบลาแบบไม่สมมาตร ที่ PVI Sta.
  • 1 : 102.160 m.
  • 2 : 102.500 m.
  • 3 : 104.320 m.
  • 4 : 105.000 m.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 199 :
  • ความกว้างของไหล่ทางในทางขนานตามมาตรฐานกรมทางหลวง จะต้องมีความกว้างอย่างน้อยกี่เมตร
  • 1 : 1.20 ม.
  • 2 : 1.50 ม.
  • 3 : 2.00 ม.
  • 4 : 3.00 ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 200 :
  • ถนนทั่วไปในทางราบที่อยู่นอกเขตกรุงเทพฯ เมืองพัทยา และเขตเทศบาล โดยทั่วไปกฎหมายได้จำกัดความเร็วของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไว้ไม่เกินเท่าใด
  • 1 : 80 กม./ชม.
  • 2 : 90 กม./ชม.
  • 3 : 100 กม./ชม.
  • 4 : 120 กม./ชม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 201 :
  • ข้อใดไม่ใช่เป็นตัวกำหนดจำนวนช่องจราจรของทางหลวง
  • 1 : ปริมาณจราจรในทางหลวง
  • 2 : ระดับบริการ (Level of Service) ที่ต้องการ
  • 3 : Directional Distribution Value ( D Value)
  • 4 : ประเภททางหลวง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 202 :
  • ความกว้างของช่องจราจรและไหล่ทางอย่างน้อยในข้อใดจึงจะถือได้ว่าสมบูรณ์แบบ (Ideal condition) ตามความหมายของ AASHTO
  • 1 : ช่องจราจร 12 ฟุต ไหล่ทาง 6 ฟุต
  • 2 : ช่องจราจร 11 ฟุต ไหล่ทาง 8 ฟุต
  • 3 : ช่องจราจร 12 ฟุต ไหล่ทาง 8 ฟุต
  • 4 : ช่องจราจร 11 ฟุต ไหล่ทาง 6 ฟุต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 203 :
  • ข้อใดถูกต้องที่สุด
  • 1 : การออกแบบทางเรขาคณิตของทางตามมาตรฐานออกแบบทำให้ได้ทางที่เดินทางสะดวก
  • 2 : การออกแบบทางเรขาคณิตของทางตามมาตรฐานออกแบบทำให้ได้ทางที่เดินทางสะดวก และปลอดภัย
  • 3 : การออกแบบทางเรขาคณิตของทางตามมาตรฐานออกแบบทำให้ได้ทางที่เดินทางได้รวดเร็วและปลอดภัย
  • 4 : การออกแบบทางเรขาคณิตของทางตามมาตรฐานออกแบบอาจทำให้ได้ทางที่เดินทางแล้วไม่ปลอดภัย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 204 :
  • ในการออกแบบทางเรขาคณิตของทาง หลักการเลือกความเร็วออกแบบ (Design speed) ข้อใด ไม่เหมาะสมที่สุด
  • 1 : เลือกใช้ความเร็วออกแบบตามลักษณะการใช้งานของทาง
  • 2 : เลือกใช้ความเร็วออกแบบสูงสุดที่สามารถวิ่งได้ ณ จุดนั้นๆ
  • 3 : เลือกใช้ความเร็วออกแบบให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้ขับขี่
  • 4 : เลือกใช้ความเร็วออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพสองข้างทาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 205 :
  • เพื่อให้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเลี้ยวซ้าย 90 องศา ที่มุมถนนด้วยความเร็วต่ำได้อย่างสะดวกและปลอดภัย อย่างน้อยที่สุดรัศมีของขอบถนนควรเท่ากับประมาณกี่เมตร
  • 1 : 3 เมตร
  • 2 : 5 เมตร
  • 3 : 7 เมตร
  • 4 : 9 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 206 :
  • เพื่อให้รถโดยสารความยาวไม่เกิน 12 เมตรเลี้ยวซ้าย 90 องศา ที่มุมถนนที่ความเร็วต่ำได้อย่างสะดวกและปลอดภัย อย่างน้อยที่สุดรัศมีของขอบถนนควรเท่ากับประมาณกี่เมตร
  • 1 : 8 เมตร
  • 2 : 10 เมตร
  • 3 : 11 เมตร
  • 4 : 12 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 207 :
  • เพื่อให้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเลี้ยวซ้าย 90 องศา ที่มุมถนนด้วยความเร็วต่ำได้อย่างสะดวกและปลอดภัย รัศมีเลี้ยว (Turning radius)น้อยที่สุดของรถควรเท่ากับประมาณกี่เมตร
  • 1 : 5.5 เมตร
  • 2 : 7.5 เมตร
  • 3 : 9.0 เมตร
  • 4 : 10.0 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 208 :
  • ในการออกแบบแนวทางราบ (Horizontal alignment) บนทางพิเศษ เราใส่โค้งเมื่อแนวถนนมีการเปลี่ยนทิศทาง โค้งที่ควรนำมาใช้ คือ
  • 1 : โค้งกลม
  • 2 : โค้งเปลี่ยนรูปสไปรอล
  • 3 : โค้งเปลี่ยนรูปสไปรอล + โค้งกลม
  • 4 : โค้งรูปพาราโบล่า + โค้งกลม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 209 :
  • วัตถุประสงค์ที่สำคัญที่สุดในการใส่โค้งเปลี่ยน (Transition curve) ในทางหลวง คือ ข้อใด
  • 1 : ให้รถวิ่งได้เร็วขึ้น
  • 2 : ให้การปรับแนวการวิ่งเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป
  • 3 : ใช้แทนโค้งกลมได้
  • 4 : ช่วยลดแรงหนีศูนย์กลางขณะรถวิ่งในโค้งกลมได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 210 :
  • ความยาวน้อยที่สุดของโค้ง Transition ในถนนสองช่องจราจร ความเร็วออกแบบ 80 กม/ชม. ที่จะเชื่อมกับโค้งกลมที่มีรัศมีโค้ง 200 เมตร จะเท่ากับข้อใด ถ้ากำหนดให้อัตราการเปลี่ยนความเร่งเข้าสู่ศูนย์กลาง (Rate of change of radial acceleration) ไม่เกิน 0.5 เมตร / วินาที2 / วินาที. (Radial acceleration = v2/ R)
  • 1 : 109.7 เมตร
  • 2 : 94.3 เมตร
  • 3 : 54.8 เมตร
  • 4 : 36.8 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 211 :
  • ในการออกแบบโค้งในทางหลวง โค้งที่มีลักษณะที่ทำให้อัตราการเปลี่ยนแปลงของเกรด (Rate of change of grade) คงที่ คือโค้งในข้อใด
  • 1 : โค้งสไปรอล
  • 2 : โค้งพาราโบล่า
  • 3 : โค้งเปลี่ยน
  • 4 : โค้งกลม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 212 :
  • ในการออกแบบโค้งราบในทางหลวง โค้งที่มีลักษณะที่ทำให้อัตราการเปลี่ยนแปลงของทิศทาง (Rate of change of direction) คงที่ คือโค้งในข้อใด
  • 1 : โค้งกลม
  • 2 : โค้งสไปรอล
  • 3 : โค้งพาราโบล่า
  • 4 : โค้งเปลี่ยน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 213 :
  • ในการคำนวณรัศมีโค้งน้อยที่สุด (Minimum curve radius) เราจะได้รัศมีโค้งน้อยที่สุดที่ความเร็วออกแบบใดๆ เมื่อเรากำหนดลักษณะถนนและการจราจรเป็นไปตามข้อใด
  • 1 : สมมติถนนได้รับการยกโค้งสูงสุด
  • 2 : ใช้รถนั่งส่วนบุคคลที่เลี้ยวโค้งได้ดีในการออกแบบ
  • 3 : เมื่อถนนได้รับยกโค้งสูงสุดและค่าสัมประสิทธิ์ความเสียดทานด้านข้างสูงสุด
  • 4 : เมื่อถนนได้รับยกโค้งสูงสุดและค่าสัมประสิทธิ์ความเสียดทานด้านข้างต่ำสุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 214 :
  • ถ้าความเร็วรถในการออกแบบโค้งที่ 90 กม./ชม. โดยใช้รัศมีโค้งกลม 500 เมตร กำหนดค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานด้านข้างให้เกิดขึ้นไม่เกิน 0.06 อัตราการยกโค้ง (e) ที่โค้งนี้จะเท่ากับ
  • 1 : 0.057
  • 2 : 0.067
  • 3 : 0.077
  • 4 : 0.100
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 215 :
  • เหตุผลในข้อใดที่เราพยายามหลีกเลี่ยงการใช้โค้งดิ่งหงาย (Sag curve) ที่สั้นมากๆ เชื่อมระหว่างลาด (Grade) ที่ยาว
  • 1 : รถจะเลี้ยวโค้งไม่ทัน
  • 2 : ทำให้ระยะมองเห็นไม่เพียงพอแม้ในเวลากลางวัน
  • 3 : อาจเกิดอันตรายได้ระหว่างการแซง
  • 4 : รถบรรทุกอาจพลิกคว่ำในโค้งได้ง่าย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 216 :
  • โดยปกติ การใส่โค้งดิ่งที่ยาวๆ ทำให้ระดับของทางค่อยเปลี่ยน นับเป็นสิ่งดี แต่ในโค้งดิ่งหงายที่มีขอบทางนั้นก็ไม่ควรใส่โค้งที่ยาวมากจนทำให้ได้เกรดทางที่ลาดชันต่ำกว่า 0.5% เพราะเหตุใด
  • 1 : จะทำให้การระบายน้ำยาก
  • 2 : เกิดความล้าแก่คนขับที่ต้องขับรถในโค้งที่ยาวมาก
  • 3 : รถอาจชนขอบทางได้ง่าย
  • 4 : ระยะมองเห็นในโค้งไม่พอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 217 :
  • เหตุผลหลักที่มีข้อแนะนำในการออกแบบเส้นทางว่า ไม่ควรใส่โค้งราบแคบๆ ให้อยู่ที่ หรือใกล้กับยอดของโค้งดิ่ง (Crest vertical curve) ที่ชัน คือเหตุผลข้อใด
  • 1 : ทำให้การก่อสร้างยากโดยไม่จำเป็น
  • 2 : อันตราย เพราะคนขับจะไม่เห็นว่ามีการเปลี่ยนแนวเส้นทางข้างหน้า
  • 3 : ผู้โดยสารนั่งรถจะรู้สึกไม่สบายเท่าที่ควร
  • 4 : ภาพถนนที่คนขับเห็นจะผิดเพี้ยนไป (Distortion appearance) จากสภาพจริง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 218 :
  • ทางหลวงสายหลักนอกเมืองสองสายตัดกัน แต่ละสายมีปริมาณจราจรใกล้เคียงกัน ทางแยกต่างระดับที่เหมาะกับทางแยกนี้ โดยทั่วไปควรเป็นทางแยกต่างระดับรูปใด
  • 1 : Trumpet or T interchange
  • 2 : Diamond
  • 3 : Cloverleaf
  • 4 : Rotary
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 219 :
  • ทางหลวงสายหลักระหว่างภาค ผ่านเข้าใกล้เมือง เช่น ตัวจังหวัด หรืออำเภอเป็นต้น ทางแยกต่างระดับที่เหมาะกับทางแยกเข้าเมืองเช่นนี้ โดยทั่วไปควรเป็นทางแยกต่างระดับรูปใด
  • 1 : Trumpet or T interchange
  • 2 : Diamond
  • 3 : Cloverleaf
  • 4 : Rotary
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 220 :
  • ทางหลวงสายหลักปริมาณจราจรมากกว่าตัดกับทางสายรองที่ปริมาณจราจรน้อยกว่า ทางแยกต่างระดับที่เหมาะกับทางแยกนี้ โดยทั่วไปควรเป็นทางแยกต่างระดับรูปใด
  • 1 : Trumpet or T interchange
  • 2 : Diamond
  • 3 : Cloverleaf
  • 4 : Rotary
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 221 :
  • สมมุติว่า มียานพาหนะ 3 ชนิดบนถนน ได้แก่ จักรยานมีจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ มีความเร็วเฉลี่ย 20 กม./ชม. รถยนต์มีจำนวน 70 เปอร์เซ็นต์ มีความเร็วเฉลี่ย 90 กม./ชม. รถประจำทางมีจำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ มีความเร็วเฉลี่ย 52 กม./ชม. จะมีความเร็วที่จุด (SPOT SPEED) ของการจราจรเท่าใด
  • 1 : 72 กม./ชม.
  • 2 : 80 กม./ชม.
  • 3 : 85 กม./ชม.
  • 4 : 87 กม./ชม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 222 :
  • จงคำนวณหาค่า Super Elevation สำหรับถนนกว้าง 7 เมตร
    ทางโค้งมีรัศมี 240 เมตร ออกแบบให้รถแล่น 80 กม./ชม.
    สปส. ความเสียดทานระหว่างล้อกับถนน = 0.15
  • 1 : 20 ซม.
  • 2 : 35 ซม.
  • 3 : 42 ซม.
  • 4 : 55 ซม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 223 :
  • ในการออกแบบแนวทางราบ เรานิยมใส่โค้งกลมระหว่างแนวทางตรงสองแนว เพราะเหตุผลหลักในข้อใด
  • 1 : การคำนวณง่าย และการวาง Lay out ในสนามง่าย
  • 2 : รถสามารถวิ่งผ่านโค้งได้อย่างราบเรียบ แบบค่อยเป็นค่อยไปทำให้ปลอดภัย
  • 3 : โค้งกลมเป็นโค้งที่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงของทิศทางคงที่
  • 4 : สามารถเลือกออกแบบให้เข้ากับภูมิประเทศได้ง่ายกว่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 224 :
  • ในการออกแบบแนวทางดิ่ง เรานิยมใส่รูปพาราโบลาระหว่างแนว Grade Line  เพราะเหตุผลหลักในข้อใด
  • 1 : การคำนวณง่าย และการวาง Lay out ในสนามง่าย
  • 2 : รถสามารถวิ่งผ่านโค้งได้อย่างราบเรียบ แบบค่อยเป็นค่อยไปทำให้รู้สึกนั่งสบาย
  • 3 : โค้งพาราโบลาเป็นโค้งที่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงของเกรดคงที่
  • 4 : สามารถเลือกออกแบบให้เข้ากับภูมิประเทศได้ง่ายกว่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 225 :
  • แรงเสียดทานเกิดขึ้นที่ผิวสัมผัสระหว่างล้อรถกับผิวถนน  ขณะรถเบรก มีค่าสัมประสิทธ์ความเสียดทานตามแนวยาว (Longitudinal friction factor)  และขณะรถวิ่งในโค้งราบก็มีค่าสัมประสิทธ์ความเสียดทานด้านข้าง (Side friction factor)  ในการออกแบบทาง เราถือว่าข้อใดต่อไปนี้เป็นจริงมากที่สุด
  • 1 : ค่าสัมประสิทธ์ความเสียดทานทั้งสองกรณีเท่ากัน เพราะเกิดจากล้อรถและผิวจราจรเหมือนกัน
  • 2 : ค่าสัมประสิทธ์ความเสียดทานตามแนวยาว มากกว่าค่าสัมประสิทธ์ความเสียดทานด้านข้าง
  • 3 : ค่าสัมประสิทธ์ความเสียดทานตามแนวยาวน้อยกว่าค่าสัมประสิทธ์ความเสียดทานด้านข้าง
  • 4 : ค่าสัมประสิทธ์ความเสียดทานทั้งสองกรณีย่อมไม่เท่ากัน แต่ต่างกันน้อยมากจนไม่มีนัยสำคัญ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 226 :
  • ข้อใดมิใช่องค์ประกอบของระยะแซงโดยปลอดภัย (Passing Sight Distance)
  • 1 : ระยะทางที่รถคันที่จะแซงแล่นตามรถข้างหน้าไปเพื่อรอจังหวะปลอดภัยแล้วจึงแซง
  • 2 : ระยะทางที่รถเริ่มเร่งความเร็ว ทำการแซงจนพ้น แต่ยังอยู่ในช่องทางขวายังไม่กลับเข้าช่องทางซ้าย
  • 3 : ระยะทางระหว่างรถแล่นสวนมากับรถที่ทำการแซงเสร็จเรียบร้อยแล้วกลับมาอยู่ในช่องทางซ้ายเดิม
  • 4 : ระยะทางของรถคันที่แล่นสวนมานับตั้งแต่รถคันที่จะแซงเริ่มแซงจนกระทั่งเคลื่อนกลับเข้าช่องทางซ้ายเดิมโดยปลอดภัย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 553 : Highway finance and economic
ข้อที่ 227 :
  • ในการก่อสร้างถนนสายหนึ่งมีรายละเอียดการลงทุนดังต่อไปนี้
    ค่าลงทุนก่อสร้างเสร็จภายใน 1 ปี , I = 50 ล้านบาท มูลค่าซากเมื่อหมดอายุการใช้งาน , T = 10 ล้านบาท
    ค่าบำรุงรักษา ต่อปี , M = 2 ล้านบาท จงหาค่าเทียบเท่าของเงินลงทุนเฉลี่ยต่อปี , EUAC
    ถ้าสมมุติให้ถนนเส้นนี้มีอายุการใช้งาน 10 ปี และมีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้คงที่ = 3 % ต่อปี
  • 1 : 8.72 ล้านบาท

