สภาวิศวกร

วิชา : Engineering Materials

เนื้อหาวิชา : 238 : 01 Metals
ข้อที่ 1 :
  • แร่ Bauxite ที่เป็นวัตถุดิบในการถลุงอะลูมิเนียม มีสารประกอบใดเป็นสารประกอบหลัก
  • 1 : Bayer
  • 2 : Al2O3
  • 3 : Al2(SO4)3
  • 4 : Na3AlF6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 2 :
  • เหล็กหล่อ หมายถึง เหล็กที่มีปริมาณของธาตุคาร์บอนผสมอยู่ระหว่างค่าดังข้อใด
  • 1 : 0.022 - 6.7 % โดยน้ำหนัก
  • 2 : 1.2 - 6.7 % โดยน้ำหนัก
  • 3 : 2.0 - 4.3 % โดยน้ำหนัก
  • 4 : 2.0 - 6.7 % โดยน้ำหนัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 3 :
  • เหล็กกล้าคาร์บอนปานกลาง มีปริมาณของธาตุคาร์บอนผสมอยู่เป็นปริมาณเท่าใด
  • 1 : 0.40 % โดยปริมาตร
  • 2 : 0.40 % โดยน้ำหนัก
  • 3 : 0.04 % โดยปริมาตร
  • 4 : 0.04 % โดยน้ำหนัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 4 :
  • เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ มักนิยมนำมาใช้ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ในข้อใด
  • 1 : ตัวถังรถยนต์
  • 2 : ลูกสูบ
  • 3 : มีดกลึง
  • 4 : ดอกสว่าน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 5 :
  • เหล็กกล้าคาร์บอนปานกลางมีค่าความแข็ง (Hardness) เป็นอย่างไร เทียบกับเหล็กกล้าคาร์บอนสูงภายใต้เงื่อนไขสภาวะการอบชุบเหมือนกัน
  • 1 : น้อยกว่า
  • 2 : มากกว่า
  • 3 : เท่ากัน
  • 4 : ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นอย่างไร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 6 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการเติมธาตุโครเมียม (Cr) ในเหล็กกล้าผสมสูง (High alloy steels)
  • 1 : เพิ่มความแข็งแรง ลดการผุกร่อน
  • 2 : เพิ่มความแข็ง
  • 3 : เพิ่มความเหนียว ขึ้นรูปง่าย
  • 4 : เพิ่มความสามารถในการต้านทานการคืบ (Creep)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 7 :
  • ในกระบวนการผลิตเหล็กหล่อเหนียว (Nodular cast iron) ธาตุใดที่เติมลงไปเพื่อทำให้แกรไฟต์รวมตัวกันเป็นอนุภาคทรงกลม
  • 1 : โครเมียม
  • 2 : ซีเรียม
  • 3 : คาร์บอน
  • 4 : โคบอลต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 8 :
  • ทองเหลือง (Brass) คือโลหะผสมของธาตุหลักธาตุใด
  • 1 : ทองแดง และเงิน
  • 2 : ทองแดง และดีบุก
  • 3 : ทองแดง และตะกั่ว
  • 4 : ทองแดง และสังกะสี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 9 :
  • โลหะผสมสูงกลุ่มซูเปอร์อัลลอย (Superalloys) เช่น Nickel-based superalloys มักนิยมนำไปใช้งานใดในปัจจุบัน
  • 1 : ใบพัดในเครื่องกังหันก๊าซในเครื่องบินไอพ่น
  • 2 : อุปกรณ์ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์เช่น ฮาร์ดดิสค์
  • 3 : ลูกสูบเครื่องยนต์
  • 4 : มีดกลึง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 10 :
  • โลหะใดไม่ใช่โลหะทนไฟ (Refractory Metal)
  • 1 : ทังสเตน
  • 2 : โมลิบดินัม
  • 3 : แทนทาลัม
  • 4 : เยอรมันเนียม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 11 :
  • โลหะใดจัดเป็นโลหะมีสกุล (Noble Metal)
  • 1 : ทังสเตน
  • 2 : แพลตินัม
  • 3 : ซิลิกอน
  • 4 : เยอรมันเนียม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 12 :
  • โลหะใดจัดเป็นโลหะหนัก
  • 1 : แมกนีเซียม
  • 2 : อะลูมิเนียม
  • 3 : เบอริลเลียม
  • 4 : โมลิบดินัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 13 :
  • โลหะใดที่ไม่ควรนำมาเป็นภาชนะบรรจุอาหาร
  • 1 : อะลูมิเนียม
  • 2 : ตะกั่ว
  • 3 : ดีบุก
  • 4 : เหล็กกล้าไร้สนิม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 14 :
  • โลหะใดไม่เหมาะสมสำหรับนำมาทำเป็นกระทะเพื่อปรุงอาหาร
  • 1 : อะลูมิเนียม
  • 2 : เหล็กกล้าไร้สนิม
  • 3 : ทองแดง
  • 4 : แมกนีเซียม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 15 :
  • พิวเตอร์ (Pewter) คือ โลหะผสมใด
  • 1 : ดีบุกผสม
  • 2 : ทองแดงผสม
  • 3 : อะลูมิเนียมผสม
  • 4 : ไทเทเนียมผสม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 16 :
  • โลหะใดที่นำมาใช้ทำเป็นชิ้นส่วนเครื่องบินน้อยที่สุด
  • 1 : ไทเทเนียม
  • 2 : อะลูมิเนียม
  • 3 : สังกะสี
  • 4 : นิกเกิล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 17 :
  • เหล็กกล้าไร้สนิมเกรด 18-8 หมายถึง เหล็กกล้าที่ผสมโลหะชนิดใดเป็นปริมาณสูงสุดสองชนิดแรก
  • 1 : โครเมียม-นิเกิล
  • 2 : ไทเทเนียม-นิเกิล
  • 3 : โครเมียม-ซิลิกอน
  • 4 : ไทเทเนียม-ซิลิกอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 18 :
  • ผลิตภัณฑ์ใดที่ไม่สามารถใช้อะลูมิเนียมเป็นส่วนผสมหลักได้
  • 1 : วงล้อรถยนต์
  • 2 : ตัวถังรถยนต์
  • 3 : กระป๋องน้ำอัดลม
  • 4 : ไส้หลอดไฟ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 19 :
  • เหล็กชนิดใดต่อไปนี้สามารถกลึงเพื่อตกแต่งขึ้นรูปได้ง่ายที่สุด
