สภาวิศวกร

สาขา : เหมืองแร่

วิชา : Mine Economics

เนื้อหาวิชา : 459 : Concepts of demand and supply and their applications to mining industry
ข้อที่ 1 :
  • อุปสงค์ (Demand) ของทรัพยากรแร่ จัดเป็นอุปสงค์ประเภทใด
  • 1 : อุปสงค์สืบเนื่อง(Derived Demand)
  • 2 : อุปสงค์ขั้นต้น (Primary Demand)
  • 3 : อุปสงค์พื้นฐาน (Basic Demand)
  • 4 : อุปสงค์สุดท้าย (Final Demand)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 2 :
  • ปริมาณสำรองแหล่งแร่ทางเศรษฐศาสตร์ทรัพยากรแร่ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยใด
  • 1 : คุณภาพของแหล่งแร่
  • 2 : ปริมาณของแหล่งแร่ตามสภาพธรณีวิทยา
  • 3 : ราคาแร่
  • 4 : ความต้องการของตลาด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 3 :
  • เส้นอุปสงค์ (deamand curve) โดยทั่วไปมีลักษณะอย่างไร
  • 1 : เป็นเส้นลาดต่ำลง (downward-sloping) จากบนซ้ายมาล่างขวา
  • 2 : เป็นเส้นราบในแนวนอน
  • 3 : เป็นเส้นลาดสูงขึ้น (upward-sloping) จากล่างซ้ายมาบนขวา
  • 4 : เป็นเส้นดิ่งในแนวตั้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 4 :
  • เมื่อราคาแร่ ก. สูงขึ้น ผู้ผลิตหันกลับไปใช้แร่ ข. ซึ่งมีราคาถูกกว่า แทนแร่ ก. ในการผลิตสินค้า ถือเป็นผลมาจากข้อใด
  • 1 : ผลจากรายได้ (income effect)
  • 2 : ผลการเข้าทดแทนกัน (substitution effect)
  • 3 : ผลจากความยืดหยุ่น (elasticity effect)
  • 4 : ผลจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี (technological change)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 5 :
  • ปัจจัยที่กำหนดอุปสงค์ (demand determinants) หมายถึงอะไร
  • 1 : ปัจจัยที่ส่งผลต่อจำนวนสินค้าที่ต้องการซื้อ
  • 2 : ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไปตามราคาสินค้า
  • 3 : ปัจจัยที่ส่งผลต่อปริมาณการผลิตสินค้า
  • 4 : สมการทางคณิตศาสตร์ของเส้นอุปสงค์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 6 :
  • การเปลี่ยนแปลงบนเส้นอุปสงค์ (change in demand) เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในข้อใด
  • 1 : ราคาของสินค้า
  • 2 : รายได้
  • 3 : รสนิยมของผู้บริโภค
  • 4 : การเก็งกำไร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 7 :
  • เส้นอุปทาน (supply curve) แสดงความสัมพันธ์ระหว่างอะไร
  • 1 : ราคากับความชอบ
  • 2 : ราคากับรายได้
  • 3 : ราคากับจำนวนสินค้าที่ต้องการซื้อ
  • 4 : ราคากับจำนวนสินค้าที่ต้องการขาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 8 :
  • การวิเคราะห์อุปสงค์-อุปทาน โดยการใช้เส้นอุปสงค์และอุปทาน ต้องอาศัยสมมุติฐานในข้อใด
  • 1 : ปัจจัยอื่นๆคงที่ (ceteris paribus)
  • 2 : ตลาดมีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์
  • 3 : หลักการของอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม
  • 4 : ผู้เกี่ยวข้องในตลาดมีข้อมูลที่ถูกต้องเท่าเทียมกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 9 :
  • หากราคาสินค้าสูงกว่าราคาดุลยภาพ (equilibrium price) ทำให้เกิดเหตุการณ์ใด
  • 1 : มีอุปสงค์ส่วนเกิน (excess demand)
  • 2 : มีอุปทานส่วนเกิน (excess supply)
  • 3 : ไม่มีสินค้าขาย (deficit)
  • 4 : การเคลื่อนที่ของเส้นอุปทาน (shift in supply curve)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 10 :
  • ความยืดหยุ่นของเส้นอุปทานในช่วงระยะเวลาใดที่มีน้อย (inelastic)
  • 1 : ระยะทันทีทันใด (immediate-run period)
  • 2 : ระยะสั้น (short-run period)
  • 3 : ระยะยาว (long-run period)
  • 4 : ระยะยาวมาก ( very long-run period)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 11 :
  • การยืดหยุ่นต่อราคาของเส้นอุปสงค์ (Price elasticity of demand)เกี่ยวข้องกับข้อใดมากที่สุด
  • 1 : ความชันของเส้นอุปสงค์
  • 2 : ระดับรายได้ของผู้บริโภค
  • 3 : รสนิยมของผู้บริโภค
  • 4 : ปริมาณความต้องการบริโภคในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 12 :
  • ความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ของการยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาเป็นไปตามข้อใด
  • 1 : ปริมาณความต้องการสินค้าต่อราคาสินค้า
  • 2 : ปริมาณความต้องการสินค้าต่อราคาต้นทุนการผลิต
  • 3 : เปอร์เซ็นการเปลี่ยนแปลงความต้องการสินค้าต่อเปอร์เซ็นการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้า
  • 4 : เปอร์เซ็นการเปลี่ยนแปลงความต้องการสินค้าต่อเปอร์เซ็นการเปลี่ยนแปลงราคาต้นทุนการผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 13 :
  • ตามหลักเศรษฐศาสตร์การแร่ ผลผลิตทรัพยากรแร่อาจแบ่งออกได้อย่างไร
  • 1 : แร่โลหะและอโลหะ
  • 2 : แร่โลหะและพลังงาน
  • 3 : แร่โลหะ แร่อโลหะและพลังงาน
  • 4 : แร่โลหะ แร่อโลหะ พลังงานและแร่ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 14 :
  • ปัจจัย (determinant) ใด หากนำมาใช้ในการวิเคราะห์ความต้องการ (demand) ของแร่อาจต้องคำนึงถึงระยะเวลา ในการเปลี่ยนแปลงปัจจัยดังกล่าว
  • 1 : ราคาแร่นั้นๆ
  • 2 : ราคาแร่ที่สามารถนำมาใช้ทดแทน
  • 3 : การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในการผลิต
  • 4 : รายได้ของผู้บริโภค
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 15 :
  • ข้อใดไม่ใช่ผลจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในการผลิตที่ดีขึ้น
  • 1 : สนองตอบความต้องการของผู้บริโภคได้หลากหลาย
  • 2 : ผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ๆได้รวดเร็ว
  • 3 : อาจทำให้ความต้องการใช้แร่เป็นวัตถุดิบลดลง
  • 4 : ทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 16 :
  • ข้อใดที่แสดงถึงการทดแทนกันของการใช้ทรัพยากรในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงของราคาทรัพยากรอื่น
  • 1 : ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้นทำให้ความต้องการถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงสูงขึ้น
  • 2 : อสังหาริมทรัพย์ขยายตัวทำให้ความต้องการหินก่อสร้างสูงขึ้น
  • 3 : การก่อสร้างสาธารณูปโภคทำให้ความต้องการเหล็กโครงสร้างสูงขึ้น
  • 4 : ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้นทำให้ราคาทองคำสูงขึ้นด้วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 17 :
  • ข้อใดน่าจะเป็นวิธีการพยากรณ์หาความต้องการทรัพยากรแร่ ที่ใช้ค่าใช้จ่ายสูงที่สุด
  • 1 : สร้างสมการความต้องการ (demand function) โดยกำหนดปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการ
  • 2 : สร้างสมการความต้องการแปรตามราคาแร่
  • 3 : ออกแบบสำรวจและเก็บข้อมูลความต้องการใช้แร่โดยตรง
  • 4 : รวมรวมข้อมูลผลผลิตแร่จากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 18 :
  • ลักษณะของเส้นอุปทานที่มีความชันแตกต่างกันของทรัพยากรแร่ อาจเกิดจากปัจจัยใด
  • 1 : ความแตกต่างของเทคโลยีการผลิต
  • 2 : ช่วงเวลาที่พิจารณาว่าเป็นระยะสั้นหรือยาว
  • 3 : ความสมบูรณ์ของแหล่งแร่ที่แตกต่างกัน
  • 4 : การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลในการให้ประทานบัตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 19 :
  • ความเป็นไปได้ของโครงการผลิตแร่ขึ้นอยู่กับราคาของของแร่โลหะใด
  • 1 : โลหะที่เป็นผลผลิตหลัก
  • 2 : โลหะที่เป็นผลพลอยได้
  • 3 : โลหะจากแร่ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
  • 4 : โลหะจากกองหางแร่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 20 :
  • ข้อใดเป็นคำนิยามของแร่ที่เป็นแร่พลอยได้ (by product)
  • 1 : เป็นแร่ที่ราคามีผลต่อปริมาณการผลิตของแร่หลักของเหมือง
  • 2 : เป็นแร่ที่ราคาไม่มีผลต่อปริมาณการผลิตของแร่หลักของเหมือง
  • 3 : แร่ที่เกิดจากกระบวนการผลิตที่ต้องเสริมเข้าไปจากกระบวนการผลิตหลัก
  • 4 : แร่ที่ไม่ได้จากแหล่งแร่โดยตรง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 21 :
  • ในระยะเวลาสั้นๆ (short run) ข้อจำกัดของผลิตแร่ เกิดจากข้อใด
  • 1 : ปริมาณเปลือกดินต่อปริมาณแร่ที่ต้องการ
  • 2 : ปริมาณแหล่งแร่สำรอง
  • 3 : คุณภาพของแร่ในแหล่ง
  • 4 : ความสามารถของเครื่องจักรที่มีอยู่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 22 :
  • เส้นอุปทานของทรัพยากรแร่ในระยะเวลาสั้นๆ (short run) ได้จากข้อใด
  • 1 : ค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม (marginal cost)
  • 2 : ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย (average cost)
  • 3 : ค่าใช้จ่ายรวม (total cost)
  • 4 : ค่าใช้จ่ายในการสำรวจแหล่งแร่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 23 :
  • ราคาสุดท้ายในตลาดกึ่งผูกขาดในระยะเวลายาว (long period) ตามทฤษฎี อยู่ภายใต้เงื่อนไขใด
  • 1 : ราคา เท่ากับ ค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม (marginal cost)
  • 2 : ราคา เท่ากับ รายได้ส่วนเพิ่ม (marginal revenue)
  • 3 : ค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม (marginal cost) กับรายได้ส่วนเพิ่ม (marginal revenue)
  • 4 : ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย (average cost) เท่ากับ รายได้เฉลี่ย (average revenue)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 24 :
  • ต้นทุนคงที่เฉลี่ย (average fixed cost) หมายถึงข้อใด
  • 1 : ต้นทุนคงที่ทั้งหมดหารด้วยจำนวนสินค้าที่ขายได้
  • 2 : ต้นทุนคงที่ทั้งหมดหารด้วยจำนวนสินค้าที่ผลิต
  • 3 : ต้นทุนรวมทั้งหมดหารด้วยจำนวนสินค้าที่ผลิต
  • 4 : ต้นทุนส่วนเพิ่มหารด้วยจำนวนสินค้าที่ขายได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 25 :
  • ต้นทุนประเภทใดที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจเกี่ยวกับปริมาณการผลิตตามหลักเศรษฐศาสตร์
  • 1 : ต้นทุนผันแปร (variable cost)
  • 2 : ต้นทุนคงที่ (fixed cost)
  • 3 : ต้นทุนรวม (total cost)
  • 4 : ต้นทุนส่วนเพิ่ม (marginal cost)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 26 :
  • ต้นทุนส่วนเพิ่ม (marginal cost) หาได้จากข้อใด (หาก n-1 หมายถึงหน่วยการผลิตก่อนหน้าที่จะผลิตหน่วยที่ n)
  • 1 : (ต้นทุนผันแปรหน่วยที่ n) – (ต้นทุนคงที่หน่วยที่ n-1)
  • 2 : (ต้นทุนคงที่หน่วยที่ n) – (ต้นทุนคงที่หน่วยที่ n-1)
  • 3 : ความชันของเส้นกราฟ ต้นทุนรวม (total cost)
  • 4 : ความชันของเส้นกราฟต้นทุนเฉลี่ย (average cost)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 27 :
  • โครงสร้างการตลาดของผู้ผลิตแบบใดที่ทำให้ ผู้ผลิตมีโอกาสทำกำไรได้สูงที่สุด
  • 1 : ตลาดผูกขาด (Monopoly)
  • 2 : ตลาดผู้ขายน้อยราย (Oligopoly)
  • 3 : ตลาดแข่งขัน (Competitive)
  • 4 : ตลาดแข่งขันกึ่งผูกขาด (Monopolistic Competition)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 28 :
  • หากบริษัทลดราคาขายผลผลิตลง 10% ส่งผลให้ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 5% ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ที่มีต่อราคาของผลผลิตของบริษัทเป็นไปตามข้อใด
  • 1 : perfectly elastic
  • 2 : perfectly inelastic
  • 3 : elastic
  • 4 : inelastic
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 29 :
  • เส้นอุปทานในระยะสั้น (Short-run Supply Curve) ของบริษัทที่อยู่ในตลาดการแข่งขันสมบูรณ์ จะมีลักษณะตามข้อใด
  • 1 : เส้นต้นทุนผันแปรเฉลี่ย (AVC) สูงกว่าเส้นต้นทุนส่วนเพิ่ม (MC)
  • 2 : เส้นต้นทุนส่วนเพิ่ม (MC) สูงกว่าเส้นต้นทุนผันแปรเฉลี่ย (AVC)
  • 3 : เส้นต้นทุนรวมเฉลี่ย (ATC) สูงกว่าเส้นต้นทุนผันแปรเฉลี่ย (AVC)
  • 4 : เส้นต้นทุนรวมเฉลี่ย (ATC) สูงกว่าเส้นต้นทุนส่วนเพิ่ม (MC)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 30 :
  • เปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงของตัวแปรทางเศรษฐศาสตร์ตัวหนึ่ง (เช่นปริมาณอุปสงค์)เป็นผลมาจากเปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงของตัวแปรอีกตัวหนึ่ง (เช่น รายได้) เรียกว่าอะไร
  • 1 : ความยืดหยุ่น (Elasticity)
  • 2 : ความชันของเส้น (Slope)
  • 3 : การลดลงของผลตอบแทน (Diminishing Returns)
  • 4 : การประหยัดเนื่องจากขนาด (Economy of Scale)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 31 :
  • การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยใดที่น่าจะทำให้อุปทาน (Supply) ของแร่ลดลง
  • 1 : มีการค้นพบแหล่งแร่ใหม่ขนาดใหญ่
  • 2 : มีการประท้วงหยุดงานของคนงานเหมืองแร่
  • 3 : ผู้บริโภคนิยมใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้แร่เป็นวัตถุดิบลดลง
  • 4 : การปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ให้ประหยัดแร่ลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 32 :
  • การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยใดที่น่าจะทำให้อุปทาน (Supply) ของแร่เพิ่มขึ้น
  • 1 : มีการค้นพบแหล่งแร่ใหม่ขนาดใหญ่
  • 2 : มีการประท้วงหยุดงานของคนงานเหมืองแร่
  • 3 : รัฐบาลมีนโยบายเพิ่มมาตรการทางสิ่งแวดล้อมในโครงการเหมืองแร่
  • 4 : การปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ให้ใช้แร่เพิ่มขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 33 :
  • การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยใดที่ไม่มีผลต่ออุปทาน (Supply) ของแร่
  • 1 : มีการค้นพบแหล่งแร่ใหม่ขนาดใหญ่
  • 2 : มีการประท้วงหยุดงานของคนงานเหมืองแร่
  • 3 : รัฐบาลมีนโยบายเพิ่มมาตรการทางสิ่งแวดล้อมในโครงการเหมืองแร่
  • 4 : การปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ให้ประหยัดแร่ลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 34 :
  • การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยใดที่ไม่มีผลต่ออุปสงค์ (Demand) ของแร่
  • 1 : มีการค้นพบแหล่งแร่ใหม่ขนาดใหญ่
  • 2 : ผู้บริโภคนิยมใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้แร่เป็นวัตถุดิบลดลง
  • 3 : ผู้บริโภคมีรายได้เพิ่มขึ้น
  • 4 : การปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ให้ประหยัดแร่ลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 35 :
  • สมมติให้มีการเปลี่ยนแปลงของหลายปัจจัย ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของทั้งอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) ของแร่ ทำให้คาดได้ว่าราคาของแร่จะสูงขึ้น แต่ผลต่อปริมาณแร่ในตลาดไม่ชัดเจน ควรมีสาเหตุมาจากข้อใด
  • 1 : มีการเพิ่มขึ้นของทั้งอุปสงค์และอุปทาน
  • 2 : มีการลดลงของทั้งอุปสงค์และอุปทาน
  • 3 : มีการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์แต่อุปทานลดลง
  • 4 : มีการเพิ่มขึ้นของอุปทานแต่อุปสงค์ลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 36 :
  • สมมติให้มีการเปลี่ยนแปลงของหลายปัจจัย ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของทั้งอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) ของแร่ ทำให้คาดได้ว่าราคาของแร่และปริมาณแร่ในตลาดจะสูงขึ้น ควรมีสาเหตุมาจากข้อใด
  • 1 : มีการเพิ่มขึ้นของทั้งอุปสงค์และอุปทาน
  • 2 : มีการลดลงของทั้งอุปสงค์และอุปทาน
  • 3 : มีการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์แต่อุปทานลดลง
  • 4 : มีการเพิ่มขึ้นของอุปทานแต่อุปสงค์ลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 37 :
  • ความยืดหยุ่นของเส้นอุปสงค์ที่มีต่อรายได้ (Income elasticity of demand) ควรจะมีความสัมพันธ์กับเวลาอย่างไร
  • 1 : ความยืดหยุ่นจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลา
  • 2 : ความยืดหยุ่นจะลดลงตามระยะเวลา
  • 3 : ความยืดหยุ่นจะคงที่ไม่เปลี่ยนไปตามเวลา
  • 4 : ความยืดหยุ่นเปลี่ยนไปตามเวลาแบบไม่แน่นอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 38 :
  • ความยืดหยุ่นของเส้นอุปสงค์ที่มีต่อรายได้ (Income elasticity of demand) ของแร่โลหะควรจะมีการเปลี่ยนแปลงเช่นใด
  • 1 : ความยืดหยุ่นจะมากกว่า 1 หากการเปลี่ยนรายได้เป็นผลมาจากวัฏจักรธุรกิจ
  • 2 : ความยืดหยุ่นจะน้อยกว่า 1 หากการเปลี่ยนรายได้เป็นผลมาจากวัฏจักรธุรกิจ
  • 3 : ความยืดหยุ่นจะมากกว่า 1 หากการเปลี่ยนรายได้ของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว
  • 4 : ความยืดหยุ่นจะน้อยกว่า 1 หากการเปลี่ยนรายได้ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 39 :
  • ลักษณะของเส้นอุปทาน (Supply Curve) ของแร่ที่ราคาถูกกำหนดโดยผู้ผลิต (Producer price) ควรมีลักษณะเช่นใด
  • 1 : เส้นราบในแนวนอน (horizontal)
  • 2 : เส้นตั้งในแนวดิ่ง (vertical)
  • 3 : เส้นลาดเอียงลงจากซ้ายมาขวา (downward sloping)
  • 4 : เส้นลาดเอียงขึ้นจากซ้ายมาขวา (upward sloping)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 40 :
  • ลักษณะของเส้นอุปทาน (Supply Curve) ของแร่ที่ผู้ผลิตจะผลิตในปริมาณหนึ่งภายใต้กำลังการผลิตที่มีอยู่ ไม่ว่าราคาตลาดจะเป็นเช่นไร ควรมีลักษณะเช่นใด
  • 1 : เส้นราบในแนวนอน (horizontal)
  • 2 : เส้นตั้งในแนวดิ่ง (vertical)
  • 3 : เส้นลาดเอียงลงจากซ้ายมาขวา (downward sloping)
  • 4 : เส้นลาดเอียงขึ้นจากซ้ายมาขวา (upward sloping)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 41 :
  • ลักษณะของเส้นอุปทาน (Supply Curve) ของแร่ที่ผู้ผลิตจะผลิตในปริมาณที่เพิ่มขึ้น หากราคาแร่ในตลาดลดลง เพื่อรักษาระดับรายได้และการจ้างงานภายในประเทศ ควรมีลักษณะเช่นใด
  • 1 : เส้นราบในแนวนอน (horizontal)
  • 2 : เส้นตั้งในแนวดิ่ง (vertical)
  • 3 : เส้นลาดเอียงลงจากซ้ายมาขวา (downward sloping)
  • 4 : เส้นลาดเอียงขึ้นจากซ้ายมาขวา (upward sloping)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 42 :
  • ลักษณะของเส้นอุปทาน (Supply Curve) ของแร่ที่ผู้ผลิตจะผลิตในปริมาณที่เพิ่มขึ้น หากราคาแร่ในตลาดสูงขึ้น เพื่อให้สามารถสร้างกำไรได้สูงสุด ควรมีลักษณะเช่นใด
  • 1 : เส้นราบในแนวนอน (horizontal)
  • 2 : เส้นตั้งในแนวดิ่ง (vertical)
  • 3 : เส้นลาดเอียงลงจากซ้ายมาขวา (downward sloping)
  • 4 : เส้นลาดเอียงขึ้นจากซ้ายมาขวา (upward sloping)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 43 :
  • ลักษณะของเส้นอุปทานของแร่หลัก (Main Product Supply Curve) ในระยะทันทีทันใด (Immediate-run) ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Competitive market) และตลาดผู้ผลิต (Producer market) ควรมีลักษณะเช่นใด
  • 1 : เป็นเส้นราบในแนวนอน (horizontal) เหมือนกัน ทั้ง 2 ตลาด
  • 2 : เป็นเส้นลาดเอียงขึ้นจากซ้ายมาขวา (upward sloping) แล้วเป็นเส้นชันเมื่อใกล้ข้อจำกัด (Constraint) เหมือนกัน ทั้ง 2 ตลาด
  • 3 : เป็นเส้นราบในแนวนอน ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ แต่เป็นเส้นลาดเอียงขึ้นจากซ้ายมาขวา (upward sloping) แล้วเป็นเส้นชันเมื่อใกล้ข้อจำกัด (Constraint) ในตลาดผู้ผลิต
  • 4 : เป็นเส้นลาดเอียงขึ้นจากซ้ายมาขวา (upward sloping) แล้วเป็นเส้นชันเมื่อใกล้ข้อจำกัด (Constraint) ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ แต่เป็นเส้นราบในแนวนอนในตลาดผู้ผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 44 :
  • ลักษณะของเส้นอุปทานของแร่หลัก (Main Product Supply Curve) ที่ใกล้กับข้อจำกัด (Constraint) ในแต่ละช่วงเวลา ควรมีลักษณะเช่นใด
  • 1 : เส้นราบในแนวนอน (horizontal)
  • 2 : เส้นตั้งในแนวดิ่ง (vertical)
  • 3 : เส้นลาดเอียงลงจากซ้ายมาขวา (downward sloping)
  • 4 : : เส้นลาดเอียงขึ้นจากซ้ายมาขวา (upward sloping)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 45 :
  • ข้อจำกัด (Constraint) ของ เส้นอุปทานของแร่โลหะ ในระยะทันทีทันใด (Immediate-run) จะถูกจำกัด ด้วยอะไร
  • 1 : ปริมาณการผลิต (output constraint)
  • 2 : ขนาดกำลังการผลิต (capacity constraint)
  • 3 : ปริมาณแหล่งแร่ที่มีการผลิตอยู่และที่ค้นพบ (known deposits constraint)
  • 4 : ไม่มีข้อจำกัดใดๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 46 :
  • ข้อจำกัด (Constraint) ของ เส้นอุปทานของแร่โลหะ ในระยะสั้น (Short-run) จะถูกจำกัด ด้วยอะไร
  • 1 : ปริมาณการผลิต (output constraint)
  • 2 : ขนาดกำลังการผลิต (capacity constraint)
  • 3 : ปริมาณแหล่งแร่ที่มีการผลิตอยู่และที่ค้นพบ (known deposits constraint)
  • 4 : ไม่มีข้อจำกัดใดๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 47 :
  • ข้อจำกัด (Constraint) ของ เส้นอุปทานของแร่โลหะ ในระยะยาว (Long-run) จะถูกจำกัด ด้วยอะไร
  • 1 : ปริมาณการผลิต (output constraint)
  • 2 : ขนาดกำลังการผลิต (capacity constraint)
  • 3 : ปริมาณแหล่งแร่ที่มีการผลิตอยู่และที่ค้นพบ (known deposits constraint)
  • 4 : ไม่มีข้อจำกัดใดๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 48 :
  • ข้อจำกัด (Constraint) ของ เส้นอุปทานของแร่โลหะ ในระยะยาวมาก (Very long-run) จะถูกจำกัด ด้วยอะไร
  • 1 : ปริมาณการผลิต (output constraint)
  • 2 : ขนาดกำลังการผลิต (capacity constraint)
  • 3 : ปริมาณแหล่งแร่ที่มีการผลิตอยู่และที่ค้นพบ (known deposits constraint)
  • 4 : ไม่มีข้อจำกัดใดๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 49 :
  • ลักษณะของเส้นอุปทานของแร่โลหะ ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ที่มีข้อจำกัด (Constraint) ในช่วงระยะเวลาต่างๆ ควรมีลักษณะเช่นใด
  • 1 : เส้นราบในแนวนอน (horizontal)
  • 2 : เส้นตั้งในแนวดิ่ง (vertical)
  • 3 : เป็นเส้นลาดเอียงขึ้นจากซ้ายมาขวา (upward sloping) แล้วเป็นเส้นชันเมื่อใกล้ถึงข้อจำกัด
  • 4 : เส้นลาดเอียงขึ้นจากซ้ายมาขวา (upward sloping) ขึ้นไปเรื่อยๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 50 :
