สภาวิศวกร

สาขา : เหมืองแร่

วิชา : Mechanical Behaviour of Materials

เนื้อหาวิชา : 495 : Elastic behavior
ข้อที่ 1 :
  • ชิ้นงานทดสอบแรงดึงมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 มิลลิเมตรและ gage length ยาว 50 มิลลิเมตร สามารถรับแรงได้สูงสุดที่ 90 kN และเกิดการแตกหักที่ 70 kN มีเส้นผ่านศูนย์กลางของรอยแตก 10 มิลลิเมตร จงคำนวณหา Engineering fracture strain
  • 1 : 0.14
  • 2 : 0.24
  • 3 : 0.34
  • 4 : 0.44
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 2 :
  • เมื่อเพลารับแรงบิดเพียงแรงเดียวจะเกิดความเค้นแบบใด
  • 1 : ความเค้นดึง (Tensile stress) เพียงอย่างเดียว
  • 2 : ความเค้นกด (Compressive stress) เพียงอย่างเดียว
  • 3 : ความเค้นเฉือนบริสุทธิ์ (Pure shear stress) เพียงอย่างเดียว
  • 4 : ความเค้นฉาก (Normal stress) และความเค้นเฉือนบริสุทธิ์ (Pure shear stress)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 3 :
  • โลหะทรงกลมลูกหนึ่งจมอยู่ใต้ทะเลลึก จะเกิดความเค้นแบบใดกับโลหะทรงกลมนี้
  • 1 : ความเค้นดึง (Tensile stress)
  • 2 : ความเค้นเฉือนบริสุทธิ์ (Pure shear stress)
  • 3 : ความเค้นอุทกสถิตย์ (Hydrostatic stress)
  • 4 : ความเค้นดึงและความเค้นเฉือน (Tensile and shear stresses)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 4 :
  • ข้อใดเป็นสภาวะของความเค้นสองมิติ (Two Dimensional State of Stress)
  • 1 : ลวดสลิงรับแรงดึง
  • 2 : เสาอาคารรับแรงกด
  • 3 : เพลารับแรงบิด
  • 4 : นักประดาน้ำถูกกดดันด้วยความดันน้ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 5 :
  • ข้อใดสื่อความหมายถึงความเค้นหลัก (Principal stress)
  • 1 : ค่าความเค้นฉากสูงสุด
  • 2 : ค่าความเค้นฉากต่ำสุด
  • 3 : ค่าความเค้นฉากปานกลาง
  • 4 : ค่าความเค้นฉากที่กระทำบนระนาบซึ่งปราศจากความเค้นเฉือน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 6 :
  • ช่วงที่ความเค้นและความเครียดมีความสัมพันธ์เชิงเส้นเป็นการเปลี่ยนรูปแบบใด
  • 1 : อิลาสโตพลาสติก (Elastoplastic)
  • 2 : พลาสติก (Plastic)
  • 3 : อิลาสติก (Elastic)
  • 4 : แอนอิลาสติก (Anelastic)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 7 :
  • จากภาพข้างล่างข้อใดถูกต้อง เมื่อระบบอยู่ในสมดุล
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 8 :
  • ข้อใดถูกต้อง
  • 1 : ความเค้น คือ แรงภายนอกที่กระทำกับวัสดุ
  • 2 : ความเค้น คือ แรงต้านทานในวัสดุต่อพื้นที่ที่ต้านทานแรงภายนอกกระทำ
  • 3 : ความเค้นไม่มีหน่วย
  • 4 : ความเค้นจะแปรผันตรงกับความเครียดในเหล็กกล้าเสมอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 9 :
  • ข้อใดผิดเกี่ยวกับกฎข้อฮุก
  • 1 : วัสดุทุกประเภทมีพฤติกรรมเป็นไปตามกฎของฮุกเมื่อเกิดการยืดตัวแบบยืดหยุ่น
  • 2 : เป็นพฤติกรรมที่พบในวัสดุบ้างชนิดที่ยืดตัวในช่วงการยืดแบบยืดหยุ่น
  • 3 : เป็นกฎที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความเค้นและความเครียด
  • 4 : ค่าคงที่ในกฎของฮุก คือ modulus of elasticity
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 496 : Theory of plasticity
ข้อที่ 10 :
  • ข้อใดเป็นพฤติกรรมของวัสดุที่มีปรากฏการณ์ Bauschinger Effect
  • 1 : วัสดุเกิดคอคอดก่อนการเสียหายจากการรับแรงดึง
  • 2 : เมื่อวัสดุได้รับแรงในทิศทางหนึ่งจนเกิน Yield Stress แล้วปลดแรง เมื่อให้แรงในทิศทางตรงกันข้ามจะพบว่ามี Yield Stress ที่น้อยลง
  • 3 : ภายในวัสดุมีการถ่ายเทมวลสารที่ไม่สมดุลกันระหว่างแต่ละเฟส
  • 4 : การเปลี่ยนพฤติกรรมจากการแตกแบบเหนียวไปเป็นแบบเปราะเมื่อนำโลหะไปใช้งานที่อุณหภูมิต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 11 :
  • สมบัติในข้อใดต่อไปนี้แสดงว่าโลหะเสียรูปด้วยแรงดึงได้ยากหรือง่าย
  • 1 : Yield Strength
  • 2 : Ultimate Tensile Strength
  • 3 : Fatigue Strength
  • 4 : Hardness
  • 5 : Elongation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 12 :
  • สมบัติในข้อใดต่อไปนี้แสดงว่าโลหะเสียรูปด้วยแรงกดได้ยากหรือง่าย
  • 1 : Yield Strength
  • 2 : Ultimate Tensile Strength
  • 3 : Fatigue Strength
  • 4 : Hardness
  • 5 : Elongation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 497 : Dislocation theory
ข้อที่ 13 :
  • การที่โลหะที่มีเกรนละเอียดมีความแข็งแรงกว่าโลหะที่มีเกรนหยาบเป็นผลมาจาก Strengthening Mechanism ในข้อใด?
  • 1 : Strain Hardening
  • 2 : Solid Solution Strengthening
  • 3 : Precipitation Hardening
  • 4 : Grain Boundary Strengthening
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 14 :
  • การใช้เส้นใย Silicon Carbide ผสมลงไปในโลหะผสมอะลูมิเนียมถือว่าเป็น Strengthening mechanism แบบใด?