  • 2 : 4.72 ล้านบาท
  • 3 : 6.00 ล้านบาท
  • 4 : 6.98 ล้านบาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 228 :
  • ในการวิเคราะห์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ของการลงทุนก่อสร้างถนน 2 สาย ข้อมูลของแต่ละโครงการ มีค่า ดังแสดงในตาราง
    จงหาค่า Benefit – Cost Ratio , B/C ของการลงทุนเพิ่มจากโครงการ A เป็น B ทั้งสองโครงการมีอายุการใช้งาน 10 ปี และมีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ = 3 % ต่อปี
  • 1 : B/C = 1.00
  • 2 : B/C = 1.32
  • 3 : B/C = 1.58
  • 4 : B/C = 1.64
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 229 :
  • โครงการก่อสร้างทางสายหนึ่ง ถ้ามูลค่าปัจจุบันของเงินลงทุน = 100.7
    และมูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์ = 97.2 จงหา Benefit cost ratio
  • 1 : 1.04
  • 2 : 0.96
  • 3 : -3.50 ล้านบาท
  • 4 : 3.50 ล้านบาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 230 :
  • โครงการก่อสร้างทางสายหนึ่ง ถ้ามูลค่าปัจจุบันของเงินลงทุน = 100.7 ล้านบาท
    และมูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์ = 97.2 ล้านบาท จงหา Net present worth
  • 1 : 1.04
  • 2 : 0.96
  • 3 : -3.50 ล้านบาท
  • 4 : 3.50 ล้านบาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 231 :
  • โครงการก่อสร้างทางสายหนึ่งใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปี โดยลงทุนก่อสร้างปีละ 50 ล้านบาท
    ในปีพ.ศ.2544 และพ.ศ.2545 เมื่อเริ่มใช้งานแล้วก็มีการบำรุงทางต่อไปปีละ 1 ล้านบาท
    ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2546จนถึงปีพ.ศ.2560 จงคำนวณหามูลค่าปัจจุบันของเงินลงทุนโดยคิดอัตราดอกเบี้ย 10%
  • 1 : 97.22 ล้านบาท
  • 2 : 102.40 ล้านบาท
  • 3 : 104.50 ล้านบาท
  • 4 : 110.00 ล้านบาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 232 :
  • ในการปรับปรุงทางแยกแห่งหนึ่ง มีทางเลือก 2 ทาง จงหาว่าทางเลือกใดมีความเหมาะสม
    ในการลงทุนมากกว่าโดยวิธีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ กำหนดอายุการใช้งานของทางเป็น 20 ปี
    และมีอัตราดอกเบี้ยคงที่ 5%
  • 1 : A ดีกว่า
  • 2 : B ดีกว่า
  • 3 : ไม่น่าลงทุนทั้งสองทางเลือก
  • 4 : A และ B น่าลงทุนเท่ากัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 233 :
  • สมการข้อใดเป็นการหาจำนวนเงินในอนาคตจากจำนวนเงินเฉลี่ยเท่ากันรายปี
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 234 :
  • การวิเคราะห์ความเหมาะสมทางเศรษฐศาสตร์วิธีใด ที่ไม่ต้องทราบอัตราดอกเบี้ย
  • 1 : Equivalent Uniform Annual Cost Method
  • 2 : Present Worth of Costs Method
  • 3 : Benefit Cost Ratio Method
  • 4 : Rate of Return
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 235 :
  • จงวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์วิศวกรรมของโครงการนี้ เมื่อ i = 10% โดยวิธี Net Present Value
  • 1 : NPV = -0.94 ล้านบาท โครงการนี้ไม่เหมาะสมในการลงทุน
  • 2 : NPV = 0.94 ล้านบาท โครงการนี้เหมาะสมในการลงทุน
  • 3 : NPV = 1.39 ล้านบาท โครงการนี้เหมาะสมในการลงทุน
  • 4 : NPV = -1.39 ล้านบาท โครงการนี้ไม่เหมาะสมในการลงทุน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 236 :
  • จากตารางข้างล่าง จงหาอัตราส่วนตอบแทนต่อการลงทุน (Benefit Cost Ratio) คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 12 % ต่อปี
  • 1 : 1.33
  • 2 : 1.44
  • 3 : 1.85
  • 4 : 2.05
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 237 :
  • ถ้ากู้เงินจำนวน 200 บาท อัตราดอกเบี้ย 10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ระยะเวลาการกู้ยืม 3 ปี จงคิดดอกเบี้ยเชิงซ้อน สูตร P( 1 + i )n – P
  • 1 : 39.2
  • 2 : 40.2
  • 3 : 56.2
  • 4 : 66.2
  • 5 : ดอกเบี้ยเชิงซ้อน มีค่าเท่ากับ P( 1 + i )n – P = 200(1 + 0.1)3 –200 = 66.2 บาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 238 :
  • ข้อใดที่ไม่ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีทางหลวง (Highway Cost)
  • 1 : ค่าลงทุนครั้งแรก (Investment Cost)
  • 2 : ค่าใช้จ่ายในการใช้รถ (Vehicle Operating Cost)
  • 3 : ค่าบำรุงรักษา (Maintenance Cost)
  • 4 : ค่าดำเนินการ (Operating Cost)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 239 :
  • ค่าใช้จ่ายใดที่ไม่ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการใช้รถ (Vehicle Operating Cost)
  • 1 : ค่ายางรถ
  • 2 : ค่าบำรุงรักษา
  • 3 : ค่าทะเบียนรถ
  • 4 : ค่าน้ำมันหล่อลื่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 240 :
  • การวิเคราะห์โครงการเชิงเศรษฐศาสตร์ โดยวิธี Benefit-Cost Ratio, B/C โครงการที่สมควรลงทุนจะต้องมีค่า B/C เป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับโครงการพื้นฐาน (Base Alternative)
  • 1 : B/C < 1.0
  • 2 : B/C > 1.0
  • 3 : B/C มีค่าเป็น +
  • 4 : B/C มีค่าเป็น -
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 241 :
  • การวิเคราะห์โครงการเชิงเศรษฐศาสตร์โดยวิธี Net Present Value, NPV โครงการที่สมควรลงทุนจะต้องมีค่า NPV เป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับโครงการพื้นฐาน (Base Alternative)
  • 1 : NPV มีค่าเป็น -
  • 2 : NPV < 1.0
  • 3 : NPV > 1.0
  • 4 : NPV มีค่าเป็น +
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 242 :
  • โครงการขยายถนนสายหนึ่ง ใช้เวลาในการดำเนินการปรับปรุง 1 ปี และเงินลงทุนในการดำเนินการ 25 ล้านบาท มีอายุของโครงการ 10 ปี  ทั้งนี้ ในขณะที่ดำเนินการปรับปรุงนั้น จำเป็นต้องมีการปิดการจราจรในบางช่วงเวลา คาดว่าจะทำให้เกิดการจราจรติดขัดคิดเป็นมูลค่าเงิน  5 ล้านบาท แต่เมื่อปรับปรุงแล้วเสร็จ สภาพการจราจรจะคล่องตัวขึ้นคิดเป็นผลประโยชน์ที่มูลค่าเงินปีละ 6  ล้านบาท จงวิเคราะห์หา Net Present Value (NPV) ของโครงการปรับปรุงนี้ ภายใต้อัตราดอกเบี้ย 6%
  • 1 : 12.16 ล้านบาท
  • 2 : 13.16 ล้านบาท
  • 3 : 14.16 ล้านบาท
  • 4 : 15.16 ล้านบาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 243 :
  • โครงการขยายถนนสายหนึ่ง ใช้เวลาในการดำเนินการปรับปรุง 1 ปี และเงินลงทุนในการดำเนินการ 25 ล้านบาท มีอายุของโครงการ 10 ปี  ทั้งนี้ ในขณะที่ดำเนินการปรับปรุงนั้น จำเป็นต้องมีการปิดการจราจรในบางช่วงเวลา คาดว่าจะทำให้เกิดการจราจรติดขัดคิดเป็นมูลค่าเงิน  5 ล้านบาท แต่เมื่อปรับปรุงแล้วเสร็จ สภาพการจราจรจะคล่องตัวขึ้นคิดเป็นผลประโยชน์ที่มูลค่าเงินปีละ 6  ล้านบาท จงวิเคราะห์หา Internal Rate of Return (IRR) โดยประมาณของโครงการปรับปรุงนี้
  • 1 : 14.1%
  • 2 : 15.1%
  • 3 : 16.1%
  • 4 : 17.1%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 554 : Flexible and rigid pavement design
ข้อที่ 244 :
  • การสร้างถนนมิตรภาพเป็นถนนชั้นหนึ่ง ผิวลาดยางแอสฟัลต์คอนกรีตใช้ค่าใดเป็นหลักในการออกแบบ
  • 1 : Wheel Load and Traffic
  • 2 : Compaction and Wheel Load
  • 3 : Benkelman Beam and Wheel Load
  • 4 : CBR and Wheel Load
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 245 :
  • ค่าเฉลี่ยของจำนวนรถที่มีน้ำหนักเพลาเท่ากับ 18000 ปอนด์ มาใช้ถนนในหนึ่งช่องจราจรต่อวัน ในช่องจราจรที่ใช้ออกแบบ ของช่วงระยะเวลาในการออกแบบ คือค่าเฉลี่ยในข้อใด
  • 1 : Initial Daily Traffic
  • 2 : Design Traffic Number
  • 3 : Equivalent Daily Traffic
  • 4 : Design Daily Traffic
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 246 :
  • จงหาจำนวนรถบรรทุกที่ใช้ในการออกแบบโครงสร้างทางตลอดอายุการใช้งาน 7 ปี โดยรถบรรทุกมีอัตราการเพิ่มขึ้น 5 % คงที่ทุกปี (Growth Factor = 8.14 )
    กำหนดให้ในปีแรกคาดว่าจะมีจำนวนรถทั้งหมดทุกประเภทวันละ , ADT = 20,000 คัน/วัน Directional Value = 60 % จำนวนรถบรรทุกคิดเป็น 15 % ของรถทั้งหมด และรถบรรทุกจำนวน 90 % วิ่งอยู่ในช่องทางที่ใช้ออกแบบ
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 247 :
  • จงหาปริมาณของเหล็กตะแกรงตามความยาว ของผิวทางคอนกรีตขนาด 2 ช่องทาง แผ่นคอนกรีตหนา 20 cm ความกว้างของแต่ละช่องทางเท่ากับ 3.50 m ระยะห่างระหว่างรอยต่อ15 m
    กำหนดให้ใช้เหล็กตะแกรงสำเร็จรูป fs = 2,700 ksc ความหนาแน่นคอนกรีต = 2400 kg/m3 และค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน, f มีค่า 1.50
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 248 :
  • การกระจายหน่วยแรงเมื่อมีน้ำหนักกด จากผิวจราจรด้านบน ลงสู่ชั้นดินคันทางด้านล่างสำหรับถนนลาดยาง (Flexible Pavement)มีสมมุติฐานอย่างไร
  • 1 : กระจายสม่ำเสมอเป็นรูปสี่เหลี่ยม
  • 2 : กระจายเป็นรูปกรวยเอียง 80 องศา
  • 3 : กระจายเป็นรูปกรวยเอียง 45 องศา
  • 4 : กระจายเป็นรูปกรวยเอียง 60 องศา
  • 5 : มีรูปแบบไม่แน่นอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 249 :
  • การกระจายหน่วยแรงเมื่อมีน้ำหนักกด จากผิวจราจรด้านบน ลงสู่ชั้นดินคันทางด้านล่างสำหรับถนนคอนกรีต (Rigid Pavement)มีสมมุติฐานอย่างไร
  • 1 : กระจายสม่ำเสมอตลอดแผ่นพื้นคอนกรีต
  • 2 : กระจายเป็นรูปกรวยเอียง 80 องศา
  • 3 : กระจายเป็นรูปกรวยเอียง 45 องศา
  • 4 : กระจายเป็นรูปกรวยเอียง 60 องศา
  • 5 : มีรูปแบบไม่แน่นอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 250 :
  • แผ่นคอนกรีตหนา 30 ซม. กว้าง 2x3.5 เมตร (2 ช่องจราจร) ยาว 15.0 เมตร จงคำนวณหาขนาดเหล็กเสริมกันแตก ตามยาวและตามขวาง โดยใช้เหล็ก SR24
  • 1 : เหล็กเสริมตามยาว เส้นผ่านศูนย์กลาง 9 มม.ทุกๆ 9 ซม. เหล็กเสริมตามขวาง เส้นผ่านศูนย์กลาง 9 มม.ทุกๆ 20 ซม.