  • ข้อจำกัดด้านปริมาณการผลิต (Output Constraint) ของเส้นอุปทานของแร่โลหะ ที่ทำให้เส้นอุปทานไม่ยืดหยุ่น (Inelastic) เมื่อใกล้ถึงข้อจำกัดดังกล่าว เกิดขึ้นกับเส้นอุปทานในช่วงระยะเวลาใด
  • 1 : ระยะทันทีทันใด (Immediate-run)
  • 2 : ระยะสั้น (Short-run)
  • 3 : ระยะยาว (Long-run)
  • 4 : ระยะยาวมาก (Very long-run)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 51 :
  • ข้อจำกัดด้านขนาดกำลังการผลิต (Capacity Constraint) ของเส้นอุปทานของแร่โลหะ ที่ทำให้เส้นอุปทานไม่ยืดหยุ่น (Inelastic) เมื่อใกล้ถึงข้อจำกัดดังกล่าว เกิดขึ้นกับเส้นอุปทานในช่วงระยะเวลาใด
  • 1 : ระยะทันทีทันใด (Immediate-run)
  • 2 : ระยะสั้น (Short-run)
  • 3 : ระยะยาว (Long-run)
  • 4 : ระยะยาวมาก (Very long-run)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 52 :
  • ข้อจำกัดด้านปริมาณแหล่งแร่ที่มีการผลิตอยู่และที่ค้นพบ (Known-deposits Constraint) ของเส้นอุปทานของแร่โลหะ ที่ทำให้เส้นอุปทานไม่ยืดหยุ่น (Inelastic) เมื่อใกล้ถึงข้อจำกัดดังกล่าว เกิดขึ้นกับเส้นอุปทานในช่วงระยะเวลาใด
  • 1 : ระยะทันทีทันใด (Immediate-run)
  • 2 : ระยะสั้น (Short-run)
  • 3 : ระยะยาว (Long-run)
  • 4 : ระยะยาวมาก (Very long-run)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 53 :
  • ระดับราคาใดที่ผู้ผลิตที่เป็นองค์กรของรัฐ (State-owned enterprise) ที่ต้องการรักษาระดับการจ้างงานและปริมาณเงินตราต่างประเทศจากการขายแร่ ควรหยุดการผลิตชั่วคราว เพื่อรอให้ราคาปรับตัวขึ้น
  • 1 : ต่ำกว่าต้นทุนรวมเฉลี่ย (Average total cost)
  • 2 : ต่ำกว่าต้นทุนผันแปรเฉลี่ย (Average variable cost)
  • 3 : ต่ำกว่าต้นทุนคงที่เฉลี่ย (Average fixed cost)
  • 4 : ไม่หยุดการผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 54 :
  • เส้นอุปทานในระยะสั้น (Short-run supply curve) ของโลหะในตลาดแข่งขัน อาจจะประมาณได้โดยใช้เส้นต้นทุนใด
  • 1 : เส้นต้นทุนรวมเฉลี่ย (Average total cost)
  • 2 : เส้นต้นทุนผันแปรเฉลี่ย (Average variable cost)
  • 3 : เส้นต้นทุนคงที่เฉลี่ย (Average fixed cost)
  • 4 : เส้นต้นทุนรวม (Total cost)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 55 :
  • ข้อจำกัด (Constraint) ของ เส้นอุปทานของแร่ที่เป็นผลพลอยได้ (By-product supply curve) ในระยะยาวและยาวมาก (Very long-run) จะถูกจำกัด ด้วยอะไร
  • 1 : ปริมาณการผลิต (output constraint)
  • 2 : ขนาดกำลังการผลิต (capacity constraint)
  • 3 : ปริมาณแร่พลอยได้ที่มีอยู่กับแร่หลัก (by-product constraint)
  • 4 : ไม่มีข้อจำกัดใดๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 56 :
  • หากพิจารณาสินค้าโภคภัณฑ์ 2 ชนิด ได้แก่ สินค้าการเกษตร กับ สินค้าแร่และโลหะ ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั้ง 2 ชนิด เป็นไปตามข้อใด
  • 1 : สินค้าทั้ง 2 ชนิดเกิดจากการเคลื่อนที่ของเส้นอุปสงค์
  • 2 : สินค้าเกษตรจะเป็นการเคลื่อนที่ของเส้นอุปสงค์ ส่วนสินค้าแร่และโลหะเป็นการเคลื่อนที่ของเส้นอุปทาน
  • 3 : สินค้าเกษตรจะเป็นการเคลื่อนที่ของเส้นอุปทาน ส่วนสินค้าแร่และโลหะเป็นการเคลื่อนที่ของเส้นอุปสงค์
  • 4 : สินค้าทั้ง 2 ชนิดเกิดจากการเคลื่อนที่ของเส้นอุปทาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 57 :
  • โครงสร้างทางการตลาดแบบใดที่ทำให้เกิดความผันผวนของราคาแร่และโลหะได้มากกว่า
  • 1 : ตลาดผูกขาด (Monopoly)
  • 2 : ตลาดผู้ขายน้อยราย (Oligopoly)
  • 3 : ตลาดแข่งขัน (Competitive)
  • 4 : ไม่มีความแตกต่างกันในแต่ละตลาด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 58 :
  • องค์ประกอบในข้อใดที่ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ราคาแร่และโลหะมีความผันผวนสูง ในตลาดแข่งขัน (Competitive market)
  • 1 : ความยืดหยุ่นของอุปทานต่อราคาต่ำ (Inelastic supply)
  • 2 : ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาต่ำ (Inelastic demand)
  • 3 : ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้ต่ำ (Low Income elasticity of demand)
  • 4 : ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้สูง (High Income elasticity of demand)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 59 :
  • ลักษณะความยืดหยุ่นของเส้นอุปสงค์ (Elasticity of Demand) ที่ทำให้เกิดความผันผวนของราคาแร่และโลหะ อย่างมาก เป็นไปตามข้อใด
  • 1 : ความยืดหยุ่นต่อราคาต่ำ (Low price elasticity) แต่มีความยืดหยุ่นต่อรายได้สูง (High Income elasticity)
  • 2 : ความยืดหยุ่นต่อราคาสูง (High price Elastic) แต่มีความยืดหยุ่นต่อรายได้ต่ำ (Low Income elasticity)
  • 3 : ความยืดหยุ่นต่อราคาและต่อรายได้ต่ำ
  • 4 : ความยืดหยุ่นต่อราคาและต่อรายได้สูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 60 :
  • ลักษณะความยืดหยุ่นของเส้นอุปทาน (Elasticity of supply) ที่ทำให้เกิดความผันผวนของราคาแร่และโลหะ อย่างมาก เป็นไปตามข้อใด
  • 1 : ไม่มีความยืดหยุ่นต่อราคา (Inelasticity) เนื่องจากปริมาณการผลิตเข้าใกล้กำลังการผลิต
  • 2 : ไม่มีความยืดหยุ่นต่อราคา (Inelasticity) เนื่องจากไม่สามารถสำรวจหาแหล่งแร่ใหม่ๆ ได้
  • 3 : ความยืดหยุ่นต่อราคาสูง (Elastic) เนื่องจากผู้ผลิตสามารถปรับปริมาณการผลิตได้ตามต้องการ
  • 4 : ความยืดหยุ่นต่อราคาสูง (Elastic) เนื่องจากผู้ผลิตสำรวจพบแหล่งแร่ใหม่ๆเพิ่มเติม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 61 :
  • ในการพยากรณ์แนวโน้มของราคาแร่และโลหะเพื่อการศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนพัฒนาเหมืองแร่ โดยใช้หลักการของราคาที่จูงใจ (Incentive Price) นั้น แนวโน้มของราคาแร่ควรเป็นไปตามข้อใด
  • 1 : ราคาควรสูงขึ้น เมื่อราคาตลาด (market price) ต่ำกว่า ราคาที่จูงใจ
  • 2 : ราคาควรสูงขึ้น เมื่อราคาตลาด (market price) สูงกว่า ราคาที่จูงใจ
  • 3 : ราคาควรสูงขึ้น เมื่อต้นทุนรวมเฉลี่ย (average total cost) สูงกว่า ราคาที่จูงใจ
  • 4 : ราคาควรสูงขึ้น เมื่อต้นทุนรวมเฉลี่ย (average total cost) ต่ำกว่า ราคาที่จูงใจ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 62 :
  • ในการพยากรณ์แนวโน้มของราคาแร่และโลหะเพื่อการศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนพัฒนาเหมืองแร่ โดยใช้หลักการของราคาที่จูงใจ (Incentive Price) นั้น ไม่สามารถใช้ได้ภายใต้สภาพแวดล้อมใด
  • 1 : เมื่อราคาตลาดถูกกำหนดโดยผู้ผลิต (Producer price) เนื่องจากมีข้อจำกัดของผู้ผลิตรายใหม่ในการเข้าสู่ตลาด
  • 2 : เส้นอุปทานระยะยาวมีส่วนที่เป็นเส้นในแนวนอน
  • 3 : เส้นอุปสงค์ระยะยาวตัดกับส่วนราบของเส้นอุปทานระยะยาว
  • 4 : ไม่มีการค้นพบแหล่งแร่ใหม่ๆ หรือไม่มีเทคโนโลยีใหม่ในการพัฒนาแหล่งแร่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 63 :
  • แร่ที่มีการผลิตร่วมกับแร่ชนิดอื่น โดยราคาของแร่นี้มีผลต่อการตัดสินใจในปริมาณการผลิตของเหมือง เช่นเดียวกับแร่ชนิดอื่น เรียกว่าอะไร
  • 1 : แร่พลอยได้ (byproducts)
  • 2 : แร่หลัก (main product)
  • 3 : แร่ผลิตร่วม (coproducts)
  • 4 : แร่เดี่ยว (individual product)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 64 :
  • แร่ที่มีการผลิตร่วมกับแร่ชนิดอื่น โดยราคาของแร่นี้ ไม่มีผลต่อการตัดสินใจในปริมาณการผลิตของเหมือง เรียกว่าอะไร
  • 1 : แร่พลอยได้ (byproducts)
  • 2 : แร่หลัก (main product)
  • 3 : แร่ผลิตร่วม (coproducts)
  • 4 : แร่เดี่ยว (individual product)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 65 :
  • แร่ที่มีการผลิตร่วมกับแร่ชนิดอื่น โดยราคาของแร่นี้ เป็นแร่ที่มีผลต่อการตัดสินใจในปริมาณการผลิตของเหมือง เรียกว่าอะไร
  • 1 : แร่พลอยได้ (byproducts)
  • 2 : แร่หลัก (main product)
  • 3 : แร่ผลิตร่วม (coproducts)
  • 4 : แร่เดี่ยว (individual product)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 66 :
  • แร่ที่มีการผลิตร่วมกับแร่ชนิดอื่น ที่เป็นแร่แบบแร่ผลิตร่วม (coproducts) ควรมีการคิดต้นทุนอย่างไร
  • 1 : ต้นทุนเฉพาะของแร่นั้น (specific costs)
  • 2 : แบ่งสัดส่วนของต้นทุนร่วมกับแร่อื่น (shared of joint costs)
  • 3 : ต้นทุนเฉพาะของแร่นั้น (specific costs) และแบ่งสัดส่วนของต้นทุนร่วมกับแร่อื่น (shared of joint costs)
  • 4 : ไม่ต้องคิดต้นทุนเพราะคิดจากแร่หลัก (Main products) แล้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 67 :
  • แร่ที่มีการผลิตร่วมกับแร่ชนิดอื่น ที่เป็นแร่แบบแร่พลอยได้ (byproducts) ควรมีการคิดต้นทุนอย่างไร
  • 1 : ต้นทุนเฉพาะของแร่นั้น (specific costs)
  • 2 : แบ่งสัดส่วนของต้นทุนร่วมกับแร่อื่น (shared of joint costs)
  • 3 : ต้นทุนเฉพาะของแร่นั้น (specific costs) และแบ่งสัดส่วนของต้นทุนร่วมกับแร่อื่น (shared of joint costs)
  • 4 : ไม่ต้องคิดต้นทุนเพราะคิดจากแร่หลัก (Main products) แล้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 68 :
  • กำไรทางเศรษฐศาสตร์ (Economic profit) หมายถึง ผลต่างระหว่างรายรับกับต้นทุนตามความหมายในข้อใด
  • 1 : ต้นทุนที่เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จ่ายออกไปและบันทึกไว้ในสมุดบัญชี
  • 2 : ต้นทุนที่เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จ่ายออกไปและที่ไม่ได้จ่ายจริง เช่น ค่าเสื่อมราคา
  • 3 : ต้นทุนที่เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จ่ายออกไปและที่ไม่ได้จ่ายจริง เช่น ค่าเสื่อมราคา รวมถึงค่าเสียโอกาสจากทรัพยากรการผลิตทั้งหมด
  • 4 : ต้นทุนที่เป็นค่าเสียโอกาสจากทรัพยากรการผลิตทั้งหมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 69 :
  • กำไรทางบัญชี (Accounting profit) หมายถึง ผลต่างระหว่างรายรับกับต้นทุนใน ข้อใด
  • 1 : ต้นทุนที่เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จ่ายออกไปและบันทึกไว้ในสมุดบัญชี
  • 2 : ต้นทุนที่เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จ่ายออกไปและที่ไม่ได้จ่ายจริง เช่น ค่าเสื่อมราคา
  • 3 : ต้นทุนที่เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จ่ายออกไปและที่ไม่ได้จ่ายจริง เช่น ค่าเสื่อมราคา รวมถึงค่าเสียโอกาสจากทรัพยากรการผลิตทั้งหมด
  • 4 : ต้นทุนที่เป็นค่าเสียโอกาสจากทรัพยากรการผลิตทั้งหมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 70 :
  • หากรัฐบาลมีนโยบาย กำหนดเพดานราคาขาย (Ceiling price) ของแร่หรือพลังงานบางชนิด ไม่ให้ขายเกินราคาที่กำหนด โดยระดับเพดานราคาดังกล่าว อยู่สูงกว่าราคาดุลยภาพของตลาด ตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ จะทำให้เกิดผลตามข้อใด
  • 1 : เกิดภาวะแร่ขาดแคลน
  • 2 : เกิดภาวะแร่ล้นตลาด
  • 3 : ไม่เกิดผลใดๆ
  • 4 : ไม่สามารถคาดคะเนผลที่เกิดขึ้นได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 71 :
  • หากรัฐบาลมีนโยบาย กำหนดเพดานราคาขาย (Ceiling price) ของแร่หรือพลังงานบางชนิด ไม่ให้ขายเกินราคาที่กำหนด โดยระดับเพดานราคาดังกล่าว อยู่ต่ำกว่าราคาดุลยภาพของตลาด ตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ จะทำให้เกิดผลตามข้อใด
  • 1 : เกิดภาวะแร่ขาดแคลน
  • 2 : เกิดภาวะแร่ล้นตลาด
  • 3 : ไม่เกิดผลใดๆ
  • 4 : ไม่สามารถคาดคะเนผลที่เกิดขึ้นได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 72 :
  • หากรัฐบาลมีนโยบาย กำหนดราคาขายขั้นต่ำ (Floor price) ของแร่หรือพลังงานบางชนิด ไม่ให้ขายต่ำกว่าราคาที่กำหนด โดยระดับราคาขั้นต่ำดังกล่าว อยู่สูงกว่าราคาดุลยภาพของตลาด ตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ จะทำให้เกิดผลตามข้อใด
  • 1 : เกิดภาวะแร่ขาดแคลน
  • 2 : เกิดภาวะแร่ล้นตลาด
  • 3 : ไม่เกิดผลใดๆ
  • 4 : ไม่สามารถคาดคะเนผลที่เกิดขึ้นได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 73 :
  • หากรัฐบาลมีนโยบาย กำหนดราคาขายขั้นต่ำ (Floor price) ของแร่หรือพลังงานบางชนิด ไม่ให้ขายต่ำกว่าราคาที่กำหนด โดยระดับราคาขั้นต่ำดังกล่าว อยู่ต่ำกว่าราคาดุลยภาพของตลาด ตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ จะทำให้เกิดผลตามข้อใด
  • 1 : เกิดภาวะแร่ขาดแคลน
  • 2 : เกิดภาวะแร่ล้นตลาด
  • 3 : ไม่เกิดผลใดๆ
  • 4 : ไม่สามารถคาดคะเนผลที่เกิดขึ้นได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 74 :
  • ข้อจำกัด (Constraint) ของเส้นอุปทานจากแร่พลอยได้ (Byproducts) ในระยะยาวถึงยาวมาก (Very long-run) ตรงตามข้อใด
  • 1 : ปริมาณการผลิตของแร่หลัก (Main products)
  • 2 : ราคาของแร่พลอยได้
  • 3 : ปริมาณการผลิตของแร่พลอยได้
  • 4 : กำลังการผลิตของแร่พลอยได้ที่มีอยู่ในแร่หลัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 75 :
  • ข้อจำกัด (Constraint) ของเส้นอุปทานจากแร่พลอยได้ (Byproducts) ในระยะทันทีทันใด (Immediate-run) ตรงตามข้อใด
  • 1 : ปริมาณการผลิตของแร่หลัก (Main products)
  • 2 : ราคาของแร่พลอยได้
  • 3 : ปริมาณการผลิตของแร่พลอยได้
  • 4 : กำลังการผลิตของแร่พลอยได้ที่มีอยู่ในแร่หลัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 76 :
  • ข้อจำกัด (Constraint) ของเส้นอุปทานจากแร่พลอยได้ (Byproducts) ในระยะสั้น (Short-run) ตรงตามข้อใด
  • 1 : ปริมาณการผลิตของแร่หลัก (Main products)
  • 2 : ราคาของแร่พลอยได้
  • 3 : ปริมาณการผลิตของแร่พลอยได้
  • 4 : กำลังการผลิตของแร่พลอยได้ที่มีอยู่ในแร่หลัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 77 :
  • ข้อใดไม่ใช่การกระจายต้นทุนร่วม (Joint costs) ของการผลิตแร่หลายชนิดในเหมือง
  • 1 : กระจายให้เฉพาะแร่หลัก (Main products)
  • 2 : กระจายตามสัดส่วนการผลิตแร่ผลิตร่วม (Coproducts) ทุกชนิด
  • 3 : กระจายตามสัดส่วนการผลิตแร่ทุกชนิด รวมทั้งแร่พลอยได้ (Byproducts)
  • 4 : กระจายตามสัดส่วนการผลิตแร่ทุกชนิด ยกเว้นแร่พลอยได้ (Byproducts)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 78 :
  • อุปทานของโลหะจากเศษโลหะเก่า (Old scrap) ในแต่ละปี ไม่ควรขึ้นกับปัจจัยใด
  • 1 : การเพิ่มขึ้น (Flow) ของเศษโลหะจากผลิตภัณฑ์ที่มีโลหะเป็นส่วนประกอบหมดอายุลง
  • 2 : ปริมาณเศษโลหะที่มีอยู่ในคลัง (Stock) จากผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุแล้วในอดีต
  • 3 : ปริมาณการนำเศษโลหะที่มีอยู่ในคลัง (Stock) และนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycled)
  • 4 : ปริมาณของผลิตภัณฑ์ที่มีโลหะเป็นส่วนประกอบที่ผลิตขึ้นมาใหม่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 79 :
  • องค์ประกอบที่สำคัญของปริมาณความเข้มข้นของการใช้ (Intensity of use) ของแร่ต่อหน่วยรายได้ คือข้อใด
  • 1 : ปริมาณการใช้แร่ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ (Material composition of product) กับ ปริมาณการบริโภคผลิตภัณฑ์ต่อหน่วยรายได้ (Product composition of income)
  • 2 : ปริมาณการใช้แร่ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ (Material composition of product) กับ รายได้ต่อหัวของประชากร (Income per capita)
  • 3 : รายได้ต่อหัวของประชากร (Income per capita) กับ ปริมาณการบริโภคผลิตภัณฑ์ต่อหน่วยรายได้ (Product composition of income)
  • 4 : ปริมาณการบริโภคผลิตภัณฑ์ต่อหน่วยรายได้ (Product composition of income) กับปริมาณการใช้แร่ต่อหัวประชากร (Material consumption per capita)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 80 :
  • องค์ประกอบที่สำคัญของปริมาณความต้องการหรืออุปสงค์ของแร่ต่อหัวของประชากรคือข้อใด
  • 1 : ปริมาณการใช้แร่ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ (Material composition of product) กับ ปริมาณการบริโภคผลิตภัณฑ์ต่อหน่วยรายได้ (Product composition of income)
  • 2 : ปริมาณการใช้แร่ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ (Material composition of product) กับ รายได้ต่อหัวของประชากร (Income per capita)
  • 3 : รายได้ต่อหัวของประชากร (Income per capita) กับ ปริมาณความเข้มข้นของการใช้ (Intensity of use) ของแร่ต่อหน่วยรายได้
  • 4 : ปริมาณการบริโภคผลิตภัณฑ์ต่อหน่วยรายได้ (Product composition of income) กับปริมาณการใช้แร่ต่อหัวประชากร (Material consumption per capita)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 81 :
  • ปัจจัยใดที่ไม่ส่งผลต่อปริมาณการใช้แร่ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ (Material composition of product)
  • 1 : ราคาของแร่นั้น
  • 2 : ราคาของแร่ทดแทน
  • 3 : ระดับรายได้ของผู้บริโภค
  • 4 : เทคโนโลยีในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ใช้แร่เป็นวัตถุดิบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 82 :
  • ปัจจัยใดที่ไม่ส่งผลต่อปริมาณการบริโภคผลิตภัณฑ์ต่อหน่วยรายได้ (Product composition of income)
  • 1 : ราคาของแร่นั้น
  • 2 : ระดับรายได้ของผู้บริโภค
  • 3 : รสนิยมของผู้บริโภค
  • 4 : กฎเกณฑ์ของรัฐบาลในการสนับสนุนและจำกัดการใช้งาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 83 :
  • สมมติฐานความเข้มข้นของการใช้ (Intensity of Use Hypothesis) ทรัพยากรแร่ โดยเฉพาะโลหะ สำหรับแต่ละประเทศในโลก มีแนวคิดเช่นไร
  • 1 : IU จะเพิ่มขึ้นตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
  • 2 : IU จะลดลงสวนทางกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
  • 3 : IU อาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงขึ้นกับระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น
  • 4 : IU ไม่มีความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 84 :
  • ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่นกลุ่มประเทศประชาคมยุโรป ที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในแต่ละปี มีแนวโน้มในการใช้โลหะต่อหัวของประชากร เป็นเช่นใด
  • 1 : เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • 2 : ลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • 3 : เพิ่มขึ้นจนถึงระดับหนึ่งแล้วค่อยๆลดลง
  • 4 : ลดลงจนถึงระดับหนึ่งแล้วค่อยๆเพิ่มขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 85 :
  • ปัจจัยใดน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้มีความเข้มข้นของการใช้โลหะต่อหัวของประชากรในประเทศนั้นเพิ่มขึ้น
  • 1 : ประเทศนั้นอยู่ในช่วงการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน
  • 2 : ประเทศนั้นมีรายได้ต่อหัวของประชากรสูงขึ้น
  • 3 : จำนวนประชากรในประเทศนั้นมีมากขึ้น
  • 4 : ประเทศมีการเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาอุตสาหกรรมการผลิตเป็นการพึ่งพาธุรกิจบริการ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 86 :
  • ปัจจัยใดน่าจะเป็นสาเหตุให้มีความเข้มข้นของการใช้โลหะต่อหัวของประชากรในประเทศนั้นลดลง
  • 1 : ประเทศนั้นอยู่ในช่วงการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน
  • 2 : ประเทศนั้นมีรายได้ต่อหัวของประชากรสูงขึ้น
  • 3 : จำนวนประชากรในประเทศนั้นมีมากขึ้น
  • 4 : ประเทศมีการเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาอุตสาหกรรมการผลิตเป็นการพึ่งพาธุรกิจบริการ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 87 :
  • การผันผวนของราคาโลหะซึ่งเป็นผลผลิตจากเหมืองแร่โลหะ ส่วนใหญ่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยใด
  • 1 : อุปสงค์ของโลหะ
  • 2 : อุปทานของโลหะ
  • 3 : เทคโนโลยีที่ใช้ผลิตโลหะ
  • 4 : ปริมาณสำรองแหล่งแร่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 88 :
  • การพัฒนาเทคโนโลยีในข้อใดที่อาจทำให้อุปสงค์ของโลหะมีแนวโน้มลดลง
  • 1 : เทคโนโลยีในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ใช้โลหะเป็นวัตถุดิบ
  • 2 : เทคโนโลยีในการใช้โลหะเข้าไปแทนที่วัตถุเดิมในผลิตภัณฑ์
  • 3 : เทคโนโลยีในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ประหยัดวัตถุดิบลงโดยมีคุณสมบัติคงเดิมหรือดีขึ้น
  • 4 : เทคโนโลยีในการผลิตผลิตภัณฑ์ในปริมาณมาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 89 :
  • การที่ราคาโลหะในตลาดปรับตัวสูงขึ้นมาก น่าจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมอย่างไร
  • 1 : ทำให้เศรษฐกิจมีการพัฒนาดีขึ้น
  • 2 : ทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น
  • 3 : ทำให้ประชากรมีรายได้มากขึ้น
  • 4 : ทำให้มีการทำเหมืองเพื่อผลิตโลหะมากขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 90 :
  • ข้อใดไม่ใช่ข้อแตกต่างที่สำคัญของตลาดผลิตภัณฑ์แร่อุตสาหกรรมทั่วไป(แร่อโลหะ)กับตลาดโลหะ
  • 1 : ตลาดโลหะเป็นตลาดโลกมีราคาอ้างอิงที่ชัดเจน
  • 2 : บริษัทเหมืองแร่ผู้ผลิตโลหะมักจะมีอยู่น้อยราย
  • 3 : โลหะมีคุณสมบัติในการซื้อขายตามความบริสุทธิ์ที่ชัดเจนไม่มีความหลากหลาย
  • 4 : ราคาต่อหน่วยของโลหะมักมีราคาสูงทำให้คุ้มค่าต่อการขนส่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 91 :
  • ปัจจัยในข้อใดที่ทำให้ตลาดแร่อุตสาหกรรมมักเป็นตลาดท้องถิ่นมากกว่าที่จะเป็นตลาดโลก
  • 1 : ราคาต่อหน่วยของแร่อุตสาหกรรมค่อนข้างต่ำ
  • 2 : มลทินที่เจือปนในแร่อุตสาหกรรมมีหลากหลาย
  • 3 : ค่าขนส่งต่อหน่วยของแร่อุตสาหกรรมค่อนข้างสูง
  • 4 : ความต้องการของตลาดโลกมีไม่มากพอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 92 :
  • คุณลักษณะในการซื้อขายของแร่อุตสาหกรรมหรือแร่อโลหะ มักยึดถือเกณฑ์ใดเป็นหลัก
  • 1 : คุณลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ต้องการใช้งาน
  • 2 : คุณภาพทางเคมีของสารประกอบที่ต้องการ
  • 3 : ปริมาณโลหะที่ต้องการต้องมีมากพอ
  • 4 : ปริมาณสารมลทินที่เจือปนต้องไม่เกินมาตรฐาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 93 :