  • 1 : Fiber Strengthening
  • 2 : Solid Solution Strengthening
  • 3 : Precipitation Hardening
  • 4 : Strain Hardening
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 15 :
  • ภาพข้างบนเป็นผลการทดลองการหาเวลาที่เหมาะสมต่อการทำ Artificial Aging ในโลหะผสม Al-Cu หากทำ Aging ที่อุณหภูมิ 204 องศาเซลเซียส จงเลือกเวลาการทำ Aging ที่เหมาะสมต่อการนำไปใช้งาน
  • 1 : 30 นาที
  • 2 : 60 นาที
  • 3 : 1 วัน
  • 4 : 100 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 16 :
  • ภาพข้างบนเป็นผลการทดลองการหาเวลาที่เหมาะสมต่อการทำ Artificial Aging ในโลหะผสม Al-Cu หากทำ Aging ที่อุณหภูมิ 149 องศาเซลเซียส จงเลือกเวลาการทำ Aging ที่เหมาะสมต่อการนำไปใช้
  • 1 : 30 นาที
  • 2 : 60 นาที
  • 3 : 1 วัน
  • 4 : 100 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 17 :
  • จากแผนภูมิสมดุลระหว่าง Al และ Cu ถ้าต้องการทำ Precipitation Hardening ควรเลือกโลหะผสมที่มีส่วนผสมทางเคมีเท่าใด?
  • 1 : 0.1 wt%Cu - Al
  • 2 : 1 wt%Cu - Al
  • 3 : 4.5 wt%Cu - Al
  • 4 : 30 wt%Cu - Al
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 18 :
  • จากแผนภูมิสมดุลระหว่าง Al และ Cu ถ้าต้องการทำ Precipitation Hardening ควรเลือกอุณหภูมิ Solution Treatment เท่าใด?
  • 1 : 400 องศาเซลเซียส
  • 2 : 500 องศาเซลเซียส
  • 3 : 600 องศาเซลเซียส
  • 4 : 700 องศาเซลเซียส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 19 :
  • ข้อใดไม่จัดเป็นข้อบกพร่องในโครงผลึกโดยทั่วไปในโลหะ
  • 1 : vacancy
  • 2 : grain boundary
  • 3 : stacking fault
  • 4 : dislocation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 20 :
  • สมบัติของโลหะสมบัติใดที่ไม่ขึ้นกับข้อบกพร่องในโครงผลึก
  • 1 : ค่าความเค้นจุดคราก(yield strength)
  • 2 : ค่าการนำไฟฟ้า(electrical conductivity)
  • 3 : ค่าความหนาแน่น(density)
  • 4 : ค่าความแข็งแรงในสภาวะคืบ(creep strength)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 21 :
  • สมบัติของโลหะสมบัติใดที่ขึ้นกับข้อบกพร่องในโครงผลึก
  • 1 : ค่าการนำไฟฟ้า(electrical conductivity)
  • 2 : ค่าความหนาแน่น(Density)
  • 3 : จุดหลอมเหลวของโลหะ(melting point)
  • 4 : ค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวของโลหะ(thermal expansion coefficient)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 22 :
  • ข้อใดผิดเกี่ยวของกับ point defect
  • 1 : vacancy คือข้อบกพร่องในโครงผลึกเนื่องจากการหายไปข้องอะตอมในตำแหน่งที่ควรปรากฎอะตอมนั้น
  • 2 : จำนวนของvacancyขึ้นกับอุณหภูมิ
  • 3 : อะตอมที่เข้าไปแทรกที่อะตอมอื่นในบริเวณที่ไม่ควรมีอะตอมเรียกว่า interstitial atom
  • 4 : stacking fault จัดเป็น point defect
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 498 : Introduction to fracture mechanics
ข้อที่ 23 :
  • ในทฤษฏีการแตกของ Griffith กล่าวว่า Through-thickness crack มีขนาดเท่ากับ
  • 1 : 0.5c
  • 2 : c
  • 3 : 1.414c
  • 4 : 2c
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 24 :
  • ข้อใดเกี่ยวข้อกับการศึกษา Linear Elastic Fracture Mechanics หรือ LEFM มากที่สุด
  • 1 : KIC Fracture toughness
  • 2 : Impact toughness
  • 3 : Ductile-to-Brittle Transition
  • 4 : Ductile failure
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 25 :
  • ข้อใด ไม่ใช่ Fracture mode ในการศึกษา Fracture mechanics
  • 1 : Tension opening
  • 2 : Compressive
  • 3 : In plane shear sliding
  • 4 : Out of plane shear tearing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 26 :
  • ในการศึกษา Fracture mechanics ประเภทของการแตกใดที่มีการศึกษามากที่สุด
  • 1 : Tension opening
  • 2 : Compressive
  • 3 : In plane shear sliding
  • 4 : Out of plane shear tearing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 27 :
  • การศึกษา Fracture toughness นั้นเป็นประโยชน์ในแง่มุมใด
  • 1 : ช่วยในการเลือกใช้และออกแบบวัสดุให้เหมาะสมในการใช้งานที่ต้องการการยืดตัวสูง
  • 2 : ช่วยในการเลือกใช้และออกแบบวัสดุให้เหมาะสมในการใช้งานที่ต้องการความแข็งแรงสูง
  • 3 : ช่วยในการเลือกใช้และออกแบบวัสดุให้เหมาะสมในการใช้งานที่ต้องการการเปลี่ยนรูปสูง
  • 4 : ช่วยในการเลือกใช้และออกแบบวัสดุให้เหมาะสมในการใช้งานที่ต้องการความแข็งสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 28 :
  • ตัวแปรในข้อใดส่งผลกระทบต่อ Fracture toughness ของชิ้นงานหนึ่งๆ น้อยที่สุด
  • 1 : ขนาดและตำแหน่งของรอยแตก
  • 2 : ความหนาของชิ้นงาน
  • 3 : ความยาวของชิ้นงาน
  • 4 : อุณหภูมิ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 29 :
  • เพราะเหตุใด ในวัสดุประเภทเดียวกัน พบว่า ชิ้นงานหนาจะมี Fracture toughness ที่ต่ำกว่าชิ้นงานบาง
  • 1 : การกระจายตัวของ Stress ในแกน x นั้นถูกละไว้เนื่องจากมีผลกระทบน้อยมากในชิ้นงานที่บาง
