สภาวิศวกร

สาขา : เครื่องกล

วิชา : Dynamics of Vehicles

เนื้อหาวิชา : 283 : General, Acceleration and Braking Performance,
ข้อที่ 1 :
  • รถยนต์นั่งซึ่งมีมีมวล 1000 kg คันหนึ่งถูกออกแบบให้มีการกระจายน้ำหนักที่ล้อหน้าและหลังในอัตราส่วน 5.5 / 4.5 โดยมีระยะห่างระหว่างเพลาล้อหน้าและหลัง หรือฐานล้อ (Wheelbase) เป็น 2.5 เมตร จงหาระยะระหว่างล้อหน้าและจุดศูนย์ถ่วงของรถยนต์คันดังกล่าว
  • 1 : 1 เมตร
  • 2 : 1.125 เมตร
  • 3 : 1.150 เมตร
  • 4 : 1.175 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 2 :
  • รถยนต์นั่งซึ่งมีมีมวล 1200 kg คันหนึ่งถูกออกแบบให้มีการกระจายน้ำหนักที่ล้อหน้าและหลังในอัตราส่วน 6 / 4 โดยมีระยะห่างระหว่างเพลาล้อหน้าและหลัง หรือฐานล้อ (Wheelbase) เป็น 2.7 เมตร จงหาระยะห่างจากเพลาล้อหลังและจุดศูนย์ถ่วงของรถยนต์คันดังกล่าว
  • 1 : 1.42 เมตร
  • 2 : 1.52 เมตร
  • 3 : 1.62 เมตร
  • 4 : 1.72 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 3 :
  • รถยนต์นั่งซึ่งมีมีมวล 1000 kg คันหนึ่งถูกออกแบบให้มีการกระจายน้ำหนักที่ล้อหน้าและหลังในอัตราส่วน 5.5 / 4.5 โดยมีระยะห่างระหว่างเพลาล้อหน้าและหลัง หรือฐานล้อ (Wheelbase) เป็น 2.5 เมตร และจุดศูนย์ถ่วงอยู่สูงจากพื้น 0.4 เมตร หากรถยนต์ดังกล่าวถูกเร่งจากสภาวะหยุดนิ่งด้วยความเร่ง 5 m/s^2 บนถนนราบ จงหาน้ำหนักที่กดอยู่บนเพลาล้อหน้า
  • 1 : 4000 N
  • 2 : 4200 N
  • 3 : 4400 N
  • 4 : 4600 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 4 :
  • รถยนต์นั่งซึ่งมีมีมวล 1200 kg คันหนึ่งถูกออกแบบให้มีการกระจายน้ำหนักที่ล้อหน้าและหลังในอัตราส่วน 6 / 4 โดยมีระยะห่างระหว่างเพลาล้อหน้าและหลัง หรือฐานล้อ (Wheelbase) เป็น 2.7 เมตร และจุดศูนย์ถ่วงอยู่สูงจากพื้น 0.35 เมตร หากรถยนต์ดังกล่าวถูกเร่งจากสภาวะหยุดนิ่งด้วยความเร่ง 4 m/s^2 บนถนนราบ จงหาน้ำหนักที่กดอยู่บนเพลาล้อหน้า
  • 1 : 5230 N
  • 2 : 5330 N
  • 3 : 5430 N
  • 4 : 5530 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 5 :
  • เครื่องยนต์ในรถยนต์นั่งคันหนึ่งให้แรงบิด 200 N.m ขณะทำงานที่ 4,000 รอบต่อนาที ภายใต้สภาวะการทำงานของเครื่องยนต์ที่จุดดังกล่าว รถยนต์มวล 1000 kg เริ่มต้นวิ่งจากสภาวะหยุดนิ่งด้วยความเร่ง 4 m/s^2 บนทางราบ หากระบบส่งกำลังในเกียร์หนึ่งซึ่งมีอัตราทดเป็น 12:1 มีประสิทธิภาพ 95% และล้อซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.6 เมตรไม่เิกิดการหมุนฟรี จงหาโมเมนต์ความเฉื่อยในขณะทำงานของระบบส่งกำลัง
  • 1 : 165 kg.m^2
  • 2 : 175 kg.m^2
  • 3 : 185 kg.m^2
  • 4 : 195 kg.m^2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 6 :
  • รถยนต์นั่งขับเคลื่อนล้อหลังมีการกระจายน้ำหนักที่ล้อหน้าและล้อหลังเป็น 6000 N : 4000N มีระยะฐานล้อ (Wheelbase) เป็น 2.6 เมตร มีเครื่องยนต์ซึ่งมีแรงม้าสูงจนสามารถทำให้ล้อหมุนฟรีได้ กำลังของเครื่องยนต์ที่ใช้ในการขับเคลื่อนถูกจำกัดโดยแรงเสียดทานระหว่างผิวยางรถยนต์และถนน หากสัมประสิทธิ์ความเสียดทานสูงสุด (Peak) ระหว่างพื้นผิวยางรถยนต์และถนนมีค่าเป็น 0.6 จงหาค่าความเร่งสูงสุดที่รถยนต์คันนี้สามารถทำได้
  • 1 : 2.56 m/s^2
  • 2 : 2.66 m/s^2
  • 3 : 2.76 m/s^2
  • 4 : 2.86 m/s^2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 7 :
  • รถยนต์นั่งขับเคลื่อนล้อหน้ามีการกระจายน้ำหนักที่ล้อหน้าและล้อหลังเป็น 6000 N : 4000N มีระยะฐานล้อ (Wheelbase) เป็น 2.6 m มีเครื่องยนต์ซึ่งมีแรงม้าสูงจนสามารถทำให้ล้อหมุนฟรีได้ กำลังของเครื่องยนต์ที่ใช้ในการขับเคลื่อนถูกจำกัดโดยแรงเสียดทานระหว่างผิวยางรถยนต์และถนน หากส.ป.ส. สูงสุด (Peak) ระหว่างพื้นผิวยางรถยนต์และถนนมีค่า0.6 จงหาค่าความเร่งสูงสุดของรถยนต์คันนี้ ถ้าจุดศูนย์กลางมวลรถสูงกว่าพื้น 0.35m
  • 1 : 3.3 m/s^2
  • 2 : 3.5 m/s^2
  • 3 : 3.7 m/s^2
  • 4 : 3.9 m/s^2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 8 :
  • ผู้ขับขี่รถยนต์นั่งคันหนึ่งเห็นท่อนไม้วางขวางถนนอยู่ห่างไปเป็นระยะ 100 เมตร จึงทำการห้ามล้ออย่างเต็มที่ในขณะที่รถยนต์มีความเร็ว 100 km/hr หากรถยนต์มีระบบเบรคแบบจาน (Disc Brake) ทั้งสี่ล้อและมีระบบ ABS ซึ่งช่วยไม่ให้ล้อจับตายแล้ว รถยนต์จะชนกับท่อนไม้หรือไม่ในกรณีที่สัมประสิทธิ์ความเสียดทานสูงสุด (Peak) ระหว่างผิวยางรถยนต์และผิวถนนมีค่าเป็น 0.6
  • 1 : ชน
  • 2 : ไม่ชน
  • 3 : บอกไม่ได้เนื่องจากไม่ได้กำหนดข้อมูลของแรงต้านอากาศ
  • 4 : บอกไม่ได้เนื่องจากไม่ได้กำหนดข้อมูลของแรงเสียดทานกลิ้งและแรงต้านอากาศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 9 :
  • ผู้ขับขี่รถยนต์นั่งคันหนึ่งทำการห้ามล้ออย่างเต็มที่ในขณะที่รถยนต์มีความเร็ว 100 km/hr หากรถยนต์มีระบบเบรคแบบจาน (Disc Brake) ทั้งสี่ล้อและมีระบบ ABS ซึ่งช่วยให้ล้อไม่จับตายแล้ว รถยนต์จะหยุดลงหลังจากทำการห้ามล้อเมื่อใดในกรณีที่สัมประสิทธิ์ความเสียดทานสูงสุด (Peak) ระหว่างผิวยางรถยนต์และผิวถนนมีค่าเป็น 0.6
  • 1 : น้อยกว่า 5 วินาที
  • 2 : มากกว่า 5 วินาที
  • 3 : บอกไม่ได้เนื่องจากไม่ได้กำหนดข้อมูลของแรงต้านอากาศ
  • 4 : บอกไม่ได้เนื่องจากไม่ได้กำหนดข้อมูลของแรงเสียดทานกลิ้งและแรงต้านอากาศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 10 :
  • แรงต้านการเคลื่อนที่ซึ่งผิวถนนกระทำกับผิวยางรถยนต์ระหว่างการเบรกมีค่าจำกัด ความพยายามห้ามล้อด้วยแรงที่มากกว่าค่าจำกัดดังกล่าวจะทำให้ล้อจับตาย จงหาค่าจำกัดดังกล่าวสำหรับการห้ามล้อคู่หน้าของรถซึ่งมีการกระจายน้ำหนักที่เพลาล้อหน้าและหลังเป็น 6000 N : 3500 N โดยระยะฐานล้อมีค่าเป็น 2.4 m และจุดศูนย์ถ่วงของรถยนต์อยู่สูงจากพื้น 0.35 m กำหนดให้สัมประสิทธิ์แรงเสียดทานระหว่างผิวยางรถยนต์และถนนมีค่า 0.65
  • 1 : 4400 N
  • 2 : 4500 N
  • 3 : 4600 N
  • 4 : 4700 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 11 :
  • แรงต้านการเคลื่อนที่ซึ่งผิวถนนกระทำกับผิวยางรถยนต์ระหว่างการเบรกมีค่าจำกัด ควาพยายามห้ามล้อด้วยแรงที่มากกว่าค่าจำกัดดังกล่าวจะทำให้ล้อจับตาย จงหาค่าจำกัดดังกล่าวสำหรับการห้ามล้อคู่หน้าของรถซึ่งมีการกระจายน้ำหนักที่เพลาล้อหน้าและหลังเป็น 6500 N : 4000 N โดยระยฐานล้อมีค่าเป็น 2.7 m และจุดศูนย์ถ่วงของรถยนต์อยู่สูงจากพื้น 0.35 m กำหนดให้สัมประสิทธิ์แรเสียดทานระหว่างผิวยางรถยนต์และถนนมีค่า 0.6
  • 1 : 1900 N
  • 2 : 2000 N
  • 3 : 2100 N
  • 4 : 2200 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 12 :
  • รถยนต์คันหนึ่งมีการกระจายน้ำหนักที่เพลาล้อหน้าและล้อหลังเป็น 6500 N : 4000 N โดยระยะฐานล้อมีค่าเป็น 2.7 เมตร และจุดศูนย์ถ่วงของรถยนต์อยู่สูงจากพื้น 0.35 เมตร หากพบว่าเมื่อรถยนต์มีความเร็ว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผู้ขับขี่ทำการห้ามล้อด้วยแรงคงที่จนรถยนต์หยุดลงในระยะทาง 50 เมตร จงหาน้ำหนักที่กดบนล้อคู่หน้า ทั้งนี้สมมุติว่าแรงต้านทานการหมุนของล้อและแรงต้านอากาศมีค่าน้อยมากจนตัดออกได้
  • 1 : 6500 N
  • 2 : 6700 N
  • 3 : 6900 N
  • 4 : 7100 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 13 :
  • รถยนต์คันหนึ่งมีการกระจายน้ำหนักที่เพลาล้อหน้าและล้อหลังเป็น 6000 N : 5000 N โดยระยะฐานล้อมีค่าเป็น 2.6 เมตร และจุดศูนย์ถ่วงของรถยนต์อยู่สูงจากพื้น 0.3 เมตร หากพบว่าเมื่อรถยนต์มีความเร็ว 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผู้ขับขี่ทำการห้ามล้อด้วยแรงคงที่จนรถยนต์หยุดลงในระยะทาง 40 เมตร จงหาน้ำหนักที่กดบนล้อคู่หลัง ทั้งนี้สมมุติว่าแรงต้านทานการหมุนของล้อและแรงต้านอากาศมีค่าน้อยมากจนตัดออกได้
  • 1 : 4600 N
  • 2 : 4700 N
  • 3 : 4800 N
  • 4 : 4900 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 14 :
  • ผู้แทนจำหน่ายอ้างว่ารถที่จำหน่ายมีการกระจายน้ำหนักที่เพลาล้อหน้าและหลังเป็น 5000 N : 5000 N โดยระยะฐานล้อมีค่า 2.8 m และจุดศูนย์ถ่วงของรถยนต์อยู่สูงจากพื้น 0.3 m สามารถห้ามล้อจากความเร็ว 100 km/hr ให้หยุดสนิทในระยะทางราบ 56 m ด้วยระบบ ABS ที่ถูกออกแบบขึ้นแบบใหม่ล่าสุด จงให้ความเห็นว่าคำกล่าวอ้างดังกล่าวอาจเป็นจริงได้หรือไม่ อย่างไร ถ้าส.ป.ส.แรงเสียดทานสูงสุดระหว่างผิวยางรถยนต์และถนนมีค่า 0.7
  • 1 : เป็นไปได้โดยง่ายดาย
  • 2 : เป็นไปได้ยาก
  • 3 : เป็นไปไม่ได้
  • 4 : ข้อมูลไม่เพียงพอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 15 :
  • การล็อคตัวของล้อหน้าและล้อหลังให้มักทำให้ผู้ขับขี่สูญเสียความสามารถในการบังคับรถยนต์ จึงเป็นเหตุการณ์ที่ไม่พึงปรารถนาอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะในรถยนต์ที่ไม่มีการติดตั้งระบบห้ามล้อ ABS ในกรณีดังกล่าวนี้ระบบห้ามล้ออาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงการล็อคตัวของล้อได้อย่างสมบูรณ์ และโดยทั่วไปผู้ออกแบบระบบห้ามล้อจะยอม
  • 1 : ให้ล้อหน้าล็อคก่อนล้อหลัง
  • 2 : ให้ล้อหลังล็อคก่อนล้อหน้า
  • 3 : ให้ล้อหน้าและหลังล็อคตัวพร้อมกัน
  • 4 : ให้ล้อหน้าและหลังล็อคตัวพร้อมกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 16 :
  • สัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหว่างผิวถนนและผิวยางรถยนต์เป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการห้ามล้ออย่างยิ่ง ท่านคิดว่าสัมประสิทธิ์ความเสียดทานดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับน้ำหนักที่ผิวยางรถยนต์กดลงบนพื้นผิวถนนอย่างไร
  • 1 : สัมประสิทธิ์ความเสียดทานแปรผันตรงกับน้ำหนักที่กดลงบนพื้นผิวถนนในอัตราส่วนใกล้เคียงกัน
  • 2 : สัมประสิทธิ์ความเสียดทานแปรผกผันกับน้ำหนักที่กดลงบนพื้นผิวถนนในอัตราส่วน ใกล้เคียงกัน
  • 3 : สัมประสิทธิ์ความเสียดทานแปรผันตรงกับน้ำหนักที่กดลงบนพื้นผิวถนนในอัตราส่วนต่ำกว่ามาก
  • 4 : สัมประสิทธิ์ความเสียดทานแปรผกผันกับน้ำหนักที่กดลงบนพื้นผิวถนนในอัตราส่วนต่ำกว่ามาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 17 :
  • การเพิ่มความดันลมยางในขอบเขตที่เหมาะสม สามารถส่งผลต่อค่าสัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหว่างผิวถนนและผิวยางรถยนต์ในภาวะพื้นถนนแห้งและเปียกอย่างไร
  • 1 : การเพิ่มความดันลมยางเกือบไม่ส่งผลกับสัมประสิทธิ์ความเสียดทานบนถนนแห้งในขณะที่ส่งผลในการเพิ่มสัมประสิทธิ์ความเสียดทานอย่างชัดเจนบนถนนเปียก
  • 2 : การเพิ่มความดันลมยางส่งผลในการเพิ่มสัมประสิทธิ์ความเสียดทานบนถนนแห้งอย่างชัดเจนในขณะที่เกือบไม่ส่งผลกับสัมประสิทธิ์ความเสียดทานบนถนนเปียก
  • 3 : การเพิ่มความดันลมยางเป็นการเพิ่มสัมประสิทธิ์ความเสียดทานอย่างชัดเจนทั้งบนถนนแห้งและเปียก
  • 4 : การเพิ่มความดันลมยางเป็นการเพิ่มสัมประสิทธิ์ความเสียดทานอย่างชัดเจนทั้งบนถนนแห้งและเปียก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 18 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 19 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 20 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 21 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 22 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 23 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 24 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 25 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 26 :

  • 1 : 11.88 kN
  • 2 : 12 kN
  • 3 : 10 kN
  • 4 : 12.12 kN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 27 :

  • 1 : 4.25 kN
  • 2 : 6 kN
  • 3 : 5.75 kN
  • 4 : 4.5 kN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 28 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 29 :

  • 1 : 12.35 kN
  • 2 : 12 kN
  • 3 : 11 kN
  • 4 : 11.65 kN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 30 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 31 :

  • 1 : 8.4 kN
  • 2 : 10 kN
  • 3 : 10.5 kN
  • 4 : 8 kN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 32 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 33 :

  • 1 : 5 kN
  • 2 : 4 kN
  • 3 : 3 kN
  • 4 : 6 kN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 34 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 35 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 36 :

  • 1 : Wf = 11 kN, Wr = 4 kN
  • 2 : Wf = 6 kN, Wr = 9 kN
  • 3 : Wf = 8 kN, Wr = 7 kN
  • 4 : Wf = 7.5 kN, Wr = 7.5 kN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 37 :

  • 1 : Wf = 11 kN
  • 2 : Wf = 10 kN
  • 3 : Wf = 9 kN
  • 4 : Wf = 8 kN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 38 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 39 :

  • 1 : 0.37
  • 2 : 0.26
  • 3 : 0.5
  • 4 : 0.2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 40 :

  • 1 : 0.26
  • 2 : 0.18
  • 3 : 0.42
  • 4 : 0.11
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 41 :

  • 1 : 0.8g
  • 2 : 0.5g
  • 3 : 0.4g
  • 4 : 0.3g
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 42 :

  • 1 : 0.6g
  • 2 : 0.7g
  • 3 : 0.5g
  • 4 : 0.4g
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 43 :

  • 1 : Fxf / Fxr = 2
  • 2 : Fxf / Fxr = 1.75
  • 3 : Fxf / Fxr = 1.5
  • 4 : Fxf / Fxr = 1.25
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 44 :

  • 1 : Fxf / Fxr = 1.75
  • 2 : Fxf / Fxr = 2
  • 3 : Fxf / Fxr = 1.5
  • 4 : Fxf / Fxr = 1.25
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 45 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 46 :

  • 1 : 10 kN
  • 2 : 9.5 kN
  • 3 : 10.5 kN
  • 4 : 11 kN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 47 :

  • 1 : Wr=W(b/L)+W(h/L)(d/100)
  • 2 : Wr=W(c/L)+W(h/L)(d/100)
  • 3 : Wr=W(b/L)-W(h/L)(d/100)
  • 4 : Wr=W(c/L)-W(h/L)(d/100)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 48 :

  • 1 : 7.25 kN
  • 2 : 6 kN
  • 3 : 7.5 kN
  • 4 : 7 kN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 49 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 50 :

  • 1 : 8.7 kN
  • 2 : 7.5 kN
  • 3 : 8.1 kN
  • 4 : 9.3 kN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 51 :

  • 1 : 6.3 kN
  • 2 : 7.1 kN
  • 3 : 7.3 kN
  • 4 : 6.8 kN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 52 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 53 :

  • 1 : 8.1 kN
  • 2 : 8.8 kN
  • 3 : 7.7 kN
  • 4 : 9.2 kN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 54 :

  • 1 : 9.9 kN
  • 2 : 9 kN
  • 3 : 9.5 kN
  • 4 : 9.7 kN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 55 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 56 :

  • 1 : 0.47
  • 2 : 0.53
  • 3 : 0.5
  • 4 : 0.44
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 57 :

  • 1 : 0.4
  • 2 : 0.3
  • 3 : 0.2
  • 4 : 0.5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 58 :

  • 1 : 0.4g
  • 2 : 0.35g
  • 3 : 0.3g
  • 4 : 0.25g
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 59 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 60 :

  • 1 : 0.45g
  • 2 : 0.6g
  • 3 : 0.52g
  • 4 : 0.7g
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 61 :

  • 1 : 0.83
  • 2 : 0.80
  • 3 : 0.77
  • 4 : 0.72
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 62 :

  • 1 : 0.6
  • 2 : 0.5
  • 3 : 0.4
  • 4 : 0.7
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 63 :

  • 1 : 0.8
  • 2 : 0.75
  • 3 : 0.7
  • 4 : 0.65
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 64 :

  • 1 : 0.36g
  • 2 : 0.32g
  • 3 : 0.41g
  • 4 : 0.51g
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 65 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 66 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 67 :

  • 1 : การหมุนรอบแกน x คือ Roll และการหมุนรอบ y คือ Pitch
  • 2 : การหมุนรอบแกน x คือ Roll และการหมุนรอบ z คือ Pitch
  • 3 : หมุนรอบแกน z คือ Roll และการหมุนรอบ y คือ Pitch
  • 4 : หมุนรอบแกน z คือ Roll และการหมุนรอบ x คือ Pitch
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 68 :

  • 1 : การหมุนรอบแกน x คือ Roll และ การหมุนรอบแกน z คือ Yaw
  • 2 : การหมุนรอบแกน x คือ Roll และ การหมุนรอบแกน y คือ Yaw
  • 3 : การหมุนรอบแกน y คือ Roll และ การหมุนรอบแกน z คือ Yaw
  • 4 : การหมุนรอบแกน z คือ Roll และ การหมุนรอบแกน y คือ Yaw
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 69 :

  • 1 : การหมุนรอบแกน y คือ Pitch และ การหมุนรอบแกน z คือ Yaw
  • 2 : การหมุนรอบแกน y คือ Pitch และ การหมุนรอบแกน x คือ Yaw
  • 3 : การหมุนรอบแกน x คือ Pitch และ การหมุนรอบแกน z คือ Yaw
  • 4 : การหมุนรอบแกน z คือ Pitch และ การหมุนรอบแกน y คือ Yaw
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 70 :
  • อะไรคือแรงที่มีผลกระทบมากที่สุดต่อสมรรถนะของรถ
  • 1 : แรงระหว่างล้อกับถนน
  • 2 : แรงต้านอากาศ
  • 3 : แรงเสียดทานในการกลิ้งของล้อ (rolling friction)
  • 4 : แรงที่ล้อในแนวตั้งฉากกับถนน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 71 :
  • ข้อใดเป็นข้อจำกัดโดยทั่วไปที่สำคัญที่สุดสำหรับสมรรถนะในการเร่งของรถ บนทางเรียบ
  • 1 : กำลังของเครื่องยนต์ และ การสร้างแรงระหว่างล้อกับถนน
  • 2 : กำลังของเครื่องยนต์
  • 3 : การสร้างแรงระหว่างล้อกับถนน
  • 4 : แรงบิดของเครื่องยนต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 72 :
  • ข้อใดเป็นข้อจำกัดโดยทั่วไปที่สำคัญที่สุดสำหรับสมรรถนะในการเร่งของรถที่ ความเร็วสูง
  • 1 : กำลังของเครื่องยนต์
  • 2 : กำลังของเครื่องยนต์ และ ข้อจำกัดในการสร้างแรงระหว่างล้อกับถนน
  • 3 : ข้อจำกัดในการสร้างแรงระหว่างล้อกับถนน
  • 4 : แรงบิดของเครื่องยนต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 73 :
  • ข้อใดเป็นข้อจำกัดโดยทั่วไปที่สำคัญที่สุดสำหรับสมรรถนะในการเร่งของรถที่ ความเร็วต่ำ
  • 1 : ความสามารถในการสร้างแรงระหว่างล้อกับถนน
  • 2 : กำลังของเครื่องยนต์ และ ข้อจำกัดในการสร้างแรงระหว่างล้อกับถนน
  • 3 : กำลังของเครื่องยนต์
  • 4 : แรงบิดของเครื่องยนต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 74 :
  • ข้อใดเป็นผลจากการเร่งของรถ
  • 1 : แรงตั้งฉากจากถนนที่กระทำต่อล้อหน้าลดลง
  • 2 : แรงตั้งฉากจากถนนที่ล้อกระทำต่อหลังลดลง
  • 3 : แรงตั้งฉากจากถนนที่กระทำต่อล้อหน้าเพิ่มขึ้น
  • 4 : ความสามารถในการสร้างแรงในแนวการเคลื่อนที่ของล้อหน้าเพิ่มขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 75 :
  • ข้อใดเป็นผลจากการเร่งและเบรกของรถ
  • 1 : ในการเร่ง แรงตั้งฉากจากถนนที่กระทำต่อล้อหน้าจะลดลง แต่ในการเบรกจะ เพิ่มขึ้น
  • 2 : ในการเร่ง แรงตั้งฉากจากถนนที่กระทำต่อล้อหน้าจะเพิ่มขึ้น แต่ในการเบรกจะ ลดลง
  • 3 : ในการเร่ง แรงตั้งฉากจากถนนที่กระทำต่อล้อหลังจะเพิ่มขึ้น และในการเบรกก็ จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน
  • 4 : ในการเร่ง แรงตั้งฉากจากถนนที่กระทำต่อล้อหลังจะลดลง แต่ในการเบรกจะ เพิ่มขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 76 :
  • โดยทั่วไปแล้วความสามารถในการเร่งของรถแบบ ขับเคลื่อนล้อหน้า, ล้อหลัง, และ ขับเคลื่อนสี่ล้อ ดีกว่ากันอย่างไร
  • 1 : รถขับเคลื่อนสี่ล้อจะสามารถเร่งได้ดีที่สุด และ รถแบบขับเคลื่อนล้อหน้าจะเร่ง ได้ช้าที่สุด
  • 2 : รถขับเคลื่อนล้อหลังจะสามารถเร่งได้ดีที่สุด และ รถแบบขับเคลื่อนล้อหน้าจะ เร่งได้ช้าที่สุด
  • 3 : รถขับเคลื่อนล้อหน้าจะสามารถเร่งได้ดีที่สุด และ รถแบบขับเคลื่อนสี่ล้อจะเร่ง ได้ช้าที่สุด
  • 4 : รถขับเคลื่อนสี่ล้อจะสามารถเร่งได้ดีที่สุด และ รถแบบขับเคลื่อนล้อหลังจะเร่ง ได้ช้าที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 77 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 78 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 79 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 80 :