  • คุณลักษณะในการซื้อขายของแร่โลหะ มักยึดถือเกณฑ์ใดเป็นหลัก
  • 1 : คุณลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ต้องการใช้งาน
  • 2 : คุณภาพทางเคมีของสารประกอบที่ต้องการ
  • 3 : ปริมาณและรูปแบบธาตุโลหะที่ต้องการต้องมีมากพอ
  • 4 : ปริมาณสารมลทินที่เจือปนต้องไม่เกินมาตรฐาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 94 :
  • ปัจจัยหลักในข้อใดที่ทำให้เหมืองแร่หรือผู้ผลิตแร่อุตสาหกรรมต้องมีความเข้าใจในคุณลักษณะของแร่ที่ผลิตอย่างชัดเจน จึงจะประสบความสำเร็จในการปรับปรุงคุณภาพแร่เพื่อขายสู่ตลาดได้คุ้มค่าที่สุด
  • 1 : คุณลักษณะของแร่ที่ผลิตมีความหลากหลายตามกลุ่มผู้ใช้งาน
  • 2 : คุณลักษณะขึ้นกับความสะอาดของแร่โดยต้องลดมลทินที่เจือปนให้ต่ำที่สุด
  • 3 : คุณลักษณะขึ้นกับปริมาณสารประกอบทางเคมีที่ต้องการเป็นหลัก
  • 4 : คุณลักษณะทางกายภาพที่ต้องการเช่นความขาวหรือความคมเป็นหลัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 95 :
  • การแต่งแร่นอกจากเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญในการปรับปรุงคุณภาพแร่โดยเฉพาะแร่อุตสาหกรรมแล้ว ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ที่ทำให้เกิดการใช้ประโยชน์แร่อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ
  • 1 : ปรับปรุงแร่คุณภาพต่ำที่แต่เดิมทิ้งไปให้ใช้ในอุตสาหกรรมอื่นได้
  • 2 : ทำให้มีปริมาณสำรองแร่เพิ่มขึ้น
  • 3 : ช่วยลดต้นทุนในการผลิตแร่
  • 4 : ช่วยทำให้ขายแร่ได้ในราคาที่สูงขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 96 :
  • ข้อใดไม่ใช่ความเข้าใจที่จำเป็นในสำหรับเหมืองหรือผู้ผลิตแร่อุตสาหกรรม
  • 1 : คุณลักษณะของแร่ระดับคุณภาพต่างๆสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมปลายน้ำ
  • 2 : เทคโนโลยีในการปรับปรุงคุณภาพแร่
  • 3 : เทคโนโลยีในการขุดขนแร่
  • 4 : ระดับราคาแร่และต้นทุนการผลิตแร่คุณลักษณะต่างๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 97 :
  • เส้นอุปทานของตลาดมีแนวคิดในประมาณการได้จากข้อใด
  • 1 : รวมปริมาณการผลิตของผู้ผลิตทุกรายในระดับต้นทุนส่วนเพิ่มเดียวกัน
  • 2 : รวมต้นทุนส่วนเพิ่มจากผู้ผลิตทุกรายในปริมาณการผลิตเดียวกัน
  • 3 : รวมปริมาณการผลิตของผู้ผลิตทุกรายในระดับต้นทุนรวมเดียวกัน
  • 4 : รวมต้นทุนผันแปรจากผู้ผลิตทุกรายในปริมาณการผลิตเดียวกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 98 :
  • ปัจจัยหลายอย่างทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการเลื่อนของเส้นอุปสงค์-อุปทาน สาหตุในข้อใดที่ส่งผลให้มีปริมาณสินค้าในตลาดมากขึ้น และราคาของสินค้าสูงขึ้นด้วย
  • 1 : อุปสงค์เพิ่ม-อุปทานเพิ่ม
  • 2 : อุปสงค์เพิ่ม-อุปทานคงที่
  • 3 : อุปสงค์คงที่-อุปทานเพิ่ม
  • 4 : อุปสงค์ลดลง-อุปทานเพิ่ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 99 :
  • ปัจจัยหลายอย่างทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการเลื่อนของเส้นอุปสงค์-อุปทาน สาหตุในข้อใดที่ส่งผลให้มีปริมาณสินค้าในตลาดมากขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงราคาของสินค้าอาจไม่แน่นอน
  • 1 : อุปสงค์เพิ่ม-อุปทานเพิ่ม
  • 2 : อุปสงค์เพิ่ม-อุปทานคงที่
  • 3 : อุปสงค์คงที่-อุปทานเพิ่ม
  • 4 : อุปสงค์ลดลง-อุปทานเพิ่ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 100 :
  • ปัจจัยหลายอย่างทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการเลื่อนของเส้นอุปสงค์-อุปทาน สาหตุในข้อใดที่ส่งผลให้มีราคาของสินค้าในตลาดลดลง แต่การเปลี่ยนแปลงปริมาณสินค้าอาจไม่แน่นอน
  • 1 : อุปสงค์เพิ่ม-อุปทานเพิ่ม
  • 2 : อุปสงค์เพิ่ม-อุปทานคงที่
  • 3 : อุปสงค์คงที่-อุปทานเพิ่ม
  • 4 : อุปสงค์ลดลง-อุปทานเพิ่ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 460 : Cost estimation for mining operating
ข้อที่ 101 :
  • ข้อใดเป็นต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายก่อนการเปิดการทำเหมืองที่มีผลต่อการคำนวณหาผลตอบแทนของโครงการพัฒนาแหล่งแร่ภายหลังจากที่สำรวจพบแหล่งแร่แล้ว
  • 1 : ค่าสำรวจ (exploration cost)
  • 2 : ค่าพัฒนา (development cost)
  • 3 : ค่าสิทธิสำรวจและพัฒนาแหล่งแร่ (License or concession fee)
  • 4 : ค่าใช้จ่ายลงทุนทดแทน (replacement cost)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 102 :
  • ข้อใดเป็นต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรนำมาใช้ในการคำนวณหาผลตอบแทนของโครงการสำรวจแหล่งแร่
  • 1 : ต้นทุนการสำรวจ (exploration cost)
  • 2 : ต้นทุนในการพัฒนา (development cost)
  • 3 : ต้นทุนในการสร้างโรงแต่งแร่ (capital cost)
  • 4 : ต้นทุนจม (sunk cost)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 103 :
  • ค่าใช้จ่ายในข้อใดเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชี ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวเงิน
  • 1 : ค่าเสื่อมราคา
  • 2 : มูลค่าซาก
  • 3 : ค่าภาษี
  • 4 : เงินกู้ยืมจากต่างประเทศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 104 :
  • ข้อใดเป็นความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างการประเมินโครงการของภาครัฐกับของเอกชน
  • 1 : พิจารณาผลกระทบภายนอกเชิงลบ (external cost) ในหลายๆด้าน
  • 2 : ใช้ การวิเคราะห์ต้นทุน ผลประโยชน์ (cost benefit analysis)
  • 3 : ใช้การวิเคราะห์ทางการเงิน (financial analysis)
  • 4 : ใช้ราคาตลาดในการประเมิน (market price)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 105 :
  • ข้อใดที่ทำให้ผลการวิเคราะห์ทางการเงิน (financial analysis) แตกต่างจาก การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ (economic analysis)
  • 1 : กระแสเงินสดไหลออก (cash outflows)
  • 2 : กระแสเงินสดไหลเข้า (cash inflows)
  • 3 : ค่าเสียโอกาส (opportunity cost)
  • 4 : ผลกระทบภายนอก (external cost)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 106 :
  • ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับแนวคิดพื้นฐานของการวิเคราะห์ผลเสียและผลประโยชน์ (cost benefit) ของโครงการรัฐ
  • 1 : equivalent variation
  • 2 : compensating variation
  • 3 : consumer surplus
  • 4 : contingency allowance
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 107 :
  • ปัจจัยใดที่น่าจะสำคัญที่สุดการวิเคราะห์โครงการทางเศรษฐกิจของรัฐ
  • 1 : ผลกำไรสูงสุด
  • 2 : วิธีการวิเคราะห์
  • 3 : สวัสดิการของสังคมดีขึ้น
  • 4 : คุ้มค่าคุ้มทุน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 108 :
  • ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยในความถูกต้องของการประมาณการต้นทุนของสินทรัพย์ (Capitals cost) และต้นทุนในการดำเนินงาน (Operating costs) ของโครงการด้านเหมืองแร่
  • 1 : คุณภาพของการวางแผนทางเทคนิค
  • 2 : ความรู้เกี่ยวกับสภาวะการทำเหมืองที่คาดไว้
  • 3 : ความรู้เกี่ยวกับสภาวะการแต่งแร่ที่คาดไว้
  • 4 : ราคาของแร่ที่คาดไว้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 109 :
  • การประมาณการต้นทุน ในการศึกษาความเป็นไปได้ในระดับใด ที่มีความแม่นยำ (accuracy) น้อยที่สุด
  • 1 : ระดับเบื้องต้น (Preliminary feasibility studies)
  • 2 : ระดับออกแบบรายละเอียด (Detailed design)
  • 3 : ระดับประมาณการเบื้องต้น (Order-of-magnitude)
  • 4 : ระดับออกแบบเบื้องต้น (Preliminary design)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 110 :
  • ข้อใดไม่ใช่ข้อมูลที่จำเป็นในการประมาณการต้นทุน ในการศึกษาความเป็นไปได้ในระดับออกแบบรายละเอียด (Detailed design)
  • 1 : การออกแบบการทำเหมืองและกระบวนการแต่งแร่
  • 2 : ลักษณะการดำเนินงานที่สอดคล้องกับแหล่งแร่และขนาดของเหมือง
  • 3 : ต้นทุนของสินทรัพย์และต้นทุนค่าดำเนินงานของเหมืองอืนที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน
  • 4 : การวิเคราะห์ปริมาณแรงงานและบุคลากรรวมถึงปริมาณวัตถุดิบและพลังงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 111 :
  • การประมาณการต้นทุนสินทรัพย์ (Capital cost) ขึ้นอยู่กับปัจจัยใด
  • 1 : ขนาดและลักษณะเฉพาะของเครื่องมือเครื่องจักรในเหมืองและโรงแต่งแร่
  • 2 : โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดจากการทำงานของบุคลากร
  • 3 : ปริมาณการใช้วัตถุดิบและพลังงาน
  • 4 : ราคาต่อหน่วยของวัตถดิบและพลังงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 112 :
  • การประมาณการต้นทุนในการดำเนินงาน (Operating cost) ขึ้นอยู่กับปัจจัยใด
  • 1 : ขนาดและลักษณะเฉพาะของเครื่องมือเครื่องจักรในเหมืองและโรงแต่งแร่
  • 2 : โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดจากการทำงานของบุคลากร
  • 3 : ปริมาณการติดตั้งท่อรวมทั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ควบคุม
  • 4 : ราคาต่อหน่วยของเครื่องจักรที่กำหนดโดยผู้ผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 113 :
  • ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของโรงแต่งแร่หรือเหมืองแร่ที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือนที่ดำเนินการผลิต ถือเป็นค่าใช้จ่ายประเภทใด
  • 1 : ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Operating Costs)
  • 2 : ค่าใช้จ่ายในการลงทุน (Capital Costs)
  • 3 : ค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixed Costs)
  • 4 : ค่าใช้จ่ายผันแปร (Variable Costs)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 114 :
  • ค่าแรงงานและค่าวัสดุที่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการผลิตแร่โดยตรง และเป็นสัดส่วนกับปริมาณการผลิต ถือเป็นค่าใช้จ่ายประเภทใด
  • 1 : ค่าโสหุ้ยการผลิต (Overhead Costs)
  • 2 : ค่าใช้จ่ายในการลงทุน (Capital Costs)
  • 3 : ค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixed Costs)
  • 4 : ค่าใช้จ่ายผันแปร (Variable Costs)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 115 :
  • ค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อและติดตั้งเครื่องมือเครื่องจักรของเหมืองและโรงแต่งแร่ ถือเป็นค่าใช้จ่ายประเภทใด
  • 1 : ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Operating Costs)
  • 2 : ค่าใช้จ่ายในการลงทุน (Capital Costs)
  • 3 : ค่าโสหุ้ยการผลิต (Overhead Costs)
  • 4 : ค่าใช้จ่ายผันแปร (Variable Costs)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 116 :
  • ค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถนำมาหักจากรายได้เพื่อประเมินภาษีรายได้ ได้ทั้งจำนวนในปีที่เกิดค่าใช้จ่าย ได้แก่ค่าใช้จ่ายในข้อใด
  • 1 : ค่าโสหุ้ยการผลิต (Overhead Costs)
  • 2 : ค่าใช้จ่ายในการลงทุน (Capital Costs)
  • 3 : ค่าใช้จ่ายผันแปร (Variable Costs)
  • 4 : ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Operating Costs)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 117 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับต้นทุนจม (Sunk costs)
  • 1 : เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นในอดีตและไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้
  • 2 : เป็นต้นทุนที่ต้องจ่ายไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร
  • 3 : เป็นต้นทุนที่ไม่ควรนำมาพิจารณาในการประเมินโครงการ
  • 4 : เป็นต้นทุนที่มองไม่เห็นชัดเจน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 118 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity costs)
  • 1 : เป็นต้นทุนที่ต้องนำมาพิจารณาในการประเมินโครงการ
  • 2 : เป็นต้นทุนที่มองไม่เห็นชัดเจน
  • 3 : เป็นต้นทุนที่เป็นกระแสเงินสดจ่ายที่เกิดขึ้นจริง
  • 4 : เป็นต้นทุนที่เกิดจากทางเลือกที่ดีที่สุดถัดไปที่ไม่ได้เลือก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 119 :
  • ในการประมาณการต้นทุนของโครงการลงทุน นอกเหนือจากปริมาณต้นทุนและระยะเวลาที่ต้องชำระต้นทุนนั้นแล้ว ข้อใดเป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องพิจารณา
  • 1 : ประเภทของต้นทุนในทางบัญชี
  • 2 : ระยะเวลาในการชำระคืนต้นทุน
  • 3 : ความสามารถในการจัดหาเงินทุน
  • 4 : ความถูกต้องแน่นอนของการประมาณตัวเลขที่ใช้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 120 :
  • ต้นทุนในข้อใดที่เป็นปริมาณเงินมากที่สุดในโครงการด้านเหมืองแร่
  • 1 : ต้นทุนในการดำเนินงาน
  • 2 : ต้นทุนในสินทรัพย์
  • 3 : ต้นทุนของเงินทุน
  • 4 : ต้นทุนค่าเสียโอกาส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 121 :
  • ความแม่นยำในการประมาณการต้นทุนของสินทรัพย์กับต้นทุนในการดำเนินงานของโครงการลงทุน ไม่ขึ้นกับข้อใด
  • 1 : คุณภาพของการประเมินเทคโนโลยีการผลิตที่ใช้
  • 2 : แผนการทำเหมืองและการแต่งแร่
  • 3 : คุณภาพของข้อมูลและแบบจำลองแหล่งแร่
  • 4 : สภาพทางการตลาดและกลไกราคาแร่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 461 : Investment decision techniques
ข้อที่ 122 :
  • ข้อใดทำให้ NPV ของโครงการติดลบเสมอ
  • 1 : Discount Rate>IRR
  • 2 : Discount Rate>Interest Rate
  • 3 : Discount Rate>10%
  • 4 : Discount Rate>WACC
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 123 :
  • ค่าอัตราคิดลด (Discount Rate) ที่เหมาะสมของโครงการลงทุน ควรพิจารณาจากค่าใด
  • 1 : Weighted Average Cost of Capital
  • 2 : Interest Rate
  • 3 : Internal Rate of Return
  • 4 : Inflation Rate
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 124 :
  • เกณฑ์การลงทุนใดที่เหมาะสมใน การเรียงลำดับโครงการที่เป็นอิสระภายใต้งบประมาณจำกัด
  • 1 : NPV
  • 2 : IRR
  • 3 : PI
  • 4 : Payback Period
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 125 :
  • ค่าต้นทุนเงินทุนในส่วนของเจ้าของ (Equity Cost of Capital) ประมาณได้จากข้อใด
  • 1 : อัตราดอกเบี้ยตั๋วเงินคลัง
  • 2 : อัตราผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์
  • 3 : ค่าเบต้าของบริษัท
  • 4 : ทุกข้อรวมกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 126 :
  • บริษัทเหมืองแร่แห่งหนึ่งมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio) เท่ากับ 1 โดยมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยหลังหักภาษี จากส่วนหนี้สินที่ 10% และมีค่าอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังจากส่วนผู้ถือหุ้นที่ 20% อัตราคิดลดของบริษัท ที่ยังไม่รวมความเสี่ยงของโครงการ ควรเป็นเท่าไร
  • 1 : 12.5%
  • 2 : 15%
  • 3 : 17.5%
  • 4 : 20%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 127 :
  • เกณฑ์การตัดสินใจลงทุนในโครงการที่ทดแทนกันได้ (Mutually Exclusive Project)ในข้อใดที่บอกว่า โครงการดังกล่าวจะสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดให้กับบริษัท
  • 1 : NPV
  • 2 : IRR
  • 3 : PI
  • 4 : Payback Period
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 128 :
  • ท่านจะเลือกลงทุนในโครงการใด ดังต่อไปนี้ โครงการ ก.ให้ค่า IRR 15% และ NPV 10 ล้านบาท ส่วนโครงการ ข. ให้ค่า IRR 20% และ NPV 5 ล้านบาท
  • 1 : โครงการ ก. เพราะ NPV มากกว่า
  • 2 : โครงการ ข. เพราะ IRR มากกว่า
  • 3 : ยังสรุปไม่ได้
  • 4 : โครงการใดก็ได้ เพราะให้ค่า NPV>0
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 129 :
  • ทำไมผู้ตัดสินใจ มักนิยมใช้ข้อมูลของ IRR ในการเปรียบเทียบโครงการที่ทดแทนกันได้ แทนที่จะเป็นค่า NPV
  • 1 : เพราะค่า NPV อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ตาม discount rate
  • 2 : เพราะค่า IRR ที่สูงกว่า บอกว่า โครงการนั้นให้ผลตอบแทนมากกว่า
  • 3 : เพราะค่า IRR เป็นเกณฑ์ที่ดีกว่าค่า NPV
  • 4 : เพราะค่า IRR ไม่ขึ้นกับขนาดของเงินลงทุน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 130 :
  • เงินลงทุน ค่าใช้จ่ายและรายได้จาก การประมาณการกระแสเงินสดของโครงการในครั้งแรกจะอยู่ในรูปใด
  • 1 : Money of the Day
  • 2 : Nominal Value
  • 3 : Estimated Date Money
  • 4 : Real Value
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 131 :
  • อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) เป็นเท่าใด หากค่าอัตราดอกเบี้ยที่เป็นตัวเงิน (Nominal Interest Rate) มีค่า 2% และอัตราเงินเฟ้อ 5%
  • 1 : -2.86%
  • 2 : -3%
  • 3 : 7%
  • 4 : 3%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 132 :
  • ข้อใดเป็นการนำเสนอผลจากเกณฑ์การประเมินโครงการที่ไม่ครบถ้วน
  • 1 : NPV 10 ล้านบาท
  • 2 : IRR 20%
  • 3 : WACC 10%
  • 4 : Payback Period 5 ปี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 133 :
  • ข้อใดเป็นเกณฑ์การตัดสินใจในการลงทุนที่ไม่ปรับค่าของเวลา
  • 1 : ระยะเวลาคืนทุน (payback period)
  • 2 : มูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์สุทธิ (net present value)
  • 3 : อัตราผลตอบแทนภายในจากการลงทุน (internal rate of return)
  • 4 : อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อค่าใช้จ่าย (benefit cost ratio)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 134 :
  • ข้อใดเป็นเกณฑ์การตัดสินใจลงทุน หากวิเคราะห์ด้วย อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อค่าใช้จ่าย (benefit cost ratio: BCR)
  • 1 : BCR น้อยกว่า 1
  • 2 : BCR เท่ากับ 1
  • 3 : BCR มากกว่า 1
  • 4 : BCR มากกว่าหรือเท่ากับ 1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 135 :
  • อัตราคิดลดที่ทำให้ มูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์สุทธิ (net present value: NPV) เท่ากับศูนย์ เรียกว่าอะไร
  • 1 : อัตราผลตอบแทนภายในจากการลงทุน (internal rate of return)
  • 2 : อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนซ้ำ (rate of return on reinvestment)
  • 3 : อัตราผลตอบแทนขั้นต่ำ (minimum rate of return)
  • 4 : อัตราผลตอบแทนขั้นสูง (maximum rate of return)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 136 :
  • เกณฑ์การตัดสินใจเพื่อลงทุน สามารถแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆได้ 2 ประเภทโดยอาศัยปัจจัยข้อใด
  • 1 : ปรับและไม่ปรับค่าเวลา
  • 2 : วิเคราะห์การเงินและวิเคราะห์เศรษฐกิจ
  • 3 : ขนาดการลงทุนเล็กและใหญ่
  • 4 : ระยะเวลาการลงทุนสั้นและยาว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 137 :
  • เกณฑ์การตัดสินใจโดยใช้ ระยะเวลาคืนทุน เหมาะกับธุรกิจประเภทใด
  • 1 : ธุรกิจที่มีคู่แข่งจำนวนน้อย
  • 2 : ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง
  • 3 : ธุรกิจที่ลงทุนไม่มาก
  • 4 : ธุรกิจที่มีการลงทุนสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 138 :
  • อัตราส่วนลด (discount rate) มีความหมายใกล้เคียงกับข้อใด มากที่สุด
  • 1 : อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
  • 2 : อัตราดอกเบี้ยเงินกู้
  • 3 : ผลตอบแทนการลงทุน
  • 4 : ค่าเสียโอกาสของเงินทุน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 139 :
  • ปัจจัยข้อใดที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ง่าย และส่งผลเฉพาะต่อ มูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์สุทธิ (net present value: NPV) ของโครงการที่ได้ประมาณการกระแสเงินสดสุทธิในแต่ละปีไว้แล้ว โดยไม่มีผลต่อกระแสเงินสดดังกล่าว
  • 1 : ระยะเวลาของโครงการ
  • 2 : อัตราคิดลด
  • 3 : มูลค่าเงินลงทุนตั้งต้น
  • 4 : ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 140 :
  • ข้อใดเป็นปัญหาสำคัญของการใช้ มูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์สุทธิ (net present value: NPV)
  • 1 : ไม่สามารถเปรียบเทียบระหว่างโครงการได้
  • 2 : การกำหนด อัตราคิดลด (discount rate) ที่เหมาะสม
  • 3 : ระยะเวลาของโครงการที่ยาวนาน
  • 4 : ไม่ได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายเพื่อทดแทนทรัพย์สินถาวร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 141 :
  • ปัญหาข้อใดที่ เกณฑ์มูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์สุทธิ (net present value: NPV) ไม่สามารถตอบได้
  • 1 : โครงการน่าลงทุนหรือไม่
  • 2 : โครงการทำกำไรได้หรือไม่
  • 3 : โครงการจะคืนทุนในอัตราที่เท่าไหร่
  • 4 : โครงการให้มูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์สุทธิ เป็นบวกหรือลบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 142 :
  • ข้อใดที่ทำให้ วิธีการใช้ ผลตอบแทนภายในจากการลงทุน (internal rate of return: IRR) แตกต่างจาก การใช้ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (rate of return on investment: ROI)
  • 1 : การปรับค่าของเวลา
  • 2 : อัตราการคืนทุน
  • 3 : อัตราดอกเบี้ย
  • 4 : ระยะเวลาของโครงการ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 143 :
  • ข้อใดเป็นเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจลงทุนของ ผลตอบแทนภายในจากการลงทุน (internal rate of return: IRR)
  • 1 : IRR มากกว่า อัตราเงินเฟ้อ
  • 2 : IRR มากกว่า 0
  • 3 : IRR มากกว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้
  • 4 : IRR มากกว่า ต้นทุนของเงินทุน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 144 :
  • ข้อใดไม่ใช้เป็นส่วนประกอบในการหา อัตราคิดลด (discount rate) ที่เหมาะสม
  • 1 : อัตราดอกเบี้ยเงินกู้
  • 2 : อัตราผลตอบแทนจากตลาดทุนของกิจการแบบเดียวกัน
  • 3 : อัตราเงินเฟ้อ
