สภาวิศวกร

สาขา : เหมืองแร่

วิชา : Failure analysis

เนื้อหาวิชา : 501 : Mechanical fracture
ข้อที่ 1 :
  • ผิวหน้าของการแตกหักแบบเปราะ(Brittle fracture) พบ ลักษณะร่องรอยการแตกหัก ที่ชี้บ่งและสังเกตได้ชัดเจนคือ
  • 1 : Ratchet marks
  • 2 : Beach mark
  • 3 : Chevron pattern
  • 4 : Orange peel
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 2 :
  • การแตกหักแบบเปราะ พิจารณาการแตกของเกรน(grain) วัสดุจะแตกลักษณะใด
  • 1 : Plastic Deformation
  • 2 : Twin
  • 3 : Intergranular
  • 4 : Slip
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 3 :
  • เพลา วัสดุเปราะ รับภาระ(Load) ชนิด Pure Torsion รอยแตก จะเกิดจากความเค้นชนิดใด
  • 1 : Shear Stress
  • 2 : Tensile Stress
  • 3 : Compressive Stress
  • 4 : Residual Stress
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 4 :
  • เพลา วัสดุเปราะ รับภาระ(Load) ชนิด Pure Torsion รอยแตก ทํามุมกี่องศากับแนวแกน
  • 1 : 30?
  • 2 : 45?
  • 3 : 60?
  • 4 : 90?
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 5 :
  • คานทําด้วยวัสดุเปราะ รับภาระ(Load) ชนิด Bending ลักษณะรอยแตก จะเป็นรูปใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 6 :
  • Shear Lip มักพบในชิ้นส่วนที่เกิดการแตกหักแบบใด
  • 1 : Fatigue
  • 2 : Wear
  • 3 : Creep
  • 4 : Ductile
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 7 :
  • เพลา วัสดุเหนียว รับภาระ(Load) ชนิด Pure Torsion รอยแตก จะเกิดจากความเค้นชนิดใด
  • 1 : Shear Stress
  • 2 : Tensile Stress
  • 3 : Compressive Stress
  • 4 : Residual Stress
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 8 :
  • วัสดุเหนียว สามารถแสดงพฤติกรรมแตกหักเหมือนวัสดุเปราะได้ด้วยหลายสาเหตุ ยกเว้นสาเหตุใด
  • 1 : Low Temperature
  • 2 : High Strain Rate
  • 3 : Poisson’s Ratio
  • 4 : State Stress
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 9 :
  • หากดูผิวหน้าของการแตกหักแบบเหนียว ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอน จะพบลักษณะ
  • 1 : Intergranular crack
  • 2 : Coalescence of microviods
  • 3 : Striation
  • 4 : Ratcheted mark
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 10 :
  • ข้อใดคือลักษณะโครงสร้างทางมหภาคของการแตกเหนียวของวัสดุ
  • 1 : มีการเปลี่ยนรูปแบบปอกออกหรือคอดกิ่ว ผิวการแตกมีสีด้านไม่เป็นประกาย มีทิศทางการแตกในทิศทางการเฉือนสูงสุด
  • 2 : มีการเปลี่ยนรูปแบบปอกออกหรือคอดกิ่ว ผิวการแตกเป็นประกาย มีทิศทางการแตกในทิศทางการเฉือนสูงสุด
  • 3 : มีการเปลี่ยนรูปแบบปอกออกหรือคอดกิ่ว ผิวการแตกมีสีด้านไม่เป็นประกาย มีทิศทางการแตกในทิศทางตั้งฉากกับการเฉือนสูงสุด
  • 4 : มีการเปลี่ยนรูปแบบปอกออกหรือคอดกิ่ว ผิวการแตกเป็นประกาย มีทิศทางการแตกในทิศทางตั้งฉากกับการเฉือนสูงสุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 11 :
  • ข้อใดคือลักษณะทั่วไปของโครงสร้างทางมหภาคการแตกเปราะของวัสดุ
  • 1 : ไม่มีการเปลี่ยนรูปให้เห็นชัดเจน ผิวการแตกมีสีด้านไม่เป็นประกาย มีทิศทางการแตกตั้งฉากกับทิศทางความเค้นปกติสูงสุด
  • 2 : ไม่มีการเปลี่ยนรูปให้เห็นชัดเจน ผิวการแตกเป็นประกาย มีทิศทางการแตกตั้งฉากกับทิศทางความเค้นปกติสูงสุด
  • 3 : ไม่มีการเปลี่ยนรูปให้เห็นชัดเจน ผิวการแตกมีสีด้านไม่เป็นประกาย มีทิศทางการแตกในทิศทางความเค้นปกติสูงสุด
  • 4 : ไม่มีการเปลี่ยนรูปให้เห็นชัดเจน ผิวการแตกเป็นประกาย มีทิศทางการแตกในทิศทางความเค้นปกติสูงสุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 12 :
  • ข้อใดคือลักษณะทั่วไปของโครงสร้างทางจุลภาคการแตกเหนียวของวัสดุ
  • 1 : ผลึกไม่มีการยืดหด มีลักษณะการแตกเหมือนหลุมบ่อโดยมีการยืดที่ปากหลุม
  • 2 : ผลึกไม่มีการยืดหด มีลักษณะการแตกเหมือนหลุมบ่อไม่มีการยืดที่ปากหลุม
  • 3 : ผลึกมีการยืดหด มีลักษณะการแตกเหมือนหลุมบ่อโดยมีการยืดที่ปากหลุม
  • 4 : ผลึกมีการยืดหด มีลักษณะการแตกเหมือนหลุมบ่อไม่มีการยืดที่ปากหลุม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 13 :
  • ข้อใดคือลักษณะทั่วไปของโครงสร้างทางจุลภาคการแตกเปราะของวัสดุ
  • 1 : มีการยืดหดของผลึกให้เห็น ลักษณะการแตกขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการรับภาระกรรม มีการยืดให้เห็น
  • 2 : มีการยืดหดของผลึกให้เห็น ลักษณะการแตกขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการรับภาระกรรม ไม่มีการยืดให้เห็น
  • 3 : ไม่มีการยืดหดของผลึกให้เห็น ลักษณะการแตกขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการรับภาระกรรม มีการยืดให้เห็น
  • 4 : ไม่มีการยืดหดของผลึกให้เห็น ลักษณะการแตกขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการรับภาระกรรม ไม่มีการยืดให้เห็น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 14 :
  • ข้อใดไม่ใช่ตัวกำหนดพฤติกรรมของวัสดุภายใต้แรงสถิตย์
  • 1 : วัสดุ
  • 2 : อุณหภูมิ
  • 3 : สภาวะความเค้น
  • 4 : ขนาดของแรง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 15 :
  • ความเสียหายเนื่องจากการยืดตัวจะเกิดได้ในทิศทางที่มีความเค้นเฉือนสูงสุด คือทำมุมทำไหร่กับทิศทางของความเค้นปกติสูงสุด
  • 1 : 20 องศา
  • 2 : 30 องศา
  • 3 : 45 องศา
  • 4 : 60 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 16 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะจุดสังเกตของชิ้นงานที่เสียหายเนื่องจากการคืบ
  • 1 : ในบริเวณรอบรอยแตกจะมีการยืดตัวสูง
  • 2 : ในบริเวณรอบรอยแตกจะมีการยืดตัวเล็กน้อย
  • 3 : ในบริเวณรอบรอยแตกจะไม่มีการยืดตัว
  • 4 : ในบริเวณรอบรอยแตกจะมีการเปลี่ยนสี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 17 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะการแตกเปราะเนื่องจากการคืบคลาน
  • 1 : การเสียหายแบบมีการยืดตัวเนื่องจากมีการตกตะกอนของธาตุบางชนิดที่ขอบเกรน
  • 2 : การเสียหายแบบไม่มีการยืดตัวเนื่องจากมีการตกตะกอนของธาตุบางชนิดที่ขอบเกรน
  • 3 : การเสียหายแบบมีการยืดตัวเนื่องจากมีการหลอมละลายของธาตุบางชนิดในเกรน
  • 4 : การเสียหายแบบไม่มีการยืดตัวเนื่องจากมีการหลอมละลายของธาตุบางชนิดในเกรน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 18 :
  • สาเหตุใดเหล็กจึงมีโอกาสเกิดการแตกเปราะเนื่องจากการคืบได้ง่าย
  • 1 : เนื่องจากเหล็กสูญเสียธาตุบางอย่างที่เจือปนอยู่ เช่น โครเมียม หรือ วานาเดียม เป็นต้นไปกับความร้อน
  • 2 : เนื่องจากเหล็กไม่มีธาตุอื่นเจือปนอยู่
  • 3 : เนื่องจากเหล็กมีธาตุบางอย่างเจือปนอยู่ เช่น โครเมียม หรือ วานาเดียม เป็นต้น
  • 4 : เนื่องจากเหล็กจะทำปฏิกิริยากับธาตุบางอย่างที่มีอยู่ในบรรยากาศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 19 :
  • สาเหตุใด การเปราะของโลหะเนื่องจากการคืบคลานจะมีผลกับชิ้นงานที่มีรอยบากอย่างมาก
  • 1 : เนื่องจากบริเวณรอยบากจะเป็นจุดที่เกิดความเค้นต่ำซึ่งจะลดลงโดยการเกิดการยืดตัวแบบพลาสติกได้
  • 2 : เนื่องจากบริเวณรอยบากจะเป็นจุดที่เกิดความเค้นสูงซึ่งจะลดลงโดยการเกิดการยืดตัวแบบพลาสติกได้
  • 3 : เนื่องจากบริเวณรอยบากจะเป็นจุดที่เกิดความเค้นต่ำซึ่งไม่สามารถจะลดลงโดยการเกิดการยืดตัวแบบพลาสติกได้
  • 4 : เนื่องจากบริเวณรอยบากจะเป็นจุดที่เกิดความเค้นสูงซึ่งไม่สามารถจะลดลงโดยการเกิดการยืดตัวแบบพลาสติกได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 20 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะการแตกของวัสดุเหนียวที่เกิดการล้าในรอบสูง
  • 1 : ลักษณะการแตกจะมีการยืดตัวให้เห็นชัดเจน
  • 2 : ลักษณะการแตกจะมีการยืดตัวให้เห็นเล็กน้อย
  • 3 : ลักษณะการแตกจะมีการยืดตัวบ้างเป็นบางจุด
  • 4 : ลักษณะการแตกจะไม่มีการยืดตัวให้เห็น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 21 :
  • ข้อใดเป็นทิศทางของการแตกของวัสดุเหนียวที่เกิดการล้าในรอบสูง
  • 1 : ทิศทางตั้งฉากกับทิศทางของความเค้นปกติ
  • 2 : ทิศทางขนานกับทิศทางของความเค้นปกติ
  • 3 : ทิศทางทำมุม 45 องศา กับทิศทางของความเค้นปกติ
  • 4 : ทิศทางทำมุม 180 องศา กับทิศทางของความเค้นปกติ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 22 :
  • ข้อใดเป็นการแบ่งจำนวนรอบที่ก่อให้เกิดการล้าในกราฟ S-N
  • 1 : การแตกโดยแรงสถิตย์หรือเกือบสถิตย์ การแตกในรอบต่ำ การแตกในรอบสูง
  • 2 : การแตกโดยแรงสถิตย์หรือเกือบสถิตย์ การแตกในรอบต่ำเท่านั้น
  • 3 : การแตกในรอบต่ำ การแตกในรอบสูง
  • 4 : การแตกโดยแรงสถิตย์หรือเกือบสถิตย์ การแตกในรอบสูงเท่านั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 23 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของผิวการแตกของชิ้นงานเนื่องจากการล้า
  • 1 : ผิวการแตกจะมีลักษณะขรุขระบริเวณที่มีการแตกเนื่องจากการล้า และผิวการแตกที่เรียบในส่วนที่เหลือซึ่งเป็นการแตกโดยฉับพลัน
  • 2 : ผิวการแตกจะมีลักษณะเรียบบริเวณที่มีการแตกเนื่องจากการล้า และผิวการแตกที่ขรุขระในส่วนที่เหลือซึ่งเป็นการแตกโดยฉับพลัน
  • 3 : ผิวการแตกจะมีลักษณะขรุขระทั้งบริเวณที่มีการแตกเนื่องจากการล้า และในส่วนที่เหลือซึ่งเป็นการแตกโดยฉับพลัน
  • 4 : ผิวการแตกจะมีลักษณะเรียบทั้งบริเวณที่มีการแตกเนื่องจากการล้า และในส่วนที่เหลือซึ่งเป็นการแตกโดยฉับพลัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 24 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุของการเกิดผิวรอยแตกของชิ้นงานที่แตกโดยการล้าโดยที่ผิวรอยแตกมีลักษณะคล้ายๆกับรอยหาดทรายถูกคลื่นกระทบ
  • 1 : เนื่องจากการใช้ชิ้นงานนั้นอย่างต่อเนื่อง และเกิดจากแรงกระทำปริมาณสูงเป็นครั้งคราว
  • 2 : เนื่องจากการใช้ชิ้นงานนั้นอย่างต่อเนื่อง และเกิดจากแรงกระทำปริมาณต่ำเป็นครั้งคราว
  • 3 : เนื่องจากการที่มีการหยุดใช้ และเริ่มใช้ชิ้นงานนั้น หรือเกิดจากแรงกระทำปริมาณสูงเป็นครั้งคราว
  • 4 : เนื่องจากการที่มีการหยุดใช้ และเริ่มใช้ชิ้นงานนั้น หรือเกิดจากแรงกระทำปริมาณต่ำเป็นครั้งคราว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 25 :
  • ข้อใดเป็นตำแหน่งการแตกในชิ้นงานเนื่องจากภาระกรรมสถิตย์สำหรับวัสดุเหนียว
  • 1 : บริเวณที่มีพื้นที่หน้าตัดมากที่สุด
  • 2 : บริเวณที่มีพื้นที่หน้าตัดมากแต่ไม่มากที่สุด
  • 3 : บริเวณที่มีพื้นที่หน้าตัดน้อยแต่ไม่น้อยที่สุด
  • 4 : บริเวณที่มีพื้นที่หน้าตัดน้อยที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 26 :
  • ถ้าความคมของรอยบากในชิ้นงานมีค่าลดลง จะส่งผลให้ความต้านทานต่อการล้ามีลักษณะอย่างไร
  • 1 : ความต้านทานต่อการล้าจะลดลงเล็กน้อย
  • 2 : ความต้านทานต่อการล้าจะลดลงอย่างรวดเร็ว
  • 3 : ความต้านทานต่อการล้าจะเพิ่มขึ้นช่วงแรกแต่จะลดลงอย่างรวดเร็ว
  • 4 : ความต้านทานต่อการล้าจะเพิ่มขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 27 :
  • ข้อใดไม่ใช่สาเหตุของการเกิดการล้าในรอบต่ำหรือรอบที่ต่ำกว่า 500,000 รอบ
  • 1 : ให้ภาระกรรมสูงกว่าที่ออกแบบไว้
  • 2 : ความต้านทานต่อการล้าสูงกว่าที่คาดไว้
  • 3 : มีภาระกรรมเพิ่มเติมในระหว่างการใช้งาน
  • 4 : หยุดให้ภาระกรรมชั่วคราว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 28 :
  • ข้อใดไม่ใช่การเพิ่มความต้านทานต่อการล้า
  • 1 : การปรับปรุงคุณภาพผิวของชิ้นงาน
  • 2 : การปรับปรุงผิวของชิ้นงานโดยผสมโลหะ
  • 3 : การเคลือบผิวของชิ้นงาน
  • 4 : การลดขนาดพื้นที่หน้าตัดของชิ้นงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 29 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะความเสียหายทางกลที่เกิดขึ้นในชิ้นงานแต่ชิ้นงานยังไม่แตกหัก
  • 1 : ความเสียหายจากการกระแทก
  • 2 : ความเสียหายจากการรับแรงมากเกินไป
  • 3 : ความเสียหายจากการคราก
  • 4 : ความเสียหายจากการกัดกร่อนร่วมกับความเค้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 30 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะความเสียหายทางกลที่เกิดขึ้นในชิ้นงานแล้วทำให้ชิ้นงานแตกหัก
  • 1 : ความเสียหายจากการคราก
  • 2 : ความเสียหายจากโก่งเดาะ (buckling)
  • 3 : ความเสียหายจากการกระแทก
  • 4 : ความเสียหายจากการคืบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 31 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะความเสียหายจากการคราก
  • 1 : ชิ้นงานเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างอย่างถาวร อาจทำให้เกิดรอยแตกในชิ้นงาน
  • 2 : ชิ้นงานเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างอย่างยืดหยุ่น อาจทำให้ไม่สามารถประกอบเข้ากับชิ้นงานส่วนอื่นได้ หรือ อาจเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนที่ของชิ้นส่วนอื่นๆ ในระบบในระหว่างชิ้นงานเกิดการยืดตัว
  • 3 : ชิ้นงานเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างอย่างถาวร อาจทำให้ไม่สามารถประกอบเข้ากับชิ้นงานส่วนอื่นได้ หรือ อาจเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนที่ของชิ้นส่วนอื่นๆ ในระบบ
  • 4 : ชิ้นงานเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างอย่างยืดหยุ่น อาจทำให้เกิดการสึกกร่อนจากการขัดถูกับชิ้นงานส่วนอื่นได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 32 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะความเสียหายจากการคืบ
  • 1 : การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของวัสดุอย่างทันทีทันใดภายใต้แรงกระทำที่อุณหภูมิต่ำ
  • 2 : การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของวัสดุอย่างทันทีทันใดภายใต้แรงกระทำที่อุณหภูมิค่อนข้างสูง
  • 3 : การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของวัสดุอย่างต่อเนื่องภายใต้แรงกระทำที่อุณหภูมิค่อนข้างสูง
  • 4 : การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของวัสดุอย่างต่อเนื่องภายใต้แรงกระทำที่อุณหภูมิต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 33 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะความเสียหายจากการล้า (fatigue)
  • 1 : การที่วัสดุได้รับความเค้นต่อเนื่องตลอดเวลา
  • 2 : การที่วัสดุได้รับความเค้นต่อเนื่องตลอดเวลาที่อุณหภูมิสูง
  • 3 : การที่วัสดุได้รับความเค้นกลับไป-กลับมามากมายหลายครั้ง
  • 4 : การที่วัสดุได้รับความเค้นกลับไป-กลับมามากมายหลายครั้งที่อุณหภูมิสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 34 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะความเสียหายจากการกระแทก
  • 1 : การแตกหักแบบค่อยเป็นค่อยไปเป็นผลให้เนื้อวัสดุแยกออกจากกันบางส่วนโดยแรงดึงตั้งฉากกับผิวที่แตก
  • 2 : การแตกหักแบบค่อยเป็นค่อยไปเป็นผลให้เนื้อวัสดุแยกออกจากกันบางส่วนโดยแรงดึงทำมุม 45 องศา กับผิวที่แตก
  • 3 : การแตกหักแบบฉับพลันเป็นผลให้เนื้อวัสดุแยกออกจากกันโดยแรงดึงตั้งฉากกับผิวที่แตก
  • 4 : การแตกหักแบบฉับพลันเป็นผลให้เนื้อวัสดุแยกออกจากกันโดยแรงดึงทำมุม 45 องศา กับผิวที่แตก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 35 :
  • ข้อใดเป็นความหมายของความแกร่ง (toughness) ของวัสดุ
  • 1 : ความสามารถของวัสดุในการดูดซับพลังงานก่อนที่จะเกิดการคราก
  • 2 : ความสามารถของวัสดุในการปล่อยพลังงานก่อนที่จะเกิดการคราก
  • 3 : ความสามารถของวัสดุในการดูดซับพลังงานก่อนที่จะเกิดการแตกหัก
  • 4 : ความสามารถของวัสดุในการปล่อยพลังงานก่อนที่จะเกิดการแตกหัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 36 :
  • ข้อใดเป็นความหมายของความแข็งตึง (stiffness) ของวัสดุ
  • 1 : ความสามารถของวัสดุในการดูดซับพลังงานก่อนที่จะเกิดการคราก
  • 2 : ความสามารถของวัสดุในการดูดซับพลังงานก่อนที่จะเกิดการแตกหัก
  • 3 : ความสามารถของวัสดุในการรักษารูปร่างเอาไว้เมื่อมีแรงมากระทำ
  • 4 : ความสามารถของวัสดุในการรักษารูปร่างเอาไว้เมื่อมีแรงมากระทำเป็นคาบๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 37 :
  • ข้อใดไม่ใช่หลักที่แสดงความสำคัญของค่าความแข็งตึง
  • 1 : การโก่งงออย่างมีเสถียรภาพ
  • 2 : การดูดซับพลังงานในช่วงการเปลี่ยนแปลงรูปร่างอย่างยืดหยุ่น
  • 3 : การครากที่ระยะการยืดตัวเพียงเล็กน้อย
  • 4 : การเกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากความไร้เสถียรภาพแบบยืดหยุ่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 38 :
  • ข้อใดเป็นกลไกการแตกหักที่มีการเคลื่อนที่ของรอยแตกผ่ากลางเกรน
  • 1 : การดึงและคลีเวจ
  • 2 : การดึงและการเฉือน
  • 3 : การเฉือนและคลีเวจ
  • 4 : คลีเวจและการอัด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 39 :
  • เพราะเหตุใดความเสียหายจากการล้าถึงถูกพิจารณาว่าอันตรายมาก
  • 1 : การครากจะเกิดขึ้นทันทีทันใดเมื่อแรงที่กระทำมีค่ามากกว่าความแข็งแรงจุดครากของวัสดุ
  • 2 : การครากอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า
  • 3 : การแตกหักอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า
  • 4 : การแตกหักอาจเกิดขึ้นทันทีทันใดเมื่อแรงที่กระทำมีค่ามากกว่าความแข็งแรงจุดครากของวัสดุ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 40 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของการแตกหักแบบเหนียว
  • 1 : การแตกหักที่รวดเร็ว
  • 2 : การแตกหักที่มีสาเหตุมาจาก ข้อบกพร่องต่างๆในวัสดุหรือที่ผิว
  • 3 : ผิวการแตกหักจะหยาบและไม่วาวสะท้อนแสง
  • 4 : ผิวของรอยแตกแสดงรูปแบบเชฟรอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 41 :
  • ข้อใดเป็นโครงสร้างผลึกของโลหะที่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพจากเหนียวเป็นเปราะเมื่ออุณหภูมิลดต่ำลง
  • 1 : HCP
  • 2 : BCC
  • 3 : FCC
  • 4 : FCC และ BCC
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 42 :
  • ข้อใดเป็นนิยามของอุณหภูมิที่วัสดุเปลี่ยนสภาพจากเหนียวไปเป็นเปราะ
  • 1 : อุณหภูมิที่ผิวแตกหักมีสภาพเหนียว 25% และเปราะ 75 %
  • 2 : อุณหภูมิที่ผิวแตกหักมีสภาพเหนียว 75% และเปราะ 25 %
  • 3 : อุณหภูมิที่ผิวแตกหักมีสภาพเหนียว 50% และเปราะ 50 %
  • 4 : อุณหภูมิที่ผิวแตกหักมีสภาพเหนียว 0% และเปราะ 100 %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 43 :
  • ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนสภาพจากเหนียวไปเป็นเปราะของวัสดุ
  • 1 : โครงสร้างผลึก
  • 2 : องค์ประกอบทางเคมี
  • 3 : ระยะเวลาในการรับแรง
  • 4 : ความแข็งแรงของวัสดุ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 44 :
  • เพราะเหตุใดวัสดุปกติอาจเกิดการแตกหักแบบเปราะได้ถ้าหากได้รับแรงกระทำอย่างรวดเร็ว
  • 1 : เนื่องจากแรงที่กระทำมีขนาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • 2 : เนื่องจากอัตราเร็วของแรงที่กระทำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • 3 : เนื่องจากอุณหภูมิที่วัสดุเปลี่ยนจากสภาพเหนียวไปเป็นเปราะอาจสูงขึ้น
  • 4 : เนื่องจากอุณหภูมิที่วัสดุเปลี่ยนจากสภาพเหนียวไปเป็นเปราะอาจต่ำลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 45 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของการเกิดการคืบแบบสถานะคงที่ (steady-state creep)
  • 1 : ระดับความเค้นต่ำ ที่อุณหภูมิสูงกว่า 2/3 ของจุดหลอมเหลว
  • 2 : ระดับความเค้นต่ำ ที่อุณหภูมิสูงกว่า 1/3 ของจุดหลอมเหลว
  • 3 : ระดับความเค้นปานกลาง ที่อุณหภูมิสูงกว่า 1/3 ของจุดหลอมเหลว
  • 4 : ระดับความเค้นปานกลาง ที่อุณหภูมิสูงกว่า 2/3 ของจุดหลอมเหลว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 46 :
  • ข้อใดเป็นขีดจำกัดของอุณหภูมิสำหรับชิ้นงานที่ต้องการเสถียรภาพทางด้านขนาดสูง
  • 1 : 1/2 ของจุดหลอมเหลว
  • 2 : 1/3 ของจุดหลอมเหลว
  • 3 : 1/4 ของจุดหลอมเหลว
  • 4 : 2/3 ของจุดหลอมเหลว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 47 :
  • ข้อใดไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นที่อุณหภูมิสูง
  • 1 : อะตอมและดิสโลเคชันเคลื่อนที่ได้ง่าย
  • 2 : ปริมาณสมดุลของข้อบกพร่องแบบจุดว่าง (vacancy) เพิ่มขึ้นตามอุณหภูมิที่สูงขึ้น
  • 3 : พันธะระหว่างอะตอมมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น
  • 4 : เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของชิ้นงานโดยกลไกใหม่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 48 :
  • เพราะเหตุใดโลหะที่แข็งแรงเพิ่มขึ้นจากการแปรรูป (work-hardened alloys) จึงไม่มีเสถียรภาพหลังจากให้ความร้อนที่สูงเป็นเวลานาน
  • 1 : จะเกิดเฟสใหม่เนื่องจากการรวมตัวกันของธาตุผสม
  • 2 : จะสูญเสียความแข็งแรงเนื่องจากขนาดที่เพิ่มขึ้นของอนุภาคเฟสที่สอง
  • 3 : จะเกิดการอ่อนตัวลงของโลหะเนื่องจากการโตขึ้นของเกรน
  • 4 : จะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันอย่างรุนแรง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 49 :
  • เพราะเหตุใดโลหะที่แข็งแรงขึ้นจากการบ่ม (age-hardened alloys) จึงไม่มีเสถียรภาพหลังจากให้ความร้อนที่สูงเป็นเวลานาน
  • 1 : จะเกิดเฟสใหม่เนื่องจากการรวมตัวกันของธาตุผสม
  • 2 : จะเกิดการอ่อนตัวลงของโลหะเนื่องจากการโตขึ้นของเกรน
  • 3 : จะเกิดการบ่มเกินขนาดและสูญเสียความแข็งแรงเนื่องจากขนาดที่เพิ่มขึ้นของอนุภาคเฟสที่สอง
  • 4 : จะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันอย่างรุนแรง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 50 :
  • ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่มีผลต่อการคืบของวัสดุ
  • 1 : ความเค้น
  • 2 : อุณหภูมิ
  • 3 : จำนวนรอบของแรงกระทำ
  • 4 : เวลา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 51 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของเส้นโค้งการคืบในระยะแรก
  • 1 : เส้นกราฟจะเพิ่มขึ้นแบบเส้นตรง อัตราการคืบมีค่าคงที่และต่ำที่สุด
  • 2 : เส้นกราฟจะเพิ่มขึ้นในลักษณะหงาย เป็นช่วงที่อัตราการคืบลดลง
  • 3 : เส้นกราฟจะเพิ่มขึ้นในลักษณะคว่ำ เป็นช่วงที่อัตราการคืบลดลง
  • 4 : เส้นกราฟจะเพิ่มขึ้นในลักษณะหงาย เป็นช่วงที่อัตราการคืบเพิ่มขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 52 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของเส้นโค้งการคืบในระยะที่สอง
  • 1 : เส้นกราฟจะเพิ่มขึ้นในลักษณะคว่ำ เป็นช่วงที่อัตราการคืบลดลง
  • 2 : เส้นกราฟจะเพิ่มขึ้นแบบเส้นตรง อัตราการคืบมีค่าคงที่และสูงที่สุด
  • 3 : เส้นกราฟจะเพิ่มขึ้นแบบเส้นตรง อัตราการคืบมีค่าคงที่และต่ำที่สุด
  • 4 : เส้นกราฟจะเพิ่มขึ้นในลักษณะหงาย เป็นช่วงที่อัตราการคืบเพิ่มขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 53 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของเส้นโค้งการคืบในระยะที่สาม
  • 1 : เส้นกราฟจะเพิ่มขึ้นแบบเส้นตรง อัตราการคืบมีค่าคงที่และต่ำที่สุด
  • 2 : เส้นกราฟจะเพิ่มขึ้นในลักษณะคว่ำ เป็นช่วงที่อัตราการคืบลดลง
  • 3 : เส้นกราฟจะเพิ่มขึ้นในลักษณะหงาย เป็นช่วงที่อัตราการคืบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นำไปสู่การแตกหักเสียหาย
  • 4 : เส้นกราฟจะเพิ่มขึ้นในลักษณะคว่ำ เป็นช่วงที่อัตราการคืบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นำไปสู่การแตกหักเสียหาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 54 :
  • ข้อใดเป็นผลของอัตราการคืบที่สูงขึ้น
  • 1 : อุณหภูมิจะลดลง
  • 2 : ความเค้นมีค่าลดลง
  • 3 : ระยะเวลาที่ชิ้นงานแตกหักเสียหายจะเร็วขึ้น
  • 4 : ระยะเวลาที่ชิ้นงานแตกหักเสียหายจะช้าลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 55 :
  • ข้อใดเป็นความหมายของค่ามอดุลัสของยัง
  • 1 : ความสามารถในการทนทานต่อการขูดขีดของวัสดุเมื่อได้รับแรงกระทำ
  • 2 : ความสามารถในการทนทานต่อการแตกหักของวัสดุเมื่อได้รับแรงกระทำ