  • 1 : เหล็กกล้าชุบแข็ง
  • 2 : เหล็กหล่อขาว
  • 3 : เหล็กหล่อกราไฟต์กลม
  • 4 : เหล็กกล้าไร้สนิมเฟร์ไรต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 20 :
  • เหล็กกล้าชนิดใดมีสภาพดึงยืดได้ (Ductility) มากที่สุด ภายใต้สภาวะการอบชุบที่เหมือนกัน
  • 1 : เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ
  • 2 : เหล็กกล้าคาร์บอนปานกลาง
  • 3 : เหล็กกล้าคาร์บอนสูง
  • 4 : เหล็กกล้าเครื่องมือ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 21 :
  • ในกระบวนการผลิตเหล็กหล่อเทา ธาตุใดที่ต้องเติมลงไปเพื่อทำให้คาร์บอนรวมตัวกันเป็นกราไฟต์
  • 1 : อะลูมิเนียม
  • 2 : ซิลิกอน
  • 3 : แคลเซียม
  • 4 : แมกนีเซียม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 22 :
  • ข้อใดไม่ใช่สมบัติของเหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ
  • 1 : มีความเหนียวสูง
  • 2 : สามารถตกแต่งขึ้นรูปได้ง่าย
  • 3 : สามารถชุบแข็งได้ง่าย
  • 4 : ไม่สามารถรับแรงกระแทกได้มาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 23 :
  • ข้อใดไม่ใช่สมบัติเด่นของอะลูมิเนียม
  • 1 : น้ำหนักเบา
  • 2 : ทนอุณหภูมิได้สูง
  • 3 : อ่อนแต่เหนียว
  • 4 : นำความร้อนได้ดี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 24 :
  • บรอนซ์ คือ โลหะผสมชนิดใด
  • 1 : ทองแดงผสมดีบุก
  • 2 : อะลูมิเนียมผสมทองแดง
  • 3 : ดีบุกผสมตะกั่ว
  • 4 : นิเกิลผสมไทเทเนียม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 25 :
  • ข้อใดคือลักษณะเด่นของเหล็กหล่อขาว
  • 1 : แข็ง ยากต่อการตกแต่ง
  • 2 : อ่อน เหนียว ตกแต่ง-ขึ้นรูปได้ง่าย
  • 3 : รับแรงอัดและแรงสั่นสะเทือนได้ดี
  • 4 : ไม่ทนต่อการเสียดสี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 26 :
  • เหล็กหล่อเทาต่างจากเหล็กหล่อขาวอย่างไร
  • 1 : เหล็กหล่อเทามีซิลิกอนเป็นส่วนผสม แต่เหล็กหล่อขาวไม่มี
  • 2 : เหล็กหล่อเทามีกราไฟต์อิสระเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง แต่เหล็กหล่อขาวไม่มี
  • 3 : เหล็กหล่อเทามีความแข็งมากกว่าเหล็กหล่อขาว
  • 4 : เหล็กหล่อเทาสามารถรับแรงกระแทกได้น้อยกว่าเหล็กหล่อขาว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 27 :
  • ในกระบวนการผลิตเหล็กหล่อกราไฟต์กลม ธาตุใดที่ต้องเติมลงไปเพื่อทำให้กราไฟต์อิสระเป็นทรงกลม
  • 1 : อะลูมิเนียม
  • 2 : ซิลิกอน
  • 3 : แคลเซียม
  • 4 : แมกนีเซียม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 28 :
  • เหล็กกล้าผสมชนิดใดที่ไม่สามารถชุบแข็งได้ดี
  • 1 : เหล็กกล้าโมลิบดินัม
  • 2 : เหล็กกล้าไร้สนิมออสเทไนต์
  • 3 : เหล็กกล้าแมงกานีส
  • 4 : เหล็กกล้าโครเมียม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 29 :
  • เหล็กกล้าถูกแบ่งแยกออกจากเหล็กหล่อด้วยปริมาณคาร์บอนกี่เปอร์เซ็นต์
  • 1 : 1%
  • 2 : 2%
  • 3 : 3%
  • 4 : 4%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 30 :
  • ธาตุผสมใดที่มีส่วนสำคัญในการทำให้เหล็กกล้าไร้สนิมทนต่อการเกิดสนิมในบรรยากาศปกติ และต้องมีปริมาณธาตุอย่างน้อยสุดเท่าใด
  • 1 : 13% โดยน้ำหนักโครเมียม
  • 2 : 8% โดยน้ำหนักโครเมียม
  • 3 : 13% โดยน้ำหนักนิเกิล
  • 4 : 8% โดยน้ำหนักนิเกิล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 31 :
  • ข้อความใดต่อไปนี้เป็นการกล่าวที่ถูกต้อง
  • 1 : เหล็กกล้า Hypoeutectoid plain-carbon คือเหล็กกล้าที่มีปริมาณคาร์บอนมากกว่า 0.8% โดยน้ำหนัก
  • 2 : เหล็กเส้นที่ใช้ในงานก่อสร้างทำจากเหล็กหล่อ
  • 3 : ธาตุที่มีบทบาทในการทำให้เหล็กกล้าไร้สนิมสามารถทนต่อการกัดกร่อนได้ดีคือโครเมียม
  • 4 : เหล็กหล่อเป็นโลหะผสมประเภท Ferrous ที่มีปริมาณคาร์บอนน้อยกว่า 2.4% โดยน้ำหนัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 32 :
  • โลหะใดต่อไปนี้มีจุดหลอมเหลวที่ต่ำที่สุด
  • 1 : ทองแดง
  • 2 : ทองแดงผสมสังกะสี
  • 3 : ทองแดงผสมเหล็ก
  • 4 : ทองแดงผสมนิเกิล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 33 :
  • ชิ้นงานใดต่อไปนี้มีความแข็งแรงสูงสุด
  • 1 : เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำชุบแข็ง
  • 2 : เหล็กกล้าคาร์บอนปานกลางชุบแข็ง
  • 3 : เหล็กกล้าผสมต่ำชุบแข็ง
  • 4 : เหล็กกล้าไร้สนิมออสเทไนต์ชุบแข็ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 34 :
  • โลหะชนิดใดต่อไปนี้ที่เหมาะสมสำหรับทำเครื่องยนต์ (Engine block) สำหรับรถแข่งมากที่สุด
  • 1 : เหล็กกล้า (Steel) เนื่องจากหล่อง่ายที่สุด
  • 2 : เหล็กกล้าไร้สนิม (Stainless steel) เพราะทนต่อการเกิดสนิมได้ดี
  • 3 : อะลูมิเนียมผสม (Aluminium alloy) เพราะมีน้ำหนักเบา
  • 4 : โลหะผสมยิ่งยวด (Superalloy) เพราะทนอุณหภูมิสูงได้ดี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 35 :
  • วัสดุแม่เหล็กถาวรชนิดใดต่อไปนี้ที่ให้กำลังแม่เหล็กสูงสุด
