สภาวิศวกร

สาขา : เหมืองแร่

วิชา : Mine Planning and Design

เนื้อหาวิชา : 485 : Concepts of mine planning and design
ข้อที่ 1 :
  • ในการสำรวจแหล่งแร่ทองแดง ผลวิเคราะห์ทางเคมี พบว่า โลหะทองแดงในดินและหินทั่วไป 0.0065% และโลหะทองแดงในสินแร่ที่มีการทำเหมืองในปัจจุบันต่ำสุดเฉลี่ย (cut off grade) 0.35% จงคำนวณหาการสะสมตัวของโลหะทองแดงในแหล่งแร่เพิ่มมากขึ้น (enrichment factor) กี่เท่า
  • 1 : ประมาณ 50 เท่า
  • 2 : ประมาณ 100 เท่า
  • 3 : ประมาณ 150 เท่า
  • 4 : ประมาณ 200 เท่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 2 :
  • ในการสำรวจแหล่งแร่เหล็ก ผลวิเคราะห์ทางเคมี พบว่า โลหะเหล็กในดินและหินทั่วไป 5.80% และโลหะเหล็กในสินแร่ที่มีการทำเหมืองในปัจจุบันต่ำสุดเฉลี่ย (cut off grade) 32% จงคำนวณหาการสะสมตัวของโลหะเหล็กในแหล่งแร่เพิ่มมากขึ้น (enrichment factor) กี่เท่า
  • 1 : ประมาณ 15 เท่า
  • 2 : ประมาณ 5 เท่า
  • 3 : ประมาณ 25 เท่า
  • 4 : ประมาณ 30 เท่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 3 :
  • ในการสำรวจแหล่งแร่ดีบุก ผลวิเคราะห์ทางเคมี พบว่า โลหะดีบุกในดินและหินทั่วไป 0.00017% และโลหะดีบุกในสินแร่ที่มีการทำเหมืองในปัจจุบันต่ำสุดเฉลี่ย (cut off grade) 0.5% จงคำนวณหาการสะสมตัวของโลหะดีบุกในแหล่งแร่เพิ่มมากขึ้น (enrichment factor) กี่เท่า
  • 1 : ประมาณ 4500 เท่า
  • 2 : ประมาณ 3500 เท่า
  • 3 : ประมาณ 2900 เท่า
  • 4 : ประมาณ 1900 เท่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 4 :
  • ในการสำรวจแหล่งแร่ทองคำ ผลวิเคราะห์ทางเคมี พบว่า โลหะทองคำในดินและหินทั่วไป 0.00000035% และโลหะทองคำในสินแร่ที่มีการทำเหมืองปัจจุบันต่ำสุดเฉลี่ย (cut off grade) 0.0003% จงคำนวณหาการสะสมตัวของโลหะทองในแหล่งแร่เพิ่มมากขึ้น (enrichment factor) กี่เท่า
  • 1 : ประมาณ 900 เท่า
  • 2 : ประมาณ 90 เท่า
  • 3 : ประมาณ 9 เท่า
  • 4 : ประมาณ 9000 เท่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 5 :
  • ในการสำรวจแหล่งแร่อลูมิเนียม ผลวิเคราะห์ทางเคมี พบว่า โลหะอลูมิเนียมในดินและหินทั่วไป 8.30% และโลหะอลูมิเนียมในสินแร่ที่มีการทำเหมืองในปัจจุบันต่ำสุดเฉลี่ย (cut off grade) 30% จงคำนวณหาการสะสมตัวของโลหะอลูมิเนียมในแหล่งแร่เพิ่มมากขึ้น (enrichment factor) กี่เท่า
  • 1 : ประมาณ 1 เท่า
  • 2 : ประมาณ 4 เท่า
  • 3 : ประมาณ 8 เท่า
  • 4 : ประมาณ 12 เท่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 6 :
  • รูปแบบการวางแผนศึกษาโครงการเหมืองแร่ (planning model) ลำดับขั้นที่ 4 ขั้นตอนการออกแบบในรายละเอียด (detailed design stage) ควรประกอบด้วยอย่างน้อย 1. ออกแบบรายละเอียดข้อกำหนด (Design and spees) 2. เขียนแบบเพื่อการก่อสร้าง (Drawing for construction) 3. เอกสารประกอบเพื่อการพิจารณา (Tender document) 4. เงินทุนทั้งหมดและลำดับงาน (Final budget & Schedule)
  • 1 : ถูกทุกข้อ
  • 2 : ข้อ 2 ผิด
  • 3 : ข้อ 3 ผิด
  • 4 : ข้อ 4 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 7 :
  • รูปแบบการวางแผนศึกษาโครงการเหมืองแร่ (Planning model) ลำดับขั้นที่ 3 ศึกษารายละเอียดทางด้านวิศวกรรม (Engineering study) ควรประกอบด้วยอย่างน้อย 1. ออกแบบทางด้านวิศวกรรม (Engineering design) 2. ออกแบบระบบงาน (Work schedules) 3. คำนวณค่าใช้จ่าย (Cost calculation) 4. ค่าใช้จ่ายในแต่ละส่วนงาน (Cost schedules)
  • 1 : ถูกทุกข้อ
  • 2 : ข้อ 2 ผิด
  • 3 : ข้อ 3 ผิด
  • 4 : ข้อ 4 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 8 :
  • รูปแบบในการวางแผนศึกษาโครงการเหมืองแร่ (Planning model) แบ่งเป็น 4 ลำดับขั้น (steps) 1. รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง (preliminary selection of a method study) 2. ศึกษาตามหลักเกณฑ์ที่ยอมรับ (Conceptnal study) 3. ศึกษาตามทฤษฎีทางด้านวิศวกรรม (Engineering study) 4. การออกแบบในรายละเอียด (Detailed design stage) จงพิจารณาว่า
  • 1 : ถูกทุกข้อ
  • 2 : ข้อที่ 1 ผิด
  • 3 : ข้อที่ 2 ผิด
  • 4 : ข้อที่ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 9 :
  • รูปแบบในการศึกษาโครงการเหมืองแร่ (Planning model) ในลำดับขั้นที่ 1 รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องควรประกอบด้วย 1. ข้อมูลเศรษฐศาสตร์ (Economic data) 2. ข้อมูลธรณีวิทยา (Geological data) 3. ข้อมูลธรณีวิทยาเทคนิค (Geotechnical data) 4. ข้อมูลภูมิประเทศ (Geographical data) จงพิจารณา
  • 1 : ถูกทุกข้อ
  • 2 : ข้อ 1 ผิด
  • 3 : ข้อ 2 ผิด
  • 4 : ข้อ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 10 :
  • ในการออกแบบวางแผนระบบศึกษาโครงการ (Planning model) การคัดเลือกเครื่องจักรในการทำเหมืองที่ศึกษาไว้ขั้นต้น (Preliminary equipment selection) ควรจัดอย่ใน
  • 1 : ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลขั้นต้น (Preliminary selection of a method study)
  • 2 : ขั้นตอนศึกษาตามความเชื่อ (Conceptual study)
  • 3 : ขั้นตอนศึกษาทางด้านวิศวกรรม (Engineering study)
  • 4 : ขั้นตอนออกแบบรายละเอียด (Detailed design stage)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 11 :
  • ในการออกแบบวางแผนระบบศึกษาโครงการ (Planning model) หลังจากที่ข้อมูลขั้นต้นหลายๆ ด้านจะนำไปส่การประมาณอัตราการผลิตจำนวนตันต่อปี จะได้ผลการคัดเลือกวิธีการทำเหมืองนำเสนอในขั้นต้น (Selection of nominal mining method) ขั้นตอนนี้ควรจะจัดอย่ใน
  • 1 : ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลขั้นต้น (Preliminary selection of a method study)
  • 2 : ขั้นตอนศึกษาตามความเชื่อ (Conceptual study)
  • 3 : ขั้นตอนศึกษาทางด้านวิศวกรรม (Engineering study)
  • 4 : ขั้นตอนออกแบบรายละเอียด (Detailed design stage)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 12 :
  • ในการออกแบบวางแผนระบบศึกษาโครงงาน (Planning model) 1. ทบทวนและขยายความ (Review and nodification) 2. รายงานทางด้านวิศวกรรม (Engineering report) ควรจะจัดอยู่ใน
  • 1 : ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลขั้นต้น (Preliminary selection of a method study)
  • 2 : ขั้นตอนศึกษาตามความเชื่อ (Conceptual study)
  • 3 : ขั้นตอนศึกษาทางด้านวิศวกรรม (Engineering study)
  • 4 : ขั้นตอนออกแบบรายละเอียด (Detailed design stage)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 13 :
  • ในการออกแบบวางแผนระบบศึกษาโครงงาน (Planning model) 1. ทบทวนและขยายความ (Review and modification) 2. เปรียบเทียบตัวเลือก (Comparison of alternatives) ควรจะจัดอยู่ใน
  • 1 : ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลขั้นต้น (Preliminary selection of a method study)
  • 2 : ขั้นตอนศึกษาตามความเชื่อ (Conceptual study)
  • 3 : ขั้นตอนศึกษาทางด้านวิศวกรรม (Engineering study)
  • 4 : ขั้นตอนออกแบบรายละเอียด (Detailed design stage)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 14 :
  • ในการออกแบบวางแผนระบบศึกษาโครงงาน (Planning model) 1. งานควบคุมตรวจสอบโครงงาน (Project control) 2. รายละเอียดภาคสนาม (Field medification) 3. งานตรวจสอบให้คำปรึกษาภาคสนาม (Field supervision) 4. การรายงานสรุปรวมสุดท้ายของโครงงาน (Final report) ควรจะจัดอยู่ใน
  • 1 : ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลขั้นต้น (Preliminary selection of a method study)
  • 2 : ขั้นตอนศึกษาตามความเชื่อ (Conceptual study)
  • 3 : ขั้นตอนศึกษาทางด้านวิศวกรรม (Engineering study)
  • 4 : ขั้นตอนออกแบบรายละเอียด (Detailed design stage)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 15 :
  • ในการออกแบบวางแผนระบบศึกษาโครงการ (Planning model) 1. ออกแบบทางด้านวิศวกรรม (Engineering design) 2. ลำดับการทำงาน (Work schedules) 3. คำนวณค่าใช้จ่าย (Cost calenlations) 4. ลำดับการใช้จ่าย (Cost schedules) ควรจัดอยู่ใน
  • 1 : ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลขั้นต้น (Preliminary selection of a method study)
  • 2 : ขั้นตอนศึกษาตามความเชื่อ (Conceptual study)
  • 3 : ขั้นตอนศึกษาทางด้านวิศวกรรม (Engineering study)
  • 4 : ขั้นตอนออกแบบรายละเอียด (Detailed design stage)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 16 :
  • ในการออกแบบวางแผนระบบศึกษาโครงงาน (Planning model) การออกแบบให้รายละเอียดทางด้านวิศวกรรม (Drawing for construction) ควรจัดอยู่ใน
  • 1 : ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลขั้นต้น (Preliminary selection of a method study)
  • 2 : ขั้นตอนศึกษาตามความเชื่อ (Conceptual study)
  • 3 : ขั้นตอนศึกษาทางด้านวิศวกรรม (Engineering study)
  • 4 : ขั้นตอนออกแบบรายละเอียด (Detailed design stage)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 17 :
  • ในการออกแบบวางแผนระบบศึกษาโครงการ (Planning model) การให้เอกสารประกอบอธิบายรายละเอียดของโครงการ (ซึ่งจะมีการแก้ไขน้อยมาก) ควรจัดอยู่ใน
  • 1 : ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลขั้นต้น (Preliminary selection of a method study)
  • 2 : ขั้นตอนศึกษาตามความเชื่อ (Conceptual study)
  • 3 : ขั้นตอนศึกษาทางด้านวิศวกรรม (Engineering study)
  • 4 : ขั้นตอนออกแบบรายละเอียด (Detailed design stage)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 18 :
  • วิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์ธรณี (Geoeconomics) แบ่งแหล่งทรัพยากรแร่ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ 1. แหล่งทรัพยากรแร่ที่ไม่สามารถเก็บตัวอย่างแร่โดยตรง หรือมีวิธีการสำรวจในทางอื่นที่ไม่ต้องเก็บตัวอย่างแร่ (Undiscovered mineral resources) 2. แหล่งทรัพยากรแร่ที่มีการเก็บตัวอย่างแร่เพื่อศึกษาลักษณะของสายแร่ได้ (Identified mineral resources)
  • 1 : ข้อ 1 ถูก ข้อ 2 ผิด
  • 2 : ข้อ 1 ผิด, ข้อ 2 ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 19 :
  • วิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์ธรณี (Geoeconomics) จัดแบ่งแหล่งทรัพยากรแร่ในกลุ่มของทรัพยากรแร่ที่ไม่มีการเก็บตัวอย่างแร่ (Undiscovered mineral resources) แหล่งทร้พยากรแร่ที่ใช้ทฤษฎีความเป็นไปได้ (Probability) มากที่สุดใช้ทฤษฎทางด้านธรณีวิทยาน้อยที่สุด มีชื่อว่า
  • 1 : Speculative mineral resources
  • 2 : Hypothetical mineral resources
  • 3 : Infered subeconomic mineral resources
  • 4 : Sub economic mineral resources
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 20 :
  • วิชาการเศรษฐศาสตร์ธรณี (Geoeconomics) จัดแบ่งแหล่งทรัพยากรแร่ ในกลุ่มที่ไม่มีการเก็บตัวอย่างแร่ (Undiscovered mineral resources) แหล่งทรัพยากรแร่ที่ใช้ทฤษฎีทางด้านธรณีวิทยา สร้างสมมุติฐาน (Hypothesis) ทางวิชาการธรณีวิทยาเป็นหลักสำคัญ ใช้ทฤษฎีความเป็นไปได้ (Probability) บ้าง มีชื่อว่า
  • 1 : Speculative mineral resources
  • 2 : Hypothetical mineral resources
  • 3 : Infered sub economic mineral resources
  • 4 : Sub economic mineral resources
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 21 :
  • วิชาการทางเศรษฐศาสตร์ธรณี (Geoeconomics) แบ่งแหล่งทรัพยากรแร่ในกล่มที่สามารถเก็บตัวอย่างแร่เพื่อการศึกษา (Identified mineral resources) แบ่งต่อไปเป็นแหล่งทรัพยากรแร่จากการอนุมาณ มีการเก็บตัวอย่างบ้างเป็นส่วนน้อย ข้อมูลของสายแร่ส่วนใหญ่ได้จากการอนุมาณโดยอาศัยทฤษฎีทางธรณีวิทยา มีชื่อว่า
  • 1 : Inferred mineral resources
  • 2 : Demonstrated mineral resources
  • 3 : Hypothetical mineral resources
  • 4 : Speculative mineral resources
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 22 :
  • วิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์ธรณี (Geoeconomics) แบ่งแหล่งทรัพยากรแร่ ในกลุ่มที่สามารถเก็บตัวอย่างแร่เพื่อศึกษา (Identified mineral resources) แบ่งต่อไปได้เป็น แหล่งทรัพยากรแร่ที่สามารถเก็บตัวอย่างแร่เพื่อศึกษาได้มากพอ ทำให้เกิดความเชื่อมั่น แน่ใจความถูกต้องของข้อมูลมากเพียงพอ (Certainty) ใช้การอนุมาณทางธรณีวิทยาน้อยลง มีชื่อว่า
  • 1 : Speculative mineral resources
  • 2 : Hythetical mineral resources
  • 3 : Inferred mineral resources
  • 4 : Demonstrated mineral resources
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 23 :
  • ข้อใดคือความหมายของการออกแบบถนนที่มีความลาดชัน 8 % Grade
  • 1 : มีมุมลาดเอียง 8 องศา
  • 2 : มีมุมลาดเอียง (90-8) = 82 องศา
  • 3 : เป็นมุมลาดเอียง 80 องศา
  • 4 : เป็นมุมลาดเอียงที่เมื่อวัดระยะราบได้ 100 หน่วย จะวัดความสูงแนวดิ่งได้ 8 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 24 :
  • โดยทั่วไปถ้ากำหนดความลาดเอียงของถนนที่รถล้อยางสามารถวิ่งได้ที่ 8% Grade หมายถึงมุมลาดเอียง (มุมทำกับแนวราบ) มีขนาดประมาณเท่าใด
  • 1 : 3.6 องศา
  • 2 : 4.6 องศา
  • 3 : 5.6 องศา
  • 4 : 6.6 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 25 :
  • ถ้ามุมลาดเอียง (มุมทำกับแนวราบ) มีขนาด 45 องศา จะมีค่าความลาดเอียงในหน่วย %Grade เท่าใด
  • 1 : 45% Grade
  • 2 : 90% Grade
  • 3 : 100% Grade
  • 4 : 180% Grade
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 26 :
  •  ในการออกแบบการใช้ประโยชน์พื้นที่ในการทำเหมืองหิน จะต้องเว้นพื้นที่ที่ไม่มีการทำเหมืองห่างจากขอบเขตประทานบัตรเป็นระยะทางไม่น้อยกว่าเท่าใด
  • 1 : 5 เมตร
  • 2 : 10 เมตร
  • 3 : 15 เมตร
  • 4 : 30 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 27 :
  •  ข้อใดผิดเกี่ยวกับ Grade resistance ในการหากำลังของเครื่องจักรที่เหมาะสม
  • 1 : เป็นแรงต้านเนื่องจากแรงดึงดูดของโลก ซึ่งเครื่องจักรจะต้องเอาชนะเพื่อขับเคลื่อนขึ้นทางลาด
  • 2 : ถ้าเป็นทางลาดขึ้นเราจะเรียก Grade resistance ว่า Friction force
  • 3 : ถ้าเป็นทางลาดลงเราจะเรียก Grade resistance ว่า Helping force
  • 4 : ในการคำนวณค่า Grade resistance จะใช้ร่วมกับการบอกความลาดเป็น % Grade
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 28 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการออกแบบการขนส่งโดยเครื่องสูบและท่อส่งสเลอรี่
  • 1 : การไหลของวัสดุในเส้นท่อเป็นได้ทั้งแบบ Laminar flow และ Tubulent flow
  • 2 : ค่า Reynolds number ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการไหลจาก Laminar flow เป็น Tubulent flow คือ 2300
  • 3 : การไหลในเส้นท่อที่เหมาะสมในการขนส่งวัสดุไปได้โดยไม่เกิดการอุดตัน คือแบบ Laminar flow
  • 4 : ตัวแปรหนึ่งที่ใช้ในการวิเคราะห์ค่า Reynolds number คือค่าความหนืดของของไหล (µ)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 29 :
  • ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการออกแบบการขนส่งด้วยท่อ
  • 1 : ต้องออกแบบให้การไหลเป็นแบบ Turbulent flow เพื่อไม่ให้วัสดุอุดตันในเส้นท่อ
  • 2 : ค่า Reynolds number ที่รูปแบบการไหลเปลี่ยนจาก Laminar flow เป็น Turbulent flow มีค่าเท่ากับ 2500
  • 3 :  ตัวแปรหนึ่งที่จำเป็นต้องใช้ในการหาค่า Reynolds number คือ อัตราไหลของของไหล (ลิตร/นาที)
  • 4 :  Laminar flow จะไหลเร็วกว่า Turbulent flow เสมอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 30 :
  • ข้อใดผิดเกี่ยวกับการขนส่งของไหลที่เป็น Pseudo-Homogeneous Slurries ในเส้นท่อ
  • 1 : สามารถขนส่งที่ %Solid สูงๆได้
  • 2 : สามารถใช้ความเร็วของการไหลต่ำๆ ได้
  • 3 : มีลักษณะเป็นของไหลที่วัสดุแขวนลอยอยู่ในน้ำอย่างสม่ำเสมอ
  • 4 :  ความหนาแน่นไม่สม่ำเสมอโดยจะหนาแน่นมากใกล้ๆพื้นท่อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 486 : Selection of heavy equipment
ข้อที่ 31 :
  • หน้าที่ของระบบถ่ายทอดกำลังของเครื่องจักรกลเหมืองแร่มีหน้าที่ที่สำคัญคือ ก. เชื่อมต่อและตัดกำลังจากต้นกำเนิดกำลังงาน ข. เปลี่ยนอัตราความเร็วได้ตามต้องการและประกอบด้วย
  • 1 : กลับทิศทางการเคลื่อนที่
  • 2 : แบ่งกำลังลงไปที่ล้อขับเคลื่อน
  • 3 : จัดความเร็วของล้อทั้ง 2 ด้าน
  • 4 : ถูกทั้ง 3 ข้อ 1, 2, 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 32 :
  • ในการถ่ายทอดกำลังโดยใช้ของเหลว (Fluid drive) ที่มีลักษณะเฉพาะ คือใช้ของเหลวที่มีความดันสูงแต่ความเร็วในการไหลต่ำ โดยใช้อุปกรณ์ถ่ายทอดกำลังคือปั้มและมอเตอร์ไฮดรอลิก วิธีการถ่ายทอดกำลังนี้มีชื่อว่า
  • 1 : ไฮโดรไดนามิค (Hydrodynamic drive)
  • 2 : ไฮโดรสแตติค (Hydrostatic drive)
  • 3 : ปั้มไฮดรอลิค (Hydraulic pump)
  • 4 : มอเตอร์ไฮดรอลิค (Hydraulic motor)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 33 :
  • ระบบถ่ายทอดกำลังของเครื่องจักรกลเหมืองแร่ (SAE J645a) หมายถึง อุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายทอดกำลังของเครื่องจักร ซึ่งเป็นผลคูณของความเร็ว (Speed) และอัตราส่วนแรงบิด (Torque ratios) คำถาม ระบบส่งกำลังของเครื่องจักรกลเหมืองแร่ ที่ซึ่งได้จากผลคุณของความเร็วและอัตราส่วนของแรงบิดผ่านชุดเกียร์ (Gears) หรือองค์ประกอบทางกลอื่นๆ มีชื่อว่า
  • 1 : Mechanical Transmission
  • 2 : Countershaft Transmission
  • 3 : Planetary Transmission
  • 4 : Hydrostatic Transmission
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 34 :
  • วิธีการถ่ายทอดกำลังทางกลของเครื่องจักรกลเหมืองแร่ (Transmission) ก็คือ การถ่ายทอดโมเมนต์ผิดและการเคลื่อนที่แบบการหมุน จะมีอยู่ 4 วิธี วิธีที่ 1 ใช้หลักการของความฝืดระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุสองชนิด ถ่ายทอดจากตัวขับไปยังตัวถูกขับ เช่น การถ่ายทอดกำลังโดยคลัตช์และผิวของฟลายวีล, การถ่ายทอดกำลังโดยใช้สายพาน มีชื่อว่า
  • 1 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้ความฝืด (Friction drive)
  • 2 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้เฟื่อง (Gear dirve)
  • 3 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้โซ่ (Chain drive)
  • 4 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้ของเหลว (Fluid drive)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 35 :
  • วิธีการถ่ายทอดกำลังของเครื่องจักรกลเหมืองแร่ (Transmission) วิธีที่ 2 ใช้หลักการของคานวัด (Lever) คือ ฟันของเฟื่องตัวขับจะไปวัดฟันของเฟื่องตัวถูกขับให้เคลื่อนที่ไป มีชื่อว่า
  • 1 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้ความฝืด (Friction drive)
  • 2 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้เฟื่อง (Gear drive)
  • 3 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้โซ่ (Chain drive)
  • 4 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้ของเหลว (Fluid drive)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 36 :
  • วิธีการถ่ายทอดกำลังของเครื่องจักรกลเหมืองแร่ (Transmission) โดยใช้เฟื่อง (Gear drive) มีหลักการ ก. หลักของเฟื่อง ได้แก่ อัตราส่วนของเฟื่องจะแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของความเร็วและโมเมนต์บิด ข. แบบของเฟื่อง มีหลายแบบซึ่งจะคำนึงถึงกำลังที่จะต้องถ่ายทอด ความเร็วและโมเมนต์บิด รวมทั้งตำแหน่งของอุปกรณ์ที่จะทำงาน
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้งข้อ ก และ ข
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ ก. และ ข.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 37 :
  • วิธีการถ่ายทอดกำลังของเครื่องจักรกลเหมืองแร่ (Transmission) วิธีที่ 3 จะถ่ายทอดกำลังจากเพลาหนึ่งไปยังอีกเพลาหนึ่งที่ขนานกัน เช่นการผลักดันให้ดินหรือทรายที่อยู่ในตัวรถขุดดิน (Scraper) โดยใช้แผ่นอีเจคเตอร์ มีชื่อว่า
  • 1 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้ความฝืด (Friction drive)
  • 2 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้เฟื่อง (Gear drive)
  • 3 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้โซ่ (Chain drive)
  • 4 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้ของเหลว (Fluid drive)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 38 :
  • วิธีการถ่ายทอดกำลังของเครื่องจักรกลเหมืองแร่ (Transmission) วิธีที่ 4 ถ่ายทอดกำลังโดยใช้ของเหลวที่มีความดันสูง ความเร็วในการไหลต่ำและความดันต่ำและความเร็วในการไหลสูง
  • 1 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้ความฝืด (Friction drive)
  • 2 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้เฟื่อง (Gear drive)
  • 3 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้โซ่ (Chain drive)
  • 4 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้ของเหลว (Fluid drive)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 39 :
  • ในการถ่ายทอดกำลังโดยใช้ของเหลวเป็นตัวกลางมีลักษณะจำเพาะคือ ความเร็วในการไหลสูง แต่ความดันต่ำ โดยมีอุปกรณ์ถ่ายทอดกำลังคือ ทอร์คคอนเวอทเตอร์ ฟลูอิดคัปปิง เป็นต้น วิธีการถ่ายทอดด้วยระบบนี้มีชื่อว่า
  • 1 : ไฮโดรไดนามิค (Hydrodynamic drive)
  • 2 : ไฮโดรสแตติค (Hydrostatic drive)
  • 3 : ปั้มไฮดรอลิค (Hydraulic pump)
  • 4 : มอเตอร์ไฮดรอลิค (Hydraulic motor)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 40 :
  • ระบบถ่ายทอดกำลังของเครื่องจักรกลเหมืองแร่ (SAE I645a) หมายถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายทอดกำลังของเครื่องจักร ซึ่งเป็นผลคูณของความเร็ว (Speed) และอัตราส่วนแรงบิด (Torque ratios) คำถาม: ระบบส่งกำลังของเครื่องจักรกลเหมืองแร่ ที่ซึ่งได้จากผลคูณของความเร็วและอัตราส่วนของแรงบิดผ่านชุดเกียร์ (Gears) หรือองค์ประกอบทางกลอื่นๆ มีชื่อว่า
  • 1 : Mechanical transmission
  • 2 : Countershaft Transmission
  • 3 : Planetary Transmission
  • 4 : Hydrostatic Trasnmission
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 41 :
  • วิธีการถ่ายทอดกำลังทางกลของเครื่องจักรกลเหมืองแร่ (Transmission) ก็คือ การถ่ายทอดีโมเมนต์บิดและการเคลื่อนที่แบบการหมุน จะมีอยู่ 4 วิธี
    วิธีที่ 1 ใช้หลักการของความฝืดระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุสองชนิด ถ่ายทอดจากตัวขับไปยังตัวถูกขับ เช่นการถ่ายทอดกำลังโดยคลัตช์และผิวของฟลายวีล, การถ่ายทอดกำลังโดยใช้สายพาน มีชื่อว่า
  • 1 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้ความฝืด (Friction drive)
  • 2 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้เฟื่อง (Gear drive)
  • 3 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้โซ่ (Chain drive)
  • 4 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้ของเหลว (Fluid drive)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 42 :
  • วิธีการถ่ายทอดกำลังของเครื่องจักรกลเหมืองแร่ (Transmission)
    วิธีที่ 2 ใช้หลักการของคานวัด (Lever) คือ ฟันของเฟื่องตัวขับจะไปวัดฟันของเฟื่องตัวถูกขับให้เคลื่อนที่ไห มีชื่อว่า
  • 1 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้ความฝืด (Friction drive)
  • 2 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้เฟื่อง (Gear drive)
  • 3 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้โซ่ (Chain drive)
  • 4 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้ของเหลว (Fluid drive)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 43 :
  • วิธีการถ่ายทอดกำลังของเครื่องจักรกลเหมืองแร่ (Transmission) โดยใช้เฟื่อง (Gear drive) มีหลักการ
    ก. หลักของเฟื่อง ได้แก่ อัตราส่วนของเฟื่องจะแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของความเร็วและโมเมนต์บิด
    ข. แบบของเฟื่อง มีหลายแบบซึ่งจะคำนึงถึงกำลังที่จะต้องถ่ายทอดความเร็วและโมเมนต์บิด รวมทั้งตำแหน่งของอุปกรณ์ที่จะทำงาน
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้งข้อ ก. และ ข.
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ ก. และ ข.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 44 :
  • วิธีการถ่ายทอดกำลังของเครื่องจักรกลเหมืองแร่ (Transmission)