  • 3 : ความสามารถในการทนทานต่อการเปลี่ยนรูปร่างของวัสดุเมื่อได้รับแรงกระทำ
  • 4 : ความสามารถในการทนทานต่อการสึกกร่อนของวัสดุเมื่อได้รับแรงกระทำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 56 :
  • ข้อใดแสดงให้เห็นถึงวัสดุที่มีสมบัติยืดหยุ่นแบบเชิงเส้น (linear elastic behaviour)
  • 1 : วัสดุจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างคืนกลับมาใกล้กับสภาพเดิมโดยไม่มีการสูญเสียพลังงาน
  • 2 : วัสดุจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างคืนกลับมาใกล้กับสภาพเดิมโดยมีการสูญเสียพลังงานบางส่วน
  • 3 : วัสดุจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างคืนกลับมาสภาพเดิมโดยไม่มีการสูญเสียพลังงาน
  • 4 : วัสดุจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างคืนกลับมาสภาพเดิมโดยมีการสูญเสียพลังงานบางส่วน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 57 :
  • ข้อใดแสดงให้เห็นถึงวัสดุที่มีสมบัติยืดหยุ่นแบบไม่เป็นเชิงเส้น (nonlinear elastic behaviour)
  • 1 : วัสดุที่เมื่อได้รับแรงกระทำจะสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้เล็กน้อย แต่ยังคงสมบัติยืดหยุ่นและสามารถที่จะคืนตัวกลับสู่สภาพเริ่มต้นเมื่อยุติการให้แรงกระทำโดยไม่สูญเสียพลังงาน
  • 2 : วัสดุที่เมื่อได้รับแรงกระทำจะสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้เล็กน้อย แต่ยังคงสมบัติยืดหยุ่นและสามารถที่จะคืนตัวกลับสู่สภาพเริ่มต้นเมื่อยุติการให้แรงกระทำโดยสูญเสียพลังงานบางส่วน
  • 3 : วัสดุที่เมื่อได้รับแรงกระทำจะสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้สูง แต่ยังคงสมบัติยืดหยุ่นและสามารถที่จะคืนตัวกลับสู่สภาพเริ่มต้นเมื่อยุติการให้แรงกระทำโดยไม่สูญเสียพลังงาน
  • 4 : วัสดุที่เมื่อได้รับแรงกระทำจะสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้สูง แต่ยังคงสมบัติยืดหยุ่นและสามารถที่จะคืนตัวกลับสู่สภาพเริ่มต้นเมื่อยุติการให้แรงกระทำโดยสูญเสียพลังงานบางส่วน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 58 :
  • ข้อใดเป็นผลของความต้านทานต่อแรงกระแทกของพลาสติกที่อุณหภูมิต่ำเมื่อเทียบกับที่อุณหภูมิสูง
  • 1 : พลาสติกจะมีความต้านทานต่อแรงกระแทกเท่าเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
  • 2 : พลาสติกจะมีความต้านทานต่อแรงกระแทกลดลงเล็กน้อย
  • 3 : พลาสติกจะมีความต้านทานต่อแรงกระแทกลดลงอย่างมาก
  • 4 : พลาสติกจะมีความต้านทานต่อแรงกระแทกเพิ่มขึ้นอย่างมาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 59 :
  • เพราะเหตุใดพลาสติกจึงมีความต้านทานต่อแรงกระแทกลดลงอย่างมากที่อุณหภูมิต่ำเมื่อเทียบกับที่อุณหภูมิสูง
  • 1 : เนื่องจากพลาสติกจะมีความเปราะมากขึ้นอันเป็นผลมาจากความสามารถในการเคลื่อนที่ของสายโซ่โมเลกุลที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
  • 2 : เนื่องจากพลาสติกจะมีความเหนียวมากขึ้นอันเป็นผลมาจากความสามารถในการเคลื่อนที่ของสายโซ่โมเลกุลที่ลดลงอย่างมาก
  • 3 : เนื่องจากพลาสติกจะมีความเปราะมากขึ้นอันเป็นผลมาจากความสามารถในการเคลื่อนที่ของสายโซ่โมเลกุลที่ลดลงอย่างมาก
  • 4 : เนื่องจากพลาสติกจะมีความเหนียวมากขึ้นอันเป็นผลมาจากความสามารถในการเคลื่อนที่ของสายโซ่โมเลกุลที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 60 :
  • ข้อใดไม่ใช่กลไกหลักที่ทำให้เกิดความเสียหายเนื่องจากความล้าของพลาสติก
  • 1 : การเสียหายจากความร้อน
  • 2 : การเสียหายจากการคืบตัว
  • 3 : การเสียหายจากการเสียดสี
  • 4 : การเสียหายจากการขยายตัวของรอยแตก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 61 :
  • ข้อใดเป็นสภาพการลดลงของความแข็งแรงของโครงสร้างที่มีรอยแตกที่มีรูปร่างขนาดเล็กและยาว
  • 1 : ความแข็งแรงของชิ้นงานจะเพิ่มขึ้นไปตามขนาดพื้นที่ภาคตัดขวางที่ลดลง และจากศูนย์รวมความเค้นที่เพิ่มขึ้น
  • 2 : ความแข็งแรงของชิ้นงานจะเพิ่มขึ้นไปตามขนาดพื้นที่ภาคตัดขวางที่ลดลง และจากศูนย์รวมความเค้นที่ลดลง
  • 3 : ความแข็งแรงของชิ้นงานจะลดลงไปตามขนาดพื้นที่ภาคตัดขวางที่ลดลง และจากศูนย์รวมความเค้นที่เพิ่มขึ้น
  • 4 : ความแข็งแรงของชิ้นงานจะลดลงไปตามขนาดพื้นที่ภาคตัดขวางที่ลดลง และจากศูนย์รวมความเค้นที่ลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 62 :
  • สำหรับรอยแตกที่พื้นผิวและรอยแตกภายในนั้น ถ้าเป็นชนิดเดียวกันและขนาดเท่ากันแล้ว รอยแตกประเภทไหนจะมีอันตรายมากกว่า
  • 1 : ไม่สามารถบอกได้แน่นอน
  • 2 : รอยแตกภายใน
  • 3 : รอยแตกที่พื้นผิว
  • 4 : มีอันตรายเท่ากันทั้งสองประเภท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 63 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะวัสดุที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความเค้นและความเครียดของพลาสติกดังกราฟในรูปต่อไปนี้
  • 1 : วัสดุนิ่มและเหนียว
  • 2 : วัสดุนิ่มและแข็ง
  • 3 : วัสดุแข็งเปราะ
  • 4 : วัสดุแข็งและเหนียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 64 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะวัสดุที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความเค้นและความเครียดของพลาสติกดังกราฟในรูปต่อไปนี้
  • 1 : วัสดุแข็งเปราะ
  • 2 : วัสดุนิ่มและแข็ง
  • 3 : วัสดุนิ่มและเหนียว
  • 4 : วัสดุแข็งและเหนียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 65 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะวัสดุที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความเค้นและความเครียดของพลาสติกดังกราฟในรูปต่อไปนี้
  • 1 : วัสดุแข็งเปราะ
  • 2 : วัสดุนิ่มและแข็ง
  • 3 : วัสดุแข็งแรง
  • 4 : วัสดุนิ่มและเหนียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 66 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะวัสดุที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความเค้นและความเครียดของพลาสติกดังกราฟในรูปต่อไปนี้
  • 1 : วัสดุแข็งเปราะ
  • 2 : วัสดุนิ่มและแข็ง
  • 3 : วัสดุแข็งและเหนียว
  • 4 : วัสดุนิ่มและเหนียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 67 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของผิวการแตกหักของชิ้นงานจากรูปโครงสร้างจุลภาคต่อไปนี้
  • 1 : การแตกหักแบบเหนียวที่เกิดจากแรงเฉือน
  • 2 : การแตกหักแบบเปราะที่เกิดจากแรงเฉือน
  • 3 : การแตกหักแบบเหนียวที่เกิดจากแรงดึงแกนเดียว
  • 4 : การแตกหักแบบเปราะที่เกิดจากแรงดึงแกนเดียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 68 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของผิวการแตกหักของชิ้นงานจากรูปโครงสร้างจุลภาคต่อไปนี้
  • 1 : การแตกหักแบบเหนียวที่เกิดจากแรงดึงแกนเดียว
  • 2 : การแตกหักแบบเปราะที่เกิดจากแรงดึงแกนเดียว
  • 3 : การแตกหักแบบเหนียวที่เกิดจากแรงเฉือน
  • 4 : การแตกหักแบบเปราะที่เกิดจากแรงเฉือน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 69 :
  • ข้อใดแสดงให้เห็นลักษณะของรอยตำหนิจากรูปต่อไปนี้
  • 1 : การแตกแบบเหนียว และมีรอยตำหนิรูปตัววี
  • 2 : การแตกแบบเหนียว และมีรอยตำหนิรูปตัวที
  • 3 : การแตกแบบเปราะ และมีรอยตำหนิรูปตัววี
  • 4 : การแตกแบบเปราะ และมีรอยตำหนิรูปตัวที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 70 :
  • ข้อใดแสดงให้เห็นลักษณะของรอยตำหนิจากรูปต่อไปนี้
  • 1 : การแตกแบบเหนียวที่มีแนวร่องรัศมีคล้ายรูปพัด
  • 2 : การแตกแบบเหนียวที่มีแนวร่องรัศมีคล้ายรูปดาวกระจาย
  • 3 : การแตกแบบเปราะที่มีแนวร่องรัศมีคล้ายรูปพัด
  • 4 : การแตกแบบเปราะที่มีแนวร่องรัศมีคล้ายรูปดาวกระจาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 71 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของผิวการแตกหักของชิ้นงานจากรูปโครงสร้างจุลภาคต่อไปนี้
  • 1 : การแตกหักแบบเหนียว
  • 2 : การแตกหักระหว่างเกรน
  • 3 : การแตกหักผ่านเกรน
  • 4 : การแตกหักรอบเกรน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 72 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของผิวการแตกหักของชิ้นงานจากรูปโครงสร้างจุลภาคต่อไปนี้
  • 1 : การแตกหักแบบเหนียว
  • 2 : การแตกหักผ่านเกรน
  • 3 : การแตกหักระหว่างเกรน
  • 4 : การแตกหักรอบเกรน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 73 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะโหมดของการเคลื่อนที่ผิวรอยแตกดังรูปต่อไปนี้
  • 1 : โหมด I
  • 2 : โหมด III
  • 3 : โหมด II
  • 4 : โหมด IV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 74 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะโหมดของการเคลื่อนที่ผิวรอยแตกดังรูปต่อไปนี้
  • 1 : โหมด I
  • 2 : โหมด II
  • 3 : โหมด III
  • 4 : โหมด IV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 75 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะผิวรอยแตกในรูปต่อไปนี้
  • 1 : ผิวรอยแตกแบบเชฟรอน (chevron) เนื่องจากความล้า
  • 2 : ผิวรอยแตกแบบเชฟรอน (chevron) เนื่องจากความคืบ
  • 3 : ผิวรอยแตกแบบบีชมาร์ค (beachmarks) เนื่องจากความล้า
  • 4 : ผิวรอยแตกแบบบีชมาร์ค (beachmarks) เนื่องจากความคืบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 76 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดผิวรอยแตกในรูปต่อไปนี้
  • 1 : การสึกกร่อน
  • 2 : ความคืบ
  • 3 : ความล้า
  • 4 : การกัดกร่อน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 77 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของผิวการแตกหักของชิ้นงานจากรูปโครงสร้างจุลภาคต่อไปนี้
  • 1 : การแตกหักแบบเหนียวที่เกิดจากแรงเฉือน
  • 2 : การแตกหักแบบเหนียวที่เกิดจากแรงดึงแกนเดียว
  • 3 : การแตกหักแบบเปราะที่เกิดจากแรงดึงแกนเดียว
  • 4 : การแตกหักแบบเปราะที่เกิดจากแรงเฉือน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 78 :
  • ในการทดสอบความเหนียวการแตกหัก (fracture toughness test) ของโลหะ สามารถวัดออกมาเป็นค่าสัมประสิทธิ์ความทนทานต่อการแตกหัก (KIC ) ข้อความใดต่อไปนี้กล่าวได้ถูกต้องที่สุด
  • 1 : ถ้าโลหะนั้นเหนียวและแข็งแรง จะมีค่าสัมประสิทธิ์ความทนทานต่อการแตกหักสูง
  • 2 : ถ้าโลหะนั้นแข็งแรงและเปราะ จะมีค่าสัมประสิทธิ์ความทนทานต่อการแตกหักต่ำ
  • 3 : ถ้าโลหะนั้นเหนียวและอ่อน จะมีค่าสัมประสิทธิ์ความทนทานต่อการแตกหักสูง
  • 4 : ถ้าโลหะนั้นเหนียวและแข็งแรง จะมีค่าสัมประสิทธิ์ความทนทานต่อการแตกหักต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 79 :
  • ปัจจัยข้อใดมีผลต่อความแข็งแรงการล้า (fatigue strength) ของโลหะ
  • 1 : สิ่งแวดล้อม
  • 2 : ผิวของโลหะ
  • 3 : โลหะมีตำหนิ
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 80 :
  • ข้อความใดต่อไปนี้ กล่าวได้ถูกต้อง
  • 1 : ความล้าเป็นปรากฏการณ์ที่นำไปสู่การแตกร้าวเมื่อเกิดความเค้นซ้ำๆ
  • 2 : Glass transition temperature เป็นอุณหภูมิที่สารพอลิเมอร์เปลี่ยนสภาพจากข้นเหนียวเป็นผลึก เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น
  • 3 : ความแข็งเป็นการวัดความสามารถของการดูดกลืนพลังงาน
  • 4 : วัสดุอ่อนและเหนียวจะมีค่าความต้านทานแรงดึงสูงมาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 81 :
  • ในการผลิตโลหะเพื่อให้เกิดความแข็งแรง ควรจะต้องใช้กระบวนการใด
  • 1 : ทำให้เย็นตัวลงอย่างช้าๆ
  • 2 : ควรจะต้องผลิตให้ได้ผลึกโลหะใหญ่ๆ
  • 3 : ควรจะต้องผลิตให้ได้เกรนละเอียด
  • 4 : ให้ความร้อนใหม่ที่อุณหภูมิต่ำเป็นเวลานานๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 82 :
  • โลหะประเภทใดที่ถูกดึงจนขาดแล้วปรากฏว่าเกิดเป็นแบบถ้วยและโคน (cup and cone)
  • 1 : โลหะอ่อน
  • 2 : โลหะแข็งและเปราะ
  • 3 : โลหะทนทานสูง (toughness)
  • 4 : ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 83 :
  • ปัจจัยข้อใดที่มีผลต่อความแข็งแรงการล้า (fatigue strength) ของโลหะ
  • 1 : Stress concentration
  • 2 : ความขรุขระของผิว
  • 3 : สภาวะแวดล้อม
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 84 :
  • การเกิดการคืบจากการใช้งานของวัสดุ หมายถึงข้อใด
  • 1 : ปรากฏการณ์ที่นำไปสู่การแตกร้าวเนื่องจากเกิดความเค้นซ้ำๆ
  • 2 : การเปลี่ยนแปลงของวัสดุที่ได้รับความเค้นอย่างสม่ำเสมอและขึ้นอยู่กับเวลาด้วย
  • 3 : กระบวนการที่อะตอมเกิดการเลื่อนไถลไปบนอะตอมอื่นๆ
  • 4 : การทำปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างผิวของวัสดุกับสิ่งแวดล้อม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 85 :
  • เมื่อนำโลหะแข็งไปทำการทดสอบแรงดึงจะพบว่าเกิดอะไรขึ้น
  • 1 : รอยแตกมีลักษณะเป็นถ้วยและโคน (cup and cone)
  • 2 : การเลื่อนไถลก่อนการฉีกขาด
  • 3 : การยืดไปเรื่อยๆแล้วขาด
  • 4 : การเกิดหลุมเล็กๆมากมายบนผิวรอยแตก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 86 :
  • ปัจจัยใดที่มีผลต่อความแข็งแรงการล้าของโลหะ
  • 1 : สภาวะแวดล้อม
  • 2 : สภาพผิวของโลหะ
  • 3 : ความขรุขระของผิว
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 87 :
  • ในการหาอัตราการเกิดการคืบ สามารถหาได้ในช่วงใด
  • 1 : เกิด primary creep
  • 2 : เกิด secondary creep
  • 3 : เกิด tertiary creep
  • 4 : ก่อนเกิด primary creep
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 88 :
  • มีโลหะอยู่ 4 ชนิด จากผลการทดสอบสมบัติทางกล โลหะใดที่จัดว่าแข็งแรงที่สุด
  • 1 : โลหะที่มีค่าเปอร์เซ็นต์การยืดตัวสูง
  • 2 : โลหะที่มีมอดุลัสของความยืดหยุ่นต่ำ
  • 3 : โลหะที่มีความแข็งแรงจุดครากสูงๆ
  • 4 : โลหะที่มีความเหนียวการแตกหักน้อย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 89 :
  • ปัจจัยข้อใดที่มีผลต่อความแข็งแรงการล้าของโลหะ
  • 1 : ความขรุขระของผิว
  • 2 : สภาพของผิว
  • 3 : สภาวะแวดล้อม
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 90 :
  • คำกล่าวข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง
  • 1 : โลหะที่มีค่าสัมประสิทธิ์ความทนทานต่อการแตกหักสูง แสดงว่าโลหะนั้นจะแข็งและเปราะกว่าโลหะที่มีค่าสัมประสิทธิ์ความทนทานต่อการแตกหักต่ำ
  • 2 : กราฟ S-N เป็นกราฟที่แสดงถึงการทดสอบหาอายุความล้าของวัสดุ
  • 3 : ความแข็งแรงของโลหะขึ้นอยู่กับขนาดของเกรนที่ใหญ่ เพื่อทำให้มีขอบเกรนน้อย
  • 4 : วัสดุที่อ่อน แตกหักยาก แสดงว่าวัสดุนั้นดูดกลืนพลังงานได้มาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 91 :
  • ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความทนทานต่อความล้าภายใต้เงื่อนไขที่อาจเกิดการกัดกร่อนร่วมกับความล้า
  • 1 : อุณหภูมิ
  • 2 : ขนาดของความเค้น
  • 3 : จำนวนรอบของความเค้น
  • 4 : ขนาดของเกรน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 92 :
  • เพราะเหตุใดค่าความแข็งแรงของความล้าจะลดลงถ้าหากความถี่ของแรงกระทำลดลง
  • 1 : เนื่องจากวัสดุจะเกิดการแตกหักขึ้นภายใน
  • 2 : เนื่องจากโครงสร้างผลึกของวัสดุเกิดการเปลี่ยนแปลง
  • 3 : เนื่องจากความเค้นคงเหลือของวัสดุจะเพิ่มมากขึ้น
  • 4 : เนื่องจากวัสดุจะมีเวลาทำปฏิกิริยากับสภาพแวดล้อมมากขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 93 :
  • ข้อใดคือความหมายของความเสียหายเนื่องจากการคืบ
  • 1 : การผิดรูปหรือเสียรูปที่ขึ้นอยู่กับขนาดของวัสดุที่อยู่ภายใต้ความเค้น
  • 2 : การผิดรูปหรือเสียรูปที่ขึ้นอยู่กับขนาดของแรงที่กระทำต่อวัสดุ
  • 3 : การผิดรูปหรือเสียรูปที่ขึ้นอยู่กับรูปร่างและทิศทางของวัสดุที่อยู่ภายใต้ความเค้น
  • 4 : การผิดรูปหรือเสียรูปที่ขึ้นอยู่กับเวลาของวัสดุที่อยู่ภายใต้ความเค้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 94 :
  • ที่อุณหภูมิเท่าไรที่วิศวกรต้องพิจารณาว่าชิ้นงานที่ใช้งานอาจเกิดความเสียหายเนื่องจากการคืบ
  • 1 : 0.7Tm
  • 2 : 0.6Tm
  • 3 : 0.5Tm
  • 4 : 0.4Tm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 95 :
  • ข้อใดเป็นตัวอย่างของชิ้นงานที่อาจเกิดความเสียหายเนื่องจากการคืบ
  • 1 : ใบพัดเฮลิคอปเตอร์ที่ต้องหมุนและหยุดเป็นประจำ
  • 2 : ข้อต่อของกังหันวิดน้ำที่ต้องหมุนอยู่ตลอดเวลา
  • 3 : เพลาของรถยนต์ที่วิ่งอยู่เป็นประจำทุกวัน
  • 4 : เครื่องยนต์กังหันก๊าซในเครื่องบินที่ต้องใช้งานภายใต้แรงดันและอุณหภูมิสูงเป็นประจำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 96 :
  • ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของกราฟแสดงการคืบ
  • 1 : บริเวณที่อัตราความเครียดลดลงเมื่อเวลาเพิ่มขึ้น
  • 2 : บริเวณที่อัตราความเครียดมีค่าต่ำสุดและมีค่าคงที่
  • 3 : บริเวณที่อัตราความเครียดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเวลาเพิ่มขึ้น
  • 4 : บริเวณที่อัตราความเครียดเพิ่มขึ้นเมื่อแรงกระทำเพิ่มขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 97 :
  • ข้อใดไม่ใช่กลไกความเสียหายเนื่องจากความคืบ
  • 1 : Dislocation creep
  • 2 : Nabarro-Herring creep
  • 3 : Coble creep
  • 4 : Static creep
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 98 :
  • ข้อใดคือปัจจัยหลักในการควบคุมอัตราการคืบเนื่องจาก Dislocation creep
  • 1 : อุณหภูมิ
  • 2 : ขนาดของเกรน
  • 3 : Dislocation glide
  • 4 : Dislocation climb
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 99 :
  • ข้อใดคือลักษณะของ Nabarro-Herring creep
  • 1 : การคืบที่ถูกควบคุมด้วยแรงกระทำที่มากขึ้น ทำให้ชิ้นงานยาวขึ้นตามแนวแรงกระทำ
  • 2 : การคืบที่ถูกควบคุมด้วยการเกิดผลึกใหม่
  • 3 : การคืบที่ถูกควบคุมด้วยการเคลื่อนที่ของ Dislocation ทำให้รูปร่างของชิ้นงานผิดรูปไป
  • 4 : การคืบที่ถูกควบคุมด้วยการแพร่ เป็นผลให้เกรนมีขนาดยาวขึ้นตามแนวแกนของแรงกระทำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 100 :
  • ข้อใดปัจจัยหลักที่มีผลต่อการเกิด Nabarro-Herring creep มากที่สุด
  • 1 : ขนาดของแรงกระทำ
  • 2 : ทิศของแรงกระทำ
  • 3 : ขนาดของเกรน
  • 4 : อุณหภูมิ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 101 :
  • ข้อใดปัจจัยหลักที่มีผลต่อการเกิด Dislocation creep มากที่สุด
  • 1 : ทิศของแรงกระทำ
  • 2 : อุณหภูมิ
  • 3 : ขนาดของเกรน
  • 4 : ระดับความเค้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 102 :
  • ข้อใดคือความแตกต่างระหว่าง Nabarro-Herring creep และ Coble creep
  • 1 : โดยปกติ Nabarro-Herring creep จะเกิดขึ้นทุกครั้ง แต่ Coble creep อาจไม่เกิด
  • 2 : โดยปกติ Coble creep จะเกิดขึ้นหลังจากการเกิด Nabarro-Herring creep
  • 3 : โดยปกติ Coble creep จะเกิดขึ้นที่อุณหภูมิสูงกว่าการเกิด Nabarro-Herring creep
  • 4 : โดยปกติ Coble creep จะเกิดขึ้นที่อุณหภูมิต่ำกว่าการเกิด Nabarro-Herring creep
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 103 :
  • ข้อใดคือสาเหตุของรอยแตกรูปลิ่ม (W-type crack)
  • 1 : เกิดจากสลิปที่ชนกับทวิน (Twin)
  • 2 : เกิดจากการเกิดผลึกใหม่ที่ไม่สมบูรณ์
  • 3 : เกิดจากการรวมตัวของช่องว่าง (vacancies)
  • 4 : เกิดจากการเลื่อนของขอบเกรน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 104 :
  • ข้อใดคือสาเหตุของรอยแตกเนื่องจากการคืบ (R-type crack)
  • 1 : เกิดจากสลิปที่ชนกับทวิน (Twin)
  • 2 : เกิดจากการเกิดผลึกใหม่ที่ไม่สมบูรณ์
  • 3 : เกิดจากการเลื่อนของขอบเกรน
  • 4 : เกิดจากการรวมตัวของช่องว่าง (vacancies)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 105 :
  • ข้อใดคือหลักการออกแบบเพื่อหลีกเลี่ยงการล้าประเภท Infinite-life design
  • 1 : ออกแบบให้ชิ้นงานมีอายุตามสภาพการใช้งาน (ภาระกรรมและระยะเวลาการใช้งาน) ที่แท้จริง และต้องการการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ
  • 2 : ออกแบบให้ชิ้นงานแยกเป็นส่วนๆ และสามารถเปลี่ยนเฉพาะชิ้นที่มีการเสียหาย หรือหมดอายุได้ โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นจะต้องไม่กระทบต่อความเสียหายรวม
  • 3 : ออกแบบชิ้นงาน วิธีการวิเคราะห์อายุ วิธีการตรวจสอบ เพื่อใช้ในการตัดสินอายุการใช้งานตามความเป็นจริง
  • 4 : เหมาะกับงานที่มีภาระวงรอบที่มีขนาดคงที่ มากระทำจำนวนมาก และตรวจสอบความเสียหายระหว่างการใช้งานได้ยาก ซึ่งส่งผลให้มีต้นทุนสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 106 :
  • ข้อใดคือหลักการออกแบบเพื่อหลีกเลี่ยงการล้าประเภท Safe-life design
  • 1 : ออกแบบให้ชิ้นงานแยกเป็นส่วนๆ และสามารถเปลี่ยนเฉพาะชิ้นที่มีการเสียหาย หรือหมดอายุได้ โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นจะต้องไม่กระทบต่อความเสียหายรวม
  • 2 : ออกแบบชิ้นงาน วิธีการวิเคราะห์อายุ วิธีการตรวจสอบ เพื่อใช้ในการตัดสินอายุการใช้งานตามความเป็นจริง
  • 3 : เหมาะกับงานที่มีภาระวงรอบที่มีขนาดคงที่ มากระทำจำนวนมาก และตรวจสอบความเสียหายระหว่างการใช้งานได้ยาก ซึ่งส่งผลให้มีต้นทุนสูง
  • 4 : ออกแบบให้ชิ้นงานมีอายุตามสภาพการใช้งาน (ภาระกรรมและระยะเวลาการใช้งาน) ที่แท้จริง และต้องการการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 107 :
  • ข้อใดคือหลักการออกแบบเพื่อหลีกเลี่ยงการล้าประเภท Fail-safe design
  • 1 : ออกแบบชิ้นงาน วิธีการวิเคราะห์อายุ วิธีการตรวจสอบ เพื่อใช้ในการตัดสินอายุการใช้งานตามความเป็นจริง
  • 2 : เหมาะกับงานที่มีภาระวงรอบที่มีขนาดคงที่ มากระทำจำนวนมาก และตรวจสอบความเสียหายระหว่างการใช้งานได้ยาก ซึ่งส่งผลให้มีต้นทุนสูง
  • 3 : ออกแบบให้ชิ้นงานมีอายุตามสภาพการใช้งาน (ภาระกรรมและระยะเวลาการใช้งาน) ที่แท้จริง และต้องการการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ
  • 4 : ออกแบบให้ชิ้นงานแยกเป็นส่วนๆ และสามารถเปลี่ยนเฉพาะชิ้นที่มีการเสียหาย หรือหมดอายุได้ โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นจะต้องไม่กระทบต่อความเสียหายรวม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 108 :
  • ข้อใดคือหลักการออกแบบเพื่อหลีกเลี่ยงการล้าประเภท Damage-tolerant design
  • 1 : ออกแบบให้ชิ้นงานแยกเป็นส่วนๆ และสามารถเปลี่ยนเฉพาะชิ้นที่มีการเสียหาย หรือหมดอายุได้ โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นจะต้องไม่กระทบต่อความเสียหายรวม
  • 2 : เหมาะกับงานที่มีภาระวงรอบที่มีขนาดคงที่ มากระทำจำนวนมาก และตรวจสอบความเสียหายระหว่างการใช้งานได้ยาก ซึ่งส่งผลให้มีต้นทุนสูง
  • 3 : ออกแบบให้ชิ้นงานมีอายุตามสภาพการใช้งาน (ภาระกรรมและระยะเวลาการใช้งาน) ที่แท้จริง และต้องการการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ
  • 4 : ออกแบบชิ้นงาน วิธีการวิเคราะห์อายุ วิธีการตรวจสอบ เพื่อใช้ในการตัดสินอายุการใช้งานตามความเป็นจริง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 109 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุของการแตกหักเนื่องจากความล้าในระยะที่หนึ่ง
  • 1 : เนื่องจากแรงที่กระทำมีค่าเกินความแข็งแรงจุดคราก
  • 2 : เนื่องจากขนาดของความเค้นและรอบของความเค้นมีค่าสูงเกินไป
  • 3 : เนื่องจากทิศของรอยแตกจะตั้งฉากกับแรงดึง
  • 4 : เนื่องจากรอบความเค้นในวัสดุมีค่าสูงและต่ำสลับกันไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 110 :
  • ข้อใดคือลักษณะเด่นของการแตกหักเนื่องจากความล้าในระยะที่สอง
  • 1 : แรงที่กระทำที่เกิดขึ้นมีค่าเกินความแข็งแรงจุดคราก
  • 2 : ขนาดของความเค้นและรอบของความเค้นมีค่าไม่คงที่
  • 3 : รอบความเค้นในวัสดุมีค่าสูงและต่ำสลับกันไป
  • 4 : ทิศของรอยแตกจะตั้งฉากกับแรงดึง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 111 :
  • ในกรณีที่ความเค้นมีค่าสูงมากๆ จะมีผลอย่างไรต่อการแตกหักเนื่องจากความล้าในระยะที่หนึ่ง
  • 1 : จะไม่เกิดการแตกหักเนื่องจากความล้า แต่จะเกิดการยืดตัวของวัสดุแทนที่
