สภาวิศวกร

สาขา : เหมืองแร่

วิชา : Physical Metallurgy

เนื้อหาวิชา : 505 : Crystal structure
ข้อที่ 1 :
  • ระนาบใดที่อะตอมเรียงตัวหนาแน่นที่สุดในโครงสร้างผลึกแบบ FCC
  • 1 : {100}
  • 2 : {110}
  • 3 : {111}
  • 4 : {112}
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 2 :
  • ระนาบใดที่อะตอมเรียงตัวหนาแน่นที่สุดในโครงสร้างผลึกแบบ BCC
  • 1 : {100}
  • 2 : {110}
  • 3 : {111}
  • 4 : {112}
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 3 :
  • ทิศทางที่อะตอมเรียงตัวหนาแน่นที่สุดในโครงสร้างผลึกแบบ FCC
  • 1 : <100>
  • 2 : <110>
  • 3 : <111>
  • 4 : <112>
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 4 :
  • ทิศทางที่อะตอมเรียงตัวหนาแน่นที่สุดในโครงสร้างผลึกแบบ BCC
  • 1 : <100>
  • 2 : <110>
  • 3 : <111>
  • 4 : <112>
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 5 :
  • ที่มุมทั้งสามของ Standard Triangle Stereographic Projection สำหรับผลึกรูปลูกบาศก์ประกอบไปด้วยทิศทางอะไรบ้าง
  • 1 : <000> <100> <110>
  • 2 : <000> <100> <111>
  • 3 : <000> <110> <111>
  • 4 : <100> <110> <111>
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 6 :
  • ในแผนภาพ Stereographic projection ทิศทางหรือโพลของผลึกแสดงแทนด้วยจุดบนแผนภาพ ในขณะที่ระนาบของผลึกแสดงแทนด้วยเส้นวงกลมหลัก (Great circle) บนแผนภาพ อยากทราบว่าจุดที่อยู่บนเส้นวงกลมหลักบนแผนภาพ หมายถึง อะไร
  • 1 : ทิศทางของระนาบ
  • 2 : ทิศทางที่ขนานหรืออยู่บนระนาบ
  • 3 : ทิศทางที่ทำมุมกับระนาบ
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 7 :
  • คำตอบใดเป็น Zone axis หรือทิศทางร่วมของระนาบ (0-11) (10-1) และ (1-10)
  • 1 : a
  • 2 : b
  • 3 : c
  • 4 : d
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 8 :
  • Polymorphism หมายถึง
  • 1 : ภาวะที่ธาตุแต่ละชนิดมีหลายโครงสร้าง โดยการเปลี่ยนโครงสร้างหนึ่งไปเป็นอีกโครงสร้างหนึ่งขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความดัน
  • 2 : ภาวะที่วัสดุมีหลายผลึก โดยแต่ละผลึกมีการเรียงตัวในทิศทางแบบไร้ระเบียบ
  • 3 : ภาวะที่วัสดุมีหลายผลึก โดยการเรียงตัวของแต่ละผลึกมีแนวโน้มไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง
  • 4 : ภาวะที่สมบัติทางกายภาพของวัสดุมีขนาดเปลี่ยนแปลงไปตามทิศทางการเรียงตัวของผลึก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 9 :
  • ชนิดของช่องว่าง (Voids) ในผลึกของโลหะได้แก่
  • 1 : ช่องว่างเตตราฮีดรอล (Tetrahedral voids) และช่องว่างเฮกซาโกนอล (Hexagonal voids)
  • 2 : ช่องว่างเฮกซาโกนอล (Hexagonal voids) และช่องว่างออกตาฮีดรอล (Octahedral voids)
  • 3 : ช่องว่างเตตราฮีดรอล (Tetrahedral voids) และช่องว่างออกตาฮีดรอล (Octahedral voids)
  • 4 : ช่องว่างเตตราฮีดรอล (Tetrahedral voids) ช่องว่างเฮกซาโกนอล (Hexagonal voids) และช่องว่างออกตาฮีดรอล (Octahedral voids)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 10 :
  • จำนวนโคออร์ดิเนชัน (Coordination number) ของช่องว่างเตตราฮีดรอล (Tetrahedral voids) เท่ากับเท่าใด
  • 1 : 4
  • 2 : 5
  • 3 : 6
  • 4 : 8
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 11 :
  • จำนวนโคออร์ดิเนชัน (Coordination number) ของช่องว่างออกตาฮีดรอล (Octahedral voids) เท่ากับเท่าใด
  • 1 : 4
  • 2 : 5
  • 3 : 6
  • 4 : 8
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 12 :
  • ข้อใดไม่ใช่ Polymorph ของเหล็ก
  • 1 : Alpha iron
  • 2 : Gamma iron
  • 3 : Cementite
  • 4 : Delta iron
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 13 :
  • ข้อใดไม่ใช่โครงสร้างผลึกของโลหะ
  • 1 : BCC (Body-Centered Cubic)
  • 2 : FCC (Face-Centered Cubic)
  • 3 : KFC (K - Faced Cubic)
  • 4 : HCP (Hexagonal Closed Pack)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 14 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นการจับคู่ชนิดของโลหะและโครงสร้างผลึกที่อุณหภูมิห้องได้ถูกต้อง
  • 1 : สังกะสี – BCC
  • 2 : ตะกั่ว – FCC
  • 3 : บิสมัท - KFC
  • 4 : ทังสเตน - HCP
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 15 :
  • โลหะชนิดใดต่อไปนี้มี Atomic Packing Factor ต่ำที่สุดที่อุณหภูมิห้อง
  • 1 : โครเมียม
  • 2 : โคบอลต์
  • 3 : อะลูมิเนียม
  • 4 : ไททาเนียม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 16 :
  • โลหะชนิดในข้อใดต่อไปนี้สามารถดึงขึ้นรูปเป็นลวดได้ดีที่สุด
  • 1 : โคบอลต์
  • 2 : เหล็ก
  • 3 : ทองแดง
  • 4 : แมกนีเซียม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 17 :
  • ข้อใดต่อไปนี้มีโครงสร้างผลึกต่างจากพวก
  • 1 : ตะกั่ว
  • 2 : เบอริลเลียม
  • 3 : อะลูมิเนียม
  • 4 : แพลทตินัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 18 :
  • โมลิบดีนัมมีโครงสร้างผลึกที่อุณหภูมิห้องแบบ BCC และมีรัศมีอะตอมเท่ากับ 0.140 นาโนเมตร จงคำนวณหา Lattice Constant ของโมลิบดีนัม
  • 1 : 0.323 นาโนเมตร
  • 2 : 0.123 นาโนเมตร
  • 3 : 0.223 นาโนเมตร
  • 4 : 0.423 นาโนเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 19 :
  • ทองคำมี Lattice Constant เท่ากับ 0.40788 นาโนเมตรและมีโครงสร้างผลึกที่อุณหภูมิห้องแบบ FCC จงคำนวณหารัศมีอะตอมของทองคำ
  • 1 : 0.144 นาโนเมตร
  • 2 : 0.244 นาโนเมตร
  • 3 : 0.344 นาโนเมตร
  • 4 : 0.444 นาโนเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 20 :
  • ทองแดงมีโครงสร้างผลึกแบบ FCC ที่อุณหภูมิห้องและมี Lattice Constant เท่ากับ 0.361 นาโนเมตร จงคำนวณหาระยะห่างระหว่างระนาบ (220) แต่ละระนาบ
  • 1 : 0.128 นาโนเมตร
  • 2 : 0.228 นาโนเมตร
  • 3 : 0.328 นาโนเมตร
  • 4 : 0.428 นาโนเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 21 :
  • ทองแดงมีโครงสร้างผลึกแบบ FCC และมีรัศมีอะตอมเท่ากับ 0.1278 นาโนเมตร จงคำนวณหาความถ่วงจำเพราะของทองแดง กำหนดให้ Atomic mass ของทองแดงเท่ากับ 63.54 กรัมต่อโมล
  • 1 : 8.98
  • 2 : 7.78
  • 3 : 9.68
  • 4 : 4.51
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 22 :
  • ข้อใดเป็น Miller Indice ของระนาบในภาพ
  • 1 : (100)
  • 2 : (110)
  • 3 : (111)
  • 4 : (010)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 23 :
  • ข้อใดเป็น Miller Indice ของระนาบในภาพ
  • 1 : (110)
  • 2 : (100)
  • 3 : (111)
  • 4 : (010)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 24 :
  • ข้อใดเป็น Miller Indice ของระนาบในภาพ
  • 1 : (111)
  • 2 : (100)
  • 3 : (110)
  • 4 : (010)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 25 :
  • ข้อใดเป็น Miller Indice ของ Direction ในภาพ
  • 1 : [100] และ [110]
  • 2 : [111] และ [100]
  • 3 : [110] และ [121]
  • 4 : [100] และ [101]
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 26 :
  • ข้อใดเป็น Miller Indice ของ Direction ในภาพ
  • 1 : [111]
  • 2 : [100]
  • 3 : [110]
  • 4 : [001]
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 27 :
  • ข้อใดเป็น Miller Indice ของ Direction ในภาพ
  • 1 : [210]
  • 2 : [100]
  • 3 : [110]
  • 4 : [001]
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 28 :
  • ข้อใดเป็น Miller Indice ของ Equivalent Vector กับ Vector ในภาพ
  • 1 : [110]
  • 2 : [210]
  • 3 : [100]
  • 4 : [001]
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 29 :
  • สังกะสีมีโครงสร้างเป็น
  • 1 : B.C.C.
  • 2 : F.C.C.
  • 3 : H.C.P.
  • 4 : B.C.T.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 30 :
  • ทองแดงมีโครงสร้างเป็น
  • 1 : B.C.C.
  • 2 : F.C.C.
  • 3 : H.C.P.
  • 4 : B.C.T.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 31 :
  • โมลิบดีนัมมีโครงสร้างเป็น
  • 1 : B.C.C.
  • 2 : F.C.C.
  • 3 : H.C.P.
  • 4 : B.C.T.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 32 :
  • ความสัมพันธ์ระหว่างความยาวด้านของ unit cell (a) และรัศมีของอะตอม (R) ในโครงสร้างใดที่เขียนได้ด้วยสมการ
  • 1 : BCC
  • 2 : FCC
  • 3 : HCP
  • 4 : Simple Cubic
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 33 :
  • ความสัมพันธ์ระหว่างความยาวด้านของ unit cell (a) และรัศมีของอะตอม (R) ใน โครงสร้างใดที่เขียนได้ด้วยสมการ
  • 1 : BCC
  • 2 : FCC
  • 3 : HCP
  • 4 : Simple Cubic
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 34 :
  • ความสัมพันธ์ระหว่างความยาวด้านของ unit cell (a) และรัศมีของอะตอม (R) ใน โครงสร้าง Simple Cubic คือ
  • 1 : a = 2R
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 : a = 4R
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 35 :
  • ความสัมพันธ์ระหว่างความยาวด้านของ unit cell (a) และรัศมีของอะตอม (R) ใน โครงสร้าง Face-centered Cubic คือ
  • 1 : a = 2R
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 : a = 4R
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 36 :
  • ความสัมพันธ์ระหว่างความยาวด้านของ unit cell (a) และรัศมีของอะตอม (R) ใน โครงสร้าง Body-centered Cubic คือ
  • 1 : a = 2R
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 : a = 4R
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 37 :
  • โครงสร้าง Body Centered Cubic (BCC) มีเลขโคออดิเนชันเท่ากับเท่าใด
  • 1 : 6
  • 2 : 8
  • 3 : 12
  • 4 : 16
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 38 :
  • โครงสร้าง Face Centered Cubic (FCC) มีเลขโคออดิเนชันเท่ากับเท่าใด
  • 1 : 6
  • 2 : 8
  • 3 : 12
  • 4 : 16
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 39 :
  • โครงสร้าง Hexagonal Close-packed (HCP) มีเลขโคออดิเนชันเท่ากับเท่าใด
  • 1 : 6
  • 2 : 8
  • 3 : 12
  • 4 : 16
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 40 :
  • เพราะเหตุใดโลหะจึงไม่มีคุณสมบัติโปร่งแสง
  • 1 : เพราะประกอบไปด้วยพันธะอิออนิกผสมกับโควาเลนต์
  • 2 : เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้
  • 3 : เพราะมีความเป็นแม่เหล็ก
  • 4 : เพราะเป็นวัสดุที่มีโครงสร้างผลึก
  • 5 : เพราะเป็นสนิมได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 41 :
  • ข้อใดไม่ใช่โครงสร้างผลึกพื้นฐานของโลหะ
  • 1 : body-centered cubic
  • 2 : face-centered cubic
  • 3 : hexagonal-close-packed
  • 4 : body-centered tetragonal
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 42 :
  • ข้อใดคือ atomic packing factor (APF)
  • 1 : รัศมีอะตอมใน unit cell / ปริมาตรของ unit cell
  • 2 : ปริมาตรของอะตอมทั้งหมดใน unit cell / ปริมาตรของ unit cell
  • 3 : เส้นผ่าศูนย์กลางของอะตอมใน unit cell / ปริมาตรของ unit cell
  • 4 : มวลของอะตอมใน unit cell / ปริมาตรของ unit cell
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 43 :
  • โลหะที่สามารถเปลี่ยนระบบผลึกเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าอะไร
  • 1 : amorphous
  • 2 : meta stable
  • 3 : lattice parameter
  • 4 : allotropy
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 44 :
  • โครงสร้างผลึกแบบใดที่มีการเรียงตัวแบบอัดแน่นที่สุด
  • 1 : FCC, BCC
  • 2 : FCC, HCP
  • 3 : BCC, HCP
  • 4 : BCC, FCC และ HCP
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 45 :
  • ระนาบพื้นหรือ Basal Plane ใน HCP เขียนเป็นดัชนีมิลเลอร์ได้เป็น
  • 1 : (1000)
  • 2 : (0100)
  • 3 : (0010)
  • 4 : (0001)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 46 :
  • ใน Stereographic Projection แสดงทิศทางหรือ Pole ของผลึกด้วยอะไร
  • 1 : จุด
  • 2 : เส้นตรง
  • 3 : เส้นโค้ง
  • 4 : พื้นที่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 47 :
  • ใน Stereographic Projection แสดงระนาบของผลึกด้วยอะไร
  • 1 : จุด
  • 2 : เส้นตรง
  • 3 : เส้นวงกลมหลัก (Great Circle)
  • 4 : พื้นที่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 48 :
  • ข้อใดมีความหมายเดียวกันกับ Polymorphism
  • 1 : Allotropy
  • 2 : Polycrystalline
  • 3 : Crystallography
  • 4 : Amorphous
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 49 :
  • จำนวนอะตอมต่อหนึ่งยูนิตเซลล์ในโครงสร้างผลึกแบบ FCC คือ
  • 1 : 2
  • 2 : 4
  • 3 : 8
  • 4 : 14
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 506 : Crystal defects
ข้อที่ 50 :
  • รูปด้านล่างแสดงให้เห็นดิสโลเคชันแบบวงสี่เหลี่ยม I , II , III และ IV และทิศทางของเบอร์เกอร์เวกเตอร์ (Burger’s vector) และทิศทางของเส้นดิสโลเคชันดังกล่าว ให้หาว่าดิสโลเคชันข้อใดเป็นดิสโลเคชันแบบสกูร (Screw dislocation)
  • 1 : I และ II
  • 2 : III และ IV
  • 3 : I , II , III และ IV
  • 4 : ไม่มีดิสโลเคชันใดเป็นแบบสกูร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 51 :
  • รูปด้านล่างแสดงให้เห็นดิสโลเคชันแบบวงสี่เหลี่ยม I , II , III และ IV และทิศทางของเบอร์เกอร์เวกเตอร์ (Burger’s vector) และทิศทางของเส้นดิสโลเคชันดังกล่าว ให้หาว่าดิสโลเคชันข้อใดเป็นดิสโลเคชันแบบขอบ (Edge dislocation)
  • 1 : I และ II
  • 2 : III และ IV
  • 3 : I , II , III และ IV
  • 4 : ไม่มีดิสโลเคชันแบบขอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 52 :
  • การเคลื่อนที่แบบปีน (Climb) ของดิสโลเคชันแบบขอบ (Edge dislocation) เป็นการเคลื่อนที่แบบ Non-conservation ซึ่งต้องอาศัยกลไกอะไรมาช่วยทำให้เกิดการเคลื่อนที่ดังกล่าว
  • 1 : การสร้างและทำลายของวาเคนซี (Vacancies)
  • 2 : การแตกตัวของดิสโลเคชัน (Dislocation dissociation)
  • 3 : การเลื่อนข้ามระนาบ (Cross-slip)
  • 4 : การตัดกันของวาเคนซี (Dislocation intersection)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 53 :
  • การเลื่อนข้ามระนาบ (Cross slip) พบได้ในดิสโลเคชันแบบใด และในโลหะที่มีสมบัติอย่างไร
  • 1 : ดิสโลเคชันแบบขอบ (Edge dislocation) และโลหะที่มี Stacking Fault Energy (SFE) ต่ำ
  • 2 : ดิสโลเคชันแบบขอบ (Edge dislocation) และโลหะที่มี Stacking Fault Energy (SFE) สูง
  • 3 : ดิสโลเคชันแบบสกูร (Screw dislocation) และโลหะที่มี Stacking Fault Energy (SFE) ต่ำ
  • 4 : ดิสโลเคชันแบบสกูร (Screw dislocation) และโลหะที่มี Stacking Fault Energy (SFE) สูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 54 :
  • การแตกตัวของดิสโลเคชันที่สมบูรณ์ (Perfect dislocation) 1 ส่วนในโลหะ FCC ออกเป็นดิสโลเคชันย่อย (Partial dislocations) 2 ส่วน ทำให้เกิดบริเวณที่เรียกว่า Stacking fault region เกิดขึ้นในผลึก โดยทั่วไปการแตกตัวของดิสโลเคชันมักเกิดขึ้นในโลหะที่มีสมบัติอย่างไร
  • 1 : โลหะที่มีความหนาแน่นของดิสโลเคชันสูง
  • 2 : โลหะที่มีความหนาแน่นของดิสโลเคชันต่ำ
  • 3 : โลหะที่มี Stacking Fault Energy (SFE) สูง
  • 4 : โลหะที่มี Stacking Fault Energy (SFE) ต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 55 :
  • ดิสโลเคชันแบบขอบ mnop (Edge dislocation) เดิมทีเดียวมีลักษณะเป็นเส้นตรงอยู่ในแนวเดียวกัน แต่หลังจากตัดกัน (Intersecting) กับดิสโลเคชันเส้นอื่น ทำให้เปลี่ยนรูปไปดังแสดงในรูปด้านล่าง ส่วนของเส้นดิสโลเคชัน no ที่หักฉาก ซึ่งเกิดจากการตัดกันของดิสโลเคชันมีชื่อเรียกว่า
  • 1 : Jog
  • 2 : Kink
  • 3 : Shockley Partial
  • 4 : Stair-rod
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 56 :
  • ดิสโลเคชันแบบขอบ mnop (Edge dislocation) เดิมทีเดียวมีลักษณะเป็นเส้นตรงอยู่ในแนวเดียวกัน แต่หลังจากตัดกัน (Intersecting) กับดิสโลเคชันเส้นอื่น ทำให้เปลี่ยนรูปไปดังแสดงในรูปด้านล่าง ส่วนของเส้นดิสโลเคชัน no ที่หักฉาก ซึ่งเกิดจากการตัดกันของดิสโลเคชันมีชื่อเรียกว่า
  • 1 : Jog
  • 2 : Kink
  • 3 : Shockley partial
  • 4 : Stair-rod
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 57 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับวาเคนซี (Vacancies)
  • 1 : จำนวนวาเคนซีที่สภาวะสมดุล (Equilibrium concentration of vacancies) แปรตามอุณหภูมิ โดยจำนวนวาเคนซีที่สภาวะสมดุลเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น
  • 2 : การเคลื่อนที่ของวาเคนซี (Vacancy motion) ไม่แปรตามอุณหภูมิ แต่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างผลึกของโลหะ
  • 3 : ในผลึกโลหะทั่วไปจะมีวาเคนซีอยู่เสมอ
  • 4 : โลหะที่ผ่านการบ่มแข็ง และชุบเย็นอย่างรวดเร็ว จะมีจำนวนวาเคนซีในผลึกมากกว่าจำนวนวาเคนซีที่สภาวะสมดุล (Equilibrium concentration of vacancies)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 58 :
  • จากรูปด้านล่าง แกนนอนเป็นจำนวนวาเคนซี (Xv) ให้พิจารณาว่าตำแหน่งใดเป็นจำนวนวาเคนซีที่สภาวะสมดุล (Equilibrium concentration of vacancies)
  • 1 : a
  • 2 : b
  • 3 : c
  • 4 : d
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 59 :
  • ข้อใดไม่ใช่ Point defects ที่พบในผลึก
  • 1 : Self-interstitials
  • 2 : Dislocations
  • 3 : Vacancies
  • 4 : Substitutional atoms
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 60 :
  • ข้อใดเป็นเบอร์เกอร์เวกเตอร์ (Burger’s vector) ของดิสโลเคชันที่สมบูรณ์ (Perfect dislocation) ในโลหะที่มีผลึกแบบ FCC
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 61 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 62 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 63 :