    วิธีที่ 3 จะถ่ายทอดกำลังจากเพลาหนึ่งไปยังอีกเพลาหนึ่งที่ขนานกัน เช่นในการผลักดันให้ดินหรือทรายที่อยู่ในตัวรถขุดดิน (Scraper) โดยใช้แผ่นอีเจคเตอร์ มีชื่อว่า
  • 1 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้ความฝืด (Friction drive)
  • 2 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้เฟื่อง (Gear drive)
  • 3 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้โซ่ (Chain drive)
  • 4 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้ของเหลว (Fluid drive)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 45 :
  • วิธีการถ่ายทอดกำลังของเครื่องจักรกลเหมืองแร่ (Transmission)
    วิธีที่ 4 ถ่ายทอดกำลังโดยใช้ของเหลวที่มีความดันสูง ความเร็วในการไหลต่ำ และความดันต่ำและความเร็วในการไหลสูง
  • 1 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้ความฝืด (Friction drive)
  • 2 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้เฟื่อง (Gear drive)
  • 3 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้โซ่ (Chain drive)
  • 4 : การถ่ายทอดกำลังโดยใช้ของเหลว (Fluid drive)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 46 :
  • ในการถ่ายทอดกำลังโดยใช้ของเหลวเป็นตัวกลางมีลักษณะจำเพาะคือ ความเร็วในการไหลสูงแต่ความดันต่ำ โดยมีอุปกรณ์ถ่ายทอดกำลังคือ ทอร์คคอน เวอทเตอร์ ฟลูอิดคัปปิง เป็นต้น
    วิธีการถ่ายทอดด้วยระบบนี้มีชื่อว่า
  • 1 : ไฮโดรไดนามิค (Hydrodynamic drive)
  • 2 : ไฮโดรสแตติค (Hydrostatic drive)
  • 3 : ปั้มไฮดรอลิค (Hydraulic pump)
  • 4 : มอเตอร์ไฮดรอลิค (Hydraulic motor)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 47 :
  • ในการถ่ายทอดกำลังโดยใช้ของเหลว (Fluid drive) ที่มีลักษณะเฉพาะคือ ใช้ของเหลวที่มีความดันสูง แต่ความเร็วในการไหลต่ำ โดยใช้อุปกรณ์ถ่ายทอดกำลังคือ ปั้มและมอเตอร์ไฮดรอนิค วิธีการถ่ายทอดกำลังนี้มีชื่อว่า
  • 1 : ไฮโดรไดนามิค (Hydrodynamic drive)
  • 2 : ไฮโดรสแตติค (Hydrostatic drive)
  • 3 : ปั้มไฮดรอลิค (Hydraulic pump)
  • 4 : มอเตอร์ไฮดรอลิค (Hydraulic motor)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 48 :
  • หน้าที่ของระบบถ่ายทอดกำลังของเครื่องจักรกลเหมืองแร่ มีหน้าที่สำคัญคือ
    ก. เชื่อมต่อและตัดกำลังจากต้นกำเนิดกำลังงาน
    ข. เปลี่ยนอัตราความเร็วได้ตามต้องการและประกอบด้วย
  • 1 : กลับทิศทางการเคลื่อนที่
  • 2 : แบ่งกำลังลงไปที่ล้อขับเคลื่อน
  • 3 : จัดความเร็วของล้อทั้ง 2 ด้าน
  • 4 : ถูกทั้ง 3 ข้อ 1, 2, 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 49 :
  • รถแทรกเตอร์ตีนตะขาบ (Crawler tractor) ใช้แพร่หลายในงานเหมืองแร่ ขนาดใหญ่ที่สุดน้ำหนัก 111 ตัน กำลังเครื่องยนต์ 634 กิโลวัต คือ D11R.C.D มีข้อดีในงานเหมืองแร่
    ก. สามารถใช้กำลังในการขูดและดันได้สูง ลื่นไถลน้อย
    ข. สามารถทำงานในพื้นที่ขรุขระได้ดี
    ค. สามารถทำงานในพื้นที่หินแหลมคมได้ เพราะใช้ตีนตะขาบ
    ง. ทำงานในพื้นที่ลุ่มหรือหน้าเหมืองที่อุ่นนิ่มได้ หากใช้ตีนตะขายพิเศษ
  • 1 : ข้อที่ 2 ผิด
  • 2 : ข้อที่ 3 ผิด
  • 3 : ข้อที่ 4 ผิด
  • 4 : ถูกทั้ง 4 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 50 :
  • ในการใช้งานของแทรกเตอร์ตีนตะขาย (Crawler tractor) ในสภาพพื้นที่ลุ่มหรือหน้าเหมืองใกล้ชายทะเล โดยการเปลี่ยนตีนตะขาบ (Track) ให้เป็นประเภทพิเศษใช้กับพื้นที่ดินอ่อน โดยตีนตะขายหน้ากว้างขึ้น สันของตีนตะขายใหญ่ขั้นและสันหนาขึ้น เหตุผลที่ทำงานในที่ลุ่มได้เพราะ
    ก. มีการลอยตัว (Floatation) ที่ดีขึ้น
    ข. มีแรงกดลงบนพื้นที่ลุ่มน้อยลง (Low ground pressure)
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ถูก
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 51 :
  • รถแทรกเตอร์ตีนตะขายใช้ในงานเหมืองแร่ (Crawler tractor)ใช้ในขูด ดัน ฉุดลาก กำหนดโดยแรงฉุดลาก (Drawbar pull) น้ำหนักตัวรถจึงมีความสำคัญต่อแรงขูด ดัน ฉุดลากมาก
    ตัวอย่างเช่น D11R น้ำหนักตัวรถ 102.287 ตัน
    กำลังงานเครื่องยนต์ 634 กิโลวัตต์
    ดังนั้น อัตราส่วนโดยน้ำหนักรถแทรกเตอร์ต่อกำลังของเครื่องยนต์มีค่าโดยประมาณกี่กิโลกรัมต่อ 1 กิโลวัตต์
  • 1 : 125:1
  • 2 : 145:1
  • 3 : 165:1
  • 4 : 175:1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 52 :
  • รถแทรกเตอร์ตีนตะขายใช้ในงานเหมืองแร่ (Crawler tractor) มีระบบของการถ่ายทอดกำลังอยู่ 2 ระบบคือ
    ก. พาวเวอร์ชิพ (Power shift) ประกอบด้วย ทอร์คคอนเวอร์เตอร์และห้องเกียร์แบบใช้น้ำมันช่วยเป็นหลักสำคัญ
    ข. เกียร์โดยตรง (Driect drive) ประกอบด้วย คลัตช์และห้องเกียร์แบบธรรมดาเป็นหลัก
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 53 :
  • รถแทรกเตอร์ตีนตะขายใช้ในงานเหมืองแร่ (Crawler tractor) สมรรถนะของรถจะถูกกำหนดโดยแรงฉุดลาก (Drawbar pull) ที่รถสามารถจะทำได้ที่ความเร็วในการเคลื่อนที่ เมื่อใช้เกียร์ต่างๆ รูปกราฟที่กำหนดให้ขับเคลื่อนด้วยระบบอะไร
  • 1 : เกียร์โดยตรง (Direct drive)
  • 2 : พาวเวอร์ชิพ (Power shift)
  • 3 : ไฮโดรสแตติค (Hydrostatic)
  • 4 : ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 54 :
  • รถแทรกเตอร์ตีนตะขายใช้ในงานเหมืองแร่ (Crawler tractor) สมรรถนะของรถแสดงดังนี้ D6R ขับเคลื่อนด้วยระบบอะไร
  • 1 : เกียร์โดยตรง (Direct drive)
  • 2 : พาวเวอร์ชิพ (Power shift)
  • 3 : ไฮโดรสแตติค (Hydrostative)
  • 4 : ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 55 :
  • รถแทรกเตอร์ตีนตะขาบที่ใช้ในงานเหมืองแร่ (Crawler tractor) ในการคำนวณแรงกดลงบนพื้นที่เพื่อพิจารณาว่า แรงแบกทานของพื้นดินจะรองรับน้ำหนักรถได้หรือไม่
    D11R พื้นที่ที่ดินต้องรองรับ = ความกว้างของตีนตะขาบxความยาวกดลงบนพื้นดินคูณด้วย 2
    แรงกดบนพื้นดิน = น้ำหนักรถแทรกเตอร์/พื้นที่ที่ดินต้องรองรับ
    แรงกดบนพื้นดิน โดยทั่วไปที่ออกแบบไว้จะมีค่าประมาณ
  • 1 : 60-90 กิโลปาสคาล/ตารางเมตร
  • 2 : 90-1120 กิโลปาสคาล/ตารางเมตร
  • 3 : 120-150 กิโลปาสคาล/ตารางเมตร
  • 4 : 150-180 กิโลปาสคาล/ตารางเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 56 :
  • รถแทรกเตอร์ตีนตะขาบใช้ในงานเหมืองแร่ (Crawler tractor) ในการใช้งานที่ลาดชันที่สุด (Extreme slope operation) ที่ได้ออกแบบไว้คือ
    ก. เปอร์เซนต์เกรด 100
    ข. ความลาดเอียงเป็นองศา 45 องศา
    หมายเหตุ รถแทรกเตอร์ที่ทำงานในพื้นที่ที่ลาดชันกว่า 25 องศา หรือ 47 เปอร์เซนต์เกรด ต้องตรวจสอบระดับน้ำมันตามคู่มือการใช้รถ
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ถูก
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 57 :
  • เมื่อนำแทรกเตอร์ไปใช้งานตามไหล่เขา (Working sideshills and slope) ข้อควรคำนึงถึง
    ก. ความเร็วในการเคลื่อนที่ หากใช้ความเร็วสูง ผลของแรงเฉื่อย (inertia forces) จะทำให้รถโคลงเคลงอาจคว่ำได้
    ข. ความขรุขระของพื้นที่ที่ทำงาน ความขรุขระจะต้องไม่มากพอที่จะกีดกั้น การเคลื่อนตัวของเครื่องจักร (ample allowance)
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 58 :
  • เมื่อนำแทรกเตอร์ไปใช้ตามไหล่เขา ข้อควรคำนึงเพิ่มเติมดังนี้
    ก. อุปกรณ์ที่ติดตั้งบนรถ (Mounted equipment) ใบมีด รอกฉุดลาก (winches) และอุปกรณ์อื่นๆ จะทำให้ความสมดุลย์ของตัวรถเปลี่ยนแปลง
    ข. คุณสมบัติธรรมชาติของพื้นที่ พื้นดินที่ขุดมากองไว้ใหม่ๆ จะไม่สามารถรับน้ำหนักรถได้ หรือพื้นที่ที่เป็นหินจะทำให้รถไถลลื่นเลื่อนไถลไปด้านข้างอาจตกเขาได้
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 59 :
  • ในการนำเครื่องจักรไปใช้งานตามไหล่เขา มีข้อควรคำนึงเพิ่มเติมดังนี้
    ก. รถลื่นไถลของรอยตีนตะขาบเนื่องจากน้ำหนักที่มากเกินไปของรถ ในขณะลงเขาจะขุด (dig in) ดินตอนหน้าทำให้เพิ่มองศาของมุมของแทรกเตอร์
    ข. อุปกรณ์ต่อพ่วงที่ตะขอลาก (Drawbar) จะลดน้ำหนักที่จะลากขึ้นเขา อุปกรณ์ต่อพ่วงเพื่อลากท่อนซุงและรถพ่วง 2 ล้อ
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 60 :
  • ในการนำเครื่องแทรกเตอร์ตีนตะขาบไปใช้งานบนไหล่เขา ควรคำนึงเพิ่มเติม
    ก. ความสูงของจุดต่อพ่วง (Height of hitch) ที่ต่อกับตัวรถ เมื่อจุดต่อพ่วงของจุดลากที่สูง รถแทรกเตอร์ย่อมโคลงเคลงได้ง่ายกว่า จุดต่อพ่วงมาตรฐานที่ออกแบบมา
    ข. ความกว้างของตีนตะขาบ โอกาสที่จะกดลงไปในดิน (digging in) ได้มากกว่า ทำให้รถอยู่ในสภาพที่มั่นคงได้กีว่า
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 61 :
  • ในการนำเครื่องแทรกเตอร์ตีนตะขาบไปใช้งานบนไหล่เขา ควรคำนึงเพิ่มเติม
    ก. ความสูงของจุดต่อพ่วง (Height of hitch) ที่ต่อกับตัวรถ เมื่อจุดต่อพ่วงของจุดลากที่สูง รถแทรกเตอร์ย่อมโคลงเคลงได้ง่ายกว่า จุดต่อพ่วงมาตรฐานที่ออกแบบมา
    ข. ความกว้างของตีนตะขาบ โอกาสที่จะกดลงไปในดิน (digging in) ได้มากกว่า ทำให้รถอยู่ในสภาพที่มั่นคงได้กีว่า
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 62 :
  • ในการนำรถแทรกเตอร์ตีนตะขาบไปทำงานตามไหล่เขา ควรคำนึงเพิ่มเติมดังนี้
    ก. น้ำหนักตัวรถในขณะทำงาน (Operated weight) ต้องตระหนักถึงความมั่นคงไม่โคลงเคลงและข้อกำหนดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการใช้งาน ระดับน้ำมันเครื่องและอื่นๆ
    ข. ควบคุมให้อุปกรณ์ต่อพ่วงและอื่นๆ มีจุดศูนย์กลางของน้ำอยู่ต่ำใกล้พื้นดินมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เพื่อที่จะให้รถแทรกเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงมั่นคงไม่โคลงเคลง
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 63 :
  • ในการคัดเลือกรถแทรกเตอร์บูลโดเซอร์ (Bull Doger) ขึ้นอยู่กับการเลือกขนาดของแทรกเตอร์และขนาดของใบมีดที่เหมาะสมกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด มีขั้นตอนดังนี้
    ก. พิจารณาชนิดของงานที่บูลโดเซอร์ต้องทำงานตลอดอายุของเครื่องจักร
    ข. ประเภทของวัสดุดินหรือหินที่ต้องขูดหรือเคลื่อนย้าย
    ค. ข้อกำหนดหรือขอบเขตความสามารถในการทำงานของรถแทรกเตอร์
  • 1 : ข้อ 1 ถูก ข้อ 2 ผิด
  • 2 : ข้อ 2 ถูก ข้อ 3 ผิด
  • 3 : ข้อ 3 ถูก ข้อ 1 ผิด
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 64 :
  • ในการคัดเลือกขนาดของบูลโดเซอร์ มีข้อพิจารณาในหัวข้อวัสดุที่จะขูดหรือเคลื่อนย้ายดังนี้
    ก.ขนาดของหินหรือดินและรูปร่าง ขนาดของหินยังมีขนาดใหญ่การที่จะขูดหรือขุดด้วยขอบของใบมีด ยิ่งมีความลำบากมากขึ้น
    ข.ช่องว่างในเนื้อหินและหิน(Voids)ขนาดของหินที่มีการกระจายขนาดได้ดีอัดแน่นไม่มีช่องว่างการขูดก็จะลำบากมากขึ้น
    ค.ปริมาณน้ำแซกในเนื้อหิและดินความชื้นในหินและดินสูงทำให้การขูดดันได้ลำบากมากขึ้น
  • 1 : ข้อ 1 ถูก ข้อ 2 ผิด
  • 2 : ข้อ 1 ถูก ข้อ 3 ผิด
  • 3 : ข้อ 2 ถูก ข้อ 3 ผิด
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 65 :
  • ในการคัดเลือกรถแทรกเตอร์บูลโดเชอร์
    ก. แรงขูดดินหรือความสามารถของใบมีดในการแทรกตัวและสามารถขูดดินได้มีหน่วยเป็นกิโลวัตรต่อ 1 เมตรของความยาวของใบมีด(cutting edge)
    ข. หน่วยแรงขุดต่อ 1 เมตรของความยาวของใบยิ่งมาก การขูดดินของแทรกเตอร์ยิ่งง่ายขึ้นได้งานดินมากขึ้น
    ค. ความสามารถในการเคลื่อนย้ายกองดินและกองหินมีหน่วยเป็นกิโลวัตต์ต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร ดินหลวมมีค่ามากยิ่งแสดงถึงการเคลื่อนย้ายกอง
  • 1 : ข้อ 1 ถูก ข้อ 2 ผิด
  • 2 : ข้อ 1 ถูก ข้อ 3 ผิด
  • 3 : ข้อ 2 ถูก ข้อ 3 ผิด
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 66 :
  • การคัดเลือกแทรกเตอร์บูลโดเซอร์ เพื่อใช้งานในสภาพการทำงานขึ้นอยู่กับน้ำหนักของบูลโดเซอร์และกำลังงานของบูลโดเซอร์ที่จะสามารถดันหรือขูดดินนั้นได้ขึ้นกับ
    ก. การถ่ายทอดกำลังทางกลสู่ตีนตะขาบ
    ข. แรงยึดเกาะ (Coefficient of traction) ของตีนตะขาบและพื้นดิน
    ค. สภาพการทำงาน (Iob condition)
  • 1 : ข้อ 1 ถูก ข้อ 2 ผิด
  • 2 : ข้อ 1 ถูก ข้อ 3 ผิด
  • 3 : ข้อ 2 ถูก ข้อ 3 ผิด
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 67 :
  • ในการคัดเลือกใบมีด (Blade) ทำงานติดตั้งกับรถบูลโดเซอร์ คุณสมบัติความต้องการ
    ก. สามารถเคลื่อนย้ายกองแร่และหินได้ดี
    ข. เคลื่อนย้ายหินขนาดใหญ่ (ไม่เกินขอบเขต) ในระยะทางไกลได้ดี
    ค. ใบมีดมีค่ากิโลวัตต์ต่อ 1 เมตรขอบขูดของใบมีด (cutting edge) ต่ำกว่า
    ง. เหมาะกับการเคลื่อนย้ายวัสดุที่เบากว่าและง่ายต่อการขูด, ดัน
  • 1 : ใบมีดยูนิเวอซอล (Universal blade)
  • 2 : ใบมีดขอบตัดตรง (Straight blade)
  • 3 : ใบมีดกึ่งขอบตัดตรงและกึ่งยูนิเวอซอล (Semi Universal blade)
  • 4 : ใบมีดคูเชี่ยน (Cushion blade)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 68 :
  • ในการคัดเลือกใบมีด (Blade) ติดตั้งกับรถบูลโดเซอร์ ความต้องการ
    ก. ใบมีดที่ใช้งานได้เหมาะสมหลายๆ งาน (General purpose)
    ข. มีความคล่องตัวในการทำงาน (Excellent versatility)
    ค. มีค่ากิโลวัตต์ต่อความยาว 1 เมตร ของขอบขูดของใบมีด
    ง. แรงในการขูดสูงว่าจึงแซกตัวในดินได้ง่าย
    จ. มีค่ากิโลวัตต์ต่อปริมาตร 1 ลูกบาศก์เมตรดินหลวม จึงสามารถเคลื่อนย้ายหินก้อนใหญ่ได้ง่าย ใบมีดนี้มีชื่อว่า
  • 1 : ใบมีดยูนิเวอซอล (Universal blade)
  • 2 : ใบมีดขอบตัดตรง (Straight blade)
  • 3 : ใบมีดกึ่งขอบตัดตรงและกึ่งยูนิเวอซอล (Semi universal blade)
  • 4 : ใบมีดคูเชี่ยน (Cushion blade)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 69 :
  • ในการคัดเลือกใบมีด (Blade) ติดตั้งกับรถบูลโดเชอร์ ความต้องการและเลือกชนิดของใบมีด
    ก. ใบมีดที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ (Special application)
    ข. สามารถบังให้ใบมีดอยู่ในแนวตั้งฉาก หรือ 45 องศากับทิศทางการทำงานได้ โดยมีอุปกรณ์ติดตั้งพิเศษ
    ค. สามารถใช้ในกับปรับทำขั้นบันไดป้องกันบ่อเหมืองหรือไหล่ถนนขุดร่องน้ำ เป็นต้น
    ง. ใบมีดที่ไม่เหมาะกับงาน ขูดหินหรืองานที่ลำบากมากๆ (Severe application)
  • 1 : ยูนิเวอซอล (Universal blade)
  • 2 : ใบมีดขอบขูดตัดตรง (Straight blade)
  • 3 : ใบมีดเอียงทำมุมได้ (Angling blade)
  • 4 : ใบมีดคูเชี่ยน (Cushion blade)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 70 :
  • การเลือกใบมีด (Blade) ติดตั้งกับรถบูลโดเชอร์ ความต้องการและการเลือกใบมีด
    ก. ใบมีดใช้งานในกรณีพิเศษ (Special application)
    ข. ใช้ในการดันท้ายรถขูดดิน (Scraper) หรือบูลโดเชอร์ตัวอื่น เพื่อช่วยในการขูดดินได้รวดเร็วขึ้น
    ค. ความกว้างขอบใบมีดน้อยกว่าชนิดอื่น คล่องตัวในการทำงาน
    ง. ตรงกลางขอบใบมีดมีความหนามากกว่า จึงสามารถใช้ดันท้ายรถขูดดินหรือรถบูลโดเชอร์ได้เหมาะสมกว่า
  • 1 : ใบมีดยูนิเวอชอล (Universal blade)
  • 2 : ใบมีดขอบขูดตัดตรง (Straight blade)
  • 3 : ใบมีดเอียงได้ (Angling blade)
  • 4 : ใบมีดคูเชี่ยน (Cushion blade)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 71 :
  • การเลือกใบมีด (Blade) ติดตั้งกับรถบูลโดเชอร์ ความต้องการและการเลือกใบมีด
    ก. ใบมีดใช้งานในกรณีพิเศษ (Special application)
    ข. ใช้ในการดันท้ายรถขูดดิน (Scraper) หรือบูลโดเชอร์ตัวอื่น เพื่อช่วยในการขูดดินได้รวดเร็วขึ้น
    ค. ความกว้างขอบใบมีดน้อยกว่าชนิดอื่น คล่องตัวในการทำงาน
    ง. ตรงกลางขอบใบมีดมีความหนามากกว่า จึงสามารถใช้ดันท้ายรถขูดดินหรือรถบูลโดเชอร์ได้เหมาะสมกว่า
  • 1 : ใบมีดยูนิเวอชอล (Universal blade)
  • 2 : ใบมีดขอบขูดตัดตรง (Straight blade)
  • 3 : ใบมีดเอียงได้ (Angling blade)
  • 4 : ใบมีดคูเชี่ยน (Cushion blade)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 72 :
  • การเลือกชนิดของใบมีด (Blade) ติดตั้งกับรถบูลโดเซอร์ การคำนวณปริมาณงานดินของบูลโดเซอร์ ตามมาตรฐาน J1265
    ปริมาณงานดินของใบมีดขอบขูดตัดตรง (Straight blade)
    ก. Vs = 0.8 W.H2
    ปริมาณดินของใบมีดยูนิเวอซอล
    ข. Vu = Vs+ZH(W-Z)tanX
    ในเมื่อ
    W = ความกว้างใบมีด
    H = ความสูงประสิทธิผลของใบมีด
    Z = ความยาวของปีกวัดแนวขนานความกว้างของใบมีด
    X = มุมของปีก
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 73 :
  • การคำนวณปริมาตรงานดินที่ได้จากแทรกเตอร์บูลโดเซอร์ D11R ใบมีดชนิดยูนิเวอซอล
    ความกว้าง 5.60 เมตร
    ความสูง 2.37 เมตร
    ความลึกการขูด 0.766 เมตร
    ปริมาตรดินที่ขูดได้ = Vs+ZH(W-Z)tanX
    = 0.8WH2+ZH(W-Z)tanX
    แทนค่าได้ปริมาตรโดยประมาณ
  • 1 : 25 ลูกบาศก์เมตร
  • 2 : 30 ลูกบาศก์เมตร
  • 3 : 35 ลูกบาศก์เมตร
  • 4 : 40 ลูกบาศก์เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 74 :
  • การคำนวณงานดินที่ได้จากแทรกเตอร์บูลโดเซอร์ D11R ประเภทของใบมีด กึ่งยูนิเวอซอล กึ่งขอบขูดตัดตรง (Semi Universal blade)
    ความกว้าง 5.60 เมตร
    ความสูง 2.37 เมตร
    ความลึกในการขูด 0.766 เมตร
    ปริมาตรงานดินที่ขูดได้ Vsu = Vs+ZH(W-Z)tanX
    Vs = 0.8WH2
    ปริมาตรงานดินที่ได้โดยประมาณ
  • 1 : 20 ลูกบาศก์เมตร
  • 2 : 24 ลูกบาศก์เมตร
  • 3 : 28 ลูกบาศก์เมตร
  • 4 : 32 ลูกบาศก์เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 75 :
  • การคำนวณปริมาณงานดินที่ได้ของบูลโดเซอร์ D7G
    ประเภทของใบมีด 7A (Angling blade)
    ความกว้าง 4.26 เมตร
    ความสูง 0.960 เมตร
    ความลึกในการขูด 0.468 เมตร
    ปริมาตรงานดินหน้าใบมีด = 0.9 Vs
    = 0.9[0.8WH2]
    ปริมาตรงานดินประมาณ
  • 1 : 2.0 ลูกบาศก์เมตร
  • 2 : 2.5 ลูกบาศก์เมตร
  • 3 : 3.0 ลูกบาศก์เมตร
  • 4 : 3.5 ลูกบาศก์เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 76 :
  • การคำนวณปริมาณงานดินที่ได้ของบูลโดเซอร์ D7G
    ประเภทของใบมีด ขอบใบมีดตัดตรง (Straight blade) 7S
    ความกว้างของใบมีด 3.65 เมตร
    ความสูงของใบมีด 1.274 เมตร
    ความลึกสูงสุดในการขูด 0.438 เมตร
    ปริมาตรของดินหน้าใบมีด Vs = 0.8WH2
    ปริมาตรของดินหน้าใบมีดโดยประมาณ
  • 1 : 3.5 ลูกบาศก์เมตร
  • 2 : 4.5 ลูกบาศก์เมตร
  • 3 : 5.5 ลูกบาศก์เมตร
  • 4 : 6.5 ลูกบาศก์เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 77 :
  • Bulldoger Production off-the-job
    การประมาณงานดินโดยการใช้คราฟ (Production curve) และปรับแก้โดยใช้แฟกเตอร์ การแก้ไข (Correction factor)
    สมการที่ใช้
    Production (Lm/hr) = Maximum ProductionxCorrection factor
    ปริมาณงานดินสูงสุดขึ้นอยู่กับข้อกำหนดพื้นฐานดังนี้
    ก. ประสิทธิภาพ 100% (60 นาทีต่อชั่วโมง-พื้นฐาน)
    ข. เครื่องจักรใช้ระบบพาวเวอร์ชิพด้วยเวลา 0.05 นาที หรือ 3 วินาที
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 78 :
  • Bulldoger production off-the-job
    ปริมาณงานดินสูงสุด (Maximum production) ขึ้นกับข้อกำหนดมาตรฐาน (ต่อเนื่อง)
    ก. เครื่องจักรบูลโดเซอร์ขูดดินในระยะทาง 15 เมตร หลังจากนั้นดัน (drift) ดินหน้าใบมีดให้ตกลงหน้าผากำแพงสูง เวลาในการเทดิน (dump) = 0 วินาที
    ข. ความหนาแน่นของดิน 1500 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตรหลวม
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 79 :
  • Bulldoger production off-the-job
    ปริมาณงานดินสูงสุด (Maximum production) ขึ้นกับข้อกำหนดมาตรฐานดังนี้ (ต่อเนื่อง)
    ก. ประสิทธิภาพการยึดเกาะของล้อยางหรือตีนตะขาบต่อพื้นที่ดินที่รองรับ (Coefficient of Traction)
    ก.1 ตีนตะขาบ 0.5 หรือมากกว่า
    ก.2 ล้อยาง 0.4 หรือน้อยกว่า
    ข. ใช้ระบบการควบคุมใบมีดด้วยระบบไฮดรอลิค
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 80 :
  • Bulldoger production off-the-job (ต่อเนื่อง)
    ประสิทธิภาพการยึดเกาะ (Coefficient of traction) มีผลทั้งล้อยางและตีนตะขาบโดยเฉพาะล้อยาง หลักทั่วไปปริมาณงานดินจะลดลงทุก 4% ต่อประสิทธิภาพการยึดเกาะของล้อและพื้นลดลงหนึ่งในร้อย (1%) ที่ต่ำกว่า 0.4 เช่น ประสิทธิภาพการยึดเกาะมีค่า 0.3 หรือลดลง 0.10 ปริมาณงานดินจะลดลง 10x4% = 40% ปริมาณงานดินที่ได้จะเหลือประมาณกี่%
  • 1 : 40 เปอร์เซ็นต์
  • 2 : 50 เปอร์เซ็นต์
  • 3 : 60 เปอร์เซ็นต์
  • 4 : 70 เปอร์เซ็นต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 81 :
  • Bulldoger production off-the-job (ต่อเนื่อง)
    ในลำดับการใช้งานของรถบูลโดเชอร์ ขูดดินด้วยเกียร์ 1 เดินหน้าดันดินด้วยเกียร์ 2 เดินหน้า ถอยหลังด้วยเกียร์ 2 ถอยหลัง ในพื้นที่ระดับราบและลงเขา ความหนาแน่นของดินที่ขูดปานกลาง และไม่มีส่วนเพิ่มของใบมีด เช่น แผ่นป้องกันดินล้นใบมีด, แผ่นป้องกันหินล้นใบมีด เป็นต้น
    หากจำเป็นต้องขูดและดันดินด้วยเกียร์ 1 เดินหน้า ปริมาณงานดินที่ได้จะเปลี่ยนแปลงดังนี้
  • 1 : มากกว่ามาตรฐานที่กำหนด
  • 2 : น้อยกว่ามาตรฐานที่กำหนด
  • 3 : เท่ากับมาตรฐานที่กำหนด
  • 4 : ไม่มีข้อที่ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 82 :
  • Bulldoger production off-the-job (ต่อเนื่อง)
    ในการคำนวณ ปริมาณงานดินที่ได้
    ลูกบาศก์เมตรดินแน่น (BCM/hr)
    = ลูกบาศก์เมตรดินหลวม (LCM/hr)x โหลดแฟกเตอร์ (Load factor)
    ตัวอย่างเช่น
    ดินแน่น 1 ลูกบาศก์เมตร หนัก 2200 กิโลกรัม
    ดินหลวม 1 ลูกบาศก์เมตรหนัก 1600 กิโลกรัม
    โหลดแฟกเตอร์ มีค่าประมาณ
  • 1 : 0.9
  • 2 : 0.8
  • 3 : 0.7
  • 4 : 0.6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 83 :
  • การคำนวณปริมาณงานดิน (Estimating Production off-the-job)
    ในการคำนวณปริมาณงานดินต่อชั่วโมงของบูลโดเชอร์ D8R-8SU (พร้อมไฮดรอลิคยกใบมีดข้างหนึ่งสูงกว่าอีกข้างหนึ่ง(tilt) เคลื่อนย้ายดินเหนียวแน่นไปในระยะทาง 45 เมตร ลงเนิน 15 เปอร์เซ็นต์เกรด ใช้เทคนิคการขูดดินในร่องน้ำ (Slot doging) โดยมีแฟกเตอร์ตามที่กำหนดให้
    ปริมาณงานดิน=ปริมาณงานดินสูงสุดxแฟกเตอร์ที่ใช้ปรับแก้
    =กี่ลูกบาศก์เมตร/ชัวโมง
  • 1 : ประมาณ 300 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง
  • 2 : ประมาณ 320 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง
  • 3 : ประมาณ 340 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง
  • 4 : ประมาณ 360 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 84 :
  • วิธีการวัดปริมาณงานดินในสนาม (Measuring Production on the job) มี 3 วิธี
    วิธีที่ 1 ใช้หลักการรังวัด
    ก. จับเวลาในการทำงาน ตามด้วยการรังวัดเพื่อหาปริมาตรภาคตัด หน่วย ลูกบาศก์เมตรแน่นต่อหน่วยเวลา
    หรือ ข. จับเวลาในการทำงานตามด้วยรังวัดพื้นที่ทิ้งดิน เพื่อหาปริมาตรดินหลวม หน่วย ลูกบาศก์เมตรดินหลวมต่อหน่วยเวลา
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ ข้อ ก. และข้อ ข.
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ ข้อ ก. และข้อ ข.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 85 :
  • วิธีการวัดปริมาณงานดินที่ได้ในสนาม (Measuring Production on the Job) (ต่อเนื่อง)
    วิธีที่ 2 ชั่งน้ำหนักงานดินหน้าใบมีด (Weighing blade loads)
    ก. จับเวลาในการทำงาน
    ข. ชั่งน้ำหนักดินที่อยู่หน้าใบมีด โดยชั่งน้ำหนักดินที่อยู่ในบ้งกี๋ของรถตัก (Loader)
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ ข้อ ก. และข้อ ข.
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ ข้อ ก. และข้อ ข.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 86 :
  • วิธีการวัดปริมาณงานดินในสนาม (Measuring production on the job) (ต่อเนื่อง)
    วิธีที่ 3 การวัดปริมาณของดินที่อยู่หน้าใบมีด (Measuring blade loads) ประกอบด้วย
    ก. การทำงานของบูลโดเชอร์
    ข. การวัด
    ค. การคำนวณปริมาตรของดิน
    ง. คำนวณหาปริมาตรลูกบาศ์กเมตรหลวมต่อหน่วยเวลา
    หรือปริมาตรลูกบาศก์เมตรแน่นต่อหน่วยเวลา
  • 1 : ข้อ ก. ผิด
  • 2 : ข้อ ข. ผิด
  • 3 : ข้อ ค. ผิด
  • 4 : ถูกทั้ง 4 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 87 :
  • วิธีการวัดปริมาณงานดินในสนาม (Measuring production on the job) วิธีที่ 3 ต่อเนื่อง
    ก. การทำงานของบูลโดเชอร์
    ก.1 ดันดินไปสู่พื้นที่ที่ราบเรียบอยู่ในแนวราบ
    ก.2 ยกใบมีดขึ้นตรงๆ เกลี่ยกองดินให้เกิดความสมมาตร (nearly symmetrical pile)
  • 1 : ข้อ ก.1 ถูก ข้อ ก.2 ผิด
  • 2 : ข้อ ก.1 ผิด ข้อ ก.2 ถูก
  • 3 : ผิดทั้ง 2 ข้อ ก.1 และ ก.2
  • 4 : ถูกทั้ง 2 ข้อ ก.1 และ ก.2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 88 :
  • วิธีการวัดปริมาณงานดินในสนาม (Measuring production on the job) วิธีที่ 3 ต่อเนื่อง