  • 1 : เหล็กคาร์บอน
  • 2 : อัลนิโค (Alnico)
  • 3 : เฟร์ไรต์ (Hard Ferrite)
  • 4 : นิโอดิเมียม-บอรอน (NdFeB)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 36 :
  • โลหะชนิดใดต่อไปนี้สามารถนำมารีดเย็นเป็นแผ่นบางได้ง่ายที่สุด
  • 1 : อะลูมิเนียม
  • 2 : ทองแดง
  • 3 : ทองเหลือง
  • 4 : เหล็กกล้าไร้สนิม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 37 :
  • โลหะชนิดใดต่อไปนี้ที่เหมาะสำหรับการผลิตวงล้อรถยนต์มากที่สุด
  • 1 : อะลูมิเนียมบริสุทธิ์
  • 2 : อะลูมิเนียมผสมซิลิคอน
  • 3 : อะลูมิเนียมผสมทองแดง
  • 4 : อะลูมิเนียมผสมแมงกานีส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 38 :
  • โลหะชนิดใดต่อไปนี้ไม่เกิดสนิม
  • 1 : เหล็กกล้าไร้สนิม
  • 2 : ทองแดง
  • 3 : อะลูมิเนียม
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 39 :
  • เหล็กกล้าชนิดใดต่อไปนี้เหมาะสำหรับใช้งานที่อุณหภูมิสูง
  • 1 : เหล็กกล้าคาร์บอนสูง (High carbon steel)
  • 2 : เหล็กกล้าไร้สนิมเฟร์ไรต์ (Ferritic stainless steel)
  • 3 : เหล็กกล้าไร้สนิมออสเทไนต์ (Austenetic stainless steel)
  • 4 : เหล็กกล้าไร้สนิมมาร์เทนไซต์ (Martensitic stainless steel)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 40 :
  • โลหะชนิดใดต่อไปนี้เหมาะสำหรับการผลิตถังไฮโดรเจนเหลวสำหรับยานอวกาศมากที่สุด
  • 1 : อะลูมิเนียมผสมทองแดง
  • 2 : อะลูมิเนียมผสมลิเทียม
  • 3 : อะลูมิเนียมผสมซิลิคอน
  • 4 : อะลูมิเนียมผสมสังกะสี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 239 : 02 Engineering polymers
ข้อที่ 41 :
  • ข้อใดไม่ใช่วัสดุพอลิเมอร์
  • 1 : ยาง (Rubber)
  • 2 : พลาสติก (Plastic)
  • 3 : ไม้ (Wood)
  • 4 : แก้ว (Glass)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 42 :
  • ยางที่ผ่านกระบวนการ Vulcanization แล้ว จัดเป็นพอลิเมอร์ประเภทใด
  • 1 : พอลิเมอร์แบบสายโซ่ตรง (Linear polymer)
  • 2 : พอลิเมอร์แบบครอสลิงค์ (Crosslinked polymer)
  • 3 : พอลิเมอร์แบบสายเดี่ยว (Single chain polymer)
  • 4 : พอลิเมอร์แบบกิ่ง (Branched polymer)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 43 :
  • ข้อใดเป็นพอลิเมอร์แบบโครงข่าย (network)
  • 1 : พอลิสไตรีน (Polystyrene)
  • 2 : ฟีนอลฟอร์มัลดีไฮด์ (Phenol-formaldehyde)
  • 3 : พอลิเอทธิลีน (Polyethylene)
  • 4 : พอลิพรอพิลีน (Polypropylene)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 44 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของเทอร์โมพลาสติก (Thermoplastic)
  • 1 : แข็งตัวเมื่อถูกความร้อน และอ่อนตัวเมื่อลดอุณหภูมิ
  • 2 : อ่อนตัวเมื่อถูกความร้อน แต่กลับมาแข็งตัวเมื่อลดอุณหภูมิ
  • 3 : แข็งตัวเมื่อถูกความร้อน และไม่สามารถทำให้อ่อนตัวได้อีก
  • 4 : แข็งตัวเมื่อถูกความร้อน แต่สามารถทำให้อ่อนตัวได้เมื่อลดอุณหภูมิ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 45 :
  • ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้อง
  • 1 : โคพอลิเมอร์ (Copolymer) ประกอบด้วย มอนอเมอร์มากกว่าหนึ่งชนิดเรียงต่อกัน
  • 2 : อัลเทอร์เนตโคพอลิเมอร์ (Alternate copolymer) ประกอบด้วย มอนอเมอร์มากกว่าหนึ่งชนิดเรียงต่อแบบสลับกัน
  • 3 : แรนดอมโคพอลิเมอร์ (Random copolymer) ประกอบด้วย มอนอเมอร์มากกว่าหนึ่งชนิดเรียงต่อแบบสุ่ม
  • 4 : กราฟท์โคพอลิเมอร์ (Graft copolymer) ประกอบด้วย มอนอเมอร์มากกว่าหนึ่งชนิดเรียงต่ออยู่ในสายโซ่ที่เป็นเส้นตรง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 46 :
  • ปัจจัยใดมีผลต่อสมบัติเชิงกลของพอลิเมอร์แบบกึ่งผลึก (Semicrystalline polymers)
  • 1 : น้ำหนักโมเลกุล (Molecular weight)
  • 2 : ระดับของสภาพเป็นผลึก (Degree of crystallinity)
  • 3 : การอบอ่อน (Annealing)
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 47 :
  • จากกราฟความเค้น-ความเครียด (Stress-strain plot) กราฟเส้นใดแสดงสมบัติของวัสดุยืดหยุ่น (Elastomeric polymer)

  • 1 : I
  • 2 : II
  • 3 : III
  • 4 : IV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 48 :
  • พอลิเมอร์ใดต่อไปนี้เป็นเทอร์โมพลาสติก (Thermoplastics)
  • 1 : PVC
  • 2 : Epoxy resins
  • 3 : Polyester
  • 4 : Melamine
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 49 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่พอลิเมอร์
  • 1 : พอลิเอทิลีน (Polyethylene)
  • 2 : พอลิคาร์โบเนต (Polycarbonate)
  • 3 : ซิลิคอนคาร์ไบด์ (Silicon carbide)
  • 4 : ซิลิโคน (Silicone)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 50 :
  • เพราะเหตุใดยางรถยนต์จึงมีสีดำ
  • 1 : เนื่องจากต้องสัมผัสถนนซึ่งมีความสกปรก จึงผสมสีดำลงไป
  • 2 : เนื่องจากต้องการให้มีความแข็งแรงขึ้น จึงใส่สารเสริมแรงชนิดหนึ่งซึ่งมีสีดำลงไป