  • 2 : การกระจายตัวของ Stress ในแกน y นั้นถูกละไว้เนื่องจากมีผลกระทบน้อยมากในชิ้นงานที่บาง
  • 3 : การกระจายตัวของ Stress ในแกน z นั้นถูกละไว้เนื่องจากมีผลกระทบน้อยมากในชิ้นงานที่บาง
  • 4 : การกระจายตัวของ Stress ในแกน y และ z นั้นถูกละไว้เนื่องจากมีผลกระทบน้อยมากในชิ้นงานที่บาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 30 :
  • ทฤษฏีการแตกของ Griffith กล่าวว่า
  • 1 : จะเกิดการเติบโตของรอยแตกในวัสดุ เมื่อ Stress energy ในวัสดุนั้นถูกปลดปล่อยออกมา โดยมีค่าอย่างน้อยเท่ากับพลังงานที่ใช้ในการสร้างผิวใหม่
  • 2 : จะเกิดการเติบโตของรอยแตกในวัสดุ เมื่อ Plasticity ในวัสดุนั้นถูกปลดปล่อยออกมา โดยมีค่าอย่างน้อยเท่ากับพลังงานที่ใช้ในการสร้างผิวใหม่
  • 3 : จะเกิดการเติบโตของรอยแตกในวัสดุ เมื่อ Dislocation ในวัสดุนั้นถูกปลดปล่อยออกมา โดยมีค่าอย่างน้อยเท่ากับพลังงานที่ใช้ในการสร้างผิวใหม่
  • 4 : จะเกิดการเติบโตของรอยแตกในวัสดุ เมื่อ Stored strain energy ในวัสดุนั้นถูกปลดปล่อยออกมา โดยมีค่าอย่างน้อยเท่ากับพลังงานที่ใช้ในการสร้างผิวใหม่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 31 :
  • ทฤษฏีการแตกของ Griffith ไม่ได้กล่าวถึง
  • 1 : ใช้หลักการของ Energy balance
  • 2 : การแตกหักในวัสดุเปราะ
  • 3 : จุดกำเนิดของรอยแตก
  • 4 : การเติบโตของรอยแตก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 32 :
  • ในการทดสอบเพื่อหาค่า Fracture toughness ของวัสดุที่สามารถนำไปใช้งานในการออกแบบอย่างปลอดภัยควรทดสอบในสภาวะที่เป็น
  • 1 : Plane-stress condition
  • 2 : Plane-strain condition
  • 3 : Low-stress condition
  • 4 : Low-strain condition
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 33 :
  • ข้อใดคือความแตกต่างระหว่าง LEFM และ EPFM
  • 1 : Applied stresses
  • 2 : Plastic-zone size
  • 3 : จุดกำเนิดของรอยแตก
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 34 :
  • Fracture toughness คือ
  • 1 : ความสามารถของวัสดุในการต้านทานต่อแรงกระแทก
  • 2 : ความสามารถของวัสดุในการต้านทานต่อการเปลี่ยนรูป
  • 3 : ความสามารถของวัสดุในการต้านทานต่อการเติบโตของรอยแตก
  • 4 : ความสามารถของวัสดุในการต้านทานต่อแรงกระทำและสภาพการกัดกร่อน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 35 :
  • ในการทดสอบ Fracture toughness KIC การเตรียมชิ้นงานทดสอบจะต้องเป็นไปตามข้อกำหนด โดยค่าตัวแปรที่เกี่ยวข้องจะต้องมีค่าที่เกินกว่า 2.5(KIC/yield stress)2 ค่าตัวแปรใดไม่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดนี้
  • 1 : ao – Original crack length
  • 2 : B – Specimen thickness
  • 3 : W- Specimen width
  • 4 : W-ao - Ligament
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 36 :
  • ในการทดสอบค่า Plane-strain fracture toughness KIC โดยเลือกใช้ชิ้นงานที่มีความหนา 15 มิลลิเมตร ความกว้าง 20 มิลลิเมตร และมีความยาวรอยแตกเริ่มต้น 10.5 มิลลิเมตร หลังจากทำการทดสอบ สามารถคำนวณค่า KQ ได้ 45 MPa.m1/2 หากชิ้นงานดังกล่าวมีค่า Yield strength ณ อุณหภูมิทดสอบเดียวกันเท่ากับ 950 MPa จากการพิจารณา KIC Validation ต่อไปนี้ ข้อใดถูก
  • 1 : ชิ้นงานนี้ไม่ผ่าน KIC Validation เนื่องจากค่าความหนาชิ้นงานไม่ผ่านตามข้อกำหนด
  • 2 : ชิ้นงานนี้ไม่ผ่าน KIC Validation เนื่องจากค่าความกว้างชิ้นงานไม่ผ่านตามข้อกำหนด
  • 3 : ชิ้นงานนี้ผ่าน KIC Validation เนื่องจากค่า Yield strength ของชิ้นงานผ่านตามข้อกำหนด
  • 4 : ชิ้นงานนี้ผ่าน KIC Validation เนื่องจากค่าขนาดของชิ้นงานและขนาดรอยแตกผ่านตามข้อกำหนด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 37 :
  • ในการทดสอบค่า Plane-strain fracture toughness KIC โดยเลือกใช้ชิ้นงานที่มีความหนา 5 มิลลิเมตร ความกว้าง 10 มิลลิเมตร และมีความยาวรอยแตกเริ่มต้น 5.2 มิลลิเมตร หลังจากทำการทดสอบ สามารถคำนวณค่า KQ ได้ 40 MPa.m1/2 หากชิ้นงานดังกล่าวมีค่า Yield strength ณ อุณหภูมิทดสอบเดียวกันเท่ากับ 910 MPa จากการพิจารณา KIC Validation ต่อไปนี้ ข้อใดผิด
  • 1 : ชิ้นงานนี้ไม่ผ่าน KIC Validation เนื่องจากค่าความหนาชิ้นงานไม่ผ่านตามข้อกำหนด
  • 2 : ชิ้นงานนี้ไม่ผ่าน KIC Validation เนื่องจากค่าความกว้างชิ้นงานไม่ผ่านตามข้อกำหนด
  • 3 : ชิ้นงานนี้ไม่ผ่าน KIC Validation เนื่องจากค่าความยาวรอยแตกเริ่มต้นของชิ้นงานไม่ผ่านตามข้อกำหนด
  • 4 : ชิ้นงานนี้ไม่ผ่าน KIC Validation เนื่องจากค่าความแตกต่างของความกว้างและความยาวรอยแตกเริ่มต้นของชิ้นงานไม่ผ่านตามข้อกำหนด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 38 :
  • ในการทดสอบ Fracture toughness ที่อุณหภูมิห้อง เมื่อเรากำหนดให้ขนาดของความหนาของชิ้นงานเพิ่มขึ้น เราจะพบว่า
  • 1 : ค่า Fracture toughness เพิ่มขึ้น
  • 2 : Plastic zone size ที่บริเวณใกล้ปลายรอยแตกเพิ่มขึ้น
  • 3 : Local stresses ที่บริเวณใกล้ปลายรอยแตกเพิ่มขึ้น
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 39 :
  • หากทำการทดสอบ Fracture toughness โดยวัสดุชนิดเดียวกัน แต่ชิ้นงานมีความหนาต่างกันคือ 10 มิลลิเมตรและ 30 มิลลิเมตร เราจะพบว่า