  • 4 : อัตราผลตอบแทนจากพ้นธบัตรรัฐบาลที่ไม่มีความเสี่ยง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 145 :
  • หากอัตราคิดลด (discount rate) เท่ากับ ผลตอบแทนภายในจากการลงทุน (internal rate of return: IRR) ค่ามูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์สุทธิ (net present value: NPV) จะเป็นข้อใด
  • 1 : NPV มีค่าเป็นบวก
  • 2 : NPV มีค่าเท่ากับ 1
  • 3 : NPV มีค่าเป็น 0
  • 4 : NPV มีค่าเป็นลบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 146 :
  • โครงการที่ไม่สามารถหา ผลประโยชน์ได้ (benefit) อาจใช้การวิเคราะห์ในข้อใดแทน
  • 1 : มูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์สุทธิ (net present value: NPV)
  • 2 : ผลตอบแทนภายในจากการลงทุน (internal rate of return: IRR)
  • 3 : อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อค่าใช้จ่าย (benefit cost ratio: BCR)
  • 4 : หลักค่าใช้จ่ายต่ำสุด (least cost analysis)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 147 :
  • ข้อใดไม่ใช่การวัด ประสิทธิผล (effectiveness) ในการใช้หลักค่าใช้จ่ายต่ำสุด (least cost analysis)
  • 1 : นามธรรม
  • 2 : ปริมาณ
  • 3 : อัตรา
  • 4 : ผลกำไร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 148 :
  • การเปรียบเทียบระหว่างโครงการ ด้วยการวิเคราะห์ความมีประสิทธิผลของต้นทุน (cost effectiveness) นั้น โครงการที่เปรียบเทียบกันควรมีสมมุติฐานในข้อใดที่เหมือนกัน
  • 1 : เงินลงทุนเท่ากัน
  • 2 : ผลประโยชน์ที่ได้รับเหมือนกัน
  • 3 : โครงการของเอกชนเหมือนกัน
  • 4 : โครงการของรัฐเหมือนกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 149 :
  • หากเปรียบเทียบโครงการที่อายุไม่เท่ากัน การวิเคราะห์ด้วยหลักค่าใช้จ่ายต่ำสุด (least cost analysis) ในข้อใดเหมาะสมที่สุด
  • 1 : มูลค่าปัจจุบันของค่าใช้จ่ายต่ำสุด (present value of cost minimization)
  • 2 : ค่าใช้จ่ายต่อปีสมมูล (equivalent annual cost: EAC)
  • 3 : ค่าใช้จ่ายอนาคตสมมูล (equivalent future cost: EFC)
  • 4 : เงินลงทุนขั้นต้นตำที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 150 :
  • อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี ในกรณีที่มีการคิดดอกเบี้ยมากกว่าหนึ่งครั้งต่อปี เรียกว่าอะไร
  • 1 : nominal rate
  • 2 : real rate
  • 3 : effective rate
  • 4 : period rate
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 151 :
  • หากธนาคารกำหนดอัตราดอกเบี้ย 12 เปอร์เซ็นต์ต่อปี คิดดอกเบี้ยให้ทุกครึ่งปี อยากทราบว่า period rate จะเป็นเท่าไหร่
  • 1 : 4 เปอร์เซ็นต์
  • 2 : 6 เปอร์เซ็นต์
  • 3 : 8 เปอร์เซ็นต์
  • 4 : 12 เปอร์เซ็นต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 152 :
  • การเปรียบเทียบโครงการที่ไม่มีรายได้มาเกี่ยวข้อง เช่นการตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม สามารถทำได้โดยวิธีใดง่ายที่สุด
  • 1 : ผลตอบแทน (rate of return: ROR)
  • 2 : มูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์สุทธิ (net present value: NPV)
  • 3 : อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อค่าใช้จ่าย (benefit cost ratio: BCR)
  • 4 : ค่าใช้จ่ายต่อปีสมมูล (equivalent annual cost: EAC)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 153 :
  • ปัจจัยที่อาจถูกนำมาพิจารณาร่วมด้วย นอกเหนือจาก อัตราคิดลด ในกรณีการวิเคราะห์ที่มีการปรับค่าของเวลา
  • 1 : อัตราเงินเฟ้อ (inflation rate)
  • 2 : อัตราผลตอบแทน (rate of return)
  • 3 : อัตราการเพิ่มของราคาและต้นทุนแต่ละรายการ (escalation rate)
  • 4 : อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 154 :
  • หากต้องเลือกโครงการเดียวจากหลายโครงการที่สามารถเลือกได้ โดยใช้ เกณฑ์พิจารณาด้วยอัตราผลตอบแทน (IRR) ปัจจัยใดที่ต้องนำมาพิจารณาเพื่อให้การเปรียบเทียบมีความถูกต้อง
  • 1 : เงินลงทุนที่แตกต่างกัน
  • 2 : อัตราคิดลด
  • 3 : ระยะเวลาของโครงการ
  • 4 : ต้นทุนของเงินทุน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 155 :
  • ผลตอบแทนการลงทุนภายในโครงการ (internal rate of return) ต้องนำมาเปรียบเทียบกับข้อใด ถึงจะบอกได้ว่าโครงการเป็นที่น่าพอใจ
  • 1 : อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
  • 2 : อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล
  • 3 : อัตราต้นทุนของเงินทุน
  • 4 : อัตราผลตอบแทนจากตลาดทุน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 156 :
  • กรณีใดที่จำเป็นต้องใช้เทคนิคการตัดสินใจด้วย growth rate of return แทนการหาการผลตอบแทนการลงทุนภายในโครงการ (internal rate of return)
  • 1 : กรณีที่วงเงินลงทุนไม่เท่ากัน
  • 2 : กรณีที่อายุโครงการไม่เท่ากัน
  • 3 : กรณีที่ให้ค่า ผลตอบแทนของโครงการมากกว่าหนึ่งค่า
  • 4 : กรณีที่จำเป็นต้องเลือกโครงการเดียว (mutually exclusive)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 157 :
  • ข้อใด เป็นข้อได้เปรียบของการใช้ ค่าสุทธิ (net value) เช่น มูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์สุทธิ (net present value: NPV) เป็นเกณฑ์การพิจารณาโครงการ เหนือ ผลตอบแทนการลงทุนภายในโครงการ (internal rate of return)
  • 1 : ค่าสุทธิบอกถึงมูลค่าเพิ่มที่ได้รับจากการลงทุนในโครงการ
  • 2 : ค่าสุทธิไม่ขึ้นกับระยะเวลาของโครงการ
  • 3 : ค่าสุทธิไม่ขึ้นกับอัตราคิดลดที่ใช้
  • 4 : ค่าสุทธิไม่ขึ้นกับวงเงินลงทุน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 158 :
  • ปัจจัยข้อใดที่ต้องพิจารณาในการเลือกโครงการได้มากกว่า 1 โครงการ (non-mutually exclusive investment)
  • 1 : ต้องใช้ มูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์สุทธิ (net present value: NPV) ในการพิจารณาเพียงอย่างเดียว
  • 2 : อายุของโครงการที่พิจารณาต้องอยู่บนฐานเวลาเดียวกัน
  • 3 : สามารถใช้ ผลตอบแทนการลงทุนภายในโครงการ (internal rate of return) ในการพิจารณาได้
  • 4 : วงเงินลงทุนทุกโครงการต้องเท่ากัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 159 :
  • ค่า อัตราคิดลด (Discount Rate) ของแต่ละโครงการในบริษัทเดียวกัน ควรเป็นเช่นใด
  • 1 : เท่ากันทุกโครงการ เพราะต้นทุนเงินทุนเท่ากัน
  • 2 : เท่ากันทุกโครงการ เพราะจะได้มีมาตรฐานเดียวกัน
  • 3 : ไม่เท่ากัน เพราะมีความเสี่ยงของโครงการไม่เท่ากัน
  • 4 : ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับผู้วิเคราะห์โครงการแต่ละคน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 160 :
  • ข้อใดเป็นข้อสมมติ (assumption) ที่เป็นจุดอ่อนที่สำคัญ ของการใช้เกณฑ์ผลตอบแทนภายในของโครงการ (IRR)
  • 1 : อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนซ้ำ (Reinvestment Rate) ต้องเท่ากับ IRR
  • 2 : อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนซ้ำ (Reinvestment Rate) ต้องเท่ากับ Discount Rate
  • 3 : IRR เป็นค่าที่ไม่ขึ้นกับ Discount Rate
  • 4 : IRR เป็นค่าที่ไม่ขึ้นกับเงินลงทุน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 161 :
  • ข้อใดเป็นข้อสมมติ ของอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนซ้ำ (Reinvestment Rate) ของการใช้เกณฑ์ผลตอบแทนภายในของโครงการ (IRR)
  • 1 : ต้องเท่ากับ IRR ที่คำนวณได้
  • 2 : ต้องเท่ากับ Discount Rate
  • 3 : ต้องเท่ากับ Interest Rate
  • 4 : เท่าใดก็ได้ ตามความเหมาะสม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 162 :
  • ข้อใดเป็นข้อสมมติ ของอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนซ้ำ (Reinvestment Rate) ของการใช้เกณฑ์ค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV)
  • 1 : ต้องเท่ากับ IRR
  • 2 : ต้องเท่ากับ Discount Rate
  • 3 : ต้องเท่ากับ Interest Rate
  • 4 : เท่าใดก็ได้ ตามความเหมาะสม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 163 :
  • ข้อใดเป็นข้อสมมติ ของอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนซ้ำ (Reinvestment Rate) ของการใช้เกณฑ์ค่าผลตอบแทนภายในโครงการแบบปรับค่า (Modified IRR)
  • 1 : ต้องเท่ากับ IRR
  • 2 : ต้องเท่ากับ Discount Rate
  • 3 : ต้องเท่ากับ Interest Rate
  • 4 : เท่าใดก็ได้ ตามความเหมาะสม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 164 :
  • อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนซ้ำ (Reinvestment Rate) ของการใช้เกณฑ์ค่าผลตอบแทนภายในโครงการ (IRR) เป็นตามข้อใด
  • 1 : โครงการที่มีค่า IRR สูง จะต้องมีอัตราการลงทุนซ้ำที่สูงด้วย
  • 2 : โครงการที่มีค่า IRR สูง อาจมีอัตราการลงทุนซ้ำที่ต่ำก็ได้
  • 3 : อัตราการลงทุนซ้ำของทุกโครงการจะเท่ากัน
  • 4 : อัตราการลงทุนซ้ำต้องเท่ากับค่าเสียโอกาสทางการเงิน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 165 :
  • ในการเปรียบเทียบโครงการลงทุนหลายโครงการ ข้อใดเป็นสาเหตุที่ทำให้ การประเมินโครงการโดยใช้เกณฑ์ค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ขัดแย้งกับการใช้เกณฑ์ค่าผลตอบแทนภายในโครงการ (IRR)
  • 1 : ข้อสมมติของอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนซ้ำ (Reinvestment Rate) ต่างกัน
  • 2 : วิธีที่ใช้ในการคำนวณค่าต่างกัน
  • 3 : ใช้อัตราคิดลด (Discount Rate) ที่แตกต่างกัน
  • 4 : ขนาดของเงินลงทุนต่างกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 166 :
  • ในการเปรียบเทียบโครงการลงทุนหลายโครงการ ข้อใดเป็นสาเหตุที่ทำให้ การประเมินโครงการโดยใช้เกณฑ์ค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ขัดแย้งกับการใช้เกณฑ์ดัชนีกำไร (PI)
  • 1 : ข้อสมมติของอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนซ้ำ (Reinvestment Rate) ต่างกัน
  • 2 : วิธีที่ใช้ในการคำนวณค่าต่างกัน
  • 3 : ใช้อัตราคิดลด (Discount Rate) ที่แตกต่างกัน
  • 4 : ขนาดของเงินลงทุนต่างกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 167 :
  • เกณฑ์การลงทุนใดที่เหมาะสมใน การเรียงลำดับโครงการที่เป็นอิสระ (Independent project) โดยมีงบประมาณไม่จำกัด
  • 1 : ระยะเวลาคืนทุนแบบคิดลด (discounted payback period)
  • 2 : มูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์สุทธิ (net present value)
  • 3 : อัตราผลตอบแทนภายในจากการลงทุน (internal rate of return)
  • 4 : ดัชนีกำไร (Profitability Index)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 168 :
  • ในการคำนวณเกณฑ์การตัดสินใจในการลงทุน ในข้อใดที่ไม่ต้องรู้ค่าอัตราคิดลด (Discount Rate)
  • 1 : ระยะเวลาคืนทุนแบบคิดลด (discounted payback period)
  • 2 : มูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์สุทธิ (net present value)
  • 3 : อัตราผลตอบแทนภายในจากการลงทุน (internal rate of return)
  • 4 : ดัชนีกำไร (Profitability Index)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 169 :
  • เงินลงทุน ค่าใช้จ่ายและรายได้ จากการประมาณกระแสเงินสด ใน Discounted Cash Flow Model ที่เหมาะสม ควรจะอยู่ในรูปใด
  • 1 : Money of the Day
  • 2 : Inflated Value
  • 3 : Estimated Date Money
  • 4 : Real Value
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 170 :
  • สิ่งใดที่ทำให้กระแสเงินสดหลังหักภาษีรายปี มีค่าต่างจาก กำไรสุทธิหลังหักภาษีรายปี ในแต่ละปีระหว่างการดำเนินงานในโครงการ
  • 1 : ค่าเสื่อมราคา
  • 2 : ภาษีเงินได้
  • 3 : ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
  • 4 : อัตราเงินเฟ้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 171 :
  • เหตุใดกำไรสุทธิหลังหักภาษี (Net Profit After Tax) ซึ่งเป็นกำไรทางบัญชี ไม่ใช้ ในการวิเคราะห์โครงการลงทุนที่เหมาะสม
  • 1 : กำไรทางบัญชีอาจตกแต่งได้
  • 2 : กำไรทางบัญชีอาจมีค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นเงินสด
  • 3 : กำไรทางบัญชีไม่ได้หักค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม
  • 4 : กำไรทางบัญชีอาจทำให้เสียภาษีมากเกินไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 172 :
  • ข้อใดคือความสัมพันธ์ที่ถูกต้องระหว่าง กำไรสุทธิหลังหักภาษีกับกระแสเงินสดหลังหักภาษี
  • 1 : กำไรสุทธิหลังหักภาษีรวมทั้งโครงการจะเท่ากับกระแสเงินสดหลังหักภาษีรวมทั้งโครงการ
  • 2 : กำไรสุทธิหลังหักภาษีรวมทั้งโครงการจะไม่เท่ากับกระแสเงินสดหลังหักภาษีรวมทั้งโครงการ
  • 3 : กำไรสุทธิหลังหักภาษีในรายปีจะเท่ากับกระแสเงินสดหลังหักภาษีรายปี
  • 4 : กำไรสุทธิหลังหักภาษีเมื่อเริ่มโครงการจะเท่ากับกระแสเงินสดหลังหักภาษีเมื่อเริ่มโครงการ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 173 :
  • เงินลงทุน ค่าใช้จ่ายและรายได้ จากการประมาณกระแสเงินสด ใน Discounted Cash Flow Model ที่เหมาะสม ก่อนทำการหาค่าปัจจุบัน ควรปรับค่าด้วยข้อใด
  • 1 : อัตราเงินเฟ้อ (Inflation Rate)
  • 2 : อัตราการเพิ่มของราคาและค่าใช้จ่ายแต่ละรายการ (Escalation Rate)
  • 3 : อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate)
  • 4 : อัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 174 :
  • ในบางปีของโครงการ อาจให้กระแสเงินสดหลังหักภาษีที่เป็นลบ ในขณะที่มีกำไรสุทธิหลังหักภาษีเป็นบวก เป็นผลมาจากอะไร
  • 1 : การปรับค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสด
  • 2 : การปรับค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินสดและดอกเบี้ย
  • 3 : การปรับค่าใช้จ่ายที่ให้กับผู้บริหาร
  • 4 : การปรับต้นทุนค่าเสียโอกาสของเงินทุน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 175 :
  • อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) สามารถประมาณได้จาก
  • 1 : อัตราดอกเบี้ยที่ประกาศลบด้วยด้วยอัตราเงินเฟ้อ
  • 2 : อัตราผลตอบแทนภายในจากการลงทุน
  • 3 : อัตราดอกเบี้ยที่ผู้ลงทุนต้องการหักด้วยค่าใช้จ่ายในการลงทุน
  • 4 : ต้นทุนค่าเสียโอกาสของเงินทุน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 176 :
  • ค่าปัจจุบัน(Present Value) ของเงิน 100 บาทที่จะได้รับในอีก 5 ปี จากนี้ จะเป็นเท่าไหร่ ถ้าอัตราคิดลดเป็น 6%
  • 1 : 74.73 บาท
  • 2 : 70.00 บาท
  • 3 : 130.00 บาท
  • 4 : 133.82 บาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 177 :
  • ผลรวมของค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ใดๆในโครงการมีค่าเท่ากับข้อใด
  • 1 : ต้นทุนของสินทรัพย์
  • 2 : ต้นทุนของสินทรัพย์บวกกับมูลค่าซาก
  • 3 : มูลค่าทางบัญชี ของสินทรัพย์
  • 4 : มูลค่าซากของสินทรัพย์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 178 :
  • ค่าเสื่อมราคาประเภทใดทีมีเฉพาะในโครงการทางด้านเหมืองแร่และปิโตรเลียม
  • 1 : Depreciation
  • 2 : Depletion
  • 3 : Amortization
  • 4 : Resource Rent
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 179 :
  • มูลค่าทางการตลาดของสินทรัพย์ในโครงการ ที่หมดอายุการใช้งานหรือเลิกใช้ ตรงกับข้อใด
  • 1 : ราคาเงา
  • 2 : ราคาซาก
  • 3 : ราคาทางบัญชี
  • 4 : ราคาเสื่อม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 180 :
  • เงินลงทุนในโครงการในข้อใด ที่จะได้รับกลับมาเต็มจำนวนเมื่อสิ้นสุดโครงการ
  • 1 : สินทรัพย์ถาวร
  • 2 : ที่ดิน
  • 3 : สินทรัพย์หมุนเวียน
  • 4 : เงินทุนหมุนเวียน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 181 :
  • รายรับที่ต้องเสียภาษี จากการขายสินทรัพย์ในโครงการที่หมดอายุการใช้งาน มีความหมายตามข้อใด
  • 1 : มูลค่าซากมากกว่าราคาตลาด
  • 2 : ราคาตลาดเป็นศูนย์
  • 3 : มูลค่าทางบัญชีมากกว่าราคาตลาด
  • 4 : หักค่าเสื่อมราคามากเกินไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 182 :
  • ข้อใดไม่ใช่เกณฑ์การวิเคราะห์โครงการที่นิยมใช้ในการวิเคราะห์ด้วยกระแสเงินสดคิดลด (DCF Analysis)
  • 1 : เกณฑ์ระยะเวลา
  • 2 : เกณฑ์มูลค่าผลตอบแทน
  • 3 : เกณฑ์อัตราผลตอบแทน
  • 4 : เกณฑ์อัตราความเสี่ยง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 183 :
  • ในการประมาณกระแสเงินสดหลังหักภาษี ค่าใช้จ่ายแบบใดเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถหักได้ทั้งหมดในปีที่เกิดค่าใช้จ่ายนั้น
  • 1 : Expensed
  • 2 : Capital Expenditure
  • 3 : Operating Expenditure
  • 4 : Overhead Expenditure
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 184 :
  • ในการประมาณกระแสเงินสดหลังหักภาษี เพื่อให้การคำนวณภาษีได้ถูกต้อง กระแสเงินสดที่เกิดขึ้นในแต่ละปีควรอยู่ในรูปใด
  • 1 : Money of the Day
  • 2 : Inflated Value
  • 3 : Estimated Date Money
  • 4 : Real Value
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 185 :
  • ค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ มีความสัมพันธ์โดยตรงกับค่าใช้จ่ายประเภทใด
  • 1 : Expensed
  • 2 : Capital Expenditure
  • 3 : Operating Expenditure
  • 4 : Overhead Expenditure
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 186 :
  • ค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ที่จับต้องได้ (Tangible assets) มีชื่อเรียกว่าอะไร
  • 1 : Depreciation
  • 2 : Depletion
  • 3 : Amortization
  • 4 : Escalation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 187 :
  • ค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ (Intangible assets) มีชื่อเรียกว่าอะไร
  • 1 : Depreciation
  • 2 : Depletion
  • 3 : Amortization
  • 4 : Escalation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 188 :
  • ค่าเสื่อมราคาของทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resources) มีชื่อเรียกว่าอะไร
  • 1 : Depreciation
  • 2 : Depletion
  • 3 : Amortization
  • 4 : Escalation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 189 :
  • ค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรและค่าน้ำมันเชื้อเพลิงของเครื่องจักรจัดเป็นต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายเรียงตามข้อใด
  • 1 : ผันแปรและคงที่
  • 2 : ไม่เป็นเงินสดและเป็นเงินสด
  • 3 : ทางบัญชีและทางภาษี
  • 4 : แอบแฝงและชัดแจ้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 190 :
  • เครื่องจักรมีราคาทุน 1,000,000 บาท มีอายุใช้งานทางบัญชี 5 ปี หากใช้วิธีคิดค่าเสื่อมราคาแบบเส้นตรง มูลค่าทางบัญชี (Book Value) ของเครื่องจักร เมื่อสิ้นปีที่ 3 มีค่าเท่าไร
  • 1 : 600,000 บาท
  • 2 : 700,000 บาท
  • 3 : 500,000 บาท
  • 4 : 400,000 บาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 191 :
  • เครื่องจักรมีราคาทุน 1,000,000 บาท มีอายุใช้งานทางบัญชี 5 ปี หากใช้วิธีคิดค่าเสื่อมราคาแบบผลรวมจำนวนปี (Sum of the year digit) ค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรดังกล่าวในปีแรกมีค่าเท่าไร
  • 1 : 200,000 บาท
  • 2 : 300,000 บาท
  • 3 : 333,333 บาท
  • 4 : 400,000 บาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 192 :
  • เครื่องจักรมีราคาทุน 1,000,000 บาท มีอายุใช้งานทางบัญชี 5 ปี หากใช้วิธีคิดค่าเสื่อมราคาแบบทวีคูณของมูลค่าที่เหลือ (Double declining balance) ค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรดังกล่าวในปีแรกมีค่าเท่าไร
  • 1 : 200,000 บาท
  • 2 : 300,000 บาท
  • 3 : 333,333 บาท
  • 4 : 400,000 บาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 193 :
  • โดยทั่วไปการคิดค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรโดยวิธีใดที่ทำให้ได้ประโยชน์จากสิทธิทางภาษีได้ดีที่สุด
  • 1 : แบบเส้นตรง (Straight line)
  • 2 : แบบผลรวมจำนวนปี (Sum of the year digit)
  • 3 : แบบทวีคูณของมูลค่าที่เหลือ (Double declining balance)
  • 4 : แบบจำนวนผลผลิต (Unit of Production)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 194 :
  • การคิดค่าเสื่อมสภาพทรัพยากรธรรมชาติ มักใช้วิธีใด
  • 1 : แบบเส้นตรง (Straight line)
  • 2 : แบบผลรวมจำนวนปี (Sum of the year digit)
  • 3 : แบบทวีคูณของมูลค่าที่เหลือ (Double declining balance)
  • 4 : แบบจำนวนผลผลิต (Unit of Production)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 195 :
  • การคิดค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรโดยวิธีใดที่ทำให้ไม่สามารถหักต้นทุนได้หมด หากใช้วิธีเดิมโดยไม่เปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นในปีถัดไป
  • 1 : แบบเส้นตรง (Straight line)
  • 2 : แบบผลรวมจำนวนปี (Sum of the year digit)
  • 3 : แบบทวีคูณของมูลค่าที่เหลือ (Double declining balance)
  • 4 : แบบจำนวนผลผลิต (Unit of Production)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 196 :
  • การคิดค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตโดยตรง และมีอายุการใช้งานตามปริมาณการผลิต มักใช้วิธีใด
  • 1 : แบบเส้นตรง (Straight line)
  • 2 : แบบผลรวมจำนวนปี (Sum of the year digit)
  • 3 : แบบทวีคูณของมูลค่าที่เหลือ (Double declining balance)
  • 4 : แบบจำนวนผลผลิต (Unit of Production)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 197 :
  • ต้นทุนในการคิดค่าเสื่อมสภาพทรัพยากรธรรมชาติ คิดจากค่าใด
  • 1 : มูลค่าปริมาณสำรองของแหล่งแร่ทั้งหมดที่มีอยู่
  • 2 : ค่าใช้จ่ายให้ได้มาซึ่งทรัพยากรแร่
  • 3 : มูลค่าของแร่ที่สามารถผลิตออกมาได้จากแหล่งแร่
  • 4 : ต้นทุนในการผลิตแร่ทั้งหมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 198 :
  • ลักษณะใดของกระแสเงินสดที่ทำให้รู้ว่าโครงการดังกล่าวจะให้ค่า IRR กี่ค่า