  • 1 : w = v/r
  • 2 : v = w/r
  • 3 : Jw/r = v
  • 4 : v และ w ไม่มีความสัมพันธ์กัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 81 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 82 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 83 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 84 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 85 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 86 :
  • ข้อใดเป็นกราฟสมรรถนะโดยทั่วไปของเครื่องยนต์เผาไหม้ภายในแบบจุด ระเบิดด้วยประกายไฟ
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 87 :
  • ข้อใดเป็นกราฟสมรรถนะโดยทั่วไปของเครื่องยนต์เผาไหม้ภายในแบบจุด ระเบิดด้วยการอัด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 88 :

  • 1 : 90 km/h
  • 2 : 100 km/h
  • 3 : 80 km/h
  • 4 : 70 km/h
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 89 :

  • 1 : 132 km/h
  • 2 : 137 km/h
  • 3 : 142 km/h
  • 4 : 147 km/h
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 90 :

  • 1 : 24 km/h
  • 2 : 42 km/h
  • 3 : 31 km/h
  • 4 : 13 km/h
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 91 :

  • 1 : 5.5 วินาที
  • 2 : 5 วินาที
  • 3 : 6 วินาที
  • 4 : 6.5 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 92 :

  • 1 : 7 วินาที
  • 2 : 8 วินาที
  • 3 : 9 วินาที
  • 4 : 10 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 93 :

  • 1 : 7 วินาที
  • 2 : 6 วินาที
  • 3 : 5 วินาที
  • 4 : 4 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 94 :

  • 1 : 14 วินาที
  • 2 : 12 วินาที
  • 3 : 16 วินาที
  • 4 : 10 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 95 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 96 :
  • รถคันหนึ่งกำลังเบรกด้วยความเร่งคงที่ ถ้ารถคันนี้เริ่มจากความเร็ว 80 km/h เมื่อเวลาผ่านไป 8 วินาที รถมีความเร็ว 60 km/h ความเร่งของรถคือ
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 97 :

  • 1 : 120 m
  • 2 : 170 m
  • 3 : 20 m
  • 4 : 70 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 98 :

  • 1 : 20 m
  • 2 : 170 m
  • 3 : 120 m
  • 4 : 70 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 99 :

  • 1 : 9 วินาที
  • 2 : 8 วินาที
  • 3 : 7 วินาที
  • 4 : 6 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 100 :

  • 1 : 5.5 วินาที
  • 2 : 6 วินาที
  • 3 : 6.5 วินาที
  • 4 : 7 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 101 :

  • 1 : 18 km/h
  • 2 : 5 km/h
  • 3 : 126 km/h
  • 4 : 35 km/h
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 102 :

  • 1 : 126 km/h
  • 2 : 5 km/h
  • 3 : 18 km/h
  • 4 : 35 km/h
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 103 :

  • 1 : 115 km/h
  • 2 : 120 km/h
  • 3 : 125 km/h
  • 4 : 130 km/h
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 104 :

  • 1 : 58 km/h
  • 2 : 52 km/h
  • 3 : 30 km/h
  • 4 : 37 km/h
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 105 :
  • รถคันหนึ่งกำลังเบรกที่ความเร่งคงที่ ถ้ารถกำลังวิ่งด้วยความเร็วต้นคือ 100 km/h ในการเบรกมีระยะทางเพียง 50 m ทำให้เหลือความเร็ว 50 km/h รถคันนี้ กำลังเบรกด้วยความเร่งเท่าใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 106 :

  • 1 : 20 m
  • 2 : 30 m
  • 3 : 10 m
  • 4 : 40 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 107 :

  • 1 : 5.6 วินาที
  • 2 : 6.6 วินาที
  • 3 : 7.6 วินาที
  • 4 : 4.6 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 108 :

  • 1 : 23 km/h
  • 2 : 26 km/h
  • 3 : 34 km/h
  • 4 : 18 km/h
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 109 :

  • 1 : 32 km/h
  • 2 : 58 km/h
  • 3 : 38 km/h
  • 4 : 25 km/h
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 110 :

  • 1 : 18 วินาที
  • 2 : 20 วินาที
  • 3 : 25 วินาที
  • 4 : 14 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 111 :

  • 1 : 80 m
  • 2 : 100 m
  • 3 : 60 m
  • 4 : 40 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 112 :

  • 1 : 50 m
  • 2 : 40 m
  • 3 : 45 m
  • 4 : 35 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 113 :

  • 1 : 230 m
  • 2 : 180 m
  • 3 : 130 m
  • 4 : 280 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 114 :

  • 1 : 280 m
  • 2 : 230 m
  • 3 : 180 m
  • 4 : 130 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 115 :
  • เครื่องยนต์ขณะที่ทำงานที่ความเร็วรอบเครื่อง 3000 rpm และมีค่าแรงบิดขณะนั้นเท่ากับ 160 N.m จะมีกำลังที่ความเร็วรอบนี้ประมาณเท่าใด
  • 1 :  

    100.6 kW

  • 2 :  25.15 kW
  • 3 :  50.3 kW
  • 4 :  480 kW
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 116 :
  •  เครื่องยนต์ขณะที่ทำงานที่ความเร็วรอบเครื่อง 4000 rpm และมีค่าแรงบิดขณะนั้นเท่ากับ 250 N.m จะมีกำลังที่ความเร็วรอบนี้ประมาณเท่าใด
  • 1 :  39.08 Hp
  • 2 :  78.15 Hp
  • 3 :  117.29 Hp
  • 4 :  746 Hp
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 117 :
  •  ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ mass factor
  • 1 :

    รถที่มีค่า Mass factor สูงจะเร่งความเร็วได้ช้ากว่า รถที่มีค่า mass factor ต่ำกว่า

  • 2 :

    ค่า Mass factor ขอรถคันหนึ่ง จะมีค่าไม่คงที่ ขึ้นกับว่ากำลังขับขี่ด้วยเกียร์สูงหรือต่ำ

  • 3 :  ค่า Mass factor เป็นค่าที่บ่งบอกถึงสัดส่วนของมวลของรถยนต์บวกกับมวลเสมือน (Equivalent mass) ที่คำนวณมาจาก inertia ในระบบส่งกำลังต่อมวลของรถยนต์นั้น
  • 4 :  ค่า Mass factor ของรถบรรทุกมักมีค่าน้อยกว่าของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 118 :
  •  แรงในข้อใดต่อไปนี้ไม่เปลี่ยนแปลงผลต่อความสามารถในการเบรกของรถยนต์มากนักในช่วงความเร็วต่างๆกัน
  • 1 :  แรงต้านการกลิ้งของล้อ (Rolling resistance)
  • 2 :

    แรงต้านอากาศ (Aerodynamic drag force)

  • 3 :  แรงต้านเนื่องจากความชันของถนน
  • 4 :  แรงเสียดทานเนื่องจากการเบรก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 119 :
  •  ยางรถยนต์ชนิดใดที่สามารถเบรกได้ดีในสภาวะเปียก
  • 1 :  ยางที่มีค่า Adhesive friction สูง
  • 2 :  ยางที่มีหน้ายางโล้น
  • 3 :  ยางประหยัดน้ำมัน
  • 4 :  ยางที่มีค่า Hysteresis friction สูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 120 :
  •  ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการแบ่งแรงเบรก
  • 1 :  รถกระบะจะมีวาว์ลปรับแรงดันให้ล้อหลังมีแรงเบรกน้อยลงเมื่อบรรทุกของน้ำหนักมากขึ้น
  • 2 :  รถยนต์ส่วนใหญ่จะมีอัตราส่วนการกระจายแรงเบรกหน้าและหลังคงที่
  • 3 :  เพื่อความปลอดภัย ล้อหน้าจะต้องเกิดการล็อคตัวหลังจากล้อหลังเพื่อป้องกันการไถลออกนอกเส้นทาง
  • 4 :

    วาว์ลแบ่งแรงดัน ชนิด “500/0.3” คือวาว์ลที่แบ่งแรงดันระหว่างเบรกล้อหน้าและหลังเท่ากันจนถึงค่าความดันที่ 500 psi หลังจากนั้นอัตราส่วนการเพิ่มขึ้นของแรงดันเบรกล้อหลังจะเหลือ 30% ของล้อหน้า