  • 1 : ค่า Fracture toughness จะเท่ากันในทั้งสองกรณี
  • 2 : ค่า Fracture toughness ในชิ้นงานหนาจะมากกว่า
  • 3 : ค่า Fracture toughness ในชิ้นงานบางจะมากกว่า
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 40 :
  • เมื่อเราทำการทดสอบ Fracture toughness ของชิ้นงานที่อุณหภูมิต่างๆกัน เราจะพบว่า
  • 1 : ค่า Fracture toughness จะเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น
  • 2 : ค่า Fracture toughness จะลดลงเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น
  • 3 : ค่า Fracture toughness ไม่ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 41 :
  • ในการศึกษา Fracture toughness ในชิ้นงานโลหะ ข้อใดกล่าว ถูก เมื่ออุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น
  • 1 : Plastic zone size เพิ่มขึ้น
  • 2 : Local stresses ที่บริเวณใกล้ปลายของรอยแตกเพิ่มมากขึ้น
  • 3 : ค่า Fracture toughness ลดลง
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 42 :
  • ข้อใดถูกเกี่ยวกับ ค่ารัศมีของ Plastic zone ใกล้บริเวณปลายของรอยแตก
  • 1 : ค่ารัศมีของ Plastic zone ในสภาวะที่เป็น Plane stress มากกว่า Plane strain
  • 2 : ค่ารัศมีของ Plastic zone ในสภาวะที่เป็น Plane stress น้อยกว่า Plane strain
  • 3 : ค่ารัศมีของ Plastic zone ในสภาวะที่เป็น Plane stress เท่ากับ Plane strain
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 43 :
  • ข้อใดเกี่ยวข้องกับการศึกษา Plastic-elastic fracture mechanics น้อยที่สุด
  • 1 : KIC fracture toughness
  • 2 : Crack Tip Opening Displacement
  • 3 : J-integral
  • 4 : ทุกข้อที่กล่าวมา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 44 :
  • โครงสร้างทางโลหวิทยาใดมีผลต่อค่า Fracture toughness ของชิ้นงาน
  • 1 : ขนาดของเกรน
  • 2 : ปริมาณธาตุผสม
  • 3 : ขนาดของข้อตำหนิที่เกิดขึ้นในชิ้นงาน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 45 :
  • โดยทั่วไปแล้วการปรับปรุงวัสดุเพื่อทำให้ Strength เพิ่มขึ้นมักมีผลทำให้ Fracture toughness ของวัสดุมีค่าที่ด้อยลง อยากทราบว่าการปรับปรุงวัสดุในข้อใดมีผลทำให้ทั้งการเปลี่ยนแปลงของทั้ง Strength และ Fracture toughness เป็นไปในทางที่ดีขึ้น
  • 1 : Cold working
  • 2 : การทำ Strain hardening
  • 3 : ลดขนาดของเกรน
  • 4 : เพิ่ม Alloying elements
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 46 :
  • LEFM ถูกนำมาใช้ในการศึกษาความล้าอย่างไร
  • 1 : ศึกษาอัตราการเติบโตของรอยแตกในสภาวะ Combined loading
  • 2 : ศึกษาอัตราการเติบโตของรอยแตกในสภาวะ Cyclic loading
  • 3 : ศึกษาจุดกำเนิดของรอยแตกในสภาวะ Combined loading
  • 4 : ศึกษาจุดกำเนิดของรอยแตกในสภาวะ Cyclic loading
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 47 :
  • วัสดุประเภทใดมี Fracture toughness ที่น้อยที่สุด
  • 1 : Steels
  • 2 : Aluminium alloys
  • 3 : Titanium alloys
  • 4 : Concrete
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 48 :
  • ทำอย่างไรจึงจะสามารถเพิ่มสมบัติ Fracture toughness ในวัสดุที่เปราะมากๆ
  • 1 : เสริมแรงด้วยวัสดุเส้นใย
  • 2 : ทำให้โครงสร้างเกิดรูพรุน
  • 3 : เพิ่มความแข็งให้กับวัสดุ
  • 4 : ทำให้เกิด Oxide scale ที่ผิว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 49 :
  • การเสริมแรงด้วยเส้นใยในวัสดุที่เปราะมีผลอย่างไรต่อสมบัติ Fracture toughness ของวัสดุ (สมมติให้การยึดเหนี่ยวระหว่างเส้นใยและวัสดุพื้นสมบูรณ์)
  • 1 : ทำให้ชิ้นงานมี Fracture toughness ที่ลดลง
  • 2 : ทำให้รอยแตกของวัสดุเรียบขึ้น
  • 3 : วัสดุเส้นใยทำให้เกิดการชะลอการเติบโตของรอยแตก
  • 4 : วัสดุเส้นใยทำให้อัตราการการเติบโตของรอยแตกเพิ่มขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 50 :
  • Fracture mechanics มีประโยชน์ในการศึกษา วิจัยและพัฒนาการใช้งานทางด้านใด
  • 1 : Electronics applications
  • 2 : Medical applications
  • 3 : Aerospace applications
  • 4 : ทุกช้อที่กล่าวมา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 499 : Mechanical failure such as creep and fatigue
ข้อที่ 51 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ผิด
  • 1 : Fatigue เป็นปรากฏการณ์ที่โลหะเสียหายที่ความเค้นต่ำกว่า Ultimate Tensile Strength โดยได้รับความเค้นเป็นวัฏจักรเป็นระยะเวลานาน
  • 2 : Creep เป็นปรากฏการณ์ที่โลหะเสียหายที่ความเค้นต่ำกว่า Ultimate Tensile Strength โดยได้รับความเค้นที่อุณหภูมิสูงเป็นระยะเวลานาน
  • 3 : การชุบแข็งผิวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่ม Creep Resistance
  • 4 : โลหะนอกกลุ่มเหล็กส่วนใหญ่ (ยกเว้นไททาเนียม) ไม่มี Endurance Limit
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 52 :
  • ข้อใดผิด
  • 1 : โลหะนอกกลุ่มเหล็กส่วนใหญ่จะไม่ปรากฏ Endurance limit
  • 2 : Shot peening เป็นวิธีการปรับปรุง Fatigue Strength โดยอาศัย Residual Stress