  • 1 : จำนวนครั้งที่เครื่องหมายของกระแสเงินสดเปลี่ยนไป
  • 2 : จำนวนปีที่กระแสเงินสดเป็นลบ
  • 3 : จำนวนครั้งของการลงทุนซ้ำของกระแสเงินสด
  • 4 : ไม่มีวิธีที่จะบอกจำนวนของค่า IRR ว่าจะมีกี่ค่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 199 :
  • การเปรียบเทียบโครงการตามข้อใด ที่ไม่สามารถใช้ค่า IRR ที่มากกว่า เป็นเกณฑ์ในการหาโครงการที่ดีกว่าได้
  • 1 : โครงการที่ใช้เงินลงทุนมากกว่า
  • 2 : โครงการที่ใช้เงินลงทุนเท่ากัน แต่รูปแบบกระแสเงินสดในแต่ละช่วงเวลาต่างกัน
  • 3 : โครงการที่ใช้เงินลงทุนเท่ากัน และมีรูปแบบกระแสเงินสดในแต่ละช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
  • 4 : โครงการที่มีต้นทุนของเงินทุนเท่ากัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 200 :
  • ข้อใดไม่ใช่เกณฑ์ที่ถูกต้องของการเปรียบเทียบโครงการ A กับ B ที่ต้องใช้ค่า IRR ของกระแสเงินสดส่วนเพิ่ม (Incremental cash flow)
  • 1 : IRR ของ กระแสเงินสด B-A มากกว่า อัตราคิดลด, เลือก B
  • 2 : IRRของ กระแสเงินสด B-A มากกว่า อัตราคิดลด, เลือก A
  • 3 : IRR ของ กระแสเงินสด B-A น้อยกว่า อัตราคิดลด, เลือก A
  • 4 : IRR ของ กระแสเงินสด B-A เท่ากับ อัตราคิดลด, เลือก A หรือ B ก็ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 201 :
  • โครงการแบบ Mutually Exclusive 2 โครงการ A กับ B มีเงินลงทุนเท่ากัน และมีอายุของโครงการเท่ากัน หากโครงการ A ให้ค่า IRR 25% ส่วนโครงการ B ให้ค่า IRR 30% และมีค่า IRR ของกระแสเงินสดส่วนเพิ่มของ B-A อยู่ที่ 17% ควรจะเลือกโครงการใด
  • 1 : เลือก B เพราะให้ค่า IRR มากกว่า
  • 2 : เลือก A หากอัตราคิดลดที่ใช้ มากกว่า 17%
  • 3 : เลือก B หากอัตราคิดลดที่ใช้ มากกว่า 17%
  • 4 : ใช้ค่า IRR ในการเลือกไม่ได้ ต้องดูที่ค่า NPV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 202 :
  • โครงการแบบ Mutually Exclusive 2 โครงการ A กับ B มีเงินลงทุนเท่ากัน และมีอายุของโครงการเท่ากัน หากโครงการ A ให้ค่า IRR 25% ส่วนโครงการ B ให้ค่า IRR 30% และมีค่า IRR ของกระแสเงินสดส่วนเพิ่ม (Incremental IRR) ของ B-A อยู่ที่ 17% หากค่า NPV @15% ของ A และ B เป็น 2.6 และ 2.4 ล้านบาทตามลำดับ ควรจะเลือกโครงการใด
  • 1 : เลือก B เพราะให้ค่า IRR มากกว่า
  • 2 : เลือก A เพราะให้ค่า NPV มากกว่า
  • 3 : เลือก B เพราะอัตราคิดลดที่ใช้ น้อยกว่าค่า Incremental IRR
  • 4 : เลือก A เพราะอัตราคิดลดที่ใช้ มากกว่าค่า Incremental IRR
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 203 :
  • ข้อสุรุปใดที่ไม่ถูกต้องในการเลือกโครงการแบบ Mutually Exclusive
  • 1 : เลือกโครงการที่ให้ค่า NPV สูงที่สุด
  • 2 : เลือกโครงการที่ให้ค่า IRR สูงที่สุด
  • 3 : Incremental IRR ให้ผลการเลือกเช่นเดียวกับ NPV
  • 4 : การเลือกโครงการขึ้นอยู่กับอัตราคิดลดที่ใช้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 204 :
  • ข้อใดไม่ใช่ขั้นตอนในการวิเคราะห์กระแสเงินสดส่วนเพิ่ม(Incremental Analysis)
  • 1 : หากระแสเงินสดส่วนต่างในแต่ละปีของโครงการที่ต้องการเปรียบเทียบ
  • 2 : หาส่วนต่างระหว่างค่า IRR ของโครงการที่ต้องการเทียบกับอัตราคิดลดที่เหมาะสม
  • 3 : หาค่า IRR ของกระแสเงินสดส่วนต่าง
  • 4 : เปรียบเทียบค่า IRR ของกระแสเงินสดส่วนต่าง กับอัตราคิดลดที่เหมาะสม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 205 :
  • การใช้ IRR เป็นสำหรับการวิเคราะห์โครงการในวัตถุประสงค์ใดที่ไม่เหมาะสม
  • 1 : ใช้คัดกรองโครงการ (Project Screening) ที่เหมาะสมต่อการลงทุน
  • 2 : ใช้เรียงลำดับโครงการเพื่อหาโครงการที่ดีที่สุด (Project Ranking)
  • 3 : ใช้ในการเปรียบเทียบกับอัตราต้นทุนของเงินทุน
  • 4 : ไม่ต้องใช้ค่าอัตราคิดลดในการคำนวณหาค่า IRR
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 206 :
  • วิธีใดที่ไม่ควรใช้ในการเรียงลำดับโครงการที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
  • 1 : เปรียบเทียบโครงการโดยใช้ค่า NPV
  • 2 : เปรียบเทียบโครงการโดยใช้ค่า Incremental IRR
  • 3 : เปรียบเทียบโครงการโดยใช้ค่า IRR
  • 4 : เปรียบเทียบโครงการโดยใช้ค่า Return on the incremental investment
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 207 :
  • ข้อใดไม่ใช่ขั้นตอนในการหาค่า Return on the incremental investment
  • 1 : หากระแสเงินสดส่วนต่างในแต่ละปีของโครงการที่ต้องการเปรียบเทียบ
  • 2 : หาส่วนต่างระหว่างค่า Return on investment ของโครงการที่ต้องการเทียบกับค่าอัตราคิดลด
  • 3 : หาค่า Return on the incremental investment ของกระแสเงินสดส่วนต่าง
  • 4 : เปรียบเทียบค่า Return on the incremental investment ของกระแสเงินสดส่วนต่าง กับค่าอัตราคิดลด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 208 :
  • ข้อใดไม่ใช่แนวคิดพื้นฐานของการวิเคราะห์โครงการแบบ Mutually Exclusive
  • 1 : อัตราผลตอบแทนจากเงินลงทุนส่วนที่เพิ่มขึ้นของโครงการใหญ่กว่าจะต้องคุ้มค่า
  • 2 : อัตราผลตอบแทนจากเงินลงทุนของโครงการเล็กกว่าจะต้องคุ้มค่า
  • 3 : เลือกโครงการที่ให้อัตราผลตอบแทนมากที่สุด
  • 4 : เลือกโครงการที่ใหญ่ที่สุด โดยมีผลตอบแทนจากการลงทุนส่วนเพิ่มที่คุ้มค่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 209 :
  • ข้อใดไม่ใช่แนวคิดพื้นฐานของการลงทุนในกลุ่มโครงการ (Project Portfolio)
  • 1 : หากมีเงินลงทุนไม่จำกัด ควรลงทุนในทุกโครงการที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
  • 2 : หากมีเงินลงทุนจำกัด อาจลงทุนในโครงการเล็กหลายโครงการ ที่ให้ผลตอบแทนต่อเม็ดเงินลงทุนที่มากกว่าโครงการใหญ่
  • 3 : ควรลงทุนในกลุ่มโครงการที่ใช้เงินลงทุนมากที่สุดในวงเงินที่มีอยู่ โดยให้มูลค่าผลตอบแทนรวมสูงที่สุด
  • 4 : หากมีเงินลงทุนจำกัด ควรลงทุนในโครงการใหญ่ที่ให้มูลค่าผลตอบแทนมากที่สุด โดยมีเงินลงทุนน้อยกว่าวงเงินที่มีอยู่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 210 :
  • ข้อใดไม่ใช่ขั้นตอนที่ใช้ในการคัดเลือกกลุ่มโครงการ (Project Portfolio)
  • 1 : หาค่า NPV ของกลุ่มโครงการที่เลือก
  • 2 : หาค่า PI ของแต่ละโครงการ เพื่อเรียงลำดับโครงการ
  • 3 : หาปริมาณเงินลงทุนรวมของกลุ่มโครงการ เทียบกับเงินงบประมาณลงทุน
  • 4 : หาค่า IRR ของแต่ละโครงการ เพื่อเรียงลำดับโครงการ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 211 :
  • ข้อใดไม่ใช่ข้อสมมติ (Assumption) ที่ใช้ในการเลือกโครงการที่มีอายุและเงินลงทุนไม่เท่ากัน
  • 1 : กระแสเงินสดที่เกิดจากโครงการ จะนำไปลงทุนซ้ำ (Reinvestment) ในอัตราคิดลดตลอดช่วงระยะเวลาเท่ากับอายุของโครงการที่ยาวที่สุด
  • 2 : กระแสเงินสดที่เกิดจากโครงการ จะนำไปลงทุนซ้ำ (Reinvestment) ในอัตราที่คาดไว้ในอนาคต ตลอดช่วงระยะเวลาเท่ากับอายุของโครงการที่ยาวที่สุด
  • 3 : แต่ละโครงการจะลงทุนเช่นเดิมเป็นรอบๆ (recycle investment) ภายในระยะเวลาร่วม (ค.ร.น.) ของทุกโครงการ โดยมีการลงทุนทุกรอบเท่าเดิม
  • 4 : แต่ละโครงการจะลงทุนเช่นเดิมเป็นรอบๆ (recycle investment) ภายในระยะเวลาร่วม (ค.ร.น.) ของทุกโครงการ โดยมีการลงทุนรอบใหม่จะเป็นมูลค่าในอนาคตของการลงทุนเดิม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 212 :
  • ในการเลือกซื้อเครื่องจักรที่มีราคาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตลอดจนอายุแตกต่างกัน ควรใช้เกณฑ์ใด
  • 1 : EUAC (Equivalent uniform annual costs) ของแต่ละเครื่องจักร
  • 2 : IRR ของแต่ละเครื่องจักร
  • 3 : NPV ของแต่ละเครื่องจักร
  • 4 : PI ของแต่ละเครื่องจักร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 213 :
  • ข้อใดไม่ใช่ขั้นตอนในการคำนวณหาค่า EUAC (Equivalent uniform annual costs) ในการเลือกเครื่องจักร
  • 1 : หาค่า NPV ของเครื่องจักรที่ปรับอายุร่วมให้เท่ากัน จากเงินลงทุน ค่าใช้จ่ายในการ ดำเนินงาน และราคาซาก
  • 2 : เครื่องจักรต้องมีการลงทุนรอบใหม่ (Recycled) จนมีอายุร่วมเท่ากันทุกเครื่อง
  • 3 : อายุร่วมของเครื่องจักรได้มาจากการหาค่า ค.ร.น. ของอายุเครื่องจักรทุกตัวที่เปรียบเทียบ
  • 4 : เครื่องจักรแต่ละเครื่องไม่จำเป็นต้องปรับให้มีอายุเท่ากันก็ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 214 :
  • การประเมินโครงการแบบ Mutually Exclusive ใดที่ต้องใช้การวิเคราะห์แบบเฉพาะ
  • 1 : โครงการที่มีอายุไม่เท่ากัน
  • 2 : โครงการที่มีขนาดการลงทุนไม่เท่ากัน
  • 3 : การลงทุนส่วนเพิ่มของโครงการที่ใหญ่กว่า
  • 4 : โครงการลงทุนที่เล็กกว่าโครงการอื่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 215 :
  • ข้อใดไม่ใช่การใช้ NPV ที่ถูกต้อง
  • 1 : ใช้เรียงลำดับโครงการที่น่าลงทุน
  • 2 : ใช้คัดกรองโครงการที่น่าลงทุน
  • 3 : ใช้ประเมินกลุ่มโครงการที่น่าลงทุน
  • 4 : ใช้คัดเลือกโครงการลงทุนแบบ Mutually Exclusive
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 216 :
  • ข้อใดไม่ใช่การใช้ PI ที่ถูกต้อง
  • 1 : ใช้เรียงลำดับโครงการที่น่าลงทุน
  • 2 : ใช้คัดกรองโครงการที่น่าลงทุน
  • 3 : ใช้ประเมินกลุ่มโครงการที่น่าลงทุน
  • 4 : ใช้คัดเลือกโครงการลงทุนแบบ Mutually Exclusive
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 217 :
  • เส้น NPV Profile ได้มาจากความสัมพันธ์ตามข้อใด
  • 1 : NPV กับ Discount rate
  • 2 : NPV กับ Interest rate
  • 3 : NPV กับ IRR
  • 4 : NPV กับ Inflation rate
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 218 :
  • ลักษณะของเส้น NPV Profile เป็นตามข้อใด
  • 1 : เส้นโค้งลงจากซ้ายมาขวา (Downward sloping) ตัดแกนตั้ง (y)
  • 2 : เส้นโค้งขึ้นจากซ้ายมาขวา (Upward sloping) ตัดแกนตั้ง (y)
  • 3 : เส้นโค้งลงจากซ้ายมาขวา (Downward sloping) ตัดแกนนอน (x)
  • 4 : เส้นโค้งขึ้นจากซ้ายมาขวา (Upward sloping) ตัดแกนนอน (x)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 219 :
  • จุดตัดแกนของเส้น NPV Profile บอกถึงค่าอะไร
  • 1 : IRR
  • 2 : Discount rate
  • 3 : Interest rate
  • 4 : NPV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 220 :
  • เกณฑ์ใดที่ไม่ควรใช้ในขั้นตอนการเรียงลำดับโครงการและจัดสรรงบประมาณลงทุนให้แก่โครงการ (Capital budgeting)
  • 1 : IRR
  • 2 : PI
  • 3 : Modified IRR
  • 4 : NPV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 221 :
  • แนวคิดและข้อสมมติของ วิธี IRR และ Modified IRR ต่างกันอย่างไร
  • 1 : อัตราการลงทุนซ้ำ (Reinvestment rate) ของ IRR จะต้องเป็นค่า IRR ที่คำนวณได้ ส่วนของ MIRR จะเป็นค่าอัตราคิดลดหรือค่าใดก็ได้
  • 2 : อัตราการลงทุนซ้ำ (Reinvestment rate) ของ MIRR จะต้องเป็นค่า MIRR ที่คำนวณได้ ส่วนของ IRR จะเป็นค่าอัตราคิดลดหรือค่าใดก็ได้
  • 3 : การคำนวณหาค่า MIRR ได้จากวิธี trial-and-error ส่วนค่า IRR ได้จากการคำนวณโดยตรง
  • 4 : ค่า MIRR มีความสัมพันธ์กับค่า NPV ส่วนค่า IRR ไม่มีความสัมพันธ์กับ NPV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 222 :
  • หากคาดว่าต้นทุนของเงินทุน (Cost of capital) ของโครงการจะเปลี่ยนไปจากเดิมไปเป็นอัตราใหม่ในปีที่ 5 ของการดำเนินโครงการ การหาค่า NPV ควรจะเป็นไปตามข้อใด
  • 1 : ใช้อัตราคิดลดเดิมตลอดทั้งโครงการ
  • 2 : ใช้อัตราคิดลดใหม่ตลอดทั้งโครงการ
  • 3 : ใช้อัตราคิดลดเดิมในปีที่ 1-4 แล้วใช้อัตราใหม่ในปีที่ 5 จนจบโครงการ
  • 4 : ใช้อัตราคิดลดใหม่ในปีที่ 1-4 แล้วใช้อัตราเดิมในปีที่ 5 จนจบโครงการ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 223 :
  • ข้อใดไม่ใช่ขั้นตอนของการวิเคราะห์โครงการด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF analysis)
  • 1 : การประมาณการกระแสเงินสดสุทธิที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาเท่าๆกัน (นิยมเป็นปี) ตลอดอายุของโครงการ
  • 2 : การคำนึงถึงมูลค่าของเงินตามเวลา โดยใช้อัตราค่าเสียโอกาสของเงินทุนที่เหมาะสม
  • 3 : การเปรียบเทียบผลประโยชน์ที่เป็นเงินสด (Cash benefit) กับต้นทุนที่เป็นเงินสด (Cash cost) ที่ปรับมูลค่าให้อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน
  • 4 : การเปรียบเทียบผลประโยชน์ที่เป็นเงินสด (Cash benefit) กับต้นทุนที่เป็นเงินสด (Cash cost) ทำได้โดยการหาผลต่างระหว่างค่าทั้งสองเท่านั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 224 :
  • ข้อใดเป็นการคำนวณเกณฑ์ผลตอบแทนของโครงการแบบ NPV กับ PI
  • 1 : PI เป็นการหาอัตราส่วนระหว่างผลประโยชน์ที่เป็นเงินสด (Cash benefit) กับต้นทุนที่เป็นเงินสด (Cash cost) ที่ไม่ต้องปรับมูลค่าตามเวลา
  • 2 : NPV เป็นการหาอัตราส่วนระหว่างผลประโยชน์ที่เป็นเงินสด (Cash benefit) กับต้นทุนที่เป็นเงินสด (Cash cost) ที่ปรับมูลค่าตามเวลาแล้ว
  • 3 : PI เป็นการหาผลต่างระหว่างผลประโยชน์ที่เป็นเงินสด (Cash benefit) กับต้นทุนที่เป็นเงินสด (Cash cost) ที่ปรับมูลค่าตามเวลาแล้ว
  • 4 : NPV เป็นการหาผลต่างระหว่างผลประโยชน์ที่เป็นเงินสด (Cash benefit) กับต้นทุนที่เป็นเงินสด (Cash cost) ที่ปรับมูลค่าตามเวลาแล้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 225 :
  • ข้อใดไม่ใช่เกณฑ์พื้นฐานของการประเมินโครงการที่ไม่คำนึงถึงมูลค่าเงินตามเวลา
  • 1 : ระดับความจำเป็น (Degree of necessity) ของโครงการ
  • 2 : อัตราผลตอบแทนทางบัญชี (Accounting rate of return) ของโครงการ
  • 3 : ระยะเวลาคืนทุน (Payout period) ของโครงการ
  • 4 : อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน (Benefit/cost ratio) ของโครงการ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 226 :
  • ระยะเวลาคืนทุนของโครงการด้านเหมืองแร่ เริ่มต้นนับจากปีใด
  • 1 : ปีที่เริ่มมีการผลิตแร่
  • 2 : ปีที่เริ่มลงทุนในโครงการ
  • 3 : ปีที่เริ่มมีกระแสเงินสดไหลเข้า
  • 4 : ปีที่เริ่มมีกระแสเงินสดสุทธิเป็นบวก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 227 :
  • เกณฑ์ระยะเวลาคืนทุนของโครงการ ไม่สามารถใช้บอกอะไรได้
  • 1 : ความสามารถในการทำกำไรของโครงการ
  • 2 : ระยะเวลาที่จะได้รับเงินลงทุนทั้งหมดคืน
  • 3 : โครงการที่มีความเสี่ยงด้านการดำเนินงานสูง น่าลงทุนหรือไม่
  • 4 : ใช้เปรียบเทียบระหว่างโครงการในรูปของเวลา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 228 :
  • โครงการที่ให้ค่า NPV เป็นบวก มีความหมายตามข้อใด
  • 1 : เป็นโครงการที่มีกำไร
  • 2 : เป็นโครงการที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนมากกว่าอัตราคิดลดที่ใช้
  • 3 : เป็นโครงการที่มีค่า IRR น้อยกว่าอัตราคิดลดที่ใช้
  • 4 : เป็นโครงการที่มีค่าผลรวมของกระแสเงินสดรับสุทธิก่อนปรับค่าตามเวลามากกว่าเงินลงทุน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 229 :
  • โครงการที่ให้ค่า PI มากกว่า 1 มีความหมายตามข้อใด
  • 1 : เป็นโครงการที่มีกำไร
  • 2 : เป็นโครงการที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนมากกว่าอัตราคิดลดที่ใช้
  • 3 : เป็นโครงการที่มีค่า IRR น้อยกว่าอัตราคิดลดที่ใช้
  • 4 : เป็นโครงการที่มีค่าผลรวมของกระแสเงินสดรับสุทธิก่อนปรับค่าตามเวลามากกว่าเงินลงทุน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 230 :
  • โครงการที่ให้ค่า PI น้อยกว่า 1 มีความหมายตามข้อใด
  • 1 : เป็นโครงการที่ขาดทุน
  • 2 : เป็นโครงการที่ให้ผลตอบแทนไม่คุ้มกับต้นทุนเงินทุนและความเสี่ยง
  • 3 : เป็นโครงการที่มีค่า IRR มากกว่า อัตราคิดลดที่ใช้
  • 4 : เป็นโครงการที่ให้ค่าผลรวมของกระแสเงินสดสุทธิก่อนปรับค่าตามเวลาเป็นลบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 231 :
  • โครงการที่ให้ค่า NPV เป็นศูนย์ มีความหมายตามข้อใด
  • 1 : เป็นโครงการที่มีเท่าทุน
  • 2 : เป็นโครงการที่ให้ผลตอบแทนไม่คุ้มกับต้นทุนเงินทุนและความเสี่ยง
  • 3 : เป็นโครงการที่มีค่า IRR เท่ากับอัตราคิดลดที่ใช้
  • 4 : เป็นโครงการที่มีค่าผลรวมของกระแสเงินสดรับสุทธิก่อนปรับค่าตามเวลาเท่ากับเงินลงทุน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 232 :
  • โครงการที่ให้ค่า PI เป็น 1 มีความหมายตามข้อใด
  • 1 : เป็นโครงการที่มีเท่าทุน
  • 2 : เป็นโครงการที่ให้ผลตอบแทนไม่คุ้มกับต้นทุนเงินทุนและความเสี่ยง
  • 3 : เป็นโครงการที่มีค่า IRR เท่ากับอัตราคิดลดที่ใช้
  • 4 : เป็นโครงการที่มีค่าผลรวมของกระแสเงินสดรับสุทธิก่อนปรับค่าตามเวลาเท่ากับเงินลงทุน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 233 :
  • หากโครงการอิสระ (Independent project) ที่ให้ค่า NPV เป็นลบสำหรับบริษัท A แต่บริษัท B ที่มีต้นทุนการผลิตคล้ายคลึงกับบริษัท A ตัดสินใจลงทุนในโครงการดังกล่าว มีความหมายตามข้อใด
  • 1 : บริษัท A มีต้นทุนเงินทุนสูงกว่า บริษัท B
  • 2 : บริษัท A มีต้นทุนเงินทุนต่ำกว่า บริษัท B
  • 3 : บริษัท A สามารถขายแร่ได้ราคาสูงกว่า บริษัท B
  • 4 : บริษัท A สามารถผลิตแร่ได้มากกว่า บริษัท B
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 234 :
  • หากบริษัทใช้อัตราคิดลดที่ปรับความเสี่ยง (Risk-adjusted discount rate) เท่ากันในทุกโครงการลงทุน อาจทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาดแบบใด
  • 1 : เลือกลงทุนในโครงการที่มีความเสี่ยงสูงเกินไป
  • 2 : เลือกลงทุนเฉพาะโครงการที่ให้ผลตอบแทนสูง
  • 3 : ไม่ลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนต่ำ
  • 4 : ไม่ลงทุนในโครงการที่มีความเสี่ยงต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 235 :
  • ข้อใดไม่ใช่การใช้เกณฑ์ในการวิเคราะห์การลงทุนแบบคิดลดกระแสเงินสด (DCF analysis)
  • 1 : ใช้ในการคัดกรองโครงการอิสระ
  • 2 : ใช้ในการเรียงลำดับโครงการลงทุนแบบ Mutually Exclusive
  • 3 : ใช้ในการจัดสรรเงินทุนในกลุ่มโครงการอิสระ
  • 4 : ใช้ในการตัดสินใจเลือกโครงการลงทุนแบบ Mutually Exclusive
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 236 :
  • เงินลงทุนเริ่มต้นในโครงการ (Initial investment) จัดเป็นต้นทุนแบบใด
  • 1 : ต้นทุนคงที่และเกิดซ้ำได้ง่าย (Fixed cost and recurring cost)
  • 2 : ต้นทุนคงที่และไม่เกิดซ้ำได้ง่าย (Fixed cost and nonrecurring cost)
  • 3 : ต้นทุนผันแปรและเกิดซ้ำได้ง่าย (Variable cost and recurring cost)
  • 4 : ต้นทุนผันแปรและไม่เกิดซ้ำได้ง่าย (Variable cost and nonrecurring cost)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 237 :
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในโครงการ (Operating Expenditure) จัดเป็นต้นทุน แบบใด
  • 1 : ต้นทุนคงที่และเกิดซ้ำได้ง่าย (Fixed cost and recurring cost)
  • 2 : ต้นทุนคงที่และไม่เกิดซ้ำได้ง่าย (Fixed cost and nonrecurring cost)
  • 3 : ต้นทุนผันแปรหรือคงที่และเกิดซ้ำได้ง่าย (Variable or fixed cost and recurring cost)
  • 4 : ต้นทุนผันแปรหรือคงที่และไม่เกิดซ้ำได้ง่าย (Variable or fixed cost and nonrecurring cost)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 238 :
  • หากท่านต้องการใช้เงินจำนวน 100,000 บาทในอีก 5 ปีข้างหน้า ท่านควรจะฝากเงินในวันนี้จำนวนประมาณเท่าไร โดยสมมติให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 5 ปี แบบ Effective rate ที่ 4%ต่อปี
  • 1 : 90,190 บาท
  • 2 : 86,160 บาท
  • 3 : 85,160 บาท
  • 4 : 82,190 บาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 239 :
  • สถาบันการเงินแห่งหนึ่งประกาศจ่ายอัตราดอกเบี้ย 12%ต่อปี โดยคิดทบต้นให้ทุกเดือน คิดเป็นอัตราดอกเบี้ยต่อปีแบบ Effective rate เท่าไร
  • 1 : 12.20%
  • 2 : 12.68%
  • 3 : 13.05%
  • 4 : 12.88%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 240 :
  • ในการตัดสินใจเลือกเครื่องจักร 2 ชนิดโดยใช้วิธีหาค่าใช้จ่ายรายปีสมมูล (equivalent annual cost: EAC) มีข้อสมมติอย่างไร
  • 1 : เครื่องจักรทั้งสองเหมือนกันทุกประการ
  • 2 : เครื่องจักรทั้งสองมีกำลังการผลิตเท่ากัน
  • 3 : เครื่องจักรทั้งสองก่อให้เกิดรายรับเท่ากัน
  • 4 : เครื่องจักรทั้งสองมีราคาเท่ากัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 241 :
  • ข้อความใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักร
  • 1 : ค่าเสื่อมราคาใช้เพื่อการคำนวณภาษีเงินได้
  • 2 : ค่าเสื่อมราคาจะต้องมีความสัมพันธ์กับการใช้งานของเครื่องจักร
  • 3 : ค่าเสื่อมราคาเกี่ยวข้องกับราคาตลาดในแต่ละปีของเครื่องจักร
  • 4 : ค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายที่ทำให้กระแสเงินสดสุทธิลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 242 :
  • บริษัทซื้อเครื่องจักรมาในราคา 5 ล้านบาท กำหนดให้มีอายุการใช้งาน 5 ปี คาดว่าจะสามารถขายคืนในปีสุดท้าย 5 แสนบาท ถ้าคิดค่าเสื่อมราคาแบบเส้นตรง จะมีมูลค่าทางบัญชี (Book Value) เมื่อสิ้นปีที่ 3 เท่าไร
  • 1 : 2.3 ล้านบาท
  • 2 : 2.5 ล้านบาท
  • 3 : 3 ล้านบาท
  • 4 : 2 ล้านบาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 243 :
  • มูลค่าทางบัญชี (Book Value) ของสินทรัพย์มีความหมายตามข้อใด
  • 1 : ต้นทุนที่จ่ายไปในอดีตที่ปรับค่าตามราคาตลาด
  • 2 : ต้นทุนของสินทรัพย์ที่หักค่าเสื่อมราคาสะสมออกแล้ว
  • 3 : ต้นทุนในการหาสินทรัพย์ใหม่เพื่อทดแทนสินทรัพย์ที่เสื่อมสภาพ
  • 4 : ต้นทุนในการจัดหาสินทรัพย์ในอดีตที่บันทึกไว้ในสมุดบัญชี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 244 :
  • บริษัทซื้อเครื่องจักรมาในราคา 5 ล้านบาท กำหนดให้มีอายุการใช้งาน 5 ปี คาดว่าจะสามารถขายคืนในปีสุดท้ายได้ 5 แสนบาท ถ้าคิดค่าเสื่อมราคาแบบเส้นตรง จะมีค่าเสื่อมราคาต่อปี เท่าไร
  • 1 : 900,000 บาท
  • 2 : 500,000 บาท
  • 3 : 1 ล้านบาท
  • 4 : 1.5 ล้านบาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 245 :