  • 2 : จะมีแต่การแตกหักเนื่องจากความล้าในระยะที่หนึ่งเท่านั้น
  • 3 : ทิศของรอยแตกจะตั้งฉากกับแรงดึง
  • 4 : การแตกหักเนื่องจากความล้าในระยะที่หนึ่งจะไม่เกิดขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 112 :
  • ข้อใดเป็นผลของการขยายตัวของรอยแตกเมื่อพลาสติกที่ปลายของรอยแตกมีขนาดเล็กกว่าขนาดของเกรน
  • 1 : ทำให้รอยแตกเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยทำมุม 45 องศากับแนวแรง
  • 2 : ทำให้รอยแตกขยายตัวตามระบบการไถลมากกว่าหนึ่งระบบ ส่งผลให้ทิศทางการขยายตัวตั้งฉากกับภาระที่มากระทำ
  • 3 : ทิศของรอยแตกจะตั้งฉากกับแรงดึง และการแตกหักจะเกิดขึ้นแบบทันทีทันใด
  • 4 : ทำให้รอยแตกขยายตัวตามระบบการไถลเบื้องต้น (primary slip system) และมีรูปแบบเป็นฟันปลา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 113 :
  • ข้อใดเป็นผลของการขยายตัวของรอยแตกเมื่อพลาสติกที่ปลายของรอยแตกมีขนาดใหญ่กว่าขนาดของเกรน
  • 1 : ทำให้รอยแตกเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยทำมุม 45 องศากับแนวแรง
  • 2 : ทิศของรอยแตกจะตั้งฉากกับแรงดึง และการแตกหักจะเกิดขึ้นแบบทันทีทันใด
  • 3 : ทำให้รอยแตกขยายตัวตามระบบการไถลเบื้องต้น (primary slip system) และมีรูปแบบเป็นฟันปลา
  • 4 : ทำให้รอยแตกขยายตัวตามระบบการไถลมากกว่าหนึ่งระบบ ส่งผลให้ทิศทางการขยายตัวตั้งฉากกับภาระที่มากระทำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 114 :
  • ข้อใดจะทำให้ระยะห่างระหว่างริ้วลายขนาน (striation) ที่เกิดขึ้นมีขนาดเล็กที่สุด
  • 1 : ถ้าจำนวนรอบหรือความถี่ของแรงกระทำนั้นต่ำพร้อมกับความเค้นที่ต่ำ
  • 2 : ถ้าจำนวนรอบหรือความถี่ของแรงกระทำนั้นต่ำพร้อมกับความเค้นที่สูง
  • 3 : ถ้าจำนวนรอบหรือความถี่ของแรงกระทำนั้นสูงพร้อมกับความเค้นที่สูง
  • 4 : ถ้าจำนวนรอบหรือความถี่ของแรงกระทำนั้นสูงพร้อมกับความเค้นที่ต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 115 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุของการเกิดรอยแตกแบบรอยยางรถยนต์ (Tire track)
  • 1 : เกิดจากการแตกหักแบบฟันปลา จนทำให้เป็นลาย เหมือนรอยแตกแบบรอยยางรถยนต์
  • 2 : เกิดจากการฉีกขาดออกจากกันแบบเหนียว ทำให้เป็นหลุมบนผิว ดูคล้ายรอยแตกแบบรอยยางรถยนต์
  • 3 : เกิดจากการแยกจากกันระหว่างขอบเกรน ทำให้เกิดเป็นรอยแตกตามขอบเกรน เหมือนรอยแตกแบบรอยยางรถยนต์
  • 4 : เกิดจากการกระทบกัน (Impingement) แบบซ้ำๆ บนผิวของอนุภาคที่ฝังอยู่ในผิววัสดุ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 116 :
  • เพราะเหตุใดการแตกหักเนื่องจากความล้าในระยะสุดท้ายจึงเป็นการแตกหักที่สร้างความเสียหายอย่างมาก
  • 1 : เนื่องจากเกิดการแตกหักที่รุนแรงมาก
  • 2 : เนื่องจากเป็นการแตกหักอย่างช้าๆ ทำให้ชิ้นงานไม่สมบูรณ์ในการนำไปใช้งาน
  • 3 : เนื่องจากเกิดรอยร้าว หรือรอยแตก หรือมีการผิดรูปให้เห็น จึงส่งผลต่อการใช้งานอย่างมาก
  • 4 : เนื่องจากการไม่ปรากฏสัญญาณเตือนให้ทราบล่วงหน้าอย่างเช่นการผิดรูปในช่วงพลาสติก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 117 :
  • ข้อใดไม่ใช่ลักษณะผิวรอยแตกเนื่องจากความล้า
  • 1 : การโตขึ้นของรอยแตกเนื่องจากความล้าจะสัมพันธ์กับจำนวนรอบของแรงกระทำ
  • 2 : บ่อยครั้งพบว่าผิวรอยแตกของชิ้นงานไม่ปรากฏความแตกต่างของบริเวณที่เกิดการโตขึ้นของรอยแตกเนื่องจากความล้าและบริเวณสุดท้ายที่เกิดการแตกหักเนื่องจากแรงกระทำที่มากเกินไป
  • 3 : สตริเอชั่นที่เกิดขึ้นในหนึ่งรอบของแรงกระทำซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงการแตกหักเนื่องจากความล้าจะมีขนาดเล็กมากและไม่สามารถสังเกตได้จากตาเปล่า
  • 4 : การโตขึ้นของรอยแตกเนื่องจากความล้าจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและเวลาเป็นสำคัญ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 118 :
  • เราสามารถบอกได้อย่างง่ายๆ ว่าชิ้นงานที่แตกหักนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากความล้าโดยดูจากอะไร
  • 1 : เมื่อพิจารณาชิ้นงานที่แตกหักแล้วพบว่าเกิดรอยร้าว กระจายตัวอยู่รอบๆ รอยแตก
  • 2 : เมื่อพิจารณาชิ้นงานที่แตกหักแล้วพบว่าเกิดคอคอดบนรอยแตก
  • 3 : เมื่อพิจารณาชิ้นงานที่แตกหักแล้วพบว่าเกิดการหลอมเหลวที่ผิวรอยแตก
  • 4 : เมื่อพิจารณาชิ้นงานที่แตกหักแล้วพบว่าไม่มีการผิดรูปในช่วงพลาสติกเกิดขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 119 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุของการเกิดผิวรอยแตกแบบบีชมาร์ค (beach marks)
  • 1 : เกิดการหลอมเหลว หรือโครงสร้างแบบ Dendrite ขึ้นบนผิวรอยแตก
  • 2 : รอยแตกเกิดขึ้นที่หลายๆ ตำแหน่งบนขอบของชิ้นงานแต่อยู่บนระดับแนวแกนที่ต่างกัน
  • 3 : เกิดจากการกระทบกัน (Impingement) แบบซ้ำๆบนผิวของอนุภาคที่ฝังอยู่ในผิววัสดุ
  • 4 : เนื่องจากความเร็วของการโตขึ้นของรอยแตกที่เปลี่ยนแปลงไปและการเกิดออกซิเดชันบนผิวรอยแตก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 120 :
  • ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของรอยแตกแบบบีชมาร์ค (beach marks)
  • 1 : รูปแบบของบีชมาร์คอาจมีหลายแบบขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดของความเค้น
  • 2 : บีชมาร์คเกิดขึ้นบนผิวรอยแตกที่โตขึ้นเนื่องจากความล้าซึ่งมีการหยุดให้แรงกระทำเป็นบางช่วง
  • 3 : ผิวรอยแตกที่มีบีชมาร์คปรากฏอยู่จะมีขนาดใหญ่
  • 4 : รอยแตกเกิดขึ้นที่หลายๆ ตำแหน่งบนขอบของชิ้นงานแต่อยู่บนระดับแนวแกนที่ต่างกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 121 :
  • ข้อใดคือลักษณะของรอยแตกฟันเฟือง (Ratchet marks)
  • 1 : เกิดการหลอมเหลว หรือโครงสร้างแบบ Dendrite ขึ้นบนผิวรอยแตก
  • 2 : ผิวรอยแตกมีรอยหยักคล้ายฟันปลา
  • 3 : ผิวรอยแตกที่มีบีชมาร์คปรากฏอยู่
  • 4 : รอยแตกเกิดขึ้นที่หลายๆตำแหน่งบนขอบของชิ้นงานแต่อยู่บนระดับแนวแกนที่ต่างกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 122 :
  • ขนาดของรอยแตกฟันเฟือง (Ratchet marks) ขึ้นอยู่กับอะไร
  • 1 : อุณหภูมิ
  • 2 : ทิศทางของรอยแตก
  • 3 : จำนวนของรอยแตก
  • 4 : ระยะของรอยแตกในระดับแนวแกน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 123 :
  • ข้อใดคือความหมายของการใช้เกณฑ์การคราก (Yield criteria) เพื่อการออกแบบชิ้นส่วนทางวิศวกรรม
  • 1 : พิจารณาจากการที่ชิ้นงานมีการสูญเสียเนื้อโลหะเนื่องจากสิ่งแวดล้อม
  • 2 : พิจารณาจากการที่มีการแตกหักเนื่องจากอุณหภูมิและเวลา
  • 3 : พิจารณาจากการที่ชิ้นงานมีการแตกหักเนื่องจากความเค้นที่เกิดขึ้นจากการใช้งาน
  • 4 : พิจารณาว่าชิ้นงานจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างแบบถาวรหรือไม่เมื่ออยู่ในสภาวะการใช้งาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 124 :
  • ข้อใดคือความหมายของการใช้เกณฑ์การแตกหัก (Fracture criteria) เพื่อการออกแบบชิ้นส่วนทางวิศวกรรม
  • 1 : พิจารณาจากการที่ชิ้นงานมีการสูญเสียเนื้อโลหะเนื่องจากสิ่งแวดล้อม
  • 2 : พิจารณาจากการที่มีการแตกหักเนื่องจากอุณหภูมิและเวลา
  • 3 : พิจารณาว่าชิ้นงานจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างแบบถาวรหรือไม่เมื่ออยู่ในสภาวะการใช้งาน
  • 4 : พิจารณาจากการที่ชิ้นงานมีการแตกหักเนื่องจากความเค้นที่เกิดขึ้นจากการใช้งาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 125 :
  • ข้อใดคือหลักของการวิเคราะห์การแตกหักโดย Griffith
  • 1 : การขยายตัวของรอยแตกจะเกิดขึ้นเมื่ออัตราพลังงานความเค้นที่ถูกปล่อยเท่ากับอัตราพลังงานที่ถูกปล่อยออกมาเนื่องจากการสร้างผิวรอยแตกใหม่
  • 2 : การขยายตัวของรอยแตกจะเกิดขึ้นเมื่ออัตราพลังงานความเค้นที่ถูกปล่อยเท่ากับอัตราพลังงานที่ถูกดูดซับไว้เนื่องจากการสร้างผิวรอยแตกใหม่
  • 3 : การขยายตัวของรอยแตกจะเกิดขึ้นเมื่ออัตราพลังงานความเครียดที่ถูกปล่อยเท่ากับอัตราพลังงานที่ถูกปล่อยออกมาเนื่องจากการสร้างผิวรอยแตกใหม่
  • 4 : การขยายตัวของรอยแตกจะเกิดขึ้นเมื่ออัตราพลังงานความเครียดที่ถูกปล่อยเท่ากับอัตราพลังงานที่ถูกดูดซับไว้เนื่องจากการสร้างผิวรอยแตกใหม่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 126 :
  • แฟคเตอร์ความเข้มข้นความเค้น (Stress intensity factor) หรือ K จะขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง
  • 1 : รูปทรงของวัสดุ อุณหภูมิ และความยาวของรอยแตก
  • 2 : รูปทรงของวัสดุ ระดับความเค้น และอุณหภูมิ
  • 3 : อุณหภูมิ ระดับความเค้น และความยาวของรอยแตก
  • 4 : รูปทรงของวัสดุ ระดับความเค้น และความยาวของรอยแตก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 127 :
  • พิจารณาชิ้นงานทรงกระบอก ในกรณีที่มีแรงดึงตามแนวแกน ข้อใดอธิบายลักษณะของความเค้นที่เกิดขึ้นในชิ้นงานได้ตรงที่สุด
  • 1 : ความเค้นที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดการบิดในชิ้นงาน โดยความเค้นที่มีขนาดมากสุดและน้อยสุดจะทำมุม 45 องศา กับแนวแกนของชิ้นงาน
  • 2 : ความเค้นที่มีขนาดมากสุดและน้อยสุดจะทำมุม 45 องศา กับแนวแกนของชิ้นงาน และความเค้นเฉือนที่มีขนาดมากสุดจะขนานกับแนวแกนของชิ้นงาน
  • 3 : ผิวด้านบนจะรับแรงดึงในแนวแกนของชิ้นงาน ในขณะที่ผิวด้านล่างจะรับแรงอัด ความเค้นที่มีขนาดมากสุดจะอยู่ที่ผิวด้านบนและความเค้นที่มีขนาดน้อยสุดจะอยู่ที่ผิวด้านล่าง ความเค้นเฉือนที่มีขนาดมากสุดจะอยู่ในทิศตั้งฉากและทิศขนานกับแกนของชิ้นงาน
  • 4 : ความเค้นที่มีขนาดมากสุด คือความเค้นตามแนวแกน ความเค้นตั้งฉากทั้งสองที่เหลือ มีค่าเท่ากับศูนย์และเป็นความเค้นที่มีขนาดน้อยสุด ในกรณีนี้ความเค้นเฉือนที่มีขนาดมากสุดจะทำมุม 45 องศา กับแนวแกนของชิ้นงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 128 :
  • พิจารณาชิ้นงานทรงกระบอก ในกรณีของการดัดของชิ้นงาน ข้อใดอธิบายลักษณะของความเค้นที่เกิดขึ้นในชิ้นงานได้ตรงที่สุด
  • 1 : ความเค้นที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดการบิดในชิ้นงาน โดยความเค้นที่มีขนาดมากสุดและน้อยสุดจะทำมุม 45 องศา กับแนวแกนของชิ้นงาน
  • 2 : ความเค้นที่มีขนาดมากสุด คือความเค้นตามแนวแกน ความเค้นตั้งฉากทั้งสองที่เหลือ มีค่าเท่ากับศูนย์และเป็นความเค้นที่มีขนาดน้อยสุด ในกรณีนี้ความเค้นเฉือนที่มีขนาดมากสุดจะทำมุม 45 องศา กับแนวแกนของชิ้นงาน
  • 3 : ความเค้นที่มีขนาดมากสุดและน้อยสุดจะทำมุม 45องศา กับแนวแกนของชิ้นงาน และความเค้นเฉือนที่มีขนาดมากสุดจะขนานกับแนวแกนของชิ้นงาน
  • 4 : ผิวด้านบนจะรับแรงดึงในแนวแกนของชิ้นงาน ในขณะที่ผิวด้านล่างจะรับแรงอัด ความเค้นที่มีขนาดมากสุดจะอยู่ที่ผิวด้านบนและความเค้นที่มีขนาดน้อยสุดจะอยู่ที่ผิวด้านล่าง ความเค้นเฉือนที่มีขนาดมากสุดจะอยู่ในทิศตั้งฉากและทิศขนานกับแกนของชิ้นงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 129 :
  • พิจารณาชิ้นงานทรงกระบอก ในกรณีของการบิดของชิ้นงาน ข้อใดอธิบายลักษณะของความเค้นที่เกิดขึ้นในชิ้นงานได้ตรงที่สุด
  • 1 : ผิวด้านบนจะรับแรงดึงในแนวแกนของชิ้นงาน ในขณะที่ผิวด้านล่างจะรับแรงอัด ความเค้นที่มีขนาดมากสุดจะอยู่ที่ผิวด้านบนและความเค้นที่มีขนาดน้อยสุดจะอยู่ที่ผิวด้านล่าง ความเค้นเฉือนที่มีขนาดมากสุดจะอยู่ในทิศตั้งฉากและทิศขนานกับแกนของชิ้นงาน
  • 2 : ความเค้นที่มีขนาดมากสุด คือความเค้นตามแนวแกน ความเค้นตั้งฉากทั้งสองที่เหลือ มีค่าเท่ากับศูนย์และเป็นความเค้นที่มีขนาดน้อยสุด ในกรณีนี้ความเค้นเฉือนที่มีขนาดมากสุดจะทำมุม 45 องศา กับแนวแกนของชิ้นงาน
  • 3 : ผิวด้านบนจะรับแรงดึงในแนวแกนของชิ้นงาน ในขณะที่ผิวด้านล่างจะรับแรงอัด โดยความเค้นที่มีขนาดมากสุดและน้อยสุดจะทำมุม 45 องศา กับแนวแกนของชิ้นงาน
  • 4 : ความเค้นที่มีขนาดมากสุดและน้อยสุดจะทำมุม 45องศา กับแนวแกนของชิ้นงาน และความเค้นเฉือนที่มีขนาดมากสุดจะขนานกับแนวแกนของชิ้นงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 130 :
  • เพราะเหตุใดความทนทานต่อการแตกหักที่วัดได้สำหรับวัสดุแบบเปราะ ส่วนใหญ่จะมีค่าต่ำกว่าความทนทานต่อการแตกหักที่คำนวนได้จากทฤษฎีพลังงานพันธะระหว่างอะตอมอย่างมาก
  • 1 : เนื่องจากวัสดุเปราะไม่มีความยืดหยุ่นเช่นเดียวกับวัสดุเหนียว ดังนั้นความทนทานต่อการแตกหักของวัสดุจึงต่ำ
  • 2 : เนื่องจากการแตกหักในวัสดุเปราะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นความทนทานต่อการแตกหักของวัสดุจึงต่ำ
  • 3 : เนื่องจากความเค้นต่อพื้นที่ในวัสดุเปราะมีมากกว่าในวัสดุเหนียว ทำให้ความทนทานต่อการแตกหักของวัสดุต่ำไปด้วย
  • 4 : เนื่องจากการมีจุดบกพร่อง (Defects) หรือตำหนิ (Flaws) หรือรูขนาดเล็กมากเกิดขึ้นที่ผิวและภายในตัววัสดุ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 131 :
  • ข้อใดคือความหมายของพลาสติกโซน (Plastic zone) ในบริเวณปลายของรอยแตก
  • 1 : บริเวณที่เกิดการแตกหักในวัสดุเปราะ ทำให้เกิดการผิดรูปในปริมาณน้อยจะเกิดขึ้นที่บริเวณปลายของรอยแตก
  • 2 : บริเวณที่เกิดการแตกหักในวัสดุเหนียว ทำให้เกิดการผิดรูปถาวรในปริมาณมากจะเกิดขึ้นที่บริเวณปลายของรอยแตก
  • 3 : บริเวณที่เกิดการครากในวัสดุเปราะ เกิดการผิดรูปถาวรในปริมาณน้อยจะเกิดขึ้นที่บริเวณปลายของรอยแตก
  • 4 : บริเวณที่เกิดการครากในวัสดุเหนียว เช่น โลหะทั่วไป ซึ่งการผิดรูปถาวรในปริมาณมากจะเกิดขึ้นที่บริเวณปลายของรอยแตก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 132 :
  • เพราะเหตุใดรอยแตกในวัสดุจริงๆจะไม่มีความแหลมคมมาก
  • 1 : เนื่องจากจะทำให้ค่าความเครียดที่ปลายของรอยแตกมีค่าต่ำเกินไปหรือมีค่าเท่ากับศูนย์
  • 2 : เนื่องจากจะทำให้ค่าความเครียดที่ปลายของรอยแตกมีค่าสูงมากเกินไปหรือมีค่าอนันต์
  • 3 : เนื่องจากจะทำให้ค่าความเค้นที่ปลายของรอยแตกมีค่าต่ำเกินไปหรือมีค่าเท่ากับศูนย์
  • 4 : เนื่องจากจะทำให้ค่าความเค้นที่ปลายของรอยแตกมีค่าสูงมากเกินไปหรือมีค่าอนันต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 133 :
  • แฟกเตอร์ความเข้มข้นความเค้นวิกฤติ (Critical stress intensity factor) Kc ส่งผลต่อการแตกหักอย่างไร
  • 1 : การแตกหักเกิดจากการที่แฟกเตอร์ความเข้มข้นความเค้น (Stress intensity factor) K มีค่าเท่ากับแฟกเตอร์ความเข้มข้นความเค้นวิกฤติ
  • 2 : การแตกหักเกิดจากการที่แฟกเตอร์ความเข้มข้นความเค้น (Stress intensity factor) K มีค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับแฟกเตอร์ความเข้มข้นความเค้นวิกฤติ
  • 3 : การแตกหักเกิดจากการที่แฟกเตอร์ความเข้มข้นความเค้น (Stress intensity factor) K มีค่าน้อยกว่าแฟกเตอร์ความเข้มข้นความเค้นวิกฤติ
  • 4 : การแตกหักเกิดจากการที่แฟกเตอร์ความเข้มข้นความเค้น (Stress intensity factor) K มีค่าสูงเกินแฟกเตอร์ความเข้มข้นความเค้นวิกฤติ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 134 :
  • ข้อใดคือเงื่อนไขของความเค้นระนาบ (Plane stress condition)
  • 1 : ค่า Kc จะแปรตามขนาดความเค้นที่กระทำต่อชิ้นงานและวัสดุจะแสดงพฤติกรรมแบบเปราะ ซึ่งจะเกิดในกรณีที่ชิ้นงานเป็นวัสดุแผ่นบาง
  • 2 : ค่า Kc จะแปรตามขนาดความหนาของชิ้นงานและวัสดุจะแสดงพฤติกรรมแบบเปราะ ซึ่งจะเกิดในกรณีที่ชิ้นงานเป็นวัสดุแผ่นบาง
  • 3 : ค่า Kc จะแปรตามขนาดความเค้นที่กระทำต่อชิ้นงานและวัสดุจะแสดงพฤติกรรมแบบเหนียว ซึ่งจะเกิดในกรณีที่ชิ้นงานเป็นวัสดุแผ่นบาง
  • 4 : ค่า Kc จะแปรตามความหนาของชิ้นงานและวัสดุจะแสดงพฤติกรรมแบบเหนียว ซึ่งจะเกิดในกรณีที่ชิ้นงานเป็นวัสดุแผ่นบาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 135 :
  • ข้อใดคือเงื่อนไขของความเครียดระนาบ (Plane strain condition)
  • 1 : ค่า Kc จะแปรตามขนาดความเค้นที่กระทำต่อชิ้นงานและวัสดุจะแสดงพฤติกรรมแบบเปราะ ซึ่งจะเกิดในกรณีที่ชิ้นงานเป็นวัสดุแผ่นบาง
  • 2 : ค่า Kc จะแปรตามขนาดความหนาของชิ้นงานและวัสดุจะแสดงพฤติกรรมแบบเปราะ ซึ่งจะเกิดในกรณีที่ชิ้นงานเป็นวัสดุแผ่นบาง
  • 3 : ค่า Kc จะแปรตามความหนาของชิ้นงานและวัสดุจะแสดงพฤติกรรมแบบเหนียว ซึ่งจะเกิดในกรณีที่ชิ้นงานเป็นวัสดุแผ่นบาง
  • 4 : ค่า Kc จะคงที่และวัสดุจะแสดงพฤติกรรมแบบเปราะ ซึ่งจะเกิดเมื่อชิ้นงานมีขนาดใหญ่หรือหนามาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 136 :
  • ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของความเค้นระนาบ (Plane stress)
  • 1 : เป็นสภาวะของความเค้นแบบหนึ่งซึ่งถูกจัดให้เป็นกรณีพิเศษ โดยจะมีความเค้น 2 แกน และความเครียด 3 แกน
  • 2 : สภาวะนี้จะเกิดกับชิ้นงานที่มีลักษณะเป็นแผ่นบาง หรือเกิดขึ้นที่บริเวณผิวหน้าของชิ้นงาน
  • 3 : สภาวะนี้ถูกจัดให้เป็นสภาวะที่โลหะมีสมบัติแบบเหนียว
  • 4 : สภาวะนี้จะทำให้วัสดุเปราะถ้าความเค้นที่กระทำกับวัสดุเป็นความเค้นดึงทั้ง 2 แกน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 137 :
  • ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของความเครียดระนาบ (Plane strain)
  • 1 : สภาวะนี้จะมีความเค้น 3 แกน และความเครียด 2 แกน
  • 2 : จะเกิดขึ้นกับแผ่นโลหะที่มีความหนา โดยเฉพาะบริเวณภายในชิ้นงานตรงบริเวณรอยแตก
  • 3 : สภาวะนี้จะทำให้วัสดุเปราะถ้าความเค้นที่กระทำกับวัสดุเป็นความเค้นดึงทั้ง 3 แกน
  • 4 : สภาวะนี้ถูกจัดให้เป็นสภาวะที่โลหะมีสมบัติแบบเหนียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 138 :
  • ข้อใดคือลักษณะของการวิเคราะห์การแตกหักโดยใช้กลศาสตร์แตกหักแบบยืดหยุ่นเชิงเส้น (Linear elastic fracture mechanics, LEFM)
  • 1 : เป็นการวิเคราะห์การแตกหักแบบเหนียวซึ่งเกิดในช่วงยืดหยุ่นเท่านั้น
  • 2 : เป็นการวิเคราะห์การแตกหักแบบเหนียวซึ่งเกิดในช่วงพลาสติกเท่านั้น
  • 3 : เป็นการวิเคราะห์การแตกหักแบบเปราะซึ่งเกิดในช่วงพลาสติกเท่านั้น
  • 4 : เป็นการวิเคราะห์การแตกหักแบบเปราะซึ่งเกิดในช่วงยืดหยุ่นเท่านั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 139 :
  • เมื่อเพิ่มอุณหภูมิ จะมีผลอย่างไรต่อค่า KIc
  • 1 : ค่า KIc จะลดลง
  • 2 : ค่า KIc จะเพิ่มขึ้นและจะลดลงอย่างรวดเร็ว
  • 3 : ค่า KIc จะเท่าเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง
  • 4 : ค่า KIc จะเพิ่มขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 140 :
  • เมื่อเพิ่มความแข็งแรงของวัสดุโดยการกระจายตัวของอนุภาคหรือการเพิ่มความแข็งแรงด้วยความเครียด จะมีผลอย่างไรต่อค่า KIc
  • 1 : ค่า KIc จะเพิ่มขึ้นและจะลดลงอย่างรวดเร็ว
  • 2 : ค่า KIc จะเท่าเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง
  • 3 : ค่า KIc จะเพิ่มขึ้น
  • 4 : ค่า KIc จะลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 141 :
  • เมื่อเพิ่มความแข็งแรง ณ จุดครากของชิ้นงานขึ้นรูปโดยวิธีสารละลายของแข็ง จะมีผลอย่างไรต่อค่า KIc
  • 1 : ค่า KIc จะเพิ่มขึ้นและจะลดลงอย่างรวดเร็ว
  • 2 : ค่า KIc จะเท่าเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง
  • 3 : ค่า KIc จะเพิ่มขึ้น
  • 4 : ค่า KIc จะลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 142 :
  • เมื่อขนาดเกรนเพิ่มขึ้น จะมีผลอย่างไรต่อค่า KIc
  • 1 : ค่า KIc จะเพิ่มขึ้นและจะลดลงอย่างรวดเร็ว
  • 2 : ค่า KIc จะเท่าเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง
  • 3 : ค่า KIc จะเพิ่มขึ้น
  • 4 : ค่า KIc จะลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 143 :
  • โดยทั่วไปค่า KIc ของวัสดุวิศวกรรมจะมีค่าอยู่ในช่วงเท่าไร
  • 1 : 10 – 50 MPa m(1/2)
  • 2 : 100 – 200 MPa m(1/2)
  • 3 : 200 – 500 MPa m(1/2)
  • 4 : 20 – 200 MPa m(1/2)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 144 :
  • เพราะเหตุใดการทดสอบความทนทานต่อการแตกหักจึงจำเป็นต้องทำการทดสอบในหลายๆ ทิศทาง
  • 1 : เนื่องจากความทนทานต่อการแตกหักได้รับผลจากอุณหภูมิและเวลาที่เปลี่ยนไป ทำให้ความทนทานต่อการแตกหักในบางตำแหน่งของชิ้นงานไม่เท่ากัน
  • 2 : เนื่องจากความทนทานต่อการแตกหักได้รับผลจากขนาดและทิศของความเค้นที่ไม่เท่ากัน
  • 3 : เนื่องจากความทนทานต่อการแตกหักจะไวต่อสมบัติ Isotropy ที่เกิดขึ้นเนื่องจากกระบวนการผลิต
  • 4 : เนื่องจากความทนทานต่อการแตกหักจะไวต่อสมบัติ Anisotropy และระนาบที่อ่อนแอที่สุดในวัสดุที่เกิดขึ้นเนื่องจากกระบวนการผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 145 :
  • ข้อใดคือสาเหตุของการเกิดรอยแตกแบบพัด (Fan)
  • 1 : เนื่องจากส่วนร่วมกัน (Intersection) ของรอยแตกแบบเปราะที่โตขึ้นที่ระดับการโตที่แตกต่างกัน
  • 2 : เนื่องจากในช่องว่างในเนื้อโลหะมีสารฝังใน (Inclusion) อยู่ในปริมาณมากหรือสารฝังในนั้นมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดของช่องว่าง
  • 3 : เกิดจากอันตรกิริยา (Interaction) ระหว่างผิวของรอยแตกกับทวิน (Twin)
  • 4 : เนื่องจากรอยแตกที่เคลื่อนที่ไปด้านหน้าชนกับขอบเกรนซึ่งเป็นที่ๆรอยแตกใหม่เกิดขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 146 :
  • ข้อใดคือสาเหตุของการเกิดรอยแตกก้างปลาเฮอร์ริง (Herringbone pattern)
  • 1 : เนื่องจากส่วนร่วมกัน (Intersection) ของรอยแตกแบบเปราะที่โตขึ้นที่ระดับการโตที่แตกต่างกัน
  • 2 : เนื่องจากรอยแตกที่เคลื่อนที่ไปด้านหน้าชนกับขอบเกรนซึ่งเป็นที่ๆรอยแตกใหม่เกิดขึ้น
  • 3 : เนื่องจากในช่องว่างในเนื้อโลหะมีสารฝังใน (Inclusion) อยู่ในปริมาณมากหรือสารฝังในนั้นมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดของช่องว่าง
  • 4 : เกิดจากอันตรกิริยา (Interaction) ระหว่างผิวของรอยแตกกับทวิน (Twin)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 147 :
  • ข้อใดคือสาเหตุของการเกิดรอยแตกแบบไม้ (Woody fracture)
  • 1 : เกิดจากอันตรกิริยา (Interaction) ระหว่างผิวของรอยแตกกับทวิน (Twin)
  • 2 : เนื่องจากรอยแตกที่เคลื่อนที่ไปด้านหน้าชนกับขอบเกรนซึ่งเป็นที่ๆรอยแตกใหม่เกิดขึ้น
  • 3 : เนื่องจากส่วนร่วมกัน (Intersection) ของรอยแตกแบบเปราะที่โตขึ้นที่ระดับการโตที่แตกต่างกัน
  • 4 : เนื่องจากในช่องว่างในเนื้อโลหะมีสารฝังใน (Inclusion) อยู่ในปริมาณมากหรือสารฝังในนั้นมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดของช่องว่าง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 148 :
  • ข้อใดเป็นการแตกหักแบบพลังงานต่ำ
  • 1 : การแตกหักเนื่องจากความล้า
  • 2 : การแตกหักแบบผ่านเกรน
  • 3 : การแตกหักแบบเหนียว
  • 4 : การแตกหักแบบเปราะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 149 :
  • ข้อใดเป็นการแตกหักแบบพลังงานสูง
  • 1 : การแตกหักเนื่องจากความล้า
  • 2 : การแตกหักแบบตามขอบเกรน
  • 3 : การแตกหักแบบเปราะ
  • 4 : การแตกหักแบบเหนียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 150 :
  • ข้อใดคือสาเหตุการเกิด Radial marksในชิ้นงานที่แตกหัก
  • 1 : เกิดจากการแตกแบบเหนียวในชิ้นงาน โดยมีการหลอมเหลวบนผิวรอยแตก
  • 2 : เนื่องจากในช่องว่างในเนื้อโลหะมีสารฝังใน (Inclusion) อยู่ในปริมาณมากหรือสารฝังในนั้นมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดของช่องว่าง
  • 3 : เกิดจากอันตรกิริยา (Interaction) ระหว่างผิวของรอยแตกกับทวิน (Twin)
  • 4 : เนื่องจากส่วนร่วมกัน (Intersection) ของรอยแตกแบบเปราะที่โตขึ้นที่ระดับการโตที่แตกต่างกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 151 :
  • ปกติจะพบ Chevron marks ในชิ้นงานที่มีลักษณะใด
  • 1 : ชิ้นงานที่มีลักษณะหนา เช่น เหล็กแผ่นหนา
  • 2 : ชิ้นงานที่ไม่ผ่านการชุบแข็ง
  • 3 : ชิ้นงานที่ผ่านการอบให้ความร้อน
  • 4 : ชิ้นงานที่มีลักษณะบาง เช่น แผ่นเหล็ก และชิ้นงานที่ผ่านการชุบแข็ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 152 :
  • ในชิ้นงานที่พบร่องรอยการแตกหักแบบ Chevron marks ทิศทางของ Chevron marks รูปตัว V จะชี้ไปยังที่ใด
  • 1 : จะชี้ไปยังปลายของรอยแตก
  • 2 : จะชี้ไปยังจุดกึ่งกลางของรอยแตก
  • 3 : จะชี้ไปยังรอยต่อของรอยแตก
  • 4 : จะชี้ไปยังจุดกำเนิดของรอยแตก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 502 : Failure due to corrosion