  • ข้อใดเป็น Line Imperfection ของผลึก
  • 1 : Edge Dislocation
  • 2 : Vacancy
  • 3 : Interstitial Atom
  • 4 : Self-Interstitials
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 64 :
  • ธาตุในข้อใดต่อไปนี้สามารถแทรกตัวอยู่ใน Atomic Lattice ของเหล็กได้
  • 1 : คาร์บอน
  • 2 : ทองแดง
  • 3 : ดีบุก
  • 4 : บิสมัท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 65 :
  • ธาตุในข้อใดต่อไปนี้ไม่สามารถแทรกตัวอยู่ใน Atomic Lattice ของเหล็กได้
  • 1 : คาร์บอน
  • 2 : ไนโตรเจน
  • 3 : โบรอน
  • 4 : อะลูมิเนียม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 66 :
  • Crystal Imperfection ในข้อใดต่อไปนี้มี Burger Vector ขนานกับทิศทางการเคลื่อนที่
  • 1 : Edge Dislocation
  • 2 : Screw Dislocation
  • 3 : Vacancy
  • 4 : Interstitial Atom
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 67 :
  • Crystal Imperfection ในข้อใดต่อไปนี้มี Burger Vector ตั้งฉากกับทิศทางการเคลื่อนที่
  • 1 : Screw Dislocation
  • 2 : Edge Dislocation
  • 3 : Vacancy
  • 4 : Interstitial Atom
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 68 :
  • จากภาพข้างต้นเป็นภาพของ Crystal Imperfection ในข้อใด
  • 1 : Edge Dislocation
  • 2 : Screw Dislocation
  • 3 : Vacancy
  • 4 : Self-Interstitials
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 69 :
  • จากภาพข้างต้นเป็นภาพของ Crystal Imperfection ในข้อใด
  • 1 : Screw Dislocation
  • 2 : Edge Dislocation
  • 3 : Vacancy
  • 4 : Self-Interstitials
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 70 :
  • จากภาพข้างต้นเป็นภาพของ Crystal Imperfection ในข้อใด
  • 1 : Vacancy
  • 2 : Screw Dislocation
  • 3 : Edge Dislocation
  • 4 : Self-Interstitials
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 71 :
  • จากภาพข้างต้นเป็นภาพของ Crystal Imperfection ในข้อใด
  • 1 : Screw Dislocation
  • 2 : Edge Dislocation
  • 3 : Vacancy
  • 4 : Self-Interstitials
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 72 :
  • ตำหนิ (defect) หรือความไม่สมบูรณ์ในโครงสร้างผลึกของวัสดุในข้อใดที่จัดเป็นตำหนิประเภทที่มีหนึ่งมิติ (one-dimensional defect)
  • 1 : ช่องว่าง (vacancies)
  • 2 : อะตอมแทรก (interstitial atoms)
  • 3 : อะตอมแปลกหลอมหรืออะตอมตัวถูกละลาย (solute atom)
  • 4 : ดิสโลเคชัน (dislocation)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 73 :
  • ข้อใดไม่ใช่ชนิดของดิสโลเคชันที่มีอยู่จริง
  • 1 : ดิสโลเคชันชนิดขอบ (Edge Dislocations)
  • 2 : ดิสโลเคชันชนิดเกลียว (Screw Dislocations)
  • 3 : ดิสโลเคชันชนิดผสม (Mixed Dislocations)
  • 4 : ดิสโลเคชันชนิดยืดหยุ่น (Elastic Dislocations)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 74 :
  • เมื่อมีอะตอมของธาตุอื่นเข้าไปปนในโครงสร้างผลึกของโลหะชนิดหนึ่ง จะมีโอกาสเกิดตำหนิในโครงสร้างผลึกของโลหะนั้นได้หลายกรณี ยกเว้นข้อใด
  • 1 : Interstitial Atoms
  • 2 : Substitutional Atoms
  • 3 : Vacancies
  • 4 : Inclusion
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 75 :
  • Vacancy ในโลหะบริสุทธิ์มีสาเหตุมาจากกระบวนการใดต่อไปนี้
  • 1 : annealing
  • 2 : normalising
  • 3 : quenching อย่างรวดเร็ว
  • 4 : tempering
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 76 :
  • โลหะที่ผ่านกระบวนการ plastic deformation แล้วจะมี dislocation density เปลี่ยนแปลงอย่างไร
  • 1 : ลดลง
  • 2 : เพิ่มขึ้น
  • 3 : ไม่เปลี่ยนแปลง
  • 4 : ไม่แน่นอนขึ้นกับชนิดของโลหะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 77 :
  • Dislocation density หมายถึง
  • 1 : มวลของผลึกต่อปริมาตรของผลึก
  • 2 : มวลของ dislocation ทั้งหมดในผลึกต่อปริมาตรของผลึก
  • 3 : ความยาวทั้งหมดของ dislocation ในผลึกต่อปริมาตรของผลึก
  • 4 : ปริมาตรของ dislocation ทั้งหมดในผลึกต่อปริมาตรของผลึก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 78 :
  • ข้อใดไม่ใช่ตำหนิแบบจุด (Point Defect) ที่ปรากฏในโครงสร้างผลึกของโลหะ
  • 1 : อะตอมของธาตุอื่น
  • 2 : ช่องว่าง (Vacancy)
  • 3 : เม็ดแกรไฟต์ในเนื้อเหล็ก
  • 4 : อะตอมคาร์บอนในเนื้อเหล็ก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 79 :
  • ข้อใดเป็นตำหนิแบบเส้น (Line Defect) ที่ปรากฏในโครงสร้างผลึกของโลหะ
  • 1 : Grain Boundary
  • 2 : ช่องว่าง (Vacancy)
  • 3 : Screw Dislocation
  • 4 : อะตอมคาร์บอนในเนื้อเหล็ก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 80 :
  • ตำหนิในผลึกของแข็งในข้อใดที่ไม่พบในกรณีของโลหะบริสุทธิ์ 100%
  • 1 : Self Interstitial Atoms
  • 2 : Vacancies
  • 3 : Interstitial Solute Atoms
  • 4 : Dislocations
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 81 :
  • ทองแดงชิ้นที่หนึ่ง มี ASTM Grain Size No. 7
    ทองแดงชิ้นที่สอง มี ASTM Grain Size No. 8
    ข้อใดกล่าวถูกต้อง
  • 1 : ทองแดงชิ้นที่หนึ่งมีเกรนละเอียดกว่า
  • 2 : ทองแดงชิ้นที่หนึ่งมีเกรนหยาบกว่า
  • 3 : ทองแดงทั้งสองชิ้นมีขนาดเกรนเฉลี่ยเท่ากัน
  • 4 : บอกไม่ได้ ต้องทราบพารามิเตอร์อื่นประกอบด้วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 82 :
  • ทองแดงชิ้นที่หนึ่ง มี ASTM Grain Size No. 7
    ทองแดงชิ้นที่สอง มี ASTM Grain Size No. 8
    หมายความว่า เมื่อนับจำนวนเกรนต่อพื้นที่ที่เท่ากัน ภายใต้กำลังขยายที่เท่ากันแล้ว ทองแดงชิ้นที่หนึ่งมีจำนวนเกรนต่อพื้นที่เป็นกี่เท่าของชิ้นที่สอง
  • 1 : 2 เท่า
  • 2 : 1/2 เท่า
  • 3 : 10 เท่า
  • 4 : 1/10 เท่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 83 :
  • โลหะใดที่มี Dislocation อยู่น้อยที่สุด
  • 1 : โลหะบริสุทธิ์
  • 2 : โลหะที่ผ่านการรีดร้อน
  • 3 : โลหะที่ผ่านการรีดเย็น
  • 4 : โลหะที่ผ่านการรีดเย็นแล้วถูกอบอ่อนให้ตกผลึกใหม่โดยสมบูรณ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 84 :
  • โลหะใดที่มี Dislocation อยู่น้อยที่สุด
  • 1 : โลหะบริสุทธิ์
  • 2 : โลหะผสม
  • 3 : วิสเกอร์ (Whisker)
  • 4 : โลหะที่อุณหภูมิห้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 85 :
  • ที่อุณหภูมิใด โลหะมีตำหนิประเภทช่องว่างในโครงสร้างผลึก หรือ Vacancy น้อยที่สุด
  • 1 : 0 K
  • 2 : อุณหภูมิห้อง
  • 3 : 0.3 Tm, เมื่อ Tm = melting point (K)
  • 4 : 0.6 Tm, เมื่อ Tm = melting point (K)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 86 :
  • อะตอมแมงกานีสในเหล็ก จัดเป็นตำหนิในผลึกของแข็ง (Crystal Defect) ประเภทใด
  • 1 : แบบจุด (Point Defect)
  • 2 : แบบธาตุผสม (Alloying Element Atoms)
  • 3 : แบบเส้น (Line Defect)
  • 4 : แบบก้อน (Bulk Defect)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 87 :
  • เฟสแกรไฟต์ในเหล็กหล่อ จัดเป็นตำหนิในผลึกของแข็ง (Crystal Defect) ประเภทใด
  • 1 : แบบจุด (Point Defect)
  • 2 : แบบธาตุผสม (Alloying Element Atoms)
  • 3 : แบบเส้น (Line Defect)
  • 4 : แบบก้อน (Bulk Defect)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 88 :
  • ตำหนิในผลึกของแข็ง (Crystal Defect) แบบใดส่งผลให้ความหนาแน่นของโลหะนั้นลดลง
    ก. Vacancies
    ข. Edge Dislocations
  • 1 : ก.
  • 2 : ข.
  • 3 : ถูกทั้ง ก. และ ข.
  • 4 : ผิดทั้ง ก. และ ข.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 89 :
  • Edge Dislocation และ Screw Dislocation เมื่อเคลื่อนที่มาพบกัน จะเกิด
  • 1 : ผลึกสมบูรณ์ เนื่องจากดิสโลเคชันทั้งสองชนิดหักล้างกันไป
  • 2 : Mixed Dislocation
  • 3 : เหลือแต่ Edge Dislocation
  • 4 : Cross Slip
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 90 :
  • ข้อใดเป็น point imperfection ของผลึก
  • 1 : vacancy
  • 2 : screw dislocation
  • 3 : edge dislocation
  • 4 : mixed dislocation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 91 :
  • อะตอมของคาร์บอนที่แทรกอยู่ใน lattice ของเหล็ก ถือว่าเป็น crystal defect แบบใด
  • 1 : Substitutional atom
  • 2 : Interstitial atom
  • 3 : Vacancy
  • 4 : Dislocation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 507 : Crystal interfaces and microstructure
ข้อที่ 92 :
  • ถ้าขอบเขตเอียงมุมเล็ก (Small angle tilt boundary) มีมุมเอียง ( ) เป็น 0.1° และระยะห่างระหว่างดิสโลเคชันที่แทรกตามแนวขอบเขตมีขนาดเป็น 188.6 นาโนมิเตอร์ ให้หาว่าดิสโลเคชันดังกล่าวมีขนาดเบอร์เกอร์เวกเตอร์เท่าใด
  • 1 : 0.165 นาโนมิเตอร์
  • 2 : 0.33 นาโนมิเตอร์
  • 3 : 0.66 นาโนมิเตอร์
  • 4 : 1.32 นาโนมิเตอร์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 93 :
  • ข้อใดเป็นแรงผลักดัน (Driving forces) ที่ทำให้ขอบเกรนระหว่างเกรนทั้งสองของโลหะชนิดเดียวกันเกิดการเคลื่อนที่
  • 1 : ความแตกต่างของพลังงานสะสม (Stored energy) ในเกรนทั้งสอง
  • 2 : ความแตกต่างของโมดูลัสความยืดหยุ่น (Elastic modulus) ในเกรนทั้งสอง
  • 3 : ความโค้งของขอบเกรน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 94 :
  • อิทธิพลใดที่ทำให้เกรนที่มีขนาดเล็กถูกกลืนไปโดยเกรนที่มีขนาดใหญ่กว่า ทำให้จำนวนเกรนลดลงและขนาดของเกรนใหญ่ขึ้น
  • 1 : ความแตกต่างของพลังงานสะสม (Stored energy) ในเกรนทั้งสอง
  • 2 : ความแตกต่างของโมดูลัสความยืดหยุ่น (Elastic modulus) ในเกรนทั้งสอง
  • 3 : ความโค้งของขอบเกรน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 95 :
  • อิทธิพลใดที่ทำให้เกิดการนิวคลีเอชัน (Nucleation) ของเกรนใหม่ในกระบวนการรีคริสตัลไลเซชัน (Recrystallization process) ของชิ้นงานที่ผ่านการรีดเย็นแล้วนำมาอบอ่อน
  • 1 : ความแตกต่างของพลังงานสะสม (Stored energy)
  • 2 : ความแตกต่างของโมดูลัสความยืดหยุ่น (Elastic modulus) ในเกรนทั้งสอง
  • 3 : ความโค้งของขอบเกรน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 96 :
  • Mobility ของขอบเกรนเป็นฟังก์ชันกับตัวแปรใด
  • 1 : ความเข้มข้นของ Impurity atoms
  • 2 : ขนาดและความหนาแน่นของ Second-phase particles
  • 3 : อุณหภูมิ
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 97 :
  • พลังงานขอบเกรนแบบใดมีขนาดต่ำสุด
  • 1 : Coherent twin boundary
  • 2 : Incoherent twin boundary
  • 3 : High-angle grain boundary
  • 4 : พลังงานเท่ากันทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 98 :
  • อินเตอร์เฟสในรูปด้านล่างเป็นแบบใด
  • 1 : Coherent interface
  • 2 : Semi-coherent interface
  • 3 : Incoherent interface
  • 4 : Incoherent twin boundary
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 99 :
  • รูปด้านล่างแสดงให้เห็นพรีซิพิเทต (Precipitate) ที่ฟอร์มบนขอบเกรน ให้พิจารณาว่าอินเตอร์เฟสระหว่างพรีซิพิเทตกับเมตริกซ์ข้อใดเป็นแบบเซมิโคเฮียเรนท์อินเตอร์เฟส (Semicoherent interface)
  • 1 : A
  • 2 : B
  • 3 : C
  • 4 : A และ B
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 100 :
  • ข้อใดเป็นขอบเขต (Boundary) ที่แสดงในรูปด้านล่าง
  • 1 : Tilt boundary
  • 2 : Twist boundary
  • 3 : Twin boundary
  • 4 : Coincident boundary
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 101 :
  • ข้อใดเป็นขอบเขต (Boundary) ที่แสดงในรูปด้านล่าง
  • 1 : Tilt boundary
  • 2 : Twist boundary
  • 3 : Twin boundary
  • 4 : Coincident boundary
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 102 :
  • รูปด้านล่างแสดงให้เห็นการนิวคลีเอชันของเงินบนผนังแบบหล่อ จากรูปนี้ให้หามุมที่เอมบริโอของเงิน (Angle of contact) กระทำกับผนังแบบหล่อว่ามีขนาดเท่าใด
  • 1 : 11.03°
  • 2 : 22.05°
  • 3 : 44.1°
  • 4 : 88.2°
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 103 :
  • อินเตอร์เฟสในรูปด้านล่างเป็นแบบใด
  • 1 : Coherent interface
  • 2 : Semi-coherent interface
  • 3 : Incoherent interface
  • 4 : Incoherent twin boundary
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 104 :

  • 1 : 41.51°
  • 2 : 83.01°
  • 3 : 166.02°
  • 4 : 332.04°
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 105 :

  • 1 : 327°C
  • 2 : 475°C
  • 3 : 568°C
  • 4 : 614°C
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 106 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นการตรวจสอบการกระจายตัวของ Sulfur ในเหล็กกล้า
  • 1 : Sulfur Print
  • 2 : Optical Microscopy
  • 3 : Electro Microscopy
  • 4 : Emission Spectroscopy
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 107 :
  • จากภาพคือส่วนประกอบใดของกล้องจุลทรรศน์ใช้แสง
  • 1 : Binocular Eyepieces
  • 2 : Focusing Knob
  • 3 : Knurl Knob
  • 4 : Objective Lens
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 108 :
  • จากภาพคือส่วนประกอบใดของกล้องจุลทรรศน์ใช้แสง
  • 1 : Focusing Knob
  • 2 : Binocular Eyepieces
  • 3 : Knurl Knob
  • 4 : Objective Lens
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 109 :
  • Etching คือ
  • 1 : กระบวนการกัดผิวหน้าชิ้นงานด้วยกรด
  • 2 : กระบวนการขัดผิวชิ้นงานให้เรียบอย่างหยาบ
  • 3 : กระบวนการลบเหลี่ยมคมของชิ้นงาน
  • 4 : กระบวนการขัดผิวชิ้นงานให้เรียบอย่างละเอียด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 110 :
  • Polishing คือ
  • 1 : กระบวนการขัดผิวชิ้นงานให้เรียบอย่างละเอียด
  • 2 : กระบวนการกัดผิวหน้าชิ้นงานด้วยกรด
  • 3 : กระบวนการขัดผิวชิ้นงานให้เรียบอย่างหยาบ
  • 4 : กระบวนการลบเหลี่ยมคมของชิ้นงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 111 :
  • จากภาพโครงสร้างจุลภาค สามารถสันนิษฐานได้ว่าเป็นเหล็กกล้าที่มีปริมาณคาร์บอนเท่าใด
  • 1 : 0 %C
  • 2 : 0.2 %C
  • 3 : 0.8 %C
  • 4 : 6.67 %C
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 112 :
  • เพื่อหาขนาดเกรนตามมาตรฐาน ASTM ของตัวอย่างโลหะชนิดหนึ่ง ภาพถ่ายโครงสร้างจุลภาคที่กำลังขยาย 100 เท่า ถูกถ่ายและนับจำนวนเกรนได้ 16 เกรนในหนึ่งตารางนิ้ว ขนาดเกรนตามมาตรฐาน ASTM ของโลหะชิ้นนี้เท่ากับเท่าใด?
  • 1 : 3
  • 2 : 4
  • 3 : 5
  • 4 : 6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 113 :
  • ข้อความใดต่อไปนี้ผิด
  • 1 : โลหะที่แข็งตัวด้วยอัตราการเย็นตัวสูงมักจะมีโครงสร้างที่ละเอียดกว่าโลหะที่แข็งตัวด้วยอัตราการเย็นตัวต่ำ
  • 2 : การทำฝนเทียมมีหลักการคือทำให้เกิด Heterogeneous Nucleation
  • 3 : ผิวที่ขรุขระจะปรากฏใน Optical Microscope เป็นบริเวณมืด
  • 4 : การกัดกรด (Etching) เป็นวิธีการที่ทำให้ชิ้นงานตัวอย่างมีผิวเรียบมากขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 114 :
  • สารละลาย Nital 2% มีส่วนผสมคือ
  • 1 : 2 mL Nitric acid + 100 mL alcohol
  • 2 : 2 mL Nitric acid + 98 mL alcohol
  • 3 : 2 mL Nitric acid + 100 mL water
  • 4 : 2 mL Nitric acid + 98 mL water
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 115 :
  • ข้อใดเป็นสิ่งที่ตรวจพบได้จากการตรวจสอบโครงสร้างจุลภาค
    ก. ขนาดเกรนและลักษณะของเกรน
    ข. เฟสที่สอง
  • 1 : ก.
  • 2 : ข.
  • 3 : ถูกทั้ง ก. และ ข.
  • 4 : ผิดทั้ง ก. และ ข.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 116 :
  • ข้อใดที่เป็น Sub-grain Structure
  • 1 : Twin
  • 2 : เฟสที่สอง (Second Phase)
  • 3 : Inclusion
  • 4 : Equi-axed Grain
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 117 :
  • ข้อใดที่จัดเป็น Grain Boundary
  • 1 : Habit Plane ของ Martensite
  • 2 : High-angle Boundary
  • 3 : Cell Boundary
  • 4 : Twin Boundary
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 118 :
  • แรงขับเคลื่อน (Driving Force) ของการขยายตัวของเกรน (Grain Growth) คือ ความพยายามลดพลังงานของระบบโดยลด...
  • 1 : บรรยากาศดิสโลเคชัน
  • 2 : ความเค้น (Stress)
  • 3 : ความเครียด (Strain)
  • 4 : พลังงานพื้นผิว (Surface Energy)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 119 :
  • อัตราการขยายตัวของเกรน (Grain Growth Rate) ขึ้นอยู่กับปัจจัยใด
    ก. สัมประสิทธิ์การแพร่ โดยเฉพาะการแพร่ที่ขอบเกรน
    ข. Mobility ของขอบเกรน
  • 1 : ก.
  • 2 : ข.
  • 3 : ถูกทั้ง ก. และ ข.
  • 4 : ผิดทั้ง ก. และ ข.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 120 :
  • บทบาทของขอบเกรน (Grain Boundary) คือ
    ก. เป็นที่รวมของตำหนิในผลึกของแข็งต่างๆ เช่น ดิสโลเคชัน vacancy ฯลฯ
    ข. หยุดยั้งการเคลื่อนที่ของดิสโลเคชัน
  • 1 : ก.
  • 2 : ข.
  • 3 : ถูกทั้ง ก. และ ข.
  • 4 : ผิดทั้ง ก. และ ข.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 121 :
  • โดยปกติ ผิวสัมผัส (Interface) ระหว่างเฟสพื้น (Matrix Phase) และ เฟสที่สอง (Second Phase) ซึ่งเป็นเฟสสมดุลที่ปรากฏตามเฟสไดอะแกรมและมีโครงสร้างผลึกแตกต่างไปจากเฟสพื้นนั้น ผิวสัมผัสดังกล่าวมีลักษณะเป็น?
  • 1 : Coherent Interface
  • 2 : Incoherent Interface
  • 3 : Tilt Interface
  • 4 : Twist Interface
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 122 :
  • จากรูปข้างล่าง แสดงโลหะผสมอะลูมิเนียม-ทองแดง ให้อ่านคำอธิบายในรูป (a) ประกอบ
    ถามว่า เฟสที่สองที่ตกตะกอนออกมาในรูป (b) มี Interface กับเฟสพื้นในลักษณะใด?
