สภาวิศวกร

สาขา : เครื่องกล

วิชา : Machine Design

เนื้อหาวิชา : 304 : 1 Fundamental of mechanical design
ข้อที่ 1 :
  • ปรัชญาของการออกแบบเครื่องจักรกลที่สำคัญกล่าวไว้อย่างไร

  • 1 : ขึ้นอยู่กับลักษณะของอุตสาหกรรมหรือชนิดของเครื่องจักร
  • 2 : ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ออกแบบ
  • 3 :  ขึ้นอยู่กับเวลาที่ใช้ในการออกแบบ
  • 4 :  ขึ้นอยู่กับการแข่งขันทางด้านการตลาด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 2 :
  • ผู้ออกแบบเครื่องจักรกลจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับสมบัติของวัสดุวิศวกรรมเพื่อประโยชน์อะไร
  • 1 :  เพื่อให้สามารถเลือกใช้วัสดุที่มีราคาเหมาะสม
  • 2 : เพื่อให้ชิ้นส่วนที่ออกแบบมีความสวยงาม
  • 3 : เพื่อให้สามารถผลิตชิ้นส่วนได้ง่าย
  • 4 : เพื่อให้ทราบกรรมวิธีทางโลหะวิทยาต่างๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 3 :
  • ผู้ออกแบบเครื่องจักรกล จำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ และการแข่งขันทางด้านราคา หน้าที่อะไรไม่ใช่หน้าที่ของผู้ออกแบบ

  • 1 : ประหยัดเงินของผู้ว่าจ้าง
  • 2 : ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงการออกแบบ เพิ่มสิ่งดึงดูดใจ
  • 3 : มีความรู้ด้านการตลาด
  • 4 : เพิ่มสมรรถนะของการออกแบบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 4 :
  • การออกแบบมักต้องคำนึงถึงความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการคำนวณการสร้าง การใช้งาน ฯลฯ ผู้ออกแบบจึงมักใช้ค่าความปลอดภัย เพื่อให้ครอบคลุมความไม่แน่นอนต่างๆที่คาดว่าอาจเกิดขึ้น ต่อไปนี้ข้อใดคือความไม่แน่นอนที่ต้องใช้ค่าความปลอดภัย

  • 1 : ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น
  • 2 : ผลจากชนิดของวัสดุที่แตกต่างกัน
  • 3 : ผลของขนาดวัสดุต่อความต้านแรง
  • 4 : ผลจากการใช้งานไม่ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 5 :
  • Engineering design หมายถึง
  • 1 :

    กระบวนการหรือกรรมวิธีการประยุกต์หลักการทางวิทยาศาสตร์และเทคนิคต่างๆ สำหรับวัตถุประสงค์ของนิยามกลอุปกรณ์ กระบวนการ หรือระบบในรายละเอียดที่พอเพียงเพื่อยอมให้ เห็นนิยามเหล่านั้นเป็นจริงได้

  • 2 :

    เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์เครื่องจักรกลให้ทำงานได้อย่างปลอดภัย เชื่อถือได้และดี

  • 3 : ขบวนการสังเคราะห์ วิเคราะห์และการเลือกที่ใช้หลักการทางวิศวกรรมศาสตร์มาประยุกต์ใช้
  • 4 : การออกแบบทางวิศวกรรม หรือ วิศวกรรมการออกแบบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 6 :
  • กระบวนการออกแบบประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้
  • 1 : การกำหนดปัญหาและความต้องการ, ภูมิหลังงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง, การกำหนดเป้าหมายหรือ วัตถุประสงค์, การระบุลักษณะจำเพาะของงาน, การสังเคราะห์, การวิเคราะห์, การเลือก, การ ออกแบบรายละเอียด, การสร้างต้นแบบและการทดลอง, และการผลิต
  • 2 : การกำหนดปัญหาและความต้องการ, การกำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์, การวิเคราะห์, การ เลือก, การออกแบบรายละเอียด, การสร้างต้นแบบและการทดลอง, และการผลิต
  • 3 : การกำหนดปัญหาและความต้องการ, ภูมิหลังงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง, การระบุลักษณะจำเพาะของ งาน, การวิเคราะห์, การเลือก, การออกแบบรายละเอียด, การสร้างต้นแบบและการทดลอง, และการผลิต
  • 4 : การกำหนดปัญหาและความต้องการ, ภูมิหลังงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง, การกำหนดเป้าหมายหรือ วัตถุประสงค์, การระบุลักษณะจำเพาะของงาน, การสังเคราะห์, การเลือก, การออกแบบ รายละเอียด, การสร้างต้นแบบและการทดลอง, และการผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 7 :
  • ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่ได้จาการออกแบบต้องไม่มีคุณลักษณะเช่นไร
  • 1 : สามารถทำงานหรือทำหน้าที่ได้ตามต้องการหรือตามที่ลูกค้าคาดหวังไว้
  • 2 : มีความปลอดภัยไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้
  • 3 : มีความเชื่อมั่นหรือเชื่อถือได้ที่ระดับความเชื่อมั่นที่กำหนด นั้นคือผลิตภัณฑ์ต้องไม่เสียหาย ก่อนที่จะถึงกำหนด
  • 4 : หาซื้อยาก ผลิตจำนวนจำกัด แข่งขันกับคนอื่นได้ในตลาด

  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 8 :
  • มาตรฐาน (Standard) หมายถึง
  • 1 : เซตของการระบุลักษณะจำเพาะสำหรับการวิเคราะห์ การออกแบบ การผลิตและการสร้างบางสิ่ง
  • 2 : เซตของการระบุลักษณะจำเพาะสำหรับชิ้นส่วน วัสดุ หรือกระบวนการที่มุ่งเพื่อความสำเร็จที่ เหมือนกันหรือแบบเดียวกัน ประสิทธิภาพ และคุณภาพจำเพาะ
  • 3 : เพื่อบรรลุระดับขั้นของความปลอดภัยจำเพาะ ประสิทธิภาพ และคุณภาพ
  • 4 : International Standards Organization (ISO)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 9 :
  • NYLON เป็นวัสดุอะไร
  • 1 : Plastics
  • 2 : Polymeric
  • 3 : Thermoplastics
  • 4 : Thermosets
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 10 :
  • เหล็กกล้าคาร์บอนมีกี่ชนิด
  • 1 : 1 ชนิด
  • 2 : 2 ชนิด
  • 3 : 3 ชนิด
  • 4 : 4 ชนิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 11 :
  • ค่าความปลอดภัยที่จะเลือกใช้ในการออกแบบขึ้นอยู่กับตัวประกอบอะไร
  • 1 : ความสวยงามของชิ้นงานที่จะผลิต
  • 2 : จำนวนของชิ้นงานที่จะผลิต
  • 3 : ความชำนาญและประสบการณ์ของผู้ออกแบบชิ้นงาน
  • 4 : ประเภทของผลิตภัณฑ์ที่จะผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 12 :
  • การเลือกใช้ค่าความปลอดภัยในการออกแบบ ไม่ได้พิจารณาถึงตัวประกอบในข้อใด
  • 1 : ชนิดของโหลดที่กระทำกับชิ้นงาน

     

  • 2 : ลักษณะการใช้งานของชิ้นงาน

     

  • 3 : น้ำหนักของชิ้นงาน

     

  • 4 : ความสวยงามของชิ้นงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 13 :
  • การทดสอบเพื่อหาคุณสมบัติเชิงกลของวัสดุ ในกรณีที่ไม่สามารถทดสอบโดยการทดสอบการดึง สามารถทำได้โดยวิธีใดที่ง่ายที่สุด
  • 1 : การทดสอบการดัด
  • 2 : การทดสอบการบิด
  • 3 : การทดสอบความแข็ง
  • 4 : การทดสอบการกระแทก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 14 :
  • ความต้านแรงของเหล็กมีสหสัมพันธ์ (correlation) กับคุณสมบัติในข้อใด
  • 1 : มอดุลัสความยืดหยุ่น
  • 2 : มอดุลัสเฉือน
  • 3 : ความแข็ง
  • 4 : ส่วนยืดสม่ำเสมอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 15 :
  • ในฐานะที่ท่านเป็นวิศวกรออกแบบชิ้นส่วนเครื่องจักร สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงคือการกัดกร่อน ท่านจะไม่เลือกควบคุมการกัดกร่อนด้วยวิธีใด
  • 1 : ควบคุมด้วยการออกแบบทางวิศวกรรม
  • 2 : ควบคุมโดยควบคุมสภาพแวดล้อม
  • 3 : ควบคุมด้วยการเลือกวัสดุ
  • 4 : ควบคุมด้วยกรรมวิธีทางความร้อน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 16 :
  • ข้อใดไม่ใช่รายการที่สำคัญในการเลือกวัสดุเพื่อใช้ในการออกแบบและผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรกล
  • 1 : คุณสมบัติของวัสดุ
  • 2 : การหาวัสดุได้ง่าย
  • 3 : การคำนึงถึงในแง่เศรษฐศาสตร์
  • 4 : สภาพแวดล้อม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 17 :
  • พิกัดความเผื่อ (Tolerances) จัดเป็นคุณสมบัติวัสดุทางใด
  • 1 : คุณสมบัติทางกล
  • 2 : คุณสมบัติทางมิติ
  • 3 : คุณสมบัติทางกายภาพ
  • 4 : คุณสมบัติทางเคมี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 18 :
  • ในการทดสอบความแข็งวัสดุ (Hardness) ท่านใช้หัวทดสอบแบบไหนในการทดสอบ Rockwell C
  • 1 : หัวทดสอบรูปทรงกลม
  • 2 : หัวทดสอบรูปทรงปิรามิด
  • 3 : หัวทดสอบรูปทรงกรวย
  • 4 : หัวทดสอบรูปทรงใดก็ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 19 :
  • วัสดุใดที่สามารถดูดซับพลังงานได้มากเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น
  • 1 : วัสดุเหนียว
  • 2 : วัสดุเปราะ
  • 3 : วัสดุพลาสติก
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 20 :
  • ใช้ชิ้นงานทดสอบ (Specimen) ดังรูปกับงานทดสอบแบบใด

  • 1 : ทดสอบยกน้ำหนัก
  • 2 : ทดสอบแรงดึง
  • 3 : ทดสอบความล้าตัว
  • 4 : ทดสอบความแข็งแรง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 21 :
  • ผลจากการทดสอบชิ้นงานทดสอบ (Specimen) ได้ลักษณะกราฟผลการทดสอบดังรูปในเบื้องต้น ท่านพิจารณาชิ้นงานทดสอบนี้ว่าเป็นวัสดุชนิดใด

  • 1 : ทดสอบแรงดึงวัสดุอ่อน
  • 2 : ทดสอบแรงดึงวัสดุเหนียว
  • 3 : ทดสอบแรงดึงวัสดุเปราะ
  • 4 : ทดสอบแรงดึงวัสดุแข็ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 22 :
  • ใช้ชิ้นงานทดสอบ (Specimen) ดังรูปกับงานทดสอบแบบใด

     

  • 1 : ทดสอบยกน้ำหนัก
  • 2 : ทดสอบแรงอัด
  • 3 : ทดสอบแรงกระแทก
  • 4 : ทดสอบการหดตัว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 23 :
  • ผลจากการทดสอบชิ้นงานทดสอบ (Specimen) ได้ลักษณะกราฟผลการทดสอบดังรูปในเบื้องต้น ท่านพิจารณาชิ้นงานทดสอบนี้ว่าเป็นวัสดุชนิดใด

  • 1 : ทดสอบแรงกดวัสดุอ่อน
  • 2 : ทดสอบแรงกดวัสดุเหนียว
  • 3 : ทดสอบแรงกดวัสดุเปราะ
  • 4 : ทดสอบแรงกดวัสดุแข็ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 24 :
  • ผลการทดสอบชิ้นทดสอบมาตรฐานในรูปเป็นวัสดุประเภทใด

  • 1 : อ่อน
  • 2 : แข็ง
  • 3 : เปราะ
  • 4 : เหนียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 25 :
  • ผลการทดสอบชิ้นทดสอบมาตรฐานดังรูปนี้เป็นวัสดุประเภทใด

  • 1 : อ่อน
  • 2 : แข็ง
  • 3 : เปราะ
  • 4 : เหนียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 26 :
  • กราฟจากผลทดสอบโดยมีความเค้น (Stress) แกนเดียว (Uniaxial) และอยู่ในช่วงของความเคลียด (Strain) แนวตรง (Linear) บริเวณจุด E หมายถึงอะไร

  • 1 : ช่วงยืดหยุ่น (Elastic)
  • 2 : ช่วงยืดตัว (Elongation)
  • 3 : จุดยืดหยุ่นของยังค์ (Young Modulus)
  • 4 : จุดเฉลี่ยระหว่างจุด Yield และ Proportional limit
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 27 :
  • ในโลหะที่ถูกเลือกมาใช้มักมีส่วนผสมของวัตถุธาตุหลายชนิด ซึ่งวัตถุธาตุเหล่านี้มีคุณสมบัติอะไรที่ใช้ร่วมกันได้
  • 1 : คุณสมบัติด้าน Elastic
  • 2 : คุณสมบัติด้านเคมี
  • 3 : คุณสมบัติด้านเป็นตัวนำความร้อน
  • 4 : คุณสมบัติด้านเกาะยึดตัวติดกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 28 :
  • จงบอกกรรมวิธีที่มีชื่อเรียกเหล่านี้ Hot rolling, Extrusion, Forging
  • 1 : Heat-treatment
  • 2 : Casting
  • 3 : Cold-working
  • 4 : Hot-working
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 29 :
  • จงบอกกรรมวิธีที่มีชื่อเรียกเหล่านี้ Annealing, Quenching,Tempering, Case hardening
  • 1 : Heat-treatment
  • 2 : Casting
  • 3 : Cold-working
  • 4 : Hot-working
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 30 :
  • ชื่อใดมีคุณสมบัติด้าน Plastically สามารถดันโลหะขึ้นรูปให้เป็นรูปทรงตามที่เราต้องการ
  • 1 :

    Heat-treatment

  • 2 : Casting
  • 3 : Hot-working
  • 4 : Cold-working
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 31 :
  • ชื่อกรรมวิธีที่ให้คุณสมบัติทางวัสดุดีตามที่เราต้องการและดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับงานหล่อโลหะ
  • 1 : Hot-working
  • 2 : Cold-working
  • 3 : Casting
  • 4 : Heat-treatment
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 32 :
  • ให้บอกชื่อกรรมวิธีขึ้นรูปดังรูป

     

     

  • 1 : Hot-forming
  • 2 : Forging
  • 3 : Pressing
  • 4 : Rolling
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 33 :
  • ชื่อเรียกลายเส้นจากงานขึ้นรูปร้อนดังรูปคืออะไร

  • 1 : Fiber line
  • 2 : Flow line
  • 3 : Scaling line
  • 4 : Contour line
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 34 :
  • ก้านชิ้นงานดังแสดงในรูปถูกแรง F กระทำขนาด 25 kN ถ้ากำหนดให้พื้นที่หน้าตัดของก้านชิ้นงานเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าโดยมีความกว้าง h มีขนาดเป็น 2 เท่าของความหนา b จงหาขนาดของ b และ h ถ้าชิ้นส่วนนี้ทำจากเหล็กกล้าซึ่งมีค่า sy = 370 MPa และให้ใช้ค่าความปลอดภัย, Ny=1.5

     

  • 1 : b = 5.32 mm และ  h = 10.64 mm
  • 2 : b = 6.35 mm และ  h = 12.7 mm
  • 3 : b = 7.12 mm และ  h = 14.24 mm
  • 4 : b = 8.31 mm และ  h = 16.62 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 35 :
  • เพลากลมตันทำด้วยเหล็กกล้าซึ่งมีค่าความต้านแรงดึงคราก, sy = 440 MPa ยังส์โมดูลัส (Young Modulus) E = 207 GN/m2 โมดูลัสเฉือน (Shear Modulus) G = 79.3 GN/m2 ใช้ถ่ายทอดกำลัง 10 kW ด้วยอัตราเร็ว 1750 rpm อย่างสม่ำเสมอ จงหาขนาดของเพลาโดยใช้ค่าความปลอดภัย, Ny=2

  • 1 : 9.82 mm
  • 2 : 12.8 mm
  • 3 : 15.42 mm
  • 4 : 16.47 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 36 :
  • ก้านชิ้นงานมีพื้นที่หน้าตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า การกระจายของความเค้น , s ที่พื้นที่หน้าตัดจะมีรูปแบบเป็น

  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 37 :
  • ชิ้นงานมีลักษณะเป็นเพลากลมเส้นผ่าศูนย์กลาง d mm ได้รับการออกแบบให้มีค่าความปลอดภัย (safety factor) a = 0 แรงดึงสูงสุดที่ชิ้นงานทั้งนี้รองรับได้โดยไม่เสียหายคือเท่าใด (ชิ้นงานทำจากวัสดุที่มีค่าความต้านทานแรงคราก y MPa)
  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 38 :
  • จงเรียงลำดับค่าคุณสมบัติทางกลของวัสดุที่อ่านได้จากแผ่นภาพแสดงความสัมพันธ์ของความเค้น-ความเครียด ของวัสดุโดยทั่วไป จากค่าน้อยไปค่ามาก (ความต้านแรงดึงคราก (sy), ความเค้นพิสูจน์ (0.2%sy), ความต้านแรงดึงอัลลิเมต (suts), ความเค้นแตกหัก (srupture))
  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 39 :
  • ความแข็งตึงของวัสดุ (Stiffness) คือความสามารถในการต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของ วัสดุนั้นจากแผนภาพความเค้น-ความเครียด คุณสมบัติทางกลใดที่ใช้บ่งชี้ความแข็งตึงของวัสดุนั้น
  • 1 : ยังส์โมดูลัส  (Young’s Modulus)
  • 2 : ความต้านทานแรงดึงคราก  (Yield Strength)
  • 3 : โมดูลัสเฉือน  (Shear Modulus)
  • 4 : ความต้านทานแรงดึงอัลติเมต (Ultimate Tensile Strength)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 40 :
  • การทำสอบใดที่ไม่ใช่การทดสอบเพื่อหาค่าความแข็ง (Hardness)ของชิ้นงาน หรือวัสดุ
  • 1 : Vicker Test
  • 2 : Rockwell Test
  • 3 : Brinell Test
  • 4 : Charpy Test
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 41 :
  • การเพิ่มอัตราส่วนของคาร์บอน(%C)ในโลหะเหล็กส่งผลให้คุณสมบัติใดของโลหะเหล็กนั้นลดลง
  • 1 : คุณสมบัติในการรับแรง (Strength)
  • 2 : ความเหนียว (Ductility)
  • 3 : ความแข็ง (Hardness)
  • 4 : ความเปราะ(Brittle)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 42 :
  • ขั้นตอนของการออกแบบควรเรียงลำดับดังนี้

     

  • 1 : รับรู้ความต้องการ ลักษณะจำเพาะ ศึกษารายละเอียด สังเคราะห์ความคิด
  • 2 : ลักษณะจำเพาะ รับรู้ความต้องการ สังเคราะห์ความคิด ศึกษารายละเอียด
  • 3 : สังเคราะห์ความคิด ศึกษารายละเอียด ลักษณะจำเพาะ รับรู้ความต้องการ
  • 4 :

    ศึกษารายละเอียด สังเคราะห์ความคิด รับรู้ความต้องการ ลักษณะจำเพาะ

  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 43 :
  • เพลากลมตันมีเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ 20 mm ทำด้วยเหล็กกล้าถูกกระทำด้วยแรงบิด (Torque) เท่ากับ 225 Nm จงหาขนาดของความเค้นเฉือน , t ที่เกิดขึ้นที่หน้าตัดของเพลา
  • 1 : 102.57 N/mm2
  • 2 : 113.46 N/mm2
  • 3 : 143.18 N/mm2
  • 4 : 158.97 N/mm2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 44 :
  • ก้านชิ้นงานสั้นดังแสดงในรูปถูกแรงกด F กระทำ ถ้ากำหนดให้ก้านชิ้นงานมีพื้นที่หน้าตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า การกระจายของความเค้น, s ที่พื้นที่หน้าตัดจะมีรูปแบบเป็น

  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 45 :
  • เพลากลมตันทำด้วยเหล็กกล้าถูกกระทำด้วยแรงบิด (torque) เท่ากับ 225 Nm ถ้ากำหนดให้ใช้ค่าความเค้นเฉือนในการออกแบบ (Allowable Shear Stress) td = 220 N/mm2 จงหาขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลางของเพลา
  • 1 : 15.43 mm
  • 2 : 16.42 mm
  • 3 : 17.33 mm
  • 4 : 18.78 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 46 :
  • เพลากลมตันทำจากเหล็กกล้าซึ่งมีค่าความต้านแรงดึงคราก, sy = 310 MPa และมีค่าโมดูลัสเฉือน, G = 80 GPa ใช้ถ่ายทอดกำลัง 30 kW ที่อัตราเร็วรอบ 2000 rpm ถ้าต้องการให้เพลามีมุมบิดไม่เกิน 3 องศาต่อความยาว 500 mm จะใช้เพลาขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับเท่าใดและจะมีค่าความปลอดภัยเท่าใด
  • 1 : d = 18.53 mm และ Ny = 2.32
  • 2 : d = 20.43 mm และ Ny = 2.32
  • 3 : d = 20.43 mm และ Ny = 5.85
  • 4 : d = 18.53 mm และ Ny = 4.85
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 47 :
  • เพลากลมตันทำด้วยเหล็กกล้าซึ่งมีค่า sy = 440 NPa, E = 207 GN/m2 , G = 79.3 GN/m2 ใช้ถ่ายทอดกำลัง 10 kW ด้วยอัตราเร็ว 1750 rpm อย่างสม่ำเสมอ จงหาขนาดของเพลาโดยใช้ค่าความปลอดภัย, Ny = 2
  • 1 : 9.82 mm
  • 2 : 12.80 mm
  • 3 : 15.42 mm
  • 4 : 16.47 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 48 :
  • เพลากลมตันมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ d = 14 mm เพลานี้ทำมาจากเหล็กกล้าซึ่งมีค่าต้านแรงดึงคราก , sy = 440 NPa ใช้ถ่ายทอดกำลัง 10 kW ด้วยอัตราเร็ว 1750 rpm อย่างสม่ำเสมอ จงหาความเค้นเฉือนสูงสุดที่เกิดขึ้นในเพลานี้
  • 1 : 88.67 mm
  • 2 : 92.57 mm
  • 3 : 101.28 mm
  • 4 : 116.49 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 49 :
  • เฟืองตรงในระบบนิ้วถ้า Diametral pitch เป็นจำนวนเต็มต่ำกว่า 20 เรียกว่า
  • 1 : Coarse pitch
  • 2 : Medium pitch
  • 3 : Fine pitch
  • 4 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 305 : 2 Stress analysis, Theories of failure
ข้อที่ 50 :
  • ภาชนะผนังบางรูปทรงกระบอก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 500 mm ยาว 1000 mm รับความดันภายใน p = 10 bar ทำด้วยวัสดุที่มีค่าความเค้นใช้งาน 25 MPa ภาชนะใบนี้ควรมีความหนาน้อยที่สุดเท่าใด
  • 1 : 1.0 mm
  • 2 : 1.5 mm
  • 3 : 2.0 mm
  • 4 : 2.5 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 51 :
  • คุณสมบัติของวัสดุที่แสดงความสามารถในการรับแรงของเสาคืออะไร
  • 1 : ความต้านแรงดึงคราก
  • 2 : ความต้านแรงดึงสูงสุด
  • 3 : ความต้านแรงกด
  • 4 : มอดุลัสยืดหยุ่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 52 :
  • ทฤษฎีความเค้นหลักสูงสุด (Maximum Principal Stress Theory) เหมาะสำหรับใช้ในการออกแบบวัสดุประเภทใด
  • 1 : วัสดุเปราะที่รับแรงกดได้ดี
  • 2 : วัสดุเปราะที่รับแรงเฉือนได้ดี
  • 3 : วัสดุเหนียวที่รับแรงกดได้ดี
  • 4 : วัสดุเหนียวที่รับแรงเฉือนได้ดี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 53 :
  • ทฤษฎีความเค้นเฉือนออคตะฮีดรัล (Octahedral Shear Stress Theory) มีความแตกต่างที่สำคัญจากทฤษฎีความเค้นเฉือนสูงสุด (Maximum Shear Stress Theory) อย่างไร
  • 1 : ทฤษฎีความเค้นเฉือนออคตะฮีดรัลมีความแม่นยำในการคำนวณน้อยกว่า
  • 2 : ทฤษฎีความเค้นเฉือนออคตะฮีดรัลมีความแม่นยำในการคำนวณมากกว่า
  • 3 : ทฤษฎีความเค้นเฉือนออคตะฮีดรัลใช้ความเค้นในการคำนวณน้อยกว่า
  • 4 : ทฤษฎีความเค้นเฉือนออคตะฮีดรัลใช้ความเค้นในการคำนวณมากกว่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 54 :
  • เพลาหน้าตัดสี่เหลี่ยมจัตุรัสตันขนาด b x b กับเพลากลมตันมีรัศมีเท่ากับ r รับแรงบิดเท่ากัน ข้อใดกล่าวถูกต้อง
  • 1 : น้ำหนักเพลาหน้าตัดสี่เหลี่ยมจัตุรัสตันต่อความยาวเท่ากับน้ำหนักเพลากลมตันต่อความยาว
  • 2 : ความแข็งแรงต่อน้ำหนักของเพลาหน้าตัดสี่เหลี่ยมจัตุรัสตันมากกว่าความแข็งแรงต่อน้ำหนักของ เพลากลมตัน
  • 3 : น้ำหนักเพลาหน้าตัดสี่เหลี่ยมจัตุรัสตันต่อความยาวน้อยกว่าน้ำหนักเพลากลมตันต่อความยาว
  • 4 : ความแข็งแรงต่อน้ำหนักของเพลาหน้าตัดสี่เหลี่ยมจัตุรัสตันน้อยกว่าความแข็งแรงต่อน้ำหนักของ เพลากลมตัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 55 :
  • ในฐานะที่ท่านเป็นวิศวกรออกแบบเครื่องกล ทฤษฎีความล้า (Failure theory) ทฤษฎีใดที่ท่าน จะเลือกใช้กับวัสดุเปราะ ( ฺBrittle materials)
  • 1 : Maximum normal stress theory
  • 2 : Ductile Coulomb-Mohr theory
  • 3 : Maximum shear stress theory
  • 4 : Distortion energy
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 56 :
  • จงคำนวณหาแรงปฏิกิริยาที่จุดรองรับ D