  • 3 : เพื่อให้ง่ายต่อการดูแลรักษา
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 51 :
  • โดยทั่วไปพอลิเมอร์มีสมบัติเชิงกลในข้อใดต่อไปนี้มากกว่าวัสดุวิศวกรรมชนิดอื่นๆ
  • 1 : Tensile Strength
  • 2 : Modulus of Elasticity
  • 3 : Yield Strength
  • 4 : Elongation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 52 :
  • วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตพอลิเมอร์มาจากแหล่งใด
  • 1 : แก๊สธรรมชาติ
  • 2 : น้ำมันปิโตรเลียม
  • 3 : ผลิตผลทางการเกษตร
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 53 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ลักษณะหรือสมบัติของเทอร์โมเซตติ้ง (Thermosetting)
  • 1 : มีโครงสร้างตาข่าย
  • 2 : นำมาขึ้นรูปใหม่ไม่ได้
  • 3 : ทนแรงกระแทกได้ดี
  • 4 : ทนความร้อนได้ดี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 54 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่โครงสร้างของโคพอลิเมอร์ (Copolymer)
  • 1 : โครงสร้างแบบบล็อก (Block)
  • 2 : โครงสร้างแบบสลับ (Alternating)
  • 3 : โครงสร้างแบบเชิงเส้น (Linear)
  • 4 : โครงสร้างแบบสุ่ม (Random)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 55 :
  • ขวดพลาสติกใสที่ใช้บรรจุน้ำอัดลมในท้องตลาดมักทำด้วยพอลิเมอร์ชนิดใด
  • 1 : พอลิโพรพิลีน (Polypropylene)
  • 2 : พอลิสไตรีน (Polystyrene)
  • 3 : พอลิเอทิลีน เทอร์ฟาทาเลต (Polyethylene terephthalate)
  • 4 : พอลิเมทิล เมทาครีเลต (Polymethyl methacrylate)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 56 :
  • เราสามารถเพิ่มสมบัติในการรับแรงกระแทกให้กับพลาสติกที่เปราะได้โดยการผสมสิ่งใดต่อไปนี้ลงไปในพลาสติก
  • 1 : ยาง (Rubber)
  • 2 : สารเสริมแรง (Reinforcing filler)
  • 3 : สารป้องกันการแตกหักของสายโซ่โมเลกุล (Stabilizer)
  • 4 : สารเพิ่มเนื้อ (Extender)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 57 :
  • ถ้านำขวดพลาสติกที่ทำจากพอลิเอทิลีนไปบรรจุน้ำอัดลมและปิดฝาให้แน่น จะเกิดสิ่งใดขึ้น
  • 1 : ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง
  • 2 : น้ำอัดลมจะมีสีที่จางลง
  • 3 : แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จะระเหยออกไป
  • 4 : ปริมาณของน้ำอัดลมจะลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 58 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่เป็นความจริง
  • 1 : โดยทั่วไป พอลิเมอร์มีค่าการนำความร้อนที่ต่ำกว่าโลหะมาก
  • 2 : โดยทั่วไป อากาศมีค่าการนำความร้อนที่ต่ำกว่าพอลิเมอร์มาก
  • 3 : โดยทั่วไป พอลิเมอร์มีค่าสัมประสิทธิ์ของการขยายตัวเมื่อได้รับความร้อนมากกว่าโลหะ
  • 4 : โดยทั่วไป เซรามิกมีค่าสัมประสิทธิ์ของการขยายตัวเมื่อได้รับความร้อนมากกว่าพอลิเมอร์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 59 :
  • กระบวนการในข้อใดต่อไปนี้เป็นกระบวนการสร้างพอลิเมอร์จากมอนอเมอร์
  • 1 : Monomerization
  • 2 : Polymerization
  • 3 : Hydration
  • 4 : Annealing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 60 :
  • เทฟลอน (Teflon) คือชื่อทางการค้าของพอลิเมอร์ในข้อใด
  • 1 : Polystyrene
  • 2 : Polyurethane
  • 3 : Polytetrafluoroethylene
  • 4 : Polyvinyl chloride
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 240 : 03 Engineering ceramics
ข้อที่ 61 :
  • ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อผสมซีเมนต์กับน้ำคือปฏิกิริยาใด
  • 1 : ปฏิกิริยา Hydration
  • 2 : ปฏิกิริยา Oxidation
  • 3 : ปฏิกิริยา Reduction
  • 4 : ปฏิกิริยา Dehydration
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 62 :
  • การเติมแร่ยิปซั่ม (Gypsum) ลงในซีเมนต์มีวัตถุประสงค์อย่างไร
  • 1 : เพื่อลดต้นทุนวัตถุดิบ
  • 2 : เพื่อควบคุมเวลาการแข็งตัวของซีเมนต์
  • 3 : เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับซีเมนต์
  • 4 : เพื่อให้ซีเมนต์มีอายุการใช้งานที่นานขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 63 :
  • ทำไมเซรามิกโดยทั่วไปมีสมบัติที่แข็ง (Hard) และเปราะ (Brittle) กว่าโลหะ
  • 1 : การเคลื่อนที่ของ Dislocation เกิดขึ้นในเซรามิกได้ง่ายกว่าโลหะ
  • 2 : เซรามิกทั่วไปยึดกันด้วยพันธะแวนเดอร์วาลส์ แต่โลหะยึดกันด้วยพันธะโลหะ
  • 3 : ในเซรามิก ระนาบอะตอมเกิดการเลื่อน (Slip) ได้บางระนาบเท่านั้น
  • 4 : เซรามิกมีความหนาแน่นสูงกว่าโลหะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 64 :
  • ข้อใดไม่ใช่สมบัติของเซรามิก
  • 1 : เป็นฉนวนทั้งทางความร้อนและไฟฟ้า
  • 2 : ความต้านทานต่อแรงกระแทกต่ำ
  • 3 : ทนต่อแรงดึงได้ดี
  • 4 : เฉื่อยต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 65 :
  • ข้อใดไม่ใช่ผลที่เกิดจากการเกิดรูพรุน (Porosity) ในเนื้ออิฐทนไฟ