ข้อที่ 153 :
  • ข้อใดคือความหมายที่ดีที่สุดของการสึกหรอ
  • 1 : การเปลี่ยนแปลงผิวของชิ้นงานในลักษณะไม่พึงประสงค์เนื่องจากการกัดเซาะบนผิวเนื่องจากภาระกรรมทางกล
  • 2 : การเปลี่ยนแปลงผิวของชิ้นงานในลักษณะไม่พึงประสงค์เนื่องจากการหลุดลอกของผิวเนื่องจากภาระกรรมทางเคมี
  • 3 : การเปลี่ยนแปลงผิวของชิ้นงานในลักษณะไม่พึงประสงค์เนื่องจากการแตกร้าวบนผิวเนื่องจากภาระกรรมทางกลหรือเคมี
  • 4 : การเปลี่ยนแปลงผิวของชิ้นงานในลักษณะไม่พึงประสงค์เนื่องจากการแยกหลุดของอนุภาคบนผิวเนื่องจากภาระกรรมทางกลหรือเคมี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 154 :
  • ข้อใดเป็นความหมายของการสึกหรอที่ชั้นผิวบน
  • 1 : การสึกหรอที่เกิดขึ้นที่บริเวณผิวนอกสุดของชิ้นงาน ซึ่งเกิดปฏิกิริยากับก๊าซหรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะหลุดออกไปและจะไม่เกิดขึ้นใหม่อีก
  • 2 : การสึกหรอที่เกิดขึ้นที่บริเวณผิวนอกสุดของชิ้นงาน ซึ่งเกิดปฏิกิริยากับก๊าซหรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะหลุดออกไปและเกิดขึ้นใหม่อีกสองหรือสามครั้ง
  • 3 : การสึกหรอที่เกิดขึ้นที่บริเวณผิวนอกสุดของชิ้นงาน ซึ่งเกิดปฏิกิริยากับก๊าซหรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะหลุดออกไปและเกิดขึ้นใหม่แต่ไม่เกินสิบครั้ง
  • 4 : การสึกหรอที่เกิดขึ้นที่บริเวณผิวนอกสุดของชิ้นงาน ซึ่งเกิดปฏิกิริยากับก๊าซหรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะหลุดออกไปและเกิดขึ้นใหม่เรื่อยๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 155 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุของการสึกหรอแบบ ablative
  • 1 : เนื่องจากชิ้นงานได้รับภาระกรรมสูงในบางพื้นที่และเกิดความร้อนขึ้น
  • 2 : เนื่องจากชิ้นงานได้รับภาระกรรมสูงในบางพื้นที่แต่ไม่เกิดความร้อนขึ้น
  • 3 : เนื่องจากชิ้นงานได้รับภาระกรรมต่ำในบางพื้นที่และเกิดความร้อนขึ้น
  • 4 : เนื่องจากชิ้นงานได้รับภาระกรรมต่ำในบางพื้นที่แต่ไม่เกิดความร้อนขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 156 :
  • ข้อใดเป็นวิธีการฉีดพ่นที่ทำให้วัสดุที่แข็งและเปราะมีการสึกหรอสูง
  • 1 : การฉีดพ่นแบบกระจาย
  • 2 : การฉีดพ่นแบบทำมุม 45 องศา
  • 3 : การฉีดพ่นแบบขนาน
  • 4 : การฉีดพ่นแบบปะทะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 157 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุของการสึกหรอจากการชะล้าง
  • 1 : เนื่องจากเกิดการไหลของตัวกลางที่เป็นของเหลวหรือก๊าซผ่านผิวของชิ้นงาน โดยจะขัดสีหรือชนกับชิ้นงานซึ่งจะทำให้เกิดพายุหมุนและคลื่น
  • 2 : เนื่องจากเกิดการไหลของตัวกลางที่เป็นของเหลวหรือก๊าซผ่านผิวของชิ้นงาน โดยจะทะลุชิ้นงานซึ่งจะทำให้เกิดพายุหมุนและคลื่น
  • 3 : เนื่องจากเกิดการไหลของตัวกลางที่เป็นของแข็งผ่านผิวของชิ้นงาน โดยจะขัดสีหรือชนกับชิ้นงานซึ่งจะทำให้เกิดพายุหมุนและคลื่น
  • 4 : เนื่องจากเกิดการไหลของตัวกลางที่เป็นของแข็งผ่านผิวของชิ้นงาน โดยจะทะลุชิ้นงานซึ่งจะทำให้เกิดพายุหมุนและคลื่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 158 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุการเกิด cavitation
  • 1 : ฟองหรือช่องว่างที่เกิดขึ้นในของเหลวที่กำลังไหลอยู่และเกิดการลดความดันลงอย่างรวดเร็ว แต่ไม่มีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ทำให้เกิดความเสียหายให้แก่ชิ้นงาน
  • 2 : ฟองหรือช่องว่างที่เกิดขึ้นในของเหลวที่กำลังไหลอยู่และเกิดการลดความดันลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้ามีการเกิดปฏิกิริยาเคมีขึ้นในเวลาเดียวกัน จะทำให้เกิดความเสียหายให้แก่ชิ้นงานได้
  • 3 : ฟองหรือช่องว่างที่เกิดขึ้นในของเหลวที่กำลังไหลอยู่และเกิดการเพิ่มความดันลงอย่างรวดเร็ว แต่ไม่มีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ทำให้เกิดความเสียหายให้แก่ชิ้นงาน
  • 4 : ฟองหรือช่องว่างที่เกิดขึ้นในของเหลวที่กำลังไหลอยู่และเกิดการเพิ่มความดันลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้ามีการเกิดปฏิกิริยาเคมีขึ้นในเวลาเดียวกัน จะทำให้เกิดความเสียหายให้แก่ชิ้นงานได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 159 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะความเสียหายที่เกิดจาก cavitation
  • 1 : การปรากฏของหลุมบ่อ ซึ่งอาจจะมีรอยร้าว หรือการพังตัวแบบอิลาสติกในบริเวณเล็กๆ
  • 2 : การปรากฏของหลุมบ่อ ซึ่งอาจจะมีรอยร้าว หรือการพังตัวแบบพลาสติกในบริเวณเล็กๆ
  • 3 : การปรากฏของรอยขูดขีด ซึ่งอาจจะมีรอยร้าว หรือการพังตัวแบบอิลาสติกในบริเวณเล็กๆ
  • 4 : การปรากฏของรอยขูดขีด ซึ่งอาจจะมีรอยร้าว หรือการพังตัวแบบพลาสติกในบริเวณเล็กๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 160 :
  • ข้อใดเป็นการลดความเสียหายที่เกิดจาก cavitation
  • 1 : การเพิ่มอุณหภูมิ
  • 2 : การเพิ่มความดัน
  • 3 : การใช้วัสดุที่แข็งขึ้น
  • 4 : การเพิ่มความเร็วรอบการทำงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 161 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะการเกิดการเผาไหม้ที่ผิว
  • 1 : การเกิดปฏิกิริยาทางเคมีของโลหะหรือโลหะผสมกับของเหลวที่มีผลทำให้เกิดการเผาไหม้ได้ที่อุณหภูมิต่ำทำให้ผิวโลหะออกไซด์ที่เกิดขึ้นช่วยเร่งปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นให้เร็วขึ้นได้
  • 2 : การเกิดปฏิกิริยาทางเคมีของโลหะหรือโลหะผสมกับของเหลวที่มีผลทำให้เกิดการเผาไหม้ได้ที่อุณหภูมิต่ำทำให้ผิวโลหะออกไซด์ที่เกิดขึ้นช่วยป้องกันปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นให้ช้าลงได้
  • 3 : การเกิดปฏิกิริยาทางเคมีของโลหะหรือโลหะผสมกับก๊าซที่มีผลทำให้เกิดการเผาไหม้ได้ที่อุณหภูมิสูงทำให้ผิวโลหะออกไซด์ที่เกิดขึ้นช่วยเร่งปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นให้เร็วขึ้นได้
  • 4 : การเกิดปฏิกิริยาทางเคมีของโลหะหรือโลหะผสมกับก๊าซที่มีผลทำให้เกิดการเผาไหม้ได้ที่อุณหภูมิสูงทำให้ผิวโลหะออกไซด์ที่เกิดขึ้นช่วยป้องกันปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นให้ช้าลงได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 162 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุของการเพิ่มความต้านทานต่อการเกิดสเกลของเหล็กโดยการผสมธาตุ เช่น โครเมียม
  • 1 : เนื่องจากธาตุที่ผสมนี้จะกำจัดผิวออกไซด์ของตัวมันเองเป็นผิวป้องกันการเผาไหม้
  • 2 : เนื่องจากธาตุที่ผสมนี้จะกำจัดผิวออกไซด์ของตัวมันเองเป็นผิวป้องกันการสึกกร่อน
  • 3 : เนื่องจากธาตุที่ผสมนี้จะสร้างผิวออกไซด์ของตัวมันเองเป็นผิวป้องกันการเผาไหม้
  • 4 : เนื่องจากธาตุที่ผสมนี้จะสร้างผิวออกไซด์ของตัวมันเองเป็นผิวป้องกันการสึกกร่อน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 163 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของการเกิดการกัดกร่อนชนิดขุม
  • 1 : เป็นการกัดกร่อนชนิดเป็นที่ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดเป็นหลุมกลมลึกเข้าไปในเนื้อโลหะ
  • 2 : เป็นการกัดกร่อนชนิดเป็นที่ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดเป็นรอยบากลึกเข้าไปในเนื้อโลหะ
  • 3 : เป็นการกัดกร่อนชนิดทุกพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดเป็นหลุมกลมลึกเข้าไปในเนื้อโลหะ
  • 4 : เป็นการกัดกร่อนชนิดทุกพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดเป็นรอยบากลึกเข้าไปในเนื้อโลหะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 164 :
  • ข้อใดไม่ใช่เงื่อนไขของการเกิดการกัดกร่อนเนื่องจากความเค้น
  • 1 : มีความเค้นดึงเกิดขึ้น
  • 2 : มีตัวกลางที่สามารถทำให้เกิดการกัดกร่อนได้
  • 3 : โลหะนั้นไวต่อการเกิดการกัดกร่อน
  • 4 : มีการลดอุณหภูมิลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 165 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุการเกิดการกัดกร่อนแบบล้า
  • 1 : เนื่องจากชิ้นงานได้รับแรงสถิตย์จากแรงกระทำทางกลหรือทางความร้อน แต่ไม่รวมกับการเกิดการกัดกร่อนในขณะเดียวกัน
  • 2 : เนื่องจากชิ้นงานได้รับแรงสถิตย์จากแรงกระทำทางกลหรือทางความร้อน รวมกับการเกิดการกัดกร่อนขึ้นในขณะเดียวกัน
  • 3 : เนื่องจากชิ้นงานได้รับแรงเป็นคาบจากแรงกระทำทางกลหรือทางความร้อน แต่ไม่รวมกับการเกิดการกัดกร่อนในขณะเดียวกัน
  • 4 : เนื่องจากชิ้นงานได้รับแรงเป็นคาบจากแรงกระทำทางกลหรือทางความร้อน รวมกับการเกิดการกัดกร่อนขึ้นในขณะเดียวกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 166 :
  • ข้อใดเป็นความหมายของการสึกกร่อน (wear) ที่ดีที่สุด
  • 1 : การสูญเสียผิวของวัสดุหนึ่งไปและเกิดเศษอนุภาคเล็กๆขึ้น
  • 2 : การสูญเสียเนื้อวัสดุจากผิวของวัสดุหนึ่งไปและเกิดเศษอนุภาคเล็กๆขึ้น
  • 3 : การสูญเสียเนื้อวัสดุจากผิวของวัสดุหนึ่งไปสู่ผิวของอีกวัสดุหนึ่งทำให้เกิดเศษอนุภาคเล็กๆขึ้น
  • 4 : การสูญเสียเนื้อวัสดุจากผิวของวัสดุหนึ่งไปสู่ผิวของอีกวัสดุหนึ่งทำให้เกิดเศษอนุภาคเล็กๆขึ้น และทำให้เกิดรอยแตกร้าวลึกลงไปในวัสดุ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 167 :
  • ข้อใดเป็นเหตุผลหลักที่การสึกกร่อนทำให้เกิดความเสียหายได้บ่อยครั้ง
  • 1 : บริเวณที่สึกกร่อนเป็นจุดศูนย์รวมความเครียด อาจทำให้เกิดการครากได้
  • 2 : บริเวณที่สึกกร่อนเป็นจุดศูนย์รวมความเครียด อาจทำให้เกิดการล้าหรือการกัดกร่อนได้
  • 3 : บริเวณที่สึกกร่อนเป็นจุดศูนย์รวมความเค้น อาจทำให้เกิดการล้าหรือการกัดกร่อนได้
  • 4 : บริเวณที่สึกกร่อนเป็นจุดศูนย์รวมความเค้น อาจทำให้เกิดการครากได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 168 :
  • ข้อใดไม่ได้เป็นปัจจัยที่ตัดสินอัตราการสึกกร่อนของวัสดุ
  • 1 : ชนิดของสารหล่อลื่น
  • 2 : แรงกดระหว่างวัสดุทั้งสอง
  • 3 : การทำปฏิกิริยาระหว่างวัสดุทั้งสอง
  • 4 : ความเร็วของการเสียดสี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 169 :
  • ข้อใดเป็นความหมายของการสึกกร่อนแบบเกาะติด (adhesive wear) ที่ดีที่สุด
  • 1 : การฉีกออกของวัสดุสองชนิดที่มีผิวหน้าเชื่อมติดกันด้วยแรงดึง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวัสดุทั้งสองมีการเคลื่อนที่สวนทางกัน
  • 2 : การฉีกออกของวัสดุสองชนิดที่มีผิวหน้าเชื่อมติดกันด้วยแรงดึง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวัสดุทั้งสองมีการเคลื่อนที่ทางเดียวกัน
  • 3 : การฉีกออกของวัสดุสองชนิดที่มีผิวหน้าเชื่อมติดกันด้วยแรงเฉือน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวัสดุทั้งสองมีการเคลื่อนที่สวนทางกัน
  • 4 : การฉีกออกของวัสดุสองชนิดที่มีผิวหน้าเชื่อมติดกันด้วยแรงเฉือน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวัสดุทั้งสองมีการเคลื่อนที่ทางเดียวกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 170 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุโดยทั่วไปของการเกิดการสึกกร่อนแบบเกาะติด
  • 1 : การเลือกใช้วัสดุที่แตกต่างกัน แต่ไม่ใช้สารหล่อลื่น
  • 2 : การเลือกใช้วัสดุที่เหมือนกัน แต่ไม่ใช้สารหล่อลื่น
  • 3 : การเลือกใช้วัสดุที่ไม่เหมาะสม หรือ การใช้สารหล่อลื่นที่หมดประสิทธิภาพ
  • 4 : การเลือกใช้วัสดุที่ไม่เหมาะสม หรือ การใช้สารหล่อลื่นราคาถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 171 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะการสึกกร่อนแบบเกาะติดของวัสดุที่ไม่มีการใช้สารหล่อลื่น
  • 1 : การสูญเสียเนื้อวัสดุเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนผกผันกับแรงเฉือนขนานกับผิว
  • 2 : การสูญเสียเนื้อวัสดุเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนผกผันกับแรงกดที่ตั้งฉากกับผิว
  • 3 : การสูญเสียเนื้อวัสดุเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนโดยตรงกับแรงกดที่ตั้งฉากกับผิว
  • 4 : การสูญเสียเนื้อวัสดุเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนโดยตรงกับแรงเฉือนขนานกับผิว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 172 :
  • ข้อใดเป็นผลจากการใช้สารหล่อลื่นเพื่อช่วยลดการเกิดการสึกกร่อนแบบเกาะติด
  • 1 : สารหล่อลื่นทำให้ผิววัสดุทั้งสองติดกันซึ่งช่วยลดแรงเสียดทานและปริมาณเนื้อวัสดุที่สูญเสีย
  • 2 : สารหล่อลื่นทำให้ผิววัสดุทั้งสองติดกันซึ่งช่วยเพิ่มแรงเสียดทานทำให้ยึดเกาะติดกันได้ดี เป็นการลดปริมาณเนื้อวัสดุที่สูญเสีย
  • 3 : สารหล่อลื่นทำให้เกิดชั้นฟิล์มบางระหว่างผิววัสดุทั้งสองซึ่งช่วยลดแรงเสียดทานและปริมาณเนื้อวัสดุที่สูญเสีย
  • 4 : สารหล่อลื่นทำให้เกิดชั้นฟิล์มบางระหว่างผิววัสดุทั้งสองซึ่งช่วยเพิ่มแรงเสียดทานทำให้ยึดเกาะติดกันได้ดี เป็นการลดปริมาณเนื้อวัสดุที่สูญเสีย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 173 :
  • ข้อใดเป็นวิธีที่ช่วยป้องกันหรือลดความเสียหายจากการสึกกร่อนแบบเกาะติด
  • 1 : การใช้วัสดุที่มีผิวเรียบมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
  • 2 : การใช้วัสดุที่มีผิวอ่อนมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
  • 3 : การใช้วัสดุที่มีผิวแข็งมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
  • 4 : การใช้วัสดุที่มีผิวหยาบมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 174 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุการเกิดของการสึกกร่อนแบบขัดถู (abrasive wear)
  • 1 : เมื่อวัสดุสองชนิดมีการเคลื่อนที่ในทิศทางเดียวกัน โดยวัสดุหนึ่งมีความแข็งและความหยาบของผิวมากกว่าอีกวัสดุหนึ่ง
  • 2 : เมื่อวัสดุสองชนิดมีการเคลื่อนที่ในทิศทางเดียวกัน โดยวัสดุหนึ่งมีความอ่อนและความหยาบของผิวมากกว่าอีกวัสดุหนึ่ง
  • 3 : เมื่อวัสดุสองชนิดมีการเคลื่อนที่ผ่านกัน โดยวัสดุหนึ่งมีความแข็งและความหยาบของผิวมากกว่าอีกวัสดุหนึ่ง
  • 4 : เมื่อวัสดุสองชนิดมีการเคลื่อนที่ผ่านกัน โดยวัสดุหนึ่งมีความอ่อนและความหยาบของผิวมากกว่าอีกวัสดุหนึ่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 175 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะความเสียหายของการสึกกร่อนแบบขัดถู
  • 1 : วัสดุที่อ่อนกว่าจะทำให้เกิดร่องหรือรอยขูดขีดบนผิวของอีกวัสดุหนึ่งที่แข็งกว่า
  • 2 : วัสดุที่อ่อนกว่าจะทำให้เกิดการยึดติดบนผิวของอีกวัสดุหนึ่งที่แข็งกว่า
  • 3 : วัสดุที่แข็งกว่าจะทำให้เกิดร่องหรือรอยขูดขีดบนผิวของอีกวัสดุหนึ่งที่อ่อนกว่า
  • 4 : วัสดุที่แข็งกว่าจะทำให้เกิดการยึดติดบนผิวของอีกวัสดุหนึ่งที่อ่อนกว่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 176 :
  • เพราะเหตุใดการสึกกร่อนแบบขัดถูถึงได้เป็นอันตรายมากกว่าการสึกกร่อนแบบเกาะติด
  • 1 : การสึกกร่อนแบบขัดถูเกิดขึ้นช้าๆ และมีอัตราการสึกกร่อนสูง เป็นผลให้เกิดความเสียหายอย่างรวดเร็วในระบบ
  • 2 : การสึกกร่อนแบบขัดถูเกิดขึ้นช้าๆ และมีอัตราการสึกกร่อนต่ำ ทำให้ไม่มีการเตือนบอกความเสียหายที่จะเกิดได้
  • 3 : การสึกกร่อนแบบขัดถูเกิดขึ้นได้อย่างทันทีทันใด และมีอัตราการสึกกร่อนสูง เป็นผลให้เกิดความเสียหายอย่างรวดเร็วในระบบ
  • 4 : การสึกกร่อนแบบขัดถูเกิดขึ้นได้อย่างทันทีทันใด และมีอัตราการสึกกร่อนต่ำ ทำให้ไม่มีการเตือนบอกความเสียหายที่จะเกิดได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 177 :
  • สารขัดถูชนิดใดที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุหลักของการเกิดความเสียหายแบบการสึกกร่อนแบบขัดถู
  • 1 : อลูมินา
  • 2 : ซิลิคอนคาร์ไบด์
  • 3 : ซิลิกา
  • 4 : เหล็กคาร์ไบด์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 178 :
  • ข้อใดไม่ใช่การเสื่อมสภาพของวัสดุเนื่องจากสภาพแวดล้อม
  • 1 : การกัดกร่อนและออกซิเดชัน
  • 2 : การสึกกร่อน
  • 3 : การคืบ
  • 4 : ความเสียหายจากรังสี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 179 :
  • ข้อใดเป็นความหมายของการกัดกร่อนแบบชื้น
  • 1 : การกัดกร่อนที่ต้องอาศัยน้ำเป็นตัวกลางให้เกิดปฏิกิริยาไฟฟ้า ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเซลล์ไฟฟ้าเคมีที่ครบวงจร
  • 2 : การกัดกร่อนที่ต้องอาศัยน้ำเป็นตัวกลางให้เกิดปฏิกิริยาเคมี
  • 3 : การกัดกร่อนที่ต้องอาศัยความชื้นหรือสารละลายเป็นตัวกลางให้เกิดปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมี ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเซลล์ไฟฟ้าเคมีที่ครบวงจร
  • 4 : การกัดกร่อนที่ต้องอาศัยน้ำเป็นตัวกลางให้เกิดปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมี ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเซลล์ไฟฟ้าเคมีที่ครบวงจร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 180 :
  • ข้อใดเป็นความหมายของการกัดกร่อนแบบแห้ง
  • 1 : การกัดกร่อนที่ไม่ต้องอาศัยน้ำและปฏิกิริยาที่เกิดเป็นปฏิกิริยาไฟฟ้าโดยตรง
  • 2 : การกัดกร่อนที่ไม่ต้องอาศัยน้ำและปฏิกิริยาที่เกิดเป็นปฏิกิริยาเคมีโดยตรง
  • 3 : การกัดกร่อนที่ไม่ต้องอาศัยความชื้นและปฏิกิริยาที่เกิดเป็นปฏิกิริยาเคมีโดยตรงซึ่งเป็นปฏิกิริยาระหว่างโลหะกับแก๊ส
  • 4 : การกัดกร่อนที่ไม่ต้องอาศัยความชื้นและปฏิกิริยาที่เกิดเป็นปฏิกิริยาไฟฟ้าโดยตรงซึ่งเป็นปฏิกิริยาระหว่างโลหะกับแก๊ส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 181 :
  • ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยในการกำหนดพฤติกรรมการเกิดการกัดกร่อนของวัสดุ
  • 1 : ลักษณะทางกายภาพของวัสดุ
  • 2 : องค์ประกอบทางเคมีของวัสดุ
  • 3 : สมบัติทางกลของวัสดุ
  • 4 : ลักษณะสภาพแวดล้อมโดยรอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 182 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของการกัดกร่อนแบบสม่ำเสมอ (uniform attack)
  • 1 : การกัดกร่อนอย่างสม่ำเสมอที่เกิดขึ้นเฉพาะในบริเวณที่เป็นช่องแคบๆ
  • 2 : การกัดกร่อนอย่างสม่ำเสมอในรูเล็กๆกระจายอยู่ทั่วโลหะ
  • 3 : การกัดกร่อนเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งผิวโลหะ
  • 4 : การกัดกร่อนอย่างสม่ำเสมอเมื่อโลหะต่างชนิดสัมผัสกันหรือต่อกันในสารละลายที่นำไฟฟ้าได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 183 :
  • ข้อใดเป็นการกัดกร่อนที่ทำให้เกิดการสูญเสียเนื้อโลหะมากที่สุด
  • 1 : การกัดกร่อนแบบกัลวานิก
  • 2 : การกัดกร่อนในที่อับ
  • 3 : การกัดกร่อนแบบสม่ำเสมอ
  • 4 : การกัดกร่อนแบบรูเข็ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 184 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของการกัดกร่อนแบบกัลป์วานิก (galvanic corrosion)
  • 1 : การกัดกร่อนเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งผิวโลหะ
  • 2 : การกัดกร่อนอย่างสม่ำเสมอที่เกิดขึ้นเฉพาะในบริเวณที่เป็นช่องแคบๆ
  • 3 : การกัดกร่อนเกิดขึ้นเมื่อมีโลหะต่างชนิดสัมผัสกันหรือต่อกันในสารละลายที่นำไฟฟ้าได้
  • 4 : การกัดกร่อนอย่างสม่ำเสมอในรูเล็กๆกระจายอยู่ทั่วโลหะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 185 :
  • ข้อใดเป็นความหมายของอิเล็กโทรไลต์ (Electrolyte)
  • 1 : สารละลายที่มีส่วนยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาเคมี โดยเป็นตัวพาอิออนให้เคลื่อนที่ไปเพื่อทำปฏิกิริยา
  • 2 : สารละลายที่มีส่วนยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาเคมี โดยเป็นตัวหยุดการเคลื่อนที่ของอิออนเพื่อทำปฏิกิริยา
  • 3 : สารละลายที่มีส่วนร่วมในการเกิดปฏิกิริยาเคมี โดยเป็นตัวพาอิออนให้เคลื่อนที่ไปเพื่อทำปฏิกิริยา
  • 4 : สารละลายที่มีส่วนร่วมในการเกิดปฏิกิริยาเคมี โดยเป็นตัวหยุดการเคลื่อนที่ของอิออนเพื่อทำปฏิกิริยา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 186 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของเทคนิคการป้องกันการกัดกร่อนแบบแคโทด (Cathodic protection) ของท่อยาวหรือถังบรรจุขนาดใหญ่ที่ทำด้วยเหล็กกล้า
  • 1 : การใช้เหล็กกล้าไร้สนิมแทนที่
  • 2 : การลดความชื้นในบรรยากาศลง
  • 3 : การป้อนอิเล็กตรอนจากภายนอกแก่โลหะ
  • 4 : การดึงอิเล็กตรอนออกจากโลหะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 187 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของการเปลี่ยนแปลงที่ผิวของโลหะแบบโพราไรซ์เซชั่น (Polarization)
  • 1 : การที่มีอิเล็กตรอนน้อยที่ผิวทำให้ศักย์ไฟฟ้าของโลหะเปลี่ยนไปในทางเป็นลบมากขึ้น
  • 2 : การที่มีอิเล็กตรอนน้อยที่ผิวทำให้ศักย์ไฟฟ้าของโลหะเปลี่ยนไปในทางเป็นบวกมากขึ้น
  • 3 : การที่มีอิเล็กตรอนมากที่ผิวทำให้ศักย์ไฟฟ้าของโลหะเปลี่ยนไปในทางเป็นลบมากขึ้น
  • 4 : การที่มีอิเล็กตรอนมากที่ผิวทำให้ศักย์ไฟฟ้าของโลหะเปลี่ยนไปในทางเป็นบวกมากขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 188 :
  • ข้อใดเป็นผลที่ได้จากการเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิวของโลหะแบบแคโทดิก โพราไรซ์เซชั่น (Cathodic polarization) ต่อการกัดกร่อน
  • 1 : อัตราการกัดกร่อนมีค่าคงที่
  • 2 : อัตราการกัดกร่อนมีค่าเพิ่มขึ้นแล้วจึงลดลง
  • 3 : อัตราการกัดกร่อนลดลง
  • 4 : อัตราการกัดกร่อนเพิ่มขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 189 :
  • ข้อใดเป็นผลที่ได้จากการเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิวของโลหะแบบแอโนดิก โพราไรซ์เซชั่น (Anodic polarization) ต่อการกัดกร่อน
  • 1 : อัตราการกัดกร่อนมีค่าคงที่
  • 2 : อัตราการกัดกร่อนมีค่าลดลงแล้วจึงเพิ่มขึ้น
  • 3 : อัตราการกัดกร่อนเพิ่มขึ้น
  • 4 : อัตราการกัดกร่อนลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 190 :
  • ข้อใดเป็นผลของออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำต่อการกัดกร่อนของเหล็ก
  • 1 : อัตราการกัดกร่อนในน้ำจะมีค่าลดลงเมื่อปริมาณออกซิเจนมีค่าสูงขึ้น
  • 2 : อัตราการกัดกร่อนในน้ำจะมีค่าเท่าเดิมไม่ว่าปริมาณออกซิเจนจะมีค่าสูงขึ้นหรือลดลง
  • 3 : อัตราการกัดกร่อนในน้ำจะมีค่าสูงขึ้นเมื่อปริมาณออกซิเจนมีค่าสูงขึ้น
  • 4 : อัตราการกัดกร่อนในน้ำจะมีค่าสูงขึ้นเมื่อปริมาณออกซิเจนมีค่าลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 191 :
  • ข้อใดเป็นผลของความกระด้างในน้ำต่อการกัดกร่อน
  • 1 : น้ำกระด้างจะเพิ่มการกัดกร่อนของโลหะในช่วงแรกก่อนที่จะทำให้การกัดกร่อนนั้นลดลง
  • 2 : น้ำกระด้างไม่มีผลใดๆต่อการกัดกร่อนของโลหะ
  • 3 : น้ำกระด้างจะช่วยลดการกัดกร่อนของโลหะ
  • 4 : น้ำกระด้างจะเพิ่มการกัดกร่อนของโลหะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 192 :
  • เพราะเหตุใดน้ำกระด้างจึงช่วยป้องกันการกัดกร่อนของโลหะ
  • 1 : เนื่องจากน้ำกระด้างมีโซเดียมและแมกนีเซียมละลายอยู่ จะทำให้เกิดฟิลม์โซเดียมและแมกนีเซียมคลอไรด์ที่ผิวโลหะทำให้การกัดกร่อนลดลง
  • 2 : เนื่องจากน้ำกระด้างมีโซเดียมและโปแตสเซียมละลายอยู่ จะทำให้เกิดฟิลม์โซเดียมและแมกนีเซียมคาร์บอเนตที่ผิวโลหะทำให้การกัดกร่อนลดลง
  • 3 : เนื่องจากน้ำกระด้างมีแคลเซียมและแมกนีเซียมละลายอยู่ จะทำให้เกิดฟิลม์แคลเซียมและแมกนีเซียมคาร์บอเนตที่ผิวโลหะทำให้การกัดกร่อนลดลง
  • 4 : เนื่องจากน้ำกระด้างมีแคลเซียมและโปแตสเซียมละลายอยู่ จะทำให้เกิดฟิลม์แคลเซียมและโปแตสเซียมคลอไรด์ที่ผิวโลหะทำให้การกัดกร่อนลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 193 :
  • ข้อใดเป็นผลของการกัดกร่อนของเหล็กกล้าในน้ำที่อุณหภูมิสูงมากกว่า 80 องศาเซลเซียส ในระบบเปิด
  • 1 : อัตราการกัดกร่อนจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก่อนที่จะลดลง
  • 2 : ไม่มีผลใดๆต่ออัตราการกัดกร่อน
  • 3 : อัตราการกัดกร่อนจะลดลง
  • 4 : อัตราการกัดกร่อนจะเพิ่มขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 194 :
  • ข้อใดเป็นผลของการกัดกร่อนของเหล็กกล้าในน้ำที่อุณหภูมิสูงมากกว่า 80 องศาเซลเซียส ในระบบปิด
  • 1 : อัตราการกัดกร่อนจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก่อนที่จะลดลง
  • 2 : ไม่มีผลใดๆต่ออัตราการกัดกร่อน