  • 1 : 1,500 N
  • 2 : -1,500 N
  • 3 : 4,500 N
  • 4 : -4,500 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 57 :
  • จงคำนวณหาแรงที่กระทำบนแขน AB ถ้าแรงปฏิกิริยาที่ A = 1500 N กระทำลงใน แนวดิ่ง

  • 1 : 1,500 N C
  • 2 : -1,500 N T
  • 3 : 2,121 N T
  • 4 : -2,121 N C
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 58 :
  • ที่ตำแหน่งไหนของเพลามีความเค้นสูงสุดเท่ากับ P/A

     

  • 1 : A, B, C, และ E
  • 2 : B, E, และ F
  • 3 : A, D, และ E
  • 4 : A, B, C, D, E, และ F
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 59 :
  • โมเมนต์ดัด (Bending moment) เท่าไรที่เกิดใน straight round rod ขนาดโต 40 mm. กับ straight square rod ขนาด 40 x 40 mm. ซึ่งมี normal stress สูงสุดเท่ากันคือ 400 MPa

     

  • 1 : โมเมนต์ดัดใน rod ทั้งสองเท่ากัน
  • 2 : โมเมนต์ดัดใน round rod มากกว่า
  • 3 : โมเมนต์ดัดใน Square rod มากกว่า
  • 4 : โมเมนต์ดัดใน rod ทั้งสองเกือบเท่ากัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 60 :
  • เมื่อหมุดย้ำรับแรงเฉือนคู่ (double shear) จะเกิดความเค้นเฉือนบนหน้าตัดขวางของหมุดย้ำเท่าใด
  • 1 : t= F/A
  • 2 : t= 2F/A
  • 3 : t= F/2A
  • 4 : t= 3F/2A
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 61 :
  • ความเค้นเฉือนที่เกิดขึ้นบนหน้าตัดขวางของคานที่มีรูปร่างหน้าตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีค่าเท่าไร
  • 1 : t= V/A
  • 2 : t = V/2A
  • 3 : t = 2V/A
  • 4 : t= 3V/2A
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 62 :
  • ความเค้นเฉือนสูงสุดที่เกิดขึ้นในระบบความเค้นผสมมีค่าเท่าใด
  • 1 : ครึ่งหนึ่งของความเค้นดึงสูงสุด
  • 2 : ครึ่งหนึ่งของผลต่างความเค้น
  • 3 : ครึ่งหนึ่งของผลต่างความเค้นสูงสุด
  • 4 : ผลต่างของความเค้นสูงสุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 63 :
  • การออกแบบเพลาเพื่อใช้รับความเค้นผสมโดยใช้ทฤษฎีความเสียหายทั้งหมด ขนาดที่เล็กที่สุดจะหาได้โดยใช้ทฤษฎีใด
  • 1 : ทฤษฎีความเค้นหลักสูงสุด
  • 2 : ทฤษฎีความเครียดหลักสูงสุด
  • 3 : ทฤษฎีความเค้นเฉือนสูงสุด
  • 4 : ทฤษฎีความเค้นเฉือนออคตะฮีดรัล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 64 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง กรณีที่ต้องใช้สูตร s = F/A เพื่อหาความเค้นดึง หรือความเค้นอัด โดยตรง
  • 1 : Member ที่รองรับโหลดต้องเป็นเส้นตรง
  • 2 : เส้นกระทำของโหลดต้องผ่านเซนทรอย์ (Centroid) หน้าตัด Member
  • 3 : วัสดุของ Member ต้องเป็นเนื้อเดียวกัน (homogeneous) และมีคุณสมบัติเหมือนกันในทุกทิศทาง (isotropic)
  • 4 : Memberไม่จำเป็นต้องมีหน้าตัดสม่ำเสมอใกล้บริเวณที่เริ่มต้นคำนวณความเค้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 65 :
  • ข้อใดกล่าวถูกต้อง ถ้าแรงบิด (Torque) หรือ twisting moment กระทำกับเพลากลมตัน (Solid shaft)
  • 1 : Torsional Shear Stress สูงสุดเกิดที่จุดศูนย์กลางเพลา และ Torsional Shear Stress น้อยสุด เกิดที่รัศมีโตสุดของเพลา
  • 2 : Torsional Shear Stress สูงสุดเกิดที่จุดศูนย์กลางเพลา และ Torsional Shear Stress เท่ากับ ศูนย์เกิดที่รัศมีโตสุดของเพลา
  • 3 : Torsional Shear Stress สูงสุดเกิดที่รัศมีโตสุดของเพลาและ Torsional Shear Stress น้อยสุดเกิดที่จุดศูนย์กลางเพลา
  • 4 : Torsional Shear Stress สูงสุดเกิดที่รัศมีโตสุดของเพลาและ Torsional Shear Stress เท่ากับศูนย์เกิดที่จุดศูนย์กลางเพลา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 66 :
  • Modified Mohr theory ถูกใช้เพื่อทำนายการแตกหักของ
  • 1 : วัสดุเหนียว
  • 2 : วัสดุเปราะ
  • 3 : วัสดุเหนียวและวัสดุเปราะ
  • 4 : วัสดุวิศวกรรม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 67 :
  • Maximum-distortion-energy-theory ถูกใช้เพื่อทำนาย
  • 1 : วัสดุเหนียว
  • 2 : วัสดุเปราะ
  • 3 : วัสดุเหนียวและวัสดุเปราะ
  • 4 : วัสดุวิศวกรรม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 68 :
  • Distortion energy theory ทำนายความเสียหายเมื่อ
  • 1 : ทุกจุดอยู่ในรูปสี่เหลี่ยม
  • 2 : ทุกจุดอยู่นอกรูปสี่เหลี่ยม
  • 3 : ทุกจุดอยู่นอกรูปวงรี
  • 4 : ทุกจุดอยู่ในรูปวงรี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 69 :
  • เมื่อท่านพิจารณาค่าความปลอดภัย (Safety factor) จะต้อง นำค่าใดในกราฟ Stress-Strain มาพิจารณาร่วมกับความ เค้นใช้งาน (Working Stress)

     

  • 1 : ความเค้นที่จุด R
  • 2 : ความเค้นที่จุด U
  • 3 : ความเค้นสูงสุด Su
  • 4 : ความเค้นที่จุดคลาก Y
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 70 :
  • พิจารณากราฟ Stress-Strain ของวัสดุ AL 6061-T6 มีปัจจัย อะไรที่ช่วยให้วัสดุนี้ยืดตัวได้ง่าย (High strain rate)

  • 1 : ต้องการแรงดึงสูงๆเพื่อช่วยให้ยืดตัวง่าย
  • 2 : ความเค้นสูงๆช่วยให้ยืดตัวง่าย
  • 3 : ความเคลียดมากๆจะช่วยให้วัสดุยืดตัวง่าย
  • 4 : อุณหภูมิสูงจะทำให้วัสดุยืดตัวได้สูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 71 :
  • Shear modulus มีความสำคัญในการคำนวณ Deflection ที่เกิดจาก Shear เช่น Torsion จากรูปเมื่อให้ Shear Strain เลือกสมการ Shear modulus ที่ถูกต้อง

     

  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 72 :
  • จากรูป Positiove Strain ในแนวแกน x ทำให้เกิด Negative Strain ในแนวแกน y สัดส่วนนี้เรียกว่า Poisson’s Ratio ให้เลือกสมการ ที่ถูกต้องของ Poisson’s Ratio

  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 73 :
  • ทฤษฎีความเสียหายอันเนื่องจากภาระต่อเนื่อง (Steady load failure theory) ใช้กับวัสดุชนิดใดได้บ้าง
  • 1 : วัสดุเหนียว(Ductile) และ/หรือเปราะ(Brittle)
  • 2 : วัสดุใช้ในงานก่อสร้าง
  • 3 : วัสดุใช้ในงานเครื่องจักร
  • 4 : วัสดุอ่อน (Soft material)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 74 :
  • Stress/Strain field ที่ใช้กับทฤษฎีความเสียหายต่อเนื่อง (Steady load failure theory) สามารถประยุกต์ใช้กับภาระ ตามแนวแกนชนิดใดได้บ้าง
  • 1 : ได้เฉพาะแนวแกนเดียว (Uni axial)
  • 2 : ได้ทั้งแนวแกนเดียว (Uni axial) และหลายแกน (Multi axial)
  • 3 : ใช้ได้เฉพาะแบบหายแกน (Multi axial)
  • 4 : ใช้กับแนวแกน X, Y, Z
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 75 :
  • ทฤษฎีว่าด้วย Maximum-Normal-Strain Theory (ของ Saint-Venant) ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า เมื่อ Principal Strain มีค่าเข้า ใกล้ Strain และสอดคล้องกับ Yield Strength จะมีสภาวะอะไรเกิดขึ้น
  • 1 : Internal friction
  • 2 : Stress/Strain fall
  • 3 : Yielding
  • 4 : Failure
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 76 :
  • ทฤษฎีว่าด้วย Distorsion Energy Theory เมื่อค่า Distorsion per unit volume เท่ากับ Distorsion per unit volume ที่เกิด จากแรงดึงตามแนวแกนเดียว (Uniaxial) บนชิ้นงานทดสอบ (Specimen) จนกระทั่งค่าความเค้นสูงขึ้นถึงช่วง Yield Strength จะทำให้เกิดสภาวะเช่นไร
  • 1 : Yielding
  • 2 : Failure
  • 3 : Stress/Strain fall
  • 4 : Internal friction
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 77 :
  • กราฟตามรูปเกิดจากการทดสอบแรงดึงบนชิ้นงานทดสอบ (Tensile specimen) พื้นที่ U-area ที่อยู่ใต้ Stress-Strain curve คืออะไร

  • 1 : Proportional area
  • 2 : Stress-Strain energy
  • 3 : Strain energy area
  • 4 : Specimen stressed
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 78 :
  • เมื่อ Distorsion Energy per unit volume มีค่าเท่ากับ Distorsion Energy per unit volume ในการทดสอบแรงดึงบนชิ้นงานทดสอบ จนกระทั่งความเค้นสูงขึ้นเข้าใกล้ Yielding Strength จะเกิด สภาวะอะไรขึ้น

     

  • 1 : Yilding
  • 2 : Internal friction
  • 3 : Stress/Strain fall
  • 4 : Failure
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 79 :
  • เรานำประโยชน์ของพื้นที่แรงเงาเป็นของวัสดุ ที่อยู่ใต้สภาวะความเค้นของ Plain Stress Condition ไปใช้อย่างไร

  • 1 : พื้นที่บริเวณนี้จะไม่เกิดค่า Yield
  • 2 : พื้นที่ภายใต้ Yield Strength
  • 3 : พื้นที่ในส่วนนี้จะไม่เกิด Failure
  • 4 : พื้นที่ความแข็งแรงใช้งาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 80 :
  • เราสามารถนำสภาวะอะไรจากวงกลมของโมร์ (Mohr’s Circle) มาใช้ประโยชน์ในการออกแบบ

  • 1 : Principal Stress
  • 2 : Pure Stress
  • 3 : Maximum Shear
  • 4 : Pure Shear
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 81 :
  • ในสภาวะ Pure Shear สามารถกำหนดสูตรง่ายๆมาใช้ดังนี้

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 82 :
  • ทฤษฎีเกี่ยวกับ The Maximum-Normal-Stress Theory ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า เมื่อค่า s1 s2 s3 เป็น Pricipal Stress เมื่อคำหนึ่งในสามนี้มีค่ามากจนเข้าใกล้ค่าความแข็งแรงดึง (Tensile strength) และความแข็งแรงอัด (Compressive strength ) จะมีสภาวะเช่นใดเกิดขึ้น

  • 1 : Failue
  • 2 : Yielding
  • 3 : Stress/Strain fall
  • 4 : Internal friction
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 83 :
  • ชิ้นงานดังแสดงในรูปทำจากเหล็กกล้าซึ่งมีค่าความต้านแรงดึงคราก sy = 440 MPa รับแรงสถิตขนาด 1000 N จงคำนวณหาการเคลื่อนตัวของจุด A ซึ่งได้แก่การบิดตัวเนื่องจากทอร์ก และการเคลื่อนตัวในแนวดิ่ง (E= 207 GN/m2 , G = 79.3 GN/m2)

  • 1 : y = - 0.572 mm และ q = 0.00658 เรเดียน
  • 2 : y = - 0.672 mm และ q = 0.00758 เรเดียน
  • 3 : y = - 0.672 mm และ q = 0.00658 เรเดียน
  • 4 : y = - 0.472 mm และ q = 0.00658 เรเดียน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 84 :
  • ทฤษฏีความเสียหาย (Failure Theories) ใดเมื่อใช้ในการคำนวณออกแบบแล้วให้ค่าความ ปลอดภัยสูงสุด
  • 1 : ทฤษฏีความความเค้นหลักสูงสุด (Maximum Normal Stress Failure Theory)
  • 2 : ทฤษฏีความความเค้นเฉือนสูงสุด (Maximum Shear Stress Failure Theory)
  • 3 : ทฤษฏีความความเค้นเฉือนออคตะฮีดรัล (Octahedral Shear Stress Failure Theory)
  • 4 : ทฤษฏีความความเครียดหลักสูงสุด (Maximum Principle Strain Failure Theory)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 85 :
  • ทฤษฎีความเค้นหลักสูงสุดเหมาะสำหรับใช้ออกแบบวัสดุที่มีคุณสมบัติ
  • 1 : เปราะ
  • 2 : เหนียว
  • 3 : ยืดหยุ่นมาก
  • 4 : ยืดหยุ่นน้อย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 86 :
  • หน่วยของความเค้นคือ
  • 1 : N-m
  • 2 : N-m-1
  • 3 : N-m-2
  • 4 : N-m-3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 87 :
  • จากการทำลองเพื่อหาความสัมพันธ์ของความเค้นความเครียด จะสามารคำนวณหาคุณสมบัติทางกล ใดของชิ้นงานนั้นได้
  • 1 : สัมประสิทธ์ความยืดหยุ่น (Modulus of Elasticity)
  • 2 : ความสามารถในการตัดกลึง (Maclineability)
  • 3 : ความหยุ่น (Malleability)
  • 4 : ความเหนียว (Toughness)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 88 :
  • เพลากลมเส้นผ่านศูนย์กลาง d รับแรง F = 50 kN ที่ระยะ a = 150 mm และแรงบิด T = 100 N–m ถ้าวัสดุมีคุณสมบัติ sy = 351.65 N/mm2 และใช้ทฤษฎีความเค้นเฉือนสูงสุด โดยกำหนดค่าความปลอดภัย N = 2.5 ขนาด d เป็นเท่าใด

  • 1 : 81.83 mm
  • 2 : 82.39 mm
  • 3 : 82.81 mm
  • 4 : 83.59 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 89 :
  • เพลากลมเส้นผ่านศูนย์กลาง d รับแรง F = 50 kN ที่ระยะ a = 150 mm และแรงบิด T = 100 N–m ถ้าวัสดุมีคุณสมบัติ sy = 351.65 N/mm2 และใช้ทฤษฎีความเค้นเฉือนสูงสุด โดยกำหนดค่าความปลอดภัย N = 2.5 ขนาด d เป็นเท่าใด

     

  • 1 : 80.17 mm
  • 2 : 81.71 mm
  • 3 : 82.23 mm
  • 4 : 83.13 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 90 :
  • เพลากลมเส้นผ่านศูนย์กลาง d รับแรง F= 50 kN ที่ระยะ a = 150 mm และแรงบิด T = 100 N-m ถ้าวัสดุมีคุณสมบัติ sy = 351.62 N/mm2 และใช้ทฤษฎีความเค้นเฉือนออกตะฮีดรัลสูงสุด โดยกำหนดค่าความปลอดภัย N=2.5 ขนาด d เป็นเท่าใด

     

  • 1 : 81.77 mm
  • 2 : 81.98 mm
  • 3 : 82.19 mm
  • 4 : 82.91 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 91 :
  • ในระบบความเค้นผสม ระนาบค่าความเค้นเฉือนสูงสุด จะทำมุมเท่าใด กับระนาบของความเค้น หลักเสมอ

     

  • 1 : 15o
  • 2 : 45o
  • 3 : 90o
  • 4 : 135o
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 92 :
  • ในระนาบความเค้นผสมที่มีค่าความเค้นหลักเป็น  และ  ค่าความเค้นตั้งฉากบนระนาบที่มีความเค้นเฉือนสูงสุดจะมีค่าเท่าใด
  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 93 :
  • ในกรณีของชิ้นงานที่มีความเค้นเฉือน txy กระทำเพียงอย่างเดียว ค่าความเค้นหลักที่เกิดขึ้นในระบบความเค้นผสมจะมีค่าเท่าใด

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 94 :
  • ในทฤษฎีความเค้นเฉือนสูงสุดหรือ เกณฑ์ของเทรสก้า วัสดุจะเริ่มเกิดการเสียหายเมื่อใด (tmax - ความเค้นเฉือนสูงสุด, sy - ความต้านแรงดึงคราก)
  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 95 :
  • ชิ้นงานดังแสดงในรูปมีพื้นที่หน้าตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีแรงดึง P กระทำเยื้องจากจุดศูนย์กลางของพื้นที่หน้าตัดเป็นระยะเท่ากับ e ความเค้นที่เกิดขึ้นที่พื้นที่หน้าตัดจะมีรูปแบบเป็น

  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 96 :
  • เพลากลมตันมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง d=20 mm ดังแสดงในรูปทำจากเหล็กกล้าซึ่งมีค่าความต้านแรงดึงคราก , sy = 210 Mpa รับภาระแรงดึงในแนวแกนเท่ากับ 10.5 kN และภาระดัดเท่ากับ 2040 N.m จงหาค่าความเค้นสูงสุดที่เกิดขึ้นในเพลานี้

     

  • 1 : 1,987.357 N/mm2
  • 2 : 2,629.675 N/mm2
  • 3 : 2,797.345 N/mm2
  • 4 : 2,857.643 N/mm2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 97 :
  • ก้านเหล็กกลมดัดงอเป็นรูปตัว L ดังแสดงในรูปทำจากเหล็กที่มีค่าคุณสมบัติเฉพาะคือยังส์โมดูลัส (Young Modulus) E, โมดูลัสเฉือน (Shear Modulus) G, พื้นที่หน้าตัด (Cross Sectional Area) A, โมเมนต์ความเฉื่อยของพื้นที่หน้าตัด (Area Moment of Inertia) I, และโมเมนต์ความเฉื่อยเชิงขั้วของพื้นที่หน้าตัด (Polar Moment of Inertia) J ถ้ามีแรงบิด T กระทำการโก่งตัวของปลายด้านอิสระมีค่าเท่ากับ

  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 98 :
  • ก้านเหล็กหลมดัดงอเป็นรูปตัว L ดังแสดงในรูปทำจากเหล็กที่มีค่าคุณสมบัติเฉพาะคือยังส์โมดูลัส (Young Modulus) E, โมดูลัสเฉือน (Shear Modulus) G, พื้นที่หน้าตัด (Cross Sectional Area) A, โมเมนต์ความเฉื่อยของพื้นที่หน้าตัด (Area Moment of Inertia) I, และโมเมนต์ความเฉื่อยเชิงขั้วของพื้นที่หน้าตัด (Polar Moment of Inertia) J ถ้ามีแรง F กระทำการเคลื่อนตัวของปลายด้านอิสระมีค่าเท่ากับ

  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 306 : 3 Fatigue, Variable loads
ข้อที่ 99 :
  • ชิ้นส่วนเครื่องกลที่รับแรงเปลี่ยนแปลงควรมีผิวสำเร็จอย่างไรจึงจะใช้งานได้อย่างเหมาะสมที่สุด

  • 1 : ผิวตัดกลึง
  • 2 : ผิวรีดเย็น
  • 3 : ผิวเจียระไน
  • 4 : ผิวขัดมัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 100 :
  • ความเค้นที่บริเวณรูเจาะบนชิ้นงานจะมีค่าสูงกว่าบริเวณที่ห่างออกไปจากรูเจาะเพราะเหตุใด
  • 1 : บริเวณรูเจาะมีพื้นที่หน้าตัดเล็กกว่า
  • 2 : บริเวณรูเจาะมีพื้นที่หน้าตัดขาดความต่อเนื่อง
  • 3 : บริเวณรูเจาะมีความเค้นเปลี่ยนแปลง
  • 4 : บริเวณรูเจาะมีความเค้นหนาแน่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 101 :
  • ขีดจำกัดความล้า (fatigue limit) หมายถึงความเค้นที่หาได้จากการรับภาระในลักษณะใด
  • 1 : ความเค้นกระทำซ้ำกันสองทิศทางต่อชิ้นทดสอบผิวเจียระไน
  • 2 : ความเค้นกระทำซ้ำกันสองทิศทางต่อชิ้นทดสอบผิวขัดมัน
  • 3 : ความเค้นกระทำสลับกันสองทิศทางต่อชิ้นทดสอบผิวเจียระไน
  • 4 : ความเค้นกระทำสลับกันสองทิศทางต่อชิ้นทดสอบผิวขัดมัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 102 :
  • ขีดจำกัดความทนทาน (endurance limit) ของเหล็กหล่อและเหล็กกล้าหล่อ สำหรับการคงอยู่ 50% มีค่าประมาณเท่าไร
  • 1 : 40% ของค่าความต้านแรงดึงสูงสุด
  • 2 : 45% ของค่าความต้านแรงดึงสูงสุด
  • 3 : 50% ของค่าความต้านแรงดึงสูงสุด
  • 4 : 60% ของค่าความต้านแรงดึงสูงสุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 103 :
  • ความเค้นที่ทำให้ชิ้นงานที่รับแรงกระทำซ้ำๆ หลายวัฏจักร เกิดการแตกหักจะมีค่าเท่าไร
  • 1 : มีค่าเท่ากับความต้านแรงคราก
  • 2 : มีค่าน้อยกว่าความต้านแรงคราก
  • 3 : มีค่ามากกว่าความต้านแรงคราก
  • 4 : มีค่าน้อยกว่าความต้านแรงดึง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 104 :
  • การทดสอบวัสดุเพื่อหาค่าขีดจำกัดความทนทาน ตามปรกตินิยมใช้วิธีการทดสอบแบบใด
  • 1 : การดึง
  • 2 : การกด
  • 3 : การบิด
  • 4 : การดัด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 105 :
  • ในทางปฏิบัติ ชิ้นงานที่รับแรงได้มากกว่าเท่าไรไซเกิล จึงจะถือว่าเป็นชิ้นงานที่มีอายุใช้งานไม่จำกัด
  • 1 : ห้าแสนครั้ง
  • 2 : หนึ่งล้านครั้ง
  • 3 : หนึ่งล้านห้าแสนครั้ง
  • 4 : สองแสนครั้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 106 :
  • ตัวประกอบที่ใช้สำหรับแก้ไขค่าขีดจำกัดความทนทาน เมื่อชิ้นงานมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโตกว่า 50 mm มีค่าเท่าไร
  • 1 : 0.65
  • 2 : 0.75
  • 3 : 0.85
  • 4 : 0.95
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 107 :
  • ข้อใดไม่ใช่ fatigue-life methods ที่ใช้ในการออกแบบและวิเคราะห์ความเสียหายเนื่องจากความล้า

  • 1 : Stress-life method
  • 2 : Strain-life method
  • 3 : Endurance Limit method
  • 4 : Linear-elastic fracture mechanics method
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 108 :
  • จากรูป จงคำนวณหาค่าความเค้นเฉือนที่เกิดขึ้นกับสลัก ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 25 mm. จะมีค่าเท่ากับเท่าใด

  • 1 : 5.38 MN/m2
  • 2 : 6.11 MN/m2
  • 3 : 7.34 MN/m2
  • 4 : 8.26 MN/m2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 109 :
  • ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับความล้าของโลหะ
  • 1 : ความเสียหายเนื่องจากความล้าจะเริ่มต้นที่บริเวณร่องลิ่ม
  • 2 : ผิวหน้าสำเร็จที่เรียบจะมีความต้านทานความล้าน้อยกว่าผิวหน้าสำเร็จที่หยาบ
  • 3 : การทำผิวหน้าเหล็กกล้าให้แข็งจะทำให้อายุความล้าของผิวหน้าลดลง
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 110 :
  • ไดอะแกรมตามรูปเป็นของเครื่องทดสอบอะไร

  • 1 : Rotating beam fatigue test
  • 2 : Bearing life test
  • 3 : Cyclic Load test
  • 4 : Balance load test
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 111 :
  • ภาระ (Load) ในชื่อต่างๆที่เราคุ้นเคยเช่น Monotonic load, Static load, หรือ Steady load ซึ่งมีวัตถุประสงค์อะไรทำไม นักออกแบบเครื่องจักรกลจึงมักคำนึงถึง

  • 1 : Strength
  • 2 : Failure
  • 3 : Safty factor
  • 4 : Life cycle
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 112 :
  • ภาระ (Load) ในชื่อต่างๆที่เราคุ้นเคยเช่น Dynamic load, Cyclic load, หรือ Unsteady load ซึ่งมีวัตถุประสงค์อะไรทำไม นักออกแบบเครื่องจักรกลจึงมักคำนึงถึง

  • 1 : Strength
  • 2 : Failure
  • 3 : Safty factor
  • 4 : Life cycle
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 113 :
  • จงบอกชื่อกราฟในรูปนี้

