สภาวิศวกร

สาขา : เหมืองแร่

วิชา : Chemistry for Materials

เนื้อหาวิชา : 471 : Thermochemistry
ข้อที่ 1 :
  • ค่าคงที่ R ในการคำนวณทางเทอร์โมเคมี ค่าใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : R = 8.314 x 10 (ยกกำลัง 7) ergs/deg.mol
  • 2 : R = 1.987 cal/deg.mol
  • 3 : R = 8.314 joules/deg.mol
  • 4 : R = 1.987 x 10 (ยกกำลัง 7) ergs/deg.mol
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 2 :
  • ข้อใดอธิบายเกี่ยวกับเทอร์โมเคมีไม่ถูกต้อง
  • 1 : ความร้อนที่เกิดขึ้นในปฏิกิริยาเคมีนิยมเรียก Enthalpy of Reaction
  • 2 : การหาค่าความร้อนที่เกิดขึ้นในปฏิกิริยาเคมีนิยมทำการทดลองที่ความดันคงที่
  • 3 : การหาค่าความร้อนที่เกิดขึ้นในปฏิกิริยาเคมีนิยมทำการทดลองที่ปริมาตรคงที่
  • 4 : ความร้อนที่เกิดขึ้นในปฏิกิริยาเคมีนิยมเรียก Heat of Reaction
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 3 :
  • การเปลี่ยนแปลงข้อใดมีการคายความร้อน
  • 1 : การระเหิดของน้ำแข็งแห้ง
  • 2 : เมฆกลายเป็นฝน
  • 3 : รู้สึกเย็นเมื่อทาแอลกอฮอล์ที่แขน
  • 4 : หยดน้ำเกาะข้างภาชนะเมื่อละลาย KCl ในน้ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 4 :
  • ข้อใดเป็นกระบวนการคายความร้อน
  • 1 : การละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ในน้ำ
  • 2 : การละลายแอมโมเนียมไฮดรอกไซด์ในน้ำ
  • 3 : การระเหิดของน้ำแข็งแห้ง
  • 4 : การกลายเป็นไอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 5 :
  • ข้อใดเป็นกระบวนการดูดความร้อน
  • 1 : การละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ในน้ำ
  • 2 : การละลายของก้อนน้ำแข็ง
  • 3 : การละลายแอมโมเนียมไฮดรอกไซด์ในน้ำ
  • 4 : การละลายโปรแตสเซียมไฮดรอกไซด์ในน้ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 6 :
  • ข้อใดเป็นสมบัติ Intensive (สมบัติที่ไม่ขึ้นกับปริมาณ)
  • 1 : น้ำหนัก
  • 2 : ปริมาตร
  • 3 : ความร้อน
  • 4 : อุณหภูมิ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 7 :
  • ข้อใดเป็นสมบัติ Extensive (สมบัติที่ขึ้นกับปริมาณ)
  • 1 : ความร้อน
  • 2 : อุณหภูมิ
  • 3 : ความหนาแน่น
  • 4 : แรงตึงผิว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 8 :
  • ข้อใดเป็น Isothermal Process
  • 1 : เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้น ณ สภาวะความดันคงที่
  • 2 : เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้น ณ สภาวะอุณหภูมิคงที่
  • 3 : เป็นกระบวนการที่มีการคายความร้อน
  • 4 : เป็นกระบวนการที่มีการดูดความร้อน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 9 :
  • ข้อใดเป็นกระบวนการ Adiabatic process
  • 1 : เป็นกระบวนการที่มีการคายความร้อน
  • 2 : เป็นกระบวนการที่มีการดูดความร้อน
  • 3 : เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้น ณ อุณหภูมิคงที่
  • 4 : เป็นกระบวนการที่ไม่มีการถ่ายเทความร้อนระหว่างระบบกับสิ่งแวดล้อม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 10 :
  • ข้อใดเป็น Isobaric Process
  • 1 : เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้น ณ สภาวะอุณหภูมิคงที่
  • 2 : เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้น ณ สภาวะความดันคงที่
  • 3 : เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้น ณ สภาวะปริมาตรคงที่
  • 4 : เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้น ณ สภาวะปริมาณความร้อนคงที่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 11 :
  • ข้อใดเป็น Isochoric Process
  • 1 : เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้น ณ สภาวะความดันคงที่
  • 2 : เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้น ณ สภาวะปริมาตรคงที่
  • 3 : เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้น ณ สภาวะอุณหภูมิคงที่
  • 4 : เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้น ณ สภาวะปริมาณความร้อนคงที่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 12 :
  • หาก X เป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน (Endothermic) ข้อใดกล่าวถูกต้อง
  • 1 : อัตราการเกิดปฏิกิริยาของ X จะเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น
  • 2 : อัตราการเกิดปฏิกิริยาของ X จะเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิลดลง
  • 3 : อัตราการเกิดปฏิกิริยาของ X จะไม่เปลี่ยนแปลงเมื่ออุณหภูมิลดลง
  • 4 : อัตราการเกิดปฏิกิริยาของ X จะไม่เปลี่ยนแปลงเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 13 :
  • หาก X เป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน (Endothermic) และ Y เป็นปฏิกิริยาคายความร้อน (Exothermic) อยากทราบว่าอุณหภูมิจะมีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาอย่างไร
  • 1 : อัตราการเกิดปฏิกิริยาของ X จะเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิลดลง
  • 2 : อัตราการเกิดปฏิกิริยาของ Y จะเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น
  • 3 : อัตราการเกิดปฏิกิริยาของ X จะเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น
  • 4 : อัตราการเกิดปฏิกิริยาของ X จะไม่เปลี่ยนแปลงเมื่ออุณหภูมิลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 14 :
  • จากปฏิกิริยา 2C (s) + 1/2 O2 (g) + 3H2 (g) = C2H5OH (l) ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
  • 1 : Heat of Reaction = Heat of Formation of Ethanol
  • 2 : Heat of Reaction = ผลรวมของการเปลี่ยนแปลงเอนทาลปีของการสลายพันธะและการสร้างพันธะ
  • 3 : Heat of Reaction = การเปลี่ยนแปลงเอนทาลปีของการสลายพันธะลบด้วยการเปลี่ยนแปลงเอนทาลปีของการสร้างพันธะ
  • 4 : การคำนวณ Heat of Formation ของ Ethanol จากปฏิกิริยาดังกล่าวจะต้องนำ Heat of Sublimation ของ C และ Heat of Vaporization ของเอทธานอลมาคำนวณด้วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 15 :
  • intensive variable (ตัวแปรที่ไม่ขึ้นกับปริมาณ) ได้แก่ (1) pressure (2) temperature (3) mole fraction (4) concentration (5) mass (6) volume
  • 1 : 1, 2
  • 2 : 1, 2, 3, 5
  • 3 : 4, 5, 6
  • 4 : 1, 2, 3, 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 16 :
  • เมื่อสาร A ละลายน้ำ มีผลทำให้น้ำหรือสารละลายนั้นมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น แสดงว่า
  • 1 : การละลายนี้เป็น endothermic reaction
  • 2 : การละลายนี้เป็น exothermic reaction
  • 3 : ถ้าช่วยเพิ่มอุณหภูมิให้ระบบ จะทำให้การละลายดีขึ้น
  • 4 : ถ้าเพิ่มปริมาณสาร A จะทำให้การละลายเร็วขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 17 :
  • ถ้าต้องใช้ความร้อน 8.90 kJ ทำให้ calcium carbonate 0.05 โมล สลายเป็น calcium oxide ดังนั้นถ้าต้องการให้ calcium carbonate 100 กรัม สลายเป็นออกไซด์ จะต้องใช้ความร้อนเท่าไร
  • 1 : 20 kJ
  • 2 : 178 kJ
  • 3 : 89 kJ
  • 4 : 95 kJ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 18 :
  • calcite จะเริ่มสลายตัวเป็นปูนขาว ที่อุณหภูมิกี่เคลวิน ถ้า standard entropy ของ calcium carbonate , calcium oxide, carbon dioxide = 92.9, 39.75, 213.74 J /K /mol ตามลำดับ และ std. enthalpy change of calcium carbonate = 178kJ
  • 1 : 590
  • 2 : 750
  • 3 : 1000
  • 4 : 1110
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 19 :
  • สารข้อใดต่อไปนี้มีสมบัติทางความร้อนไม่สอดคล้องกับ Thermoplastic
  • 1 : น้ำแข็ง
  • 2 : ช็อคโกแล็ต
  • 3 : สปาเก็ตตี้
  • 4 : แก้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 20 :
  • สารข้อใดต่อไปนี้มีสมบัติทางความร้อนไม่สอดคล้องกับ Thermosetting Plastic
  • 1 : สปาเก็ตตี้
  • 2 : กาวอีพ็อกซี่
  • 3 : เซรามิกส์
  • 4 : แก้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 21 :
  • พลาสติกใดต่อไปนี้ไม่สามารถรีไซเคิลด้วย Simple Thermal Process
  • 1 : PE
  • 2 : PP
  • 3 : PET
  • 4 : PVC
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 22 :
  • พลาสติกใดต่อไปนี้สามารถรีไซเคิลได้ แต่ต้องใช้ Chemical Process
  • 1 : PVC
  • 2 : PMMA
  • 3 : PET
  • 4 : PE
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 23 :
  • หากพิจารณาการรีไซเคิลด้วย Thermal Process เป็นเกณฑ์ วัสดุข้อใดรีไซเคิลไม่ได้
  • 1 : แก้ว
  • 2 : โลหะ
  • 3 : เซรามิกส์
  • 4 : เทอร์โมพลาสติก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 24 :
  • หากพิจารณา Thermally Recycle เป็นเกณฑ์ ข้อใดไม่จัดเป็นRenewable Material
  • 1 : Ceramic
  • 2 : Glass
  • 3 : Metal
  • 4 : Alloy
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 25 :
  • หากนำ volatile liquid 2 ชนิดมาผสมกัน ข้อใดมีแนวโน้มประพฤติตัวใกล้เคียงสารละลายอุดมคติ (การเปลี่ยนแปลงเอนทาลปี = 0) มากที่สุด
  • 1 : คลอโรฟอร์ม + อีเทอร์
  • 2 : เบนซีน + โทลูอีน
  • 3 : เอทธานอล + น้ำ
  • 4 : กรดไนตริก + น้ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 26 :
  • หากนำของเหลว 2 ชนิดผสมกัน          ที่สัดส่วนต่างๆกัน แล้วเขียนกราฟความสัมพันธ์ระหว่าง composition กับ อุณหภูมิซึ่งของเหลวทั้งสองเริ่มละลายเป็นเนื้อเดียวกัน ปรากฏกราฟพาราโบลาคว่ำ ข้อใดต่อไปนี้อธิบายไม่ถูกต้อง
  • 1 : จุดยอดพาราโบลา คือ Upper Consolute Point
  • 2 : จุดยอดพาราโบลา คือ อุณหภูมิต่ำสุดที่ของเหลว 2 ชนิดนี้จะละลายเป็นเนื้อเดียวกันที่ทุกองค์ประกอบ
  • 3 : การละลายของ Liquid ทั้งสองเป็น Exothermic Solution
  • 4 : การละลายของ Liquid ทั้งสองเป็น Endothermic Solution
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 27 :
  • หากนำของเหลว 2 ชนิดผสมกัน          ที่สัดส่วนต่างๆกัน แล้วเขียนกราฟความสัมพันธ์ระหว่าง composition กับ อุณหภูมิซึ่งของเหลวทั้งสองเริ่มละลายเป็นเนื้อเดียวกัน ปรากฏกราฟพาราโบลาหงาย ข้อใดต่อไปนี้อธิบายไม่ถูกต้อง
  • 1 : การละลายของ liquid ทั้งสองเป็นแบบ Endothermic
  • 2 : การละลายของ liquid ทั้งสองเป็นแบบ Exothermic
  • 3 : จุดยอดพาราโบลา คือ อุณหภูมิสูงสุดที่ของเหลวทั้งสองสามารถละลายเป็นเนื้อเดียวกันทุกองค์ประกอบ
  • 4 : จุดยอดพาราโบลา คือ Lower Consolute Point
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 28 :
  • หาก Solubility Diagram ของ        ของเหลว A & B ปรากฏ Upper Consolute Point ข้อใดต่อไปนี้อธิบายไม่ถูกต้อง
  • 1 : การละลายของ A กับ B เป็น Endothermic
  • 2 : ความสามารถการละลายของ A กับ B จะสูงขึ้น เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น
  • 3 : ความสามารถการละลายของ A กับ B จะลดลง เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น
  • 4 : ณ สภาวะใดๆภายใต้พาราโบลา A & B จะไม่เป็นเนื้อเดียวกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 29 :
  • หาก Solubility Diagram ของ        ของเหลว A & B ปรากฏกราฟ        พาราโบลาหงาย ข้อใดต่อไปนี้อธิบายไม่ถูกต้อง
  • 1 : การละลายของ A & B เป็น Exothermic
  • 2 : ความสามารถการละลายของ A & B จะสูงขึ้นเมื่ออุณหภูมิลดลง
  • 3 : A & B จะละลายเป็นเนื้อเดียวกันทุกองค์ประกอบ หากอุณหภูมิต่ำกว่า Consolute Temperature
  • 4 : A & B จะละลายเป็นเนื้อเดียวกันทุกองค์ประกอบ หากอุณหภูมิสูงกว่า Consolute Temperature
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 30 :
  • หากน้ำ 466 กรัม มีอุณหภูมิเพิ่มจาก 8.5 องศาเซลเซียส เป็น 74.6 องศาเซลเซียส จงคำนวณความร้อนที่ดูดกลืนโดยน้ำนี้ กำหนดความจุความร้อนจำเพาะของน้ำ = 4.184 J/g.deg.
  • 1 : 193.5 kJ
  • 2 : 129 kJ
  • 3 : 154.8 kJ
  • 4 : 64.5 kJ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 31 :
  • หากนำตะกั่วซึ่งมีอุณหภูมิ 89.98 องศาเซลเซียส หนัก 26.47 กรัม วางในแคลอริมิเตอร์ (แบบความดันคงที่) ซึ่งมีน้ำบรรจุอยู่ 100 ml ปรากฏว่าอุณหภูมิของน้ำเพิ่มขึ้นจาก 22.5 เป็น 23.17 องศาเซลเซียส จงคำนวณความจุความร้อนจำเพาะของตะกั่วแท่งนี้ (กำหนดความร้อนจำเพาะของน้ำ = 4.184 J/g.OC)
  • 1 : 0.0.189 J/g.deg.
  • 2 : 0.158 J/g.deg.
  • 3 : 0.185 J/g.deg.
  • 4 : 0.581 J/g.deg.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 32 :
  • จงคำนวณค่า Heat of Reaction ของปฏิกิริยา Thermite ดังสมการ 2Al (s) + Fe2O3 (s) = Al2O3 (s) + 2Fe (l) กำหนด Heat of Formation ของ