  • 3 : อัตราการกัดกร่อนจะเพิ่มขึ้น
  • 4 : อัตราการกัดกร่อนจะลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 195 :
  • เพราะเหตุใดการกัดกร่อนของเหล็กกล้าในน้ำที่อุณหภูมิสูงมากกว่า 80 องศาเซลเซียส ในระบบเปิดจึงลดลง
  • 1 : เพราะไฮโดรเจนในน้ำจะหลุดออกไป ทำให้มีไฮโดรเจนในน้ำน้อยลง
  • 2 : เพราะไฮโดรเจนในน้ำไม่สามารถหลุดออกไปจากระบบ ทำให้มีไฮโดรเจนในน้ำอยู่ในปริมาณมากเท่าเดิม
  • 3 : เพราะออกซิเจนในน้ำจะหลุดออกไป ทำให้มีออกซิเจนในน้ำน้อยลง
  • 4 : เพราะออกซิเจนในน้ำไม่สามารถหลุดออกไปจากระบบ ทำให้มีออกซิเจนในน้ำอยู่ในปริมาณมากเท่าเดิม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 196 :
  • เพราะเหตุใดการกัดกร่อนของเหล็กกล้าในน้ำที่อุณหภูมิสูงมากกว่า 80 องศาเซลเซียส ในระบบปิดจึงเพิ่มขึ้น
  • 1 : เพราะไฮโดรเจนในน้ำจะหลุดออกไป ทำให้มีไฮโดรเจนในน้ำน้อยลง
  • 2 : เพราะไฮโดรเจนในน้ำไม่สามารถหลุดออกไปจากระบบ ทำให้มีไฮโดรเจนในน้ำอยู่ในปริมาณมากเท่าเดิม
  • 3 : เพราะออกซิเจนในน้ำไม่สามารถหลุดออกไปจากระบบ ทำให้มีออกซิเจนในน้ำอยู่ในปริมาณมากเท่าเดิม
  • 4 : เพราะออกซิเจนในน้ำจะหลุดออกไป ทำให้มีออกซิเจนในน้ำน้อยลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 197 :
  • สำหรับโลหะที่อยู่กลางแจ้งที่มีแสงแดดส่องถึงและโลหะที่อยู่ในที่ร่ม โลหะประเภทไหนที่จะเกิดการกัดกร่อนได้เร็วกว่ากัน
  • 1 : ไม่สามารถบอกได้
  • 2 : เกิดการกัดกร่อนเท่ากันทั้งสองประเภท
  • 3 : โลหะที่อยู่ในที่ร่ม
  • 4 : โลหะที่อยู่กลางแจ้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 198 :
  • เพราะเหตุใดโลหะที่อยู่กลางแจ้งที่มีแสงแดดส่องถึงจึงเกิดการกัดกร่อนได้ช้ากว่าโลหะที่อยู่ในที่ร่ม
  • 1 : เพราะโลหะที่อยู่กลางแจ้งมีแสงแดดส่องถึงจะทำให้ผิวของโลหะเกิดฟิลม์บางมาเคลือบไว้
  • 2 : เพราะโลหะที่อยู่กลางแจ้งมีแสงแดดส่องถึงจะทำให้ผิวของโลหะแห้งและมีปฏิกิริยาทางเคมีเร็วขึ้น
  • 3 : เพราะโลหะที่อยู่กลางแจ้งมีแสงแดดส่องถึงจะทำให้อุณหภูมิที่ผิวโลหะสูงขึ้นและทำให้ผิวโลหะแห้ง
  • 4 : เพราะโลหะที่อยู่กลางแจ้งมีแสงแดดส่องถึงจะทำให้อุณหภูมิที่ผิวโลหะสูงขึ้นเป็นผลให้มีปฏิกิริยาทางเคมีช้าลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 199 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะการกัดกร่อนที่เกิดขึ้นจากในรูปต่อไปนี้
  • 1 : การกัดกร่อนแบบใต้รอยซ้อน (Crevice corrosion)
  • 2 : การกัดกร่อนแบบกัลวานิก (Galvanic corrosion)
  • 3 : การกัดกร่อนแบบเกิดทั่วผิวหน้า (Uniform corrosion)
  • 4 : การกัดกร่อนแบบรูเข็ม (Pitting corrosion)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 200 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะการกัดกร่อนที่เกิดขึ้นจากในรูปต่อไปนี้
  • 1 : การกัดกร่อนแบบรูเข็ม (Pitting corrosion)
  • 2 : การกัดกร่อนแบบใต้รอยซ้อน (Crevice corrosion)
  • 3 : การกัดกร่อนแบบกัลวานิก (Galvanic corrosion)
  • 4 : การกัดกร่อนแบบเกิดทั่วผิวหน้า (Uniform corrosion)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 201 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะการกัดกร่อนที่เกิดขึ้นจากในรูปต่อไปนี้
  • 1 : การกัดกร่อนแบบรูเข็ม (Pitting corrosion)
  • 2 : การกัดกร่อนแบบกัลวานิก (Galvanic corrosion)
  • 3 : การกัดกร่อนแบบใต้รอยซ้อน (Crevice corrosion)
  • 4 : การกัดกร่อนแล้วแตกจากความเค้น (Stress corrosion cracking)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 202 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะการกัดกร่อนที่เกิดขึ้นจากในรูปต่อไปนี้
  • 1 : การกัดกร่อนแบบรูเข็ม (Pitting corrosion)
  • 2 : การกัดกร่อนแล้วแตกจากไฮโดรเจน (Hydrogen induced cracking)
  • 3 : การกัดกร่อนแล้วแตกจากความเค้น (Stress corrosion cracking)
  • 4 : การกัดกร่อนแล้วแตกจากความล้า (Corrosion fatigue cracking)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 203 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะการกัดกร่อนที่เกิดขึ้นจากในรูปต่อไปนี้
  • 1 : การกัดกร่อนแบบรูเข็ม (Pitting corrosion)
  • 2 : การกัดกร่อนแล้วแตกจากไฮโดรเจน (Hydrogen induced cracking)
  • 3 : การกัดกร่อนแล้วแตกจากความล้า (Corrosion fatigue cracking)
  • 4 : การกัดกร่อนแล้วแตกจากความเค้น (Stress corrosion cracking)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 204 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะการกัดกร่อนที่เกิดขึ้นจากในรูปต่อไปนี้
  • 1 : การกัดกร่อนแบบรูเข็ม (Pitting corrosion)
  • 2 : การกัดกร่อนแล้วแตกจากความล้า (Corrosion fatigue cracking)
  • 3 : การกัดกร่อนแล้วแตกจากไฮโดรเจน (Hydrogen induced cracking)
  • 4 : การกัดกร่อนแล้วแตกจากความเค้น (Stress corrosion cracking)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 205 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุของการกัดกร่อนแบบ Fretting สำหรับการสึกกร่อนของผิวโลหะ
  • 1 : เกิดจากของแข็งมากระทบผิวโลหะที่อยู่ในบรรยากาศชื้นเท่านั้นและมีการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงร่วมอยู่ด้วย
  • 2 : เกิดจากของแข็งมากระทบผิวโลหะที่อยู่ในบรรยากาศแห้งเท่านั้นและมีการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงร่วมอยู่ด้วย
  • 3 : เกิดจากของแข็งมากระทบผิวโลหะที่อยู่ในบรรยากาศชื้นหรือแห้งและมีการเคลื่อนไหวเล็กน้อยร่วมอยู่ด้วย
  • 4 : เกิดจากของแข็งมากระทบผิวโลหะที่อยู่ในบรรยากาศชื้นหรือแห้งและมีการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงร่วมอยู่ด้วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 206 :
  • ข้อใดไม่ใช่การกัดกร่อนที่เกิดจากเซลเคมีไฟฟ้าแบบเซลความเข้มข้น (Concentration cell)
  • 1 : การกัดกร่อนแบบรูเข็ม
  • 2 : การกัดกร่อนแบบใต้รอยซ้อน
  • 3 : การกัดกร่อนแบบกัลวานิก
  • 4 : การกัดกร่อนภายใต้ชั้นเคลือบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 207 :
  • ข้อใดไม่ใช่การกัดกร่อนที่เกิดการแตกจากสิ่งแวดล้อม (Environmentally induced cracking)
  • 1 : การกัดกร่อนแล้วแตกจากความเค้น
  • 2 : การกัดกร่อนแล้วแตกจากความล้า
  • 3 : การกัดกร่อนแล้วแตกจากการยืดตัว
  • 4 : การกัดกร่อนแล้วแตกจากไฮโดรเจน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 208 :
  • ข้อใดไม่ใช่การกัดกร่อนแล้วเสียหายจากไฮโดรเจนและจากการไหล
  • 1 : การกัดกร่อนแบบสึกกร่อนจากการไหล
  • 2 : การกัดกร่อนแบบสึกกร่อนเป็นรูลึก
  • 3 : การกัดกร่อนแบบสึกกร่อนจากการติดกันของผิวของวัสดุ
  • 4 : การกัดกร่อนแบบสึกกร่อนจากการกระทบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 209 :
  • ข้อใดไม่ใช่การป้องกันการกัดกร่อนแบบเกิดทั่วผิวหน้า
  • 1 : การใช้สีกันสนิม
  • 2 : การใช้สารเคมียับยั้งการกัดกร่อน (Inhibitor)
  • 3 : การออกแบบโดยไม่ให้มีโลหะต่างชนิดอยู่ชิดติดกัน
  • 4 : การใช้วิธีป้องกันแบบแคโธด (Cathodic protection)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 210 :
  • ข้อใดไม่ใช่การป้องกันการกัดกร่อนแบบกัลวานิก
  • 1 : การเลือกใช้วัสดุที่มีตำแหน่งในลำดับกัลวานิกใกล้เคียงกัน
  • 2 : การใช้ฉนวนกั้นกลางระหว่างโลหะที่อยู่ชิดติดกันเพื่อไม่ให้เกิดการจับคู่กัลวานิกได้
  • 3 : การออกแบบโดยไม่ให้มีมุมที่แหลมคมหรือส่วนที่ทับซ้อนกันของชิ้นงานโลหะ
  • 4 : การออกแบบโดยไม่ให้มีโลหะต่างชนิดอยู่ชิดติดกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 211 :
  • ข้อใดเป็นผลที่อาจเกิดขึ้นได้จากการมีสภาวะแวดล้อมที่ pH เป็นกลางและไม่มีอิออนคลอไรด์อยู่
  • 1 : เป็นสภาวะที่มีความเสี่ยงที่ฟิล์มจะแตกแล้วเกิดการกัดกร่อนแบบเฉพาะที่ เช่น Pitting และ Crevice corrosion
  • 2 : เป็นสภาวะที่มีความเสี่ยงที่ฟิล์มจะละลายแล้วเกิดการกัดกร่อนแบบทั่วผิวหน้า และทำให้เกิดการกัดกร่อนเฉพาะที่จากเหตุอื่นลุกลาม
  • 3 : เป็นสภาวะที่ดีที่สุดที่โลหะผสมมีความต้านทานการกัดกร่อนสูงสุด เพราะ Passive film คงอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด
  • 4 : เป็นสภาวะที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดที่จะเกิดทั้งการละลายและการแตกของฟิล์ม ทำให้เกิดการกัดกร่อนทั้งทั่วผิวหน้าและเฉพาะที่อย่างรวดเร็ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 212 :
  • ข้อใดเป็นผลที่อาจเกิดขึ้นได้จากการมีสภาวะแวดล้อมที่ pH เป็นกลางและมีอิออนคลอไรด์อยู่
  • 1 : เป็นสภาวะที่ดีที่สุดที่โลหะผสมมีความต้านทานการกัดกร่อนสูงสุด เพราะ Passive film คงอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด
  • 2 : เป็นสภาวะที่มีความเสี่ยงที่ฟิล์มจะละลายแล้วเกิดการกัดกร่อนแบบทั่วผิวหน้า และทำให้เกิดการกัดกร่อนเฉพาะที่จากเหตุอื่นลุกลาม
  • 3 : เป็นสภาวะที่มีความเสี่ยงที่ฟิล์มจะแตกแล้วเกิดการกัดกร่อนแบบเฉพาะที่ เช่น Pitting และ Crevice corrosion
  • 4 : เป็นสภาวะที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดที่จะเกิดทั้งการละลายและการแตกของฟิล์ม ทำให้เกิดการกัดกร่อนทั้งทั่วผิวหน้าและเฉพาะที่อย่างรวดเร็ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 213 :
  • ข้อใดเป็นผลที่อาจเกิดขึ้นได้จากการมีสภาวะแวดล้อมที่ pH เป็นกรด และไม่มีอิออนคลอไรด์อยู่
  • 1 : เป็นสภาวะที่ดีที่สุดที่โลหะผสมมีความต้านทานการกัดกร่อนสูงสุด เพราะ Passive film คงอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด
  • 2 : เป็นสภาวะที่มีความเสี่ยงที่ฟิล์มจะแตกแล้วเกิดการกัดกร่อนแบบเฉพาะที่ เช่น Pitting และ Crevice corrosion
  • 3 : เป็นสภาวะที่มีความเสี่ยงที่ฟิล์มจะละลายแล้วเกิดการกัดกร่อนแบบทั่วผิวหน้า และทำให้เกิดการกัดกร่อนเฉพาะที่จากเหตุอื่นลุกลาม
  • 4 : เป็นสภาวะที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดที่จะเกิดทั้งการละลายและการแตกของฟิล์ม ทำให้เกิดการกัดกร่อนทั้งทั่วผิวหน้าและเฉพาะที่อย่างรวดเร็ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 214 :
  • ข้อใดเป็นผลที่อาจเกิดขึ้นได้จากการมีสภาวะแวดล้อมที่ pH เป็นกรดและมีอิออนคลอไรด์อยู่
  • 1 : เป็นสภาวะที่ดีที่สุดที่โลหะผสมมีความต้านทานการกัดกร่อนสูงสุด เพราะ Passive film คงอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด
  • 2 : เป็นสภาวะที่มีความเสี่ยงที่ฟิล์มจะแตกแล้วเกิดการกัดกร่อนแบบเฉพาะที่ เช่น Pitting และ Crevice corrosion
  • 3 : เป็นสภาวะที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดที่จะเกิดทั้งการละลายและการแตกของฟิล์ม ทำให้เกิดการกัดกร่อนทั้งทั่วผิวหน้าและเฉพาะที่อย่างรวดเร็ว
  • 4 : เป็นสภาวะที่มีความเสี่ยงที่ฟิล์มจะละลายแล้วเกิดการกัดกร่อนแบบทั่วผิวหน้า และทำให้เกิดการกัดกร่อนเฉพาะที่จากเหตุอื่นลุกลาม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 215 :
  • เพราะเหตุใดเหล็กกล้าความแข็งแรงสูง (High strength steel) ถึงมีความต้านทานการกัดกร่อนโดยมีอัตราการกัดกร่อนแบบทั่วผิวหน้าเพียงครึ่งหนึ่งของเหล็กกล้าคาร์บอน
  • 1 : เพราะมีธาตุผสมหลักคือ ทองแดง และนิกเกิล
  • 2 : เพราะมีธาตุผสมหลักคือ ทองแดง และ โครเมียม
  • 3 : เพราะมีธาตุผสมหลักคือ โครเมียม และนิกเกิล และยังมีทองแดงผสมอยู่ด้วย
  • 4 : เพราะมีธาตุผสมหลักคือ โครเมียม และทองแดง และยังมีอะลูมิเนียมผสมอยู่ด้วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 216 :
  • ข้อใดเป็นปริมาณของโครเมียมที่น้อยที่สุดที่ผสมอยู่ในเหล็กกล้าไร้สนิม (Stainless steel) แล้วทำให้มีความต้านทานต่อการกัดกร่อนในสิ่งแวดล้อมโลหะแบบต่างๆได้ดี
  • 1 : 30 %
  • 2 : 20 %
  • 3 : 12 %
  • 4 : 6 %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 217 :
  • เพราะเหตุใดเหล็กกล้าคาร์บอนที่ใช้ทำเครื่องมือบางชนิดมีปริมาณโครเมียมสูงกว่าร้อยละ 12 แต่ก็ยังไม่จัดว่าเป็นเหล็กกล้าไร้สนิม
  • 1 : เนื่องจากมีปริมาณคาร์บอนและธาตุผสมอื่นๆอยู่น้อยมากจนทำให้ Passive film ไม่สามารถเกิดขึ้นได้
  • 2 : เนื่องจากมีปริมาณคาร์บอนอยู่มากแต่มีธาตุผสมอื่นๆอยู่น้อยจนทำให้ Passive film ไม่สามารถเกิดขึ้นได้
  • 3 : เนื่องจากมีปริมาณคาร์บอนและธาตุผสมอื่นๆอยู่มากจนทำให้ Passive film ไม่สามารถเกิดขึ้นได้
  • 4 : เนื่องจากมีปริมาณคาร์บอนน้อยมากแต่มีธาตุผสมอื่นๆอยู่มากจนทำให้ Passive film ไม่สามารถเกิดขึ้นได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 218 :
  • ข้อใดเป็นข้อดีของเหล็กกล้าไร้สนิมกลุ่มเฟอริติก (Ferritic stainless steel)
  • 1 : มีความต้านทานต่อการการกัดกร่อนแบบหลุมที่ดี (Pitting)
  • 2 : มีความต้านทานต่อความคืบที่ดี
  • 3 : มีความต้านทานต่อการกัดกร่อนแบบแตกเนื่องจากความเค้นที่ดี (Stress corrosion cracking)
  • 4 : มีความต้านทานต่อการล้าที่ดี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 219 :
  • ข้อใดเป็นข้อเสียของเหล็กกล้าไร้สนิมกลุ่มมาร์เทนซิติก (Martensitic stainless steel) เมื่อเทียบกับเหล็กกล้าไร้สนิมกลุ่มอื่นๆ
  • 1 : มีความเหนียวด้อยกว่ากลุ่มอื่นๆ
  • 2 : มีความแข็งแรงด้อยกว่ากลุ่มอื่นๆ
  • 3 : มีความต้านทานการกัดกร่อนด้อยกว่ากลุ่มอื่นๆ
  • 4 : มีความแข็งที่ผิวด้อยกว่ากลุ่มอื่นๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 220 :
  • เพราะเหตุใดอะลูมิเนียมจึงมีความต้านทานต่อการกัดกร่อนในบรรยากาศปกติได้ดี
  • 1 : เพราะมีความเหนียวที่ดี
  • 2 : เพราะมีจุดหลอมเหลวไม่สูงมาก
  • 3 : เพราะมีฟิลม์บางของอะลูมินาที่เกิดขึ้นบนผิวของอะลูมิเนียมช่วยปกป้องผิวต่อการกัดกร่อน
  • 4 : เพราะตัวอะลูมิเนียมเองไม่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนได้ง่าย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 221 :
  • ถ้านำก๊อกน้ำทองเหลืองมาต่อกับท่อเหล็กคาดว่าจะเกิดการผุกร่อนที่บริเวณใด เพราะเหตุใด
  • 1 : ก๊อกน้ำทองเหลือง เพราะเกิด Stress Corrosion Cracking
  • 2 : ท่อเหล็ก เพราะเหล็กมีศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานสูงกว่าทองเหลือง
  • 3 : ก๊อกน้ำทองเหลือง เพราะเหล็กมีศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานต่ำกว่าเหล็ก
  • 4 : ท่อเหล็ก เพราะเหล็กมีศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานต่ำกว่าทองเหลือง
  • 5 : ทั้งคู่เพราะมีศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานเท่ากัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 222 :
  • หากรถยนต์เกิดอุบัติจนทำให้ตัวถังรถยนต์บุบ เมื่อนำไปซ่อมมีการขัดสีเดิมออกแล้วพ่นสีใหม่ทับลงไป ภายหลังการใช้งานอีกครึ่งปีต่อมาพบว่าสีรถพุพอง คาดว่าเกิดเนื่องจากสาเหตุใด
  • 1 : สีใหม่ที่ใช้มีการขยายตัวไม่เท่ากับสีดั้งเดิม ทำให้เกิดลักษณะสีโก่งตัว
  • 2 : ในการซ่อม ไม่ได้ทำการเคลือบเหล็กด้วยชั้นป้องกันสนิม จึงทำให้เกิดสนิมภายใต้ชั้นสี
  • 3 : เหล็กกล้าบริเวณนั้นมีความเค้นตกค้างอยู่ทำให้สีเกิดการลอกได้ง่าย
  • 4 : ร้านซ่อมใช้สีคุณภาพต่ำ ไม่ได้มาตรฐาน
  • 5 : สีบริเวณใกล้เคียงกับจุดที่ซ่อมเกิดการหลุดร่อนออกจากเนื้อเหล็ก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 223 :
  • หากนำเหล็กกล้าไปใช้เป็นภาชนะบรรจุแก๊สไฮโดรเจนจะเสี่ยงต่อการผุกร่อนประเภทใด
  • 1 : Pitting Corrosion
  • 2 : Crevice Corrosion
  • 3 : Uniform Corrosion
  • 4 : Galvanic Corrosion
  • 5 : Hydrogen Damage
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 5
ข้อที่ 224 :
  • ข้อใดคือคำอธิบายของการกัดกร่อนแบบชื้น (Wet/aqueous corrosion)
  • 1 : การกัดกร่อนแบบชื้นนั้นเป็นการทำปฏิกิริยาเคมีโดยตรงระหว่างโลหะกับของเหลว
  • 2 : การกัดกร่อนแบบชื้นนั้นเป็นการทำปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมีโดยตรงระหว่างโลหะกับความชื้น
  • 3 : การกัดกร่อนแบบชื้นนั้นเป็นการทำปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมีโดยตรงระหว่างโลหะกับแก๊ส
  • 4 : การกัดกร่อนแบบชื้นจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความชื้นหรือสารละลายเป็นตัวกลางทำให้เกิดปฏิกิริยาไฟฟ้า-เคมี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 225 :
  • ข้อใดไม่ใช่การลดการกัดกร่อนเนื่องจากการกัดเซาะ (Erosion corrosion)
  • 1 : เปลี่ยนแปลงการออกแบบเพื่อลดการไหลแบบปั่นป่วนและการกระแทก
  • 2 : การใช้วัสดุอื่นที่ทนการกัดกร่อนเนื่องจากการกัดเซาะ
  • 3 : การนำอนุภาคและฟองก๊าซออกจากสารละลาย
  • 4 : การเพิ่มจำนวนข้องอในท่อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 226 :
  • ข้อใดไม่ใช่การป้องกันการกัดกร่อนตามขอบเกรนในเหล็กกล้าไร้สนิม
  • 1 : อบชุบเหล็กที่ถูกทำให้ว่องไวต่อการกัดกร่อนแบบนี้ที่อุณหภูมิสูงเพื่อละลายอนุภาคโครเมียมคาร์ไบด์
  • 2 : ใช้เหล็กที่มีปริมาณคาร์บอนต่ำกว่า 0.03% เพื่อลดการเกิดคาร์ไบด์ ซึ่งมีแนวโน้มสร้างสารประกอบคาร์ไบด์ได้ดีกว่าโครเมียม
  • 3 : ใช้อุณหภูมิต่ำในการอบชุบเหล็กเพื่อป้องกันการเกิดอนุภาคโครเมียมคาร์ไบด์
  • 4 : อบชุบเหล็กที่อุณหภูมิระหว่าง 500 ถึง 800 ºC เพื่อกำจัดอนุภาคโครเมียมคาร์ไบด์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 227 :
  • ข้อใดคือลักษณะของการกัดกร่อนเนื่องจากการกัดเซาะ (Erosion corrosion)
  • 1 : ที่ผิวจะเห็นเป็นเศษผงและอาจมีการเปลี่ยนสีที่ผิวเกิดขึ้น
  • 2 : จะเห็นเป็นรูขนาดเล็กจำนวนมาก กระจายกันอยู่บนผิว
  • 3 : จะเกิดเป็นรูขนาดใหญ่ที่กินบริเวณกว้าง
  • 4 : ที่ผิวจะเห็นเป็นคลื่นเป็นร่องเป็นหลุมกลมหรือเป็นแอ่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 228 :
  • เพราะเหตุใดการกัดกร่อนเนื่องจากการกัดเซาะ (Erosion corrosion) จึงมีความรุนแรง
  • 1 : เพราะการที่ของไหลไหลผ่านผิวโลหะด้วยความเร็วสูงจะทำให้เกิดปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมีที่รุนแรง ทำให้เกิดการกัดกร่อนอย่างรุนแรง
  • 2 : เพราะการที่ของไหลไหลผ่านผิวโลหะด้วยความเร็วสูงจะทำให้สิ่งสกปรกที่ติดมาฝังตัวอยู่ในท่อ ทำให้เกิดการกัดกร่อนอย่างรุนแรง
  • 3 : เพราะการที่ของไหลไหลผ่านผิวโลหะด้วยความเร็วสูงจะทำให้เกิดความปั่นป่วนของของไหลในท่อ ทำให้เกิดการกัดกร่อนอย่างรุนแรง
  • 4 : เพราะการที่ของไหลไหลผ่านผิวโลหะด้วยความเร็วสูงจะทำให้ฟิล์มต่าง ๆ บนผิวถูกชะล้างไปด้วยเป็นผลให้การกัดกร่อนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 229 :
  • ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยหลักในการเกิดการเปราะเนื่องจากไฮโดรเจน (Hydrogen embrittlement)
  • 1 : โครงสร้างจุลภาค
  • 2 : บรรยากาศที่มีไฮโดรเจน
  • 3 : ความเค้น
  • 4 : อุณหภูมิ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 503 : Defects due to thermal processes
ข้อที่ 230 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของความเค้นคงเหลือ
  • 1 : ความเค้นที่มีอยู่ในชิ้นงานโดยไม่มีแรงภายนอกมากระทำ
  • 2 : ความเค้นที่มีอยู่ในชิ้นงานโดยมีแรงภายนอกมากระทำสม่ำเสมอ
  • 3 : ความเค้นที่มีอยู่ในชิ้นงานโดยมีแรงภายนอกมากระทำเป็นครั้งคราว
  • 4 : ความเค้นที่มีอยู่ในชิ้นงานโดยมีแรงภายนอกมากระทำเป็นรอบๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 231 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะความเค้นคงเหลือประเภท I
  • 1 : เกิดขึ้นหลังจากการปลดภาระกรรมออกจากชิ้นงานซึ่งภาระกรรมนี้ก่อนหน้านั้นทำให้เกิดการกระจายความเค้นที่สม่ำเสมอขึ้นในชิ้นงานนั้น
  • 2 : เกิดขึ้นหลังจากการปลดภาระกรรมออกจากชิ้นงานซึ่งภาระกรรมนี้ก่อนหน้านั้นทำให้เกิดการกระจายความเค้นไม่สม่ำเสมอขึ้นในชิ้นงานนั้น
  • 3 : เกิดขึ้นโดยไม่มีการปลดภาระกรรมออกจากชิ้นงานซึ่งภาระกรรมนี้ทำให้เกิดการกระจายความเค้นที่สม่ำเสมอขึ้นในชิ้นงานนั้น
  • 4 : เกิดขึ้นโดยไม่มีการปลดภาระกรรมออกจากชิ้นงานซึ่งภาระกรรมนี้ทำให้เกิดการกระจายความเค้นไม่สม่ำเสมอขึ้นในชิ้นงานนั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 232 :
  • ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยในการเกิดความเค้นคงเหลือ
  • 1 : แรงกระทำภายนอก
  • 2 : การกระจายอุณหภูมิ
  • 3 : การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง
  • 4 : ขนาดของชิ้นงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 233 :
  • ข้อใดเป็นวิธีการขจัดความเค้นคงเหลือในชิ้นงาน
  • 1 : การลดอุณหภูมิ
  • 2 : การทำให้เกิดผลึกใหม่
  • 3 : การชุบผิว
  • 4 : การขึ้นรูปเย็น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 234 :
  • ข้อใดเป็นช่วงอุณหภูมิที่นิยมใช้สำหรับการทำให้เกิดผลึกใหม่ในเหล็กที่ผ่านการขึ้นรูปเย็น
  • 1 : 350-400 องศาเซลเซียส
  • 2 : 350-400 องศาเซลเซียส
  • 3 : 350-400 องศาเซลเซียส
  • 4 : 350-400 องศาเซลเซียส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 235 :
  • ข้อใดเป็นผลกระทบที่เกิดจากการเกิดผลึกใหม่ที่มีขนาดใหญ่เกินไปในเหล็ก
  • 1 : เหล็กจะเปลี่ยนสี
  • 2 : เหล็กจะแข็งและเหนียว
  • 3 : เหล็กจะแข็งเปราะ
  • 4 : เหล็กจะเหนียวนุ่ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 236 :
  • ข้อใดเป็นผลจากการบ่มที่เกิดขึ้นกับเหล็กที่มีไนโตรเจนผสมและได้รับการขึ้นรูปเย็นมาก่อน
  • 1 : เหล็กจะแข็งลงและจะเหนียวขึ้น
  • 2 : เหล็กจะแข็งลงแต่จะเปราะลง
  • 3 : เหล็กจะแข็งขึ้นและจะเหนียวขึ้น
  • 4 : เหล็กจะแข็งขึ้นแต่จะเปราะลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 237 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปราะเนื่องจากผลของการบ่มของเหล็ก
  • 1 : เนื่องจากการที่ไนโตรเจนอะตอมช่วยการเลื่อนของระนาบของอะตอมของเหล็ก
  • 2 : เนื่องจากการที่ไนโตรเจนอะตอมไปขัดขวางการเลื่อนของระนาบของอะตอมของเหล็ก
  • 3 : เนื่องจากการที่อะตอมของเหล็กไปช่วยการเลื่อนของระนาบของอะตอมของไนโตรเจน
  • 4 : เนื่องจากการที่อะตอมของเหล็กไปขัดขวางการเลื่อนของระนาบของอะตอมของไนโตรเจน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 238 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะการเกิดความเสียหายแบบการเกิดสนิมจากการเสียดสี
  • 1 : เกิดจากการที่มีความผิดพลาดของรูปร่างเกิดขึ้นเมื่อนำชิ้นงานมาสวมเข้าด้วยกัน เมื่อมีการสั่นสะเทือนเกิดขึ้นจะมีการชนกระแทกกันระหว่างชิ้นงานทั้งสองและจะเกิดสนิม
  • 2 : เกิดจากการที่มีความผิดพลาดของขนาดเกิดขึ้นเมื่อนำชิ้นงานมาสวมเข้าด้วยกัน เมื่อมีการสั่นสะเทือนเกิดขึ้นจะมีการชนกระแทกกันระหว่างชิ้นงานทั้งสองและจะเกิดสนิม
  • 3 : เกิดจากการที่มีความผิดพลาดของรูปร่างเกิดขึ้นเมื่อนำชิ้นงานมาสวมเข้าด้วยกัน เมื่อมีการสั่นสะเทือนเกิดขึ้นจะมีการถูกันระหว่างชิ้นงานทั้งสองและจะเกิดสนิม
  • 4 : เกิดจากการที่มีความผิดพลาดของขนาดเกิดขึ้นเมื่อนำชิ้นงานมาสวมเข้าด้วยกัน เมื่อมีการสั่นสะเทือนเกิดขึ้นจะมีการถูกันระหว่างชิ้นงานทั้งสองและจะเกิดสนิม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 239 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุของการเสียหายเนื่องจากการเกิดรอยร้าวของชิ้นงานจากการเจียระไน
  • 1 : เนื่องจากการให้ชิ้นงานได้รับความร้อนสูงในระยะเวลายาวๆ
  • 2 : เนื่องจากการให้ชิ้นงานได้รับความร้อนสูงในระยะเวลาสั้นๆ และ ยาวๆ สลับกันไป
  • 3 : เนื่องจากการให้ชิ้นงานได้รับความร้อนสูงในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น
  • 4 : เนื่องจากการให้ชิ้นงานได้รับความร้อนสูงในระยะเวลาสั้นๆ หรือใช้สารหล่อเย็นไม่เพียงพอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 240 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุของการเสียหายเนื่องจากการร้าวโดยการชุบแข็ง
  • 1 : เนื่องจากการกระจายอุณหภูมิที่ค่อนข้างสม่ำเสมอในชิ้นงานทำให้เกิดความเค้นเนื่องจากความร้อนขึ้น
  • 2 : เนื่องจากการกระจายอุณหภูมิที่ค่อนข้างสม่ำเสมอในชิ้นงานทำให้เกิดความล้าเนื่องจากความร้อนขึ้น