  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 284 : Road Loads, Steady-State Cornering
ข้อที่ 121 :
  • ข้อใดเป็นภาระของรถยนต์ (road load) ที่สำคัญที่สุดในการวิ่งด้วยความเร็วสูง (คงที่) บนทางเรียบ
  • 1 : แรงต้านอากาศพลศาสตร์ (aerodynamic drag)
  • 2 : ความต้านทานในการกลิ้งของล้อ (rolling resistance)
  • 3 : แรงเสียดทานในเครื่องยนต์
  • 4 : น้ำหนักของรถ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 122 :
  • ในการวิ่งบนทางเรียบนั้น กำลังม้าที่รถยนต์ต้องการนั้น แปรผันอย่างใดกับความเร็วของรถ (ประมาณ)
  • 1 : แปรผันตรงกับความเร็วกำลังสาม
  • 2 : แปรผันตรงกับความเร็วกำลังสอง
  • 3 : แปรผันตรงกับความเร็ว
  • 4 : แปรผกผันกับความเร็ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 123 :
  • ในการวิ่งด้วยความเร็วคงที่ต่างๆบนทางเรียบนั้น ปัจจัยใดต่อไปนี้มีผลต่อการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมากที่สุด
  • 1 : แรงต้านอากาศพลศาสตร์ (aerodynamic drag)
  • 2 : ความต้านทานในการกลิ้งของล้อ (rolling resistance)
  • 3 : อุณหภูมิอากาศ
  • 4 : น้ำหนักของรถ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 124 :
  • ข้อใดเป็นเหตุผลที่สำคัญหรือถูกที่สุดของการเกิดแรงต้านอากาศพลศาสตร์ (aerodynamic drag)
  • 1 : ความหนืดของอากาศ
  • 2 : ความดันของอากาศ
  • 3 : ความเร็วของอากาศ
  • 4 : ความหนาแน่นของอากาศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 125 :
  • ข้อใดมีผลมากที่สุดต่อแรงต้านอากาศต่อรถยนต์
  • 1 : ความเร็วรถ
  • 2 : ความเร็วลม
  • 3 : แนวของความเร็วลม
  • 4 : อุณหภูมิอากาศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 126 :
  • แรงต้านอากาศต่อรถยนต์นั้นแปรผันอย่างใดกับความเร็วของรถ (ประมาณ)
  • 1 : แปรผันตรงกับความเร็วกำลังสอง
  • 2 : แปรผันตรงกับความเร็วกำลังสาม
  • 3 : แปรผันตรงกับความเร็ว
  • 4 : แปรผกผันกับความเร็ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 127 :
  • ข้อใดไม่ใช่ค่าตัวแปรที่มักใช้ในสมการสำหรับคำนวณหาแรงต้านอากาศต่อรถยนต์
  • 1 : ความดันบรรยากาศ
  • 2 : ความเร็วของอากาศเทียบกับตัวรถ
  • 3 : ค่าความหนาแน่นของอากาศ
  • 4 : พื้นที่หน้าตัดของรถ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 128 :
  • ข้อใดถูกที่สุดเกี่ยวกับ แนวความเร็วของอากาศเทียบกับตัวรถ เทียบกับแนวการเคลื่อนที่ของรถ
  • 1 : ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านลม มีค่ามากขึ้น เมื่อแนวความเร็วลมเบี่ยงออกจากแนวการเคลื่อนที่ของรถ
  • 2 : ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านลม มีค่าน้อยลง เมื่อแนวความเร็วลมเบี่ยงออกจากแนวการเคลื่อนที่ของรถ
  • 3 : แรงต้านอากาศมักพยายามทำให้รถเลี้ยวเข้าหาแนวความเร็วลม
  • 4 : แรงต้านอากาศมักพยายามทำให้รถโคลง (roll) เข้าหาแนวความเร็วลม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 129 :
  • ข้อใดเป็นผลที่เป็นไปได้มากที่สุดของแรงลมที่มาจากทางด้านขวาของรถยนต์ (ขวาของคนขับ) ขณะกำลังวิ่งไปข้างหน้า
  • 1 : แรงลมพยายามทำให้รถเลี้ยวไปทางซ้าย ถ้าจุดศูนย์กลางมวล (Center of Gravity) ของรถอยู่หลังจุด centre of pressure
  • 2 : แรงลมพยายามทำให้รถเลี้ยวไปทางขวา ถ้าจุดศูนย์กลางมวล (Center of Gravity) ของรถอยู่หลังจุด centre of pressure
  • 3 : แรงลมมักพยายามทำให้รถโคลง (roll) ไปทางขวา
  • 4 : แรงลมทำมักทำให้รถเคลื่อนที่ไปทางซ้าย โดยรถไม่เกิดการหมุนรอบแกนตั้ง (yaw)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 130 :
  • แนวความเร็วของอากาศเทียบกับตัวรถ เทียบกับแนวการเคลื่อนที่ของรถ นั้นมีผลต่อค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านลม ของรถแบบใดมากที่สุด
  • 1 : Pickup Truck
  • 2 : Station Wagon
  • 3 : Family Sedan
  • 4 : Sport Car
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 131 :
  • ข้อใดน่าจะเป็นเหตุของการเกิดความต้านทานในการกลิ้งของล้อ (rolling resistance) ได้น้อยที่สุด
  • 1 : การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของล้อ
  • 2 : การเปลี่ยนรูปของล้อ
  • 3 : การเปลี่ยนรูปของพื้นถนน
  • 4 : การสลิปของล้อ (wheel slip)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 132 :
  • ข้อใดเป็นภาระของรถยนต์ (road load) ที่สำคัญที่สุดในการวิ่งด้วยความเร็วต่ำ (คงที่) บนทางเรียบ
  • 1 : แรงต้านอากาศพลศาสตร์ (aerodynamic drag)
  • 2 : ความต้านทานในการกลิ้งของล้อ (rolling resistance)
  • 3 : แรงเสียดทานที่ตลับลูกปืนดุมล้อ
  • 4 : น้ำหนักของรถ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 133 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะการเปลี่ยนแปลงของสัมประสิทธิ์ความต้านทานในการกลิ้งของล้อเทียบกับระยะทางที่รถเคลื่อนที่ ถ้าเริ่มการเคลื่อนที่เมื่อล้อยังเย็นอยู่
  • 1 : ลดลงอย่างรวดเร็วจากนั้นช้าลงแล้วลู่เข้าสู่ค่าคงที่
  • 2 : เพิ่มอย่างรวดเร็วจากนั้นช้าลงแล้วลู่เข้าสู่ค่าคงที่
  • 3 : ประมาณคงที่
  • 4 : จากข้อมูลที่ให้ไม่สามารถบอกได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 134 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะการเปลี่ยนแปลงของค่าสัมประสิทธิ์ความต้านทานในการกลิ้งของล้อเทียบกับความดันของล้อ (10-40 psi)
  • 1 : สำหรับถนนคอมกรีต จะลดลงเล็กน้อยเมื่อเพิ่มความดัน
  • 2 : สำหรับถนนอ่อนนุ่ม (เช่น พื้นทราย) ค่าสัมประสิทธิ์ความต้านทานในการกลิ้งของล้ออาจจะลดลงเล็กน้อยเมื่อเพิ่มความดัน
  • 3 : ไม่มีผลจากความดันของล้อ
  • 4 : เพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามความดัน สำหรับถนนทุกประเภท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 135 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะการเปลี่ยนแปลงของค่าสัมประสิทธิ์ความต้านทานในการกลิ้งของล้อเทียบกับความเร็วของรถ
  • 1 : ไม่คอยมีผลที่ความเร็วต่ำ แต่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่ความเร็วสูง
  • 2 : ไม่คอยมีผลที่ความเร็วต่ำ แต่จะลดลงอย่างรวดเร็วที่ความเร็วสูง
  • 3 : ค่อยๆเพิ่มขึ้นเมื่อเพิ่มความเร็ว
  • 4 : ค่อยๆลดลงเมื่อเพิ่มความเร็ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 136 :
  • ที่ความเร็วต่ำนั้นมุมบิดของล้อควรจะเป็นเช่นใดในการเลี้ยว (สำหรับรถเลี้ยวล้อหน้า)
  • 1 : เส้นตรงที่ลากตั้งฉากกับล้อออกจากตำแหน่งกึ่งกลางของล้อทุกล้อควรจะตัดกันที่จุดเดียวกัน
  • 2 : ล้อหน้าทั้งสองควรจะหมุนเป็นมุมเท่าๆกัน
  • 3 : สำหรับการเลี้ยวขวา ล้อหน้าด้านขวาควรจะหมุนไปเป็นมุมน้อยกว่าล้อหน้าด้านซ้าย
  • 4 : สำหรับการเลี้ยวขวา ล้อหน้าด้านขวาควรจะหมุนไปเป็นมุมมากกว่าล้อหน้าด้านซ้ายอย่างมาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 137 :
  • ที่ความเร็วต่ำนั้นการบังคับเลี้ยวควรจะเป็นไปตาม ระบบบังคับเลี้ยวแบบอัคเคอร์มันน์ (Ackerman Steering) เพื่อเหตุผลใดเป็นสำคัญ
  • 1 : เพื่อลดการลื่นไถลไปด้านข้างของล้อ
  • 2 : เพื่อให้สามารถบังคับเลี้ยวได้ง่ายขึ้น
  • 3 : เพื่อให้รถเลี้ยวได้วงเลี้ยวที่แคบ
  • 4 : เพื่อให้รถโคลง (roll) น้อยที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 138 :
  • ข้อใดเป็นข้อดีของระบบบังคับเลี้ยวแบบอัคเคอร์มันน์ (Ackerman Steering)
  • 1 : ล้อเกิดการสึกหรอน้อย
  • 2 : แรงที่ใช้ในการบังคับเลี้ยวค้อนข้างคงที่
  • 3 : กลไกบังคับเลี้ยวสามารถทำการผลิตได้ง่าย
  • 4 : ช่วยให้สามารถบังคับเลี้ยวได้ง่ายที่ความเร็วสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 139 :
  • ข้อใดเป็นข้อดีของระบบบังคับเลี้ยวแบบอัคเคอร์มันน์ (Ackerman Steering)
  • 1 : แรงที่ใช้ในการบังคับเลี้ยวมักเพิ่มขึ้นตามมุมเลี้ยว
  • 2 : เพื่อให้รถโคลง (roll) น้อยที่ความเร็วสูง
  • 3 : กลไกบังคับเลี้ยวสามารถทำการผลิตได้ง่าย
  • 4 : ช่วยให้สามารถบังคับเลี้ยวได้ง่ายที่ความเร็วสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 140 :
  • ข้อใดไม่ใช่เป็นความแตกต่างระหว่างการเลี้ยวที่ความเร็วต่ำและที่ความเร็วสูง
  • 1 : ที่ความเร็วต่ำล้อจะมีการลื่นไถลไปด้านข้างมากกว่า
  • 2 : ที่ความเร็วต่ำล้อจะมีการลื่นไถลไปด้านข้างน้อยกว่า
  • 3 : ที่ความเร็วสูงจะมีความเร่งในแนวข้าง (lateral acceleration) มากกว่า
  • 4 : ที่ความเร็วสูงล้อจะต้องสร้างแรงในแนวขวาง (lateral force) มากกว่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 141 :
  • แรงในแนวข้าง (lateral force) ของล้อจะมีความสัมพันธ์อย่างไรกับมุมลื่นไถล (slip angle) ที่ค่าภาระน้ำหนักที่ล้อคงที่
  • 1 : แรงจะแปรผันตรงกับค่ามุมลื่นไถล ที่ค่ามุมลื่นไถลน้อยๆจากนั้นค่อยๆเพิ่มน้อยลง
  • 2 : แรงจะแปรผันตรงกับค่ามุมลื่นไถล ที่ค่ามุมลื่นไถลน้อยๆจากนั้นค่อยๆเพิ่มมากขึ้น
  • 3 : แรงจะแปรผันตรงกับค่ามุมลื่นไถล
  • 4 : แรงจะแปรผันตรงกับค่ามุมลื่นไถลยกกำลังสอง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 142 :
  • ข้อใดมีผลน้อยที่สุดกับค่า Cornering Stiffness
  • 1 : ความเร็วรถ
  • 2 : ภาระน้ำหนักที่ล้อ (tire load)
  • 3 : ความดันลมยางของล้อ
  • 4 : ความกว้างของหน้ายาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 143 :
  • ในการเลี้ยวแบบคงตัว (steady-state cornering) แรงในแนวข้างที่ล้อจะต้องสร้างขึ้น จะขึ้นกับค่าต่างๆอย่างไร (ประมาณ)
  • 1 : เพิ่มขึ้นตามความเร็วรถกำลังสอง
  • 2 : เพิ่มขึ้นตามรัศมีวงเลี้ยว
  • 3 : ลดลงเมื่อน้ำหนักของรถเพิ่มขึ้น
  • 4 : คงที่เมื่อเทียบกับวงเลี้ยว ที่ค่ารัศมีวงเลี้ยวน้อยๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 144 :
  • ข้อใดให้ความหมายของ Neutral Steer ได้ดีที่สุด
  • 1 : ในการเลี้ยวที่รัศมีคงที่ ล้อรถไม่จำเป็นต้องบิดเพิ่มขึ้นหรือลดลงเมื่อความเร็วของรถเพิ่มมากขึ้น
  • 2 : ในการเลี้ยวที่รัศมีคงที่ ล้อรถจำเป็นต้องบิดเพิ่มขึ้นเมื่อความเร็วของรถเพิ่มมากขึ้น
  • 3 : ในการเลี้ยวที่รัศมีคงที่ ล้อรถจำเป็นต้องบิดน้อยลงเมื่อความเร็วของรถเพิ่มมากขึ้น
  • 4 : ในการเลี้ยวที่รัศมีคงที่ ล้อรถจำเป็นต้องบิดพิ่มขึ้นหรือลดลงเมื่อความเร็วของรถเพิ่มมากขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 145 :
  • ข้อใดให้ความหมายของการดื้อโค้ง (understeer) ได้ดีที่สุด
  • 1 : ในการเลี้ยวที่รัศมีคงที่ ล้อรถจำเป็นต้องบิดเพิ่มขึ้นเมื่อความเร็วของรถเพิ่มมากขึ้น
  • 2 : ในการเลี้ยวที่รัศมีคงที่ ล้อรถไม่จำเป็นต้องบิดเพิ่มขึ้นหรือลดลงเมื่อความเร็วของรถเพิ่มมากขึ้น
  • 3 : ในการเลี้ยวที่รัศมีคงที่ ล้อรถจำเป็นต้องบิดน้อยลงเมื่อความเร็วของรถเพิ่มมากขึ้น
  • 4 : ในการเลี้ยวที่รัศมีคงที่ ล้อรถจำเป็นต้องบิดเพิ่มขึ้นหรือลดลงเมื่อความเร็วของรถเพิ่มมากขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 146 :
  • ข้อใดให้ความหมายของการไวโค้ง (oversteer) ได้ดีที่สุด
  • 1 : ในการเลี้ยวที่รัศมีคงที่ ล้อรถจำเป็นต้องบิดน้อยลงเมื่อความเร็วของรถเพิ่มมากขึ้น
  • 2 : ในการเลี้ยวที่รัศมีคงที่ ล้อรถไม่จำเป็นต้องบิดเพิ่มขึ้นหรือลดลงเมื่อความเร็วของรถเพิ่มมากขึ้น
  • 3 : ในการเลี้ยวที่รัศมีคงที่ ล้อรถจำเป็นต้องบิดเพิ่มขึ้นเมื่อความเร็วของรถเพิ่มมากขึ้น
  • 4 : ในการเลี้ยวที่รัศมีคงที่ ล้อรถจำเป็นต้องบิดเพิ่มขึ้นหรือลดลงเมื่อความเร็วของรถเพิ่มมากขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 147 :
  • ข้อใดให้ความหมายของค่า Characteristic Speed ได้ดีที่สุด
  • 1 : เป็นความเร็วที่มุมบิดของล้อหน้า เป็นสองเท่าของมุมบิดอัคเคอร์มันน์ (Ackerman Angle) สำหรับรถแบบดื้อโค้ง
  • 2 : เป็นความเร็วที่มุมบิดของล้อหน้า เป็นสองเท่าของมุมบิดอัคเคอร์มันน์ (Ackerman Angle) สำหรับรถแบบไวโค้ง
  • 3 : เป็นความเร็วที่มุมบิดของล้อหน้า เป็นศูนย์ สำหรับรถแบบดื้อโค้ง
  • 4 : เป็นความเร็วที่มุมบิดของล้อหน้า เป็นศูนย์ สำหรับรถแบบไวโค้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 148 :
  • ข้อใดให้ความหมายของค่า Critical Speed ได้ดีที่สุด
  • 1 : เป็นความเร็วที่มุมบิดของล้อหน้า เป็นศูนย์ สำหรับรถแบบไวโค้ง
  • 2 : เป็นความเร็วที่มุมบิดของล้อหน้า เป็นสองเท่าของมุมบิดอัคเคอร์มันน์ (Ackerman Angle) สำหรับรถแบบไวโค้ง
  • 3 : เป็นความเร็วที่มุมบิดของล้อหน้า เป็นศูนย์ สำหรับรถแบบดื้อโค้ง
  • 4 : เป็นความเร็วที่มุมบิดของล้อหน้า เป็นสองเท่าของมุมบิดอัคเคอร์มันน์ (Ackerman Angle) สำหรับรถแบบดื้อโค้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 149 :
  • คำนวณค่า Characteristic Speed เมื่อให้ Wheel base (L) = 10 ft และ Understeer gradient = 0.11 degree / g
  • 1 : 280 mph
  • 2 : 260 mph
  • 3 : 240 mph
  • 4 : 220 mph
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 150 :
  • คำนวณค่า Critical Speed เมื่อให้ Wheel base (L) = 10 ft และ Understeer gradient = - 0.13 degree / g
  • 1 : 260 mph
  • 2 : 280 mph
  • 3 : 240 mph
  • 4 : 220 mph
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 151 :
  • ข้อใดคือสูตรคำนวณค่า Total Pressure ที่ถูกต้อง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 152 :
  • ข้อใดคือสูตรคำนวณค่า Dynamic Pressure ที่ถูกต้อง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 153 :
  • อากาศที่มีความหนาแน่นเท่ากับ 1.2 kg/m^3 และ ความเร็วเป็น 20 m/s จะมี Dynamic Pressure เท่ากับเท่าไร
  • 1 : 240 Pa
  • 2 : 240 kPa
  • 3 : 480 Pa
  • 4 : 480 kPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 154 :
  • อากาศที่มีความหนาแน่นเท่ากับ 1.2 kg/m3, ความหนืดที่ 0.000015 N-s/sq.m และ ความเร็วเป็น 70 km/hr จะมี Dynamic Pressure เท่ากับเท่าไร
  • 1 : 0.044 Pa
  • 2 : 227 Pa
  • 3 : 454 Pa
  • 4 : 2.94 kPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 155 :
  • อากาศที่มีความหนาแน่นเท่ากับ 1.2 kg/m^3 และ ความเร็วตามแนวแกน x และ y เป็น 20 และ 10 m/s ตามลำดับ จะมี Dynamic Pressure เท่ากับเท่าไร
  • 1 : 300 kPa
  • 2 : 600 Pa
  • 3 : 540 Pa
  • 4 : 300 Pa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 156 :
  • กำหนดให้อากาศที่มีความหนาแน่นเท่ากับ 1.2 kg/m^3 ไหลด้วยความเร็วเท่ากับ 70 km/hr อยู่ในสนามการไหลที่มี Static Pressure ซึ่งมีค่าเป็น 100 kPa ข้อใดคือ Total Pressure ของมวลอากาศนี้
  • 1 : 99.77 kPa
  • 2 : 100.23 kPa
  • 3 : 100.45 kPa
  • 4 : 102.94 kPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 157 :
  • อากาศไหลผ่านรถยนต์ดังรูป จงคำนวณค่า Static Pressure ที่เกิดขึ้น ณ ตำแหน่งหน้ารถ (จุด A) เมื่อไม่พิจารณาแรงเสียดทาน
  • 1 : 100.24 kPa
  • 2 : 340.00 kPa
  • 3 : 100.48 kPa
  • 4 : 580.00 kPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 158 :
  • ข้อใดอธิบายความหมายของ Adverse Pressure Gradient ได้อย่างถูกต้อง
  • 1 : ความดัน Total เพิ่มขึ้นไปตามระยะทาง
  • 2 : ความดัน Total ลดลงไปตามระยะทาง
  • 3 : ความดัน static เพิ่มขึ้นไปตามระยะทาง
  • 4 : ความดัน static ลดลงไปตามระยะทาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 159 :
  • Flow Separation จะเกิดขึ้นได้เฉพาะในสภาวะการไหลแบบใด
  • 1 : Favorable Pressure Gradient
  • 2 : Adverse Pressure Gradient
  • 3 : Zero Pressure Gradient
  • 4 : Negative Pressure Gradient
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 160 :
  • ข้อใดแสดงรูปแบบทั่วไปของ Trailing Vortex ที่ท้ายรถยนต์ได้ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 161 :
  • ข้อใดอธิบายความหมายของ Dirt Deposition ได้อย่างถูกต้อง
  • 1 : ปรากฏการณ์ที่ฝุ่นจากถนนถูกดูดเข้ามาทางช่องไอดีของลูกสูบ
  • 2 : ปรากฏการณ์ที่ฝุ่นจากท่อไอเสียถูกดูดเข้ามาในห้องผู้โดยสาร
  • 3 : ปรากฏการณ์ที่ฝุ่นจากถนนถูกความดันใต้ตัวถังรถปัดขึ้นมารวมตัวกันที่หลังคารถ
  • 4 : ปรากฏการณ์ที่ฝุ่นจากถนนถูกล้อรถปัดขึ้นมารวมตัวกันที่ด้านหลังรถ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 162 :
  • จุดใดที่ Wake Vortex น่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้สูงสุด บนตัวถังรถยนต์ขณะแล่นบนพื้นราบ
  • 1 : กันชนหน้ารถ
  • 2 : กระจกหน้ารถ
  • 3 : ด้านท้ายรถ
  • 4 : บนหลังคารถ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 163 :
  • Drag คือเวคเตอร์ตัวใดในรูปที่กำหนดให้
  • 1 : A
  • 2 : B
  • 3 : C
  • 4 : A และ C
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 164 :
  • Pitching Moment คือเวคเตอร์ตัวใดในรูปที่กำหนดให้
  • 1 : A
  • 2 : B
  • 3 : C
  • 4 : A และ B
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 165 :
  • Side Force มีผลต่อรถยนต์อย่างไร
  • 1 : ทำให้ล้อหน้ากดพื้นถนนมากกว่าล้อหลัง
  • 2 : ทำให้รถเปลี่ยนทิศทาง
  • 3 : ทำให้รถแล่นไปข้างหน้าช้าลง
  • 4 : ทำให้รถตาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 166 :
  • Rolling Moment มีผลต่อรถยนต์อย่างไร
  • 1 : ทำให้ล้อหน้ากดพื้นถนนมากกว่าล้อหลัง
  • 2 : ทำให้รถเปลี่ยนทิศทาง
  • 3 : ทำให้รถแล่นไปข้างหน้าช้าลง
  • 4 : ทำให้รถพลิกคว่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 167 :
  • Pitching Moment เกิดขึ้นจากอะไร
  • 1 : แนวของ Drag อยู่สูงกว่าพื้นถนน
  • 2 : แนวของ Lift อยู่เยื้องไปทางด้านบนจากจุดศูนย์กลางมวลของรถ
  • 3 : แนวของ Lift อยู่เยื้องไปทางด้านล่างจากจุดศูนย์กลางมวลของรถ
  • 4 : แนวของ Side Force อยู่เยื้องไปทางด้านหลัง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 168 :
  • ข้อใดไม่ก่อให้เกิด Yawing Moment
  • 1 : แนวของ Drag อยู่เยื้องไปทางด้านขวาจากจุดศูนย์กลางมวลของรถ
  • 2 : แนวของ Lift อยู่เยื้องไปทางด้านหน้าจากจุดศูนย์กลางมวลของรถ
  • 3 : แนวของ Side Force อยู่เยื้องไปทางด้านหลังจากจุดศูนย์กลางมวลของรถ
  • 4 : แนวของ Side Force อยู่เยื้องไปทางด้านหน้าจากจุดศูนย์กลางมวลของรถ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 169 :
  • ถ้าหากตำแหน่งที่ Side Force เข้ากระทำอยู่เยื้องไปทางด้านบนเหนือจุด CG ของรถ ผลที่เกิดขึ้นคือข้อใด
  • 1 : Rolling Moment
  • 2 : Pitching Moment
  • 3 : Yawing Moment
  • 4 : Inertia Moment
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 170 :
  • จากรูปที่กำหนดให้ จงระบุตำแหน่งของ Bumper Spoilers
  • 1 : A
  • 2 : B
  • 3 : C
  • 4 : D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 171 :
  • ข้อใดเป็นประโยชน์ของ Air Dams
  • 1 : ใช้เพิ่มอัตราการเผาไหม้
  • 2 : ใช้ป้องกันฝุ่นที่เข้ามากับไอดี
  • 3 : ใช้ลดความเสียดทานอากาศ
  • 4 : ใช้ลดมลพิษของไอเสีย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 172 :
  • ถ้าค่า Cd ของวัตถุที่กำหนดให้มีค่าเป็น 1.8 เมื่อกระแสการไหลมาจากทางด้านซ้าย จงคำนวณค่า Cd ของวัตถุชิ้นนี้เมื่อกระแสการไหลมาจากทางด้านขวา
  • 1 : 0.9
  • 2 : 1.8
  • 3 : 3.6
  • 4 : ไม่สามารถคำนวณได้ด้วยข้อมูลที่จำกัด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 173 :
  • กำหนดให้ค่า Cd ของลูกทรงกลมรัศมี 0.25 m มีค่าเท่ากับ 0.5 เมื่อมีกระแสการไหลเข้ามาโดยกระทำมุมปะทะดังรูป จงคำนวณค่า Drag ที่เกิดขึ้นในแนวแกน x เมื่ออากาศมีความหนาแน่นเท่ากับ 1.2 kg/m^3
  • 1 : 17.7 N
  • 2 : 20.4 N
  • 3 : 23.6 N
  • 4 : 40.8 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 174 :
  • กำหนดการกระจายความดันรอบตัวถังรถเป็นดังรูปและตาราง จงคำนวณค่า Drag ของรถคันนี้
  • 1 : 0 N
  • 2 : 100 N
  • 3 : 122 N
  • 4 : 390 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 175 :
  • กำหนดการกระจายความดันรอบตัวถังรถเป็นดังรูปและตาราง หากค่า Cd ของรถคันนี้มีค่าเป็น 0.5 จงระบุค่า Cl ของรถคันนี้
  • 1 : 0.25
  • 2 : 0.50
  • 3 : 0.77
  • 4 : 1.00
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 176 :
  • รถยนต์ที่มีค่า Frontal Area และ Cd เท่ากับ 2 sq.m และ 0.5 ตามลำดับ ขณะที่แล่นด้วยความเร็ว 20 m/s จะมีค่า Drag เท่ากับเท่าไร เมื่ออากาศมีความหนาแน่นเท่ากับ 1.2 kg/m^3 และความเร็วลม Headwind เป็น 10 m/s
  • 1 : 60 N
  • 2 : 240 N
  • 3 : 270 N
  • 4 : 540 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 177 :
  • รถที่มี Cd และ Cs เป็น 0.5 และ 0.4 ตามลำดับ ในกรณีที่ Side Force มีค่าเท่ากับ 100 N จะมี Drag เท่ากับข้อใด
  • 1 : 50 N
  • 2 : 80 N
  • 3 : 100 N
  • 4 : 125 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 178 :
  • หาก Drag ของโมเดลรถที่มีขนาดมิติ ความกว้าง/ยาว/สูง เป็นครึ่งหนึ่งของขนาดจริง มีค่าเท่ากับ 80 N เมื่อถูกทดสอบในอุโมงค์ลม ข้อใดคือค่า Drag ที่จะเกิดขึ้นบนรถยนต์ขนาดจริงที่แล่นด้วยความเร็วเท่ากับกระแสลมในอุโมงค์ลม
  • 1 : 40 N
  • 2 : 80 N
  • 3 : 160 N
  • 4 : 320 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 179 :
  • รถยนต์ A แล่นด้วยความเร็ว 100 km/hr ก่อให้เกิด Drag ขนาด 280 N กระทำต่อตัวถังรถ ถ้าหากรถยนต์ B ซึ่งมี Frontal Area เท่ากับรถยนต์ A ต้องการจำกัด Drag ของตัวเองไม่ให้เกินค่า Drag ของรถยนต์ A ผู้ขับรถยนต์ B ต้องรักษาระดับความเร็วไว้ไม่เกินกี่ km/hr เมื่อ Cd ของรถยนต์ A และ B เป็น 0.3 และ 0.5 ตามลำดับ
  • 1 : 52.3 km/hr
  • 2 : 77.5 km/hr
  • 3 : 94.2 km/hr
  • 4 : 107 km/hr
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 180 :
  • รถยนต์คันหนึ่งถูกตรวจวัดค่า Drag จำนวน 2 ครั้ง ณ ตำแหน่ง ห่างกัน 100 เมตรได้ค่า Drag เท่ากับ 300 และ 500 N ตามลำดับ จงคำนวณค่าความเร่งของรถยนต์คันนี้ เมื่อความเร็วในการตรวจวัดครั้งแรกเป็น 20 m/s
  • 1 : 1.0 m/s^2
  • 2 : 1.3 m/s^2
  • 3 : 1.7 m/s^2
  • 4 : 2.0 m/s^2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 181 :
  • ข้อใดคือ Pitching Moment ของรถยนต์ทดสอบที่ความเร็วเท่ากับ 20 m/s เมื่อกำหนดให้รถยนต์มีคุณสมบัติดังนี้
  • 1 : 48 N-m
  • 2 : 72 N-m
  • 3 : 108 N-m
  • 4 : 144 N-m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 182 :
  • รถยนต์ที่มีค่า Drag, Lift และ Pitching Moment เป็น 500 N, 0 N และ 250 N-m ตามลำดับ ตำแหน่งที่ Drag เข้ากระทำจะอยู่สูงจากพื้นถนนเท่าไร
  • 1 : 0.00 m
  • 2 : 0.25 m
  • 3 : 0.50 m
  • 4 : 0.75 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 183 :
  • รถยนต์ที่มีค่า Rolling Moment เป็น 250 N-m ถ้าหากตำแหน่งที่ Side Force เข้ากระทำอยู่สูงจากตำแหน่ง CG ของรถเป็นระยะ 40 cm ข้อใดคือขนาดของ Side force ตัวนี้
  • 1 : 325 N
  • 2 : 425 N
  • 3 : 525 N
  • 4 : 625 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 184 :
  • กำหนดให้ Total Pressure และ Dynamic Pressure มีค่าเป็น 650 และ 400 kPa ตามลำดับ ข้อใดคือ Static Pressure ที่ถูกต้อง
  • 1 : 250 kPa
  • 2 : 100 kPa
  • 3 : 150 kPa
  • 4 : 200 kPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 185 :
  • อากาศที่มีความหนาแน่นเท่ากับ 1.2 kg/m^3, ความหนืดที่ 1.5x10-5 Ns/m^2 และ ความเร็วเป็น 20 m/s จะมี Dynamic Pressure เท่ากับเท่าไร
  • 1 : 240 Pa
  • 2 : 240 kPa
  • 3 : 480 Pa
  • 4 : 480 kPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 186 :
  • กำหนดให้อากาศที่มีความหนาแน่นเท่ากับ 1.2 kg/m^3 ไหลด้วยความเร็ว 20 m/s อยู่ในสนามการไหลที่มี Total Pressure เท่ากับ 700 Pa ข้อใดคือ Static Pressure ของมวลอากาศนี้
  • 1 : 460 Pa
  • 2 : 220 Pa
  • 3 : 940 Pa
  • 4 : 240 Pa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 187 :
  • กำหนดให้อากาศที่มีความหนาแน่นเป็น 1.2 kg/m3 ไหล อยู่ในสนามการไหลซึ่งมี Total Pressure และ Dynamic Pressure เท่ากับ 700 และ 240 kPa ตามลำดับ ข้อใดคือความเร็วของมวลอากาศนี้
  • 1 : 20 m/s
  • 2 : 20 km/hr
  • 3 : 28 m/s
  • 4 : 28 km/hr
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 188 :
  • ข้อใดคือ Bernoulli’s Equation
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 189 :
  • ข้อใดเป็นจุดบ่งชี้ถึงตำแหน่งที่เกิด Flow Separation บนผิวของรถยนต์
  • 1 : ความเร็วของฟิล์มอากาศเหนือผิวรถยนต์เล็กน้อยเป็นศูนย์
  • 2 : ความเร็วของฟิล์มอากาศที่ผิวรถยนต์เป็นศูนย์
  • 3 : ทิศทางความเร็วของฟิล์มอากาศเหนือผิวรถยนต์กลับทาง
  • 4 : จุดที่มวลอากาศปะทะหน้ารถยนต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 190 :
  • ข้อใดอธิบายความหมายของ Flow Separation ได้อย่างถูกต้อง
  • 1 : Velocity gradient ทิศตั้งฉากกับผิวสัมผัสเป็นศูนย์
  • 2 : Velocity gradient ทิศตั้งขนานกับผิวสัมผัสเป็นศูนย์
  • 3 : Pressure gradient ทิศตั้งขนานกับผิวสัมผัสเป็นศูนย์
  • 4 : Gravity acceleration ทิศตั้งฉากกับผิวสัมผัสเป็นศูนย์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 191 :
  • รูปในข้อใดแสดงการกระจายตัวของ Pressure Coefficient (Cp) ของอากาศที่ไหลรอบตัวถังรถยนต์ได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 192 :
  • ข้อใดอธิบายความหมายของ Kamm-back shape ได้ดีที่สุด
  • 1 : รูปทรงหยดน้ำที่ถูกตัดปลายแหลมออก
  • 2 : รูปทรงหยดน้ำ
  • 3 : รูปทรงหยดน้ำที่มีความเพรียวลมสูง
  • 4 : รูปทรงกรวยที่มีความเพรียวลมสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 193 :
  • จุดใดน่าจะมีค่า Static Pressure สูงสุด บนตัวถังรถยนต์ขณะแล่นบนพื้นราบ
  • 1 : B
  • 2 : A
  • 3 : C
  • 4 : D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 194 :
  • Lift คือเวคเตอร์ตัวใดในรูปที่กำหนดให้
  • 1 : B
  • 2 : A
  • 3 : C
  • 4 : A และ C
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 195 :
  • Rolling Moment คือเวคเตอร์ตัวใดในรูปที่กำหนดให้
  • 1 : C
  • 2 : B
  • 3 : A
  • 4 : A และ B
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 196 :
  • Lift มีผลต่อรถยนต์อย่างไร
  • 1 : ทำให้รถเกาะถนนน้อยลง
  • 2 : ทำให้รถเปลี่ยนทิศทาง
  • 3 : ทำให้รถจิกหัวลง
  • 4 : ทำให้รถพลิกคว่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 197 :
  • ข้อใดไม่ใช่ผลที่เกิดจาก Side Force ต่อรถยนต์
  • 1 : ทำให้รถจิกหัวลง
  • 2 : ทำให้รถเปลี่ยนทิศทาง
  • 3 : ทำให้รถพลิกคว่ำ
  • 4 : ทำให้รถหมุน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 198 :
  • Rolling Moment เกิดขึ้นจากอะไร
  • 1 : จุดปะทะของแรงลมลัพธ์ด้านข้างตัวถังรถอยู่สูงกว่าพื้นถนน
  • 2 : จุดปะทะของแรงลมลัพธ์ด้านข้างตัวถังรถอยู่ค่อนไปทางหน้ารถ
  • 3 : จุดปะทะของแรงลมลัพธ์ด้านข้างตัวถังรถอยู่ค่อนไปทางหลังรถ
  • 4 : จุดปะทะของแรงลมลัพธ์ด้านหน้าตัวถังรถอยู่สูงกว่าพื้นถนน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 199 :
  • ข้อใดไม่ก่อให้เกิด Pitching Moment
  • 1 : แรง Side Force กระทำที่จุดซึ่งอยู่สูงกว่าพื้นถนน
  • 2 : จุดปะทะของแรงลมลัพธ์ด้านหน้าตัวถังรถอยู่สูงกว่าพื้นถนน
  • 3 : แรง Lift ไม่ได้กระทำที่จุดกึ่งกลางระหว่างดุมล้อหน้าและหลัง
  • 4 : แรง Drag กระทำที่จุดซึ่งอยู่สูงกว่าพื้นถนน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 200 :
  • ถ้าหากตำแหน่งที่ Side Force เข้ากระทำอยู่เยื้องไปทางด้านหลังจากจุด CG ของรถ ผลที่เกิดขึ้นคือข้อใด
  • 1 : Yawing Moment
  • 2 : Rolling Moment
  • 3 : Pitching Moment
  • 4 : Inertia Moment
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 201 :
  • จากรูปที่กำหนดให้ จงระบุตำแหน่งของ Air Dams
  • 1 : A
  • 2 : B
  • 3 : C
  • 4 : D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 202 :
  • ข้อใดเป็นประโยชน์ของ Bumper Spoilers
  • 1 : ลด Drag ที่เกิดขึ้นใต้ท้องรถ
  • 2 : ลด Lift ที่เกิดขึ้นใต้ท้องรถ
  • 3 : เพิ่มYawing Moment
  • 4 : เพิ่ม Rolling Moment
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 203 :
  • กำหนดให้ค่า Cd ของท่อนทรงกระบอกรัศมี 0.25 m มีค่าเท่ากับ 1.2 เมื่อมีกระแสการไหลเข้ามาจากทางด้านซ้าย และทางด้านล่างพร้อมๆ กันดังรูป จงคำนวณค่า Cd ที่เกิดขึ้นในกรณีนี้
  • 1 : 1.2
  • 2 : 1.8
  • 3 : 2.4
  • 4 : 0.6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 204 :
  • กำหนดให้ค่า Cd ของท่อนทรงกระบอกรัศมี 0.25 m ยาว 1 m มีค่าเท่ากับ 1.2 เมื่อมีกระแสการไหลเข้ามาโดยกระทำมุมปะทะดังรูป จงคำนวณค่า Lift ที่เกิดขึ้นในแนวแกน y เมื่ออากาศมีความหนาแน่นเท่ากับ 1.2 kg/m3
  • 1 : 72 N
  • 2 : 144 N
  • 3 : 36 N
  • 4 : 288 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 205 :
  • เมื่อรถแล่นด้วยความเร็ว 20 m/s การกระจายความดันรอบตัวถังรถเป็นดังรูปและตาราง จงคำนวณค่า Cl ของรถคันนี้ เมื่ออากาศมีความหนาแน่นเท่ากับ 1.2 kg/m^3 และ รถมี Frontal Area เป็น 2 sq.m
  • 1 : -0.39
  • 2 : -0.20
  • 3 : -1.00
  • 4 : ไม่สามารถคำนวณได้ด้วยข้อมูลที่จำกัด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 206 :
  • รถยนต์ที่มีค่า Frontal Area และ Cd เท่ากับ 2 sq.m และ 0.5 ตามลำดับ ขณะที่แล่นด้วยความเร็ว 20 m/s จะมีค่า Drag เท่ากับเท่าไร เมื่ออากาศมีความหนาแน่นเท่ากับ 1.2 kg/m^3
  • 1 : 240 N
  • 2 : 480 N
  • 3 : 120 N
  • 4 : 960 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 207 :
  • รถยนต์ที่มีค่า Frontal Area และ Cd เท่ากับ 2 sq.m และ 0.5 ตามลำดับ ขณะที่แล่นด้วยความเร็ว 20 m/s จะมีค่า Drag เท่ากับเท่าไร เมื่ออากาศมีความหนาแน่นเท่ากับ 1.2 kg/m3 และความเร็วลม Tailwind เป็น 10 m/s ซึ่งทำมุมปะทะดังรูป
  • 1 : 135 N
  • 2 : 270 N
  • 3 : 70 N
  • 4 : 540 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 208 :
  • รถที่มี Drag และ Side Force เป็น 500 และ 400 N ตามลำดับ ในกรณีที่ Cd มีค่าเท่ากับ 0.5 จะมี Cs เท่ากับข้อใด
  • 1 : 0.40
  • 2 : 0.50
  • 3 : 0.30
  • 4 : 0.60
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 209 :
  • หาก Cd ของโมเดลรถที่มีขนาดมิติ ความกว้าง/ยาว/สูง เป็นครึ่งหนึ่งของขนาดจริง มีค่าเท่ากับ 0.3 เมื่อถูกทดสอบในอุโมงค์ลม ข้อใดคือค่า Cd ของรถยนต์ขนาดจริงที่แล่นด้วยความเร็วเท่ากับกระแสลมในอุโมงค์ลม
  • 1 : 0.3
  • 2 : 1.5
  • 3 : 0.6
  • 4 : 2.4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 210 :
  • รถยนต์คันหนึ่งถูกตรวจวัดค่า Drag จำนวน 2 ครั้ง ณ ตำแหน่ง ห่างกัน 100 เมตรได้ค่า Drag เท่ากับ 300 และ 500 N ตามลำดับ จงคำนวณค่าความเร่งของรถยนต์คันนี้ เมื่อ Cd, Frontal Area และ ความหนาแน่นของอากาศเป็น 0.3, 2 sq.m และ 1.2 kg/m^3 ตามลำดับ
  • 1 : 2.8 m/s^2
  • 2 : 1.4 m/s^2
  • 3 : 5.6 m/s^2
  • 4 : 8.4 m/s^2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 211 :
  • ข้อใดคือ Rolling Moment ของรถยนต์ทดสอบที่ความเร็วเท่ากับ 20 m/s เมื่อกำหนดให้รถยนต์มีคุณสมบัติดังนี้ CRM = 0.30 Frontal Area = 2 sq.m Side Area = 3 sq.m Wheelbase = 1.5 m และความหนาแน่นของอากาศเป็น 1.2 kg/m^3
  • 1 : 216 N-m
  • 2 : 108 N-m
  • 3 : 432 N-m
  • 4 : 864 N-m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 212 :
  • รถยนต์ที่มีค่า Yawing Moment เป็น 250 N-m ถ้าหากค่าของ Side Force ที่เข้ากระทำคือ 100 N ข้อใดคือตำแหน่งที่ Side Force กระทำกับตัวรถ
  • 1 : 2.5 m จากตำแหน่งกึ่งกลางของ wheelbase (mid-wheelbase)
  • 2 : 2.5 m จากพื้นถนน
  • 3 : 2.5 m จากตำแหน่งหน้ารถ
  • 4 : 2.5 m จากตำแหน่งท้ายรถ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 213 :
  • ถ้าหากตำแหน่งที่ Side Force เข้ากระทำอยู่สูงจากพื้นถนนเท่ากับ 0.2 cm และเยื้องไปทางด้านหน้าจุด mid-wheelbase เท่ากับ 0.5 cm ผลที่เกิดขึ้นคือข้อใด
  • 1 : Rolling Moment และ Yawing Moment
  • 2 : Rolling Moment และ Pitching Moment
  • 3 : Pitching Moment และ Yawing Moment
  • 4 : Pitching Moment และ Side Force
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 214 :
  • กำหนดให้ Static Pressure และ Dynamic Pressure มีค่าเป็น 300 และ 400 kPa ตามลำดับ ข้อใดคือ Total Pressure ที่ถูกต้อง
  • 1 : 700 kPa
  • 2 : 100 kPa
  • 3 : -100 kPa
  • 4 : 75 kPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 215 :
  • กำหนดให้ Static Pressure และ Total Pressure มีค่าเป็น 300 และ 400 kPa ตามลำดับ ข้อใดคือ Dynamic Pressure ที่ถูกต้อง
  • 1 : 100 kPa
  • 2 : –100 kPa
  • 3 : 700 kPa
  • 4 : 75 kPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 216 :
  • ข้อใดอธิบายความหมายของ Favorable Pressure Gradient ได้อย่างถูกต้อง
  • 1 : ความดันลดลง ตามทิศทางการไหล
  • 2 : ความดันเพิ่มขึ้น ตามทิศทางการไหล
  • 3 : ความดันคงที่
  • 4 : ความดันไม่คงที่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 217 :
  • Adverse Pressure Gradient มีผลสำคัญอย่างไรในเรื่องของ Aerodynamic Drag
  • 1 : ก่อให้เกิด flow separation
  • 2 : ต่อต้านการเกิด flow separation
  • 3 : ทำให้ Drag ต่ำลง
  • 4 : ไม่ก่อให้เกิดผลใดๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 218 :
  • Flow Separation เป็นจุดเริ่มต้นของปรากฎการณ์ที่สำคัญในข้อใด
  • 1 : ทำให้เกิด Vortex ด้านหลังรถ
  • 2 : ทำให้รถเปลี่ยนทิศทาง
  • 3 : ทำให้รถจิกหัวลง
  • 4 : ทำให้รถพลิกคว่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 219 :
  • Vortex เริ่มพัฒนาตัวขึ้นต่อเนื่องจากปรากฏการณ์ใด
  • 1 : Flow separation
  • 2 : Yawing moment
  • 3 : Pitching moment
  • 4 : Rolling moment
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 220 :
  • ผลสำคัญที่เกิดขึ้นจาก Dirt Deposition คือข้อใด
  • 1 : ไฟท้ายรถมองเห็นได้ยาก เนื่องจากละอองฝุ่นบดบัง
  • 2 : ไฟหน้ารถมองเห็นได้ยาก เนื่องจากละอองฝุ่นบดบัง
  • 3 : วิสัยทัศน์ด้านหน้ารถลดลง เนื่องจากละอองฝุ่นบดบัง
  • 4 : ไฟตัดหมอกหน้ารถใช้การไม่ได้ เนื่องจากละอองฝุ่นบดบัง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 221 :
  • Dirt Deposition เกิดขึ้นจากสิ่งใด
  • 1 : ความปั่นป่วนของมวลอากาศใน separation zone ด้านหลังรถ
  • 2 : ความชื้นในอากาศ
  • 3 : ความเร่งเกินอัตรา
  • 4 : ความสูงของท้องรถจากพื้นถนน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 222 :
  • Drag มีผลต่อรถยนต์อย่างไร
  • 1 : เพิ่มแรงหน่วง
  • 2 : เพิ่มความเร่ง
  • 3 : เพิ่มความเร็ว
  • 4 : เพิ่มระยะทาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 223 :
  • ข้อใดไม่ใช่ผลที่เกิดจาก Drag ต่อรถยนต์
  • 1 : เพิ่มระยะทาง
  • 2 : ลดความเร่ง
  • 3 : ลดความเร็ว
  • 4 : เพิ่มแรงหน่วง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 224 :
  • ข้อใดไม่ใช่ผลที่เกิดจาก Lift ต่อรถยนต์
  • 1 : Rolling moment
  • 2 : รถยนต์เกาะพื้นถนนน้อยลง
  • 3 : Pitching moment
  • 4 : น้ำหนักรถกดลงบนถนนน้อยลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 225 :
  • Pitching Moment มีผลต่อรถยนต์อย่างไร
  • 1 : ทำให้รถจิกหน้าลง
  • 2 : ทำให้รถเปลี่ยนทิศ
  • 3 : ทำให้รถพลิกคว่ำ
  • 4 : ทำให้รถช้าลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 226 :
  • Yawing Moment มีผลต่อรถยนต์อย่างไร
  • 1 : ทำให้รถเปลี่ยนทิศ
  • 2 : ทำให้รถจิกหน้าลง
  • 3 : ทำให้รถพลิกคว่ำ
  • 4 : ทำให้รถช้าลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 227 :
  • Yawing Moment เกิดขึ้นจากอะไร
  • 1 : แรงลมลัพธ์ปะทะด้านข้างรถยนต์ ไม่กระทำที่จุดกึ่งกลางระหว่างช่วงล้อหน้าและหลัง
  • 2 : แรงลมลัพธ์ปะทะด้านข้างรถยนต์ กระทำที่จุดสูงกว่าพื้นถนน
  • 3 : แรงลมลัพธ์ปะทะด้านหน้ารถยนต์ กระทำที่จุดสูงกว่าพื้นถนน
  • 4 : แรงลมลัพธ์ปะทะด้านหน้ารถยนต์ กระทำที่จุดสูงกว่าจุดศูนย์กลางมวลของรถ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 228 :
  • ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับ Rolling Moment
  • 1 : แรงลมลัพธ์ปะทะด้านข้างรถยนต์ กระทำที่จุดสูงกว่าจุดศูนย์กลางมวลของรถ
  • 2 : แรงลมลัพธ์ปะทะด้านข้างรถยนต์ กระทำที่จุดสูงกว่าพื้นถนน
  • 3 : คู่ล้อรถยนต์ข้างซ้ายและขวา กดพื้นถนนด้วยแรงที่ต่างกัน
  • 4 : มีแรงลมปะทะด้านข้างรถยนต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 229 :
  • ถ้าหากตำแหน่งที่ Side Force เข้ากระทำอยู่เยื้องไปทางด้านหน้าจากจุดกึ่งกลางของ wheelbase ผลที่เกิดขึ้นคือข้อใด
  • 1 : Yawing moment
  • 2 : Pitching moment
  • 3 : Rolling moment
  • 4 : Drag
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 230 :
  • ถ้าหากตำแหน่งที่ Side Force เข้ากระทำอยู่เยื้องไปทางด้านล่างใต้จุด CG ของรถ แต่ยังคงอยู่สูงกว่าพื้นถนน ผลที่เกิดขึ้นคือข้อใด
  • 1 : Rolling moment
  • 2 : Pitching moment
  • 3 : Drag
  • 4 : Lift
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 231 :
  • ข้อใดเป็นประโยชน์ของ Deck-Lid Spoilers
  • 1 : เพิ่มเสถียรภาพการไหลของมวลอากาศด้านหลังรถ
  • 2 : ลด Drag อันเนื่องมาจากมวลอากาศที่ไหลผ่านรังผึ้งระบายความร้อน
  • 3 : ใช้มองวิสัยทัศน์ด้านข้างรถ
  • 4 : ลด Drag อันเนื่องมาจากมวลอากาศที่ไหลผ่านใต้ท้องรถ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 232 :
  • รถที่มี Cd และ Cl เป็น 0.5 และ 0.3 ตามลำดับ ในกรณีที่ Lift Force มีค่าเท่ากับ 150 N จะมี Drag เท่ากับข้อใด
  • 1 : 250 N
  • 2 : 500 N
  • 3 : 650 N
  • 4 : 125 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 233 :
  • รถที่มี Drag และ Lift เป็น 500 และ 300 N ตามลำดับ ในกรณีที่ Cd มีค่าเท่ากับ 0.5 จะมี Cl เท่ากับข้อใด
  • 1 : 0.30
  • 2 : 0.40
  • 3 : 0.50
  • 4 : d)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 234 :
  • รถยนต์ที่มีค่า Drag, Lift และ Pitching Moment เป็น 500 N, 100 N และ 0 N-m ตามลำดับ ถ้าหากตำแหน่งที่ Drag เข้ากระทำจะอยู่สูงจากพื้นถนน 40 cm ข้อใดคือตำแหน่งที่ Lift กระทำกับตัวรถ
  • 1 : 2.0 m จากกึ่งกลาง wheelbase
  • 2 : 1.0 m จากกึ่งกลาง wheelbase
  • 3 : 3.0 m จากกึ่งกลาง wheelbase
  • 4 : 4.0 m จากกึ่งกลาง wheelbase
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 235 :
  • รถยนต์ที่มีค่า Yawing Moment เป็น 250 N-m ถ้าหากตำแหน่งที่ Side Force เข้ากระทำอยู่เยื้องไปทางด้านหน้า 40 cm จากจุดกึ่งกลาง Wheelbase ของรถ ข้อใดคือขนาดของ Side Force ตัวนี้
  • 1 : 625 N
  • 2 : 313 N
  • 3 : 500 N
  • 4 : 250 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 236 :
  • รถยนต์ที่มีค่า Rolling Moment เป็น 250 N-m ถ้าหากค่าของ Side Force ที่เข้ากระทำคือ 1000 N ข้อใดคือตำแหน่งที่ Side Force กระทำกับตัวรถ
  • 1 : 0.25 m จากพื้นถนน
  • 2 : 0.15 m จากพื้นถนน
  • 3 : 0.20 m จากพื้นถนน
  • 4 : 0.30 m จากพื้นถนน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 237 :
  • ถ้าหากตำแหน่งที่ Side Force เข้ากระทำอยู่สูงจากพื้นถนน เท่ากับ 0.2 cm และเยื้องไปทางด้านหน้าจุด mid-wheelbase เท่ากับ 0.5 cm ผลที่เกิดขึ้นคือข้อใด
  • 1 : Rolling Moment และ Yawing Moment
  • 2 : Rolling Moment และ Pitching Moment
  • 3 : Pitching Moment และ Yawing Moment
  • 4 : Pitching Moment และ Side Force
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 238 :