  • 1 : Coherent Interface
  • 2 : Incoherent Interface
  • 3 : Tilt Interface
  • 4 : Twist Interface
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 123 :
  • จากรูปข้างล่าง แสดงโลหะผสมอะลูมิเนียม-ทองแดง ให้อ่านคำอธิบายในรูป (a) ประกอบ
    ถามว่า เฟสที่สองที่ตกตะกอนออกมาในรูป (c) มี Interface กับเฟสพื้นในลักษณะใด?
  • 1 : Coherent Interface
  • 2 : Incoherent Interface
  • 3 : Tilt Interface
  • 4 : Twist Interface
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 124 :
  • จากรูปข้างล่าง แสดงโลหะผสมอะลูมิเนียม-ทองแดง ให้อ่านคำอธิบายในรูป (a) ประกอบ
    ในรูปใดที่แสดงถึงผิวสัมผัสระหว่างเฟสพื้นกับเฟสที่สอง ในลักษณะที่เกิด Coherency
  • 1 : (a)
  • 2 : (b)
  • 3 : (c)
  • 4 : (b) และ (c)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 508 : Solid solution and compound
ข้อที่ 125 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะการละลายของไนโตรเจนในเหล็ก
  • 1 : Interstitial solid solution
  • 2 : Substitutional solid solution
  • 3 : Compound
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 126 :
  • ข้อใดเป็นจำนวน Compound ที่เกิดขึ้นในแผนภูมิสมดุลภาค (Phase diagram)ของระบบ Ag-Sr
  • 1 : 0
  • 2 : 2
  • 3 : 4
  • 4 : 6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 127 :
  • ข้อใดเป็นจำนวน Solid solution ที่เกิดขึ้นในแผนภูมิสมดุลภาค (Phase diagram)ของระบบ Ag-Sr
  • 1 : 0
  • 2 : 2
  • 3 : 4
  • 4 : 6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 128 :
  • ข้อใดเป็นจำนวน Compound ที่เกิดขึ้นในแผนภูมิสมดุลภาค (Phase diagram)ของระบบ Cu-Zn
  • 1 : 0
  • 2 : 4
  • 3 : 6
  • 4 : 7
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 129 :
  • ข้อใดเป็นจำนวน Solid solution ที่เกิดขึ้นในแผนภูมิสมดุลภาค (Phase diagram)ของระบบ Cu-Zn
  • 1 : 0
  • 2 : 3
  • 3 : 5
  • 4 : 7
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 130 :
  • ข้อใดที่อธิบายคำว่า Solution ได้ดีที่สุด
  • 1 : A pure element or substance
  • 2 : A material that contains more than one phase
  • 3 : A mixture of two or more kinds of atoms
  • 4 : A phase with more than one component
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 131 :
  • ข้อใดเป็น Interstitial solid solution ของคาร์บอนในเหล็ก BCC ณ อุณหภูมิห้อง
  • 1 : Martensite
  • 2 : Austenite
  • 3 : Cementite
  • 4 : Ferrite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 132 :
  • รูปด้านล่างเป็น Phase diagram ของระบบ A-B ให้หาว่ามีจำนวน Solid solutions กี่ชนิด
  • 1 : 3
  • 2 : 4
  • 3 : 5
  • 4 : 6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 133 :
  • โอกาสที่โลหะสองชนิดจะผสมกันแล้วเกิดสารละลายของแข็ง (Solid Solution) ได้ทุกช่วงของส่วนผสม (completely soluble in solid state) นั้น ประกอบด้วยเงื่อนไขหลายข้อ ยกเว้นข้อใด
  • 1 : โลหะทั้งสองชนิดมีโครงสร้างผลึกเหมือนกัน
  • 2 : ขนาดอะตอมใกล้เคียงกัน
  • 3 : มีจำนวนอิเล็กตรอนวงนอก (Valence Electrons) เท่ากัน
  • 4 : มีความหนาแน่นใกล้เคียงกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 134 :
  • โลหะ A มีโครงสร้างผลึกเป็น FCC
    โลหะ B มีโครงสร้างผลึกเป็น HCP
    สารละลายของแข็งระหว่าง A กับ B มีโครงสร้างผลึกเป็นแบบใด
  • 1 : FCC
  • 2 : HCP
  • 3 : FCC เมื่อเป็นสารละลายของแข็งของ B ใน A
  • 4 : FCC เมื่อเป็นสารละลายของแข็งของ A ใน B
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 135 :
  • ในเฟสไดอะแกรมระหว่างโลหะ A กับ B พบว่า มีเฟสซึ่งมีส่วนผสมตายตัว เท่ากับ 50 atom% A 50 atom%B เฟสนี้ควรจะเป็น
  • 1 : สารละลายของแข็งระหว่าง A กับ B
  • 2 : โครงสร้างยูเทกติกระหว่าง A กับ B
  • 3 : สารประกอบเชิงโลหะที่มีสูตรอย่างง่ายเป็น AB
  • 4 : สารประกอบวาเลนซ์ระหว่าง A กับ B
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 136 :
  • ในระบบของโลหะผสมระหว่างธาตุ A กับ B พบว่ามีเฟสซึ่งมีส่วนผสมได้ตั้งแต่ช่วง 0%B ถึง 10%B และเฟสนี้มีโครงสร้างผลึกเหมือนกับโครงสร้างผลึกของ A
    เฟสนี้ควรจะเป็นอะไร
  • 1 : สารประกอบเชิงโลหะระหว่าง A กับ B
  • 2 : สารประกอบแบบแทรกที่ระหว่าง A กับ B
  • 3 : สารละลายของแข็งของ B ใน A
  • 4 : สารละลายของแข็งของ A ใน B
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 137 :
  • ผลของการเกิดเป็นสารละลายของแข็ง (Solid Solution) ในโลหะผสมคือ
  • 1 : ทำให้เกิดความเค้นรอบอะตอมตัวถูกละลายไม่ว่าจะเป็นสารละลายของแข็งชนิดใด
  • 2 : ทำให้เกิดความเค้นรอบอะตอมตัวถูกละลาย ในกรณีที่เป็นสารละลายของแข็งชนิดแทรกที่ (Interstitial Solid Solution)
  • 3 : ทำให้เกิดความเค้นรอบอะตอมตัวถูกละลาย ในกรณีที่เป็นสารละลายของแข็งชนิดแทนที่ (Substitutional Solid Solution)
  • 4 : ทำให้เกิดการแปรรูปถาวรในโลหะผสมนั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 138 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เหล็กออสเตนไนต์สามารถละลายคาร์บอนได้มากกว่าเหล็กเฟอร์ไรต์
  • 1 : เฟสออสเตนไนต์อยู่ที่อุณหภูมิสูงกว่า
  • 2 : เฟสออสเตนไนต์มีโครงสร้างผลึก FCC
  • 3 : เฟสออสเตนไนต์มีแรงดึงดูดกับอะตอมคาร์บอนดีกว่า
  • 4 : คาร์บอนแพร่ในออสเตนไนต์ได้เร็วกว่าในเฟอร์ไรต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 139 :
  • ธาตุใดที่สามารถเกิดสารละลายของแข็งชนิดแทรกที่ (Interstitial Solid Solution) กับเหล็กได้
  • 1 : ออกซิเจน
  • 2 : แมงกานีส
  • 3 : ซิลิคอน
  • 4 : ตะกั่ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 140 :
  • จากรูปที่กำหนดให้ แทนการเรียงตัวของอะตอมโลหะสองชนิดในโครงสร้างผลึกของโลหะผสมชนิดหนึ่ง
    รูปนี้น่าจะแสดงถึงอะไร
  • 1 : สารละลายของแข็งชนิดแทนที่ (Substitutional Solid Solution)
  • 2 : สารละลายของแข็งชนิดแทรก (Interstitial Solid Solution)
  • 3 : สารประกอบเชิงโลหะ (Intermetallic Compound)
  • 4 : ดิสโลเคชัน (Dislocation)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 141 :
  • จากรูปที่กำหนดให้ แทนการเรียงตัวของอะตอมโลหะสองชนิดในโครงสร้างผลึกของโลหะผสมชนิดหนึ่ง
    รูปนี้น่าจะแสดงถึงอะไร
  • 1 : สารละลายของแข็งชนิดแทนที่ (Substitutional Solid Solution)
  • 2 : สารละลายของแข็งชนิดแทรก (Interstitial Solid Solution)
  • 3 : สารประกอบเชิงโลหะ (Intermetallic Compound)
  • 4 : ดิสโลเคชัน (Dislocation)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 142 :
  • จากรูปแสดงถึง Dislocation Atmosphere ที่เกิดขึ้นรอบ ๆ Edge Dislocation
    หากมีอะตอมแปลกปลอมที่มีขนาดใหญ่กว่าอะตอมของโลหะพื้น โดยอะตอมแปลกปลอมนี้ละลายในโครงสร้างผลึกแบบแทนที่อะตอมของโลหะพื้น (เป็น Substitutional Solute Atoms)
    ที่อยู่ที่เสถียรสำหรับอะตอมแปลกปลอมขนาดใหญ่นี้ คือ
  • 1 : บริเวณด้านบนของดิสโลเคชัน
  • 2 : บริเวณด้านล่างของดิสโลเคชัน
  • 3 : บน Slip Plane
  • 4 : อยู่ให้ห่างไกลจากดิสโลเคชัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 143 :
  • จากรูปแสดงถึง Dislocation Atmosphere ที่เกิดขึ้นรอบ ๆ Edge Dislocation
    หากมีอะตอมแปลกปลอมที่มีขนาดเล็กกว่าอะตอมของโลหะพื้น โดยอะตอมแปลกปลอมนี้ละลายในโครงสร้างผลึกแบบแทนที่อะตอมของโลหะพื้น (Substitutional Solute Atoms)
    ที่อยู่ที่เสถียรสำหรับอะตอมแปลกปลอมขนาดเล็กนี้ คือ
  • 1 : บริเวณด้านบนของดิสโลเคชัน
  • 2 : บริเวณด้านล่างของดิสโลเคชัน
  • 3 : บน Slip Plane
  • 4 : อยู่ให้ห่างไกลจากดิสโลเคชัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 144 :
  • จากรูปแสดงถึง Dislocation Atmosphere ที่เกิดขึ้นรอบ ๆ Edge Dislocation
    หากในรูปแสดงถึงการเรียงตัวของอะตอมของเหล็ก เมื่อในเหล็กนี้มีคาร์บอนละลายอยู่
    ที่อยู่ที่เสถียรสำหรับอะตอมคาร์บอนในเหล็ก คือ
  • 1 : บริเวณด้านบนของดิสโลเคชัน
  • 2 : บริเวณด้านล่างของดิสโลเคชัน
  • 3 : บน Slip Plane
  • 4 : อยู่ให้ห่างไกลจากดิสโลเคชัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 145 :
  • ปรากฏการณ์จุดครากอธิบายได้จาก
  • 1 : Solute Atom กับ Dislocation Atmosphere
  • 2 : Critical Resolved Shear Stress
  • 3 : Orawan Theory
  • 4 : Grain Boundary กับ Dislocation Movement
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 146 :
  • อะตอมของโลหะ A และ B ผสมกันเกิดเป็นสารละลายของแข็งที่มีลักษณะคือ ค่า activity ของ A ในสารละลายของแข็งนี้มีค่ามากกว่า mole fraction ของ A ในทุกส่วนผสม (ยกเว้น กรณี Pure A และ Pure B) และสำหรับโลหะ B ในสารละลายนี้ก็เช่นกัน
    ภายใต้สภาวะเช่นนี้ ในเฟสไดอะแกรมระหว่าง A-B มีโอกาสเกิดสภาพใดต่อไปนี้ขึ้น
  • 1 : Miscibility Gap
  • 2 : Superlactice
  • 3 : Eutectic
  • 4 : Eutectoid
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 147 :
  • อะตอมของโลหะ A และ B ผสมกันเกิดเป็นสารละลายของแข็งที่มีลักษณะคือ ค่า activity ของ A ในสารละลายของแข็งนี้มีค่าต่ำกว่า mole fraction ของ A ในทุกส่วนผสม (ยกเว้น กรณี Pure A และ Pure B) และสำหรับโลหะ B ในสารละลายนี้ก็เช่นกัน
    ภายใต้สภาวะเช่นนี้ ในเฟสไดอะแกรมระหว่าง A-B มีโอกาสเกิดสภาพใดต่อไปนี้ขึ้น
  • 1 : Miscibility Gap
  • 2 : Superlactice
  • 3 : Eutectic
  • 4 : Eutectoid
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 148 :
  • ในระบบโลหะผสมสององค์ประกอบระหว่าง Cu-Zn ซึ่งทองแดงมีโครงสร้างผลึกเป็น FCC ส่วนสังกะสีเป็น HCP
    พบว่า ที่ส่วนผสมหนึ่งเกิดเฟส Delta ขึ้น มีโครงสร้างผลึกเป็น Body-centered Cubic
    เฟส Delta นี้ควรเป็น
  • 1 : Terminal Phase
  • 2 : Substitutional Solid Solution ระหว่างทองแดงกับสังกะสี
  • 3 : Intermediate Phase
  • 4 : Interstitial Solid Solution ระหว่างทองแดงกับสังกะสี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 149 :
  • ในระบบโลหะผสมสององค์ประกอบระหว่าง Cu-Zn ซึ่งทองแดงมีโครงสร้างผลึกเป็น FCC ส่วนสังกะสีเป็น HCP
    พบว่า ที่ส่วนผสมหนึ่งเกิดเฟส Alpha ขึ้น มีโครงสร้างผลึกเป็น Face-centered Cubic
    เฟส Alpha นี้ควรเป็น
  • 1 : Intermetallic Compound
  • 2 : Substitutional Solid Solution ระหว่างทองแดงกับสังกะสี
  • 3 : Intermediate Phase
  • 4 : Interstitial Solid Solution ระหว่างทองแดงกับสังกะสี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 509 : Phase equilibrium diagrams
ข้อที่ 150 :
  • ข้อใดเป็นความสามารถในการละลายสูงสุดของคาร์บอนในเหล็กแอลฟา
  • 1 : 0.09 wt.%
  • 2 : 0.022 wt.%
  • 3 : 2.11 wt.%
  • 4 : 6.67 wt.%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 151 :
  • ข้อใดเป็นความสามารถในการละลายสูงสุดของคาร์บอนในเหล็กเบต้า
  • 1 : 0.09 wt.%
  • 2 : 0.022 wt.%
  • 3 : 2.11 wt.%
  • 4 : 6.67 wt.%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 152 :
  • จากรูปด้านล่าง จำนวน Eutectic points ในระบบ Ag-Sr มีทั้งหมดเท่าใด
  • 1 : 4
  • 2 : 5
  • 3 : 6
  • 4 : 7
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 153 :
  • จากรูปด้านล่าง จำนวน Eutectoid points ในระบบ Ag-Sr มีทั้งหมดเท่าใด
  • 1 : 0
  • 2 : 1
  • 3 : 2
  • 4 : 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 154 :
  • จากรูปด้านล่าง จำนวน Congruent points ในระบบ Ag-Sr มีทั้งหมดเท่าใด
  • 1 : 3
  • 2 : 4
  • 3 : 5
  • 4 : 6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 155 :
  • ข้อใดเป็น Eutectoid mixture ในระบบ Fe-Fe3C
  • 1 : Ferrite + Cementite
  • 2 : Ferrite + Austenite
  • 3 : Austenite + Cementite
  • 4 : Martensite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 156 :
  • รูปด้านล่างเป็น Phase diagram ของระบบ A-B ให้หาว่ามี Eutectic reactions เกิดขึ้นกี่จุด
  • 1 : 0
  • 2 : 1
  • 3 : 2
  • 4 : 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 157 :
  • รูปด้านล่างเป็น Phase diagram ของระบบ A-B ให้หาว่ามี Eutectoid reactions เกิดขึ้นกี่จุด
  • 1 : 0
  • 2 : 1
  • 3 : 2
  • 4 : 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 158 :
  • รูปด้านล่างเป็น Phase diagram ของระบบ A-B ให้หาว่ามี Peritectic reactions เกิดขึ้นกี่จุด
  • 1 : 0
  • 2 : 1
  • 3 : 2
  • 4 : 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 159 :
  • รูปด้านล่างเป็น Phase diagram ของระบบ A-B ให้หาว่ามี Peritectoid reactions เกิดขึ้นกี่จุด
  • 1 : 0
  • 2 : 1
  • 3 : 2
  • 4 : 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 160 :
  • รูปด้านล่างเป็น Phase diagram ของระบบ Ti-Al จากรูปนี้จะสังเกตเห็นปฏิกิริยาเพอริเทคติค (Peritectic reactions) ทั้งหมด 2 ตำแหน่ง ซึ่งแต่ละตำแหน่งเป็นจุดที่เกิด Intermetallic compounds ขึ้น ข้อใดเป็นสูตรทางเคมีอย่างคร่าวๆ ของ Intermetallic compounds ทั้งสองนี้
  • 1 : TiAl , Ti2Al
  • 2 : TiAl , TiAl2
  • 3 : TiAl , Ti3Al
  • 4 : TiAl , TiAl3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 161 :
  • ข้อใดเป็นแผนภาพระหว่าง Free energy กับ Composition ของระบบ A-B ณ อุณหภูมิ T1 ดังแสดงในรูปด้านล่าง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 162 :
  • ข้อใดเป็นแผนภาพระหว่าง Free energy กับ Composition ของระบบ A-B ณ อุณหภูมิ T2 ดังแสดงในรูปด้านล่าง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 163 :
  • ข้อใดเป็นแผนภาพระหว่าง Free energy กับ Composition ของระบบ A-B ณ อุณหภูมิ T3 ดังแสดงในรูปด้านล่าง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 164 :
  • ข้อใดเป็นแผนภาพระหว่าง Free energy กับ Composition ของระบบ A-B ณ อุณหภูมิ T4 ดังแสดงในรูปด้านล่าง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 165 :
  • จาก Phase diagram ของระบบ Mg-Cu ให้พิจารณาโลหะผสม Mg-40wt.%Cu ว่ามีส่วนประกอบของ Microconstituents เป็น Proeutectic Mg2Cu และ Eutectic solid อย่างละเท่าใด ณ สภาวะสมดุลที่อุณหภูมิ 400°C
  • 1 : Proeutectic Mg2Cu = 71wt.% และ Eutectic solid = 29wt.%
  • 2 : Proeutectic Mg2Cu = 36wt.% และ Eutectic solid = 64wt.%
  • 3 : Proeutectic Mg2Cu = 61wt.% และ Eutectic solid = 39wt.%
  • 4 : Proeutectic Mg2Cu = 48%wt. และ Eutectic solid = 52wt.%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 166 :
  • จาก Phase diagram ของระบบ Mg-Cu ให้พิจารณาโลหะผสม Mg-40wt.%Cu ณ สภาวะสมดุลที่อุณหภูมิ 400°C ว่าประกอบด้วยเฟสอะไรบ้าง และแต่ละเฟสมีปริมาณเท่าใด
  • 1 : Mg (0%Cu) = 71% และ Mg2Cu (56.6 wt.%Cu) = 29%
  • 2 : Mg2Cu (56.6 wt.%Cu) = 68% และ MgCu2 (83.94 wt.%Cu) = 32%
  • 3 : Mg (0%Cu) = 46% และ Mg2Cu (56.6 wt.%Cu) = 54%
  • 4 : Mg (0%Cu) = 29% และ Mg2Cu (56.6 wt.%Cu) = 71%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 167 :
  • จากรูป (a)-(d) ข้อใดเป็นปฏิกิริยายูเทคทอย (Eutectoid reaction)
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 168 :
  • จากรูป (a)-(d) ข้อใดเป็นปฏิกิริยายูเทคทิค (Eutectic reaction)
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 169 :
  • จากรูป (a)-(d) ข้อใดเป็นปฏิกิริยาเพอริเทคทอย (Peritectoid reaction)
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 170 :
  • จากรูป (a)-(d) ข้อใดเป็นปฏิกิริยาเพอริเทคทิค (Peritectic reaction)
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 171 :
  • จากแผนภูมิสมดุลระหว่าง Cu และ Zn จุดหลอมตัวของ Cu และ Zn บริสุทธิ์มีค่าเท่ากับเท่าใด
  • 1 : 1084 องศาเซลเซียส และ 787 องศาเซลเซียส ตามลำดับ
  • 2 : 1950 องศาเซลเซียส และ 787 องศาเซลเซียส ตามลำดับ
  • 3 : 1084 องศาเซลเซียส และ 420 องศาเซลเซียส ตามลำดับ
  • 4 : 1950 องศาเซลเซียส และ 420 องศาเซลเซียส ตามลำดับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 172 :
  • จุดหลอมตัวของโลหะผสม 60 at%Cu-Zn เท่ากับเท่าใด
  • 1 : 825 องศาเซลเซียส
  • 2 : 1680 องศาเซลเซียส
  • 3 : 900 องศาเซลเซียส
  • 4 : 1580 องศาเซลเซียส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 173 :
  • จากแผนภูมิสมดุลระหว่าง Ag และ Cu จงระบุเส้น Liquidus, Solidus และ Solvus ตามลำดับ
  • 1 : Liquidus = AEGF, Solidus = CBEGH, Solvus = AB และ GF
  • 2 : Liquidus = ABEGF, Solidus = ABEF, Solvus = AB และ GF
  • 3 : Liquidus = AEF, Solidus = CBEGH, Solvus = BC และ GH
  • 4 : Liquidus = AEF, Solidus = ABEGF, Solvus = BC และ GH
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 174 :
  • จากแผนภูมิสมดุลระหว่าง Pb และ Sn สำหรับโลหะผสม 80 wt%Sn-Pb ที่อุณหภูมิ 184 องศาเซลเซียส จงระบุเฟสและปริมาณของเฟสที่เกิดขึ้น
  • 1 : ประกอบไปด้วยเฟส beta 49.5% และ L 50.5% โดยน้ำหนัก
  • 2 : ประกอบไปด้วยเฟส beta 22.5% และ L 77.5% โดยน้ำหนัก
  • 3 : ประกอบไปด้วยเฟส alpha 22.5% และ beta 77.5% โดยน้ำหนัก
  • 4 : ประกอบไปด้วยเฟส alpha 50.5% และ beta 49.5% โดยน้ำหนัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 175 :
  • จากแผนภูมิสมดุลระหว่างเหล็กและเหล็กกล้า จงคำนวณปริมาณ pearlite ในโครงสร้างจุลภาคของเหล็กกล้าคาร์บอน 0.1%C ที่อุณหภูมิห้อง