    Fe (l) = 12.40 kJ/mol

    Al2O3 = -1669.8 kJ/mol 

    Fe2O3 = -822.2 kJ/mol ตามลำดับ

  • 1 : -288.8 kJ/mol
  • 2 : -822.8 kJ/mol
  • 3 : 288.8 kJ/mol
  • 4 : 822.8 kJ/mol
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 33 :
  • จงคำนวณค่าความร้อน (หน่วย kJ/g of Al) ของปฏิกิริยา Thermite ดังสมการ 2Al (s) + Fe2O3 (s) = Al2O3 (s) + 2Fe (l) กำหนด Heat of Formation ของ Fe (l) = 12.40 kJ/mol ของ Al2O3 = -1669.8 kJ/mol และของ Fe2O3 = -822.2 kJ/mol ตามลำดับ น้ำหนักอะตอม Al = 26.98
  • 1 : 15.25 kJ/g
  • 2 : -15.25 kJ/g
  • 3 : 25.15 kJ/g
  • 4 : -25.15 kJ/g
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 472 : Phase equilibria and physical properties of matter
ข้อที่ 34 :
  • ข้อใดอธิบายสมบัติของก๊าซไม่ถูกต้อง
  • 1 : ก๊าซเป็นสสารประเภท Homogeneous Fluid
  • 2 : ก๊าซไม่จัดเป็นของไหล หรือ Fluid
  • 3 : ก๊าซเป็นสสารที่มีความหนาแน่นและความหนืดต่ำ
  • 4 : ก๊าซเป็นสสารที่มีปริมาตรแปรเปลี่ยนตามภาชนะที่บรรจุ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 35 :
  • ข้อใดอธิบาย Isotherm ของก๊าซไม่ถูกต้อง
  • 1 :  Isotherm Curve ของก๊าซอุดมคติจะเป็น Continuous Hyperbola
  • 2 : Isotherm Curve ของก๊าซที่อุณหภูมิต่ำกว่า Critical Temperature จะปรากฏเป็น Discontinuous Hyperbola
  • 3 : Isotherm Curve ของก๊าซที่อุณหภูมิสูงกว่า Critical Temperature จะปรกฏเป็น Continuous Hyperbola
  • 4 : Isotherm Curve ของก๊าซที่อุณหภูมิต่ำกว่า Critical Temperature จะปรากฏเป็น Continuous Hyperbola
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 36 :
  • ข้อใดอธิบายกฎของบอยล์ไม่ถูกต้อง
  • 1 : ปริมาตรแปรผกผันกับความดัน เมื่ออุณหภูมิและจำนวนโมลของก๊าซคงที่
  • 2 : กราฟความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตรและความดัน เมื่ออุณหภูมิและจำนวนโมลของก๊าซคงที่ นิยมเรียก Isotherm
  • 3 : กราฟความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตรและความดัน เมื่ออุณหภูมิและจำนวนโมลของก๊าซคงที่ นิยมเรียก Isomole
  • 4 : กรณีก๊าซอุดมคติ กราฟ Isotherm จะเป็น Rectangular Hyperbola Curve
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 37 :
  • ข้อใดอธิบายกฎของ Charles และ Gaylussac ไม่ถูกต้อง
  • 1 : ปริมาตรของก๊าซจะแปรผันตามอุณหภูมิ เมื่อความดันและจำนวนโมลคงที่
  • 2 : ความดันของก๊าซจะแปรผกผันกับอุณหภูมิ เมื่อปริมาตรและจำนวนโมลคงที่
  • 3 : กราฟความสัมพันธ์ระหว่าง ปริมาตรกับอุณหภูมิ เมื่อความดันและจำนวนโมลคงที่ เรียกว่า Isobars
  • 4 : กราฟความสัมพันธ์ระหว่าง ความดันกับอุณหภูมิ เมื่อปริมาตรและจำนวนโมลคงที่ เรียกว่า Isochores
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 38 :
  • ข้อใดอธิบาย Critical Point ใน PV Curve ของก๊าซไม่ถูกต้อง
  • 1 : เป็นอุณหภูมิสูงสุดที่จะสามารถอัดก๊าซนั้นเป็นของเหลวได้
  • 2 : เป็นอุณหภูมิต่ำสุดที่ก๊าซนั้นจะประพฤติตัวคล้ายก๊าซอุดมคติ
  • 3 : เป็นความดันสูงสุดที่จะสามารถอัดก๊าซนั้นเป็นของเหลวได้
  • 4 : เป็นอุณหภูมิสูงสุดที่ก๊าซนั้นจะประพฤติตัวคล้ายก๊าซอุดมคติ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 39 :
  • ข้อใดอธิบาย Compressibility Factor ใน PV = ZnRT ไม่ถูกต้อง
  • 1 : เป็นค่าที่บ่งบอกความสามารถในการอัดก๊าซเป็นของเหลว
  • 2 : เป็นค่าที่บ่งบอกความเบี่ยงเบนไปจากก๊าซอุดมคติ
  • 3 : ก๊าซจะอัดเป็นของเหลวได้ดีเมื่อ Z มากกว่า 1
  • 4 : ก๊าซจะอัดเป็นของเหลวได้ดีเมื่อ Z น้อยกว่า 1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 40 :
  • ข้อใดอธิบายสมบัติของ Z ใน PV = ZnRT ไม่ถูกต้อง
  • 1 : Z = 1 กรณีก๊าซอุดมคติ
  • 2 : ก๊าซใดๆจะประพฤติตัวใกล้เคียงก๊าซอุดมคติเมื่อ Z มีค่าใกล้เคียง 1
  • 3 : Z = ปริมาตรจริง หารด้วย ปริมาตรอุดมคติ
  • 4 : Z = ปริมาตรอุดมคติ หารด้วย ปริมาตรจริง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 41 :
  • ข้อใดอธิบายสมบัติของ Compressibility Factor ของก๊าซไม่ถูกต้อง
  • 1 : Z = ปริมาตรจริง หารด้วย ปริมาตรอุดมคติ
  • 2 : เมื่อ ปริมาตรจริง น้อยกว่า ปริมาตรอุดมคติ หรือ Z น้อยกว่า 1 โมเลกุลก๊าซมีแนวโน้มอัดเป็นของเหลวได้ง่าย
  • 3 : ก๊าซมีแนวโน้มอัดเป็นของเหลวได้ง่ายที่ความดันสูงมากๆ
  • 4 : ก๊าซมีแนวโน้มอัดเป็นของเหลวได้ง่ายที่ความดันปานกลาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 42 :
  • ก๊าซ CO2 1 โมล ที่อุณหภูมิ 48 องศาเซลเซียส และปริมาตร 1.32 ลิตร วัดความดันได้ 18.4 atm จงคำนวณความดันของก๊าซนี้โดยใช้สมการก๊าซอุดมคติ
  • 1 : 19.6 atm
  • 2 : 16.9 atm
  • 3 : 18.5 atm
  • 4 : 19.9 atm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 43 :
  • ถ้านำสารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดหนึ่งมีสูตรโมเลกุล H(CH2)nH หนัก 0.1 กรัมมาทำการทดลองในเครื่องมือวิกเตอร์-เมเยอร์ จะได้ไอของสารที่วัดปริมาตรได้ 0.027 ลิตร ที่ 26 องศา C ความดัน 0.978 atm อยากทราบว่าสารนี้มีน้ำหนักโมเลกุลและค่า n เท่าไร
  • 1 : น้ำหนักโมเลกุล 102.2 ค่า n = 3
  • 2 : น้ำหนักโมเลกุล 102.2 ค่า n = 5
  • 3 : น้ำหนักโมเลกุล 102.2 ค่า n = 7
  • 4 : น้ำหนักโมเลกุล 102.2 ค่า n = 9
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 44 :
  • สารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดหนึ่งมีสูตรโมเลกุล H(CH2)nH เมื่อนำมาทำการทดลองพบว่ามีน้ำหนักโมเลกุล 102.2 อยากทราบว่า สารประกอบนี้คืออะไร
  • 1 : n = 3 สูตรโมเลกุลคือ CH3(CH2)CH3 หรือ Propane
  • 2 : n = 4 สูตรโมเลกุลคือ CH3(CH2)2CH3 หรือ Butane
  • 3 : n = 5 สูตรโมเลกุลคือ CH3(CH2)3CH3 หรือ Hexane
  • 4 : n = 7 สูตรโมเลกุลคือ CH3(CH2)5CH3 หรือ Heptane
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 45 :
  • ข้อใดอธิบายสมบัติของของเหลวไม่ถูกต้อง
  • 1 : เป็นของไหลประเภท Homogeneous Fluid
  • 2 : มีสมบัติ Isotropic
  • 3 : มีสมบัติ Isothermic
  • 4 : รูปร่างไม่แน่นอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 46 :
  • ความร้อนแฝงของการกลายเป็นไอ (หน่วย Joules/K.mol) ของของเหลวใดๆ มีค่าประมาณ 87 เท่าของจุดเดือด เป็นกฎของใคร
  • 1 : กฎของ Clapeyrion
  • 2 : กฎของ Hess
  • 3 : กฎของ Henry
  • 4 : กฎของ Trouton
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 47 :
  • จุดเดือดปกติของเฮกเซน คือ 69 องศาเซลเซียส จงคำนวณหา Heat of Vaporization โดยใช้กฎของ Trouton กล่าวคือ ประมาณ 87 เท่าของจุดเดือด
  • 1 : 6.003 kJ/mol.K
  • 2 : 29.77 kJ/mol.K
  • 3 : 6.003 kcal/mol.K
  • 4 : 29.77 kcal/mol.K
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 48 :
  • ข้อใดไม่ใช่สมบัติเฉพาะตัวของของเหลว
  • 1 : ความหนืด
  • 2 : แรงตึงผิว
  • 3 : ความเหลว
  • 4 : ความดัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 49 :
  • สารละลาย HCl เข้มข้น 0.25 mol/l ปริมาตร 20 cc. ทำปฏิกิริยากับ NaOH เข้มข้น 0.20 mol/l ปริมาตร 30 cc. เมื่อทำปฏิกิริยาสมบูรณ์แล้วสารละลายที่ได้จะมี pH อยู่ในช่วงใด
  • 1 : 3-5
  • 2 : 6-8
  • 3 : 7-9
  • 4 : 10-12
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 50 :
  • ข้อใดเป็น Homogeneous Equilibria
  • 1 : ปฏิกิริยาระหว่ากรดและด่าง
  • 2 : การเปลี่ยนแปลงสถานะ
  • 3 : การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผลึก
  • 4 : การเปลี่ยนแปลงอันยรูป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 51 :
  • หากต้องการหา Transition Point ของการเปลี่ยนอันยรูปของกำมะถันควรตรวจสอบสมบัติข้อใด
  • 1 : การเปลี่ยนแปลงสี
  • 2 : การเปลี่ยนแปลงปริมาตร
  • 3 : การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ
  • 4 : การเปลี่ยนแปลงความดัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 52 :
  • หากต้องการหา Transition Point ของสมดุล Na2SO4.10 H2O = Na2SO4 + 10 H2O ควรตรวจสอบสมบัติข้อใด
  • 1 : การเปลี่ยนแปลงปริมาตร
  • 2 : การเปลี่ยนแปลงความดัน
  • 3 : การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ
  • 4 : การเปลี่ยนแปลงสี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 53 :
  • หากสาร A และ B ซึ่งไม่มีสี เมื่อทำปฏิกิริยากันแล้วได้สาร C ซึ่งมีสีเขียว หรือดูดกลืนแสงได้ดีสุดที่ 620 nm หากต้องการติดตามสมดุลของปฏิกิริยาดังกล่าว ควรตรวจสอบสมบัติข้อใด
  • 1 : วัดอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป
  • 2 : วัดค่า Absorbance ที่ 620 nm
  • 3 : วัดปริมาตรที่เปลี่ยนไป
  • 4 : วัดความต่างศักย์ที่เปลี่ยนไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 54 :
  • หาก Solubility Diagram ของของเหลว A และ B ปรากฏ Minimum Consolute Temperature ข้อใดอธิบายถูกต้อง
  • 1 : ของเหลว A และ B จะละลายซึ่งกันและกันทุกสัดส่วนองค์ประกอบ หากอุณหภูมิต่ำกว่าหรือเท่ากับ Consolute Temperature
  • 2 : ของเหลว A และ B จะละลายซึ่งกันและกันทุกสัดส่วนองค์ประกอบ หากอุณหภูมิสูงกว่าหรือเท่ากับ Consolute Temperature
  • 3 : ของเหลว A และ B จะละลายซึ่งกันและกันทุกสัดส่วนองค์ประกอบ หากอุณหภูมิสูงกว่า Consolute Temperature
  • 4 : ของเหลว A และ B จะแยกชั้นกันทุกสัดส่วนองค์ประกอบ หากอุณหภูมิสูงกว่า Consolute Temperature
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 55 :
  • หาก Solubility Diagram ของเหลว A และ B ปรากฏทั้ง Maximum และ Minimum Consolute Temperature ดังเช่นกรณีน้ำกับนิโคติน อยากทราบว่าข้อใดอธิบายถูกต้อง
  • 1 : ของเหลว A และ B จะละลายซึ่งกันและกันทุกสัดส่วนองค์ประกอบ หากอุณหภูมิสูงกว่า Maximum Consolute Temperature หรือต่ำกว่า Minimum Consolute Temperature
  • 2 : ของเหลว A และ B จะละลายซึ่งกันและกันทุกสัดส่วนองค์ประกอบ หากอุณหภูมิสูงกว่า Minimum Consolute Temperature
  • 3 : ของเหลว A และ B จะละลายซึ่งกันและกันทุกสัดส่วนองค์ประกอบ หากอุณหภูมิต่ำกว่า Maximum Consolute Temperature
  • 4 : ของเหลว A และ B จะแยกชั้นกันทุกสัดส่วนองค์ประกอบ หากอุณหภูมิอยู่ระหว่าง Maximum และ Minimum Consolute Temperature
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 56 :
  • ข้อใดอธิบาย Triple Point ใน Phase Diagram ของ One-component system หรือสารบริสุทธิ์ ไม่ถูกต้อง
  • 1 : เป็นสภาวะซึ่ง 3 สถานะอยู่ในสมดุลกัน
  • 2 : เป็นสภาวะซึ่งองศาของความอิสระ (F) = 0
  • 3 : เป็นค่าเฉพาะของสารใดๆ ไม่ต้องกำหนดตัวแปรก็สามารถระบุได้ว่ามีอุณหภูมิหรือความดันเท่าไร
  • 4 : เป็นสภาวะซึ่งองศาของความอิสระ (F) = 1 ต้องระบุอย่างน้อย 1 ตัวแปรจึงจะทราบสภาวะของระบบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 57 :
  • ข้อใดอธิบาย Boiling Point Diagram ไม่ถูกต้อง
  • 1 : หากของเหลว 2 ชนิดที่ผสมกันมีจุดเดือดห่างกันมาก liquid composition curve กับ vapor composition curve จะปรากฏเป็น loop กว้าง
  • 2 : หาก liquid composition curve กับ vapor composition curve ปรากฏเป็น loop กว้าง แสดงว่าของเหลวทั้งสองกลั่นแยกออกจากกันได้ง่าย
  • 3 : หากของเหลว 2 ชนิดที่ผสมกันมีจุดเดือดห่างกันมาก liquid composition curve กับ vapor composition curve จะปรากฏเป็น loop แคบ
  • 4 : Boiling Point Diagram อาจปรากฏ Azeotrope หากของเหลวทั้งสองมี Interaction ต่อกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 58 :
  • ข้อใดอธิบาย Azeotrope ใน Boiling Point Diagram ไม่ถูกต้อง
  • 1 : หากของเหลว 2 ชนิดต่างเป็น non-polar molecules เช่น เบนซิน กับ โทลูอีน จะไม่ปรากฏ Azeotrope
  • 2 : หากโมเลกุล Liq A มีการสร้างพันธะไฮโดรเจนกับ โมเลกุล Liq B จะปรากฏ Azeotropic Temperature ที่อุณหภูมิสูงกว่าจุดเดือดของ A และ B
  • 3 : หากโมเลกุล Liq A มีการสร้างพันธะไฮโดรเจนกับ โมเลกุล Liq B จะปรากฏ Azeotropic Temperature ที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเดือดของ A และ B
  • 4 : หากโมเลกุล Liq A เข้าไปขัดขวางหรือทำลายแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของ Liq B จะปรากฏ Azeotropic Temperature ที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเดือดของ A และ B
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 59 :
  • ข้อใดอธิบายสมบัติ Eutectic ใน Freezing Point Diagram ไม่ถูกต้อง
  • 1 : เป็นอุณหภูมิและสัดส่วนองค์ประกอบที่สารตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปหลอมตัวพร้อมกัน
  • 2 : กรณีของผสม 2 ชนิด ไม่มี interaction ต่อกัน จะแสดง Eutectic Point เพียง 1 จุด
  • 3 : กรณีของผสม 2 ชนิด ไม่มี interaction ต่อกันแล้วเกิด Solid Compound จะแสดง Eutectic Point มากกว่า 1 จุด
  • 4 : กรณีของผสมเกิด Solid Compound n forms จะแสดง Eutectic Point = n+2 จุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 60 :
  • ข้อใดอธิบาย Acid Dissociation Constant (Ka) ไม่ถูกต้อง
  • 1 : Ka เป็นค่าคงที่สมดุลของกรดอ่อน
  • 2 : pKa เป็นค่าที่ใช้แสดงความแก่ของกรด
  • 3 : ค่า pKa ยิ่งมาก ยิ่งเป็นกรดแก่
  • 4 : pKa จะคงที่ตลอดกาล ขณะที่ pH เปลี่ยนแปลงตามความเข้มข้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 61 :
  • ข้อใดอธิบาย Dissociation Constant ของน้ำ (Kw) ไม่ถูกต้อง
  • 1 : เป็นค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยา H2O(l) + H2O(l) = H3O+(aq) + OH-(aq)
  • 2 : Kw = [H3O+(aq)][OH-(aq)]
  • 3 : pKw = pH - pOH = 7
  • 4 : เนื่องจาก Kw = [H3O+(aq)][OH-(aq)] จึงนิยมเรียก Kw ว่า Ionic Product of Water
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 62 :
  • กรดข้อใดไม่มีค่า Ka
  • 1 : Acetic Acid
  • 2 : Benzoic Acid
  • 3 : Phosphoric Acid
  • 4 : Hydrocholic Acid
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 63 :
  • กรดข้อใดมีค่า Ka มากกว่า 1 ค่า
  • 1 : Sulfuric Acid
  • 2 : Phosporic Acid
  • 3 : Hydrochloric Acid
  • 4 : Benzoic Acid
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 64 :
  • สารประกอบ Polyacid ชนิดหนึ่งมีค่า pK1 - pK4 = 2.0, 2.67, 6.16 และ 10.26 ตามลำดับ อยากทราบว่าณ สภาวะละลายน้ำปกติ กรดชนิดนี้มีแนวโน้มแตกตัวให้ H+ กี่ตัวต่อ 1 โมเลกุล
  • 1 : 1
  • 2 : 2
  • 3 : 3
  • 4 : 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 65 :
  • ข้อใดเป็นกรด Polyprotic
  • 1 : Hydrocloric Acid
  • 2 : Phosphoric Acid
  • 3 : Formic Acid
  • 4 : Benzoic Acid
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 66 :
  • ในการไตเตรตกรดแก่กับเบสอ่อน ควรเลือกใช้อินดิเคเตอร์ที่เปลี่ยนแปลงสีในช่วงใด
  • 1 : ช่วง pH ใกล้เคียง 7
  • 2 : ช่วง pH น้อยกว่า 7
  • 3 : ช่วง pH มากกว่า 7
  • 4 : ช่วงใดก็ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 67 :
  • ในการไตเตรตกรดอ่อนกับเบสแก่ ควรเลือกใช้อินดิเคเตอร์ที่เปลี่ยนแปลงสีในช่วง pH ใด
  • 1 : ช่วง pH ใกล้เคียง 7
  • 2 : ช่วง pH มากกว่า 7
  • 3 : ช่วง pH น้อยกว่า 7
  • 4 : ช่วงใดก็ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 68 :
  • ในการไตเตรตกรดแก่กับเบสแก่ ควรเลือกอินดิเคเตอร์ที่ที่เปลี่ยนแปลงสีในช่วงใด
  • 1 : ช่วง pH ใกล้เคียง 7
  • 2 : ช่วง pH มากว่า 7
  • 3 : ช่วง pH น้อยกว่า 7
  • 4 : ช่วง pH ใดก็ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 69 :
  • ในกรณีที่ไม่สามารถหาอินดิเคเตอร์ที่เหมาะสมในการไตเตรต หรือการเปลี่ยนแปลงสีที่จุดยุติสังเกตยาก ควรเลือกใช้เทคนิคใดต่อไปนี้
  • 1 : Potentiometic
  • 2 : Colorimetric
  • 3 : Spectroscopic
  • 4 : Chromatographic
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 70 :
  • ข้อใดเป็นสมบัติที่ต่างกันระหว่างของเหลวกับก๊าซ
  • 1 : มีรูปร่างไม่แน่นอน
  • 2 : ไหลได้ แพร่ได้
  • 3 : สมบัติเหมือนกันทุกทิศทาง
  • 4 : ระยะห่างระหว่างโมเลกุล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 71 :
  • ข้อใดไม่ไช่สมบัติของของเหลวบริสุทธิ์
  • 1 : Surface Tension
  • 2 : Viscosity
  • 3 : Fluidity
  • 4 : Concentration
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 72 :
  • ข้อใดเป็นสมบัติเฉพาะตัวของของแข็ง
  • 1 : Surface Tension
  • 2 : Isotropic Property
  • 3 : Flowability
  • 4 : Crystal Lattice
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 73 :
  • ข้อใดอธิบายความแตกต่างระหว่าง Gas กับ Vapor ไม่ถูกต้อง
  • 1 : Vapor ใช้ในกรณีที่สารนั้นมีสถานะเป็นของเหลวหรือของแข็ง ณ สภาวะปกติ
  • 2 : คาร์บอนไดออกไซด์ที่มีสถานะก๊าซ จัดเป็น Vapor
  • 3 : น้ำที่มีสถานะก๊าซ จัดเป็น Vapor
  • 4 : คาร์บอนไดออกไซด์ที่มีสถานะก๊าซ ไม่จัดเป็น Vapor
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 74 :
  • ถ้าเดิมมีสาร “A” 140 มิลลิกรัม ละลายอยู่ใน aqueous solution ปริมาตร 200 มล. จงคำนวณว่า ถ้าใช้ organic solvent “B” มาสกัดสาร “A” ออกจาก aqueous solution ดังกล่าว 2 ครั้ง โดยใช้ “B” ครั้งละ 30 มล. จะสามารถสกัดสาร “A” ออกไปจาก aqueous solutionได้กี่ % เปอร์เซ็นต์ ถ้ากำหนดให้ค่า D ของระบบนี้ มีค่า = 60
  • 1 : 55%
  • 2 : 89%
  • 3 : 99%
  • 4 : 90%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 75 :
  • ถ้ามีของผสมระหว่าง A 1 mole, B 2 mole และ C 3 mole ค่า mole fraction ของ B จะมีค่าเท่าใด (M.W. ของ A = x , B = y, C = z)
  • 1 : 2 / (1 + 3)
  • 2 : (2/y) / (1/x + 2/y + 3/z)
  • 3 : 2 / (1 + 2 + 3)
  • 4 : 2y / (x + 2y + 3z)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 76 :
  • Low boiling azeotrope หมายถึง (1) ของผสมที่มีจุดเดือดต่ำกว่าปกติ ขณะที่ความดันต่ำ (2) ของผสมที่มีจุดเดือดคงที่ (3) ของผสมที่มีจุดเดือดเสมือนสารบริสุทธิ์ (4) ของผสมที่มีจุดเดือดต่ำกว่าจุดเดือด ของสารบริสุทธิ์ แต่ละชนิดที่เป็นองค์ประกอบในของผสมนั้น คำตอบ 1: คำตอบ 2: คำตอบ 3: คำตอบ 4:
  • 1 : 1, 2
  • 2 : 2, 3
  • 3 : 2, 3, 4
  • 4 : 1, 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 77 :
  • ถ้าต้องการสกัดอนุมูลโลหะ “M” ออกจากสารละลาย (aq.) 100 มล. ซึ่งมี “M” ละลายอยู่ 1 กรัม โดยใช้ตัวทำลายอินทรีย์ ครั้งละ 10 มล. ทำการสกัด 5 ครั้ง ถามว่าจะยังคงเหลือ " M " อยู่ในสารละลายเริ่มต้นกี่มิลลิกรัม (distribution coefficient = 90)
  • 1 : 0.25
  • 2 : 0.15
  • 3 : 0.10
  • 4 : 0.01
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 78 :
  • A และ B เป็นเกลือ 2 ชนิด W = water จากรูปจะอธิบายได้ว่า (1) A และ B ละลายน้ำได้ดีเท่ากัน (2) A ละลายน้ำได้ดีกว่า B (3) B ละลายน้ำได้ดีกว่า A (4) A + B ละลายน้ำได้ดีกว่า A หรือ B บริสุทธิ์ (5) A + B ละลายน้ำได้น้อยกว่า A หรือ B บริสุทธิ์
  • 1 : 1,4
  • 2 : 1,5
  • 3 : 2,4
  • 4 : 3,4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 79 :
  • ในระบบที่มีน้ำแข็งลอยตัวอยู่ในน้ำ จำนวน component “c” จะมีค่าเท่าใด
  • 1 : 1
  • 2 : 2
  • 3 : 3
  • 4 : 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 80 :
  • partially miscible liquid หมายถึง
  • 1 : ของเหลวต่างชนิดที่ไม่สามารถละลายซึ่งกันและกันได้เลย
  • 2 : ของเหลวต่างชนิดที่ละลายรวมกันได้ดี
  • 3 : ของเหลวต่างชนิดที่ละลายเป็นเนื้อเดียวกันได้บ้าง ตามแต่สภาวะ
  • 4 : ของเหลวต่างชนิดที่ละลายในตัวทำละลายเดียวกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 81 :
  • ข้อมูลใดต่อไปนี้ เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถจะหาได้จาก phase diagram
  • 1 : อัตราส่วนของแต่ละ phase
  • 2 : Temperature, pressure
  • 3 : boiling point , freezing point
  • 4 : phase transfer rate
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 82 :
  • จาก phase rule ถ้าเป็นกรณี one – component system ตัวแปรอิสระ (F) จะมีค่าเท่ากับ
  • 1 : F = 1 - P
  • 2 : F = 1 + P
  • 3 : F = 2 - P
  • 4 : F = 3 - P
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 83 :
  • จากรูป A และ B เป็นของเหลว 2 ชนิด การละลายรวมเป็นเนื้อเดียวกันของ A และ B จัดเป็นกระบวนการแบบใด
  • 1 : endothermic reaction
  • 2 : isothermic reaction
  • 3 : exothermic reaction
  • 4 : indothermic reaction
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 84 :
  • จากรูปข้อมูลใดถูกต้อง (1) A เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง (2) B เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง (3) จุดเดือดของ A สูงกว่า B (4) ของผสม A + B มีจุดเดือดไม่คงที่ (5) ถ้า system อยู่ที่จุด S จะสามารถแยก B บริสุทธิ์ออกจาก A ได้ โดยวิธี fractional distillation (6) ถ้า system อยู่ที่จุด S จะสามารถแยก A บริสุทธิ์ออกจาก B ได้ โดยวิธี fractional distillation
  • 1 : 1, 2, 3, 4, 5
  • 2 : 1, 2, 3, 4, 6
  • 3 : 1, 3, 4, 6
  • 4 : 1, 3, 4, 5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 85 :
  • หากต้มเนื้อก้อนหนึ่งในน้ำที่สภาวะปกติ (ความดัน 1 บรรยากาศ) พบว่าต้องต้มนาน 20 นาทีจึงจะเปื่อยพอดี อยากทราบว่าถ้านำเนื้อขนาดเดียวกันต้มในน้ำปริมาณเท่ากัน แต่นำไปต้มบนยอดเขาสูง จะต้องใช้เวลามากกว่าหรือน้อยกว่า 20 นาที เพราะเหตุใด
  • 1 : ใช้เวลา 20 นาทีเท่ากัน เนื่องจากขนาดเนื้อเท่ากัน ต้มในน้ำปริมาณเท่ากัน
  • 2 : ใช้เวลาน้อยกว่า 20 นาที เนื่องจากบนยอดเขาสูงมีความดันต่ำกว่า 1 บรรยากาศ น้ำเดือดเร็วขึ้น ก้อนเนื้อจึงเปื่อยเร็วขึ้น
  • 3 : ใช้เวลามากกว่า 20 นาที เนื่องจากบนยอดเขาสูงมีความดันต่ำกว่า 1 บรรยากาศ อุณหภูมิน้ำเดือดต่ำกว่าปกติ จึงต้องใช้เวลาต้มนานขึ้น
  • 4 : ใช้เวลามากกว่า 20 นาที เนื่องจากบนยอดเขาสูงมีความดันต่ำกว่า 1 บรรยากาศ น้ำเดือดช้าลง ก้อนเนื้อจึงเปื่อยช้าลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 86 :
  • สาร A (คาร์บอนเตตระโบรไมด์) กับ สาร B (คาร์บอนเตตระไอโอไดด์) สารใดน่าจะมีจุดหลอมเหลวสูงกว่ากัน เพราะเหตุใด
  • 1 : A น่าจะมีจุดหลอมเหลวสูงกว่า B เนื่องจาก A มีขนาดโมเลกุลเล็กกว่า แรงดึงดูดระหว่างนิวเคลียสน่าจะสูงกว่า
  • 2 : B น่าจะมีจุดหลอมเหลวสูงกว่า A เนื่องจาก B มีมวลโมเลกุลมากกว่า แรงกระจาย (Dispersion Force) น่าจะสูงกว่า
  • 3 : A น่าจะมีจุดหลอมเหลวสูงกว่า B เนื่องจาก A มีขนาดโมเลกุลเล็กกว่า มีแนวโน้มเกิด Electron Distortion ได้ดีกว่า
  • 4 : A น่าจะมีจุดหลอมเหลวสูงกว่า B เนื่องจาก A มีขนาดโมเลกุลเล็กกว่า มีแนวโน้มเกิด Temporary Induced Dipole ได้ดีกว่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 87 :
  • เปรียบเทียบ Ethyl alcohol (1) และ Butyl alcohol (2) ณ สภาวะความดันบรรยากาศเดียวกัน
  • 1 : Ethyl alcohol มีจุดเดือดสูงกว่า Butyl alcohol
  • 2 : Ethyl alcohol มีจุดเดือดต่ำกว่า Butyl alcohol
  • 3 : Ethyl alcohol มีจุดเดือดเท่ากับ Butyl alcohol
  • 4 : Ethyl alcohol มีจุดเยือกแข็งเท่ากับ Butyl alcohol
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 473 : Solution chemistry
ข้อที่ 88 :
  • สารละลายซึ่งมีตัวถูกละลายประเภท Non-volatile & Non-electrolyte สมบัติข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง
  • 1 : สารละลายที่มีความเข้มข้นหน่วยโมลต่อกิโลกรัมเท่ากันจะมีความดันไอและจุดเดือดเท่ากัน
  • 2 : จุดเดือดของสารละลายจะสูงกว่าตัวทำละลายบริสุทธิ์ทุกความเข้มข้น
  • 3 : ความดันไอของสารละลายจะสูงกว่าตัวทำละลายบริสุทธิ์ทุกความเข้มข้น
  • 4 : จุดหลอมเหลวของสารละลายจะต่ำกว่าตัวทำละลายบริสุทธิ์ทุกความเข้มข้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 89 :
  • ข้อใดไม่ใช่สมบัติคอลลิเกทีฟ