  • 1 : อิฐทนไฟเป็นฉนวนทางความร้อนที่ดีขึ้น
  • 2 : อิฐทนไฟสามารถทนต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิได้ดีขึ้น
  • 3 : อิฐทนไฟมีความต้านทานต่อการผุกร่อนดีขึ้น
  • 4 : อิฐทนไฟมีความแข็งแรงลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 66 :
  • วัสดุในข้อใดเหมาะที่จะทำเป็นวัสดุขัดถู (Abrasive material)
  • 1 : เหล็ก
  • 2 : อะลูมินา
  • 3 : พอลิเอทิลีน
  • 4 : ไม้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 67 :
  • Glass transition temperature คืออะไร
  • 1 : อุณหภูมิจุดหลอมเหลว (Melting point) ของแก้ว
  • 2 : อุณหภูมิที่แก้วมีสภาพการนำไฟฟ้า
  • 3 : อุณหภูมิที่แก้วเปลี่ยนจากสภาพที่มีความหนืดสูงเป็นสภาพที่แข็งและเปราะ
  • 4 : อุณหภูมิที่แก้วกลายเป็นไอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 68 :
  • ข้อใดไม่ใช่เซรามิกวิศวกรรม (Engineering ceramic)
  • 1 : พอร์ซิเลน (Porcelain)
  • 2 : อะลูมินา (Alumina)
  • 3 : ซิลิกอนไนไตรด์ (Silicon nitride)
  • 4 : เซอร์โคเนีย (Zirconia)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 69 :
  • เซรามิกลักษณะใดที่ไม่เหมาะสมสำหรับการนำมาใช้ทำเป็นกระดูกเทียม
  • 1 : เซรามิกที่มีสมบัติต้านทานการผุกร่อนที่ดี
  • 2 : เซรามิกที่มีความหนาแน่นสูง
  • 3 : เซรามิกที่มีความแข็งแรงสูง
  • 4 : เซรามิกที่สามารถยึดติดกับเนื้อเยื่อได้ดี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 70 :
  • ทำไมปัจจุบันนิยมนำเซรามิกวิศวกรรม เช่น อะลูมินา (Alumina) มาใช้ทำหัวเทียนแทนโลหะ
  • 1 : เซรามิกมีความแข็งแรงมากกว่าโลหะที่อุณหภูมิสูง
  • 2 : เซรามิกเป็นวัสดุเปราะกว่าโลหะ
  • 3 : เซรามิกมีการนำไฟฟ้าที่ดีกว่าโลหะ
  • 4 : เซรามิกมีความหนาแน่นต่ำกว่าโลหะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 71 :
  • ข้อใดกล่าวถูกต้อง
  • 1 : การขึ้นรูปแก้วจะทำขณะที่แก้วมีสภาพเป็นของเหลวที่มีความหนืดสูง
  • 2 : การขึ้นรูปแก้วจะเกิดปฏิกิริยา Sintering
  • 3 : แก้วโดยทั่วไปเป็นของแข็งที่มีผลึก
  • 4 : หลังจากขึ้นรูปแก้วแล้วต้องนำแก้วไปอบและเผา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 72 :
  • การเพิ่มความแข็งแรงให้กับแก้วโดยวิธีเทมเปอร์ (Temper) หรือ Chemical treatment มีหลักการอย่างไร
  • 1 : ทำให้เกิดความเค้นแรงดึงที่ผิวและความเค้นแรงอัดภายในเนื้อแก้ว
  • 2 : ทำให้เกิดความเค้นแรงอัดที่ผิวและความเค้นแรงดึงภายในเนื้อแก้ว
  • 3 : ทำให้เกิดความเค้นแรงอัดในเนื้อแก้ว
  • 4 : ทำให้เกิดความเค้นแรงดึงในเนื้อแก้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 73 :
  • เซรามิกประเภทใดมีความเหนียว (Toughness) ดีที่สุดที่อุณหภูมิห้อง
  • 1 : ซิลิกอนไนไตรด์ (Silicon nitride)
  • 2 : ซิลิกอนคาร์ไบด์ (Silicon carbide)
  • 3 : อะลูมินา (Alumina)
  • 4 : Partially stabilized zirconia
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 74 :
  • Glass-ceramic แตกต่างจาก แก้ว (Glass) อย่างไร
  • 1 : แก้วโปร่งใสแต่ Glass-ceramic ไม่โปร่งใส
  • 2 : แก้วไม่นำไฟฟ้า แต่ Glass-ceramic นำไฟฟ้า
  • 3 : แก้วนำความร้อนได้ไม่ดี แต่ Glass-ceramic สามารถนำความร้อนได้
  • 4 : แก้วทนการเปลี่ยนแปลงความร้อน (Thermal shock) ได้ แต่ Glass-ceramic ทนไม่ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 75 :
  • Pyroelectric ceramic มีสมบัติเด่นในข้อใด
  • 1 : สามารถเปลี่ยนสมบัติทางกลให้เป็นสมบัติไฟฟ้า
  • 2 : สามารถเปลี่ยนสมบัติทางไฟฟ้าให้เป็นสมบัติทางกล
  • 3 : สามารถเปลี่ยนสมบัติทางไฟฟ้าให้เป็นสมบัติทางเคมี
  • 4 : สามารถเปลี่ยนสมบัติทางความร้อนให้เป็นสมบัติทางไฟฟ้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 76 :
  • เซรามิกประเภทแก้วต่างจากเซรามิกโดยทั่วไปอย่างไร
  • 1 : แก้วไม่มีผลึก แต่เซรามิกโดยทั่วไปเป็นโครงสร้างที่มีผลึก (Crystalline)
  • 2 : แก้วสามารถดึงยืดได้ แต่เซรามิกโดยทั่วไปมีสมบัติเปราะ
  • 3 : แก้วทนแรงดึงได้ดี แต่เซรามิกทนแรงอัดได้ดี
  • 4 : แก้วทนทานต่อสารเคมีได้ดี แต่เซรามิกโดยทั่วไปเกิดปฏิกิริยาได้ง่าย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 77 :
  • ผลิตภัณฑ์ใดต่อไปนี้ไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุเซรามิก
  • 1 : กระสวยอวกาศ
  • 2 : เตาเผา
  • 3 : ลูกถ้วยไฟฟ้า (Electrical insulator)
  • 4 : มีดผ่าตัด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 78 :
  • ข้อใดไม่ช่วยทำให้วัสดุที่ผลิตจากอะลูมินา (Alumina) มีสมบัติโปร่งแสง (Translucent) ได้
  • 1 : อะลูมินาที่ใช้มีความบริสุทธ์สูงมาก
  • 2 : เป็นวัสดุผลึกเดี่ยว (Single crystal)
  • 3 : การจัดเรียงตัวของผลึกมีทิศทางใกล้เคียงกันมาก
  • 4 : ขอบเกรน (Grain boundary) มีความหนามาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 79 :