  • 1 : 2.7% โดยน้ำหนัก
  • 2 : 11.6% โดยน้ำหนัก
  • 3 : 5% โดยน้ำหนัก
  • 4 : 23.2% โดยน้ำหนัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 176 :
  • จงคำนวณหาปริมาณ cementite ทั้งหมดในโครงสร้างจุลภาคของเหล็กหล่อ 4.3%C ที่อุณหภูมิ eutectic
  • 1 : 49.2% โดยน้ำหนัก
  • 2 : 44.2% โดยน้ำหนัก
  • 3 : 50.8% โดยน้ำหนัก
  • 4 : 55.8% โดยน้ำหนัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 177 :
  • จงคำนวณปริมาณ cementite ในโครงสร้างจุลภาคของเหล็กกล้าคาร์บอน 1.4%C ที่อุณหภูมิห้อง
  • 1 : 10.2% โดยน้ำหนัก
  • 2 : 20.8% โดยน้ำหนัก
  • 3 : 14.2% โดยน้ำหนัก
  • 4 : 30.4% โดยน้ำหนัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 178 :
  • จงคำนวณหาปริมาณ ferrite ในโครงสร้างจุลภาคของเหล็กกล้าคาร์บอน 0.5%C ที่อุณหภูมิ Eutectoid
  • 1 : 81.8% โดยน้ำหนัก
  • 2 : 92.9% โดยน้ำหนัก
  • 3 : 88.2% โดยน้ำหนัก
  • 4 : 95.1% โดยน้ำหนัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 179 :
  • จงคำนวณหาปริมาณ Pro-eutectoid ferrite ในโครงสร้างจุลภาคของเหล็กกล้าคาร์บอน 0.2%C ที่อุณหภูมิห้อง
  • 1 : 75.7% โดยน้ำหนัก
  • 2 : 77.4% โดยน้ำหนัก
  • 3 : 88.2% โดยน้ำหนัก
  • 4 : 97.1% โดยน้ำหนัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 180 :
  • จงประมาณค่า Tensile Strength ที่อุณหภูมิห้องของเหล็กกล้าคาร์บอน 1010
  • 1 : 28 kg/mm2
  • 2 : 34 kg/mm2
  • 3 : 43.7 kg/mm2
  • 4 : 53.7 kg/mm2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 181 :
  • จงประมาณค่า Tensile Strength ที่อุณหภูมิห้องของเหล็กกล้าคาร์บอน 1040
  • 1 : 24 kg/mm2
  • 2 : 34 kg/mm2
  • 3 : 43.7 kg/mm2
  • 4 : 53.7 kg/mm2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 182 :
  • จากโครงสร้างจุลภาคของเหล็กกล้าคาร์บอนต่อไปนี้จงประมาณปริมาณคาร์บอนที่เป็นไปได้ในชิ้นงานตัวอย่าง
  • 1 : 0.1%C
  • 2 : 0.8%C
  • 3 : 0.4%C
  • 4 : 1.0%C
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 183 :
  • เหล็กกล้าซึ่งมีคาร์บอนมากกว่า 0.8 เปอร์เซ็นต์เรียกว่า ................steel
  • 1 : hypo-eutectoid
  • 2 : hyper-eutectoid
  • 3 : eutectoid
  • 4 : peritectic
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 184 :
  • กฎของเฟสเป็นไปตามข้อใด
  • 1 : P = C + F + 2
  • 2 : P = C - F - 2
  • 3 : P = C - F + 2
  • 4 : P = C + F - 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 185 :
  • ถ้าเหล็กกล้ามีคาร์บอน 0.6 เปอร์เซ็นต์ ถูกปล่อยให้เย็นตัวช้าๆจาก 900 องศาเซลเซียส ไปที่อุณหภูมิห้อง โครงสร้างจุลภาคจะประกอบด้วย
  • 1 : pearlite
  • 2 : austenite
  • 3 : ferrite และ austenite
  • 4 : ferrite และ cementite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 186 :
  • เมื่อปล่อยให้เหล็กกล้าไฮโปยูเทกตอยด์เย็นตัวช้าๆลงมาที่อุณหภูมิห้อง โครงสร้างจุลภาคจะประกอบด้วย
  • 1 : ferrite
  • 2 : ferrite และ cementite
  • 3 : ferrite และ pearlite
  • 4 : pearlite และ cementite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 187 :
  • ที่อุณหภูมิห้อง เหล็กหล่อที่มีคาร์บอน 4.3% จะมีเพียงเฟส
  • 1 : ferrite
  • 2 : pearlite
  • 3 : ledeburite
  • 4 : cementite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 188 :
  • เมื่อเหล็กกล้าไฮเปอร์ยูเทกตอยด์ถูกปล่อยให้เย็นตัวลงมาที่อุณหภูมิห้อง โครงสร้างจุลภาคประกอบด้วย
  • 1 : ferrite
  • 2 : ferrite และcementite
  • 3 : ferrite และ pearlite
  • 4 : pearlite และ cementite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 189 :
  • Ledeburite คือส่วนผสมของ
  • 1 : ferrite และcementite
  • 2 : ferrite และ pearlite
  • 3 : austeniteและ pearlite
  • 4 : pearlite และ cementite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 190 :
  • โครงสร้างที่ไม่ปรากฏในเหล็กหล่อขาว (white cast iron )คือ
  • 1 : pearlite
  • 2 : ledeburite
  • 3 : cementite
  • 4 : graphite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 191 :
  • ปริมาณคาร์บอนใน cementite เท่ากับ
  • 1 : 2.0 %
  • 2 : 4.3%
  • 3 : 6.67%
  • 4 : 0.2%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 192 :
  • ถ้าเหล็กกล้าที่มีคาร์บอน 1.8 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่อุณหภูมิสูงถูกปล่อยให้เย็นตัวลงมาที่ 1000 องศาเซลเซียส โครงสร้างจุลภาคจะประกอบด้วย
  • 1 : pearlite
  • 2 : austenite
  • 3 : austenite และ cementite
  • 4 : austenite และ ferrite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 193 :
  • Cementite คือ
  • 1 : ferrite ผสม เหล็กคาร์ไบด์
  • 2 : ferrite ผสม pearlite
  • 3 : pearlite ผสม เหล็กคาร์ไบด์
  • 4 : เหล็กคาร์ไบด์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 194 :
  • Pearlite คือ
  • 1 : ferrite ผสม cementite
  • 2 : cementite
  • 3 : cementite ผสม ledeburite
  • 4 : เหล็กคาร์ไบด์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 195 :
  • โครงสร้างจุลภาคของ hypoeutectic white cast iron ประกอบด้วย
  • 1 : ferrite กับ graphite
  • 2 : pearlite กับ graphite
  • 3 : pearlite กับ ledeburite
  • 4 : ledeburite กับ graphite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 196 :
  • Curie temperature เท่ากับ
  • 1 : 523 องศาเซลเซียส
  • 2 : 723 องศาเซลเซียส
  • 3 : 768 องศาเซลเซียส
  • 4 : 910 องศาเซลเซียส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 510 : Solidification
ข้อที่ 197 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการแข็งตัว
  • 1 : โดยทั่วไปแล้ว การนิวคลีเอชัน (Nucleation) ของของแข็งจากของเหลวเป็นแบบ Heterogeneous nucleation
  • 2 : การแข็งตัว (Solidification) ของน้ำ เริ่มเกิดที่อุณหภูมิ 0°C
  • 3 : การฟอร์มอินเตอร์เฟสระหว่างของแข็งและของเหลวขณะที่ของเหลวเกิดการแข็งตัว ทำให้พลังงานอิสระของระบบเพิ่มสูงขึ้น
  • 4 : ที่ขนาดอันเดอร์คูล (Undercooling) มากเกินไป อัตราการนิวคลีเอชันของของแข็งจากของเหลวลดลง แต่ถ้าขนาดอันเดอร์คูลต่ำไป การนิวคลีเอชันไม่สามารถเกิดขึ้นได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 198 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการแข็งตัวของโลหะ
  • 1 : การสะสมของตัวถูกละลายบริเวณอินเตอร์เฟสมากขึ้น ถ้าอัตราการแข็งตัวเพิ่มขึ้น
  • 2 : การแข็งตัวแบบฉับพลัน (Rapid solidification) ทำให้ได้โลหะผสมที่ได้ มีความเข้มข้นใกล้เคียงกันทั้งชิ้น
  • 3 : เดนไดรท์ (Dendrite) ที่พบในการแข็งตัวของโลหะบริสุทธิ์ และโลหะผสมเกิดได้เมื่ออุณหภูมิของของเหลวลดต่ำลงเรื่อยๆ เมื่อห่างจากอินเตอร์เฟสมากขึ้นเท่านั้น
  • 4 : โลหะที่มีสัมประสิทธิ์การแพร่ในสถานะของเหลวสูง จะเกิดการสะสมตัวถูกละลายน้อยลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 199 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ Segregation ที่เกิดขึ้นในโลหะหล่อ
  • 1 : Homogenization เป็นกระบวนการที่ใช้ลด Micro-segregation
  • 2 : Inverse segregation พบได้ทั้งบริเวณใกล้กับผนังแบบหล่อ และตรงกลางแบบหล่อ
  • 3 : การขับตัวถูกละลายออกมาทางด้านข้างของเดนไดรท์เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด Micro-segregation
  • 4 : ปริมาณ Segregation ขึ้นอยู่กับปริมาตรการหดตัว (Shrinkage) และความยาวของเดนไดรต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 200 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้าง (Structure) ของโลหะหล่อ
  • 1 : บริเวณ Chill zone อยู่ติดกับผนังแบบหล่อ เกรนบริเวณนี้มีการเรียงตัวแบบ Preferred orientation
  • 2 : Columnar zone เป็นโครงสร้างที่อยู่ระหว่าง Chill zone กับ Equiaxed / Central Zone เป็นเกรนที่ยาวขนานกับทิศทางการถ่ายเทความร้อน
  • 3 : การเย็นตัวอย่างรวดเร็ว (Rapid cooling) มีส่วนเสริมให้บริเวณ Equiaxed / Central Zone กว้างขึ้น
  • 4 : ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิด Equiaxed / Central Zone คือ Constitutional supercooling และการแตกเป็นเศษย่อยๆของปลายเดนไดรท์จากกระแสการไหลวนของน้ำโลหะหล่อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 201 :
  • ข้อใดไม่ใช่วิธีการลดขนาดของเกรนในโลหะหล่อ
  • 1 : Rapid cooling
  • 2 : Adding inoculants
  • 3 : Zone melting
  • 4 : Oscillation of a mold
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 202 :
  • ขนาดวิกฤติของนิวเคลียส (Critical nucleus size) ในการนิวคลีเอชัน หมายถึง
  • 1 : รัศมีของอนุภาคของแข็งที่เล็กที่สุด ซึ่งสามารถเติบโตต่อไปเป็นนิวเคลียสของการแข็งตัวได้ โดยไม่มีการละลายกลับไปเป็นของเหลวอีก ภายใต้อุณหภูมิอันเดอร์คูลคงที่ค่าหนึ่ง
  • 2 : รัศมีของอนุภาคของแข็งที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งสามารถพบได้ในการแข็งตัวภายใต้อุณหภูมิอันเดอร์คูลคงที่ค่าหนึ่ง
  • 3 : รัศมีของอนุภาคของแข็งที่เล็กที่สุด ซึ่งสามารถพบได้ในการแข็งตัวภายใต้อุณหภูมิอันเดอร์คูลคงที่ค่าหนึ่ง
  • 4 : รัศมีของอนุภาคของแข็งที่เหมาะสมที่สุด สำหรับการแข็งตัวภายใต้อุณหภูมิอันเดอร์คูลคงที่ค่าหนึ่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 203 :
  • แท่งโลหะผสม Ag-5 wt.%Cu เกิดการแข็งตัวในทิศทางเดียวตามแนวความยาว และการแข็งตัวเป็นแบบ Nonequilibrium freezing ให้หาความเข้มข้นของ Cu ในของแข็ง เมื่อชิ้นงานแข็งตัวไปได้ 50% สมการที่ใช้ในการคำนวณการแข็งตัวมีชื่อเรียกว่า Scheil equation (ตามที่กำหนดมาให้ด้านล่าง) เมื่อ เป็นความเข้มข้นของ Ag ในของแข็งที่อินเตอร์เฟสเมื่อแท่งชิ้นงานแข็งตัวไปได้ระยะทาง Z , เป็น Equilibrium distribution coefficient, เป
  • 1 : 1.87 wt.%Cu
  • 2 : 2.52 wt.%Cu
  • 3 : 3.22 wt.%Cu
  • 4 : 4.01 wt.%Cu
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 204 :
  • แท่งโลหะผสม Ag-5 wt.%Cu เกิดการแข็งตัวในทิศทางเดียวตามแนวความยาว และการแข็งตัวเป็นแบบ Nonequilibrium freezing ให้หาว่าชิ้นงานเริ่มฟอร์มเฟสยูเทคติคเมื่อชิ้นงานแข็งตัวไปแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ สมการที่ใช้ในการคำนวณการแข็งตัวมีชื่อเรียกว่า Scheil equation (ตามที่กำหนดมาให้ด้านล่าง) เมื่อ เป็นความเข้มข้นของ Ag ในของแข็งที่อินเตอร์เฟสเมื่อแท่งชิ้นงานแข็งตัวไปได้ระยะทาง Z , เป็น Equilibrium distribution c
  • 1 : 89.5%
  • 2 : 74.5%
  • 3 : 91.9%
  • 4 : 99.7%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 205 :
  • แท่งโลหะผสม Ag-5 wt.%Cu เกิดการแข็งตัวในทิศทางเดียวตามแนวความยาว และการแข็งตัวเป็นแบบ Nonequilibrium freezing ให้หาว่าเมื่อชิ้นงานแข็งตัวทั้งชิ้นแล้ว จะมีเฟสยูเทคติคในชิ้นงานกี่เปอร์เซ็นต์ สมการที่ใช้ในการคำนวณการแข็งตัวมีชื่อเรียกว่า Scheil equation (ตามที่กำหนดมาให้ด้านล่าง) เมื่อ เป็นความเข้มข้นของ Ag ในของแข็งที่อินเตอร์เฟสเมื่อแท่งชิ้นงานแข็งตัวไปได้ระยะทาง Z , เป็น Equilibrium distribution
  • 1 : 0.28%
  • 2 : 5.42%
  • 3 : 10.5%
  • 4 : 8.1%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 206 :
  • แท่งโลหะผสม Cu-5 wt.%Ag เกิดการแข็งตัวในทิศทางเดียวตามแนวความยาว และการแข็งตัวเป็นแบบ Nonequilibrium freezing ให้หาความเข้มข้นของ Ag ในของแข็ง เมื่อชิ้นงานแข็งตัวไปได้ 50% สมการที่ใช้ในการคำนวณการแข็งตัวมีชื่อเรียกว่า Scheil equation (ตามที่กำหนดมาให้ด้านล่าง) เมื่อ เป็นความเข้มข้นของ Ag ในของแข็งที่อินเตอร์เฟสเมื่อแท่งชิ้นงานแข็งตัวไปได้ระยะทาง Z , เป็น Equilibrium distribution coefficient, เป
  • 1 : 1.03 wt.%Ag
  • 2 : 0.0103 wt.%Ag
  • 3 : 2.52 wt.%Ag
  • 4 : 0.0252 wt.%Ag
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 207 :
  • แท่งโลหะผสม Cu-5 wt.%Ag เกิดการแข็งตัวในทิศทางเดียวตามแนวความยาว และการแข็งตัวเป็นแบบ Nonequilibrium freezing ให้หาว่าชิ้นงานเริ่มฟอร์มเฟสยูเทคติคเมื่อชิ้นงานแข็งตัวไปได้แล้วกี่เปอร์เซ็นต์ สมการที่ใช้ในการคำนวณการแข็งตัวมีชื่อเรียกว่า Scheil equation (ตามที่กำหนดมาให้ด้านล่าง) เมื่อ เป็นความเข้มข้นของ Ag ในของแข็งที่อินเตอร์เฟสเมื่อแท่งชิ้นงานแข็งตัวไปได้ระยะทาง Z , เป็น Equilibrium distributio
  • 1 : 89%
  • 2 : 99%
  • 3 : 78%
  • 4 : 95%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 208 :
  • แท่งโลหะผสม Cu-5 wt.%Ag เกิดการแข็งตัวในทิศทางเดียวตามแนวความยาว และการแข็งตัวเป็นแบบ Nonequilibrium freezing ให้หาว่าเมื่อชิ้นงานแข็งตัวทั้งชิ้นแล้ว จะมีเฟสยูเทคติคในชิ้นงานกี่เปอร์เซ็นต์ สมการที่ใช้ในการคำนวณการแข็งตัวมีชื่อเรียกว่า Scheil equation (ตามที่กำหนดมาให้ด้านล่าง) เมื่อ เป็นความเข้มข้นของ Ag ในของแข็งที่อินเตอร์เฟสเมื่อแท่งชิ้นงานแข็งตัวไปได้ระยะทาง Z , เป็น Equilibrium distribution
  • 1 : 5%
  • 2 : 11%
  • 3 : 1%
  • 4 : 22%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 209 :
  • ทฤษฎี Constitutional Undercooling (หรือ Supercooling) อธิบายเกี่ยวกับอะไร
  • 1 : การแข็งตัวยิ่งยวด (Rapid Solidification) ของโลหะและโลหะผสม
  • 2 : การเกิดโครงสร้างแบบกิ่งไม้ (Dendritic Structure) จากการแข็งตัวของโลหะบริสุทธิ์
  • 3 : การเกิดโครงสร้างแบบกิ่งไม้ (Dendritic Structure) จากการแข็งตัวของโลหะผสม
  • 4 : การเกิดโครงสร้างที่แบ่งเป็นสามโซน (ชิลด์โซน คอลัมนา และ อิควิแอกซ์โซน) ในงานหล่อโลหะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 210 :
  • เมื่อตรวจสอบโครงสร้างจุลภาคของโลหะผสมของทองแดงชิ้นหนึ่ง ที่ขึ้นรูปด้วยวิธีการหล่อ พบว่ามีลักษณะเป็น Cored Structure แสดงว่า
  • 1 : ชิ้นงานหล่อมีส่วนผสมไม่สม่ำเสมอในระดับมหภาค (macro segregation) ตรงใจกลางชิ้นงานมีส่วนผสมไม่เหมือนบริเวณขอบ
  • 2 : ชิ้นงานหล่อมีส่วนผสมไม่สม่ำเสมอในระดับจุลภาค (micro segregation) ตรงใจกลางเกรนมีส่วนผสมต่างจากบริเวณขอบเกรน
  • 3 : เกิด Cored Structure แสดงว่าการเตรียมชิ้นงานไม่ดี โดยเฉพาะการกัดน้ำยาเตรียมผิว (Etching) ไม่สมบูรณ์
  • 4 : ชิ้นงานมีเกรนละเอียด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 211 :
  • การที่วัสดุเช่น โลหะ สามารถคงสภาพเป็นของเหลวอยู่ได้ทั้งที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งของมันแล้ว อธิบายได้โดยปรากฏการณ์หรือกระบวนการในข้อใด
  • 1 : การเกิด Homogeneous Nucleation กับ Heterogeneous Nucleation
  • 2 : การที่โลหะนั้นมีสิ่งเจือปนอยู่มาก
  • 3 : การเกิด Crytal Growth
  • 4 : การเกิด Segregation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 212 :
  • ในการควบคุมโครงสร้างจุลภาคของโลหะด้วยกระบวนการแข็งตัว (Solidification) นั้น ไม่สามารถทำสิ่งใดได้
  • 1 : ทำให้โลหะแข็งตัวเป็นโลหะอสัณฐาน (Amouphous Metal) ด้วยกระบวนการแข็งตัวฉับพลัน (Rapid Solidification)
  • 2 : ควบคุมให้เหล็กหล่อสามารถเลือกเกิดโครงสร้างเป็นเหล็กหล่อขาวหรือเหล็กหล่อเทาก็ได้ โดยควบคุมที่อัตราการเย็นตัว
  • 3 : ทำให้เหล็กกล้าแข็งตัวกลายเป็นโครงสร้างมาร์เตนไซต์โดยตรง
  • 4 : ควบคุมให้โลหะที่ได้มีเกรนละเอียดโดยการเติมสารลดขนาดเกรน (Grain Refiners)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 213 :
  • การแข็งตัว (Solidification) ของโลหะผสมแบ่งเป็นสองแบบใหญ่ คือ Skin forming และ Mushy forming
    โลหะผสมที่มีแนวโน้มว่า แข็งตัวแบบ Skin forming ได้แก่
  • 1 : โลหะที่มีจุดหลอมเหลวต่ำ
  • 2 : โลหะที่มีจุดหลอมเหลวสูง
  • 3 : โลหะผสมที่มีช่วงการแข็งตัว (Solidification Range) แคบ
  • 4 : โลหะผสมที่มีช่วงการแข็งตัว (Solidification) กว้าง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 214 :
  • ขีดความสามารถในการละลายของก๊าซไฮโดรเจนในโลหะอะลูมิเนียมแสดงได้ดังกราฟ
    ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
  • 1 : ที่อุณหภูมิสูง ก๊าซละลายในโลหะได้มากขึ้น
  • 2 : ก๊าซละลายในโลหะหลอมเหลวได้สูงกว่าโลหะที่เป็นของแข็ง
  • 3 : เมื่อทำการหล่อโลหะชนิดนี้ ขณะแข็งตัวจากของเหลวกลายเป็นของแข็ง จะไม่มีปัญหาโพรงอากาศ
  • 4 : ขณะหลอมโลหะชนิดนี้ ควรกำจัดก๊าซที่ละลายในโลหะหลอมเหลวออกให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อป้องกันปัญหาขณะโลหะแข็งตัว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 215 :
  • อุณหภูมิในข้อใดไม่มีความสำคัญต่อกระบวนการแข็งตัว (Solidification) ของโลหะผสม
  • 1 : อุณหภูมิยูเทกติก
  • 2 : อุณหภูมิยูเทกตอยด์
  • 3 : อุณหภูมิโซลิดัส
  • 4 : อุณหภูมิลิควิดัส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 216 :
  • จากรูปเป็นผลการทดลอง หลอมโลหะผสมระหว่างทองแดงกับนิกเกิลให้เป็นของเหลว แล้วฉีดพ่นเป็นละออง (หยดของเหลวเล็ก ๆ) วัดอุณหภูมิของหยดของเหลวเหล่านั้นด้วยอุปกรณ์วัดอุณหภูมิแบบแสงอินฟราเรด
    ผลการทดลองพบว่า อุณหภูมิที่หยดของเหลวเริ่มแข็งตัวนั้น ต่ำกว่าอุณหภูมิโซลิดัส (Solidus temperature) มากในทุกส่วนผสม
    ข้อใดเป็นข้อสรุปที่ถูกต้องจากการทดลองนี้
  • 1 : อุณหภูมิเริ่มแข็งตัวที่วัดได้ คือ อุณหภูมิที่เกิด Homogeneous Nucleation
  • 2 : อุณหภูมิเริ่มแข็งตัวที่วัดได้ คือ อุณหภูมิที่เกิด Heterogeneous Nucleation