  • 1 : 227 Pa
  • 2 : 454 Pa
  • 3 : 2.96 kPa
  • 4 : 5.88 kPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 239 :

  • 1 : 343 Pa
  • 2 : 686 Pa
  • 3 : 4.44 kPa
  • 4 : 8.88 kPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 240 :

  • 1 : 1240 Pa
  • 2 : 1480 Pa
  • 3 : 241 Pa
  • 4 : 481 Pa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 241 :

  • 1 : 473 Pa
  • 2 : 246 Pa
  • 3 : 927 Pa
  • 4 : 1.15 kPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 242 :

  • 1 : 31.6 m/s
  • 2 : 22.4 m/s
  • 3 : 10.0 m/s
  • 4 : 15.8 m/s
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 243 :

  • 1 : 740 Pa
  • 2 : 980 Pa
  • 3 : 260 Pa
  • 4 : 20 Pa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 244 :

  • 1 : 0 m/s
  • 2 : 10 m/s
  • 3 : 20 m/s
  • 4 : 40 m/s
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 245 :

  • 1 : 20 m/s
  • 2 : 10 m/s
  • 3 : 0 m/s
  • 4 : 40 m/s
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 246 :

  • 1 : D
  • 2 : A
  • 3 : B
  • 4 : C
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 247 :

  • 1 : A
  • 2 : B
  • 3 : C
  • 4 : A และ B
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 248 :

  • 1 : C
  • 2 : A
  • 3 : B
  • 4 : A และ B
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 249 :

  • 1 : D
  • 2 : A
  • 3 : B
  • 4 : C
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 250 :

  • 1 : 0.50
  • 2 : 0.72
  • 3 : 0.38
  • 4 : 0.25
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 251 :

  • 1 : 11.8 N
  • 2 : 23.6 N
  • 3 : 47.2 N
  • 4 : 5.9 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 252 :

  • 1 : 124.7 N
  • 2 : 249.4 N
  • 3 : 373.1 N
  • 4 : 41.6 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 253 :

  • 1 : -187 N
  • 2 : -200 N
  • 3 : -287 N
  • 4 : -400 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 254 :

  • 1 : 0.25
  • 2 : 0.50
  • 3 : 0.75
  • 4 : 0.13
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 255 :

  • 1 : 0.2
  • 2 : 0.4
  • 3 : 0.6
  • 4 : 0.8
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 256 :

  • 1 : 60 N
  • 2 : 120 N
  • 3 : 240 N
  • 4 : 360 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 257 :

  • 1 : 375 N
  • 2 : 750 N
  • 3 : 188 N
  • 4 : 60 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 258 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 259 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 260 :

  • 1 : 108 N-m
  • 2 : 216 N-m
  • 3 : 432 N-m
  • 4 : 864 N-m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 261 :
  • ข้อใดเป็นภาระของรถยนต์ (road load) ที่เป็นตัวจำกัดความสามารถในการวิ่งที่ความเร็วสูงๆของรถยนต์

  • 1 :  แรงต้านอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamic drag)
  • 2 :  ความต้านทานในการกลิ้งของล้อ (Rolling resistance)
  • 3 :  แรงเสียดทานในระบบส่งกำลัง
  • 4 :  น้ำหนักรถ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 262 :
  •  ถ้าค่า Cd ของวัตถุที่กำหนดให้มีค่าเป็น 1.9 เมื่อกระแสการไหลมาจากทางด้านซ้าย จงคำนวณค่า Cd ของวัตถุชิ้นนี้เมื่อกระแสการไหลมาจากทางด้านขวา
                             
  • 1 :  0.95
  • 2 :  1.9
  • 3 :  3.8
  • 4 :  ไม่สามารถคำนวณได้ด้วยข้อมูลที่จำกัด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 263 :
  •  ข้อใดไม่ใช่ผลที่เกิดจาก Side Force ต่อรถยนต์
  • 1 :  ทำให้ท้ายรถกดลงมากขึ้น
  • 2 :  ทำให้รถเปลี่ยนทิศทาง
  • 3 :  ทำให้รถพลิกคว่ำ
  • 4 :  ทำให้รถหมุน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 264 :
  •  ข้อใดเป็นประโยชน์ของ Bumper Spoilers
  • 1 :  ลด Drag ที่เกิดขึ้นใต้ท้องรถ
  • 2 :  ลด Lift ที่เกิดขึ้นใต้ท้องรถ
  • 3 :  ลด Yaw moment
  • 4 :  ลด Side force
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 265 :
  •  ข้อใดให้ความหมายของการดื้อโค้ง (understeer) ได้ดีที่สุด
  • 1 :  ในการเลี้ยวที่รัศมีคงที่ ล้อรถจำเป็นต้องบิดเพิ่มขึ้นเมื่อความเร็วของรถเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้รถสามารถวิ่งที่รัศมีการเลี้ยวเท่าเดิมได้
  • 2 :  ในการเลี้ยวที่รัศมีคงที่ ล้อรถไม่จำเป็นต้องบิดเพิ่มขึ้นหรือลดลงเมื่อความเร็วของรถเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้รถสามารถวิ่งที่รัศมีการเลี้ยวเท่าเดิมได้
  • 3 :
    ในการเลี้ยวที่รัศมีคงที่ ล้อรถจำเป็นต้องบิดน้อยลงเมื่อความเร็วของรถเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้รถสามารถวิ่งที่รัศมีการเลี้ยวเท่าเดิมได้
  • 4 :  ในการเลี้ยวที่รัศมีคงที่ ล้อรถจำเป็นต้องบิดกลับไปกลับมาเมื่อความเร็วของรถเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้รถสามารถวิ่งที่รัศมีการเลี้ยวเท่าเดิมได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 266 :
  • ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างการเลี้ยวที่ความเร็วต่ำและที่ความเร็วสูง
  • 1 :  ที่ความเร็วต่ำล้อจะมีการลื่นไถลไปด้านข้างมากกว่า
  • 2 :  ที่ความเร็วต่ำล้อจะมีการลื่นไถลไปด้านข้างน้อยกว่า
  • 3 :  ที่ความเร็วสูงจะมีความเร่งในแนวข้าง (lateral acceleration) น้อยกว่า
  • 4 : ที่ความเร็วสูงล้อจะต้องสร้างแรงด้านข้าง (lateral force) น้อยลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 267 :
  •  ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับลักษณะอาการ ไวโค้ง (Oversteer) ของรถยนต์
  • 1 :  ล้อหน้าจะมีค่ามุมไถล (slip angle) น้อยกว่าล้อหลัง
  • 2 :  ล้อหน้าและล้อหลังมีค่ามุมไถล (slip angle) เท่ากัน
  • 3 :  ล้อหน้าจะมีค่ามุมไถล (slip angle) มากกว่าล้อหลัง
  • 4 : ไม่ว่าจะมีความเร็วเท่าไหร่ก็ตามมุมไถล (slip angle) ของล้อหน้าและหลังจะเท่าเดิม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 268 :
  •  ในการออกแบบรถยนต์นั่งทั่วไปส่วนใหญ่จะมีลักษณะการเลี้ยวเช่นใด
  • 1 :  พอดีโค้ง (Neutral steer)
  • 2 :  ไวโค้ง (Oversteer)
  • 3 : ดื้อโค้ง (Understeer) เล็กน้อย
  • 4 : ดื้อโค้ง (Understeer) มาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 269 :
  •  

    ข้อใดมีผลน้อยที่สุดกับค่า Cornering Stiffness

  • 1 :  ความเร็วรถ
  • 2 :  ส่วนผสมของยาง (Rubber compound) ที่ใช้สร้างยางรถยนต์
  • 3 :  ความดันลมยาง
  • 4 :  ชนิดของโครงสร้างยาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 270 :
  •  แรง Drag เนื่องจากอากาศ มีผลต่อรถยนต์อย่างไร
  • 1 :  ทำให้รถเกาะถนนน้อยลง
  • 2 :  ทำให้รถหน่วง
  • 3 :  ทำให้รถลอยตัว
  • 4 :  ทำให้รถพลิกคว่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 271 :
  •  ขณะเลี้ยวรถยนต์ สิ่งใดต่อไปนี้เกิดขึ้นและส่งผลต่อลักษณะการดื้อโค้ง (Understeer) หรือ การไวโค้ง (Oversteer) ของรถยนต์
  • 1 :  การถ่ายเทน้ำหนัก หน้า-หลัง
  • 2 :  การเกิด pitch
  • 3 :  การเกิดความหน่วง
  • 4 :  การถ่ายเทน้ำหนักด้านข้าง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 272 :
  •  ข้อใดให้ความหมายของค่า Characteristic Speed ได้ดีที่สุด
  • 1 :  เป็นความเร็วที่มุมบิดของล้อหน้า เป็นสองเท่าของมุมบิดอัคเคอร์มันน์ (Ackerman Angle) สำหรับรถแบบดื้อโค้ง
  • 2 :  เป็นความเร็วที่มุมบิดของล้อหน้า เป็นสองเท่าของมุมบิดอัคเคอร์มันน์ (Ackerman Angle) สำหรับรถแบบไวโค้ง
  • 3 :  เป็นความเร็วที่มุมบิดของล้อหน้า เป็นสองเท่าของมุมบิดอัคเคอร์มันน์ (Ackerman Angle) สำหรับรถแบบพอดีโค้ง
  • 4 :  เป็นความเร็วที่มุมบิดของล้อหน้า เป็นศูนย์ สำหรับรถแบบไวโค้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 273 :
  •  ข้อใดให้ความหมายของค่า Critical Speed ได้ดีที่สุด
  • 1 :  เป็นความเร็วที่มุมบิดของล้อหน้า เป็นศูนย์ สำหรับรถแบบดื้อโค้ง
  • 2 :

    เป็นความเร็วที่มุมบิดของล้อหน้า เป็นศุนย์สำหรับรถแบบพอดีโค้ง

  • 3 :  เป็นความเร็วที่มุมบิดของล้อหน้า เป็นศูนย์ สำหรับรถแบบไวโค้ง
  • 4 :  เป็นความเร็วที่มุมบิดของล้อหน้า เป็นสองเท่าของมุมบิดอัคเคอร์มันน์ (Ackerman Angle) สำหรับรถแบบดื้อโค้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 274 :
  •  ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ Static margin ซึ่งใช้ในการวัดค่าพฤติกรรมการควบคุมรถที่สภาวะคงตัว (Steady state handling behavior)
  • 1 :  Static margin มีค่าเท่ากับระยะห่างจากจุด CG. จนถึง Neutral Steer Point หารด้วย ความยาวฐานล้อ (Wheel base)
  • 2 :

    รถที่มีอาการดื้อโค้ง จะมีค่า Static margin เป็นบวก

  • 3 :  รถที่มีอาการพอดีโค้ง จะมีค่า Static margin เท่ากับศูนย์
  • 4 :  รถยนต์นั่งทั่วไปจะมีค่า Static margin อยู่ในช่วง0.3 ถึง 0.5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 275 :
  •  วิธีการใดต่อไปนี้นิยมใช้ทำการทดลองเพื่อวัดค่า Understeer gradient
  • 1 :  วิธีรัศมีการเลี้ยวคงที่ และ วิธีความเร็วคงที่
  • 2 :  วิธีรัศมีการเลี้ยวคงที่ และ วิธีมุมเลี้ยวคงที่
  • 3 :  วิธีความเร็วคงที่ และวิธีมุมเลี้ยวคงที่
  • 4 :  วิธีมุมเลี้ยวคงที่ และ วิธีปีกผีเสื้อคงที่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 276 :
  • คำนวณค่า Characteristic Speed เมื่อให้ Wheel base (L) = 10.5 ft และ Understeer gradient = 0.13 degree / g

  • 1 :  263 mph
  • 2 :  273 mph
  • 3 :  283 mph
  • 4 :  253 mph
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 277 :
  • คำนวณค่า Critical Speed เมื่อให้ Wheel base (L) = 9 ft และ Understeer gradient = - 0.9 degree / g

  • 1 :  93 mph
  • 2 :  103 mph
  • 3 :  113 mph
  • 4 :  83 mph
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 278 :
  • รถยนต์ในข้อต่อไปนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดลักษณะการเลี้ยวแบบใด

    . รถยนต์ที่มีการถ่ายเทน้ำหนักด้านข้างของล้อหน้ามากขณะเลี้ยวเข้าโค้ง

    . รถยนต์ที่มีการกระจายน้ำหนักหน้าหลังเท่าๆกัน

    . รถยนต์ที่มีจุดศุนย์กลางการโคลงด้านหน้าสูงกว่าด้านหลัง

    . รถยนต์ที่มีการติดตั้งเหล็กกันโคลงที่ระบบกันสะเทือนล้อหน้า

  • 1 :