  • 2 : เหล็กเสริมตามยาว เส้นผ่านศูนย์กลาง 9 มม.ทุกๆ 9 ซม. เหล็กเสริมตามขวาง เส้นผ่านศูนย์กลาง 9 มม.ทุกๆ 25 ซม. 

  • 3 : เหล็กเสริมตามยาว เส้นผ่านศูนย์กลาง 9 มม.ทุกๆ 6 ซม. เหล็กเสริมตามขวาง เส้นผ่านศูนย์กลาง 9 มม.ทุกๆ 15 ซม.
  • 4 : เหล็กเสริมตามยาว เส้นผ่านศูนย์กลาง 9 มม.ทุกๆ 30 ซม. เหล็กเสริมตามขวาง เส้นผ่านศูนย์กลาง 9 มม.ทุกๆ 10 ซม. 
  • 5 : เหล็กเสริมตามยาว เส้นผ่านศูนย์กลาง 9 มม.ทุกๆ 12 ซม. เหล็กเสริมตามขวาง เส้นผ่านศูนย์กลาง 9 มม.ทุกๆ 20 ซม. 
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 251 :
  • กรมทางหลวงใช้วิธีออกแบบความหนาของ Flexible Pavement
    โดยดัดแปลงมาจากวิธีใด
  • 1 : The Asphalt Institute
  • 2 : Portland Cement Association
  • 3 : Road Note
  • 4 : AASHTO
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 252 :
  • กรมทางหลวงนำวิธีใดมาใช้ออกแบบถนนคอนกรีต
  • 1 : TAI
  • 2 : PCA
  • 3 : AASHTO
  • 4 : TRB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 253 :
  • ข้อมูลด้านการจราจรที่นำมาใช้ในการออกแบบความหนาของถนนลาดยางโดยวิธี The Asphalt Institute คือข้อใด
  • 1 : Initial Daily Traffic
  • 2 : Traffic Signalization
  • 3 : Hourly Traffic
  • 4 : Critical Lane Volume
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 254 :
  • ชั้นโครงสร้างของถนนชั้นใด ใช้วัสดุที่มีความแข็งแกร่ง ทนทาน รับน้ำหนักสูงได้ดี มีค่า CBR > 80%
  • 1 : รองพื้นทาง
  • 2 : วัสดุคัดเลือก
  • 3 : พื้นทาง
  • 4 : ดินเดิม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 255 :
  • เหล็กชนิดใด ทำหน้าที่ถ่ายน้ำหนักจากแผ่นคอนกรีตต่างผืนกัน เพื่อรับแรงเฉือน และแรงกระแทกจากล้อของยานพาหนะ
  • 1 : ตะแกรงเหล็กเสริม
  • 2 : เหล็กเดือย
  • 3 : ปลอกเหล็กเดือย
  • 4 : เหล็กยึด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 256 :
  • แผ่นคอนกรีตหนา 15 ซม. กว้าง 3.50 ม. ยาว 7.00 ม. จงคำนวณเหล็กเสริมกันร้าว
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 257 :
  • ข้อใดเป็นแบบขยายรอยต่อเพื่อการก่อสร้าง
  • 1 :
  • 2 :    
  • 3 :  
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 258 :
  • dowel bar หรือเหล็กเดือย ไม่ใช้กับ รอยต่อชนิดใดในแผ่นคอนกรีต
  • 1 : รอยต่อเพื่อการหดตัว (Contraction Joint)
  • 2 : รอยต่อเพื่อการก่อสร้าง (Construction Joint)
  • 3 : รอยต่อเพื่อการขยายตัว (Expansion Joint)
  • 4 : รอยต่อตามยาว (Longitudinal Warping Joint)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 259 :
  • ครึ่งหนึ่งของความยาวของเหล็กที่ใช้กับรอยต่อในแผ่นคอนกรีต ชนิดใดต้องทาผิวด้วยวัสดุป้องกันการยึดเกาะกับเนื้อคอนกรีต
  • 1 : เหล็กเดือย (dowel bar)
  • 2 : เหล็กยึด (Tie bar)
  • 3 : ครึ่งหนึ่งของความยาวของเหล็กเดือย และเหล็กยึด ต้องทาผิวด้วยวัสดุป้องกันการยึดเกาะกับเนื้อ คอนกรีต
  • 4 : ครึ่งหนึ่งของความยาวของเหล็กเดือย และเหล็กยึด ไม่ต้องทาผิวด้วยวัสดุป้องกันการยึดเกาะกับเนื้อ คอนกรีต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 260 :
  • เหล็กที่ใช้กับรอยต่อในแผ่นคอนกรีต มีการเลือกใช้อย่างไร
  • 1 : ใช้เหล็กเส้นกลมเป็นเหล็กเดือย (Dowel Bar) และใช้เหล็กข้ออ้อยเป็นเหล็กยึด (Tie Bar)
  • 2 : ใช้เหล็กเส้นกลมเป็นเหล็กยึด และใช้เหล็กข้ออ้อยเป็นเหล็กเดือย
  • 3 : ใช้เหล็กข้ออ้อยทั้งเหล็กเดือย และเหล็กยึด
  • 4 : ใช้เหล็กเส้นกลมทั้งเหล็กเดือย และเหล็กยึด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 261 :
  • ในการสร้างรอยต่อเพื่อการหดตัวในแผ่นคอนกรีต มีการตัดคอนกรีตเมื่อเริ่ม Set ตัวหรือฝังพุกในขณะคอนกรีตยังไม่แข็งตัว ให้ลึกลงไปเท่าไรในแผ่นคอนกรีต
  • 1 : 1/3 ของแผ่นคอนกรีต
  • 2 : 1/4 ของแผ่นคอนกรีต
  • 3 : 1/5 ของแผ่นคอนกรีต
  • 4 : 1/6 ของแผ่นคอนกรีต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 262 :
  • การสร้างรอยต่อตามยาวของแผ่นคอนกรีตให้เป็นรูป key Joint มีวัตถุประสงค์อย่างไร
  • 1 : เพื่อช่วยยึดรอยต่อมิให้แยกจากกัน
  • 2 : เพื่อช่วยในการถ่ายน้ำหนักระหว่างแผ่นคอนกรีต
  • 3 : เพื่อป้องกันมิให้น้ำซึมลงไปในพื้นทาง
  • 4 : เพื่อช่วยในการแตกออกจากกันอย่างเป็นระเบียบของแผ่นคอนกรีต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 263 :
  • ชั้นรองพื้นทาง (base) วัสดุประเภทซอยแอกกรีเกท จะต้องมีค่า CBR ไม่น้อยกว่าเท่าใด