  • 3 : อุณหภูมิเริ่มแข็งตัวของหยดของเหลวเล็ก ๆ ต่ำกว่าอุณหภูมิโซลิดัส เพราะในหยดของเหลวเล็ก ๆ ต้องคิดผลของแรงตึงผิวด้วย ทำให้อุณหภูมิโซลิดัสต่ำลง
  • 4 : อุณหภูมิเริ่มแข็งตัวที่วัดได้ ผิดพลาดเนื่องจากเกิดออกไซด์ที่ผิวหยดของเหลว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 217 :
  • การเติมสารลดขนาดเกรนลงไปในโลหะหลอมเหลวก่อนหรือขณะเทเข้าแบบหล่อ ทำให้โลหะหล่อที่ได้มีเกรนละเอียดนั้น อาศัยหลักการใด
  • 1 : การเกิด Homogeneous Nucleation
  • 2 : การเกิด Heterogeneous Nucleation บนผนังแบบหล่อ
  • 3 : การเกิด Heterogeneous Nucleation โดยอาศัยนิวเคลียสเทียม
  • 4 : การลดอุณหภูมิที่จะเกิดนิวเคลียสของแข็งให้ต่ำลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 218 :
  • เมื่อโลหะอะลูมิเนียมแข็งตัว (เปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นของแข็ง)
  • 1 : ปริมาตรจะเพิ่มขึ้น
  • 2 : เกิดการหดตัว
  • 3 : ก๊าซสามารถละลายเข้าไปในเนื้อโลหะได้ดีขึ้น
  • 4 : น้ำหนักจะเพิ่มขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 219 :
  • ปรากฏการณ์ใดไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากกระบวนการแข็งตัว (Solidification) ของโลหะผสมโดยทั่วไปที่ใช้งานทางวิศวกรรม
  • 1 : การเกิด Macro segregation
  • 2 : การเกิด Micro segregation
  • 3 : เกิดโพรงจากการหดตัวขณะเปลี่ยนสถานะ
  • 4 : เกิดโครงสร้างมาร์เตนไซต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 220 :
  • การเกิด Micro Segregation ขึ้นในโครงสร้างของโลหะที่ผ่านการหล่อ เป็นผลมาจากปรากฏการณ์ใด
  • 1 : การแพร่ของอะตอมตัวถูกละลายช้าเกินไป
  • 2 : การแพร่ของอะตอมตัวถูกละลายเร็วเกินไป
  • 3 : อุณหภูมิน้ำโลหะสูงเกินไป
  • 4 : อุณหภูมิน้ำโลหะต่ำเกินไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 221 :
  • การเกิดโครงสร้าง Dendrite ในโลหะผสมอธิบายด้วยทฤษฎีบทใด
  • 1 : การเกิดนิวเคลียสแบบโฮโมจีเนียส
  • 2 : การเกิดนิวเคลียสแบบเฮเทอโรจีเนียส
  • 3 : การเกิด Constitutional Supercooling (หรือ Undercooling)
  • 4 : การแปลงเฟสแบบไม่อาศัยการแพร่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 222 :
  • การเกิดโครงสร้างของเกรนโลหะในโซนใดของงานหล่อ ที่อาศัยกลไกของการโตของผลึก (Growth) เป็นหลัก โดยไม่อาศัยการเกิดนิวเคลียส (Nucleation)
  • 1 : Chill Zone
  • 2 : Columnar Zone
  • 3 : Equi-axed Zone
  • 4 : Core Zone
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 223 :
  • ข้อใดไม่ใช่ตำหนิหรือข้อบกพร่องในโลหะอันเนื่องจากกระบวนการแข็งตัว (Solidification)
  • 1 : ฟองก๊าซ
  • 2 : โพรงหดตัว
  • 3 : ความไม่สม่ำเสมอของส่วนผสม (Segregation)
  • 4 : สนิมที่ผิว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 224 :
  • ระหว่างการแข็งตัวของน้ำโลหะกลายเป็นของแข็ง ผลึกโลหะในบริเวณที่เป็น Columnar Grain จะมีทิศทางการโตของผลึกเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับทิศการถ่ายเทความร้อนออกจากงานหล่อเข้าสู่ผนังแบบหล่อ
  • 1 : ทิศเดียวกัน
  • 2 : ทิศตั้งฉากกัน
  • 3 : ทิศสวนทางกัน (ขนานแต่ทิศตรงข้าม)
  • 4 : ไม่สัมพันธ์กัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 225 :
  • การศึกษาเรื่อง Solidification of Metals ทำให้มีความเข้าใจถึงเรื่องต่อไปนี้ ยกเว้นเรื่องใด
  • 1 : การที่โลหะในอุตสาหกรรมมีโครงสร้างแบบ Polycrystalline
  • 2 : วิธีการผลิตชิ้นงานโลหะให้มีโครงสร้างเป็นแบบ Single Crystal
  • 3 : สาเหตุของการเกิดตำหนิต่าง ๆ ในโลหะหล่อ
  • 4 : ปัจจัยที่ควบคุมความแข็งของโลหะหล่อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 226 :
  • ในการแข็งตัวของน้ำโลหะ
    ก. การเกิด Homogeneous Nucleation นั้นจะเกิดที่อุณหภูมิต่ำกว่าการเกิด Heterogeneous Necleation
    ข. การที่เกิดนิวเคลียสของแข็งบนผนังแบบหล่อหรือผนังภาชนะ เป็นการเกิดนิวเคลียสแบบ Heterogeneous
  • 1 : ก.
  • 2 : ข.
  • 3 : ถูกทั้ง ก. และ ข.
  • 4 : ผิดทั้ง ก. และ ข.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 227 :
  • ข้อใดเป็น Macro Segregation
    ก. Coring
    ข. Inverse Segregation
  • 1 : ก.
  • 2 : ข.
  • 3 : ถูกทั้ง ก. และ ข.
  • 4 : ผิดทั้ง ก. และ ข.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 228 :
  • ข้อใดเป็น Micro Segregation
    ก. Coring
    ข. Inverse Segregation
  • 1 : ก.
  • 2 : ข.
  • 3 : ถูกทั้ง ก. และ ข.
  • 4 : ผิดทั้ง ก. และ ข.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 229 :
  • Constitutional Supercooling เป็นกลไกของการเกิดปรากฏการณ์ใดต่อไปนี้
  • 1 : การเกิดโครงสร้างแบบ Dendrite ในโลหะบริสุทธิ์
  • 2 : การเกิดโครงสร้างแบบ Dendrite ในโลหะผสม
  • 3 : การเกิด Homogeneous Necleation
  • 4 : การแข็งตัวเร็วยิ่งยวด (Rapid Solidification)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 230 :
  • ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการโต (Growth) ของผลึกของแข็งระหว่างกระบวนการแข็งตัว (Solidification)
    ก. ระนาบที่มีการเรียงตัวอะตอมแบบอัดแน่น (Close-packed Plane) จะมีอัตราการโตช้ากว่าระนาบที่มีการเรียงตัวหลวม ๆ ข. เมื่อผลึกของแข็งโตไปได้ระยะหนึ่ง ผิวของผลึกจะเป็นระนาบอัดแน่น (Close-packed Planes) เป็นส่วนใหญ่
  • 1 : ก.
  • 2 : ข.
  • 3 : ถูกทั้ง ก. และ ข.
  • 4 : ผิดทั้ง ก. และ ข.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 231 :
  • ปรากฏการณ์ใดไม่เกิดระหว่างกระบวนการแข็งตัวของโลหะ
  • 1 : การแพร่ของอะตอมธาตุผสม
  • 2 : การเกิดนิวเคลียสใหม่
  • 3 : การถ่ายเทความร้อน
  • 4 : การแปรรูปถาวร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 232 :
  • ข้อใดที่ไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิด Coring ในทองแดงผสมหล่อ
  • 1 : microsegregation
  • 2 : dendritic structure
  • 3 : solidification shrinkage
  • 4 : solute diffusion
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 233 :
  • ข้อใดเรียงลำดับการแข็งตัวของโลหะได้ถูกต้อง
  • 1 : nucleus --> dendrite --> grain
  • 2 : dendrite --> nucleus --> grain
  • 3 : grain --> nucleus --> dendrite
  • 4 : nucleus --> grain --> dendrite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 234 :
  • นิวเคลียสที่เกิดโดยใช้พื้นผิววัตถุอื่นเกิด คือ กลไกการเกิดนิวเคลียสแบบใด
  • 1 : Heterogeneous
  • 2 : Homogeneous
  • 3 : Embryo
  • 4 : Nuclei
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 235 :
  • วิธีเพิ่มความแข็งแรงให้กับอลูมิเนียมหล่อ โดยการเติมธาตุบางชนิดเพื่อให้เกิดนิวเคลียสเทียม เป็นวิธีที่ใช้กลไกเกิดนิวเคลียสแบบใด
  • 1 : Heterogeneous
  • 2 : Nuclei
  • 3 : Embryo
  • 4 : Homogeneous
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 511 : Diffusion
ข้อที่ 236 :
  • ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับสัมประสิทธิ์การแพร่ (D)
  • 1 : D surface > D grain boundary > D lattice
  • 2 : D surface > D lattice > D grain boundary
  • 3 : D grain boundary > D surface > D lattice
  • 4 : D grain boundary > D lattice > D surface
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 237 :
  • ข้อใดไม่ใช่อะตอมแบบแทรก (Interstitial atoms) ในเหล็ก
  • 1 : C
  • 2 : N
  • 3 : H
  • 4 : Cr
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 238 :
  • ตัวแปรข้อใดมีอิทธิพลต่อสัมประสิทธิ์การแพร่ (Diffusion coefficient) มากที่สุด
  • 1 : อุณหภูมิ
  • 2 : ความดัน
  • 3 : ความเข้มข้นของตัวถูกละลาย (Concentration of solute atoms)
  • 4 : เวลา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 239 :
  • การแพร่ในข้อใดที่ไม่ต้องอาศัยการแพร่ของของวาเคนซี (Vacancy diffusion)
  • 1 : การแพร่แบบแทรก (Interstitial diffusion)
  • 2 : การแพร่แบบแทนที่ (Substitutional diffusion)
  • 3 : การแพร่ภายในตัวเอง (Self diffusion)
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 240 :
  • ทองเหลืองเป็นโลหะผสมของ Cu-Zn ถูกนำมาพันด้วยลวดโมลิบดินัม และวางไว้ตรงกลางแท่งทองแดงบริสุทธิ์ ก่อนนำไปอบในเตา เมื่อเวลาผ่านไปช่วงหนึ่ง ให้พิจารณาว่าความกว้างของทองเหลือง (W) ซึ่งดูได้จากตำแหน่งของลวดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างใด กำหนดให้ D ของ Zn > D ของ Cu
  • 1 : W ลดลง
  • 2 : W กว้างขึ้น
  • 3 : W คงที่
  • 4 : W กว้างขึ้นในช่วงแรก และลดลงในเวลาต่อมา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 241 :
  • ข้อใดเป็นการแพร่ของสังกะสีในเมตริกซ์ของทองแดง
  • 1 : การแพร่แบบแทรก (Interstitial diffusion)
  • 2 : การแพร่แบบแทนที่ (Substitutional diffusion)
  • 3 : การแพร่ภายในตัวเอง (Self diffusion)
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 242 :
  • แผ่นเหล็กบริสุทธิ์ถูกประกบด้วยแกรไฟต์ดังรูปด้านล่าง แล้วนำมาให้ความร้อนที่อุณหภูมิ 800°C เป็นระยะเวลาหนึ่ง จากรูปให้พิจารณาว่าข้อใดเป็น Phase 1
  • 1 : Austenite
  • 2 : Ferrite
  • 3 : Cementite
  • 4 : Pearlite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 243 :
  • แผ่นเหล็กบริสุทธิ์ถูกประกบด้วยแกรไฟต์ดังรูปด้านล่าง แล้วนำมาให้ความร้อนที่อุณหภูมิ 740°C เป็นระยะเวลาหนึ่ง จากรูปให้พิจารณาว่าข้อใดเป็น Phase 2
  • 1 : Austenite
  • 2 : Ferrite
  • 3 : Cementite
  • 4 : Pearlite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 244 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
  • 1 : สัมประสิทธิ์การแพร่ (Diffusion coefficient) แบบแทรกสูงกว่าสัมประสิทธิ์การแพร่แบบแทนที่
  • 2 : สัมประสิทธิ์การแพร่ (Diffusion coefficient) แบบแทรกมีขนาดลดลง เมื่อความเข้มข้นของอะตอมแบบแทรกเพิ่มขึ้น
  • 3 : สัมประสิทธิ์การแพร่ (Diffusion coefficient) แบบแทรกของอะตอมแทรกที่มีขนาดใหญ่ จะต่ำกว่าของอะตอมแบบแทรกที่มีขนาดเล็กกว่า
  • 4 : สัมประสิทธิ์การแพร่(Diffusion coefficient) บริเวณขอบเกรนต่ำกว่าสัมประสิทธิ์การแพร่ภายในแลททิซ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 245 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการแพร่
  • 1 : ความแตกต่างของความเข้มข้น (Concentration gradient) ในของแข็งเป็นแรงผลักดัน (Driving force) ที่ทำให้เกิดการแพร่
  • 2 : การเพิ่มอุณหภูมิทำให้ความเร็วของการแพร่สูงขึ้น
  • 3 : โดยทั่วไปแล้ว การแพร่ภายในโลหะ FCC จะช้ากว่าในโลหะ BCC
  • 4 : การแพร่แบบแทรก (Interstitial diffusion) เป็นกลไกการแพร่เพียงชนิดเดียวที่เกิดขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 246 :
  • ข้อใดแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสัมประสิทธิ์การแพร่ (Diffusion coefficient, D) กับอุณหภูมิ (T)
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 247 :
  • ข้อใดเป็นเฟสที่พบในชิ้นงานโลหะผสม Cu-Zn เมื่อนำมาอบที่อุณหภูมิ 300°C
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 248 :
  • ข้อใดเป็นเฟสที่พบในชิ้นงานโลหะผสม Cu-Zn เมื่อนำมาอบที่อุณหภูมิ 500°C
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 249 :

  • 1 : 1.57
  • 2 : 2.48
  • 3 : 6.15
  • 4 : 7.88
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 250 :

  • 1 : 15 นาที
  • 2 : 127 นาที
  • 3 : 228 นาที
  • 4 : 315 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 251 :
  • Kirkendall Effect เป็นปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอะไร
  • 1 : การเกิดจุดครากในโลหะ
  • 2 : การแพร่ที่เกิดขึ้นระหว่าง Diffusion Couple
  • 3 : วิธีการวัดสัมประสิทธิ์การแพร่
  • 4 : การเปราะเนื่องจาก Dynamic Strain Aging
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 252 :
  • ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับการแพร่
  • 1 : ในโลหะบริสุทธิ์ ก็เกิดการแพร่ได้ เรียกว่า Self-Diffusion
  • 2 : เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น การแพร่จะเกิดได้เร็วขึ้น
  • 3 : การแพร่ของอะตอมตัวถูกละลายชนิดแทรก เกิดได้เร็วกว่าของอะตอมตัวถูกละลายชนิดแทนที่
  • 4 : กฎที่อธิบายอัตราเร็วในการแพร่ คือ กฎของ Fourier
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 253 :
  • สมการในข้อใดที่บอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างสัมประสิทธิ์การแพร่กับอุณหภูมิ
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 254 :
  • สำหรับเหล็กกล้าผสมแผ่นหนึ่ง หากทราบว่าการทำคาร์บูไรซิงเป็นเวลา 10 ชั่วโมง จะทำให้ความเข้มข้นของคาร์บอนที่ระดับความลึกจากผิว 2.5 mm มีค่าเป็น 0.45wt%C หากต้องการให้ได้ความเข้มข้นของคาร์บอนเท่ากับ 0.45wt%C ลึกลงไปถึงที่ระดับ 5 mm จะต้องใช้เวลาในการทำคาร์บูไรซิงนานเท่าใด โดยที่เงื่อนไขในการทำคาร์บูไรซิงเหมือนเดิมทุกประการ
  • 1 : 20 ชั่วโมง
  • 2 : 40 ชั่วโมง
  • 3 : 100 ชั่วโมง
  • 4 : ไม่สามารถคำนวณได้ เพราะไม่ทราบสัมประสิทธิ์การแพร่ของคาร์บอนในเหล็กดังกล่าว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 255 :
  • กระบวนการใดที่ไม่ได้อาศัยการแพร่เป็นกลไกหลัก
  • 1 : การอบอ่อนเพื่อทำให้ส่วนผสมสม่ำเสมอ (Homogenizing Annealing) สำหรับงานหล่อ
  • 2 : การทำคาร์บูไรซิง (Carburizing)
  • 3 : การกรองก๊าซไฮโดรเจนให้บริสุทธิ์โดยใช้แผ่นโลหะเช่น แพลเลเดียม เป็นตัวกรอง
  • 4 : การชุบแข็งเหล็กกล้าโดยทำให้เป็นมาร์เตนไซต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 256 :
  • ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับการแพร่ของอะตอมธาตุผสมในเนื้อของโลหะหลัก
  • 1 : โดยทั่วไป การแพร่จะเกิดในทิศทางที่ทำให้ส่วนผสมสม่ำเสมอมากขึ้น
  • 2 : โดยทั่วไป การแพร่มีทิศทางเดียวกับทิศของ Concentration Gradient
  • 3 : อะตอมธาตุผสมชนิดแทรก (Interstitial Atom) มีความเร็วในการแพร่สูงกว่าอะตอมธาตุผสมชนิดแทนที่ (Substitutional Atom)
  • 4 : การแพร่ของอะตอมธาตุผสมชนิดแทรก ต้องอาศัยการมีอยู่ของช่องว่าง (Vacancies) ในโครงสร้างผลึก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 257 :
  • คู่การแพร่ใดที่น่าจะมีอัตราเร็วของการแพร่สูงที่สุด (ภายใต้อุณหภูมิเดียวกัน)
    โลหะที่เขียนชื่อแรก เป็น อะตอมที่เกิดการแพร่
    ส่วนโลหะที่เขียนชื่อหลัง คือ โลหะหลัก (เมตริกซ์)
  • 1 : นิกเกิล ใน ทองแดง
  • 2 : ทองแดง ใน นิกเกิล
  • 3 : คาร์บอน ใน เหล็ก
  • 4 : เหล็ก ใน คาร์บอน (แกรไฟต์)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 258 :
  • เมื่อแท่งทองแดงและนิกเกิลที่ขัดปลายจนเรียบ มาเชื่อมต่อกันในสถานะของแข็ง แล้วอบทิ้งไว้ที่อุณหภูมิสูง พบว่า บริเวณรอยต่อจะเกิดชั้นของโลหะผสมระหว่างทองแดงกับนิกเกิลขึ้น ปรากฏการณ์นี้อธิบายได้อย่างไร
  • 1 : เกิดการแพร่ของอะตอมธาตุทั้งสองชนิดเข้าหากัน
  • 2 : เกิดปฏิกิริยาเคมีทำให้เกิดการเชื่อมประสาน
  • 3 : เกิดปฏิกิริยาเคมีทำให้เกิดการกัดกร่อน
  • 4 : เกิดการแปลงเฟส (Phase Transformation) ที่อุณหภูมิสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 259 :
  • จากกฎการแพร่ของฟิก ดังแสดงในรูปประกอบ
    ค่า Jx ทางซ้ายมือของสมการ น่าจะเป็นปริมาณอะไร
  • 1 : Mass Flux Density ของอะตอมที่เกิดการแพร่
  • 2 : Heat Flux ของการแพร่
  • 3 : ความเข้มข้นของธาตุผสมที่เกิดการแพร่
  • 4 : สัมประสิทธิ์การแพร่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 260 :
  • ค่า D ในสมการการแพร่ของฟิก ที่แสดงในรูป คือปริมาณอะไร
  • 1 : สัมประสิทธิ์การแพร่ (Diffusion Coefficient)
  • 2 : สัมประสิทธิ์การส่งถ่ายมวล (Mass Transfer Coefficient)
  • 3 : ความเข้มข้น (Concentration)
  • 4 : สัมประสิทธิ์เชิงอุณหภูมิ (Thermal Coefficient)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 261 :
  • ในการทำคาร์บูไรซิงเพื่อเพิ่มคาร์บอนที่ผิวของชิ้นงานเหล็ก ความลึกผิวแข็งที่ได้ แปรผันตามเวลาอย่างไร
  • 1 : แปรผันตรงตามเวลา
  • 2 : แปรผันตรงตามเวลายกกำลังสอง
  • 3 : แปรผันตรงตามรากที่สองของเวลา
  • 4 : แปรผันตรงตามเวลายกกำลังสี่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 262 :
  • สัมประสิทธิ์การแพร่(diffusion coefficient) ของโลหะที่อยู่ในสารละลายของแข็ง(solid solution)
  • 1 : เป็นฟังชันของส่วนผสมเท่านั้น
  • 2 : เป็นฟังชันของอุณหภูมิเท่านั้น
  • 3 : เป็นฟังชันของทั้งส่วนผสมและอุณหภูมิ
  • 4 : ไม่เป็นฟังชันของส่วนผสมและอุณหภูมิ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 263 :
  • Fick’s law เป็นกฎพื้นฐานในเรื่อง
  • 1 : solidification
  • 2 : X-ray diffraction
  • 3 : diffusion
  • 4 : heat convection
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 264 :
  • ตำหนิชนิดใดเกี่ยวข้องกับการแพร่ของอะตอมธาตุผสมชนิดแทนที่ (Substitutional Solute Atoms) มากที่สุด
  • 1 : ช่องว่างในโครงสร้างผลึก (Vacancy)
  • 2 : Edge Dislocation
  • 3 : Screw Dislocation
  • 4 : ขอบเกรน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 265 :
  • การทำ Carburizing อาศัยปรากฏการณ์ใด
  • 1 : การแปรรูปถาวร
  • 2 : การแปลงเฟส
  • 3 : การแพร่
  • 4 : การเกิดคาร์บอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 266 :
  • กรรมวิธีใดที่ต้องอาศัยการแพร่
    ก. Carburizing
    ข. Homogenization
  • 1 : ก.