    ข. วิธีการวัด (Measurements)
    ข.1 วัดความสูงของกองดิน 2 ตำแหน่งตามแนวของรอยล้อ
    ข.2 วัดความกว้างของกองดิน 2 ตำแหน่งตามแนวรอยล้อย
    ข.3 วัดความยาวของกองดินจากขอบซ้ายสุดถึงขอบขวาสุด 1 ตำแหน่ง
  • 1 : ข้อ ข.1 ผิด
  • 2 : ข้อ ข.2 ผิด
  • 3 : ข้อ ข.3 ผิด
  • 4 : ถูกทั้ง 3 ข้อ ข.1 ข.2 ข.3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 89 :
  • การวัดปริมาณงานดินในสนาม (Measuring producting on the job) วิธีที่ 3 ต่อเนื่อง
    ค. การคำนวณปริมาตรดินหน้าใบมีดบูลโดเชอร์
    ค.1 คำนวณเฉลี่ยความสูงจาก 2 ตำแหน่งตามรอยล้อ
    ค.2 คำนวณเฉลี่ยความกว้างจาก 2 ตำแหน่งตามรอยล้อ
    ค.3 ปริมาตรงานดินหลวม = 0.138 x ความสูงเฉลี่ย x ความกว้างเฉลี่ย x ความยาว
    ค.4 ปริมาตรดินแน่น = ปริมาตรดินหลวม x โหลดแฟกเตอร์
  • 1 : ข้อ ค.1 ผิด
  • 2 : ข้อ ค.2 ผิด
  • 3 : ข้อ ค.3 ผิด
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 90 :
  • การวัดปริมาณงานดินในสนาม (Measuring production on the job) ข้อ 3 ต่อเนื่อง
    ง. คำนวณปริมาตรดินต่อหน่วยเวลา
    ง.1 นำเวลาที่บันทึกไว้ ตั้งแต่บูลโดเชอร์เริ่มขูดดิน
    ง.2 นำข้อมูลที่คำนวณได้ปริมาตรงานดินหลวม หรือปริมาตรดินแน่นที่คำนวณไว้ในข้อ ค.
    ง.3 คำนวณหาปริมาตรงานดินต่อหน่วยเวลา
  • 1 : ข้อ ง.1 ผิด
  • 2 : ข้อ ง.2 ผิด
  • 3 : ข้อ ง.3 ผิด
  • 4 : ถูกทั้ง 3 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 91 :
  • การเลือกประเภทของคราด (Ripper) ใช้กับบูลโดเชอร์ ประเภทของคราด (Ripper) ที่ใช้กับรถแทรกเตอร์ D10R, D11R มีคุณสมบัติดังนี้ คนขับรถแทรกเตอร์สามารถปรับมุมของคราดให้ปลาย (tip) หรือฟัน (tooth) ของคราด แทรกตัวลงไปในดินให้ได้ความลึกตามต้องการเพื่อเพิ่มงานดินให้มากขึ้น คราดประเภทนี้มีชื่อว่า
  • 1 : Paraddelogram linkage with hydraulically variable pitch
  • 2 : Fixed Parallelogram linkage
  • 3 : Fixed Radial rippers
  • 4 : ไม่มีข้อที่ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 92 :
  • การเลือกชนิดของคราด (Ripper) ที่ใช้กับ D7G, D6R คุณสมบัติดังนี้
    ผู้ขับไม่สามารถปรับมุมของฟัน (tooth angle) ในการแทรกตัวเข้าไปในดินที่จะคราดได้ หรือมุมของฟันจะคงที่ตลอด คราดในลักษณะนี้มีชื่อว่า
  • 1 : Parallelogram linkage with hydraulically variable pitch
  • 2 : Fixed parallelogram linkage
  • 3 : Fixed radial rippers
  • 4 : ไม่มีข้อที่ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 93 :
  • การคัดเลือกคราด (Ripper) ใช้กับรถแทรกเตอร์ D3C Series 3, D4C Series 3
    คุณสมบัติ
    คราดที่มีก้านคราดหลายชิ้น (Multishank) ด้วยคานที่กว้าง ทำให้ทำการคลาดใกล้กับกำแพง ฐานราก (footing) และกองดิน มุมของฟันของคราดจะเปลี่ยนไปเมื่อคราดถูกยกขึ้นหรือลง
    คราดมี 5 ก้าน (Shank) สำหรับ D3C Series 3 คราดประเภทนี้มีชื่อว่า
  • 1 : Parallelogram linkage with hydraulically variable pitch
  • 2 : Fixed parallelogram linkage
  • 3 : Fixed radial rippers
  • 4 : ไม่มีข้อที่ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 94 :
  • การเลือกคราด (Ripper) สำหรับแทรกเตอร์ D10R, D11R
    คุณสมบัติ
    คนขับสามารถปรับมุมของฟัน (tooth angle) ได้ ใช้ในงานที่ลำบาก คราดยากที่สุด เช่นก้อนหินขนาดใหญ่พอประมาณและสามารถที่จะใช้แทรกเตอร์อีกคันหนึ่งที่ใช้ใบมีดคูเชี่ยนดันด้านท้ายเสริมกำลังได้ ประสิทธิภาพสูงขึ้น คราดประเภทนี้มีชื่อว่า
  • 1 : Fixed Parallelogram Linkage Design
  • 2 : Fixed Radial Rippers
  • 3 : Adjustable Single Shank
  • 4 : Parallelogram Linkage with Hydraulically Variable Pitch
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 95 :
  • การเลือกคราด (Ripper) ใช้งานกับบูลโดเชอร์หลายรุ่น
    คุณสมบัติดังนี้
    เป็นคราดที่มีหลายก้าน (Multishank) ออกแบบใช้งานกับแทรกเตอร์แต่ละรุ่น มีคานที่กว้าง (Wide beam) ทำให้การคราดดินหรือหินที่ไม่ก้อนใหญ่นักได้ง่ายขึ้น คราดประเภทนี้มีชื่อว่า
  • 1 : Fixed radial rippers
  • 2 : Adjustable single shank
  • 3 : Parallelogram linkage design
  • 4 : Hydraulically variable pitch multishank
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 96 :
  • คำจำกัดความที่เกี่ยวข้องกับการคราด (Ripping) แรงมากที่สุด (Maximum force) ในการยกคราดขึ้น แรงนี้เกิดจากชุดไฮดรอลิครูปทรงกระบอก จัดที่ปลายของคราด (Ripper tip) หน่วยเป็นนิวตัน แรงนี้มีชื่อว่า
  • 1 : Pryout force
  • 2 : Breakout force
  • 3 : Penetration force
  • 4 : Lifting force
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 97 :
  • คำจำกัดความเกี่ยวข้องกับการคราด (Ripping) แรงมากที่สุด (Maximum force) ในการยกคราดขึ้น แรงนี้เกิดจากชุดไฮดรอลิครูปทรงกระบอก วิธีการวัดโดยที่ก้านคราด (Shank) อยู่ในรูที่อยู่สูงสุด (Top hole) ก้านคราดอยู่ในแนวดิ่งและคราดวางในตำแหน่งต่ำสุด มีหน่วยของแรงเป็นนิวตัน แรงนี้มีชื่อว่า
  • 1 : Pryout force
  • 2 : Breakout force
  • 3 : Penetration force
  • 4 : Lifting force
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 98 :
  • คำจำกัดความเกี่ยวกับการคราด (Ripping) แรงมากที่สุด (Maximum downward force) ที่ทำให้คราดอยู่ในสภาพการคราดดินได้หรือคราดแทรกตัวอยู่ใต้ดินตลอดเวลาในการคราด แรงนี้เกิดจากไฮดรอลิกรูปทรงกระบอกใช้ยกหรือกดคราด (Ripper) วัดที่ปลายของคราด (Ripper tip) ซึ่งจะยกด้านท้ายของรถแทรกเตอร์ โดยที่ปลายของคราดอยู่บนพื้นดินและก้านคราด (Shank) อยู่ในแนวดิ่ง แรงนี้มีชื่อว่า
  • 1 : Pryout force
  • 2 : Breakout force
  • 3 : Penetration force
  • 4 : Lifting force
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 99 :
  • ข้อมูลของคราด (Ripper) ของรถแทรกเตอร์ D11R โครงสร้างของคราดรูปสี่เหลี่ยมปรับมุมของก้านคราดได้ (Adjustable Parallellogram) มี 2 ประเภท
    ก. ก้านคราดชุดเดียว (Single Shank) พร้อมบล๊อกดัน(Pushblock) ติดด้านท้ายคราด เพื่อให้แทรกเตอร์คันอื่นช่วยด้านท้ายได้
    ข. ก้านคราดมากกว่าหนึ่ง เช่นสองหรือสามก้านคราด (Multishank) พร้อมชุดบล๊อกดันเหมือนข้อ ก.
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 100 :
  • คำจำกัดความบางคำเกี่ยวกับคราด (Ripper) สำหรับ D10R, D11R
    ก. แรงแทรกตัว (Penetration force) เมื่อก้านคราด (Shank)อยู่ในแนวดิ่ง br>สำหรับ D10R ก้านคราดเดี่ยวมีค่า 205,000 นิวตัน
    D11R ก้านคราดเดี่ยวมีค่า 279,865 นิวตัน
    ข. แรงยกตัว (Pryout force) เมื่อก้านคราด (Shank) อยู่ในแนวดิ่ง
    สำหรับ D10R ก้านคราดเดี่ยว 429,000 นิวตัน
    D11R ก้านคราดเดี่ยว 657,845 นิวตัน
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ผิดทั้ง 2 ข้อ ข้อ ก. ข้อ ข.
  • 4 : ถูกทั้งสองข้อ ข้อ ก. ข้อ ข.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 101 :
  • คำจำกัดความบางคำของคราด (Ripper) สำหรับคราดที่มีก้านคราด 3 ชิ้น (Triple Shank) ระยะความยาวระหว่างจุดกึ่งกลางก้านคราดชิ้นที่ 1 และก้านคราดชิ้นที่ 2 มีชื่อว่า
  • 1 : Shank gauge
  • 2 : Pocket spacing
  • 3 : Track clearance with standard shoe
  • 4 : Overall width
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 102 :
  • คำจำกัดความบางคำของคราด (Ripper) สำหรับคราดที่มีก้านคราด 3 ชิ้น (Triple shank) ระยะระหว่างจุดกึ่งกลางของก้านคราด (Shank) ชุดที่ 1 และชุดที่ 3 ตลอดความยาวของคานของคราด มีชื่อว่า
  • 1 : Shank gauge
  • 2 : Pocket spacing
  • 3 : Track clearance with standard shoe
  • 4 : Overall width
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 103 :
  • การเลือกประเภทของคราด (Ripper) สำหรับรถแทรกเตอร์ D3C Series 3, D4C Series 3, D5C Series 3 ขับเคลื่อนด้วยระบบไฮโดรสแตติคชนิดของคราด เรเดียล
    ก. จำนวนจุดยึดของก้านคราด (Pocket) 5 ระยะกึ่งกลางของจุดยึด (Pockets) 356 มิลลิเมตร
    ข. ระยะห่างของกึ่งกลางของจุดยึดชั้นที่ 1 และชั้นที่ 5 ห่างกัน 1.42 เมตร
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ผิดทั้ง 2 ข้อ ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ผิด
  • 4 : ถูกทั้ง 2 ข้อ ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 104 :
  • การเลือกประเภทของคราด (Ripper) สำหรับแทรกเตอร์ D8R, D9R, D10R และ D11R
    ก. ส่วนปลาย (tip) ของก้านคราด (Shank) แบ่งเป็น 3 ชนิดคือ ปลายสั้น (short) ปลายขนาดกลาง (intermediate) ปลายยาว (long)
    ข. ส่วนปลาย (tip) แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบคือ certerline และ penetration
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ถูก
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 105 :
  • การเลือกประเภทของคราด (Ripper) สำหรับแทรกเตอร์ D8R, D9R, D10R และ D11R การเลือกประเภทส่วนปลายของก้านคราด (Shank)
    ประเภทที่ 1 ปลายสั้น (Short tip) ใช้ในพื้นที่ที่แรงกระแทกสูง (impact) ซึ่งจะทำปลายหักได้ง่าย ปลายยิ่งสั้นจะทนการแตกหักได้สูง
    ประเภทที่ 2 ปลายความยาวปานกลาง (Intermediate tip) ประสิทธิภาพสูง ในการคราดพื้นที่แรงต้านทานปานกลางและการขัดสีไม่รุนแรงมาก
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ถูก
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 106 :
  • การเลือกประเภทของคราด (Ripper) สำหรับแทรกเตอร์ D8R, D9R, D10R และ D11R (ต่อเนื่อง) การเลือกประเภทส่วนปลายของก้านคราด (Shank)
    ประเภทที่ 2 ปลายผ่านกลาง (Intermediate tip) ประสิทธิภาพสูง ในการคราดพื้นที่มีแรงต้านทานปานกลางและการขัดสีไม่รุนแรง
    ประเภทที่ 3 ปลายยาว (Long tip) ใช้ในพื้นที่หลวม (Loose) พื้นที่แตกหักมาก คราดได้ง่าย โดยปกติจะทำจากวัสดุที่ทนต่อการขัดสี
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ถูก
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 107 :
  • การเลือกประเภทของคราด (Ripper) สำหรับแทรกเตอร์ D8R, D9R, D10R, D11R (ต่อเนื่อง) ความแตกต่างของรูปแบบ Centerline และ Penetration
    ก. Centerline tip ใช้เมื่อสภาพพื้นที่ที่ต้องการแรงกระแทกสูง
    ข. Penetration tip ใช้เมื่อสภาพพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูง
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ถูก
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ ข้อ ก.ผิด ข้อ ข. ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 108 :
  • การเลือกประเภทของคราด (Ripper) สำหรับแทรกเตอร์ D8R, D9R, D10R, D11R
    สภาพของการคราด (Ripping Condition)
    สภาพการคราดแทรกเตอร์ 2 คัน ดันท้ายกัน (tandem tractors) ของ Single shank
    หรือสภาพการคราดอิสระไม่ดันท้ายกันใช้ Multi shank
    ประเภทของปลายของก้านคราดที่เลือก
    ก. D8R และ D9R เลือกใช้ปลายสั้น (Short tip)
    ข. D10R และ D11R เลือกใช้ปลายสั้น (Short tip)
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ถูก
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 109 :
  • การเลือกประเภทของคราด (Ripper) สำหรับแทรกเตอร์
    สภาพการคราด (Ripping condition)
    สภาพพื้นที่ที่จะคราด มีความลำบากมาก หินแข็ง (Extreme Duty)
    การเลือกประเภทของส่วนปลายของก้านคราด (Shank)
    ก. D8R และ D9R เลือกใช้ประเภทปานกลาง (Intermediate tip)
    ข. D10R และ D11R เลือกใช้ประเภทปานกลาง (Intermediate tip)
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 110 :
  • การเลือกประเภทของคราด (Ripper) สำหรับรถแทรกเตอร์
    สภาพการคราด (Ripping condition)
    สภาพพื้นที่มีความลำบากในการคราดปานกลาง
    การเลือกชนิดของส่วนปลาย (tip) ของก้านคราด (shank)
    ก. D8R และ D9R เลือกใช้ชนิดปลายยาว (long tip)
    ข. D10R และ D11R เลือกใช้ชนิดปลายยาว (long tip)
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 111 :
  • การเลือกประเภทของคราด (Ripper) ใช้กับแทรกเตอร์
    สภาพการคราด (Ripping condition)
    สภาพพื้นที่การคราดไม่ลำบากนัก คราดได้ง่าย หินมีความคมอยู่บ้างแต่แตกหักมาก แตกเป็นก้อนเล็กๆ เป็นส่วนใหญ่
    การเลือกชนิดของส่วนปลาย (tip) ของก้านคราด (shank)
    ก. D8R และ D9R เลือกใช้ชนิดปลายยาว (long tip)
    ข. D10R และ D11R เลือกใช้ชนิดปลายปานกลาง (intermediate tip)
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 112 :
  • การเลือกใช้คราด (Ripper) ใช้กับรถแทรกเตอร์ ข้อความทั่วไปที่ควรคำนึง
    ก. พยายามใช้ปลายยาว (long tip) ให้มากที่สุดในที่ซึ่งจะสึกหรอจากการขัดสีโดยที่ไม่ทำให้ปลายหัก (Breakage)
    ข. พยายามทดลองใช้ชนิดของปลาย (tip) ของก้านคราด (tip) หลายๆ ชนิด เพื่อหาข้อที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ดีที่สุด
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 113 :
  • การประมาณการงานดินที่ได้จากการคราด (Estimating Ripping Production) ต้องเปรียบเทียบกับวิธีการระเบิดด้วยมี 3 หลักเกณฑ์ทั่วไปคือ
    ก. วิธีที่ดีที่สุดคือ จดบันทึกเวลาในการทำงาน การคราด การขูดดันและเคลื่อนย้าย ชั่งน้ำหนักงานดินที่ได้คำนวณหางานดินที่ได้ต่อหน่วยเวลา
    ข. จดบันทึกเวลาทำงาน การคราด การขูดดัน และเคลื่อนย้ายดิน หลังจากนั้นทำการรังวัด คำนวณปริมาตรและคำนวณหาปริมาณงานดินต่อหน่วยเวลา
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 114 :
  • การประมาณการงานดินที่ได้จากการคราด (Extimating Ripping Production) (ต่อเนื่อง)
    วิธีที่ 3 ความถูกต้องต่ำที่สุด โดยการวัดระยะทางเฉลี่ยในการคราด ระยะห่างการคราด ความลึกในการคราด จากข้อมูลนี้จะคำนวณหาปริมาตรดินแน่นต่อรอบการคราดและเฉลี่ยจากหลายๆ รอบในการทำงาน (รวมเวลาในการกลับรถและอื่นๆ ใน 1 รอบการทำงาน)
    ด้วยวิธีนี้จะได้ค่าสูงกว่าวิธีที่ 2 การพิจารณาปริมาตรภาคตัวขวางประมาณกี่เปอร์เซ็นต์
  • 1 : น้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์
  • 2 : ไม่มีความแตกต่างกัน
  • 3 : มากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์
  • 4 : มากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 115 :
  • ตัวอย่างการคำนวณปริมาณงานดินจากการคราด (Ripping) โดยวิธีที่ 3 การวัดระยะทาง ข้อมูล D10R พร้อม 1 shank ระยะห่างจากคราด 910 มิลลิเมตร ความเร็ว 1.6 กิโลเมตรต่อชม. ทุกๆ 91 เมตร ใช้เวลาในการยกคราด 0.25 นาที (หมุนรถ กลับรถ และลดคราด เพื่อคราดต่อไป) ความสึกการคราด 610 มิลลิเมตร ไม่มีการใช้แทรกเตอร์คันอื่นดันท้ายตลอดการทำงาน เวลาทำงานประสิทธิผล 45 นาที/ชั่วโมปริมาณงานดินที่ได้ประมาณกี่ลูกบาศก์เมตร
  • 1 : ประมาณ 550 ลูกบาศก์เมตรแน่นต่อชั่วโมง
  • 2 : ประมาณ 600 ลูกบาศก์เมตรแน่นต่อชั่วโมง
  • 3 : ประมาณ 650 ลูกบาศก์เมตรแน่นต่อชั่วโมง
  • 4 : ประมาณ 700 ลูกบาศก์เมตรแน่นต่อชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 116 :
  • การคัดเลือกคราด (Ripper) ใช้กับแทรกเตอร์ คราดใช้ในการขุดดินที่ไม่แข็งนักแทนการระเบิด ความแข็งของหินจะนิยมวัดโดยเครื่องมือไซสโมกราฟ (Seismograph) ซึ่งจะวัดความเร็วของคลื่นเสียงผ่านชั้นหินชนิดต่างๆ มีค่าตั้งแต่ 300 เมตรต่อวินาทีในดินอ่อน จนถึง 6000 เมตรต่อวินาทีในหินแข็ง
    คราดจะทำงานได้ดีใน
    ก. หินที่มีค่าความเร็วของคลื่นเสียง 1000-2000 เมตรต่อวินาที
    ข. หินมีรอยแตก รอยเปราะและเป็ชั้นๆ
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 117 :
  • การคัดเลือกคราด (Ripper) ใช้กับแทรกเตอร์ คราดใช้ในการขุดดินที่ไม่แข็งนักแทนการระเบิด ความแข็งของหินจะนิยมวัดโดยเครื่องมือไซสโมกราฟ (Seismograph) ซึ่งจะวัดความเร็วของคลื่นเสียงผ่านชั้นหินชนิดต่างๆ มีค่าตั้งแต่ 300 เมตรต่อวินาทีในดินอ่อน จนถึง 6000 เมตรต่อวินาทีในหินแข็ง
    คราดจะทำงานได้ดีใน
    ก. หินที่มีค่าความเร็วของคลื่นเสียง 1000-2000 เมตรต่อวินาที
    ข. หินมีรอยแตก รอยเปราะและเป็ชั้นๆ
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 118 :
  • การเลือกชนิดของคราด (Ripper) ใช้กับรถแทรกเตอร์ประเภทที่ 1 คราด (Ripper) ที่ให้ความเอียงของฟันคราดคงที่ไม่ว่าคราดจะกดลึกลงไปเท่าใด
    คราดประเภทนี้มีชื่อว่า
  • 1 : แบบแขนขนาน (Fixed parallelogram ripper)
  • 2 : แบบเปลี่ยนความเอียงได้ (Variable pitch ripper)
  • 3 : แบบฟันหมุนได้ (Swinging shank ripper)
  • 4 : แบบแขนรัศมี (Radial ripper)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 119 :
  • การเลือกชนิดของคราด (Ripper) ใช้กับรถแทรกเตอร์ประเภทที่ 2 คราดที่สามารถเปลี่ยนความเอียงของฟันคราดได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับความลึกที่ถูกกดลงไป ทำให้สามารถปรับได้ให้เหมาะสมกับสภาพของหินได้ดี
    คราดประเภทนี้มีชื่อว่า
  • 1 : แบบแขนขนาน (Fixed parallelogram ripper)
  • 2 : แบบเปลี่ยนความเอียงได้ (Variable pitch ripper)
  • 3 : แบบฟันหมุนได้ (Swinging shank ripper)
  • 4 : แบบแขนรัศมี (Radial ripper)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 120 :
  • การเลือกชนิดของคราด (Ripper) ใช้กับรถแทรกเตอร์ประเภทที่ 3 ฟันของคราดชนิดนี้จะสามารถหมุนได้รอบแกนดิ่งประมาณ 30 องศาทั้งสองด้าน ทำให้ฟันสามารถขยับตามรอยแตกหรือรอยแยกของหิน ทำให้ขุดหินได้ปริมาณมากขึ้นกว่าแบบฟันคงที่
    มีชื่อว่า
  • 1 : แบบแขนขนาน (Fixed parallelogram ripper)
  • 2 : แบบเปลี่ยนความเอียงได้ (Variable pitch ripper)
  • 3 : แบบฟันหมุนได้ (Swinging shank ripper)
  • 4 : แบบแขนรัศมี (Radial ripper)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 121 :
  • ข้อดีของรถแทรกเตอร์ล้อยางเมื่อใช้ในงานก่อสร้าง เมื่อเทียบกับรถแทรกเตอร์ตีนตะขาบคือ
    ก. สามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว
    ข. ต้องใช้รถบรรทุกเพื่อเคลื่อนย้ายไปทำงานในที่อื่นๆ
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 122 :
  • ข้อดีของรถแทรกเตอร์ล้อยางที่เหนือกว่ารถแทรกเตอร์ตีนตะขาบ (ต่อเนื่อง)
    ก. ขับเคลื่อนสะดวกกว่าพนักงานไม่เมื่อยล้ามาก
    ข. สามารถเคลื่อนไปบนถนนสาธารณะได้ ไม่ทำอันตรายต่อผิวถนน
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 123 :
  • การควบคุมตำแหน่งของใบมีด ควรคว่ำหรือหงายใบมีด (Blade pitch) เพื่อปรับให้เหมาะสมกับสภาพของดิน
    ก. ถ้าดินอ่อน หงายใบมีดขึ้น
    ข. ถ้าดินแข็ง หงายใบมีดขึ้น
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 124 :
  • การควบคุมตำแหน่งของใบมีด การเอียงใบมีดโดยการยกด้านใดด้านหนึ่งขึ้น (Blade tilt) เพื่อปรับให้เหมาะสมกับสภาพของดิน
    ก. ในกรณีที่ดินด้านหนึ่งแข็งกว่าดินอีกด้านหนึ่ง
    ข. ในกรณีที่จะขูดพื้นที่แข็งหรือมีหิน
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 125 :
  • การควบคุมตำแหน่งของใบมีดเอียง (Angling blade) สามารถควบคุมได้ดังนี้
    ก. การเอียงใบมีดโดยการยกด้านใดด้านหนึ่งขึ้น
    ข. การเอียงใบมีดรอบแกนดิ่งทั้งซ้ายและขวา ซึ่งใบมีดแบบเอียงนี้จะคว่ำหรือหงายใบมีดไม่ได้
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 126 :
  • คุณสมบัติของวัสดุที่ทำงานโดยเครื่องจักร ปริมาตรของวัสดุที่อยู่ในสภาพตามธรรมชาติ ซึ่งพิจารณาจากการรังวัดสำรวจจากแผนที่ภาคตัดขวางหรือจากการทำแผนที่ระดับ
    มีชื่อว่า
  • 1 : ปริมาตรในสภาพเดิม (Bank volume)
  • 2 : ปริมาตรที่ฟูขึ้น (Loose volume)
  • 3 : ปริมาตรที่ถูกบดอัด (Compacted volume)
  • 4 : เปอร์เซนต์ที่ฟูขึ้น (Percentage of swell)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 127 :
  • คุณสมบัติของวัสดุที่ทำงานโดยเครื่องจักร ปริมาตรของวัสดุที่ผ่านการขุด การขูดและเคลื่อนย้าย จากสภาพที่อยู่ตามธรรมชาติ ปริมาตรของวัสดุที่ได้นี้จะมีปริมาตรมากกว่าปริมาตรในสภาพเดิม เมื่อน้ำหนักเท่ากัน มีชื่อว่า
  • 1 : ปริมาตรในสภาพเดิม (Bank volume)
  • 2 : ปริมาตรที่ฟูขึ้น (Loose volume)
  • 3 : ปริมาตรที่ถูกบดอัด (Compacted volume)
  • 4 : เปอร์เซนต์ที่ฟูขึ้น (Percentage of swell)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 128 :
  • คุณสมบัติของวัสดุที่ทำงานโดยเครื่องจักร ปริมาตรของวัสดุหลังจากที่นำมาถมหรือพูนขึ้นแล้วทำการบดอัดให้แน่น ปริมาตรที่ถูกบดอัดก็จะน้อยกว่าปริมาตรที่ฟู แต่อาจจะน้อยกว่าหรือมากกว่า ปริมาตรในสภาพเดิมขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุ เมื่อน้ำหนักวัสดุเท่าเดิมทุกกรณี มีชื่อว่า
  • 1 : ปริมาตรในสภาพเดิม (Bank volume)
  • 2 : ปริมาตรที่ฟูขึ้น (Loose volume)
  • 3 : ปริมาตรที่ถูกบดอัด (Compacted volume)
  • 4 : เปอร์เซนต์ที่ฟูขึ้น (Percentage of swell)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 129 :
  • คุณสมบัติวัสดุที่ทำงานโดยเครื่องจักร น้ำหนักของวัสดุขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุ ซึ่งหาได้จากความหนาแน่นของวัสดุชนิดต่างๆ เช่น
    ดินเหนียวแห้ง ความหนาแน่นสภาพเดิม 1800 กก./ลบ.ม.
    ความหนาแน่นเมื่อฟูขึ้น 1400 กก./ลบ.ม.
    คำนวณหาเปอร์เซนต์ที่ฟูขึ้น
  • 1 : ประมาณ 10 เปอร์เซนต์
  • 2 : ประมาณ 20 เปอร์เซนต์
  • 3 : ประมาณ 30 เปอร์เซนต์
  • 4 : ประมาณ 40 เปอร์เซนต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 130 :
  • คุณสมบัติของวัสดุที่ทำงานโดยเครื่องจักร น้ำหนักของวัสดุขึ้นกับชนิดของวัสดุ ถ่านหินชนิดไบทูมินัส
    ความหนาแน่นสภาพเดิม 1200 กก./ลบ.ม.
    ความหนาแน่นเมื่อฟูขึ้น 900 กก./ลบ.ม.
    คำนวณหาเปอร์เซนต์ฟูมีค่าเท่าไร
  • 1 : ประมาณ 10 เปอร์เซนต์
  • 2 : ประมาณ 20 เปอร์เซนต์
  • 3 : ประมาณ 30 เปอร์เซนต์
  • 4 : ประมาณ 40 เปอร์เซนต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 131 :
  • คุณสมบัติของวัสดุที่ทำงานโดยเครื่องจักร น้ำหนักของวัสดุขึ้นกับชนิดของวัสดุ
    ทรายเปียก
    ความหนาแน่นตามสภาพเดิม 2200 กก./ลบ.ม.
    ความหนาแน่นเมื่อฟูขึ้น 2000 กก./ลบ.ม.
    คำนวณหาเปอร์เซนต์ฟูมีค่าเท่าไร
  • 1 : ประมาณ 10 เปอร์เซนต์
  • 2 : ประมาณ 20 เปอร์เซนต์
  • 3 : ประมาณ 30 เปอร์เซนต์
  • 4 : ประมาณ 40 เปอร์เซนต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 132 :
  • คุณสมบัติของวัสดุที่ทำงานโดยเครื่องจักร น้ำหนักของวัสดุขึ้นกับชนิดของวัสดุ
    สินแร่เหล็ก
    ความหนาแน่นสภาพเดิม 5000 กก/ลบ.ม.
    ความหนาแน่นเมื่อฟูขึ้น 3000 กก/ลบ.ม.
    คำนวณหาเปอร์เซนต์ฟูมีค่าเท่าไร
  • 1 : ประมาณ 45 เปอร์เซนต์
  • 2 : ประมาณ 55 เปอร์เซนต์
  • 3 : ประมาณ 65 เปอร์เซนต์
  • 4 : ประมาณ 75 เปอร์เซนต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 133 :
  • คุณสมบัติของวัสดุที่ทำงานโดยเครื่องจักร
    หินแกรนิต
    ความหนาแน่นตามสภาพเดิม 2800 กก/ลบ.ม.
    ความหนาแน่นเมื่อฟูขึ้น 1650 กก/ลบ.ม.
    คำนวณหาเปอร์เซนต์ฟูมีค่าเท่าไร
  • 1 : ประมาณ 50 เปอร์เซนต์
  • 2 : ประมาณ 60 เปอร์เซนต์
  • 3 : ประมาณ 70 เปอร์เซนต์
  • 4 : ประมาณ 80 เปอร์เซนต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 134 :
  • คุณสมบัติของวัสดุที่ทำงานโดยเครื่องจักร
    แอสฟัลต์
    ความหนาแน่นตามสภาพเดิม 1900 กก/ลบ.ม.
    ความหนาแน่นเมื่อฟูขึ้น 1200 กก/ลบ.ม.
    คำนวณหาเปอร์เซนต์ฟูมีค่าเท่าไร
  • 1 : ประมาณ 50 เปอร์เซนต์
  • 2 : ประมาณ 60 เปอร์เซนต์
  • 3 : ประมาณ 70 เปอร์เซนต์
  • 4 : ประมาณ 80 เปอร์เซนต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 135 :
  • คุณสมบัติของวัสดุที่ทำงานโดยเครื่องจักร วัสดุเช่นดินหรือหินที่ผ่านการขุดหรือระเบิดออกมาจากสภาพเดิม ปริมาตรที่ฟูขึ้นหักลบด้วยปริมาตรของสภาพเดิมจะได้ปริมาตรที่เพิ่มขึ้น คิดเป็นเปอร์เซนต์เรียกว่า
  • 1 : ความหนาแน่นสภาพเดิม (Bank density)
  • 2 : ความหนาแน่นที่ฟูขึ้น (Loose density)
  • 3 : เปอร์เซนต์ที่ฟูขึ้น (Percentage of swell)
  • 4 : น้ำหนักของวัสดุ (Weight)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 136 :
  • คุณสมบัติของวัสดุที่ทำงานโดยเครื่องจักร ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตรในสภาพเดิม ปริมาตรที่ฟูขึ้นและเปอร์เซนต์ที่ฟูขึ้น จงเลือกข้อที่ถูกต้อง
    ก. ปริมาตรที่ฟูขึ้น = ปริมาตรในสภาพเดิม (1+เปอร์เซนต์ที่ฟูขึ้น/100)
    ข. ปริมาตรที่ฟูขึ้น = ปริมาตรในสภาพเดิม (1-เปอร์เซนต์ที่ฟูขึ้น/100)