  • 3 : Surface rolling เป็นวิธีการปรับปรุง Fatigue Strength ที่เหมาะสำหรับชิ้นงานที่มีรูปร่างซับซ้อน
  • 4 : รอยแตกเนื่องจากความล้ามักจะมีจุดเริ่มต้นจากบริเวณผิวชิ้นงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 53 :
  • ชิ้นส่วนในข้อใดต่อไปนี้มีความเสี่ยงต่อการเสียหายจาก Creep มากที่สุด
  • 1 : ใบกังหันเครื่องยนต์ Gas Turbine
  • 2 : เพลาข้อเหวี่ยง
  • 3 : เสื้อสูบ
  • 4 : ใบพัดเฮลิคอปเตอร์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 54 :
  • ข้อใดผิด
  • 1 : วัสดุที่มีจุดหลอมตัวสูงมักจะมี Creep resistance สูง
  • 2 : วัสดุที่มี Second phase จำพวก Intermetallic compound ที่มีจุดหลอมตัวสูงจะมี Creep resistance สูง
  • 3 : Stress-Rupture test เป็นการทดสอบ Creep resistance ที่ละเอียดใช้เวลายาวนานกว่าการทดสอบ Creep ปกติ
  • 4 : Creep rate หาได้จากความชันที่น้อยที่สุดของ Creep curve
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 55 :
  • ข้อใดไม่ใช่กลไกการเกิด Creep
  • 1 : Dislocation Glide
  • 2 : Dislocation Creep
  • 3 : Grain Boundary Sliding
  • 4 : Transitional Glide
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 56 :
  • ข้อใดเป็นคำอธิบายเกี่ยวกับ Superplasticity ที่ถูกต้อง
  • 1 : เป็นปรากฏการณ์ที่โลหะเกิดความเครียดได้มากโดยไม่ทำให้เกิดการเสียรูปอย่างถาวร
  • 2 : เป็นปรากฏการณ์ที่โลหะเกิดความเครียดอย่างถาวรได้มากก่อนเกิดการขาดหรือเสียหาย
  • 3 : เป็นปรากฏการณ์ที่โลหะสามารถรับแสงสั่นสะเทือนได้มากก่อนพังทลาย
  • 4 : เป็นปรากฏการณ์ที่โลหะสามารถเชื่อมประสานกับวัสดุพอลิเมอร์ประเภทเทอโมพลาสติกได้ดีเป็นพิเศษ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 57 :
  • จากแผนภาพ Stress - Larson-Miller parameter ของ Astroloy ข้างบน จงคำนวณหาความเค้นที่ทำให้ Astroloy เสียหายในเวลา 100,000 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 1143 องศาเคลวิน
  • 1 : 100 MPa
  • 2 : 350 MPa
  • 3 : 500 MPa
  • 4 : 85 MPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 58 :
  • จากแผนภาพ Stress - Larson-Miller parameter ของ Astroloy ข้างบน จงคำนวณหาความเค้นที่ทำให้ Astroloy เสียหายในเวลา 100,000 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 923 องศาเคลวิน
  • 1 : 100 MPa
  • 2 : 350 MPa
  • 3 : 500 MPa
  • 4 : 85 MPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 59 :
  • จากแผนภาพถ้าชิ้นงานเหล็กกล้า Unnotched AISI 4340 ได้รับแรงที่เป็นวัฏจักร (Cyclic Stress) โดยมี Maximum Stress 850 MPa และ Minimum Stress 0 MPa จงทำนายอายุการใช้งานของชิ้นงานดังกล่าว
  • 1 : 100000 รอบ
  • 2 : 1000000 รอบ
  • 3 : 1000000 รอบ
  • 4 : 1000000 รอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 60 :
  • จากแผนภาพถ้าชิ้นงานเหล็กกล้า Notched AISI 4340 ได้รับแรงที่เป็นวัฏจักร (Cyclic Stress) โดยมี Alternating Stress 200 MPa และ Mean Stress 400 MPa จงทำนายอายุการใช้งานของชิ้นงานดังกล่าว
  • 1 : 100000 รอบ
  • 2 : 1000000 รอบ
  • 3 : 10000000 รอบ
  • 4 : 100000000 รอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 61 :
  • ชิ้นส่วนใดต่อไปนี้มีความเสี่ยงต่อการเสียหายจากความล้ามากที่สุด
  • 1 : กรอปหน้าต่าง
  • 2 : ผ้าเบรกรถยนต์
  • 3 : ปีกเครื่องบิน
  • 4 : กลอนประตู
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 62 :
  • ข้อใดผิด
  • 1 : ความเสียหายจากความล้าถือเป็นแบบที่ไม่มีการเตือน เพราะสังเกตรอยแตกขณะใช้งานได้ยาก
  • 2 : ความเรียบของผิวมีผลต่อ Fatigue Strength
  • 3 : รอยแตกเนื่องจากความล้าจะมีลักษณะเหมือนรอยคลื่นบนหาดทรายเรียกว่า “Striation”
  • 4 : การชุบแข็งผิวมักให้ผลเสียต่อ Fatigue Strength
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 63 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้เกิดการแตกแบบ Brittle-Cleavage
  • 1 : Triaxial State of Stress
  • 2 : High Strain Rate
  • 3 : อุณหภูมิต่ำ
  • 4 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 64 :
  • จากภาพชิ้นงานด้านบนเกิดการแตกแบบใดด้วยแรงกระทำแบบใด?
  • 1 : แตกแบบเหนียว - แรงดึง
  • 2 : แตกแบบเปราะ - แรงดึง
  • 3 : แตกแบบเหนียว – แรงบิด
  • 4 : แตกแบบเปราะ – แรงบิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 65 :
  • จากภาพชิ้นงานด้านล่างเกิดการแตกแบบใดด้วยแรงกระทำแบบใด?
  • 1 : แตกแบบเหนียว - แรงดึง
  • 2 : แตกแบบเหนียว – แรงบิด
  • 3 : แตกแบบเปราะ - แรงดึง
  • 4 : แตกแบบเปราะ – แรงบิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 66 :
  • จากภาพชิ้นงานด้านซ้ายเกิดการแตกแบบใดด้วยแรงกระทำแบบใด?
  • 1 : แตกแบบเหนียว - แรงดึง
  • 2 : แตกแบบเปราะ - แรงดึง
  • 3 : แตกแบบเหนียว – แรงบิด
  • 4 : แตกแบบเปราะ – แรงบิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 67 :
  • จากภาพชิ้นงานด้านขวาเกิดการแตกแบบใดด้วยแรงกระทำแบบใด?