  • 2 : ข.
  • 3 : ถูกทั้ง ก. และ ข.
  • 4 : ผิดทั้ง ก. และ ข.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 267 :
  • การแพร่ในข้อใดไม่ต้องอาศัย Vacancies ในผลึกของแข็ง ก็สามารถเกิดการแพร่นั้นได้
  • 1 : การแพร่ที่อุณหภูมิสูง
  • 2 : การแพร่ที่อุณหภูมิต่ำ
  • 3 : การแพร่ของ Interstitial Solute Atoms
  • 4 : การแพร่ของอะตอมของธาตุนั้นเอง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 268 :
  • ข้อใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแพร่ (Diffusion)
  • 1 : Matano Method
  • 2 :
  • 3 : Kirkendall Effect
  • 4 : Hall-Petch Equation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 269 :
  • ข้อใดที่เกี่ยวข้องกับการแพร่
  • 1 :
  • 2 : Hall-Petch Equation
  • 3 : Bauschinger Effect
  • 4 : Bragg Law
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 270 :
  • กระบวนการใดที่อาศัยการแพร่เป็นกลไกสำคัญ
    ก. Nitriding
    ข. การแปลงเฟสเป็นมาร์เตนไซต์
  • 1 : ก.
  • 2 : ข.
  • 3 : ถูกทั้ง ก. และ ข.
  • 4 : ผิดทั้ง ก. และ ข.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 271 :
  • ปรากฏการณ์ใดที่อธิบายเป็นสมการพื้นฐานได้จาก
  • 1 : การแพร่
  • 2 : การเคลื่อนที่ของดิสโลเคชัน
  • 3 : การเกิด Work Hardening
  • 4 : ผลของขนาดเกรนเฉลี่ยต่อความแข็งของโลหะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 272 :
  • ข้อใดเป็นปัจจัยสำคัญน้อยที่สุดของการแพร่ของอะตอมในสภาวะของแข็ง
  • 1 : ความร้อน
  • 2 : แรงกระทำ
  • 3 : เวลาในการแพร่
  • 4 : ความเข้มข้นของอะตอม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 273 :
  • Concentration gradient หมายถึง อะไร
  • 1 : สัมประสิทธิการแพร่
  • 2 : ความเข้มข้นการแพร่
  • 3 : การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ
  • 4 : การเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นตามระยะทาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 512 : Principles of solid-state phase transformation
ข้อที่ 274 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการเปลี่ยนเฟส
  • 1 : การเปลี่ยนเฟสเกิดที่อุณหภูมิ และความดันค่าหนึ่ง
  • 2 : การเปลี่ยนเฟสอาจผ่าน Intermediate metastable state ก่อนเปลี่ยนเป็น Stable equilibrium state
  • 3 : การเปลี่ยนเฟสเกิดขึ้นได้เอง (Spontaneous) โดยไม่มีการดูด (Absorption) หรือคาย (Evolution) ความร้อน
  • 4 : การเปลี่ยนเฟสเกิดขึ้นโดยมีการดูด (Absorption) หรือคาย (Evolution) ความร้อน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 275 :
  • ข้อใดเป็น Hypoeutectoid steel
  • 1 : มีปริมาณคาร์บอนมากกว่า 0.77 wt.%
  • 2 : ไม่สามารถทำให้แข็งด้วยกระบวนการทางความร้อนได้
  • 3 : ฟอร์ม Proeutectoid cementite ระหว่างอุณหภูมิ A3 กับ A1
  • 4 : ฟอร์ม Proeutectoid ferrite ระหว่างอุณหภูมิ A3 กับ A1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 276 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ Martensitic transformation
  • 1 : มีการพรีซิพิเทชัน (Precipitation) ของ Metastable phase
  • 2 : เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • 3 : ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผลึกของเฟส
  • 4 : ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีของเฟส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 277 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ Martensite
  • 1 : Martesite เป็นเฟสที่แข็งแต่เปราะ
  • 2 : ไม่มีการแสดงเฟส Martensite บน Phase diagram ของระบบ Fe-Fe3C
  • 3 : การกำจัดเฟส Martensite ทำได้โดยเพิ่มอุณหภูมิของชิ้นงานให้อยู่ในช่วง Austenite region
  • 4 : Martensite transformation อาศัยการแพร่ของคาร์บอนไปสู่บริเวณขอบเกรน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 278 :
  • TTT diagram หาได้จากวิธีการต่างๆ หลายวิธี ยกเว้นวิธีใด
  • 1 : Jominy end-quench test
  • 2 : Dilatometry
  • 3 : Metallography
  • 4 : Hardness measurements
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 279 :
  • ข้อใดกล่าวถูกต้องที่สุด เกี่ยวกับ TTT diagram
  • 1 : Each TTT diagram is suitable for a single composition of steel only
  • 2 : TTT diagrams provide us with an accurate means to produce certain microstructures in steels over the entire range of possible carbon and alloy contents
  • 3 : TTT diagrams are suitable for equilibrium cooling condtions
  • 4 : TTT diagrams are absolutely identical to CCT diagrams in every respect
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 280 :
  • Bainite มีความแตกต่างจาก Pearite ดังนี้
  • 1 : Bainite ไม่ประกอบด้วยเฟส Ferrite และ Cementite
  • 2 : Bainite จะเสถียรภาพที่อุณหภูมิสูงกว่า 800°C เท่านั้น
  • 3 : Bainite ประกอบด้วยเฟส Austenite และ Ferrite ที่อุณหภูมิห้อง
  • 4 : Bainite ประกอบด้วย Non-lamellar, lath-shaped Ferrite และ Cementite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 281 :
  • Nucleation ของ Second phase พบได้ที่ตำแหน่งใดน้อยที่สุด
  • 1 : Homogeneous sites
  • 2 : Dislocations
  • 3 : Grain boundaries
  • 4 : Vacancies
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 282 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ Nucleation rate
  • 1 : Nucleation rate ในช่วงต้นของ Nucleation จะต่ำ และสูงขึ้นในเวลาถัดมา ก่อนจะลดลงอีกครั้งในช่วงท้ายของ Nucleation
  • 2 : Nucleation rate เพิ่มขึ้นเมื่อขนาด Undercooling มากขึ้น เนื่องจากแรงผลักดันของการเปลี่ยนเฟสเพิ่มสูงขึ้น
  • 3 : ณ ขนาด Undercooling ที่เหมาะสมค่าเดียวกัน Homogeneous nucleation rate ต่ำกว่า Heterogeneous nucleation rate
  • 4 : ที่ขนาด Undercooling มากไป ทำให้ Nucleation rate ลดลง เนื่องจาก Atomic mobility ต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 283 :
  • ข้อใดเป็นโครงสร้างของ Eutectoid steel ที่ถูกนำมาออสเทนไนต์ ณ อุณหภูมิ 750°C ก่อนชุบเย็นลงมาที่อุณหภูมิห้องภายในเวลาที่น้อยกว่า 1 วินาที (ตามเส้น a ใน TTT diagram ของ Eutectoid steel ดังแสดงด้านล่าง)
  • 1 : Martensite
  • 2 : Bainite
  • 3 : Austenite + Martensite
  • 4 : Bainite + Martensite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 284 :
  • ข้อใดเป็นโครงสร้างของ Eutectoid steel ที่ถูกนำมาออสเทนไนต์ ณ อุณหภูมิ 750°C ก่อนชุบเย็นลงมาที่อุณหภูมิ 160°C ภายในเวลาที่น้อยกว่า 1 วินาที และคงอยู่ที่อุณหภูมินี้เป็นเวลานาน (ตามเส้น b ใน TTT diagram ของ Eutectoid steel ดังแสดงด้านล่าง)
  • 1 : Austenite + Martensite
  • 2 : Bainite + Martensite
  • 3 : Martensite
  • 4 : Pearlite + Martensite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 285 :
  • ข้อใดเป็นโครงสร้างของ Eutectoid steel ที่ถูกนำมาออสเทนไนต์ ณ อุณหภูมิ 750°C ก่อนชุบเย็นลงมาที่อุณหภูมิ 650°C ภายในเวลาที่น้อยกว่า 1 วินาที และคงอยู่ที่อุณหภูมินี้เป็นเวลา 1 วัน ก่อนทำให้เย็นตัวลงมาที่อุณหภูมิห้องอย่างรวดเร็ว (ตามเส้น c ใน TTT diagram ของ Eutectoid steel ดังแสดงด้านล่าง)
  • 1 : Pearlite
  • 2 : Bainite + Pearlite
  • 3 : Bainite + Pearlite + Martensite
  • 4 : Pearlite + Martensite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 286 :
  • ข้อใดเป็นโครงสร้างของ Eutectoid steel ที่ถูกนำมาออสเทนไนต์ ณ อุณหภูมิ 750°C ก่อนชุบเย็นลงมาที่อุณหภูมิ 550°C ภายในเวลาที่น้อยกว่า 1 วินาที และคงอยู่ที่อุณหภูมินี้เป็นเวลา 1 วัน ก่อนทำให้เย็นตัวลงมาที่อุณหภูมิห้องอย่างรวดเร็ว (ตามเส้น d ใน TTT diagram ของ Eutectoid steel ดังแสดงด้านล่าง)
  • 1 : Pearlite + Bainite
  • 2 : Bainite + Martensite
  • 3 : Bainite + Pearlite + Martensite
  • 4 : Pearlite + Martensite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 287 :
  • รูปด้านล่างเป็น TTT diagram ของเหล็กกล้า 1080 ข้อใดเป็นโครงสร้างจุลภาคของเหล็กกล้านี้ เมื่อถูกชุบเย็นจากอุณหภูมิออสเทนไนต์อย่างรวดเร็วลงมาที่ 900°F และคงอยู่ที่อุณหภูมินี้เป็นเวลา 3 วินาที ก่อนชุบเย็นในน้ำลงมาที่อุณหภูมิห้อง
  • 1 : Fine Pearlite + Upper Bainite
  • 2 : Upper Bainite
  • 3 : Pearlite + Martensite
  • 4 : Upper Bainite + Martensite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 288 :
  • รูปด้านล่างเป็น TTT diagram ของเหล็กกล้า 1080 ข้อใดเป็นโครงสร้างจุลภาคของเหล็กกล้านี้ เมื่อถูกชุบเย็นจากอุณหภูมิออสเทนไนต์อย่างรวดเร็วลงมาที่ 1200°F และคงอยู่ที่อุณหภูมินี้เป็นเวลา 10 วินาที ก่อนชุบเย็นในน้ำลงมาที่อุณหภูมิห้อง
  • 1 : Fine Pearlite + Martensite
  • 2 : Upper Bainite
  • 3 : Coarse Pearlite + Martensite
  • 4 : Upper Bainite + Martensite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 289 :
  • รูปด้านล่างเป็น TTT diagram ของเหล็กกล้า 1080 ข้อใดเป็นโครงสร้างจุลภาคของเหล็กกล้านี้ เมื่อถูกชุบเย็นจากอุณหภูมิออสเทนไนต์อย่างรวดเร็วลงมาที่ 500°F และคงอยู่ที่อุณหภูมินี้เป็นเวลา 104 วินาที ก่อนชุบเย็นในน้ำลงมาที่อุณหภูมิห้อง
  • 1 : Upper Bainite + Martensite
  • 2 : Lower Bainite
  • 3 : Lower Bainite + Martensite
  • 4 : Upper Bainite + Martensite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 290 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ Precipitate-free zone (PFZ)
  • 1 : PFZ เกิดขึ้นบริเวณขอบเกรน เพราะบริเวณดังกล่าวเป็น Sink ของวาเคนซีที่เกินมา (Excess vacancies) จากปริมาณวาเคนซีที่สภาวะสมดุล
  • 2 : บริเวณ PFZ จะพบพรีซิพิเทต (Precipitates) น้อยมาก เนื่องจากวาเคนซีซึ่งเป็นจุดกำเนิดของ Heterogeneous nucleation มีจำนวนน้อย
  • 3 : บริเวณ PFZ จะพบพรีซิพิเทต (Precipitates) น้อยมาก เนื่องจากตัวถูกละลาย (Solute) บริเวณใกล้เคียงกับขอบเกรนถูกดึงไปใช้ในการฟอร์มพรีซิพิเทต (Precipitates) บนขอบเกรนขณะ Solution treated ชิ้นงาน
  • 4 : อัตราการเย็นตัว (Cooling rate) ของการชุบเย็นไม่มีผลต่อความกว้างของบริเวณ PFZ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 291 :
  • ข้อใดเป็น Hypereutectoid steel
  • 1 : มีปริมาณคาร์บอนมากกว่า 0.77 wt.%
  • 2 : ไม่สามารถทำให้แข็งด้วยกระบวนการทางความร้อนได้
  • 3 : ฟอร์ม Proeutectoid cementite ระหว่างอุณหภูมิ A3 กับ A1
  • 4 : ฟอร์ม Proeutectoid ferrite ระหว่างอุณหภูมิ A3 กับ A1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 292 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
  • 1 : วาเคนซี (Vacancies) มีส่วนอย่างมากต่อการฟอร์ม GP zones ในขั้นตอนของการพรีซิพิเทต
  • 2 : ในโลหะผสมที่ต้องการ Precipitation hardening จำเป็นอย่างยิ่งที่พรีซิพิเทตที่มีความเสถียรภาพต้องฟอร์มตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการพรีซิพิเทชัน
  • 3 : อินเตอร์เฟสระหว่าง GP zone กับเมตริกซ์เป็นแบบ Coherent
  • 4 : Artificial aging คือ การบ่มแข็งที่อุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิห้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 293 :
  • เมื่อพิจารณาในเชิงอุณหพลศาสตร์ ข้อใดเป็นแรงผลักดัน (Driving force) ในการเปลี่ยนเฟส (Phase transformation)
  • 1 : Dislocations
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 294 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 295 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการพรีซิพิเทชัน (Precipitation) ในโลหะผสม Al-Cu
  • 1 :
  • 2 : การฟอร์ม GP zones ในช่วงต้นของ Precipitation เป็นการลดพลังงานอินเตอร์เฟสระหว่างเมตริกซ์กับ Precipitates ส่งผลให้พลังงานกีดขวางในการนิวคลีเอชันลดต่ำลง
  • 3 : การฟอร์ม GP zones เกิดขึ้นที่ทุกอุณหภูมิของการบ่มแข็ง (Ageing temperature)
  • 4 : Precipitation ในโลหะผสม Al-Cu เป็นกระบวนการที่อาศัยการแพร่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 296 :
  • ข้อใดเป็นเฟสที่อ่อนที่สุดในเหล็กกล้าคาร์บอน
  • 1 : ferrite
  • 2 : austenite
  • 3 : cementite
  • 4 : pearlite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 297 :
  • ตัวอย่างเหล็กกล้าคาร์บอนในสภาพหล่อมีความต้านแรงดึง ( tensile strength ) 470 N/mm2 และมี % การยืดตัว(% elongation) เท่ากับ 18 เมื่อนำไปผ่านการอบอ่อน( annealing ) แล้วปรากฏว่าความต้านแรงดึงเพิ่มขึ้นเป็น 476 N/mm2 ดังนั้น % การยืดตัวจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร
  • 1 : ไม่เปลี่ยนแปลง
  • 2 : ลดลง
  • 3 : เพิ่มขึ้น
  • 4 : ไม่แน่นอนขึ้นกับอุณหภูมิที่ใช้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 298 :
  • การทำ normalising เหล็กกล้าไฮโปยูเทกตอยด์ต่างจากการทำ full annealing เหล็กกล้าดังกล่าวที่
  • 1 : อุณหภูมิที่ใช้ในการอบ
  • 2 : บรรยากาศภายในเตา
  • 3 : อัตราการเย็นตัว
  • 4 : ชนิดของเตาที่ใช้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 299 :
  • กระบวนการใดต่อไปนี้ทำให้ความแข็งของเหล็กกล้าเพิ่มขึ้น
  • 1 : annealing
  • 2 : spheroidizing
  • 3 : tempering หลังการทำquenching
  • 4 : martempering
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 300 :
  • ในการเปลี่ยนแปลงของออสเทไนต์ (austenitic transformation) ในเหล็กกล้า อัตราการเย็นตัววิกฤต (critical cooling rate) ขึ้นอยู่กับ
  • 1 : ปริมาณคาร์บอนในเหล็กกล้า
  • 2 : ขนาดเกรนของออสเทไนต์
  • 3 : ทั้งปริมาณคาร์บอนในเหล็กกล้าและขนาดเกรนของออสเทไนต์
  • 4 : อุณหภูมิที่เริ่มเย็นตัว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 301 :
  • ข้อใดมิใช่กระบวนการ heat treatment
  • 1 : stress-relief annealing
  • 2 : tempering
  • 3 : casting
  • 4 : normalizing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 302 :
  • Natural ageing เกิดขึ้นที่อุณหภูมิ
  • 1 : ต่ำ
  • 2 : สูง
  • 3 : ห้อง
  • 4 : ประมาณ 200 องศาเซลเซียส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 303 :
  • กระบวนการ carburising โดยทั่วไปใช้เวลา
  • 1 : ไม่เกินหนึ่งชั่วโมง
  • 2 : หนึ่งชั่วโมง
  • 3 : สองชั่วโมง
  • 4 : มากกว่าแปดหรือเก้าชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 304 :
  • กระบวนการที่ทำให้ผิวของเหล็กกล้ามีทั้งคาร์บอนและไนโตรเจนอิ่มตัวในบรรยากาศของก๊าซเรียกว่า
  • 1 : cyaniding
  • 2 : carbonitriding
  • 3 : nitriding
  • 4 : carburising
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 305 :
  • ในการทำ carburising การแทรกซึมของคาร์บอนเข้าไปในเหล็กกล้าไม่ขึ้นกับ
  • 1 : อุณหภูมิ
  • 2 : เวลา
  • 3 : สารที่ใช้ทำ carburising
  • 4 : ความดันบรรยากาศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 306 :
  • การทำ sub-zero treatment ต่อเหล็กกล้าที่ถูกทำให้แข็งขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่อ
  • 1 : ลดความแข็งของเหล็กกล้า
  • 2 : ลดความต้านทานต่อการเสียดสี ( wear ) ของเหล็กกล้า
  • 3 : ลดปริมาณ retained austeniteในเหล็กกล้าที่ถูกทำให้แข็งขึ้น
  • 4 : เพิ่มปริมาณretained austeniteในเหล็กกล้าที่ถูกทำให้แข็งขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 307 :
  • การทำให้เหล็กกล้าเย็นตัวอย่างรวดเร็ว (quenching)มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเปลี่ยน austeniteไปเป็น
  • 1 : pearlite
  • 2 : ferrite
  • 3 : martensite
  • 4 : bainite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 308 :
  • สารใดต่อไปนี้สามารถใช้เป็น energiser ในกรรมวิธี pack carburising
  • 1 : โซเดียมซัลเฟต
  • 2 : โซเดียมคลอไรด์
  • 3 : แบเรียมคาร์บอเนต
  • 4 : แบเรียมคลอไรด์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 309 :
  • ข้อใดไม่ใช่กรรมวิธี heat treatment
  • 1 : carburising
  • 2 : spheroidising
  • 3 : galvanizing
  • 4 : normalising
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 310 :
  • Internal stress ในวัตถุสามารถลดได้โดยการทำ
  • 1 : forging
  • 2 : extrusion
  • 3 : annealing
  • 4 : quenching
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 311 :