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 137 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินบูลโดเชอร์ทำได้ขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัย ปัจจัยที่ 1 ความจุของใบมีด (Blade load) คือปริมาตรของวัสดุที่ใบมีดของรถดันดินสามารถเคลื่อนย้ายไปได้ ในหนึ่งรอบการทำงานโดยใช้สูตร ความจุของใบมีด = ความกว้าง x (ความสูง)2xค่าสัมประสิทะของใบมีดและชนิดของวัสดุ
    ตัวอย่างใบมีดยูนิเวอชอล D11R ฒิความกว้าง 6191 มม. ความยาว 2794 มม.
    ค่าสัมประสิทธิของถ่านหิน = 0.95 จงคำนวณความจุของใบมีด
  • 1 : ประมาณ 35 ลูกบาศก์เมตร
  • 2 : ประมาณ 40 ลูกบาศก์เมตร
  • 3 : ประมาณ 45 ลูกบาศก์เมตร
  • 4 : ประมาณ 60 ลูกบาศก์เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 138 :
  • ปริมาณงานดินที่รถคันดินบูลโดเชอร์ทำได้ใบมีด ขอบตัดตรง (Straight blade) ของรถ D7G ความกว้างใบมีด 3.65 เมตร ความสูง 1274 มิลลิเมตร
    ความลึกการขูดสูงสุด 438 มิลลิเมตร
    ค่าสัมประสิทธิของวัสดุที่กองอยู่ไม่แน่น = 0.75
    จงคำนวณหาความขุของใบมีด
  • 1 : ประมาณ 3.5 ลูกบาศก์เมตร
  • 2 : ประมาณ 4.5 ลูกบาศก์เมตร
  • 3 : ประมาณ 5.5 ลูกบาศก์เมตร
  • 4 : ประมาณ 6.5 ลูกบาศก์เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 139 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินบูลโดเชอร์ทำได้มี 4 ปัจจัย (ต่อเนื่อง) ปัจจัยที่ 2 หมายถึง เวลาทั้งหมดในหนึ่งรอบการทำงาน ตั้งแต่เริ่มขูดหรือรวมกองวัสดุมาทางด้านหน้าของใบมีดแล้วดันไปในที่ที่ต้องการจนถึงกลับมาที่ตำแหน่งเริ่มจุดหรือเริ่มรวมกองอีกครั้งหนึ่งที่เรียกว่า
  • 1 : เวลาที่ใช้ในหนึ่งรอบการทำงาน (Cycle time)
  • 2 : เวลาที่ใช้ชุดหรือรวมกองวัสดุ (Loading time)
  • 3 : เวลาที่ใช้ในการดัน (Pushing time)
  • 4 : เวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่ลับ (Reversing time)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 140 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินจะทำได้มี 4 ปัจจัย (ต่อเนื่อง) ปัจจัยที่ 2 เวลาที่ใช้ในหนึ่งรอบการทำงาน (Cycle time) ประกอบด้วย 2.1 เวลาที่ใช้ชุดหรือรวมกองวัสดุมาอยู่ด้านหน้าของใบมีด (Loading time) ตัวอย่างเช่น
    การขุดหรือรวมกองใช้เกียร์หนึ่งความเร็ว 3 กก./ชม.
    ระยะทางในการขุดหรือรวมกอง 9 เมตร
    จงคำนวณเวลาที่ได้ในการขุดหรือรวมกอง
  • 1 : ประมาณ 15 วินาที
  • 2 : ประมาณ 13 วินาที
  • 3 : ประมาณ 11 วินาที
  • 4 : ประมาณ 9 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 141 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินจะทำได้ มี 4 ปัจจัย (ต่อเนื่อง) ปัจจัยที่ 2 เวลาที่ใช้ในหนึ่งรอบการทำงาน (Cycle time) ประกอบด้วย 2.2 เวลาที่ใช้ในการดัน (Pushing time) ตัวอย่างเช่น ดันดินโดยใช้เกียร์สอง ความเร็วประมาณ 4 กม/ชม. ระยะทางในการดันดินจะค่อนข้างสั้น 65 เมตร คิดจากระยะจุดศูนย์กลางของปริมาตร (Centroid)
    คำนวณหาเวลาที่ใช้ในการดัน
  • 1 : ประมาณ 30 วินาที
  • 2 : ประมาณ 45 วินาที
  • 3 : ประมาณ 60 วินาที
  • 4 : ประมาณ 75 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 142 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินจะทำได้ มี 4 ปัจจัย(ต่อเนื่อง) ปัจจัยที่ 2 เวลาที่ใช้ไปในหนึ่งรอบการทำงาน(Cycle time)ประกอบด้วย2.3 เวลาที่ใช้ไปในการเคลื่อนที่กลับ(Reversing time)โดยทั่วไปจะถอยหลังกลับโดยยกใบมีดขึ้นไม่กลับตัวรถแล้วขุดดินหน้ากลับระยะทางในการเดินทางกลับเท่ากับระยะทางขุดดินหรือรวมกอง+ระยะทางดันดินในที่นี้ 9+65=74 ม. ถอยหลังกลับด้วยเกียร์สามพื้นที่ไม่ขรุขระความเร็ว 6 กม/ชม. คำนวณเวลาเดินทางกลับ
  • 1 : ประมาณ 40 วินาที
  • 2 : ประมาณ 45 วินาที
  • 3 : ประมาณ 50 วินาที
  • 4 : ประมาณ 60 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 143 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินจะทำได้มี 4 ปัจจัย (ต่อเนื่อง) ปัจจัยที่ 2 เวลาที่ใช้ไปใน 1 รอบการทำงาน (Cycle time) ประกอบด้วย 2.4 เวลาคงที่ (Fixed time) ได้แก่เวลาที่ใช้ในการเปลี่ยนเกียร์ เปลี่ยนทิศทางเดินหน้าหรือถอยหลัง ถ้าเป็นรถตีนตะขาบแบบขับตรง (Direct drive) ใช้เวลา 0.2 วินาที
    ก. รถตีนตะขาบและระบบพาวเวอร์ชิพท์ ใช้เวลาประมาณ 0.05 วินาที
    ข. การกลับตัวรถจะใช้เวลาโดยประมาณเท่าไร
  • 1 : ประมาณ 1-4 วินาที
  • 2 : ประมาณ 5-10 วินาที
  • 3 : ประมาณ 11-15 วินาที
  • 4 : ประมาณ 15-20 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 144 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินจะทำได้
    แรงดันดินที่ต้องการ = ความจุของใบมีด x ความหนาแน่นเมื่อฟูขึ้น(กก/ลบ.ม) x สัมประสิทธิ์ความเสียดทาน
    ตัวอย่างเช่น รถแทรกเตอร์ D11R ใบมีด 11U
    ความจุของดินหน้าใบมีด 34.4 ลบ.ม. ความหนาแน่นหินปูนเมื่อฟู 1600 กก/ลบ.ม. สัมประสิทธิ์ความเสียดทาน = 1.1
    จงคำนวณหาแรงดันที่ต้องการ
  • 1 : ประมาณ 630,000 กิโลนิวตัน
  • 2 : ประมาณ 640,000 กิโลนิวตัน
  • 3 : ประมาณ 650,000 กิโลนิวตัน
  • 4 : ประมาณ 660,000 กิโลนิวตัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 145 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินจะทำได้
    แรงดันดินที่ต้องการ = ความจุของใบมีด x ความหนาแน่นเมื่อฟูขึ้น x สัมประสิทธิ์ความเสียดทาน
    ตัวอย่าง รถดันดิน D6G ใบมีด 6S
    ความจุหน้าใบมีดแบบตรง 3.07 ลบ.ม. ความหนาแน่นดินเหนียวชื้น 1600 กก/ลบ.ม. สัมประสิทธิ์ความเสียดทาน 0.50
    คำนวณหาแรงดันที่ต้องการ
  • 1 : ประมาณ 15,000 กิโลนิวตัน
  • 2 : ประมาณ 20,000 กิโลนิวตัน
  • 3 : ประมาณ 25,000 กิโลนิวตัน
  • 4 : ประมาณ 30,000 กิโลนิวตัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 146 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินจะทำได้มี 4 ปัจจัย (ต่อเนื่อง) ปัจจัยที่ 3 ความลาดชันบริเวณที่ทำงาน (Grade) ในการทำงานบนพื้นลาดลง ปริมาณงานดินจะเพิ่มขึ้น หากทำงานบนพื้นที่ลาดชันขึ้น ปริมาณงานดินที่ได้จะลดลงเมื่อเทียบกับทำงานในพื้นระดับ ตัวอย่างเช่นทำงานในที่ระดับได้ D6G ใบมีด 6S ได้ความจุหน้าใบมีด 3.07 ลบ.ม. หากทำงานบนที่ลาดชันขึ้นเนิน ความลาดชัน 30% ค่าสัมประสิทธิ์ = 0.45 คำนวณหาความจุหน้าใบมีด ควรจะเป็น
  • 1 : ประมาณ 1.0 ลบ.ม.
  • 2 : ประมาณ 1.25 ลบ.ม.
  • 3 : ประมาณ 1.35 ลบ.ม.
  • 4 : ประมาณ 1.50 ลบ.ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 147 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินจะทำได้ มี 4 ปัจจัย(ต่อเนื่อง) ปัจจัยที่ 3 ความลาดชันบริเวณที่ทำงาน (Grade) ใช้รถดันดิน D11R ใบมีด 11U (ใบมีดยูนิเวอชอล) ความจุหน้าใบมีด 34.4 ลบ.ม. หากทำงานลงที่ลาดลง 30% ค่าสัมประสิทธิ์ 1.25 คำนวณปริมาณความจุหน้าใบมีด
  • 1 : ประมาณ 40 ลบ.ม.
  • 2 : ประมาณ 45 ลบ.ม.
  • 3 : ประมาณ 50 ลบ.ม.
  • 4 : ประมาณ 55 ลบ.ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 148 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินจะทำได้มี 4 ปัจจัย(ต่อเนื่อง) ปัจจัยที่ 3 ความลาดชันบริเวณที่ทำงาน (Grade)
    ตัวอย่างเช่น รถดันดิน D11R ใบมีด 11U (ยูนิเวอชอบ)
    ความจุหน้าใบมีด 34.4 ลบ.ม. ทำงานในระดับราบ ค่าสัมประสิทธิ์ 1.0 จงคำนวณหาความจุหน้าใบมีด
  • 1 : ประมาณ 30 ลบ.ม.
  • 2 : ประมาณ 35 ลบ.ม.
  • 3 : ประมาณ 40 ลบ.ม.
  • 4 : ประมาณ 45 ลบ.ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 149 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินจะทำได้มี 4 ปัจจัย(ต่อเนื่อง) ปัจจัยที่ 3 ความลาดชันของบริเวณที่ทำงาน (Grade)
    ตัวอย่างเช่น รถดันดิน D11R ใบมีด 11SU (กึ่งยูนิเวอชอล) ความจุหน้าใบมีด 27.2 ลบ.ม. ทำงานในที่ลาดลง 10% ค่าสัมประสิทธิ์ 1.10 คำนวณปริมาณงานดินหน้าใบมีด
  • 1 : ประมาณ 22 ลบ.ม.
  • 2 : ประมาณ 25 ลบ.ม.
  • 3 : ประมาณ 28 ลบ.ม.
  • 4 : ประมาณ 30 ลบ.ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 150 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินจะทำได้มี 4 ปัจจัย (ต่อเนื่อง) ปัจจัยที่ 4 ประสิทธิภาพในการทำงาน (Job efficiency) ขึ้นอยู่กับสภาพการทำงานหลายประการ ตั้งแต่ความชำนาญของพนักงาน ชนิดสภาพของวัสดุจนถึงการควบคุมโครงการ
    ตัวอย่างเช่น ในเวลา 1 ชั่วโมงทำงาน หรือ 60 นาที จะคิดเวลาที่ทำงานได้จริงเพียง 50 นาที จงคำนวณหาประสิทธิภาพในการทำงาน
  • 1 : ปริมาณ 50 เปอร์เซนต์
  • 2 : ประมาณ 60 เปอร์เซนต์
  • 3 : ประมาณ 70 เปอร์เซนต์
  • 4 : ประมาณ 80 เปอร์เซนต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 151 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินทำได้ ปัจจัยที่ 4 ประสิทธิภาพในการทำงา (Job efficiency) ขึ้นอยู่กับสภาพของการทำงานหลายประการ ตั้งแต่ความชำนาญของพนักงานขับเคลื่อน ชนิดและสภาพของวัสดุ ตลอดถึงการควบคุมโครงการ
    ตัวอย่างเช่น ในเวลา 1 ชั่วโมงทำงาน 60 นาที จะคิดเวลาที่ทำงานได้จริงเพียง 40 นาที จงคำนวณหาประสิทธิภาพในการทำงาน
  • 1 : ประมาณ 60 เปอร์เซนต์
  • 2 : ประมาณ 70 เปอร์เซนต์
  • 3 : ประมาณ 80 เปอร์เซนต์
  • 4 : ประมาณ 90 เปอร์เซนต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 152 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินตีนตะขาบที่ทำได้ ปัจจัยที่ 4 ประสิทธิภาพในการทำงาน (Job efficiency) แฟตเตอร์ความชำนาญของพนักงานขับเคลื่อน
    ตัวอย่างเช่น พนักงานขับเคลื่อนที่มีความชำนาญปานกลาง ขับเคลื่อนรถแทรกเตอร์ตีนตะขาบ
    โดยกำหนดให้ พนักงานขับเคลื่อนมีความชำนาญมาก แฟเตอร์ = 1.0 ความชำนาญปานกลาง แฟกเตอร์ = 0.75 จงคำนวณหาปริมาณงานดินที่ได้จากผู้มีความชำนาญปานกลางจะลดลงจากผู้มีความชำนาญมากเท่าไร
  • 1 : ประมาณ 20 เปอร์เซนต์
  • 2 : ประมาณ 25 เปอร์เซนต์
  • 3 : ประมาณ 30 เปอร์เซนต์
  • 4 : ประมาณ 35 เปอร์เซนต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 153 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินตีนตะขาบที่ทำได้ ปัจจัยที่ 4 ประสิทธิภาพในการทำงาน (Job efficiency) แฟกเตอร์ความชำนาญของพนักงานขับเคลื่อน
    ตัวอย่าง พนักงานที่มีความชำนาญมาก แฟกเตอร์ = 1.00
    พนักงานมีความชำนาญน้อยหรือมือใหม่ แฟกเตอร์ = 0.60
    จงคำนวณหาปริมาณงานดินที่ได้จากผู้มีความชำนาญน้อยจะลดลงจากผู้มีความชำนาญมากเท่าไร
  • 1 : ประมาณ 30 เปอร์เซนต์
  • 2 : ประมาณ 40 เปอร์เซนต์
  • 3 : ประมาณ 50 เปอร์เซนต์
  • 4 : ประมาณ 60 เปอร์เซนต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 154 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินตีนตะขาบทำได้ ปัจจัยที่ 4 ประสิทธิภาพในการทำงาน (Job efficiency) แฟกเตอร์ความชำนาญของพนักงานขับเคลื่อน
    ตัวอย่าง พนักงานที่มีความชำนาญมาก แฟกเตอร์ = 1.0 พนักงานที่มีความชำนาญปานกลางอยู่ระหว่าง 0.7-0.8 คิดที่แฟกเตอร์ = 0.75
    จงคำนวณหาปริมาณงานดินที่ลดลงของพนักงานขับเคลื่อนที่มีความชำนาญปานกลางเทียบกับของผู้ที่มีความชำนาญมาก
  • 1 : ประมาณ 15 เปอร์เซนต์
  • 2 : ประมาณ 25 เปอร์เซนต์
  • 3 : ประมาณ 30 เปอร์เซนต์
  • 4 : ประมาณ 35 เปอร์เซนต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 155 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินตีนตะขาบทำได้ ปัจจัยที่ 4 ประสิทธิภาพในการทำงาน (Job efficiency) แฟกเตอร์องค์ประกอบของใบมีดแตกต่างกัน กำหนดให้ กองแร่หรือกองดินหลวมมีแฟกเตอร์ = 1.20 ดินที่ยากต่อการขุดใบมีดที่เอียงสูงกว่าข้างหนึ่งได้ (tilt) มีค่าแฟกเตอร์ = 0.80
    จงคำนวณหา ปริมาณงานดินที่ถูกเคลื่อนย้ายเทียบกับการเคลื่อนย้ายกองแร่หลวมๆ คิดเป็นเปอร์เซนต์
  • 1 : ประมาณ 45 เปอร์เซนต์
  • 2 : ประมาณ 55 เปอร์เซนต์
  • 3 : ประมาณ 65 เปอร์เซนต์
  • 4 : ประมาณ 75 เปอร์เซนต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 156 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินตีนตะขาบทำได้ ปัจจัยที่ 4 ประสิทธิภาพในการทำงาน (Job efficiency) แฟกเตอร์องค์ประกอบของใบมีดแตกต่างกัน
    กำหนดให้ กองแร่หรือกองดินหลวม มีแฟกเตอร์ = 1.20 ดินหรือหินที่ขุดยาก รถดันดินไม่มีกระบอกไฮดรอลิคในการยกใบมีดข้างหนึ่งสูงกว่าอีกข้างหนึ่ง มีแฟกเตอร์ = 0.7 คำนวณหาปริมาณงานดินที่ขุดได้เทียบกับงานดินที่มีแฟกเตอร์ = 1.0
  • 1 : ประมาณ 60 เปอร์เซนต์
  • 2 : ประมาณ 70 เปอร์เซนต์
  • 3 : ประมาณ 80 เปอร์เซนต์
  • 4 : ประมาณ 90 เปอร์เซนต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 157 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินตีนตะขาบจะทำได้ ปัจจัยที่ 4 ประสิทธิภาพในการทำงาน (Job efficiency) แฟกเตอร์องค์ประกอบของอุปกรณ์ควบคุมใบมีด กำหนดให้ การเคลื่อนย้ายกองดินหรือกองดินหลวม มีแฟกเตอร์ = 1.0 ดินนี้ขุดยาก ขุดโดยรถดันดินควบคุมใบมีดด้วยสายเคเบิลมีแฟกเตอร์ = 0.6 คำนวณหาปริมาณงานดินที่ได้เปรียบเทียบกับปริมาณงานดินที่ได้ในการเคลื่อนย้ายกองดินและกองหิน
  • 1 : ประมาณ 40 เปอร์เซนต์
  • 2 : ประมาณ 50 เปอร์เซนต์
  • 3 : ประมาณ 60 เปอร์เซนต์
  • 4 : ประมาณ 70 เปอร์เซนต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 158 :
  • ปริมาณงานดินที่รถขุดตีนตะขาบจะทำให้
    กำหนดให้ หินที่มีการคราดหรือระเบิดด้วยวัตถุระเบิดมีค่าแฟกเตอร์ = 0.6 ถึง 0.8 คิดที่ 0.7 ในการย้ายถอดแร่หรือดินหลวม แฟกเตอร์ = 1.20
    คำนวณหาปริมาณงานหินที่ผ่านการคราดหรือการระเบิดที่ดี หินมีขนาดกระจายตัวดีเทียบกับงานเคลื่อนย้ายกองหิน
  • 1 : ประมาณ 40 เปอร์เซนต์
  • 2 : ประมาณ 50 เปอร์เซนต์
  • 3 : ประมาณ 60 เปอร์เซนต์
  • 4 : ประมาณ 70 เปอร์เซนต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 159 :
  • ปริมาณงานดินที่รถขุดตีนตะขาบจะทำได้
    แฟกเตอร์ วิธีการดันเสมือนดันดินในร่องน้ำ (Slot doging) มีค่าแฟกเตอร์ = 1.20
    กำหนดให้ รถดันดินตีนตะขาบพร้อมใบมีด D11R-11U ระยะทางในการดันดิน 120 เมตร ได้งานดิน 620 ลูกบาศก์เมตรหลวมต่อชั่วโมง จงคำนวณหาปริมาณงานดินที่ดันในสภาพปีกสองข้างสูงเหมือนกับดันดินในร่องน้ำ
  • 1 : ประมาณ 750 ลูกบาศก์เมตรหลวม
  • 2 : ประมาณ 780 ลูกบาศก์เมตรหลวม
  • 3 : ประมาณ 800 ลูกบาศก์เมตรหลวม
  • 4 : ประมาณ 820 ลูกบาศก์เมตรหลวม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 160 :
  • ปริมาณงานดินที่รถขุดตีนตะขาบจะทำได้
    แฟกเตอร์ การดันดินโดยใช้แทรกเตอร์ 2 คันดันดินไปพร้อมกัน คู่ขนานชิดติดกัน (Side by side dozing) แฟกเตอร์ = 1.15 ถึง 1.25 พิจารณาที่ 1.20
    กำหนดให้ รถดันดินตีนตะขาบพร้อมใบมีด D11R-11U ระยะทางในการดันดิน 60 เมตร งานดินที่ได้ 1300 ลูกบาศก์เมตรหลวมต่อชั่วโมง
    จงคำนวณหา ปริมาณงานดินที่ได้หากใช้รถตีนตะขาบ 2 คันดันพร้อมกัน
  • 1 : ประมาณ 1300 ลูกบาศก์เมตรหลวมต่อชั่วโมง
  • 2 : ประมาณ 1500 ลูกบาศก์เมตรหลวมต่อชั่วโมง
  • 3 : ประมาณ 1800 ลูกบาศก์เมตรหลวมต่อชั่วโมง
  • 4 : ประมาณ 2100 ลูกบาศก์เมตรหลวมต่อชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 161 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินตีนตะขาบจะทำได้
    แฟกเตอร์ ทัศนวิสัย (Visibility) ในสภาพการทำงาน เช่น ฝนตก ฝุ่น หิมะตก หมอกควันหรือความมืด แฟกเตอร์มีค่า = 0.8 เมื่อใช้รถดันดินตีนตะขาบพร้อมใบมีด D11R-11U ระยะทางในการดันดิน 90 เมตร ปริมาณงานดินที่ได้ 900 ลูกบาศก์เมตรหลวมต่อชั่วโมง
    จงคำนวณปริมาณงานดินในสภาพทัศนวิสัยที่ไม่อำนวย
  • 1 : ประมาณ 650 ลูกบาศก์เมตรหลวมต่อชั่วโมง
  • 2 : ประมาณ 700 ลูกบาศก์เมตรหลวมต่อชั่วโมง
  • 3 : ประมาณ 750 ลูกบาศก์เมตรหลวมต่อชั่วโมง
  • 4 : ประมาณ 800 ลูกบาศก์เมตรหลวมต่อชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 162 :
  • การขุดร่องเพื่อทำฐานรากโครงสร้างขนาดใหญ่ สัดส่วนของร่องมีความยาว 50 ม. กว้าง 2.6 ม. ลึก 1.0 ม. ใช้รถดันดินตีนตะขาบ ดันดินไปกองไว้ที่ขอบร่อง จุดศูนย์ถ่วง (centroid) กองดินระยะ 5 ม.จากขอบร่อง จงคำนวณหาระยะศูนย์ถ่วงของดินในร่องและจุดศูนย์ถ่วงของกองดินห่างกันกี่เมตร
  • 1 : ระยะ 20 เมตร
  • 2 : ระยะ 25 เมตร
  • 3 : ระยะ 30 เมตร
  • 4 : ระยะ 35 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 163 :
  • การขุดร่องเพื่อทำฐานรากโครงสร้างขนาดใหญ่ สัดส่วนของร่องมีความยาว 50 ม. กว้าง 2.6 ม. ลึก 1.0 ม. รถขุดดันดินใช้ใบมีดกึ่งตัวยู ความกว้าง 2.56 ม. สูง 0.965 ม. ดินที่ขุดเป็นดินแห้งสัมประสิทธิ์ 0.75 จงคำนวณปริมาณงานดินที่หน้าใบมีดกี่ลูกบาศก์เมตร
  • 1 : ประมาณ 1.60 ลูกบาศก์เมตรปริมาตรฟูขึ้น
  • 2 : ประมาณ 1.80 ลูกบาศก์เมตรปริมาตรฟูขึ้น
  • 3 : ประมาณ 2.00 ลูกบาศก์เมตรปริมาตรฟูขึ้น
  • 4 : ประมาณ 2.20 ลูกบาศก์เมตรปริมาตรฟูขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 164 :
  • การขุดร่องเพื่อทำฐานรากโครงการขนาดใหญ่ ใช้รถขูดดันดินใบมีดกึ่งตัวยู ความกว้าง 2.50 ม. สูง 0.965 ม. ระยะในการขูดดิน กำหนดให้เท่ากับ 2 เท่าของความกว้างของใบมีด ความเร็วของตัวรถใช้เกียร์หนึ่งประมาณ 50% ของความเร็วสูงสุด เกียร์หนึ่งเท่ากับ 2 กม/ชม. จงคำนวณเวลาที่ใช้ในการขูดดินเป็นเวลากี่วินาที
  • 1 : ประมาณ 5 วินาที
  • 2 : ประมาณ 7 วินาที
  • 3 : ประมาณ 9 วินาที
  • 4 : ประมาณ 11 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 165 :
  • การขุดร่องเพื่อทำฐานรากโครงการขนาดใหญ่ ใช้รถขูดดันดินใบมีดกึ่งตัวยู ความกว้าง 2.50 ม. สูง 0.965 ม. ระยะในการขูดดิน กำหนดให้เท่ากับ 2 เท่าของความกว้างของใบมีด ความเร็วของตัวรถใช้เกียร์หนึ่งประมาณ 50% ของความเร็วสูงสุด เกียร์หนึ่งเท่ากับ 2 กม/ชม. จงคำนวณเวลาที่ใช้ในการขูดดินเป็นเวลากี่วินาที
  • 1 : ประมาณ 5 วินาที
  • 2 : ประมาณ 7 วินาที
  • 3 : ประมาณ 9 วินาที
  • 4 : ประมาณ 11 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 166 :
  • การขุดร่องเพื่อทำฐานรากโครงการขนาดใหญ่ รถดันดินใช้ใบมีดกึ่งตัวยู ความกว้าง 2.50 ม. สูง 0.965 ม. หลังจากขูดดินเต็มหน้าใบมีดก็ดันดินต่อไป ระยะในการดันดินศูนย์กลางถึงศูนย์กลาง 30 ม. ใช้ความเร็วประมาณ 70% ของความเร็วสูงสุดเกียร์หนึ่งหรือเท่ากับ 3 กม/ชม. จงคำนวณหาเวลาในการดันดินกี่วินาที
  • 1 : ประมาณ 35 วินาที
  • 2 : ประมาณ 40 วินาที
  • 3 : ประมาณ 45 วินาที
  • 4 : ประมาณ 50 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 167 :
  • การขุดร่องเพื่อทำฐานรากโครงสร้างขนาดใหญ่ หาระยะเวลาในการถอยหลังกลับของรถดันดินตีนตะขาบ หลังจากดันกองดินกองไว้ที่ขอบร่อง ระยะทางทั้งหมดในการถอยหลัง = ระยะศูนย์กลางกองดินและศูนย์กลางดินในร่องที่ต้องขุดออก + ระยะขุดดินขึ้นเต็มหน้าใบมีด = 30+5+5 = 40 ม. ถอยหลังด้วยเกียร์สองความเร็วสูงสุด 6.2 กม/ชม. คิดที่ความเร็ว 80% จงคำนวณเวลาที่ใช้ในการถอยหลังกี่วินาที
  • 1 : ประมาณ 25 วินาที
  • 2 : ประมาณ 30 วินาที
  • 3 : ประมาณ 35 วินาที
  • 4 : ประมาณ 40 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 168 :
  • การขุดร่องเพื่อทำฐานรากโครงสร้างขนาดใหญ่ ระยะเวลาที่ใช้ไปในหนึ่งรอบของการทำงาน
    ใช้เวลาในการขุดดิน 9 วินาที ใช้เวลาในดันดิน 36 วินาที
    ใชเวลาในการถอยหลังกลับ 26 วินาที ในการเปลี่ยนเกียร์
    ใช้ระบบพาวเวอร์ชีพใช้เวลา 3 วินาที
    คำนวณเวลาที่ใช้ไปในหนึ่งรอบการทำงานกี่วินาที
  • 1 : ประมาณ 70 วินาที
  • 2 : ประมาณ 75 วินาที
  • 3 : ประมาณ 80 วินาที
  • 4 : ประมาณ 85 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 169 :
  • การขุดร่องเพื่อทำฐานรากโครงสร้างขนาดใหญ่ การหาจำนวนรอบการทำงานในหนึ่งชั่วโมง
    เวลาที่ใช้ไปในหนึ่งรอบการทำงาน 74 วินาที
    ในหนึ่งชั่วโมงทำงานประสิทธิผล 50 นาที >br>คำนวณหาจำนวนรอบในการทำงานกี่รอบต่อชั่วโมง
  • 1 : ประมาณ 25 รอบต่อชั่วโมง
  • 2 : ประมาณ 30 รอบต่อชั่วโมง
  • 3 : ประมาณ 35 รอบต่อชั่วโมง
  • 4 : ประมาณ 40 รอบต่อชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 170 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินตีนตะขาบจะทำได้ รถดันดินรุ่น D11R-11U กำหนดให้ความจุของใบมีด 34.4 ลบ.ม. ความหนาแน่น 1800 กก./ลบ.ม. สัมประสิทธิ์ความเสียดทาน = 0.5 จงคำนวณหาแรงฉุดลากที่ต้องการกี่กิโลกรัม
  • 1 : ประมาณ 25,000 กิโลกรัม
  • 2 : ประมาณ 30,000 กิโลกรัม
  • 3 : ประมาณ 35,000 กิโลกรัม
  • 4 : ประมาณ 40,000 กิโลกรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 171 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินตีนตะขาบจะทำได้ รถดันดินรุ่น D11R-11U น้ำหนักรถในขณะทำงาน 102,287 กิโลกรัม สัมประสิทธิ์การจับตีนตะขาบกับพื้นดิน = 0.9 จงคำนวณหาแรงจับของรถกับพื้นดินกี่กิโลกรัม
  • 1 : ประมาณ 87,000 กิโลกรัม
  • 2 : ประมาณ 92,000 กิโลกรัม
  • 3 : ประมาณ 97,000 กิโลกรัม
  • 4 : ประมาณ 102,000 กิโลกรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 172 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินตีนตะขาบจะทำได้ รถดันดินรุ่น D11R-11U
    แรงดันดินที่อยู่เต็มหน้าใบมีด 31,000 กิโลกรัม
    แรงจับของพื้นดิน 92,000 กิโลกรัม
    แรงดันดินด้วยเกียร์หนึ่ง 45,000 กิโลกรัม
    จงคำนวณว่าจะดันดินได้หรือไม่ ถ้าหากได้ด้วยแรงดันกี่กิโลกรัม
  • 1 : ดันดินไม่ได้ แรงต้านมากกว่า 61,000 กิโลกรัม
  • 2 : ดันดินได้ ด้วยแรงดัน 61,000 กิโลกรัม
  • 3 : ดันดินได้ ด้วยแรงดัน 92,000 กิโลกรัม
  • 4 : ดันดินได้ ด้วยแรงดัน 14,000 กิโลกรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 173 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินตีนตะขาบทำได้
    รถดันดิน รุ่น D11R-11SU
    แรงดันดินที่อยู่เต็มหน้าใบมีด 35,000 กิโลกรัม
    แรงจับของพื้นดิน 90,000 กิโลกรัม
    แรงดันดินด้วยเกียร์หนึ่ง 45,000 กิโลกรัม
    ขึ้นเนินความลาดชัน 2 ต่อ 50 สัมประสิทธิ์ 0.8
    จงคำนวณหารถรุ่นนี้จะดันดินขึ้นเนินได้หรือไม่ และด้วยแรงดันเท่าไร
  • 1 : ดันดินขึ้นเนินไม่ได้ แรงต้านมากกว่าแรงดัน
  • 2 : ดันดินขึ้นเนินได้ ด้วยแรง 10,000 กิโลกรัม
  • 3 : ดันดินขึ้นเนินได้ ด้วยแรง 8,000 กิโลกรัม
  • 4 : ดันดินขึ้นเนินได้ ด้วยแรง 45,000 กิโลกรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 174 :
  • ปริมาณงานดินที่รถดันดินตีนตะขาบทำได้ รถดันดินรุ่น D11R-11SU
    แรงดันดินที่อยู่หน้าเต็มใบมีด 35,000 กิโลกรัม
    แรงจับของพื้นดิน 90,000 กิโลกรัม
    แรงดันดินจากเกียร์หนึ่ง 45,000 กิโลกรัม
    ดันดินลงที่ลาดต่ำ 2 ต่อ 50 มีค่าสัมประสิทธิ์ 1.20
    จงคำนวณหา รถรุ่นนี้ดันดินลงเนินได้หรือไม่ ด้วยแรงดันเท่าไร
  • 1 : ดันดินลงเนินได้ด้วยแรง 8,000 กิโลกรัม
  • 2 : ดันดินลงเนินได้ด้วยแรง 10,000 กิโลกรัม
  • 3 : ดันดินลงเนินได้ด้วยแรง 12,000 กิโลกรัม
  • 4 : ดันดินลงเนินไม่ได้ แรงต้านมากกว่าแรงดัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 175 :
  • การขุดร่องเพื่อทำฐานรากโครงการขนาดใหญ่ จำนวนรอบในการทำงาน 41 รอบต่อชั่วโมง ความจุของดินหน้าใบมีด = 1.79 ลบ.ม. ความลาดชัน 2.5 ใน 30 ม. หรือ 7.0% มีค่าสัมประสิทธิ์ = 0.9
    จงคำนวณหาปริมาณงานดินต่อชั่วโมง = จำนวนรอบxความจุของใบมีดxค่าสัมประสิทธิ์
  • 1 : ประมาณ 40 ลบ.ม.ดินฟูขึ้น
  • 2 : ประมาณ 50 ลบ.ม.ดินฟูขึ้น
  • 3 : ประมาณ 60 ลบ.ม.ดินฟูขึ้น
  • 4 : ประมาณ 70 ลบ.ม.ดินฟูขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 176 :
  • การขุดร่องเพื่อทำฐานรากโครงการขนาดใหญ่
    ปริมาณงานดินปริมาตรฟูขึ้น 66 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง
    ปริมาตรฟูขึ้น 25%
    จงคำนวณปริมาณงานดินสภาพเดิมกี่ลบ.ม.ต่อชั่วโมง
  • 1 : ประมาณ 48 ลบ.ม.ต่อชั่วโมง
  • 2 : ประมาณ 53 ลบ.ม.ต่อชั่วโมง
  • 3 : ประมาณ 58 ลบ.ม.ต่อชั่วโมง
  • 4 : ประมาณ 63 ลบ.ม.ต่อชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 177 :
  • ในการขุดร่องเพื่อทำฐานรากโครงสร้างขนาดใหญ่ ขนาดของร่องความยาว 50 ม.กว้าง 2.6 ม.ลึก 1 ม. ใช้รถขุดดันดินใบมีดกึ่งตัวยูกว้าง 2.56 ม.สูง 0.965 ม. ความเร็วสูงสุดใช้เกียร์ 1 เท่ากับ 4 กม/ชม เมื่อใช้เกียร์ 2 เท่ากับ 6 กม/ชม น้ำหนักของตัวรถขณะทำงาน 9740 กิโลกรัม ดินที่ขุดเป็นดินแห้ง ประสิทธิภาพการทำงาน 50 นาที/ชม. ระยะศูนย์กลางของดินที่ขุด ศูนย์กลางกองดินขอบบ่อ = 50/2+5 = 30 ม จงคำนวณหหาปริมาณงานดินต่อ1ชม
  • 1 : ประมาณ 30 ลบ.ม.ต่อชั่วโมง
  • 2 : ประมาณ 40 ลบ.ม.ต่อชั่วโมง
  • 3 : ประมาณ 50 ลบ.ม.ต่อชั่วโมง
  • 4 : ประมาณ 60 ลบ.ม.ต่อชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 178 :
  • การเลือกเครื่องจักรรถขุดตัก (Excavator)
    แบ่งตามลักษณะการทำงาน
    รถขุดตักแบบเข้าหาตัวรถหรือลักษณะการขุดเหมือนจอบ โดยการติดตั้งอยู่บนรถสี่ล้อ รถทรัคสิบล้อหรือรถตีนตะขาบ มีชื่อว่า (ใช้ขุดตักพื้นที่ขุดที่อยู่ต่ำกว่าตัวรถ)