  • 1 : S-N Curve
  • 2 : Stress life cycle
  • 3 : Fatigue life
  • 4 : Finite life
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 114 :
  • ระดับความเค้นของวัสดุที่ทนได้จนถึง N-cycle นักออกแบบนิยมเรียกชื่อความแข็งแรงนี้ว่าอะไร

  • 1 : Fatigue Strength
  • 2 : Ultimate strength
  • 3 : Endurance strength
  • 4 : Working strength
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 115 :
  • การเชื่อมต่อวัสดุเข้าด้วยกัน (Connections) วิศวกรออกแบบมักคำนึงถึงภาระ (Load) อะไรบ้าง
  • 1 : Tension, Shear load
  • 2 : Torsion load
  • 3 : Bending load
  • 4 : Compressive load
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 116 :
  • ให้เลือกสูตรในการคำนวณ Bearing Stress ของแผ่นที่ต่อกันและยึดด้วยตัวยึด (Fastener) ดังรูป

  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 117 :
  • แผ่นเหล็กกล้าดังแสดงในรูปมีรูเจาะที่ A และรอยบากที่ B ซึ่งจะเกิดความเค้นหนาแน่นที่บริเวณดังกล่าว โดยจะมีค่าตัวประกอบความเค้นหนาแน่นเนื่องจากแรงดึงที่ A และ B คือ ktA = 2.2 และ ktB= 2.1 ถ้ากำหนดให้แผ่นเหล็กกล้าดังกล่าวทำมาจากเหล็กกล้าที่มีความต้านแรงดึงคราก, sy = 350 MPa และแผ่นเหล็กกล้านี้มีความหนา 30 mm จงหาว่าแผ่นเหล็กกล้านี้จะรับแรงสถิต F สูงสุดได้เท่ากับเท่าใด

  • 1 : 126,606.57 N
  • 2 : 238,636.36 N
  • 3 : 333,636.57 N
  • 4 : 538,785.48 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 118 :
  • แผ่นเหล็กกล้าดังแสดงในรูปมีรูเจาะที่ A, รอยบากที่ B และลดขนาดที่ C ซึ่งจะเกิดความเค้นหนาแน่นที่บริเวณดังกล่าว โดยจะมีค่าตัวประกอบความเค้นหนาแน่นเนื่องจากแรงดึงที่บริเวณทั้ง 3 ที่ดังนี้คือ ktA = 2.2, ktB = 2.1 และ ktC = 1.8 ถ้าเพิ่มแรงสถิต , F ไปเรื่อย ๆ จงพิจารณาว่าแผ่นเหล็กกล้านี้จะขาดที่ไหนก่อน

     

  • 1 : A
  • 2 : B
  • 3 : C
  • 4 : A, B และ C
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 119 :
  • ข้อความใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : ความเสียหายเนื่องจากความล้า (Fatigue Failure) ของชิ้นงานเกิดจากชิ้นงานถูกแรง กระทำซ้ำ (Repeated Load) หรือเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา (Fluctuating Load) ซึ่งทำให้ ความเค้นที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เป็นจำนวนมากครั้งหรือหลายวัฏจักร (Cycle)
  • 2 : ความเค้นหนาแน่น (Stress Concentration) ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่หน้าตัดของ ชิ้นงานไม่มีผลต่อการเสียหายเนื่องจากความล้า
  • 3 : ขีดจำกัดความทนทน (Endurance Limit) หรือขีดจำกัดความล้า (Fatigue Limit) หมายถึงค่าความเค้นสูงสุดที่กระทำซ้ำกันสองทิศทาง (Reversed Stress) ต่อชิ้น ทดสอบผิวขัดมัน (Polished) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8 mm ที่จำนวนวัฎจักร นับไม่ถ้วนโดยที่ชิ้นทดสอบไม่แตกหัก
  • 4 : การออกแบบชิ้นงานเพื่อป้องกันการเสียหายเนื่องจากความล้าสามารถดำเนินการได้ โดยใช้เกณฑ์ของโซเดอร์เบอร์ก (Soderberg’s Criterion)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 120 :
  • ในการออกแบบสำหรับการแตกหักเนื่องจากความล้า ผิวของชิ้นงานแบบใดจะทำให้ชิ้นงานรับการ แตกหักได้ดีที่สุด
  • 1 : ผิวเจียรนัย
  • 2 : ผิวขัดมัน
  • 3 : ผิวตัดกลึงหรือรีดเย็น
  • 4 : ผิวรีดร้อน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 121 :
  • ในการออกแบบสำหรับการแตกหักเนื่องจากความล้า ตัวประกอบการคำนวณใดที่มีค่าเท่ากับ หรือ มากกว่า 1
  • 1 : ตัวประกอบผิว
  • 2 : ตัวประกอบของขนาด
  • 3 : ตัวประกอบของแรง
  • 4 : ตัวประกอบความเค้นหนาแน่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 122 :
  • ในการทดสอบเพื่อหาค่าขีดจำกัดความล้าของวัสดุ ชนิดของภาระที่ใช้เป็นหลักในการทดสอบคือ อะไร
  • 1 : การดึง
  • 2 : การดัด
  • 3 : การบิด
  • 4 : การเฉือน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 123 :
  • ชื่อต่อไปนี้ชื่อใดที่ไม่เกี่ยวกับเกณฑ์การออกแบบการแตกหักเนื่องจากความล้า
  • 1 : Saderberg
  • 2 : Goodman
  • 3 : Gerber
  • 4 : Mohr
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 124 :
  • ถ้าชิ้นงานถูกกระทำด้วยความเค้นแบบไชนซอยคัลท์ มีความเค้นส่วนเปลี่ยน 20 MPa และมีความเค้นเฉลี่ย 100 MPa ถ้าวัสดุมีค่า sy = 280 MPa และ sx = 200 MPa โดยการใช้เกณฑ์ของโซเดอร์เมอร์กค่าความปลอดภัยจะเป็นเท่าใด
  • 1 : 1.70
  • 2 : 1.90
  • 3 : 2.0
  • 4 : 2.2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 125 :
  • ในการออกแบบชิ้นงานโดยเกณฑ์การแตกหักเนื่องจากความล้า ถ้าชิ้นงานต้องการรับความเค้น เปลี่ยนแปลงจากค่าสูงสุด 120 MPa และต่ำสุด 80 MPa ค่าความเค้นส่วนเปลี่ยน และ ค่าความเค้น เฉลี่ย มีค่าเท่าใด ตามลำดับ
  • 1 : 10 , 50 MPa
  • 2 : 20 , 100 MPa
  • 3 : 40 , 200 MPa
  • 4 : 200 , 40 MPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 126 :
  • ข้อความใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : ความเสียหายเนื่องจากความล้า (Fatigue Failure) ของชิ้นงานเกิดจากชิ้นงานถูกแรง กระทำซ้ำ (Repeated Load) หรือเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา (Fluctuating Load) ซึ่งทำให้ ความเค้นที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เป็นจำนวนมากครั้งหรือหลายวัฏจักร (Cycle)
  • 2 : ความเค้นหนาแน่น (Stress Concentration) ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่หน้าตัดของ ชิ้นงานมีผลต่อการเสียหายเนื่องจากความล้า ซึ่งมักจะเกิดการเสียหายขึ้นก่อนที่บริเวณ นี้
  • 3 : ขีดจำกัดความทนทน (Endurance Limit) หรือขีดจำกัดความล้า (Fatigue Limit) หมายถึงค่าความเค้นสูงสุดที่กระทำซ้ำกันสองทิศทาง (Reversed Stress) ต่อชิ้น ทดสอบผิวขัดมัน (Polished) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8 mm ที่จำนวนวัฎจักร นับไม่ถ้วนโดยที่ชิ้นทดสอบไม่แตกหัก
  • 4 : การออกแบบชิ้นงานเพื่อป้องกันการเสียหายเนื่องจากความล้าสามารถดำเนินการได้ โดยการออกแบบให้ค่าของความเค้นที่เกิดขึ้นในชิ้นงานมีค่าน้อยกว่าค่าความต้านแรง ดึงครากของชิ้นงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 127 :
  • แผ่นเหล็กกล้าเจาะรูดังแสดงในรูปทำมาจากเหล็กกล้าซึ่งมีค่าความต้านแรงดึงคราก , sy = 210 MPa และค่าความต้านแรงดึงสูงสุด, sy = 380 MPa ถูกกระทำด้วยแรงซึ่งเปลี่ยนแปลงจาก 0 ถึง 20 kN ถ้าผิดหน้าของแผ่นเหล็กกล้านี้เป็นแบบผิวเจียระไน จงหาความหนาของแผ่นเหล็กกล้าโดยกำหนดให้ใช้ค่าความปลอดภัย, N=2

  • 1 : 11 mm
  • 2 : 14.21 mm
  • 3 : 12.56 mm
  • 4 : 9.56 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 128 :
  • แผ่นเหล็กกล้าดังแสดงในรูปมีรูเจาะที่ A และรอยบากที่ B ซึ่งจะเกิดความเค้นหนาแน่นที่บริเวณดังกล่าว โดยจะมีค่าประกอบความเค้นหนาแน่นเนื่องจากแรงดึงที่ A และ B คือ ktA=2.2 และ ktB=2.1 ถ้ากำหนดให้แผ่นเหล็กกล้าดังกล่าวทำมาจากเหล็กกล้าซึ่งมีค่าความต้านแรงดึงคราก, sy = 210 MPa และค่าความต้านแรงดึงสูงสุด, sy = 380 MPa ถูกกระทำด้วยแรง F ซึ่งเปลี่ยนแปลงจาก 0 ถึง 20 kN ถ้าผิวหน้าของแผ่นเหล็กกล้านี้เป็นแบบผิวเจียระไน จงหาความหนาของแผ่นเหล็กกล้าโดยกำหนดให้ใช้ค่าความปลอดภัย, N = 2

  • 1 : 10.87 mm
  • 2 : 11.21 mm
  • 3 : 11.78 mm
  • 4 : 11.94 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 129 :
  • ข้อใดถูกต้องที่สุดถ้าหากหน้าตัดดังกล่าวนำไปใช้เป็นคาน

    รูป ก.                                   รูป ข.

  • 1 : หน้าตัดรูป ข. รับโมเมนต์ดัดได้มากกว่า รูป ก.
  • 2 : หน้าตัดรูป ก. แข็งแรงมากกว่า รูปตัด ข. เท่ากับ 4.21 เท่า
  • 3 : หน้าตัดรูป ก. แข็งแรงมากกว่า รูปตัด ข. เท่ากับ 3.2 เท่า
  • 4 : หน้าตัดรูป ก. แข็งแรงมากกว่า รูปตัด ข. เท่ากับ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 307 : 4 Rivets, Welding
ข้อที่ 130 :
  • รอยต่อเกยสองแถวยึดด้วยหมุดย้ำขนาด 20 mm จำนวน 3 ตัว แผ่นโลหะหนา 10 mm กว้าง 160 mm ถ้าความเค้นอัดที่ใช้ออกแบบมีค่า 120 MPa แรงอัดหมุดย้ำกับโลหะมีค่าสูงสุดเท่าไร
  • 1 : 72.0 kN
  • 2 : 92.5 kN
  • 3 : 113.1 kN
  • 4 : 226.2 kN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 131 :
  • รอยต่อเกยสองแถวยึดด้วยหมุดย้ำขนาด 20 mm จำนวน 3 ตัว แผ่นโลหะหนา 10 mm กว้าง 160 mm ถ้าความเค้นดึงที่ใช้ออกแบบมีค่า 60 MPa แรงดึงที่ทำให้แผ่นโลหะขาดมีค่าเท่าไร

  • 1 : 58.3 kN
  • 2 : 72.0 kN
  • 3 : 85.7 kN
  • 4 : 92.5 kN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 132 :
  • รอยต่อด้วยหมุดย้ำที่ต้องการกันความดันรั่วควรออกแบบรอยต่ออย่างไร
  • 1 : ออกแบบโดยใช้รอยต่อเกยแทนรอยต่อชน
  • 2 : ออกแบบโดยใช้รอยต่อชนแทนรอยต่อเกย
  • 3 : ออกแบบโดยใช้ปะเก็นกันรั่วที่รอยต่อ
  • 4 : ออกแบบโดยใช้หมุดย้ำหลายแถว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 133 :
  • การออกแบบรอยต่อชิ้นงานด้วยหมุดย้ำควรเป็นรอยต่อลักษณะใด
  • 1 : รอยต่อที่ไม่สามารถยึดให้ติดกันโดยใช้สลักเกลียว
  • 2 : รอยต่อที่ไม่สามารถยึดให้ติดกันโดยใช้การเชื่อม
  • 3 : รอยต่อที่สามารถยึดให้ติดกันและถอดได้เพื่อการเคลื่อนย้าย
  • 4 : รอยต่อที่อาจจะต้องถอดได้ในบางครั้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 134 :
  • ลวดเชื่อมไฟฟ้า E60XX หมายความว่า
  • 1 :

    เป็นลวดเชื่อมไฟฟ้ามี Tensile strengths อย่างน้อย 60 ksi โดยตัวเลข 2 ตัวสุดท้ายแสดง รายละเอียดกระบวนการเชื่อม

  • 2 :

    เป็นลวดเชื่อมไฟฟ้ามี Tensile strengths ไม่เกิน 60 ksi โดยตัวเลข 2 ตัวสุดท้ายแสดง รายละเอียดกระบวนการเชื่อม

  • 3 :

    เป็นลวดเชื่อมไฟฟ้ามี Yield strengths อย่างน้อย 60 ksi โดยตัวเลข 2 ตัวสุดท้ายแสดง รายละเอียดกระบวนการเชื่อม

  • 4 :

    เป็นลวดเชื่อมไฟฟ้ามี Yield strengths ไม่เกิน 60 ksi โดยตัวเลข 2 ตัวสุดท้ายแสดง รายละเอียดกระบวนการเชื่อม

  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 135 :
  • แผ่นเหล็กมี Yield strengths เท่ากับ 425 MPa หนา 17 mm. จำนวน 2 แผ่น ถูกเชื่อมต่อเข้าด้วย กันแบบต่อชน (Butt-welded) และมีรอยเชื่อมยาว 90 mm. โดยใช้ลวดเชื่อม E70 series จงหา แรงดึงสูงสุดที่กระทำกับรอยเชื่อม กำหนดให้ Safety factor เท่ากับ 3 , 1 ksi = 6.89 MPa และ ค่า Yield strengths น้อยกว่า Tensile strengths 12 ksi สำหรับลวดเชื่อม
  • 1 : 204 kN
  • 2 : 246 kN
  • 3 : 611 kN
  • 4 : 738 kN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 136 :
  • แผ่นเหล็กมี Yield strengths เท่ากับ 52.5 ksi หนา 0.50 in จำนวน 2 แผ่น ถูกเชื่อมต่อเข้าด้วย กันแบบต่อชน (Butt-welded) โดยใช้ลวดเชื่อม E60 series จงหาแรงดึงที่กระทำกับแผ่น เหล็กต่อนิ้วของความกว้างรอยเชื่อม กำหนดให้ Safety factor เท่ากับ 3 และค่า Yield strengths น้อยกว่า Tensile strengths 12 ksi สำหรับลวดเชื่อม
  • 1 : 8,000 lb
  • 2 : 24,000 lb
  • 3 : 8,750 lb
  • 4 : 26,250 lb
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 137 :
  • จงหา Weld throat area ที่ด้านAB และ CD ของรอยเชื่อมแบบ Convex fillet weld โดย มี Leg length เท่ากับ 5 mm. ให้ t = 0.707h

  • 1 : 177 mm2
  • 2 : 354 mm2
  • 3 : 625 mm2
  • 4 : 1250 mm2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 138 :
  • จงหา Leg length ถ้ารอยเชื่อมด้าน AD และ BC ยาวด้านละ 100 mm. กำหนดให้ 1 ksi = 6.89 MPa, t = 0.707h, Ssy = 0.58 Sy, และค่า Yield strengths น้อยกว่า Tensile strengths 12 ksi สำหรับลวดเชื่อม

  • 1 : 9 mm
  • 2 : 16 mm
  • 3 : 32 mm
  • 4 : 56 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 139 :
  • จงคำนวณหาขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของหมุดย้ำ ถ้า F = 26,700

                                                                    

  • 1 : 8 mm
  • 2 : 10 mm
  • 3 : 11 mm
  • 4 : 14 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 140 :
  • งานต่อยึดด้วย Rivet ดังรูปเป็นแบบต่อเกย (Lap connection) วิศวกรทำการวิเคราะห์ความแข็งแรงด้วยแรงชนิดใด

  • 1 : Shear load
  • 2 : Tension load
  • 3 : Bending load
  • 4 : Compression load
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 141 :
  • เนื่องจากระยะ Offset มีระยะเพียงเล็กน้อยทำให้ค่าโมเมนต์ดัดมีไม่มากในการออกแบบมักนิยมใช้อะไรมา พิจารณาอย่างเหมาะสม

  • 1 : Factor of Safety
  • 2 : K factor
  • 3 : Tension load factor
  • 4 : Load factor
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 142 :
  • ในการพิจารณาค่าเฉลี่ยความเค้นเฉือนจากรูปนี้ จงเลือกสมการที่เหมาะสม

  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 143 :
  • สำหรับมาตรฐานในการปฏิบัติมักสมมุติให้ Rivet ทั้งหมดร่วมกันรับภาระที่มากระทำ จงเลือกสมการที่เหมาะสม

  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 144 :
  • เมื่อวิศวกรยอมปล่อยให้แรงบางอย่างเกิดขึ้นกับตัวยึดเช่น Screw, Rivet มากเกินไปอาจทำให้แรง Preload ลดลง ก่อนเวลา แรงนั้นคืออะไร
  • 1 : Vibration
  • 2 : Impact
  • 3 : Tensile
  • 4 : Shear
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 145 :
  • แนวฉีก (Shear tear out) ที่เกิดขึ้นดังในรูปนี้ ท่านเป็นวิศวกรนักออกแบบสามารถควบคุมไม่ให้เกิดได้โดยกำหนดระยะห่างจากขอบที่เหมาะสม(a) โดยให้ท่านเลือกกำหนดความสัมพันธ์กับความโตของ Rivet

  • 1 : 5t
  • 2 : 5d
  • 3 :  >=d
  • 4 : d
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 146 :
  • การเชื่อม (Welding) เป็นกรรมวิธีที่เกิดจาการประยุกต์การหลอมละลายวัสดุมาใช้กับการเชื่อมต่อวัสดุเข้าด้วยกันโดยใช้ความร้อนบริเวณที่จะต่อเข้าด้วยกันจนถึงจุดหลอมละลายโดยอาจจะเติมวัสดุชนิดเดียวกันลงไปในน้ำโลหะวัสดุหลัก(Parent material) ซึ่งการเชื่อมต้องการการควบคุมสิ่งใดจึงจะทำให้การเชื่อมต่อสมบูรณ์
  • 1 : อัตราการเติมน้ำโลหะ
  • 2 : การควบคุมอุณหภูมิ
  • 3 : การควบคุม Amp
  • 4 :  การควบคุม Volt
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 147 :
  •  งานเชื่อมแบบ Arc Welding เป็นที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมเชื่อมโลหะทั่วๆไปมีหลักการคือปล่อยให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านช่องอากาศ (Air gab) โดยตลอด ซึ่งเป็นช่วงที่มีความต้านทานสูงจึงทำให้เกิดการอาร์คแบบเข้มข้น อุณหภูมิบริเวณอาร์คจะประมาณเท่าใด

  • 1 : 1200 ~ 1600
  • 2 : 1600 ~ 2500
  • 3 : 3000 ~ 5500
  • 4 : 5500 ~ 6500
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 148 :
  • งานเชื่อมแบบ MIG (Metal Inert Gas) เป็นที่นิยมใช้กับงานผลิตเป็นจำนวนมากเช่นงานอุตสาหกรรม เพราะหัวเชื่อมสามารถปล่อยลวดเชื่อมเพื่อเติมน้ำโลหะได้อย่างต่อเนื่องแต่การเชื่อม MIG ต้องใช้แก๊สเฉื่อยได้แก่ ARGON และ CO2 ผสมกันด้วยสัดส่วนเท่าใดมาใช้คลุมบริเวณหลอมละลายแนวเชื่อม

  • 1 : 25% Argon : 75% CO2
  • 2 : 50% Argon : 50% CO2
  • 3 : 75% Argon : 25% CO2
  • 4 : 80% Argon : 20% CO2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 149 :
  • การเชื่อแบบ TIG (Tungsten Inert Gas) นิยมใช้กับงานที่มีลักษณะบางเบา และเชื่อมต่อวัสดุไม่เหมือนกันเป็นกรรมวิธีที่ให้ความแข็งแรงสะอาดให้ความแน่นอนและควบคุมได้ดีข้อใดไม่ใช่ก๊าซเฉื่อยที่ใช้ในการเชื่อมแบบ TIG เพื่อคลุมแนวเชื่อม

     

  • 1 :  CO2
  • 2 : Argon
  • 3 : Helium
  • 4 : Hydrogen
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 150 :
  • Soldering และ Brazing เป็นกรรมวิธรยึดต่อโลหะ 2 ชนิดเข้าด้วยกัน ไม่นิยมเรียกกรรมวิธีเชื่อม (Welding process) เพราะเหตุใด
  • 1 : ไม่ทำให้วัสดุหลัก ( Parent material ) หลอมละลาย
  • 2 : ให้ความแข็งแรงแนวเชื่อมสูงมาก
  • 3 : ใช้ความร้อนสูงมาก
  • 4 : ใช้วัสดุที่แข็งมาเติมแนวเชื่อม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 151 :
  • มาตรฐานที่ใช้ในการกำหนดเพื่อออกแบบเช่น AWS ดังรูปวิศกรต้องการออกแบบงานเชื่อมควรเลือกพิจารณาจุดใดเป็นหลัก

  • 1 : Yield strength ควรมีค่าน้อยกว่า 70 ksi จะใหความแข็งแรงดี
  • 2 :  Electrode ไม่จำเป็นต้องคุมความชื้น
  • 3 : ใช้ท่าเชื่อมใดๆก็ได้ในการเชื่อม
  • 4 : ใช้กรรมวิธีเชื่อมใดๆ ก็ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 152 :
  • ความเค้นตกค้าง (Residual stress)ในเนื้องานเชื่อม สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุเช่นระหว่างกำลังเชื่อมให้ความร้อนและความเย็นไม่สม่ำเสมอ การเชื่อมไม่ต้อเนื่อง เนื้อวัสดุมีส่วนผสมของ carbon ไม่แน่นอน เป็นต้น ความเค้นตกค้างนี้ทำให้อายุงานทนความล้าตัวได้สั้นลงและมีส่วนทำให้ชิ้นส่วนเสียหายได้ง่าย วิศวกรสามารถเอาความเค้นตกค้างออกจากแนวเชื่อมได้อย่างไร

  • 1 :  Annealing
  • 2 : Aging
  • 3 : Tempering
  • 4 : Heat treatment
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 153 :
  • ใช้เกณฑ์อะไรมาใช้ในการออกแบบงานเชื่อม

  • 1 : ความเค้นออกแบบควรเท่ากับหรือมากกว่าความเค้นใช้งาน
  • 2 :
  • 3 : ความเค้นที่เกิดขึ้นในแนวเชื่อมไม่สัมพันธ์กับค่า Factor of safety
  • 4 : งานเชื่อมแบบ Butt weld ควรใช้ค่า Factor of safety มากกว่าแนวเชื่อมแบบอื่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 154 :
  • แรงเฉือนในแนวเชื่อมแบบต่อเกย (Fillet) วิศวกรพิจารณาค่าพื้นที่ (A) ดังในรูปมาใช้คำนวณความเค้นเฉือนได้อย่างไร

     

     

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 155 :
  • วิศกรทำงานการออกแบบงานเชื่อมต้องการพิจารณาชิ้นงานในรูปทนต่อแรงดึง (Shear load) ได้เท่าไร

  • 1 :  Design Stress ให้พิจารณาเท่ากับ Working Stress
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 156 :
  • แรงดัด (Bending) ที่เกิดขึ้นจากการต่อวัสดุแบบเกย (Lap connection) ทำให้เกิดโมเม้นต์ดัด (Bending Moment) ตามแนวที่ต่อเกยจะมีค่าประมาณเท่าใด

     

  • 1 : M = F.t/2
  • 2 : M = F.r
  • 3 : M = t.r
  • 4 : M = F.t
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 157 :
  • จากสมการนี้     ในส่วนของ Rivet  จะขาดจากกันด้วยแรงเฉือนตามแนว Shear plan จงบอกความสัมพันธ์สมการนี้

  • 1 : พื้นที่หน้าตัดของ Rivet นำไปในการคำนวณ Shear stress
  • 2 : เมื่อพิจารณา Contact area ดังนั้นจึงควรนำพื้นที่หน้าตัดเฉลี่ยมาใช้คำนวณหา Average shear stress
  • 3 :  แนว Shear plan เป็นแนวที่แรง F กระทำผ่านควรคำนึงถึงระยะ Offset ประกอบการคำนวณ
  • 4 : เนื่องจากไม่สามารถใช้ค่าที่แน่นอนของพื้นที่หน้าตัดของ Rivet และแรงเฉือนได้แท้จริงจึงใช้ค่าเฉลี่ยความเค้นเฉือน  Average shear stress
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 158 :
  •  แรงสิตย์ F มีขนาดเท่ากับ 24 kN กระทำกับแบรกเก็ต (Bracket) ที่ต่อยึดติดกับเสาเหล็กด้วยหมุดย้ำจำนวน 3 ตัว ดังแสดงในรูปกำหนดให้หมุดย้ำทำจากเหล็กกล้าซึ่งมีค่า  และให้ใช้ค่าความปลอดภัย N = 3  ถ้าหากแรงสถิต F เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จงหาว่าหมุดย้ำตัวไหนจะขาดก่อน