  • กระถางปลูกต้นไม้ โอ่งดิน อิฐมอญ จัดเป็นเซรามิกประเภทใด
  • 1 : Stoneware
  • 2 : Earthenware
  • 3 : Porcelain
  • 4 : Bone China
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 80 :
  • วัสดุทนไฟที่ใช้ในเตาเผาอุณหภูมิสูงมักทำจากวัสดุในข้อใดต่อไปนี้
  • 1 : CaO
  • 2 : Feldspar
  • 3 : Cement
  • 4 : Mullite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 241 : 04 Asphalt wood and concrete
ข้อที่ 81 :
  • ไม้จัดเป็นวัสดุประเภทใด
  • 1 : วัสดุเชิงประกอบ
  • 2 : พอลิคาร์บอเนต
  • 3 : พอลิไวนิลคลอไรด์
  • 4 : พอลิเมอร์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 82 :
  • เพราะเหตุใดไม้จึงรับแรงดัด (Bending force) ได้ดี
  • 1 : เส้นใยเรียงตัวในทิศใดทิศหนึ่ง
  • 2 : มีความเหนียวสูง
  • 3 : เนื้อไม้มีความหนาแน่นสูง
  • 4 : ไม้มีน้ำหนักเบา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 83 :
  • ข้อใดเป็นส่วนประกอบหลักของยางมะตอย (Asphalt)
  • 1 : ธาตุคาร์บอน (C) และ ไนโตรเจน (N)
  • 2 : ธาตุคาร์บอน (C) และ ไฮโดรเจน (H)
  • 3 : ธาตุคาร์บอน (C) และ ซัลเฟอร์ (S)
  • 4 : ธาตุคาร์บอน (C) และ ออกซิเจน (O)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 84 :
  • ไม้มีสมบัติทางกลตามข้อใด
  • 1 : เท่ากันทุกทิศทาง
  • 2 : ความแข็งแรงตามแนวความยาวมากกว่าแนวขวาง
  • 3 : ความแข็งแรงขนานเส้นใยต่ำกว่าความแข็งแรงตั้งฉาก
  • 4 : โมดูลัสเท่ากันทุกทิศทาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 85 :
  • ยางมะตอย (Asphalt) และยางมะตอยผสม (Asphalt mix) มีสมบัติต่างกันอย่างไร
  • 1 : ยางมะตอยมีแรงเสียดทาน (Friction) มากกว่ายางมะตอยผสม
  • 2 : ยางมะตอยผสมมีแรงเสียดทาน (Friction) มากกว่ายางมะตอย
  • 3 : ยางมะตอยและยางมะตอยผสมใช้ทำพื้นรับแรงที่มีสมบัติใกล้เคียงกัน
  • 4 : ยางมะตอยแข็งแรงมากกว่ายางมะตอยผสม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 86 :
  • การใช้คอนกรีตในการก่อสร้าง คอนกรีตถูกใช้เพื่อให้รับแรงประเภทใด
  • 1 : แรงดึง (Tension)
  • 2 : แรงอัด (Compression)
  • 3 : แรงเฉือน (Shear)
  • 4 : แรงบิด (Torsion)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 87 :
  • ความสามารถในการทำงาน (Workability) ของคอนกรีตสามารถทดสอบด้วยวิธีใด
  • 1 : การทดสอบความล้า (Fatigue test)
  • 2 : การทดสอบโดยใช้แรงอัด (Compressive test)
  • 3 : การทดสอบความแข็งแบบบริเนลล์ (Brinell)
  • 4 : การทดสอบการยุบตัว (Slump test)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 88 :
  • ส่วนประกอบหลักของคอนกรีตคือข้อใด
  • 1 : ทราย (Sand) หินฟันม้า (Feldspar) และซีเมนต์ (Cement)
  • 2 : หินย่อย (Aggregate) หินฟันม้า (Feldspar) และซีเมนต์ (Cement)
  • 3 : ทราย (Sand) หินย่อย (Aggregate) และซีเมนต์ (Cement)
  • 4 : ทราย (Sand) หินย่อย (Aggregate) และบิทูเมน (Bitumen)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 242 : 05 Phase equilibrium diagrams and their interpretation
ข้อที่ 89 :
  • สมการ delta ferrite + L --> austenite เรียกปฏิกิริยานี้ว่าปฏิกิริยาใด
  • 1 : Eutectoid
  • 2 : Eutectic
  • 3 : Peritectic
  • 4 : Peritectoid
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 90 :
  • ข้อใดไม่ใช่ข้อมูลที่สามารถทราบได้จากแผนภาพเฟส (Phase diagram)
  • 1 : สภาพการละลายได้ของธาตุหนึ่งในอีกธาตุหนึ่ง
  • 2 : อุณหภูมิที่สารเริ่มหลอมละลาย
  • 3 : ความดันที่สารเปลี่ยนเฟส
  • 4 : ปริมาตรของสารที่หลอมเหลว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 91 :
  • ข้อใดเป็นสิ่งที่สามารถทราบได้จากแผนภาพเฟส (Phase diagram)
  • 1 : อุณหภูมิที่โลหะผสมเริ่มแข็งตัวเป็นของแข็ง
  • 2 : สภาพการละลายได้ของธาตุหนึ่งในอีกธาตุหนึ่ง ณ สภาวะสมดุล
  • 3 : เฟสต่างๆ ที่มีอยู่ในเนื้อวัสดุ
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 92 :
  • ข้อใดคือปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในแผนภาพเฟสของ Fe-Fe3C ที่กำหนดให้
  • 1 : Peritic, Eutectic, Eutectoid
  • 2 : Peritectic, Eutectic, Eutectoid
  • 3 : Peritectic, Eutectic, Eutectertic
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 93 :
  • ปฏิกิริยายูเทกทอยด์ (Eutectoid) ของเหล็กกล้าคาร์บอน เกิดที่ปริมาณคาร์บอนกี่เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก
  • 1 : 0.025%
  • 2 : 0.8%
  • 3 : 2.0%
  • 4 : 4.3%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 94 :
  • โครงสร้างใดคือโครงสร้างของเหล็กกล้าคาร์บอนส่วนผสมยูเทกทอยด์ที่เย็นตัวอย่างช้าๆ ผ่านปฏิกิริยายูเทคทอยด์ เรียกโครงสร้างที่เกิดขึ้นว่าอะไร
  • 1 : เฟร์ไรต์ (Ferrite)
  • 2 : เพอร์ไลต์ (Pearlite)
  • 3 : ออสเทไนต์ (Austenite)