    ก. Understeer, ข. Neutralsteer, ค. Oversteer, ง. Understeer

  • 2 :  . Understeer, ข. Neutralsteer, ค. Understeer, . Understeer
  • 3 :  ก. Oversteer, ข. Neutralsteer, ค. Oversteer, . Understeer
  • 4 :  . Understeer, ข. Neutralsteer, ค. Oversteer, . Oversteer
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 285 : Ride, Steering System
ข้อที่ 279 :
  • รูปSpectral Densityนี้แสดงความขรุขระของพื้นถนน ข้อใดกล่าวถูกต้อง(PCC=Portland Cement Concrete)
    I.รูปSpectral Densityนี้ได้มาจากการวัดการสั่นสะเทือนโดยใช้accelerometerติดที่ตัวถังรถ
    II.โดยทั่วไปคลื่นถนนที่มีความยาวมากจะมีการกระจัดสูง
    III.ถ้ารถยนต์คันหนึ่งเคลื่อนที่บนถนนลาดยาง(Bituminous)และถนน คอนกรีต(PCC)ที่ความเร็วเท่ากัน ถนนลาดยางจะมีแหล่งกำเนิดการสั่นสะเทือนที่ความถี่สูงต่ำกว่า
  • 1 : ข้อ I ถูกต้อง
  • 2 : ข้อ II ถูกต้อง
  • 3 : ข้อ III ถูกต้อง
  • 4 : ข้อ I และ II ถูกต้อง
  • 5 : ข้อ II และ III ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 5
ข้อที่ 280 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ ในการออกแบบระบบการสั่นสะเทือน
  • 1 : แรงแปรผันที่เกิดขึ้นกับยางล้อ (Tyre force variation)
  • 2 : การกระจัดของช่วงล่าง (Suspension Travel)
  • 3 : แรงสั่นสะเทือนของตัวถัง
  • 4 : ความเร่งในแนวดิ่งของล้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 281 :
  • รูปในข้อใด แสดงแบบจำลองการสั่นสะเทือนของช่วงล่าง (1 ล้อ) ได้อย่างถูกต้อง (Quarter Car Model)
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 282 :
  • ให้ M=sprung mass, m = unsprung mass, Ks= suspension spring, Cs = suspension damping, Fb= แรงกระทำบน sprung mass, Fw= แรงกระทำบนunsprung mass, Z = การกระจัดของ sprung mass, Zu= การกระจัดของ unsprung mass
    จากแบบจำลองการสั่นสะเทือนของช่วงล่าง1 ล้อ (Quarter Car Model) ข้อใดเป็นสมการที่ถูกต้องของ sprung mass
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 283 :
  • ข้อใดต่อไปนี้แสดงถึงค่าโดยประมาณของ การสั่นพ้องของตัวถัง (body bounce resonance)และการสั่นพ้องของดุมล้อ (wheel hop resonance) ของรถยนต์ 4 ที่นั่ง (passenger vehicle) ในหน่วย Hz ได้ถูกต้อง
  • 1 : 2 , 15
  • 2 : 15 , 2
  • 3 : 20 , 40
  • 4 : 40 , 20
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 284 :
  • จงประมาณการสั่นพ้องของตัวถัง (body bounce resonance) จากแบบจำลองการสั่นสะเทือนของช่วงล่าง1 ล้อ ที่มี
    sprung mass = 400kg, unsprung mass=45kg, tyre stiffness = 200 kN/m, suspension stiffness = 30kN/m, and suspension damping = 2.5 kNs/m
  • 1 : 1 Hz
  • 2 : 2 Hz
  • 3 : 8 Hz
  • 4 : 15 Hz
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 285 :
  • จงประมาณการสั่นพ้องของดุมล้อ (wheel hop resonance) จากแบบจำลองการสั่นสะเทือนของช่วงล่าง1 ล้อ ที่มี
    sprung mass = 400kg, unsprung mass=45kg, tyre stiffness = 200 kN/m, suspension stiffness = 30kN/m, and suspension damping = 2.5 kNs/m
  • 1 : 2 Hz
  • 2 : 8 Hz
  • 3 : 11 Hz
  • 4 : 15 Hz
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 286 :
  • ข้อความใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับ Active และ Semi-active suspension
    I. ระบบกลไกมักจะติดตั้งอยู่ระหว่าง sprung และ unsprung mass
    II. ระบบจะสามารถรักษาระดับของตัวถังได้ ช่วยลดการโคลง
    III. ระบบจะสามารถลดแรงกระทำกับตัวถังที่เกิดจากระบบการสั่นสะเทือนได้
  • 1 : I
  • 2 : II
  • 3 : I และ III
  • 4 : I,II และ III
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 287 :
  • ข้อใดกล่าวถึงการทำงานของ automotive damper ได้อย่างถูกต้อง
  • 1 : แกนโชคเคลื่อนที่ ==> น้ำมันใน damper เคลื่อนผ่าน Orifice ==> ความร้อน ==> การถ่ายเทความร้อน
  • 2 : แกนโชคเคลื่อนที่ ==> น้ำมันใน damper ถูกอัด ==> แรงดันต้านการเคลื่อนที่
  • 3 : แกนโชคเคลื่อนที่ ==> น้ำมันใน damper เกิด Cavitations ==> การต้านการเคลื่อนที่
  • 4 : แกนโชคเคลื่อนที่ ==> น้ำมันใน damper เกิดการหมุนวน ==> การต้านการเคลื่อนที่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 288 :
  • ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการตั้งค่าโดยทั่วไปของ bump และ rebound ของ automotive damper
  • 1 : ตั้งค่าความหนืดของ bump สูงกว่าความหนืดของ rebound
  • 2 : ตั้งค่าความหนืดของ bump ต่ำกว่าความหนืดของ rebound
  • 3 : ตั้งค่าความหนืดของ bump เท่ากับความหนืดของ rebound
  • 4 : ไม่มีหลักการตายตัวในการตั้งค่าความหนืดของ bump และ rebound
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 289 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ไช่แหล่งกำเนิดเสียงหรือการสั่นสะเทือน (NVH)
  • 1 : เครื่องยนต์ขณะทำงาน
  • 2 : ล้อที่ไม่ถ่วงสมดุล
  • 3 : เพลาขับ
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 290 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
    I. wheel base filtering เกิดจากแหล่งกำเนิดการสั่นสะเทือนสองแหล่ง (ล้อหน้าและล้อหลัง) ที่มีค่ามุมเฟสสัมพันธ์กันค่าหนึ่งๆ
    II. wheel base filtering เป็นการสั่นพ้อง (resonance) หรือ (anti-resonance) อย่างหนึ่ง
    III. ความเร็วของรถจะส่งผลไปยังคลื่นความถี่ที่ wheel base filtering เกิดขึ้น
  • 1 : I
  • 2 : II
  • 3 : III
  • 4 : I และ III
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 291 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ส่งผลต่อ pitch และ bounce กับตัวรถน้อยที่สุด
  • 1 : ถนน
  • 2 : ความแข็งของสปริงหน้าและหลัง
  • 3 : Yaw moment of inertia
  • 4 : Radius of gyration ในแนว pitch
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 292 :
  • ถ้าฐานล้อรถยาว 3m ข้อใดต่อไปนี้ เป็นความยาวของคลื่นถนน ในหน่วย m ที่ทำให้เกิดเพียง body bounce mode
  • 1 : 1, 1.5, 3
  • 2 : 1,2,3
  • 3 : 1.2, 2, 6
  • 4 : 3,6,9,12
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 293 :
  • ถ้าฐานล้อรถยาว 3m ข้อใดต่อไปนี้ เป็นความยาวของคลื่นถนน ในหน่วย m ที่ทำให้เกิดเพียง body pitch mode
  • 1 : 1, 1.5, 3
  • 2 : 1,2,3
  • 3 : 1.2, 2, 6
  • 4 : 3,6,9,12
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 294 :
  • ข้อใดไม่ใช่ข้อจำกัดของแบบจำลองการสั่นสะเทือนของช่วงล่าง1 ล้อ (Quarter Car model) ที่มีเพียง linear suspension spring, linear damper, และ tyre spring
  • 1 : การไม่พิจารณาชิ้นส่วนที่ทำจากยางในข้อต่อของช่วงล่าง
  • 2 : การไม่พิจารณาว่ายางรถนั้นสามารถกรองความขรุขระของถนนได้ในบางส่วน
  • 3 : การไม่คำนึงถึงเรขาคณิตของช่วงล่าง
  • 4 : ไม่สามารถนำแบบจำลองการสั่นสะเทือนของช่วงล่าง1 ล้อ มาใช้กับ basic active suspension modelling ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 295 :
  • รูปข้างล่างแสดงกราฟของแรงจากสปริงแหนบเมื่อเทียบกับระยะให้ตัว ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้อง
    I. กราฟแสดงความไม่เป็นเชิงเส้นของสปริงแหนบ
    II.สปริงแหนบจะมีความความแข็ง (stiffness) สูงเมื่อระยะให้ตัวมีค่าต่ำ และจะมีความความแข็ง (stiffness) ต่ำเมื่อระยะให้ตัวมีค่าสูง
    III.กราฟนี้ไม่สามารถจำลองได้ในแบบจำลองการสั่นสะเทือนของช่วงล่าง1 ล้อ (Quarter Car model)
  • 1 : I
  • 2 : I และ II
  • 3 : I และ III
  • 4 : II และ III
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 296 :
  • รูปข้างล่างแสดงกราฟของแรงจากสปริงแหนบเมื่อเทียบกับระยะให้ตัว ข้อใดเป็นสาเหตุหลักของ Hysteresis ที่แสดงอยู่ในกราฟ
  • 1 : ชิ้นส่วนที่ทำจากยางในระบบช่วงล่าง
  • 2 : แรงเสียดทานที่เกิดจากการเสียดสีระหว่างแผ่นของสปริงแหนบ
  • 3 : เรขาคณิตของสปริงแหนบ
  • 4 : คุณสมบัติการให้ตัวของแผ่นเหล็ก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 297 :
  • รถแข่งควรจะเซ็ทให้มี Tyre force variation ต่ำ ใช่หรือไม่ ข้อใดกล่าวถูกต้อง
    I.ใช่ เพื่อรถแข่งจะได้ไช้ประโยชน์จากแรงที่ยางล้อได้สูงที่สุด
    II.ใช่เพราะยางสลิกไม่สามารถทนแรงแปรผันที่เกิดขึ้นกับยางล้อที่มีขนาดสูงได้
    III.ข้อความนี้มีข้อจำกัดคือการออกแบบจะต้องคำนึงถึงการให้ตัวของช่วงล่าง กันท้องรถขูดพื้น
    IV.ข้อความนี้มีข้อจำกัดคือการออกแบบจะต้องคำนึงถึงความแข็งของช่วงล่างขณะรถเลี้ยว เบรก ฯลฯ
  • 1 : ไม่มีข้อถูก
  • 2 : ถูกหนึ่งข้อ
  • 3 : ถูกสองข้อ
  • 4 : ถูกสามข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 298 :
  • รูปข้างล่างแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง RMS (Root Mean Square) ของความเร่งในแนวดิ่งของ Sprung Mass กับ RMS ของการให้ตัวของช่วงล่าง สำหรับ Tire/suspension stiffness = 7.5 จุดใดจะเหมาะกับการทำงานของรถที่เน้นความสะดวกสบาย
  • 1 : A
  • 2 : B
  • 3 : C
  • 4 : D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 299 :
  • Maurice Olley ได้ตั้งกฏ (Rule of thumb) ในวิชา Vehicle Dynamics โดยกล่าวว่า pitch mode นั้นก่อให้เกิดความรำคาญมากกว่า bounce mode ดังนั้น สปริงของช่วงล่างหลัง ควรจะแข็งกว่าช่วงล่างหน้า โดยใช้รูปข้างล่างอธิบาย ข้อใดกล่าวถูกต้อง รวมทั้ง t ในรูปมีค่าเท่ากับ
  • 1 : ช่วงล่างหลังที่แข็งกว่าจะทำให้มีการกระจัดเท่ากับด้านหน้า ทำให้เกิดการ bounce มากกว่าการ pitch , t = ฐานล้อ/ความเร็วรถ
  • 2 : ช่วงล่างหลังที่แข็งกว่าจะทำให้เกิด Resonant Frequency ทีสูงกว่าด้านหน้าทำให้ความถี่ของการกระจัดด้านหลัง สามารถไล่ตามด้านหน้าได้ทัน และก่อให้เกิดการ bounceมากกว่าการ pitch, t = ฐานล้อ/ความเร็วรถ
  • 3 : ช่วงล่างหลังที่แข็งกว่าจะทำให้มีการกระจัดเท่ากับด้านหน้า ทำให้เกิดการ bounce มากกว่าการ pitch, t = ความเร็วรถ/ฐานล้อ
  • 4 : ช่วงล่างหลังที่แข็งกว่าจะทำให้เกิด Resonant Frequency ทีสูงกว่าด้านหน้าทำให้ความถี่ของการกระจัดด้านหลัง สามารถไล่ตามด้านหน้าได้ทัน และก่อให้เกิดการ bounceมากกว่าการ pitch, t = ความเร็วรถ/ฐานล้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 300 :
  • ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับ twin tube และ monotube damper
    I. ทั้งสองแบบมีแก็สอยู่ภายในกระบอก
    II. แก็สใน monotube damper จะถูกอัดเมื่อแกนโช้คเลื่อนเข้าไปในกระบอกสูบ
    III. monotube มีการระบายความร้อนที่ดีกว่า twin tube damper
  • 1 : II
  • 2 : III
  • 3 : II และ III
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 301 :
  • จากรูปข้างล่าง ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
  • 1 : จากรูป 5.36 มนุษย์สามารถทนต่อการสั่นสะเทือนในแนวดิ่งในช่วงความถี่ 4-8 Hz ได้ต่ำ เนื่องจากความถี่นี้ตรงกับการสั่นพ้องของบางอวัยวะในร่างกาย
  • 2 : จากรูป 5.37 ที่การกระจัดที่มีค่าสูง การรับรู้การกระจัดในแนวดิ่งของมนุษย์นั้นขึ้นกับความถี่ของการสั่น
  • 3 : จากรูป 5.37 ที่การกระจัดที่มีค่าต่ำ การรับรู้การกระจัดในแนวดิ่งของมนุษย์นั้นจะไม่ค่อยขึ้นอยู่กับความถี่ของการสั่น
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 302 :
  • ข้อใดไม่ใช่ความยากในการศึกษาการรับรู้ของการสั่นสะเทือน (perception of ride)
  • 1 : ความยากในการอธิบายความสะดวกสบาย (comfort)
  • 2 : นักวิจัยแต่ละคนมีวิธีการในการแปลผลจากการทดลองที่แตกต่างกันออกไป
  • 3 : ความยากลำบากในการออกแบบอุปกรณ์ทดลอง
  • 4 : ตัวแปรอื่นๆ เช่นตำแหน่งการขับขี่ และระยะเวลาในการทดลอง สามารถส่งผลต่อการทดลองได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 303 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่รูปแบบการสั่นสะเทือนที่สำคัญที่ ส่งผลไปยังการรับรู้ของการสั่นสะเทือนของคนขับ (perception of ride)
  • 1 : การสั่นสะเทือนเนื่องมาจากลม
  • 2 : การสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านมาจากที่นั่ง
  • 3 : การสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านมาจากพวงมาลัย
  • 4 : การสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านมาจากช่วงล่าง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 304 :
  • ข้อใดเป็นจุดหมายสูงสุดในการศึกษาเรื่องการสั่นสะเทือน (ride)
  • 1 : เพื่อออกแบบรถที่มีการสั่นสะเทือนที่ต่ำ
  • 2 : เพื่อออกแบบรถที่มีแรงแปรผันที่เกิดขึ้นกับยางล้อ (Tyre force variation) ต่ำ
  • 3 : เพื่อออกแบบรถที่มีระยะการกระจัดของช่วงล่างที่ต่ำ
  • 4 : เพื่อออกแบบรถที่สร้างความพึงพอใจให้กับคนขับจำนวนมาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 305 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ส่งผลกระทบไปยังเรขาคณิตของระบบเลี้ยวน้อยที่สุด
  • 1 : ระบบช่วงล่างในด้านหน้า
  • 2 : แรงที่กระทำกับล้อหน้า
  • 3 : ระบบส่งกำลังในรถขับเคลื่อนล้อหลัง
  • 4 : ตำแหน่งของคันชักเลี้ยว (Steering rack)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 306 :
  • ข้อใดเป็นประโยชน์หลักของระบบ rack and pinion
  • 1 : ความไม่ซับซ้อนของระบบ และความสะดวกในการอินทริเกรตระบบ (packaging)
  • 2 : การได้เปรียบเชิงกล
  • 3 : ลดการสั่นสะเทือนของระบบเลี้ยว
  • 4 : การบำรุงรักษาที่สะดวกกว่าระบบอื่นๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 307 :
  • ระบบ Ackerman Geometry คือ
    I. ระบบที่กลไกของ linkage ไม่ใช่สี่เหลี่ยมด้านขนาน
    II.ต้นแบบมาจากระบบ rack and pinion
    III.ทำให้ล้อในด้านในวงเลี้ยวหักมากกว่าล้อในด้านนอกวงเลี้ยว
  • 1 : I
  • 2 : I, II
  • 3 : I, III
  • 4 : II, III
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 308 :
  • ในความเป็นจริง เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเกิด perfect Ackerman geometry ตามที่ออกแบบไว้ เพราะเหตุใด
  • 1 : ได้ เพราะ Ackerman geometry ทำให้เกิดวงเลี้ยวที่ทำให้เกิดจุดตัดที่จุดเดียว
  • 2 : ได้ เพราะ Ackerman geometry ทำให้ล้อด้านนอกหักมากกว่าล้อด้านใน
  • 3 : ไม่ได้ เพราะการให้ตัวของยาง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ Ackerman geometry และทำให้วงเลี้ยวมีการเปลี่ยนแปลง
  • 4 : ไม่ได้ เพราะเรขาคณิตของระบบเลี้ยวไม่สามารถออกแบบให้เป็น Ackerman geometry ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 309 :
  • รูปในข้อใดเป็นรูปแบบของ Ackerman geometry ในล้อหน้าที่ถูกต้อง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 310 :
  • จากรูป คันชักเลี้ยวอยู่ต่ำกว่าจุดในอุดมคติ ถ้ารูปแสดงล้อหน้าซ้ายของรถโดยมีคันชักเลี้ยวอยู่ที่ด้านหลังของดุมล้อ เมื่อล้อซ้ายกระแทกขึ้น ล้อซ้ายจะหักไปทางใด และเมื่อรถเลี้ยวโค้ง อาการของรถที่เกิดขึ้นคือ
  • 1 : ล้อหมุนไปทางซ้าย รถเกิด oversteer เมื่อเข้าโค้ง
  • 2 : ล้อหมุนไปทางขวา รถเกิด oversteer เมื่อเข้าโค้ง
  • 3 : ล้อหมุนไปทางซ้าย รถเกิด understeer เมื่อเข้าโค้ง
  • 4 : ล้อหมุนไปทางขวา รถเกิด understeer เมื่อเข้าโค้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 311 :
  • จากรูป ชื่อของเรขาคณิต a,b,c คือ
  • 1 : Kingpin inclination angle, caster angle, Kingpin Offset at the ground
  • 2 : Caster angle, Kingpin inclination angle, Kingpin Offset at the ground
  • 3 : Caster angle, Kingpin Offset at the ground, Kingpin inclination angle
  • 4 : Kingpin Offset at the ground, caster angle, Kingpin inclination angle
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 312 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ king pin offset at the ground (รัศมีสครับ)
  • 1 : ทำให้เกิดความรู้สึกว่าพวงมาลัยมีการตอบสนองต่อพื้นผิวถนน (road feel)
  • 2 : ถ้ารัศมีสครับเป็นศูนย์ จะสามารถช่วยลดแรงในการหมุนพวงมาลัยขณะจอดอยู่กับที่ได้
  • 3 : ปัจจัยเนื่องจากขนาดของเบรกและชิ้นส่วนของช่วงล่างจะส่งผลไปยังค่ารัศมีสครับ
  • 4 : ในรถโดยสาร ค่ารัศมีสครับเท่ากับศูนย์เป็นค่าที่ต้องการในการออกแบบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 313 :
  • ข้อใดเป็นข้อดีของ castor angle
  • 1 : ช่วยลดแรงในการหมุนพวงมาลัยขณะจอดอยู่กับที่ได้
  • 2 : ทำให้เกิด wheel aligning torque และเสถียรภาพ
  • 3 : เพิ่มการตอบสนองของพวงมาลัยในช่วงเร่งและเบรก
  • 4 : มีคำตอบถูกมากกว่าหนึ่งข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 314 :
  • จากสมการข้างล่าง ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้อง
    I. สมการแสดงโมเมนต์ในระบบเลี้ยว ที่เกิดจากแรงในแนวดิ่ง
    II.ตัวแปรชุดแรกในด้านขวาของสมการเกิดจาก kingpin inclination
    III.ตัวแปรชุดที่สองในด้านขวาของสมการเกิดจากมุม castor
  • 1 : I
  • 2 : II
  • 3 : III
  • 4 : I, II, III
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 315 :
  • จากสมการข้างล่าง ตัวแปรใดจะไม่ส่งผลกระทบไปยัง centering moment (โมเมนต์ที่ทำให้พวงมาลัยกลับสู่จุดตรงกลาง)
  • 1 : Kingpin inclination angle
  • 2 : ผลต่างระหว่างน้ำหนักที่ลงล้อซ้ายและขวา
  • 3 : น้ำหนักที่ลงที่ล้อหน้าทั้งสองล้อ
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 316 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ centering moment (โมเมนต์ที่ทำให้พวงมาลัยกลับสู่จุดตรงกลาง) เนื่องจาก castor angle และแรงในแนวดิ่ง
  • 1 : castor angle จะยกล้อทั้งสองขึ้น เมื่อเลี้ยว
  • 2 : มีความไวต่อ ผลต่างระหว่างน้ำหนักที่ลงล้อซ้ายและขวา
  • 3 : ตัวรถทางด้านหน้าจะโคลงเมื่อเลี้ยว
  • 4 : การต้านการโคลงของช่วงล่างจะส่งผลต่อ centering moment
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 317 :
  • รูปด้านล่างแสดงผลของแรงด้านข้างที่กระทบต่อความรู้สึกที่พวงมาลัย ข้อใดกล่าวถูกต้อง
  • 1 : จากรูป มุม King pin ส่งผลต่อโมเมนต์ของพวงมาลัย
  • 2 : แรงด้านข้างที่กระทำกับมุม castor จะส่งผลให้รถเกิดอาการ Understeer
  • 3 : แรงด้านข้างที่กระทำกับล้อทางด้านซ้ายและด้านขวาจะพยายามหักล้างกัน
  • 4 : มุมเลี้ยวจะไม่ส่งผลกระทบไปยังโมเมนต์ของพวงมาลัย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 318 :
  • รูปด้านล่างแสดงผลจากแรงขับที่กระทำกับล้อ ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
  • 1 : จากรูป มุม King pin ส่งผลต่อโมเมนต์ของพวงมาลัย
  • 2 : แรงขับจากล้อที่กระทำกับมุม castor จะส่งผลให้รถเกิดอาการ Oversteer
  • 3 : แรงขับจากล้อที่กระทำกับล้อทางด้านซ้ายและด้านขวาจะพยายามหักล้างกัน
  • 4 : แรงขับจากล้อที่ไม่สมดุลจะส่งผลกระทบไปยังโมเมนต์ของพวงมาลัย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 319 :
  • จากรูปข้างล่าง ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
    I. Apparent Steering Ratio (อัตราส่วนจริงของระบบเลี้ยว) มีค่าสูงกว่า Geometric Ratio (อัตราส่วนตามเรขาคณิต) เนื่องมาจากการให้ตัวของยางในระบบ
    II. อัตราส่วนระบบเลี้ยวของรถบรรทุกจะมีค่าต่ำกว่าของรถโดยสารเพื่อที่จะลดความพยายามของคนขับในการหมุนพวงมาลัย
    III. ถึงแม้ อัตราส่วนระบบเลี้ยวจะไม่คงที่ แต่โมเมนต์ที่กระทำกับพวงมาลัยมีค่าคงที่
  • 1 : I
  • 2 : II
  • 3 : III
  • 4 : II, III
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 320 :
  • จากรูปข้างล่าง อักษร A และ B คือ? ทำไมขณะเริ่มหมุนพวงมาลัย ล้อรถจะยังไม่หมุนตาม?
  • 1 : Oversteer, understeer, จากการให้ตัวของยางในระบบเลี้ยว
  • 2 : Understeer, oversteer, จากการให้ตัวของยางในระบบเลี้ยว
  • 3 : Oversteer, understeer, จากเรขาคณิตของระบบเลี้ยว
  • 4 : understeer, oversteer, จากเรขาคณิตของระบบเลี้ยว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 321 :
  • อะไรคือ pneumatic trail และภายใต้สภาพใดที่ reverse pneumatic trail เกิดขึ้นได้
  • 1 : Camber thrust ที่เกิดขึ้นจากยาง, reverse pneumatic trail เกิดขึ้นเมื่อเบรครถแรงๆ
  • 2 : Camber thrust ที่เกิดขึ้นจากยาง, reverse pneumatic trail เกิดขึ้นเมื่อเลี้ยวโค้งแรงๆ
  • 3 : Tyre Castor Effect ที่เกิดขึ้นจากยาง, reverse pneumatic trail เกิดขึ้นเมื่อเบรครถแรงๆ