  • ถ้าเหล็กกล้าคาร์บอนที่มีคาร์บอน 0.3 เปอร์เซ็นต์ ถูกปล่อยให้เย็นตัวลงมาอย่างช้าๆจาก 1000 องศาเซลเซียสไปที่ 800 องศาเซลเซียส โครงสร้างจุลภาคที่ได้จะเป็น
  • 1 : pearlite
  • 2 : ferrite และ austenite
  • 3 : pearlite และ cementite
  • 4 : ferrite และ pearlite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 312 :
  • Malleable iron ทำมาจาก
  • 1 : เหล็กหล่อเทาโดยผ่านกระบวนการ annealing
  • 2 : เหล็กหล่อแกรไฟต์กลม
  • 3 : เหล็กกล้าเจือโดยผ่านกระบวนการ annealing
  • 4 : เหล็กหล่อขาวโดยผ่านกระบวนการ annealing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 313 :
  • หากต้องการอบชุบเหล็กกล้าเพื่อคลายความเค้นภายในเหล็กกล้าที่ผ่านการชุบแข็งมาควรเลือกกระบวนการใดต่อไปนี้
  • 1 : Quenching
  • 2 : Tempering
  • 3 : Normalizing
  • 4 : Full Annealing
  • 5 : Spheroidizing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 314 :
  • หากต้องการอบชุบดาบเหล็กกล้า 0.6 %C ให้มีความแข็งเหมาะต่อการนำไปใช้งานควรเลือกกระบวนการใดต่อไปนี้
  • 1 : Quenching
  • 2 : Tempering
  • 3 : Normalizing
  • 4 : Full Annealing
  • 5 : Spheroidizing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 315 :
  • หากต้องการอบชุบเหล็กกล้าเพื่อเพิ่มความสามารถในการกลึง (Machinability) ควรเลือกกระบวนการใดต่อไปนี้
  • 1 : Quenching
  • 2 : Tempering
  • 3 : Normalizing
  • 4 : Full Annealing
  • 5 : Spheroidizing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 5
ข้อที่ 316 :
  • หากต้องการอบชุบโลหะเพื่อเพิ่มความเหนียวให้กับเหล็กกล้าที่ต้องการนำไปขึ้นรูปต่อควรเลือกกระบวนการใดต่อไปนี้
  • 1 : Quenching
  • 2 : Tempering
  • 3 : Normalizing
  • 4 : Full Annealing
  • 5 : Spheroidizing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 317 :
  • ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถึงวิธีการทำ Normalizing เหล็กกล้า AISI 1090 ได้อย่างถูกต้อง
  • 1 : อบที่อุณหภูมิสูงกว่าเส้น A3 ประมาณ 50K เป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้อุณหภูมิสม่ำเสมอแล้วปล่อยให้เย็นตัวในเตา
  • 2 : อบที่อุณหภูมิสูงกว่าเส้น Acm ประมาณ 50K เป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้อุณหภูมิสม่ำเสมอแล้วปล่อยให้เย็นตัวในอากาศ
  • 3 : อบที่อุณหภูมิสูงกว่าเส้น A1 ประมาณ 50K เป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้อุณหภูมิสม่ำเสมอแล้วปล่อยให้เย็นตัวในอากาศ
  • 4 : อบที่อุณหภูมิสูงกว่าเส้น Acm ประมาณ 50K เป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้อุณหภูมิสม่ำเสมอแล้วปล่อยให้เย็นตัวในเตา
  • 5 : อบที่อุณหภูมิสูงกว่าเส้น A1 ประมาณ 50K เป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้อุณหภูมิสม่ำเสมอแล้วปล่อยให้เย็นตัวในเตา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 318 :
  • ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถึงวิธีการทำ Full Annealing เหล็กกล้า AISI 1040 ได้อย่างถูกต้อง
  • 1 : อบที่อุณหภูมิสูงกว่าเส้น A3 ประมาณ 50K เป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้อุณหภูมิสม่ำเสมอแล้วปล่อยให้เย็นตัวในเตา
  • 2 : อบที่อุณหภูมิสูงกว่าเส้น A3 ประมาณ 50K เป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้อุณหภูมิสม่ำเสมอแล้วปล่อยให้เย็นตัวในอากาศ
  • 3 : อบที่อุณหภูมิสูงกว่าเส้น A1 ประมาณ 50K เป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้อุณหภูมิสม่ำเสมอแล้วปล่อยให้เย็นตัวในอากาศ
  • 4 : อบที่อุณหภูมิสูงกว่าเส้น Acm ประมาณ 50K เป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้อุณหภูมิสม่ำเสมอแล้วปล่อยให้เย็นตัวในเตา
  • 5 : อบที่อุณหภูมิสูงกว่าเส้น A1 ประมาณ 50K เป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้อุณหภูมิสม่ำเสมอแล้วปล่อยให้เย็นตัวในเตา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 319 :
  • แดจังกึมขับรถยนต์ทางไกล แล้วพบว่าเกิดเพลิงไหม้ในห้องเครื่อง แดจังกึมทราบว่าไม่ควรดับเพลิงไหม้ด้วยน้ำ เพราะเหตุใด
  • 1 : เพราะน้ำจะกลายเป็นไอมีแรงดันสูงอาจเกิดอันตรายได้
  • 2 : เพราะน้ำจะทำให้เครื่องยนต์เป็นสนิม
  • 3 : เพราะน้ำทำให้เครื่องยนต์เย็นตัวอย่างรวดเร็วและเกิดความเค้นตกค้าง
  • 4 : เพราะน้ำเป็นทรัพยากรที่มีค่า ควรประหยัด ไม่เช่นนั้นลูกหลานจะไม่มีน้ำใช้
  • 5 : เพราะน้ำทำให้ชิ้นส่วนที่ทำจากอะลูมิเนียมมีเกรนละเอียดขึ้นเนื่องจากอัตราการเย็นตัวสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 513 : Plastic deformation in crystalline solid
ข้อที่ 320 :
  • ข้อใดเป็น Slip system ของโลหะที่มีผลึกแบบ FCC
  • 1 : {111} <110>
  • 2 : {110} <111>
  • 3 : {111} <100>
  • 4 : {110} <100>
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 321 :
  • Slip system ที่เป็นไปได้สำหรับโลหะที่มีผลึกแบบ FCC มีทั้งหมดกี่ระบบ
  • 1 : 3
  • 2 : 6
  • 3 : 9
  • 4 : 12
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 322 :
  • Slip system ที่เป็นไปได้สำหรับโลหะที่มีผลึกแบบ HCP มีทั้งหมดกี่ระบบ
  • 1 : 3
  • 2 : 6
  • 3 : 9
  • 4 : 12
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 323 :
  • เหตุใดโลหะที่มีผลึกเดี่ยว (Single crystal) แบบ HCP จึงมีอัตราสเตรนฮาร์เดนนิง (Strain hardening rate) ต่ำ
  • 1 : เพราะโลหะ HCP มีจุดหลอมเหลวต่ำ การยืดตัวจึงเกิดขึ้นได้ง่าย
  • 2 : เพราะโลหะ HCP มีจำนวน Slip system น้อย โอกาสที่ดิสโลเคชันเกิดการตัดกันจึงค่อนข้างน้อย
  • 3 : เพราะโลหะ HCP มีการเรียงตัวของผลึกที่หนาแน่น การเลื่อนตัว (Slip) ของดิสโลเคชันจึงเกิดได้ง่าย
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 324 :
  • เหตุใดความเค้นเฉือนวิกฤติ (Critical resolved shear stress) ของโลหะจึงเพิ่มตามปริมาณอะตอมปนเปื้อนที่มีอยู่ในโลหะ
  • 1 : เพราะอะตอมปนเปื้อนในโลหะทำให้การเลื่อน (Slip) ของดิสโลเคชันเกิดได้ยากขึ้น
  • 2 : เพราะอะตอมปนเปื้อนในโลหะทำให้แลททิซเกิดการเปลี่ยนรูปไป
  • 3 : เพราะอะตอมปนเปื้อนในโลหะทำให้จุดหลอมเหลวของโลหะเพิ่มสูงขึ้น
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 325 :
  • รูปด้านล่างแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง Stress และ Strain ของผลึกเดี่ยว FCC ขณะรับแรงดึง โดยช่วง I, II และ III เป็นการเปลี่ยนแปลง 3 ขั้นตอนที่เกิดขึ้นกับผลึกขณะรับแรงดึง ข้อใดเป็นชื่อเรียกของการเปลี่ยนแปลงในแต่ละขั้นตอนทั้ง 3 นั้น ตามลำดับ
  • 1 : Easy glide, Linear hardening, Parabolic hardening
  • 2 : Easy glide, Linear hardening, Softening
  • 3 : Parabolic hardening, Linear hardening, Easy glide
  • 4 : Yielding, Hardening, Softening
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 326 :
  • ผลึกเดี่ยว FCCที่มีรูปร่างเป็นทรงกระบอกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 mm ถูกแรงดึงกระทำในทิศทาง [131] ทำให้เกิดการเลื่อนขึ้นบนระนาบและทิศทาง (11-1) และ [011] ตามลำดับ ถ้าความเค้นเฉือนวิกฤติ (Critical resolved shear stress) ของผลึกนี้มีค่าเท่ากับ 0.20 MPa อยากทราบขนาดแรงดึงต่ำสุดที่ทำให้ผลึกนี้เริ่มเกิดการเลื่อนขึ้น
  • 1 : 18.42 N
  • 2 : 30.08 N
  • 3 : 35.27 N
  • 4 : 45.23 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 327 :
  • เมื่อพิจารณาจาก Stereographic projection ที่แสดงให้เห็น Active slip systems ของผลึกเดี่ยว FCC ด้านล่าง ข้อใดเป็นจำนวน Active slip systems ที่เกิดขึ้น เมื่อออกแรงดึง/กด ผลึกเดี่ยว FCC ในทิศทาง [001]
  • 1 : 1
  • 2 : 4
  • 3 : 6
  • 4 : 8
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 328 :
  • เมื่อพิจารณาจาก Stereographic projection ที่แสดงให้เห็น Active slip systems ของผลึกเดี่ยว FCC ด้านล่าง ข้อใดเป็นจำนวน Active slip systems ที่เกิดขึ้น เมื่อออกแรงดึง/กด ผลึกเดี่ยว FCC ในทิศทาง [011]
  • 1 : 1
  • 2 : 4
  • 3 : 6
  • 4 : 8
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 329 :
  • เมื่อพิจารณาจาก Stereographic projection ที่แสดงให้เห็น Active slip systems ของผลึกเดี่ยว FCC ด้านล่าง ข้อใดเป็นจำนวน Active slip systems ที่เกิดขึ้น เมื่อออกแรงดึง/กด ผลึกเดี่ยว FCC ในทิศทาง [111]
  • 1 : 1
  • 2 : 4
  • 3 : 6
  • 4 : 8
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 330 :
  • เมื่อพิจารณาจากรูปด้านล่าง ข้อใดเป็นผลึกเดี่ยว FCC ที่มี Active slip systems น้อยที่สุด
  • 1 : A
  • 2 : B
  • 3 : C
  • 4 : D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 331 :
  • ข้อใดเป็น Active slip system ของผลึกเดี่ยว FCC เมื่อแรงดึงผลึกอยู่ในทิศทาง [123]
  • 1 : ระนาบเลื่อน ( 1-1-1) และทิศทางเลื่อน [ 101]
  • 2 : ระนาบเลื่อน ( 1-1-1) และทิศทางเลื่อน [110 ]
  • 3 : ระนาบเลื่อน (11-1 ) และทิศทางเลื่อน [ 101]
  • 4 : ระนาบเลื่อน (11-1 ) และทิศทางเลื่อน [ 1-10]
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 332 :
  • ข้อใดเป็น Slip systems ของโลหะที่มีผลึกแบบ BCC
  • 1 : {110} <111>
  • 2 : {112} <111>
  • 3 : {123} <111>
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 333 :

  • 1 : 0.250
  • 2 : 0.728
  • 3 : 0.499
  • 4 : 1.201
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 334 :
  • ข้อใดเป็นข้อเสียของ Hot working
  • 1 : ใช้พลังงานน้อยในการทำให้โลหะเสียรูปอย่างถาวร
  • 2 : ให้ความเหนียวน้อยเมื่อเทียบกับ Cold working
  • 3 : เกิดการตกผลึกซ้ำในระหว่างทำการขึ้นรูป (Recrystallization)
  • 4 : เกิด Oxidation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 335 :
  • Degree of deformation ที่มากขึ้น มีผลต่อสมบัติเชิงกลของเหล็กกล้าคาร์บอนต่ำอย่างไร
  • 1 : ความแข็งลดลง
  • 2 : ความต้านแรงดึงลดลง
  • 3 : % การยืดตัวลดลง
  • 4 : ความแข็งเพิ่มขึ้นแต่ความต้านแรงดึงลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 336 :
  • โดยทั่วไป degree of deformation ที่มากขึ้น มีผลต่ออุณหภูมิเริ่มต้นของการเกิด recrystallization ของโลหะอย่างไร
  • 1 : ลดลง
  • 2 : เพิ่มขึ้น
  • 3 : ไม่มีผล
  • 4 : ไม่แน่นอนขึ้นกับชนิดของโลหะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 337 :
  • โดยทั่วไป Creep rate จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น
  • 1 : เพิ่มขึ้น
  • 2 : ลดลง
  • 3 : ไม่เปลี่ยนแปลง
  • 4 : ไม่แน่นอน ขึ้นกับชนิดของโลหะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 338 :
  • ปรากฏการณ์จุดคราก (Yield Point Phenomena) ในเหล็กกล้าคาร์บอนปานกลาง เกี่ยวข้องกับข้อใด
  • 1 : อะตอมตัวถูกละลายชนิดแทนที่ กับ การเคลื่อนที่ของดิสโลเคชัน
  • 2 : อะตอมตัวถูกละลายชนิดแทรก กับ การเคลื่อนที่ของดิสโลเคชัน
  • 3 : อะตอมตัวถูกละลายชนิดแทนที่ กับ การแพร่
  • 4 : อะตอมตัวถูกละลายชนิดแทรก กับ การแพร่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 339 :
  • ปรากฏการณ์ Strain Aging เกี่ยวข้องกับกระบวนการหรือปรากฏการณ์ใด
  • 1 : การมีจุดคราก (Yield Point) ในโลหะบางชนิด
  • 2 : การบ่มแข็ง (Age Hardening)
  • 3 : การบ่ม (Aging)
  • 4 : การเกิด Strain Hardening
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 340 :
  • ข้อใดเป็น Slip System ที่เป็นไปได้ในระบบผลึก FCC (Face-centered Cubic)
  • 1 : {111}/<111>
  • 2 : {100}/<011>
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 341 :
  • จำนวน Slip Systems ที่เป็นไปได้ในระบบผลึก FCC (Face-centered Cubic) คือ
  • 1 : 3
  • 2 : 6
  • 3 : 9
  • 4 : 12
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 342 :
  • สังกะสีซึ่งมีโครงสร้างผลึก HCP มี Slip Plane เดียวคือ {0001} ดังนั้นสังกะสีมี Slip Systems กี่ระบบ
  • 1 : 1
  • 2 : 2
  • 3 : 3
  • 4 : 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 343 :
  • กำหนดความสัมพันธ์ของแรงที่กระทำบนผลึกโลหะ และทิศทางของ Slip Direction ดังในรูป
    ข้อใดคือ สมการสำหรับหาค่า Resolved Shear Stress ที่เกิดขึ้นบน Slip System ที่กำลังสนใจในรูปนี้
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 344 :
  • โลหะชิ้นหนึ่งประกอบด้วยผลึก (เกรน) เพียงผลึกเดียว ภายใต้เงื่อนไขของแรงกระทำในข้อใด ที่จะเกิดการ Slip ขึ้นกับผลึกนี้
  • 1 : Resolved Shear Stress > Critical Resolved Shear Stress
  • 2 : ทิศทางของแรงกระทำขนานกับ Slip Plane
  • 3 : ทิศทางของแรงกระทำขนานกับทิศของ Slip Direction
  • 4 : ทิศทางของแรงกระทำตั้งฉากกับ Slip Plane
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 345 :
  • ปัจจัยใดใช้เป็นเกณฑ์แบ่งแยกระหว่างการแตกหักแบบเหนียวและแบบเปราะ
  • 1 : ขนาดของความเค้นที่ทำให้เกิดการแตกหัก
  • 2 : ทิศทางของแรงกระทำ
  • 3 : ปริมาณการแปรรูปถาวรที่เกิดขึ้นก่อนแตกหัก
  • 4 : ระยะเวลาในการแตกหัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 346 :
  • โลหะที่มีโครงสร้างผลึกแบบ FCC มีพฤติกรรมด้านการแปรรูปถาวร และ สมบัติด้านความแกร่ง (Toughness) อย่างไร
  • 1 : เหนียวที่อุณหภูมิสูง เปราะที่อุณหภูมิต่ำ
  • 2 : เหนียวทุกช่วงอุณหภูมิ
  • 3 : เปราะทุกช่วงอุณหภูมิ
  • 4 : เหนียวที่อุณหภูมิต่ำ เปราะที่อุณหภูมิสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 347 :
  • โลหะที่มีโครงสร้างผลึกแบบ BCC มีพฤติกรรมด้านการแปรรูปถาวร และ สมบัติด้านความแกร่ง (Toughness) อย่างไร
  • 1 : เหนียวที่อุณหภูมิสูง เปราะที่อุณหภูมิต่ำ
  • 2 : เหนียวทุกช่วงอุณหภูมิ
  • 3 : เปราะทุกช่วงอุณหภูมิ
  • 4 : เหนียวที่อุณหภูมิต่ำ เปราะที่อุณหภูมิสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 348 :
  • โลหะที่มีโครงสร้างผลึกแบบ HCP มีพฤติกรรมด้านการแปรรูปถาวร และ สมบัติด้านความแกร่ง (Toughness) อย่างไร
  • 1 : เหนียวที่อุณหภูมิสูง เปราะที่อุณหภูมิต่ำ
  • 2 : เหนียวทุกช่วงอุณหภูมิ
  • 3 : เปราะทุกช่วงอุณหภูมิ
  • 4 : เหนียวที่อุณหภูมิต่ำ เปราะที่อุณหภูมิสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 349 :
  • กลไกในข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปถาวรของโลหะ
  • 1 : การเกิดนิวเคลียส
  • 2 : การเคลื่อนที่ของดิสโลเคชัน
  • 3 : การ Slip ของระนาบชนิด Close-packed
  • 4 : การเคลื่อนที่ของอะตอมไปยังตำแหน่งใหม่โดยยังรักษาโครงสร้างผลึกเดิม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 350 :
  • ข้อใดไม่ใช่ผลของการแปรรูปถาวรของโลหะ
  • 1 : โลหะมีความเหนียวเพิ่มขึ้น
  • 2 : ปริมาณ (ความหนาแน่น) ของดิสโลเคชันสูงขึ้น
  • 3 : เกิด Work Hardening
  • 4 : โลหะไม่สามารถกลับไปสู่รูปร่างเดิมแม้ว่าแรงกระทำภายนอกนั้นถูกปลดออกแล้วก็ตาม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 351 :
  • Frank-Read Source เกี่ยวข้องกับข้อใดในต่อไปนี้
  • 1 : Dislocation Generator
  • 2 : Vacancies Generator
  • 3 : Stress Generator
  • 4 : Diffusion
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 352 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเกิด Slip ในโครงสร้างของโลหะ
  • 1 : Resolved Shear Stress
  • 2 : Critical Resolved Shear Stress
  • 3 : Dislocation Climb
  • 4 : Slip Direction
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 353 :
  • Edge Dislocation ไม่สามารถเคลื่อนที่ในแบบใดได้
  • 1 : Easy Glide
  • 2 : Climb
  • 3 : Cross Slip
  • 4 : เคลื่อนที่ไปตาม Slip Plane
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 354 :
  • Dislocation ชนิดใดที่สามารถทำให้เกิด Cross Slip ได้
    ก. Edge Dislocation
    ข. Screw Dislocation
  • 1 : ก.
  • 2 : ข.
  • 3 : ถูกทั้ง ก. และ ข.
  • 4 : ผิดทั้ง ก. และ ข.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 355 :
  • ข้อใดเป็นร่องรอยจากการแปรรูปถาวรในโลหะ ซึ่งสังเกตพบได้ในกล้องจุลทรรศน์
    ก. Slip Bands
    ข. Slip Lines
  • 1 : ก.
  • 2 : ข.
  • 3 : ถูกทั้ง ก. และ ข.
  • 4 : ผิดทั้ง ก. และ ข.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 356 :
  • การเพิ่มจำนวนของดิสโลเคชัน เกิดได้จากกลไกใดต่อไปนี้
  • 1 : Frank-Read Source
  • 2 : Matano Method
  • 3 : Work Hardening
  • 4 : Cross Slip
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 357 :
  • ในรูปเป็นการแสดงถึงการ slip ที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของ...