    ของสารละลาย

  • 1 : จุดเดือดของสารละลายจะสูงกว่าตัวทำละลายบริสุทธิ์เสมอ
  • 2 : จุดเดือดของสารละลายจะสูงกว่าตัวทำละลายบริสุทธิ์มากหรือน้อยขึ้นกับชนิดของตัวถูกละลาย
  • 3 : จุดเดือดของสารละลายจะสูงกว่าตัวทำละลายบริสุทธิ์มากหรือน้อยขึ้นกับความเข้มข้นของตัวถูกละลาย
  • 4 : สารละลายที่มีความเข้มข้นหน่วย        โมแลลลิตี้เท่ากันจะมีจุดเดือดและจุดเยือกแข็งเท่ากัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 90 :
  • หากใช้เมทธานอลเป็นสาร Antifreeze แล้วพบว่าเมทธานอลเข้มข้น 15 %โดยน้ำหนัก ทำให้จุดเยือกแข็งลดลง 10.26 องศาเซลเซียส อยากทราบว่าถ้าต้องใช้ Ethylene Glycol (MW. 62) แทนเมทธานอล โดยที่การเปลี่ยนแปลงจุดเยือกแข็งเท่าเดิม จะต้องใช้ Ethylene Glycol เข้มข้นกี่ %โดย
  • 1 : 1524%
  • 2 : 25.48%
  • 3 : 15.64%
  • 4 : 25.84%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 91 :
  • ถ้าละลาย CaCl2 0.2 กรัมในน้ำ 100 กรัม อยากทราบว่าน้ำจะแข็งตัวที่อุณหภูมิเท่าไร กำหนด MW ของ CaCl2 = 111 และ Kf ของน้ำ = 1.86
  • 1 : - 0.1004 องศาเซลเซียส
  • 2 : 0.1004 องศาเซลเซียส
  • 3 : - 0.0502 องศาเซลเซียส
  • 4 : - 0.0335 องศาเซลเซียส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 92 :
  • เมื่อนำ non-volatile solute หนัก 2 กรัม มาละลายในน้ำ 90.1 กรัม จะได้สารละลายมีความดันไอ 147.4 ทอรร์ ที่ 60 องศาเซลเซียส จงหา MW ของ solute นี้ โดยใช้กฎของราอูลท์ กำหนดความดันไอของน้ำบริสุทธิ์ที่ 60 องศาเซลเซียส เท่ากับ 148.9 ทอรร์ กำหนด Kf ของน้ำ = 1.86
  • 1 : 39.6
  • 2 : 36.9
  • 3 : 79.2
  • 4 : 72.9
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 93 :
  • ถ้านำ non-volatile solute ซึ่งมี MW 82 จำนวน 3 กรัมมาละลายในเบนซีน 100 กรัม หากต้องการให้สารละลายเดือดที่ 81.7 องศาเซลเซียส จะต้องระเหยเบนซีนออกกี่กรัม กำหนดจุดเดือดของเบนซีน 80.2 องศาสเซลเซียส และ Kb ของเบนซีน = 2.53
  • 1 : 61.7
  • 2 : 38.3
  • 3 : 83.3
  • 4 : 76.1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 94 :
  • ถ้านำ non-volatile solute ชนิดหนึ่ง จำนวน 1 กรัม มาละลายในเบนซีน 50 กรัม แล้วทำให้จุดเดือดของเบนซีนเพิ่มขึ้น 0.3 องศาเซลเซียส จงหา MW ของสารนั้น กำหนด Kb เบนซีน = 2.53 และจุดเดือดปกติของเบนซีน = 80.2 องศาเซลเซียส
  • 1 : 168.7
  • 2 : 176.8
  • 3 : 187.6
  • 4 : 167.8
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 95 :
  • ข้อใดไม่ใช่สมบัติคอลลิเกทีฟของสารละลาย
  • 1 : ความดันไอลดลงตามความเข้มข้นของสารละลาย
  • 2 : ความดันไอเพิ่มขึ้นตามความเข้มข้นของสารละลาย
  • 3 : จุดเดือดเพิ่มขึ้นตามความเข้มข้นของสารละลาย
  • 4 : จุดเยือกแข็งลดลงตามความเข้มข้นของสารละลาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 96 :
  • ข้อใดไม่ใช่ Application ของสมบัติ คอลลิเกทีฟ
  • 1 : การผสมเกลือแกงกับน้ำแข็งในถัง       ไอศครีมเพื่อลดการหลอมละลายของน้ำแข็ง
  • 2 : การเติมแอลกอฮอล์ในน้ำหล่อเย็นเพื่อช่วยลดการแข็งตัวของน้ำในฤดูหนาว
  • 3 : การหา MW ของการบูร โดยวัดจุดเดือดที่ลดลงตาม molaity ของสารละลาย
  • 4 : การหา MW ของการบูร โดยวัดจุดหลอมเหลวที่ลดลงตาม molaity ของสารละลาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 97 :
  • กระบวนการใดไม่สามารถแยก Solute และ Solvent ออกจากกัน
  • 1 : การกลั่น
  • 2 : การกรอง
  • 3 : การตกผลึก
  • 4 : การแยกสกัดด้วยตัวทำละลายที่ Immiscible กับตัวทำละลายเดิม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 98 :
  • aqueous solution หมายถึง (1)สารละลายที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก (2)สารละลายที่มีน้ำเป็น solvent (3)สารละลายที่มีกรดเกลือเป็น solvent (4)สารละลายที่มีน้ำมันก๊าด (kerosene) เป็น solvent
  • 1 : 1, 2, 3, 4
  • 2 : 1, 2, 3
  • 3 : 1, 2
  • 4 : 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 99 :
  • ถ้าต้องการกำจัดคราบตะกรันของ calcium carbonate 10 กรัม โดยวิธีละลายด้วยน้ำ คาดว่าจะต้องใช้น้ำเป็นปริมาณเท่าใด (สมมติว่าไม่มีปฏิกิริยา hydrolysis มาเกี่ยวข้อง)
  • 1 : 580 ลิตร
  • 2 : 790 ลิตร
  • 3 : 1020 ลิตร
  • 4 : 1450 ลิตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 100 :
  • ต้องการเตรียมสารละลายอิ่มตัวของ lead fluoride 2 ลิตร จะต้องใช้ lead (II) fluoride เท่าไร (Pb = 207.2, F = 19)
  • 1 : 1 กรัม
  • 2 : 0.5 กรัม
  • 3 : อย่างน้อย 0.6 กรัม
  • 4 : อย่างน้อย 1 กรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 101 :
  • ถ้าเติมกรดเกลือ ความเข้มข้น 1 M ปริมาณ 2 ml ลงไปในน้ำ 198 ml สารละลายนี้จะมี pH เท่าไร
  • 1 : 1
  • 2 : 2
  • 3 : 3
  • 4 : 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 102 :
  • ถ้ามี sodium chloride 5 กรัม และ zinc chloride 5 กรัม ละลายอยู่ในน้ำ 1500 มล. สารละลายนี้จะมีค่า ionic strength เท่าไร
  • 1 : 0.13
  • 2 : 1.32
  • 3 : 0.54
  • 4 : 0.02
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 103 :
  • ถ้ามี ammonium nitrate 1.0 กรัม ละลายในน้ำ 1 ลิตร สารละลายนี้จะมี ionic strength เท่าไร
  • 1 : 0.0491
  • 2 : 0.0222
  • 3 : 0.0125
  • 4 : 0.1040
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 104 :
  • สารละลายที่มีความเข้มข้นของ hydrogen ion เท่ากับ 0.0001 Molar และมี pH = 4 แสดงว่า
  • 1 : ความเข้มข้นของ hydroxide ion จะมากกว่า 0.0004 Molar
  • 2 : ความเข้มข้นของ hydroxide ion จะน้อยกว่า 0.0001 Molar
  • 3 : ความเข้มข้นของ hydroxide ion จะเท่ากับ 0.0001 Molar
  • 4 : ความเข้มข้นของ hydroxide ion จะเท่ากับ 0.0004 Molar
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 105 :
  • ถ้า sodium acetate 0.5 กรัมละลายในน้ำ 100 มิลลิลิตร จะได้สารละลายที่มีค่า pH เป็นอย่างไร
  • 1 : pH ต่ำกว่า 7
  • 2 : pH สูงกว่า 7
  • 3 : pH เท่ากับ 7
  • 4 : ค่า pH อยู่นอกช่วงของ 1-14
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 106 :
  • ถ้าใช้ ammonium nitrate 1 กรัม ละลายในน้ำ 100 มิลลิลิตร จะได้สารละลายที่สภาวะอย่างไร
  • 1 : เป็นกลาง
  • 2 : เป็นกรด
  • 3 : เป็นเบสอย่างอ่อน
  • 4 : เป็นเบสอย่างมาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 107 :
  • ถ้าให้ hydrogen chloride gas ละลายในน้ำบริสุทธิ์ จะทำให้น้ำมีสภาวะอย่างไร
  • 1 : pH สูงกว่า 7
  • 2 : pH ต่ำกว่า 7
  • 3 : pH = 6-8
  • 4 : pH = 7
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 108 :
  • ถ้าใช้ปูนขาวหรือ calcium oxide 0.5 กรัม ละลายในน้ำ 100 มิลลิลิตร จะได้สารละลายที่มีสภาวะอย่างไร
  • 1 : กรด
  • 2 : เบส
  • 3 : กลาง
  • 4 : pH > 14
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 109 :
  • เมื่อกรดทำปฏิกิริยากับเบส และได้สารละลายที่เป็นกลาง คำอธิบายนี้ถูกต้องหรือไม่
  • 1 : ถูกต้องเสมอ
  • 2 : มีปัจจัยที่ขึ้นกับปริมาณของกรดและเบส
  • 3 : มีปัจจัยที่ขึ้นกับชนิดของกรดและเบส
  • 4 : มีปัจจัยที่ขึ้นกับชนิดและปริมาณของกรดและเบส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 110 :
  • ถ้าเติมสารละลาย Potassium hydroxide ลงในสารละลายของ Copper nitrate จะพบว่า
  • 1 : เกิดตะกอน Potassium hydroxide
  • 2 : เกิดตะกอน Copper hydroxide
  • 3 : เกิดตะกอน Copper nitrate
  • 4 : Potassium nitrate
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 111 :
  • ของเหลวที่มีสภาพ pH เป็นกลาง แสดงว่า
  • 1 : ของเหลวนั้นจะไม่นำไฟฟ้า
  • 2 : ของเหลวนั้นมีความเข้มข้นของประจุบวกเท่ากับประจุลบ
  • 3 : ของเหลวนั้นเป็น organic solvent
  • 4 : ของเหลวนั้นมีความเข้มข้นของ hydrogen ion เท่ากัน hydroxide ion
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 112 :
  • เมื่อนำผงแร่ pyrite ขนาด – 200 mesh มาแช่หรือกวนในน้ำ เป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จะมีผลการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
  • 1 : ผิวเม็ดแร่จะเปลี่ยนเป็นสีขาว-น้ำตาล
  • 2 : น้ำจะมีสภาพเป็นเบส
  • 3 : น้ำจะยังคงสภาพเป็นกลาง
  • 4 : น้ำจะมีสภาพเป็นกรดเพิ่มขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 113 :
  • เมื่อแช่ผงแร่ cerrusite ขนาด -100 mesh ในสารละลายของ sodium sulfide จะมีผลการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
  • 1 : ผิวเม็ดแร่ cerrusite ถูกเคลือบด้วย Lead sulfate
  • 2 : ผิวเม็ดแร่ cerrusite ถูกเคลือบด้วย Lead sulfide
  • 3 : ผิวเม็ดแร่ cerrusite ถูกเคลือบด้วย Sodium sulfide
  • 4 : ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 114 :
  • ถ้าให้กรดแก่ทำปฏิกิริยากับเบสแก่ ผลของปฏิกิริยาจะได้เกลือกับน้ำโดยสมบูรณ์ ใช่หรือไม่
  • 1 : ใช่ ถ้ากรดและเบสนั้น มี normality เท่ากัน
  • 2 : ใช่ ถ้ากรดและเบสนั้น มี formality เท่ากัน
  • 3 : ใช่ ถ้ากรดและเบสนั้น มี formality เท่ากัน และใช้ปริมาตรเท่ากัน
  • 4 : ใช่ ถ้ากรดและเบสนั้น มี normality เท่ากัน และใช้ปริมาตรเท่ากัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 115 :
  • กรดชนิดใดจะละลายรวมตัวกับน้ำได้ดีที่สุด
  • 1 : propanoic acid
  • 2 : lauric acid
  • 3 : butyric acid
  • 4 : acetic acid
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 116 :
  • ปัจจัยที่มีผลต่อค่า ionic strength ของ solution
  • 1 : ion concentration
  • 2 : anionic charge
  • 3 : cationic charge
  • 4 : ionic charge and analytical concentration
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 117 :
  • solvent ชนิดใดจะละลาย sodium chloride ได้ดีที่สุด
  • 1 : methyl alcohol
  • 2 : ethyl alcohol
  • 3 : propyl alcohol
  • 4 : butyl alcohol
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 118 :
  • ethylene glycol จะละลายใน solvent ใดได้ดีที่สุด
  • 1 : kerosene
  • 2 : hexane
  • 3 : น้ำ
  • 4 : pentane
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 119 :
  • diethyl ether จะละลายใน solvent ใดได้ดีที่สุด
  • 1 : น้ำ
  • 2 : น้ำอัดลม
  • 3 : ethanol
  • 4 : กรดเกลือเจือจาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 120 :
  • จะต้องใช้ 5M NaOH กี่ ml จึงทำปฏิกิริยาพอดีกับ 2M H2SO4 จำนวน 200 ml
  • 1 : 80 ml
  • 2 : 160 ml
  • 3 : 180 ml
  • 4 : 320 ml
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 121 :
  • ต้องการไทเทรต เบสแก่ X เข้มข้น 0.5 mol/dm3 จำนวน 500 cm3 จะต้องใช้ กรด Monoprotic เข้มข้น 0.3 mol/dm3 กี่ลิตร ถ้า X แตกตัวได้ 200%
  • 1 : 3.34 ลิตร
  • 2 : 5.01 ลิตร
  • 3 : 1.67 ลิตร
  • 4 : 6.68 ลิตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 122 :
  • น้องพรอยากทราบว่าในน้ำหมากของคุณยายมีส่วนผสมของ Ca(OH)2 อยู่เท่าใด เขาจึงนำน้ำหมากมา 150 cm3 ไทเทรตกับ HCl เข้มข้น 0.01 mol/dm3 ปรากฏว่าใช้ไป 75 cm3 จงคำนวณความเข้มข้น Ca(OH)2 ในน้ำหมากดังกล่าว
  • 1 : 0.01 M
  • 2 : 0.005 M
  • 3 : 0.02 M
  • 4 : 0.0005 M
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 123 :
  • แอนตาซิลเป็นยาลดกรดมีส่วนประกอบของ Mg(OH)2 อยู่ 29 % โดยน้ำหนัก นอกนั้นเป็นส่วนผสมของแป้ง ถ้ายานี้หนักเม็ดละ 0.2 g จะต้องใช้ยานี้กี่เม็ดในการทำปฏิกิริยาพอดีกับ HCl เข้มข้น 0.02 mol/l 300 cm3
  • 1 : 2 เม็ด
  • 2 : 4 เม็ด
  • 3 : 6 เม็ด
  • 4 : 8 เม็ด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 124 :
  • ในการถลุงแร่ CuFeS2 จะเกิดก๊าซ SO2 ดังสมการ CuFeS2 + O2 = Cu2S + 2FeO + 3SO2

    กำหนด แร่ 10 ตัน เมื่อถลุงแล้วจะได้ Cu2S (MW = 159.3) เพียง 0.05% 

    ถ้าวันนี้โรงงานถลุงแร่ 200 ตัน จะต้องใช้ Ca(OH)2 เข้มข้น 10 mol/l กี่ลิตร ในการกำจัดก๊าซ SO2 จากการถลุงแร่ดังกล่าว

  • 1 : 94.16 ลิตร
  • 2 : 188.32 ลิตร
  • 3 : 282.48 ลิตร
  • 4 : 47.08 ลิตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 125 :
  • ในการผลิตน้ำยาขัดห้องน้ำ พบว่า HCl เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ โดยจะใช้ HCl 5% มวล/ปริมาตร จำนวน 500 cm3 ต่อส่วนประกอบอย่างอื่น

    หากนำก๊าซ CO2 ที่เกิดขึ้นจากคราบหินปูนในการล้างห้องน้ำไปละลายน้ำ แล้วไทเทรตกับ NaOH เข้มข้น 1 mol/l  พบว่าใช้ไป 50 cm3