  • 1 :  A
  • 2 : B
  • 3 : C
  • 4 : A และ B
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 159 :
  • เหล็กกล้าแผ่นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าต่อยึดติดกับเหล็กกล้ารูปตัว C ด้วยหมุดย้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ 21 mm. จำนวน 4 ตัว ดังแสดงในรูป โดยมีระยะ AB = CD = 120 mm และมี ระยะ BC = DA = 150 mm รับแรงสถิต F = 16 kN หมุดย้ำซึ่งทำจากเหล็กกล้าซึ่งมีค่าความด้านแรงดึงคราก sy 3172 N/mm2 และใช้ค่าความปลอดภัย , N = 3 ถ้าหากแรงสถิต F เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จงหาว่าหมุดย้ำตัวไหนจะขาดก่อน

  • 1 : A และ B

     

     

     

  • 2 :

    B และ C

     

     

  • 3 : C และ D
  • 4 : A และ D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 160 :
  • การยึดชิ้นงานด้สวยการต่อเกยด้วยหมุดย้ำแบบหนึ่งแถวดังแสดงในรูป ใช้หมุดย้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ 20 mm จำนวน 3 ตัว แผ่นชิ้นงาน, t = 25 mm มีความกว้าง w = 130 mm ถ้ากำหนดให้ค่าความเค้นออกแบบเป็นดังนี้ ความเค้นดึง (Tensile Stress) std = 140 N/mm2 ความเค้นกดและความเค้นอัด (Compressive and Bearing Syresses) scd = 110 N/mm2 และ ความเค้นเฉือน (Shear Stress) td = 60 N/mm2 จงหาแรงเฉือนรวมที่ทำให้หมุดย้ำทุกตัวขาด

  • 1 : 40 kN
  • 2 : 42 kN
  • 3 : 45 kN
  • 4 : 56.5 kN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 161 :
  • การยึดชิ้นงานด้วยการต่อเกยด้วยหมุดย้ำแบบหนึ่งแถวดังแสดงในรูป ใช้หมุดย้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ 20 mm จำนวน 3 ตัว แผ่นชิ้นงานหนา, t=25 mm มีความกว้าง w = 130 mm ถ้ากำหนดให้ค่าความเค้นออกแบบเป็นดังนี้ ความเค้นดึง (Tensile Stress) std = 140 N/mm2 ความเค้นกดและความเค้นอัด (Compressive and Bearing Stresses) scd = 110 N/mm2 และ ความเค้นเฉือน (Shear Stress) td = 60 N/mm2 จงหาแรงอัดรวม (Bearing Force) ระหว่างหมุดย้ำอัดกับแผ่นชิ้นงานทุกตัว

  • 1 : 140 kN
  • 2 : 145 kN
  • 3 : 165 kN
  • 4 : 200 kN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 162 :
  • รอยต่อเกยประกอบด้วยหมุดย้ำขนาด 25 mm 3 ตัว แผ่นโลหะหนา t=12.5 mm กว้าง b=175 mm ค่าความเค้นออกแบบ คือ ความเค้นดึง std = 70 N/mm2 , ความเค้นกด scd = 140 N/mm2, ความเค้นเฉือน td = 60 N/mm2 ถ้าแรงต่ำที่สุดที่ทำให้สียหายคือ 88,357 N ประสิทธิภาพของรอยต่อเป็นเท่าใด

  • 1 : 48.15%
  • 2 : 57.70%
  • 3 : 60.08%
  • 4 : 70.28%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 163 :
  • รอยต่อเกยประกอบด้วยหมุดย้ำขนาด 25 mm 3 ตัว แผ่นโลหะหนา t = 12.5 mm กว้าง b = 175 mm ค่าความเค้นออกแบบ คือ ความเค้นดึง std = 70 N/mm2 , ความเค้นกด scd = 140 N/mm2 , ความเค้นเฉือน td = 60 N/mm2 แรงอัดหมุดย้ำแถวนอก 2 ตัว และแรงเฉือนหมุดย้ำแถวใน 1 ตัวเป็นเท่าใด

  • 1 : 126,512 N
  • 2 : 116,952 N
  • 3 : 133,878 N
  • 4 : 141,752 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 164 :
  • รอยต่อเกยประกอบด้วยหมุดย้ำขนาด 25 mm 3 ตัว แผ่นโลหะหนา t = 12.5 mm กว้าง b = 175 mm ค่าความเค้นออกแบบ คือ ความเค้นดึง std = 70 N/mm2 , ความเค้นกด scd = 140 N/mm2 , ความเค้นเฉือน td = 60 N/mm2 แรงเฉือนหมุดย้ำขาดทุกตัวเท่ากับเท่าใด

  • 1 : 77,358 N
  • 2 : 88,357 N
  • 3 : 89,513 N
  • 4 : 98,315 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 165 :
  • รอยต่อเกยประกอบด้วยหมุดย้ำขนาด 25 mm 3 ตัว แผ่นโลหะหนา t = 12.5 mm กว้าง b = 175 mm ค่าความเค้นออกแบบ คือ ความเค้นดึง std = 70 N/mm2 , ความเค้นกด scd = 140 N/mm2 , ความเค้นเฉือน td = 60 N/mm2 แรงเฉือนหมุดย้ำแถวนอก 2 ตัว และ แรงอัดหมุดย้ำแถวใน 1 ตัว เป็นเท่าใด

  • 1 : 102,654 N
  • 2 : 120,546 N
  • 3 : 103,748 N
  • 4 : 130,487 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 166 :
  • รอยต่อเกยประกอบด้วยหมุดย้ำขนาด 25 mm 3 ตัว แผ่นโลหะหนา t = 12.5 mm กว้าง b = 175 mm ค่าความเค้นออกแบบ คือ ความเค้นดึง std = 70 N/mm2 , ความเค้นกด scd = 140 N/mm2 , ความเค้นเฉือน td = 60 N/mm2 แรงดึงแผ่นโลหะแผ่นล่างขาดตรงหมุดย้ำแถวนอกเป็นเท่าใด

  • 1 : 190,575 N
  • 2 : 109,375 N
  • 3 : 180,175 N
  • 4 : 170,735 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 167 :
  • รอยต่อเกยประกอบด้วยหมุดย้ำขนาด 25 mm 3 ตัว โลหะหนา t = 12.5 mm กว้าง b = 175 mm ค่าความเค้นออกแบบ คือ ความเค้นดึง std = 70 N/mm2 ,ความเค้นกด scd = 140 N/mm2 ความเค้นเฉือน td = 60 N/mm2 แรงอัดหมุดย้ำกับแผ่นโลหะที่ทำให้เสียหายเท่ากับเท่าใด

  • 1 : 131,250 N
  • 2 : 121,350 N
  • 3 : 111,250 N
  • 4 : 131,520 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 168 :
  • รอยเชื่อมใช้ลวดไฟฟ้าที่มีความต้านแรงดึงคราก 396 N/mm2 ต้องการใช้รอยเชื่อม ขนาด 9 mm ให้รับแรง 40 kN โดยใช้ค่าความปลอดภัย N = 2 ความยาวของรอยเชื่อมเป็นเท่าใด

  • 1 : 26.9 mm
  • 2 : 27.7 mm
  • 3 : 28.4 mm
  • 4 : 29.5 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 169 :
  • รอยเชื่อมใช้ลวดไฟฟ้าที่มีความต้านแรงดึงคราก 396 N/mm2 ต้องการใช้รอยเชื่อม ขนาด 9 mm ให้รับแรง 40 kN โดยใช้ค่าความปลอดภัย N = 2 ความยาวของรอยเชื่อมเป็นเท่าใด

  • 1 : 23.5 mm
  • 2 : 24.1 mm

     

  • 3 : 24.9 mm

     

  • 4 : 25.3 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 170 :
  • รอยเชื่อมใช้ลวดไฟฟ้าที่มีความด้านแรงดึงคราก 396 N/mm2 ต้องการใช้รอยเชื่อมขนาด 9 mm ให้รับแรง 40 kN โดยใช้ค่าความปลอดภัย N = 2 ความยาวของรอยเชื่อมเป็นเท่าใด

  • 1 : 28.4 mm
  • 2 : 29.1 mm
  • 3 : 26.7 mm
  • 4 : 25.2 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 171 :
  • การยึดชิ้นงานด้วยการต่อเกยด้วยหมุดย้ำแบบหนึ่งแถวดังแสดงในรูปใช้หมุดย้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ 20 mm จำนวน 2 ตัว แผ่นชิ้นงานหนา, t = 25 mm มีความกว้าง w = 130 mm ถ้ากำหนดให้ค่าความเค้นออกแบบเป็นดังนี้ ความเค้นดึง (Tensile Stress) std = 140 N/mm2 ความเค้นกด และความเค้นอัด (Compressive and Bearing Stress) scd = 110 N/mm2 และ ความเค้นเฉือน (Shear Stress) td = 60 N/mm2 จงหาแรงเฉือนรวมที่ทำให้หมุดย้ำทุกตัวขาด

  • 1 : 30.25 kN
  • 2 : 33.47 kN
  • 3 : 37.70 kN
  • 4 : 56.5 kN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 172 :
  • การยึดชิ้นงานด้วยการต่อเกยด้วยหมุดย้ำแบบหนึ่งแถวดังแสดงในรูปใช้หมุดย้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ 20 mm จำนวน 2 ตัว แผ่นชิ้นงานหนา, t = 25 mm มีความกว้าง w = 130 mm ถ้ากำหนดให้ค่าความเค้นออกแบบเป็นดังนี้ ความเค้นดึง (Tensile Stress) std = 140 N/mm2 ความเค้นกด และความเค้นอัด (Compressive and Bearing Stress) scd = 110 N/mm2 และ ความเค้นเฉือน (Shear Stress) td = 60 N/mm2 จงหาแรงอัดรวม (Bearing Force) ระหว่างหมุดย้ำอัดกับแผ่นชิ้นงานทุกตัว

  • 1 : 102 kN

     

  • 2 : 110 kN

     

  • 3 : 165 kN
  • 4 : 200 kN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 173 :
  •  แรงสถิต F มีขนาดเท่ากับ 24 kN กระทำกับแบรกเก็ต (Bracket) ที่ต่อยึดกับเสาเหล็กด้วยหมุดย้ำจำนวน 4 ตัวดังแสดงในรูป กำหนดให้หมุดย้ำทำจากเหล็กกล้าซึ่งมีค่า sy = 317.2 N/mm2 และให้ใช้ค่าความปลอดภัย , N = 3 ถ้าหากแรงสถิต F เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จงหาว่าหมุดย้ำตัวไหนจะขาดก่อน

  • 1 : A และ C

     

  • 2 : A และ B

     

  • 3 : A และ D

     

     

  • 4 : B และ D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 174 :
  • เหล็กกล้าแผ่นยึดติดกันด้วยหมุดย้ำขนาดเท่ากัน 3 ตัว ดังแสดงในรูปหมุดย้ำแต่ละตัวมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ 19 mm และหมุดย้ำทำมาจากเหล็กกล้าซึ่งมีค่า sy = 317.2 N/mm2 ถ้ากำหนดให้ใช้ค่าความปลอดภัย , N = 3 ถ้าหากแรงสถิตย์ F เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จงหาว่าหมุดย้ำตัวไหนจะขาดก่อน

  • 1 : A
  • 2 : B
  • 3 : C
  • 4 : B และ C
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 308 : 5 Screw fasteners, Power screws
ข้อที่ 175 :
  • โจทย์ การกำหนดตำแหน่งการยึดด้วยสลักเกลียวมีความสำคัญมากในการออกแบบ ในขณะที่ชิ้นงานซึ่งยึดด้วยสลักเกลียวรับภาระ ควรออกแบบให้สลักเกลียวรับแรงชนิดใด
  • 1 : แรงดัดและแรงเฉือน
  • 2 : แรงเฉือนและแรงบิด
  • 3 : แรงดึงและแรงเฉือน
  • 4 : แรงเฉือนและแรงกด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 176 :
  • ท่านมีหลักการอย่างไรในการเลือกใช้วิธีการยึดโดยใช้ สลักเกลียวสตัด (stud bolts)
  • 1 : ใช้กับรอยต่อที่รับแรงเปลี่ยนแปลง
  • 2 : ใช้กับรอยต่อที่ต้องการให้ถอดได้
  • 3 : ใช้เมื่อไม่สามารถสอดสลักเกลียว (bolt) ผ่านชิ้นงาน
  • 4 : ใช้เมื่อไม่สามารถยึดโดยใช้สลักเกลียวและแป้นเกลียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 177 :
  • ท่านมีหลักการอย่างไรในการเลือกใช้วิธีการยึดโดยใช้ สลักเกลียวและแป้นเกลียว (bolts and nuts)
  • 1 : บริเวณที่หมุนหัวของสลักเกลียวและแป้นเกลียวได้สะดวก
  • 2 : บริเวณรอยต่อด้วยหน้าแปลน
  • 3 : บริเวณรอยต่อที่ต้องการให้ถอดได้
  • 4 : บริเวณที่ไม่สามารถใช้การยึดด้วยวิธีอื่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 178 :
  • ท่านมีหลักการอย่างไรในการเลือกใช้วิธีการยึดโดยใช้ หมุดเกลียว (cap screws)
  • 1 : ใช้กับรอยต่อที่ขันแป้นเกลียว (nut) ไม่ได้
  • 2 : ใช้กับรอยต่อที่ไม่มีการถอดบ่อยนัก
  • 3 : ใช้กับรอยต่อที่ต้องใช้เกลียวยาวมาก
  • 4 : ใช้กับรอยต่อที่มีการถอดบ่อย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 179 :
  • M12 x 1.75 หมายความว่า
  • 1 : เป็นเกลียวเมตริกมีเส้นผ่านศูนย์กลางหลัก (Major diameter) เท่ากับ 12 mm. และพิตซ์ (Pitch) เท่ากับ 1.75 mm
  • 2 : เป็นเกลียวเมตริกมีเส้นผ่านศูนย์กลางรอง (Minor diameter) เท่ากับ 12 mm. และพิตซ์ (Pitch) เท่ากับ 1.75 mm.
  • 3 : เป็นเกลียวเมตริกมีเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ย (Mean diameter) เท่ากับ 12 mm. และพิตซ์ (Pitch) เท่ากับ 1.75 mm.
  • 4 : เป็นเกลียวเมตริกมี lead เท่ากับ 12 mm. และพิตซ์ (Pitch) เท่ากับ 1.75 mm.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 180 :
  • เกลียวแบบไหนที่นำไปใช้ในการส่งถ่ายกำลัง
  • 1 : เกลียวเมตริก
  • 2 : เกลียวอเมริกัน
  • 3 : เกลียวแอคเม
  • 4 : เกลียว UNR
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 181 :
  • ชิ้นส่วนเครื่องกลชนิดไหนที่ใช้ในเครื่องจักรกลเพื่อเปลี่ยนการเคลื่อนที่เชิงมุมเป็นการ เคลื่อนที่เชิงเส้น หรือเพื่อส่งถ่ายกำลัง
  • 1 : สกรู
  • 2 : สกรูส่งกำลัง
  • 3 : เพลา
  • 4 : เฟืองบรรทัดและเฟืองสะพาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 182 :
  • ประสิทธิภาพของสกรูส่งกำลังขึ้นอยู่กับ
  • 1 : สัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหว่างนัตกับเกลียวและมุมฮีลิกซ์ (Helix angle)
  • 2 : สัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหว่างนัตกับเกลียวและมุมความเสียดทาน (Friction angle)
  • 3 : สัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหว่าง Thrust collar กับ Support และมุมฮีลิกซ์ (Helix angle)
  • 4 : สัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหว่าง Thrust collar กับ Support และมุมความเสียดทาน (Friction angle)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 183 :
  • การยึดชิ้นงานให้ติดกันด้วยเกลียว มีแรงสองชนิดที่รอยต่อซึ่งทำให้มีผลตรงกันข้าม แรงเหล่านั้นคือแรงอะไร
  • 1 : แรงดึงขั้นต้นและแรงยึดรอยต่อ
  • 2 : แรงที่ทำให้รอยต่อหลวมและแรงเสียดทาน
  • 3 : แรงดึงขั้นต้นและแรงที่ทำให้เกลียวคลายตัว
  • 4 : แรงต้านทานการคลายตัวและแรงเสียดทาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 184 :
  • อุปกรณ์ล็อกไม่ให้แป้นเกลียวคลายตัวใช้หลักการอะไร
  • 1 : การดึงที่เกลียว
  • 2 : การกดที่เกลียว
  • 3 : การกันหมุนที่เกลียว
  • 4 : ความเสียดทานที่เกลียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 185 :
  • เกลียวสกรูมาตรฐานระบบอเมริกันระบุ 12-28 UNF ตัวเลข 28 หมายถึง
  • 1 : ขนาดของเกลียว
  • 2 : จำนวนเกลียวต่อนิ้ว
  • 3 : เกลียวหยาบ
  • 4 : เกลียวละเอียด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 186 :
  • ข้อใดเป็นการกำหนดเกลียวสกรูระบบเมตริกถูกต้อง
  • 1 : M 1.5 - 10
  • 2 : M 10 - 1.5
  • 3 : M 1.5 x 10
  • 4 : M 10 x 1.5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 187 :
  • ชิ้นส่วนที่ยึดติดกันด้วยสกรู การให้ค่า Preload จะมีประโยชน์อย่างไรกับชิ้นส่วนที่เรายึดเข้าด้วยกัน
  • 1 : ช่วยทำให้เพิ่มแรงต้านทานการยึด (Friction force)
  • 2 : ช่วยทำให้เพิ่มความแข็งแรงตัวยึด
  • 3 : ช่วยทำให้ยืดอายุการใช้งานสกรู
  • 4 : ช่วยเพิ่มค่าปลอดภัยให้กับตัวยึด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 188 :
  • Friction force ที่เกิดจากการ Preload มีประโยชน์ในการยืดอายุตัวยึดของงานต่อกัน (Connction) แต่วิศวกรนัก ออกแบบเครื่องจักรกลไม่กำหนด Preload ไว้ในการออกแบบมักใช้ในทางปฏิบัติ และเขาใช้อะไรช่วยออกแบบ
  • 1 : ใช้คำนวณแรงเฉือน (Shear force) ช่วยในการออกแบบ
  • 2 : ใช้คำนวณแรงดึง (Tensile force) ช่วยในการออกแบบ
  • 3 : ใช้คำนวณแรงดัด (Bending force) ช่วยในการออกแบบ
  • 4 : ใช้คำนวณแรงบิด (Torsion force) ช่วยในการออกแบบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 189 :
  • ภาระ (Load, P) ดังรูปซึ่งวางอยู่ในแนว Shear plan ในสภาวะทำงานจะเกิดภาระชนิดหนึ่งขึ้นเรามักเรียก ภาระแบบนี้ว่าอะไร

     

  • 1 : Compress load
  • 2 : Eccentric load
  • 3 : Steady load
  • 4 : Bending load
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 190 :
  • มอเตอร์มีน้ำหนัก (P) กระทำลงบนคานรองรับดังรูป โดยที่คานมีตีวยึด (Fasteners) ช่วยยึดไว้ให้ทรงตัวอยู่ได้ อย่างสมดุล ต้องการทราบว่าภาระ (Load) ชนิดใดที่ ช่วยต้านให้สมดุล

  • 1 : Eccentric loads
  • 2 : Equivalent loads
  • 3 : Reverse loads
  • 4 : Reaction loads
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 191 :
  • แรงต้านสมดุลที่อยู่ในตัวยึด (Fastener) แต่ละตัว จะสมมติให้อยู่ในรูปสัดส่วนกลับ (Inverse proportional) ของระยะระหว่าง c.g (Center of gravity)ของกลุ่มตัวยึด ต้องการทราบแรง มีขนาดเท่าใด

  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 192 :
  • วิศวกรออกแบบมักกำหนดขนาด(Diameter) ตัวยึด(Fastener) ให้มีขนาดเท่าๆ กัน ดังนั้นในการคำนวณความแข็งแรงจึง พิจารณาเลือกผลลัพธ์ชนิดใดมาใช้

  • 1 : Minimum resultant
  • 2 : Maximum resultant
  • 3 : Average resultant
  • 4 : Oposite resultant
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 193 :
  • รูปบิดเบี้ยวที่เกิดกับงานยึดติดกันด้วยสกรูดังรูป เกิดอาการเปลี่ยนรูปโค้งงอจากแรงโค้งงอ (Prying force) จาก F.B.D.นี้จงหา fa

  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 194 :
  • จากสูตรคำนวณความความเค้นเสียหาย (Tensile failure) ของแผ่นที่ยึดต่อด้วยตัวยึด (Fasteners) ใช้สมการดังใน รูปได้ แต่ในการออกแบบจะต้องใช้ค่า Stress concentration factor ด้วยเนื่องจากอาจเกิดความล้าตัว (Fatigue) ในขณะใช้งานซึ่งทำให้ปรากฏการยืดฉีกบริเวณแนว รอบๆ รูเจาะได้ ดังนั้นสูตรคำนวณในการออกแบบ ที่เหมาะสมคือ

  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 195 :
  • ฝาปิดภาชนะความดันมีพื้นที่รับความดันเท่ากับ 210 x 103 mm2 ใช้สลักเกลียวขนาด M20 จำนวน 10 ตัว ยึดฝาภาชนะความดัน ความแข็งตึงของชิ้นงานเป็น 4 เท่าของสลักเกลียว (k4 = 4kb) ความดันภายในถังเท่ากับ 1.5 MPa จงหาว่าแรงบิดที่ต้องใช้ขันสลักเกลียว จะมีค่าน้อยที่สุดเท่าใดจึงจะทำให้ภาชนะความดันสามารถรับความดันได้ตามกำหนดพอดี
  • 1 : 95.2 Nm.
  • 2 : 98.7 Nm.
  • 3 : 99.8 Nm.
  • 4 : 100.8 Nm.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 196 :
  • การต่อยึดชิ้นงานด้วยสลักเกลียวขนาด M24 (จากตารางเกลียวมาตรฐานจะมีพื้นที่รับ ความเค้น As = 353 mm2) ดังแสดงในรูปมีแรงดึงชั้นต้นของสลักเกลียว Ft = 68,000 N มีค่าความแข็งตึงของสลักเกลียว kb = 1,461 x 103 N/mm และมีค่าความแข็งตึงของชิ้นงาน kc = 3,450.63 x 103 N/mm ถ้ารอยต่อของชิ้นงานนี้รับแรงภายนอก ke = 22,240 N จงคำนวณหาความเค้นรวมในสลักเกลียว

  • 1 : 189.27 N/mm2
  • 2 : 211.38 N/mm2
  • 3 : 243.58 N/mm2
  • 4 : 320.51 N/mm2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 197 :
  • ใช้ประแจทอร์กขันสลักเกลียวขนาด M10 (จากตารางเกลียวมาตรฐานจะมีพื้นที่รับความเค้น As= 58.0 mm2) ด้วยแรงบิดเท่ากับ 20 Nm ถ้ากำหนดให้สลักเกลียวที่ใช้เป็นแบบไม่มีการหล่อลื่น (สัมประสิทธิ์ของทอร์กสำหรับสลักเกลียวที่ไม่มีการหล่อลื่น, C = 0.2 ) จะเกิดความเค้นดึงในเกลียวเท่าใด
  • 1 : 100.4 N/mm2
  • 2 : 155.4 N/mm2
  • 3 : 172.4 N/mm2
  • 4 : 182.4 N/mm2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 198 :
  • การต่อยึดชิ้นงานด้วยสลักเกลียวขนาด M24 (จากตารางเกลียวมาตรฐานจะมีพื้นที่รับความเค้น As = 353 mm2) ดังแสดงในรูปชิ้นงานทำด้วยอะลูมิเนียมซึ่งมีค่า Ec = 71(10)3 MPa และสลักเกลียวทำจากเหล็กกล้าซึ่งมีค่า Eb = 207(10)3 MPa สลักเกลียวนี้ไม่มีการหล่อลื่น (สัมประสิทธิ์ของทอร์กสำหรับสลักเกลียวที่ไม่มีการหล่อลื่น, C = 0.2) ถ้าใช้ทอร์กขันแป้นเกลียวด้วยขนาด 340 Nm จงหา

    a) แรงดึงชั้นต้นของสลักเกลียว

    b) ส่วนยึดของสลักเกลียว

  • 1 : 57,000 N และ 0.0465 mm
  • 2 : 79,000 N และ 0.0465 mm
  • 3 : 68,000 N และ 0.0335 mm
  • 4 : 68,000 N และ 0.0465 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 199 :
  • คุณสมบัติต่อไปนี้ไม่ใช่คุณสมบัติของการยึดด้วยสลักเกลียว
  • 1 : ราคาถูก
  • 2 : มีมาตรฐาน
  • 3 : มีความหนาแน่นต่ำ
  • 4 : ถอดประกอบได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 200 :
  • ชนิดของเกลียวชนิดใดที่ไม่นิยมใช้ทำสกรูส่งกำลัง
  • 1 : เกลียวสี่เหลี่ยม
  • 2 : เกลียวแอคมิ
  • 3 : เกลียวบัตเตรส
  • 4 : เกลียวละเอียด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 201 :
  • เครื่องกำเนิดไฟฟ้าหนัก 15 kN มีห่วงสลักเกลียวติดไว้เพื่อใช้ยกถ้าใช้สลักเกลียวที่มีความเค้นพิสูจน์ 540 N/mm2 ค่าความปลอดภัย N=5 สลักเกลียวจะมีพื้นที่หน้าตัดเท่าไร
  • 1 : 132.15 mm2
  • 2 : 138.89 mm2
  • 3 : 141.98 mm2
  • 4 : 142.12 mm2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 202 :
  • ในการออกแบบสกรูส่งกำลัง ค่ามุมฮีลิกซ์ มีผลต่างประสิทธิภาพของสกรูดังนี้