  • 1 : แตกแบบเหนียว - แรงดึง
  • 2 : แตกแบบเปราะ - แรงดึง
  • 3 : แตกแบบเหนียว – แรงบิด
  • 4 : แตกแบบเปราะ – แรงบิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 68 :
  • ข้อใดเป็นหนึ่งในกลไกการเกิดความล้าในโลหะทั่วไป
  • 1 : การก่อตัวของรอยแตก(crack initiation)
  • 2 : การขยายตัวของรอยแตก(crack propagation)
  • 3 : การแตกหักเนื่องจากค่าความเค้นเกิดค่า Ultimate tensile strength
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 69 :
  • ข้อใดคือปัจจัยที่สำคัญของการเกิดความล้าในโลหะ
  • 1 : ค่าความเค้นแรงดึงสูงสุดขณะรับภาระกรรมแบบไดนามิกส์ต้องมีค่ามากพอ
  • 2 : การเปลี่ยนแปลงค่าความเค้นต้องมีขนาดที่กว้างพอ
  • 3 : การรับภาระกรรมแบบซ้ำที่จำนวนรอบมากพอ
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 70 :
  • ชิ้นส่วนในข้อใดต่อไปนี้เสี่ยงต่อการเสียหายเนื่องจากความล้า (Fatigue) น้อยที่สุด
  • 1 : จานโซ่รถจักรยานยนต์
  • 2 : ปีกเครื่องบิน
  • 3 : ฟันเฟืองนาฬิกาข้อมือ
  • 4 : เพลารถสิบล้อ
  • 5 : หมุดยึดรางรถไฟ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 71 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่น่าจะช่วยป้องกันการเสียหายจากความล้าได้
  • 1 : ขัดผิวชิ้นส่วนให้เรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • 2 : ชุบแข็งผิวชิ้นส่วน
  • 3 : ออกแบบไม่ให้มีจุดเปลี่ยนแปลงมิติอย่างฉับพลัน
  • 4 : ออกแบบให้ชิ้นส่วนรับแรงไม่ต่ำกว่า Fatigue Limit
  • 5 : ลดสิ่งปนเปื้อนภายในเนื้อโลหะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 500 : Mechanical testing
ข้อที่ 72 :
  • ข้อใดผิด
  • 1 : ความเสียหายจากความล้าถือเป็นแบบที่ไม่มีการเตือน เพราะสังเกตรอยแตกขณะใช้งานได้ยาก
  • 2 : ความเรียบของผิวมีผลต่อ Fatigue Strength
  • 3 : แตกเนื่องจากความล้าจะมีลักษณะเหมือนรอยคลื่นบนหาดทรายเรียกว่า “Striation”
  • 4 : การชุบแข็งผิวด้วยวิธี Nitriding มักให้ผลเสียต่อ Fatigue Strength
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 73 :
  • วัสดุที่เหมาะสมต่อการนำไปใช้งานเป็นแหนบรถยนต์, สปริงควรมีสมบัติเชิงกลในข้อใดสูง
  • 1 : Ultimate Tensile Strength
  • 2 : Hardness
  • 3 : Modulus of Resilience
  • 4 : Fracture Toughness
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 74 :
  • สมบัติเชิงกลในข้อใดต่อไปนี้เป็นดัชนีชี้วัดว่าวัสดุมีความเหนียวมากน้อยแค่ไหน
  • 1 : Ultimate Tensile Strength
  • 2 : Modulus of Elasticity
  • 3 : %Reduction of Area
  • 4 : Yield Strength
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 75 :
  • สมบัติเชิงกลในข้อใดต่อไปนี้เป็นดัชนีชี้วัดว่าวัสดุรับแรงได้เท่าใดจึงจะเกิดการเสียรูปอย่างถาวร
  • 1 : Ultimate Tensile Strength
  • 2 : Modulus of Elasticity
  • 3 : %Reduction of Area
  • 4 : Yield Strength
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 76 :
  • สมบัติเชิงกลในข้อใดต่อไปนี้เป็นดัชนีชี้วัดว่าวัสดุรับแรงกระแทกได้มากน้อยเท่าใด
  • 1 : Ultimate Tensile Strength
  • 2 : Modulus of Elasticity
  • 3 : %Reduction of Area
  • 4 : Toughness
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 77 :
  • ข้อความใดต่อไปนี้ผิด
  • 1 : Modulus of Elasticity หาได้จาก Stress หารด้วย Strain ในช่วง Elastic Deformation
  • 2 : การเสียหายแบบเปราะเป็นการเสียหายแบบมีการเตือน โดยจะวัสดุส่งเสียงดังก่อนที่จะเกิดการเสียหาย
  • 3 : Ultimate Tensile Strength เป็นดัชนีบอกความแข็งแรงของวัสดุ
  • 4 : Elongation เป็นดัชนีบอกความสามารถในการขึ้นรูปด้วยแรงทางกลของวัสดุ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 78 :
  • ข้อความใดต่อไปนี้ผิด
  • 1 : การวัดความแข็งแบบ Brinell มีข้อได้เปรียบคือมีพื้นที่วัดความแข็งกว้างทำให้ได้ค่าความแข็งเฉลี่ยในวัสดุที่ประกอบไปด้วยหลายเฟส
  • 2 : ค่าความแข็งของเพชรเท่ากับ 100 HRC
  • 3 : การวัดความแข็งแบบ Vicker ใช้หัวกดเป็นลูกบอลเหล็กกล้าให้รอยกดเป็นวงกลม
  • 4 : เหล็กหล่อนิยมใช้การวัดความแข็งแบบ Brinell
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 79 :
  • ข้อความใดต่อไปนี้ผิด
  • 1 : Microhardness มีพื้นที่รอยกดเล็กเหมาะสำหรับใช้วัดความแข็งเฉพาะบริเวณ
  • 2 : ค่าความแข็ง Rockwell ขึ้นอยู่กับระยะการจมลึกลงของหัวกด
  • 3 : ค่าความแข็ง Vicker คำนวณได้จากความยาวของเส้นทแยงมุมของรอยกด
  • 4 : การวัดความแข็งแบบ Rockwell scale C ใช้น้ำหนักกด 100 กิโลกรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 80 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่เข้าพวก
  • 1 : Rockwell Hardness
  • 2 : Brinell Hardness
  • 3 : Micro Hardness
  • 4 : Vicker Hardness
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 81 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่เข้าพวก
  • 1 : Scratch Hardness
  • 2 : Vicker Hardness
  • 3 : Brinell Hardness
  • 4 : Rockwell Hardness
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 82 :
  • ชิ้นงานทดสอบแรงดึงมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 มิลลิเมตรและ gage length ยาว 50 มิลลิเมตร สามารถรับแรงได้สูงสุดที่ 90 kN และเกิดการแตกหักที่ 70 kN มีเส้นผ่านศูนย์กลางของรอยแตก 10 มิลลิเมตร จงคำนวณหา Engineering stress สูงสุดที่ชิ้นงานรับได้ (Ultimate Tensile Stress)
  • 1 : 596 MPa
  • 2 : 696 MPa
  • 3 : 796 MPa
  • 4 : 896 MPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 83 :
  • ชิ้นงานทดสอบแรงดึงมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 มิลลิเมตรและ gage length ยาว 50 มิลลิเมตร สามารถรับแรงได้สูงสุดที่ 90 kN และเกิดการแตกหักที่ 70 kN มีเส้นผ่านศูนย์กลางของรอยแตก 10 มิลลิเมตร จงคำนวณหา True fracture stress
  • 1 : 791 MPa
  • 2 : 891 MPa
  • 3 : 991 MPa
  • 4 : 1091 MPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 84 :
  • Modulus of Rigidity หาได้จากการทดสอบแบบใด
  • 1 : Tension Test
  • 2 : Torsion Test
  • 3 : Compression Test
  • 4 : Bending Test