  • กำหนดให้เครื่องจักรมีอายุการใช้งาน 5 ปี โดยไม่มีมูลค่าซาก ถ้าคิดค่าเสื่อมราคาแบบเร่งด้วยอัตราทวีคูณของมูลค่าที่เหลือ (Double declining balance) จะมีค่าเสื่อมราคาต่อปีเป็นเท่าไรของมูลค่าทางบัญชีของเครื่องจักร
  • 1 : 10%
  • 2 : 20%
  • 3 : 30%
  • 4 : 40%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 246 :
  • กำหนดให้เครื่องจักรมีอายุการใช้งาน 5 ปี โดยไม่มีมูลค่าซาก ถ้าคิดค่าเสื่อมราคาแบบผลรวมจำนวนปี (Sum of the year digit) จะมีค่าเสื่อมราคาในปีที่ 5 เป็นเท่าไรของต้นทุนของเครื่องจักร
  • 1 : 1/15
  • 2 : 5/15
  • 3 : 1/5
  • 4 : 15/15
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 247 :
  • กำหนดให้เครื่องจักรมีอายุการใช้งาน 5 ปี โดยไม่มีมูลค่าซาก ถ้าคิดค่าเสื่อมราคาแบบผลรวมจำนวนปี (Sum of the year digit) จะมีค่าเสื่อมราคาในปีใดสูงที่สุด
  • 1 : ปีที่ 1
  • 2 : ปีที่ 3
  • 3 : ปีที่ 5
  • 4 : เท่ากันทุกปี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 248 :
  • ค่าเสื่อมราคาแบบใดที่ให้มูลค่าทางบัญชีลดลงในอัตราเท่ากันทุกช่วงเวลา
  • 1 : แบบเส้นตรง (Straight line)
  • 2 : แบบผลรวมจำนวนปี (Sum of the year digit)
  • 3 : แบบทวีคูณของมูลค่าที่เหลือ (Double declining balance)
  • 4 : แบบจำนวนผลผลิต (Unit of Production)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 249 :
  • ค่าเสื่อมราคาแบบใดที่ให้มูลค่าทางบัญชีลดลงในอัตราที่ขึ้นกับปริมาณการผลิตในแต่ละปี
  • 1 : แบบเส้นตรง (Straight line)
  • 2 : แบบผลรวมจำนวนปี (Sum of the year digit)
  • 3 : แบบทวีคูณของมูลค่าที่เหลือ (Double declining balance)
  • 4 : แบบจำนวนผลผลิต (Unit of Production)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 250 :
  • บริษัทเหมืองแร่ได้ซื้อเครื่องมือในการวิเคราะห์แร่มาในราคา 2.5 ล้านบาท หลังจากใช้งานไปได้ 1 อาทิตย์พบว่า เครื่องมือดังกล่าวไม่สามารถใช้วิเคราะห์แร่ที่มีอยู่บางประเภทได้ จำเป็นต้องซื้อรุ่นใหม่ โดยเครื่องใหม่มีราคา 4 ล้านบาท ขณะเดียวกันมีอีกเหมืองหนึ่งติดต่อขอซื้อเครื่องเก่าในราคา 2 ล้านบาท บริษัทอยู่ในระหว่างการตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร ในการวิเคราะห์ครั้งนี้ต้นทุนจม (Sunk cost) ของบริษัทเป็นเท่าไร
  • 1 : 2.5 ล้านบาท
  • 2 : 4 ล้านบาท
  • 3 : 5 แสนบาท
  • 4 : 2 ล้านบาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 251 :
  • บริษัทได้ซื้อเครื่องมือในการวิเคราะห์แร่มาในราคา 2.5 ล้านบาท ไม่นานพบว่า เครื่องมือดังกล่าวมีปัญหาและจำเป็นต้องซื้อรุ่นใหม่ โดยเครื่องใหม่มีราคา 4 ล้านบาท ขณะเดียวกันมีอีกเหมืองหนึ่งติดต่อขอซื้อเครื่องเก่าในราคา 2 ล้านบาท บริษัทอยู่ในระหว่างการตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร ในการวิเคราะห์ครั้งนี้ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity cost) ของบริษัทเป็นเท่าไร
  • 1 : 2.5 ล้านบาท
  • 2 : 4 ล้านบาท
  • 3 : 5 แสนบาท
  • 4 : 2 ล้านบาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 252 :
  • บริษัทได้ซื้อเครื่องมือในการวิเคราะห์แร่มาในราคา 2.5 ล้านบาท ไม่นานพบว่า เครื่องมือดังกล่าวมีปัญหาและจำเป็นต้องซื้อรุ่นใหม่ โดยเครื่องใหม่มีราคา 4 ล้านบาท ขณะเดียวกันมีอีกเหมืองหนึ่งติดต่อขอซื้อเครื่องเก่าในราคา 2 ล้านบาท หากบริษัทตัดสินใจขายเครื่องเก่า ต้นทุนจม (Sunk cost) ของบริษัทเป็นเท่าไร
  • 1 : 2.5 ล้านบาท
  • 2 : 4 ล้านบาท
  • 3 : 5 แสนบาท
  • 4 : 2 ล้านบาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 253 :
  • บริษัทได้ซื้อเครื่องมือในการวิเคราะห์แร่มาในราคา 2.5 ล้านบาท ไม่นานพบว่า เครื่องมือดังกล่าวมีปัญหาและจำเป็นต้องซื้อรุ่นใหม่ โดยเครื่องใหม่มีราคา 4 ล้านบาท ขณะเดียวกันมีอีกเหมืองหนึ่งติดต่อขอซื้อเครื่องเก่าในราคา 2 ล้านบาท หากบริษัทตัดสินใจไม่ขายเครื่องเก่า ต้นทุนจม (Sunk cost) ของบริษัทเป็นเท่าไร
  • 1 : 2.5 ล้านบาท
  • 2 : 4 ล้านบาท
  • 3 : 5 แสนบาท
  • 4 : 2 ล้านบาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 254 :
  • บริษัทได้ซื้อเครื่องมือในการวิเคราะห์แร่มาในราคา 2.5 ล้านบาท ไม่นานพบว่า เครื่องมือดังกล่าวมีปัญหาและจำเป็นต้องซื้อรุ่นใหม่ โดยเครื่องใหม่มีราคา 4 ล้านบาท ขณะเดียวกันมีอีกเหมืองหนึ่งติดต่อขอซื้อเครื่องเก่าในราคา 2 ล้านบาท บริษัทติดต่อผู้ขายเดิมซึ่งให้ราคาซื้อคืน 2.3 ล้านบาท บริษัทอยู่ในระหว่างการตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร ในการวิเคราะห์ครั้งนี้ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity cost) ของบริษัทเป็นเท่าไร
  • 1 : 2.5 ล้านบาท
  • 2 : 2.3 ล้านบาท
  • 3 : 5 แสนบาท
  • 4 : 2 แสนบาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 255 :
  • บริษัทได้ซื้อเครื่องมือในการวิเคราะห์แร่มาในราคา 2.5 ล้านบาท ไม่นานพบว่า เครื่องมือดังกล่าวมีปัญหาและจำเป็นต้องซื้อรุ่นใหม่ โดยเครื่องใหม่มีราคา 4 ล้านบาท ขณะเดียวกันมีอีกเหมืองหนึ่งติดต่อขอซื้อเครื่องเก่าในราคา 2 ล้านบาท บริษัทติดต่อผู้ขายเดิมซึ่งให้ราคาซื้อคืน 2.3 ล้านบาท หากบริษัทตัดสินใจขายคืนแก่ผู้ขาย ต้นทุนจม (Sunk cost) ของบริษัทเป็นเท่าไร
  • 1 : 2.5 ล้านบาท
  • 2 : 2.3 ล้านบาท
  • 3 : 5 แสนบาท
  • 4 : 2 แสนบาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 256 :
  • ข้อใดคือความหมายของคำว่า Capital gain ของสินทรัพย์
  • 1 : ราคาขายมากกว่าราคาซื้อสินทรัพย์
  • 2 : ราคาขายมากกว่ามูลค่าทางบัญชี
  • 3 : ราคาขายน้อยกว่ามูลค่าทางบัญชี
  • 4 : ราคาขายน้อยกว่าราคาซื้อสินทรัพย์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 257 :
  • ข้อใดคือความหมายของคำว่า Capital loss ของสินทรัพย์
  • 1 : ราคาขายมากกว่าราคาซื้อสินทรัพย์
  • 2 : ราคาขายมากกว่ามูลค่าทางบัญชี
  • 3 : ราคาขายน้อยกว่ามูลค่าทางบัญชี
  • 4 : ราคาขายน้อยกว่าราคาซื้อสินทรัพย์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 258 :
  • ข้อใดคือความหมายของคำว่า Depreciation recapture ของสินทรัพย์
  • 1 : ราคาขายมากกว่าราคาซื้อสินทรัพย์
  • 2 : ราคาขายมากกว่ามูลค่าทางบัญชี
  • 3 : ราคาขายน้อยกว่ามูลค่าทางบัญชี
  • 4 : ราคาขายน้อยกว่าราคาซื้อสินทรัพย์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 259 :
  • หากอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนก่อนหักภาษีของโครงการเป็น 20% และบริษัทต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 30% อัตราผลตอบแทนหลังหักภาษีของโครงการประมาณเท่าไร
  • 1 : 6%
  • 2 : 14%
  • 3 : 17%
  • 4 : 24%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 260 :
  • เกณฑ์การลงทุนใดที่บอกให้รู้ถึงอัตราผลตอบแทนที่ได้รับจากโครงการ
  • 1 : NPV
  • 2 : IRR
  • 3 : PI
  • 4 : Discounted payback period
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 261 :
  • เกณฑ์การลงทุนใดที่บอกให้รู้ถึงมูลค่าผลตอบแทนที่ได้รับจากโครงการ
  • 1 : NPV
  • 2 : IRR
  • 3 : PI
  • 4 : Discounted payback period
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 262 :
  • เกณฑ์การลงทุนใดที่บอกให้รู้ถึงระยะเวลาที่จะได้รับเงินลงทุนกลับคืน
  • 1 : NPV
  • 2 : IRR
  • 3 : PI
  • 4 : Discounted payback period
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 263 :
  • การวิเคราะห์การลงทุนด้วยเกณฑ์ NPV บอกให้ทราบถึงอะไร
  • 1 : ระยะเวลาที่ได้รับเงินลงทุนกลับคืน
  • 2 : สัดส่วนผลตอบแทนของเงินลงทุนแต่ละบาท
  • 3 : มูลค่าผลตอบแทนที่ได้รับจากโครงการ
  • 4 : อัตราผลตอบแทนที่ได้รับจากโครงการ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 264 :
  • การวิเคราะห์การลงทุนด้วยเกณฑ์ IRR บอกให้ทราบถึงอะไร
  • 1 : ระยะเวลาที่ได้รับเงินลงทุนกลับคืน
  • 2 : สัดส่วนผลตอบแทนของเงินลงทุนแต่ละบาท
  • 3 : มูลค่าผลตอบแทนที่ได้รับจากโครงการ
  • 4 : อัตราผลตอบแทนที่ได้รับจากโครงการ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 265 :
  • การวิเคราะห์การลงทุนด้วยเกณฑ์ PI บอกให้ทราบถึงอะไร
  • 1 : ระยะเวลาที่ได้รับเงินลงทุนกลับคืน
  • 2 : สัดส่วนผลตอบแทนของเงินลงทุนแต่ละบาท
  • 3 : มูลค่าผลตอบแทนที่ได้รับจากโครงการ
  • 4 : อัตราผลตอบแทนที่ได้รับจากโครงการ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 266 :
  • โดยทั่วไป เป้าหมายใดที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาการลงทุนในโครงการ
  • 1 : ให้ระยะเวลาที่ได้รับเงินลงทุนกลับคืนเร็วที่สุด
  • 2 : ให้สัดส่วนผลตอบแทนของเงินลงทุนแต่ละบาทสูงที่สุด
  • 3 : ให้มูลค่าผลตอบแทนที่ได้รับจากโครงการสูงที่สุด
  • 4 : ให้อัตราผลตอบแทนที่ได้รับจากโครงการสูงที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 267 :
  • เป้าหมายใดที่สำคัญพิจารณาก่อนในการเรียงลำดับโครงการ สำหรับการจัดสรรงบประมาณการลงทุนภายใต้งบประมาณที่จำกัด
  • 1 : ให้ระยะเวลาที่ได้รับเงินลงทุนกลับคืนเร็วที่สุด
  • 2 : ให้สัดส่วนผลตอบแทนของเงินลงทุนแต่ละบาทสูงที่สุด
  • 3 : ให้มูลค่าผลตอบแทนที่ได้รับจากโครงการสูงที่สุด
  • 4 : ให้อัตราผลตอบแทนที่ได้รับจากโครงการสูงที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 268 :
  • ข้อใดไม่จำเป็นต้องใช้วิธีวิเคราะห์เป็นพิเศษสำหรับการเลือกโครงการแบบ Mutually Exclusive
  • 1 : อายุโครงการไม่เท่ากัน
  • 2 : เงินลงทุนไม่เท่ากัน
  • 3 : อัตราผลตอบแทนไม่เท่ากัน
  • 4 : กระแสเงินสดรายปีไม่เท่ากัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 269 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเกณฑ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์การลงทุน
  • 1 : NPV เหมาะกับการคัดเลือกโครงการแบบ Mutually Exclusive
  • 2 : PI เหมาะกับการเรียงลำดับโครงการแบบ Independence
  • 3 : IRR เหมาะกับการเรียงลำดับโครงการแบบ Independence
  • 4 : Payback Period เหมาะกับการพิจารณาโครงการที่มีความเสี่ยงในการดำเนินงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 270 :
  • ค่า NPV ไม่เหมาะที่จะเป็นเกณฑ์ในการวิเคราะห์การลงทุนแบบใด
  • 1 : คัดเลือกโครงการ Mutually Exclusive
  • 2 : เรียงลำดับโครงการ Independence
  • 3 : คัดเลือกกลุ่มโครงการลงทุน (Portfolio)
  • 4 : คัดกรองโครงการที่ไม่คุ้มค่าการลงทุน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 271 :
  • ข้อใดไม่เป็นการคัดเลือกโครงการแบบ Mutually Exclusive
  • 1 : การเลือกเครื่องมือเครื่องจักรในการป้อนแร่เข้าสู่โรงแต่งแร่
  • 2 : การเลือกวิธีการขนส่งแร่จากเหมืองแร่
  • 3 : การเลือกอุปกรณ์และวิธีการที่เหมาะสมในการแต่งแร่
  • 4 : การเลือกประเภทของแร่ที่จะผลิตจากเหมือง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 272 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้เงินงบประมาณลงทุนสำหรับโครงการแบบ Independence
  • 1 : ควรเลือกกลุ่มโครงการลงทุนที่ใช้เงินงบประมาณได้หมดพอดี
  • 2 : ควรใช้ค่า PI ในการเรียงลำดับโครงการ เพื่อจัดกลุ่มโครงการลงทุน ซึ่งอาจมีได้หลายกลุ่ม
  • 3 : ควรเลือกลงทุนในโครงการที่ให้ค่า PI สูงที่สุดก่อน เรียงตามลำดับไป หากมีเงินเหลือก็ไม่เป็นไร
  • 4 : ควรเลือกกลุ่มโครงการลงทุนที่ให้ค่า NPV สูงที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 273 :
  • มูลค่าของกระแสเงินสดที่อยู่ในแบบจำลองทางการเงินในการวิเคราะห์โครงการ ไม่ได้บอกถึงอะไร
  • 1 : ปริมาณเม็ดเงินที่เข้าและออกโครงการในแต่ละปี
  • 2 : อำนาจซื้อของเงินสดที่เข้าและออกโครงการในแต่ละปี
  • 3 : สภาพคล่องของการดำเนินโครงการในแต่ละปี
  • 4 : ปริมาณเงินสดสุทธิที่เกิดขึ้นในโครงการในแต่ละปี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 274 :
  • มูลค่าของเงินในรูปแบบใดที่บอกถึงอำนาจซื้อของเงินเทียบเท่ากับปีฐานที่ใช้อ้างอิง
  • 1 : Nominal Value
  • 2 : Real Value
  • 3 : Money of the Day
  • 4 : Estimated date money
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 275 :
  • ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบของอัตราคิดลดที่เหมาะสม
  • 1 : ต้นทุนค่าเสียโอกาสของเงินลงทุน
  • 2 : ความเสี่ยงของการลงทุน
  • 3 : อัตราเงินเฟ้อ
  • 4 : อัตราแลกเปลี่ยน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 276 :
  • หากใช้มูลค่าของเงินในแบบจำลองกระแสเงินสดที่บอกถึงอำนาจซื้อของเงินเทียบกับปีฐานแล้ว ควรใช้อัตราคิดลดตามข้อใด
  • 1 : Nominal discount rate
  • 2 : Real discount rate
  • 3 : Effective discount rate
  • 4 : Risk-adjusted discount rate
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 277 :
  • อัตราในข้อใดที่ใช้ในการแปลงมูลค่าเงินจากมูลค่าเม็ดเงินที่เกิดขึ้นในปีนั้นๆ (Nominal value)เป็นมูลค่าที่แท้จริง (Real Value)
  • 1 : Inflation rate
  • 2 : Escalation rate
  • 3 : Interest rate
  • 4 : Discount rate
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 278 :
  • อัตราในข้อใดที่ใช้ในการแปลงมูลค่าเงินจากมูลค่าในวันที่ประมาณการ (Estimated date money) ไปเป็นมูลค่าเม็ดเงินที่เกิดขึ้นในปีนั้นๆ (Nominal value)
  • 1 : Inflation rate
  • 2 : Escalation rate
  • 3 : Interest rate
  • 4 : Discount rate
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 279 :
  • อัตราในข้อใดที่ใช้ในการแปลงมูลค่าเงินจากมูลค่าในอนาคต (Future Value) ไปเป็นมูลค่าในปัจจุบัน (Present Value)
  • 1 : Inflation rate
  • 2 : Escalation rate
  • 3 : Interest rate
  • 4 : Discount rate
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 280 :
  • อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่พบเห็นอยู่ทั่วไป เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ถือว่าเป็นอัตราผลตอบแทนในรูปแบบใด
  • 1 : Nominal rate
  • 2 : Real rate
  • 3 : Effective rate
  • 4 : Risk-adjusted rate
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 281 :
  • หากต้องการทราบอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่รวมถึงอำนาจซื้อของเงินที่ได้รับจากการลงทุน ควรพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนในรูปแบบใด
  • 1 : Nominal rate
  • 2 : Real rate
  • 3 : Effective rate
  • 4 : Risk-adjusted rate
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 282 :
  • ในการพิจารณาตัดสินใจเพื่อลงทุนควรดูอัตราผลตอบแทนในรูปแบบใดจึงจะเหมาะสม
  • 1 : Nominal rate
  • 2 : Real rate
  • 3 : Effective rate
  • 4 : Risk-adjusted real rate
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 283 :
  • โครงการเหมืองแร่ที่ให้ค่า NPV เป็นบวก อาจเป็นโครงการที่มีปัญหาได้ หากมีการเปลี่ยนเงื่อนไขตามข้อใด
  • 1 : มีความต้องการแร่มากขึ้นในตลาด
  • 2 : ความชำนาญของพนักงานมีมากขึ้น
  • 3 : เทคโนโลยีในการผลิตมีการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • 4 : อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 284 :
  • โครงการผลิตแร่เพื่อการส่งออกอาจเกิดปัญหารายได้ลดลง หากมีการเปลี่ยนแปลงในกรณีใด
  • 1 : เงินบาทแข็งค่าขึ้น
  • 2 : เงินบาทอ่อนค่าลง
  • 3 : ราคาแร่ที่ขายปรับตัวสูงขึ้น
  • 4 : มีความต้องการแร่ในตลาดโลกมากขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 285 :
  • เกณฑ์การลงทุนในข้อใดเกิดจากการหาผลต่างของค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดเข้ากับกระแสเงินสดออก
  • 1 : NPV
  • 2 : IRR
  • 3 : PI
  • 4 : Discounted payback period
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 286 :
  • เกณฑ์การลงทุนในข้อใดเกิดจากการหาสัดส่วนระหว่างค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดเข้ากับกระแสเงินสดออก
  • 1 : NPV
  • 2 : IRR
  • 3 : PI
  • 4 : Discounted payback period
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 287 :
  • โครงการลงทุนหนึ่งใช้เงินลงทุน 400,000 บาท ให้ค่า PI = 1.14 โครงการนี้ให้ค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) เป็นเท่าไร
  • 1 : หาค่าไม่ได้ เพราะไม่รู้กระแสเงินสด
  • 2 : 56,000 บาท
  • 3 : 456,000 บาท
  • 4 : 344,000 บาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 288 :
  • บริษัทมีงบประมาณการลงทุน 500,000 บาท มีโครงการให้เลือกลงทุน 3 โครงการดังนี้ โครงการ A ใช้เงินลงทุน 400,000 บาท โดยมีค่า PI = 1.14 โครงการ B ใช้เงินลงทุน 200,000 บาท โดยมีค่า PI = 1.13 โครงการ C ใช้เงินลงทุน 300,000 บาท โดยมีค่า PI = 1.11 บริษัทควรตัดสินใจเลือกลงทุนในโครงการใด
  • 1 : โครงการ A เพราะให้ค่า PI สูงสุด
  • 2 : โครงการ B และ C เพราะให้ค่า NPV สูงสุด
  • 3 : โครงการ A และ B เพราะให้ค่า PI สูงสุด
  • 4 : โครงการ A, B และ C เพราะให้ค่า PI มากกว่า 1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 289 :
  • ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ควรคำนึงถึงในการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นของโครงการเหมืองแร่
  • 1 : ขนาดและคุณภาพของแหล่งแร่
  • 2 : เทคโนโลยีในการทำเหมืองและปรับปรุงคุณภาพแร่ตามที่ตลาดต้องการ
  • 3 : เงินลงทุนขั้นต้นและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
  • 4 : แหล่งที่มาของเงินทุน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 290 :
  • กระแสเงินสดสุทธิหลังหักภาษีในแต่ละปี หาได้จากข้อใด
  • 1 : กำไรสุทธิหลังหักภาษีรวมกับค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสด
  • 2 : รายได้ลบค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินสดทั้งหมด
  • 3 : รายได้ลบค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมถึงค่าเสื่อมราคา
  • 4 : กำไรสุทธิหลังหักภาษีลบค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 291 :
  • ผลรวมของค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ทุกปีตลอดอายุรวมกับมูลค่าซากจะต้องเท่ากับค่าใด
  • 1 : เงินลงทุนในการซื้อสินทรัพย์นั้น
  • 2 : มูลค่าทางบัญชีของสินทรัพย์นั้น
  • 3 : มูลค่าทางการตลาดของสินทรัพย์นั้น
  • 4 : ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการใช้สินทรัพย์นั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 292 :
  • ในการวิเคราะห์โครงการลงทุนของภาครัฐควรใช้การวิเคราะห์แบบใดจึงเหมาะสม
  • 1 : การวิเคราะห์ทางการเงิน
  • 2 : การวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ
  • 3 : การวิเคราะห์ทางสังคม
  • 4 : การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 462 : Mineral property valuation
ข้อที่ 293 :
  • ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบหลักที่กำหนดมูลค่าของแหล่งแร่
  • 1 : ศักยภาพทางด้านธรณีวิทยาแหล่งแร่
  • 2 : กลไกราคาตลาดของแร่
  • 3 : กฎเกณฑ์และระบบภาษีที่เกี่ยวกับธุรกิจแร่ในประเทศเจ้าของแหล่งแร่
  • 4 : เงินลงทุนและเทคโนโลยีที่ใช้ในการนำผลผลิตแร่ออกสู่ตลาด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 294 :
  • มูลค่าของทรัพย์สินโดยทั่วไปอาจหาได้จากความสัมพันธ์โดยตรงกับราคาตลาด แต่ทรัพย์สินบางประเภทเช่นแหล่งแร่ ไม่อาจหามูลค่าได้ง่าย ข้อใดไม่ใช่สาเหตุของความยากในการประเมินมูลค่า
  • 1 : ไม่ค่อยมีการซื้อขายบ่อย
  • 2 : ไม่มีการซื้อขายในตลาดเปิดที่มีราคาโปร่งใส
  • 3 : ไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนในการประเมินมูลค่า
  • 4 : ข้อมูลที่ใช้ในการประเมินมูลค่าไม่ได้เปิดเผยให้ผู้เกี่ยวข้องรู้อย่างเท่าเทียมกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 295 :
  • ข้อใดเป็นเป้าหมายของการประเมินมูลค่าของทรัพย์สินประเภทแหล่งแร่
  • 1 : ราคาตลาดที่ยุติธรรม (Fair market value)
  • 2 : ราคาที่สัมพันธ์กับต้นทุนการผลิต
  • 3 : ราคาที่สัมพันธ์กับราคาตลาดของแร่
  • 4 : ราคาที่ผู้เป็นเจ้าของต้องการขาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 296 :
  • การประเมินมูลค่าของทรัพย์สินมักอาศัยหลัก”สูงที่สุดและการใช้ดีที่สุด (highest and best use)” ข้อใดไม่ใช่เกณฑ์ของหลักการดังกล่าว
  • 1 : ให้ผลผลิตสูงสุด (Maximally productive)
  • 2 : กฎหมายอนุญาตให้ทำได้ (Legally permissible)
  • 3 : มีความเป็นไปได้ในทางกายภาพ (Physically possible)
  • 4 : ใช้ต้นทุนต่ำที่สุด (Minimum cost)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 297 :
  • ข้อใดไม่ใช่แนวคิดหรือวิธีการประเมินมูลค่าของทรัพย์สิน
  • 1 : วิธีทางตลาด (Market approach)
  • 2 : วิธีทางรายได้ (Income approach)
  • 3 : วิธีทางต้นทุน (Cost approach)
  • 4 : วิธีทางบัญชี (Accounting approach)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 298 :
  • วิธีการประเมินมูลค่าของทรัพย์สิน โดยใช้การวิเคราะห์โดยการคิดลดกระแสเงินสด (DCF analysis) ถือเป็นวิธีประเมินแบบใด
  • 1 : วิธีทางตลาด (Market approach)
  • 2 : วิธีทางรายได้ (Income approach)
  • 3 : วิธีทางต้นทุน (Cost approach)
  • 4 : วิธีทางบัญชี (Accounting approach)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 299 :
  • วิธีการประเมินมูลค่าของทรัพย์สิน โดยใช้ข้อมูลการซื้อขายทรัพย์สินที่มีลักษณะใกล้เคียงกันในปัจจุบัน หรือการประเมินราคาต่อหน่วยของปริมาณสำรองในแหล่งแร่ ถือเป็นวิธีประเมินแบบใด
  • 1 : วิธีทางตลาด (Market approach)
  • 2 : วิธีทางรายได้ (Income approach)
  • 3 : วิธีทางต้นทุน (Cost approach)
  • 4 : วิธีทางบัญชี (Accounting approach)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 300 :
  • วิธีการประเมินมูลค่าของทรัพย์สิน โดยใช้หลักการทดแทนสินทรัพย์ที่ใช้อยู่ ถือเป็นวิธีประเมินแบบใด
  • 1 : วิธีทางตลาด (Market approach)