  • 1 : 20%
  • 2 : 40%
  • 3 : 60%
  • 4 : 80%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 264 :
  • ดินคันทางเป็นชั้นดินเดิมหรือดินถม เรียกว่าชั้นอะไร
  • 1 : Subbase
  • 2 : Base Course
  • 3 : Wearing Course
  • 4 : Subgrade
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 265 :
  • รอยต่อถนนคอนกรีตเพื่อการขยายตัวตามขวาง เรียกว่าอะไร
  • 1 : Contraction Joint
  • 2 : Construction Joint
  • 3 : Expansion Joint
  • 4 : Longitudinal Joint
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 266 :
  • โดยทั่วไป วัสดุลูกรังในชั้นรองพื้นทาง จะต้องมีค่า CBR. ไม่น้อยกว่าเท่าใด(กรณีทดลองวิธีแบบ Soak)
  • 1 : 8%
  • 2 : 15%
  • 3 : 20%
  • 4 : 25%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 267 :
  • ความเสียหายที่แผ่นพื้นคอนกรีต (Rigid Pavement) สาเหตุการเสียหายข้อใดพบได้มากที่สุด
  • 1 : การโก่งตัว
  • 2 : การแอ่นตัว
  • 3 : ผิวหน้าสึกกร่อน
  • 4 : การบิดตัว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 268 :
  • มาตรฐานกรมทางหลวง การก่อสร้างทางผิวจราจรคอนกรีต (Rigid Pavement) จะต้องใช้ทรายรองพื้นหนาเท่าใด
  • 1 : 5 ซม.
  • 2 : 10 ซม.
  • 3 : 15 ซม.
  • 4 : 20 ซม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 269 :
  • Binder Course อยู่ในส่วนใดของโครงสร้างถนน
  • 1 : ผิวทาง (Surface)
  • 2 : พื้นทาง (Base Course)
  • 3 : รองพื้นทาง (Subbase Course)
  • 4 : ดินเดิม (Subgrade)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 270 :
  • ผิวทางชนิดใดใช้สำหรับถนนประเภทที่มีปริมาณการจราจรสูง
  • 1 : ผิวทางเซอร์เฟซทรีทเม้นต์ (Surface Treatment)
  • 2 : ผิวทางเพนนิเตรชั่นแมคคาดัม (Penetration Macadam)
  • 3 : ผิวทางเคพซีล (Cape Seal)
  • 4 : ผิวทางแอสฟัลท์คอนกรีต (Asphalt Concrete)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 271 :
  • จากการทดสอบค่า CBR ของดินคันทางในถนนช่วงหนึ่งได้ค่า CBR จำนวน 10 ค่า คือ 9, 6, 9, 8, 7, 10, 9, 9, 8, และ 12 จงกำหนดค่า CBR ที่จะใช้ในการออกแบบโครงสร้างถนน
  • 1 : 7%
  • 2 : 9%
  • 3 : 10%
  • 4 : 12%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 272 :
  • หน่วยแรงที่เกิดขึ้นในถนนคอนกรีตเกิดจากอะไร
  • 1 : ความแตกต่างของอุณหภูมิของผิวบนและล่าง
  • 2 : น้ำหนักกระทำจากล้อยานพาหนะ
  • 3 : การเปลี่ยนแปลงความชื้นในชั้นดินที่รองรับถนน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 273 :
  • ข้อใดไม่ใช่วัตถุประสงค์ในการเสริมเหล็กในถนนคอนกรีต
  • 1 : ป้องกันการแตกร้าวเนื่องจากอุณหภูมิ
  • 2 : ยึดรอยแตกร้าวไม่ให้ห่างจากกัน
  • 3 : รับแรงดัดที่เกิดจากน้ำหนักล้อกระทำกับถนน
  • 4 : ลดการแอ่นตัว (Deflection) ในถนน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 274 :
  • การเสริมเหล็กในถนนคอนกรีตจะเสริมบริเวณใด
  • 1 : ระยะต่ำจากผิวบนประมาณ 3 – 5 เซนติเมตร
  • 2 : ระยะสูงจากผิวล่างประมาณ 3 – 5 เซนติเมตร
  • 3 : ตรงกึ่งกลางระหว่างผิวบนและผิวล่าง
  • 4 : เสริมเหล็กที่ตำแหน่งใดก็ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 275 :
  • รอยต่อของถนนคอนกรีตแบบใดที่ทำหน้าที่บังคับให้รอยแตกในแผ่นคอนกรีตเกิดตรงจุดที่ต้องการ
  • 1 : Contraction Joint
  • 2 : Construction Joint
  • 3 : Expansion Joint
  • 4 : Longitudinal Joint
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 276 :
  • เหล็กเดือย (Dowel Bar) ไม่ใช้ในรอยต่อประเภทใด
  • 1 : Contraction Joint
  • 2 : Construction Joint
  • 3 : Expansion Joint
  • 4 : Longitudinal Joint
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 277 :
  • จงหาหน่วยแรงที่เกิดในถนนคอนกรีตที่จุดกึ่งกลางความยาวถนนจากแรงฝืดเมื่อถนนเป็นแผ่นคอนกรีตหนา 20 ซม. ยาว 15 เมตร สัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหว่างแผ่นคอนกรีตกับพื้นทางเท่ากับ 1.5
  • 1 : 2.70 กก/ตร.ซม.
  • 2 : 3.50 กก/ตร.ซม
  • 3 : 4.30 กก/ตร.ซม.
  • 4 : 5.40 กก/ตร.ซม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 278 :
  • รอยต่อในผิวทางคอนกรีตที่แสดง เป็นรอยต่อชนิดใด
  • 1 : รอยต่อเพื่อการขยายตัว (Expansion Joint)
  • 2 : รอยต่อเพื่อการหดตัว (Contraction Joint)
  • 3 : รอยต่อเพื่อการก่อสร้าง (Construction Joint)
  • 4 : รอยต่อตามยาว (Longitudinal Joint)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 279 :
  • รอยต่อในผิวทางคอนกรีตที่แสดง เป็นรอยต่อชนิดใด
  • 1 : รอยต่อเพื่อการขยายตัว (Expansion Joint)
  • 2 : รอยต่อเพื่อการหดตัว (Contraction Joint)
  • 3 : รอยต่อเพื่อการก่อสร้าง (Construction Joint)
  • 4 : รอยต่อตามยาว (Longitudinal Joint)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 280 :
  • โครงสร้างทางชั้นใดที่อยู่ใต้ชั้นผิวทางลาดยาง
  • 1 : ชั้นรองพื้นทาง
  • 2 : ชั้นพื้นทาง
  • 3 : ชั้นวัสดุคัดเลือก
  • 4 : ชั้นดินคันทาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 281 :
  • จงหาปริมาณของเหล็กตะแกรงตามความยาว ของผิวทางคอนกรีตขนาด 2 ช่องทาง
    แผ่นคอนกรีตหนา 20 cm.
    ความกว้างของแต่ละช่องทางเท่ากับ 3.50 m.
    ระยะห่างระหว่างรอยต่อเพื่อการขยายตัว 15 m.
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 282 :
  • เหล็กที่ใช้กับรอยต่อในแผ่นคอนกรีต ชนิดใดที่ครึ่งหนึ่งของความยาวต้องทาผิวด้วยวัสดุป้องกันการยึดเกาะกับเนื้อคอนกรีต
  • 1 : Dowel Bar
  • 2 : Tie Bar
  • 3 : Longitudinal Steel
  • 4 : Transverse Steel
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 283 :
  • การกำหนดให้ใช้น้ำหนักเพลาเดี่ยวมาตรฐาน ( Single Axle Load ) 18,000 ปอนด์ และเปลี่ยนยวดยานขนาดน้ำหนักเพลาต่างๆ ที่มาใช้ถนนให้เป็น Equivalent Axle load (EAL) นั้น เป็นการวิเคราะห์ด้านการจราจรของการออกแบบถนนลาดยางของวิธีการในข้อใด
  • 1 : วิธี The AASHTO method
  • 2 : วิธี Group Index
  • 3 : วิธี Corps of Engineers
  • 4 : วิธี The Asphalt Institute (1981, 1991) และ วิธี Corps of Engineers
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 284 :
  • จากการทดสอบค่า CBR ของดินคันทางในถนนช่วงหนึ่งได้ค่า CBR จำนวน 10 ค่า คือ
    9, 6, 9, 8, 7, 10, 9, 9, 8, และ 12
    จงกำหนดค่า CBR ที่จะใช้ในการออกแบบโครงสร้างถนน กำหนดให้ใช้ Percentile ที่ 90
  • 1 : 7%
  • 2 : 9%
  • 3 : 10%
  • 4 : 12%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 285 :
  • ในการจำลองโครงสร้างทางแบบยึดหยุ่น (Flexible) เป็นโครงสร้าง 3 ชั้น ดังรูป Stresses / Strains ที่วิกฤตในการออกแบบโครงสร้างทาง คือข้อใด
  • 1 : Tensile stresses ที่ผิวล่างของชั้น Bituminous bound layer และ Compressive strains ที่ด้านบนของชั้น Subgrade
  • 2 : Tensile stresses และ Compressive strains ที่ด้านบนของชั้น Subgrade
  • 3 : Compressive strains ที่ผิวล่างของชั้น Bituminous bound layer และ Tensile stresses ด้านบนของชั้น Subgrade
  • 4 : Tensile stresses และ Compressive strains ที่ผิวล่างของชั้น Bituminous bound layer
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 286 :
  • รถบรรทุกหกล้อ (สองเพลา) คันหนึ่ง น้ำหนักรวม (Gross Vehicle Weight) เท่ากับ 12 ตัน น้ำหนักรถกระจายลงเพลาหน้าและเพลาหลังเท่ากับร้อยละ 35 และ 65 ตามลำดับ ถ้ากำหนดให้ Load Equivalency Factor = [ Axle Load , i / Standard Axle Load, 18000 lbs]4 และ 1 ton = 2200 lb, รถคันนี้วิ่ง 1 เที่ยวจะเทียบเท่ากับเพลามาตรฐาน (Standard Axle) วิ่งเท่าใด
  • 1 : 0.83 เที่ยว
  • 2 : 0.90 เที่ยว
  • 3 : 1.15 เที่ยว
  • 4 : 1.46 เที่ยว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 287 :
  • ในช่องจราจรออกแบบของทางหลวงสายหนึ่ง รถบรรทุกที่ 1 คันเทียบเท่ากับเพลามาตรฐานวิ่ง1.15 ครั้ง ในปีแรกมีรถบรรทุกผ่าน 100 คันต่อวัน และรถบรรทุกมีอัตราการเพิ่มร้อยละ 4 ต่อปี ถ้าอายุออกแบบ (Design life) = 5 ปี น้ำหนักจราจรที่ใช้ออกแบบโครงสร้างทางจะเท่ากับเท่าใด
  • 1 : 2.2 x 105 เที่ยว
  • 2 : 4.9 x 104 เที่ยว
  • 3 : 2.09 x 105 เที่ยว
  • 4 : 2.45x 104 เที่ยว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 288 :
  • Full- Depth Pavement ตามความหมายของ The Asphalt Institute หมายถึงข้อใด
  • 1 : โครงสร้างถนนที่รับน้ำหนักมาก จึงออกแบบให้แข็งแรงเป็นพิเศษ
  • 2 : โครงสร้างถนนที่ออกแบบให้สามารถรับน้ำหนักรถได้ตลอดอายุใช้งานของทางนั้นไม่ต้องเททับเพิ่มในภายหลัง
  • 3 : โครงสร้างถนนที่มีเฉพาะชั้นผสมวัสดุแอสฟัลท์เท่านั้นวางบนชั้น Subgrade
  • 4 : โครงสร้างถนนที่ประกอบด้วยผิวทาง พื้นทาง รองพื้นทาง และวัสดุคัดเลือกเต็มรูปแบบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 289 :