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 85 :
  • ชิ้นงานทดสอบแรงดึงมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 มิลลิเมตรและ gage length ยาว 50 มิลลิเมตร สามารถรับแรงได้สูงสุดที่ 90 kN และเกิดการแตกหักที่ 70 kN มีเส้นผ่านศูนย์กลางของรอยแตก 10 มิลลิเมตร จงคำนวณหา True fracture strain
  • 1 : 0.265
  • 2 : 0.365
  • 3 : 0.465
  • 4 : 0.565
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 86 :
  • ชิ้นงานทดสอบแรงดึงมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 มิลลิเมตรและ gage length ยาว 50 มิลลิเมตร สามารถรับแรงได้สูงสุดที่ 90 kN และเกิดการแตกหักที่ 70 kN มีเส้นผ่านศูนย์กลางของรอยแตก 10 มิลลิเมตร จงคำนวณหา Engineering fracture strain
  • 1 : 0.14
  • 2 : 0.24
  • 3 : 0.34
  • 4 : 0.44
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 87 :
  • ชิ้นงานทดสอบแรงดึงทรงกระบอกมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 13 มิลลิเมตร มี Gage length ยาว 50 มิลลิเมตร แรงสูงสุด (Maximum load) ที่ชิ้นงานรับได้เท่ากับ 8400 กิโลกรัม เส้นผ่านศูนย์กลางหน้าตัดของรอยแตก 8 มิลลิเมตร ความยาวของชิ้นงานหลังจากขาดเท่ากับ 65 มิลลิเมตร จงคำนวณหา Ultimate Tensile Strength
  • 1 : 580 MPa
  • 2 : 600 MPa
  • 3 : 620 MPa
  • 4 : 640 MPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 88 :
  • ชิ้นงานทดสอบแรงดึงทรงกระบอกมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 13 มิลลิเมตร มี Gage length ยาว 50 มิลลิเมตร แรงสูงสุด (Maximum load) ที่ชิ้นงานรับได้เท่ากับ 8400 กิโลกรัม เส้นผ่านศูนย์กลางหน้าตัดของรอยแตก 8 มิลลิเมตร ความยาวของชิ้นงานหลังจากขาดเท่ากับ 65 มิลลิเมตร จงคำนวณหา %Reduction of Area
  • 1 : 58%
  • 2 : 60%
  • 3 : 62%
  • 4 : 64%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 89 :
  • ชิ้นงานทดสอบแรงดึงทรงกระบอกมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 13 มิลลิเมตร มี Gage length ยาว 50 มิลลิเมตร แรงสูงสุด (Maximum load) ที่ชิ้นงานรับได้เท่ากับ 8400 กิโลกรัม เส้นผ่านศูนย์กลางหน้าตัดของรอยแตก 8 มิลลิเมตร ความยาวของชิ้นงานหลังจากขาดเท่ากับ 65 มิลลิเมตร จงคำนวณหา %Elongation
  • 1 : 30%
  • 2 : 35%
  • 3 : 40%
  • 4 : 45%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 90 :
  • ชิ้นงานทดสอบแรงดึงชิ้นหนึ่งมี Gage length ยาว 61 มิลลิเมตร มีพื้นที่หน้าตัด 3 ตารางมิลลิเมตร ถ้าต้องการปรับลดขนาดชิ้นงานทดสอบแรงดึงให้มีพื้นที่หน้าตัด 2 ตารางมิลลิเมตร จะต้องให้ชิ้นงานทดสอบแรงดึงมี Gage length ใหม่ยาวเท่าใด
  • 1 : 45 มิลลิเมตร
  • 2 : 50 มิลลิเมตร
  • 3 : 55 มิลลิเมตร
  • 4 : 60 มิลลิเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 91 :
  • จากภาพจงคำนวณหา Modulus of Elasticity
  • 1 : 83.8 MPa
  • 2 : 93.8 MPa
  • 3 : 83.8 GPa
  • 4 : 93.8 GPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 92 :
  • จากภาพจงคำนวณหา Yield Stress
  • 1 : 150 MPa
  • 2 : 250 MPa
  • 3 : 200 MPa
  • 4 : 300 MPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 93 :
  • จากภาพถ้าชิ้นงานทรงกระบอกมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 12.8 มิลลิเมตร จะสามารถรับแรงได้สูงสุดเท่าใด?
  • 1 : 38.7 kN
  • 2 : 43.5 kN
  • 3 : 57.9 kN
  • 4 : 73.8 kN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 94 :
  • จากภาพถ้าชิ้นงานที่มี gage length 250 มิลลิเมตร ได้รับความเค้น 350 MPa ชิ้นงานจะยืดออกเท่าใด?
  • 1 : 5 mm
  • 2 : 10 mm
  • 3 : 15 mm
  • 4 : 30 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 95 :
  • จงหาค่า Ultimate Tensile Strength (UTS)
  • 1 : 1350 MPa
  • 2 : 1650 MPa
  • 3 : 1950 MPa
  • 4 : 2350 MPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 96 :
  • ถ้าชิ้นงานมีพื้นที่หน้าตัดเท่ากับ 5 cm2 ชิ้นงานจะสามารถรับแรงได้เท่าใดโดยที่ไม่เกิด plastic deformation
  • 1 : 675 kN
  • 2 : 825 kN
  • 3 : 975 kN
  • 4 : 1175 kN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 97 :
  • จงหาค่า Young’s Modulus (Modulus of Elasticity)
  • 1 : 110.1 GPa
  • 2 : 110.1 MPa
  • 3 : 222.2 GPa
  • 4 : 222.2 MPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 98 :
  • ถ้านำโลหะชนิดนี้ไปใช้งานมีรูปร่างทรงกระบอกรับแรงดึง 3500 kN จงคำนวณรัศมีที่น้อยที่สุดของทรงกระบอกที่สามารถรับแรงได้โดยไม่เกิดการเสียหาย
  • 1 : 28.7 mm
  • 2 : 25.9 mm
  • 3 : 23.9 mm
  • 4 : 21.7 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 99 :
  • จากแผนภาพ S-N curve จงระบุ endurance limit ของเหล็กกล้าคาร์บอน 1045
  • 1 : 235 MPa
  • 2 : 315 MPa
  • 3 : 280 MPa
  • 4 : 350 MPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 100 :
  • เพลาทำจาก Red Brass ถูกใช้งานภายใต้ Cyclic stress ขนาด 110 MPa จงทำนายอายุการใช้งานของเพลา
  • 1 : 10000 รอบ
  • 2 : 100000 รอบ
  • 3 : 1000000 รอบ
  • 4 : 10000000 รอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 101 :
  • จากภาพจงประมาณ Transition Temperature ของเหล็กกล้า AISI 1020
  • 1 : -60 องศาเซลเซียส
  • 2 : -25 องศาเซลเซียส
  • 3 : 0 องศาเซลเซียส
  • 4 : 50 องศาเซลเซียส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 102 :
  • จากภาพจงประมาณ Transition Temperature ของเหล็กกล้า AISI 1045
  • 1 : -60 องศาเซลเซียส
  • 2 : -20 องศาเซลเซียส
  • 3 : 0 องศาเซลเซียส
  • 4 : 50 องศาเซลเซียส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 103 :
  • จากภาพจงประมาณ Transition Temperature ของเหล็กกล้า AISI 4340 ที่ผ่านการอบชุบให้เป็น Martensite
  • 1 : -110 องศาเซลเซียส
  • 2 : -50 องศาเซลเซียส
  • 3 : -75 องศาเซลเซียส
  • 4 : -25 องศาเซลเซียส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 104 :
  • จากภาพจงประมาณ Transition Temperature ของเหล็กกล้า AISI 4140 ที่ผ่านการอบชุบให้เป็น Martensite
  • 1 : -110 องศาเซลเซียส
  • 2 : -75 องศาเซลเซียส
  • 3 : -50 องศาเซลเซียส