  • 2 : วิธีทางรายได้ (Income approach)
  • 3 : วิธีทางต้นทุน (Cost approach)
  • 4 : วิธีทางบัญชี (Accounting approach)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 301 :
  • วิธีการประเมินมูลค่าของทรัพย์สินที่ใช้กันอยู่แบบใด ที่นำมาใช้กับการประเมินแหล่งแร่ได้ยาก เนื่องจากลักษณะเฉพาะของแหล่งแร่
  • 1 : วิธีทางตลาด (Market approach)
  • 2 : วิธีทางรายได้ (Income approach)
  • 3 : วิธีทางต้นทุน (Cost approach)
  • 4 : วิธีทางบัญชี (Accounting approach)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 302 :
  • ข้อใดไม่ใช่จุดอ่อน ของการวิเคราะห์โดยการคิดลดกระแสเงินสด (DCF analysis) ในการประเมินมูลค่าแหล่งแร่
  • 1 : เป็นวิธีการที่มีข้อจำกัดจากการเลือกใช้อัตราคิดลดที่เหมาะสม
  • 2 : การประมาณการกระแสเงินสดในอนาคตที่ไม่แน่นอน
  • 3 : ใช้ในการประเมินแหล่งแร่ที่มีการผลิตอยู่
  • 4 : ใช้ในการประเมินแหล่งแร่ที่สำรวจพบใหม่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 303 :
  • ข้อใดเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้มูลค่าของทรัพย์สินที่เป็นแหล่งแร่แบบทุติยภูมิ (เช่นแหล่งลานแร่ หรือแหล่งถ่านหิน) แตกต่างจากแหล่งแร่แบบปฐมภูมิ (เช่น แหล่งแร่โลหะพื้นฐาน)
  • 1 : แหล่งแร่ทุติยภูมิมีปริมาณสำรองที่ค่อนข้างคงที่ (Static reserve) ในขณะทีแหล่งแบบปฐมภูมิมีปริมาณสำรองที่เปลี่ยนแปลงไปตามข้อมูลการสำรวจที่เพิ่มขึ้น (Dynamic reserve)
  • 2 : ราคาของแร่ในแหล่งทุติยภูมิมีความผันผวนน้อยกว่า
  • 3 : โครงสร้างทางการตลาดของแแร่ในแหล่งแบบปฐมภูมิมีการผูกขาดมากกว่า
  • 4 : แหล่งแร่แบบปฐมภูมิมักมีปริมาณสำรองที่ใหญ่กว่าแหล่งแร่แบบทุติยภูมิ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 304 :
  • ข้อใดไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการประเมินมูลค่าแหล่งแร่
  • 1 : ใช้แสดงมูลค่าของแหล่งแร่ในงบการเงินของบริษัท
  • 2 : ใช้ในการควบรวมกิจการกับบริษัทเหมืองแร่อื่น
  • 3 : ใช้จัดหาเงินทุนในการพัฒนาแหล่งแร่
  • 4 : ใช้ในการคำนวณภาษี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 305 :
  • ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการประเมินมูลค่าสินทรัพย์แหล่งแร่
  • 1 : การประเมินมูลค่าไม่มีมาตรฐานชัดเจนอาจใช้วิธีที่แตกต่างกันไปตามต้องการ
  • 2 : การประเมินมูลค่าอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยระเบียบและกฎหมาย
  • 3 : การประเมินมูลค่าไม่ใช่สิ่งจำเป็นของบริษัท
  • 4 : การประเมินมูลค่าไม่ต้องอาศัยผู้ชำนาญการโดยเฉพาะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 306 :
  • โดยทั่วไปวิธีการประเมินมูลค่าสินทรัพย์แหล่งแร่ ขึ้นกับข้อใด
  • 1 : สถานะของแหล่งแร่ ว่าอยู่ในขั้นตอนการสำรวจหรือพัฒนา
  • 2 : ประเภทของแหล่งแร่ตามลักษณะทางธรณีวิทยา
  • 3 : ประเภทของแร่ในแหล่งแร่ตามการใช้งาน
  • 4 : ประเภทของแร่ในแหล่งแร่ตามลักษณะของโครงสร้างทางการตลาด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 307 :
  • วิธีการประเมินมูลค่าของทรัพย์สินแหล่งแร่ในข้อใดที่ไม่ควรใช้กับแหล่งแร่ที่สำรวจพบ (Exploration properties)
  • 1 : วิธีทางตลาด (Market approach)
  • 2 : วิธีทางรายได้ (Income approach)
  • 3 : วิธีทางต้นทุน (Cost approach)
  • 4 : ใช้ได้ทุกวิธี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 308 :
  • วิธีการประเมินมูลค่าของทรัพย์สินแหล่งแร่ในข้อใดที่ไม่ควรใช้กับแหล่งแร่ที่พัฒนา (Development properties) และแหล่งที่มีการผลิต (Production properties)
  • 1 : วิธีทางตลาด (Market approach)
  • 2 : วิธีทางรายได้ (Income approach)
  • 3 : วิธีทางต้นทุน (Cost approach)
  • 4 : ใช้ได้ทุกวิธีที่กล่าว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 309 :
  • ปัจจัยหลักที่มีผลต่อมูลค่าของโครงการด้านเหมืองแร่ ในช่วงแรกของโครงการคือข้อใด
  • 1 : สภาพทางธรณีวิทยาแหล่งแร่
  • 2 : เทคโนโลยีและเครื่องจักรในการทำเหมืองแร่
  • 3 : เทคโนโลยีและอุปกรณ์ในการปรับปรุงคุณภาพแร่
  • 4 : สภาพทางการตลาดและกลไกราคาแร่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 310 :
  • การวิเคราะห์โครงการเหมืองแร่ในรายละเอียดในขั้นสุดท้ายก่อนการตัดสินใจในการลงทุน ควรเน้นการพิจารณาในข้อใด
  • 1 : สภาพทางธรณีวิทยาแหล่งแร่
  • 2 : กระแสเงินสดจากการลงทุนในโครงการ
  • 3 : สภาพทางการตลาดและกลไกราคาแร่
  • 4 : การวิเคราะห์ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงตัวแปรในโครงการ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 311 :
  • แนวคิดเกี่ยวกับต้นทุนของเงินทุน (Cost of capital) เป็นการเชื่อมโยงนโยบายและการตัดสินใจด้านใดของบริษัท
  • 1 : การลงทุนกับการจัดหาเงินทุน
  • 2 : การลงทุนกับการชำระคืนเงินทุน
  • 3 : การจัดหาเงินทุนกับกระแสเงินสดของโครงการ
  • 4 : การจัดหาเงินทุนกับอัตราดอกเบี้ย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 312 :
  • ข้อใดทำให้บริษัทมีต้นทุนของเงินทุนต่ำที่สุดเพื่อการลงทุนในโครงการ
  • 1 : มีโครงสร้างเงินทุนที่เหมาะสม
  • 2 : มีเงินทุนส่วนหนี้สินมากที่สุด
  • 3 : มีเงินทุนส่วนของเจ้าของมากที่สุด
  • 4 : มีการใช้เงินทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 313 :
  • ต้นทุนเผื่อเหลือเผื่อขาด (Contingency allowance) ควรมีการประเมินครอบคลุมถึงความคลาดเคลื่อนในข้อใด
  • 1 : ความคลาดเคลื่อนในการประเมินต้นทุนในทางเทคนิคและปริมาณงาน
  • 2 : ความคลาดเคลื่อนในการประเมินขนาดของแหล่งแร่
  • 3 : ความคลาดเคลื่อนในการประมาณการราคาแร่
  • 4 : ความคลาดเคลื่อนในการประมาณการปริมาณการผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 314 :
  • ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการประเมินมูลค่าแหล่งแร่
  • 1 : เป็นเกณฑ์เฉพาะแหล่งซึ่งอาจแตกต่างกันตามเทคโนโลยีและต้นทุนการผลิต
  • 2 : เป็นเกณฑ์ทั่วไปที่ใช้ในการประเมินแหล่งแร่แบบใดก็ได้
  • 3 : เป็นเกณฑ์ทั่วไปใช้ได้กับการประเมินแหล่งแรในประเทศใดก็ได้
  • 4 : เป็นเกณฑ์เฉพาะแหล่งขึ้นกับนโยบายและต้นทุนทางการเงินของบริษัทผู้ลงทุน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 315 :
  • การพิจารณาเลือกขนาดและปริมาณของเครื่องมือเครื่องจักรตามขนาดกำลังการผลิตที่ต้องการเพื่อให้มีต้นทุนในการลงทุนต่ำที่สุด ควรเป็นแบบใด
  • 1 : เลือกขนาดใหญ่ที่สุดเพียงตัวเดียว
  • 2 : เลือกขนาดเล็กหลายตัว
  • 3 : เลือกขนาดใดก็ได้
  • 4 : เลือกขนาดปานกลางเพียงสองตัว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 316 :
  • หลักเกณฑ์โดยทั่วไปในการประมาณการเงินทุนหมุนเวียน (Working capital) สำหรับโครงการด้านเหมืองแร่ ประมาณการได้จากข้อใด
  • 1 : ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานรวม 10 สัปดาห์
  • 2 : ค่าใช้จ่ายในการลงทุน 1 ปีแรก
  • 3 : ค่าใช้จ่ายในการตลาดและการขายแร่รวม 1 เดือน
  • 4 : ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรรวม 10 สัปดาห์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 463 : Risk analysis techniques
ข้อที่ 317 :
  • การประเมินความเสี่ยง โดยการวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรนำเข้า (Input Variables) ในแบบจำลองกระแสเงินสดในกรณีฐาน (Base Case) ไปทีละตัว เพื่อหาตัวแปรที่ส่งผลกระทบตามลำดับจากมากไปน้อย ในการกำหนดแหล่งความเสี่ยงที่สำคัญของโครงการ เรียกว่าอะไร
  • 1 : การวิเคราะห์ความไว (Sensitivity Analysis)
  • 2 : การวิเคราะห์สถานการณ์ (Scenario Analysis)
  • 3 : การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ (Probability Analysis)
  • 4 : การเลียนแบบสถานการณ์ (Simulation)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 318 :
  • การประเมินความเสี่ยง โดยการวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรนำเข้า (Input Variables) ในแบบจำลองกระแสเงินสดในกรณีฐาน (Base Case) ไปทีละหลายตัว โดยทำเป็นกรณีที่ดีที่สุด (Best Case) และกรณีที่แย่ที่สุด (Worst Case) เพื่อดูผลกระทบรวมจากการเปลี่ยนค่าของตัวแปรที่มีต่อเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินโครงการ เรียกว่าอะไร
  • 1 : การวิเคราะห์ความไว (Sensitivity Analysis)
  • 2 : การวิเคราะห์สถานการณ์ (Scenario Analysis)
  • 3 : การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ (Probability Analysis)
  • 4 : การเลียนแบบสถานการณ์ (Simulation)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 319 :
  • การประเมินความเสี่ยง โดยการวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรนำเข้า (Input Variables) ในแบบจำลองกระแสเงินสด ไปทีละหลายตัวพร้อมกัน ในแบบสุ่ม (Random) จากการกระจายตัวแบบต่อเนื่องของความเป็นไปได้ (Continuous Probability Distribution) เพื่อดูผลกระทบรวมจากการเปลี่ยนค่าของตัวแปรที่มีต่อเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินโครงการ เรียกว่าอะไร
  • 1 : การวิเคราะห์ความไว (Sensitivity Analysis)
  • 2 : การวิเคราะห์สถานการณ์ (Scenario Analysis)
  • 3 : การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ (Probability Analysis)
  • 4 : การเลียนแบบสถานการณ์ (Simulation)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 320 :
  • การประเมินความเสี่ยง โดยการวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรนำเข้า (Input Variables) ในแบบจำลองกระแสเงินสด ในแบบใดที่จำเป็นต้องอาศัยโปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้าช่วย
  • 1 : การวิเคราะห์ความไว (Sensitivity Analysis)
  • 2 : การวิเคราะห์สถานการณ์ (Scenario Analysis)
  • 3 : การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ (Probability Analysis)
  • 4 : การเลียนแบบสถานการณ์ (Simulation)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 321 :
  • โดยทั่วไป ความเสี่ยง (Risk) กับ ความไม่แน่นอน (Uncertainty) มักถูกใช้เรียกแทนกัน สลับไปมาอยู่บ่อยครั้ง แต่ตามความหมายที่แท้จริงแล้ว ทั้งสองคำนี้มีความแตกต่างกันหรือไม่
  • 1 : ไม่แตกต่างกัน จึงมักใช้สลับกันได้
  • 2 : ความเสี่ยงเป็นเหตุการณ์ที่คาดหมายได้และสามารถประเมินความน่าจะเป็นได้ ส่วนความไม่แน่นอนนั้นเป็นเหตุการณ์ที่อยู่เหนือความคาดหมาย
  • 3 : ความเสี่ยงเป็นเหตุการณ์ที่ให้ผลกระทบในแง่ลบ ส่วนความไม่แน่นอนนั้นอาจให้ผลกระทบในแง่ลบหรือบวกก็ได้
  • 4 : ความเสี่ยงเป็นความผันผวนของกระแสเงินสดในระยะสั้น ส่วนความไม่แน่นอนนั้นเป็นความผันผวนในระยะยาว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 322 :
  • ความเสี่ยง (Risk) ที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์การลงทุน มีความหมายตามข้อใด
  • 1 : ความเบี่ยงเบนของกระแสเงินสดที่เกิดขึ้นจริง (Actual Cash flow) จากค่าที่คาดหวัง (Expected cash flow)
  • 2 : เป็นผลจากเหตุการณ์ที่อยู่เหนือความคาดหมาย
  • 3 : เป็นผลจากเหตุการณ์ที่ควบคุมได้
  • 4 : เป็นโอกาสที่จะเกิดการขาดทุน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 323 :
  • ความไม่แน่นอน (Uncertainty) ที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์การลงทุน มีความหมายตามข้อใด
  • 1 : ความเบี่ยงเบนของกระแสเงินสดที่เกิดขึ้นจริง (Actual Cash flow) จากค่าที่คาดหวัง (Expected cash flow)
  • 2 : เป็นผลจากเหตุการณ์ที่อยู่เหนือความคาดหมาย
  • 3 : เป็นผลจากเหตุการณ์ที่สามารถควบคุมได้
  • 4 : เป็นโอกาสที่จะเกิดการขาดทุน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 324 :
  • ข้อใดไม่ใช่ข้อสมมติ (Assumption) ที่สำคัญของการกำหนดตัวแปรนำเข้า ในการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองคิดลดกระแสเงินสด (DCF Model) ในแบบ Deterministic
  • 1 : เป็นค่าเดียวตามที่กำหนด
  • 2 : ถูกเลือกสุ่มมาจากค่าความเป็นไปได้ที่กำหนด
  • 3 : มาจากค่าเฉลี่ย (Mean) ของตัวแปรแต่ละตัว
  • 4 : มาจากค่าที่มีโอกาสเกิดมากที่สุด (Most likely) ของตัวแปรแต่ละตัว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 325 :
  • ข้อใดไม่ใช่ข้อสมมติ (Assumption) ที่สำคัญของการกำหนดตัวแปรนำเข้า ในการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองคิดลดกระแสเงินสด (DCF Model) ในแบบ Stochastic
  • 1 : ถูกเลือกมาจากการกระจายตัวของความน่าจะเป็นแบบต่อเนื่องของตัวแปร
  • 2 : ถูกเลือกสุ่มมาจากค่าความน่าจะเป็นที่กำหนด
  • 3 : ถูกใช้หลายค่าตามการกระจายตัวของความน่าจะเป็น
  • 4 : มาจากค่าที่มีโอกาสเกิดมากที่สุด (Most likely) ของตัวแปรแต่ละตัว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 326 :
  • ข้อใดเป็นเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินโครงการที่ได้มาจากการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองคิดลดกระแสเงินสด (DCF Model) ในแบบ Stochastic
  • 1 : เป็นค่าเดียวตามตัวแปรนำเข้าที่กำหนด
  • 2 : เป็นค่าการกระจายตัวตามความเป็นไปได้
  • 3 : เป็นค่าคาดหวัง (Expected value)
  • 4 : เป็นค่าที่มีโอกาสเกิดมากที่สุด (Most likely)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 327 :
  • ข้อใดเป็นเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินโครงการที่ได้มาจากการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองคิดลดกระแสเงินสด (DCF Model) ในแบบ Deterministic
  • 1 : เป็นค่าเดียวตามตัวแปรนำเข้าที่กำหนด
  • 2 : เป็นค่าการกระจายตัวตามความเป็นไปได้
  • 3 : เป็นค่าคาดหวัง (Expected value)
  • 4 : มีหลายค่าตามความเสี่ยงของโครงการ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 328 :
  • ข้อใดเป็นปัจจัยหลักที่ความผันผวนส่งผลกระทบมากที่สุด ต่อกระแสเงินสดของโครงการทางด้านเหมืองแร่
  • 1 : ราคาแร่
  • 2 : เกรดของแร่
  • 3 : ต้นทุนการผลิต
  • 4 : ปริมาณสำรองแหล่งแร่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 329 :
  • ในปัจจุบันเราสามารถประเมินความเสี่ยงของปริมาณสำรองของแหล่งแร่ ได้จากข้อใด
  • 1 : ธรณีสถิติของแหล่งแร่
  • 2 : ผลการสำรวจทางธรณีฟิสิคส์
  • 3 : ความคิดเห็นจากประสบการณ์ของนักธรณีวิทยา
  • 4 : การเก็บสถิติของแหล่งแร่อื่นที่มีการผลิตมาก่อน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 330 :
  • จากหลักการประเมินสถานะต้นทุนที่แข่งขันได้ (Competitive Cost Position) ของโครงการเหมืองแร่ที่จะเกิดขึ้นใหม่ ควรทำการวิเคราะห์โครงการให้รอบคอบมากขึ้น เมื่อต้นทุนการผลิตต่อหน่วยของแร่ในโครงการ เป็นเช่นใด
  • 1 : อยู่ในช่วง 50% บนของต้นทุนการผลิตจากแหล่งต่างๆ
  • 2 : อยู่ในช่วง 50% ล่างของต้นทุนการผลิตจากแหล่งต่างๆ
  • 3 : อยู่ในช่วง 70% บนของต้นทุนการผลิตจากแหล่งต่างๆ
  • 4 : อยู่ในช่วง 70% ล่างของต้นทุนการผลิตจากแหล่งต่างๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 331 :
  • วิธีการใดที่ไม่ช่วยลดความผันผวนของกระแสเงินสดเข้าของโครงการเหมืองแร่ ที่เกิดจากราคาแร่
  • 1 : การทำสํญญาซื้อขายระยะยาว
  • 2 : การทำสํญญาซื้อขายล่วงหน้า
  • 3 : การทำสํญญาซื้อขายเงินสด
  • 4 : การทำสํญญาสวอป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 332 :
  • ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของการซื้อขายเงินสด (Spot)
  • 1 : เป็นการซื้อขายโดยตรงระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย (Over-the-counter)
  • 2 : เป็นการซื้อขายที่มีการตกลงราคากันในปัจจุบัน
  • 3 : เป็นการซื้อขายที่ต้องส่งมอบสินค้าและชำระเงินทันที
  • 4 : เป็นการซื้อขายที่ไม่มีความผันผวนของราคาสินค้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 333 :
  • ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบ Future
  • 1 : เป็นการซื้อขายที่มีการส่งมอบสินค้าอ้างอิง
  • 2 : เป็นการซื้อขายผ่านตลาดศูนย์กลาง (Exchange)
  • 3 : เป็นการซื้อขายที่มีมาตรการป้องกันความเสี่ยงจากการผิดสัญญา
  • 4 : เป็นการซื้อขายที่มีการตกลงราคากันในปัจจุบัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 334 :
  • ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของสัญญาแบบ Option
  • 1 : ผู้ขายสัญญามีสิทธิที่จะซื้อขายตามที่ตกลงไว้หรือไม่ก็ได้
  • 2 : มูลค่าของสัญญาที่ไม่คิดค่า Premium จะมากกว่าศูนย์เสมอ
  • 3 : ผู้ซื้อสัญญามีสิทธิที่จะซื้อขายตามที่ตกลงไว้หรือไม่ก็ได้
  • 4 : เป็นสัญญาที่มีค่าเปลี่ยนแปลงไปตามราคาสินค้าอ้างอิง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 335 :
  • ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของกำไรขาดทุนจากสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
  • 1 : ผู้ทำสัญญาจะซื้อ (Long position) จะได้กำไรหากราคาสินค้าล่วงหน้าสูงขึ้น
  • 2 : ผู้ทำสัญญาจะขาย (Short position) จะได้กำไรหากราคาสินค้าล่วงหน้าสูงขึ้น
  • 3 : กำไรที่ผู้ซื้อได้รับจะมาจากผู้ขายเสมอ
  • 4 : กำไรขาดทุนจากสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสามารถชดเชยกำไรขาดทุนจากสัญญาเงินสดได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 336 :
  • ข้อใดเป็นเกณฑ์ที่นิยมใช้ในการคัดเลือกโครงการที่มีความเสี่ยงทางการผลิต
  • 1 : Payout Period
  • 2 : NPV
  • 3 : IRR
  • 4 : PI
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 337 :
  • ข้อใดไม่ใช่รูปแบบของการนำเสนอผลจากการทำ Sensitivity Analysis
  • 1 : Spider Diagram
  • 2 : Tornado Diagram
  • 3 : Sensitivity Plot
  • 4 : Sensitivity Table
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 338 :
  • รูปแบบของการนำเสนอผลจากการทำ Sensitivity Analysis ในแบบใดที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรนำเข้ากับค่าเกณฑ์ที่สนใจ (ได้แก่ NPV) โดยบอกทิศทางและขนาดความสัมพันธ์ด้วยความชัน (Slope) ของเส้น
  • 1 : Spider Diagram
  • 2 : Tornado Diagram
  • 3 : Sensitivity Plot
  • 4 : Sensitivity Table
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 339 :
  • ข้อใดไม่ใช่วิธีการแบบง่ายที่ใช้ในการวิเคราะห์โครงการแบบ DCF Analysis เมื่อคำนึงถึงความเสี่ยงของโครงการ
  • 1 : Risk-adjusted payout period
  • 2 : Risk-adjusted discount rate
  • 3 : Risk-adjusted input parameter
  • 4 : Risk-adjusted IRR
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 340 :
  • ข้อใดเป็นข้อเสียของการใช้วิธี Risk-adjusted payout period เมื่อคำนึงถึงความเสี่ยงของโครงการ
  • 1 : ปรับเกณฑ์เวลาที่เหมาะสมได้ชัดเจน
  • 2 : ปรับลดเกณฑ์เวลาได้ตามความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
  • 3 : ปรับได้ตามความรู้สึกของผู้ตัดสินใจจากปัจจัยอื่นๆที่นอกเหนือจากการวิเคราะห์
  • 4 : ทำความเข้าใจและใช้ได้ง่าย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 341 :
  • ข้อใดเป็นข้อเสียของการใช้วิธี Risk-adjusted discount rate เมื่อคำนึงถึงความเสี่ยงของโครงการ
  • 1 : ค่าความผันผวนของกระแสเงินสดไม่อาจแทนได้ด้วย Discount rate
  • 2 : ปรับเพิ่ม Discount rate ได้ตามความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
  • 3 : ปรับได้ตามความรู้สึกของผู้ตัดสินใจจากปัจจัยอื่นๆที่นอกเหนือจากการวิเคราะห์
  • 4 : ทำความเข้าใจและใช้ได้ง่าย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 342 :
  • หลักการสำคัญของการลดความผันผวนของกระแสเงินสดที่เกิดจากความเสี่ยงด้านราคาแร่ โดยการทำการประกันความเสี่ยง (Hedging) ด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าล่วงหน้า คือข้อใด
  • 1 : สถานะในตลาดล่วงหน้าจะต้องเป็นแบบเดียวกับสถานะในตลาดเงินสด
  • 2 : สถานะในตลาดล่วงหน้าจะต้องเป็นตรงข้ามกับสถานะในตลาดเงินสด
  • 3 : ถือสถานะใดก็ได้ในตลาดล่วงหน้าตราบใดที่ยังมีสถานะในตลาดเงินสด
  • 4 : ถือสถานะใดก็ได้ในตลาดล่วงหน้าโดยไม่จำเป็นต้องมีสถานะในตลาดเงินสด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 343 :
  • หลักการสำคัญของการลดความผันผวนของกระแสเงินสดที่เกิดจากความเสี่ยงด้านราคาแร่ โดยการทำการประกันความเสี่ยง (Hedging) ด้วยอนุพันธ์ทางการเงิน คือข้อใด
  • 1 : การชดเชยกำไรขาดทุนจากตลาดเงินสดด้วยกำไรขาดทุนจากตลาดอนุพันธ์
  • 2 : การมีสถานะอยู่ทั้งในตลาดอนุพันธ์และตลาดเงินสด
  • 3 : การจ่ายเบี้ยประกันเพื่อคุ้มครองความเสียหายจากการผันผวนของราคา
  • 4 : การกำหนดราคาซื้อขายในตลาดให้คงที่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 344 :
  • ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของอนุพันธ์ทางการเงิน (Financial Derivative)
  • 1 : อนุพันธ์จะต้องซื้อขายผ่านตลาดศูนย์กลาง (Exchange)
  • 2 : มูลค่าของอนุพันธ์จะขึ้นอยู่กับราคาของสินค้าอ้างอิง
  • 3 : กำไรที่ผู้ซื้อได้รับจากอนุพันธ์จะมาจากผู้ขายเสมอ
  • 4 : กำไรขาดทุนจากอนุพันธ์สามารถชดเชยกำไรขาดทุนจากสัญญาเงินสดได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 345 :
  • ข้อใดไม่ใช่วิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการผิดสัญญา (Credit Risk) ในการซื้อขายสินค้าในตลาดล่วงหน้า
  • 1 : การซื้อขายผ่านตลาดศูนย์กลาง (Exchange)
  • 2 : การวางเงินค้ำประกัน (Initial Margin) ในการซื้อขาย
  • 3 : การรับรู้ราคาตลาดทุกวัน (Mark-to-market)
  • 4 : การชำระเงินตามราคาที่ตกลงไว้ทันที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 346 :
  • สถานะของเหมืองที่เป็นผู้ผลิตแร่ ในตลาดเงินสด (Spot market) ควรเป็นเช่นใด
  • 1 : Long Position
  • 2 : Short Position
  • 3 : Hedge Position
  • 4 : Speculative Position
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 347 :