  • 1 : 10.0 นิ้ว
  • 2 : 15.1 นิ้ว
  • 3 : 18.1 นิ้ว
  • 4 : 20.1 นิ้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 290 :
  • คำว่า Pumping Action ในงานถนนคอนกรีต หมายถึงข้อใด
  • 1 : การที่น้ำและดินได้แผ่นพื้นคอนกรีตพุ่งขึ้นมาผ่านทางรอยต่อ รอยแตกหรือที่ขอบของ แผ่นพื้นเมื่อมีน้ำหนักกดให้แผ่นพื้นแอ่นลงหลังจากมีน้ำขังสะสมอยู่ใต้แผ่นพื้นนั้น
  • 2 : เทคนิคพิเศษในการเทคอนกรีตงานถนนที่ต้องเทด้วยอัตราส่วนซีเมนต์ต่อน้ำต่ำกว่าคอนกรีตทั่วไป
  • 3 : การเทคอนกรีตเพื่อไปอุดโพรงใต้ถนนคอนกรีต เป็นการป้องกันไม่ให้ถนนคอนกรีตเสียหาย
  • 4 : การระบายน้ำใต้ถนนคอนกรีตออก เพื่อให้ทางไม่เสียหาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 291 :
  • เมื่อแผ่นพื้นคอนกรีตถูกกระทำด้วยน้ำหนักล้อที่ขอบของแผ่นพื้น (Edge loading). Tensile stress สูงสุดในแผ่นพื้นคอนกรีตเกิดขึ้น ณ ตำแหน่งใด
  • 1 : ใต้น้ำหนักบรรทุก ที่ผิวล่างของแผ่นพื้นคอนกรีต มีขนาดเท่ากันทุกทิศทาง
  • 2 : ใต้น้ำหนักบรรทุก ผิวล่างของแผ่นพื้นคอนกรีตมีทิศทางขนานกับขอบ
  • 3 : ด้านบนของแผ่นพื้นคอนกรีต ในแนวเส้นแบ่งครึ่งมุมของแผ่นพื้นคอนกรีต
  • 4 : ณ จุดที่น้ำหนักบรรทุก ผิวบนของแผ่นพื้นคอนกรีตมีทิศทางขนานกับขอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 292 :
  • เมื่อแผ่นพื้นคอนกรีตถูกกระทำด้วยน้ำหนักล้อที่มุมของแผ่นพื้น (Corner loading) Tensile stress สูงสุดเกิดขึ้น ณ ตำแหน่งใด
  • 1 : ใต้น้ำหนักบรรทุก ที่ผิวล่างของแผ่นพื้นคอนกรีต มีขนาดเท่ากันทุกทิศทาง
  • 2 : ใต้น้ำหนักบรรทุก ผิวล่างของแผ่นพื้นคอนกรีตมีทิศทางขนานกับขอบ
  • 3 : ด้านบนของแผ่นพื้นคอนกรีต ในแนวเส้นแบ่งครึ่งมุมของแผ่นพื้นคอนกรีต
  • 4 : ณ จุดที่น้ำหนักบรรทุก ผิวบนของแผ่นพื้นคอนกรีตมีทิศทางขนานกับขอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 293 :
  • การที่แผ่นพื้นคอนกรีตรับความร้อนในตอนกลางวันและการคายความร้อนในตอนกลางคืน มีผลให้อุณหภูมิภายในผืนคอนกรีตไม่เท่ากัน (มี Temperature gradient) จึงทำให้แผ่นพื้นคอนกรีตโก่ง (Curl or Warp) ตอนกลางวัน แผ่นพื้นคอนกรีตโก่งลง ทำให้เกิดหน่วยแรงดึง (Tensile stresses) เนื่องจาก Temperature gradient ขึ้น ณ ที่ใดในแผ่นพื้นและกระจายอย่างไร
  • 1 : เกิดสม่ำเสมอตลอดผิวล่างของแผ่นพื้น
  • 2 : เกิดที่ผิวล่างของแผ่นพื้น และมีค่ามากสุดที่กลางผืน
  • 3 : เกิดสม่ำเสมอตลอดผิวบนของแผ่นพื้น
  • 4 : เกิดที่ผิวบนของแผ่นพื้น และมากที่สุดที่กลางผืน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 294 :
  • การที่แผ่นพื้นคอนกรีตรับความร้อนในตอนกลางวันและการคายความร้อนในตอนกลางคืน มีผลให้อุณหภูมิภายในผืนคอนกรีตไม่เท่ากัน (มี Temperature gradient) จึงทำให้แผ่นพื้นคอนกรีตโก่ง (Curl or warp) ตอนกลางคืน แผ่นพื้นคอนกรีตโก่งขึ้น ทำให้เกิดหน่วยแรงดึง (Tensile stresses) เนื่องจาก Temperature gradient ขึ้น ณ ที่ใดในแผ่นพื้นและกระจายอย่างไร
  • 1 : เกิดสม่ำเสมอตลอดผิวล่างของแผ่นพื้น
  • 2 : เกิดที่ผิวล่างของแผ่นพื้น และมีค่ามากสุดที่กลางผืน
  • 3 : เกิดสม่ำเสมอตลอดผิวบนของแผ่นพื้น
  • 4 : เกิดที่ผิวบนของแผ่นพื้น และมากที่สุดที่กลางผืน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 295 :
  • เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของแผ่นพื้นคอนกรีตลดลงและต้องการจะหดตัว แต่เนื่องจากมีดิน Subgrade เหนี่ยวรั้งไว้ การเหนี่ยวรั้งของ Subgrade ในกรณีนี้จะทำให้เกิด Stresses ประเภทใด
  • 1 : Tensile Stresses ในแผ่นพื้น
  • 2 : Compressive Stresses ในแผ่นพื้น
  • 3 : Flexible Stresses ในแผ่นพื้น
  • 4 : Bending Stresses ในแผ่นพื้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 296 :
  • ในการออกแบบถนนคอนกรีต เราพิจารณาออกแบบรองรับ Stresses เนื่องจากอุณหภูมิอย่างไร
  • 1 : ออกแบบแผ่นพื้นให้หนาเพียงพอที่จะรับ Stresses นี้ได้
  • 2 : ใส่เหล็กเสริมรับหน่วยแรงดัดเพิ่มขึ้น
  • 3 : ตัดซอยคอนกรีตเป็นผืนเล็กเพื่อลด Stresses ให้เหลือน้อย
  • 4 : ปรับอุณหภูมิแผ่นพื้นให้คงที่มากที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 297 :
  • ในการทดสอบค่า CBR ของดินคันทางในถนนช่วงหนึ่ง ได้ค่า CBR จำนวน 15 ค่าดังนี้ 11, 12, 6, 9, 8, 10, 7, 11, 9, 10, 8, 12, 6, 6, 9 จงคำนวณหาค่า CBR ที่ใช้ในการออกแบบของวิธี The Asphalt Institute
  • 1 : 6
  • 2 : 7
  • 3 : 8
  • 4 : 9
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 298 :
  • เหล็กที่ใส่ในรอยต่อตามขวางในผิวทางคอนกรีตเรียกว่าเหล็กอะไร
  • 1 : Temperature Steel
  • 2 : Reinforcement Steel
  • 3 : Tie Bar
  • 4 : Dowel Bar
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 299 :
  • รอยต่อใดที่จำเป็นต้องเว้นช่องว่างระหว่างแผ่นคอนกรีต
  • 1 : Contraction Joint
  • 2 : Expansion Joint
  • 3 : Construction Joint
  • 4 : Longitudinal Joint
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 300 :
  • เมื่อออกแบบให้ถนนลาดยางกับถนนคอนกรีตให้รับน้ำหนักจราจรได้เท่ากัน โดยทั่วไปแล้วข้อความต่อไปนี้ข้อใดเป็นจริง
  • 1 : ถนนคอนกรีตแพงกว่าถนนลาดยาง
  • 2 : ถนนคอนกรีตต้องใช้เครื่องจักรหนักมากกว่า
  • 3 : ถนนคอนกรีตต้องการการซ่อมบำรุงน้อยกว่า
  • 4 : ถนนคอนกรีตต้องการบุคลากรที่มีความชำนาญงานในการก่อสร้างมากกว่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 301 :
  • รถบรรทุกหกล้อ (สองเพลา) คันหนึ่ง น้ำหนักรวม (Gross Vehicle Weight) เท่ากับ 12 ตัน น้ำหนักรถกระจายลงเพลาหน้าและเพลาหลังเท่ากับร้อยละ 35 และ 65 ตามลำดับ  ถ้ากำหนดให้ Load Equivalency Factor  = [ Axle Load , i  / Standard Axle Load, 18000 lbs]4  และ 1 ton = 2200 lb, รถคันนี้วิ่ง 100 เที่ยวจะเทียบเท่ากับเพลามาตรฐาน (Standard Axle) วิ่งเท่าใด
  • 1 : 83 เที่ยว
  • 2 : 90  เที่ยว
  • 3 : 115  เที่ยว
  • 4 : 146  เที่ยว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 302 :
  • จงหาความหนาของ Full-Depth pavement เพื่อรองรับน้ำหนักจากการจราจรในเลนออกแบบ  2.0 ล้านเที่ยวของเพลามาตรฐาน 18,000 lb  บนดิน Subgrade ที่มีค่า CBR 6 %  (Resilient Modulus, psi = 1500 CBR)

  • 1 : 10.0 นิ้ว
  • 2 : 15.1 นิ้ว
  • 3 : 18.1 นิ้ว
  • 4 : 20.1 นิ้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 303 :
  • รถบรรทุกสิบล้อ (3 เพลา) คันหนึ่ง น้ำหนักรวม (Gross Vehicle Weight) เท่ากับ 20 ตัน น้ำหนักรถกระจายลงเพลาหน้า เพลากลางและเพลาหลังเท่ากับร้อยละ 20, 40 และ 40 ตามลำดับ ถ้ากำหนดให้ Load Equivalency Factor = [ Axle load,i/Standard Axle Load,1800 lbs ] และ 1 ton = 2,000 lbs รถสิบล้อคันนี้วิ่ง   1 เที่ยว จะเทียบเท่ากับเพลามาตรฐาน (Standard Axle) วิ่งกี่เที่ยว
  • 1 : 4.3 เที่ยว