  • 1 : เมื่อมุมฮีลิกซ์มีค่าเพิ่มขึ้นประสิทธิภาพของสกรูเพิ่มขึ้น
  • 2 : เมื่อมุมฮีลิกซ์มีค่าเพิ่มขึ้นประสิทธิภาพของสกรูลดลง
  • 3 : เมื่อมุมฮีลิกซ์มีค่าเพิ่มขึ้นประสิทธิภาพของสกรูเพิ่มขึ้นแล้วลดลง
  • 4 : เมื่อมุมฮีลิกซ์มีค่าเพิ่มขึ้นประสิทธิภาพของสกรูลดลงแล้วเพิ่มขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 203 :
  • ใช้ประแจทอร์กขันสลักเกลียวขนาด M10 (จากตารางเกลียวมาตรฐานจะมีพื้นที่รับความเค้น As= 58.0 mm2) ด้วยแรงบิดเท่ากับ 20 Nm ถ้ากำหนดให้สลักเกลียวที่ใช้เป็นแบบไม่มีการหล่อลื่น (สัมประสิทธิ์ของทอร์กสำหรับสลักเกลียวที่ไม่มีการหล่อลื่น, C = 0.2 ) จะเกิดความเค้นดึงในเกลียวเท่าใด
  • 1 : 100.4 N/mm2
  • 2 : 155.4 N/mm2
  • 3 : 172.4 N/mm2
  • 4 : 182.4 N/mm2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 204 :
  • ใช้ประแจทอร์กขันสลักเกลียวขนาด M8 (จากตารางเกลียวมาตรฐานจะมีพื้นที่รับความเค้น As= 36.6 mm2) ด้วยแรงบิดเท่ากับ 20 Nm ถ้ากำหนดให้สลักเกลียวที่ใช้เป็นแบบไม่มีการหล่อลื่น (สัมประสิทธิ์ของทอร์กสำหรับสลักเกลียวที่ไม่มีการหล่อลื่น, C = 0.2 ) จะเกิดความเค้นดึงในเกลียวเท่าใด
  • 1 : 100.4 N/mm2
  • 2 : 155.4 N/mm2
  • 3 : 172.4 N/mm2
  • 4 : 341.53 N/mm2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 205 :
  • ฝาปิดภาชนะความดันมีพื้นที่รับความดันเท่ากับ 210 x 103 mm2 ใช้สลักเกลียวขนาด M20 จำนวน 10 ตัวยึดฝาภาชนะความดัน ความแข็งตึงของชิ้นงานเป็น 4 เท่าของสลักเกลียว (kc = 4kb) ความดันภายในถังเท่ากับ 1.5 MPa จงหาว่าแรงบิดที่ต้องใช้ขันสลักเกลียวจะมีค่าน้อยที่สุดเท่าใดจึงจะทำให้ภาชนะความดันสามารถรับความดันได้ตามกำหนดพอดี
  • 1 : 95.2 Nm.
  • 2 : 98.7 Nm.
  • 3 : 99.8 Nm.
  • 4 : 100.8 Nm.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 206 :
  • ฝาปิดภาชนะความดันมีพื้นที่รับความดันเท่ากับ 210 x 103 mm2 ใช้สลักเกลียวขนาด M20 จำนวน 10 ตัวยึดฝาภาชนะความดัน ความแข็งตึงของชิ้นงานเป็น 4 เท่าของสลักเกลียว (kc = 4kb) ความดันภายในถังเท่ากับ 1.5 MPa จงหาว่าแรงดึงทั้งหมดบนสลักเกลียว

  • 1 : 29.8 kN
  • 2 : 29.95 kN
  • 3 : 31.5 kN
  • 4 : 32.38 kN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 207 :
  • การต่อยึดชิ้นงานด้วยสลักเกลียวขนาด M24 (จากตารางเกลียวมาตรฐานจะมีพื้นที่รับความเค้น As = 353 mm2) ดังแสดงในรูปมีแรงดึงชั้นต้นของสลักเกลียว Fi = 68,000 N มีค่าความแข็งตึงของสลักเกลียว Kb = 3,450.63 x 103 N/mm ถ้ารอยต่อของชิ้นงานนี้รับแรงภายนอก Fe = 22,240 N จงคำนวณหาแรงกดรวมบนชิ้นงาน

  • 1 : 35,478.42 N
  • 2 : 45,482.89 N
  • 3 : 52,376.79 N
  • 4 : 65,782.68 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 309 : 6 Shafts, Keys and Pins
ข้อที่ 208 :
  • การออกแบบเพลาให้สามารถทำงานได้นั้น นอกจากต้องรับแรงกระทำได้แล้ว ยังต้องคำนึงถึงอะไรอีกบ้าง
  • 1 : ขนาดมาตรฐานของเพลา
  • 2 : วัสดุที่ใช้ทำเพลา
  • 3 : แบริ่งที่ใช้รองรับเพลา
  • 4 : ความแข็งเกร็ง (rigidity) ของเพลา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 209 :
  • แนวคิดทั่วไปในการออกแบบเพลาคืออะไร
  • 1 : วางเพลาให้อยู่ใกล้จุดที่ต้องการขับมากที่สุด
  • 2 : วางเพลาให้ขนานกันมากที่สุด
  • 3 : เลือกใช้เพลาให้สั้นที่สุด
  • 4 : เลือกใช้วัสดุเพลาที่มีคุณสมบัติเพียงพอสำหรับใช้งาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 210 :
  • เมื่อใช้ลิ่มต่อเพลากับดุมล้อเพื่อส่งทอร์คขณะส่งกำลังลิ่มต้องรับแรงอะไรบ้าง
  • 1 : แรงที่เกิดจากการส่งทอร์ค
  • 2 : แรงที่เกิดจากการส่งทอร์คและแรงในแนวแกนเพลา
  • 3 : แรงที่เกิดจากการส่งทอร์คและแรงจากการสวมอัดลิ่ม
  • 4 : แรงที่เกิดจากการสวมอัดลิ่มและแรงในแนวแกนเพลา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 211 :
  • ลิ่มสี่เหลี่ยมผืนผ้า (rectangular key) และลิ่มแบน (parallel key) มีการใช้งานแตกต่างกันอย่างไร
  • 1 : ลิ่มสี่เหลี่ยมผืนผ้าใช้กับงานเบาแต่ต้องตัดเจาะร่องลิ่มบนเพลาลึก
  • 2 : ลิ่มแบนใช้กับงานเบาแต่ต้องตัดเจาะร่องลิ่มบนเพลาหลายร่อง
  • 3 :

    ลิ่มแบนใช้กับงานเบา แต่ต้องการตัดเจาะร่องลิ่มบนเพลาล้อตื้น

  • 4 : ลิ่มแบนใช้กับงานเบา แต่ต้องการตัดเจาะร่องลิ่มบนดุมล้อตื้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 212 :
  • ชิ้นส่วนเครื่องกลชนิดไหนที่ถูกใช้กับเพลาเพื่อทำให้ชิ้นส่วนเครื่องกลอื่นเช่น เฟือง ล้อ เป็น ต้นหมุนได้อย่างมั่นคงปลอดภัย
  • 1 : ลิ่มและสลัก
  • 2 : นัตและโบลท์
  • 3 : รอยเชื่อม
  • 4 : กาว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 213 :
  • ในการเลือกใช้ลิ่มที่กล่าวว่า “ความยาวของลิ่มขึ้นอยู่กับความยาวของดุม (Hub) และ ภาระบิด (Torsional load) ที่ส่งถ่าย” ในฐานะที่ท่านเป็นวิศวกรท่านจะเลือกใช้ลิ่มแบบไหน
  • 1 : Square keys
  • 2 : Gib-head keys
  • 3 : Woodruff keys
  • 4 : General keys
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 214 :
  • จงหากำลังที่ส่งถ่ายผ่านเพลา ถ้าเพลาหมุนด้วยความเร็ว 50 rpm และเพลาสามารถรับแรงบิดได้ 2000 N.m
  • 1 : 2 kW
  • 2 : 11 kW
  • 3 : 100 kW
  • 4 : 628 kW
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 215 :
  • ส่วนประกอบเครื่องจักรกลวางสอดระหว่างเพลากับดุมของชิ้นส่วนส่งถ่ายกำลังสำหรับส่งถ่าย แรงบิด คือ
  • 1 : Pins
  • 2 : Nuts, Screws
  • 3 : Keys
  • 4 : Rivets
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 216 :
  • จะใช้ลิ่มชนิดใด เมื่อต้องการติดตั้งลิ่มต้องสอดมาจากปลายของเพลา หลังจากดุมอยู่ในตำแหน่ง ที่ต้องการแล้ว

  • 1 : ลิ่มทั่วไป
  • 2 : ลิ่มหน้าตัดสี่เหลี่ยมจัตุรัส (Square keys)
  • 3 :

    ลิ่มหน้าตัดสี่เหลี่ยมผืนผ้า (Rectangular keys)

  • 4 : ลิ่มเรียว (Taper keys)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 217 :
  • เพลาเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 6 ½ นิ้ว ปกติจะใช้ลิ่มชนิดใด
  • 1 : ลิ่มทั่วไป
  • 2 : ลิ่มหน้าตัดสี่เหลี่ยมจัตุรัส (Square keys)
  • 3 : ลิ่มหน้าตัดสี่เหลี่ยมผืนผ้า (Rectangular keys)
  • 4 : ลิ่มเรียว (Taper keys)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 218 :
  • บ่าลิ่ม (keyseats) ที่เพลาและดุมควรออกแบบให้มีความลึกเท่าไร
  • 1 : 1/4 ของความสูงลิ่มที่เพลา และ 3/4 ของความสูงลิ่มที่ดุม
  • 2 : 1/2 ของความสูงลิ่มที่เพลา และ 1/2 ของความสูงลิ่มที่ดุม
  • 3 : 3/4 ของความสูงลิ่มที่เพลา และ 1/4 ของความสูงลิ่มที่ดุม
  • 4 : ไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอนแต่ความลึกที่เพลาและดุมเมื่อรวมกันแล้วต้องเท่ากับความสูงลิ่ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 219 :
  • รับโหลดเบาและง่ายต่อการถอดประกอบ ควรจะใช้ลิ่มชนิดใด
  • 1 : ลิ่มหน้าตัดสี่เหลี่ยมจัตุรัส (Square keys)
  • 2 : ลิ่มหน้าตัดสี่เหลี่ยมผืนผ้า (Rectangular keys)
  • 3 : ลิ่มเรียว (Taper keys)
  • 4 : ลิ่มวงเดือน (Woodruff keys)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 220 :
  • ลิ่มส่งกำลังเกิดความเสียหายเนื่องจาก
  • 1 : การเฉือนตามขวางระหว่างผิวหน้าของเพลากับดุม
  • 2 : การอัดที่เกิดจากการกดด้านข้างของลิ่มกับเพลา
  • 3 : ถูกทั้งข้อ ก. และ ข.
  • 4 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 221 :
  • จงคำนวณหาแรงบิด (Torque) ในเพลา เมื่อเพลาส่งถ่ายกำลัง 750 W ที่ 183 rad
  • 1 : 0.2 N.m
  • 2 : 2.0 N.m
  • 3 : 4.1 N.m
  • 4 : 1.4 N.m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 222 :
  • ข้อใดกล่าวถูกต้อง ถ้าแรงบิด (Torque) หรือ twisting moment กระทำกับเพลากลมตัน (Solid shaft)
  • 1 : Torsional Shear Stress สูงสุดเกิดที่จุดศูนย์กลางเพลา และ Torsional Shear Stress น้อยสุด เกิดที่รัศมีโตสุดของเพลา
  • 2 : Torsional Shear Stress สูงสุดเกิดที่จุดศูนย์กลางเพลา และ Torsional Shear Stress เท่ากับ ศูนย์เกิดที่รัศมีโตสุดของเพลา
  • 3 : Torsional Shear Stress สูงสุดเกิดที่รัศมีโตสุดของเพลาและ Torsional Shear Stress น้อยสุดเกิดที่จุดศูนย์กลางเพลา
  • 4 : Torsional Shear Stress สูงสุดเกิดที่รัศมีโตสุดของเพลาและ Torsional Shear Stress เท่ากับศูนย์เกิดที่จุดศูนย์กลางเพลา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 223 :
  • ในการส่งกำลังด้วยเพลาส่วนมาก นิยมใช้เพลา

  • 1 : เพลากลมตัน
  • 2 : เพลาสี่เหลี่ยมตัน
  • 3 : เพลากลมกลวง
  • 4 : เพลาสี่เหลี่ยมกลวง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 224 :
  • เพลากลมตันใช้ในการถ่ายทอดกำลังจากเครื่องยนต์โดยใช้สายพาน และพูเล่ย์ เพลาส่งกำลังต่อไปยังคลัชดังแสดงในรูป พูเล่ย์ทำมาจากเหล็กหล่อมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ 120 mm และมีความยาวของดุมล้อเท่ากับ 30 mm พูเลย์ประกอบติดกับเพลาโดยใช้ลิ่ม โดยเพลาส่งกำลังมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 35 mm และได้เลือกใช้ลิ่มมาตรฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า (ISO/R 774) ขนาดพื้นที่หน้าตัด (bxh) 10 mm x 8 mm ถ้ากำหนดให้ค่าความเค้นออกแบบของลิ่มเป็นดังนี้ ความเค้นกดและความเค้นอัด (Compressive and Bearing Stresses) scd = 80 N/mm2 และความเค้นเฉือน (Shear Stress) td = 50 N/mm2 จงหาความยาวของลิ่มเพื่อใช้กับระบบการถ่ายทอดกำลังนี้

     

  • 1 : 6.86 mm
  • 2 : 10.71 mm
  • 3 : 12.34 mm
  • 4 : 30 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 225 :
  • การถ่ายทอดกำลังโดยใช้เพลาพูเลย์ และสายพานเพื่อใช้ในการถ่ายทอดแรงบิด ขนาด 7400 Nm จากเพลาไปยังพูเล่ย์ และสายพานเพื่อไปใช้ขับเครื่องอัดอากาศ โดยเพลาส่งกำลัง มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 75 mm. และได้เลือกใช้ลิ่มมาตรฐานสี่เหลี่ยม (ISO/R 774) ขนาดพื้นที่หน้าตัด (bxh) 20 mm x 12 mm จงหาความยาวของลิ่มที่น้อยที่สุดเพื่อใช้กับระบบการถ่ายทอดกำลังนี้
  • 1 : 147.57 mm
  • 2 : 185.34 mm
  • 3 : 195.47 mm
  • 4 : 295.15 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 226 :
  • การถ่ายทอดกำลัง โดยใช้เพลาพูเล่ย์ และสายพานเพื่อใช้ในการถ่ายทอดแรงบิดขนาด 7400 Nm จากเพลาไปยังพูเล่ย์ และสายพานเพื่อไปใช้ขับเครื่องอัดอากาศ โดยเพลาส่งกำลังมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 75 mm. และได้เลือกใช้ลิ่มมาตรฐานสี่เหลี่ยม (ISO/R 774) ขนาดพื้นที่หน้าตัด (bxh) 20 mm. x 12 mm. และมีความยาว 1 = 300 mm.จงหาขนาดของความเค้นเฉือนที่เกิดขึ้นในลิ่ม
  • 1 : 15.74 N/mm2
  • 2 : 25.32 N/mm2
  • 3 : 32.89 N/mm2
  • 4 : 35.78 N/mm2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 227 :
  • การถ่ายทอดกำลังโดยใช้เพลาพูเล่ย์ และสายพานเพื่อใช้ในการถ่ายทอดแรงบิดขนาด 7400 Nm จากเพลาไปยังพูเล่ย์และสายพานเพื่อไปใช้ขับเครื่องอัดอากาศ โดยเพลาส่งกำลังมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 75 mm และได้เลือกใช้ลิ่มมาตรฐานสี่เหลี่ยม (ISO/R 774) ขนาดพื้นที่หน้าตัด (bxh) 20 mm x 12 mm และมีความยาว l = 300 mm. จงหาขนาดของ ความเค้นอัดที่เกิดขึ้นในลิ่ม
  • 1 : 89.92 N/mm2
  • 2 : 109.63 N/mm2
  • 3 : 110.54 N/mm2
  • 4 : 145.41 N/mm2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 228 :
  • หลักการในการตรวจสอบความเร็ววิกฤตของระบบเพลาเพื่อใช้งาน ควรใช้งานต่างจากความเร็ว วิกฤตเท่าใด
  • 1 : 10 %
  • 2 : 15 %
  • 3 : 20 %
  • 4 : 25 %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 229 :
  • เพลากลมมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 mm รับแรงบิด 4.10 N-m จะเกิดความเค้นเฉือนเท่ากับ

  • 1 : 41.8 MPa
  • 2 : 27.7 MPa
  • 3 : 20.9 MPa
  • 4 : 10.5 MPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 230 :
  • เพลาใช้ส่งกำลัง 750 Watt โดยหมุนด้วยความเร็ว 1750 รอบต่อนาที จะมีแรงบิดเกิดขึ้นเท่ากับ
  • 1 : 3.10 N-m
  • 2 : 4.10 N-m
  • 3 : 5.10 N-m
  • 4 : 6.10 N-m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 231 :
  • เพลาเหล็กกลมขนาด เส้นผ่านศูนย์กลาง 35 mm ยาว 500 mm ใช้ส่งกำลัง 20 kW ที่ความเร็ว 500 rpm จะเกิดความเค้นเฉือนสูงสุดเท่าใด
  • 1 : 40.5 MPa
  • 2 : 45.5 MPa
  • 3 : 50.5 MPa
  • 4 : 51.5 MPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 232 :
  • เพลาเหล็กกลมขนาด เส้นผ่านศูนย์กลาง 35 mm ยาว 500 mm ใช้ส่งกำลัง 20 kW ที่ความเร็ว 500 rpm จะมีมุมบิดเกิดขึ้นเท่าใด
  • 1 : 0.90o
  • 2 : 0.80o
  • 3 : 0.70o
  • 4 : 0.60o
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 233 :
  • เพลาเหล็กกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 35 mm ยาว 500 mm ใช้ส่งกำลัง 20 kW ที่ความเร็ว 500 rpm จะใช้แรงบิดเท่าใด
  • 1 : 370 N-m
  • 2 : 382 N-m
  • 3 : 391 N-m
  • 4 : 398 N-m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 234 :
  • เพลากลมตันทำมาจากเหล็กกล้าใช้ส่งกำลัง 20 kW หมุนด้วยความเร็วรอบ 1450 rpm วัสดุที่ใช้มีค่า sy = 524 N/mm2 , E= 207 GN/mm2 , G = 79.306 N/m2 ถ้าใช้ค่า safety factor = 2 ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางจะเป็น

  • 1 : 16.22 mm
  • 2 : 32.22 mm
  • 3 : 12.44 mm
  • 4 : 22.44 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 235 :
  • เพลากลมตันทำมาจากหล็กกล้ายาว 500 mm ใช้ส่งกำลัง 20 kW หมุนด้วยความเร็วรอบ 1450 rpm วัสดุที่ใช้มีค่าคุณสมบัติ sy = 524 N/mm2 , E= 207 GN/mm2 , G = 79.306 N/m2 ถ้าใช้ค่า Safety factor = 2 เพลาจะมีมุมบิดเท่าใด
  • 1 : 6
  • 2 : 6.5
  • 3 : 7
  • 4 : 7.5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 236 :
  • เพลากลม และกลวง มีอัตตราส่วนของเส้นผ่านศูนย์กลาง d/di = 2 ใช้ส่งกำลัง 20 kW หมุนด้วยความเร็วรอบ 1450 rpm วัสดุที่ใช้มีค่า ถ้าใช้ค่า Safety factor = 2 ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง d คือ
  • 1 : 16.58 mm
  • 2 : 32.58 mm
  • 3 : 12.88 mm
  • 4 : 22.88 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 237 :
  • เพลากลมและกลวง มีอัตตราส่วนของเส้นผ่านศูนย์กลาง d/di = 2 ใช้ส่งกำลัง 20 kW หมุนด้วยความเร็วรอบ 1450 rpm วัสดุที่ใช้มีค่า ถ้าใช้ค่า Safety factor = 2 มุมบิดเกิดขึ้นเท่าใดถ้าเพลายาว 500 mm
  • 1 : 5.2
  • 2 : 6.8
  • 3 : 7.2
  • 4 : 8.8
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 238 :
  • การถ่ายทอดกำลังโดยใช้เพลา พูเล่ย์ และสายพานเพื่อใช้ในการถ่ายทอดแรงบิดขนาด 7400 Nm จากเพลาไปยังพูเล่ย์และสายพานเพื่อไปใช้ขับเครื่องอัดอากาศ โดยเพลาส่งกำลังมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 65 mm และได้เลือกใช้ลิ่มมาตรฐานสี่เหลี่ยม (ISO/R 774) ขนาดพื้นที่หน้าตัด (bxh) 18 mm x 11 mm และมีความยาว l =300 mm. จงหาขนาดของความเค้นเฉือนที่เกิดขึ้นในลิ่ม
  • 1 : 15.74 N/mm2
  • 2 : 25.32 N/mm2
  • 3 : 42.17 N/mm2
  • 4 : 48.76 N/mm2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 239 :
  • การถ่ายทอดกำลังโดยใช้เพลา พูเล่ย์ และสายพานเพื่อใช้ในการถ่ายทอดแรงบิดขนาด 7400 Nm จากเพลาไปยังพูเล่ย์และสายพานเพื่อไปใช้ขับเครื่องอัดอากาศ โดยเพลาส่งกำลังมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 65 mm และได้เลือกใช้ลิ่มมาตรฐานสี่เหลี่ยม (ISO/R 774) ขนาดพื้นที่หน้าตัด (bxh) 18 mm x 11 mm และมีความยาว l =300 mm. จงหาขนาดของความเค้นอัดที่เกิดขึ้นในลิ่ม
  • 1 :  89.92 N/mm2
  • 2 :  109.63 N/mm2
  • 3 :  120.37 N/mm2
  • 4 :  137.99 N/mm2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 240 :
  • เพลากลมตันใช้ในการถ่ายทอดกำลังจากเครื่องยนต์โดยใช้สายพานและพูเล่ย์ เพลาส่งกำลังต่อไปยังคลัชดังแสดงในรูป พูเล่ย์ทำมาจากเหล็กหล่อมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ 120 mm และมีความยาวของคุมล้อเท่ากับ 20 mm พูเล่ย์ประกอบติดกับเพลาโดยใช้ลิ่ม โดยเพลาส่งกำลังมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 35 mm และได้เลือกใช้ลิ่มมาตรฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า (ISO/R 774) ขนาดพื้นที่หน้าตัด (bxh) 10 mm x 8 mm ถ้ากำหนดให้ค่าความเค้นออกแบบของลิ่มเป็นดังนี้ความเค้นกดและความเค้นอัด (Compressive and Bearing Stresses) scd = 80 N/mm2 และความเค้นเฉือน (Shear Stress) td = 50 N/mm2 จงหาความยาวของลิ่มเพื่อใช้กับระบบการถ่ายทอดกำลังนี้

     