    อยากทราบว่าการล้างห้องน้ำครั้งนี้      ใช้น้ำยาขัดห้องน้ำไปเท่าไร

  • 1 : 72 ml
  • 2 : 36 ml
  • 3 : 18 ml
  • 4 : 144 ml
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 126 :
  • ในการผลิตน้ำยาขัดห้องน้ำ พบว่า HCl เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ โดยจะใช้ HCl 5% มวล/ปริมาตร จำนวน 500 cm3 ต่อส่วนประกอบอย่างอื่น หากนำก๊าซ CO2 ที่เกิดขึ้นจากคราบหินปูนในการล้างห้องน้ำไปละลายน้ำ แล้วไทเทรตกับ NaOH เข้มข้น 1 mol/l พบว่าใช้ไป 50 cm3 อยากทราบว่าการล้างห้องน้ำครั้งนี้กำจัดคราบหินปูนไปได้กี่กรัม กำหนดน้ำหนักโมเลกุลหินปูน = 100 g/mol
  • 1 : 5 กรัม
  • 2 : 10 กรัม
  • 3 : 2.5 กรัม
  • 4 : 7.5 กรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 127 :
  • สารละลายกลูโคส (C6H12O6) เข้มข้น 0.396 m (molality) มีความหนาแน่น 1.16 g/ml จงคำนวณความเข้มข้นเป็น M (Molarity)
  • 1 : 0.218 mol/l
  • 2 : 0.429 mol/l
  • 3 : 0.396 mol/l
  • 4 : 0.923 mol/l
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 474 : Colloid and surface chemistry for materials separation
ข้อที่ 128 :
  • สสารข้อใดเป็นของผสมเอกพันธ์ (Homogeneous Mixtures)
  • 1 : น้ำเชื่อม
  • 2 : เอลทิลอีเทอร์ในน้ำ
  • 3 : คลอโรฟอร์มในน้ำ
  • 4 : หมอกควัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 129 :
  • สารข้อใดเป็นของผสมวิวิธพันธ์ (Heterogeneous Mixtures)
  • 1 : หมอกควัน
  • 2 : เมทธานอลในน้ำ
  • 3 : เบนซีนในโทลูอีน
  • 4 : อะซีโตนในน้ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 130 :
  • สารผสมข้อใดเป็น oil in water emulsion
  • 1 : น้ำนม
  • 2 : เอทิลอีเทอร์ในน้ำ
  • 3 : เบนซีนในโทลูอีน
  • 4 : หยดน้ำในน้ำมัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 131 :
  • สารผสมข้อใดเป็นสารละลาย
  • 1 : เอทิลอีเทอร์ในน้ำ
  • 2 : น้ำนม
  • 3 : น้ำกะทิ
  • 4 : เบนซีนในโทลูอีน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 132 :
  • ข้อใดไม่ใช่คอลลอยด์
  • 1 : น้ำนม
  • 2 : เนยแข็ง
  • 3 : ยาสีฟัน
  • 4 : น้ำเชื่อม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 133 :
  • ข้อใดไม่ใช่คอลลอยด์ประเภท Solid in Liquid
  • 1 : ยาสีฟัน
  • 2 : เจล
  • 3 : วุ้น
  • 4 : เนย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 134 :
  • ข้อใดไม่ใช่คอลลอยด์
  • 1 : ผงฝุ่นในอากาศ
  • 2 : มายองเนส
  • 3 : เนยแข็ง
  • 4 : คอนกรีต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 135 :
  • ข้อใดเป็นคอลลอยด์ประเภท gas in liquid
  • 1 : เมฆ
  • 2 : หมอก
  • 3 : สเปรย์
  • 4 : ฟองสบู่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 136 :
  • ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับ Tyndall effect
  • 1 : เป็นสมบัติชนิดหนึ่งของคอลลอยด์
  • 2 : การมองเห็นละอองฝุ่นในอากาศเมื่อมีลำแสงผ่าน
  • 3 : การกระเจิงของแสง
  • 4 : การหักเหของแสง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 137 :
  • ของผสมข้อใดไม่ใช่คอลลอยด์
  • 1 : น้ำส้มสายชู
  • 2 : น้ำนม
  • 3 : มายองเนส
  • 4 : ยาสีฟัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 138 :
  • ข้อใดอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อจุ่ม Capillary Tube ลงในน้ำ ไม่ถูกต้อง
  • 1 : น้ำถูกดันขึ้นไปในหลอดสูงกว่าระดับน้ำในภาชนะ
  • 2 : น้ำถูกดันขึ้นไปในหลอด เนื่องจากแรงตึงผิวของน้ำ + Adhesion ระหว่างผิวแก้วกับน้ำ
  • 3 : ผิวน้ำในหลอดปรากฏเป็นรูปเว้าเนื่องจาก Adhesion ระหว่างผิวแก้วกับน้ำสูง กว่า Cohesion ระหว่างโมเลกุลของน้ำ
  • 4 : ผิวน้ำในหลอดปรากฏเป็นรูปเว้าเนื่องจาก Adhesion ระหว่างผิวแก้วกับน้ำน้อยกว่า Cohesion ระหว่างโมเลกุลของน้ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 139 :
  • ข้อใดอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อจุ่มหลอดคาพิลลารีลงในปรอทไม่ถูกต้อง
  • 1 : ผิวน้ำในหลอดปรากฏเป็นรูปนูน เนื่องจาก Adhesion ระหว่างผิวแก้วกับปรอท น้อยกว่า Cohesion ระหว่างโมเลกุลของปรอท
  • 2 : ผิวน้ำในหลอดปรากฏเป็นรูปนูน เนื่องจาก Adhesion ระหว่างผิวแก้วกับปรอท มากกว่า Cohesion ระหว่างโมเลกุลของปรอท
  • 3 : ปรอทถูกดันขึ้นในหลอดคาพิลลารี แต่ต่ำกว่าระดับปรอทในภาชนะ เนื่องจากปรอทเป็นของเหลวที่มีแรงระหว่างโมเลกุลสูง
  • 4 : ปรอทถูกดันขึ้นในหลอดคาพิลลารี เนื่องจากแรงตึงผิวของปรอท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 140 :
  • ข้อใดอธิบายเคมีพื้นผิวระหว่าง Solid-Liquid Interface ไม่ถูกต้อง
  • 1 : เมื่อหยดน้ำบริสุทธิ์ลงบนแผ่นกระจกสะอาด มุมสัมผัสของหยดน้ำ จะน้อยกว่า 90 องศา
  • 2 : เมื่อหยดน้ำบริสุทธิ์ลงบนแผ่นกระจกสะอาด มุมสัมผัสของหยดน้ำ จะมากกว่า 90 องศา
  • 3 : การที่มุมสัมผัสของหยดน้ำบนแผ่นกระจกน้อยกว่า 90 องศา แสดงว่าผิวแก้วมีสมบัติ Hydrophilic
  • 4 : การที่มุมสัมผัสของหยดน้ำบนแผ่นกระจกน้อยกว่า 90 องศา แสดงว่าผิวแก้วมีสมบัติ Lyophilic
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 141 :
  • ข้อใดอธิบายเคมีพื้นผิว ระหว่างน้ำกับแผ่นพลาสติก ไม่ถูกต้อง
  • 1 : เมื่อหยดน้ำลงบนแผ่นพลาสติก มุมสัมผัสจะมากกว่า 90 องศา
  • 2 : เมื่อหยดน้ำลงบนแผ่นพลาสติก มุมสัมผัสจะน้อยกว่า 90 องศา
  • 3 : แผ่นพลาสติกมีสมบัติเป็น Hydrophobic
  • 4 : แผ่นพลาสติกมีสมบัติเป็น Lyoophobic
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 142 :
  • ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อผสม Wetting Agent ลงในน้ำ แล้วหยดลงบนพื้นผิว Hydrophobic ข้อใดอธิบายไม่ถูกต้อง
  • 1 : มุมสัมผัสจะลดลง
  • 2 : Wetting Agent จะเรียงตัวที่ผิวโดยหันด้านมีขั้วเข้าหาพื้นผิว
  • 3 : Wetting Agent จะเรียงตัวที่ผิวโดยหันด้านมีขั้วออกหาหยดน้ำ
  • 4 : พื้นผิวจะมีสมบัติ More Hydrophilic
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 143 :
  • ข้อใดอธิบาย Application ของ Amphiphilic Malecule ในยาปราบศัตรูพืชไม่ถูกต้อง
  • 1 : พื้นผิวใบไม้ส่วนใหญ่มีสมบัติเป็น Hydrophobic
  • 2 : ยาปราบศัตรูพืชที่ใช้ทั่วไปมักเป็นสารละลายหรือสารผสมในน้ำ
  • 3 : Amphiphilic Malecules ที่ผสมอยู่ในยาปราบศัตรูพืช จะทำหน้าที่เป็น Wetting Agent
  • 4 : Amphiphilic Malecules ที่ผสมอยู่ในยาปราบศัตรูพืช จะทำหน้าที่เป็น Water Repelling Agent
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 144 :
  • ข้อใดอธิบายการประยุกต์เคมีพื้นผิวในฮอร์โมนบำรุงต้นพืชไม่ถูกต้อง
  • 1 : ใบไม้หรือผิวต้นไม้มีสมบัติเป็น Hydrophobic
  • 2 : ฮอร์โมนบำรุงต้นพืชในท้องตลาด นิยมผสมน้ำแล้วฉีดพ่นบริเวณใบไม้หรือลำต้นพืช
  • 3 : การผสม Wetting Agent ลงในฮอร์โมน จะช่วยเพิ่ม Wettability ทำให้ฮอร์โมนซึมเข้าใบไม้หรือเนื้อไม้ได้ดีขึ้น
  • 4 : โมเลกุลของ Wetting Agent จะเรียงที่ผิวใบไม้โดยหันด้านมีขั้วเข้าหาใบไม้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 145 :
  • ข้อใดอธิบายการประยุกต์เคมีพื้นผิวในการลอยแร่ ZnS ไม่ถูกต้อง
  • 1 : แร่ส่วนใหญ่มักมี Silica เป็นองค์ประกอบ จึงนิยมแยกออกจากแร่ ด้วยเทคนิคการลอยแร่
  • 2 : ก่อนนำแร่ไปผ่าน Flotation Cell นิยมนำแร่ไปคลุกกับน้ำมัน และ/หรือสารประเภท Amphiphilic Molecules เพื่อให้ผิวแร่ More Hydrophobic แล้วลอยตัวขึ้นผิวน้ำ
  • 3 : ก่อนนำแร่ไปผ่าน Flotation Cell นิยมนำแร่ไปคลุกกับน้ำมัน และ/หรือสารประเภท Amphiphilic Molecules เพื่อให้ผิวแร่ More Hydrophilic แล้วจมตัวลงก้น Flotation cell
  • 4 : การนำแร่ไปคลุกกับน้ำมัน และ/หรือ สารประเภท Amphiphilic Molecules นั้น ไม่มีผลต่อการปรับสภาพผิวของซิลิกา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 146 :
  • ข้อใดอธิบายการประยุกต์เคมีพื้นผิวในการแยกวัสดุด้วยเทคนิค Flotation ไม่ถูกต้อง
  • 1 : แร่ส่วนใหญ่จะมีถพ.สูงกว่าน้ำ ในการแยกแร่ จึงนิยมปรับสภาพผิวแร่ที่ต้องการ ให้ more hydrophobic แล้วลอยตัวแยกขึ้นมา
  • 2 : การปรับสภาพผิวแร่ให้ more hydrophobic นิยมเลือกใช้สารปรับสภาพผิวที่เป็น Oil และ/หรือ Amphiphilic Molecule
  • 3 : Amphiphilic Molecule ที่ใช้ในการลอยแร่ นิยมเลือกให้มีประจุตรงข้ามกับประจุของแร่
  • 4 : Amphiphilic Molecule ที่ใช้ในการลอยแร่ นิยมเลือกให้มีประจุประเภทเดียวกับประจุของแร่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 147 :
  • ข้อใดอธิบายการประยุกต์ใช้เทคนิคลอยแร่ ในการแยกพลาสติกผสมไม่ถูกต้อง
  • 1 : พลาสติกหลายชนิดมีถพ.ใกล้เคียงกันและเบากว่าน้ำ ไม่สามารถแยกจากกันด้วย specific gravity
  • 2 : ในการแยกแร่ นิยมปรับสภาพผิวแร่ที่ต้องการให้ more hydrophobic แล้วลอยตัวแยกขึ้นมา
  • 3 : ในการแยกพลาสติกที่เบากว่าน้ำ นิยมปรับสภาพผิวพลาสติกบางตัวให้ more hydrophilic แล้วจมตัวแยกออกจากพลาสติกผสม
  • 4 : สารที่ใช้ปรับสภาพผิวพลาสติกให้ more hydrophilic จะหันด้านมีขั้วเข้าหาพลาสติก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 148 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่สามารถชะลออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี
  • 1 : การเพิ่มความหนืดของสารละลายด้วยการเติมสารพอลิเมอร์
  • 2 : การทำสารตั้งต้นตัวใดตัวหนึ่งให้อยู่ในรูปของ Emulsion
  • 3 : การเพิ่มความเข้มข้นสารละลาย
  • 4 : การเจือจางสารละลาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 149 :
  • ข้อใดไม่ใช่สมบัติที่ใช้แยกสาร
  • 1 : Precipitation
  • 2 : Titration
  • 3 : Extraction
  • 4 : Adsorption
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 150 :
  • ข้อใดเป็นสมบัติที่ไม่นิยมใช้ในการแยกแร่
  • 1 : Magnetic Property
  • 2 : Temperature
  • 3 : Gravity
  • 4 : Hydrophilicity
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 151 :
  • ข้อใดเป็นสมบัติที่ใช้เป็นหลักการของ Chromatography
  • 1 : Adsorptivity
  • 2 : Absorptivity
  • 3 : Colorimetry
  • 4 : Calorimetry
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 152 :
  • ข้อใดเป็นเทคนิคที่นิยมใช้แยกตะกั่วอิออนออกจากสารละลาย
  • 1 : การแยกสกัด
  • 2 : การตกตะกอน
  • 3 : การแลกเปลี่ยนอิออน
  • 4 : การดูดซับบนพื้นผิว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 153 :
  • ข้อใดเป็นเทคนิคที่ใช้ในการลดความกระด้างของน้ำประปา
  • 1 : การแลกเปลี่ยนอิออน
  • 2 : การตกตะกอน
  • 3 : การดูดซับ
  • 4 : การละลาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 154 :
  • ข้อใดเป็นเทคนิคที่ใช้ในการกำจัดกลิ่นคลอรีนในน้ำประปา
  • 1 : การแลกเปลี่ยนอิออน
  • 2 : การดูดซับ
  • 3 : การตกตะกอน
  • 4 : การละลาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 155 :
  • เรซินที่ใช้ในเครื่องกรองน้ำ สามารถลดความกระด้างของน้ำด้วยหลักการใด
  • 1 : การแลกเปลี่ยนแคทอิออน
  • 2 : การแลกเปลี่ยนแอนอิออน
  • 3 : การตกตะกอนแคทอิออน
  • 4 : การตกตะกอนแอนอิออน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 156 :
  • ในการแยกสารด้วยเทคนิคคอลัมน์      โครมาโตรกราฟฟี่ ข้อใดอธิบายไม่ถูกต้อง
  • 1 : สารทุกองค์ประกอบถูกดูดซับที่ผิวของเรซินในคอลัมน์
  • 2 : ขณะโหลดสารผสมลงในคอลัมน์ ควรเตรียมในรูปสารละลายที่เข้มข้นมากที่สุด
  • 3 : ตัวทำละลายที่ใช้แยกสกัดสารแต่ละชนิดออกจากคอลัมน์ ควรเรียงลำดับตาม Polarity ของตัวทำละลายจากน้อยสุดและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  • 4 : ตัวทำละลายที่ใช้แยกสกัดสารแต่ละชนิดออกจากคอลัมน์ ควรเรียงลำดับตาม Polarity ของตัวทำละลายจากมากสุดและลดลงเรื่อยๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 157 :
  • หาก Fe3+ ละลายในน้ำกลั่น ได้ดีกว่าในเอทิลอีเทอร์ และในกรด HCl ตามลำดับ ถ้าต้องการแยกสกัด Fe3+ ออกจากสารละลายแร่ซึ่งมีมลทินที่ละลายได้ดีในกรด HCl แต่ไม่ละลายในอีเทอร์ แล้วนำมาวิเคราะห์ด้วยเทคนิค Redox Titration ข้อใดต่อไปนี้อธิบายถูกต้อง
  • 1 : ละลายแร่ในกรด HCl แล้วแยกสกัด Fe3+ ออกจากมลทินด้วยเอทิลอีเทอร์ แล้วจึงเอาชั้นอีเทอร์มาแยกสกัด Fe3+ ด้วยน้ำกลั่น ก่อนนำไปไตเตรต
  • 2 : บดแร่ละเอียดแล้วนำมาแยกสกัด Fe3+ ออกจากมลทินด้วยเอทิลอีเทอร์ แล้วจึงเอาชั้นอีเทอร์มาแยกสกัด Fe3+ ด้วยน้ำกลั่น ก่อนนำไปไตเตรต
  • 3 : บดแร่ละเอียด แขวนลอยในน้ำกลั่น แล้วนำมาแยกสกัด Fe3+ ออกจากมลทินด้วยเอทิลอีเทอร์ แล้วจึงเอาชั้นอีเทอร์มาแยกสกัด Fe3+ ด้วยน้ำกลั่น ก่อนนำไปไตเตรต
  • 4 : ละลายแร่ในกรด HCl แล้วไตเตรตได้โดยตรง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 158 :
  • จากรูปข้อมูลใดถูกต้อง (1) A เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง (2) B เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง (3) จุดเดือดของ A สูงกว่า B (4) ของผสม A + B มีจุดเดือดไม่คงที่ (5) ถ้า system อยู่ที่จุด S จะสามารถแยก B บริสุทธิ์ออกจาก A ได้ โดยวิธี fractional distillation (6) ถ้า system อยู่ที่จุด S จะสามารถแยก A บริสุทธิ์ออกจาก B ได้ โดยวิธี fractional distillation
  • 1 : 1, 2, 3, 4, 5
  • 2 : 1, 2, 3, 4, 6
  • 3 : 1, 3, 4, 6
  • 4 : 1, 3, 4, 5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 159 :
  • ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของ physical adsorption
  • 1 : weak force of attraction
  • 2 : monolayer adsorption
  • 3 : reversible process
  • 4 : nonspecific
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 160 :
  • การจับตัวของสารเคลือบผิวแร่ (collector) ที่ใช้ในกระบวนการลอยแร่ส่วนใหญ่นั้น เป็นแบบใด
  • 1 : physical adsorption
  • 2 : chemical adsorption
  • 3 : physical absorption
  • 4 : chemical absorption
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 161 :
  • การจับตัวของน้ำมันก๊าดบนผิวลิกไนต์จัดเป็น
  • 1 : chemical adsorption
  • 2 : physical adsorption
  • 3 : chemical cohesion
  • 4 : physical cohesion
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 162 :
  • การจับตัวของ xanthate collector บนผิวแร่ sulfide จัดเป็นแบบ
  • 1 : chemical adsorption
  • 2 : physical adsorption
  • 3 : chemical cohesion
  • 4 : physical cohesion
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 163 :
  • การจับตัวของ carboxylate collector บนผิวแร่ดีบุกจัดเป็นแบบ
  • 1 : chemical adsorption
  • 2 : physical adsorption
  • 3 : chemical cohesion
  • 4 : physical cohesion
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 164 :
  • Isoelectric point ของ quartz
  • 1 : pH 5
  • 2 : pH 2
  • 3 : pH 2-5
  • 4 : pH 8-9
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 165 :
  • Isoelectric point ของ kaolin
  • 1 : pH 8-10
  • 2 : pH 4-5
  • 3 : pH 5-7
  • 4 : pH 3-4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 166 :
  • Isoelectric point ของ calcium carbonate
  • 1 : pH 7-8
  • 2 : pH 5-7
  • 3 : pH 9-10
  • 4 : pH 3-4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 475 : Electrochemistry and principles of corrosion
ข้อที่ 167 :
  • เมื่อนำลวดเหล็กฝอยใส่ในภาชนะเปิด ขนาดเดียวกัน ณ สภาวะต่างๆกัน อยากทราบว่าสภาวะใดต่อไปนี้เกิดสนิมเหล็กดีที่สุด
  • 1 : ฝอยเหล็กแห้ง
  • 2 : ฝอยเหล็กชื้น
  • 3 : ฝอยเหล็กแช่น้ำ
  • 4 : ฝอยเหล็กฝังตัวในดินชื้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 168 :
  • เมื่อนำลวดเหล็กฝอยใส่ในภาชนะเปิด ขนาดเดียวกัน ณ สภาวะต่างๆกัน อยากทราบว่าสภาวะใดต่อไปนี้เกิดสนิมเหล็กยากที่สุด
  • 1 : ฝอยเหล็กแห้ง
  • 2 : ฝอยเหล็กเปียกชื้น
  • 3 : ฝอยเหล็กแช่น้ำ
  • 4 : ฝอยเหล็กฝังตัวในดินชื้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 169 :
  • เมื่อนำลวดเหล็กฝอยใส่ในภาชนะเปิด ขนาดเดียวกัน ณ สภาวะต่างๆกัน จงเรียงลำดับการเกิดสนิมเหล็กจากมากสุดไปน้อยสุด
  • 1 : ฝอยเหล็กเปียกชื้น -> ฝอยเหล็กฝังดินชื้น -> ฝอยเหล็กแช่น้ำ -> ฝอยเหล็กแห้ง
  • 2 : ฝอยเหล็กเปียกชื้น -> ฝอยเหล็กแช่น้ำ -> ฝอยเหล็กฝังดินชื้น -> ฝอยเหล็กแห้ง
  • 3 : ฝอยเหล็กฝังดินชื้น -> ฝอยเหล็กเปียกชื้น -> ฝอยเหล็กแช่น้ำ -> ฝอยเหล็กแห้ง
  • 4 : ฝอยเหล็กแช่น้ำ -> ฝอยเหล็กฝังดินชื้น -> ฝอยเหล็กเปียกชื้น ->ฝอยเหล็กแห้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 170 :
  • หากนำฝอยเหล็กใส่ในภาชนะเปิด ขนาดเดียวกัน ณ สภาวะต่างๆกันข้อใดอธิบายผลเปรียบเทียบการเกิดสนิมเหล็กไม่ถูกต้อง
  • 1 : ฝอยเหล็กแช่น้ำเกิดสนิมเหล็กดีกว่าฝอยเหล็กเปียกชื้น เนื่องจากน้ำเป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดสนิมเหล็ก
  • 2 : ฝอยเหล็กแช่น้ำเกิดสนิมเหล็กน้อยกว่าฝอยเหล็กเปียกชื้น เนื่องจากฝอยเหล็กในน้ำได้รับออกซิเจนจากอากาศไม่เพียงพอ
  • 3 : ปัจจัยสำคัญของการเกิดสนิมเหล็ก คือ น้ำ + ออกซิเจน (ในอากาศ)
  • 4 : ฝอยเหล็กแห้งไม่เกิดสนิม เนื่องจากขาดน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดสนิมเหล็ก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 171 :
  • ข้อใดอธิบายผลเปรียบเทียบการเกิดสนิมเหล็กไม่ถูกต้อง หากนำฝอยเหล็กใส่ในภาชนะเปิด ขนาดเดียวกัน ณ สภาวะต่างๆกัน
  • 1 : ฝอยเหล็กแห้ง จะไม่เกิดสนิมหรือเกิดสนิมช้าที่สุด เนื่องจากขาดปัจจัยสำคัญของการเกิดสนิมเหล็ก
  • 2 : ปัจจัยสำคัญของการเกิดสนิมเหล็ก คือ ออกซิเจน และ ความชื้น
  • 3 : ฝอยเหล็กแช่น้ำ เกิดสนิมเหล็กดีกว่า ฝอยเหล็กฝังดินชื้น เนื่องจากอากาศละลายในน้ำดีกว่าในดินชื้น
  • 4 : ฝอยเหล็กฝังดินชื้น เกิดสนิมเหล็กดีกว่า ฝอยเหล็กแช่น้ำ เนื่องจากในดินมีอากาศมากกว่ากว่าในน้ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 172 :
  • ข้อใดต่อไปนี้อธิบายกลไกการเกิดสนิมไม่ถูกต้อง
  • 1 : การเกิดสนิม เป็นปฏิกิริยาเคมีไฟฟ้าชนิดหนึ่ง
  • 2 : ในการเกิดสนิมเหล็ก จะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่โลหะเหล็ก
  • 3 : ในการเกิดสนิมเหล็ก จะเกิดปฏิกิริยารีดักชั่นที่โลหะเหล็ก
  • 4 : การเกิดสนิมเหล็กจะถูกเร่งเมื่ออยู่ในสารละลายกรด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 173 :
  • ข้อใดต่อไปนี้จะเร่งการเกิดสนิมเหล็กได้ดีที่สุด
  • 1 : การแช่เหล็กในน้ำ
  • 2 : การแช่เหล็กในกรด
  • 3 : การนำเหล็กไปฝังดิน
  • 4 : การวางเหล็กสัมผัสกับสังกะสี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 174 :
  • ข้อใดไม่สามารถป้องกันการเกิดสนิม
  • 1 : การกัลวาไนท์ด้วยสังกะสี
  • 2 : การเคลือบด้วยดีบุก
  • 3 : การพ่นสีที่ผสมด้วยผงโลหะที่เกิดออกซิเดชั่นได้ดีกว่าเหล็ก
  • 4 : การพ่นสีที่ผสมด้วยผงโลหะที่เกิดรีดักชั่นได้ดีกว่าเหล็ก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 175 :
  • จากค่า Standard Electrode Potential ของปฏิกริยา Cu2+ + 2e- = Cu และ Ag+ + e- = Ag เท่ากับ 0.34 และ 0.80 V ตามลำดับ ข้อใดไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการจุ่มลวดทองแดงลงในสารละลาย AgNO3
  • 1 : ลวดทองแดงจะค่อยๆละลายหายไป
  • 2 : สารละลายจะเปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นไม่มีสี
  • 3 : สารละลายจะเปลี่ยนจากไม่มีสีเป็นสีฟ้า
  • 4 : มีของแข็งสีเทา (โลหะเงิน) ปรากฏขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 176 :
  • ข้อใดจะไม่เกิดขึ้นใน Electrolytic Cell หากใช้โลหะทองแดงเป็น ขั้ว Anode และใช้ CuSO4 เป็นอิเลคโทรไลต์
  • 1 : โลหะทองแดงที่ขั้วแอโนดจะค่อยๆละลายหายไป
  • 2 : มีโลหะทองแดงเคลือบที่ขั้วแคโทด
  • 3 : เกิดก๊าซออกซิเจนที่ขั้วแอโนด
  • 4 : ปฏิกิริยาจะหยุดเมื่อโลหะที่แอโนดละลายหมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 177 :
  • ข้อใดไม่เกิดขึ้นใน Electrolytic Cell หากใช้ Pt เป็นอิเลคโทรด และใช้ CuSO4 เป็นอิเลคโทรไลต์
  • 1 : มีโลหะทองแดงเกาะที่ขั้วแคโทด
  • 2 : เกิดก๊าซออกซิเจนที่ขั้วแอโนด
  • 3 : โลหะ Pt ค่อยๆละลายหายไป
  • 4 : สารละลายสีฟ้าค่อยๆจางหายไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 178 :
  • ข้อใดไม่เกิดขึ้นใน Electrolytic Cell หากใช้ Pt เป็นอิเลคโทรด และใช้ AgNO3 เป็นอิเลคโทรไลท์
  • 1 : โลหะ Pt ที่ขั้วแอโนดค่อยๆละลายหายไป
  • 2 : มีโลหะเงินเคลือบที่ขั้วแคโทด
  • 3 : มีก๊าซออกซิเจนเกิดขึ้นที่ขั้วแอโนด
  • 4 : pH ของสารละลายลดลงเล็กน้อย เนื่องจาก OH- ถูกใช้ในปฏิกิริยาที่แอโนด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 179 :
  • ใน Electrolytic Cell หากใช้ Pt เป็นอิเลคโทรด และน้ำเป็นอิเลคโทรไลท์ ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
  • 1 : โลหะ Pt ที่แอโนดค่อยๆละลายหายไป
  • 2 : เกิดก๊าซไฮโดรเจนที่ขั้วแคโทด
  • 3 : เกิดก๊าซออกซิเจนที่ขั้วแอโนด
  • 4 : เป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่ใช้ผลิตเซลล์เชื้อเพลิง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 180 :
  • ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาอิเลคโตร ไลซิส
  • 1 : เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อมีอิเลคโทรด 2 ขั้วจุ่มในสารละลาย อิเลคโทรไลท์ และต่อเข้ากับสนามไฟฟ้า
  • 2 : เป็นปฏิกิริยาระหว่างอิเลคโทรดและ      อิเลคโทรไลท์ แล้วทำให้เกิดไฟฟ้า
  • 3 : เป็นปฏิกิริยาระหว่างอิเลคโทรดและ      อิเลคโทรไลท์ ที่เกิดขึ้นเมื่อมีไฟฟ้า
  • 4 : การเกิดปฏิกิริยาอิเลคโตรไลซิสจะเป็นไปตามกฎของฟาราเดย์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 181 :
  • ข้อใดอธิบายปฏิกิริยาอิเลคโตรไลซิส   ไม่ถูกต้อง
  • 1 : ถ้าอิเลคโทรดเป็นโลหะที่ไม่ inert        อิเลคโทรดมีศักยภาพที่จะเกิดออกซิเดชั่นที่แอโนดมากกว่าแอนอิออนในสารละลาย
  • 2 : ถ้าอิเลคโทรดเป็นโลหะที่ inert และ   แอนอิออนเกิดออกซิเดชั่นยาก OH- จากน้ำจะเกิดออกซิเดชั่นแทน
  • 3 : ถ้าอิเลคโทรดเป็นโลหะที่ inert และ   แคทอิออนเกิดรีดักชั่นยาก H+ จากน้ำจะเกิดรีดักชั่นแทน
  • 4 : ปฏิกิริยารีดอกซ์ทำให้เกิดไฟฟ้าขึ้นใน Electrolytic Cell
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 182 :
  • ข้อใดเป็น Application ของปฏิกิริยา    อิเล็คโตรไลซิส
  • 1 : การวิเคราะห์หาปริมาณแอนอิออนในสารละลาย
  • 2 : การชุบหรือเคลือบโลหะ
  • 3 : ใช้ผลิตไฟฟ้าในเซลกัลวานิก
  • 4 : ใช้วัด pH ของสารละลาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 183 :
  • ข้อใดไม่ใช่ Application ของปฏิกิริยาอิเลคโตรไลซิส
  • 1 : การวิเคราะห์หาปริมาณแคทอิออนในสารละลาย
  • 2 : การวิเคราะห์หาปริมาณแอนอิออนในสารละลาย
  • 3 : การผลิตก๊าซไฮโดรเจนสำหรับเซลล์เชื้อเพลิง
  • 4 : การแยกโลหะที่ต้องการออกจากสารละลาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 184 :
  • ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบของเซลล์        อิเลคโตรไลซิส
  • 1 : อิเลคโทรด
  • 2 : สารละลายอิเลคโทรไลท์
  • 3 : สนามไฟฟ้า
  • 4 : สนามแม่เหล็ก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 185 :
  • สารประกอบข้อใดเป็น strong electrolyte
  • 1 : CH3Cl
  • 2 : CH3OH
  • 3 : CH3COOH
  • 4 : CH3COONa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 186 :
  • สารประกอบข้อใดเป็น week electrolyte
  • 1 : CH3COOH
  • 2 : CH3OH
  • 3 : NaCl
  • 4 : HCl
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 187 :
  • สารประกอบข้อใดเป็นกรดแก่
  • 1 : CH3COOH
  • 2 : CH3OH
  • 3 : C6H5COOH
  • 4 : HCl
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 188 :
  • สารประกอบข้อใดเป็นกรดอ่อน
  • 1 : CH3COONa
  • 2 : CH3COONH4
  • 3 : CH3COOH
  • 4 : CH3OH
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 189 :
  • ข้อใดเป็นการประยุกต์ใช้งานของ Electrolytic Reaction
  • 1 : การวิเคราะห์โลหะอิออนในสารละลาย
  • 2 : การวิเคราะห์แอนอิออนในสารละลาย
  • 3 : การทำสารละลายให้บริสุทธิ์
  • 4 : การวัด pH สารละลาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 190 :
  • ข้อใดอธิบายขั้วแอโนดใน Electrolytic Cell ไม่ถูกต้อง
  • 1 : เป็นขั้วที่ต่อเข้ากับขั้วบวกของสนามไฟฟ้า
  • 2 : เป็นขั้วที่เกิดปฏิกิริยา Oxidation
  • 3 : เป็นขั้วที่เกิดปฏิกิริยา Reduction
  • 4 : เป็นขั้วที่แอนอิออนวิ่งเข้าหา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 191 :
  • ข้อใดอธิบายขั้วแคโทดใน Electrolytic Cell ไม่ถูกต้อง
  • 1 : เป็นขั้วที่ต่อเข้ากับขั้วลบของสนามไฟฟ้า
  • 2 : เป็นขั้วที่แคทอิออนวิ่งเข้าหา
  • 3 : เป็นขั้วที่เกิดปฏิกิริยา Reduction
  • 4 : เป็นขั้วที่เกิดปฏิกิริยา Oxidation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 192 :
  • หากให้กระแสไฟฟ้า 1 Faraday ในเซลล์อิเลคโตรไลซิส ซึ่งมี AgNO3 เป็นอิเลคโตรไลท์ ปฏิกิริยาข้อใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : เกิดโลหะเงินที่แคโทด 1 กรัมสมมูลย์
  • 2 : เกิดโลหะเงินที่แคโทด 107.88 กรัม (กำหนดน้ำหนักอะตอม Ag = 107.88)
  • 3 : เกิดก๊าซออกซิเจนที่แอโนด 1 กรัมสมมูลย์
  • 4 : เกิดก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ที่แอโนด 1 กรัมสมมูลย์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 193 :