  • 1 : Back hoe excavator
  • 2 : Power shovel excavator
  • 3 : Clamshell excavator
  • 4 : Dragline excavator
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 179 :
  • การเลือกรถขุดตัก (Excavator)
    แบ่งตามลักษณะการทำงาน
    รถขุดตักแบบตักออกจากตัวรถหรือทำการตักในลักษณะการทำงานของพลั่ว ติดตั้งอยู่บนตัวรถสี่ล้อ รถยนต์สิบล้อหรือรถตีนตะขาบเหมาะกับพื้นที่ขุดตักที่สูงกว่าระดับตัวรถ มีชื่อว่า
  • 1 : Back hoe excavator
  • 2 : Power shovel excavator
  • 3 : Clamshell excavator
  • 4 : Dragline excavator
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 180 :
  • การเลือกรถขุดตัก (Excavator)
    แบ่งตามลักษณะการทำงาน
    รถขุดตักที่ใช้บุ้งกี๋ที่ทำงานขุดตักโดยการคีบวัสดุเข้าหากันเหมาะในการขุดตักวัสดุที่ไม่จับตัวกันแน่น โดยจะขุดตักและเทในแนวดิ่ง โดยบุ้งกี๋จะทำเป็นปากคีบติดตั้งบนรถตีนตะขาบหรือเรือขุดใช้ขุดตักในท้องทะเลลึก มีชื่อว่า
  • 1 : Back hoe excavator
  • 2 : Power shovel excavator
  • 3 : Clamshell excavator
  • 4 : Dragline excavator
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 181 :
  • การเลือกรถขุดตัก (Excavator)
    แบ่งตามลักษณะการทำงาน
    รถขุดตักประกอบด้วยบุ้งกี๋มีรูปร่างคล้ายซองเปิดด้านที่จะดึงเข้าหาตัวรถ มีลวดสะลิงสองเส้นต่อกับบุ้งกี๋ เพื่อทำหน้าที่ในการยกเส้นหนึ่งและอีกเส้นหนึ่งใช้ในการดึง การขุดตักกระทำโดยการเหวี่ยงบุ้งกี๋ออกไปยังที่ต้องการจะขุด แล้วดึงเข้าหาตัวรถ มีชื่อว่า
  • 1 : Back hoe excavator
  • 2 : Power shovel excavator
  • 3 : Clamshell excavator
  • 4 : Dragline excavator
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 182 :
  • การเลือกรถขุดตัก (Excavator)
    รถขุดตักออกจากตัวรถจะใช้บุ้งกี๋ขนาดใหญ่กว่าและชุดแขนขุดจะแข็งแรงกว่ารถขุดตักเข้าหาลำตัว สำหรับบุ้งกี๋ที่ใช้มี 2 แบบคือ
    ก. แบบเปิดเทด้านล่าง (Bottom dump bucket)
    ข. แบบเอียงเท (Tilt dump bucket)
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 183 :
  • การเลือกรถขุดตัก (Excavator)
    โครงสร้างของรถขุดตัก แบ่งเป็น 3 ส่วน
    ส่วนที่หนึ่ง ประกอบด้วยเครื่องยนต์ ส่วนของระบบถ่ายทอดกำลัง ระบบควบคุมการทำงานของอุปกรณ์และห้องพนักงานขับเคลื่อน ส่วนที่หนึ่งนี้มีชื่อว่า
  • 1 : ส่วนบนหรือส่วนที่หมุน(revolving superstructure)
  • 2 : ส่วนการเคลื่อนที่ (mounting or travel unit)
  • 3 : ส่วนทำการขุดตัก (attachment)
  • 4 : รถขุดไฮดรอลิค (hydralic excavator)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 184 :
  • การเลือกรถขุดตัก (Excavator)
    ส่วนที่ 2 ส่วนที่รองรับส่วนที่หมุนและใช้ในการเคลื่อนที่ โดยติดตั้งอยู่บนรถบรรทุกล้อยาง (rubber tire carrier mountings) และแบบตีนตะขาบ (crawler mounting) มีชื่อว่า
  • 1 : ส่วนบนหรือส่วนที่หมุน (revolving superstructure)
  • 2 : ส่วนการเคลื่อนที่ (mounting or travel unit)
  • 3 : ส่วนทำการขุดตัก (attachment)
  • 4 : รถขุดไฮดรอลิค (hydralic excavator)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 185 :
  • การเลือกรถขุดตัก (Excavator)
    ส่วนที่ 3 ส่วนที่ทำการขุดตัก ได้แก่ส่วนแขน แขนต่อและบุ้งกี๋ ตามลักษณะการขุดโดยติดตั้งเข้ากับส่วนบนหรือส่วนที่หมุน มีชื่อว่า
  • 1 : ส่วนบนหรือส่วนที่หมุน (revolving superstructure)
  • 2 : ส่วนการเคลื่อนที่ (mounting or travel unit)
  • 3 : ส่วนทำการขุดตัก (attachment)
  • 4 : รถขุดไฮดรอลิค (hydralic excavator)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 186 :
  • การเลือกรถขุดตัก (excavator)
    สมรรถนะของรถขุดตักเข้าหาลำตัวจะถูกกำหนดโดยขอบเขตของการทำงาน (working range) และประกอบด้วย
    ก. แรงของฟันขุด (tooth force)
    ข. ขนาดของบุ้งกี๋ (bucket size)
  • 1 : ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ผิด
  • 2 : ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ถูก
  • 3 : ถูกทั้ง 2 ข้อ ข้อ ก. ถูก ข้อ ข. ถูก
  • 4 : ผิดทั้ง 2 ข้อ ข้อ ก. ผิด ข้อ ข. ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 187 :
  • การเลือกรถขุดตัก (Excavator) แบบตักเข้าหาลำตัวขอบเขตในการทำงานของรถขุดตักประกอบด้วยกันหลายตัวประกอบมีรายละเอียดดังนี้
    ตัวประกอบที่หนึ่ง ระยะที่วัดจากแกนหมุนไปยังปลายพื้นของบุ้งกี๋ เมื่อยื่นแขนออกไปไกลสุดในแนวระดับราบ มีชื่อว่า
  • 1 : ระยะไกลสุดในแนวระดับ (Maximum reach)
  • 2 : ระยะลึกชุดในการขุด (Maximum depth)
  • 3 : ระยะยกสูงสุด (Maximum height)
  • 4 : บริเวณการขุด (Digging range)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 188 :
  • การเลือกรถขุดตัก (Excavator) แบบตักเข้าหาลำตัวขอบเขตในการทำงานของรถขุดตัก องค์ประกอบที่สอง ระยะที่วัดจากพื้นระดับในแนวดิ่งไปยังปลายฟันของบุ้งกี๋ เมื่อแขนอยู่ที่ตำแหน่งต่ำสุด มีชื่อเรียกว่า
  • 1 : ระยะไกลสุดในแนวระดับ (Maximum reach)
  • 2 : ระยะลึกสุดในการขุด (Maximum depth)
  • 3 : ระยะยกสูงสุด (Maximum height)
  • 4 : บริเวณการขุด (Digging range)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 189 :
  • การเลือกรถขุดตัก (Excavator) แบบตักเข้าหาลำตัว ขอบเขตในการทำงานของรถขุดตัก องค์ประกอบที่สามระยะที่วัดจากพื้นระดับในแนวดิ่งไปยังส่วนบนสุดของอุปกรณ์ขุดตัก เมื่อแขนอยู่ที่ตำแหน่งสูงสุด มีชื่อเรียกว่า
  • 1 : ระยะไกลสุดในแนวระดับ (Maximum reach)
  • 2 : ระยะลึกสุดในการขุด (Maximum depth)
  • 3 : ระยะยกสูงสุด (Maximum height)
  • 4 : บริเวณการขุด (Digging range)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 190 :
  • การเลือกรถขุดตัก (Excavator) แบบตักเข้าหาลำตัว ขอบเขตในการทำงานของรถขุดตักมีองค์ประกอบเพิ่มเติม บริเวณที่ต่ำลงจากพื้นระดับที่ฟันของบุ้งกี๋สามารถไปถึง ซึ่งสามารถแสดงเป็นเส้นขอบเขตที่ฟันของบุ้งกี๋สามารถไปถึง เมื่อแขนยื่นออกไปมากที่สุดในแต่ละตำแหน่ง บริเวณนี้มีชื่อว่า
  • 1 : ระยะไกลสุดในแนวระดับ (Maximum reach)
  • 2 : ระยะลึกสุดในการขุด (Maximum depth)
  • 3 : ระยะยกสูงสุด (Maximum height)
  • 4 : บริเวณการขุด (Digging range)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 191 :
  • การเลือกรถขุดตัก (Excavator) แบบตักเข้าหาลำตัว ขอบเขตในการทำงานของรถขุดตัก บริเวณรถขุดตักจะทำได้โดยไม่ต้องเลื่อนตัวรถ จากจุดนั้นจนกว่างานขุดจะเสร็จ บุ้งกี๋ของรถขุดตักสามารถขุดพื้นให้เป็นหลุม โดยที่ระยะห่างตามแนวราบเพิ่มมากขึ้นจากระยะที่ใกล้ที่สุดที่แขนของรถขุดจะทำได้ไปถึงระยะห่างไกลสุดที่รถขุดจะทำได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับความที่จะขุด มีชื่อว่า
  • 1 : ระยะไกลสุดในแนวระดับ (Maximum reach)
  • 2 : บริเวณการขุดเมื่อรถอยู่ในระดับราบ (Level clean up area)
  • 3 : ระยะยกสูงสุด (Maximum height)
  • 4 : บริเวณการขุด (Digging range)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 192 :
  • การเลือกรถขุดตัก (Excavator) แบบตักเข้าหาลำตัว รแงในฟันขุดจะแสดงถึงความสามารถในการกดฟันในจมลึกลงไปในพื้นที่ ประกอบด้วยแรง 2 แรงคือ
    แรงที่ 1 แรงฟันขุดในแนวรัศมีอันเนื่องจากกระบอกไฮดรอลิคของบุ้งกี๋ จุดศูนย์กลางของแรงอยู่ที่จุดหมุนของบุ้งกี๋กับแขนต่อ มีชื่อว่า
  • 1 : Bucket curling force
  • 2 : Stick crowd force
  • 3 : Break out force
  • 4 : Digging force
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 193 :
  • การเลือกรถขุดตัก (Excavator) แรงในฟันขุดจะแสดงถึง ความสามารถในการกดฟันให้จมลึกลงไปในพื้นที่
    แรงที่ 2 แรงของฟันขุดอันเนื่องจากกระบอกไฮดรอลิคของแขนต่อ จุดศูนย์กลางของแรงอยู่ที่จุดหมุนของแขนต่อที่ติดกับแขนยื่นที่ติดตัวรถ แรงนี้มีชื่อว่า
  • 1 : Bucket curling force
  • 2 : Stick crowd force
  • 3 : Break out force
  • 4 : Digging force
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 194 :
  • ปริมาณงานดินที่รถขุดตักสามารถทำได้ ปริมาตรของวัสดุที่อยู่ในบุ้งกี๋สามารถขุดตักได้ในแต่ละครั้ง และเมื่อปาดเอาวัสดุออกเสมอปากของบุ้งกี๋ ปริมาตรที่ได้นี้มีชื่อว่า
  • 1 : ปริมาตรเสมอขอบบุ้งกี๋ (Stuck capacity)
  • 2 : ปริมาตรเมื่อวัสดุพูน (Heap capacity)
  • 3 : ความจุของบุ้งกี๋ (Cycle load)
  • 4 : สัมประสิทธิ์ความจุ (Bucket fill factor)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 195 :
  • ปริมาณงานดินที่รถขุดตักสามารถทำได้ ปริมาตรของวัสดุที่อยู่ในบุ้งกี๋สามารถขุดตักได้ในแต่ละครั้ง และเมื่อปาดเอาวัสดุออกเสมอปากของบุ้งกี๋ ปริมาตรที่ได้นี้มีชื่อว่า
  • 1 : ปริมาตรเสมอขอบบุ้งกี๋ (Stuck capacity)
  • 2 : ปริมาตรเมื่อวัสดุพูน (Heap capacity)
  • 3 : ความจุของบุ้งกี๋ (Cycle load)
  • 4 : สัมประสิทธิ์ความจุ (Bucket fill factor)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 196 :
  • ปริมาณงานดินที่รถขุดสามารถทำได้ ปริมาตรของวัสดุที่อยู่ในบุ้งกี๋เมื่อวัสดุพูน ปริมาตรนี้จะมากกว่าปริมาตรเสมอขอบ ปริมาตรนี้มีชื่อว่า
  • 1 : ปริมาตรเสมอขอบบุ้งกี๋ (Stuck capacity)
  • 2 : ปริมาตรเมื่อวัสดุพูน (Heap capacity)
  • 3 : ความจุของบุ้งกี๋ (Cycle load)
  • 4 : สัมประสิทธิ์ความจุ (Bucket fill factor)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 197 :
  • ปริมาณงานดินที่รถขุดสามารถทำได้ ปริมาตรของวัสดุที่บุ้งกี๋สามารถขุดตักได้ในแต่ละครั้งซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดของบุ้งกี๋ โดยคิดในสภาพวัสดุพูนและขึ้นกับชนิดของวัสดุ ปริมาตรนี้มีชื่อว่า
  • 1 : ปริมาตรเสมอขอบบุ้งกี๋ (Stuck capacity)
  • 2 : ปริมาตรเมื่อวัสดุพูน (Heap capacity)
  • 3 : ความจุของบุ้งกี๋ (Cycle load)
  • 4 : สัมประสิทธิ์ความจุ (Bucket fill factor)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 198 :
  • ปริมาณงานดินที่รถขุดสามารถทำได้ อัตราส่วนเปรียบเทียบระหว่างปริมาตรของวัสดุที่บุ้งกี๋ สามารถขุดตักได้อยู่ในสภาพวัสดุพูนเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาตรความจุของบุ้งกี๋ในสภาพพูน (จากข้อกำหนดของบริษัทผู้ผลิต) อัตราส่วนนี้มีชื่อว่า
  • 1 : ปริมาตรเสมอขอบบุ้งกี๋ (Stuck capacity)
  • 2 : ปริมาตรเมื่อวัสดุพูน (Heap capacity)
  • 3 : ความจุของบุ้งกี๋ (Cycle load)
  • 4 : สัมประสิทธิ์ความจุ (Bucket fill factor)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 199 :
  • การคำนวณปริมาณงานดินของรถขุดตัก การคำนวณหาความจุของบุ้งกี๋ รถขุดขนาดน้ำหนัก 15 ตัน บุ้งกี๋กว้าง 1.14 เมตร ปริมาตรเมื่อวัสดุพูน 0.87 ลบ.ม. ดินเหนียวแข็งมีค่าสัมประสิทธิ์ความจุ 0.8 จงคำนวณหาปริมาตรที่ฟูขึ้นของดินเหนียวแข็งที่ขุดขึ้นมา
  • 1 : ประมาณ 0.60 ลบ.ม.
  • 2 : ประมาณ 0.70 ลบ.ม.
  • 3 : ประมาณ 0.80 ลบ.ม.
  • 4 : ประมาณ 0.90 ลบ.ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 200 :
  • การคำนวณปริมาตรงานดินของรถขุดตัก การคำนวณหาความจุของบุ้งกี๋ รถขุดขนาดน้ำหนัก 15 ตัน บุ้งกี๋กว้าง 1.14 เมตร ปริมาตรเมื่อวัสดุพูน 0.87 ลบ.ม. วัสดุที่ต้องตักหินที่ระเบิดออกเป็นก้อนเล็ก สัมประสิทธิ์ความจุ 0.60-0.75 คิดที่ 0.70 จงคำนวณหาปริมาตรหินที่ผ่านการระเบิดที่บุ้งกี๋ตักได้
  • 1 : ประมาณ 0.60 ลบ.ม.
  • 2 : ประมาณ 0.70 ลบ.ม.
  • 3 : ประมาณ 0.80 ลบ.ม.
  • 4 : ประมาณ 0.90 ลบ.ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 201 :
  • การคำนวณปริมาณงานดินของรถขุดตัก การคำนวณหาความจุของบุ้งกี๋ รถขุดขนาด 15 ตัน บุ้งกี๋กว้าง 1.14 เมตร ปริมาตรเมื่อวัสดุพูน 0.87 ลบ.ม. วัสดุที่ต้องตักดินเหนียวอ่อน สัมประสิทธิ์ความจุ 1.00-1.10 เลือกที่ = 1.00
  • 1 : ประมาณ 0.67 ลูกบาศก์เมตร
  • 2 : ประมาณ 0.76 ลูกบาศก์เมตร
  • 3 : ประมาณ 0.87 ลูกบาศก์เมตร
  • 4 : ประมาณ 0.97 ลูกบาศก์เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 202 :
  • การคำนวณปริมาณงานดินของรถขุดตัก หาเวลาหนึ่งรอบการทำงาน
    เวลาพื้นฐานของรถขุดตักขนาด 15 ตันเท่ากับ 15 วินาที
    เวลาที่เพิ่มเนื่องจากขุดดินเหนียว +2 วินาที
    เวลาที่เพิ่มสถานที่ขุดมีสิ่งกีดขวาง +7 วินาที
    คำนวณเวลาหนึ่งรอบการทำงาน
  • 1 : ประมาณ 15 วินาที
  • 2 : ประมาณ 17 วินาที
  • 3 : ประมาณ 24 วินาที
  • 4 : ประมาณ 29 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 203 :
  • การคำนวณปริมาณงานดินของรถขุด การหาจำนวนรอบการทำงานในหนึ่งชั่วโมง
    เวลาที่ใช้ในหนึ่งรอบการทำงาน 24 วินาที
    ประสิทธิภาพการทำงานในหนึ่งชั่วโมง 45 วินาที
    คำนวณจำนวนรอบในการทำงานในหนึ่งชั่วโมง
  • 1 : ประมาณ 90 รอบต่อชั่วโมง
  • 2 : ประมาณ 100 รอบต่อชั่วโมง
  • 3 : ประมาณ 110 รอบต่อชั่วโมง
  • 4 : ประมาณ 120 รอบต่อชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 204 :
  • การคำนวณปริมาณงานดินของรถขุด
    ปริมาตรพูนของบุ้งกี๋ 0.87 ลบ.ม.
    สัมประสิทธิ์ความจุของดินเหนียว 0.80 ลบ.ม.
    จำนวนรอบต่อชั่วโมง 112 รอบ
    คำนวณปริมาณงานดินที่ได้
  • 1 : ประมาณ 50 ลบ.ม.ปริมาตรฟู
  • 2 : ประมาณ 60 ลบ.ม.ปริมาตรฟู
  • 3 : ประมาณ 70 ลบ.ม.ปริมาตรฟู
  • 4 : ประมาณ 80 ลบ.ม.ปริมาตรฟู
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 205 :
  • ปริมาณงานดินของรถขุด
    ปริมาณงานดินปริมาตรฟู 78 ลบ.ม.
    ดินเหนียวแน่นและแห้ง เปอร์เซนต์ปริมาตรฟูขึ้น 30%
    จงคำนวณปริมาณดินเหนียวสภาพเดิมก่อนขุด
  • 1 : ประมาณ 50 ลบ.ม.ต่อชั่วโมง
  • 2 : ประมาณ 55 ลบ.ม.ต่อชั่วโมง
  • 3 : ประมาณ 60 ลบ.ม.ต่อชั่วโมง
  • 4 : ประมาณ 65 ลบ.ม.ต่อชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 206 :
  • ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการเลือกเครื่องจักรอุปกรณ์ในการโม่หินหรือแร่ก้อน
  • 1 : กำลังการผลิตที่ต้องการ
  • 2 : ความแข็งของหินหรือแร่
  • 3 : วัตถุประสงค์ในการนำหินหรือแร่ไปใช้ประโยชน์
  • 4 : ตำแหน่งที่ตั้งของโรงโม่หินหรือแร่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 207 :
  • ในการออกแบบเครื่องจักรที่ใช้ในการบดย่อย ในโรงโม่หิน โดยส่วนใหญ่นิยมใช้เครื่องโม่หินปากแรกเป็นชนิดใด
  • 1 : Roll Crusher
  • 2 : Jaw Crusher
  • 3 : Cone Crusher
  • 4 : Impact Crusher
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 208 :
  • ข้อใดถูกต้องที่สุดในการเลือกเครื่องจักรที่ใช้ในการบดย่อยในโรงโม่หิน
  • 1 : ควรเลือกใช้ Roll Crusher เป็นปากแรกในการบดย่อยเพราะราคาเครื่องจักรไม่แพง
  • 2 : ควรเลือก Impact Crusher ในการบดย่อยหากต้องการหินฝุ่นมากๆ
  • 3 : ควรเลือกใช้ Jaw Crusher ในการบดย่อยหินปากแรก เพราะให้กำลังการผลิตสูง
  • 4 : ควรเลือกใช้ Cone Crusher ในการบดย่อยหินแข็ง เพราะการสึกหรอต่ำที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 209 :
  • การคำนวณหากำลังของเครื่องจักรกลนั้นมีค่าที่เกี่ยวข้องในการพิจารณา 3 ค่า จงหาว่าค่าใดต่อไปนี้เป็นค่าที่ไม่เกี่ยวข้องในการพิจารณา
  • 1 : Power friction
  • 2 : Power required
  • 3 : Power avaliable
  • 4 : Power usable
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 210 :
  • ระหว่างเครื่องจักรล้อยางกับเครื่องจักรตีนตะขาบในเรื่องของความสามารถในการทำงานในพื้นที่ลาดชันสูงข้อใดกล่าวถูกต้องที่สุด
  • 1 : เครื่องจักรล้อยางทำงานได้ในที่ลาดชันสูงกว่า
  • 2 : เครื่องจักรตีนตะขาบทำงานได้ในที่ลาดชันสูงกว่า
  • 3 : ทั้ง 2 ชนิดทำงานได้ในที่ลาดชันสูงเหมือนกัน
  • 4 :  เครื่องจักรทั้ง 2 ชนิดไม่เหมาะในการทำงานในที่ลาดชันสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 211 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับค่า Rolling resistance ในการวิเคราะห์กำลังที่ต้องใช้ในการออกแบบเลือกเครื่องจักร
  • 1 :  ปัจจัยหนึ่งที่ใช้พิจารณาคือค่าแรงเสียดทานภายใน (Internal frictions)
  • 2 :  โดยทั่วไปนิยมบอกค่าในรูปของ %น้ำหนักรถรวมกับน้ำหนักบรรทุก
  • 3 :  ค่านี้จะคิดในเครืองจักรตีนตะขาบ แต่เครื่องจักรล้อยางจะคิดแต่ความเสียดทานภายในเท่านั้น
  • 4 : ค่านี้จะเพิ่มขึ้นหากมีการจมตัวของล้อในพื้นเกิดขึ้นด้วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 212 :
  • ถ้ารถบรรทุกแร่คันหนึ่งมีน้ำหนักรถ 15 ตัน และมีน้ำหนักบรรทุก 30 ตัน วิ่งบนถนนลาดยางเรียบ และล้อเป็นแบบอัดลมความดันสูงที่มีค่า Rolling resistance factor (RRf) = 36 lbs/ton จงหาค่า Rolling resistance ว่าเป็นเท่าใด
  • 1 : 540 lbs
  • 2 : 1080 lbs
  • 3 : 1450 lbs
  • 4 : 1620 lbs
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 213 :
  • ถ้ารถบรรทุกแร่คันหนึ่งมีน้ำหนักรถ 15 ตัน และมีน้ำหนักบรรทุก 55 ตัน วิ่งบนถนนลาดยางเรียบ และล้อเป็นแบบอัดลมความดันสูงที่มีค่า Rolling resistance factor (RRf) = 36 lbs/ton จงหาค่า Rolling resistance ว่าเป็นเท่าใด
  • 1 : 540 lbs
  • 2 : 1980 lbs
  • 3 : 2520 lbs
  • 4 : 2650 lbs
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 214 :
  • เครื่องจักรใดต่อไปนี้ เหมาะสำหรับการขุดขนในพื้นที่ระดับต่ำกว่าที่ที่เครื่องจักรนี้ทำงาน
  • 1 : Power  Shovel
  • 2 : Scraper
  • 3 : Back hoe
  • 4 : Wheel Loader
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 487 : Application of relevant knowledge in mining on mine design
ข้อที่ 215 :
  •  ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้องในเรื่องของลักษณะของวัสดุ
  • 1 : ลักษณะของวัสดุตามสภาพธรรมชาติเรียกว่า สภาพแน่น (Bank)
  • 2 : วัสดุที่ถูกทำให้แตกหรือร่วนเรียกว่า สภาพหลวม (Loose)
  • 3 :  ปริมาตรหลวม = ปริมาตรแน่น x ค่า Swell Factor
  • 4 : มีข้อผิดมากกว่า 1 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 216 :
  • จากข้อมูล Pattern การเจาะระเบิดที่มีระยะ Burden = 2.5 เมตร Spacing = 3 เมตร และความสูงหน้าเหมือง 8 เมตร จำนวน 10 รูเจาะ โดยมีค่า Swell Factor = 1.5 จะให้ปริมาตรหินแน่น (Bank Volume) เท่าใด
  • 1 : 300 bcm
  • 2 : 600 bcm
  • 3 : 900 bcm
  • 4 : 1200 bcm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 217 :
  • จากข้อมูล Pattern การเจาะระเบิดที่มีระยะ Burden = 2.5 เมตร Spacing = 3 เมตร และความสูงหน้าเหมือง 8 เมตร จำนวน 10 รูเจาะ โดยมีค่า Swell Factor = 1.5 จะให้ปริมาตรหินหลวม (Loose Volume) เท่าใด
  • 1 : 300 lcm
  • 2 : 600 lcm
  • 3 : 900 lcm
  • 4 : 1200 lcm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 218 :
  • สมมติให้หินแหล่งหนึ่งมีค่าแฟคเตอร์การบวม (Swell Factor) 1.5 เมื่อหินจากหน้าเหมือง 250 ลูกบาศก์เมตรผ่านการระเบิดแล้ว พบว่ามีเปอร์เซ็นต์หินก้อนโต 10% จงหาว่าหลังการระเบิดหินจะมีปริมาตรหลวมเท่าใด
  • 1 : 337.5 ลบ.ม. (หลวม)
  • 2 : 375 ลบ.ม. (หลวม)
  • 3 : 416.7 ลบ.ม. (หลวม)
  • 4 : 514 ลบ.ม. (หลวม)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 219 :
  • สมมติให้หินแหล่งหนึ่งมีค่าแฟคเตอร์การบวม (Swell Factor) 1.2 เมื่อหินจากหน้าเหมือง 500 ลูกบาศก์เมตรผ่านการระเบิดแล้ว พบว่ามีเปอร์เซ็นต์หินก้อนโต 12% จงหาว่าหลังการระเบิดหินจะมีปริมาตรหลวมเท่าใด
  • 1 : 528 ลบ.ม. (หลวม)
  • 2 : 568 ลบ.ม. (หลวม)
  • 3 : 600 ลบ.ม. (หลวม)
  • 4 : 682 ลบ.ม. (หลวม)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 220 :
  • สมมติให้หินแหล่งหนึ่งมีค่าแฟคเตอร์การบวม (Swell Factor) 1.4 เมื่อหินที่ผ่านการระเบิดแล้วมีปริมาตร 650 ลูกบาศก์เมตร พบว่ามีเปอร์เซ็นต์หินก้อนโต 10% จงหาว่าปริมาตรแน่นก่อนการระเบิดประมาณเท่าใด
  • 1 : 464 bcm
  • 2 : 515 bcm
  • 3 : 528 bcm
  • 4 : 600 bcm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 221 :
  • ข้อใดคือความหมายของ Struck Capacity
  • 1 : ปริมาตรแน่นที่ตักได้เต็มบุ้งกี๋ (Bucket) x ค่า Fill Factor
  • 2 :  ปริมาตรหลวมที่ตักได้เต็มบุ้งกี๋ (Bucket)
  • 3 : ค่าความจุเทียบเท่าปริมาตรของเหลวที่บรรจุเต็มบุ้งกี๋ (Bucket) พอดี
  • 4 : ปริมาตรสูงสุดที่ตักได้แบบมีส่วนที่พูนได้มากที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 222 :
  • ข้อใดคือความหมายของ Heaped Capacity
  • 1 :  ปริมาตรแน่นของการตักเต็มบุ้งกี๋ x ค่า Fill Factor
  • 2 :  ปริมาตรหลวมของการตักเต็มบุ้งกี๋ x ค่า Fill Factor
  • 3 :  ปริมาตรเที่ยบเท่ากับปริมาตรน้ำเต็มความจุพอดีของบุ้งกี๋ (Bucket)
  • 4 :  ปริมาตร เทียบเท่ากับ Struck Capacity + ปริมาตรส่วนที่พูนสูงขึ้นที่ค่าความลาด 2 ต่อ 1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 223 :
  • จงหาความจุในการตักของรถตักคันหนึ่งที่มีขนาดบุ้งกี๋ 1.2 ลบ.ม. เมือค่า Swell Factor = 1.2 ค่า Carry Factor = 0.85
  • 1 : 1.00 ลบ.ม.
  • 2 : 1.02 ลบ.ม.
  • 3 : 1.20 ลบ.ม.
  • 4 : 1.22 ลบ.ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 224 :
  • จงหาความจุในการตักของรถตักคันหนึ่งที่มีขนาดบุ้งกี๋ 1 ลบ.ม. เมือค่า Swell Factor = 1.1 ค่า Carry Factor = 0.9
  • 1 : 0.9 ลบ.ม.
  • 2 : 1 ลบ.ม.
  • 3 : 1.1 ลบ.ม.
  • 4 : 1.2 ลบ.ม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 225 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ผิด ในเรื่องของความจุของเครื่องจักร
  • 1 : Fill Factor เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Carry Factor
  • 2 : Heaped Capacity มีปริมาตรมากกว่า Struck Capacity เสมอ
  • 3 :  Fill Factor = 1/ Swell Factor
  • 4 : Struck Capacity คือค่าความจุเทียบเท่าของปริมาณของเหลวที่บรรจุในบุ้งกี๋เต็มพอดี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 226 :
  • การคำนวณในการสร้างเส้นชั้นความสูงในงานแผนที่ เพื่อใช้ในการออกแบบการทำเหมือง ถ้าจุด 2 จุดมีระยะห่างแนวราบ 100 เมตร ผลต่างความสูงของจุดทั้ง 2 เท่ากับ 55 เมตร ถ้าสร้างเส้นชั้นความสูงที่มี interval 10  เมตร จะมีกี่เส้นที่ผ่านจุด 2 จุดนี้
  • 1 : 3 เส้น
  • 2 : 4 เส้น
  • 3 : 5 เส้น
  • 4 : 6 เส้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 227 :
  • การคำนวณในการสร้างเส้นชั้นความสูงในงานแผนที่ เพื่อใช้ในการออกแบบการทำเหมือง ถ้าจุด 2 จุดมีระยะห่างแนวราบ 150 เมตร จุดแรกอยู่ที่ระดับ 55 เมตร และจุดที่ 2 อยู่ที่ระดับ 250 เมตร ถ้าสร้างเส้นชั้นความสูงที่มี interval 10  เมตร จะมีกี่เส้นที่ผ่านจุด 2 จุดนี้
  • 1 : 13 เส้น
  • 2 : 15 เส้น
  • 3 : 17 เส้น
  • 4 : 19 เส้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 228 :
  • การคำนวณในการสร้างเส้นชั้นความสูงในงานแผนที่ เพื่อใช้ในการออกแบบการทำเหมือง ถ้าจุด 2 จุดมีระยะห่างแนวราบ 100 เมตร ผลต่างความสูงของจุดทั้ง 2 เท่ากับ 60 เมตร ถ้าสร้างเส้นชั้นความสูงที่มี interval 10  เมตร แต่ละเส้นชั้นความสูงจะมีระยะห่างกันในแนวราบเท่าไร
  • 1 : 16.67 เมตร
  • 2 : 18 เมตร
  • 3 : 20 เมตร
  • 4 : 21.67 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 229 :
  •  พระราชบัญญัติแร่ที่ใช้ในราชอาณาจักรไทยในปัจจุบันประกาศใช้ตั้งแต่ปี
  • 1 :  พ.ศ. 2505
  • 2 :  พ.ศ. 2510
  • 3 :  พ.ศ. 2515
  • 4 :  พ.ศ. 2520
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 230 :
  •  การกระทำแก่พื้นที่ไม่ว่าจะเป็นที่บกหรือที่น้ำเพื่อให้ได้มาซึ่งแร่ด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายวิธี แต่ไม่รวมถึงการขุดเจาะน้ำเกลือใต้ดินตามหมวด ๕ ทวิ และการขุดหาแร่รายย่อยหรือการร่อนแร่ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง คือ
  • 1 :  การสำรวจแร่
  • 2 :  การทำเหมืองแร่
  • 3 :  การแต่งแร่
  • 4 :  การร่อนแร่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 231 :
  •  หนังสือสำคัญที่ออกให้เพื่อทำเหมืองภายในเขตที่กำหนดในหนังสือสำคัญนั้น เรียกว่า
  • 1 :  อาชญาบัตรสำรวจแร่
  • 2 :  อาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่
  • 3 :  อาชญาบัตรพิเศษ
  • 4 :  ประทานบัตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 232 :
  •  การจะเลือกวิธีการทำเหมืองขึ้นอยู่กับ
  • 1 :  รูปร่างและการวางตัวของแหล่งแร่
  • 2 :  ตำแหน่งที่ตั้งและระดับของแหล่งแร่
  • 3 :  ขนาดและปริมาณของแหล่งแร่
  • 4 :  ทุกข้อรวมกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 233 :
  • ปล่องในแนวดิ่งหรือแนวเอียงที่ขุดลงไปจากผิวดินสู่แหล่งแร่ เรียกว่า