  • 4 : -25 องศาเซลเซียส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 105 :
  • จงหาค่าความแข็งแรงดึงสูงสุด (Ultimate Tensile Strength) ของ Stainless Steel 18-8
  • 1 : 180 psi
  • 2 : 180,000 psi
  • 3 : 210 psi
  • 4 : 210,000 psi
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 106 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เรียงลำดับ %Elongation จากมากไปหาน้อยได้ถูกต้อง
  • 1 : Structural Steel > Stainless Steel 18 – 8 > Magnesium
  • 2 : Stainless Steel 18 – 8 > Magnesium > Structural Steel
  • 3 : Structural Steel > Magnesium > Stainless Steel 18 – 8
  • 4 : Magnesium > Stainless Steel 18 – 8 > Structural Steel
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 107 :
  • ค่าสมบัติทางกลใดที่ไม่ได้จากการทดสอบแรงดึง
  • 1 : Percent elongation
  • 2 : Elastic modulus
  • 3 : Tensile strength
  • 4 : Fracture toughness
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 108 :
  • ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่ต้องทำการควบคุมในการทดสอบแรงดึง
  • 1 : ความเรียบของผิวชิ้นงานในกรณีที่เป็นโลหะที่สมบัติเชิงกลไวต่อรอยบาก
  • 2 : อัตราการให้ค่าความเครียด(strain rate)
  • 3 : ระยะเกจ
  • 4 : สัดส่วนของเกจต่อความยาวชิ้นงาน
  • 5 : ค่าความเค้นที่ให้กับชิ้นงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 5
ข้อที่ 109 :
  • ในการใช้งานโลหะในงานด้านโครงสร้างสมบัติเชิงกลตัวใดมีความสำคัญน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับสมบัติอื่นๆ
  • 1 : Elastic Modulus
  • 2 : Percent elongation
  • 3 : Tensile strength
  • 4 : Yield Strength
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 110 :
  • สมบัติใดบ้างที่จำเป็นต้องพิจารณาในการเลือกใช้โลหะที่ใช้ทำแกนของกังหันของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
  • 1 : Creep strength
  • 2 : corrosion resistance
  • 3 : Fracture toughness
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 111 :
  • ข้อใดผิดเกี่ยวกับการทดลองความแข็ง
  • 1 : การทดสอบความแข็งของโครงสร้างขนาดเล็กควรใช้เครื่องทดสอบแบบ micro vickers
  • 2 : หัวกดที่ใช้ในการทดสอบความแข็งแบบ brinell เป็นหัวเพชรรูปหกเหลี่ยม
  • 3 : การทดสอบความแข็งด้วยวิธี brinell สามารถประมาณความแข็งเฉลี่ยของโลหะได้
  • 4 : ในกรณีที่เราไม่สามารถหาเครื่องวัดความแข็งได้เราสามารถประมาณความแข็งอย่างคร่าวได้จากการ scratch test
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 112 :
  • ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับ Transition Temperature
  • 1 : ไม่ควรนำโลหะไปใช้งานที่อุณหภูมิสูงกว่า Transition Temperature
  • 2 : Transition Temperature คืออุณหภูมิที่โลหะเปลี่ยนเฟสทำให้มีความแข็งต่ำลง
  • 3 : Transition Temperature คืออุณหภูมิที่โลหะเปลี่ยนพฤติกรรมการแตก
  • 4 : การใช้งานโลหะที่อุณหภูมิสูงกว่า Transition Temperature จะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดความคืบ (Creep)
  • 5 : Transition Temperature คืออุณหภูมิที่โลหะเปลี่ยนโครงสร้างผลึกทำให้มีความเหนียวมากขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 113 :
  • ข้อใดผิด
  • 1 : ข้อได้เปรียบของการวัดความแข็งแบบ Brinell คือได้ค่าความแข็งเฉลี่ยจากหลายเฟส
  • 2 : การวัดความแข็งแบบ Rockwell สะดวกและรวดเร็ว
  • 3 : ข้อเสียเปรียบของการวัดความแข็งแบบ Vickers คือได้รอยกดขนาดใหญ่ ทำให้ชิ้นงานเสียหายมาก
  • 4 : Microhardness เหมาะสมสำหรับการวัดความแข็งของชั้นชุบผิวแข็ง
  • 5 : การวัดความแข็งแบบ Rockwell Scale C ใช้หัวกดกรวยเพชร และน้ำหนักกด 150 kgf
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 114 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ผิด
  • 1 : การวัดความแข็งแบบ Rockwell Scale C ใช้แรงกด 150 kgf
  • 2 : การวัดความแข็งแบบ Brinell สำหรับเหล็กกล้าใช้แรงกด 3000 kgf
  • 3 : การวัดความแข็งแบบ Macro Vickers ให้รอยกดรูปข้าวหลามตัด
  • 4 : ความแข็ง 100 HRC เท่ากับความแข็งของเพชร
  • 5 : การวัดความแข็งแบบ Rockwell Scale B ใช้แรงกด 100 kgf
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 115 :
  • ข้อใดต่อไปนี้จับคู่วิธีการวัดความแข็งและหัวกดผิด
  • 1 : Rockwell Scale A – 1/16” Steel Ball
  • 2 : Rockwell Scale B – 1/16” Steel Ball
  • 3 : Rockwell Scale C – Diamond Cone (Brale Indentor)
  • 4 : Brinell - 10 mm Steel Ball
  • 5 : Vickers – Diamond Pyramid
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 116 :
  • หากต้องเลือกโลหะไปใช้งานต้านทานการสึกหรอควรพิจารณาจากสมบัติในข้อใด
  • 1 : Hardness
  • 2 : Ultimate Tensile Strength
  • 3 : Transverse Rupture Strength
  • 4 : Elongation
  • 5 : Endurance Limit
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 117 :
  • หากต้องการทราบว่าโลหะชนิดหนึ่งสามารถขึ้นรูปด้วยแรงทางกลได้ดีหรือไม่ ต้องทำการทดสอบใดต่อไปนี้
  • 1 : Hardness Test
  • 2 : Impact Test
  • 3 : Tension Test
  • 4 : Creep Test
  • 5 : Fatigue Test
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 118 :
  • หากต้องการทราบว่าโลหะชนิดหนึ่งสามารถใช้งานที่อุณหภูมิสูงได้ดีหรือไม่ ต้องทำการทดสอบใดต่อไปนี้
  • 1 : Hardness Test
  • 2 : Impact Test
  • 3 : Tension Test
  • 4 : Creep Test
  • 5 : Fatigue Test
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 119 :
  • หากต้องการทราบว่าโลหะชนิดหนึ่งสามารถใช้งานที่อุณหภูมิต่ำได้ดีหรือไม่ ต้องทำการทดสอบใดต่อไปนี้
  • 1 : Hardness Test
  • 2 : Impact Test
  • 3 : Tension Test
  • 4 : Creep Test
  • 5 : Fatigue Test
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 120 :
  • สมบัติเชิงกลในข้อใดน่าจะแปรผันตรงกับ Impact Energy
  • 1 : Yield Strength
  • 2 : Ultimate Tensile Strength
  • 3 : Fatigue Strength
  • 4 : Hardness
  • 5 : Elongation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 5
สภาวิศวกร