  • หากให้กระแสไฟฟ้า 1 ฟาราเดย์ใน Electrolytic Cell ที่มี CUSO4 เป็นอิเลคโทรไลท์ ปฏิกิริยาข้อใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : มีโลหะทองแดงเกาะที่แคโทด 1 กรัมสมมูลย์
  • 2 : มีโลหะทองแดงเกาะที่แคโทด 63.54 กรัม (กำหนดน้ำหนักอะตอม Cu = 63.54)
  • 3 : มีโลหะทองแดงเกาะที่แคโทด 31.77 กรัม (กำหนดน้ำหนักอะตอม Cu = 63.54)
  • 4 : เกิดก๊าซออกซิเจนที่แอโนด 1 กรัมสมมูลย์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 194 :
  • ใน Electrolytic Cell ที่มี Pt เป็น         อิเลคโทรด และ CuSO4 เป็นอิเลคโทรไลท์ หาก apply กระแสไฟฟ้า 0.1 แอมแปร์ เป็นเวลา 10 นาที จะเกิดโลหะทองแดงสะสมที่แคโทดกี่กรัม (กำหนดน้ำหนักอะตอม Cu = 63.54 และ 1 ฟาราเดย์ = 96500 คูลอมบ์)
  • 1 : 0.01975 กรัม
  • 2 : 0.0395 กรัม
  • 3 : .00099 กรัม
  • 4 : 0.10975 กรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 195 :
  • ใน Electrolytic Cell ที่มี Pt เป็นอิเลคโทรด และ CuSO4 เป็นอิเลค โทรไลท์ หาก apply กระแสไฟฟ้า 0.1 แอมแปร์ เป็นเวลา 10 นาที จะเกิดโลหะทองแดงสะสมที่แคโทดกี่อะตอม (กำหนดน้ำหนักอะตอม Cu = 63.54 และ 1 ฟาราเดย์ = 96500 คูลอมบ์)
  • 1 : 1.872 x 10 ยกกำลัง 20
  • 2 : 1.782 x 10 ยกกำลัง 20
  • 3 : 1.287 x 10 ยกกำลัง 20
  • 4 : 3.744 x 10 ยกกำลัง 20
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 196 :
  • ใน Electrolytic Cell ที่มี Pt เป็นอิเลคโทรด และ CuSO4 เป็นอิเลค โทรไลท์ หาก apply กระแสไฟฟ้า 0.1 แอมแปร์ เป็นเวลา 10 นาที จะเกิดก๊าซออกซิเจนที่แอโนดกี่กรัม (กำหนดน้ำหนักโมเลกุล O2 = 32 และ 1 ฟาราเดย์ = 96500 คูลอมบ์)
  • 1 : 0.00498 กรัม
  • 2 : 0.00996 กรัม
  • 3 : 0.01992 กรัม
  • 4 : 0.04998 กรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 197 :
  • ใน Electrolytic Cell ที่มี Pt เป็นอิเลคโทรด และ CuSO4 เป็นอิเลค โทรไลท์ หาก apply กระแสไฟฟ้า 0.1 แอมแปร์ เป็นเวลา 10 นาที จะเกิดก๊าซออกซิเจนที่แอโนดกี่ลิตร (กำหนดน้ำหนักโมเลกุล O2 = 32 และ 1 ฟาราเดย์ = 96500 คูลอมบ์)
  • 1 : 0.00932 ลิตร
  • 2 : 0.00784 ลิตร
  • 3 : 0.01568 ลิตร
  • 4 : 0.00392 ลิตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 198 :
  • ในการแยกโลหะเงิน โดยให้ไฟฟ้า 25 แอมแปร์ในเซลล์อิเลคโตรไล ซิสซึ่งมี AgNO3 เป็นอิเลคโตรไลท์ หากต้องการให้โลหะเงินสะสมที่แคโทด 21.58 กรัม จะต้องใช้เวลานานเท่าไร (กำหนดไฟฟ้า 1 ฟาราเดย์ = 96500 คูลอมบ์ และน้ำหนักอะตอม Ag = 107.9)
  • 1 : 12 นาที 52 วินาที
  • 2 : 52 นาที 12 วินาที
  • 3 : 10 นาที 12 วินาที
  • 4 : 12 นาที 25 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 199 :
  • ข้อใดแสดงไดอะแกรมสำหรับ Hydrogen Electrode ได้ถูกต้องที่สุด
  • 1 : Pb/H2 (P atm)/H+ (c mol/l)
  • 2 : H2 (P atm)/H+ (c mol/l)
  • 3 : Pt/H2 (P atm)/H+ (c mol/l)
  • 4 : Pt/H2 (P atm)/KCl (c mol/l)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 200 :
  • ข้อใดเป็นตัวอย่างไดอะแกรมสำหรับ Oxidation-Reduction Electrode
  • 1 : Pt/Fe2+ (c1), Fe3+ (c2)
  • 2 : Fe/Fe3+ (c1)
  • 3 : Pb/Pb2+ (c1)
  • 4 : Ag/AgBr/Br- (c1)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 201 :
  • ข้อใดเป็นตัวอย่างไดอะแกรมสำหรับ Oxidation-Reduction Electrode
  • 1 : Cu / CuI / I- (c1)
  • 2 : Cu / Cu2+ (c1)
  • 3 : Pt/Ti+ (c1), Ti3+ (c2)
  • 4 : Pt/H2 (P atm)/H+ (c1)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 202 :
  • ข้อใดอธิบายสมบัติของ Metal - Metal Ion Electrode ไม่ถูกต้อง
  • 1 : เป็นอิเลคโทรดที่ประกอบด้วยโลหะจุ่มในสารละลายที่มีอิออนของโลหะนั้น
  • 2 : ความไวของปฏิกิริยาอิเลคโทรดขึ้นกับความเข้มข้นของโลหะอิออนในลารละลาย
  • 3 : ความไวของปฏิกิริยาอิเลคโทรดขึ้นกับพื้นที่ผิวหรือความพรุนของโลหะที่ใช้เป็นอิเลคโทรด
  • 4 : กรณีอิเลคโทรดเป็นโลหะที่ไวต่อน้ำจะต้องทำให้อยู่ในรูปของ Amalgam
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 203 :
  • ข้อใดอธิบายสมบัติของ Oxidation - Reduction Electrode ไม่ถูกต้อง
  • 1 : เป็นอิเลคโทรดที่ประกอบด้วยโลหะเฉื่อยจุ่มในสารละลายของธาตุที่มี Oxidation State ต่างกัน 2 ค่า
  • 2 : สามารถใช้เป็นได้ทั้งขั้วแอโนด (ให้อิเลคตรอน) หรือขั้วแคโทด (รับอิเลคตรอน) ขึ้นกับอิเลคโทรดที่จับคู่ด้วย
  • 3 : เป็นอิเลคโทรดที่ประกอบด้วยโลหะจุ่มในสารละลายของธาตุที่มี Oxidation State ต่างกัน 2 ค่าและเป็นธาตุชนิดเดียวกับอิเลคโทรด
  • 4 : ความไวของปฏิกิริยาอิเลคโทรดขึ้นกับความเข้มข้นของสารละลายโลหะอิออน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 204 :
  • ข้อใดเป็นตัวอย่างไดอะแกรมของ Metal-Metal Ion Electrode
  • 1 : Ag/Ag+
  • 2 : Pt/Fe2+, Fe3+
  • 3 : Ag/AgCl/Cl-
  • 4 : Pt/Hg/Hg2Cl2/Cl-
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 205 :
  • ข้อใดไม่ใช่ไดอะแกรมของ Metal-Metal Ion Electrode
  • 1 : Cu/Cu2+
  • 2 : Na (in Hg)/Na+
  • 3 : Al/Al3+
  • 4 : Cu/CuI/I-
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 206 :
  • ข้อใดเป็นไดอะแกรมแสดง Metal-Insoluble Salt Electrode
  • 1 : Ag/AgNO3/NO3-
  • 2 : Pt/AgNO3, NO3-
  • 3 : Ag/AgCl/Cl-
  • 4 : Hg/HgCl2/Cl-
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 207 :
  • ข้อใดแสดงไดอะแกรมของ Glass Electrode ได้ถูกต้อง
  • 1 : Ag/AgBr/Br-
  • 2 : Ag/AgCl/Cl-
  • 3 : Ag/AgI/I-
  • 4 : Ag/AgF/F-
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 208 :
  • ข้อใดแสดงไดอะแกรมของ Calomel Electrode ได้ถูกต้อง
  • 1 : Hg/Hg2Cl2/Cl-
  • 2 : Pt/Hg/Hg2Br2/Br-
  • 3 : Hg/Hg2Br2/Br-
  • 4 : Pt/Hg/Hg2Cl2/Cl-
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 209 :
  • ข้อใดไม่ใช่ไดอะแกรมของ Metal-Insoluble Salt Electrode
  • 1 : Ag/AgCl/Cl(-)
  • 2 : Pt/AgNO3/NO3(-)
  • 3 : Pt/Hg/Hg2Cl2/Cl(-)
  • 4 : Pb/PbSO4/SO4(2-)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 210 :
  • ข้อใดอธิบายสมบัติของ Metal-Insoluble Salt Electrodeไม่ถูกต้อง
  • 1 : เป็นอิเลคโทรดที่ประกอบด้วยโลหะสัมผัสอยู่กับเกลือที่ไม่ละลายน้ำของโลหะนั้น จุ่มอยู่ในสารละลายที่มีแอนอิออนชนิดเดียวกับเกลือนั้น
  • 2 : ความไวของปฏิกิริยาขึ้นกับความเข้มข้นของแอนอิออนในสารละลาย
  • 3 : ความไวของปฏิกิริยาขึ้นกับปริมาณและ/หรือพื้นที่ผิวของ Insoluble Salt ที่สัมผัสโลหะของอิเลคโทรด
  • 4 : กรณี Calomel Electrode นิยมใช้ KCl เป็นแหล่งของแอนอิออน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 211 :
  • ข้อใดคือสัญญลักษณ์เซลไฟฟ้าเคมีของปฏิกิริยา Reduction of Cu2+ with Zn
  • 1 : Cu/Cu2+//Zn2+/Zn
  • 2 : Zn/Zn2+//Cu2+/Cu
  • 3 : Pt/Cu2+//Zn2+/Zn
  • 4 : Pt/Zn2+//Cu2+/Cu
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 212 :
  • จากค่า Standard Electrode Potential ของปฏิกิริยารีดักชั่นของ Cu2+ และ Zn2+ เท่ากับ 0.337 V และ -0.763 V ตามลำดับ อยากทราบว่าความต่างศักย์ของเซลไฟฟ้าชุดนี้มีค่าเท่าไร
  • 1 : 1.10 V
  • 2 : - 1.10 V
  • 3 : - 0.426 V
  • 4 : 0.426 V
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 213 :
  • กระบวนการข้อใดไม่เป็น Reversible Process
  • 1 : ปฏิกิริยา Neutralization
  • 2 : ปฏิกิริยา Redox
  • 3 : ปฏิกิริยาการละลายของ AgCl
  • 4 : ปฏิกิริยาการละลายของ NaCl
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 214 :
  • กระบวนการข้อใดเป็น Reversible Process
  • 1 : ปฏิกิริยา Neutralization
  • 2 : ปฏิกิริยาระหว่าง AgNO3 กับ NaCl
  • 3 : ปฏิกิริยาระหว่าง Pb2+ กับ H2SO4
  • 4 : ปฏิกิริยาการละลายของ HCl
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 215 :
  • จากค่า Standard Electrode Potential ของปฏิกิริยารีดักชันของ Cu2+ และ Ag+ เท่ากับ 0.34 V และ 0.79 V ตามลำดับ อยากทราบว่าข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้องหากจุ่มลวดทองแดงลงในสารละลาย AgNO3
  • 1 : ลวดทองแดงจะค่อยๆละลายหายไป
  • 2 : สารละลายจะค่อยๆเปลี่ยนจากไม่มีสีเป็นสีฟ้า
  • 3 : มีก๊าซ NO2 เกิดขึ้นที่แอโนด
  • 4 : มีของแข็งสีเทาปรากฏขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 216 :
  • จากค่า Standard Electrode Potential ปฏิกิริยารีดักชันของ Cu2+ และ Zn2+ เท่ากับ 0.34 V และ -0.76 V ตามลำดับ อยากทราบว่า ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้อง หากจุ่มแผ่นสังกะสีลงในสารละลาย CuSO4
  • 1 : แผ่นสังกะสีจะค่อยๆละลายหายไป
  • 2 : สารละลายสีฟ้าจะค่อยๆจางหายไป
  • 3 : มีก๊าซ SO2 เกิดขึ้นที่ขั้วแอโนด
  • 4 : มีโลหะทองแดงปรากฏขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 217 :
  • จากค่า Standard Electrode Potential ปฏิกิริยารีดักชันของ Fe3+ และ Sn4+ เท่ากับ 0.771 V และ 0.150 V ตามลำดับ อยากทราบว่าข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้อง หากหยดสารละลาย SnCl2 ลงในสารละลาย FeCl3
  • 1 : Fe3+ จะถูกรีดิวส์เป็น Fe2+
  • 2 : สารละลายสีเหลืองจะค่อยๆจางหายไป
  • 3 : ไม่เกิดปฏิกิริยา
  • 4 : Sn4+ จะถูกรีดิวซ์เป็น Sn2+
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 218 :
  • จากค่า Standard Electrode Potential ปฏิกิริยารีดักชันของ Fe3+ และ MnO4- เท่ากับ 0.771 V และ 1.51 V ตามลำดับ อยากทราบว่าข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้อง หากหยดสารละลาย KMnO4 ลงในสารละลาย FeCl2 ซึ่งไม่มี H3PO4
  • 1 : MnO4- จะถูกรีดิวส์เป็น Mn2+
  • 2 : สารละลายจะค่อยๆเปลี่ยนจากไม่มีสีเป็นสีเหลืองอ่อน
  • 3 : สารละลายสีเหลืองจะค่อยๆจางหายไป
  • 4 : Fe2+ จะถูกออกซิไดซ์เป็น Fe3+
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 219 :
  • ในปฏิกิริยาอิเลคโตรไลซิส หากใช้โลหะทองแดงเป็นแอโนดและใช้ CuSO4 เป็นสารละลายอิเลคโทรไลท์ ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้อง
  • 1 : โลหะทองแดงที่ขั้วแอโนดจะค่อยๆละลายลงในสารละลาย
  • 2 : มีโลหะทองแดงสะสมที่ขั้วแคโทด
  • 3 : ปฏิกิริยาจะหยุดเมื่อโลหะที่ขั้วแอโนดหมด
  • 4 : มีก๊าซ SO2 เกิดขึ้นที่ขั้วแอโนด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 220 :
  • ในปฏิกิริยาอิเลคโตรไลซิส หากใช้โลหะ Pt เป็นแอโนด และใช้ CuSO4 เป็นสารละลายอิเลคโทรไลท์ ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้อง
  • 1 : สีฟ้าของสารละลายจะค่อยๆจางหายไป
  • 2 : มีโลหะทองแดงสะสมที่ขั้วแคโทด
  • 3 : มีก๊าซออกซิเจนเกิดขึ้นที่ขั้วแอโนด
  • 4 : มีก๊าซ SO2 เกิดขึ้นที่ขั้วแอโนด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 221 :
  • ในปฏิกิริยาอิเลคโตรไลซิส หากใช้โลหะเงินเป็นแอโนดและใช้ AgNO3 เป็นสารละลายอิเลคโทรไลท์ ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้อง
  • 1 : โลหะเงินที่ขั้วแอโนดจะค่อยๆละลายลงในสารละลาย
  • 2 : มีโลหะเงินสะสมที่ขั้วแคโทด
  • 3 : ปฏิกิริยาจะหยุดเมื่อโลหะที่ขั้วแอโนดหมด
  • 4 : มีก๊าซ NO2 เกิดขึ้นที่ขั้วแอโนด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 222 :
  • ในปฏิกิริยาอิเลคโตรไลซิส หากใช้โลหะ Pt เป็นแอโนด และใช้ AgNO3 เป็นสารละลายอิเลคโทรไลท์ ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้อง
  • 1 : มีก๊าซ NO2 เกิดขึ้นที่ขั้วแอโนด
  • 2 : มีโลหะเงินสะสมที่ขั้วแคโทด
  • 3 : มีก๊าซออกซิเจนเกิดขึ้นที่ขั้วแอโนด
  • 4 : ปฏิกิริยาจะหยุดเมื่อ Ag+ ในสารละลายหมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 223 :
  • ในปฏิกิริยาอิเลคโตรไลซิส หากใช้โลหะ Pt เป็นแอโนด และใช้ Molten NaCl เป็นอิเลคโทรไลท์ ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้อง
  • 1 : ไม่มีปฏิกิริยาใดๆเกิดขึ้น
  • 2 : มีโลหะ Na สะสมที่แคโทด
  • 3 : มีก๊าซ H2 เกิดที่แคโทด
  • 4 : มีก๊าซ O2 เกิดขึ้นที่ขั้วแอโนด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 224 :
  • ในปฏิกิริยาอิเลคโตรไลซิส หากใช้โลหะ Pt เป็นอิเลคโทรดและใช้ NaCl เป็นสารละลายอิเลคโทรไลท์ ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้อง
  • 1 : มีก๊าซ Cl2 เกิดขึ้นที่ขั้วแอโนด
  • 2 : มีโลหะโซเดียมสะสมที่ขั้วแคโทด
  • 3 : มีก๊าซ H2 เกิดขึ้นที่ขั้วแคโทด
  • 4 : ปฏิกิริยาจะหยุดเมื่อ Na+ ในสารละลายหมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 225 :
  • ในปฏิกิริยาอิเลคโตรไลซิส หากใช้โลหะ Pt เป็นอิเลคโทรดและใช้ FeSO4 เป็นสารละลายอิเลคโทรไลท์ ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้อง
  • 1 : สารละลายจะค่อยๆปรากฏเป็นสีเหลืองอ่อน
  • 2 : มีก๊าซ H2 เกิดขึ้นที่ขั้วแคโทด
  • 3 : ปฏิกิริยาจะหยุดเมื่อ Fe2+ ในสารละลายหมด
  • 4 : มีก๊าซ O2 เกิดขึ้นที่ขั้วแอโนด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 226 :
  • ในปฏิกิริยาอิเลคโตรไลซิส หากใช้โลหะ Pt เป็นอิเลคโทรดและใช้ Fe2(SO4)3 เป็นสารละลาย อิเลคโทรไลท์ ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้อง
  • 1 : มีก๊าซ O2 เกิดขึ้นที่ขั้วแอโนด
  • 2 : มีโลหะเหล็กสะสมที่ขั้วแคโทด
  • 3 : สีเหลืองของสารละลายจะค่อยๆจางหายไป
  • 4 : ปฏิกิริยาจะหยุดเมื่อ Fe3+ ในสารละลายหมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 227 :
  • จากค่า Eo ของปฏิกิริยา Fe(OH)3 + e- = Fe(OH)2 + OH- และปฏิกิริยา O2 + 2H2O + 4e- = 4OH- เท่ากับ –0.56V และ 0.40 V ตามลำดับ อยากทราบว่าออกซิเจนสามารถออกซิไดซ์ Fe(OH)2 ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
  • 1 : ไม่ได้ เนื่องจาก O2 มีศักยภาพให้อิเลคตรอนได้ดีกว่า Fe(OH)3
  • 2 : ไม่ได้ เนื่องจากศักย์ไฟฟ้าของเซลไฟฟ้าเคมีชุดนี้ (Eocell) มีค่าน้อยกว่า 0 (-0.16V)
  • 3 : ไม่ได้ เนื่องจากศักย์ไฟฟ้าของเซลไฟฟ้าเคมีชุดนี้ (Eocell) = -0.96V
  • 4 : ได้ เนื่องจากศักย์ไฟฟ้าของเซลไฟฟ้าเคมีชุดนี้ (Eocell) มีค่ามากกว่าศูนย์ (+0.96V)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 228 :
  • จากค่า Eo ของปฏิกิริยา MnO4- + 8H+ + 5e- = Mn2+ + 4H2O และปฏิกิริยา Cl2 + 2e- = 2Cl- เท่ากับ 1.51 V และ 1.36 V ตามลำดับ จะเกิดอะไรขึ้นหากไตเตรตสารละลายเหล็กด้วย KMnO4 โดยมิได้เติม Zimmermann Reagent
  • 1 : Cl2 จะออกซิไดส์ Mn2+ เป็น Mn7+
  • 2 : Cl2 จะรีดิวส์ Mn7+ เป็น Mn2+
  • 3 : Cl2 ไม่ทำปฏิกิริยากับ MnO4-
  • 4 : Zimmermann Reagent ไม่เกี่ยวข้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 229 :
  • จากค่า Eo ของปฏิกิริยา MnO4- + 8H+ + 5e- = Mn2+ + 4H2O; Fe3+ + 2e- = Fe2+ และปฏิกิริยา Cl2 + 2e- = 2Cl- เท่ากับ 1.51V; 0.771 V และ 1.36 V ตามลำดับ ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง หากไตเตรตสารละลายเหล็กด้วย KMnO4 โดยมิได้เติม Zimmermann Reagent
  • 1 : Cl2 จะออกซิไดส์ Mn2+ เป็น Mn7+
  • 2 : Cl2 จะรีดิวส์ Mn7+ เป็น Mn2+
  • 3 : MnO4- จะออกซิไดซ์ทั้ง Fe2+ และ Cl-
  • 4 : สีเหลืองของ Fe3+ จะรบกวนจุดยุติ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 230 :
  • จากค่า Eo ของปฏิกิริยา Cu2+ + 2e- = Cu; 2H+ + 2e- = H2 และปฏิกิริยา NO3- + 4H+ + 3e- = NO + 2H2O เท่ากับ 0.34 V; 0.00 V และ 0.96 V ตามลำดับ ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง หากจุ่มโลหะทองแดงลงในกรดไนตริกเจือจาง
  • 1 : Cu จะถูกออกซิไดซ์เป็น Cu2+
  • 2 : NO3- จะถูกรีดิวส์เป็น NO
  • 3 : ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง
  • 4 : สารละลายจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีฟ้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 231 :
  • ข้อใดอธิบายสมบัติของแบตเตอรี่รถยนต์แบบ Lead-Acid ไม่ถูกต้อง
  • 1 : ประกอบด้วยอิเลคโทรด Pb และ PbO2 จุ่มในสารละลายกรดซัลฟูริค
  • 2 : ทำหน้าที่เสมือน Voltaic Cell ขณะใช้งาน และเสมือน Electrolytic Cell ขณะประจุ
  • 3 : ทำหน้าที่เสมือน Electrolytic Cell ขณะใช้งาน และเสมือน Voltaic Cell ขณะประจุ
  • 4 : อิเลคโทรด Pb จะเป็นขั้วแอโนดเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 232 :
  • ข้อใดอธิบายสมบัติของถ่านไฟฉายแบบดั้งเดิม หรือ Carbon-Zinc Battery ไม่ถูกต้อง
  • 1 : เป็นเซลกัลวานิกที่มีแท่งแกรไฟท์และโลหะสังกะสีเป็นอิเลคโทรด
  • 2 : เป็นเซลกัลวานิกที่มี MnO2, NH4Cl และ ZnCl2 เป็นอิเลคโทรไลท์
  • 3 : ปฏิกิริยาที่แคโทดเป็นปฏิกิริยาของ Carbon Electrode
  • 4 : ปฏิกิริยาที่แคโทดเป็นปฏิกิริยาของ MnO2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 233 :
  • ข้อใดอธิบายสมบัติของถ่านไฟฉายแบบอัลคาไลน์ไม่ถูกต้อง
  • 1 : เป็นเซลกัลวานิกแบบแห้ง
  • 2 : มี Carbon Graphite และ Alkali Metal เป็นอิเลคโทรด
  • 3 : ใช้ KCl เป็นสารอิเลคโทรไลท์แทน NH4Cl
  • 4 : ใช้ KOH เป็นสารอิเลคโทรไลท์แทน NH4Cl
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 234 :
  • ข้อใดอธิบายการเกิดสนิมเหล็กไม่ถูกต้อง
  • 1 : เป็น Redox Reaction ประเภทหนึ่ง
  • 2 : Metal Surface ทำหน้าที่เสมือนขั้ว Anode เกิด Oxidation
  • 3 : H+ จากน้ำหรือสารละลายกรด ทำหน้าที่เสมือนขั้ว Cathode เกิด Reduction
  • 4 : ไม่จัดเป็น Redox Reaction
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 235 :
  • จากค่า Standard Electrode Potential ปฏิกิริยารีดักชันของ Cu2+ = 0.34 V, Mg2+ = -2.37 V, Al3+ = -1.662 V, Fe2+ = -0.440 V, Zn2+ = -0.762 V ตามลำดับ อยากทราบว่าโลหะของอิออนตัวใด ไม่สามารถป้องกันการเกิดสนิมเหล็ก
  • 1 : Cu
  • 2 : Mg
  • 3 : Al
  • 4 : Zn
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 236 :
  • จากค่า Standard Electrode Potential ปฏิกิริยารีดักชันของ Cu2+ = 0.34 V, Mg2+ = -2.37 V, Al3+ = -1.662 V, Fe2+ = -0.440 V, Zn2+ = -0.762 V ตามลำดับ อยากทราบว่าโลหะของอิออนตัวใดมีศักยภาพในการป้องกันการเกิดสนิมเหล็กสูงสุด
  • 1 : Cu
  • 2 : Mg
  • 3 : Al
  • 4 : Zn
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 237 :
  • ถ้านำโลหะต่อไปนี้ Cu, Fe, Mg, Al, และ Zn แช่น้ำในภาชนะเดียวกัน โลหะชนิดใดจะเกิดสนิมเร็วที่สุด กำหนด Eo (Reduction) ของ Cu2+, Fe2+, Mg2+, Al3+, และ Zn2+ เท่ากับ 0.34 V, -0.440V, -2.37 V, -1.662V, และ -0.762V ตามลำดับ
  • 1 : Cu
  • 2 : Fe
  • 3 : Mg
  • 4 : Zn
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 238 :
  • ถ้านำโลหะต่อไปนี้ Cu, Fe, Mg, Al, และ Zn แช่น้ำในภาชนะเดียวกัน โลหะชนิดใดจะเกิดสนิมยากที่สุด กำหนด Eo (Reduction) ของ Cu2+, Fe2+, Mg2+, Al3+, และ Zn2+ เท่ากับ 0.34 V, -0.440V, -2.37 V, -1.662V, และ -0.762V ตามลำดับ
  • 1 : Cu
  • 2 : Fe
  • 3 : Mg
  • 4 : Al
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 239 :
  • ข้อใดเรียงลำดับความแรงของ reducing power จากน้อยไปมาก กำหนด Eo(Reduction) ของ Al, Ag, Na, Zn, Ni = -1.66, +0.80, -2.71, -0.76, -0.25 V ตามลำดับ
  • 1 : Al Na Ag Zn Ni
  • 2 : Ag Ni Zn Al Na
  • 3 : Zn Ag Al Ni Na
  • 4 : Na Al Zn Ni Ag
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 240 :
  • ปฏิกิริยาใดเป็น Redox reaction
  • 1 : ปฏิกิริยาระหว่าง hydrochloric acid กับ sodium hydroxide
  • 2 : ปฏิกิริยาระหว่าง lead nitrate กับ barium chloride
  • 3 : ปฏิกิริยาระหว่าง EDTA กับ calcium ion
  • 4 : ปฏิกิริยาระหว่าง ferrous ion กับ potassium permanganate
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 241 :
  • ปฏิกิริยาใดเป็น reduction
  • 1 : hydrogenation of alkene
  • 2 : propyl alcohol เปลี่ยนไปเป็น acetone
  • 3 : acetaldehyde เปลี่ยนไปเป็น acetic acid
  • 4 : alkene เปลี่ยนไปเป็น alkane
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 242 :
  • ปฎิกิริยาใดเป็น oxidation reaction
  • 1 : carboxylic acid เปลี่ยนไปเป็น aldehyde
  • 2 : ketone เปลี่ยนไปเป็น alcohol
  • 3 : alcohol เปลี่ยนไปเป็น aldehyde
  • 4 : alkene เปลี่ยนไปเป็น alkane
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 243 :
  • ข้อมูลจาก Nernst Equation แสดงว่า
  • 1 : ค่า E แปรตามค่า equilibrium constant
  • 2 : ค่า E แปรผกผันกับ equilibrium constant
  • 3 : ที่สภาวะ equilibrium ค่า standard potential มีค่ามากกว่า 0
  • 4 : ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ค่า standard reduction potential มีค่าเป็นศูนย์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 244 :
  • Zn (II) ใน aqueous solution จะเสถียรได้ดี ในสภาวะ
  • 1 : reaction potential สูง acidity ต่ำ
  • 2 : reaction potential ต่ำ acidity สูง
  • 3 : reaction potential ต่ำ acidity ต่ำ
  • 4 : reaction potential สูง acidity สูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 245 :
  • ปฏิกิริยาเคมีที่ใช้เป็นพื้นฐานของการสร้าง Pourbaix diagram
  • 1 : acid - base reaction
  • 2 : redox reaction
  • 3 : acid - base and redox reaction
  • 4 : coprecipitation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 246 :
  • Pourbaix diagram คือ
  • 1 : concentration - pH diagram
  • 2 : potential - concentration diagram
  • 3 : corrosion - pH diagram
  • 4 : potential - pH diagram
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 247 :
  • กระบวนการใดไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จาก Eh - pH diagram
  • 1 : Pyrometallurgy
  • 2 : Hydrometallurgy
  • 3 : Corrosion protection
  • 4 : Electrolysis
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 248 :
  • ค่า standard free energy change of reaction มีค่าน้อยกว่าศูนย์ แสดงว่า
  • 1 : ปฏิกิริยาเกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็ว
  • 2 : ปฏิกิริยานั้นเป็น spontaneous reaction
  • 3 : ปฏิกิริยานั้นเป็น non spontaneous reaction
  • 4 : ค่า standard reaction potential จะมีค่าเป็นลบด้วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 249 :
  • Nonspontaneous reaction หมายถึง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 250 :
  • จงทำนายว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากเติมโบรมีน (Br2) ลงในสารละลายที่มี NaCl และ NaI สมมุติทุกสปีชีสือยู่ในสภาวะมาตรฐาน กำหนดศักย์ไฟฟ้ารีดักชั่นของ Cl2, Br2, I2 = 1.36, 1.07, 0.53 V ตามลำดับ
  • 1 : โบรมีนจะออกซิไดส์ Cl- อิออน ได้ Cl2
  • 2 : โบรมีนจะออกซิไดส์ I- อิออน ได้ I2
  • 3 : ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง
  • 4 : โบรมีนจะออกซิไดส์ทั้ง Cl- และ I- อิออน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 251 :
  • จงคำนวณค่า emf มาตรฐานของ Galvanic cell ซึ่งประกอบด้วย Mg in 0.1 M Mg(NO3)2 และ Ag in 0.1 M AgNO3 ที่สภาวะมาตรฐาน กำหนดศักย์ไฟฟ้ารีดักชั่นมาตรฐานของ Ag และ Mg = 0.80 และ -2.37 V ตามลำดับ
  • 1 : - 1.57 V
  • 2 : - 3.17 V
  • 3 : + 3.17 V
  • 4 : + 1.57 V
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 476 : Chemical analysis and spectroscopic techniques
ข้อที่ 252 :
  • ข้อใดอธิบายหน่วยความเข้มข้นของสารละลายไม่ถูกต้อง
  • 1 : ppm = part per million
  • 2 : ppm = mg / l
  • 3 : ppb = part per billion
  • 4 : ppm = g/ml
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 253 :
  • ในการทำสารให้บริสุทธิ์ด้วยการตกผลึก ข้อใดต่อไปนี้ไม่มีอิทธิพลต่อความบริสุทธิ์ของผลึกที่ได้
  • 1 : ความเข้มข้นของสารละลาย
  • 2 : อุณหภูมิที่ใช้ในการตกผลึก
  • 3 : ชนิดของตัวทำละลาย
  • 4 : ขนาดของภาชนะที่บรรจุสารละลาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 254 :
  • ข้อใดไม่ใช่ application ของสารประกอบเชิงซ้อน
  • 1 : การวิเคราะห์ปริมาณโลหะอิออนด้วยเทคนิค Complexometric Titration
  • 2 : การวิเคราะห์ปริมาณโลหะอิออนด้วยเทคนิค UV-VIS Spectrometry
  • 3 : การวิเคราะห์ปริมาณโลหะอิออนด้วยเทคนิค Atomic Absorption Spectroscopy
  • 4 : การวิเคราะห์ปริมาณโลหะอิออนด้วยเทคนิค Colorimetry
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 255 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่สามารถเพิ่มความสามารถในการแยกสารออกจากสารละลาย
  • 1 : ลดอุณหภูมิหากสารนั้นละลายได้ดีที่อุณหภูมิสูง
  • 2 : เพิ่มอุณหภูมิหากสารนั้นละลายได้ดีที่อุณหภูมิต่ำ
  • 3 : ลดความสามารถในการละลายด้วยการเติม Non-solvent
  • 4 : ทำสารละลายให้เจือจางมากๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 256 :
  • ข้อใดไม่ใช่สมบัติของ Non-solvent สำหรับการตกตะกอนแยกสาร
  • 1 : ต้องละลายในตัวทำละลายเดิม (Miscible solvents)
  • 2 : ต้องมี Polarity ใกล้เคียงตัวทำละลายเดิม
  • 3 : ต้องมีความสามารถในการละลายสารนั้นได้น้อยกว่าตัวทำละลายเดิม
  • 4 : ต้องเบากว่าตัวทำละลายเดิม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 257 :
  • กำหนด KMnO4 มีน้ำหนักโมเลกุล 157.93 จงหาน้ำหนักสมมูลย์ของ KMnO4 ในปฏิกิริยา 2 KMnO4 + 10 FeSO4 + 8 H2SO4 = 2 MnSO4 + 5Fe2(SO4)3 + K2SO4 + 8 H2O