  • 1 :  Raise
  • 2 :  Shaft
  • 3 :  Winze
  • 4 :  ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 234 :
  •  อุโมงค์ในแนวราบที่มีทางเข้าทางเดียว เป็นอุโมงค์ทางตัน คือ
  • 1 :  Tunnel
  • 2 : Portal
  • 3 :  Adit
  • 4 :  ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 235 :
  •  ส่วนของแหล่งแร่ที่มีเกรดต่ำ ในปัจจุบันไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ แต่ในอนาคตอาจมีคุณค่าได้ เราเรียกส่วนนี้ว่า
  • 1 :  Gangue
  • 2 : Waste
  • 3 :  Tailing
  • 4 :  ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 236 :
  •  เศษหินตัวอย่างที่ได้จากการเจาะสำรวจ เรียกว่า
  • 1 :  Core
  • 2 :  Cell
  • 3 :  Cutting
  • 4 :  ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 237 :
  •  สิ่งใดที่ไม่ได้ช่วยในการประเมินศักยภาพแหล่งแร่
  • 1 :  Geophysic
  • 2 :  Geochemistry
  • 3 :  Geology
  • 4 :  Geodesy
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 238 :
  •  จากรายงานการสำรวจพบว่ามีปริมาณแร่ทางธรณีวิทยา 500 ล้านตัน เราสามารถคาดการได้ว่าจะสามารถขุดมาใช้ได้
  • 1 :  500 ล้านตัน
  • 2 :  250 ล้านตัน
  • 3 :  100 ล้านตัน
  • 4 :  ข้อมูลไม่เพียงพอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 239 :
  •  จากการเจาะสำรวจถ่านหินในบริเวณหนึ่งพบว่า มีถ่านหินเพียงชั้นเดียว หนา 3 เมตร อย่างต่อเนื่องตลอดพื้นที่สำรวจ จากตัวอย่างถ่านหินที่ พิกัด 0 E, 0 N มีค่าความร้อน 5000 kcal/kg และ ตัวอย่างถ่านหินที่ พิกัด 100 E, 100 N มีค่าความร้อน 5000 kcal/kg เช่นกัน ถ้าหากใช้หลักการ Inverse Distance Squared Method ตัวอย่างถ่านหินที่ พิกัด 40 E, 40 N น่าจะมีค่าความร้อนเท่าไหร่
  • 1 :  4501 kcal/kg
  • 2 :  5000 kcal/kg
  • 3 :  5501 kcal/kg
  • 4 :  ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 240 :
  • . ข้อความใดที่เป็นจริงเกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมีของวัตถุระเบิดชนิด ANFO