  • 1 : Edge Dislocation
  • 2 : Screw Dislocation
  • 3 : Mixed Dislocation
  • 4 : Cross Slip
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 514 : Recovery, recrystalization, grain growth
ข้อที่ 358 :
  • รูปด้านล่างแสดงให้เห็นเกรนของชิ้นงานที่ผ่านการรีดเย็น (Cold-worked) แล้ว และนำมาอบอ่อน (Annealing) ที่อุณหภูมิค่าหนึ่งที่เวลาต่างๆ ข้อใดเป็นกลไกที่เกิดขึ้นกับชิ้นงานขณะอบอ่อนในช่วงเวลา 0 ถึง t1
  • 1 : Recovery
  • 2 : Recrystallization
  • 3 : Grain growth
  • 4 : Polygonization
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 359 :
  • รูปด้านล่างแสดงให้เห็นเกรนของชิ้นงานที่ผ่านการรีดเย็น (Cold-worked) แล้ว และนำมาอบอ่อน (Annealing) ที่อุณหภูมิค่าหนึ่งที่เวลาต่างๆ ข้อใดเป็นกลไกที่เกิดขึ้นกับชิ้นงานขณะอบอ่อนในช่วงเวลา t1 ถึง t2
  • 1 : Recovery
  • 2 : Recrystallization
  • 3 : Grain growth
  • 4 : Polygonization
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 360 :
  • รูปด้านล่างแสดงให้เห็นเกรนของชิ้นงานที่ผ่านการรีดเย็น (Cold-worked) แล้ว และนำมาอบอ่อน (Annealing) ที่อุณหภูมิค่าหนึ่งที่เวลาต่างๆ ข้อใดเป็นกลไกที่เกิดขึ้นกับชิ้นงานขณะอบอ่อนในช่วงเวลา t2 ถึง t3
  • 1 : Recovery
  • 2 : Recrystallization
  • 3 : Grain growth
  • 4 : Polygonization
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 361 :
  • ข้อใดเป็นกลไกการรีคอฟเวอรี (Recovery mechanisms) จากรูป A ไปเป็นรูป B ดังแสดงด้านล่าง
  • 1 : Subgrain growth
  • 2 : Subgrain coalescence
  • 3 : Polygonization
  • 4 : Geometrical coalescence
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 362 :
  • ข้อใดเป็นกลไกการรีคอฟเวอรี (Recovery mechanisms) จากรูป A ไปเป็นรูป D ดังแสดงด้านล่าง
  • 1 : Subgrain growth
  • 2 : Subgrain coalescence
  • 3 : Polygonization
  • 4 : Geometrical coalescence
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 363 :
  • ข้อใดไม่ใช่ตัวแปรที่มีอิทธิพลต่ออัตราการรีคริสตัลไลเซชัน (Rate of recrystallization)
  • 1 : ความแข็ง (Hardness) ของชิ้นงาน
  • 2 : อุณหภูมิอบอ่อน (Annealing temperature)
  • 3 : ความเครียดที่ชิ้นงานได้รับ (Amount of deformation)
  • 4 : ขนาดของเกรนก่อนการรีดเย็น (Initial grain size)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 364 :
  • ข้อใดเป็นการเคลื่อนที่ของดิสโลเคชันที่เกิดขึ้นในการโพลีโกไนเซชัน (Polygonization)
  • 1 : เลื่อน (Slip)
  • 2 : ปีน (Climb)
  • 3 : เลื่อนข้ามระนาบ (Cross slip)
  • 4 : เลื่อน (Slip) และปีน (Climb)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 365 :
  • ข้อใดสรุปถูกต้อง เมื่อพิจารณาจากรูปด้านล่างที่แสดงให้เห็นข้อมูลการรีคริสตัลไลเซชัน (Recrystallization) ของทองแดงบริสุทธิ์ 99.999% ที่ผ่านการรีดเย็น 98% ณ อุณหภูมิอบอ่อน (Annealing temperature) ต่างๆ
  • 1 : เมื่ออุณหภูมิอบอ่อนสูงขึ้น เวลาที่ใช้ในการรีคริสตัลไลเซชัน (Recystallization time) 100% เร็วขึ้น
  • 2 : อัตราการรีคริสตัลไลเซชัน (Recystallization rate) มีขนาดคงที่ที่อุณหภูมิแต่ละค่า
  • 3 : เวลาที่ใช้ในการรีคริสตัลไลเซชัน (Recystallization time) 100% เป็น 2 เท่าของเวลาที่ใช้ในการรีคริสตัลไลเซชัน (Recystallization time) 50%
  • 4 : การเพิ่มอุณหภูมิอบอ่อนขึ้นมา 2 เท่า ทำให้เวลาที่ใช้ในการรีคริสตัลไลเซชัน (Recystallization time) 100% ลดลง 2 เท่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 366 :
  • ข้อใดสรุปไม่ถูกต้อง เมื่อพิจารณาจากกราฟด้านล่างที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิกับเวลาที่ใช้ในการรีคริสตัลไลเซชัน (Recrystallization) ของเซอร์โคเมียมที่ผ่านการแปลงรูป (Deformation) โดยการลดพื้นที่หน้าตัดของชิ้นงานมาไม่เท่ากัน
  • 1 : ณ อุณหภูมิอบอ่อนเดียวกัน ชิ้นงานที่มีการแปลงรูปหรือลดพื้นที่หน้าตัดมากกว่า จะใช้เวลารีคริสตัลไลเซชัน (Recystallization time) สั้นลง
  • 2 : ในกรณีที่เวลารีคริสตัลไลเซชัน (Recystallization time) เท่ากัน ชิ้นงานที่มีการแปลงรูปหรือลดพื้นที่หน้าตัดน้อยกว่า ต้องใช้อุณหภูมิอบอ่อนสูงกว่า
  • 3 : พลังงานกระตุ้นในการรีคริสตัลไลเซชันของชิ้นงานทั้งสองมีขนาดเท่ากัน
  • 4 : ในกรณีที่เวลารีคริสตัลไลเซชัน (Recystallization time) เท่ากับ 1 ชั่วโมง อุณหภูมิอบอ่อนจะสำหรับชิ้นงานที่ถูกลดพื้นที่หน้าตัด 13% จะสูงกว่าชิ้นงานที่ถูกลดพื้นที่หน้าตัด 51% เท่ากับ 60K
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 367 :
  • ข้อใดส่งผลให้เกรนที่รีคริสตัลไลซ์ (Recrystallized grain) มีขนาดเล็ก ในที่นี้กำหนดให้อัตราการนิวคลีเอชัน (Nucleation rate)ของเกรนที่รีคริสตัลไลซ์เท่ากับ N และอัตราการเติบโต (Growth rate)ของเกรนที่รีคริสตัลไลซ์เท่ากับ G
  • 1 : GN สูง
  • 2 : GN ต่ำ
  • 3 : N/Gสูง
  • 4 : N/G ต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 368 :
  • ข้อใดมีอิทธิพลต่อขนาดของเกรนที่รีคริสตัลไลซ์ (Recrystallized grain) น้อยที่สุด
  • 1 : ความเครียดที่ชิ้นงานได้รับก่อนการอบอ่อน
  • 2 : อุณหภูมิอบอ่อน
  • 3 : ขนาดของเกรนก่อนการอบอ่อน
  • 4 : ความบริสุทธิ์ของชิ้นงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 369 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
  • 1 : Secondary recrystallization ส่งผลให้เกรนของชิ้นงานมีขนาดเล็กลง
  • 2 : Secondary recrystallization เกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิอบอ่อนเพิ่มสูงขึ้นจากการอบอ่อนครั้งแรก
  • 3 : Secondary recrystallization เกิดขึ้นกับเกรนที่ถูกยับยั้งการเติบโตในการรีคริสตัลไลเซชันครั้งแรก
  • 4 : แรงผลักดัน (Driving force) ของ Secondary recrystallization คือ การลดพลังงานอิสระของขอบเกรนในชิ้นงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 370 :
  • สมบัติทางกายภาพข้อใดของชิ้นงานที่ไม่เปลี่ยนแปลงหลังจากผ่าน Cold-worked
  • 1 : ความแข็ง
  • 2 : Tensile strength
  • 3 : ความต้านทานไฟฟ้า
  • 4 : Modulus of elasticity
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 371 :
  • ให้พิจารณาว่าสมควรหรือไม่ที่จะนำทองเหลืองที่ผ่านการรีดเย็นมาใช้เป็นชั้นวางชิ้นงานในเตาอบโดยเตาอบทำงานที่อุณหภูมิ 525°C และจุดหลอมเหลวของทองเหลืองเท่ากับ 1093°C
  • 1 : สมควร เพราะอุณหภูมิการใช้งานไม่สูงเกินไป
  • 2 : สมควร เพราะทองเหลืองมีราคาถูก
  • 3 : ไม่สมควร เพราะที่อุณหภูมิดังกล่าว จะเกิดการรีคริสตัลไลเซชัน (Recrystallization) ขึ้นทำให้ความแข็งแรงลดลง
  • 4 : ไม่สมควร เพราะทองเหลืองนำความร้อนไม่ดี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 372 :
  • ในการอบอ่อนโลหะที่ผ่านการขึ้นรูปเย็นมานั้น จะเกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ เรียงตามลำดับเวลาอย่างใด
  • 1 : Recovery - Recrystallization - Grain Growth
  • 2 : Recrystallization - Recovery - Grain Growth
  • 3 : Phase Transformation - Tempering - Annealing
  • 4 : Hardening - Tempering - Second Tempering
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 373 :
  • กลไกใดที่ไม่ใช่กลไกของ Recovery ที่เกิดขึ้นระหว่างการอบอ่อนแผ่นอะลูมิเนียมที่ผ่านการรีดเย็น
  • 1 : การเกิด Polygonization
  • 2 : การหักล้างกันของดิสโลเคชันเครื่องหมายตรงกันข้าม
  • 3 : การไล่ point defect ไปที่ขอบเกรน
  • 4 : การขยายตัวของเกรนโดยการเคลื่อนที่ของขอบเกรน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 374 :
  • แรงขับเคลื่อน (Driving Force) ของการเกิด Grain Growth คือ
  • 1 : ความต้องการปลดปล่อยพลังงานสะสมจากการขึ้นรูปเย็น
  • 2 : ความต้องการลดพลังงานพื้นผิวโดยลดพื้นที่ของขอบเกรน
  • 3 : ความต้องการลดพลังงานพื้นผิวโดยเพิ่มพื้นที่ของขอบเกรน
  • 4 : การเตรียมพร้อมเพื่อให้เกรนมีทิศของผลึกเหมาะสมต่อการแปรรูปถาวรภายใต้แรงภายนอกต่อไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 375 :
  • การเกิด recrystallization ในโลหะจะเร็วขึ้นเมื่อ
  • 1 : โลหะมี degree of deformation สูงขึ้น
  • 2 : โลหะมี degree of deformation ต่ำลง
  • 3 : ใช้อุณหภูมิในการอบต่ำลง
  • 4 : ไม่เกี่ยวกับอุณหภูมิที่ใช้ในการอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 376 :
  • Recrystallization เกิดได้ดี
  • 1 : เมื่ออุณหภูมิที่ใช้ต่ำ
  • 2 : หากมีมลทิน(impurity) ในเนื้อโลหะมาก
  • 3 : หากมีมลทิน(impurity) ในเนื้อโลหะน้อย
  • 4 : อุณหภูมิและมลทิน(impurity)ในเนื้อโลหะไม่ใช่ปัจจัย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 515 : Strengthening mechanism and microstructural control
ข้อที่ 377 :
  • ธาตุผสม (Alloying elements) ข้อใดที่ลด Hardenability ของเหล็กกล้า
  • 1 : Molybdenum
  • 2 : Cobalt
  • 3 : Nickel
  • 4 : Manganese
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 378 :
  • ข้อใดเป็นชนิดของ Strengthening ที่แสดงอยู่ในรูปสมการของ Hall-Petch
  • 1 : Precipitation strengthening
  • 2 : Solid solution strengthening
  • 3 : Grain size strengthening
  • 4 : Work hardening
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 379 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ Age-Hardening ในโลหะผสม Al-4 wt.%Cu
  • 1 : ในการบ่มแข็ง ณ อุณหภูมิคงที่ ความแข็งสูงสุด (Optimum hardness) ที่ได้จากการบ่มแข็งเพิ่มตามการเพิ่มของอุณหภูมิบ่มแข็ง (Aging temperature)
  • 2 : ในการบ่มแข็ง ณ อุณหภูมิคงที่ ระยะเวลาการบ่มเพื่อให้ได้ความแข็งสูงสุด (Optimum aging time) สั้นลง เมื่ออุณหภูมิบ่มแข็งเพิ่มสูงขึ้น
  • 3 : ในการบ่มแข็ง ณ อุณหภูมิคงที่ ความแข็งสูงสุด (Optimum hardness) ที่ได้จากการบ่มแข็งเพิ่มขึ้นเมื่อความเข้มข้นของทองแดงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (ไม่เกิน Maximum solubility ของ Cu ในเฟสแอลฟา)
  • 4 : ความแข็งแรงที่ได้จากการบ่มแข็งโลหะผสม Al-Cu เป็น Precipitation hardening
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 380 :
  • ในการทำให้เหล็กกล้าแข็งขึ้นด้วยกระบวนการทางความร้อน (Heat treatment) ปริมาณคาร์บอนในเหล็กกล้าควรสูงกว่าเท่าใด
  • 1 : 0.022 wt.%
  • 2 : 0.25 wt.%
  • 3 : 0.40 wt.%
  • 4 : 0.77 wt.%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 381 :
  • การปรับปรุงสมบัติโดยวิธี Quenching มีกรรมวิธีอย่างไร
  • 1 : ให้ความร้อนกับเหล็กกล้าจนมีโครงสร้าง Austenite แล้วปล่อยให้เย็นตัวช้าๆในอากาศนิ่ง
  • 2 : ให้ความร้อนกับเหล็กกล้าจนมีโครงสร้าง Austenite แล้วปล่อยให้เย็นตัวช้ามากๆในเตาอบ
  • 3 : ให้ความร้อนกับเหล็กกล้าจนมีโครงสร้าง Austenite แล้วทำให้เย็นตัวอย่างรวดเร็วมากๆ
  • 4 : ให้ความร้อนกับเหล็กกล้าที่อุณหภูมิสูงแต่ไม่ถึงอุณหภูมิ Austenite แล้วคงไว้เป็นเวลาประมาณ 24 ชั่วโมง แล้วปล่อยให้เย็นตัวช้าๆในอากาศนิ่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 382 :
  • การปรับปรุงสมบัติโดยวิธี Normalizing มีกรรมวิธีอย่างไร
  • 1 : ให้ความร้อนกับเหล็กกล้าจนมีโครงสร้าง Austenite แล้วปล่อยให้เย็นตัวช้าๆในอากาศนิ่ง
  • 2 : ให้ความร้อนกับเหล็กกล้าจนมีโครงสร้าง Austenite แล้วปล่อยให้เย็นตัวช้ามากๆในเตาอบ
  • 3 : ให้ความร้อนกับเหล็กกล้าจนมีโครงสร้าง Austenite แล้วทำให้เย็นตัวอย่างรวดเร็วมากๆ
  • 4 : ให้ความร้อนกับเหล็กกล้าที่อุณหภูมิสูงแต่ไม่ถึงอุณหภูมิ Austenite แล้วคงไว้เป็นเวลาประมาณ 24 ชั่วโมง แล้วปล่อยให้เย็นตัวช้าๆในอากาศนิ่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 383 :
  • การปรับปรุงสมบัติโดยวิธี Full Anneal มีกรรมวิธีอย่างไร
  • 1 : ให้ความร้อนกับเหล็กกล้าจนมีโครงสร้าง Austenite แล้วปล่อยให้เย็นตัวช้าๆในอากาศนิ่ง
  • 2 : ให้ความร้อนกับเหล็กกล้าจนมีโครงสร้าง Austenite แล้วปล่อยให้เย็นตัวช้ามากๆในเตาอบ
  • 3 : ให้ความร้อนกับเหล็กกล้าจนมีโครงสร้าง Austenite แล้วทำให้เย็นตัวอย่างรวดเร็วมากๆ
  • 4 : ให้ความร้อนกับเหล็กกล้าที่อุณหภูมิสูงแต่ไม่ถึงอุณหภูมิ Austenite แล้วคงไว้เป็นเวลาประมาณ 24 ชั่วโมง แล้วปล่อยให้เย็นตัวช้าๆในอากาศนิ่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 384 :
  • การปรับปรุงสมบัติโดยวิธี Spheroidizing มีกรรมวิธีอย่างไร
  • 1 : ให้ความร้อนกับเหล็กกล้าจนมีโครงสร้าง Austenite แล้วปล่อยให้เย็นตัวช้าๆในอากาศนิ่ง
  • 2 : ให้ความร้อนกับเหล็กกล้าจนมีโครงสร้าง Austenite แล้วปล่อยให้เย็นตัวช้ามากๆในเตาอบ
  • 3 : ให้ความร้อนกับเหล็กกล้าจนมีโครงสร้าง Austenite แล้วทำให้เย็นตัวอย่างรวดเร็วมากๆ
  • 4 : ให้ความร้อนกับเหล็กกล้าที่อุณหภูมิสูงแต่ไม่ถึงอุณหภูมิ Austenite แล้วคงไว้เป็นเวลาประมาณ 24 ชั่วโมง แล้วปล่อยให้เย็นตัวช้าๆในอากาศนิ่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 385 :
  • การอบชุบโดยวิธีใดที่ทำให้ Cementite ที่มีรูปร่างเป็นเส้นเปลี่ยนรูปร่างเป็นก้อนกลม
  • 1 : Martempering
  • 2 : Bainitizing
  • 3 : Pearlitizing
  • 4 : Spheroidizing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 386 :
  • การอบชุบโดยวิธีใดที่ช่วยแก้ปัญหาการเกิดการแตกร้าวของชิ้นงานได้
  • 1 : Austempering
  • 2 : Bainitizing
  • 3 : Pearlitizing
  • 4 : Spheroidizing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 387 :
  • การอบชุบโดยวิธีใดให้โครงสร้าง Bainite เป็นโครงสร้างสุดท้าย
  • 1 : Austempering
  • 2 : Bainitizing
  • 3 : Pearlitizing
  • 4 : Spheroidizing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 388 :
  • ถ้าต้องการให้ได้ชิ้นงานที่แข็งที่สุด ควรใช้การอบชุบโดยวิธีใด
  • 1 : Full Anneal
  • 2 : Spheroidizing
  • 3 : Quenching
  • 4 : Normalizing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 389 :
  • ถ้าต้องการให้ได้ชิ้นงานที่อ่อนที่สุด ควรใช้การอบชุบโดยวิธีใด
  • 1 : Full Anneal
  • 2 : Spheroidizing
  • 3 : Quenching
  • 4 : Normalizing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 390 :
  • วัตถุประสงค์ของการทำ annealing คือ
  • 1 : ทำให้เหล็กกล้าแข็งขึ้น
  • 2 : ทำให้เหล็กกล้าอ่อนลง
  • 3 : เพิ่มคาร์บอนในเหล็กกล้า
  • 4 : ลดคาร์บอนในเหล็กกล้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 391 :
  • โดยทั่วไปกระบวนการ tempering จะนำมาใช้กระทำต่อเหล็กกล้าหลังผ่านการทำ
  • 1 : annealing
  • 2 : normalizing
  • 3 : quenching
  • 4 : plastic deform
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 392 :
  • ข้อใดถูกต้องถ้าอุณหภูมิของวัสดุสูงขึ้น
  • 1 : strength และ ductility เพิ่มขึ้น
  • 2 : strength และ ductility ลดลง
  • 3 : strength ลดลงแต่ ductility เพิ่มขึ้น
  • 4 : strength เพิ่มขึ้นแต่ ductility ลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 393 :
  • เฟสใดต่อไปนี้มีความต้านแรงดึงต่ำสุด
  • 1 : ferrite
  • 2 : bainite
  • 3 : cementite
  • 4 : martensite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 394 :
  • ค่าความต้านแรงดึงของเฟอร์ไรต์อยู่ที่ประมาณ
  • 1 : 10000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
  • 2 : 20000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
  • 3 : 40000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
  • 4 : 80000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 395 :
  • กรรมวิธีใดต่อไปนี้เป็นการทำ themo-mechanical treatment ต่อโลหะ
  • 1 : austempering
  • 2 : martempering
  • 3 : tempering
  • 4 : ausforming
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 396 :
  • กรณีใดต่อไปนี้ทำให้ได้เกรน(grain)ของโลหะละเอียดที่สุด
  • 1 : annealing
  • 2 : normalising
  • 3 : quenching
  • 4 : full annealing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 397 :
  • ข้อความใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้องสำหรับอธิบายเกี่ยวกับเฟส bainite
  • 1 : bainite ประกอบด้วย ferrite และเหล็กคาร์ไบด์
  • 2 : bainite มีความแข็งอยู่ระหว่าง pearlite และ martensite
  • 3 : bainite มีความแข็งมากกว่า pearlite
  • 4 : bainite มีความแข็งมากกว่า martensite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 398 :
  • เหล็กกล้าในข้อใดต่อไปนี้น่าจะรับแรงกระแทกได้น้อยที่สุด
  • 1 : AISI 1010
  • 2 : AISI 1020
  • 3 : AISI 1045
  • 4 : AISI 10110
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 399 :
  • เหล็กกล้าในข้อใดต่อไปนี้น่าจะมีความแข็งสูงที่สุด
  • 1 : AISI 1010
  • 2 : AISI 1020
  • 3 : AISI 1045
  • 4 : AISI 10110
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
สภาวิศวกร