     

  • 1 : 157.93 กรัม
  • 2 : 78.96 กรัม
  • 3 : 65.97 กรัม
  • 4 : 31.58 กรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 258 :
  • เฟอรัสซัลเฟต มีน้ำหนักโมเลกุล 151.85 อยากทราบว่า 1 กรัมสมมูลย์ของเฟอรัสซัลเฟตในปฏิกิริยา 2KMnO4 + 10FeSO4 + 8H2SO4 = 2MnSO4 + 5Fe2(SO4)3 + K2SO4 + 8H2O มีน้ำหนักเท่าไร
  • 1 : 151.85 กรัม
  • 2 : 75.92 กรัม
  • 3 : 50.61 กรัม
  • 4 : 30.37 กรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 259 :
  • โซเดียมออกซาเลตมีน้ำหนักโมเลกุล 134.0 อยากทราบว่า 1 กรัมสมมูลย์ของโซเดียมออกซาเลตในปฏิกิริยา 2KMnO4 + 5Na2C2O4 + 3H2SO4 = 2MnSO4 + 10CO2+ K2SO4 + 8H2O มีน้ำหนักเท่าไร
  • 1 : 134.0 กรัม
  • 2 : 67.0 กรัม
  • 3 : 268.0 กรัม
  • 4 : 13.4 กรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 260 :
  • กรดซัลฟูริคมีน้ำหนักโมเลกุล 98.0 อยากทราบว่า 1 กรัมสมมูลย์หนักเท่าไร
  • 1 : 98.0 กรัม
  • 2 : 49.0 กรัม
  • 3 : 196.0 กรัม
  • 4 : 9.8 กรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 261 :
  • กรดไฮโดรคลอริคมีน้ำหนักโมเลกุล 36.5 อยากทราบว่า 1 กรัมสมมูลย์หนักเท่าไร
  • 1 : 36.5 กรัม
  • 2 : 73.0 กรัม
  • 3 : 18.25 กรัม
  • 4 : 3.65 กรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 262 :
  • หาก MnO2 เกิดปฏิกิริยารีดอกซ์แล้วได้ Mn2+ เป็นผลิตภัณฑ์ อยากทราบว่า MnO2 1 กรัมสมมูลย์มีน้ำหนักเท่าไร กำหนดน้ำหนักโมเลกุลแมงกานีสไดออกไซด์เท่ากับ 86.93
  • 1 : 86.93 กรัม
  • 2 : 43.46 กรัม
  • 3 : 173.86 กรัม
  • 4 : 17.38 กรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 263 :
  • ในการซื้อขายแมงกานีสไดออกไซด์เพื่อใช้ในการผลิตแบตเตอรีแบบถ่านไฟฉายดั้งเดิม ผู้ซื้อจะสนใจเฉพาะ %MnO2 ไม่สนใจว่าแร่นั้นมี Total Mn เท่าไร อยากทราบว่าควรวิเคราะห์ด้วยวิธีใด
  • 1 : ละลายแร่ กรอง แล้วนำไปไตเตรตกับโซเดียมออกซาเลต
  • 2 : ชั่งแร่ใส่บีกเกอร์ แล้วให้ทำปฏิกิริยาโดยตรงกับโซเดียมออกซาเลตปริมาณมากเกินพอ แล้วไตเตรตหาโซเดียมออกซาเลตที่เหลือด้วยสารละลายมาตรฐาน KMnO4
  • 3 : ละลายแร่ กรอง แล้วนำไปออกซิไดส์ด้วยโซเดียมบิสมิวเตตให้อยู่ในรูปของ Mn7+ แล้วจึงไตเตรตด้วยสารละลายมาตรฐาน FeSO4
  • 4 : ละลายแร่ กรอง แล้วนำไปไตเตรตกับโซเดียมบิสมิวเตต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 264 :
  • ในการซื้อขายแร่แมงกานีสหากต้องการทราบว่าแร่นั้นมี Total Mn เท่าไร ควรวิเคราะห์ด้วยวิธีใด
  • 1 : ละลายแร่ กรอง แล้วนำไปไตเตรตกับโซเดียมออกซาเลต
  • 2 : ละลายแร่ กรอง แล้วนำไปไตเตรตกับโซเดียมบิสมิวเตต
  • 3 : ละลายแร่ กรอง แล้วนำไปออกซิไดส์ด้วยโซเดียมบิสมิวเตตให้อยู่ในรูปของ Mn7+ แล้วจึงให้ทำปฏิกิริยากับสารละลายมาตรฐาน FeSO4 ปริมาณมากเกินพอ แล้วจึงไตเตรทหา FeSO4 ที่เหลือด้วยสารละลายมาตรฐาน KMnO4
  • 4 : ชั่งแร่ใส่บีกเกอร์ แล้วให้ทำปฏิกิริยาโดยตรงกับโซเดียมออกซาเลตปริมาณมากเกินพอ แล้วไตเตรตหาโซเดียมออกซาเลตที่เหลือด้วยสารละลายมาตรฐาน KMnO4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 265 :
  • ข้อใดคือหลักการคำนวณผล             การวิเคราะห์เทคนิค Redox Titration
  • 1 : 1000 ml 1M Titrant = 1 gram Equivalent of Element
  • 2 : 1000 ml 1N Titrant = 1 gram Equivalent of Element
  • 3 : 1000 ml 1M Titrant = 1 gram mole of Element
  • 4 : 1000 ml 1N Titrant = 1 gram mole of Element
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 266 :
  • ข้อใดอธิบายการวิเคราะห์ Iodine Methode ไม่ถูกต้อง
  • 1 : การวิเคราะห์แบบ Direct Titration คือ ใช้สารละลายไอโอดีนเป็นไตแตรนท์ เราสามารถใส่น้ำแป้งได้ตั้งแต่ต้น
  • 2 : การวิเคราะห์แบบ Direct Titration คือ ใช้สารละลายไอโอดีนเป็นไตแตรนท์ นิยมใส่น้ำแป้งเมื่อใกล้จุดยุติ
  • 3 : การวิเคราะห์แบบ Indirect Titration คือ ไอโอดีนเป็นตัวทำปฏิกิริยากับ      ไตแตรนท์ ไม่นิยมใส่น้ำแป้งได้ตั้งแต่ต้น
  • 4 : การวิเคราะห์ปริมาณดีบุกในสารละลายด้วย Iodine Methode เราสามารถใส่น้ำแป้งได้ตั้งแต่ต้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 267 :
  • หากต้องการวิเคราะห์ปริมาณ Fe ในทองเหลืองด้วยเทคนิค Titration ควรใช้สารใดเป็นอินดิเคเตอร์
  • 1 : Methyl Orange
  • 2 : Xylenol Orange
  • 3 : KMnO4 Self Indicator
  • 4 : Starch-Iodine
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 268 :
  • หากต้องการวิเคราะห์ปริมาณ Sn ในทองเหลืองด้วยเทคนิค Titration ควรใช้สารใดเป็นอินดิเคเตอร์
  • 1 : Starch-Iodine
  • 2 : KMnO4 Self Indicator
  • 3 : Xylenol Orange
  • 4 : Calcon
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 269 :
  • หากต้องการวิเคราะห์ปริมาณ Cu ในทองเหลืองด้วยเทคนิค Titration ควรใช้สารใดเป็นอินดิเคเตอร์
  • 1 : Starch-Iodine
  • 2 : Calcon
  • 3 : Xylenol Orange
  • 4 : Methyl Orange
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 270 :
  • หากต้องการวิเคราะห์ปริมาณตะกั่วในทองเหลืองด้วยเทคนิค Titration ควรใช้สารใดเป็นอินดิเคเตอร์
  • 1 : Methyl Orange
  • 2 : Xylenol Orange
  • 3 : Calcon
  • 4 : calciene
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 271 :
  • หากต้องการวิเคราะห์ปริมาณตะกั่วในทองเหลือง ด้วยเทคนิคไตเตรชัน ควรใช้อะไรเป็น Titrant
  • 1 : KMnO4
  • 2 : EDTA
  • 3 : Iodine Solution
  • 4 : Sodium Thiosulphate
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 272 :
  • หากต้องการวิเคราะห์ปริมาณดีบุกในทองเหลือง ด้วยเทคนิคไตเตรชัน ควรใช้อะไรเป็น Titrant
  • 1 : KMnO4
  • 2 : EDTA
  • 3 : Iodine Solution
  • 4 : Sodium Thiosulphate
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 273 :
  • หากต้องการวิเคราะห์ปริมาณ Fe         ในโลหะผสมชนิดหนึ่งด้วยเทคนิค      ไตเตรชัน ควรใช้อะไรเป็น Titrant
  • 1 : KMnO4
  • 2 : Iodine Solution
  • 3 : Sodium Oxalate
  • 4 : Sodium Thiosulphate
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 274 :
  • หากต้องการวิเคราะห์หาปริมาณตะกั่วในทองเหลืองด้วยเทคนิคการตกตะกอน ควรใช้สารใดเป็น precipitant
  • 1 : Sodium Oxalate
  • 2 : Sodium Chloride
  • 3 : HCl
  • 4 : H2SO4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 275 :
  • ในการวิเคราะห์ปริมาณทองแดงในโลหะผสม ควรละลายด้วยกรดใด
  • 1 : กรดไนตริก
  • 2 : กรดไฮโดรคลอริก
  • 3 : กรดซัลฟูริก
  • 4 : กรดกัดทอง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 276 :
  • ในการวิเคราะห์ปริมาณ Cu ในแร่ทองแดง ควรละลายด้วยกรดใด
  • 1 : กรดเกลือ
  • 2 : กรดกำมะถัน
  • 3 : กรดไนตริก
  • 4 : กรดกัดทอง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 277 :
  • ในการวิเคราะห์ปริมาณทองแดงในโลหะผสม ด้วยเทคนิคอิเลคโตรไลซิส โดยใช้สารละลายโลหะในกรดไนตริกเป็น   อิเลคโทรไลต์ และใช้ Pt เป็นอิเลค    โทรด อยากทราบว่าข้อใดกล่าวถูกต้อง
  • 1 : ชั่งนำหนักโลหะทองแดงซึ่งสะสมที่ขั้วแอโนด
  • 2 : ชั่งนำหนักโลหะทองแดงซึ่งสะสมที่ขั้วแคโทด
  • 3 : วัดปริมาณก๊าซ NO2 ที่ขั้วแอโนด
  • 4 : วัดปริมาณก๊าซ O2 ที่ขั้วแคโทด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 278 :
  • ในการวิเคราะห์ปริมาณทองแดงในโลหะผสม ด้วยเทคนิคอิเลคโตรไลซิส โดยใช้สารละลายโลหะในกรดไนตริกเป็นอิเลคโทรไลต์ และใช้ Pt เป็นอิเลคโทรด จะทราบได้อย่างไรว่า Cu2+ ในสารละลายเกิดปฏิกิริยาสมบูรณ์แล้ว
  • 1 : โลหะที่อิเลคโทรดเริ่มเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน
  • 2 : เริ่มมีก๊าซปรากฏที่ขั้วแคโทด
  • 3 : ไม่มีสีฟ้าของ CuSO4 เมื่อหยด H2SO4 ลงในสารละลาย
  • 4 : โลหะทองแดงที่ขั้วแคโทดเริ่มละลายกลับมาในสารละลาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 279 :
  • วิธีการละลายแร่หรือโลหะโดยทั่วไป คือ
  • 1 : digestion และ hot extraction
  • 2 : fusion และ decomposition by flux
  • 3 : acid digestion และ fusion
  • 4 : fusion และ sublimation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 280 :
  • กรดที่มีสมบัติเป็น oxidizing acid เป็นตัวทำละลายที่ดีสำหรับโลหะหลายชนิด เมื่อได้รับแสงสว่างหรือแสงแดดจะเป็นสีเหลืองอ่อน อันเกิดจากการรวมตัวของ oxide ของไนโทรเจน กรดนั้นคืออะไร
  • 1 : Nitric acid
  • 2 : Hydrochloric acid
  • 3 : Sulphuric acid
  • 4 : Hydrofluoric acid
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 281 :
  • สารเคมีที่ใช้ในกระบวนการ reduction จาก Fe (III) ไปเป็น Fe (II) คือ
  • 1 : hydrochloric acid
  • 2 : stannous chloride
  • 3 : stannic chloride
  • 4 : mercurous chloride
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 282 :
  • ถ้าต้องการเตรียมสารละลายของ calcium 2 ppm โดยเตรียมจากสารละลายของ calcium 1 g/l ควรจะทำอย่างไร
  • 1 : ปิเปตสารละลาย calcium (1 g/l) มา 0.2 ml แล้วปรับปริมาตรให้เป็น 50.0 ml
  • 2 : ปิเปตสารละลาย calcium (1 g/l) มา 0.1 ml แล้วปรับปริมาตรให้เป็น 50.0 ml
  • 3 : ปิเปตสารละลาย calcium (1 g/l) มา 0.01 ml ใส่ใน volumetric flask แล้ว เติมน้ำปรับ ปริมาตรให้เป็น 500.0 ml
  • 4 : ปิเปตสารละลาย calcium (1 g/l) มา 1 ml ใส่ใน volumetric flask แล้ว เติมน้ำปรับ ปริมาตรให้เป็น 500.0 ml
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 283 :
  • Hygroscopic water คือ
  • 1 : ความชื้น
  • 2 : น้ำผลึก
  • 3 : น้ำที่ใช้เป็นตัวทำละลาย
  • 4 : น้ำบริสุทธิ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 284 :
  • วัสดุที่ใช้ทำ sample cell สำหรับใส่สารละลายตัวอย่าง เพื่อการวิเคราะห์ด้วย UV - Vis spectrometer ในช่วงคลื่น UV คือ
  • 1 : Borosilicate glass
  • 2 : Pure silica
  • 3 : Soda - Lime glass
  • 4 : Plastic
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 285 :
  • ชนิดของเบ้าที่ใช้กับกรดกัดแก้วได้ คือ
  • 1 : Platinum
  • 2 : Nickel
  • 3 : Stainless steel
  • 4 : Porcelain
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 286 :
  • กรดชนิดใดไม่เหมาะสมกับการละลายแร่ที่เป็นสารประกอบของ Ca, Sr, Ba
  • 1 : Nitric acid
  • 2 : Hydrochloric acid
  • 3 : Sulphuric acid
  • 4 : Hydrofluoric acid
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 287 :
  • Sodium carbonate จัดเป็นกลุ่มของ
  • 1 : Neutral flux
  • 2 : Acid flux
  • 3 : Basic flux
  • 4 : Neutral flux และ/หรือ Basic flux
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 288 :
  • การเลือกใช้ชนิดของ flux เพื่อการหลอมตัวอย่างแร่ หรือ หิน ขึ้นกับ
  • 1 : ชนิดของเบ้า
  • 2 : ชนิดของตัวอย่าง
  • 3 : ชนิดของธาตุที่จะวิเคราะห์
  • 4 : ชนิดของตัวอย่างและชนิดของธาตุที่จะวิเคราะห์ปริมาณ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 289 :
  • สารเคมีตัวใดเป็น precipitant ที่ดี
  • 1 : silver chloride
  • 2 : sodium chloride
  • 3 : ammonium nitrate
  • 4 : lead sulphate
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 290 :
  • masking agent คือ
  • 1 : ตัวช่วยป้องกันการ interfere ของปฏิกิริยา
  • 2 : ตัวช่วยเร่งปฏิกริยา
  • 3 : ตัวทำให้เกิดสีในการไตเตรต
  • 4 : ตัวช่วยลดจุดหลอมเหลว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 291 :
  • กรดที่ใช้ย่อยสลาย silicon dioxide คือ
  • 1 : hydrochloric acid
  • 2 : sulphuric acid
  • 3 : hydrofluoric acid
  • 4 : perchloric acid
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 292 :
  • Laboratory grade chemicals ต้องมีความบริสุทธิ์ ไม่ต่ำกว่าเท่าไร .
  • 1 : 90%
  • 2 : 95%
  • 3 : 99%
  • 4 : 99.5%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 293 :
  • Analytical grade chemicals ต้องมีความบริสุทธิ์ ไม่ต่ำกว่าเท่าใด
  • 1 : 95 %
  • 2 : 99 %
  • 3 : 99.5 %
  • 4 : 99.99 %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 294 :
  • การชั่งตัวอย่างแร่เพื่อการวิเคราะห์เชิงปริมาณจะต้องมีความละเอียดเพียงใด
  • 1 : 0.001 กรัม
  • 2 : 0.01 กรัม
  • 3 : 0.0001 กรัม
  • 4 : 0.005 กรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 295 :
  • เครื่องชั่งสำหรับชั่งตัวอย่างแร่ หรือชั่ง primary standard substance เพื่องานวิเคราะห์ เรียกว่า
  • 1 : Primary balances
  • 2 : Top loading balances
  • 3 : Beam balances
  • 4 : Analytical balances
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 296 :
  • การทำ Flame test จะเกิดสีขึ้นในเปลวไฟ สีที่มองเห็นเกิดจากกระบวนการอะไร
  • 1 : absorption
  • 2 : emission
  • 3 : diffraction
  • 4 : refraction
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 297 :
  • การทำ Flame test จะให้สีของเปลวไฟที่เกิดจากธาตุทองแดง เป็นสีอะไร
  • 1 : แดงสด
  • 2 : แดงเลือดนก
  • 3 : เขียวหยก
  • 4 : เขียวอมน้ำเงิน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 298 :
  • การวิเคราะห์เปอร์เซ็นต์ธาตุ ที่นักศึกษาทำในห้องปฏิบัติการเช่น การหา % CaO ในหินปูน จัดเป็นการวิเคราะห์แบบ
  • 1 : Proximate analysis
  • 2 : Total analysis
  • 3 : Trace analysis
  • 4 : Partial analysis
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 299 :
  • 2 % NaCl solution เตรียมได้จาก
  • 1 : NaCl 2 g ในน้ำ 100 g
  • 2 : NaCl 2 mole ในน้ำ 100 mole
  • 3 : NaCl 2 ml ในน้ำ 98 ml
  • 4 : NaCl 2 g ในน้ำ 100 ml
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 300 :
  • Digestion เป็นวิธีการละลายแร่ด้วยกรด อาจใช้ตัวช่วยละลาย คือ
  • 1 : น้ำ
  • 2 : Basic flux
  • 3 : Acid flux
  • 4 : Oxidising acid
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 301 :
  • อุปกรณ์ทีใช้ประกอบการทำ flame test คือ
  • 1 : ลวดทองแดง
  • 2 : ลวดเงิน
  • 3 : ลวดโรเดียม
  • 4 : ลวดทองคำขาว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 302 :
  • Weighed form (gravimetric analysis) หมายถึง
  • 1 : สารประกอบที่นำไปชั่งน้ำหนักเพื่อหาผลวิเคราะห์สุดท้าย
  • 2 : สารประกอบที่นำไปชั่งน้ำหนักเมื่อเริ่มทำการวิเคราะห์
  • 3 : สารประกอบที่เป็นตะกอนเกิดจากปฏิกริยาเคมี
  • 4 : น้ำหนักของ Precipitant ที่เกิดจากการคำนวณ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 303 :
  • เทคนิคใดที่อาศัยการวัดการดูดกลืนคลื่นแสง
  • 1 : AES
  • 2 : AAS
  • 3 : ICP
  • 4 : OES
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 304 :
  • Redox reaction จะเกิดขึ้นได้เมื่อสารที่เข้าทำปฏิกิริยากันมีค่า reduction potentials อย่างไร
  • 1 : เท่ากัน
  • 2 : ต่างกัน ต่ำกว่า 0.1 Volt
  • 3 : ต่างกัน มากกว่า 0.1 Volt
  • 4 : ต่างกัน มากกว่า 10 Volt
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 305 :
  • Hollow cathode lamp ใช้กับเครื่องมือวิเคราะห์ชนิดใด
  • 1 : EDX
  • 2 : AAS
  • 3 : ICP
  • 4 : XRF
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 306 :
  • ICP ใช้กับตัวอย่างในสถานะใด
  • 1 : solution/gas
  • 2 : solution/solid
  • 3 : solution only
  • 4 : solid only
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 307 :
  • Monochromator มีหน้าที่
  • 1 : รวมแสงให้มีความเข้มสูง
  • 2 : แยกแสงเป็น 2 ลำแสงสำหรับ double beam instrument
  • 3 : คัดแยกแสงเป็นความยาวคลื่นต่างๆ กัน
  • 4 : วัดความเข้มแสง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 308 :
  • SEM-EPMA ให้ข้อมูล
  • 1 : ใช้ศึกษา topography ของพื้นที่ผิวตัวอย่าง
  • 2 : ใช้ศึกษา topography ของพื้นที่ผิวตัวอย่างและตรวจชนิดของธาตุที่เป็นองค์ประกอบ
  • 3 : ใช้ตรวจชนิดของแร่ที่เป็นองค์ประกอบ
  • 4 : ใช้ตรวจชนิดของธาตุที่เป็นองค์ประกอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 309 :
  • การเตรียมตัวอย่างแร่เพื่องานวิเคราะห์ทุกประเภทโดยทั่วไป จะต้องเตรียมให้มีขนาดอนุภาคของผงตัวอย่าง เล็กกว่าเท่าไร
  • 1 : 80 mesh
  • 2 : 100 mesh
  • 3 : 150 mesh
  • 4 : 200 mesh
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 310 :
  • ในกรณีที่ต้องใช้ potassium cyanide ในการทำปฏิกริยานั้น ค่า pH ที่เหมาะสม ก่อนเติม cyanide ควรเป็นเท่าไร
  • 1 : 1-3
  • 2 : 3-5
  • 3 : 5-7
  • 4 : 7-9
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 311 :
  • สารละลาย 10 % sodium hydroxide 100 ml ใช้เตรียมสารละลาย soldium hydroxide ความเข้มข้น 5 M ได้กี่ ml
  • 1 : 50
  • 2 : 550
  • 3 : 200
  • 4 : 2000
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 312 :
  • ข้อใดไม่ใช่ Acidic Flux ที่ใช้ในการหลอมละลายแร่
  • 1 : KHSO4
  • 2 : NaHSO4
  • 3 : NaOH
  • 4 : K2S2O7
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 313 :
  • Flux ข้อใดเมื่อทำปฏิกิริยากับ TiO2 แล้วไม่ได้ Ti(SO4)2
  • 1 : NaHSO4
  • 2 : KHSO4
  • 3 : H2SO4
  • 4 : K2S2O7
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 314 :
  • ในการ Fuse แร่เพื่อเพิ่มความสามารถในการละลายแร่นั้น Flux ข้อใดที่นิยมใช้เบ้า Pt
  • 1 : Na2CO3
  • 2 : NaOH
  • 3 : K2CO3
  • 4 : Na2O2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 315 :
  • ในการ Fuse แร่เพื่อเพิ่มความสามารถในการละลายแร่นั้น Flux ข้อใดที่ห้ามใช้เบ้า Pt
  • 1 : NaOH
  • 2 : Na2CO3
  • 3 : K2CO3
  • 4 : K2S2)3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 316 :
  • ตะกอนในข้อใดที่มี weight form และ precipitate form ไม่เหมือนกัน
  • 1 : AgCl
  • 2 : PbSO4
  • 3 : CaC2O4.H2O
  • 4 : BaSO4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 317 :
  • ตะกอนในข้อใดที่มี weight form และ precipitate form เหมือนกัน
  • 1 : AgCl
  • 2 : Al2O3
  • 3 : Fe2O3
  • 4 : Fe(OH)3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 318 :
  • ข้อใดคืออุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการอบแห้งตะกอน Weighed Form
  • 1 : 90 องศาเซลเซียส
  • 2 : 110 องศาเซลเซียส
  • 3 : 1100 องศาเซลเซียส
  • 4 : 500 องศาเซลเซียส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 319 :
  • ข้อใดคืออุณหภูมิที่ใช้สำหรับการเผาผนึกตะกอน Precipitated Form
  • 1 : 90 -100องศาเซลเซียส
  • 2 : 700-1000 องศาเซลเซียส
  • 3 : 1200-1500 องศาเซลเซียส
  • 4 : 500-600 องศาเซลเซียส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 320 :
  • จากค่า Standard Electrode Potential ของปฏิกิริยา Fe3+ + e- = Fe2+       เท่ากับ +0.771 V อยากทราบว่า Reagent ในข้อใดสามารถ Reduce Fe3+ เป็น Fe2+ ได้
  • 1 :