  • 1 :  ภาวะขาดแคลนออกซิเจนทำให้การระเบิดไม่ได้ผลดีและเกิดแก๊สพิษ
  • 2 :  

    ภาวะขาดแคลนออกซิเจนทำให้การระเบิดได้ผลดีแต่เกิดแก๊สพิษ

  • 3 :  ภาวะออกซิเจนมากเกินไปทำให้การระเบิดได้ผลดีแต่เกิดแก๊สพิษ
  • 4 :  ภาวะขาดออกซิเจนทำให้การระเบิดได้ผลดีและไม่เกิดแก๊สพิษ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 241 :
  •  เหมืองสูบ เหมืองแล่น เหมืองฉีด และเหมืองเรือขุด มักจะถูกใช้กับแหล่งแร่ประเภทอะไร
  • 1 :  แร่ที่เป็นชั้นในแนวราบ
  • 2 :  แร่ที่เป็นชั้นในแนวดิ่ง
  • 3 :  แร่ที่กำเนิดแบบลานแร่
  • 4 :  ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 242 :
  •  ข้อใดไม่ใช่แร่เศรษฐกิจของประเทศไทยทั้งหมด
  • 1 :  พลอย ดีบุก วุลแฟรม
  • 2 :  ทองคำ เกลือสินเธาว์ เพชร
  • 3 :  เหล็ก หินปูน ดินขาว
  • 4 :  ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 243 :
  •  ความสมบูรณ์แร่ต่ำสุดที่ขุดทำเหมืองได้ คือ
  • 1 :  Cut-off grade
  • 2 :  Least grade
  • 3 :  Minimum grade
  • 4 :  ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 244 :
  •  ชั้นแร่โพแทชบริเวณหนึ่งหนา 5 เมตร อย่างต่อเนื่อง วางตัวในแนวราบที่ระดับความลึก 500 เมตร ถ้าจะทำเหมืองแร่ควรจะใช้วิธีการใด
  • 1 :  Open Pit
  • 2 :  Block Caving
  • 3 :  Room and Pillar
  • 4 :  ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 245 :
  • ชั้นแร่โพแทชบริเวณหนึ่งหนา 5 เมตร อย่างต่อเนื่อง วางตัวในแนวดิ่งจากผิวดิน ถ้าจะทำเหมืองแร่ควรจะใช้วิธีการใด

  • 1 :  Sublevel Stoping
  • 2 :  Block Caving
  • 3 :  Room and Pillar
  • 4 :  ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 246 :
  •  ในการออกแบบผนังบ่อเหมือง ควรจะใช้ ค่าความปลอดภัย (Factor of Safety) เท่าไหร่
  • 1 :  0.50
  • 2 :  0.75
  • 3 :  1.00
  • 4 :  1.25
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 247 :
  •  ในการเจาะสำรวจขั้นรายละเอียดควรวางตำแหน่งหลุมเจาะห่างกันเท่าไหร่
  • 1 :  50 เมตร
  • 2 :  100 เมตร
  • 3 :  150 เมตร
  • 4 :  ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 248 :
  •  โดยทั่วไปแล้วต้นทุนในการทำเหมืองใต้ดิน________ต้นทุนในการทำเหมืองผิวดิน
  • 1 :  ต่ำกว่า
  • 2 :  เท่ากัน
  • 3 : สูงกว่า
  • 4 :  ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 249 :
  • “แผนผังโครงการทำเหมือง คือ แผนการดำเนินการทำเหมืองที่ผู้ประกอบการเหมืองแร่ได้เสนอต่อภาครัฐ โดยมีรายละเอียดของรูปแบบและวิธีการทำเหมือง รวมถึงมาตรการการป้องกันและแก้ไขผลกระทบจากการทำเหมืองและการฟื้นฟูสภาพภายหลังสิ้นสุดการทำเหมือง” เป็นนิยามที่
  • 1 :  ถูกต้อง
  • 2 :  ไม่ถูกต้อง
  • 3 :  ถูกต้องแต่ยังไม่ครบถ้วน
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 250 :
  • คำขอประทานบัตรแห่งราชอาณาจักรไทยแต่ละแปลงมีเนื้อที่ไม่เกินกี่ไร่ (บนบก)
  • 1 :  100
  • 2 :  300
  • 3 :  500
  • 4 :  ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 251 :
  • การสำรวจข้อใดต่อไปนี้ใช้น้อยที่สุดในการประเมินศักยภาพแหล่งแร่
  • 1 :  ธรณีวิทยา
  • 2 :  ธรณีเคมี
  • 3 :  ธรณีเทคนิค
  • 4 :  ธรณีฟิสิกส์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 252 :
  •  ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่การสำรวจทางธรณีฟิสิกส์ในการสำรวจแร่
  • 1 :  Gravity Method
  • 2 :  Magnetic Method
  • 3 :  Resistivity Method
  • 4 :  Photo Method
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 253 :
  •  เครื่องเจาะแบบใดที่ใช้ในการสำรวจแหล่งแร่
  • 1 :  เครื่องเจาะหัวเพชร
  • 2 :  เครื่องเจาะแบบหมุน
  • 3 :  เครื่องเจาะแบบกระแทกและหมุน
  • 4 :  ทุกข้อรวมกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 254 :
  •  ในการวางแผนและออกแบบการทำเหมืองบริเวณควรคำนึงถึง
  • 1 :  ผลิตแร่ให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำ
  • 2 :  ความปลอดภัย
  • 3 :  กฎหมาย
  • 4 :  ทุกข้อรวมกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 255 :
  •  รูปภาพต่อไปนี้ คือการทำเหมืองแบบใด
  • 1 :  Open Cut
  • 2 :  Open Pit
  • 3 :  Open Channel
  • 4 :  ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 256 :
  •  รูปภาพต่อไปนี้ คือการทำเหมืองแบบใด
  • 1 :  Solution Mining
  • 2 :  Borehole Mining
  • 3 :  Drilling Mining
  • 4 :  ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 257 :
  •  ถ้าหากพบชั้นแร่ในแนวราบ หนา 2 เมตร ที่ระดับความลึกประมาณ 300 เมตร วิธีการทำเหมืองที่เหมาะสมน่าจะเป็น
  • 1 :  Room-and-Pillar
  • 2 :  Sublevel Stoping
  • 3 :  Sublevel Caving
  • 4 :  ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 258 :
  •  รูปภาพต่อไปนี้ คือการทำเหมืองแบบใด
  • 1 :  Room-and-Pillar
  • 2 :  Sublevel Stoping
  • 3 :  Sublevel Caving
  • 4 :  ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 259 :
  •  ปากทางเข้าอุโมงค์ในแนวราบเรียกว่า
  • 1 :  Entry
  • 2 :  Portal
  • 3 :  Adit
  • 4 :  ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 260 :
  •  รูปภาพต่อไปนี้ คือการทำเหมืองแบบใด
  • 1 :  Longwall Mining
  • 2 :  Vertical Crater Retreat
  • 3 :  Block Caving
  • 4 :  ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 261 :
  •  หนังสือสำคัญที่อนุญาตให้ผูกขาดสำรวจแร่เป็นกรณีพิเศษภายในเขตพื้นที่ที่กำหนดให้ คือ
  • 1 :  อาชญาบัตรสำรวจแร่
  • 2 :  อาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่
  • 3 :  อาชญาบัตรพิเศษ
  • 4 :  ประทานบัตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 262 :
  •  การเจาะสำรวจเก็บตัวอย่างด้วยวิธีการใดที่ให้ข้อมูลของแหล่งแร่ดีที่สุดสำหรับการออกแบบเหมืองแร่
  • 1 :  Rotary Drilling
  • 2 :  Auger drill
  • 3 :  Diamond Drilling
  • 4 :  Churn drill
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 263 :
  •  สิ่งใดต่อไปนี้ไม่แสดงไว้บน Boring Log
  • 1 :  Rock Description
  • 2 :  Rock Sampling
  • 3 :  Rock Quality Designation
  • 4 :  Rock Keeping
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 264 :
  •  แหล่งแร่ที่เกิดจากการผุพังของสายแร่เดิม แล้วถูกพัดพาไปสะสมที่ใหม่ เราเรียกแหล่งแร่ประเภทนี้ว่า
  • 1 :  แหล่งปฐมภูมิ
  • 2 :  แหล่งทุติยภูมิ
  • 3 :  แหล่งตติยภูมิ
  • 4 :  ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 265 :
  •  ข้อใดไม่ใช่หน่วยงานหลัก (Unit operation) ของการทำเหมืองผิวดิน
  • 1 :  Drilling
  • 2 :  Sampling
  • 3 :  Loading
  • 4 :  Hualing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 266 :
  •  ข้อใดไม่ใช่หน่วยงานหลัก (Unit operation) ของการทำเหมืองใต้ดิน
  • 1 :  Drilling
  • 2 :  Scaling
  • 3 :  Loading
  • 4 :  Hualing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 267 :
  •  หน่วยความสมบูรณ์ 1 กรัม/ตัน เท่ากับข้อใด
  • 1 :  ppb
  • 2 : ppm
  • 3 :  ppt
  • 4 :  ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 268 :
  • จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าถูกหรือผิด

    1. Gob หรือ Goaf ในการทำเหมืองใต้ดิน คือ ปรากฎการณ์ที่เสาค้ำยันกำลังจะพัง

    2. Gob หรือ Goaf พบมากในการทำเหมืองใต้ดินวิธี Room-and-Pillar

  • 1 : 1 และ 2 ถูก
  • 2 :  1 ถูก 2 ผิด
  • 3 :  1 ผิด 2 ถูก
  • 4 :  1 และ 2 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 269 :
  •  จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าถูกหรือผิด

    1. Drawpoint คือ จุดเก็บตัวอย่างเพื่อควบคุมคุณภาพในการทำเหมืองใต้ดินวิธี Room-and-Pillar

    2. Bleeder คือ อุโมงค์สำหรับระบายอากาศเสียออกไปในการทำเหมืองใต้ดิน

  • 1 :  1 และ 2 ถูก
  • 2 :  1 ถูก 2 ผิด
  • 3 :  1 ผิด 2 ถูก
  • 4 :  1 และ 2 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 270 :
  •  ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญในการวางแผนและออกแบบการทำเหมืองเปิด
  • 1 :  ความสมบูรณ์แร่
  • 2 :  ปริมาณแร่
  • 3 :  เงินลงทุน
  • 4 :  ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 271 :
  •  ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญในการเลือกวิธีการทำเหมืองใต้ดิน
  • 1 :  ความสมบูรณ์แร่
  • 2 :  ลักษณะสายแร่
  • 3 :  ปริมาณน้ำฝน
  • 4 :  ความแกร่งของหิน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 272 :
  •  วิธีการทำเหมืองแบบใดต่อไปนี้ไม่เคยใช้กับแหล่งแร่ดีบุกในประเทศไทย
  • 1 :  เหมืองสูบ
  • 2 :  เหมืองแล่น
  • 3 :  เหมืองฉีด
  • 4 :  เหมืองละลายแร่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 273 :
  •  จากรูปเป็นการเจาะหลุมสำรวจแบบใด
  • 1 :  Auger Drilling
  • 2 :  Rotary Drilling
  • 3 :  Diamond Drilling
  • 4 :  Percussion Drilling
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 274 :
  •  จากรูปต่อไปนี้เป็นการสำรวจธรณีฟิสิกส์แบบใด
  • 1 :  Seismic reflection
  • 2 :  Seismic refraction
  • 3 :  Cross-hole seismic tomography
  • 4 :  Ground penetrating radar
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 275 :
  •  ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของน้ำโคลน (mud drilling) ในการเจาะหลุมสำรวจ
  • 1 :  หล่อเย็น
  • 2 :  ป้องกันผนังหลุมพัง
  • 3 :  หล่อลื่น
  • 4 :  หล่อหลอม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 276 :
  •  จากรูปต่อไปนี้เป็นหัวเจาะแบบใด
  • 1 :  Drag bit
  • 2 :  Tricone bit
  • 3 :  Diamond bit
  • 4 :  Spiral bit
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 277 :
  •  Stripping ratio คือ
  • 1 :  ปริมาณเปลือกดินต่อปริมาณสินแร่
  • 2 :  ปริมาณสินแร่ต่อปริมาณเปลือกดิน
  • 3 :  ปริมาณเปลือกดินต่อค่าใช้จ่ายในการขุดเปลือกดิน
  • 4 :  ค่าใช้จ่ายในการขุดเปลือกดินต่อปริมาณเปลือกดิน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 278 :
  •  ในการทำเหมืองเปิดของแหล่งถ่านหินลิกไนต์ ควรมี stripping ratio ไม่เกินเท่าไหร่
  • 1 :  6.0
  • 2 :  8.0
  • 3 :  10.0
  • 4 :  ไม่มีคำตอบที่แน่นอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 279 :
  •  ข้อใดเป็นการแยกประเภท reserve ที่ถูกต้อง เรียงจากความเชื่อมั่นน้อยไปมาก
  • 1 :  Probable, Possible, Prove
  • 2 :  Possible, Prove, Probable
  • 3 :  Prove, Probable, Possible
  • 4 :  Possible, Probable, Prove
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 280 :
  •  ธรณีสถิติ (geostatistic) เป็นเครื่องมือสำคัญในกิจกรรมใด
  • 1 :  การออกแบบอุโมงค์
  • 2 :  การประเมินศักยภาพแหล่งแร่
  • 3 :  การวางแผนการใช้เครื่องจักร
  • 4 :  การกำหนดตำแหน่งหลุมเจาะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 281 :
  •  อุโมงค์ในแนวเอียงจากผิวดินสู่สายแร่หรืออุโมงค์ข้างล่าง เรียกว่า
  • 1 :  Raise
  • 2 :  Slope
  • 3 :  Shaft
  • 4 :  Winze
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 282 :
  •  อุโมงค์ในแนวตั้งจากผิวดินสู่สายแร่หรืออุโมงค์ข้างล่าง เรียกว่า
  • 1 :  Raise
  • 2 :  Slope
  • 3 :  Shaft
  • 4 :  Winze
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 283 :
  •  ในเหมืองใต้ดิน ทิศทางของอากาศจากข้างนอกสู่ข้างใน เรียกว่า
  • 1 :  Inside
  • 2 :  Outside
  • 3 :  Inbye
  • 4 :  Outbye
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 284 :
  •  ในการทำเหมืองใต้ดินผนังหินที่อยู่เหนือสายแร่ คือ
  • 1 :  High wall
  • 2 :  Hanging wall
  • 3 :  Up wall
  • 4 :  Top wall
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 285 :
  •  ในการทำเหมืองใต้ดินผนังหินที่อยู่ใต้สายแร่ คือ
  • 1 :  Down wall
  • 2 :  Bottom wall
  • 3 :  Low wall
  • 4 :  Foot wall
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 286 :
  •  เป้าหมายหลักจากการสำรวจเพื่อต้องการหา
  • 1 :  ปริมาณสินแร่
  • 2 :  ความสมบูรณ์ของสินแร่
  • 3 :  ลักษณะแหล่งแร่
  • 4 :  ทุกข้อรวมกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 287 :
  •  ประทานบัตรแต่ละแปลงบนบกมีเนื้อที่ไม่เกินกี่ไร่
  • 1 :  200
  • 2 :  300
  • 3 :  400
  • 4 :  500
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 288 :
  •  ประทานบัตรแต่ละแปลงในทะเลมีเนื้อที่ไม่เกินกี่ไร่
  • 1 :  20,000
  • 2 :  30,000
  • 3 :  40,000
  • 4 :  50,000
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 289 :
  •  แหล่งแร่ขนาดใหญ่ที่มีการกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ เรียกลักษณะนี้ว่า
  • 1 :  massive
  • 2 :  wide
  • 3 :  extensive
  • 4 :  Huge
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 290 :
  •  ในการวางรูปแบบระเบิดเหมืองผิวดิน ระยะระหว่างหน้าผาถึงรูเจาะระเบิดแถวแรก เรียกว่า
  • 1 :  spacing
  • 2 :  decking
  • 3 :  burden
  • 4 :  stemming
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 291 :
  •  ในการวางรูปแบบระเบิดเหมืองผิวดิน ระยะระหว่างรูเจาะระเบิดในแถวเดียวกันที่ขนานกับหน้าผา เรียกว่า
  • 1 :  spacing
  • 2 :  decking
  • 3 :  burden
  • 4 :  stemming
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 292 :
  • ในการวางรูปแบบระเบิดเหมืองผิวดิน ระยะที่ต้องเจาะต่ำกว่า ตีนของหน้าผา เรียกว่า
  • 1 :  spacing
  • 2 :  burden
  • 3 :  sub drilling
  • 4 :  low drilling
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 293 :
  •  ในการวางรูปแบบระเบิดอุโมงค์ใต้ดิน หลุมเจาะขนาดใหญ่ที่ไม่มีการบรรจุระเบิด อยู่ประมาณตรงกลางหน้าอุโมมงค์ เรียกว่า
  • 1 :  relief hole
  • 2 :  empty hole
  • 3 :  big hole
  • 4 :  void hole
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 294 :
  •  ทรัพยากรใดต่อไปนี้ไม่เหมาะสมสำหรับการทำเหมืองผิวดิน
  • 1 :  Uranium
  • 2 :  Oil Shale
  • 3 :  Rock Salt
  • 4 :  Tar Sand
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 295 :
  •  หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายมาใช้ในการกำกับดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้ผู้รับประทานบัตรจะต้องทำสัญญาว่าด้วยการทำเหมืองตามประทานบัตร และต้องวางเงินค้ำประกันหรือสัญญาค้ำประกันจากธนาคารพาณิชย์ให้กับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ จำนวน 300,000-10,000,000 บาท ตามประเภทและวิธีการทำเหมือง เป็นแนวคิดแบบ
  • 1 :  Environmental Act
  • 2 :  Environmental Bond
  • 3 :  Environmental Concern
  • 4 : Environmental Impact
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 296 :
  •  ในกรณีการทำเหมืองหินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ผู้ขออนุญาตจะต้องทำการปลูกป่าชดเชยและบำรุงรักษาป่าเป็นจำนวนกี่เท่าของพื้นที่ที่จะทำเหมือง
  • 1 :  หนึ่ง
  • 2 :  สอง
  • 3 :  สาม
  • 4 :  สี่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 297 :
  •  ในปัจจุบันวัตถุระเบิดที่ใช้กันมากในงานเหมืองใต้ดิน คือ
  • 1 :  PETN
  • 2 :  ANFO
  • 3 :  Dynamite
  • 4 :  Gun Powder
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 298 :
  •  ถังดับเพลิงที่อยู่ตามสำนักงานควรได้รับการตรวจอย่างไร
  • 1 :  สัปดาห์ละครั้ง
  • 2 :  เดือนละครั้ง
  • 3 :  สองเดือนครั้ง
  • 4 :  สี่เดือน ครั้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 299 :
  •  ถังดับเพลิงที่อยู่ตามสำนักงานควรได้รับเติมน้ำยาใหม่อย่างไร
  • 1 :  หกเดือนครั้ง
  • 2 :  ปีละครั้ง
  • 3 :  สองปีครั้ง
  • 4 :  สามปีครั้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 300 :
  •  ข้อใดเป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการทำเหมือง
  • 1 :  พนักงานต้องผ่านการอบรมเพื่อความปลอดภัยก่อนการปฏิบัติงาน
  • 2 :  จัดให้มีกระดานเพื่อติดประกาศกฎระเบียบด้านความปลอดภัย
  • 3 :  ไม่ให้บุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณที่กำลังทำงาน
  • 4 :  ทุกข้อรวมกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 301 :
  •  ข้อใดเป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการทำเหมือง
  • 1 :  มีการรณรงค์ด้านความปลอดภัยอยู่เสมอ
  • 2 :  มีการลงโทษเจ้าหน้าที่หรือพนักงงานที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบด้านความปลอดภัย
  • 3 :  จัดหาและบังคับให้มีการใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด
  • 4 :  ทุกข้อรวมกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 302 :
  •  จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าถูกหรือผิด

    1. ในการควบคุมผลกระทบของเสียงในการปฏิบัติงานในเหมือง เราต้องควบคุมระดับเสียงไม่ให้ดังไปก็เพียงพอแล้ว

    2. ระดับเสียงสูงสุดตามกฎหมายต่อผู้ปฏิบัติงานในเหมือง คือ 135 เดซิเบล

  • 1 :  1 และ 2 ถูก
  • 2 :  1 ถูก 2 ผิด
  • 3 :  1 ผิด 2 ถูก
  • 4 :  1 และ 2 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 303 :
  •  

    จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าถูกหรือผิด ในการป้องกันการสูญเสียการได้ยิน

    1. ไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานในเหมืองอยู่ในที่เสียงดังนานเกินไป โดยไม่ต้องใส่เครื่องป้องกัน