  • 4 : ซีเมนไทต์ (Cementite)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 95 :
  • ข้อใดไม่ใช่ข้อมูลที่ได้จากการอ่านแผนภาพเฟสในสภาวะที่สมดุล
  • 1 : ชนิดของเฟสที่เกิดขึ้น
  • 2 : ปริมาณของเฟสที่เกิดขึ้น
  • 3 : อุณหภูมิที่สารเริ่มแข็งตัว (Solidify) หรือหลอมเหลว (Melt)
  • 4 : ชนิดของโครงสร้างผลึกของเฟสที่เกิดขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 96 :
  • สารละลาย (Solution) และของผสม (Mixture) แตกต่างกันอย่างไร
  • 1 : สารละลายจะเกิดการแยกกันของสารทำให้เกิดเฟสมากกว่าหนึ่งเฟส ของผสมจะเกิดเป็นเนื้อเดียวกันมีเพียงหนึ่งเฟส
  • 2 : สารละลายจะเกิดเฉพาะในของเหลวเท่านั้น ของผสมจะเกิดจากการผสมของเหลวและของแข็งด้วยกัน
  • 3 : สารละลายจะเกิดเป็นเนื้อเดียวกันมีเพียงหนึ่งเฟส ของผสมจะเกิดการแยกกันของสารทำให้เกิดเฟสมากกว่าหนึ่งเฟส
  • 4 : สารละลายจะเกิดจากการรวมกันของของเหลวและของแข็งเป็นเฟสเดียว ของผสมจะเกิดจากการรวมกันของสารทำให้กลายเป็นเฟสเดียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 97 :
  • เส้น Liquidus มีความสำคัญอย่างไร
  • 1 : ภายใต้สภาวะที่สมดุล เฟสจะเป็นเฟสของเหลวทั้งหมดที่อุณหภูมิต่ำกว่าเส้น Liquidus
  • 2 : ภายใต้สภาวะที่สมดุล อุณหภูมิที่อยู่ต่ำกว่าเส้น Liquidus เฟสของเหลวเปลี่ยนเป็นเฟสของแข็ง
  • 3 : ภายใต้สภาวะที่สมดุล เฟสของแข็งชนิดหนึ่งจะเริ่มเกิดเป็นเฟสของแข็งมากกว่าหนึ่งชนิดที่เส้น Liquidus
  • 4 : ภายใต้สภาวะที่สมดุล อุณหภูมิสูงกว่าเส้น Liquidus เฟสของเหลวเริ่มเกิดเป็นเฟสของแข็งทั้งหมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 98 :
  • เส้น Solidus มีความสำคัญอย่างไร
  • 1 : ภายใต้สภาวะที่สมดุล เฟสของแข็งชนิดหนึ่งจะเริ่มเกิดเป็นเฟสของแข็งมากกว่าหนึ่งชนิดที่เส้น Solidus
  • 2 : ภายใต้สภาวะที่สมดุล อุณหภูมิที่อยู่ต่ำกว่าเส้น Solidus จะประกอบด้วยเฟสของเหลวและเฟสของแข็ง
  • 3 : ภายใต้สภาวะที่สมดุล อุณหภูมิที่อยู่ต่ำกว่าเส้น Solidus เฟสของเหลวจะเปลี่ยนเป็นเฟสของแข็งทั้งหมด
  • 4 : ภายใต้สภาวะที่สมดุล อุณหภูมิที่อยู่สูงกว่าเส้น Solidus จะประกอบด้วยเฟสของแข็งทั้งหมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 99 :
  • ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของเส้น Solvus
  • 1 : ภายใต้สภาวะที่สมดุล เฟสของแข็งชนิดหนึ่งจะเริ่มเกิดเป็นเฟสของแข็งมากกว่าหนึ่งชนิดที่เส้น Solvus
  • 2 : ภายใต้สภาวะที่สมดุล อุณหภูมิที่อยู่ต่ำกว่าเส้น Solvus จะประกอบด้วยเฟสของเหลวและเฟสของแข็ง
  • 3 : ภายใต้สภาวะที่สมดุล เส้น Solvus จะเป็นเส้นแสดงขีดจำกัดการละลาย (Solubility limit) ของเฟสของแข็งสองเฟส
  • 4 : ภายใต้สภาวะที่สมดุลอุณหภูมิที่เหนือเส้น Solvus เป็นเฟสของแข็งทั้งหมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 100 :
  • ข้อใดไม่ทำให้เกิด Isomorphous systems
  • 1 : โครงสร้างผลึกของแต่ละธาตุมีโครงสร้างแบบเดียวกัน
  • 2 : ธาตุแต่ละตัวต้องรวมกันเกิดเป็นสารประกอบ (Compound)
  • 3 : ขนาดของอะตอมทั้งสองธาตุมีความแตกต่างกันไม่เกิน 15%
  • 4 : ธาตุแต่ละตัวควรมีค่า Valence electron เหมือนกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 101 :
  • จากแผนภาพเฟสของทองแดง (Cu) – นิกเกิล (Ni) โลหะผสมประกอบด้วยทองแดง 47%โดยน้ำหนักและนิกเกิล 53% โดยน้ำหนัก ที่ 1300 องศาเซลเซียส ประกอบด้วยเฟสอะไร

  • 1 : เฟสของเหลว
  • 2 : เฟสของเหลว และเฟสของแข็ง α
  • 3 : เฟสของแข็ง α
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 102 :
  • จากแผนภาพเฟสของทองแดง (Cu) – นิกเกิล (Ni) โลหะผสมประกอบด้วยทองแดง 30% โดยน้ำหนักและนิกเกิล 70% โดยน้ำหนัก ถูกให้ความร้อนจากอุณหภูมิห้อง อยากทราบว่าเฟสของเหลวเริ่มเกิดขึ้นที่อุณหภูมิใด
  • 1 : ประมาณ 1200 องศาเซลเซียส
  • 2 : ประมาณ 1300 องศาเซลเซียส
  • 3 : ประมาณ 1350 องศาเซลเซียส
  • 4 : ประมาณ 1380 องศาเซลเซียส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 103 :
  • ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดโครงสร้างแกน (Cored structure)
  • 1 : เกิดในสภาวะที่ไม่สมดุล
  • 2 : เกิดจากความเข้มข้นของส่วนประกอบทางเคมี (Chemical composition) ในแต่ละส่วนต่างกัน
  • 3 : สามารถแก้ไขได้โดยการทำกรรมวิธีทางความร้อน (Heat treatment)
  • 4 : การเย็นตัวลงอย่างช้าๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 104 :
  • จากแผนภาพเฟสของทองแดง (Cu) – นิเกิล (Ni) โลหะผสมประกอบด้วยทองแดง 47%โดยน้ำหนักและนิเกิล 53%โดยน้ำหนักที่ 1300 องศาเซลเซียส ประกอบด้วยเฟสสองเฟส คือ เฟสของแข็ง α ซึ่งมีส่วนประกอบโดยน้ำหนักของทองแดง 42% และ นิเกิล 58% และเฟสของเหลวซึ่งมีส่วนประกอบโดยน้ำหนักของทองแดง 55% และ นิเกิล 45% อยากทราบเปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักของเฟสทั้งสองของโลหะผสมนี้
  • 1 : เปอร์เซ็นต์ของเฟสของเหลว คือ 61.5% และ เปอร์เซ็นต์ของเฟสของแข็ง α คือ 38.5%