  • 3 : เนื่องจากการกระจายอุณหภูมิที่ไม่สม่ำเสมอในชิ้นงานทำให้เกิดความเค้นเนื่องจากความร้อนขึ้น
  • 4 : เนื่องจากการกระจายอุณหภูมิที่ไม่สม่ำเสมอในชิ้นงานทำให้เกิดความล้าเนื่องจากความร้อนขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 241 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุของการเสียหายเนื่องจากไม่ได้ความแข็งตามต้องการเมื่อทำการเผาเหล็กที่อุณหภูมิต่ำเกินไป
  • 1 : เนื่องจากโครงสร้างของเหล็กเปลี่ยนเป็นออสเทนไนต์โดยสมบูรณ์ โดยไม่มีส่วนของเฟอร์ไรต์เหลืออยู่
  • 2 : เนื่องจากโครงสร้างของเหล็กเปลี่ยนเป็นออสเทนไนต์โดยสมบูรณ์ ซึ่งจะมีบางจุดที่มีส่วนเหลือของเฟอร์ไรต์อยู่
  • 3 : เนื่องจากโครงสร้างของเหล็กยังไม่เปลี่ยนเป็นออสเทนไนต์โดยสมบูรณ์ โดยไม่มีส่วนของเฟอร์ไรต์เหลืออยู่
  • 4 : เนื่องจากโครงสร้างของเหล็กยังไม่เปลี่ยนเป็นออสเทนไนต์โดยสมบูรณ์ ซึ่งจะมีบางจุดที่มีส่วนเหลือของเฟอร์ไรต์อยู่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 242 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุของการการเสียหายเนื่องจากการเกิดการเปราะเมื่อทำการเผาเหล็กที่อุณหภูมิสูงเกินไปหรือนานเกินไป
  • 1 : เนื่องจากการเกิดโครงสร้างออสเทนไนท์รูปเข็มซึ่งมีเกรนเล็ก เนื่องจากโครงสร้างมาร์เทนไซด์เดิมมีขนาดใหญ่อยู่แล้ว
  • 2 : เนื่องจากการเกิดโครงสร้างออสเทนไนท์รูปเข็มซึ่งมีเกรนใหญ่ เนื่องจากโครงสร้างมาร์เทนไซด์เดิมมีขนาดใหญ่อยู่แล้ว
  • 3 : เนื่องจากการเกิดโครงสร้างมาร์เทนไซด์รูปเข็มซึ่งมีเกรนเล็ก เนื่องจากโครงสร้างออสเทนไนท์เดิมมีขนาดใหญ่อยู่แล้ว
  • 4 : เนื่องจากการเกิดโครงสร้างมาร์เทนไซด์รูปเข็มซึ่งมีเกรนใหญ่ เนื่องจากโครงสร้างออสเทนไนท์เดิมมีขนาดใหญ่อยู่แล้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 243 :
  • ข้อใดไม่ใช่กระบวนการลดความเค้นหลงเหลือหลังจากการเชื่อม
  • 1 : การเคลือบผิวรอยเชื่อม
  • 2 : การเพิ่มภาระกรรมทางกล
  • 3 : การอบอ่อนปกติ
  • 4 : การใช้วิธีอุณหภูมิต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 244 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุของการเกิดรอยร้าวในงานเชื่อม
  • 1 : เนื่องจากความร้อนที่ใช้ในการหลอมละลายโลหะในงานเชื่อมจะก่อให้เกิดความเค้นและการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของโลหะทำให้เกิดการเปลี่ยนรูป เกิดการเปราะหรือเกิดรอยร้าวขึ้น
  • 2 : เนื่องจากความร้อนที่ใช้ในการหลอมละลายโลหะในงานเชื่อมจะก่อให้เกิดความล้าและการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของโลหะทำให้เกิดการเปลี่ยนรูป เกิดการเปราะหรือเกิดรอยร้าวขึ้น
  • 3 : เนื่องจากความร้อนที่ใช้ในการหลอมละลายโลหะในงานเชื่อมจะก่อให้เกิดความเค้นและการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของโลหะทำให้เกิดการเปลี่ยนรูป เกิดการยืดตัวแบบอิลาสติกหรือเกิดรอยร้าวขึ้น
  • 4 : เนื่องจากความร้อนที่ใช้ในการหลอมละลายโลหะในงานเชื่อมจะก่อให้เกิดความล้าและการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของโลหะทำให้เกิดการเปลี่ยนรูป เกิดการยืดตัวแบบอิลาสติกหรือเกิดรอยร้าวขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 245 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะการเกิดความเสียหายแบบรอยร้าวร้อนของเหล็ก
  • 1 : การร้าวร้อนจะเกิดขึ้นที่อุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิแข็งตัวของเหล็ก
  • 2 : การร้าวร้อนจะเกิดขึ้นที่อุณหภูมิแข็งตัวของเหล็กเท่านั้น
  • 3 : การร้าวร้อนจะเกิดขึ้นที่อุณหภูมิระหว่างการเย็นตัวของเหล็กใกล้ๆอุณหภูมิแข็งตัว
  • 4 : การร้าวร้อนจะเกิดขึ้นที่อุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิแข็งตัวของเหล็กมากๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 246 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุของการเกิดความเสียหายแบบรอยร้าวร้อนของเหล็ก
  • 1 : เนื่องจากการที่ธาตุบางชนิดที่มีจุดหลอมเหลวสูงยังมีสภาพเป็นของเหลวอยู่เมื่อเหล็กแข็งตัวและเคลือบตามขอบผลึก เมื่อเกิดแรงผลักในแนวเชื่อมเนื่องจากความเค้นหลงเหลือ ก็จะเกิดรอยร้าวไปตามผลึก
  • 2 : เนื่องจากการที่ธาตุบางชนิดที่มีจุดหลอมเหลวสูงยังมีสภาพเป็นของเหลวอยู่เมื่อเหล็กแข็งตัวและเคลือบตามขอบผลึก เมื่อเกิดแรงดึงในแนวเชื่อมเนื่องจากความเค้นหลงเหลือ ก็จะเกิดรอยร้าวไปตามผลึก
  • 3 : เนื่องจากการที่ธาตุบางชนิดที่มีจุดหลอมเหลวต่ำยังมีสภาพเป็นของเหลวอยู่เมื่อเหล็กแข็งตัวและเคลือบตามขอบผลึก เมื่อเกิดแรงผลักในแนวเชื่อมเนื่องจากความเค้นหลงเหลือ ก็จะเกิดรอยร้าวไปตามผลึก
  • 4 : เนื่องจากการที่ธาตุบางชนิดที่มีจุดหลอมเหลวต่ำยังมีสภาพเป็นของเหลวอยู่เมื่อเหล็กแข็งตัวและเคลือบตามขอบผลึก เมื่อเกิดแรงดึงในแนวเชื่อมเนื่องจากความเค้นหลงเหลือ ก็จะเกิดรอยร้าวไปตามผลึก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 247 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุของการเกิดการร้าวร้อนขณะแข็งตัว
  • 1 : เนื่องจากโครงสร้างของชิ้นงานได้รับอุณหภูมิสูงเกินไปหรือมีเงื่อนไขการหลอมเหลวที่ไม่เหมาะสม
  • 2 : เนื่องจากโครงสร้างของชิ้นงานได้รับอุณหภูมิสูงเกินไปหรือมีเงื่อนไขการเย็นตัวที่ไม่เหมาะสม
  • 3 : เนื่องจากโครงสร้างของชิ้นงานได้รับอุณหภูมิต่ำเกินไปหรือมีเงื่อนไขการหลอมเหลวที่ไม่เหมาะสม
  • 4 : เนื่องจากโครงสร้างของชิ้นงานได้รับอุณหภูมิต่ำเกินไปหรือมีเงื่อนไขการเย็นตัวที่ไม่เหมาะสม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 248 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุของการเกิดการร้าวร้อนขณะหลอมเหลว
  • 1 : เนื่องจากสารที่มีจุดหลอมเหลวสูงมีการหลอมละลายก่อน
  • 2 : เนื่องจากสารที่มีจุดหลอมเหลวสูงมีการหลอมละลายทีหลัง
  • 3 : เนื่องจากสารที่มีจุดหลอมเหลวต่ำมีการหลอมละลายก่อน
  • 4 : เนื่องจากสารที่มีจุดหลอมเหลวต่ำมีการหลอมละลายทีหลัง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 249 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุหลักของความเสียหายเนื่องจากกรรมวิธีทางความร้อน
  • 1 : การใช้ความร้อนที่อุณหภูมิสูงเกินไป
  • 2 : การใช้ความร้อนที่อุณหภูมิต่ำเกินไป
  • 3 : กรรมวิธีทางความร้อนที่ไม่เหมาะสมจะทำให้โครงสร้างจุลภาคของวัสดุที่ได้ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเสียหายเมื่อนำไปใช้งาน
  • 4 : กรรมวิธีทางความร้อนที่ไม่เหมาะสมจะทำให้ความแข็งแรงของวัสดุเปลี่ยนไป อาจมีความแข็งแรงมากขึ้นหรือลดลงก็ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 250 :
  • ข้อใดเป็นผลของการให้ความร้อนแก่โลหะ
  • 1 : โลหะจะแข็งขึ้นแต่จะเปราะ
  • 2 : ความแข็งแรงของโลหะจะลดลง แต่จะมีความเหนียวเพิ่มขึ้น
  • 3 : ความร้อนจะส่งผลต่อผิวของโลหะและส่งผลไปทั่วเนื้อโลหะทำให้โครงสร้างภายในเปลี่ยนแปลง
  • 4 : ความร้อนจะทำให้โลหะมีโครงสร้างภายในที่ไม่สม่ำเสมอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 251 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุหลักของการเกิดรอยร้าวในโลหะอันเนื่องจากการชุบแข็ง
  • 1 : เนื่องจากการเย็นตัวที่ช้าเกินไปในโลหะเป็นผลให้เกิดการโตขึ้นของเกรน
  • 2 : เนื่องจากการเย็นตัวที่เร็วเกินไปในโลหะเป็นผลให้โครงสร้างจุลภาคเปลี่ยนแปลงไม่หมด
  • 3 : เนื่องจากการเย็นตัวที่ไม่สม่ำเสมอในโลหะเป็นผลให้เกิดความเค้นทางความร้อนขึ้น โดยบริเวณที่เย็นกว่าจะเกิดความเค้นดึง ในขณะที่บริเวณที่ร้อนกว่าจะเกิดความเค้นอัด
  • 4 : เนื่องจากการเย็นตัวที่ไม่สม่ำเสมอในโลหะเป็นผลให้เกิดรูพรุนของอากาศในเนื้อโลหะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 252 :
  • ข้อใดถือเป็นการป้องกันชิ้นงานจากการเกิดความเสียหายเนื่องจากกรรมวิธีทางความร้อน
  • 1 : การใช้ชิ้นงานที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
  • 2 : การลดอุณหภูมิที่ใช้ในการอบชิ้นงานลง
  • 3 : การเจาะรูในชิ้นงานเพื่อกระจายความร้อน
  • 4 : การใช้ชิ้นงานที่มีรูปร่างซับซ้อน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 253 :
  • ข้อใดเป็นขีดจำกัดสูงสุดในกระบวนการชุบแข็ง
  • 1 : การใช้ชิ้นงานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่จะไม่เกิดการแตกร้าว
  • 2 : การใช้สารชุบแข็งที่มีการนำความร้อนที่สูงที่สุด
  • 3 : การใช้อัตราการเย็นตัวที่สูงที่สุดที่จะไม่ทำให้ชิ้นงานเกิดการร้าว
  • 4 : การใช้ชิ้นงานที่มีประสิทธิภาพการนำความร้อนที่สูงที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 254 :
  • ข้อใดเป็นเหตุผลหลักของการทำเทมเปอร์อย่างทันทีของเหล็กที่เพิ่งผ่านการชุบแข็ง
  • 1 : เพื่อกำจัดเฟสคาร์ไบด์ที่มีอยู่ให้หมดไป
  • 2 : เพื่อกำจัดเฟสมาร์เทนไซด์ที่มีอยู่ให้หมดไป
  • 3 : เพื่อกำจัดความเค้นคงเหลือที่อยุ่ในชิ้นงาน
  • 4 : เพื่อทำให้เกิดเกรนใหม่ที่มีขนาดสม่ำเสมอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 255 :
  • ข้อใดเป็นผลจากการที่ไม่ทำเทมเปอร์อย่างทันทีของเหล็กที่เพิ่งผ่านการชุบแข็ง
  • 1 : ความแข็งที่ลดลง
  • 2 : ผิวของเหล็กที่เกิดสนิมอย่างรวดเร็ว
  • 3 : การร้าวของชิ้นงานอาจเกิดขึ้น
  • 4 : ขนาดที่ลดลงของเหล็กเนื่องจากการหดตัว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 256 :
  • ข้อใดเป็นผลของการที่ชิ้นงานเหล็กไม่ผ่านการชุบแข็งที่เพียงพอก่อนทำเทมเปอร์
  • 1 : ความแข็งที่ลดลง
  • 2 : ผิวของเหล็กที่เกิดสนิมอย่างรวดเร็ว
  • 3 : การเกิดการร้าวในชิ้นงานเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง
  • 4 : ขนาดที่ลดลงของเหล็กเนื่องจากการหดตัว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 257 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของรอยแตกอันเนื่องจากการชุบแข็ง
  • 1 : ผิวรอยแตกมีลักษณะขรุขระและไม่มีสี
  • 2 : ผิวรอยแตกมีลักษณะขรุขระและมีสี
  • 3 : ผิวรอยแตกมีลักษณะเรียบและไม่มีสี มีรูปทรงเป็นรูปวงรี
  • 4 : ผิวรอยแตกมีลักษณะเรียบและมีสี มีรูปทรงเป็นรูปวงกลม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 258 :
  • ข้อใดเป็นผลของการใช้อัตราการชุบแข็งที่ต่ำเกินไปต่อโครงสร้างจุลภาคของเหล็ก
  • 1 : โครงสร้างจุลภาคที่ได้จะมีลักษณะผสมของเฟสมาร์เทนไซต์ และเฟร์ไรต์
  • 2 : โครงสร้างจุลภาคที่ได้จะมีลักษณะผสมของเฟสเพอร์ไลต์ และเฟร์ไรต์
  • 3 : โครงสร้างจุลภาคที่ได้จะมีลักษณะผสมของเฟสมาร์เทนไซต์ เพอร์ไลต์ และเฟร์ไรต์
  • 4 : โครงสร้างจุลภาคที่ได้จะมีลักษณะผสมของเฟสมาร์เทนไซต์ และเพอร์ไลต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 259 :
  • ข้อใดสาเหตุของความเปราะเหตุไฮโดรเจน (hydrogen embrittlement) ระหว่างการให้ความร้อนแก่โลหะ
  • 1 : การให้ความร้อนแก่โลหะนานเกินไป
  • 2 : การให้ความร้อนแก่โลหะในอุณหภูมิที่สูงเกินไปแต่ในเวลาที่น้อยเกินไป
  • 3 : การเกิดปฏิกิริยาของโลหะกับบรรยากาศที่ให้ความร้อน รวมถึงการควบคุมอุณหภูมิที่ไม่ดีพอ
  • 4 : การเกิดปฏิกิริยาของโลหะกับอโลหะที่มีไฮโดรเจนประกอบอยู่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 260 :
  • นอกเหนือจากแก๊สไฮโดรเจนที่เป็นสาเหตุของความเสียหายแบบเปราะในเหล็กแล้ว แก๊สใดที่สามารถทำให้เหล็กเปราะได้อีก
  • 1 : อาร์กอน
  • 2 : คาร์บอนไดออกไซด์
  • 3 : ไนโตรเจน
  • 4 : ออกซิเจน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 261 :
  • ข้อใดเป็นผลของการแยกตัวที่แนวเขตขอบเกรน (grain boundary precipitates) ที่มีต่อชิ้นงาน
  • 1 : การกัดกร่อนที่เกิดขึ้นจะเป็นการกัดกร่อนตามแนวเขตเกรนและผ่านเกรน
  • 2 : การกัดกร่อนที่เกิดขึ้นจะเป็นการกัดกร่อนทั่วทั้งผิวเกรน
  • 3 : การกัดกร่อนที่เกิดขึ้นจะเป็นการกัดกร่อนตามแนวเขตเกรน
  • 4 : การกัดกร่อนที่เกิดขึ้นจะเป็นการกัดกร่อนผ่านเกรน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 262 :
  • ข้อใดเป็นการเปรียบเทียบระหว่างผลของความเปราะเหตุไฮโดรเจนที่มีต่อโครงสร้างมาร์เทนไซต์เดี่ยว และโครงสร้างผสมระหว่างเบไนต์และมาร์เทนไซต์
  • 1 : โครงสร้างเบไนต์จะอ่อนแอต่อความเปราะเหตุไฮโดรเจนมากกว่า
  • 2 : โครงสร้างมาร์เทนไซต์จะอ่อนแอต่อความเปราะเหตุไฮโดรเจนมากกว่า
  • 3 : โครงสร้างผสมระหว่างเบไนต์และมาร์เทนไซต์จะอ่อนแอต่อความเปราะเหตุไฮโดรเจนมากกว่า
  • 4 : โครงสร้างผสมระหว่างเฟอร์ไรด์ และเบไนต์ และมาร์เทนไซต์จะอ่อนแอต่อความเปราะเหตุไฮโดรเจนมากกว่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 263 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะการเกิดความเสียหายอันเนื่องจากการลดคาร์บอนที่ผิว (decarburization) สำหรับกรรมวิธีทางความร้อน
  • 1 : การลดลงของความแข็งที่ผิวของชิ้นงาน
  • 2 : การกัดกร่อนที่รวดเร็วของชิ้นงาน
  • 3 : การร้าวเนื่องจากการชุบแข็งและอายุการใช้งานที่ลดลงของชิ้นงานที่เกิดความล้า
  • 4 : อัตราการสึกกร่อนที่สูงบนผิวของชิ้นงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 264 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะทั่วไปของความเปราะเหตุไฮโดรเจนของวัสดุ
  • 1 : มีการลดลงของปริมาณไฮโดรเจนในวัสดุซึ่งเป็นผลให้เกิดการสูญเสียสมบัติทางกล
  • 2 : มีการลดลงของปริมาณไฮโดรเจนบนผิวของวัสดุซึ่งเป็นผลให้เกิดการกัดกร่อนอย่างรวดเร็ว
  • 3 : มีการเพิ่มขึ้นของปริมาณไฮโดรเจนในวัสดุซึ่งเป็นผลให้เกิดการสูญเสียสมบัติทางกล
  • 4 : มีการเพิ่มขึ้นของปริมาณไฮโดรเจนบนผิวของวัสดุซึ่งเป็นผลให้เกิดการกัดกร่อนอย่างรวดเร็ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 265 :
  • ข้อใดเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดความเปราะเหตุไฮโดรเจน
  • 1 : ขนาดของแรงดึงและชนิดของบรรยากาศ
  • 2 : อุณหภูมิและชนิดของบรรยากาศ
  • 3 : อุณหภูมิและอัตราความเครียด
  • 4 : ขนาดของแรงดึงและอัตราความเครียด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 266 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะโครงสร้างอะตอมของวัสดุที่ความเปราะเหตุไฮโดรเจนมักเกิดขึ้น
  • 1 : Cubic
  • 2 : FCC
  • 3 : BCC
  • 4 : HCP
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 267 :
  • ข้อใดเป็นผลที่เกิดจากปฏิกิริยาของไฮโดรเจนกับวัสดุแล้วทำให้เกิดความเสียหายแบบความเปราะเหตุไฮโดรเจน
  • 1 : ไฮโดรเจนแพร่เข้าไปในผิวของวัสดุแล้วสะสมอยู่ที่บริเวณผิวทำให้เกิดการโตขึ้นของรอยแตกที่ผิว
  • 2 : ไฮโดรเจนแพร่เข้าไปในผิวของวัสดุแล้วสะสมอยู่ที่บริเวณตำหนิ เช่น รอยแตกบนผิว แล้วส่งผลให้เกิดการโตขึ้นของรอยแตกนั้น
  • 3 : ไฮโดรเจนแพร่เข้าไปในเนื้อวัสดุแล้วสะสมอยู่ที่บริเวณตำหนิ เช่น รอยแตก แล้วส่งผลให้เกิดการโตขึ้นของรอยแตกนั้น
  • 4 : ไฮโดรเจนแพร่เข้าไปในเนื้อวัสดุแล้วสะสมอยู่ที่บริเวณขอบเกรน แล้วส่งผลให้เกิดการโตขึ้นเกรนทำให้ชิ้นงานเสียหาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 268 :
  • ข้อใดเป็นแหล่งที่มาหลักๆของไฮโดรเจนที่มีอยู่ในเหล็ก
  • 1 : มาจากอากาศปกติที่มีอยู่ในกระบวนการผลิตเหล็ก
  • 2 : มาจากอากาศที่มีความชื้นสูงในกระบวนการผลิตเหล็ก
  • 3 : มาจากไอน้ำที่อุณหภูมิสูงซึ่งทำปฏิกิริยากับเหล็กหลอมเหลว
  • 4 : มาจากน้ำร้อนซึ่งทำปฏิกิริยากับเหล็กหลังจากเหล็กแข็งตัว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 269 :
  • ข้อใดเป็นแหล่งที่มาหลักๆของไฮโดรเจนในกระบวนการเชื่อม
  • 1 : มาจากความชื้นที่มีอยู่ในบรรยากาศ
  • 2 : มาจากความชื้นที่เกิดจากการเคลือบอิเล็กโทรด
  • 3 : มาจากความชื้นที่เกิดจากการเคลือบอิเล็กโทรดและความชื้นที่มีอยู่ในบรรยากาศ
  • 4 : มาจากน้ำที่มีอยู่บนอิเล็กโทรดและความชื้นที่มีอยู่ในบรรยากาศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 270 :
  • ข้อใดเป็นการบอกร่องรอยของความเสียหายที่เกิดจากความเปราะเหตุไฮโดรเจนได้ดีที่สุด
  • 1 : การปรากฏของเศษแผ่นเล็กๆที่สะท้อนแสง (flakes) หรือ การพอง (blisters) บนผิวของชิ้นงาน
  • 2 : การสูญเสียความเหนียวของบริเวณที่เสียหายในชิ้นงาน
  • 3 : การปรากฏของเศษแผ่นเล็กๆที่สะท้อนแสง (flakes) หรือ การพอง (blisters) หรือ การสูญเสียความเหนียวของบริเวณที่เสียหายในชิ้นงาน
  • 4 : การปรากฏของผงละเอียดและผิวที่ขรุขระ หรือ การสูญเสียความเหนียวของบริเวณที่เสียหายในชิ้นงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 271 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุของการพอง (blisters) อันเนื่องมาจากความเปราะเหตุไฮโดรเจน
  • 1 : ไฮโดรเจนที่สะสมจะทำให้เกรนโตขึ้น ทำให้เกิดการพองตัวขึ้นในบริเวณนั้นของชิ้นงาน
  • 2 : ไฮโดรเจนที่สะสมจะทำให้เกิดการตกตะกอนในเกรน ทำให้เกิดการพองตัวขึ้นในบริเวณนั้นของชิ้นงาน
  • 3 : ไฮโดรเจนที่สะสมจะไปเพิ่มความดัน ทำให้เกิดการพองตัวขึ้นในบริเวณนั้นของชิ้นงาน
  • 4 : ไฮโดรเจนที่สะสมจะทำปฏิกิริยากับเนื้อของชิ้นงานทีละน้อย ทำให้เกิดการพองตัวขึ้นในบริเวณนั้นของชิ้นงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 272 :
  • ข้อใดเป็นการทดสอบที่ไม่สามารถบอกผลที่เกิดจากความเปราะเหตุไฮโดรเจน
  • 1 : การทดสอบแรงดึง
  • 2 : การวัดเปอร์เซ็นต์การยืดตัว
  • 3 : การทดสอบการกระแทก
  • 4 : การวัดเปอร์เซ็นต์การลดลงของพื้นที่หน้าตัด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 273 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะผิวรอยแตกจากความเปราะเหตุไฮโดรเจนเมื่ออัตราความเครียดมีค่าต่ำ
  • 1 : รอยแตกที่มีทิศทางไม่แน่นอน
  • 2 : รอยแตกผ่านเกรน
  • 3 : รอยแตกตามแนวเขตเกรน
  • 4 : รอยแตกตามแนวเขตเกรนและผ่านเกรน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 274 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุของความรุนแรงในการกัดกร่อนแบบกัลวานิก
  • 1 : การกัดกร่อนอย่างรวดเร็วถ้าพื้นที่ของแคโทดเท่ากับพื้นที่ของแอโนด
  • 2 : การกัดกร่อนอย่างรวดเร็วถ้าพื้นที่ของแอโนดมากกว่าพื้นที่ของแคโนด
  • 3 : การกัดกร่อนอย่างรวดเร็วถ้าพื้นที่ของแคโทดมากกว่าพื้นที่ของแอโนด
  • 4 : การกัดกร่อนอย่างรวดเร็วถ้าพื้นที่ของทั้งแคโทดและแอโนดมีขนาดเล็ก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 275 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของการกัดกร่อนในที่อับ (crevice corrosion)
  • 1 : การกัดกร่อนเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งผิวโลหะ
  • 2 : การกัดกร่อนเกิดขึ้นเมื่อมีโลหะต่างชนิดสัมผัสกันหรือต่อกันในสารละลายที่นำไฟฟ้าได้
  • 3 : การกัดกร่อนที่เกิดขึ้นในบริเวณของโลหะที่เป็นช่องแคบๆ หรือบริเวณที่ถูกปกปิด
  • 4 : การกัดกร่อนในรูเล็กๆกระจายอยู่ทั่วโลหะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 276 :
  • ข้อใดเป็นตัวอย่างของชิ้นงานที่เกิดการกัดกร่อนในที่อับ
  • 1 : ผิวของแผ่นโลหะที่ใช้ทำถังบรรจุความดัน
  • 2 : ผิวลวดโลหะที่ใช้ในลิฟต์
  • 3 : ตะเข็บรอยต่อของโลหะ
  • 4 : ผิวของลูกสูบในเครื่องยนต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 277 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุของการเกิดการกัดกร่อนในที่อับ
  • 1 : ความชื้นและความสกปรกที่เกิดขึ้นในที่อับทำให้เกิดการกัดกร่อนขึ้น
  • 2 : การสูญหายของธาตุที่เป็นแอโนดในที่อับ
  • 3 : ความแตกต่างของความเข้มข้นระหว่างภายในและภายนอกบริเวณช่องแคบ ทำให้บริเวณภายในกลายเป็นแอโนดและเกิดการกัดกร่อนขึ้น
  • 4 : ความแตกต่างของความเข้มข้นระหว่างภายในและภายนอกบริเวณช่องแคบ ทำให้บริเวณภายในกลายเป็นแคโทดและเกิดการกัดกร่อนขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 278 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของการกัดกร่อนแบบรูเข็ม (pitting corrosion)
  • 1 : การกัดกร่อนเฉพาะที่ซึ่งไม่รุนแรง เกิดเฉพาะที่ผิวบางจุดเท่านั้น
  • 2 : การกัดกร่อนเฉพาะที่ซึ่งไม่รุนแรง ทำให้เกิดรูหรือหลุมขนาดเล็กแต่ลึกในโลหะ
  • 3 : การกัดกร่อนเฉพาะที่ซึ่งรุนแรงมาก ทำให้เกิดรูหรือหลุมขนาดเล็กแต่ลึกในโลหะ
  • 4 : การกัดกร่อนเฉพาะที่ซึ่งรุนแรงมาก ทำให้เกิดรูหรือหลุมขนาดใหญ่และกว้างในโลหะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 279 :
  • เพราะเหตุใดการกัดกร่อนแบบรูเข็มถึงถูกจัดว่าเป็นอันตรายมาก
  • 1 : เนื่องจากการกัดกร่อนมีความลึกมากจนทะลุชิ้นงาน
  • 2 : เนื่องจากมีการกัดกร่อนอย่างรวดเร็วทำให้ยากที่จะป้องกัน
  • 3 : เนื่องจากการหาร่องรอยของการกัดกร่อนแบบรูเข็มนั้นทำได้ยาก เพราะมีขนาดเล็กและอาจปกคลุมด้วยผลผลิตของการกัดกร่อนแบบต่างๆ
  • 4 : เนื่องจากการกัดกร่อนแบบรูเข็มนั้นมักเกิดขึ้นพร้อมๆกันกับการกัดกร่อนแบบอื่นๆ ทำให้ผลของการกัดกร่อนมีความรุนแรงมาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 280 :
  • เพราะเหตุใดการกัดกร่อนแบบรูเข็มจึงจัดเป็นปฏิกิริยาชนิดเร่งตัวเอง (autocatalytic)
  • 1 : เนื่องจากการเกิดปฏิกิริยาอย่างต่อเนื่องจากการลดลงของแอโนด
  • 2 : เนื่องจากการเกิดปฏิกิริยาอย่างต่อเนื่องจากการลดลงของแคโทด
  • 3 : เนื่องจากภายในรูเข็มจะเกิดสภาวะที่เป็นทั้งการเร่งปฏิกิริยาและทำให้บริเวณนั้นเป็นแอโนดมากขึ้น
  • 4 : เนื่องจากภายในรูเข็มจะเกิดสภาวะที่เป็นทั้งการเร่งปฏิกิริยาและทำให้บริเวณนั้นเป็นแคโทดมากขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 281 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุของการกัดกร่อนตามแนวขอบเกรน (intergranular corrosion)
  • 1 : บริเวณขอบเกรนของโลหะมีแนวโน้มที่จะแข็งแรงกว่าในเนื้อเกรน
  • 2 : บริเวณขอบเกรนของโลหะมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนที่ได้ง่ายกว่าในเนื้อเกรน
  • 3 : บริเวณขอบเกรนของโลหะมีแนวโน้มที่จะถูกโจมตีได้ง่ายกว่าในเนื้อเกรน
  • 4 : บริเวณขอบเกรนของโลหะมีแนวโน้มที่จะเกิดการตกตะกอนได้ง่ายกว่าในเนื้อเกรน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 282 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของการสูญเสียส่วนผสมบางชนิด (selective leaching)
  • 1 : การสูญหายของแอโนดในโลหะผสมมากกว่าส่วนอื่น โดยโลหะผสมจะมีรูปร่างเปลี่ยนไปและสมบัติทางกลจะลดลง
  • 2 : การสูญหายของแคโทดในโลหะผสมมากกว่าส่วนอื่น โดยโลหะผสมจะมีรูปร่างเปลี่ยนไปและสมบัติทางกลจะลดลง
  • 3 : การสูญหายของแอโนดในโลหะผสมมากกว่าส่วนอื่น โดยโลหะผสมยังคงรูปร่างตามเดิมแต่สมบัติทางกลจะลดลง
  • 4 : การสูญหายของแคโทดในโลหะผสมมากกว่าส่วนอื่น โดยโลหะผสมยังคงรูปร่างตามเดิมแต่สมบัติทางกลจะลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 283 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของการกัดกร่อนเนื่องจากจุลชีพ (microbiological corrosion)
  • 1 : การกัดกร่อนเนื่องจากจุลชีพกัดกินผิวโลหะทำให้บริเวณดังกล่าวเกิดเป็นแอโนดและมีปฏิกิริยาเซลล์ไฟฟ้าเคมีเกิดขึ้น และเกิดการกัดกร่อน
  • 2 : การกัดกร่อนเนื่องจากจุลชีพกัดกินผิวโลหะทำให้บริเวณดังกล่าวเกิดเป็นแคโทดและมีปฏิกิริยาเซลล์ไฟฟ้าเคมีเกิดขึ้น และเกิดการกัดกร่อน
  • 3 : การกัดกร่อนเนื่องจากจุลชีพสร้างฟิลม์ชีวภาพบนผิวโลหะทำให้บริเวณดังกล่าวขาดออกซิเจนและเกิดเป็นเซลล์ไฟฟ้าเคมีขึ้น โดยบริเวณที่อยู่ใต้ฟิลม์ชีวภาพจะเป็นแอโนดและเกิดการกัดกร่อน
  • 4 : การกัดกร่อนเนื่องจากจุลชีพสร้างฟิลม์ชีวภาพบนผิวโลหะทำให้บริเวณดังกล่าวขาดออกซิเจนและเกิดเป็นเซลล์ไฟฟ้าเคมีขึ้น โดยบริเวณที่อยู่ใต้ฟิลม์ชีวภาพจะเป็นแคโทดและเกิดการกัดกร่อน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 284 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุของการเกิดรอยบกพร่องแบบมีสารมลทินเจือปน (inclusion) ที่เกิดขึ้นในแผ่นเหล็กกล้าชนิดแผ่นหนา
  • 1 : เนื่องจากการแยกตัวของเฟสทุติยภูมิออกจากเฟสปฐมภูมิ
  • 2 : เนื่องจากฟองก๊าซที่เกิดแทรกอยู่ก่อนการรีด
  • 3 : เนื่องจากสิ่งเจือปนที่เกิดขึ้นจากสารไล่ออกซิเจนชนิดอโลหะ เช่น อะลูมินา