    SnCl4 (Standard Electrode Potential ของ Sn4+ + 2e- = Sn2+

    เท่ากับ +0.150 V)

  • 2 :

    SnCl2 (Standard Electrode Potential ของ Sn4+ + 2e- = Sn2+

    เท่ากับ +0.150 V)

  • 3 : Cl2 (Standard Electrode Potential ของ Cl2 + 2e- = 2Cl- เท่ากับ +1.3592 V)
  • 4 : KMnO4 (Standard Electrode Potential ของ MnO4- + 8H+ + 5e- = Mn2+ + 4H2O เท่ากับ +1.51 V)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 321 :
  • จากค่า Standard Electrode Potential ของปฏิกิริยา Fe3+ + e- = Fe2+ เท่ากับ +0.771 V อยากทราบว่า Reagent ในข้อใดสามารถ Oxidize Fe2+ เป็น Fe3+ ได้
  • 1 : SnCl4 (Standard Electrode Potential ของ Sn4+ + 2e- = Sn2+ เท่ากับ +0.150 V)
  • 2 : KMnO4 (Standard Electrode Potential ของ MnO4- + 8H+ + 5e- = Mn2+ + 4H2O เท่ากับ +1.51 V)
  • 3 : SnCl2 (Standard Electrode Potential ของ Sn4+ + 2e- = Sn2+ เท่ากับ +0.150 V)
  • 4 : H2O2 (Standard Electrode Potential ของ O2 + 2e- + 2H+ = H2O2 เท่ากับ +0.682 V)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 322 :
  • จากค่า Standard Electrode Potential ของ Sn4+ + 2e- = Sn2+ เท่ากับ +0.150 V อยากทราบว่า Reagent ในข้อใดสามารถ Oxidize Sn2+ เป็น Sn4+ ได้
  • 1 : Cl2 (Standard Electrode Potential ของ Cl2 + 2e- = 2Cl- เท่ากับ +1.3592 V)
  • 2 :

    PbCl2 (Standard Electrode Potential ของ Pb2+ + 2e- = Pb เท่ากับ

    -0.126 V)

  • 3 :

    ZnCl2 (Standard Electrode Potential ของ Zn2+ + 2e- = Zn เท่ากับ

    -0.7626 V)

  • 4 : MgCl2 (Standard Electrode Potential ของ Mg2+ + 2e- = Mg   เท่ากับ -2.363 V)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 323 :
  • จากค่า Standard Electrode Potential ของปฏิกิริยา Fe2+ + 2e- = Fe       เท่ากับ -0.440 V อยากทราบว่า โลหะใดไม่สามารถป้องกันการเกิดสนิมเหล็กได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งเกิดออกซิเดชั่นได้ด้อยกว่า Fe
  • 1 : Pb (Standard Electrode Potential ของ Pb2+ + 2e- = Pb เท่ากับ -0.126 V)
  • 2 :

    Mg (Standard Electrode Potential ของ Mg2+ + 2e- = Mg เท่ากับ

    -2.363 V)

  • 3 :

    Mn (Standard Electrode Potential ของ Mn2+ + 2e- = Mn เท่ากับ

    -1.180 V)

  • 4 :

    Zn (Standard Electrode Potential ของ Zn2+ + 2e- = Zn เท่ากับ

    -0.7626 V)

  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 324 :
  • ข้อใดไม่ใช่เทคนิคของ Redox Titration
  • 1 : Direct Titration
  • 2 : Back Titration
  • 3 : Displacement Titration
  • 4 : Indirect Titration
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 325 :
  • ข้อใดไม่ใช่เงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับ Redox Titration
  • 1 : ธาตุที่จะวิเคราะห์ต้องมีเลขออกซิเดชั่นตั้งแต่ 2 ค่าขึ้นไป
  • 2 : ธาตุที่จะวิเคราะห์ต้องมีเลขออกซิเดชั่นไม่เกิน 2 ค่า
  • 3 : มีเพียงปฏิกิริยาเดียวภายใต้สภาวะที่ทำการไตเตรต
  • 4 : เกิดปฏิกิริยาสมบูรณ์ ณ จุดยุติ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 326 :
  • ข้อใดไม่ใช่เงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับ Redox Direct Titration
  • 1 : ธาตุที่จะวิเคราะห์ต้องมีเลขออกซิเดชั่นตั้งแต่ 2 ค่าขึ้นไป
  • 2 : ธาตุที่จะวิเคราะห์ต้องเกิดออกซิเดชั่นได้ง่าย
  • 3 : ธาตุที่จะวิเคราะห์ต้องเกิดรีดักชั่นได้ง่าย
  • 4 : ต้องเกิดปฏิกิริยาเดียว ณ สภาวะที่ใช้ในการไตเตรต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 327 :
  • ข้อใดไม่ใช่เงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับ Redox Back titration
  • 1 : ธาตุที่จะวิเคราะห์ต้องเกิดออกซิเดชั่นได้ง่าย
  • 2 : ธาตุที่จะวิเคราะห์ต้องเกิดรีดักชั่นได้ง่าย
  • 3 : ธาตุที่จะวิเคราะห์ต้องมีเลขออกซิเดชั่นตั้งแต่ 2 ค่าขึ้นไป
  • 4 : ต้องเกิดปฏิกิริยาสมบูรณ์ ณ สภาวะที่ใช้ในการไตเตรต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 328 :
  • หากต้องการเตรียมสารละลาย 0.1 N HNO3 ปริมาณ 200 ml จะต้องใช้กรดไนตริกเข้มข้นกี่มิลลิลิตร (ml) กำหนดกรดไนตริกเข้มข้น มีสมบัติดังนี้ HNO3 65% w/w น้ำหนักโมเลกุล 63 กรัม/โมล ความหนาแน่น 1.4 g/cm3
  • 1 : 1.4 ml
  • 2 : 2.8 ml
  • 3 : 4.2 ml
  • 4 : 3.6 ml
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 329 :
  • หากต้องการเตรียมสารละลาย 0.1 N H2SO4 ปริมาณ 400 ml จะต้องใช้กรดซัลฟูริคเข้มข้นกี่มิลลิลิตร (ml)           กำหนดกรดซัลฟูริคเข้มข้น มีสมบัติดังนี้ H2SO4 70% w/w น้ำหนักโมเลกุล 98.08 กรัม/โมล ความหนาแน่น 1.84 g/ml
  • 1 : 1.9 ml
  • 2 : 1.5 ml
  • 3 : 2.3 ml
  • 4 : 3.2 ml
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 330 :
  • หากต้องการเตรียมสารละลาย 0.1 N HCl ปริมาณ 400 ml จะต้องใช้กรดไฮโดรคลอริคเข้มข้นกี่มิลลิลิตร (ml) กำหนดกรดไฮโดรคลอริค เข้มข้น มีสมบัติดังนี้ HCl 33% w/w น้ำหนักโมเลกุล 36.5 กรัม/โมล ความหนาแน่น 1.2 g/cm3
  • 1 : 1.9 ml
  • 2 : 3.7 ml
  • 3 : 2.8 ml
  • 4 : 4.2 ml
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 331 :
  • หากต้องการเตรียมสารละลาย 0.1 M HNO3 ปริมาณ 400 ml จะต้องใช้กรดไนตริกเข้มข้นกี่มิลลิลิตร (ml) กำหนดกรดไนตริกเข้มข้น มีสมบัติดังนี้ HNO3 65% w/w น้ำหนักโมเลกุล 63 กรัม/โมล ความหนาแน่น 1.4 g/cm3
  • 1 : 2.8 ml
  • 2 : 1.4 ml
  • 3 : 5.6 ml
  • 4 : 4.8 ml
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 332 :
  • หากต้องการเตรียมสารละลาย 0.1 M H2SO4 ปริมาณ 400 ml จะต้องใช้กรดซัลฟูริคเข้มข้นกี่มิลลิลิตร (ml) กำหนดกรดซัลฟูริคเข้มข้น มีสมบัติดังนี้ H2SO4 70% w/w น้ำหนักโมเลกุล 98.08 กรัม/โมล ความหนาแน่น 1.84 g/ml
  • 1 : 1.5 ml
  • 2 : 6.0 ml
  • 3 : 3.0 ml
  • 4 : 2.6 ml
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 333 :
  • หากต้องการเตรียมสารละลาย 0.1 M HCl ปริมาณ 400 ml จะต้องใช้กรดไฮโดรคลอริคเข้มข้นกี่มิลลิลิตร (ml) กำหนดกรดไฮโดรคลอริค เข้มข้น มีสมบัติดังนี้ HCl 33% w/w น้ำหนักโมเลกุล 36.5 กรัม/โมล ความหนาแน่น 1.2 g/cm3
  • 1 : 1.8 ml
  • 2 : 3.7 ml
  • 3 : 4.2 ml
  • 4 : 2.6 ml
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 334 :
  • การวิเคราะห์ปริมาณทองแดงที่เจือปนอยู่ในปริมาณน้อยๆ ในสารละลายตัวอย่าง จำนวน 2 ตัวอย่าง ควรใช้เทคนิคใด
  • 1 : UV - Vis
  • 2 : XRF
  • 3 : ICP
  • 4 : AAS
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 335 :
  • ข้อใดเป็นส่วนประกอบสำคัญของ Vis-Spectrometer
  • 1 : IR source
  • 2 : x-ray source
  • 3 : tungsten lamp
  • 4 : Deuterium lamp
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 336 :
  • ข้อใดไม่ใช่ส่วนประกอบของ UV - Vis spectrometer
  • 1 : light source
  • 2 : monochromator
  • 3 : nebulizer
  • 4 : detector
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 337 :
  • ข้อมูลใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : AAS เกี่ยวข้องกับ absorption process
  • 2 : ICP เกี่ยวข้องกับ absorption และ emission process
  • 3 : AAS มี selectivity สูงกว่า ICP
  • 4 : AAS วิเคราะห์ได้ครั้งละ 1 ธาตุ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 338 :
  • เปรียบเทียบ UV - Vis spectrometer และ AAS ข้อใดถูกต้อง
  • 1 : AAS เตรียมตัวอย่างได้ง่ายกว่า
  • 2 : AAS เกี่ยวข้องกับการเปล่งแสงของอะตอม
  • 3 : UV - Vis เกี่ยวข้องกับการเปล่งแสงระดับโมเลกุลหรือสารประกอบ
  • 4 : UV - Vis เตรียมตัวอย่างได้ง่ายกว่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 339 :
  • ข้อมูลใดสอดคล้องกับ วิธีการวิเคราะห์โดย Vis - spectrometry
  • 1 : สารตัวอย่างที่นำมาเข้าเครื่องวัด จะมีสีหรือไม่มีสีก็ได้
  • 2 : สารตัวอย่างที่นำมาเข้าเครื่องวัด มักจะต้องมีสี
  • 3 : จะต้องใช้ความยาวคลื่นอยู่ในช่วง 200 - 400 nm
  • 4 : จะต้องใช้ความยาวคลื่นอยู่ในช่วง 200 - 800 nm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 340 :
  • ข้อแตกต่างระหว่าง Single beam Instrument และ Double beam Instrument
  • 1 : Single beam Instrument วัดตัวอย่างได้ครั้งละ 1 ตัวอย่าง Double beam Instrument วัดตัวอย่างได้ครั้งละ 2 ตัวอย่าง
  • 2 : Single beam Instrument วัด blank และตัวอย่างในคราวเดียวกัน Double beam วัด blank และตัวอย่างคนละครั้ง
  • 3 : Double beam Instrument วัด blank และตัวอย่างในคราวเดียวกันSingle beam วัด blank และตัวอย่างคนละครั้ง
  • 4 : Single beam Instrument มีระบบทางเดินแสงซับซ้อนกว่า Double beam Instrument
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 341 :
  • ถ้านำสารละลาย A ความเข้มข้น 40 ppm (M.W. = 75) ไปวัดค่า absorbance ที่ความยาวคลื่น 620 nm ได้ค่า absorbance = 0.394 ระยะทางที่แสงผ่าน = 10 mm ค่า absorptivity ของสาร A จะมีค่าเท่าไร
  • 1 : 0.00985 litr/(mg-mm)
  • 2 : 0.00985
  • 3 : 0.00985 litr/(mg-cm)
  • 4 : ข้อมูลยังไม่เพียงพอที่จะหาคำตอบได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 342 :
  • ความแตกต่างที่ชัดเจนของ FAAS และ ICP คือ
  • 1 : monochromator
  • 2 : read - out device
  • 3 : light source
  • 4 : nebulizer
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 343 :
  • แก๊สที่ใช้งานในระบบเครื่องมือ ICP คือ
  • 1 : nitrous oxide
  • 2 : acetylene
  • 3 : propane
  • 4 : argon
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 344 :
  • เครื่องมือวิเคราะห์ชนิดใดที่ต้องใช้แก๊สเชื้อเพลิง
  • 1 : UV - Vis spectrometer
  • 2 : EDX
  • 3 : WDX
  • 4 : FAAS
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 345 :
  • standard calibration curve เป็นการ plot ระหว่าง
  • 1 : wavelength vs. concentration
  • 2 : concentration vs. absorbance
  • 3 : absorbance vs. wavelength
  • 4 : absorbance vs. transmittance
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 346 :
  • ถ้าต้องวิเคราะห์ trace elements หลายชนิดในน้ำ พร้อมๆ กันและมีจำนวนตัวอย่าง 50 ตัวอย่าง ควรใช้เทคนิคใด
  • 1 : UV-VIS Spectrometry
  • 2 : XRF
  • 3 : ICP
  • 4 : AAS
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 347 :
  • เทคนิคที่ควรใช้ศึกษาองค์ประกอบทางเคมี เพื่อตรวจสอบการเกิด inclusion บนผิวตัวอย่างแร่ คือ
  • 1 : XRD
  • 2 : XRF
  • 3 : EPMA
  • 4 : SEM
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 348 :
  • ข้อใดเป็นหลักการคำนวณที่ถูกต้องสำหรับ Redox Titration
  • 1 : gm-mole Titrant = gm-mole element
  • 2 : gm-mole Titrant = gm-E element
  • 3 : gm-E Titrant = gm-E element
  • 4 : gm-E Titrant = gm-mole element
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 349 :
  • ข้อใดเป็นหลักการคำนวณที่ถูกต้องสำหรับ Complexometric Titration
  • 1 : gm-E Titrant = gm-E element
  • 2 : gm-mole Titrant = gm-mole Titrand
  • 3 : gm-E Titrant = gm-mole element
  • 4 : gm-mole Titrant = gm-E element
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 350 :
  • ข้อใดอธิบายการไตเตรต Pb2+ ด้วยเทคนิค Complexometric ไม่ถูกต้อง
  • 1 : เป็น Direct Titration
  • 2 : สารประกอบเชิงซ้อน Pb-EDTA มีเสถียรภาพสูงกว่า Pb-Indicator
  • 3 : สารประกอบเชิงซ้อน Pb-EDTA มีเสถียรภาพต่ำกว่า Pb-Indicator
  • 4 : นิยมใช้ Xylenol Orange เป็นอินดิเคเตอร์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 351 :
  • ข้อใดอธิบาย Back Complexometric Titration ไม่ถูกต้อง
  • 1 : สารประกอบเชิงซ้อน M-EDTA มีเสถียรภาพสูงกว่า M-Indicator
  • 2 : สารประกอบเชิงซ้อน M-EDTA มีเสถียรภาพต่ำกว่า M-Indicator
  • 3 : เป็นการไตเตรตโดยเติม EDTA ลงในสารละลายในปริมาณ Known Excess
  • 4 : การไตเตรตหา EDTA ที่เหลือหรือมากเกินพอ นิยมไตเตรตด้วยสารละลาย PbNO3 และใช้ Xylenol Orange เป็นอินดิเคเตอร์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 352 :
  • ในการไตเตรต Pb2+ ด้วย EDTA และใช้ Xylenol Orange เป็นอินดิเคเตอร์ หากสารละลาย Pb2+ สารละลาย EDTA และสารละลาย Pb-EDTA ไม่มีสี ขณะที่สารละลาย Xylenol Orange มีสีเหลือง และสารละลาย Pb-Xylenol Orange มีสีม่วงแดง อยากทราบว่าที่จุดยุติมีการเปลี่ยนแปลงสีอย่างไร
  • 1 : สีเหลือง เปลี่ยนเป็น สีม่วงแดง
  • 2 : สีม่วงแดง เปลี่ยนเป็น สีเหลือง
  • 3 : ไม่มีสี เปลี่ยนเป็น สีเหลือง
  • 4 : ไม่มีสี เปลี่ยนเป็น สีม่วงแดง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 353 :
  • ในการไตเตรต Fe3+ ด้วย EDTA โดยวิธี Back Titration และใช้ Pb2+/Xylenol Orange เป็น reagents สำหรับการไตเตรตย้อนกลับ หากสารละลาย Pb2+ สารละลาย EDTA สารละลาย Pb-EDTA และสารละลาย Fe-EDTA ไม่มีสี ขณะที่สารละลาย Xylenol Orange มีสีเหลือง และสารละลาย Pb-Xylenol Orange มีสีม่วงแดง อยากทราบว่าที่จุดยุติมีการเปลี่ยนแปลงสีอย่างไร
  • 1 : เปลี่ยนแปลงสีจากไม่มีสีเป็นสีเหลือง
  • 2 : เปลี่ยนแปลงสีจากไม่มีสีเป็นสีเหลือง
  • 3 : เปลี่ยนแปลงสีจากสีม่วงแดงเป็นสีเหลือง
  • 4 : เปลี่ยนแปลงสีจากสีเหลืองเป็นสีม่วงแดง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 354 :
  • ในการไตเตรตหาปริมาณ Al3+ และ Fe3+ ในสารละลาย Al3+ ซึ่งมี Fe3+ เป็นมลทิน ด้วยวิธี Displacement Complexometric Titration อยากทราบว่าข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
  • 1 : เริ่มต้นด้วยการไตเตรตหาปริมาณ Al3+ + Fe3+ โดยวิธี Back Titration
  • 2 : หาปริมาณ EDTA ที่ทำปฏิกิริยาพอดีกับ Al3+ โดยการแทนที่ EDTA ใน Pb-EDTA ด้วย NaF
  • 3 : ไตเตรตหาปริมาณ EDTA ที่ทำปฏิกิริยาพอดีกับ Al3+ โดยใช้ Pb2+/Xylenol Orange System
  • 4 : ณ จุดยุติจะมีการเปลี่ยนแปลงสีจากสีม่วงแดงเป็นสีเหลือง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 355 :
  • ในการวิเคราะห์หาปริมาณ Fe3+ ในสารละลายกรด HCl ด้วย Direct Titration โดยใช้ KMnO4 เป็นไตแตรนท์ จะต้องเติม Zimmerman Reagent อยากทราบว่าข้อใดไม่ใช่หน้าที่หรือบทบาทของ Zimmerman Reagent
  • 1 : เป็นแหล่งของ SO4 และปรับ pH ให้เหมาะสม
  • 2 : ทำหน้าที่เป็นอินดิเคเตอร์
  • 3 : กำจัดสีเหลืองของ Fe3+ เพื่อมิให้รบกวนสีของอินดิเคเตอร์ ณ จุดยุติ
  • 4 : ป้องกันมิให้ Cl- อิออนในสารละลาย ทำปฏิกิริยากับ KMnO4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 356 :
  • ในการวิเคราะห์หาปริมาณ Fe3+ ในสารละลายกรด HCl ด้วย Direct Titration โดยใช้ KMnO4 เป็นไตแตรนท์ จะต้องเติม Zimmerman Reagent อยากทราบว่ากรณีที่เป็นสารละลาย Fe3+ ในกรด H2SO4 จะต้องเติม Zimmerman Reagent หรือไม่
  • 1 : ต้องเติม Zimmerman Reagent เสมอ ไม่ว่ากรณีใดๆ
  • 2 : ไม่จำเป็นต้องเติม Zimmerman Reagent แต่ต้องเติม H3PO4 2-3 หยดแทน
  • 3 : ไม่จำเป็นต้องเติม Zimmerman Reagent แต่ต้องเติม H2SO4 2-3 หยดแทน
  • 4 : ไม่จำเป็นต้องเติม Zimmerman Reagent ทำการไตเตรตได้เลย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 357 :
  • ในการไตเตรตหาปริมาณ Ca2+ ด้วยวิธี Complexometric Titration จะต้องเติม สารละลาย 20%TEA, 1%KCN และ 20%KOH ตามลำดับ ข้อใดอธิบายเกี่ยวกับ Reagents ทั้งสาม      ไม่ถูกต้อง
  • 1 : Reagents ทั้งสาม ทำหน้าที่เป็น Masking Agent
  • 2 : นิยมเรียก Reagents ทั้งสามว่า Zimmerman Reagent
  • 3 : ลำดับขั้นการเติม Reagents ทั้งสาม คือ TEA -> KCN -> KOH ตามลำดับ
  • 4 : การเติม Masking Agent ในสารละลาย Ca2+ ห้ามเติม KCN ก่อน TEA เพราะอาจเกิดอันตรายจาก HCN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 358 :
  • ในการไตเตรตหาปริมาณ Ca2+ ด้วยวิธี Complexometric Titration จะต้องเติม สารละลาย 20%TEA, 1%KCN และ 20%KOH ตามลำดับ ข้อใดอธิบายเกี่ยวกับ Reagents ทั้งสาม      ไม่ถูกต้อง
  • 1 : Reagents ทั้งสาม ทำหน้าที่เป็น Masking Agent
  • 2 : นิยมเรียก Reagents ทั้งสามว่า Zimmerman Reagent
  • 3 : ลำดับขั้นการเติม Reagents ทั้งสาม คือ KOH -> TEA -> KCN ตามลำดับ
  • 4 : การเติม Masking Agent ในสารละลาย Ca2+ ห้ามเติม KCN ก่อน TEA เพราะอาจเกิดอันตรายจาก HCN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 359 :
  • ในการวิเคราะห์ Cu2+ ในสารละลายแร่หรือโลหะทองแดงด้วยวิธี Redox Indirect Titration ก่อนที่จะเติม KI เพื่อให้เกิด I2 นั้น จะต้องเติม NH4OH เพื่อกำจัด Fe3+ ที่เป็นมลทิน และปรับ pH กลับให้เป็นกรดอ่อนๆ อยากทราบว่าควรใช้อินดิเคเตอร์ใดในการระบุ pH ของสารละลาย
  • 1 : Self Indication (เนื่องจาก Cu2+ ในด่างมีสีน้ำเงิน แต่จะมีสีฟ้าในสารละลายกรด จึงไม่ต้องใช้อินดิเคเตอร์)
  • 2 : Methyl Orange
  • 3 : pH Paper
  • 4 : Xylenol Orange
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 360 :
  • ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ดินขาว
  • 1 : เตรียมสารละลาย A (เพื่อหาองค์ประกอบที่ไม่ใช่ Alkali) โดยการ Fusion กับ NaOH
  • 2 : เตรียมสารละลาย B (เพื่อหาองค์ประกอบ Na และ/หรือ K) โดยเติมกรด HF ต้มไล่เพื่อกำจัด SiO2 แล้วจึงละลายด้วยกรดไนตริก
  • 3 : วิเคราะห์ TiO2 ด้วยเทคนิค UV-VIS Spectroscopy
  • 4 : วิเคราะห์ TiO2 ด้วยเทคนิค Redox Titration
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 361 :
  • ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์หินปูน
  • 1 : การอบที่ 105 องศาเซลเซียสเพื่อหา Moisture Content
  • 2 : การอบที่ 950 องศาเซลเซียสเพื่อหา Ignition Loss
  • 3 : การหยดกรดลงบนตัวอย่างแล้วเกิดฟองฟู่ เพื่อแสดงว่าเป็นแร่คาร์บอเนต
  • 4 : ละลายตัวอย่างแร่โดย Fusion กับ NaOH
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 362 :