    2. การสูญเสียการได้ยินไม่สามารถรักษาให้หายกลับคืนมาได้

  • 1 :  1 และ 2 ถูก
  • 2 :  1 ถูก 2 ผิด
  • 3 :  1 ผิด 2 ถูก
  • 4 :  1 และ 2 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 304 :
  •  

    จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าถูกหรือผิด

    1. ต้องติดแผ่นสะท้อนแสงรอบทุกด้านของเครื่องจักรที่ใช้ในเหมืองใต้ดิน

    2. เนื่องจากปกติเรามีเครื่องดับเพลิงที่หน้างานอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีเครื่องดับเพลิงบนเครื่องจักรที่ใช้ในเหมืองใต้ดิน

  • 1 :  1 และ 2 ถูก
  • 2 :  1 ถูก 2 ผิด
  • 3 :  1 ผิด 2 ถูก
  • 4 :  1 และ 2 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 305 :
  •  

    จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าถูกหรือผิด

    1. Run Of Mine (ROM) คือ เหมืองที่ยังมีการขุดอยู่ที่ไม่ได้หยุดกิจการ

    2. Cut of Grade คือ เกรดแร่ต่ำสุดที่ขุดทำเหมืองได้โดยมีกำไร

  • 1 :  1 และ 2 ถูก
  • 2 :  1 ถูก 2 ผิด
  • 3 :  1 ผิด 2 ถูก
  • 4 :  1 และ 2 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 306 :
  •  

    จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าถูกหรือผิด

    1. ในงานเหมืองถ่านหินผิวดิน นิยมใช้ dragline ลำเลียงถ่านหินจากเหมืองสู่กองถ่าน

    2. ทางขนส่งหลักในการขนส่งแร่หรือหินจากหน้าเหมืองมายังโรงแต่งโดยใช้รถบรรทุกควรมีความลาดไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์

  • 1 :  1 และ 2 ถูก
  • 2 :  1 ถูก 2 ผิด
  • 3 :  1 ผิด 2 ถูก
  • 4 :  1 และ 2 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 307 :
  •  

    จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าถูกหรือผิด

    1. เครื่องจักที่ใช้ในการขุดแร่ ได้แก่ backhoe, bucket wheel excavator, front-end loader

    2. เครื่องจักที่ใช้ในการลำเลียงแร่ ได้แก่ truck, LHD, dragline, shovel

  • 1 :  1 และ 2 ถูก
  • 2 :  1 ถูก 2 ผิด
  • 3 :  1 ผิด 2 ถูก
  • 4 :  1 และ 2 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 308 :
  •  

    จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าถูกหรือผิด

    1. รถตักตีนตะขาบตักได้เฉพาะหินที่กองหลวม

    2. เส้นทางควรมีความลาดชันไม่เกิน 35% สำหรับรถตีนตะขาบทั่วๆไปl

  • 1 :  1 และ 2 ถูก
  • 2 :  1 ถูก 2 ผิด
  • 3 :  1 ผิด 2 ถูก
  • 4 :  

    1 และ 2 ผิด

  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 309 :
  •  

    จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าถูกหรือผิด

    1. Conveyor belt ใช้ในการขนแร่หรือหินแบบต่อเนื่องเพื่อให้ได้กำลังการผลิตสูง

    2. Stacker/reclaimer คือ เครื่องจักรที่ใช้ในการตักป้อนและโปรยกองเพื่อการผสมแร่ตามสัดส่วนภายในตัวเดียว

  • 1 :  1 และ 2 ถูก
  • 2 :  1 ถูก 2 ผิด
  • 3 :  1 ผิด 2 ถูก
  • 4 :  

    1 และ 2 ผิด

  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 310 :
  •  

    จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าถูกหรือผิด

    1. ในการระเบิดหิน powder factor มีหน่วยเป็นปริมาณหินที่ระเบิดออกมาต่อหนึ่งหน่วยปริมาณระเบิด

    2. วัตถุประสงค์ของ stemming เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้ารูระเบิด

  • 1 :  1 และ 2 ถูก
  • 2 :  1 ถูก 2 ผิด
  • 3 :  1 ผิด 2 ถูก
  • 4 :  1 และ 2 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 311 :
  •  

    จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าถูกหรือผิด

    1. วัตถุประสงค์ของ sub drilling เพื่อให้ได้ความสูงของ bench ตามที่ต้องการ

    2. วัตถุประสงค์ของ air decking เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด fly rocks มากเกินไป

  • 1 :  1 และ 2 ถูก
  • 2 :  1 ถูก 2 ผิด
  • 3 :  1 ผิด 2 ถูก
  • 4 :  1 และ 2 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 312 :
  •  

    จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าถูกหรือผิด

    1. Nitroglycerin เป็นวัตถุระเบิดประเภท Low explosive

    2. Black powder เป็นวัตถุระเบิดประเภท High explosive

  • 1 :  1 และ 2 ถูก
  • 2 :  1 ถูก 2 ผิด
  • 3 :  1 ผิด 2 ถูก
  • 4 :  

    1 และ 2 ผิด

  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 313 :
  •  

    จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าถูกหรือผิด

    1. ระเบิด ควรเป็นโรงเก็บที่หนาแน่น แข็งแรง ใกล้บริษัท โรงเก็บวัตถุเพื่อป้องกันขโมย

    2. ระเบิด ควรเป็นโรงเก็บที่ปิดมิดชิด ไม่ให้มีการระบายอากาศและไม่ให้หนูเข้ามาแทะระเบิด

  • 1 :  1 และ 2 ถูก
  • 2 :  1 ถูก 2 ผิด
  • 3 :  1 ผิด 2 ถูก
  • 4 :  1 และ 2 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 314 :
  •  

    จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าถูกหรือผิด

    1. ถ้าบรรจุ Primer ไว้ส่วนบนของรูเจาะระเบิดจะทำให้ fly rock ปลิวไปได้ไกล

    2. Sub-drilling มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการ Fragmentation จากการระเบิดหินหรือแร่

  • 1 :  1 และ 2 ถูก
  • 2 :  1 ถูก 2 ผิด
  • 3 :  1 ผิด 2 ถูก
  • 4 :  1 และ 2 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 315 :
  •  

    จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าถูกหรือผิด

    1. NOx เป็นแก็สพิษที่เกิดจากการระเบิด

    2. ANFO จัดอยู่ในกลุ่มวัตถุระเบิดแรงสูง

  • 1 :  1 และ 2 ถูก
  • 2 :  1 ถูก 2 ผิด
  • 3 :  1 ผิด 2 ถูก
  • 4 :  1 และ 2 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 316 :
  •  

    จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าถูกหรือผิด

    1. ANFO มีส่วนผสมหลักคือแอมโมเนียมไนเตรทกับน้ำมันเชื้อเพลิง

    2. ถ.พ. ของ ANFO โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 0.8

  • 1 :  1 และ 2 ถูก
  • 2 :  1 ถูก 2 ผิด
  • 3 :  1 ผิด 2 ถูก
  • 4 :  

    1 และ 2 ผิด

  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 317 :
  •  ถ้าต้องการเจาะรูระเบิดที่ลึกมากให้ตรงควรทำอย่างไร
  • 1 :  เพิ่มขนาดดอกเจาะและก้านเจาะ
  • 2 :  ลดขนาดดอกเจาะและก้านเจาะ
  • 3 :  ใช้ดอกเจาะที่เป็นหัวเพชร
  • 4 :  

    ใช้ดอกเจาะที่เป็นหัวทังสเตนคาร์ไบด์

  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 318 :
  •  

    จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าถูกหรือผิด

    1. วิธีปฏิบัติที่ช่วยลดหินปลิวจากการระเบิดหน้าเหมือง คือ ลดการอัดวัตถุระเบิดในชั้นที่มีโพรงหิน

    2. วิธีปฏิบัติที่ช่วยลดเสียงระเบิด (Air blast) คือ เพิ่มระยะระหว่างรูเจาะ (Spacing)

  • 1 :  1 และ 2 ถูก
  • 2 :  1 ถูก 2 ผิด
  • 3 :  1 ผิด 2 ถูก
  • 4 :  

    1 และ 2 ผิด

  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 319 :
  •  

    จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าถูกหรือผิด

    1. ข้อเสียของการเจาะรูระเบิดแบบเอียงคือ ก้านเจาะมีโอกาสติด หรือรูเจาะอุดตันได้มากขึ้น

    2. ตามทฤษฎีรูเจาะเอียงทำมุม 60 องศา จึงจะสามารถใช้พลังงานจากวัตถุระเบิดได้มากที่สุด

  • 1 :  1 และ 2 ถูก
  • 2 :  1 ถูก 2 ผิด
  • 3 :  1 ผิด 2 ถูก
  • 4 :  

    1 และ 2 ผิด

  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 320 :
  •  

    จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าถูกหรือผิด

    1. ขณะระเบิดวัตถุระเบิดแรงต่ำ (Low Explosive) จะไม่เกิด shock wave

    2. วัตถุระเบิดแรงสูง (High Explosive) สามารถระเบิดได้ด้วยแก๊ปเบอร์ 6

  • 1 :  1 และ 2 ถูก
  • 2 :  1 ถูก 2 ผิด
  • 3 :  1 ผิด 2 ถูก
  • 4 :  1 และ 2 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 321 :
  •  

    จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าถูกหรือผิด

    1. สามารถจุดระเบิดสารระเบิด (blasting agent) ได้ด้วยแก๊ปเบอร์ 8

    2. ส่วนประกอบที่สำคัญของดินดำ (black powder) คือ แอมโมเนียมไนเตรท
  • 1 :  1 และ 2 ถูก
  • 2 :  1 ถูก 2 ผิด
  • 3 :  1 ผิด 2 ถูก
  • 4 :  

    1 และ 2 ผิด

  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 322 :
  •  

    จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าถูกหรือผิด

    1. แก๊ปถ่วงเวลาประเภทครึ่งวินาที (Half-second delay) ใช้ของผสมระหว่างโลหะพลวงและด่างทับทิมเป็นสารถ่วงเวลา

    2. แก๊ปถ่วงเวลาประเภทส่วนพันวินาที (Millisecond delay) ใช้ของผสมระหว่างตะกั่วแดงและซิลิกอนเป็นสารถ่วงเวลา

  • 1 :  1 และ 2 ถูก
  • 2 :  1 ถูก 2 ผิด
  • 3 :  1 ผิด 2 ถูก
  • 4 :  

    1 และ 2 ผิด

  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 323 :
  •  

    จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าถูกหรือผิด

    1. ภายในของ Safety fuse บรรจุด้วยวัตถุระเบิดชนิด TNT

    2. สาย Detonating fuse ภายในบรรจุวัตถุระเบิดชนิด PETN

  • 1 :  1 และ 2 ถูก
  • 2 :  1 ถูก 2 ผิด
  • 3 :  1 ผิด 2 ถูก
  • 4 :  1 และ 2 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 324 :
  •  

    จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่าถูกหรือผิด

    1. โดยทั่วไปเชื้อประทุ หรือแก๊ปอาจสามารถเกิดการระเบิดได้เมื่อความร้อนสูงเกินกว่า 60 องศาเซลเซียส

    2. วัตถุระเบิดในงานอุตสาหกรรมชนิดแรกที่มีความปลอดภัยในการขนส่งคือ ไดนาไมต์

  • 1 :  1 และ 2 ถูก
  • 2 :  1 ถูก 2 ผิด
  • 3 :  1 ผิด 2 ถูก
  • 4 :  

    1 และ 2 ผิด

  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 325 :
  •  การปลูกต้นไม้ทดแทนควรจะอยู่ในขั้นตอนใดของการทำเหมือง
  • 1 :  การขออาชญาบัตรสำรวจแร่
  • 2 :  การขอประทานบัตรทำเหมือง
  • 3 :  การเตรียมพื้นที่สำหรับเปิดหน้าดิน
  • 4 :  การฟื้นฟูสภาพหลังการทำเหมือง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 326 :
  •  ฝุ่นขนาดเท่าไหร่ที่สามารถผ่านระบบการดักจับของจมูกเข้าสู่ทางเดินหายใจได้
  • 1 :  ตั้งแต่ 1 ไมครอน ลงไป
  • 2 :  ตั้งแต่ 5 ไมครอน ลงไป
  • 3 :  ตั้งแต่ 10 ไมครอน ลงไป
  • 4 :  ตั้งแต่ 20 ไมครอน ลงไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 327 :
  •  ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการทำเหมืองดีบุกในจังหวัดนครศรีธรรมราชเกิดจากสารใด
  • 1 :  ตะกั่ว
  • 2 :  ปรอท
  • 3 :  สารหนู
  • 4 :  แมงกานีส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 328 :
  •  ระบบกำจัดฝุ่นในงานเหมืองแร่แบบใช้ Bag Filter เมื่อเกิดเป็น Cake จับตัวที่ถุงกรองสามารถใช้วิธีใดในการกำจัด
  • 1 :  Fluid reverse flow
  • 2 :  Vibration
  • 3 :  Osmosis
  • 4 :

    Man collected

  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 329 :
  •  ประเด็นสิ่งแวดล้อมใดสำคัญที่สุดในการทำโรงโม่หิน
  • 1 :  เสียง
  • 2 :  แก๊สพิษ
  • 3 :  ฝุ่น
  • 4 :  น้ำมันและไขมัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 330 :
  •  การตั้งไมโครโฟนของมาตรระดับเสียงควรติดตั้งบริเวณใดตามที่กฎหมายกำหนด
  • 1 :  ห่างจากแหล่งกำเนิดเสียงในรัศมีไม่เกิน 100 เมตร
  • 2 :  ห่างจากแหล่งกำเนิดเสียงในรัศมีไม่เกิน 500 เมตร
  • 3 :  บริเวณขอบของเขตประทานบัตรหรือเขตประกอบการ
  • 4 :  บริเวณชุมชนที่อยู่ใกล้ที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 331 :
  •  การกำหนดค่า Composite ของข้อมูลคุณภาพแร่จากหลุมเจาะ มาใช้ประเมินความสมบูรณ์ของบล็อคแร่ ควรจะพิจารณาจากข้อมูลใดมากที่สุด
  • 1 :  ระยะห่างระหว่างหลุมเจาะ
  • 2 :  โครงสร้างทางธรณีวิทยาของชั้นแร่
  • 3 :  แวริโอแกรมที่ได้จากการทำธรณีสถิติ
  • 4 :  ประสบการณ์จากแหล่งแร่ชนิดเดียวกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 332 :
  •  การสร้างแบบจำลองของแหล่งแร่ชนิดใดที่มีความเหมาะสมสำหรับการออกแบบทำเหมืองในแหล่งแร่ที่มีลักษณะเป็น massiveมากที่สุด
  • 1 :  ก. Block model
  • 2 :  Cross section model
  • 3 :  Surface model
  • 4 :  

    Solid model

  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 333 :
  •  การสร้างแบบจำลองของแหล่งแร่แบบบล็อคสามมิติ (Block model) จะไม่มีความเหมาะสมในการจัดเก็บข้อมูลชนิดใดของแหล่งแร่
  • 1 :  Interburden thickness
  • 2 :  Fault zone
  • 3 :  Lithology
  • 4 :  Rock strength
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 334 :
  •  ข้อใดคือความหมายของ Area of Influence
  • 1 :  พื้นที่ที่มีอิทธิพลต่อตำแหน่งของแหล่งแร่
  • 2 :  พื้นที่ที่มีศักยภาพในการทำเหมือง
  • 3 :  พื้นที่ที่ถูกตัดออกไปเนื่องจากวิเคราะห์ด้วยข้อมูลหลุมเจาะแล้วไม่น่าสนใจ
  • 4 :  พื้นที่ที่มีค่าความสมบูรณ์เท่ากันจากหลุมเจาะหลุมหนึ่งในพื้นที่นั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 335 :
  •  การให้หลุมเจาะสำรวจแต่ละหลุม เป็นตัวแทนของพื้นที่ที่มีขนาดเท่ากัน เป็นลักษณะการแบ่งพื้นที่ที่เรียกว่า
  • 1 :  Perpendicular Area
  • 2 :  Triangular Area
  • 3 :  . Uniform Area
  • 4 :  Polygonal Area
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 336 :
  •  ข้อใดไม่ใช่สิ่งที่จะทราบตามมา หลังจากทราบ Final pit limit
  • 1 :  ปริมาณ overburden ที่จะต้องขุดออก
  • 2 :  ปริมาณแร่สำรอง
  • 3 :  เกรดเฉลี่ยของสินแร่
  • 4 : กำลังการผลิตที่เหมาะสม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 337 :
  •  

    หลักการข้อใดเป็นที่นิยมใช้ในการออกแบบบ่อเหมือง 3 มิติ ด้วยคอมพิวเตอร์มากที่สุด

  • 1 :  Moving cone
  • 2 :  Lerch-Grossmann
  • 3 :  Dynamic programming
  • 4 :  3D Block model
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 338 :
  •  

    จากข้อมูลหลุมเจาะดังตาราง จงหาเกรดเฉลี่ยโดยวิธี arithmetic average

    Hole No

    Ore Thickness (m)

    Grade (ppm)

    Polygonal Area (sq.m.)

    1

    5.0

    20

    3000

    2

    7.5

    15

    5000

    3

    4.5

    10

    4500

    4

    4.0

    15

    2500

  • 1 :  13 ppm
  • 2 :  14 ppm
  • 3 :  15 ppm
  • 4 :  16 ppm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 339 :
  •  

    . จากข้อมูลหลุมเจาะดังตาราง จงหาเกรดเฉลี่ยโดยวิธี polygonal method

    Hole No

    Ore Thickness (m)

    Grade (ppm)

    Polygonal Area (sq.m.)

    1

    5.0

    20

    3000

    2

    7.5

    15

    5000

    3

    4.5

    10

    4500

    4

    4.0

    15

    2500

  • 1 :  13.68 ppm
  • 2 :  14.68 ppm
  • 3 :  15.68 ppm
  • 4 :  16.68 ppm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 340 :
  •  

    จากข้อมูลหลุมเจาะดังตาราง จงหาเกรดเฉลี่ยโดยวิธี triangular method

    Hole No

    Ore Thickness (m)

    Grade (%)

    Triangular Area (sq.m.)

    1

    5.0

    12.5

    300

    2

    7.5

    10.0

    500

    3

    4.5

    5.0

    450

    4

    4.0

    8.5

    250

  • 1 :  8.05 %
  • 2 :  8.55 %
  • 3 :  9.05 %
  • 4 :  9.55 %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 341 :
  •  

    จากข้อมูลการสำรวจถ่านหินในพื้นที่แห่งหนึ่ง ที่มีถ่านหินความหนาแน่นเฉลี่ย 1.2 g/cm3 จงคำนวณปริมาณถ่านหินในพื้นที่นี้

    Hole No

    Thickness (m)

    Polygonal Area (sq.m.)

    1

    5.0

    25000

    2

    7.5

    48000

    3

    4.5

    90000

    4

    4.0

    55500

  • 1 :  1.334 ล้านตัน
  • 2 :  13.34 ล้านตัน
  • 3 :  2.334 ล้านตัน
  • 4 :  23.34 ล้านตัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 342 :
  •  

    จากข้อมูลการสำรวจถ่านหินในพื้นที่แห่งหนึ่ง จงคำนวณปริมาณถ่านหินในพื้นที่นี้

    Hole No

    Thickness (m)

    Density (g/cm3)

    Polygonal Area (sq.m.)

    1

    5.0

    1.2

    25000

    2

    7.5

    1.3

    48000

    3

    4.5

    1.2

    90000

    4

    4.0

    1.4

    55500

  • 1 :  1.21 ล้านตัน
  • 2 :  1.31 ล้านตัน
  • 3 :  1.41 ล้านตัน
  • 4 :  1.51 ล้านตัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 343 :
  •  

    . จากข้อมูลการสำรวจถ่านหินในพื้นที่แห่งหนึ่ง จงคำนวณปริมาณถ่านหินในพื้นที่นี้

    Hole No

    Thickness (m)

    Density (g/cm3)

    Triangular Area (sq.km.)

    1

    5.0

    1.2

    2.2

    2

    7.5

    1.3

    1.4

    3

    4.5

    1.2

    4.3

    4

    4.0

    1.4

    0.7

  • 1 :  23 ล้านตัน
  • 2 :  33 ล้านตัน
  • 3 :  43 ล้านตัน
  • 4 :  53 ล้านตัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 488 : Mine Management
ข้อที่ 344 :
  • ข้อใดผิดสำหรับการเลือกทำเลที่ตั้งโรงโม่หิน
  • 1 : ควรอยู่ใกล้พื้นที่ที่มีสายไฟฟ้าแรงสูงผ่านเพื่อประหยัดค่าเดินสายไฟฟ้าแรงสูงเข้าสู่โรงไม่
  • 2 : ควรอยู่ใกล้ชุมชนเพื่อความสะดวกในการขนส่งให้ถึงมือผู้ซื้อ
  • 3 : ควรอยู่ไม่ห่างจากหน้าเหมืองเพื่อลดต้นทุนในการขนส่งหินเข้าโรงโม่
  • 4 : ควรมีพื้นที่มากๆ ครอบคลุมบริเวณกว้างเพื่อจะได้ไม่มีปัญหากับชุมชนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นในภายหลัง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 345 :
  • ค่าใช้จ่ายในการขนส่งแร่ต่อน้ำหนักแร่ที่ได้วิธีการใดมีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด
  • 1 : รถบรรทุก
  • 2 : รถไฟ
  • 3 : เรือ
  • 4 : เครื่องบิน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 346 :
  • ค่าใช้จ่ายใดเป็นค่าใช้จ่ายที่สำคัญที่เป็นตัวกำหนดราคาขายแร่เมื่อพิจารณา ณ จุดที่ส่งถึงมือผู้ซื้อแร่
  • 1 : ค่าก่อสร้างโรงแต่งแร่
  • 2 : ค่าเจาะและระเบิดแร่
  • 3 : ค่าบดย่อยและแต่งแร่
  • 4 : ค่าขนส่งแร่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 347 :
  • เหมืองแร่แห่งหนึ่งกำหนดราคาขายแร่หน้าเหมืองไว้ที่ 250 บาท/ตัน ถ้าโรงงานแห่งหนึ่งต้องการซื้อแร่โดยให้ทางเหมืองส่งแร่ให้โดยคิดค่าใช้จ่ายที่ 1.5 บาท/ตัน/กิโลเมตร ซึ่งระยะทางระหว่างเหมืองกับโรงงานประมาณ 120 กิโลเมตร เหมืองต้องขายแร่ให้โรงงานราคาเท่าไร
  • 1 : 250 บาท/ตัน
  • 2 : 251.5 บาท/ตัน
  • 3 : 360 บาท/ตัน
  • 4 : 430 บาท/ตัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 348 :
  • โรงโม่หินแห่งหนึ่งกำหนดราคาขายหินคลุกหน้าเหมืองไว้ที่ 105 บาท/ตัน ถ้า อบจ. แห่งหนึ่งต้องการซื้อหินคลุกเพื่อทำถนนโดยให้ทางโรงโม่จัดส่งให้โดยคิดค่าใช้จ่ายที่ 1.4 บาท/ตัน/กิโลเมตร ซึ่งระยะทางระหว่างโรงโม่กับโครงการก่อสร้างถนนประมาณ 210 กิโลเมตร โรงโม่ต้องขายหินคลุกให้ในราคาเท่าไร
  • 1 : 105 บาท/ตัน
  • 2 : 106.4 บาท/ตัน
  • 3 : 315 บาท/ตัน
  • 4 : 399 บาท/ตัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 349 :
  • ข้อใดถูกต้องมากที่สุดหากเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการบดของโรงโม่หินแกรนิตและโรงโม่หินปูน ที่กำลังการผลิตเดียวกัน
  • 1 : โรงโม่หินปูนค่าใช้จ่ายสูงกว่า
  • 2 : โรงโม่หินแกรนิตค่าใช้จ่ายสูงกว่า
  • 3 : โรงโม่หินทั้ง 2 ชนิดค่าใช้จ่ายในการบดไม่แตกต่างกัน
  • 4 : เป็นไปได้ทั้งข้อ 1 และ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 490 : Computer application and simulation in mine design
ข้อที่ 350 :
  •  โปรแกรมใดต่อไปนี้ ไม่ใช่โปรแกรมที่ใช้ในงานวางแผนและออกแบบด้านเหมืองแร่
  • 1 : Vulcan
  • 2 : Surpac
  • 3 : MineSight
  • 4 : Data Mining
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 351 :
  • ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของการทำ Block Model
  • 1 : ทราบถึงโซนที่มีศักยภาพสูง-ต่ำ
  • 2 : ใช้ในการออกแบบการเดินหน้างานในการทำเหมือง
  • 3 : ใช้ในการหาเถียรภาพของบ่อเหมือง
  • 4 : ทราบถึงรูปร่างและปริมาณแร่ที่มีอยู่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 352 :
  • ข้อมูลใดต่อไปนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ในการสร้าง Block Model ของแหล่งแร่
  • 1 : ความลึกรูเจาะ
  • 2 : ขนาดพื้นที่ประทานบัตร
  • 3 : ผลการวิเคราะห์ความเข้มข้นของแร่
  • 4 : ตำแหน่งหลุ่มเจาะเก็บตัวอย่าง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 353 :
  • Block Model รูปลูกบาศก์ขนาด 216 ลบ.เมตร ต้องการแบ่งเป็นลูกบาศก์ย่อยขนาด 1.5x1.5x1.5 ลบ.เมตร จะได้จำนวนกี่ลูก
  • 1 : 16 ลูก
  • 2 : 32 ลูก
  • 3 : 64 ลูก
  • 4 : 128 ลูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 354 :
  • Block Model ขนาด 5x5x5 ลบ.ม. ลดขนาดเป็น 2.5x2.5x2.5 ลบ.ม. จะได้จำนวนเท่าใด
  • 1 : 4 อัน
  • 2 : 8 อัน
  • 3 : 12 อัน
  • 4 : 16 อัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 355 :
  • ข้อใดเป็นการจับคู่ระหว่างโปรแกรมที่ใช้ในงานเหมืองแร่ กับ บริษัทเจ้าของโปรแกรมที่ถูกต้อง
  • 1 : Surpac : Mintec
  • 2 : Minex : Mintec
  • 3 : MineSight : Gemcom
  • 4 : Surpac : Gemcom
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 356 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ผิด ในรายละเอียดความสามารถของโปรแกรม Surpac
  • 1 : มี Module ที่ใช้ในงานออกแบบในงานเจาะระเบิด
  • 2 : มี Module ที่ใช้ในการจัดทำฐานข้อมูลค่าใช้จ่ายในการทำเหมือง
  • 3 : มี Module ที่ใช้ในการออกแบบบ่อเหมือง
  • 4 : มี Module ที่ใช้ในการออกแบบการทำเหมืองใต้ดิน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 357 :
  • ข้อใดไม่ใช่ความสามารถของโปรแกรม Surfer
  • 1 :  สร้าง Contour ของภูมิประเทศ
  • 2 : คำนวณปริมาตรตามระยะความสูง
  • 3 : สร้าง Block Model ของความเข้มข้นของแร่ที่ระดับต่างๆ
  • 4 : สร้างเวกเตอร์แสดงทิศทางการไหลของน้ำในพื้นที่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
สภาวิศวกร