  • 4 : เนื่องจากบริเวณโดยรอบของสารมลทินอโลหะเกิดมีก๊าซไฮโดรเจนแทรกรวมตัวอยู่ เกิดรอยแตกเล็กๆจากแรงดันย่อยของก๊าซ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 285 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุของการเกิดรอยบกพร่องแบบการเกิดเป็นแถบเล็กน้อย (minor lamination) ที่เกิดขึ้นในแผ่นเหล็กกล้าชนิดแผ่นหนา
  • 1 : เนื่องจากการแยกตัวของเฟสทุติยภูมิออกจากเฟสปฐมภูมิ
  • 2 : เนื่องจากบริเวณโดยรอบของสารมลทินอโลหะเกิดมีก๊าซไฮโดรเจนแทรกรวมตัวอยู่ เกิดรอยแตกเล็กๆจากแรงดันย่อยของก๊าซ
  • 3 : เนื่องจากฟองก๊าซที่เกิดแทรกอยู่ก่อนการรีด
  • 4 : เนื่องจากสิ่งเจือปนที่เกิดขึ้นจากสารไล่ออกซิเจนชนิดอโลหะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 286 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุของการเกิดรอยบกพร่องแบบรอยแตกจากก๊าซไฮโดรเจนแทรกตัวอยู่ที่เกิดขึ้นในแผ่นเหล็กกล้าชนิดแผ่นหนา
  • 1 : เนื่องจากฟองก๊าซที่เกิดแทรกอยู่ก่อนการรีด
  • 2 : เนื่องจากสิ่งเจือปนที่เกิดขึ้นจากสารไล่ออกซิเจนชนิดอโลหะ
  • 3 : เนื่องจากบริเวณโดยรอบของสารมลทินอโลหะเกิดมีก๊าซไฮโดรเจนแทรกรวมตัวอยู่ เกิดรอยแตกเล็กๆจากแรงดันย่อยของก๊าซ
  • 4 : เนื่องจากการแยกตัวของเฟสทุติยภูมิออกจากเฟสปฐมภูมิ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 287 :
  • โลหะเมื่อนำไปทำให้ร้อนที่อุณหภูมิสูงเป็นเวลานานๆหรือบ่ม (annealing) จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
  • 1 : ความเหนียวเพิ่มขึ้น แต่ความแข็งแรงลดลงเล็กน้อย
  • 2 : ความเหนียวเพิ่มขึ้น และความเค้นภายในเพิ่มขึ้นด้วย
  • 3 : ความเหนียวลดลง แต่ความแข็งเพิ่มขึ้น
  • 4 : ความแข็งแรงลดลง และความแข็งก็ลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 288 :
  • เมื่อนำโลหะชนิดหนึ่งไปทำให้ร้อนที่อุณหภูมิสูงเป็นเวลานานๆ หรือบ่ม (annealing) ข้อความใดต่อไปนี้กล่าวได้ถูกต้อง
  • 1 : โลหะนั้นจะมีความเหนียวเพิ่มขึ้น แต่ความแข็งแรงจะลดลงเล็กน้อย
  • 2 : โลหะนั้นจะมีความเหนียวเพิ่มขึ้น และความเค้นภายในเพิ่มขึ้น
  • 3 : โลหะนั้นจะมีความเหนียวลดลง แต่ความแข็งเพิ่มขึ้น
  • 4 : โลหะนั้นจะมีความแข็งแรงลดลง และความแข็งก็ลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 289 :
  • ข้อใดเป็นประเภทของรอยบกพร่องของผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าจากการตีขึ้นรูปดังแสดงในรูปต่อไปนี้
  • 1 : รอยหลุดร่อน (Peeled mark)
  • 2 : รอยบกพร่องจากความร้อนสูงเกินไป (Over heating)
  • 3 : การเหลื่อมที่ผิว (Overlap)
  • 4 : รอยย่นที่ผิว (Rippled surface)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 290 :
  • ข้อใดเป็นประเภทของรอยบกพร่องของผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าจากการตีขึ้นรูปดังแสดงในรูปต่อไปนี้
  • 1 : การเหลื่อมที่ผิว (Overlap)
  • 2 : รอยบกพร่องจากความร้อนสูงเกินไป (Over heating)
  • 3 : รอยย่นที่ผิว (Rippled surface)
  • 4 : รอยหลุดร่อน (Peeled mark)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 291 :
  • ข้อใดเป็นประเภทของรอยบกพร่องของผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าจากการตีขึ้นรูปดังแสดงในรูปต่อไปนี้
  • 1 : รอยหลุดร่อน (Peeled mark)
  • 2 : การเหลื่อมที่ผิว (Overlap)
  • 3 : รอยบกพร่องจากความร้อนสูงเกินไป (Over heating)
  • 4 : รอยย่นที่ผิว (Rippled surface)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 292 :
  • ข้อใดเป็นประเภทของรอยบกพร่องที่ปรากฏบนผิวของชิ้นงานหลังจากมีการทดสอบหารอยบกพร่องด้วยสารแทรกซึมดังแสดงในรูปต่อไปนี้
  • 1 : รอยร้าวเกิดจากความเครียด
  • 2 : รอยร้าวจากความร้อน
  • 3 : รอยร้าวจากความเย็น
  • 4 : รอยร้าวจากการเจียระไน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 293 :
  • ข้อใดเป็นประเภทของรอยบกพร่องที่ปรากฏบนผิวของชิ้นงานหลังจากมีการทดสอบหารอยบกพร่องด้วยสารแทรกซึมดังแสดงในรูปต่อไปนี้
  • 1 : รอยร้าวเกิดจากความเครียด
  • 2 : รอยร้าวจากความเย็น
  • 3 : รอยร้าวจากความร้อน
  • 4 : รอยร้าวจากการเจียระไน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 294 :
  • ข้อใดเป็นประเภทของรอยบกพร่องที่ปรากฏบนผิวของชิ้นงานหลังจากมีการทดสอบหารอยบกพร่องด้วยสารแทรกซึมดังแสดงในรูปต่อไปนี้
  • 1 : รอยร้าวจากความเย็น
  • 2 : รอยร้าวจากความร้อน
  • 3 : รอยร้าวจากการเจียระไน
  • 4 : รอยร้าวเกิดจากความเครียด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 295 :
  • ข้อใดเป็นประเภทของรอยบกพร่องที่ปรากฏบนผิวของชิ้นงานหลังจากมีการทดสอบหารอยบกพร่องด้วยสารแทรกซึมดังแสดงในรูปต่อไปนี้
  • 1 : รอยร้าวจากการเจียระไน
  • 2 : แผลรูอากาศใหญ่
  • 3 : รอยร้าวรอยใหญ่
  • 4 : รอยร้าวเกิดจากความเครียด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 296 :
  • ข้อใดเป็นประเภทของรอยบกพร่องที่ปรากฏบนผิวของชิ้นงานหลังจากมีการทดสอบหารอยบกพร่องด้วยสารแทรกซึมดังแสดงในรูปต่อไปนี้
  • 1 : รอยร้าวจากความร้อน
  • 2 : รอยร้าวจากการเจียระไน
  • 3 : รูอากาศขนาดต่างกัน
  • 4 : รอยร้าวเกิดจากความเครียด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 297 :
  • ข้อใดเป็นประเภทของรอยบกพร่องที่ปรากฏบนผิวของชิ้นงานหลังจากมีการทดสอบหารอยบกพร่องด้วยสารแทรกซึมดังแสดงในรูปต่อไปนี้
  • 1 : รอยร้าวจากความร้อน
  • 2 : รอยร้าวจากความเย็น
  • 3 : กลุ่มรูอากาศ
  • 4 : รอยร้าวจากการเจียระไน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 298 :
  • ข้อใดเป็นประเภทของรอยบกพร่องที่ปรากฏบนผิวของชิ้นงานหลังจากมีการทดสอบหารอยบกพร่องด้วยสารแทรกซึมดังแสดงในรูปต่อไปนี้
  • 1 : รอยร้าวจากความร้อน
  • 2 : รอยร้าวจากความเย็น
  • 3 : ฟองเกร็น
  • 4 : รอยร้าวจากการเจียระไน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 299 :
  • ข้อใดเป็นประเภทของรอยบกพร่องที่ปรากฏบนผิวของชิ้นงานหลังจากมีการทดสอบหารอยบกพร่องด้วยสารแทรกซึมดังแสดงในรูปต่อไปนี้
  • 1 : รอยร้าวเกิดจากความเครียด
  • 2 : ฟองเกร็น
  • 3 : แผลรูอากาศใหญ่
  • 4 : รอยร้าวจากการเจียระไน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 300 :
  • ข้อใดเป็นประเภทของรอยบกพร่องที่ปรากฏบนผิวของชิ้นงานหลังจากมีการทดสอบหารอยบกพร่องด้วยสารแทรกซึมดังแสดงในรูปต่อไปนี้
  • 1 : รอยร้าวจากการเจียระไน
  • 2 : รอยร้าวจากความร้อน
  • 3 : รอยร้าวเกิดจากความเครียด
  • 4 : รอยร้าวจากความเย็น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 301 :
  • ข้อใดคือลักษณะที่เด่นชัดของรอยแตกที่อุณหภูมิสูง
  • 1 : รอยแตกที่ปรากฏ Beach marks บนผิวรอยแตก
  • 2 : ผิวรอยแตกที่สะอาด ไม่มีเศษ หรือคราบเปื้อนบนผิว
  • 3 : ผิวรอยแตกเกิดหลุมตื้น (Dimple)
  • 4 : ส่วนใหญ่เป็นการแตกหักตามขอบเกรน เนื่องจากขอบเกรนเป็นจุดที่อ่อนแอที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 302 :
  • ข้อใดคือลักษณะของผิวรอยแตกที่อุณหภูมิสูง
  • 1 : ผิวรอยแตกแบบตามขอบเกรน
  • 2 : ผิวรอยแตกเกิดหลุมตื้น (Dimple)
  • 3 : ผิวรอยแตกที่สะอาด ไม่มีเศษ หรือคราบเปื้อนบนผิว
  • 4 : ผิวรอยแตกเกิดออกไซด์หนาปกคลุมผิว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 303 :
  • ข้อใดไม่ใช่สิ่งที่บ่งบอกถึงการแตกหักที่อุณหภูมิสูง
  • 1 : การแตกหักผ่านเกรน
  • 2 : การเกิดโครงสร้างแบบเดนไดรต์บนผิวรอยแตก
  • 3 : การเกิดเฟสของเหลวที่ขอบเกรน
  • 4 : การเกิด Beach marks ที่ผิวรอยแตก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 304 :
  • ข้อใดไม่ใช่สิ่งที่บอกถึงการเกิดเฟสของเหลวในรอยแตก
  • 1 : บริเวณปลายหรือขอบของรอยแตกมีผิวเรียบโค้งมน
  • 2 : เกิดการยืดตัวของผิวรอยแตกในปริมาณมาก
  • 3 : การเกิดคอคอดในผิวรอยแตก
  • 4 : การเกิด Beach marks ที่ผิวรอยแตก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 504 : Failure analysis tools
ข้อที่ 305 :
  • ข้อใดคือความหมายของการวิเคราะห์ความเสียหายในงานโลหะวิทยาที่ดีที่สุด
  • 1 : การวินิจฉัยความเสียหายเพื่อให้ทราบถึงสาเหตุขั้นต้นของความเสียหาย
  • 2 : การวินิจฉัยความเสียหายเพื่อให้ทราบถึงสาเหตุขั้นต้นของความเสียหาย และเพื่อเป็นแนวทางป้องกันความเสียหายชนิดนั้นอันจะเกิดได้ในอนาคต
  • 3 : การวินิจฉัยและการจำแนกประเภทความเสียหายเพื่อให้ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงของความเสียหาย
  • 4 : การวินิจฉัยและการจำแนกประเภทความเสียหายเพื่อให้ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงของความเสียหายและเพื่อเป็นแนวทางป้องกันความเสียหายชนิดนั้นอันจะเกิดได้ในอนาคต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 306 :
  • ข้อใดคือคำจำกัดความของความเสียหายที่ดีที่สุด
  • 1 : ความเสียหายเกิดขึ้นเมื่อเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือชิ้นส่วนของเครื่องจักรอุปกรณ์ไม่อยู่ในสภาพที่ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์เท่านั้น
  • 2 : ความเสียหายเกิดขึ้นเมื่อเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือชิ้นส่วนของเครื่องจักรอุปกรณ์ไม่อยู่ในสภาพที่จะทำหน้าที่ได้เลยเท่านั้น
  • 3 : ความเสียหายเกิดขึ้นเมื่อเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือชิ้นส่วนของเครื่องจักรอุปกรณ์ไม่อยู่ในสภาพที่ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ หรือไม่สามารถจะทำหน้าที่ได้
  • 4 : ความเสียหายเกิดขึ้นเมื่อเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือชิ้นส่วนของเครื่องจักรอุปกรณ์อาจอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถจะทำหน้าที่ได้เป็นครั้งคราว แต่ยังทำหน้าที่ได้สมบูรณ์เป็นบางครั้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 307 :
  • ข้อใดคือความหมายของการทดสอบแบบไม่ทำลาย
  • 1 : การทดสอบวัสดุชิ้นงานโดยไม่ทำลายให้เสียหายเลย
  • 2 : การทดสอบวัสดุชิ้นงานโดยอาจทำลายให้เสียหายได้เล็กน้อยไม่เกิน 10%
  • 3 : การทดสอบวัสดุชิ้นงานโดยอาจทำลายให้เสียหายได้เล็กน้อยไม่เกิน 20%
  • 4 : การทดสอบวัสดุชิ้นงานโดยอาจทำลายให้เสียหายได้เล็กน้อยไม่เกิน 25%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 308 :
  • ข้อใดไม่ใช่การตรวจสอบแบบไม่ทำลาย
  • 1 : การตรวจสอบความทนทานต่อแรงดึง
  • 2 : การตรวจสอบความแข็ง
  • 3 : การตรวจสอบความทนทานต่อการล้า
  • 4 : การตรวจสอบด้วยรังสี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 309 :
  • ข้อใดไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการทดสอบแบบไม่ทำลาย
  • 1 : เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นของผลิตภัณฑ์
  • 2 : เพื่อลดต้นทุนการผลิต
  • 3 : เพื่อปรับปรุงเทคนิคการผลิต
  • 4 : เพื่อตรวจสอบหาส่วนประกอบทางเคมีของผลิตภัณฑ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 310 :
  • ข้อใดไม่ใช่วิธีการทดสอบโดยไม่ทำลายเพื่อตรวจหารอบบกพร่องบริเวณผิว
  • 1 : การตรวจสอบโดยการตรวจพินิจ
  • 2 : การทดสอบโดยใช้อัลตราโซนิก
  • 3 : การทดสอบโดยผงแม่เหล็ก
  • 4 : การทดสอบโดยกระแสไหลวน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 311 :
  • ข้อใดไม่ใช่ข้อดีของการทดสอบแบบไม่ทำลายโดยใช้ภาพถ่ายรังสี
  • 1 : จำเป็นต้องใช้ฟิล์มเอ็กซ์เรย์เพื่อมารับภาพ
  • 2 : สามารถตรวจหารอยบกพร่องบนผิวได้
  • 3 : ไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดผิวมากนัก
  • 4 : สามารถเก็บบันทึกการทดสอบได้อย่างถาวร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 312 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะความแตกต่างระหว่างรังสีเอ็กซ์และรังสีแกมมา
  • 1 : รังสีเอ็กซ์เกิดจากการสูญเสียโปรตรอน ส่วนรังสีแกมมาเกิดเกิดจากการเปลี่ยนระดับพลังงานของอิเล็กตรอนในวงโคจร
  • 2 : รังสีเอ็กซ์เกิดจากการเปลี่ยนระดับพลังงานของอิเล็กตรอนในวงโคจร ส่วนรังสีแกมมาเกิดจากการสูญเสียโปรตรอน
  • 3 : รังสีเอ็กซ์เกิดจากการเปลี่ยนระดับพลังงานของอิเล็กตรอนในวงโคจร ส่วนรังสีแกมมาเกิดภายในนิวเครียสของอะตอม
  • 4 : รังสีเอ็กซ์เกิดจากภายในนิวเครียสของอะตอม ส่วนรังสีแกมมาเกิดจากการเปลี่ยนระดับพลังงานของอิเล็กตรอนในวงโคจร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 313 :
  • ข้อใดไม่ใช่ข้อดีของการทดสอบแบบไม่ทำลายโดยใช้คลื่นอัลตราโซนิก
  • 1 : สามารถตรวจสอบชิ้นงานที่มีความหนามากๆได้
  • 2 : ต้องใช้สารช่วยการสัมผัสในกรณีที่ผิวทดสอบมีความหยาบมาก
  • 3 : ไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดผิวมากนัก
  • 4 : สามารถวัดความหนาของชิ้นงานได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 314 :
  • ข้อใดคือความถี่ในช่วงคลื่นอัลตราโซนิก
  • 1 : น้อยกว่า 20 Hz
  • 2 : ระหว่าง 20 - 10,000 Hz
  • 3 : ระหว่าง 10,000 - 20,000 Hz
  • 4 : มากกว่า 20,000 Hz
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 315 :
  • ข้อใดไม่ใช่ลักษณะการเลือกชนิดของความถี่ของคลื่นที่ใช้ในการตรวจสอบโดยใช้คลื่นอัลตราโซนิก
  • 1 : ถ้าคลื่นที่มีการอ่อนกำลังลงอย่างมากให้เลือกใช้ค่าความถี่ต่ำ
  • 2 : ใช้คลื่นความถี่ต่ำถ้าต้องการตรวจสอบจุดบกพร่องซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นเรียบ
  • 3 : คลื่นที่มีความถี่ต่ำเหมาะสำหรับตรวจหาจุดบกพร่องที่มีขนาดเล็ก
  • 4 : คลื่นที่มีความถี่สูงจะช่วยให้สามารถกำหนดขนาดของรอยบกพร่องได้อย่างเที่ยงตรง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 316 :
  • ข้อใดเป็นข้อจำกัดของการทดสอบแบบไม่ทำลายโดยใช้ผงแม่เหล็ก
  • 1 : ไม่สามารถตรวจสอบวัสดุที่ไม่เกิดอำนาจแม่เหล็ก
  • 2 : ไม่ต้องทำความสะอาดผิวทดสอบมากนัก
  • 3 : สามารถทดสอบบนผิวของชิ้นงานที่มีรูปร่างซับซ้อนได้
  • 4 : ค่าใช้จ่ายถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 317 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องสำหรับการหารอยบกพร่องโดยใช้ผงแม่เหล็ก
  • 1 : สามารถรู้ถึงตำแหน่งของรอยบกพร่อง
  • 2 : สามารถรู้ถึงรูปร่างของรอยบกพร่อง
  • 3 : สามารถรู้ถึงความลึกของรอยบกพร่อง
  • 4 : สามารถรู้ถึงขนาดของรอยบกพร่อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 318 :
  • ข้อใดไม่ใช่วิธีสร้างสนามแม่เหล็กบนชิ้นงานทดสอบ
  • 1 : วิธีใช้แผ่นเหล็กต่อเชื่อมกัน
  • 2 : วิธีใช้ขั้วไฟฟ้า
  • 3 : วิธีใช้ขั้วแม่เหล็ก
  • 4 : วิธีปล่อยกระแสไฟฟ้าไหลผ่านขดลวด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 319 :
  • ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของสารละลายแทรกซึม
  • 1 : รักษาสภาพของสีที่กลมกลืนกับสีของพื้นหลังได้ดี
  • 2 : สามารถแทรกซึมเข้าไปได้แม้ในรอยบกพร่องที่มีความกว้างหรือรูขนาดเล็ก
  • 3 : สามารถแทรกตัวอยู่ในรอยร้าวได้ดี โดยจะไม่ถูกขจัดไปพร้อมกับสารละลายแทรกซึมส่วนเกิน
  • 4 : สามารถล้างสารละลายแทรกซึมส่วนเกินที่กระจายอยู่ทั่วผิวของชิ้นงานออกได้ง่าย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 320 :
  • ข้อใดไม่ใช่ลักษณะพิเศษของการตรวจสอบแบบไม่ทำลายโดยใช้ความเหนี่ยวนำทางแม่เหล็กไฟฟ้า
  • 1 : สามารถตรวจวัดแม้ในที่อุณหภูมิสูง ชิ้นงานเส้นเล็กๆ หรือภายในรู
  • 2 : ไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดผิวมากนัก
  • 3 : ค่าที่วัดได้สามารถรับเป็นสัญญาณไฟฟ้าได้ ทำให้สามารถนำมาใช้ในการประมาณขนาดรอยบกพร่อง
  • 4 : การตรวจหารอยร้าว ตลอดจนตรวจเนื้อวัสดุ สามารถให้ข้อมูลจำนวนมากในเวลาเดียวกันได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 321 :
  • ข้อใดเป็นหลักการของการตรวจหารอยบกพร่องโดยใช้กระแสไหลวน
  • 1 : รอยบกพร่องจะเป็นตัวกระจายกระแสไหลวน
  • 2 : รอยบกพร่องจะเป็นตัวเพิ่มขนาดของกระแสไหลวน
  • 3 : รอยบกพร่องจะเป็นตัวขัดขวางการไหลของกระแส ทำให้มีผลกระทบต่อการกระจายของกระแสไหลวน ตลอดจนขนาดของกระแสไหลวน
  • 4 : รอยบกพร่องจะเป็นตัวเร่งการไหลของกระแส ทำให้มีผลกระทบต่อการกระจายของกระแสไหลวน ตลอดจนขนาดของกระแสไหลวน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 322 :
  • ข้อใดเป็นการทดสอบสมบัติทางกลระยะสั้นของชิ้นงาน
  • 1 : การทดสอบการคืบตัว
  • 2 : การทดสอบความเสียหายจากการคืบตัว
  • 3 : การทดสอบความต้านทานต่อแรงกระแทก
  • 4 : การทดสอบความล้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 323 :
  • ข้อใดเป็นการทดสอบสมบัติทางกลระยะยาวของชิ้นงาน
  • 1 : การทดสอบความแข็ง
  • 2 : การทดสอบความต้านทานต่อแรงกระแทก
  • 3 : การทดสอบความล้า
  • 4 : การทดสอบความเค้นและความเครียด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 324 :
  • ข้อใดไม่ใช่วิธีที่ใช้ในการทดสอบแรงดึงของชิ้นงานด้วยอัตราคงที่
  • 1 : การทดสอบแรงดึงโดยใช้อัตราการเคลื่อนที่ของครอสเฮดคงที่
  • 2 : การทดสอบแรงดึงโดยใช้อัตราการเปลี่ยนแปลงค่าความเครียดคงที่
  • 3 : การทดสอบแรงดึงโดยใช้อัตราการเปลี่ยนแปลงค่าความแข็งคงที่
  • 4 : การทดสอบแรงดึงโดยใช้อัตราการการเปลี่ยนแปลงค่าความเค้นคงที่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 325 :
  • เพราะเหตุใดจึงนิยมใช้ค่าความเค้นและความเครียดเพื่อหาสมบัติทางกลของวัสดุ
  • 1 : เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับทุกประเทศ
  • 2 : เพื่อความง่ายในการอ่านและเก็บข้อมูล
  • 3 : เพื่อต้องการขจัดปัญหาจากการที่ใช้แรงและระยะการเปลี่ยนแปลงความยาวสุทธิที่เกิดขึ้นในวัสดุที่มีรูปทรงเรขาคณิตและขนาดต่างกันในระหว่างการทดสอบ
  • 4 : เพื่อต้องการขจัดปัญหาจากการขาดมาตรฐานการทดสอบที่แน่นอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 326 :
  • ข้อใดไม่เป็นจริงในการทดสอบแรงดึง
  • 1 : วัสดุต่างประเภทกันที่มีขนาดไม่เท่ากันสามารถเปรียบเทียบกันได้
  • 2 : วัสดุที่แข็งมักจะมีการยืดตัวน้อยกว่าวัสดุที่นิ่มกว่า
  • 3 : วัสดุประเภทเดียวกันที่มีขนาดใหญ่ต้องสามารถรับภาระกรรมได้มากกว่าวัสดุที่มีขนาดเล็ก
  • 4 : วัสดุประเภทเดียวกันที่มีขนาดใหญ่อาจสามารถรับภาระกรรมได้มากกว่าวัสดุที่มีขนาดเล็ก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 327 :
  • ข้อใดไม่เป็นจริงในการทดสอบแรงดึง
  • 1 : วัสดุประเภทเดียวกันที่มีขนาดใหญ่อาจไม่สามารถรับภาระกรรมได้มากกว่าวัสดุที่มีขนาดเล็ก
  • 2 : วัสดุที่แข็งมักจะมีการยืดตัวน้อยกว่าวัสดุที่นิ่มกว่า
  • 3 : วัสดุต่างประเภทกันที่มีขนาดไม่เท่ากันย่อมไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้
  • 4 : วัสดุต่างประเภทกันที่มีขนาดไม่เท่ากันสามารถเปรียบเทียบกันได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 328 :
  • เพราะเหตุใดจึงไม่นิยมใช้การทดสอบแรงดึงกับวัสดุเซรามิก
  • 1 : เนื่องจากจุดหลอมเหลวที่สูงของเซรามิก
  • 2 : เนื่องจากความแข็งแรงที่สูงของเซรามิก
  • 3 : เนื่องจากความยากของการเตรียมชิ้นงานและการจับยึดของเซรามิก
  • 4 : เนื่องจากความแข็งของผิวที่สูงของเซรามิก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 329 :
  • เพราะเหตุใดจึงนิยมทำชิ้นงานทดสอบแรงดึงให้อยู่ในรูปร่างคล้ายที่ยกน้ำหนัก (dumbbell)
  • 1 : เพราะมีความสวยงามมากกว่าแบบอื่น
  • 2 : เพราะจะสามารถยึดจับชิ้นงานได้ง่ายและสะดวก
  • 3 : เพราะจะกำหนดได้ว่าชิ้นงานทดสอบจะเกิดการแตกหักในบริเวณกึ่งกลางชิ้นงานเนื่องจากเป็นบริเวณที่มีค่าความเค้นสูงที่สุด
  • 4 : เพราะจะมีการกระจายแรงที่เท่ากันตลอดชิ้นงานทำให้ค่าที่ได้มีความถูกต้องที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 330 :
  • เพราะเหตุใดชิ้นงานทดสอบแรงอัดจึงต้องมีค่าอัตราส่วนระหว่างความสูงและเส้นผ่านศูนย์กลางที่เหมาะสม
  • 1 : เพราะถ้าชิ้นงานสูงเกินไปในขณะที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กจะเกิดการบิด และถ้าชิ้นงานเตี้ยเกินไปจะส่งผลกระทบในบริเวณผิวสัมผัสซึ่งส่งผลต่อการทดสอบได้
  • 2 : เพราะถ้าชิ้นงานเตี้ยเกินไปในขณะที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่จะเกิดการบิด และถ้าชิ้นงานสูงเกินไปจะส่งผลกระทบในบริเวณผิวสัมผัสซึ่งส่งผลต่อการทดสอบได้
  • 3 : เพราะถ้าชิ้นงานสูงเกินไปในขณะที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กจะเกิดการโก่งเดาะ และถ้าชิ้นงานเตี้ยเกินไปจะส่งผลกระทบในบริเวณผิวสัมผัสซึ่งส่งผลต่อการทดสอบได้
  • 4 : เพราะถ้าชิ้นงานเตี้ยเกินไปในขณะที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่จะเกิดการโก่งเดาะ และถ้าชิ้นงานสูงเกินไปจะส่งผลกระทบในบริเวณผิวสัมผัสซึ่งส่งผลต่อการทดสอบได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 331 :
  • ข้อใดเป็นวิธีการทดสอบเพื่อประมาณค่าความต้านทานแรงดึงของวัสดุที่เปราะมาก
  • 1 : การทดสอบแรงดึง
  • 2 : การทดสอบแรงบิด
  • 3 : การทดสอบแรงดัดงอแบบสามจุดหรือสี่จุด
  • 4 : การทดสอบแรงดึงแบบสามจุดหรือสี่จุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 332 :
  • ข้อใดไม่ใช่ความหมายของความแข็ง (hardness)
  • 1 : ความสามารถของวัสดุในการต้านทานการขีดข่วน
  • 2 : ความสามารถของวัสดุต่อการต้านทานการกดหรือเจาะทะลุโดยวัสดุอื่น
  • 3 : ความสามารถของวัสดุในการต้านทานการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง
  • 4 : ความสามารถของวัสดุในการต้านทานการขัดสี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 333 :
  • ข้อใดเป็นน้ำหนักกดที่ต่ำที่สุดที่ใช้ในการวัดความแข็งในระดับมหภาค
  • 1 : 100 กิโลกรัม
  • 2 : 10 กิโลกรัม
  • 3 : 1 กิโลกรัม
  • 4 : 0.1 กิโลกรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 334 :
  • ข้อใดเป็นน้ำหนักกดที่สูงที่สุดที่ใช้ในการวัดความแข็งในระดับจุลภาค
  • 1 : 100 กิโลกรัม
  • 2 : 10 กิโลกรัม
  • 3 : 1 กิโลกรัม
  • 4 : 0.1 กิโลกรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 335 :
  • ข้อใดเป็นวิธีการทดสอบความแข็งในระดับจุลภาค
  • 1 : การทดสอบแบบบริเนลล์
  • 2 : การทดสอบแบบร็อกเวลล์
  • 3 : การทดสอบแบบนู้พ
  • 4 : การทดสอบแบบนิวตัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 336 :
  • ข้อใดเป็นความหนาของชั้นเคลือบผิวที่มากสุดโดยทั่วไปของวัสดุที่จะทำการทดสอบความแข็งในระดับนาโน
  • 1 : 1 มิลลิเมตร
  • 2 : 100 ไมครอน
  • 3 : 10 ไมครอน
  • 4 : 1 ไมครอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 337 :
  • ข้อใดไม่ใช่เทคนิคที่ใช้ในการวัดความแข็งของวัสดุ
  • 1 : การวัดโดยเทคนิคการกด
  • 2 : การวัดโดยเทคนิคการวัดการกระดอนตัว
  • 3 : การวัดโดยเทคนิคการลื่นไถล
  • 4 : การวัดโดยเทคนิคการขีดหรือขูด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 338 :
  • ข้อใดเป็นชนิดของหัวกดที่ใช้ในการทดสอบแบบร็อกเวลล์
  • 1 : หัวกดรูปทรงพีระมิด
  • 2 : หัวกดลูกบอล และหัวกดรูปทรงพีระมิด
  • 3 : หัวกดทรงกรวยมุม 120 องศา และหัวกดลูกบอล
  • 4 : หัวกดรูปทรงพีระมิด และหัวกดทรงกรวยมุม 120 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 339 :
  • ข้อใดเป็นหลักในการวัดความแข็งในการทดสอบแบบบริเนลล์
  • 1 : วัดความแข็งจากขนาดพื้นที่ผิวของหัวกดที่เครื่องทดสอบ
  • 2 : วัดความแข็งจากขนาดความลึกของหัวกดที่เครื่องทดสอบ
  • 3 : วัดความแข็งจากขนาดพื้นที่ผิวของรอยกดที่หลงเหลืออยู่บนชิ้นงานทดสอบ
  • 4 : วัดความแข็งจากขนาดความลึกของรอยกดที่หลงเหลืออยู่บนชิ้นงานทดสอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 340 :
  • ข้อใดเป็นชนิดของหัวกดที่ใช้ในการทดสอบแบบบริเนลล์
  • 1 : หัวกดรูปทรงกระบอก
  • 2 : หัวกดทรงกรวยมุม 120 องศา
  • 3 : หัวกดลูกบอล
  • 4 : หัวกดรูปทรงพีระมิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 341 :
  • ข้อใดเป็นชนิดของหัวกดที่ใช้ในการทดสอบแบบวิกเกอร์ส
  • 1 : หัวกดรูปทรงกระบอก
  • 2 : หัวกดทรงกรวยมุม 120 องศา
  • 3 : หัวกดรูปทรงพีระมิด
  • 4 : หัวกดลูกบอล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 342 :
  • ข้อใดเป็นข้อดีของการทดสอบความแข็งแบบวิกเกอร์สที่เหนือกว่าการทดสอบความแข็งแบบอื่นๆ