  • 2 : 1.52 เที่ยว

  • 3 : 1.29 เที่ยว

  • 4 : 0.82 เที่ยว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 555 : Highway materials
ข้อที่ 304 :
  • แอสฟัลต์บริสุทธิ์มีคุณสมบัติที่พิเศษอย่างหนึ่งคือสามารถละลายได้หมดในสารใด
  • 1 :
  • 2 : HCl
  • 3 : NaCl
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 305 :
  • Cutback Asphalt ในข้อใดที่ใช้ในงานลาดยาง Prime Coat
  • 1 : MC-250
  • 2 : MC-70
  • 3 : RC-250
  • 4 : RC-70
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 306 :
  • Asphalt ชนิดใดที่ใช้ในงาน Asphalt Concrete ผสมร้อน
  • 1 : AC 60-70
  • 2 : AC 120-150
  • 3 : MC-70
  • 4 : RS-2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 307 :
  • ในงาน Cold Mixed Asphalt Concrete จะใช้ Asphalt ชนิดใด
  • 1 : AC 60-70
  • 2 : MC-70
  • 3 : RS-2
  • 4 : CMS-2h
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 308 :
  • การหาค่าความหนืดของ Emulsified Asphalt โดยทั่วไปจะทดสอบตัวอย่างที่อุณหภูมิใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 309 :
  • ตามมาตรฐานของกรมทางหลวงคอนกรีตที่ใช้ในงานผิวทางคอนกรีตจะต้องมีกำลังอัดลูกบาศก์ไม่น้อยกว่าเท่าใด
  • 1 : 180 ksc
  • 2 : 240 ksc
  • 3 : 280 ksc
  • 4 : 325 ksc
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 310 :
  • วัสดุที่ใช้เป็นส่วนผสมสำหรับแอสฟัลต์คอนกรีตผสมร้อน มีอะไรบ้าง
  • 1 : แอสฟัลต์ซีเมนต์ น้ำ วัสดุมวลรวม ซีเมนต์
  • 2 : แอสฟัลต์อีมัลชัน วัสดุมวลรวม
  • 3 : แอสฟัลต์ซีเมนต์ วัสดุมวลรวม
  • 4 : ซีเมนต์ วัสดุมวลรวม น้ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 311 :
  • Cutback Asphalt ได้จากส่วนผสมใดต่อไปนี้
  • 1 : แอสฟัลต์ซีเมนต์ กับ วัสดุมวลรวม
  • 2 : แอสฟัลต์อิมัลชัน กับ วัสดุมวลรวม
  • 3 : แอสฟัลต์ซีเมนต์ กับ อิมัลซิไฟอิงเอเจนต์
  • 4 : แอสฟัลต์ซีเมนต์ กับ น้ำมันที่ได้จากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
  • 5 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 312 :
  • แอสฟัลต์อิมัลชัน ได้จากส่วนผสมใดต่อไปนี้
  • 1 : แอสฟัลต์ซีเมนต์ กับ วัสดุมวลรวม
  • 2 : แอสฟัลต์ซีเมนต์ กับ น้ำ
  • 3 : แอสฟัลต์ซีเมนต์ กับ อิมัลซิไฟอิงเอเจนต์ กับ น้ำ
  • 4 : แอสฟัลต์ซีเมนต์ กับ อิมัลซิไฟอิงเอเจนต์ กับ น้ำมันที่ได้จากปิโตรเลียม
  • 5 : แอสฟัลต์ซีเมนต์ กับ น้ำมันที่ได้จากปิโตรเลียม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 313 :
  • ยางแอสฟัลต์จะมีลักษณะเป็นสีใด
  • 1 : เทา
  • 2 : น้ำตาลแก่
  • 3 : ดำ
  • 4 : ข้อ 2 และ ข้อ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 314 :
  • ข้อใดไม่ใช่ วัสดุคัดเลือกประเภท ก.
  • 1 : วัสดุ Soil Aggregate
  • 2 : ทราย
  • 3 : ลูกรังที่ปราศจากก้อนดินเหนียว
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 315 :
  • ยางแอสฟัลต์ชนิดใดที่ใช้ในอุตสาหกรรม
  • 1 : Cutback Asphalt
  • 2 : Emulsified Asphalt
  • 3 : Asphalt Cement
  • 4 : Blown Asphalt
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 316 :
  • การทดลองใดใช้หาค่าการสึกหรอของวัสดุมวลหยาบ
  • 1 : Stripping Test
  • 2 : Job Mix Formula
  • 3 : Particle Charge Test
  • 4 : Los Angeles Abrasion Test
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 317 :
  • วัสดุชั้นรองพื้นทางโดยทั่วไปจะใช้วัสดุอะไร
  • 1 : ลูกรัง
  • 2 : หินโม่หรือกรวดโม่
  • 3 : หินคลุก
  • 4 : ดินเดิม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 318 :
  • Asphalt Cement แบ่งเกรดโดยการทดลองใด
  • 1 : Softening Point
  • 2 : Specific Gravity
  • 3 : Float Test
  • 4 : Penetration Test
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 319 :
  • ตะกรันเหล็กเป็นมวลรวมประเภทใด สามารถนำมาใช้ทำผิวจราจรได้
  • 1 : Pit or Bank-Run Materials
  • 2 : Processed Aggregates
  • 3 : Synthetic or Artificial Aggregates
  • 4 : Selected Materials
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 320 :
  • แอสฟัลต์ชนิดใดมีคุณสมบัติพิเศษเหมาะที่จะใช้กับงานทางด้านอุตสาหกรรมและงานพิเศษต่าง ๆ เช่น งานหลังคา งานเคลือบผิวท่อ เป็นต้น
  • 1 : Air Blown Asphalt
  • 2 : Asphalt Cement
  • 3 : Cutback Asphalt
  • 4 : Emulsified Asphalt
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 321 :
  • จากรูป
  • 1 : 15.8
  • 2 : 70.7
  • 3 : 89.8
  • 4 : 105.6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 322 :
  • แอสฟัลต์ชนิดใดที่ไม่ใช้ในงาน Tack Coat
  • 1 : RC-70
  • 2 : RC-250
  • 3 : CRS-1
  • 4 : CSS-1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 323 :
  • AASHTO กำหนดค่ามาตรฐานสำหรับวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างพื้นทาง(ส่วนที่ผ่านตะแกรงเบอร์ 40) ในข้อใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 324 :
  • ข้อใดมิใช่ผลที่ได้ในการปรับปรุงคุณภาพดินด้วยปูนขาว
  • 1 : ลดความเป็นพลาสติก (PI)
  • 2 : เพิ่มกำลังรับแรงเฉือนของดิน
  • 3 : เพิ่มกำลังรับแรงอัด
  • 4 : ลดขนาดมวลดิน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 325 :
  • การปรับปรุงคุณภาพดินด้วยปอร์ตแลนด์ซีเมนต์ไม่เหมาะที่จะใช้กับชั้นทางชั้นใด
  • 1 : ดินคันทาง
  • 2 : รองพื้นทาง
  • 3 : พื้นทาง
  • 4 : ผิวทาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 326 :
  • การใช้วัสดุปรับปรุงคุณภาพดินในข้อใดไม่เหมาะกับชนิดของดิน
  • 1 : ใช้ปอร์ตแลนด์ซีเมนต์กับดินทราย
  • 2 : ใช้ปูนขาวกับดินเหนียว
  • 3 : ใช้แอสฟัลต์กับดินเหนียว
  • 4 : ใช้ปูนขาวกับดินเหนียวปนทราย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 327 :
  • ความมุ่งหมายของการใช้วัสดุปรับปรุงคุณภาพดินในข้อใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : ใช้ปอร์ตแลนด์ซีเมนต์เพื่อลด Plastic Index
  • 2 : ใช้ปูนขาวเพื่อลด Plastic Limit
  • 3 : ใช้แอสฟัลต์เพื่อให้ดินลดปริมาณการดูดซึมน้ำ
  • 4 : ใช้การพ่นยางแอสฟัลต์คลุมทับดินที่บดอัดแล้วเพื่อป้องกันมิให้น้ำซึมเข้าสู่ดิน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 328 :
  • ข้อใดคือยางประเภท Cutback Asphalt
  • 1 : RM
  • 2 : RS
  • 3 : RD
  • 4 : RC
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 329 :
  • ข้อใดคือยางประเภท Emulsion Asphalt
  • 1 : CRS
  • 2 : CMD
  • 3 : CRB
  • 4 : CBS
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 330 :
  • หินคลุกเป็นวัสดุที่นิยมใช้ในการก่อสร้างชั้นใดของทาง
  • 1 : พื้นทาง (Base Course)
  • 2 : รองพื้นทาง (Subbase Course)
  • 3 : ดินคันทาง (Subgrade)
  • 4 : วัสดุคัดเลือก (selected material)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 331 :
  • วัสดุที่ใช้ก่อสร้างชั้นพื้นทางสำหรับผิวทางแบบแอสฟัลท์คอนกรีตควรมีค่า CBR ไม่น้อยกว่า
  • 1 : 100%
  • 2 : 80%
  • 3 : 60%
  • 4 : 40%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 332 :
  • การใช้วัสดุคัดเลือก (Selected Material) มีจุดประสงค์เพื่ออะไร
  • 1 : รับน้ำหนักจากชั้นผิวทางและถ่ายลงสู่ชั้นรองพื้นทาง
  • 2 : ป้องกันความชื้นใต้ชั้นผิวทาง
  • 3 : ยกระดับของถนนเพื่อลดหน่วยแรงในดินคันทางและให้พ้นระดับน้ำท่วม
  • 4 : รับน้ำหนักโดยตรงจากล้อของยานพาหนะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 333 :
  • เมื่อจำแนกประเภทของดินตามระบบ AASHTO Classification แล้ว วัสดุใดที่เหมาะสมที่สุดในการใช้เป็นวัสดุก่อสร้างทาง
  • 1 : A-1 - A-3
  • 2 : A-4 - A-6
  • 3 : A-7
  • 4 : A-8
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 334 :
  • ดินที่จำแนกประเภทตามระบบ Unified Classification ได้เป็น SW หมายถึง
  • 1 : ทรายที่มีขนาดคละดี
  • 2 : ดินตะกอนที่มีขนาดคละดี
  • 3 : ดินตะกอนผสมทราย
  • 4 : ทรายผสมดินเหนียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 335 :
  • Cutback Asphalt คือ
  • 1 : แอสฟัลท์ที่ได้จากธรรมชาติ
  • 2 : แอสฟัลท์ที่มีส่วนผสมของสารอินทรีย์
  • 3 : แอสฟัลท์ที่ได้จากหิน
  • 4 : แอสฟัลท์ที่ได้จากการผสมแอสฟัลท์ซีเมนต์กับน้ำมันบางชนิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 336 :
  • วิธีการทดลอง CBR เป็นวิธีการทดลองเพื่อหา
  • 1 : ค่าเปรียบเทียบ Bearing Value ของวัสดุตัวอย่างกับวัสดุหินมาตรฐาน
  • 2 : ค่าเปรียบเทียบ Shear Strength ของวัสดุตัวอย่างกับวัสดุหินมาตรฐาน
  • 3 : ค่ากำลังรับแรงเฉือนของวัสดุตัวอย่าง
  • 4 : ค่าการทรุดตัวของวัสดุตัวอย่าง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 337 :
  • แอสฟัลต์ที่เหมาะจะใช้กับถนนย่านอุตสาหกรรมและในบริเวณที่มีอากาศร้อนคือ
  • 1 : AC เกรด 85 - 100
  • 2 : AC เกรด 60 - 70
  • 3 : AC เกรด 50 - 60
  • 4 : AC เกรด 40 - 50
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 338 :
  • คัทแบกแอสฟัลต์ชนิดบ่มตัวเร็วใช้อะไรเป็นตัวทำละลาย
  • 1 : น้ำมันก๊าด
  • 2 : แกสโซลีน
  • 3 : น้ำมันดีเซล
  • 4 : น้ำมันสน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 339 :
  • ข้อใดที่ไม่ใช่วิธีการที่ทำให้แอสฟัลท์ซีเมนต์เป็นของเหลว
  • 1 : หลอมด้วยความร้อน
  • 2 : ละลายในปิโตรเลียม
  • 3 : ทำให้แขวนลอยในน้ำ
  • 4 : อัดด้วยแรงดัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 340 :
  • คัทแบกแอสฟัลต์ชนิดบ่มตัวปานกลางใช้อะไรเป็นตัวทำละลาย
  • 1 : น้ำมันก๊าด
  • 2 : แกสโซลีน
  • 3 : น้ำมันดีเซล
  • 4 : น้ำมันสน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 341 :
  • คุณสมบัติอะไรที่ใช้แยกชนิดของแอสฟัลต์อิมัลชัน
  • 1 : อัตราการหลอมเหลว
  • 2 : อัตราการแตกตัว
  • 3 : อัตราการระเหย
  • 4 : อัตราการอ่อนตัว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 342 :
  • ในการทดสอบ Penetration Test จะต้องให้เข็มรวมน้ำหนักบรรทุก 100 กรัม จมลงไปในเนื้อยางตัวอย่างเป็นระยะเวลาเท่าใด
  • 1 : 5 วินาที
  • 2 : 10 วินาที
  • 3 : 15 วินาที
  • 4 : 20 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 343 :
  • การทดลอง Flash and Fire Points ถ้วยที่ใส่ตัวอย่างทดลองเรียกว่า
  • 1 : Taken Open Cup
  • 2 : Cleveland Open Cup
  • 3 : Clavative Open Cup
  • 4 : Asphalt Open Cup
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 344 :
  • การทดลอง Float Test for Bitlumenous Materials อุณหภูมิของน้ำที่ใช้ทดสอบกี่องศา
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 345 :
  • การทดสอบหาค่าความหนืดของยางประเภท Cutback Asphalt ควรใช้วิธีทดสอบใด
  • 1 : Kinematic Viscosity Test
  • 2 : Softening Viscosity Test
  • 3 : Float Test
  • 4 : Penetration Test
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 346 :
  • ถ้วยรองรับตัวอย่าง (Flask) ในการทดสอบ Saybolt Furol Viscosity Test มีปริมาตรความจุเท่าใด
  • 1 : 40 ml.
  • 2 : 60 ml.
  • 3 : 80 ml.
  • 4 : 100 ml.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 347 :
  • จงคำนวณหา Bulk Specific Gravity of Specimen (G) ในการทดสอบ Marshall Mix Design ดังต่อไปนี้
    ตัวอย่างชั่งในอากาศหนัก 525 กรัม
    น้ำหนักอิ่มตัวผิวแห้ง 545 กรัม และเมื่อนำไปชั่งในน้ำ หนัก 285 กรัม
  • 1 : 2.00
  • 2 : 2.02
  • 3 : 2.15
  • 4 : 2.28
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 348 :
  • จงคำนวณหาค่า Flakiness Index จากข้อมูลผลการทดสอบต่อไปนี้
  • 1 : 19.73%
  • 2 : 20.96%
  • 3 : 21.78%
  • 4 : 22.81%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 349 :
  • ขนาดของมวลรวมที่ใช้กับผิวทาง Double Surface Treatment คือข้อใด
  • 1 : 12.5 มม. (1/2 นิ้ว) และ 9.5 มม. (3/8 นิ้ว)
  • 2 : 12.5 มม. (1/2 นิ้ว) และ 12.5 มม. (1/2 นิ้ว)
  • 3 : 19.0 มม. (3/4 นิ้ว) และ 9.5 มม. (3/8 นิ้ว)
  • 4 : 19.0 มม. (3/4 นิ้ว) และ 12.5 มม. (1/2 นิ้ว)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 350 :
  • ก่อนที่จะนำ Asphalt Cement AC 85-100 มาใช้งาน จะต้องผสมกับ aggregate ทำยางแอสฟัลต์ไปทำอะไรก่อน
  • 1 : เผาให้ร้อน
  • 2 : ผสมน้ำมันก๊าด
  • 3 : ผสมน้ำ
  • 4 : ผสมกับทินเนอร์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 351 :
  • มวลรวมหรือแอกกรีเกทที่มีขนาดคละดี (Well-graded) หมายถึงแอกกรีเกทที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อใด
  • 1 : แอกกรีเกทที่ได้รับการคลุกเคล้าให้เม็ดดินผสมเป็นเนื้อเดียวกัน
  • 2 : แอกกรีเกทที่ได้รับการคัดเลือกว่ามีคุณภาพดี
  • 3 : แอกกรีเกทที่มีเม็ดโต เม็ดกลาง เม็ดละเอียด ปะปนกัน
  • 4 : แอกกรีเกทที่ได้รับการคัดขนาด ในกองเดียวกันมีเม็ดขนาดใกล้เคียงกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 352 :
  • แอกกรีเกทที่บดอัดทำเป็นชั้นต่างๆ ของถนนแล้วน้ำซึมผ่านได้ยากกว่า คือ แอกกรีเกทที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อใด
  • 1 : ขนาดคละดี
  • 2 : เม็ดละเอียด
  • 3 : ขนาดโตปานกลาง
  • 4 : เม็ดขนาดโตกับขนาดเล็กมาก มีเม็ดขนาดกลางน้อย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 353 :
  • ในการควบคุมคุณสมบัติวัสดุที่จะทำเป็นชั้นพื้นทางแอกกรีเกท นิยมควบคุมโดยอาศัยผลการทดสอบวัสดุจากการทดสอบในข้อใด
  • 1 : Atterburg Limit. California Bearing Ratio. Marshall Mix Design. Gradation
  • 2 : Gradation. Atterburg Limit. % Wear. Compaction
  • 3 : Gradation. Atterburg Limit. % Wear. California Bearing Ratio
  • 4 : Atterburg Limit. California Bearing Ratio. Marshall Mix Design. Compaction
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 354 :
  • เหตุผลหลักที่เราสามารถใช้วัสดุประเภท นอนพลาสติก (Non-Plastic) ในชั้นพื้นทางได้เพราะ
  • 1 : ราคาถูกกว่า
  • 2 : ไม่ต้องห่วงเรื่องน้ำซึมผ่าน
  • 3 : บดอัดได้ง่ายกว่าพื้นทางทั่วไป
  • 4 : แรงยึดเหนี่ยวระหว่างเม็ดดี ทำให้ Stability ดี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 355 :
  • สำหรับไหล่ทางซอยแอกกรีเกทที่ทำหน้าที่ปกป้องคันทางด้วย หน่วยงานทางควรใช้วัสดุไหล่ทางที่มีค่า Atterburg Limit ในข้อใดจึงจะเหมาะสมที่สุด
  • 1 : Liquid Limit ไม่เกิน 35 Plasticity Index ไม่เกิน 16
  • 2 : Liquid Limit ไม่เกิน 35 Plasticity Index อยู่ระหว่าง 6 -16
  • 3 : Liquid Limit ไม่เกิน 25 Plasticity Index ไม่เกิน 6
  • 4 : Liquid Limit ไม่เกิน 35 Plasticity Index ไม่เกิน 11
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 356 :