  • 4 : Tyre Castor Effect ที่เกิดขึ้นจากยาง, reverse pneumatic trail เกิดขึ้นเมื่อเลี้ยวโค้งแรงๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 322 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับรถที่ขับเคลื่อนล้อหน้าและ โมเมนต์ที่เกิดจากเพลาขับที่กระทำที่ระบบเลี้ยว (Driveline Torque)
  • 1 : โมเมนต์ที่เกิดจากเพลาขับที่กระทำที่ระบบเลี้ยวจะไม่เกิดขึ้นขณะที่รถวิ่งในทางตรง
  • 2 : โมเมนต์ที่เกิดจากเพลาขับที่กระทำที่ระบบเลี้ยวจะทำให้รถ understeer
  • 3 : โมเมนต์ที่เกิดจากเพลาขับที่กระทำที่ระบบเลี้ยวสามารถเกิดขึ้นได้ในรถขับเคลื่อนสี่ล้อ
  • 4 : เมื่อรถที่ขับเคลื่อนล้อหน้าโคลง จะทำให้เกิดโมเมนต์ที่เกิดจากเพลาขับที่กระทำที่ระบบเลี้ยว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 323 :
  • จากกราฟ ข้อมูลใดถูกต้อง
    I. แรงขับหรือเบรคจากล้อ (tractive force) จะมีค่าลดลงเมื่อแรงด้านข้างจากล้อ (lateral force) มีค่าสูงขึ้น
    II. ค่ามุมสลิป (Slip Angle) ที่สูงขึ้นจะลดขนาดแรงด้านข้างจากล้อ (lateral force)
    III. กราฟลักษณะนี้จะสังเกตได้ ชัดในยางเรเดียล Radial
  • 1 : I
  • 2 : II
  • 3 : III
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 324 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ส่งผลให้รถออกอาการ Oversteer ในรถขับเคลื่อนล้อหน้า
  • 1 : โมเมนต์ที่เกิดจากเพลาขับ (Drive Torque)
  • 2 : การถ่ายเทน้ำหนักจากด้านหน้าไปสู่ด้านหลัง
  • 3 : แรงเสียดทานใน differential เมื่อเหยียบคันเร่ง
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 325 :
  • ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์หลักของ electronic power steering เมื่อเทียบกับ hydraulic power steering
  • 1 : พลังงานโดยรวม ที่ใช้
  • 2 : สามารถปรับอัตราการผ่อนแรงได้
  • 3 : ง่ายในการออกแบบให้ติดตั้งได้ในพื้นที่ที่จำกัด
  • 4 : ความสามารถสูงสุดในการช่วยผ่อนแรง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 326 :
  • ข้อใดเป็นประโยชน์หลักของการเลี้ยวสี่ล้อ (four-wheel steer)
  • 1 : การเลี้ยวด้วยความเร็วคงที่
  • 2 : การเลี้ยวด้วยความเร็วที่แปรผัน (Transient Response)
  • 3 : ความรู้สึกของพวงมาลัยที่ความเร็วต่ำ
  • 4 : ทำให้เกิด oversteer เพื่อความปลอดภัย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 327 :
  • ในอนาคต ระบบเลี้ยวจะมุ่งไปสู่รูปแบบ Steer By Wire ข้อใดคือประโยชน์ของระบบนี้
  • 1 : สามารถควบคุมรถแทนคนขับได้ในกรณีฉุกเฉิน
  • 2 : สามารถพ่วงต่อกับระบบควบคุมของเครื่องยนต์ เพื่อการควบคุมรถที่สมบูรณ์แบบ
  • 3 : ง่ายต่อการติดตั้งอุปกรณ์ในพื้นที่ที่จำกัด (packaging)
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 328 :
  • ด้วยระบบเลี้ยวสี่ล้อ สมการของวงเลี้ยวที่ความเร็วต่ำสามารถแสดงได้ดังข้างล่าง
    จาก สมการ ข้อใดกล่าวถูกต้อง
    I.ค่า rear steer gain ที่สูงขึ้นจะทำให้วงเลี้ยวแคบลง
    II.ถ้าค่า rear steer gain=0 รถจะมีสมการเหมือนรถที่เลี้ยวล้อหน้า
    III.ถ้าค่า rear steer gain=50% รัศมีวงเลี้ยวจะลดลง 1/3
  • 1 : I
  • 2 : I,II
  • 3 : II,III
  • 4 : I,II,III
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 329 :
  • จากรูป ข้อใดเป็นมุมเลี้ยวของล้อใน และล้อนอก ที่ถูกต้อง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 330 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะกราฟ Power Spectral Density (PSD) ของการเปลี่ยนระดับตามแนวดิ่งของ พื้นถนนโดยทั่วไปในรูปฟังก์ชั่นของความถี่เชิงระยะทาง (Spatial Frequency) ที่มีหน่วยเป็น Wavenumber
  • 1 : PSD มากขึ้นเมื่อความถี่มีค่ามากขึ้น
  • 2 : PSD ต่ำลงเมื่อความถี่มีค่ามากขึ้น
  • 3 : PSD มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมากเมื่อความถี่มีค่ามากขึ้น
  • 4 : PSD ไม่มีความสัมพันธ์กับความถี่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 331 :
  • ข้อใดเป็นหน่วยของ Wavenumber
  • 1 : วินาทีต่อรอบ
  • 2 : เมตรต่อวินาที
  • 3 : เมตร
  • 4 : รอบต่อเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 332 :
  • ข้อใดเป็นความสัมพันธ์ระหว่างหน่วย Wavelength และ Wavenumber
  • 1 : Wavelength = (ความเร็วของยานพาหนะ)(Wavenumber)
  • 2 : Wavelength = ความเร็วของยานพาหนะ/Wavenumber
  • 3 : Wavelength = 1/Wavenumber
  • 4 : Wavelength = (2)(Pi)(Wavenumber)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 333 :
  • ข้อใดเป็นความสัมพันธ์ระหว่างความถี่เชิงระยะทาง (Spatial Frequency) และความถี่เชิงเวลา (Temporal Frequency) ของระดับตามแนวดิ่งของผิวถนน
  • 1 : ความถี่เชิงเวลา = (ความเร็วของยานพาหนะ)(ความถี่เชิงระยะทาง)
  • 2 : ความถี่เชิงระยะทาง = ความเร็วของยานพาหนะ/ความถี่เชิงเวลา
  • 3 : ความถี่เชิงระยะทาง = 1/ความถี่เชิงเวลา
  • 4 : ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 334 :
  • ขณะที่รถยนต์วิ่งไปตามพื้นถนน ระดับตามแนวดิ่งของพื้นถนนที่ล้อด้านซ้ายและขวาจะมีการ เปลี่ยนแปลงไม่เท่ากัน ดังนั้นความแตกต่างของระดับผิวถนนจึงมีทั้งในแนวดิ่งและในแนวโรล (Roll) ในสถานการณ์ดังกล่าว ข้อใดเป็นความจริงในกรณีทั่วไป
  • 1 : การเปลี่ยนแปลงของระดับผิวถนนในทั้งสองแนวไม่มีความเกี่ยวข้องกันในสถานการณ์ ดังกล่าว
  • 2 : การเปลี่ยนแปลงของระดับผิวถนนตามแนวดิ่งมีค่ามากเทียบกับเปลี่ยนแปลงของระดับ ผิวถนนตามแนวโรลเมื่อความถี่เชิงระยะทาง (Spatial Frequency) ของระดับผิว ถนนในหน่วย Wavenumber มีค่าน้อย
  • 3 : การเปลี่ยนแปลงของระดับผิวถนนตามแนวดิ่งมีค่ามากเทียบกับเปลี่ยนแปลงของระดับ ผิวถนนตามแนวโรลเมื่อความถี่เชิงระยะทาง (Spatial Frequency) ของระดับผิว ถนนในหน่วย Wavenumber มีค่ามาก
  • 4 : การเปลี่ยนแปลงของระดับผิวถนนตามแนวดิ่งมีค่าน้อยเทียบกับเปลี่ยนแปลงของระดับ ผิวถนนตามแนวโรลเมื่อความถี่เชิงระยะทาง (Spatial Frequency) ของระดับผิว ถนนในหน่วย Wavenumber มีค่าน้อย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 335 :
  • ในขณะที่รถยนต์ซึ่งตัวถังมีความถี่ธรรมชาติในทิศทางโรล (Roll) เป็น 1 Hz กำลังแล่นด้วย ความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขนาดของการสั่นสะเ ทือนที่เกิดจากคลื่นของผิวถนนในทิศทาง โรลจะมีค่ามากเป็นพิเศษเมื่อความยาวคลื่นในทิศทางดังกล่าวมีค่าเท่าใด
  • 1 : 12 เมตร/รอบ
  • 2 : 17 เมตร/รอบ
  • 3 : 22 เมตร/รอบ
  • 4 : 27 เมตร/รอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 336 :
  • ภายใต้สมมุติฐานว่าความถี่ธรรมชาติ (Natural Frequency) ของตัวถังรถยนต์มีค่าคงที่ใน ช่วงเวลาหนึ่งๆ เมื่อรถยนต์ดังกล่าวแล่นบนถนนทั่วไป ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือ
  • 1 : ขนาดของการสั่นสะเ ทือนตามแนวโรล (Roll) เมื่อเทียบกับขนาดของการสั่นสะเทือน ตามแนวดิ่งจะมีค่าน้อยลงเมื่อความเร็วลดลง
  • 2 : ขนาดของการสั่นสะเ ทือนตามแนวโรล (Roll) เมื่อเทียบกับขนาดของการสั่นสะเทือน ตามแนวดิ่งจะมีค่ามากขึ้นเมื่อความเร็วลดลง
  • 3 : ขนาดของการสั่นสะเ ทือนตามแนวโรล (Roll) เมื่อเทียบกับขนาดของการสั่นสะเทือน ตามแนวดิ่งใกล้เคียงกันเมื่อความเร็วลงลด
  • 4 : ขนาดของการสั่นสะเ ทือนตามแนวโรล (Roll) เมื่อเทียบกับขนาดของการสั่นสะเทือน ตามแนวดิ่งไม่มีความเกี่ยวพันกับความเร็ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 337 :
  • เนื่องจากความไม่สมบูรณ์แบบของวิธีการผลิต ความไม่สมมาตรเชิงมวลของชุดล้อและยาง รถยนต์รอบแกนหมุนจึงเป็นสิ่งที่พบได้เสมอ ในทางปฏิบัติมักแก้ไขด้วยการติด มวลถ่วงไว้บริเวณขอบล้อ หากเครื่องมือบ่งชี้ว่าความไม่สมมาตรดังกล่าวสามารถแก้ไขได้ด้วย การใช้มวลถ่วง 20 กรัมและล้อที่จะทำการติดมวลดังกล่าวมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 20 นิ้ว จง ประมาณขนาดของแรงที่เกิดขึ้นจากความไม่สมมาตรขณะรถยนต์วิ่งด้วยความเร็ว 180 km/hr
  • 1 : 134 นิวตัน
  • 2 : 154 นิวตัน
  • 3 : 174 นิวตัน
  • 4 : 194 นิวตัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 338 :
  • เนื่องจากความไม่สมบูรณ์แบบของวิธีการผลิต ยางรถยนต์จึงไม่กลมโดยสมบูรณ์และทำให้ตัวถัง รถยนต์เกิดการสั่นสะเทือนแม้วิ่งอยู่บนถนนที่เรียบอย่างสมบูรณ์ ในกรณีนี้ยางรถยนต์ที่มีลักษณะ เป็นวงรีอาจเทียบได้กับสัญญาณฮาร์โมนิค (Harmonic) ใด
  • 1 : 1
  • 2 : 2
  • 3 : 3
  • 4 : 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 339 :
  • ในการลดการสั่นสะเทือนที่ส่งจากเครื่องยนต์สี่สูบแถวเรียงไปสู่ตัวถังรถยนต์ ระบบกันสะเ ทือนที่ นิยมใช้มักอยู่ในรูปของแท่นรองรับที่มียางเป็นส่วนประกอบหลัก ในการนี้พบได้บ่อยว่าระบบ ดังกล่าวถูกออกแบบให้จุดรองรับบริเวณหน้าเครื่องยนต์อยู่สูงและจุดรองรับบริเวณท ้ายเกียร์อยู่ ต่ำ เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังแนวทางออกแบบดังกล่าวคือ
  • 1 : เครื่องยนต์และชุดส่งกำลังจะไม่เกิดการสะบัดจนหลุดจากตัวถังรถยนต์เมื่อเกิดการชน ด้านหน้าและด้านข้าง
  • 2 : ตำแหน่งดังกล่าวทำให้สามารถประกอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลังเข้ากับตัวถังได้ รวดเร็วทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการประกอบ
  • 3 : แกนโมเมนต์ความเฉื่อยของเครื่องยนต์มักเอียงลงต่ำจากหน้าไปหลังของเครื่องยนต์ เนื่องจากมวลของชุดส่งกำลัง
  • 4 : ถูกบังคับด้วยมิติของเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 340 :
  • สำหรับเครื่องยนต์สูบชักบางแบบ ความไม่สมดุลย์ในการทำงานของเครื่องยนต์ซึ่งมีการเคลื่อนที่ของลูกสูบกลับไปมา (Reciprocating) และการหมุนของชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องต่างๆ จะแสดงออกมาในรูปของแรงและโมเมนต์ที่กระทำกับตัวเครื่องยนต์และนำไปสู่การสั่นสะเทือน อย่างไรก็ตามเครื่องยนต์บางแบบมีการทำงานในลักษณะสมดุลย์เป็นพิเศษและไม่ก่อให้เกิดปัญหาดังกล่าว ท่านคิดว่าเครื่องยนต์แบบใดต่อไปนี้มีสมดุลย์ขณะทำงานในทุกทิศทาง
  • 1 : เครื่องยนต์สี่สูบนอนยัน
  • 2 : เครื่องยนต์สี่สูบแถวเรียง
  • 3 : เครื่องยนต์หกสูบแถวเรียง
  • 4 : เครื่องยนต์หกสูบทำมุม 60 องศารูปตัว V
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 341 :
  • สำหรับเครื่องยนต์สูบชักบางแบบ ความไม่สมดุลย์ในการทำงานของเครื่องยนต์ซึ่งมีการเคลื่อนที่ ของลูกสูบกลับไปมา (Reciprocating) และการหมุนของชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องต่างๆ จะแสดงออกในรูปของแรงและโมเมนต์ที่กระทำกับตัวเครื่องยนต์และนำไปสู่การสั่นสะเทือน อย่างไรก็ตามเครื่องยนต์บางแบบมีการทำงานในลักษณะสมดุลย์เป็นพิเศษและไม่ก่อให้เกิดปัญหา ดังกล่าว ท่านคิดว่าเครื่องยนต์แบบใดต่อไปนี้มีสมดุลย์ขณะทำงานในทุกทิศทาง
  • 1 : เครื่องยนต์สี่สูบนอนยัน
  • 2 : เครื่องยนต์หกสูบทำมุม 60 องศารูปตัว V
  • 3 : เครื่องยนต์หกสูบทำมุม 90 องศารูปตัว V
  • 4 : เครื่องยนต์แปดสูบแถวเรียง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 342 :
  • จงหาความถี่ธรรมชาติของตัวถังรถยนต์บริเวณด้านหน้าซ้ายของรถยนต์คันหนึ่งโดยใช้ แบบจำลอง 1/4 คันรถ (Quarter Car Model) ทั้งนี้กำหนดให้ระบบกันสะเ ทือนเป็นแบบอิสระทั้ง สี่ล้อ แรงปฏิกริยาตั้งฉากที่ยางรถยนต์กระทำกับพื้นมีค่า 3 กิโลนิวตัน สปริงในระบบกันสะเทือน มีค่าคงที่เป็น 20 กิโลนิวตันต่อเมตร และยางรถยนต์มีค่าคงที่ของสปริงเป็น 150 กิโลนิวตันต่อ เมตร
  • 1 : 1.0 Hz
  • 2 : 1.2/ Hz
  • 3 : 1.3 Hz
  • 4 : 1.4 Hz
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 343 :
  • พบจากการทดลองครั้งหนึ่งว่าความถี่ธรรมชาติของตัวถังรถยนต์ด้านหน้าด้านขวาของรถยนต์คัน หนึ่งมีความถี่ธรรมชาติเป็น 1.4 Hz โดยสปริงของระบบกันสะเทือนที่ล้อดังกล่าวมีค่าคงที่เป็น 20 กิโลนิวตันต่อเมตร และยางรถยนต์มีค่าคงที่ของสปริงเป็น 150 กิโลนิวตันต่อเมตร จง คำนวณหารแรงปฏิกริยาตั้งฉากที่ล้อกระทำกับพื้นถนน ทั้งนี้กำหนดให้ใช้แบบจำลอง 1/4คันรถ (Quarter Car Model) และระบบกันสะเ ทือนเป็นแบบอิสระทั้งสี่ล้
  • 1 : 2.8 KN
  • 2 : 2.6 KN
  • 3 : 2.4 KN
  • 4 : 2.2 KN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 344 :
  • ในการวิเคราะห์การสั่นสะเ ทือนของตัวถังรถยนต์โดยใช้แบบจำลอง 1/4คันรถ (Quarter Car Model) พบว่าการเปลี่ยนแปลงของอัตราส่วนการหน่วง (Damping Ratio) ในช่วง 0.2 – 0.4 มี ผลดังต่อไปนี้
  • 1 : ทำให้ระบบกันสะเ ทือนมีคุณสมบัติที่ไม่เหมาะกับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (Passenger Car)
  • 2 : ทำให้อัตราขยายของการตอบสนอง (Response Gain) แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง
  • 3 : ทำให้ความถี่ธรรมชาติที่ถูกหน่วง (Dampled Natural Frequency) แตกต่างจากความถี่ ธรรมชาติ (Natural Frequency) อย่างมาก
  • 4 : ทำให้ความถี่ธรรมชาติที่ถูกหน่วง (Dampled Natural Frequency) แทบไม่แตกต่างจากความถี่ธรรมชาติ (Natural Frequency)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 345 :
  • อัตราส่วนการหน่วง (Damping Ratio) เป็นตัวแปรสำคัญตัวหนึ่งในการออกแบบระบบกัน สะเทือนสำหรับรถยนต์ ซึ่งจะถูกออกแบบให้มีค่า ต่างกันไปตามลักษณะการใช้งาน ในกรณีของ รถยนต์นั่ง (Passenger Car) โดยทั่วไปแล้วค่าอัตราส่วนการหน่วงถูกออกแบบให้มีค่าอยู่ในช่วง ใด
  • 1 : 0.1 – 0.3
  • 2 : 0.2 – 0.4
  • 3 : 0.3 – 0.5
  • 4 : 0.4 – 0.6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 346 :
  • ค่าความถี่ธรรมชาติของตัวถังรถยนต์ที่ถูกบังคับโดยระบบกันสะเทือนเป็นตัวแปรที่มีความสำคัญ ในการออกแบบอย่างมาก โดยระบบกันสะเทือนมักถูกออกแบบให้รักษาความถี่ธรรมชาติของ ตัวถังรถยนต์อยู่ในช่วงที่ PSD (Power Spectrail Density) ของความเร่งระดับผิวถนน (Road Acceleration) มีค่าต่ำ ซึ่งค่าความถี่ธรรมชาติที่มักใช้เป็นมาตรฐานในการออกแบบในกรณีทั่วไป มีค่าประมาณ
  • 1 : 2.5 Hz
  • 2 : 2.0 Hz
  • 3 : 1.5 Hz
  • 4 : 1.0 Hz
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 347 :
  • ค่าคงที่ของสปริงและค่าคงที่ของการหน่วงในระบบกันสะเทือนมีผลกระทบกับความเร่งของตัวถัง รถยนต์ในแนวดิ่งที่เกิดจากความเร่งของระดับผิวหน้าถนนในแนวเดียวกัน เราพบจากการ วิเคราะห์การสั่นสะเ ทือนของตัวถังรถยนต์โดยใช้แบบจำลอง 1/4 คันรถ (Quarter Car Model) ว่าการลดขนาดความเร่งของตัวถังรถยนต์ในแนวดิ่งสามารถทำได้โดย
  • 1 : ลดค่าคงที่ของสปริงและลดค่าคงที่ของการหน่วง
  • 2 : เพิ่มค่าคงที่ของสปริงและเพิ่มค่าคงที่ของการหน่วง
  • 3 : ลดค่าคงที่ของสปริงและเพิ่มค่าคงที่ของการหน่วง
  • 4 : เพิ่มค่าคงที่ของสปริงและลดค่าคงที่ของการหน่วง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 348 :
  • ในอุปกรณ์หน่วง (Shock Absorber) ที่ทำงานโดยใช้หลักความต้านทานต่อการไหลของของ ไหลผ่านช่องแคบ (Orifice) นั้น พบว่า
  • 1 : แรงหน่วงเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนตรงกับความเร็วในการยืดตัวออกของอุปกรณ์
  • 2 : แรงหน่วงเพิ่มขึ้นเป็นกำลังสองของความเร็วในการยืดตัวออกของอุปกรณ์
  • 3 : แรงหน่วงลดลงเป็นสัดส่วนตรงกับความเร็วในการยืดตัวออกของอุปกรณ์
  • 4 : แรงหน่วงลดลงเป็นกำลังสองของความเร็วในการยืดตัวออกของอุปกรณ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 349 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะการทำงานของอุปกรณ์หน่วง (Shock Absorber) โดยทั่วไป
  • 1 : ให้การหน่วงมากทั้งในขณะถูกกดและในขณะยืดตัวออก
  • 2 : ให้การหน่วงน้อยทั้งในขณะถูกกดและในขณะยืดตัวออก
  • 3 : ให้การหน่วงมากในขณะถูกกดและน้อยในขณะยืดตัวออก
  • 4 : ให้การหน่วงน้อยในขณะถูกกดและมากในขณะยืดตัวออก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 350 :
  • ในการวิเคราะห์ระบบกันสะเ ทือนนั้น ล้อและเพลามักถูกพิจารณาเป็นมวลซึ่งแยกต่างหากจาก มวลของตัวถังรถยนต์ มวลของล้อและเพลามีการตอบสนองต่อการเปลี่ยนระดับของผิวถนนโดย การเคลื่อนที่ในแนวดิ่งเช่นเดียวกับตัวถังรถยนต์ ในการนี้เรามักพบว่า
  • 1 : ความถี่ที่มวลของล้อและเพลาเกิดกำธร (Resonance) มีค่าต่ำกว่าความถี่ที่ตัวถังเกิด กำธร
  • 2 : ความถี่ที่มวลของล้อและเพลาเกิดกำธร (Resonance) มีค่าใกล้เคียงความถี่ที่ตัวถังเกิด กำธร
  • 3 : ความถี่ที่มวลของล้อและเพลาเกิดกำธร (Resonance) มีค่าสูงกว่าความถี่ที่ตัวถังเกิด กำธร
  • 4 : ความถี่ที่มวลของล้อและเพลาเกิดกำธร (Resonance) ไม่มีความสัมพันธ์กับความถี่ที่ ตัวถังเกิดกำธร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 351 :
  • ในการวิเคราะห์การสั่นสะเ ทือนของตัวถังรถยนต์โดยใช้แบบจำลอง 1/4 คันรถ (Quarter Car Model) การลดน้ำหนักของล้อและเพลา (Unsprung Mass) ในระบบกันสะเทือนมีผลต่อความถี่ ธรรมชาติของตัวถังรถยนต์อย่างไร
  • 1 : เ พิ่มความถี่ธรรมชาติของตัวถังรถยนต์อย่างมาก
  • 2 : ลดความถี่ธรรมชาติของตัวถังรถยนต์อย่างมาก
  • 3 : ทำให้ความถี่ธรรมชาติของตัวถังรถยนต์มีความไวต่อมวลของตัวถังรถยนต์มาก
  • 4 : มีผลต่อความถี่ธรรมชาติของตัวถังรถยนต์น้อยมาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 352 :
  • ในการวิเคราะห์การสั่นสะเ ทือนของตัวถังรถยนต์โดยใช้แบบจำลอง 1/4 คันรถ (Quarter Car Model) การลดน้ำหนักของล้อและเพลา (Unsprung Mass) ในระบบกันสะเทือนมีผลต่อ ความสามารถในการส่งผ่านความขรุขระของพื้นถนนไปยังของตัวถังรถยนต์ (Transmissibility) อย่างไร
  • 1 : เพิ่มความสามารถในการส่งผ่านที่ความถี่ธรรมชาติของตัวถังรถยนต์อย่างมาก
  • 2 : ลดความสามารถในการส่งผ่านที่ความถี่ธรรมชาติของตัวถังรถยนต์อย่างมาก
  • 3 : ลดความสามารถในการส่งผ่านที่ความถี่ปานกลางในช่วง 5 – 10 Hz
  • 4 : ลดความสามารถในการส่งผ่านที่ความถี่สูงในช่วง 15 – 20 Hz
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 353 :
  • ในการวิเคราะห์การสั่นสะเ ทือนของตัวถังรถยนต์โดยใช้แบบจำลอง 1/4คันรถ (Quarter Car Model) การเ พิ่มน้ำหนักของล้อและเพลา (Unsprung Mass) ในระบบกันสะเทือนมีผลต่อ อย่างไร
  • 1 : เพิ่มอัตราการขยายของผลตอบสนอง (Response Gain) อันเนื่องมาจากการเปลี่ยน ระดับผิวถนนที่ความถี่ที่ล้อและเพลาเกิดกำธร
  • 2 : ลดอัตราการขยายของผลตอบสนอง (Response Gain) อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนระดับ ผิวถนนที่ความถี่ที่ล้อและเพลาเกิดกำธร
  • 3 : เพิ่มอัตราการขยายของผลตอบสนอง (Response Gain) อันเนื่องมาจากการเปลี่ยน ระดับผิวถนนที่ความถี่สูง
  • 4 : เพิ่มความถี่ที่ล้อและเพลาเกิดกำธร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 354 :
  • ในระบบก ันสะเทือนที่ใ ช้สปริงแหนบ (Leaf Spring) นั้น เราพบว่าค่าคงที่ของสปริงมีลักษณะใด
  • 1 : มีความเป็นเชิงเส้นสูง
  • 2 : ค่าคงที่ของสปริงมีค่าสูงเมื่อการขจัดมีค่าสูง
  • 3 : ค่าคงที่ของสปริงมีค่าต่ำเมื่อการขจัดมีค่าสูง
  • 4 : ค่าคงที่ของสปริงมีค่าต่ำเมื่อการขจัดมีค่าต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 355 :
  • ในการวิเคราะห์การสั่นสะเ ทือนของตัวถังรถยนต์โดยใช้แบบจำลอง 1/4 คันรถ (Quarter Car Model) สำหรับรถยนต์ที่ใช้ระบบกันสะเทือนที่ใช้สปริงแหนบ (Leaf Spring) นั้น เราพบว่าอัตรา การขยายของผลตอบสนอง (Response Gain) อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนระดับผิวถนนที่ความถี่ ธรรมชาติของตัวถังรถยนต์มีลักษณะใด
  • 1 : อัตราการขยายในขณะถนนเรียบมีค่าสูงกว่าอัตราการขยายในขณะถนนขรุขระกว่าหนึ่ง เท่าตัว
  • 2 : อัตราการขยายในขณะถนนเรียบมีค่าต่ำกว่าอัตราการขยายในขณะถนนขรุขระกว่าหนึ่ง เท่าตัว
  • 3 : อัตราการขยายในขณะถนนเรียบมีค่าต่ำกว่าอัตราการขยายในขณะถนนขรุขระเล็กน้อย
  • 4 : อัตราการขยายในขณะถนนเรียบมีค่าสูงกว่าอัตราการขยายในขณะถนนขรุขระเล็กน้อย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 356 :
  • ในการวิเคราะห์การสั่นสะเ ทือนของตัวถังรถยนต์โดยใช้แบบจำลอง 1/4 คันรถ (Quarter Car Model) สำหรับรถยนต์ท ี่ใช้ระบบก ันสะเทือนที่ใ ช้สปริงแหนบ (Leaf Spring) นั้น เราพบว่าอัตรา การขยายของผลตอบสนอง (Response Gain) อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนระดับผิวถนนที่ความถี่ กำธรของล้อและเพลา (Unsprung Mass) มีลักษณะใด
  • 1 : อัตราการขยายในขณะถนนเรียบมีค่าสูงกว่าอัตราการขยายในขณะถนนขรุขระกว่าหนึ่ง เท่าตัว
  • 2 : อัตราการขยายในขณะถนนเรียบมีค่าต่ำกว่าอัตราการขยายในขณะถนนขรุขระกว่าหนึ่ง เท่าตัว
  • 3 : อัตราการขยายในขณะถนนเรียบมีค่าต่ำกว่าอัตราการขยายในขณะถนนขรุขระเล็กน้อย
  • 4 : อัตราการขยายในขณะถนนเรียบมีค่าสูงกว่าอัตราการขยายในขณะถนนขรุขระเล็กน้อย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 357 :