  • 1 : 6.86 mm
  • 2 : 10.71 mm
  • 3 : 20 mm
  • 4 : 30 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 241 :
  • การถ่ายทอดกำลังโดยใช้เพลา พูเล่ย์ และสายพานเพื่อใช้ในการถ่ายทอดแรงบิดขนาด 7400 Nm จากเพลาไปยังพูเล่ย์และสายพานเพื่อไปใช้ขับเครื่องอัดอากาศ โดยเพลาส่งกำลังมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 75 mm และได้เลือกใช้ลิ่มมาตรฐานสี่เหลี่ยม (ISO/R 774) ขนาดพื้นที่หน้าตัด (bxh) 20 mm x 12 mm ถ้ากำหนดให้ค่าความเค้นออกแบบของลิ่มเป็นดังนี้ ความเค้นกดและความเค้นอัด (Compressive and Bearing Stresses) scd = 114.43 N/mm2 และความเค้นเฉือน (Shear Stress) td = 66.86 N/mm2 จงหาความยาวของลิ่มที่น้อยที่สุดเพื่อใช้กับระบบการถ่ายทอดกำลังนี้
  • 1 : 147.57 mm
  • 2 : 185.34 mm
  • 3 : 195.47 mm
  • 4 : 295.15 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 242 :
  • การถ่ายทอดกำลังโดยใช้เพลา พูเล่ย์ และสายพานเพื่อใช้ในการถ่ายทอดแรงบิดขนาด 7400 Nm จากเพลาไปยังพูเล่ย์และสายพานเพื่อไปใช้ขับเครื่องอัดอากาศ โดยเพลาส่งกำลังมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 60 mm และได้เลือกใช้ลิ่มมาตรฐานสี่เหลี่ยม (ISO/R 774) ขนาดพื้นที่หน้าตัด (bxh) 18 mm x 11 mm ถ้ากำหนดให้ค่าความเค้นออกแบบของลิ่มเป็นดังนี้ ความเค้นกดและความเค้นอัด (Compressive and Bearing Stresses) scd = 80 N/mm2 และความเค้นเฉือน (Shear Stress) td = 50 N/mm2 จงหาความยาวของลิ่มที่น้อยที่สุดเพื่อใช้กับระบบการถ่ายทอดกำลังนี้
  • 1 : 147.57 mm
  • 2 : 274.07 mm
  • 3 : 295.15 mm
  • 4 : 560.61 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 310 : 7 Gears
ข้อที่ 243 :
  • ฮันติงทูธ (hunting tooth) มีประโยชน์อย่างไร
  • 1 : ช่วยปรับอัตราทดให้ถูกต้อง
  • 2 : ช่วยลดการสึกหรอ
  • 3 : ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของฟันเฟือง
  • 4 : ช่วยเพิ่มความสม่ำเสมอในการขับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 244 :
  • อัตราส่วนการขบของเฟืองหมายถึงอะไร
  • 1 : อัตราส่วนระหว่างจำนวนฟันของเฟืองขับต่อเฟืองตาม
  • 2 : อัตราส่วนระหว่างจำนวนฟันของเฟืองตามต่อเฟืองขับ
  • 3 : อัตราส่วนระหว่างระยะการขบของเฟืองกับพิตช์ (pitch)
  • 4 : อัตราส่วนระหว่างระยะการขบของเฟืองกับพิตช์ฐาน (base pitch)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 245 :
  • โมดุล (module) ของเฟืองคืออะไร
  • 1 : อัตราส่วนระหว่างขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกับจำนวนฟัน
  • 2 : อัตราส่วนระหว่างขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางพิตช์กับจำนวนฟัน
  • 3 : อัตราส่วนระหว่างจำนวนฟันกับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง
  • 4 : อัตราส่วนระหว่างจำนวนฟันกับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางพิตช
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 246 :
  • แบ็กแล็ช (backlash) ของเฟืองคืออะไร
  • 1 : ผลต่างระหว่างค่าดีเดนดัมกับแอดเด็นดัมของเฟืองที่ขบกัน
  • 2 : ผลต่างระหว่างความกว้างช่องว่างของฟันเฟืองที่ขบกัน
  • 3 : ผลต่างระหว่างค่าไดอะมัทรัลพิตช์ของฟันเฟืองที่ขบกัน
  • 4 : ผลต่างระหว่างค่าเซอร์คิวลาร์พิตช์ของฟันเฟืองที่ขบกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 247 :
  • เฟืองแบบไหนที่ใช้เพื่อส่งถ่ายการเคลื่อนที่ระหว่างเพลาขนานและไม่ขนาน
  • 1 : เฟืองตรง
  • 2 : เฟืองเฉียง
  • 3 : เฟืองดอกจอก
  • 4 : เฟืองหนอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 248 :
  • อัตราส่วนของเส้นผ่านศูนย์กลางพิตซ์ต่อจำนวนฟัน คือข้อใด
  • 1 : Circular pitch
  • 2 : Diametral pitch
  • 3 : Module
  • 4 : Contact ratio
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 249 :
  • ข้อไหนคือสูตรสำหรับหา กำลังในการส่งถ่าย (The transmitted power) ของเฟืองตรง
  • 1 : แรงย่อยในแนวสัมผัส x ความเร็วเชิงเส้นที่วงกลมพิตซ์
  • 2 : แรงย่อยในแนวรัศมี x ความเร็วเชิงเส้นที่วงกลมพิตซ์
  • 3 : แรงลัพธ์ x ความเร็วเชิงเส้นที่วงกลมพิตซ์
  • 4 : แรง x ความเร็วเชิงเส้นที่วงกลมพิตซ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 250 :
  • ข้อไหนกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเฟืองตรง
  • 1 : การเพิ่มขนาดฟัน (Tooth size) จะเพิ่มความแข็งแรงดัด (Bending strength) มากกว่าความ แข็งแรงผิวหน้า (Surface strength)
  • 2 : การเพิ่มความแข็งผิวหน้า (Surface hardness) เฟืองเหล็กจะให้ผลคุ้มค่ามากพอเกี่ยวกับ ความทนทานผิวหน้า (Surface endurance)
  • 3 : เฟืองที่แข็งกว่าจะมีราคาสูงกว่าในการผลิต แต่เฟืองจะเล็กกว่าทำให้เรือนเฟืองและส่วน อื่นๆ เล็กกว่าและเบากว่า ดังนั้นราคาโดยรวมทั้งหมดจะลดลง
  • 4 : การเพิ่มกรรมวิธีการผลิตเฟืองจะเพิ่มความแข็งแรงความล้าดัด

  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 251 :
  • จงหาค่า Train value (e) ของขบวนเฟืองนี้

  • 1 : e = n6/n2
  • 2 : n2/n6
  • 3 : N6/N2
  • 4 : N2/N6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 252 :
  • เคลียแร็นซ์ (clearance) ของเฟืองคืออะไร
  • 1 : ผลต่างระหว่างค่าดีเดนดัมกับแอดเดนดัมของเฟืองที่ขบกัน
  • 2 : ผลต่างระหว่างความกว้างช่องว่างของเฟืองที่ขบกัน
  • 3 : ผลต่างระหว่างค่าไดอะมิทรัลพิตช์ของฟันเฟืองที่ขบกัน
  • 4 : ผลต่างระหว่างค่าเซอร์คิวลาร์พิตช์ของฟันเฟืองที่ขบกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 253 :
  • การกำหนดขนาดของเฟืองที่ผลิตโดยวิธีการหล่อ เพื่อความสะดวกในการผลิตควรกำหนดขนาดด้วยมาตรฐานใด
  • 1 : โมดุล
  • 2 : ไดอะมิทรัลพิตช์
  • 3 : เซอร์คิวลาร์พิตช์
  • 4 : วงกลมพิตช์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 254 :
  • การกำหนดขนาดฟันเฟืองที่ผลิตโดยวิธีการตัดปาดผิว (machining) เพื่อความสะดวกในการผลิตควรกำหนดขนาดด้วยมาตรฐานใด
  • 1 : โมดุลพิตช์
  • 2 : ไดอะมิทรัลพิตช์
  • 3 : เซอร์คิวลาพิตช์
  • 4 : วงกลมพิตช์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 255 :
  • มุมกด (pressure angle) ของเฟืองที่นิยมใช้มีค่ากี่องศา
  • 1 : 22 องศา
  • 2 : 23 องศา
  • 3 : 24 องศา
  • 4 : 25 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 256 :
  • ข้อใดกล่าวถูกต้อง
  • 1 : เฟืองเฉียงและเฟืองดอกจอกทำงานบนเพลาขนาน
  • 2 : จำนวนฟันบนเฟืองใดๆ ต้องเป็นจำนวนเต็ม
  • 3 : ระบบเฟืองขบภายใน ( Internal meshing ) เฟืองขับและเฟืองตามมีทิศทางการหมุนตรงข้ามกัน
  • 4 : เฟืองขบกัน เฟืองขับและเฟืองตามต้องมีโมดูลต่างกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 257 :
  • Train value (TV) หาได้จาก
  • 1 : TV = Input velocity ratio / Output velocity ratio
  • 2 : TV = Input speed / Output speed
  • 3 : TV = ผลคูณของจำนวนฟันเฟืองขับ / ผลคูณของจำนวนฟันเฟืองตาม
  • 4 : TV = ผลคูณของจำนวนรอบเฟืองตาม / ผลคูณของจำนวนรอบเฟืองขับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 258 :
  • ใช้ส่งถ่ายการเคลื่อนที่ระหว่างเพลาที่ไม่ขนานกัน (Nonparallel shafts) คือ
  • 1 : เฟืองตรง
  • 2 : เฟืองเฉียง
  • 3 : เฟืองดอกจอก
  • 4 : ชุดเฟืองหนอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 259 :
  • ส่งถ่ายการเคลื่อนที่และกำลังระหว่างเพลาที่ไม่ตัดกัน (Nonintersecting shafts) คือ
  • 1 : เฟืองตรง
  • 2 : เฟืองเฉียง
  • 3 : เฟืองดอกจอก
  • 4 : ชุดเฟืองหนอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 260 :
  • ชุดกระบวนเฟืองแบบไหนที่ให้อัตราทดสูง
  • 1 : ชุดเฟืองตรง
  • 2 : ชุดเฟืองเฉียง
  • 3 : ชุดเฟืองดอกจอก
  • 4 : ชุดเฟืองหนอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 261 :
  • ในการออกแบบเฟืองเฉียงผู้ออกแบบต้องสนใจมุมอะไร
  • 1 : Helix angle
  • 2 : Normal pressure angle
  • 3 : Transverse pressure angle
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 262 :
  • จำนวนฟันต่อนิ้วของเส้นผ่าศูนย์กลางพิตซ์คือ
  • 1 : Circular pitch
  • 2 : Diametral pitch
  • 3 : Pitch
  • 4 : Module
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 263 :
  • เฟืองตรงในระบบเมตริกเรียกว่า
  • 1 : Diametral pitch
  • 2 : Module
  • 3 : Module pitch
  • 4 : Diametral module
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 264 :
  • เฟืองตรงมุมกด (Pressure angle) มีอิทธิพลต่อ
  • 1 : ขนาดของวงกลมฐาน (Base circle)
  • 2 : ขนาดของวงกลมพิตซ์ (Pitch circle)
  • 3 : ขนาดของวงกลมแอดเดนดัม (Addendum circle)
  • 4 :  ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 265 :
  • ในระบบเฟืองตรง เฟืองขบกันคู่หนึ่งกำลัง (Power) หาได้จาก
  • 1 : Power = Tangential force x Pitch line velocity
  • 2 : Power = Radial force x Pitch line velocity
  • 3 : Power = Normal force x Pitch line velocity
  • 4 : Power = force x Pitch line velocity
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 266 :
  • ในการผลิตเฟือง ฟันเฟืองสำเร็จ (Finished) ด้วยกระบวนการผลิตใด
  • 1 : กระบวนการ milling
  • 2 : กระบวนการ shaping
  • 3 : กระบวนการ grinding
  • 4 : กระบวนการ hobbing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 267 :
  • อะไรไม่ใช่สาเหตุการไมได้ศูนย์ของฟันเฟืองบนเฟืองขับเทียบกับเฟืองตาม
  • 1 : เส้นผ่าศูนย์กลางเพลาใหญ่ (ความแข็งตึงสูง)
  • 2 : การบิดเบี้ยวเนื่องจากความร้อนระหว่างการทำงาน
  • 3 : ช่องว่างระหว่างเพลากับเฟือง เพลากับแบริ่ง หรือแบริ่งกับตัวเรือน
  • 4 : การเปลี่ยนรูปชั่วคราวของเฟือง เพลา แบริ่ง ตัวเรือน และโครงสร้างรองรับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 268 :
  • ข้อใดไม่เหมาะกับ Spur Gear set
  • 1 : มีรูปฟันที่ขนานกับแกนเพลา
  • 2 : ใช้ได้ดีกับเพลาที่วางขนานกัน
  • 3 : เนื่องจากมีรูปทรงง่ายๆ จึงออกแบบง่ายแต่มีต้นทุนสูง
  • 4 : เกิดเสียงดังง่ายมักมาจากเกิดการผิดพลาด (Error) ของฟันเฟือง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 269 :
  • ข้อใดไม่เหมาะสมกับ Helical Gear set

  • 1 : มีฟันรูปทรงเฉียงทำมุมกับแกนเพลา
  • 2 : มีเสียงดังมาก
  • 3 : ใช้ได้กับแกนเพลาที่ขนานกันหรือไม่ก็ได้
  • 4 : ส่งแรงลัพธ์ (Reaction) ไปตามแนว Axial load
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 270 :
  • ข้อใดไม่เหมาะสมกับ Bevel Gear set

  • 1 : รูปทรงของฟันเฟืองอยู่บนผิวรูปทรงกรวย
  • 2 : ใช้ได้กับเพลาที่ขนานกันเท่านั้น
  • 3 : เมื่อใช้กับที่ไม่ขนานกัน แกนเพลาข้างหนึ่งจะวางแบบ Intersection
  • 4 : รูปทรงของฟันเฟืองอาจเป็นแบบตรง (Straight) หรือแบบเกลียว (Spiral)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 271 :
  • ข้อใดไม่เหมาะสมกับ Worm Gear set

  • 1 : มี Gear Ratio ที่ต่ำมากๆ (Out put หารด้วย In put)
  • 2 : ปกติเฟือง Gear มักใช้เป็นตัวขับ (Input) และเฟือง Worm ใช้เป็นตัวตาม (Out put)
  • 3 : การเลื่อนตัว (Slide) ได้ของ Worm-Gear ขณะหมุนทำงานเป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียเนื่องจากความฝืด (Friction losses)
  • 4 : แกนเพลาไม่ขนานกัน และไม่ Intersection กัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 272 :
  • เมื่อ Gear Ratio ของชุดเกียร์ดังรูปคือ ให้พิจารณา Center Distance ที่ถูกต้อง

     

  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 273 :
  • ฟันเฟืองถูกออกแบบมาเพื่อให้รักษาความเร็วให้คงที่ การออกแบบให้ผิงฟันสัมผัสกันตลอดมีชื่อเรียกคือ

  • 1 : Involute profile
  • 2 : Curve profile
  • 3 : Contour profile
  • 4 : Contact profile
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 274 :
  • ให้ Gear Ratio ของชุดเกียร์ดังรูปคือ ให้พิจารณา Cd(Center Distance)

     

  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 275 :
  •  ให้พิจารณาเลือก Gear Ratiio ที่เหมาะสมกับชุดเฟืองดังรูป

  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 276 :
  • จงพิจารณาสูตรหา Module ของเฟือง

     

     

  • 1 :
  • 2 :  
  • 3 :
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 277 :
  • ให้พิจารณาเลือก Gear Ratio ที่เหมาะสมกับชุดเฟือง N51 ดังในรูป

  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 278 :
  • จากชุดเฟืองทดดังรูปนี้ให้หาความเร็วรอบของเฟือง E โดยกำหนดสมการให้ดังนี้ 

  • 1 :  -166.7
  • 2 : -176.6    
  • 3 : -107.6
  • 4 : -100.6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 279 :
  • การถ่ายทอดกำลังโดยใช้เฟืองตรงประกอบไปด้วยพิเนียน (Pinion) ทำจากเหล็กหล่อ ASTM 50 ขับกับเฟือง (Gear) ทำจากบรอนซ์ SAE 65 ด้วยอัตราทด 3.5 เฟืองเป็นระบบ 14.5เพื่อใช้ถ่ายทอดกำลัง 4500 W ด้วยความเร็วรอบของพีเนียน 1800 rpm โดยเฟืองอันเล็กมีจำนวนฟันไม่น้อยกว่า 16 ฟัน ในการคำนวณออกแบบโดยใช้สมการของลูอิส (Lewis Equation) สมการของแรงดัด (Bending Force) , Fb และสมการของแรงพลวัต (Dynamic Load) , Fd มีดังต่อไปนี้

    โดย m = Module

    จงหาขนาดที่เล็กที่สุดของเฟืองคู่นี้

  • 1 :

    m = 2 mm

  • 2 :

    m = 3 mm

  • 3 : m = 4 mm
  • 4 : m = 5 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 280 :
  • การถ่ายทอดกำลังโดยใช้เฟืองตรงประกอบไปด้วยพิเนียน (Pinion) มีจำนวนฟันเท่ากับ 15 ฟัน ขับกับเฟือง (Gear) ซึ่งมีจำนวนฟันเท่ากับ 45 ฟัน พิเนียน และเฟืองมีค่า Modulem, m = 8 mm และเป็นระบบ 14.5FD จงหาขนาดของวงกลมพิตช์ของ  พิเนียน และเฟือง (Pitch Diameters), d1 และ d2 = 120 mm และ ระยะระหว่างจุดศูนย์กลางของเพลา (Center Distance),C
  • 1 : d1 = 360 mm, d2 = 120 mm และ C = 240 mm
  • 2 : d1 = 140 mm, d2 = 360 mm และ C = 250 mm
  • 3 : d1 = 120 mm, d2 = 360 mm และ C = 240 mm
  • 4 : d1 = 360 mm, d2 = 140 mm และ C = 250 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 281 :
  • ข้อความใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : การป้องกันไม่ให้เกิดการขัดกันของเฟือง (Interference) สามารถดำเนินการได้โดยการ ตัดเนื้อโลหะที่อยู่ต่ำกว่าวงกลมฐาน (Base Circle) ออกบ้าง (Undercut) แต่จะมีข้อเสีย คือทำให้อัตราทดลดลงและทำให้เฟืองบอบบางลง
  • 2 :  การป้องกันไม่ให้เกิดการขัดกันของเฟือง (Interference) สามารถดำเนินการได้โดยการ ตัดปลายฟันให้สั้น (Stub Teeth) ลง แต่จะทำให้อัตราส่วนการขบกันของฟันเฟือง (Contact Ratio) ลดลง
  • 3 :  การป้องกันไม่ให้เกิดการขัดกันของเฟือง (Interference) สามารถดำเนินการได้โดยการ เพิ่มมุมกด (Pressure Angle) ของเฟืองซึ่งจะทำให้ขนาดของวงกลมฐานลดลง แต่จะทำ ให้แรงปฏิกิริยาแนวรัศมีของเฟืองเพิ่มขึ้น และมีความราบเรียบลดลง
  • 4 :  เฟืองตรง (Involute Spur Gear) สามารถใช้ในการการถ่ายทอดกำลังได้ทั้งเพลาที่ขนาน กัน และไม่ขนานกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 282 :
  • ข้อความใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : เฟืองเฉียง (Helical Gear) สามารถใช้ในการการถ่ายทอดกำลังได้ทั้งเพลาที่ขนานกัน และไม่ขนานกัน
  • 2 : เฟืองเฉียง (Helical Gear) สามารถใช้ในการการถ่ายทอดกำลังได้มากกว่าเฟืองตรง (Involute Spur Gear) และมีเสียงในการทำงานน้อยกว่า เหมาะสำหรับการใช้งานที่ ความเร็วสูง
  • 3 : เฟืองดอกจอกฟันตรง (Straight Bevel Gear) สามารถใช้ในการการถ่ายทอดกำลังได้ทั้ง เพลาที่ขนานกัน และไม่ขนานกัน
  • 4 : แรงที่กระทำบนเฟืองเฉียงสามารถแยกได้ออกเป็น 3 แรงย่อย ๆ คือ 1) แรงที่กระทำใน แนวรัศมีของเฟือง 2) แรงที่กระทำในแนวสัมผัสกับวงกลมพิตช์ และ 3) แรงที่กระทำ ในแนวแกนหมุน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 283 :
  • ในการออกแบบเฟือง สภาวะแรงในข้อใดที่ไม่ได้ใช้ในการคำนวณ
  • 1 : Static Force in Bending
  • 2 : Dynamic Load
  • 3 : Wear (pitting) Force
  • 4 : Torsional Force
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 284 :
  • บนฟันเฟือง ส่วนโค้งที่เชื่อม หน้าซี่เฟืองกับ ฐานของช่องว่างระหว่างฟัน เรียกว่าอะไร
  • 1 : โมดุล (Module)
  • 2 : ฟิลเลต (Fillet)
  • 3 : เซอคิวลาพิตซ์ (Circular pitch)
  • 4 : แบ็ตแลช (Backlash)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 285 :
  • บนฟันเฟือง ผลต่างระหว่างความกว้างของช่องว่างระหว่างฟัน เรียกว่าอะไร
  • 1 : โมดุล (Module)
  • 2 : ฟิลเลต (Fillet)
  • 3 : เซอคิวลาพิตซ์ (Circular pitch)
  • 4 : แบ็ตแลช (Backlash)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 286 :
  • บนฟันเฟือง ระยะที่วัดบนวงกลมพิทซ์ จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ณ ตำแหน่งเดียวกันบนฟัน ถัดไป มีชื่อเรียกว่าอะไร
  • 1 : โมดุล (Module)
  • 2 : ฟิลเลต (Fillet)
  • 3 : เซอคิวลาพิตซ์ (Circular pitch)
  • 4 : แบ็ตแลช (Backlash)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 287 :
  • เมื่อฟันเฟืองหมุนมาขบกันระหว่างการส่งกำลังจุดสัมผัสระหว่างฟันเฟืองทั้งสอง เคลื่อนที่ในทิศทางใด เมื่อเปรียบเทียบกับหน้าของซี่เฟืองของเพลาขับ
  • 1 :  แอคเดนดัม - จุดพิตซ์
  • 2 :  จุดพิตซ์ – ดีเดนดัม
  • 3 :  แอคเดนดัม- ดีเดนดัม
  • 4 :  ดีเดนดัม - แอคเดนดัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 288 :
  • ชุดเฟืองชุดใดที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางการหมุนย้อนกลับได้
  • 1 :  เฟืองตรง
  • 2 : เฟืองเฉียง
  • 3 : เฟืองดอกจอก
  • 4 : เฟืองหนอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 289 :
  • ชุดเฟืองชนิดใดที่ไม่สามารถใช้ส่งกำลังไปยังเหลาที่ตั้งฉากกับเพลาขับได้
  • 1 : เฟืองตรง
  • 2 : เฟืองเฉียง
  • 3 : เฟืองดอกจอก
  • 4 : เฟืองหนอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 290 :
  •  ในการคำนวณการออกแบบความแข็งแรงของฟันใน เฟืองตรงจากการใช้สมการของ ลูอิส(Lewis) มีการตั้งสมมติฐาน ให้ฟันเฟืองมีลักษณะเป็น
  • 1 : เสา
  • 2 : คานธรรมดา
  • 3 : คานยื่น
  • 4 : เพลา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 291 :
  • เฟืองคู่หนึ่งมีโมดูล 12 mm ประกอบด้วยเฟืองซึ่งมี 16 ฟัน ขับเฟืองซึ่งมีฟัน 40 ฟัน ฟันเฟือง เป็นระบบ 20 FD ระยะห่างระหว่างจุดศูนย์กลางของเฟืองคือ 
  • 1 : 336 mm
  • 2 : 672 mm
  • 3 : 640 mm
  • 4 : 192 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 292 :
  • เฟืองอันหนึ่งมี 45 ฟัน โมดุล 8 mm และมุมกด

        FD ขับโดย พิเนี่ยน ที่ทำให้มีอัตราทด 3 ขนาดของวงกลมฐานของเฟืองคือ

  • 1 : 360 mm
  • 2 : 135 mm
  • 3 : 380 mm
  • 4 : 140 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 293 :
  • ข้อความใดไม่ถูกต้อง
  • 1 :  การป้องกันไม่ให้เกิดการขัดกันของเฟือง (Interference) สามารถดำเนินการได้โดยการ ตัดเนื้อโลหะที่อยู่ต่ำกว่าวงกลมฐาน (Base Circle) ออกบ้าง (Undercut) แต่จะมีข้อเสีย คือทำให้อัตราทดลดลงและทำให้เฟืองบอบบางลง
  • 2 :  การป้องกันไม่ให้เกิดการขัดกันของเฟือง (Interference) สามารถดำเนินการได้โดยการ ตัดปลายฟันให้สั้น (Stub Teeth) ลง แต่จะทำให้อัตราส่วนการขบกันของฟันเฟือง (Contact Ratio) ลดลง
  • 3 :  การป้องกันไม่ให้เกิดการขัดกันของเฟือง (Interference) สามารถดำเนินการได้โดยการ ลดมุมกด (Pressure Angle) ของเฟืองซึ่งจะทำให้ขนาดของวงกลมฐานเพิ่มขึ้น แต่จะทำ ให้แรงปฏิกิริยาของเฟืองเพิ่มขึ้น
  • 4 :  เฟืองตรง (Involute Spur Gear) สามารถใช้ในการการถ่ายทอดกำลังระหว่างเพลาที่ ขนานกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 294 :
  • ข้อความใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : เฟืองเฉียง (Helical Gear) สามารถใช้ในการการถ่ายทอดกำลังระหว่างเพลาที่ขนานกัน เท่านั้น
  • 2 : เฟืองเฉียง (Helical Gear) สามารถใช้ในการการถ่ายทอดกำลังได้มากกว่าเฟืองตรง (Involute Spur Gear) และมีเสียงในการทำงานน้อยกว่า เหมาะสำหรับการใช้งานที่ ความเร็วสูง
  • 3 : เฟืองดอกจอกฟันตรง (Straight Bevel Gear) สามารถใช้ในการการถ่ายทอดกำลังได้ทั้ง เพลาที่ทำมุมต่อกัน และ/หรือไม่ขนานกัน
  • 4 : แรงที่กระทำบนเฟืองเฉียง (Helical Gear) สามารถแยกได้ออกเป็น 3 แรงย่อย ๆ คือ 1) แรงที่กระทำในแนวรัศมีของเฟือง 2) แรงที่กระทำในแนวสัมผัสกับวงกลมพิตช์ และ 3) แรงที่กระทำในแนวแกนหมุน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 295 :
  •  การถ่ายทอดกำลังโดยใช้เฟืองตรงคู่หนึ่งในระบบ 20 องศา FD ประกอบไปด้วยพิเนียม (Pinion) ขับกับเฟือง (Gear) ด้วยอัตราทด 5.2 : 1 เพื่อใช้ถ่ายทอดกำลัง 32.52 kW  ด้วยความเร็วรอบของพีเนียน 1125 rpm โดยเฟืองอันเล็กมีจำนวนฟันไม่น้อยกว่า 10 ฟัน และกำหนดให้เฟืองทั้งคู่ทำมาจาก เหล็กกล้าผสม SAE 2320 Case Hardened และ WQT

    ในการคำนวณออกแบบโดยใช้สมการของลูอิส (Lewis Equation) สมการของแรงดัด (Bending Force), Fb  และสมการของแรงพลวัต (Dynamic Load), Fมีดังต่อไปนี้

    จงหาขนาดที่เล็กที่สุดของเฟืองคู่นี้

  • 1 :  m = 4 mm
  • 2 : m = 53 mm
  • 3 : m = 6 mm
  • 4 : m = 8 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 296 :
  • การถ่ายทอดกำลังโดยใช้เฟืองตรงคู่หนึ่งในระบบ 20 องศา FD ประกอบไปด้วยพิเนียน (Pinion) ขับกับเฟือง (Gear)  ด้วยอัตราทด 1.5 : 1 เพื่อใช้ถ่ายทอดกำลัง 55 kW ด้วยความเร็วรอบของพิเนียน 1750 rpm โดยเฟืองอันเล็กมีจำนวนฟันไม่น้อยกว่า 18 ฟัน และกำหนดให้เฟืองทั้งคู่ทำมาจากเหล็กกล้าผสม SAE 3115 Case Hardened และ OQT

    ในการคำนวณออกแบบโดยใช้สมการของลูอิส (Lewis  Equation) สมการของแรงตัด (Bending  Force),Fb และสมการของแรงพลวัต (Dynamic  Load), Fd มีดังต่อไปนี้