  • 1 : 0.5 HGE
  • 2 : 0.6 HGE
  • 3 : 0.7 HGE
  • 4 : 0.8 HGE
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 357 :
  • สำหรับงานเซอร์เฟสทรีตเมนท์ที่ทำบนพื้นทาง ข้อความในข้อใดผิด
  • 1 : ผิวของพื้นทางที่ขรุขระและพรุนจะดูดซึมยาง เพราะฉนั้นต้องใช้ยางมากขึ้นเพื่อช่วยยึดแอกกรีเกท
  • 2 : ถ้าผิวของพื้นทางแข็ง แอกกรีเกทจะไม่ฝังลงในพื้นทาง ต้องใช้ปริมาณยางมากขึ้นเพื่อช่วยยึดแอกกรีเกท
  • 3 : ปริมาณจราจรมาก ต้องใส่ยางแอสฟัลท์มากขึ้นเพื่อช่วยยึดแอกกรีเกท
  • 4 : แอกกรีเกทก้อนกลมเกลี่ยแล้วมีช่องว่างมาก การยึดเหนี่ยวระหว่างก้อนไม่ดี ควรใช้ปริมาณยางมากขึ้นเพื่อช่วยยึดแอกกรีเกท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 358 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 359 :
  • Asphalt Mixes ที่มีเสถียรภาพ (Stability) ดี ได้มาจากการใช้ส่วนผสมในข้อใด
  • 1 : แอกกรีเกทมีขนาดคละดี ผิวขรุขระ ยางแอสฟัลท์ แข็ง ปริมาณน้อย
  • 2 : แอกกรีเกทมีขนาดคละดี ผิวเรียบ ยางแอสฟัลท์ แข็ง ปริมาณน้อย
  • 3 : แอกกรีเกทมีขนาดคละไม่ดี ผิวขรุขระ ยางแอสฟัลท์อ่อน ปริมาณน้อย
  • 4 : แอกกรีเกทมีขนาดคละดี ผิวขรุขระ ยางแอสฟัลท์ แข็ง ปริมาณมาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 360 :
  • Asphalt Mixes ที่มีความยืดหยุ่น (Flexibility) ดี ได้มาจากการใช้ส่วนผสมในข้อใด
  • 1 : แอกกรีเกทมีขนาดคละแบบ Open graded ยางแอสฟัลท์ ปริมาณน้อย
  • 2 : แอกกรีเกทมีขนาดคละแบบ Well graded ยางแอสฟัลท์ปริมาณน้อย
  • 3 : แอกกรีเกทมีขนาดคละแบบ Open graded ยางแอสฟัลท์ปริมาณมาก
  • 4 : แอกกรีเกทมีขนาดคละแบบ Well graded ยางแอสฟัลท์ปริมาณมาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 361 :
  • Asphalt Mixes ที่มีความทนทานต่อการลื่นไถลได้ดี ได้มาจากการใช้ส่วนผสมในข้อใด
  • 1 : แอกกรีเกทมีผิวขรุขระ ยางแอสฟัลท์ปริมาณมาก
  • 2 : แอกกรีเกทมี ผิวเรียบ ยางแอสฟัลท์ปริมาณน้อย
  • 3 : แอกกรีเกทมีผิวขรุขระ ยางแอสฟัลท์ปริมาณมาก
  • 4 : แอกกรีเกทมีผิวขรุขระ ยางแอสฟัลท์ปริมาณน้อย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 362 :

  • 1 : 2.66
  • 2 : 2.67
  • 3 : 2.69
  • 4 : 2.71
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 363 :
  • คุณสมบัติของ Mixes จากการทดสอบโดยวิธีมาร์แชล ในข้อใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : Flow value เพิ่มเมื่อ % AC by weight of mix เพิ่ม
  • 2 : Air void ลดลงเมื่อ % AC by weight of mix เพิ่ม
  • 3 : Void in Mineral Aggregate ลดลงเมื่อ % AC by weight of mix เพิ่ม
  • 4 : Stability เพิ่มเมื่อ % AC by weight of mix เพิ่ม แต่จะลดลงถ้า เมื่อ % AC by weight of mix มากเกินไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 364 :
  • ในการทดสอบหาค่า Optimum asphalt content โดยวิธี Marshall ถ้าปรากฏว่า Mix ยังคงมี Void สูงเกินไปแม้ค่า Stability จะเพียงพอ เราสามารถแก้ไขได้โดยวิธีในข้อใด
  • 1 : เพิ่มแอกกรีเกท
  • 2 : เติมฟิวเลอร์ (Filler)
  • 3 : เปลี่ยนไปใช้แอกกรีเกทที่คุณภาพดีกว่าเดิม
  • 4 : ลดปริมาณยาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 556 : Construction and maintenance of highways
ข้อที่ 365 :
  • ผิวทางใดถูกนำมาพิจารณาเปรียบเทียบในด้านวิธีการก่อสร้างและบำรุงรักษาทางว่าใกล้เคียงกัน ในปีพ.ศ. 2536
  • 1 : Slurry Seal and Concrete
  • 2 : Asphalt Concrete andCold Mixed Asphalt
  • 3 : Cape Seal and Double Surface Treatment
  • 4 : Recycling and Modified Asphalt Concrete
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 366 :
  • ในปี พ.ศ. 2536 กรมทางหลวงได้พิจเารณาว่าผิวทางใดมีคุณภาพเท่าเทียมกัน
  • 1 : Slurry Seal and Cold Mixed Asphalt
  • 2 : Asphalt Concrete and Concrete
  • 3 : Cape Seal and Double Surface Treatment
  • 4 : Recycling and Modified Asphalt Concrete
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 367 :
  • ผิวทางที่ใช้วิธีการพ่นยางบาง ๆ ลงบนผิวทางเก่าแล้วโรยหิน มีความหนาประมาณ 10-20 มม. เรียกว่าอย่างไร
  • 1 : ชีพซีล (Chip Seal)
  • 2 : สเลอรี่ซีล (Slurry Seal)
  • 3 : เซอร์เฟสทรีทเมนต์ (Surface Treatment)
  • 4 : โคลด์มิกซ์ (Cold Mix)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 368 :
  • ลักษณะของผิวทางที่ไม่สามารถทนต่อการผลักดันของล้อรถได้ เนื่องจากแรงยึดเหนี่ยวระหว่างชั้นผิวหน้าและชั้นล่างไม่ดีพอ หรือส่วนผสมของผิวทางมีทรายมากเกินไป เรียกว่าอย่างไร
  • 1 : Shrinkage crack
  • 2 : Cracking
  • 3 : Slippage crack
  • 4 : Alligator crack
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 369 :
  • หลังจาก Prime Coat แล้วจะต้องทิ้งไว้ไม่น้อยกว่าเท่าใด จึงจะทำผิวทางได้
  • 1 : 6 ชม.
  • 2 : 12 ชม.
  • 3 : 24 ชม.
  • 4 : 48 ชม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 370 :
  • ในการก่อสร้างผิวทางแบบ Cape Seal ก่อนที่จะทำการลาด Slurry จะต้องทำการในข้อใดก่อน
  • 1 : พรมน้ำ
  • 2 : Prime Coat
  • 3 : Tack Coat
  • 4 : Fog Spray
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 371 :
  • ตามมาตรฐานของกรมทางหลวง ในการก่อสร้างผิวทางแบบ Double Surface Treatment ในชั้นที่ 2 จะต้องใช้หินขนาดเท่าใด
  • 1 : 1”
  • 2 : 3/4”
  • 3 : 1/2”
  • 4 : 3/8”
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 372 :
  • ในการปูผิวทางแบบแอสฟัลต์คอนกรีตผสมร้อน จะต้องมีอุณหภูมิไม่น้อยกว่าเท่าใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 373 :
  • เครื่องจักรกลงานดินชนิดใดที่เหมาะสมที่สุดในการปรับขึ้นรูปคันทางถนน
  • 1 : Tractor
  • 2 : Bullozer
  • 3 : Grader
  • 4 : Back Hoe
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 374 :
  • การ Overlay ในผิวทางแบบ Asphalt Concrete จัดว่าเป็นการซ่อมบำรุงทางประเภทใด
  • 1 : Routine Maintenance
  • 2 : Periodic Maintenance
  • 3 : Urgent Maintenance
  • 4 : Special Maintenance
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 375 :
  • ในการสำรวจเพื่อที่จะหางานดินตัดของถนนช่วงหนึ่ง พบว่า
    เมื่อตั้งกล้องทางซ้ายมือของ ศูนย์กลางทาง ค่า HI มีค่าเท่ากับ 20.000 m อ่านค่า Ground Rod ที่จุดศูนย์กลางทาง ได้ค่าเท่ากับ 2.500 m ค่า Grade Elevation ในแบบมีค่าเท่ากับ 16.000 m
    จงหาค่าความสูงของดินตัดที่จุดศูนย์กลางทางนี้
  • 1 : 6.500 m
  • 2 : 4.000 m
  • 3 : 3.000 m
  • 4 : 1.500 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 376 :
  • งานผิวทางจราจรแบบแอสฟัลต์คอนกรีตผสมร้อน ใช้ยางแอสฟัลต์ชนิดใด
  • 1 : Cutback Asphalt
  • 2 : Emulsified Asphalt
  • 3 : Asphalt Cement
  • 4 : Concrete Asphalt
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 377 :
  • การพ่นยางแอสฟัลต์ลงบนชั้นพื้นทาง ก่อนที่จะก่อสร้างชั้นผิวทางเรียกว่าอะไร
  • 1 : Prime Coat
  • 2 : Tack Coat
  • 3 : Slurry Seal
  • 4 : Fog Seal
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 378 :
  • โครงสร้างชั้นทางชั้นใดอยู่ใต้ชั้นผิวทาง
  • 1 : ชั้นรองพื้นทาง
  • 2 : ชั้นพื้นทาง
  • 3 : ชั้นวัสดุคัดเลือก ก
  • 4 : ชั้นวัสดุคัดเลือก ข
  • 5 : ชั้นดินคันทาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 379 :
  • Rotary Power Bloom หมายถึงเครื่องจักรชนิดใด
  • 1 : เครื่องปูถนน
  • 2 : เครื่องพ่นแอสฟัลต์
  • 3 : เครื่องโรยหิน
  • 4 : เครื่องกวาดฝุ่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 380 :
  • ในการบำรุงทาง เราใช้ benkelman beam วัดค่าอะไร
  • 1 : วัดความแข็งแรงของถนน
  • 2 : วัดการสึกหรอของผิวหน้าถนน
  • 3 : วัดความฝืดของผิวถนน
  • 4 : วัดการแอ่นตัวของถนน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 381 :
  • การทำ Overlay ในงานทางหมายถึงอะไร
  • 1 : การอุดโพรงใต้พื้นถนน
  • 2 : การป้องกันไม่ให้น้ำไหลลงใต้ผิวทาง
  • 3 : การทำชั้นผิวทางทับผิวทางเดิม
  • 4 : การตัดผิวทางที่สูงเกินไปออก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 382 :
  • โดยปกติผิวถนนลาดยางในข้อใดรับน้ำหนักได้ดีที่สุด
  • 1 : Surface Treatment
  • 2 : Asphalt Concrete
  • 3 : Cape Seal
  • 4 : Seal Coat
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 383 :
  • การก่อสร้างถนนสายหนึ่ง สภาพภูมิประเทศเป็นเนินเขา มีต้นไม้ใหญ่และทุ่งหญ้าปกคลุม ในการก่อสร้างควรทำงานใดก่อนเป็นอันดับแรก
  • 1 : งานถางป่าและงานขุดตอ
  • 2 : งานถมคันทาง
  • 3 : งานตัดคันทาง
  • 4 : งานวัสดุคัดเลือก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 384 :
  • ก่อนที่จะทำการก่อสร้างชั้นพื้นผิวทาง จะต้องรีบทำการก่อสร้างในขั้นตอนใด เพื่อป้องกันมิให้ชั้นพื้นทางเกิดความเสียหายเสียก่อน
  • 1 : การพ่นน้ำพื้นทาง
  • 2 : Fog Spray พื้นทาง
  • 3 : Prime Coat พื้นทาง
  • 4 : Tack Coat พื้นทาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 385 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของการแตกชำรุด(Cracking) ที่พบเห็นบนทางลาดยางทั่วไป มีสาเหตุเนื่องมาจากดินคันทางหรือพื้นทางอ่อนตัว เพราะการบดอัดไม่ดีทำให้ผิวทางทรุดตัวตามไปด้วย หรือเกิดจากอาการล้า (fatigue) ของผิวทาง
  • 1 : ผิวทางทรุดเป็นร่องตามแนวล้อ
  • 2 : ทางชำรุดเนื่องจากแรงเฉือน
  • 3 : ผิวทางแตกตามขวาง
  • 4 : ผิวทางแตกลายหนังจระเข้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 386 :
  • วิธีการซ่อมรอยแตกแบบหนังจระเข้ (Alligator crack) ลำดับแรกควรซ่อมอย่างไร
  • 1 : พ่น Tack Coat บริเวณผนังข้างหลุมทุกด้าน
  • 2 : กลบหลุมซ่อมด้วยวัสดุผสมแอสฟัลต์คอนกรีต
  • 3 : ขุดผิวทางและพื้นทางที่ชำรุดออก
  • 4 : จัดระบบการระบายน้ำใหม่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 387 :
  • การชำรุดเสียหายของถนนในข้อใดที่เกิดจากความแตกต่างของอุณหภูมิในช่วงเวลากลางวันและกลางคืน และแผ่นคอนกรีตเทเป็นแผ่นเดียวโดยไม่มีแนวรอยต่อตามยาว
  • 1 : รอยแตกจากการห่อตัว (Warping Cracks)
  • 2 : รอยแตกจากการหดตัวเมื่ออุณหภูมิต่ำ (Contraction Cracks)
  • 3 : รอยแตกจากการขยายตัว (Blowups Cracks)
  • 4 : รอยแตกจากการหดตัว (Shrinkage Cracks)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 388 :
  • Right of Way หมายถึงอะไร
  • 1 : เขตทางหลวง
  • 2 : เขตหวงห้าม
  • 3 : เขตแนวบริเวณก่อสร้างทาง
  • 4 : เขตการจราจร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 389 :
  • ในการก่อสร้างทางใหม่เราจะพ่นยางลงบนพื้นหินคลุก (Base) ก่อนทำผิวทาง การพ่นยางนั้นเรียกว่าอะไร
  • 1 : Tack Coat
  • 2 : Binder Coat
  • 3 : Seal Coat
  • 4 : Prime Coat
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 390 :
  • การปู Asphaltic Concrete ลงบนผิวทางเก่าเราเรียกว่าอะไร
  • 1 : Fog Seal
  • 2 : Overlay
  • 3 : Seal Coat
  • 4 : Prime Coat
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 391 :
  • การบดอัดดินในสนาม ค่าความชื้นในมวลดิน (Optimum Moisture Content) ยินยอมให้ผิดพลาดได้ไม่เกินเท่าใดของค่าควบคุมการทดสอบในห้องปฏิบัติการ
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 392 :
  • ยางมะตอยน้ำที่ใช้ทำสเลอลี่ซิล (Slurry Seal) ใช้ยางประเภทใด
  • 1 : CRS - 1 h
  • 2 : CMS - 1 h
  • 3 : CSR - 1 h
  • 4 : CSS - 1 h
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 393 :
  • งานตัดหินผุ (Soft Rock Excavation) ควรใช้เครื่องจักรหนักในข้อใด
  • 1 : Crawler Tractor
  • 2 : Farm Tractor
  • 3 : Motor Grader
  • 4 : Front End Loader
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 394 :
  • งานก่อสร้างผิวทางแบบ Single Surface Treatment ยางน้ำที่ใช้คือยางประเภทใด
  • 1 : CMS
  • 2 : CSS-1
  • 3 : CRS-2
  • 4 : MC-70
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 395 :
  • ผิวทางลาดยางลื่น (Slippery Surfaces) สาเหตุเกิดจากอะไร
  • 1 : ปริมาณยางมากเกินไป
  • 2 : ปริมาณหินน้อยเกินไป
  • 3 : ปริมาณยางน้อยเกินไป
  • 4 : ปริมาณหินมากเกินไปทำให้หลุดร่อน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 396 :
  • จงคำนวณหาอัตราการโรยหินลาดยางแบบ Single Surface Treatment กรณีหินมีขนาดไม่เท่ากัน กำหนดให้ค่าจากการทดสอบดังต่อไปนี้
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 397 :