  • เหมืองที่เป็นผู้ผลิตแร่ ที่ต้องการประกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาแร่ (Hedging) ควรมีสถานะในตลาดล่วงหน้า (Future market) เป็นเช่นใด
  • 1 : Long Position
  • 2 : Short Position
  • 3 : Hedge Position
  • 4 : Speculative Position
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 348 :
  • ผู้ที่เข้ามาทำการซื้อขายในตลาดล่วงหน้า โดยไม่มีสถานะใดในตลาดเงินสด เรียกว่าอะไร
  • 1 : Hedger
  • 2 : Speculator
  • 3 : Arbitrager
  • 4 : Forwarder
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 349 :
  • สถานะของ Speculator ที่เข้ามาซื้อขายในตลาดล่วงหน้า โดยไม่มีสถานะใดในตลาดเงินสด เรียกว่าอะไร
  • 1 : Naked Position
  • 2 : Covered Position
  • 3 : Long Position
  • 4 : Short Position
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 350 :
  • เหมืองที่เป็นผู้ผลิตแร่ ที่ต้องการประกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาแร่ (Hedging) ควรทำการ hedge แบบใด
  • 1 : Long hedge
  • 2 : Short hedge
  • 3 : Covered hedge
  • 4 : Speculative hedge
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 351 :
  • นักเก็งกำไร (Speculator) มีประโยชน์ต่อตลาดล่วงหน้าอย่างไร
  • 1 : ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาด
  • 2 : ช่วยทำให้ราคามีความผันผวนสูงขึ้น
  • 3 : ช่วยให้การกำหนดราคาสินค้ามีความโปร่งใสมากขึ้น
  • 4 : ช่วยลดความเสี่ยงจากการผิดสัญญา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 352 :
  • ข้อมูลใดในตลาดล่วงหน้า ที่ช่วยบอกถึงสภาพคล่องของสัญญาที่มีอยู่ในตลาด
  • 1 : สถานะคงค้าง (Open Interest)
  • 2 : ปริมาณการซื้อขาย (Volume)
  • 3 : ราคาที่เปลี่ยนแปลงในตลาด (Settlement price)
  • 4 : การเปลี่ยนแปลงของสถานะสุทธิ (Net Position) ของผู้ค้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 353 :
  • ความเสี่ยงใดที่เกิดจากการใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้า
  • 1 : Price Risk
  • 2 : Basis Risk
  • 3 : Default Risk
  • 4 : Credit Risk
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 354 :
  • ข้อใดเป็นหลักการของสวอป Swap ในการลดความผันผวนของราคา
  • 1 : การแลกเปลี่ยนกระแสเงินสดให้เป็นแบบคงที่ (Fixed)
  • 2 : การแลกเปลี่ยนกระแสเงินสดให้เป็นแบบลอยตัว (Floated)
  • 3 : การแลกเปลี่ยนกระแสเงินสดกับคู่ค้าในตลาดเงินสด
  • 4 : การแลกเปลี่ยนกระแสเงินสดกับสถาบันการเงิน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 355 :
  • ลักษณะตลาดสินค้าแบบปกติ (Contango) จะมีความสัมพันธ์ระหว่างราคาเงินสด (Spot price) กับราคาล่วงหน้า (Future price) เป็นแบบใด
  • 1 : ราคาเงินสดจะสูงกว่าราคาล่วงหน้า
  • 2 : ราคาเงินสดจะต่ำกว่าราคาล่วงหน้า
  • 3 : ราคาเงินสดเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกับราคาล่วงหน้า
  • 4 : ราคาเงินสดเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงข้ามราคาล่วงหน้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 356 :
  • ลักษณะตลาดสินค้าแบบย้อนกลับ (Backwardation) บ่งบอกถึงอะไร
  • 1 : สินค้าเกิดการขาดแคลนในระยะสั้น
  • 2 : ราคาเงินสด (Spot price) จะต่ำกว่าราคาล่วงหน้า (Future price)
  • 3 : ประโยชน์ที่ได้รับจากการถือครองสินค้า (Convenience Yield) มีค่าน้อยกว่าต้นทุนในการถือครองสินค้า (Carrying Costs)
  • 4 : ส่วนต่างระหว่างราคาเงินสดกับราคาล่วงหน้า (Basis) เป็นบวก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 357 :
  • ประโยชน์ที่ได้รับจากการถือครองสินค้า (Convenience Yield) มีค่ามากกว่าต้นทุนในการถือครองสินค้า (Carrying Costs) มีความหมายตามข้อใด
  • 1 : สินค้าเกิดการขาดแคลนในระยะสั้น
  • 2 : ราคาเงินสด (Spot price) จะต่ำกว่าราคาล่วงหน้า (Future price)
  • 3 : เกิดลักษณะตลาดแบบปกติ (Contango)
  • 4 : ส่วนต่างระหว่างราคาเงินสดกับราคาล่วงหน้า (Basis) เป็นบวก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 358 :
  • ข้อใดไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนจากการลงทุน (Returns) กับความเสี่ยง (Risk) ของการลงทุน
  • 1 : การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงมักจะให้ผลตอบแทนที่สูง
  • 2 : การลงทุนที่มีให้ผลตอบแทนที่สูงมักจะมีความเสี่ยงสูง
  • 3 : นักลงทุนควรเรียกร้องผลตอบแทนที่ต้องการสูงหากการลงทุนนั้นมีความเสี่ยงสูง
  • 4 : การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำมักให้ผลตอบแทนที่ตามที่คาดหวัง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 359 :
  • หากพิจารณา “ความไม่แน่นอน” ของจำนวนเงินและช่วงเวลา ของกระแสเงินสดในอนาคต ของสินทรัพย์เพื่อการลงทุนแล้ว ตราสารหนี้เช่นพันธบัตรรัฐบาล จัดเป็นสินทรัพย์ประเภทใด
  • 1 : สินทรัพย์ที่รู้ว่าจะมีกระแสเงินสดเกิดขึ้นเท่าใดและช่วงเวลาใด
  • 2 : สินทรัพย์ที่รู้ว่าจะมีกระแสเงินสดเกิดขึ้นเท่าใดแต่ไม่สามารถรู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่
  • 3 : สินทรัพย์ที่รู้ว่าจะมีกระแสเงินสดเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่ไม่รู้ว่าเป็นจำนวนเงินเท่าใด
  • 4 : สินทรัพย์ที่ไม่สามารถรู้ได้ว่าจะมีกระแสเงินสดเกิดขึ้นเท่าใดและไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นตอนไหน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 360 :
  • หากพิจารณา “ความไม่แน่นอน” ของจำนวนเงิน และช่วงเวลา ของกระแสเงินสดในอนาคต ของสินทรัพย์เพื่อการลงทุนแล้ว ตราสารประกันความเสี่ยงเช่นกรมธรรม์ประกันชีวิต จัดเป็นสินทรัพย์ประเภทใด
  • 1 : สินทรัพย์ที่รู้ว่าจะมีกระแสเงินสดเกิดขึ้นเท่าใดและช่วงเวลาใด
  • 2 : สินทรัพย์ที่รู้ว่าจะมีกระแสเงินสดเกิดขึ้นเท่าใดแต่ไม่สามารถรู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่
  • 3 : สินทรัพย์ที่รู้ว่าจะมีกระแสเงินสดเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่ไม่รู้ว่าเป็นจำนวนเงินเท่าใด
  • 4 : สินทรัพย์ที่ไม่สามารถรู้ได้ว่าจะมีกระแสเงินสดเกิดขึ้นเท่าใดและไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นตอนไหน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 361 :
  • หากพิจารณา “ความไม่แน่นอน” ของจำนวนเงิน และช่วงเวลา ของกระแสเงินสดในอนาคต ของสินทรัพย์เพื่อการลงทุนแล้ว ตราสารที่ให้อัตราดอกเบี้ยลอยตัว จัดเป็นสินทรัพย์ประเภทใด
  • 1 : สินทรัพย์ที่รู้ว่าจะมีกระแสเงินสดเกิดขึ้นเท่าใดและช่วงเวลาใด
  • 2 : สินทรัพย์ที่รู้ว่าจะมีกระแสเงินสดเกิดขึ้นเท่าใดแต่ไม่สามารถรู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่
  • 3 : สินทรัพย์ที่รู้ว่าจะมีกระแสเงินสดเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่ไม่รู้ว่าเป็นจำนวนเงินเท่าใด
  • 4 : สินทรัพย์ที่ไม่สามารถรู้ได้ว่าจะมีกระแสเงินสดเกิดขึ้นเท่าใดและไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นตอนไหน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 362 :
  • หากพิจารณา “ความไม่แน่นอน” ของจำนวนเงิน และช่วงเวลา ของกระแสเงินสดในอนาคต ของสินทรัพย์เพื่อการลงทุนแล้ว ตราสารทุนเช่นหุ้นบริษัท จัดเป็นสินทรัพย์ประเภทใด
  • 1 : สินทรัพย์ที่รู้ว่าจะมีกระแสเงินสดเกิดขึ้นเท่าใดและช่วงเวลาใด
  • 2 : สินทรัพย์ที่รู้ว่าจะมีกระแสเงินสดเกิดขึ้นเท่าใดแต่ไม่สามารถรู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่
  • 3 : สินทรัพย์ที่รู้ว่าจะมีกระแสเงินสดเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่ไม่รู้ว่าเป็นจำนวนเงินเท่าใด
  • 4 : สินทรัพย์ที่ไม่สามารถรู้ได้ว่าจะมีกระแสเงินสดเกิดขึ้นเท่าใดและไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นตอนไหน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 363 :
  • เมื่อพิจารณาความเสี่ยงของสินทรัพย์เพื่อการลงทุน ข้อใดจัดเป็นสินทรัพย์ประเภทที่รู้ว่าจะมีกระแสเงินสดเกิดขึ้นเท่าใดและช่วงเวลาใด
  • 1 : ตราสารหนี้เช่นพันธบัตรรัฐบาล
  • 2 : ตราสารประกันความเสี่ยงเช่นกรมธรรม์ประกันชีวิต
  • 3 : ตราสารที่ให้อัตราดอกเบี้ยลอยตัว
  • 4 : ตราสารทุนเช่นหุ้นบริษัท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 364 :
  • เมื่อพิจารณาความเสี่ยงของสินทรัพย์เพื่อการลงทุน ข้อใดจัดเป็นสินทรัพย์ประเภทที่ไม่สามารถรู้ได้ว่าจะมีกระแสเงินสดเกิดขึ้นเท่าใดและไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นตอนไหน
  • 1 : ตราสารหนี้เช่นพันธบัตรรัฐบาล
  • 2 : ตราสารประกันความเสี่ยงเช่นกรมธรรม์ประกันชีวิต
  • 3 : ตราสารที่ให้อัตราดอกเบี้ยลอยตัว
  • 4 : ตราสารทุนเช่นหุ้นบริษัท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 365 :
  • เมื่อพิจารณาความเสี่ยงของสินทรัพย์เพื่อการลงทุน ข้อใดจัดเป็นสินทรัพย์ประเภทที่รู้ว่าจะมีกระแสเงินสดเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่ไม่รู้ว่าเป็นจำนวนเงินเท่าใด
  • 1 : ตราสารหนี้เช่นพันธบัตรรัฐบาล
  • 2 : ตราสารประกันความเสี่ยงเช่นกรมธรรม์ประกันชีวิต
  • 3 : ตราสารที่ให้อัตราดอกเบี้ยลอยตัว
  • 4 : ตราสารทุนเช่นหุ้นบริษัท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 464 : Mining projects financing
ข้อที่ 366 :
  • ความสามารถในการจ่ายเงินสดของบริษัท เมื่อถึงกำหนดจ่าย ตรงกับข้อใด
  • 1 : มีสภาพคล่อง
  • 2 : มีกำไรสะสม
  • 3 : มีหนี้สินน้อย
  • 4 : มีเงินทุนพอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 367 :
  • รายการสรุปผลทางการเงินจากการดำเนินงานของบริษัทในช่วงระยะเวลาหนึ่ง (ทั่วไปคือ 1 ปี) ที่ผ่านมา เรียกว่า
  • 1 : งบดุล
  • 2 : งบกำไรขาดทุน
  • 3 : งบการเงิน
  • 4 : งบกระแสเงินสด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 368 :
  • รายการสรุปผลทางการเงินที่แสดงสถานะของบริษัท ถึงโครงสร้างทางการเงินและทรัพยากรในการดำเนินงาน ที่มีอยู่ ณ.จุดหนึ่งของเวลา (ทั่วไปคือ วันที่ 30 ธันวาคม) เรียกว่าอะไร
  • 1 : งบดุล
  • 2 : งบกำไรขาดทุน
  • 3 : งบการเงิน
  • 4 : งบกระแสเงินสด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 369 :
  • เงินทุนจากแหล่งใดที่มีต้นทุนหลังหักภาษีต่ำที่สุด
  • 1 : เงินกู้
  • 2 : หุ้นบุริมสิทธิ
  • 3 : หุ้นสามัญ
  • 4 : กำไรสะสม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 370 :
  • โครงสร้างเงินทุนของบริษัทควรมีความสัมพันธ์กับสิ่งใด
  • 1 : โครงสร้างสินทรัพย์
  • 2 : โครงสร้างการทำกำไร
  • 3 : โครงสร้างการผลิต
  • 4 : โครงสร้างการตลาด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 371 :
  • บริษัทที่มีการลงทุนส่วนใหญ่ในสินทรัพย์ถาวรเช่นบริษัทเหมืองแร่ ควรจัดหาเงินทุนส่วนใหญ่จากแหล่งใด
  • 1 : หุ้นสามัญ
  • 2 : หุ้นกู้ระยะปานกลาง
  • 3 : เงินกู้ระยะสั้น
  • 4 : เจ้าหนี้การค้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 372 :
  • การจัดหาเงินทุนระยะยาว (Long-term financing) ควรมีวงเงินครอบคลุมสินทรัพย์ประเภทใดบ้าง
  • 1 : สินทรัพย์ถาวร
  • 2 : สินทรัพย์ถาวรและสินทรัพย์หมุนเวียนที่คงที่
  • 3 : สินทรัพย์หมุนเวียนที่เปลี่ยนแปลง
  • 4 : สินทรัพย์หมุนเวียน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 373 :
  • การจัดหาเงินทุนระยะสั้น (Short-term financing) ควรมีวงเงินครอบคลุมสินทรัพย์ ประเภทใดบ้าง
  • 1 : สินทรัพย์ถาวร
  • 2 : สินทรัพย์ถาวรและสินทรัพย์หมุนเวียนที่คงที่
  • 3 : สินทรัพย์หมุนเวียนที่เปลี่ยนแปลง
  • 4 : สินทรัพย์หมุนเวียน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 374 :
  • ข้อใดไม่จัดเป็นเงินทุนในส่วนของเจ้าของ (Equity)
  • 1 : หุ้นสามัญ
  • 2 : ส่วนเกินมูลค่าหุ้น
  • 3 : กำไรสะสม
  • 4 : เงินปันผลที่จ่ายออกไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 375 :
  • ข้อใดไม่จัดเป็นหนี้สินหมุนเวียน (Current liabilities)
  • 1 : เจ้าหนี้การค้า
  • 2 : ภาษีค้างจ่าย
  • 3 : ค่าเช่าค้างจ่าย
  • 4 : หุ้นกู้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 376 :
  • คำว่า Financial Leverage มีความหมายตามข้อใด
  • 1 : โครงสร้างการเงิน
  • 2 : โครงสร้างหนี้สิน
  • 3 : โครงสร้างสินทรัพย์
  • 4 : โครงสร้างผู้ถือหุ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 377 :
  • คำว่า Operating Leverage มีความหมายตามข้อใด
  • 1 : โครงสร้างการเงิน
  • 2 : โครงสร้างหนี้สิน
  • 3 : โครงสร้างสินทรัพย์
  • 4 : โครงสร้างการบริหารงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 378 :
  • ในการขอกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนโครงการลงทุนนั้น ข้อใดที่เจ้าหนี้จะพิจารณาในลำดับท้ายๆ
  • 1 : สภาพคล่อง
  • 2 : ความสามารถในการชำระหนี้
  • 3 : โครงสร้างเงินทุน
  • 4 : โครงสร้างการบริหารงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 379 :
  • โดยทั่วไปโครงสร้างเงินทุนของบริษัทเหมืองแร่จะมีส่วนของเจ้าหนี้ไม่มากนัก แต่บางบริษัทอาจมีส่วนของเจ้าหนี้ถึง 90% เนื่องจากลักษณะของหนี้มีความสัมพันธ์กับราคาแร่ เป็นตัวอย่างของเหมืองแร่แบบใด
  • 1 : เหมืองทองคำ
  • 2 : เหมืองแร่อุตสาหกรรม
  • 3 : เหมืองแร่พลังงาน
  • 4 : เหมืองโลหะพื้นฐาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 380 :
  • ข้อใดจัดเป็นแหล่งเงินทุนระยะสั้น
  • 1 : หนี้สินหมุนเวียน
  • 2 : หุ้นกู้
  • 3 : หุ้นสามัญ
  • 4 : กำไรสะสม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 381 :
  • ข้อใดจัดเป็นแหล่งเงินทุนภายใน
  • 1 : หนี้สินหมุนเวียน
  • 2 : หนี้สินระยะยาว
  • 3 : หุ้นสามัญ
  • 4 : กำไรสะสม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 382 :
  • โครงสร้างเงินทุนที่แตกต่างกันของบริษัทที่แม้จะอยู่ในธุรกิจเดียวกัน ส่งผลต่อข้อใด
  • 1 : อัตราผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity)
  • 2 : อัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ (Return on Assets)
  • 3 : อัตราผลตอบแทนของเงินทุน (Return on Capital)
  • 4 : อัตราผลตอบแทนของหนี้สิน (Return on Debt)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 383 :
  • ระดับการก่อหนี้ (Leverage factor) ในโครงสร้างเงินทุนของบริษัท ที่มากขึ้นจะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงทางการเงินมากขึ้น แต่โดยทั่วไประดับการก่อหนี้ที่มากจะส่งผลดีต่อผู้ถือหุ้น ในกรณีใด
  • 1 : ผลตอบแทนจากการลงทุนมากกว่าดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืม
  • 2 : ผลตอบแทนจากการลงทุนน้อยกว่าดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืม
  • 3 : ดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมน้อยกว่าเงินปันผล
  • 4 : ดอกเบี้ยจากเงินกู้ยืมมากกว่าเงินปันผล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 384 :
  • การจัดหาเงินทุนเพิ่มเติมเพื่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทมีความจำเป็น จากหลักการของต้นทุนเงินทุนส่วนเพิ่ม (Marginal cost of capital) ข้อใดกล่าวถูกต้อง
  • 1 : การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินทุนจากโครงสร้างที่เหมาะสมจะทำให้ต้นทุนเงินทุนเฉลี่ยสูงขึ้น
  • 2 : ต้นทุนเงินทุนจากการกู้จะทำให้ต้นทุนเฉลี่ยลดลง
  • 3 : ต้นทุนเงินทุนจากการออกหุ้นเพิ่มจะทำให้ต้นทุนเฉลี่ยลดลง
  • 4 : ต้นทุนเงินทุนจากกำไรสะสมจะทำให้ต้นทุนเฉลี่ยลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 385 :
  • ข้อมูลการเงินที่แสดงโครงสร้างเงินทุนของบริษัท ได้จากข้อใด
  • 1 : งบดุล
  • 2 : งบกำไรขาดทุน
  • 3 : งบประมาณ
  • 4 : งบกระแสเงินสด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 386 :
  • ข้อใดไม่ใช่การจัดหาเงินทุนระยะสั้น
  • 1 : สินเชื่อทางการค้า
  • 2 : ตราสารพาณิชย์
  • 3 : เงินกู้ยืมระยะสั้น
  • 4 : การเช่าสินทรัพย์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 387 :
  • การเช่าสินทรัพย์ (Lease financing) มักจะมีต้นทุนการเช่าสูงกว่าดอกเบี้ยจากการกู้ยืมเพื่อซื้อสินทรัพย์และผู้เช่าไม่มีกรรมสิทธิใดๆในสินทรัพย์ดังกล่าว ข้อใดไม่ใช่เหตุที่ทำให้ตัดสินใจเช่าแทนการซื้อ
  • 1 : ลดความเสี่ยงของธุรกิจจากสินทรัพย์ที่ล้าสมัย
  • 2 : ลดความเสี่ยงของธุรกิจหากโครงการล้มเหลว
  • 3 : ลดความเสี่ยงของธุรกิจหากธุรกิจล้มละลาย
  • 4 : ลดความเสี่ยงของธุรกิจจากสินทรัพย์ที่มีอายุสั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 388 :
  • ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ที่ได้จากการก่อหนี้สินระยะยาว
  • 1 : สามารถจำกัดจำนวนต้นทุนของหนี้สินได้
  • 2 : ไม่ทำให้สิทธิการควบคุมการดำเนินกิจการเปลี่ยนแปลงไป
  • 3 : ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านภาษี
  • 4 : ลดความเสี่ยงด้านการเงินของธุรกิจ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 389 :
  • ข้อใดไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ต้นทุนเงินทุนจากหุ้นสามัญสูงกว่าต้นทุนเงินทุนจากการกู้ยืม
  • 1 : ดอกเบี้ยที่จ่ายให้กับเจ้าหนี้สามารถหักเป็นค่าใช้จ่าย ทำให้เสียภาษีลดลง
  • 2 : ดอกเบี้ยที่จ่ายให้กับเจ้าหนี้เป็นรายจ่ายประจำในอัตราที่กำหนดไว้แน่นอน
  • 3 : ผู้ถือหุ้นกู้ไม่มีสิทธิออกเสียงในการบริหารกิจการ
  • 4 : เงินทุนจากการกู้ยืมมีกำหนดไถ่ถอนที่แน่นอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 390 :
  • ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์จากการจัดหาเงินทุนโดยการออกหุ้นสามัญ
  • 1 : ไม่มีภาระผูกพันที่กำหนดไว้แน่นอนทำให้กิจการมีความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน
  • 2 : เป็นเงินทุนถาวรของบริษัทจึงไม่มีกำหนดไถ่ถอนที่แน่นอน
  • 3 : การจำหน่ายหุ้นสามัญทำได้ง่ายกว่าหุ้นกู้
  • 4 : เงินปันผลที่จ่ายให้กับผู้ถือหุ้นสามัญจะมีอัตราต่ำกว่าการจ่ายดอกเบี้ย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 391 :
  • แหล่งเงินทุนเพื่อการกู้ยืมและการลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เรียกว่าอะไร
  • 1 : ตลาดการเงิน (Financial market)
  • 2 : ตลาดเงิน (Money market)
  • 3 : ตลาดทุน (Capital market)
  • 4 : ตลาดหลักทรัพย์ (Stock exchange)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 392 :
  • ข้อใดไม่อยู่ในงบกำไรขาดทุนของบริษัท
  • 1 : รายได้
  • 2 : ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
  • 3 : สินทรัพย์ที่ใช้ในการดำเนินงาน
  • 4 : ภาษีจ่าย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 393 :
  • ข้อใดไม่อยู่ในงบดุลของบริษัท
  • 1 : เงินสด
  • 2 : สินค้าคงเหลือ
  • 3 : ค่าเสื่อมราคาประจำปี
  • 4 : เจ้าหนี้การค้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 394 :
  • ข้อใดไม่ใช่ความหมายของสินทรัพย์ถาวร (Fixed assets)
  • 1 : สินทรัพย์ที่มีลักษณะคงทนถาวร
  • 2 : สินทรัพย์ที่มีอายุการใช้งานเกินกว่า 1 ปี
  • 3 : เป็นสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้
  • 4 : เป็นสินทรัพย์ที่มีราคาสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 395 :
  • ข้อใดไม่ใช่คำกล่าวที่ถูกต้องเกี่ยวกับการมีเงินสด
  • 1 : เงินสดเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้
  • 2 : เงินสดเป็นสิ่งบ่งชี้สภาพคล่องของบริษัท
  • 3 : เงินสดเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า
  • 4 : เงินสดเป็นสินทรัพย์ที่จำเป็นของบริษัท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 396 :
  • “สภาพคล่อง”ทางการเงิน (Liquidity) มีความหมายตามข้อใด
  • 1 : ความราบรื่นในการทำธุรกิจโดยไม่มีอุปสรรค
  • 2 : ความรวดเร็วในการเปลี่ยนสินทรัพย์ให้เป็นเงินสด
  • 3 : ความสามารถในการระดมทุนของธุรกิจ
  • 4 : ความสามารถในการกู้ยืมเงินของธุรกิจ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 397 :
  • ข้อใดไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาในการตัดสินใจจัดหาเงินทุนของธุรกิจระหว่างส่วนหนี้สินกับส่วนของเจ้าของ
  • 1 : ความอยู่รอดในระยะสั้นของธุรกิจ
  • 2 : การเติบโตในระยะยาวของธุรกิจ
  • 3 : การบริหารความเสี่ยงของธุรกิจ
  • 4 : ยอดขายของผลิตภัณฑ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 398 :
  • การตัดสินใจในการลงทุนในโครงการหรือสินทรัพย์อื่น และการจัดโครงสร้างการเงินที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการลงทุน เป็นการพิจารณาประเด็นในข้อใดเป็นหลัก
  • 1 : ความอยู่รอดในระยะสั้นของธุรกิจ
  • 2 : การเติบโตในระยะยาวของธุรกิจ
  • 3 : การบริหารความเสี่ยงของธุรกิจ
  • 4 : ยอดขายของผลิตภัณฑ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 399 :
  • การสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากความผันผวนของปัจจัยภายนอกองค์กรที่ควบคุมไม่ได้ เป็นการพิจารณาประเด็นในข้อใดเป็นหลัก
  • 1 : ความอยู่รอดในระยะสั้นของธุรกิจ
  • 2 : การเติบโตในระยะยาวของธุรกิจ
  • 3 : การบริหารความเสี่ยงของธุรกิจ
  • 4 : ยอดขายของผลิตภัณฑ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 400 :
  • หากจัดเรียง”ลำดับแห่งสิทธิเรียกร้อง” (Hierarchy of claims) ในสินทรัพย์ของบริษัทแล้ว ผู้ที่ได้รับจัดสรรในการชำระเงินคืนก่อน คือข้อใด
  • 1 : เจ้าหนี้การค้า
  • 2 : ธนาคารที่ให้กู้
  • 3 : ผู้ถือหุ้นกู้
  • 4 : ผู้ถือหุ้นสามัญ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 401 :
  • หากจัดเรียง”ลำดับแห่งสิทธิเรียกร้อง” (Hierarchy of claims) ในสินทรัพย์ของบริษัทแล้ว ผู้ที่ได้รับจัดสรรในการชำระเงินคืนเป็นคนสุดท้าย คือข้อใด
  • 1 : เจ้าหนี้การค้า
  • 2 : ธนาคารที่ให้กู้
  • 3 : ผู้ถือหุ้นกู้
  • 4 : ผู้ถือหุ้นสามัญ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
สภาวิศวกร