  • 1 : 0.090
  • 2 : 0.192
  • 3 : 0.3835
  • 4 : 0.310
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 363 :
  • ชิ้นงานโลหะตัวอย่างหนัก 0.3315 กรัม นำมา digest เพื่อเตรียมเป็นสารละลาย stock sample solution (A) ปริมาตร 250.0 มล. เมื่อปิเปต (A) มา 5 มล. นำไปใส่ใน volumetric flask ขนาด 50 มล. ปรับปริมาตรด้วยกรดเจือจาง ได้ solution (B) แล้วนำไปวิเคราะห์ พบว่า (B) มีความเข้มข้นของทองแดง 1.2 ppm จงคำนวณหาว่าชิ้นโลหะตัวอย่างประกอบด้วยทองแดงกี่เปอร์เซ็นต์
  • 1 : 0.54
  • 2 : 0.45
  • 3 : 0.91
  • 4 : 1.22
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 364 :
  • ชั่งตัวอย่างทราย 0.5080 กรัม ใส่ใน platinum crucible ซึ่งมีน้ำหนัก 25.1316 กรัม แล้วเติมHF 5 มล. และ sulphuric acid 0.5 มล. นำไปให้ความร้อน แล้วระเหยจนแห้งสนิท นำไปชั่งน้ำหนักของ platinum crucible และ residue พบว่ามีน้ำหนัก 25.1361 กรัม วัสดุตัวอย่างนี้มีเปอร์เซ็นต์ของ silica เท่าไร
  • 1 : 99.1
  • 2 : 98.9
  • 3 : 95.3
  • 4 : 88.6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 365 :
  • ตัวอย่างทราย มีเปอร์เซ็นต์ของ silica 98 % อยากทราบว่ามีเปอร์เซ็นต์ของ silicon เท่าไร ( Si = 28.1, O= 16 )
  • 1 : 45.8
  • 2 : 97.7
  • 3 : 48.8
  • 4 : 32.6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 366 :
  • การวิเคราะห์โดย EDXRF ใช้สัญญาณจากอะไร เพื่อนำมาใช้ประกอบการวิเคราะห์ตรวจสอบ
  • 1 : energy of primary electron
  • 2 : energy of fluorescence electron
  • 3 : energy of characteristic x-rays
  • 4 : energy of diffraction x-rays
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 367 :
  • XRF ใช้ตรวจสอบชนิดของแร่ หรือสารประกอบได้หรือไม่ .
  • 1 : ไม่ได้
  • 2 : ได้เฉพาะแร่โลหะ
  • 3 : ได้เฉพาะแร่ oxide
  • 4 : ได้เฉพาะแร่ที่ปรากฏรูปผลึกชัดเจน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 368 :
  • วิธีใดที่สามารถตรวจสอบชนิดของแร่ หรือสารประกอบได้
  • 1 : EDX
  • 2 : XRD
  • 3 : XRF
  • 4 : OES
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 369 :
  • การวิเคราะห์โดย WDS ใช้สัญญาณจากอะไร เพื่อนำมาใช้ประกอบการวิเคราะห์ตรวจสอบ
  • 1 : energy of characteristic x-rays
  • 2 : wavelength of characteristic x-rays
  • 3 : wavelength of fluorescence electron
  • 4 : energy of fluorescence electron
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 370 :
  • ข้อมูลใดที่ไม่สามารถหาได้จาก XRD
  • 1 : crystal structure
  • 2 : ชนิดของแร่
  • 3 : ชนิดของ amorphous
  • 4 : ชนิดของผลึก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 371 :
  • EDX spectrum เป็นการ plot ระหว่าง
  • 1 : energy vs. wavelength
  • 2 : absorbance vs. wavelength
  • 3 : intensity vs. energy
  • 4 : intensity vs. wavelength
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 372 :
  • โดยหลักการของ WDX นั้นความเข้มของ secondary x-rays จะขึ้นกับ
  • 1 : ปริมาณของแร่ที่เป็นองค์ประกอบ
  • 2 : ชนิดของธาตุที่เป็นองค์ประกอบ
  • 3 : ชนิดและปริมาณของธาตุที่เป็นองค์ประกอบ
  • 4 : ชนิดของแร่ที่เป็นองค์ประกอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 373 :
  • การวิเคราะห์ด้วย EDXRF จะบอกถึง
  • 1 : ปริมาณธาตุที่เป็นองค์ประกอบ
  • 2 : ปริมาณแร่ที่เป็นองค์ประกอบ
  • 3 : ชนิดของธาตุที่เรืองแสงฟลูออเรสเซนต์
  • 4 : ชนิดของแร่ที่เรืองแสงฟลูออเรสเซนต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 374 :
  • การวิเคราะห์ปริมาณธาตุด้วย XRF ทำโดยวิธี
  • 1 : ใช้กฎของ Beer
  • 2 : ใช้กฎของ Bragg
  • 3 : เทียบกับ calibration curve ของ intensity ของสารมาตรฐาน
  • 4 : เปรียบเทียบกับน้ำหนักของสารมาตรฐาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 375 :
  • ข้อดีของ EDX เมื่อเปรียบเทียบกับ WDX
  • 1 : accuracy ดีกว่า
  • 2 : รวดเร็ว และวิเคราะห์หลายธาตุได้พร้อมกัน
  • 3 : detection limit ดีกว่า
  • 4 : selectivity ดีกว่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 376 :
  • ข้อใดไม่ใช่ข้อดีของ WDX เมื่อเปรียบเทียบกับ EDX
  • 1 : reliability
  • 2 : selectivity
  • 3 : ความสะดวกรวดเร็วในเชิง qualitative analysis
  • 4 : detection limit
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 377 :
  • สมบัติข้อใดของ sample disc ที่เตรียมเพื่อการตรวจวัดโดยXRF ที่ไม่มีผลต่อการวิเคราะห์แบบ Quantitative analysis ของ XRF
  • 1 : color
  • 2 : surface roughness
  • 3 : homogenity
  • 4 : grain size
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 378 :
  • EPMA ใช้เพื่อการวิเคราะห์
  • 1 : ชนิดของแร่
  • 2 : ชนิดของผลึกแร่
  • 3 : ชนิดของธาตุที่เป็นองค์ประกอบในบริเวณผิวของตัวอย่างที่ศึกษา
  • 4 : ชนิดของธาตุโลหะที่เป็นองค์ประกอบในบริเวณผิวของตัวอย่างที่ศึกษา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 379 :

  • 1 : 23.4
  • 2 : 18.2
  • 3 : 20.9
  • 4 : 10.5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 380 :

  • 1 : 5.8
  • 2 : 5.4
  • 3 : 6.2
  • 4 : 12.4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 381 :
  • ค่าAbsorbance ที่ได้จากการวัดด้วย UV-Vis Spectrophotometer จะมีค่าสูงสุดในเชิงทฤษฎีได้เท่าใด
  • 1 : 1.0
  • 2 : 0.1
  • 3 : 2.0
  • 4 : 100
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 382 :
  • เมื่อละลายแร่ 0.5000 กรัม แล้วเตรียมเป็น stock solution “A” 250.0 ml. จากนั้นจึง pipet สารละลายจาก “A” นี้มา 10.00 ml ทำให้เจือจางเป็นสารละลาย “B” 50.00 ml ก่อนนำไปวิเคราะห์ปริมาณแมกนีเซียมด้วย AAS พบว่าสารละลาย “B” มีแมกนีเซียม 10 ppm จงหาคำนวณหาเปอร์เซ็นต์แมกนีเซียม ในตัวอย่างแร่นี้
  • 1 : 5.7
  • 2 : 4.5
  • 3 : 4.2
  • 4 : 2.5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 383 :
  • เมื่อละลายแร่ 0.5050 กรัม แล้วเตรียมเป็น stock solution “A” 250.0 ml. จากนั้นจึง pipet สารละลายจาก “A” นี้มา 10.00 ml ทำให้เจือจางเป็นสารละลาย “B” 50.00 ml ก่อนนำไปวิเคราะห์ปริมาณแมกนีเซียมด้วย AAS พบว่าสารละลาย “B” มีแมกนีเซียม 15 ppm จงคำนวณหาเปอร์เซ็นต์แมกนีเซียมออกไซด์ ในตัวอย่างแร่นี้ (กำหนดน้ำหนักอะตอม Mg = 24, O = 16)
  • 1 : 6.2
  • 2 : 10.2
  • 3 : 3.7
  • 4 : 3.9
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 384 :
  • ข้อใดที่ไม่ใช่สมบัติของ Analytical grade reagent
  • 1 : High purity (% assay > 99.5)
  • 2 : ระบุชนิดของ Impurities
  • 3 : ระบุปริมาณของ Impurities
  • 4 : เหมาะกับการใช้เตรียม Secondary standard solution
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 385 :
  • Instrumental technique ที่ใช้ตัวอย่างแร่สถานะของแข็งได้ โดยไม่ต้องเตรียมเป็นสารละลาย
  • 1 : EDX, ICP
  • 2 : XRD, FAAS
  • 3 : XRD, EPMA
  • 4 : XRF, AAS
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 386 :
  • ตัวอย่างแร่ยิปซั่ม 1.0378 กรัม เมื่อนำไปอบที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเชียส พบว่ามีน้ำหนักคงที่ เหลือ 1.0368 กรัม เมื่อนำไปอบที่อุณหภูมิ 230 องศาเซลเชียส พบว่ามีน้ำหนักคงที่ เหลือ 0.8386 กรัม จากการวิเคราะห์โดยวิธีศึกษา combined water จะได้ว่าตัวอย่างแร่ยิปซัมนี้มีความบริสุทธิ์ร้อยละเท่าไร ( Ca=40 , S =32 , O=16)
  • 1 : 85.0
  • 2 : 91.3
  • 3 : 87.4
  • 4 : 90.7
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 387 :
  • ตัวอย่างแร่ยิปซั่ม 1.0200 กรัม เมื่อนำไปอบที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเชียส พบว่ามีน้ำหนักคงที่ เหลือ 1.0155 กรัม เมื่อนำไปอบที่อุณหภูมิ 230 องศาเซลเชียส พบว่ายังมีน้ำหนักคงที่เหลือ 0.8308 กรัม จากการวิเคราะห์โดยวิธีศึกษา combined water จะได้ว่าตัวอย่างแร่ยิปซัมนี้มี calcium sulphate ร้อยละเท่าไร ( Ca=40 , S =32 , O=16)
  • 1 : 72.2
  • 2 : 68.7
  • 3 : 61.4
  • 4 : 69.5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 388 :
  • ถ้าต้องการชั่งวัตถุที่ต้องการความละเอียดถึง 0.1 % โดยสิ่งที่ต้องการชั่งมีน้ำหนักประมาณ 0.5 กรัม ควรเลือกใช้เครื่องชั่งชนิดใด
  • 1 : เครื่องชั่งที่มีความละเอียดถึง 0.0001 กรัม
  • 2 : เครื่องชั่งที่มีความละเอียดถึง 0.001 กรัม
  • 3 : เครื่องชั่งที่มีความละเอียดถึง 0.01 กรัม
  • 4 : เครื่องชั่งที่มีความละเอียดถึง 0.1 กรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 389 :
  • ถ้าต้องการชั่งวัตถุโดยที่ยอมรับความคลาดเคลื่อนของการชั่งได้ ถึง ร้อยละ0.01 และสิ่งที่ต้องการชั่งมีน้ำหนักประมาณ 5 กรัม ควรเลือกใช้เครื่องชั่งชนิดใด
  • 1 : เครื่องชั่งที่มีความละเอียดถึงทศนิยมตำแหน่งที่ 1 ของมิลลิกรัม
  • 2 : เครื่องชั่งที่มีความละเอียดถึงทศนิยมตำแหน่งที่ 3 ของกรัม
  • 3 : เครื่องชั่งที่มีความละเอียดถึงทศนิยมตำแหน่งที่ 2 ของกรัม
  • 4 : เครื่องชั่งที่มีความละเอียดถึงทศนิยมตำแหน่งที่ 1 ของกรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 390 :
  • ถ้าต้องการชั่งวัตถุโดยที่ยอมรับความคลาดเคลื่อนของการชั่งได้ ถึง ร้อยละ0.1 และสิ่งที่ต้องการชั่งมีน้ำหนักประมาณ 100 กรัม ควรเลือกใช้เครื่องชั่งชนิดใด
  • 1 : เครื่องชั่งที่มีความละเอียดถึงทศนิยมตำแหน่งที่ 1 ของมิลลิกรัม
  • 2 : เครื่องชั่งที่มีความละเอียดถึงทศนิยมตำแหน่งที่ 3 ของกรัม
  • 3 : เครื่องชั่งที่มีความละเอียดถึงทศนิยมตำแหน่งที่ 2 ของกรัม
  • 4 : เครื่องชั่งที่มีความละเอียดถึงทศนิยมตำแหน่งที่ 1 ของกรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 391 :
  • Instrumental technique ที่ใช้กับตัวอย่างแร่ในรูปของแข็งได้ โดยไม่ต้องเตรียมเป็นสารละลาย
  • 1 : XRF, AAS
  • 2 : XRD, FAAS
  • 3 : XRD, EPMA
  • 4 : EDX, ICP
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 392 :
  • ความเข้มข้นหน่วย ppm เทียบเท่าข้อใด
  • 1 : มิลลิกรัม/ลิตร
  • 2 : ไมโครกรัม/ลิตร
  • 3 : กรัม/ลิตร
  • 4 : นาโนกรัม/ลิตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 393 :
  • ความเข้มข้นหน่วย ppb เทียบเท่าข้อใด
  • 1 : กรัม/ลิตร
  • 2 : มิลลิกรัม/ลิตร
  • 3 : ไมโครกรัม/ลิตร
  • 4 : กิโลกรัม/ลิตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 394 :
  • ความเข้มข้นหน่วย m (Molality) เทียบเท่าข้อใด
  • 1 : จำนวนโมล solute ในสารละลาย 1000 กรัม
  • 2 : จำนวนโมล solute ในตัวทำละลาย 1000 กรัม
  • 3 : จำนวนโมล solute ในสารละลาย 1000 ml
  • 4 : จำนวนโมล solute ในตัวทำละลาย 1000 ml
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 395 :
  • ความเข้มข้นหน่วย M (Malarity) เทียบเท่าข้อใด
  • 1 : จำนวนโมล solute ในตัวทำละลาย 1000 กรัม
  • 2 : จำนวนโมล solute ในตัวทำละลาย 1000 ml
  • 3 : จำนวนโมล solute ในสารละลาย 1000 กรัม
  • 4 : จำนวนโมล solute ในสารละลาย 1000 ml
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 396 :
  • ความเข้มข้นหน่วย N (Normality) เทียบเท่าข้อใด
  • 1 : จำนวนโมลสมมูลย์ solute ในสารละลาย 1000 ml
  • 2 : จำนวนกรัมสมมูลย์ solute ในสารละลาย 1000 กรัม
  • 3 : จำนวนกรัมสมมูลย์ solute ในสารละลาย 1000 ml
  • 4 : จำนวนกรัมสมมูลย์ solute ในตัวทำละลาย 1000 กรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 397 :
  • single constituent analysis หมายถึง
  • 1 : วิเคราะห์องค์ประกอบแร่เป็นกลุ่ม
  • 2 : วิเคราะห์เฉพาะองค์ประกอบที่มีปริมาณน้อยกว่า 1 %
  • 3 : วิเคราะห์เฉพาะองค์ประกอบเดียว
  • 4 : วิเคราะห์ผลรวมขององค์ประกอบทั้งหมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 398 :
  • trace constituent analysis หมายถึง
  • 1 : วิเคราะห์องค์ประกอบแร่เป็นกลุ่ม
  • 2 : วิเคราะห์เฉพาะองค์ประกอบเดียวที่มีปริมาณน้อยกว่า 1 %
  • 3 : วิเคราะห์เฉพาะองค์ประกอบที่มีปริมาณน้อยกว่า 0.1 %
  • 4 : วิเคราะห์องค์ประกอบแร่เป็นกลุ่มที่มีปริมาณมากกว่า 1 %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 399 :
  • Complete analysis หมายถึง
  • 1 : วิเคราะห์เฉพาะองค์ประกอบออกไซด์
  • 2 : วิเคราะห์เฉพาะองค์ประกอบเดียว
  • 3 : วิเคราะห์องค์ประกอบทั้งหมด
  • 4 : วิเคราะห์ผลรวมขององค์ประกอบทั้งหมดในวันเดียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 400 :
  • Laboratory grade chemicals หมายถึง
  • 1 : สารเคมีที่มีความบริสุทธิ์มากกว่า 90 %
  • 2 : สารเคมีที่มีความบริสุทธิ์มากกว่า 95 %
  • 3 : สารเคมีที่มีความบริสุทธิ์มากกว่า 99 %
  • 4 : สารเคมีที่มีความบริสุทธิ์มากกว่า 99.5 %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
สภาวิศวกร