  • ส่านผสมแอสฟัลท์ติกคอนกรีตประกอบด้วยมวลรวม 2,250 กก. ใช้แอสฟัลท์เท่ากับ 150 กก./ม3 และถูกดูดซึมเข้าไปในวัสดุมวลรวม 1.2‰ specific gravity ของมวลรวม = 2.76 และ specific gravity ของแอสฟัลท์ซีเมนต์ = 1.05 จงหาค่า VMA
  • 1 : 12.50%
  • 2 : 13.80%
  • 3 : 14.20%
  • 4 : 15.70%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 398 :
  • การพ่นลาดยางแอสฟัลท์ประเภทที่มีความหนืดต่ำลงบนพื้นทางที่บดอัดแน่นเรียกว่า
  • 1 : Prime Coat
  • 2 : Tack Coat
  • 3 : Seal Coat
  • 4 : Fog Seal
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 399 :
  • การพ่นยางมะตอยเป็นตัวเชื่อมระหว่างชั้นผิวทางเดิม และลาดทับด้วยหินขนาด 1/2 นิ้ว-No.8 เรียกว่าอะไร
  • 1 : Prime Coat
  • 2 : Tack Coat
  • 3 : Seal Coat
  • 4 : Fog Seal
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 400 :
  • การพ่นยางมะตอยลงบนผิวทางเก่า(ทั้งผิวทางลาดยางหรือผิวทางคอนกรีต) เพื่อเชื่อมยึดผิวทางเก่ากับผิวทางใหม่เรียกว่าอะไร
  • 1 : Prime Coat
  • 2 : Tack Coat
  • 3 : Seal Coat
  • 4 : Fog Seal
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 401 :
  • ข้อใดไม่ใช่จุดประสงค์ของการทำ Prime Coat
  • 1 : ป้องกันน้ำและเชื่อมยึดหินส่วนผิวของพื้นทาง
  • 2 : เพิ่มความแข็งแรงให้พื้นทาง
  • 3 : เชื่อมยึดระหว่างพื้นทางและชั้นผิวทาง
  • 4 : ป้องกันผิวของพื้นทางไม่ให้หลุดล่อน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 402 :
  • ถ้าต้องการ
    1.) กันน้ำที่จะซึมผ่านผิวทางลงไป
    2.) ช่วยให้การเกาะกันของเม็ดหินและผิวทางดีขึ้น
    3.) ช่วยให้ผิวทางแน่นเรียบและแข็งแรงขึ้น
    4.) เพิ่มความหนาของผิวทางและเพิ่มความแข็งแรงให้ถนน
    ควรจะทำในข้อใด
  • 1 : Prime Coat
  • 2 : Tack Coat
  • 3 : Seal Coat
  • 4 : Fog Seal
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 403 :
  • ถ้าผิวทางเกิดการทรุดตัวเนื่องจาก ชั้นดินคันทางและพื้นทางเปียกชื้นหรืออิ่มตัวด้วยน้ำ และเกิดเฉพาะพื้นที่ไม่กว้าง ผิวทางจะเสียหายในลักษณะใด
  • 1 : ลักษณะการแตกทรุดไปตามยาวตามขอบถนน
  • 2 : แตกลักษณะคล้ายลายหนังจระเข้
  • 3 : แตกเป็นรอยยาวอยู่บนผิวทาง
  • 4 : แตกเป็นแผ่นขนาดใหญ่และมีมุมแหลม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 404 :
  • โดยปกติผิวทางชนิดใดมีราคาถูกที่สุด
  • 1 : Rigid Pavement
  • 2 : Double Surface Treatment
  • 3 : Asphalt Concrete
  • 4 : Cape Seal
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 405 :
  • เครื่องจักรกล ชนิดใดที่เหมาะสมที่สุด ในงานขุดตักและขนย้ายดินซึ่งอยู่ในตำแหน่งสูงกว่าเครื่องจักร
  • 1 : Backhoe
  • 2 : Power Shovel
  • 3 : Dragline
  • 4 : Clamshell
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 406 :
  • จงคำนวณหาค่า Stripping Test (by Plate Test) เฉลี่ยมีค่าเท่าใด
    ดังรายละเอียดผลการทดสอบจำนวน 2 ถาด
    ถาดละ 25 ตัวอย่าง ดังต่อไปนี้
  • 1 : 6%
  • 2 : 7%
  • 3 : 8%
  • 4 : 9%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 407 :
  • ค่าระดับของหมุดระดับ (BM) ในการตรวจสอบแบบวงรอบปิด อนุญาตให้ผิดพลาดได้ไม่เกินเท่าไร
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 408 :
  • วัสดุประเภทหินลอย (Boulder) ที่ถือว่าเป็นหินแข็ง (Hard Rock) จะต้องมีขนาดไม่น้อยกว่าเท่าใด
  • 1 : 0.25 ลบ.ม.
  • 2 : 0.50 ลบ.ม.
  • 3 : 0.75 ลบ.ม.
  • 4 : 1.00 ลบ.ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 409 :
  • การบดอัดชั้นโครงสร้างทางโดยทั่วไป จะตรวจสอบความหนาแน่นของงานในสนามโดยวิธีใด
  • 1 : Pychometer
  • 2 : Volumemeter
  • 3 : Balloon
  • 4 : Sand Cone
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 410 :
  • เครื่องจักรในข้อใดที่เหมาะสำหรับใช้ในการบดอัดดินที่มีลักษณะเป็นดินเหนียวหรือดินเหนียวปนทราย
  • 1 : Smooth Wheeled Roller
  • 2 : Tamping Roller
  • 3 : Vibratory Roller
  • 4 : Vibratory Plate
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 411 :
  • ข้อใดเป็นการเรียงลำดับการก่อสร้างชั้นต่างๆ ของทางที่ถูกต้อง
  • 1 : ชั้นผิวทาง ----> วัสดุคัดเลือก ----> รองพื้นทาง ----> พื้นทาง ----> ดินเดิม
  • 2 : ดินเดิม ----> วัสดุคัดเลือก ----> รองพื้นทาง ----> พื้นทาง ----> ผิวทาง
  • 3 : ดินเดิม ----> รองพื้นทาง ----> พื้นทาง ----> วัสดุคัดเลือก ----> ผิวทาง
  • 4 : ชั้นผิวทาง ----> พื้นทาง ----> รองพื้นทาง ----> วัสดุคัดเลือก ----> ดินเดิม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 412 :
  • เครื่องจักรหนักที่ใช้ในการผสมแอกกรีเกทให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกันในสนาม คือเครื่องมือในข้อใด
  • 1 : Plant Mixer
  • 2 : Bulldozer
  • 3 : Tractor
  • 4 : Grader
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 413 :
  • การขนย้ายดินระยะสั้นระหว่างการก่อสร้างทาง เครื่องจักรหนักในข้อใดเหมาะสมที่สุด
  • 1 : Grader
  • 2 : Bulldozer
  • 3 : Scraper
  • 4 : Dump truck
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 414 :
  • ข้อใดไม่เป็นเทคนิคการก่อสร้างเพื่อลดการพังทลายของดินตัดในย่านภูเขา
  • 1 : การทำ Stabilization คันทาง

  • 2 : การลดความลาดชันของดินตัด

  • 3 : การตัดเป็นขั้นบันได
  • 4 : การลดความลาดชันของดินตัด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 415 :
  • ข้อใดไม่เป็นเทคนิคการก่อสร้างเพื่อลดทรุดตัวและการพังทลายของคันทางในบริเวณดินอ่อน
  • 1 : ใช้วัสดุคันทางน้ำหนักเบา
  • 2 : การทำ Stabilization ชั้นเพพเมนท์ของทาง
  • 3 : การลดความลาดชันด้านข้างของคันทาง
  • 4 : การทำ Berm  สองข้างคันทาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 416 :
  • เครื่องมือที่สามารถวัดความต้านทานต่อการลื่นไถลของผิวทางได้ คือเครื่องมือในข้อใด
  • 1 : Profilometer
  • 2 : British Pendulum Tester
  • 3 : Benkelman Beam
  • 4 : Roughness Meter
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 417 :
  • ข้อใดนับเป็น Functional Failure ของถนน
  • 1 : ผิวทางลื่น
  • 2 : ทางมีรอยแตกแบบหนังจระเข้ (Alligator crack)
  • 3 : ผิวคอนกรีตเกิด Pumping action
  • 4 : ผิวทางแอ่นตัวมากเกินไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 418 :
  • ข้อใดไม่นับเป็น Structural Failure ของถนน
  • 1 : ผิวทางขรุขระ
  • 2 : ทางมีรอยแตกแบบหนังจระเข้ (Alligator crack)
  • 3 : ผิวคอนกรีตเกิด Pumping action
  • 4 : ผิวทางแอ่นตัวมากเกินไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 419 :
  • ข้อใดไม่เป็นวิธีในการซ่อมบำรุงผิวทางแอสฟัลต์ลื่นโดยเฉพาะเมื่อผิวทางเปียก
  • 1 : ทำการเซาะร่อง (Grooving) บนผิวทาง
  • 2 : สาดทับผิวเดิมด้วยแอกกรีเกทร้อน
  • 3 : ทำการปูทับด้วยแอสฟัลต์คอนกรีต
  • 4 : ปูผิวใหม่ด้วยการซีลโค้ท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 420 :
  • จากข้อมูลการคิดปริมาณดินของการก่อสร้างงานทาง ณ Station 0+000 และ Station 0 + 025 ดังนี้ จงคำนวณหาปริมาตรของดินถม (ลูกบาศก์เมตร) ระหว่าง 2 Stations นี้ โดยวิธีคิดเนื้อที่หัวท้ายเฉลี่ย (End Area Method)

  • 1 : 900
  • 2 : 1,000
  • 3 : 1,800
  • 4 : 2,000
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 421 :
  • จากข้อมูลการคิดปริมาณดินของการก่อสร้างงานทาง ณ Station 0+000 และ Station 0 + 025 ดังนี้ จงคำนวณหาปริมาตรของดินสุทธิ (ลูกบาศก์เมตร) ระหว่าง 2 Stations นี้ โดยวิธีคิดเนื้อที่หัวท้ายเฉลี่ย (End Area Method) โดยสมมติให้ ดินถมมี Shrinkage 10%

  • 1 : 10
  • 2 : 100
  • 3 : 150
  • 4 : 200
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
สภาวิศวกร