  • 1 : 7 เซนติเมตร
  • 2 : 9 เซนติเมตร
  • 3 : 11 เซนติเมตร
  • 4 : 13 เซนติเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 358 :

  • 1 : 1.2 Hz
  • 2 : 1.3 Hz
  • 3 : 1.4 Hz
  • 4 : 1.5 Hz
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 359 :
  • ค่าอัตราส่วนการหน่วง (damping ratio) ของระบบกันสะเทือนของรถยนต์นั่งในปัจจุบันส่วนใหญ่มีค่าอยู่ระหว่างค่าใด

  • 1 :  0 ถึง 0.2
  • 2 :  0.2 ถึง 0.4
  • 3 :  0.4 ถึง 0.6
  • 4 :  0.6 ถึง 0.8
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 360 :
  •  

    ค่าความถี่ธรรมชาติ (Natural frequency) ของระบบกันสะเทือนของรถยนต์นั่งในปัจจุบันส่วนใหญ่มีค่าอยู่ในช่วงใด

  • 1 :  0.1 ถึง 0.3 Hz
  • 2 :  0.5 ถึง 0.8 Hz
  • 3 :
    1 ถึง 2 Hz
  • 4 :  5 ถึง 10 Hz
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 361 :
  •  รถยนต์คันหนึ่งมีค่าอัตราคงที่ของสปริงที่ล้อหน้า (Front suspension spring rate) เท่ากับ 143 lb/in และมีน้ำหนักกดลงที่ล้อเท่ากับ 957 lb และมีค่า stiffness ของยางเท่ากับ 1198 lb/in ข้อใดต่อไปนี้คือค่า Ride rate ที่ถูกต้องของระบบกันสะเทือนนี้
  • 1 :  124 lb/in
  • 2 :  125 lb/in
  • 3 :  126 lb/in
  • 4 :  127 lb/in
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 362 :
  • รถยนต์คันหนึ่งมีค่าอัตราคงที่ของสปริงที่ล้อหลัง (Rear suspension spring rate) เท่ากับ 100 lb/in และมีน้ำหนักกดลงที่ล้อเท่ากับ 730 lb และมีค่า stiffness ของยางเท่ากับ 1198 lb/in ข้อใดต่อไปนี้คือค่า Ride rate ที่ถูกต้องของระบบกันสะเทือนนี้
  • 1 :  92.0 lb/in
  • 2 :  92.3 lb/in
  • 3 :  92.6 lb/in
  • 4 :  92.9 lb/in
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 363 :
  •  โดยส่วนใหญ่แล้วอัตราส่วนการทดของระบบบังคับเลี้ยวของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (passenger car) มีค่าเท่าใด
  • 1 :  5:1 ถึง 10:1
  • 2 :  10:1 ถึง 15:1
  • 3 :  15:1 ถึง 20:1
  • 4 :  20:1 ถึง 25:1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 364 :
  •  ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ เรขาคณิตมุมเลี้ยวแบบ Ackerman (Ackerman geometry)
  • 1 :  เป็นมุมเลี้ยวที่ทำให้เกิดวงเลี้ยวที่มีจุดตัดที่จุดเดียว
  • 2 :  เป็นมุมเลี้ยวที่ทำให้ล้อด้านนอกหักเลี้ยวมากกว่าล้อด้านใน
  • 3 :  เรขาคณิตของระบบเลี้ยวในรถทั่วไปไม่สามารถออกแบบให้เป็น
    Ackerman geometry ที่สมบูรณ์ได้
  • 4 :  รถยนต์ส่วนใหญ่ถูกออกแบบให้เลี้ยวตามมุมเลี้ยวของเรขาคณิตแบบ Ackerman ในทุกสภาวะความเร็ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 365 :
  •  ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้องเกี่ยวกับ Roll steer
  • 1 :  Roll steer คือ ผลของการบิดตัวเลี้ยวเนื่องจากผลของการโคลงของรถยนต์ของล้อที่มีอาการ steering error
  • 2 :  Roll steer เกิดจากผลของการโคลงที่ทำให้การถ่ายเทน้ำหนักของล้อด้านข้าง
  • 3 :  Roll steer จะทำให้รถมีอาการเลี้ยวพอดี (Neutralsteer)
  • 4 :  Roll steer มักเกิดขึ้นขณะเบรก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 366 :
  •  ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบบังคับเลี้ยวแบบสี่ล้อ (4WS)
  • 1 :  ในช่วงความเร็วต่ำ ล้อหลังจะเลี้ยวในทิศทางตรงกันข้ามกับล้อหน้า
  • 2 :  ในช่วงความเร็วสูง ล้อหลังจะเลี้ยวในทิศทางเดียวกันกับล้อหน้า
  • 3 :  ระบบบังคับเลี้ยวแบบสี่ล้อ (4WS) มีทั้งระบบที่เป็น กลไก (mechanic) และแบบไฟฟ้า (electric)
  • 4 :  ะบบบังคับเลี้ยวแบบสี่ล้อ (4WS) ใช้สำหรับการเลี้ยวที่ความเร็วต่ำเท่านั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 367 :
  •  ข้อใดต่อไปนี้คือแหล่งกำเนิดเสียงหรือการสั่นสะเทือน (NVH) จากภายนอกรถ
  • 1 :  เครื่องยนต์ขณะทำงาน
  • 2 :  ยางรถยนต์
  • 3 :  เพลาขับ
  • 4 :  ลม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 368 :
  •  ในอนาคต ระบบเลี้ยวของรถยนต์จะมีการพัฒนาไปสู่รูปแบบ Steer by Wire ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ประโยชน์หลักของระบบนี้
  • 1 :  สามารถควบคุมรถแทนคนขับได้ในกรณีฉุกเฉิน
  • 2 :  สามารถพ่วงต่อกับระบบควบคุมของเครื่องยนต์ เพื่อการควบคุมรถที่สมบูรณ์แบบ
  • 3 :  ง่ายต่อการติดตั้งอุปกรณ์ในพื้นที่ที่จำกัด (Packaging)
  • 4 :  ประหยัดพลังงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 369 :
  • หากล้อหน้าของรถยนต์ถูกปรับค่าให้มีมุม castor เป็นบวก จะทำให้เกิดผลในข้อใดต่อไปนี้