    จงหาขนาดที่เล็กที่สุดของเฟืองคู่นี้

  • 1 :  m = 4 mm
  • 2 : m = 53 mm
  • 3 : m = 6 mm
  • 4 : m = 8 mm 
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 311 : 8 Journal and Rolling Bearings
ข้อที่ 297 :
  • สมการของพีทรอฟ (Petroff) มีสมมติฐานอย่างไร
  • 1 : เจอร์นัลไม่สัมผัสแบริ่ง
  • 2 : เจอร์นัลหมุนด้วยความเร็วสูง
  • 3 : เจอร์นัลหมุนอยู่ตรงกลางแบริ่ง
  • 4 : เจอร์นัลไม่มีความเสียดทานในแบริ่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 298 :
  • การพรีโหลด (preload) แบริ่ง มีวัตถุประสงค์สำคัญอย่างไร
  • 1 : เพิ่มความแม่นยำในการประกอบ
  • 2 : เพิ่มความสามารถรับแรงภายนอก
  • 3 : เพิ่มความแข็งเกร็ง (rigidity) ให้กับเพลา
  • 4 : รักษาตำแหน่งของชิ้นส่วน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 299 :
  • ความหนาน้อยที่สุดของฟิล์มน้ำมันในการใช้งานเจอร์นัลแบริ่งขึ้นอยู่กับอะไร
  • 1 : ขนาดและความยาวของเจอร์นัลและแบริ่ง
  • 2 : วัสดุของเจอร์นัลและแบริ่ง
  • 3 : ความหยาบของผิวหน้าเจอร์นัลและแบริ่ง
  • 4 : เคลียแร็นซ์ระหว่างเจอร์นัลและแบริ่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 300 :
  • การหล่อลื่นในเจอร์นัลแบริ่ง (journal bearing) ที่ทำงานตามปกติ เป็นการหล่อลื่นชนิดใด
  • 1 : การหล่อลื่นแบบไฮโดรไดนามิก  (hydrodynamic lubrication)
  • 2 : การหล่อลื่นแบบไฮโดรสแตติก  (hydrostatic lubrication)
  • 3 : การหล่อลื่นแบบอิลาสโตไฮโดรไดนมิก (elastohydrodynamic lubrication)
  • 4 : การหล่อลื่นแบบเบาวน์ดะรี่ (boundary lubrication)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 301 :
  • เมื่อแบริ่งต้องทำงานที่อุณหภูมิสูงเป็นพิเศษ การหล่อลื่นควรจะเป็นชนิดใด
  • 1 : Hydrodynamic lubrication
  • 2 : Hydrostatic lubrication
  • 3 : Boundary lubrication
  • 4 : Solid-film lubrication
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 302 :
  • พารามิเตอร์ที่สำคัญในการหล่อลื่นของ  Petroff’s equation คือ
  • 1 : ? n/P และ R/c
  • 2 : ? P/n และ R/c
  • 3 : n/P และ ? R/c
  • 4 : n/P และ ? c/R
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 303 :
  • ในการออกแบบ Sliding bearing ผู้ออกแบบสามารควบคุมตัวแปรอะไร
  • 1 : สัมประสิทธิ์ความเสียดทาน
  • 2 : อัตราการไหลของน้ำมันหล่อลื่น
  • 3 : ความหนาน้อยสุดของฟิลม์น้ำมันหล่อลื่น
  • 4 : ความหนืดสัมบูรณ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 304 :
  • ถ้าต้องการให้แบริ่งรับ radial loads หรือ thrust loads หรือทั้งสองอย่าง ท่านจะใช้แบริ่งชนิดใด
  • 1 : Ball bearing
  • 2 : Straight roller bearing
  • 3 : Needle bearing
  • 4 : Tapered roller bearing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 305 :
  • ข้อไหนเป็นชนิดของ Sliding bearing หรือ Plain bearing
  • 1 : Journal bearing กับ Sleeve bearing
  • 2 : Journal bearing กับ Thrust bearing
  • 3 : Journal bearing กับ Rolling- element bearing
  • 4 : Journal bearing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 306 :
  •  จงหา Power loss (f) กำหนดให้      และ Power loss = 2 .f.F.R.n

     

  • 1 : 106 W
  • 2 : 116 W
  • 3 : 206 W
  • 4 : 226 W
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 307 :
  • จงหา Bearing characteristic number (S) และ ความหนาของฟิลม์น้ำมันเครื่องที่บางสุด กำหนดให้ = 2.7 x 10-6 reyn, Bearing characteristic number ,    , ho/c = 0.47  

     

  • 1 :  0.41, 0.00047 in
  • 2 : 0.21, 0.0047 in
  • 3 :  24.6, 0.0047 in
  • 4 :  0.31, 0.00047 in
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 308 :
  • โรลลิ่งแบริ่งมีข้อดีเหนือกว่าเจอร์นัลแบริ่งอย่างไร
  • 1 : มีความเสียดทานขณะสตาร์ทน้อยกว่า
  • 2 : ใช้เนื้อที่ทางด้านรัศมีน้อย
  • 3 : อายุใช้งานยาวนานกว่า
  • 4 : ขณะทำงานมีเสียงดังน้อยกว่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 309 :
  • อายุใช้งานของโรลลิ่งแบริ่งแปรผันตามตัวประกอบใด
  • 1 : แรงในแนวรัศมี
  • 2 : แรงในแนวแกน
  • 3 : ความเร็วรอบของเพลา
  • 4 : ชนิดของแบริ่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 310 :
  • การกำหนดอายุประเมินของแบริ่ง คิดจากจำนวนแบริ่งร้อยละเท่าใดที่สามารถหมุนได้โดยไม่เกิดความเสียหายเนื่องจากความล้า
  • 1 : ร้อยละ 60
  • 2 : ร้อยละ 70
  • 3 : ร้อยละ 80
  • 4 : ร้อยละ 90
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 311 :
  • แรงสมมูล (equivalent force) ที่ใช้เลือกแบริ่ง มีเงื่อนไขในการกำหนดชนิดของแรงอย่างไร
  • 1 : แรงในแนวรัศมีที่กระทำต่อแบริ่ง
  • 2 : แรงในแนวรัศมีและแนวแกนที่กระทำต่อแบริ่ง
  • 3 : แรงที่กระทำโดยที่วงแหวนในหมุน
  • 4 : แรงที่กระทำโดยวงแหวนนอกหมุน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 312 :
  • แบริ่งชนิดไหนรับภาระด้านข้างได้ดีเลิศ
  • 1 : Single-row, deep-groove ball
  • 2 : Cylindrical roller
  • 3 : Tapered roller
  • 4 : Needle
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 313 :
  • แบริ่งชนิดไหนรับภาระในแนวรัศมีได้ดี
  • 1 : Single-row, deep-groove ball
  • 2 : Cylindrical roller

     

  • 3 : Tapered roller
  • 4 : Needle
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 314 :
  • แบริ่งชนิดไหนสามารถปรับศูนย์ได้ดีเลิศ
  • 1 : Single-row, deep-groove ball

     

  • 2 : Cylindrical roller
  • 3 : Tapered roller
  • 4 :  Spherical roller
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 315 :
  • ข้อความใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : โรลลิ่งแบริ่ง (Rolling Bearing) ในขณะทำงานจะมีเสียงดังกว่าเนื่องจากมีการสัมผัส ระหว่างผิวของลูกกลิ้งและแหวนบ้างในบางช่วงของการทำงาน และจะมีอายุการใช้ งานสั้นกว่าทั้งนี้เนื่องมาจากความเค้นที่เกิดขึ้นมีค่าสูง และเป็นประเภทการกระทำซ้ำ (Repeating Load) จึงทำให้เกิดการเสียหายเนื่องจากความล้า เมื่อเปรียบเทียบกับเจอร์ นัลแบริ่ง (Journal Bearing)
  • 2 : โรลลิ่งแบริ่ง (Rolling Bearing) โดยทั่วไปแล้วจะสามารถแบ่งออกเป็นสองพวกใหญ่ ๆ คือ บอลแบริ่งซึ่งมีลูกกลิ้งเป็นรูปทรงกลม (Ball Bearing) และโรลเล่อร์แบริ่ง (Roller Bearing) ซึ่งมีลูกกลิ้งเป็นรูปทรงกระบอกตรง (Straight Roller) หรือเป็นรูป ทรงกระบอกเรียว (Tapered Roller)
  • 3 : เจอร์นัลแบริ่ง (Journal Bearing) เป็นอุปกรณ์ของเครื่องจักรกลที่ใช้รองรับเพลา โดยทั่วไปแล้วเจอร์นัลแบริ่งจะใช้น้ำมันเป็นสารหล่อลื่น (Lubrication) เพื่อลดความ เสียดทาน ความสึกหรอ และความร้อนที่เกิดขึ้นในชิ้นส่วนที่มีการเสียดสีกัน
  • 4 : บอลแบริ่ง (Radial Ball Bearing) หรือตลับลูกปืนเป็นแบริ่งแบบที่นิยมใช้กันอยู่ โดยทั่วไป สามารถนำไปใช้สำหรับการรับภาระได้ทั้งในแนวรัศมี (Radial Load) และ ในแนวแกน (Axial or Thrust Load)

  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 316 :
  • แบริ่งชนิดใดที่เหมาะสมกับการใช้งานเพื่อใช้สำหรับการรองรับเพลาที่รับกำลังมาจากเฟือง เฉียง (Bevel Gear) ที่ติดอยู่กับเพลา ซึ่งจะเกิดภาระที่กระทำขึ้นทั้งในแนวรัศมี (Radial Load) และในแนวแกน (Axial or Thrust Load)
  • 1 : Radial Ball Bearings
  • 2 : Deep-Groove Ball Bearings และ Single-row Spherical Roller Bearing
  • 3 : Cylindrical หรือ Straight Roller Bearings
  • 4 : Needle Roller Bearings
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 317 :
  • การหล่อลื่นในเจอร์นอล แบริ่งมีหลักการของการหล่อลื่นดังนี้

     

  • 1 : การหล่อลื่นแบบไฮโดรไดนามิคส์
  • 2 : การหล่อลื่นแบบไฮโดรสแตติก
  • 3 : การหล่อลื่นแยยอิลาสโคไฮโดรไดนามิก
  • 4 : การหล่อลื่นแบบเบาวน์ดอรี่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 318 :
  • คุณสมบัติของวัสดุข้อใดที่ไม่ใช้เป็นข้อหลักในการพิจารณาขั้นต้นในการเลือกวัสดุมาทำแบริ่ง

  • 1 : คุณสมบัติในการรับแรง

     

  • 2 : คุณสมบัติในการทนการกัดกร่อน
  • 3 : คุณสมบัติการอ่อนตัวติดตั้งง่าย
  • 4 : คุณสมบัติในการนำไฟฟ้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 319 :
  • คุณสมบัติข้อใดที่เป็นข้อดีของโรลลิ่งแบริ่ง เทื่อเปรียบกับเจอร์นับแบริ่ง

  • 1 : ราคาถูกกว่า
  • 2 : อายุใช้งานยาวนานกว่า
  • 3 : มีทิศทางการรับแรงมากกว่า
  • 4 : เสียงเบากว่าขณะทำงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 320 :
  • ข้อเหวี่ยงของเครื่องอัดอากาศต้องรับภาระ 50 kg ถ้าเส้นผ่านศูนย์กลางของแบริ่งเป็น 20 mm และ อัตราส่วน L/D ใช้ค่า 1.7 ความดันของแบริ่งจะเป็นเท่าใด

  • 1 : 620 kPa

     

  • 2 : 721 kPa
  • 3 : 650 kPa
  • 4 : 751 kPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 321 :
  • ข้อเหวี่ยงของเครื่องอัดอากาศต้องรับภาระ 50 kg ถ้าเส้นผ่านศูนย์กลางของแบริ่งเป็น 20 mm และ อัตราส่วน L/D ใช้ค่า 1.7 ความยาวของแบริ่งจะเป็นเท่าใด

     

  • 1 : 34 mm
  • 2 : 35 mm

     

  • 3 : 36 mm
  • 4 : 37 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 322 :
  • สมการพีทรอป (Petroff) แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างสัมประสิทธิ์ความเสียดทานในเจอร์นอลแบริ่ง กับกลุ่มตัวแปรไร้มิติ ซึ่งประกอบด้วยความหนืด m ( Pa.s ) อัตราการหมุน n( rad / s ) และความดันแบริ่ง P ( N / mm2 )

  • 1 : mnP

  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 323 :
  • โคนคลัทช์มีมุมของโคน 12o มีรัศมีเฉลี่ย 8 นิ้ว สัมประสิทธิ์ความเสียดทาน 0.35 ถ้าใช้ส่งกำลัง 1000 Ib-in ต้องใช้แรงในการกดเท่าไร

  • 1 : 73.2 lb
  • 2 : 74.3 lb
  • 3 : 75.4 lb
  • 4 : 76.5 lb
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 324 :
  • โคนคลัชต์มีมุมของโคน 12o มีรัศมีเฉลี่ย 8 นิ้ว สัมประสิทธิ์ความเสียดทาน 0.35 ถ้าหมุนด้วยความเร็ว 1800 rpm จะส่งกำลังได้เท่าไร

  • 1 : 24.3 hp
  • 2 : 26.5 hp
  • 3 :

    28.6 hp

     

  • 4 : 30.2 hp
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 325 :
  • ข้อความใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : โรลลิ่งแบริ่ง (Rolling Bearing) ในขณะทำงานจะมีเสียงดังกว่าเนื่องจากมีการสัมผัส ระหว่างผิวของลูกกลิ้งและแหวนบ้างในบางช่วงของการทำงาน และจะมีอายุการใช้ งานสั้นกว่าทั้งนี้เนื่องมาจากความเค้นที่เกิดขึ้นมีค่าสูง และเป็นประเภทการกระทำซ้ำ (Repeating Load) จึงทำให้เกิดการเสียหายเนื่องจากความล้า เมื่อเปรียบเทียบกับเจอร์ นัลแบริ่ง (Journal Bearing)
  • 2 : โรลลิ่งแบริ่ง (Rolling Bearing) โดยทั่วไปแล้วจะสามารถแบ่งออกเป็นสองพวกใหญ่ ๆ คือ บอลแบริ่งซึ่งมีลูกกลิ้งเป็นรูปทรงกลม (Ball Bearing) และโรลเล่อร์แบริ่ง (Roller Bearing) ซึ่งมีลูกกลิ้งเป็นรูปทรงกระบอกตรง (Straight Roller) หรือเป็นรูป ทรงกระบอกเรียว (Tapered Roller)
  • 3 : เจอร์นัลแบริ่ง (Journal Bearing) เป็นอุปกรณ์ของเครื่องจักรกลที่ใช้รองรับเพลาหรือ เจอร์นัล (Journal) โดยทั่วไปแล้วเจอร์นัลแบริ่งจะใช้ลูกกลิ้ง (Rolling Element) สัมผัส ระหว่างระหว่างเจอร์นัล (Journal) และแบริ่ง (Bearing) เพื่อลดความเสียดทาน ความ สึกหรอ และความร้อนที่เกิดขึ้นในชิ้นส่วนที่มีการเสียดสีกัน
  • 4 : บอลแบริ่ง (Radial Ball Bearing) หรือตลับลูกปืนเป็นแบริ่งแบบที่นิยมใช้กันอยู่ โดยทั่วไป เหมาสมกับการนำไปใช้สำหรับการรับภาระในแนวรัศมี (Radial Load)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 326 :
  • แบริ่งชนิดใดที่เหมาะสมกับการใช้งานเพื่อใช้สำหรับการรองรับเพลาซึ่งเกิดภาระที่กระทำกับ เพลาในแนวรัศมี (Radial Load) เท่านั้น

     

  • 1 : Radial Ball Bearings

     

  • 2 : Deep-Groove Ball Bearings และ Single-row Spherical Roller Bearing

     

  • 3 : Cylindrical หรือ Straight Roller Bearings
  • 4 : Needle Roller Bearings
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 327 :
  • การถ่ายทอดกำลังด้วยสายพาน ปลายทั้งสองข้างของเพลารองรับด้วย Angular Ball Bearing (a = 25) No.218 (มี Bore = 90 mm และมี Rated Load Capacities, C = 29 kN สำหรับอายุการใช้งาน 90 x 106 รอบ ) เพลาหมุนด้วยอัตราเร็ว 1200 rpm แบริ่งทำงานภายใต้แรงกระตุกปานกลาง (ใช้ Ka = 1.7) และกำหนดให้ Reliability Factor, KF = 0.7 จงหาอายุการใช้งานของแบริ่งแต่ละอัน ถ้าแบริ่งแต่ละอันรับ Thrust Load เท่ากัน คือ 13 kN (ให้ตอบเป็นหน่วยชั่วโมง)

  • 1 :  L1 = 282.76 hr, L2 = 722.85 hr
  • 2 :  L1 = 299.89 hr, L2 = 726.86 hr
  • 3 : L1 = 322.89 hr, L2 = 846.57 hr
  • 4 : L1 = 400.57 hr, L2 = 827.43 hr
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 328 :
  • วิศวกรออกแบบ Angular Ball Bearing (a=25) No.204 (มี Bore = 20 mm และมี Rated Load Capacities, C = 3.05 kN สำหรับอายุการใช้งาน 90x106 รอบ ) เพลาหมุนด้วยอัตราเร็ว 1000 rpm แบริ่งทำงานภายใต้ภาระการทำงานค่อนข้างเรียบ (ใช้ Ka = 1) แลกำหนดให้ Reliability Factor, Kr = 1 จงหาอายุการใช้งานของแบริ่งแต่ละอัน ถ้าแบริ่งรับภาระ Radial Load = 2.0 kN และ Thrust Load = 1.0 kN (ให้ตอบเป็นหน่วยชั่วโมง)

  • 1 : L = 59765.42 hr
  • 2 : L = 5987.32 hr

     

  • 3 : L = 6000.32 hr

     

  • 4 : L = 6114.77 hr
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 329 :
  • วิศวกรออกแบบ Angular Ball Bearing (a=25) No.204 (มี Bore = 20 mm และมี Rated Load Capacities, C = 3.05 kN สำหรับอายุการใช้งาน 90x106 รอบ ) เพลาหมุนด้วยอัตราเร็ว 1000 rpm แบริ่งทำงานภายใต้ภาระการทำงานค่อนข้างเรียบ (ใช้ Ka = 1) แลกำหนดให้ Reliability Factor, Kr = 1 จงหาอายุการใช้งานของแบริ่งแต่ละอัน ถ้าแบริ่งรับภาระ Radial Load = 1.0 kN และ Thrust Load = 2.0 kN (ให้ตอบเป็นหน่วยชั่วโมง)
  • 1 : L = 2115.87 hr
  • 2 : L = 4817.99 hr
  • 3 : L = 5742.87 hr
  • 4 : L = 6512.82 hr
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 330 :
  • การถ่ายทอดกำลังด้วยสายพาน ปลายทั้งสองข้างของเพลารองรับด้วย Angular Ball Bearing (a = 25) No.218 (มี Bore = 90 mm และมี Rated Load Capacities, C = 29 kN สำหรับอายุการใช้งาน 90 x 106 รอบ ) เพลาหมุนด้วยอัตราเร็ว 1200 rpm แบริ่งทำงานภายใต้แรงกระตุกปานกลาง (ใช้ Ka = 1.7) และกำหนดให้ Reliability Factor, Kf = 0.7 จงหาอายุการใช้งานของแบริ่งแต่ละอัน ถ้าแบริ่งแต่ละอันรับ Thrust Load เท่ากัน คือ 10 kN (ให้ตอบเป็นหน่วยชั่วโมง)

  • 1 :  L1 = 782.56 hr, L2 = 22.85 hr
  • 2 :  L1 = 688.76 hr, L2 = 68.43 hr
  • 3 :  L1 = 422.89 hr, L2 = 46.57 hr
  • 4 :  L1 = 400.57 hr, L2 = 27.43 hr
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 312 : 9 Brakes, Clutches, Coupling, Springs
ข้อที่ 331 :
  • การออกแบบการส่งกำลังของคลัตช์แผ่น (disc clutches) มักใช้สมมติฐานอะไร
  • 1 : แรงกดสม่ำเสมอ
  • 2 : การสึกหรอสม่ำเสมอ
  • 3 : ความดันสม่ำเสมอ
  • 4 : ส่งแรงสม่ำเสมอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 332 :
  • จุดอ่อนของคลัตช์แผ่น (disc clutches) คืออะไร
  • 1 : เกิดการสลิประหว่างผิวหนาแผ่นคลัตช์
  • 2 : รับแรงกระแทกระหว่างผิวหน้าแผ่นคลัตช์
  • 3 : ใช้ความเสียดทานระหว่างผิวหน้าแผ่นคลัตช์
  • 4 : เกิดความร้อนระหว่างผิวหน้าแผ่นคลัตช์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 333 :
  • คำตอบข้อใดที่ไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการต่อเพลาเข้าด้วยกันโดยใช้คัปปลิง
  • 1 : ใช้ต่อเพลาของอุปกรณ์ที่ผลิตแยกกัน
  • 2 : ส่งกำลังโดยใช้ความเสียดทานระหว่างผิวสัมผัส
  • 3 : ช่วยป้องกันการโอเวอร์โหลด
  • 4 : ช่วยลดการสั่นสะเทือน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 334 :
  • ข้อคิดสำคัญในการเลือกเบรกคืออะไร
  • 1 : ความสามารถในการรับทอร์ค
  • 2 : ความสามารถในการดูดซึมพลังงานจลน์
  • 3 : ความสามารถในการรับและระบายความร้อน
  • 4 : ความสามารถในการเบรก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 335 :
  • กลอุปกรณ์ (Devices) ชนิดใดที่ทำหน้าที่ตัด-ต่อการส่งกำลังของเพลาสองเพลา 
  • 1 : Brakes
  • 2 : Clutches
  • 3 : Couplings
  • 4 : Keys และ Pins
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 336 :
  • Clutches ชนิดไหนที่นำไปใช้สำหรับกลไกความเร็วต่ำ
  • 1 : Fluid clutches
  • 2 : Electric clutches
  • 3 : Jaw clutches
  • 4 : Plate clutches
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 337 :
  • คลัปปลิงแบบหน้าแปลน (Flanged coupling) มีวงกลมโบลท์ (Bolt circle) ขนาด เส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ 4 นิ้ว ออกแบบให้ใช้ Bolts ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1/4 นิ้ว ถ้า Bolt รับแรงบิดเท่ากับ 5000 ปอนด์-นิ้ว และความเค้นเฉือนอนุญาต (Allowable shear stress) เท่ากับ 10,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว จงคำนวณหาว่าคลัปปลิงนี้ต้องใช้ Bolts (N) กี่ตัว? กำหนดให้ T = FrN
  • 1 : 4 ตัว
  • 2 : 5 ตัว
  • 3 : 6 ตัว
  • 4 : 7 ตัว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 338 :
  • ข้อไหนคือความมุ่งหมายที่สำคัญในการนำสปริงไปใช้งาน
  • 1 : ควบคุมการเคลื่อนที่ในเครื่องจักร
  • 2 : วัดแรงบิด
  • 3 : เก็บกำลัง
  • 4 : ประกอบกับชิ้นส่วนเครื่องจักรกล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 339 :
  • รัศมีความเสียดทาน (friction radius) หมายถึงรัศมีในข้อใด
  • 1 : รัศมีเฉลี่ยของวัสดุความเสียดทาน
  • 2 : รัศมีเฉลี่ยของแผ่นคลัตช์
  • 3 : รัศมีที่แรงเสียดทานกระทำ
  • 4 : รัศมีที่ใช้หาแรงเสียดทาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 340 :
  • เมื่อต้องการให้คลัตช์แผ่นส่งกำลังได้มากขึ้น ในทางปฏิบัติสามารถทำได้อย่างไร
  • 1 : เพิ่มจำนวนชุดของคลัตช์
  • 2 : เพิ่มขนาดแผ่นคลัตช์
  • 3 : เพิ่มพื้นที่แผ่นคลัตช์
  • 4 : เพิ่มจำนวนแผ่นคลัตช์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 341 :
  • คลัทช์ลิ่ม (cone clutch) ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกเท่ากับคลัทช์แผ่น มีข้อได้เปรียบคลัทช์แผ่นอย่างไร
  • 1 : มีมุมลิ่มช่วยในการส่งกำลัง
  • 2 : มีพื้นที่สัมผัสมากกว่า
  • 3 : มีคุณสมบัติของลิ่ม
  • 4 : ส่งกำลังได้มากกว่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 342 :
  • ชิ้นส่วนใดที่สามารถส่งถ่าย input torque ได้ 100 %
  • 1 : Toothed Belts หรือ Timing Belts
  • 2 : Roller Chains
  • 3 : Inverted –Tooth Chains
  • 4 : Fluid Coupling
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 343 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
  • 1 : เบรกทำหน้าที่คล้ายกับคลัทช์
  • 2 : หน้าที่พื้นฐานของเบรกคือดูดซับพลังงาน
  • 3 : เปลี่ยนพลังงานจลน์และพลังงานศักย์เป็นความร้อนเนื่องจากความเสียดทาน
  • 4 : คลัทช์มีทั้งแบบเปียกและแบบแห้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 344 :
  • พารามิเตอร์ข้อใดที่ไม่มีอิทธิพลต่อการกำหนดความสามารถของคลัทช์และเบรก
  • 1 : ความเฉื่อยของชิ้นส่วนหมุนหรือเคลื่อนที่
  • 2 : อายุและความเชื่อถือได้ของระบบ
  • 3 : สภาพแวดล้อมของระบบ
  • 4 : ไม่มีคำตอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 345 :
  • สปริงขดแบบรับแรงกด (Helical Coil Spring) ดังแสดงในรูปทำจากวัสดุ Hard Drawn Wire (ASTM A229) (E = 200 kN/mm2 และ G = 80 kN/mm2) ถ้ากำหนดให้สปริงมีปลายเป็นแบบปลายธรรมดา (Plain Ends) จงหาความแข็งตึงของสปริง (Spring Stiffness, k)