  • 1 : สามารถใช้การทดสอบความแข็งแบบวิกเกอร์สกับวัสดุทุกประเภท
  • 2 : สามารถใช้การทดสอบความแข็งแบบวิกเกอร์สกับวัสดที่แข็งมากได้ดี
  • 3 : สามารถใช้การทดสอบความแข็งแบบวิกเกอร์สในการวัดทุกระดับไม่ว่าจะเป็นระดับมหภาค ระดับจุลภาค หรือ ระดับนาโน
  • 4 : การทดสอบความแข็งแบบวิกเกอร์สมีราคาถูกที่สุดเมื่อเทียบกับแบบอื่นๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 343 :
  • ข้อใดเป็นหลักในการวัดความแข็งในการทดสอบแบบวิกเกอร์ส
  • 1 : วัดความแข็งจากขนาดความลึกของรอยกด
  • 2 : วัดความแข็งจากความยาวสี่ด้านของรอยกดซึ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยม
  • 3 : วัดความแข็งจากขนาดเส้นทแยงมุมของรอยกดซึ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยม
  • 4 : วัดความแข็งจากขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของรอยกดซึ่งเป็นรูปวงกลม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 344 :
  • ข้อใดเป็นความหมายของสัญลักษณ์ในการทดสอบความแข็งนี้: 20 HB/12.5
  • 1 : ค่าความแข็งเท่ากับ 20 จากการใช้การทดสอบแบบร็อกเวลล์ด้วยลูกบอลขนาด 12.5 มิลลิเมตร
  • 2 : ค่าความแข็งเท่ากับ 20 จากการใช้การทดสอบแบบร็อกเวลล์ด้วยหัวกดรูปทรงพีระมิดขนาด 12.5 มิลลิเมตร
  • 3 : ค่าความแข็งเท่ากับ 20 จากการใช้การทดสอบแบบบริเนลล์ด้วยลูกบอลขนาด 12.5 มิลลิเมตร
  • 4 : ค่าความแข็งเท่ากับ 20 จากการใช้การทดสอบแบบบริเนลล์ด้วยหัวกดรูปทรงพีระมิดขนาด 12.5 มิลลิเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 345 :
  • ข้อใดเป็นความหมายของสัญลักษณ์ในการทดสอบความแข็งนี้: 50 HRC
  • 1 : ค่าความแข็งเท่ากับ 50 จากการใช้การทดสอบแบบบริเนลล์สเกล C
  • 2 : ค่าความแข็งเท่ากับ 50 จากการใช้การทดสอบแบบบริเนลล์สเกล RC
  • 3 : ค่าความแข็งเท่ากับ 50 จากการใช้การทดสอบแบบร็อกเวลล์สเกล C
  • 4 : ค่าความแข็งเท่ากับ 50 จากการใช้การทดสอบแบบร็อกเวลล์สเกล RC
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 346 :
  • ข้อใดเป็นความหมายของสัญลักษณ์ในการทดสอบความแข็งนี้: 270 HV 0.3/15
  • 1 : ค่าความแข็งเท่ากับ 270 จากการใช้การทดสอบแบบนู้พด้วยแรงกด 300 กรัม เป็นเวลา 15 วินาที
  • 2 : ค่าความแข็งเท่ากับ 270 จากการใช้การทดสอบแบบนู้พด้วยแรงกด 300 กิโลกรัม เป็นเวลา 15 วินาที
  • 3 : ค่าความแข็งเท่ากับ 270 จากการใช้การทดสอบแบบวิกเกอร์สด้วยแรงกด 300 กรัม เป็นเวลา 15 วินาที
  • 4 : ค่าความแข็งเท่ากับ 270 จากการใช้การทดสอบแบบวิกเกอร์สด้วยแรงกด 300 กิโลกรัม เป็นเวลา 15 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 347 :
  • ข้อใดเป็นความหมายของสัญลักษณ์ในการทดสอบความแข็งนี้: 400 HK 0.2/15
  • 1 : ค่าความแข็งเท่ากับ 400 จากการใช้การทดสอบแบบวิกเกอร์สด้วยแรงกด 200 กรัม เป็นเวลา 15 วินาที
  • 2 : ค่าความแข็งเท่ากับ 400 จากการใช้การทดสอบแบบวิกเกอร์สด้วยแรงกด 200 กิโลกรัม เป็นเวลา 15 วินาที
  • 3 : ค่าความแข็งเท่ากับ 400 จากการใช้การทดสอบแบบนู้พด้วยแรงกด 200 กรัม เป็นเวลา 15 วินาที
  • 4 : ค่าความแข็งเท่ากับ 400 จากการใช้การทดสอบแบบนู้พด้วยแรงกด 200 กิโลกรัม เป็นเวลา 15 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 348 :
  • ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยหลักในการเลือกใช้เทคนิคต่างๆในการทดสอบความแข็ง
  • 1 : ระดับความแข็งของวัสดุ
  • 2 : ระดับความเรียบของผิววัสดุ
  • 3 : ระดับราคา
  • 4 : ความรวดเร็วและระดับของความแม่นยำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 349 :
  • ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อการทดสอบความแข็ง
  • 1 : ความหนาของชิ้นงานทดสอบ
  • 2 : อุณหภูมิและความชื้นในการทดสอบ
  • 3 : สีของผิวชิ้นงานทดสอบ
  • 4 : สภาพพื้นผิว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 350 :
  • ข้อใดเป็นความหมายที่ดีที่สุดของการทดสอบความต้านทานต่อแรงกระแทก (impact test)
  • 1 : การทดสอบวัสดุภายใต้ความเค้นหรือแรงที่ส่งผ่านมายังชิ้นงานทดสอบอย่างต่อเนื่อง
  • 2 : การทดสอบวัสดุภายใต้ความเค้นหรือแรงที่ส่งผ่านมายังชิ้นงานทดสอบอย่างเป็นรอบๆซ้ำไปซ้ำมา
  • 3 : การทดสอบวัสดุภายใต้ความเค้นหรือแรงที่ส่งผ่านมายังชิ้นงานทดสอบด้วยอัตราเร็วที่สูงมาก
  • 4 : การทดสอบวัสดุภายใต้ความเค้นหรือแรงที่ส่งผ่านมายังชิ้นงานทดสอบด้วยอัตราเร็วที่ต่ำมาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 351 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของการจัดวางชิ้นงานทดสอบความต้านทานต่อแรงกระแทกแบบไอซอด (Izod)
  • 1 : ชิ้นงานทดสอบจะถูกจับยึดให้อยู่ในแนวนอนในลักษณะของคานยื่น
  • 2 : ชิ้นงานทดสอบจะถูกวางให้อยู่ในแนวนอนโดยไม่มีการจับยึดแต่อย่างใด
  • 3 : ชิ้นงานทดสอบจะถูกจับยึดให้อยู่ในแนวตั้งในลักษณะของคานยื่น
  • 4 : ชิ้นงานทดสอบจะถูกวางให้อยู่ในแนวตั้งโดยไม่มีการจับยึดแต่อย่างใด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 352 :
  • ข้อใดเป็นสมการที่ใช้คำนวณหาความเค้นในการทดสอบแรงดัดงอแบบสามจุดสำหรับชิ้นงานรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยกำหนดให้ F คือ แรงกระทำ, L คือ ระยะห่างระหว่างจุดรองรับที่ปลายทั้งสองด้าน, h คือ ความหนา, B คือ ความกว้าง, Y คือ ระยะการดัดงอของชิ้นงาน และ D คือ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของแท่งทรงกระบอกตัน
  • 1 : ความเค้น = (2FL)/(W hยกกำลังสอง)
  • 2 : ความเค้น = (3FL)/(W hยกกำลังสอง)
  • 3 : ความเค้น = (3FL)/(2W hยกกำลังสอง)
  • 4 : ความเค้น = (2FL)/(3W hยกกำลังสอง)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 353 :
  • ข้อใดเป็นสมการที่ใช้คำนวณหาความเครียดในการทดสอบแรงดัดงอแบบสามจุดสำหรับชิ้นงานรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยกำหนดให้ F คือ แรงกระทำ, L คือ ระยะห่างระหว่างจุดรองรับที่ปลายทั้งสองด้าน, h คือ ความหนา, B คือ ความกว้าง, Y คือ ระยะการดัดงอของชิ้นงาน และ D คือ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของแท่งทรงกระบอกตัน
  • 1 : ความเครียด = (2Yh)/Lยกกำลังสอง
  • 2 : ความเครียด = (4Yh)/Lยกกำลังสอง
  • 3 : ความเครียด = (6Yh)/Lยกกำลังสอง
  • 4 : ความเครียด = (8Yh)/Lยกกำลังสอง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 354 :
  • ข้อใดเป็นสมการที่ใช้คำนวณหาความเครียดในการทดสอบแรงดัดงอแบบสามจุดสำหรับชิ้นงานรูปทรงกระบอก โดยกำหนดให้ F คือ แรงกระทำ, L คือ ระยะห่างระหว่างจุดรองรับที่ปลายทั้งสองด้าน, h คือ ความหนา, B คือ ความกว้าง, Y คือ ระยะการดัดงอของชิ้นงาน และ D คือ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของแท่งทรงกระบอกตัน
  • 1 : ความเครียด = (2YD)/Lยกกำลังสอง
  • 2 : ความเครียด = (4YD)/Lยกกำลังสอง
  • 3 : ความเครียด = (6YD)/Lยกกำลังสอง
  • 4 : ความเครียด = (8YD)/Lยกกำลังสอง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 355 :
  • ข้อใดเป็นสมการที่ใช้คำนวณหาค่ามอดุลัสในการทดสอบแรงดัดงอแบบสามจุดสำหรับชิ้นงานรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยกำหนดให้ F คือ แรงกระทำ, L คือ ระยะห่างระหว่างจุดรองรับที่ปลายทั้งสองด้าน, h คือ ความหนา, B คือ ความกว้าง, Y คือ ระยะการดัดงอของชิ้นงาน และ D คือ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของแท่งทรงกระบอกตัน
  • 1 : E = (F Lยกกำลังสาม)/(BY hยกกำลังสาม)
  • 2 : E = (3F Lยกกำลังสาม)/(BY hยกกำลังสาม)
  • 3 : E = (F Lยกกำลังสาม)/(4BY hยกกำลังสาม)
  • 4 : E = (3F Lยกกำลังสาม)/(4BY hยกกำลังสาม)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 356 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของการจัดวางชิ้นงานทดสอบความต้านทานต่อแรงกระแทกแบบชาร์ปี (Charpy)
  • 1 : ชิ้นงานทดสอบจะถูกวางอยู่บนแท่นรับในแนวนอนโดยจะถูกจับยึดในลักษณะของคานยื่น
  • 2 : ชิ้นงานทดสอบจะถูกวางอยู่บนแท่นรับในแนวตั้งโดยจะถูกจับยึดในลักษณะของคานยื่น
  • 3 : ชิ้นงานทดสอบจะถูกวางอยู่บนแท่นรับในแนวนอนโดยไม่มีการจับยึดแต่อย่างใด
  • 4 : ชิ้นงานทดสอบจะถูกวางอยู่บนแท่นรับในแนวตั้งโดยไม่มีการจับยึดแต่อย่างใด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 357 :
  • ข้อใดเป็นผลที่ได้รับจากการทดสอบความต้านทานต่อแรงกระแทก
  • 1 : ตำแหน่งในการกระแทก
  • 2 : ความเร็วในการกระแทก
  • 3 : พลังงานในการกระแทก
  • 4 : ระยะยืดตัวในการกระแทก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 358 :
  • ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการทดสอบการคืบตัว (creep test)
  • 1 : ระบบให้แรงกระทำ
  • 2 : ระบบการวัดการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง
  • 3 : ระดับของความเครียด
  • 4 : ระดับของความเค้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 359 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของกราฟ S-N ที่ใช้ในการทดสอบความล้า
  • 1 : กราฟที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างระดับความเครียดและจำนวนรอบที่ชิ้นงานเกิดการเสียหาย
  • 2 : กราฟที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างระดับความเครียดและเวลาที่ชิ้นงานเกิดการเสียหาย
  • 3 : กราฟที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างระดับความเค้นและจำนวนรอบที่ชิ้นงานเกิดการเสียหาย
  • 4 : กราฟที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างระดับความเค้นและเวลาที่ชิ้นงานเกิดการเสียหาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 360 :
  • ข้อใดเป็นการแบ่งประเภทของการทดสอบความล้า
  • 1 : การทดสอบแบบจำนวนรอบการทดสอบต่ำอย่างเดียว
  • 2 : การทดสอบแบบจำนวนรอบการทดสอบสูงอย่างเดียว
  • 3 : การทดสอบแบบจำนวนรอบการทดสอบสูง และแบบจำนวนรอบการทดสอบต่ำ
  • 4 : การทดสอบแบบจำนวนรอบการทดสอบสูง แบบจำนวนรอบการทดสอบกลาง และแบบจำนวนรอบการทดสอบต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 361 :
  • ข้อใดเป็นจำนวนรอบทั่วไปของการทดสอบแบบจำนวนรอบการทดสอบต่ำ
  • 1 : จำนวนรอบไม่เกิน 100 รอบ
  • 2 : จำนวนรอบไม่เกิน 1,000 รอบ
  • 3 : จำนวนรอบไม่เกิน 10,000 รอบ
  • 4 : จำนวนรอบไม่เกิน 100,000 รอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 362 :
  • ข้อใดเป็นวิธีที่ใช้ในการทดสอบความล้าแบบจำนวนรอบการทดสอบต่ำ
  • 1 : จะใช้ค่าของภาระในการทดสอบที่ต่ำ โดยส่วนใหญ่มักจะต่ำกว่าค่าที่จุดครากของวัสดุ ทำให้ชิ้นงานทดสอบเกิดการเสียหายอย่างรวดเร็ว
  • 2 : จะใช้ค่าของภาระในการทดสอบที่ต่ำ โดยส่วนใหญ่มักจะต่ำกว่าค่าที่จุดครากของวัสดุ ทำให้ชิ้นงานทดสอบเกิดการเสียหายอย่างช้าๆ
  • 3 : จะใช้ค่าของภาระในการทดสอบที่สูง โดยส่วนใหญ่มักจะสูงกว่าค่าที่จุดครากของวัสดุ ทำให้ชิ้นงานทดสอบเกิดการเสียหายอย่างรวดเร็ว
  • 4 : จะใช้ค่าของภาระในการทดสอบที่สูง โดยส่วนใหญ่มักจะสูงกว่าค่าที่จุดครากของวัสดุ ทำให้ชิ้นงานทดสอบเกิดการเสียหายอย่างช้าๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 363 :
  • การทดสอบความล้าแบบจำนวนรอบการทดสอบต่ำนั้นเหมาะสำหรับการศึกษาพฤติกรรมของชิ้นงานประเภทใด
  • 1 : ชิ้นงานประเภทที่ต้องตกอยู่ภายใต้สภาวะความล้าที่มีการเปลี่ยนแปลงของภาระที่ความถี่สูงและปริมาณสูง
  • 2 : ชิ้นงานประเภทที่ต้องตกอยู่ภายใต้สภาวะความล้าที่มีการเปลี่ยนแปลงของภาระที่ความถี่สูงแต่ปริมาณต่ำ
  • 3 : ชิ้นงานประเภทที่ต้องตกอยู่ภายใต้สภาวะความล้าที่มีการเปลี่ยนแปลงของภาระที่ความถี่ต่ำแต่ปริมาณสูง
  • 4 : ชิ้นงานประเภทที่ต้องตกอยู่ภายใต้สภาวะความล้าที่มีการเปลี่ยนแปลงของภาระที่ความถี่ต่ำและปริมาณต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 364 :
  • ข้อใดไม่อาจจัดเป็นความเสียหายของชิ้นงานพลาสติกอันเนื่องจากความล้า
  • 1 : การเกิดแถบของการเฉือน
  • 2 : การเกิดฝ้าตัว
  • 3 : การเกิดรอยขูดขีดบนผิว
  • 4 : การแตกหัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 365 :
  • ข้อใดไม่ใช่ลักษณะการทดสอบความล้าของพลาสติก
  • 1 : การทดสอบโดยการควบคุมความเค้นในระดับที่กำหนดในลักษณะของแรงดึงหรือแรงอัด
  • 2 : การทดสอบโดยการควบคุมความเครียดในระดับที่กำหนดในลักษณะของแรงดึงหรือแรงอัด
  • 3 : การทดสอบโดยการควบคุมความแข็งบนผิวของชิ้นงานในระดับที่กำหนดในลักษณะของแรงอัด
  • 4 : การทดสอบโดยการให้แรงดัดในทิศทางเดียวเพื่อให้เกิดแรงดึงและแรงอัดสลับไปมาบนชิ้นงานที่มีลักษณะเป็นแผ่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 366 :
  • ข้อใดไม่ใช่พารามิเตอร์ทั่วไปที่ใช้ในการทดสอบความล้า
  • 1 : ความถี่ในการทดสอบ
  • 2 : แอมปลิจูด
  • 3 : ขนาดของชิ้นงาน
  • 4 : ค่าเฉลี่ยของความเค้นหรือความเครียด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 367 :
  • ข้อใดเป็นหลักที่ใช้ในการหาอายุของความล้าของชิ้นงาน (fatigue life)
  • 1 : การที่ระดับค่าความเค้นของกราฟเริ่มลดลงเท่ากับศูนย์ซึ่งเป็นจำนวนรอบที่เกิดการแตกหัก
  • 2 : การที่ระดับค่าความเค้นของกราฟเริ่มตั้งฉากกับแกนนอนซึ่งเป็นจำนวนรอบที่เกิดการแตกหัก
  • 3 : การที่ระดับค่าความเค้นหรือความเครียดที่กราฟเริ่มขนานกับแกนนอนซึ่งเป็นจำนวนรอบที่เกิดการแตกหัก
  • 4 : การที่ระดับค่าความเค้นหรือความเครียดที่กราฟเริ่มตั้งฉากกับแกนนอนซึ่งเป็นจำนวนรอบที่เกิดการแตกหัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 368 :
  • ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการทดสอบความล้าของพลาสติก
  • 1 : ความถี่ในการทดสอบ
  • 2 : ประเภทของคลื่นความถี่
  • 3 : ประเภทของชิ้นงานทดสอบ
  • 4 : ประเภทของการควบคุม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 369 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของมอดุลัสในรูปต่อไปนี้
  • 1 : มอดุลัสแบบซีแคนต์
  • 2 : มอดุลัสแบบคอร์ด
  • 3 : มอดุลัสแบบแทนเจนต์
  • 4 : มอดุลัสแบบจุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 370 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของมอดุลัสในรูปต่อไปนี้
  • 1 : มอดุลัสแบบแทนเจนต์
  • 2 : มอดุลัสแบบคอร์ด
  • 3 : มอดุลัสแบบซีแคนต์
  • 4 : มอดุลัสแบบจุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 371 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของมอดุลัสในรูปต่อไปนี้
  • 1 : มอดุลัสแบบซีแคนต์
  • 2 : มอดุลัสแบบแทนเจนต์
  • 3 : มอดุลัสแบบคอร์ด
  • 4 : มอดุลัสแบบจุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 372 :
  • วัสดุชนิดหนึ่ง เมื่อนำไปทำการทดสอบความต้านทานต่อแรงกระแทกแบบชาร์ปี ข้อใดสรุปผลการทดลองได้ถูกต้อง
  • 1 : วัสดุที่อ่อนและแตกหักง่าย แสดงว่าวัสดุนั้นดูดกลืนพลังงานได้มาก
  • 2 : วัสดุที่เหนียวแตกหักยาก แสดงว่าวัสดุนั้นดูดกลืนพลังงานได้น้อย
  • 3 : วัสดุที่อ่อน แตกหักยาก แสดงว่าวัสดุนั้นดูดกลืนพลังงานได้มาก
  • 4 : วัสดุที่แข็งและแตกหักง่าย แสดงว่าวัสดุนั้นดูดกลืนพลังงานได้มาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 373 :
  • ถ้าต้องการทดสอบความแข็งของวัสดุ จะต้องใช้วิธีใดต่อไปนี้ในการทดสอบ
  • 1 : Impact testing
  • 2 : Rockwell test
  • 3 : Tensile test
  • 4 : Fracture toughness test
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 374 :
  • ชิ้นงานโลหะแท่งหนึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 20 มิลลิเมตร เมื่อนำไปถ่วงด้วยน้ำหนัก 1,300 กิโลกรัม ความเค้นทางวิศวกรรมที่เกิดกับโลหะนี้เท่ากับเท่าใด
  • 1 : 4.06 MPa
  • 2 : 40.6 MPa
  • 3 : 406 MPa
  • 4 : ไม่มีคำตอบถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 375 :
  • แผ่นทองเหลืองซึ่งมีพื้นที่หน้าตัด 0.320 นิ้ว x 0.120 นิ้ว เมื่อวัดความยาวเกจ 2.0 นิ้ว นำไปดึงแล้ววัดความยาวสุดท้ายได้ 2.35 นิ้ว แผ่นทองเหลืองนี้มีความเครียดทางวิศวกรรมเท่ากับเท่าใด
  • 1 : 0.175
  • 2 : 0.185
  • 3 : 0.195
  • 4 : ไม่มีคำตอบถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 376 :
  • วัสดุชนิดหนึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์ความทนทานต่อการแตกหัก (KIC) เท่ากับ 24.2 MPa m นำไปใช้ออกแบบให้รับความเค้น 500 MPa รอยแตกภายในที่ใหญ่ที่สุดที่เกิดได้โดยไม่แตกหักจะเป็นเท่าใด กำหนดให้ y = 1
  • 1 : 0.596 mm
  • 2 : 0.754 mm
  • 3 : 1.49 mm
  • 4 : 2.98 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 377 :
  • ข้อใดเป็นคุณสมบัติเชิงกลของเซรามิกวิศวกรรม (engineering ceramics) ที่ดี
  • 1 : มีความต้านทานแรงดึงสูง
  • 2 : มีความหนาแน่นสูง
  • 3 : มีความแข็งสูง
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 378 :
  • ในการทดสอบแรงดึงของชิ้นงานโลหะชนิดหนึ่ง โดยมีความยาวเกจ 50 มิลลิเมตร เมื่อดึงจนขาด วัดความยาวเกจใหม่ได้ 55.02 มิลลิเมตร ชิ้นงานโลหะนี้จะมีค่าเปอร์เซ็นต์การยืดตัวเท่ากับเท่าใด
  • 1 : 5.02 %
  • 2 : 10.04 %
  • 3 : 55.02 %
  • 4 : 67.05 %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 379 :
  • ชิ้นงานโลหะแท่งหนึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.40 นิ้ว ถูกดึงด้วยแรง 1,500 ปอนด์ ความเค้นที่เกิดขึ้นจะมีค่าเท่ากับเท่าใด
  • 1 : 11,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
  • 2 : 11,500 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
  • 3 : 11,900 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
  • 4 : 13,400 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 380 :
  • วิธีการทดสอบในข้อใดเป็นการทดสอบความแข็งแรงของโลหะ
  • 1 : Hardness test
  • 2 : Tensile test
  • 3 : Impact test
  • 4 : Fracture toughness test
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 381 :
  • โลหะผสมชนิดหนึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์ความทนทานต่อการแตกหัก (KIC) = 29.0 MPa m เมื่อนำไปใช้รับความเค้นแตกหัก 570 MPa จะทำให้เกิดรอยร้าวกี่มิลลิเมตร กำหนดให้ y = 1
  • 1 : 2.9 มิลลิเมตร
  • 2 : 5.7 มิลลิเมตร
  • 3 : 8.2 มิลลิเมตร
  • 4 : 11.3 มิลลิเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 382 :
  • Larson-Miller parameter ใช้ประโยชน์ในการหาอะไรของโลหะ
  • 1 : ใช้หาอุณหภูมิที่จะทำให้เกิดการคืบ
  • 2 : ใช้หาเวลาที่จะทำให้เกิด stress rupture ที่อุณหภูมิต่างๆ
  • 3 : ใช้หาความเค้นที่จะทำให้เกิดการแตกหัก
  • 4 : ใช้หาความเครียดที่จะทำให้เกิดการแตกหัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 383 :
  • ถ้าต้องการออกแบบถังความดันขนาดใหญ่เพื่อใช้บรรจุสารเคมีที่เป็นของเหลวที่อุณหภูมิประมาณ 150 องศาเซลเซียส วัสดุชนิดใดต่อไปนี้จะเหมาะสมที่สุด
  • 1 : เหล็กกล้าไร้สนิม
  • 2 : ไฟเบอร์กลาส
  • 3 : พลาสติกแบบเทอร์โมเซต
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 384 :
  • สมบัติข้อใดที่แสดงว่าวัสดุนั้นมีความแข็งแรง
  • 1 : Tensile strength สูง
  • 2 : Yield strength ต่ำ
  • 3 : % elongation สูง
  • 4 : Fracture toughness สูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 385 :
  • วัสดุที่มีค่าโมดุลัสของความยืดหยุ่นต่ำแสดงว่าเกิดอะไร
  • 1 : วัสดุนั้นแข็งตึง (stiffness) และไม่เปลี่ยนรูปง่าย
  • 2 : วัสดุนั้นอ่อนและงอง่าย
  • 3 : วัสดุนั้นมีจุดหลอมเหลวสูง
  • 4 : ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 386 :
  • เส้นลวดมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.40 นิ้ว เมื่อใช้แรง 15,000 ปอนด์ จะมีค่าความเค้นทางวิศวกรรมเท่ากับเท่าใด
  • 1 : 0.119 ksi
  • 2 : 11.9 ksi
  • 3 : 1.19 ksi
  • 4 : 119 ksi
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 387 :
  • แท่งโลหะผสมมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.505 นิ้ว ถูกดึงด้วยแรง 25,000 ปอนด์ จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กลงเหลือ 0.490 นิ้ว แสดงว่ามีความเครียดทางวิศวกรรมเกิดขึ้นเท่าใด
  • 1 : 0.042
  • 2 : 0.052
  • 3 : 0.062
  • 4 : 0.072
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 388 :
  • การทดสอบคุณสมบัติของวัสดุข้อใดที่ต้องทำตัวอย่างให้มีความยาวเกจ 2.0000.005 นิ้ว ในการทดสอบ
  • 1 : Tensile strength
  • 2 : % elongation
  • 3 : Engineering strain
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 389 :
  • การทดสอบแบบไอซอดใช้ทดสอบคุณสมบัติอะไรของวัสดุ
  • 1 : ความแกร่ง (toughness)
  • 2 : ความแข็ง (hardness)
  • 3 : ความต้านทานแรงดึงสูงสุด (ultimate tensile strength)
  • 4 : ความล้า (fatigue)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 390 :
  • โลหะที่มีสมบัติแข็งแรงมากๆ ทนทาน และทนต่ออุณหภูมิสูงๆได้ เหมาะที่จะใช้ในการออกแบบเครื่องยนต์ชนิดพิเศษ คือข้อใด
  • 1 : โลหะที่มีค่าสัมประสิทธิ์ความทนทานต่อการแตกหัก (KIC) สูง
  • 2 : โลหะที่มีค่าความแข็งแรงจุดครากสูง
  • 3 : โลหะที่มีจุดหลอมเหลวสูง
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 391 :
  • ถ้าต้องการจะทดสอบหาความแข็งของวัสดุ ควรจะใช้วิธีใด
  • 1 : Impact testing
  • 2 : Rockwell testing
  • 3 : Tensile testing
  • 4 : Stress rupture testing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 392 :
  • การทดสอบแบบชาร์ปีเป็นการทดสอบอะไร
  • 1 : Tensile strength
  • 2 : Hardness
  • 3 : Impact strength
  • 4 : Fracture toughness
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 393 :
  • วัสดุที่มีค่าโมดุลัสของยังสูงๆแสดงว่าวัสดุนั้นเป็นอย่างไร
  • 1 : มีค่าเปอร์เซ็นต์การยืดตัวสูง ดึงแล้วจะยืดได้ดี
  • 2 : มีความแข็งตึง (stiffness) ไม่งอง่าย
  • 3 : มีความสามารถดูดกลืนพลังงานได้สูง
  • 4 : ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 394 :
  • ในการหาความแข็งของวัสดุโดยใช้เครื่องทดสอบความแข็ง ค่าที่วัดได้บอกให้ทราบถึงอะไร
  • 1 : มีความสามารถในการดูดกลืนพลังงานได้ดีหรือไม่
  • 2 : ความยากง่ายของการเปลี่ยนรูปอย่างถาวรที่จะเกิดขึ้น
  • 3 : ความแข็งแรงของวัสดุนั้น
  • 4 : ความแกร่งของวัสดุนั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 395 :
  • ถ้าต้องการทดสอบความแข็งของวัสดุ จะต้องใช้วิธีใด
  • 1 : Impact testing
  • 2 : Tensile test
  • 3 : Stress rupture test
  • 4 : Rockwell test
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 396 :
  • โลหะผสมชนิดหนึ่ง เมื่อนำไปทำการทดสอบแรงดึง ปรากฏว่ามีความยาวเกจ 50 มิลลิเมตร และถูกดึงด้วยแรง 200 กิโลนิวตัน จะวัดความยาวเกจได้ 55.02 มิลลิเมตร โลหะผสมนี้มีค่าเปอร์เซ็นต์การยืดตัวเท่ากับเท่าใด
  • 1 : 9.12 %
  • 2 : 10.04 %
  • 3 : 91.2 %
  • 4 : 100.4 %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 397 :
  • จากตารางต่อไปนี้ วัสดุข้อใดที่มีลักษณะอ่อนที่สุด
  • 1 : A
  • 2 : B
  • 3 : C
  • 4 : D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 398 :
  • จากตารางต่อไปนี้ วัสดุข้อใดที่มีความแข็งมากที่สุด
  • 1 : A
  • 2 : B
  • 3 : C
  • 4 : D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 399 :
  • จากตารางต่อไปนี้ วัสดุข้อใดที่มีความเหนียว ไม่แตกหักง่าย
  • 1 : A
  • 2 : B
  • 3 : C
  • 4 : D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 400 :
  • วัสดุชนิดหนึ่งยาว 20 เซนติเมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.25 เซนติเมตร เมื่อนำไปทดสอบโดยใช้แรงดึงขนาด 5,000 นิวตัน ปรากฏว่าเส้นผ่านศูนย์กลางลดลงเหลือ 0.210 เซนติเมตร คำตอบข้อใดต่อไปนี้ผิด
  • 1 : ความเค้นทางวิศวกรรม = 1,019 MPa
  • 2 : ความเครียดทางวิศวกรรม = 0.417
  • 3 : ความเค้นจริง = 1,004 MPa
  • 4 : ความเครียดจริง = 0.349
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
สภาวิศวกร