  • 1 :
    Aligning torque มีค่าลดลงเมื่อเทียบกับกรณีที่ตั้งค่ามุม castor เป็นศูนย์
  • 2 :  จุดศุนย์กลางการเลี้ยวของล้ออยู่ที่จุดกึ่งกลางของล้อที่สัมผัสกับพื้น
  • 3 :  เมื่อตั้งค่า castor เป็นบวกจะทำให้ ค่า Aligning torque มีค่าเพิ่มขึ้นจากกรณีที่ตั้งค่ามุม castor เป็นศูนย์ เนื่องจากมีระยะ pneumatic trial ยาวขึ้น
  • 4 :  ทำให้รถมีอาการดื้อโค้ง (Understeer) มากขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 370 :
  •  รถยนต์ที่มีความยาวฐานล้อ (wheel base) เท่ากับ 2.5 เมตร และมีระยะห่างระหว่างล้อซ้ายและขวา (tread) เท่ากับ 1.5 เมตร ขณะเลี้ยวที่โค้งรัศมี 30 เมตร จะมีค่ามุมเลี้ยวตามเรขาคณิตแบบ Ackerman (Ackerman angle) เท่าใด
  • 1 :  มุมเลี้ยวล้อด้านใน = 4.895 deg มุมเลี้ยวล้อด้านนอก = 4.656 deg
  • 2 :  มุมเลี้ยวล้อด้านใน = 5.024 deg มุมเลี้ยวล้อด้านนอก = 4.545 deg
  • 3 :  มุมเลี้ยวล้อด้านใน = 3.124 deg มุมเลี้ยวล้อด้านนอก = 2.643 deg
  • 4 :  มุมเลี้ยวล้อด้านใน = 2.416 deg มุมเลี้ยวล้อด้านนอก = 2.357 deg
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 371 :
  •  รถยนต์คันหนึ่งมีค่าอัตราคงที่ของสปริงล้อหน้า (Front suspension spring rate) เท่ากับ 143 lb/in และมีน้ำหนักกดลงที่ล้อเท่ากับ 957 lb และมีค่า stiffness ของยางเท่ากับ 1198 lb/in ข้อใดต่อไปนี้คือค่าประมาณของความถี่ธรรมชาติ (Natural Frequency) ของระบบกันสะเทือนล้อหน้านี้ที่ถูกต้อง
  • 1 :  1.1 Hz
  • 2 :  1.14 Hz
  • 3 :  1.2 Hz
  • 4 :  1.24 Hz
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 286 : Suspension, Tires, Rollover
ข้อที่ 372 :
  • ข้อใดต่อไปนี้คือหน้าที่หลักของระบบกันสะเทือน
  • 1 : ทำให้เกิดระยะห่างในแนวดิ่งเพื่อให้ล้อสามารถเคลื่อนที่ตามสภาพของถนน
  • 2 : ป้องกันการโคลงของchassis
  • 3 : รักษาการสัมผัสของยางกับพื้นถนน ให้มีการเปลี่ยนแปลงของโหลดน้อยที่สุด
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 373 :
  • ชิ้นส่วนใดต่อไปนี้ไม่ใช่ส่วนประกอบหลักในระบบกันสะเทือน
  • 1 : Spring
  • 2 : Transmission
  • 3 : Control-arm
  • 4 : Shock absorber
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 374 :
  • ชนิดของระบบกันสะเทือนต่อไปนี้ข้อใดคือระบบกันสะเทือนชนิดแกนแข็ง (Solid axles)
  • 1 : Trailing arm
  • 2 : Hotchkiss
  • 3 : MacPherson strut
  • 4 : Double wishbones
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 375 :
  • ข้อความต่อไปนี้ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบกันสะเทือนแบบอิสระ (Independent suspension)
  • 1 : ล้อจะสามารถเคลื่อนที่ในแนวดิ่งได้โดยอิสระ ไม่ส่งผลกระทบต่อล้ออีกข้างหนึ่ง
  • 2 : ใช้พื้นที่ในการติดตั้งน้อย จึงนิยมใช้เป็นระบบกันสะเทือนล้อหน้าในรถยนต์นั่งส่วนบุคคล
  • 3 : มีความแข็งแรงสูง นิยมใช้เป็นระบบกันสะเทือนล้อหลังในรถกระบะและรถบรรทุก
  • 4 : มีค่าความต้านทานการโคลง (Roll stiffness) สูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 376 :
  • รูปภาพต่อไปนี้ คือระบบกันสะเทือนแบบใด
  • 1 : A-arm front suspension
  • 2 : Multi-link rear suspension
  • 3 : Trailing arm independent front suspension
  • 4 : MacPherson strut front suspension
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 377 :
  • ในรูปภาพระบบกันสะเทือนดังต่อไปนี้ จุดใดคือจุดศูนย์กลางการโคลง (Roll center)
  • 1 : จุด A
  • 2 : จุด B
  • 3 : จุด C
  • 4 : จุด D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 378 :
  • คำกล่าวข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับ Anti-squat Suspension Geometry
  • 1 : ระบบดังกล่าวใช้ป้องกันการโคลง (Roll) ขณะเลี้ยว
  • 2 : ระบบดังกล่าวใช้เพื่อเพิ่มความนุ่มนวลในการขับขี่
  • 3 : ระบบดังกล่าวใช้ป้องกันการเกิด Pitch เนื่องจากการเบรก
  • 4 : ระบบดังกล่าวใช้ป้องกันการเกิด Pitch เนื่องจากการเร่งความเร็ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 379 :
  • จงระบุชื่อที่ถูกต้องของส่วนประกอบในระบบกันสะเทือนดังต่อไปนี้
  • 1 : A = Shock absorber, B = Solid axles
  • 2 : A = Strut, B = Lower control arm
  • 3 : A = Shock absorber, B = Lower control arm
  • 4 : A = Strut, B = Solid axles
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 380 :
  • ข้อความใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ Active suspensions
  • 1 : สามารถนำมาใช้ควบคุมความสูงของรถยนต์ได้
  • 2 : สามารถนำมาใช้เพิ่มความสามารถในการลดแรงสั่นสะเทือนจากถนนสู่ผู้โดยสาร
  • 3 : ไม่ต้องใช้พลังงานจากภายนอกในการทำงาน
  • 4 : สามารถนำมาใช้เพื่อลดการโคลงและเพิ่มเสถียรภาพให้กับรถยนต์ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 381 :
  • ข้อความใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ จุดศูนย์กลางการโคลง (Roll center) ของระบบกันสะเทือน
  • 1 : ระบบกันสะเทือนที่มีลักษณะเป็น Positive Swing Arm Geometry จะมี จุดศูนย์กลางการโคลงอยู่เหนือกว่าระดับพื้นดิน
  • 2 : ระบบกันสะเทือนที่มีลักษณะเป็น Positive Swing Arm Geometry จะมี จุดศูนย์กลางการโคลงอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นดิน
  • 3 : ระบบกันสะเทือนที่มีลักษณะเป็น Parallel Horizontal Links จะมี จุดศูนย์กลางการโคลงอยู่ระดับเดียวกับพื้นดิน
  • 4 : ระบบกันสะเทือนที่มีลักษณะเป็น Inclined Parallel Links จะมี จุดศูนย์กลางการโคลงอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นดิน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 382 :
  • ข้อใดมิใช่หน้าที่หลักของยางรถยนต์
  • 1 : รองรับน้ำหนักของรถยนต์
  • 2 : สร้าง longitudinal force สำหรับเร่งและเบรกรถยนต์
  • 3 : สร้าง lateral force สำหรับเลี้ยว
  • 4 : สร้างความสวยงามให้กับรถยนต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 383 :
  • ยางชนิดใดนิยมใช้ในรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ในปัจจุบัน
  • 1 : Bias-ply tire
  • 2 : Bias-belted tire
  • 3 : Radial tire
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 384 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นการอ่านค่า ขนาดยาง P175/70R14 ได้อย่างถูกต้อง
  • 1 : Passenger car, 175 aspect ratio, 70-mm section width, Radial, 14-inch rim
  • 2 : Passenger car, 175 section width, 70-mm aspect ratio, Radial, 14-inch rim
  • 3 : Passenger car, 175 aspect ratio, 70-mm section width, Radial, 14-mm rim
  • 4 : Passenger car, 175 section width, 70-mm aspect ratio, Radial, 14-mm rim
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 385 :
  • จงเรียงลำดับกราฟความสัมพันธ์ระหว่างค่า Slip และ Friction force ของพื้นถนนชนิดต่างๆ ดังต่อไปนี้ให้ถูกต้อง
  • 1 : A = Dry road, B = Ice, C = Wet road
  • 2 : A = Ice, B = Wet road, C = Dry road
  • 3 : A = Wet road, B = Ice, C = Dry road
  • 4 : A = Dry road, B = Wet road, C = Ice
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 386 :
  • ข้อความใดต่อไปนี้ถูกต้องเกี่ยวกับส.ป.ส. แรงเสียดทานระหว่างยางและพื้นถนน
  • 1 : ค่า ส.ป.ส. แรงเสียดทานฯ จะมีค่าลดลง เมื่อโหลด(Tire vertical load) มีค่าเพิ่มขึ้น
  • 2 : เมื่อความเร็วของรถมีค่าเพิ่มขึ้น ค่า ส.ป.ส. แรงเสียดทานฯจะมีค่าเพิ่มขึ้นด้วย
  • 3 : ค่า ส.ป.ส.แรงเสียดทานฯ ของพื้นถนนแห้งมีค่าน้อยกว่าถนนลื่น
  • 4 : ค่า skid number เท่ากับค่า ส.ป.ส. แรงเสียดทานฯ คูณด้วย 100
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 387 :
  • ส่วนใดของยางรถยนต์เป็นส่วนที่สัมผัสกับพื้นถนนและเป็นส่วนที่เกิดแรงและโมเมนต์ต่างๆที่ใช้ในการควบคุมรถยนต์
  • 1 : Contact patch
  • 2 : Carcass
  • 3 : Sidewall
  • 4 : Rim
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 388 :
  • จากรูปจำลองของยางขณะเกิดแรงด้านข้าง (Lateral force) มุมระหว่าง ทิศทางของล้อและทิศทางของรถ คือมุมใด
  • 1 : Toe angle
  • 2 : Slip angle
  • 3 : Camber angle
  • 4 : Caster angle
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 389 :
  • ข้อใดต่อไปนี้คือนิยามของค่า Cornering stiffness ที่ถูกต้อง
  • 1 : คือ ค่าความชันของกราฟความสัมพันธ์ระหว่าง Lateral force และ Camber angle ที่ค่า Camber angle เท่ากับศูนย์
  • 2 : คือ ค่าความชันของกราฟความสัมพันธ์ระหว่าง Lateral force และ Camber angle ที่จุดสูงสุดของกราฟ
  • 3 : คือ ค่าความชันของกราฟความสัมพันธ์ระหว่าง Lateral force และ Slip angle ที่ค่า Slip angle เท่ากับศูนย์
  • 4 : คือ ค่าความชันของกราฟความสัมพันธ์ระหว่าง Lateral force และ Slip angle ที่จุดสูงสุดของกราฟ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 390 :
  • จากกราฟความสัมพันธ์ระหว่าง แรงเบรก, แรงด้านข้าง และ longitudinal slip ข้อใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : เมื่อค่า longitudinal slip มีค่าเพิ่มมากขึ้น แรงด้านข้างจะมีแนวโน้มลดลง
  • 2 : แรงเบรกที่ค่า longitudinal slip ใกล้ 100% จะมีค่าแตกต่างกันน้อยมากไม่ว่าจะมีค่า slip angle มากหรือน้อย
  • 3 : เมื่อค่า slip angle มีค่าเพิ่มขึ้น แรงที่สามารถเบรกได้จะมีแนวโน้มลดลง
  • 4 : ในกรณีที่ slip angle มีค่าน้อยๆ แรงที่สามารถเบรกได้จะมีค่าน้อยกว่ากรณีที่ slip angle มีค่ามากขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 391 :
  • โมเมนต์ที่เกิดขึ้นที่ยางขณะเลี้ยว โดยโมเมนต์นี้จะหมุนรอบแกน Z ของยาง มีชื่อเรียกว่าอะไร
  • 1 : Aligning moment
  • 2 : Overturning moment
  • 3 : Rolling resistance moment
  • 4 : Brake torque
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 392 :
  • รถยนต์ชนิดใดต่อไปนี้ มีโอกาสเกิด Rollover ได้ง่ายที่สุด
  • 1 : รถสปอร์ต
  • 2 : รถซีดาน
  • 3 : รถกระบะ
  • 4 : รถบรรทุก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 393 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการเกิด Rollover
  • 1 : Rollover คือ การที่รถเกิดการหมุน 90องศาหรือมากกว่า รอบแกนแนวนอน(X axis) จากนั้นตัวถังรถจึงกระทบกับพื้นถนน
  • 2 : Rollover เกิดขึ้นเมื่อความเร่งด้านข้างของรถมีค่ามากเกินกว่าที่จะชดเชยได้โดยแรงด้านข้างที่ยาง
  • 3 : ขีดจำกัดของการเลี้ยวที่จะทำให้เกิด Rollover คือ เมื่อโหลดที่ล้อด้านนอก (Outside wheels) มีค่าเป็นศูนย์
  • 4 : ค่า ส.ป.ส. แรงเสีดทานระหว่างยางและพื้นถนน เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการเกิด Rollover
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 394 :
  • รถยนต์นั่งส่วนบุคคลมีค่า ความกว้างฐานล้อ (Tread) เท่ากับ 1.35 เมตร มีค่าความสูงของจุดศูนย์ถ่วง (C.G. Height) เท่ากับ 0.45 เมตร จงคำนวณหาค่า Rollover Threshold โดยประมาณ (g หมายถึง ความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงโลก)
  • 1 : 1.5g
  • 2 : 3.0g
  • 3 : 0.3g
  • 4 : 0.6g
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 395 :
  • ในปัจจุบันมีโมเดลที่ใช้ในการศึกษาเกี่ยวกับ Rollover อยู่หลายโมเดล ต่อไปนี้โมเดลใด สามารถใช้ศึกษาRollover ในช่วงภาวะชั่วขณะ (Transient) ได้
  • 1 : Yaw-Roll models
  • 2 : Quasi-static Rollover of a rigid vehicle models
  • 3 : Quasi-static Rollover of a suspended vehicle models
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 396 :
  • วิธีการใดต่อไปนี้สามารถช่วยลดการเกิด Rollover ได้
  • 1 : ออกแบบถนนให้มีความชันที่เหมาะสม ในบริเวณที่เป็นโค้งอันตราย
  • 2 : ออกแบบรถยนต์ให้มีค่า Rollover Threshold สูง
  • 3 : ออกแบบระบบกันสะเทือนให้มีค่า Roll stiffness สูง
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 397 :
  • ชนิดของระบบกันสะเทือน ต่อไปนี้ ข้อใด คือระบบกันสะเทือนแบบอิสระ (Independent suspension)
  • 1 : Hotchkiss
  • 2 : Four Link
  • 3 : Swing Axle
  • 4 : De Dion
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 398 :
  • รูปภาพต่อไปนี้ คือระบบกันสะเทือนชนิดใด
  • 1 : Multi link rear suspension
  • 2 : Four Link
  • 3 : Trailing arm rear suspension
  • 4 : De Dion
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 399 :
  • รูปภาพต่อไปนี้ คือระบบกันสะเทือนชนิดใด
  • 1 : Hotchkiss rear suspension
  • 2 : Multi link rear suspension
  • 3 : Trailing-Arm rear suspension
  • 4 : Semi-Trailing Arm rear suspension
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 400 :
  • รูปภาพต่อไปนี้ คือระบบกันสะเทือนชนิดใด
  • 1 : Trailing arm independent front suspension
  • 2 : Double wishbones
  • 3 : A-arm front suspension
  • 4 : Macpherson Strut
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 401 :
  • รูปภาพต่อไปนี้ คือระบบกันสะเทือนชนิดใด
  • 1 : De Dion
  • 2 : Multi link rear suspension
  • 3 : Trailing arm rear suspension
  • 4 : Semi-Trailing arm rear suspension
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 402 :
  • จงหาค่า Geometry ของระบบกันสะเทือนหลังแบบ Rear solid axle ที่เป็น full-anti pitch อัตราส่วนระหว่างระยะ e ต่อ d หรือ e/d ดังรูป มีค่าประมาณเท่าใด โดยกำหนดให้อัตราส่วนของความสูงจุดศูนย์ถ่วง (h) ต่อระยะ ฐานล้อ (Wheel base) มีค่าเท่ากับ 0.2 และ อัตราส่วนระหว่าง Spring rate ของล้อหลังต่อล้อหน้า มีค่าเท่ากับ 0.75
  • 1 : 0.15
  • 2 : 0.35
  • 3 : 0.47
  • 4 : 0.95
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 403 :
  • คำกล่าวใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ Anti-Dive suspension Geometry
  • 1 : ระบบดังกล่าวใช้ป้องกันการเกิด Pitch เนื่องจากการเบรก
  • 2 : โดยทั่วไป จะนิยมใช้ Full anti-dive (100%) ในระบบกันสะเทือน
  • 3 : ในกรณีที่ใช้ Full anti-pitch ในระบบกันสะเทือนล้อหน้า มุม Caster ที่เปลี่ยนไป จะเพิ่มภาวะการเลี้ยวในขณะเบรก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 404 :
  • ในรูปภาพระบบกันสะเทือนดังต่อไปนี้ จุดใดคือจุดศูนย์กลางการโคลง (Roll Center)
  • 1 : จุด A
  • 2 : จุด B
  • 3 : จุด C
  • 4 : จุด D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 405 :
  • ในรูปภาพระบบกันสะเทือนดังต่อไปนี้ จุดใดคือจุดศูนย์กลางการโคลง (Roll center)
  • 1 : จุด A
  • 2 : จุด B
  • 3 : จุด C
  • 4 : จุด D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 406 :
  • ในรูปภาพระบบกันสะเทือนดังต่อไปนี้ จุดใดคือจุดศูนย์กลางการโคลง (Roll center)
  • 1 : จุด A
  • 2 : จุด B
  • 3 : จุด C
  • 4 : จุด D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 407 :
  • ในรูปภาพระบบกันสะเทือนดังต่อไปนี้ จุดใดคือจุดศูนย์กลางการโคลง (Roll center)
  • 1 : จุด A
  • 2 : จุด B
  • 3 : จุด C
  • 4 : จุด D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 408 :
  • ในรูปภาพระบบกันสะเทือนดังต่อไปนี้ จุดใดคือจุดศูนย์กลางการโคลง (Roll center)
  • 1 : จุด A
  • 2 : จุด B
  • 3 : จุด C
  • 4 : จุด D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 409 :
  • ชิ้นส่วนใดต่อไปนี้ไม่นับว่าเป็นสปริงในระบบกันสะเทือนของรถยนต์
  • 1 : Leaf spring
  • 2 : Helical spring
  • 3 : Trailing arm
  • 4 : Torsion bar
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 410 :
  • ข้อใดต่อไปนี้มิใช่หน้าที่หลักของระบบกันสะเทือนรถยนต์
  • 1 : ทำให้มีช่องว่างในแนวดิ่ง (Vertical clearance) ดังนั้นล้อสามารถเคลื่อนที่ตามสภาพของถนนได้
  • 2 : ลดการสั่นสะเทือนจากพื้นถนนสู่ตัวถังหรือ Chassis ของรถยนต์
  • 3 : รักษาตำแหน่งของล้อให้มีมุม Camber ที่เหมาะสมขณะเลี้ยว
  • 4 : ส่งถ่ายกำลังจากเครื่องยนต์สู่ล้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 411 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบกันสะเทือนแบบแกนแข็ง (Solid Axle Suspension)
  • 1 : การเคลื่อนที่ของล้อด้านหนึงจะส่งถ่ายไปยังล้ออีกด้านหนึงของแกนแข็ง
  • 2 : ในระบบกันสะเทือนชนิดนี้ การโคลง (Roll) จะมีผลอย่างมากต่อค่ามุม Camber ของล้อ
  • 3 : นิยมใช้เป็นระบบกันสะเทือนในรถบรรทุก
  • 4 : ข้อดีข้อหนึ่งของระบบกันสะเทือนชนิดนี้คือ มีความแข็งแรงทนทาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 412 :
  • ขณะที่รถยนต์ชนิดที่มีระบบกันสะเทือนหลังแบบ แกนแข็ง (Solid axle rear suspension) ถูกเบรกด้วยความเร่งคงที่เท่ากับ 5 m/s^2 จงคำนวณหาค่า weight transfer ที่เกิดขึ้นกับแกนล้อหลัง (Rear axle) โดยกำหนดให้ ค่าความสูงของจุดศูนย์ถ่วง (CG.) เท่ากับ 0.5 m ค่า ความกว้างฐานล้อ (Wheel base) เท่ากับ 2.5 m และ น้ำหนักของรถ เท่ากับ 1200 kg
  • 1 : 300 N
  • 2 : 600 N
  • 3 : 1200 N
  • 4 : 2400 N
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 413 :
  • “Active หรือ Semi active suspension สามารถลด การเปลี่ยนแปลงทางพลศาสตร์ (Dynamic variation) ใน โหลดของล้อ ซึ่งเกิดจากความขรุขระ ของ พื้นถนน” คำอธิบายนี้หมายถึง Function ใดของ ระบบกันสะเทือนนี้
  • 1 : Roll control
  • 2 : Road holding
  • 3 : Dive control
  • 4 : Squat control
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 414 :
  • จงระบุชื่อของชิ้นส่วนในระบบกันสะเทือนดังต่อไปนี้
  • 1 : A = Leaf spring, B = Control arm
  • 2 : A= Torsion bar, B = Control arm
  • 3 : A = Torsion bar, B = Shock absorber
  • 4 : A = Leaf spring, B = Shock absorber
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 415 :
  • จงหา Geometry ของระบบกันสะเทือนหลังแบบ Rear solid drive axle ที่เป็น full anti-pitch อัตราส่วนระหว่างระยะ e ต่อ d (หรือ e/d) ดังรูปจะมีค่าเท่าใด ในกรณีที่ spring rate ระหว่างล้อหลังต่อล้อหน้ามีค่าเท่ากันและกำหนดให้ความสูงจุดศูนย์ถ่วงของรถยนต์ (h) เท่ากับ 0.5 m และ ระยะฐานล้อ (Wheel base) มีค่าเท่ากับ 2 m
  • 1 : 0.25
  • 2 : 0.5
  • 3 : 1
  • 4 : 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 416 :
  • ระบบกันสะเทือนในรูป เป็นระบบกันสะเทือนชนิดใด
  • 1 : Swing-Axle rear suspension
  • 2 : Multi-Link rear suspension
  • 3 : Semi-Trailing arm rear suspension
  • 4 : Four-Link rear suspension
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 417 :
  • ชื่อต่อไปนี้ ข้อใดไม่ใช่ ส่วนประกอบในโครงสร้างของยางที่ใช้ในรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในปัจจุบัน
  • 1 : Carcass
  • 2 : Rim
  • 3 : Tube
  • 4 : Sidewall
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 418 :
  • คำกล่าวใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการเปรียบเทียบ ยาง P175/70R14 และ P185/60R15
  • 1 : ยางทั้งสองเป็น Radial tire
  • 2 : ยาง P175/70R14 มีขนาด rim diameter น้อยกว่า P185/60R15
  • 3 : ยาง P175/70R14 มีขนาด aspect ratio น้อยกว่า P185/60R15
  • 4 : ยาง P175/70R14 มีความกว้าง (section width) น้อยกว่า P185/60R15
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 419 :
  • ในขณะที่รถยนต์มีความเร็วค่าหนึ่ง มีการเบรกแล้วทำให้ มีความเร่งเชิงมุมของล้อ (Wheel angular velocity) เท่ากับ 60 rad/s^2 กำหนดให้ค่า Tire effective rolling radius มีค่าเท่ากับ 0.25 m และ รถยนต์มีความเร็วชั่วขณะนั้น 20 m/s จงคำนวณหาค่า slip ratio ของล้อ ณ เวลาขณะนั้น
  • 1 : 0.25
  • 2 : 0.5
  • 3 : 0.75
  • 4 : 1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 420 :
  • ในขณะที่รถยนต์มีความเร็ว 15 m/s มีการเบรกโดยคนขับ ถ้าขณะนั้นค่า Slip ratio ของล้อ ณ เวลาขณะนั้น มีค่าเท่ากับ 0.2 จงคำนวณหาค่า ความเร็วเชิงมุมของล้อ (wheel angular velocity) ณ เวลาขณะนั้น โดยกำหนดให้ Tire effective rolling radius มีค่าเท่ากับ 0.25 m
  • 1 : 12 rad/s
  • 2 : 36 rad/s
  • 3 : 48 rad/s
  • 4 : 60 rad/s
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 421 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้อง ในขณะที่ล้อมีการล็อค (Lock up) ขณะเบรก
  • 1 : ความเร็วเชิงมุมของล้อมีค่าเท่ากับศูนย์
  • 2 : ขณะนั้นมีค่า slip ratio เท่ากับศูนย์
  • 3 : หากมีการล็อคที่ล้อหลัง การควบคุมรถจะทำได้ยากเพราะ ขาดเสถียรภาพ
  • 4 : ขณะนั้นมีค่า slip ratio เท่ากับหนึ่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 422 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับความเสียดทานระหว่างยางและพื้นถนน
  • 1 : ค่า ส.ป.ส.แรงเสียดทานจลน์ มีค่าผกผันกับความเร็วของรถยนต์
  • 2 : ชนิดของพื้นผิวมีผลต่อค่าแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นระหว่างยางกับพื้นถนน
  • 3 : กลไกการเกิดความเสียดทานระหว่างยางและพื้นเกิดจาก2กลไกใหญ่ๆ คือ Adhesion และ Hysteresis
  • 4 : เมื่อค่าโหลดของยางมีค่าเพิ่มมากขึ้น ค่า ส.ป.ส.แรงเสียดทานจะมีค่ามากขึ้นด้วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 423 :
  • ในปัจจุบันมีบริษัทยางรถยนต์บางบริษัท โฆษณาเกี่ยวกับ ยางประหยัดน้ำมัน ท่านมีความเห็นว่า ข้อใดคือ หลักการออกแบบของยางดังกล่าว
  • 1 : ออกแบบให้ยางมี ส.ป.ส.แรงเสียดทานน้อยมากๆ
  • 2 : ออกแบบให้ยางมีส่วน Reinforcement มากๆ และเสริมใยเหล็ก
  • 3 : ออกแบบให้ยางมีค่า Rolling resistance ต่ำโดยการจัดเรียงตัวของโมเลกุลยางแบบใหม่
  • 4 : ออกแบบให้ยางมีหน้าสัมผัสกับพื้นถนนมากที่สุดไม่ว่าค่าแรงดันลมจะเปลี่ยนไปเท่าใด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 424 :
  • ในขณะที่รถยนต์วิ่งอยู่ด้วยความเร็วค่าหนึ่ง มีการเบรกแล้วทำให้มีความเร็วเชิงมุมเท่ากับ 30 rad/s กำหนดให้ค่า Tire effective rolling radius เท่ากับ 0.3 m และความเร็วรถขณะนั้นเท่ากับ 15 m/s จงคำนวณหาค่า slip ratio ของล้อ ณ ขณะเวลานั้น
  • 1 : 0.2
  • 2 : 0.4
  • 3 : 0.6
  • 4 : 0.8
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 425 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ Cornering stiffness
  • 1 : ที่ค่า Slip angle น้อยๆ ความสัมพันธ์ระหว่าง Cornering stiffness และ slip angle สามารถคิดเป็น ความสัมพันธ์เชิงเส้น (Linear) ได้
  • 2 : ที่ค่า Slip angle ค่ามากๆ ความสัมพันธ์ระหว่าง Cornering stiffness และ slip angle จะมีความสัมพันธ์แบบไม่ใช่เชิงเส้นตรง (Non Linear)
  • 3 : โดยทั่วไปยางแบบ Radial-ply จะมีค่า Cornering stiffness มากกว่ายางแบบ Bias-ply
  • 4 : ค่าโหลดตามแนวดิ่งของยาง มีความสัมพันธ์เชิงเส้นตรง (Linear) กับค่า Cornering stiffness โดยค่าของ Cornering stiffness จะมีค่าเพิ่มมากขึ้นเมื่อโหลดมีค่าเพิ่มมากขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 426 :
  • ข้อใดเป็นวิธีการดูแลและตรวจเช็คยางที่ไม่ถูกต้อง
  • 1 : ควรหมั่นตรวจเช็คลมยางทุกอาทิตย์ และเติมลมยางตามค่ามาตรฐานที่ผู้ผลิต กำหนด
  • 2 : อายุการใช้งานของยางอยู่ที่ 4 ปี จึงควรเปลี่ยนยางใหม่ทุก 4 ปี
  • 3 : ควรตรวจเช็คการสึกของดอกยาง โดยการดูจาก Indicator ที่ยาง หรือใช้เครื่องมือวัด
  • 4 : ควรสลับยางหน้าและหลังตามค่ามาตรฐานที่ผู้ผลิตกำหนด เพื่อให้ยางสึกหรอสม่ำเสมอกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 427 :
  • ข้อใดต่อไปนี้คือ นิยามของ Camber trust
  • 1 : แรงด้านข้างที่เกิดขึ้นเมื่อยางมีการกลิ่งทำมุมกับแนวตั้งฉากกับพื้นถนน (Non-vertical orientation)
  • 2 : แรงด้านข้างที่เกิดขึ้นจากการเกิดมุม slip ที่ล้อ
  • 3 : แรงต้านการหมุนของล้อในแนวของยางซึ่งเกิดขึ้นเมื่อยางมีการกลิ้ง
  • 4 : แรงด้านข้างที่เกิดขึ้นเมื่อล้อมีการเคลื่อนที่ขึ้นลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 428 :
  • ตามมาตรฐานระบบแกนของยาง โดยSAE (SAE tire axis system) คำกล่าวใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : ทิศทางบวกของแกน X คือทิศทางที่รถวิ่งไปข้างหน้า
  • 2 : ทิศทางบวกของแกน Y คือทิศทางด้านขวาตั้งฉากกับแกน X
  • 3 : ทิศทางบวกของแกน Z คือทิศทางชี้ขึ้นด้านบนตั้งฉากกับแกน X
  • 4 : Slip angle คือมุมในระนาบ XY
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 429 :
  • ในขณะที่รถยนต์มีความเร็วค่าหนึ่ง มีการเบรกแล้วทำให้ มีความเร็วเชิงมุมของล้อเท่ากับ 80 rad/s กำหนดให้ค่า Tire effective rolling radius เท่ากับ 0.3 m และความเร็วรถยนต์ขณะนั้นเท่ากับ 30 m/s จงคำนวณค่า slip ratio ของล้อ ณ เวลาขณะนั้น
  • 1 : 0.1
  • 2 : 0.2
  • 3 : 0.3
  • 4 : 0.4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 430 :
  • ในขณะที่รถยนต์มีความเร็วค่าหนึ่ง มีการเบรกแล้วทำให้ มีความเร็วเชิงมุมของล้อเท่ากับ 20 rad/s กำหนดให้ค่า Tire effective rolling radius เท่ากับ 0.25 m และความเร็วรถยนต์ขณะนั้นเท่ากับ 25 m/s จงคำนวณค่า slip ratio ของล้อ ณ เวลาขณะนั้น
  • 1 : 0.2
  • 2 : 0.4
  • 3 : 0.6
  • 4 : 0.8
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 431 :
  • จงบอกขนาดที่ถูกต้องของความสูงแก้มยาง ของยางขนาด P210/60R16
  • 1 : 210 mm
  • 2 : 194 mm
  • 3 : 150 mm
  • 4 : 126 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 432 :
  • จงบอกขนาดที่ถูกต้องของเส้นผ่านศูนย์กลาง Rim ของยางขนาด P195/70R15
  • 1 : 70 mm
  • 2 : 15 inches
  • 3 : 19.5 inches
  • 4 : 55 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 433 :
  • Factorใดต่อไปนี้ไม่มีผลทำให้ค่า Cornering stiffness ของยางสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล มีค่าเพิ่มขึ้น
  • 1 : ยางที่มีขนาดกว้างมากขึ้น
  • 2 : Vertical load ที่ยางมีค่าเพิ่มมากขึ้น
  • 3 : ยางที่มีค่าแรงดันลมลดลง
  • 4 : ยางที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 434 :
  • แรง A ซึ่งเกิดขึ้นที่ล้อ ดังแสดงในรูป มีชื่อเรียกว่าอะไร
  • 1 : Longitudinal force
  • 2 : Ply steer
  • 3 : Lateral force due to steering
  • 4 : Camber trust
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 435 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างของยาง
  • 1 : ยางชนิด Bias-ply มีการเรียงตัวของplyทำมุมแหลมกัน
  • 2 : ยางชนิด Radial-ply มีการเรียงตัวของplyทำมุมแหลมกัน
  • 3 : ยางชนิด Bias-ply มีค่า stiffness ด้านข้างมากกว่ายางแบบ Radial-ply
  • 4 : ยางชนิด Radial-ply จะมีขนาดของ Contact patch สูงกว่า ยาง Bias-ply ที่การขับขี่แบบเดียวกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 436 :
  • จงบอกขนาดความสูงแก้มยางที่ถูกต้อง ของยางขนาด P210/70R15
  • 1 : 147 mm
  • 2 : 150 mm
  • 3 : 210 mm
  • 4 : 225 mm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 437 :
  • คำกล่าวใดต่อไปนี้ ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ Rollover Threshold
  • 1 : รถยนต์แบบซีดาน มีค่า Rollover Threshold สูงกว่ารถกระบะ
  • 2 : ค่าความกว้างระหว่างล้อ (Tread) ของรถมีผลต่อค่า Rollover Threshold โดยค่า Tread มาก ค่า Rollover Thresholdจะมากด้วย
  • 3 : ค่าความสูงของจุดศูนย์ถ่วง (CG.) ของรถ (h) มีผลต่อค่า Rollover Threshold โดยค่า h มาก ค่าRollover Thresholdจะมากด้วย
  • 4 : ค่าระดับ Cross slope ของถนนมีผลต่อค่า Rollover Threshold ดังนั้นการออกแบบถนนที่เหมาะสม จะสามารถช่วยลดโอกาสการเกิด Rollover ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 438 :
  • รถบรรทุก มีค่าความกว้าง ระหว่างล้อ (Tread) เท่ากับ 1.8 เมตร มีค่าความสูงของจุดศูนย์ถ่วง (CG. height, h) เท่ากับ 1.8 เมตร จงคำนวณหาค่า Rollover Threshold โดยประมาณของรถบรรทุกนี้ (โดย g คือ acceleration of gravity)
  • 1 : 0.25g
  • 2 : 0.5g
  • 3 : 1g
  • 4 : 2g
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 439 :
  • รถยนต์ชนิดใด มีโอกาสเกิด Rollover ได้ยากที่สุด
  • 1 : รถยนต์นั่งแบบสปอร์ต
  • 2 : รถยนต์นั่งแบบซีดาน
  • 3 : รถกระบะ
  • 4 : รถบรรทุก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 440 :
  • รถกระบะ มีค่าความกว้าง ระหว่างล้อ (Tread) เท่ากับ 1.5 เมตร มีค่าความสูงของจุดศูนย์ถ่วง (CG. height, h) เท่ากับ 0.75 เมตร จงคำนวณหาค่า Rollover Threshold โดยประมาณของรถบรรทุกนี้ (โดย g คือ acceleration of gravity)
  • 1 : 0.25g
  • 2 : 0.5g
  • 3 : 1g
  • 4 : 2g
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 441 :
  • วิธีการใดต่อไปนี้ ไม่สามารถช่วยลดการเกิด Rollover ได้
  • 1 : ออกแบบรถยนต์ให้มีค่า Rollover Threshold สูง
  • 2 : ออกแบบระบบกันสะเทือนให้มีค่า Roll Stiffness สูง
  • 3 : ออกแบบให้รถมีค่าความสูงของจุดศูนย์ถ่วงสูงๆ
  • 4 : ออกแบบให้รถมีค่าระยะห่างระหว่างล้อ (Tread) มีค่าสูงๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 442 :
  • จากกราฟความสัมพันธ์ระหว่างความถี่ของ Steering input กับค่า Rollover Threshold จงเรียงลำดับชนิดของรถยนต์ที่สัมพันธ์กับกราฟดังกล่าว
  • 1 : A = Automobile, B = Heavy Truck, C = Utility Vehicle
  • 2 : A = Utility Vehicle, B = Automobile, C = Heavy Truck
  • 3 : A = Heavy Truck, B = Utility Vehicle, C = Automobile
  • 4 : A = Automobile, B = Utility Vehicle, C = Heavy Truck
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 443 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นการเรียงลำดับชนิดของรถยนต์ตามแนวโน้มการเกิด Rollover จากง่ายไปยาก ได้ถูกต้อง
  • 1 : รถซีดาน รถกระบะ รถบรรทุก
  • 2 : รถซีดาน รถบรรทุก รถกระบะ
  • 3 : รถบรรทุก รถกระบะ รถซีดาน
  • 4 : รถบรรทุก รถซีดาน รถกระบะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 444 :
  • ถนนชนิดใดต่อไปนี้มีโอกาสทำให้รถมีโอกาสลื่นไถลได้มากที่สุด
  • 1 : ถนนคอนครีต พื้นผิวแห้ง
  • 2 : ถนนคอนครีต พื้นผิวเปียกน้ำ
  • 3 : ถนนยางมะตอย พื้นผิวแห้ง
  • 4 : ถนนยางมะตอย พื้นผิวเป็นน้ำแข็ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 445 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นการเรียงลำดับชนิดของรถยนต์ตามแนวโน้มการเกิด Rollover จากยากไปง่าย ได้ถูกต้อง
  • 1 : รถสปอร์ต รถตู้ รถบรรทุก
  • 2 : รถสปอร์ต รถบรรทุก รถตู้
  • 3 : รถบรรทุก รถตู้ รถสปอร์ต
  • 4 : รถบรรทุก รถสปอร์ต รถตู้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 446 :
  • ในปัจจุบันรถยนต์ชนิดใดต่อไปนี้ใช้ Leaf spring ในระบบกันสะเทือน
  • 1 : รถซีดาน
  • 2 : รถแข่ง
  • 3 : รถบรรทุก
  • 4 : รถจักรยานยนต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 447 :
  • ชิ้นส่วนใดต่อไปนี้ไม่ใช่ส่วนประกอบหลักในระบบกันสะเทือน
  • 1 :  Leaf spring
  • 2 :  Rack and pinion
  • 3 :  Control-arm
  • 4 :  Anti-roll bar
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 448 :
  •  ชนิดของระบบกันสะเทือนต่อไปนี้ข้อใดคือระบบกันสะเทือนชนิดแกนแข็ง (Solid axles)
  • 1 :  Multi link
  • 2 :  De Dion
  • 3 :  MacPherson strut
  • 4 :  Trailing arm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 449 :
  •  รูปภาพต่อไปนี้ คือระบบกันสะเทือน (suspension) แบบใด
     
                       
  • 1 :  Semi-trailing arm rear suspension
  • 2 :  Multi-link rear suspension
  • 3 :  Trailing arm rear suspension
  • 4 :  MacPherson strut front suspension
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 450 :
  •  

    ข้อใดต่อไปนี้เป็นการอ่านค่า ขนาดยาง P215/60R16 ได้อย่างถูกต้อง

  • 1 :  Passenger car, 215 aspect ratio, 60-mm section width, Radial, 16-inch rim
  • 2 :  Passenger car, 215 section width, 60-mm aspect ratio, Radial, 16-inch rim
  • 3 :  Passenger car, 215 aspect ratio, 60-mm section width, Radial, 16-mm rim
  • 4 :  Passenger car, 215 section width, 60-mm aspect ratio, Radial, 16-mm rim
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 451 :
  • จากรูปจำลองของยางขณะเกิดแรงด้านข้าง (Lateral force) ค่าโมเมนต์ที่เกิดขึ้นในแนวแกน z มีชื่อเรียกว่าอะไร

     

                              

  • 1 :  Brake torque
  • 2 :  Aligning torque
  • 3 :  Overturning torque
  • 4 :  Wheel torque
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 452 :
  •  

    วิธีการใดต่อไปนี้ไม่สามารถช่วยลดการเกิด Rollover ได้

  • 1 :  ออกแบบถนนให้มีความชันที่เหมาะสม ในบริเวณที่เป็นโค้งอันตราย
  • 2 :  ออกแบบรถยนต์ให้มีค่า Rollover Threshold สูง
  • 3 :  ออกแบบระบบกันสะเทือนให้มีค่า Roll stiffness สูง
  • 4 :  การออกแบบให้มีถุงลมนิรภัยที่หน้าต่าง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 453 :
  • ยางในรูปหน้าตัดต่อไปนี้ คือยางชนิดใด
     
     
                     
  • 1 :  Bias-ply tire
  • 2 :  Bias belt tire
  • 3 :  Cross-ply tire
  • 4 :  Radial-ply tire
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 454 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้องเกี่ยวกับ Roll center และ Roll axis
  • 1 :  Roll center จะมีตำแหน่งคงที่ตลอดเวลาที่รถยนต์มีการเคลื่อนที่
  • 2 :

    ในรถยนต์แบบสปอร์ต Roll axis มักจะอยู่ สูงกว่าพื้นมาก

  • 3 :  Roll center คือจุดที่สามารถหาตำแหน่งได้ด้วยวิเคราะห์ทางเรขาคณิตของระบบกันสะเทือน (suspension)
  • 4 :

    Roll axis เป็นแกนที่เกิดการหมุนเนื่องจากการ pitch

  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 455 :
  •  จากรูปเส้นที่ลากเชื่อมต่อระหว่างจุด A และ B หมายถึงข้อใดต่อไปนี้
     
                              
  • 1 :  50% Anti-dive
  • 2 :  50% Anti-squat
  • 3 :  Full Anti-pitch
  • 4 :  100% Anti-dive
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 456 :
  •  คำกล่าวใดถูกต้องเกี่ยวกับ Anti-Dive suspension Geometry
  • 1 :  ระบบดังกล่าวใช้ป้องกันการเกิด Pitch เนื่องจากการเร่ง
  • 2 :  โดยทั่วไป จะนิยมใช้ ไม่เกิน 50% anti-dive ในระบบกันสะเทือน
  • 3 :  ในกรณีที่ใช้ Full anti-dive ในระบบกันสะเทือนล้อหน้า มุม Caster ที่เปลี่ยนไป จะเพิ่มภาวะการเลี้ยวในขณะเบรก
  • 4 :  การวิเคราะห์เกี่ยวกับ Anti-dive มีความคล้ายคลึงกับการวิเคราะห์ 2WD anti-squat
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 457 :
  •  ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับกลไกการเกิดแรงเสียดทานระหว่างยางรถยนต์และถนน
  • 1 :  แรงเสียดทานระหว่างยางและถนนเกิดจาก สองกลไก คือ Hysteresis และ Adhesion
  • 2 :  ถนนที่เปียกจะทำให้แรงเสียดทานระหว่างยางและถนนมีค่าลดลง เนื่องจาก ผลจาก Adhesion ลดลง
  • 3 :  Hysteresis เป็นผลมาจากการสูญเสียพลังงานไปเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของยาง
  • 4 :  ยางที่มีค่า Hysteresis ต่ำจะสามารถเบรกได้ดีกว่ายางที่มี Hysteresis สูง บนถนนเปียก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 458 :
  •  คำกล่าวข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ Camber trust
  • 1 :  Camber thrust เกิดจากการที่ยางสัมผัสกับพื้นในแนวไม่ตั้งฉากกับพื้น
  • 2 :  Camber thrust มีผลทำให้เกิดแรงด้านข้างถึง 50% ของแรงด้านข้างที่เกิดจากมุม slip angle เพียงอย่างเดียว
  • 3 :  เมื่อค่ามุม camber มีค่ามากขึ้น จะทำให้มีค่า Camber Thrust เพิ่มขึ้นด้วย
  • 4 :  กลไกการเลี้ยวของรถยนต์จะอาศัยผลของ Camber Thrust เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 459 :
  •  ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ Cornering stiffness
  • 1 :  ที่ค่า Slip angle น้อยๆ ความสัมพันธ์ระหว่าง Cornering stiffness และ slip angle สามารถคิดเป็น ความสัมพันธ์เชิงเส้น (Linear) ได้
  • 2 :  ที่ค่า Slip angle ค่ามากๆ ความสัมพันธ์ระหว่าง Cornering stiffness และ slip angle จะมีความสัมพันธ์แบบไม่ใช่เชิงเส้นตรง (Non Linear)
  • 3 :  โดยทั่วไปยางแบบ Radial-ply จะมีค่า Cornering stiffness น้อยกว่ายางแบบ Bias-ply
  • 4 :  ค่าโหลดตามแนวดิ่งของยาง มีความสัมพันธ์แบบไม่ใช่เชิงเส้นตรง (Non Linear) กับค่า Cornering stiffness โดยค่าของ Cornering stiffness จะมีค่าเพิ่มมากขึ้นในสัดส่วนที่น้อยกว่าค่าโหลดที่เพิ่มมากขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
สภาวิศวกร