  • 1 : 0.125 N/mm
  • 2 : 0.855 N/mm
  • 3 : 0.974 N/mm
  • 4 : 1.21 N/mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 346 :
  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 347 :
  • สปริงขดทำด้วย ลวดมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยของขด 4 นิ้ว รับแรงกด 2000 lb ถ้าค่า Wahl factor เป็น 1.4 ความเค้นเฉือนสูงสุดในสปริงคือ
  • 1 : 28,500 lb/in2
  • 2 : 25,800 lb/in2
  • 3 : 26,500 lb/in2
  • 4 : 23,500 lb/in2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 348 :
  • สปริงขดแบบรับแรงกดต้องยุบตัว 5 นิ้ว เมื่อรับแรงกด 50 Ib ถ้าคุณสมบัติของวัสดุ G = 12 x 106 Ib/in2 , tmax = 80,000 Ib/in2 , ดัชนีสปริง C = 8 , Wahl factor = 1.18 เส้นผ่าศูนย์กลางของลวดคือ
  • 1 : 0.1226 in
  • 2 : 0.1566 in
  • 3 : 0.1488 in
  • 4 : 0.1376 in
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 349 :
  • สปริงขดรับแรงดึงต้องยืด 100 mm เมื่อรับแรง 50 kg คุณสมบัติของวัสดุ G = 83 GPa ,tmax = 500 MPa ดัชนีสปริง C = 8 , Wahl factor = 1.18 ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของลวดคือ
  • 1 : 3.28 mm
  • 2 : 4.86 mm
  • 3 : 5.12 mm
  • 4 : 5.85 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 350 :
  • สปริงขดรับแรงดึงต้องยืด 100 mm เมื่อรับแรง 50 kg ทำจากวัสดุที่มีคุณสมบัติของวัสดุ G=83 GPa,tmax = 500 MPa ดัชนีสปริง C = 8 , Wahl factor = 1.18 ถ้าใช้ลวดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5.0 mm จำนวนขดสปริงคือ

     

  • 1 : 20.7 ขด
  • 2 : 21.1 ขด
  • 3 : 19.8 ขด
  • 4 : 21.5 ขด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 351 :
  • สปริงขดแบบรับแรงกด (Helical Coil Spring) ดังแสดงในรูปทำจากวัสดุ Hard Drawn Wire (ASTM A227) (E = 200 kN/mm2 และ G = 80 kN/mm2) กำหนดให้สปริงมีปลายเป็นแบบปลายธรรมดา (Plain Ends) ถ้ามีแรงกดในแนวแกนเท่ากับ 200 N กระทำกับสปริงขดแบบรับแรงกดตัวนี้ จงหาระยะยุบตัวของสปริง

     

  • 1 : 99 mm
  • 2 : 120 mm
  • 3 : 171 mm
  • 4 : 178 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 352 :
  • เบรกก้ามปูแบบสั้น (Short-shoe Drum Brake) ดังแสดงในรูป มีดรัม (Drum) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ 300 mm ที่ปลายคันเบรกแต่ละข้างมีแรงกระทำโดยแรง F = 6 kN ถ้ากำหนดให้สัมประสิทธิของความเสียดทานเบรกและดรัม, m = 0.3
  • 1 : ข้างซ้ายเกิด Self-energizi
  • 2 : ข้างซ้ายและข้างขวาเกิด Self-energizing
  • 3 : ข้างขวาเกิด Self-energizing
  • 4 : ข้างซ้ายและข้างขวาไม่เกิด Self-energizing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 353 :
  • เบรกก้ามปูแบบสั้น (Short-shoe Drum Brake) ดังแสดงในรูป มีดรัม (Drum) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ 300 mm ที่ปลายคันเบรกมีแรง F กระทำโดยแรง F = 6 kN ถ้ากำหนดให้สัมประสิทธิ์ของความเสียดทานเบรกและดรัม, m = 0.3

    จงตรวจสอบว่าเบรกจะเกิด Self- energizing

  • 1 : เกิด Self-energizing ในทิศทางที่ดรัมหมุนอยู่ในรูป
  • 2 : ไม่เกิด Self-energizing ในทิศทางที่ดรัมหมุนอยู่ในรูป
  • 3 : เกิด Self-energizing ในทิศทางที่ดรัมหมุนอยู่ในรูป และทิศทางตรงข้าม
  • 4 : ไม่เกิด Self-energizing ในทิศทางที่ดรัมหมุนอยู่ในรูป และทิศทางตรงข้าม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 354 :
  • เบรกแผ่นคาด (Differential Band Brake) มีแรง P กระทำบนคันเบรคดังแสดงในรูป จงพิจารณาว่าระบบเบรกนี้จะเริ่มเกิด Self Locking เมื่อใด

     

  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 355 :
  • เบรกก้ามปูแบบสั้น (Short-shoe Drum Brake) ดังแสดงในรูป มีดรัม (Drum) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ 300 mm ที่ปลายคันเบรกแต่ละข้างมีแรงกระทำโดยแรง F = 6 kN ถ้ากำหนดให้สัมประสิทธิ์ของความเสียดทานของเบรกและดรัม, m = 0.3

  • 1 : ข้างซ้ายเกิด Self-energizing ในทิศทางที่ดรัมหมุนอยู่ในรูป
  • 2 : ข้างซ้ายและข้างขวาเกิด Self-energizing ในทิศทางที่ดรัมหมุนอยู่ในรูป
  • 3 : ข้างขวาเกิด Self-energizing ในทิศทางที่ดรัมหมุนอยู่ในรูป
  • 4 : ข้างซ้ายและข้างขวาไม่เกิด Self-energizing ในทิศทางที่ดรัมหมุนอยู่ในรูป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 356 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสปริง
  • 1 : เป็นวัสดุที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า
  • 2 : ทำมาจากโลหะ และอโลหะ
  • 3 : ใช้เป็นแหล่งพลังงานให้กับกลไกในเครื่องจักร
  • 4 : ใช้ส่งถ่ายกำลังจากชิ้นส่วนหนึ่งไปยังอีกชิ้นส่วนหนึ่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 313 : A Belts, Chains
ข้อที่ 357 :
  • คลัทช์รถยนต์มีพื้นที่สัมผัสสองหน้า (คลัทช์แห้ง) ต้องการส่งกำลังไม่เกิน 30 kW ที่ความเร็วรอบ 200 rpm. กำหนดให้ ro / ri = 3 , f = 0.3 และความดันสูงสุดที่สปริงแผ่นคลัทช์ กดแผ่นคลัทช์ไม่เกิน 0.3 MPa จงคำนวณหาขนาดของแผ่นคลัทช์ โดยใช้สมการทฤษฎีการสึกหรอสม่ำเสมอ

    กำหนดให้  

       และ   T = pfr1 (r02 – r12) P max

     

  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 358 :
  • ผิวโค้งบนหน้าล้อสายพานทำไว้เพื่ออะไร
  • 1 : เพิ่มความเสียดทานระหว่างสายพานกับล้อสายพาน
  • 2 : เพิ่มแรงดึงในสายพาน
  • 3 : ลดความสึกหรอของสายพาน
  • 4 : ควบคุมการเคลื่อนที่ของสายพาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 359 :
  • ล้อสายพานที่สามารถใช้งานที่ความเร็วขอบสูงสุดควรทำด้วยวัสดุชนิดใด
  • 1 : ไฟเบอร์
  • 2 : ไม้
  • 3 : เหล็กหล่อ
  • 4 : เหล็กกล้าขึ้นรูป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 360 :
  • การสลิป (slip) ของสายพานคืออะไร
  • 1 : การเปลี่ยนแปลงแรงดึงในสายพาน
  • 2 : การเปลี่ยนแปลงความยาวบนล้อสายพาน
  • 3 : การเปลี่ยนแปลงความเร็วบนล้อสายพาน
  • 4 : การเปลี่ยนแปลงความเร็วในสายพาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 361 :
  • การขับด้วยโซ่มีข้อเสียอย่างไร
  • 1 : ความเร็วไม่สม่ำเสมอ
  • 2 : ติดตั้งยากกว่าสายพาน
  • 3 : เฟืองโซ่ต้องมีขนาดใหญ่กว่าล้อสายพานที่มีอัตราทดเท่ากัน
  • 4 : ไม่มีความอ่อนตัวในการส่งกำลัง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 362 :
  • เฟืองโซ่ (Sprocket) ควรมีจำนวนฟัน (teeth) น้อยสุดกี่ฟัน
  • 1 : 15 ฟัน
  • 2 : 16 ฟัน
  • 3 : 17 ฟัน
  • 4 : 18 ฟัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 363 :
  • ข้อไหนเป็นข้อดีของสายพาน (Belts) ที่มีเหนือเฟือง (Gears) และโซ่ (Chains)
  • 1 : มีอัตราส่วนความเร็ว (Speed ratio) ที่แน่นอน
  • 2 : สามารถทำงานที่ความเร็วสูง
  • 3 : สามารถส่งถ่ายกำลังได้มากกว่า
  • 4 : มีความคล่องตัวในการต่อกับเพลา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 364 :
  • ระบบขับสายพานแบบ Open-belt drive ประกอบด้วยพุลเล่ย์ขนาดเส้นผ่านนศูนย์กลาง 4 นิ้วและ 8 นิ้ว ตามลำดับ โดยพุลเล่ย์ตัวเล็กเป็นตัวขับและหมุนด้วยความเร็ว 500 รอบต่อนาที จงคำนวณ หาความเร็วรอบของพุลเล่ย์ตัวใหญ่ กำหนดให้มีการสูญเสียความเร็วระหว่างการส่งเท่ากับ 3 %
  • 1 : 243 รอบต่อนาที
  • 2 : 250 รอบต่อนาที
  • 3 : 970 รอบต่อนาที
  • 4 : 1000 รอบต่อนาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 365 :
  • การออกแบบการขับด้วยโซ่ (Chain drives) ข้อไหนไม่ถูกต้อง
  • 1 : เฟืองโซ่ตัวใหญ่ (Larger sprocket) ปรกติควรมีจำนวนฟันไม่เกิน 120 ฟัน
  • 2 : มุมโอบของโซ่บนเฟืองโซ่ตัวเล็ก (Smaller sprocket) ไม่ควรเล็กกว่า 120 องศา
  • 3 : อัตราส่วนความเร็วสูงสุดในการออกแบบการขับด้วยโซ่เท่ากับ 7.0
  • 4 : ระยะห่างศูนย์กลาง (Center distance) ระหว่างแกนเฟืองโซ่ (Sprocket axes) ไม่ควรน้อยกว่า 30- 50 พิตซ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 366 :
  • การครีพ (creep) ของสายพานคืออะไร
  • 1 : การเปลี่ยนแปลงแรงดึงในสายพาน
  • 2 : การเปลี่ยนแปลงความยาวบนล้อสายพาน
  • 3 : การเปลี่ยนแปลงความเร็วบนล้อสายพาน
  • 4 : การเปลี่ยนแปลงความเร็วในสายพาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 367 :
  • การขับด้วยโซ่มีข้อดีเหนือการขับด้วยสายพานอย่างไร
  • 1 : การบำรุงรักษาง่าย
  • 2 : มีขนาดกะทัดรัดกว่าสายพาน
  • 3 : มีความเร็วขอบสูง
  • 4 : มีความอ่อนตัวในการส่งกำลัง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 368 :
  • การขับด้วยโซ่เพื่อให้ทำงานได้อย่างราบรื่นและมีอายุใช้งานสูงสุด มีวิธีการกำหนดจำนวนฟันบนเฟืองโซ่และจำนวนพิตช์ของโซ่อย่างไร
  • 1 : จำนวนฟันบนเฟืองโซ่เป็นเลขคู่ จำนวนพิตช์ของโซ่เป็นเลขคู่
  • 2 : จำนวนฟันบนเฟืองโซ่เป็นเลขคี่ จำนวนพิตช์ของโซ่เป็นเลขคี่
  • 3 : จำนวนฟันบนเฟืองโซ่เป็นเลขคู่ จำนวนพิตช์ของโซ่เป็นเลขคี่
  • 4 : จำนวนฟันบนเฟืองโซ่เป็นเลขคี่ จำนวนพิตช์ของโซ่เป็นเลขคู่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 369 :
  • ชิ้นส่วนยืดหยุ่น (Flexible elements) ชนิดใดที่ใช้ส่งกำลังระหว่างเพลา
  • 1 : เฟือง
  • 2 : โซ่
  • 3 : ลูกเบี้ยวกับตัวตาม
  • 4 : พุลเล่ย์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 370 :
  • การสลิประหว่างสายพานกับพุลเล่ย์ทำให้เกิด
  • 1 : การสั่นสะเทือนในการส่งกำลังลดลง
  • 2 : อัตราส่วนความเร็วไม่แน่นอน
  • 3 : การสะท้านในการส่งกำลังลดลง
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 371 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
  • 1 : สายพานรูปตัว V ทำงานด้วยแรงดึงสายพานน้อยกว่า
  • 2 : สายพานรูปตัว V ทำงานได้ราบเรียบและเงียบกว่า
  • 3 : สายพานรูปตัว V สามารถดูดซับ shock load ได้น้อยกว่า
  • 4 : สายพานรูปตัว V ทำงานในที่กะทัดรัดกว่าเพราะว่าระยะห่างระหว่างศูนย์กลางพุลเล่ย์สั้นกว่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 372 :
  • ข้อใดไม่มีผลต่อการเลือกสายพานรูปตัว V
  • 1 : แรงดึงเริ่มต้นบนสายพาน
  • 2 : กำลังขับของมอเตอร์หรือเครื่องต้นกำลัง
  • 3 : ความยาวสายพาน
  • 4 : วัสดุที่ใช้ทำสายพาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 373 :
  • ความสามารถในการส่งกำลังด้วยโซ่ไม่ขึ้นอยู่กับข้อใด
  • 1 : แผ่นประกบ (Link plates) ด้านข้างของโซ่
  • 2 : ลูกกลิ้งโซ่ (rollers) กับฟันเฟืองโซ่
  • 3 : สลักโซ่ (Pin) กับบูช
  • 4 : ลูกกลิ้งโซ่กับบูช
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 374 :
  • ข้อใดกล่าวถูกต้อง
  • 1 : การส่งกำลังด้วยเฟืองโซ่คู่หนึ่ง ด้านตึง (Tight side) และด้านหย่อน (Slack side) จะมีแรงบน เฟืองโซ่เท่ากัน
  • 2 : การส่งกำลังด้วยเฟืองโซ่คู่หนึ่ง ด้านตึง (Tight side) มีแรงบนเฟืองโซ่มากกว่าด้านหย่อน (Slack side) ซึ่งด้านนี้จะมีแรงมากกว่าศูนย์
  • 3 : การขับด้วยสายพานรูปตัว V บนพุลเลย์คู่หนึ่งทั้งด้านตึงและด้านหย่อนจะอยู่ภายใต้แรงดึง แต่แรงดึงด้านตึงจะมากกว่าด้านหย่อน
  • 4 : การขับด้วยสายพานรูปตัว V บนพุลเลย์คู่หนึ่งทั้งด้านตึงและด้านหย่อนจะอยู่ภายใต้แรงดึง เท่ากัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 375 :
  • ในการถ่ายทอดกำลังโดยใช้สายพานวีผู้ออกแบบต้องใช้พูเล่ย์ ขนาด 100 mm และ 200 mm เพื่อต้องการให้ได้อัตราทดเท่ากับ 2 :1 พอดี กำลังสูงสุดที่ต้องการถ่ายทอดเท่ากับ 8.3 kW (N3 = 1.2) ถ้าพูเล่ย์ตัวใหญ่หมุนด้วยอัตราเร็ว 800 rpm จงหาว่าจะใช้สายพานวีหน้าตัดแบบใดจึงจะเหมาะสม
  • 1 : หน้าตัดแบบ Y
  • 2 : หน้าตัดแบบ Z
  • 3 : หน้าตัดแบบ A
  • 4 : หน้าตัดแบบ B
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 376 :
  • โซ่โรลเล่อร์ (Roller Chain) ISO/R 606 06B-1 (มีระยะพิทช์ของโซ่ , p = 9.525 mm และแรงแตกหักน้อยที่สุดของโซ่, Fb = 8.93 kN)ใช้ในการถ่ายทอดกำลังเท่ากับ 2.2 kW ด้วยอัตราเร็วรอบของเฟืองโซ่เท่ากับ 1200 rpm ถ้าอัตราทดเท่ากับ 1 และ จำนวนฟันของเฟืองโซ่ (Sprocket) เท่ากับ
  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 377 :
  • ข้อความใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : สายพานสามารถใช้ในการถ่ายทอดกำลังระหว่างเพลาหนึ่งไปยังอีกเพลาหนึ่ง มีราคา ถูกและใช้ง่าย สามารถรับแรงกระตุกและการสั่นสะเทือนได้ดี แต่มีข้อเสียคืออัตราทด ไม่แน่นอนเนื่องมาจากการลื่นไถลของสายพาน (Slip) และการยืดตัวของสายพาน (Creep)
  • 2 : เนื่องจากคุณสมบัติในการอ่อนตัวของสายพาน (Flexibility) สายพานสามารถ ประกอบการขับของสายพานเป็นแบบ Open Drive สำหรับเพลาที่ขนานกันเพื่อทำให้ เพลาขับและเพลาตามหมุนในทิศทางเหมือนกัน และเป็นแบบ Cross Drive สำหรับ เพลาที่ขนานกันเพื่อทำให้เพลาขับและเพลาตามหมุนในทิศทางตรงข้ามกัน
  • 3 : สายพานแบน (Flat Belt) สามารถส่งกำลังได้ดีกว่าสายพานวี (V-Belt)
  • 4 : ไม่สามารถใช้โซ่ส่งกำลังประกอบติดตั้งแบบ Cross Drive ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 378 :
  • ในการถ่ายทอดกำลังโดยใช้สายพานวี ใช้มอเตอร์กระแสสลับขนาด 4 kW มีอัตราเร็วรอบ 1450 rpm ถ่ายทอดกำลังผ่านพูเล่ย์ และสายพานไปขับเครื่องอัดอากาศที่อัตราเร็วรอบ 815 rpm (ให้ใช้ Ns = 1.3) จงหาว่าจะใช้สายพานวีหน้าตัดแบบใดจึงจะเหมาะสม
  • 1 : หน้าตัดแบบ Y
  • 2 : หน้าตัดแบบ Z
  • 3 : หน้าตัดแบบ A
  • 4 : หน้าตัดแบบ B
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 379 :
  • ระบบส่งกำลังด้วยสายพานมี pulley 2 ตัว ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้ว และ 8 นิ้ว มีระยะระหว่าง ศูนย์กลาง 24 นิ้ว pulley ตัวเล็กหมุนด้วยความเร็ว 500 rpm ถ้ามีการสลิป 3 % ความเร็วของpulley ตัวใหญ่คือ
  • 1 : 243 rpm
  • 2 : 245 rpm
  • 3 : 247 rpm
  • 4 : 249 rpm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 380 :
  • ระบบส่งกำลังด้วยสายพานมี pulley 2 ตัวที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้ว และ 8 นิ้ว มีระยะระหว่าง ศูนย์กลาง 24 นิ้ว pulley ตัวเล็กหมุนด้วยความเร็ว 500 rpm ความยาวของสายพานเล็กจะเป็น
  • 1 : 61.01 นิ้ว
  • 2 : 63.53 นิ้ว
  • 3 : 65.04 นิ้ว
  • 4 : 67.02 นิ้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 381 :
  • ระบบส่งกำลังด้วยสายพานมี pulley 2 ตัวที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้ว และ 8 นิ้ว มีระยะระหว่าง ศูนย์กลาง 24 นิ้ว pulley ตัวเล็กหมุนด้วยความเร็ว 500 rpm มุมของการสัมผัสของ pulley เล็กจะ เป็น
  • 1 : 170.4
  • 2 : 160.2
  • 3 :   150.3
  • 4 : 140.4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 382 :
  • ระบบส่งกำลังด้วยสายพานมี pulley ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 200 mm และ 100 mm มีระยะห่าง ระหว่างศูนย์กลาง 600 mm มุมสัมผัสของ pulley ใหญ่คือ
  • 1 : 170
  • 2 : 180
  • 3 : 190
  • 4 : 200
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 383 :
  • ระบบส่งกำลังด้วยสายพานมี pulley ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 200 mm และ 100 mm มีระยะห่าง ระหว่างศูนย์กลาง 600 mm มุมสัมผัสของ pulley เล็กคือ
  • 1 : 170
  • 2 : 180
  • 3 : 190
  • 4 : 200
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 384 :
  • ระบบส่งกำลังด้วยสายพานมี pulley ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 200 mm และ 100 mm มีระยะห่าง ระหว่างศูนย์กลาง 600 mm ความยาวของสายพานจะเป็น
  • 1 : 1.40 m
  • 2 : 1.52 m
  • 3 : 1.68 m
  • 4 : 1.74 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 385 :
  • ความเค้นที่เกิดขึ้นในสายพานส่งกำลังมีดังนี้
  • 1 : ความเค้นดึง และ ความเค้นดัด
  • 2 : ความเค้นเฉือน และ ความเค้นดึง
  • 3 : ความเค้นดัด และความเค้นเฉือน
  • 4 : ความเค้นดึงอย่างเดียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 386 :
  • ข้อเสียของการใช้สายพานส่งกำลังคือ
  • 1 : อัตราทดไม่แน่นอน
  • 2 : ราคาแพง
  • 3 : ใช้งานมีเสียงดัง
  • 4 : รับการสั่นสะเทือนไม่ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 387 :
  • ข้อความใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : สายพานสามารถใช้ในการถ่ายทอดกำลังระหว่างเพลาหนึ่งไปยังอีกเพลาหนึ่ง มีราคา ถูกและใช้ง่าย สามารถรับแรงกระตุกและการสั่นสะเทือนได้ดี แต่มีข้อเสียคืออัตราทด ไม่แน่นอนเนื่องมาจากการลื่นไถลของสายพาน (Slip) และการยืดตัวของสายพาน (Creep)
  • 2 : เนื่องจากคุณสมบัติในการอ่อนตัวของสายพาน (Flexibility) สายพานสามารถ ประกอบการขับของสายพานเป็นแบบ Open Drive สำหรับเพลาที่ขนานกันเพื่อทำให้ เพลาขับและเพลาตามหมุนในทิศทางเหมือนกัน และเป็นแบบ Cross Drive สำหรับ เพลาที่ขนานกันเพื่อทำให้เพลาขับและเพลาตามหมุนในทิศทางตรงข้ามกัน
  • 3 : สายพานวี (V-Belt) สามารถส่งกำลังได้ดีกว่าสายพานแบน (Flat Belt)
  • 4 : สามารถใช้โซ่ส่งกำลังประกอบติดตั้งแบบ Cross Drive ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 388 :
  • ในการถ่ายทอดกำลังโดยใช้สายพานวี ใช้มอเตอร์กระแสสลับขนาด 5 kW มีอัตราเร็วรอบ 1250 rpm ถ่ายทอดกำลังผ่านพูเล่ย์และสายพานไปขับเครื่องดูดควันซึงมีความเร็วรอบ 480 rpm (ให้ใช้ Ns = 1.3) จงหาว่าจะใช้สายพานวีหน้าตัดแบบใดจึงจะเหมาะสม
  • 1 : หน้าตัดแบบ Y
  • 2 :  หน้าตัดแบบ Z
  • 3 :  หน้าตัดแบบ A
  • 4 : หน้าตัดแบบ B
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 389 :
  • ในการถ่ายทอดกำลังโดยใช้สายพานวี ผู้ออกแบบต้องใช้พูเล่ย์ ขนาด 100 mm และ 200 mm เพื่อต้องการให้ได้อัตราทดเท่ากับ 2 :1 พอดี กำลังสูงสุดที่ต้องการถ่ายทอดเท่ากับ 8.3 kW (Ns = 1.2) ถ้าพูเล่ย์ตัวใหญ่หมุนด้วยอัตราเร็ว 800 rpm จงหาว่าจะใช้สายพานวีหน้าตัดแบบใดจึงจะเหมาะสม

  • 1 : หน้าตัดแบบ Y
  • 2 : หน้าตัดแบบ Z
  • 3 :  หน้าตัดแบบ A
  • 4 : หน้าตัดแบบ B
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 390 :
  • ในการถ่ายทอดกำลังโดยใช้สายพานวี ผู้ออกแบบต้องใช้พูเล่ย์ ขนาด 100 mm และ 300 mm เพื่อต้องการให้ได้อัตราทดเท่ากับ 3 :1 พอดี กำลังสูงสุดที่ต้องการถ่ายทอดเท่ากับ 10 kW (Ns = 1.3) ถ้าพูเล่ย์ตัวใหญ่หมุนด้วยอัตราเร็ว 650 rpm จงหาว่าจะใช้สายพานวีหน้าตัดแบบใดจึงจะเหมาะสม
  • 1 : หน้าตัดแบบ Y
  • 2 :  หน้าตัดแบบ Z
  • 3 : หน้าตัดแบบ A
  • 4 : หน้าตัดแบบ B
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 391 :
  • โซ่โรลเล่อร์ (Roller Chain) ISO/R 606 08B-1 (มีระยะพิตย์ของโซ่, p = 12.70 mm และแรงแตกหักน้อยที่สุดของโซ่ , Fb = 17.85 kN) ใช้ในการถ่ายทอดกำลังเท่ากับ 5.5 kW ด้วยอัตราเร็วรอบของพิเนียนเท่ากับ 1450 rpm ถ้าอัตราทดเท่ากับ 2.5 และจำนวนฟันของพิเนียนเท่ากับ 23 ฟัน จงหาแรงดึงในโซ่, Ft (โดยถือว่าแรงหนีศูนย์กลางของโซ่มีค่าน้อยมากเมื่อเปรียบเที่ยบกับแรงดึงในแนวสัมผัส) และค่าความปลอดภัยของโซ่

  • 1 : Ft = 0.451 kN และ N = 19.33
  • 2 :

    Ft = 0.471 kN และ N = 20.33

  • 3 :

    Ft = 0.780 kN และ N = 22.88

  • 4 :

    Ft = 0.795 kN และ N = 19.33

  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
สภาวิศวกร