  • 2 : เปอร์เซ็นต์ของเฟสของเหลว คือ 38.5% และ เปอร์เซ็นต์ของเฟสของแข็ง α คือ 61.5%
  • 3 : เปอร์เซ็นต์ของเฟสของเหลว คือ 44.5% และ เปอร์เซ็นต์ของเฟสของแข็ง α คือ 55.5%
  • 4 : เปอร์เซ็นต์ของเฟสของเหลว คือ 55.5% และ เปอร์เซ็นต์ของเฟสของแข็ง α คือ 44.5%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 105 :
  • จากแผนภาพเฟสของทองแดง (Cu) – นิกเกิล (Ni) ค่า Degree of freedom บนเส้น Liquidus มีค่าเท่าใด
  • 1 : Degree of freedom = 0
  • 2 : Degree of freedom = 1
  • 3 : Degree of freedom = 2
  • 4 : Degree of freedom = 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 106 :
  • จากแผนภาพเฟสของทองแดง (Cu) – สังกะสี (Zn) ในช่วงอุณหภูมิตั้งแต่ 500 องศาเซลเซียส ถึง 750 องศาเซลเซียส ของโลหะผสมที่มีเปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักของสังกะสีตั้งแต่ 60% ถึง 100% มีปฏิกิริยา Invariant ใดเกิดขึ้นบ้าง
  • 1 : Eutectic reaction และ Eutectoid reaction
  • 2 : Peritectic reaction และ Eutectoid reaction
  • 3 : Eutectic reaction และ Peritectoid reaction
  • 4 : Monotectic reaction และ Eutectoid reaction
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 107 :
  • จากแผนภาพเฟสของ นิกเกิล (Ni)- ไททาเนียม (Ti) มีปฏิกิริยา Invariant ใดเกิดขึ้นบ้าง
  • 1 : Monotectic reaction, Peritectic reaction และ Eutectoid reaction
  • 2 : Monotectic reaction, Peritectic reaction และ Peritectoid reaction
  • 3 : Peritectic reaction, Eutectic reaction และ Eutectoid reaction
  • 4 : Eutectoid reaction, Peritectoid reactionและ Peritectic reaction
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 108 :
  • จากแผนภาพเฟสของทองแดง (Cu) – เงิน (Ag) โลหะผสมประกอบด้วยทองแดง 10% โดยน้ำหนักและเงิน 90%โดยน้ำหนัก ถูกให้ความร้อนจนเกิดเฟสของแข็ง และเฟสของเหลว ถ้าส่วนประกอบของเฟสของเหลวประกอบด้วยเงิน (Ag) 85%โดยน้ำหนัก อยากทราบว่าโลหะผสมนี้ถูกให้ความร้อนถึงอุณหภูมิเท่าใด
  • 1 : ประมาณ 750 องศาเซลเซียส
  • 2 : ประมาณ 800 องศาเซลเซียส
  • 3 : ประมาณ 850 องศาเซลเซียส
  • 4 : ประมาณ 950 องศาเซลเซียส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 109 :
  • จากแผนภาพเฟสของทองแดง (Cu) – สังกะสี (Zn) โลหะผสมประกอบด้วยทองแดง 20%โดยน้ำหนักและสังกะสี 80%โดยน้ำหนัก ที่ 598 องศาเซลเซียส ประกอบด้วยเฟสอะไร
  • 1 : เฟสของเหลว และเฟสของแข็ง δ
  • 2 : เฟสของเหลว และเฟสของแข็ง ε
  • 3 : เฟสของแข็ง ε
  • 4 : เฟสของเหลว เฟสของแข็ง δ และเฟสของแข็ง ε
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 110 :
  • จากแผนภาพเฟสของทองแดง (Cu) – เงิน (Ag) โลหะผสมประกอบด้วยทองแดง 10%โดยน้ำหนัก และเงิน 90%โดยน้ำหนัก ถูกให้ความร้อนจนเกิดเฟสของแข็ง β และเฟสของเหลว ถ้าส่วนประกอบของเฟสของเหลวประกอบด้วยเงิน (Ag) 85% โดยน้ำหนัก อยากทราบว่าเฟสของแข็ง β ประกอบด้วยเงินกี่เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก
  • 1 : ประมาณ 90% โดยน้ำหนัก
  • 2 : ประมาณ 95% โดยน้ำหนัก
  • 3 : ประมาณ 5% โดยน้ำหนัก
  • 4 : ประมาณ 10% โดยน้ำหนัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 111 :
  • จากแผนภาพเฟสของทองแดง (Cu) – นิกเกิล (Ni) โลหะผสมประกอบด้วยทองแดง 30%โดยน้ำหนักและนิเกิล 70%โดยน้ำหนัก ที่ 1350 องศาเซลเซียส ประกอบด้วยเฟสอะไร

     

  • 1 : เฟสของเหลว
  • 2 : เฟสของเหลว และเฟสของแข็ง α
  • 3 : เฟสของแข็ง α
  • 4 : เฟสของสารประกอบระหว่างทองแดงและนิเกิล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 112 :
  • จากแผนภาพเฟสของทองแดง (Cu) – สังกะสี (Zn) โลหะผสมประกอบด้วยทองแดง 20%โดยน้ำหนักและสังกะสี 80%โดยน้ำหนัก ที่ 800 องศาเซลเซียส ประกอบด้วยเฟสอะไร
  • 1 : เฟสของเหลว
  • 2 : เฟสของเหลว และเฟสของแข็ง δ
  • 3 : เฟสของเหลว และเฟสของแข็ง ε
  • 4 : เฟสของแข็ง γ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 113 :
  • จากแผนภาพเฟสของทองแดง (Cu) – สังกะสี (Zn) โลหะผสมประกอบด้วยทองแดง 20%โดยน้ำหนักและสังกะสี 80%โดยน้ำหนัก ที่ 500 องศาเซลเซียส ประกอบด้วยเฟสอะไร
  • 1 : เฟสของเหลว
  • 2 : เฟสของแข็ง ε
  • 3 : เฟสของแข็ง δ
  • 4 : เฟสของเหลว และเฟสของแข็ง ε
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 114 :
  • จากแผนภาพเฟสของตะกั่ว (Pb) – ดีบุก (Sn) โลหะผสมประกอบด้วยดีบุก 40%โดยน้ำหนักและตะกั่ว 60%โดยน้ำหนัก ที่ 150 องศาเซลเซียส ประกอบด้วยเฟสอะไรบ้าง
  • 1 : เฟสของแข็งสองชนิดคือ (α Pb) และ (βSn)
  • 2 : เฟสของแข็ง (α Pb) และเฟสของเหลว
  • 3 : เฟสของแข็ง (βSn) และเฟสของเหลว
  • 4 : เฟสของเหลว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 115 :
  • จากแผนภาพเฟสของตะกั่ว (Pb) – ดีบุก (Sn) โลหะผสมประกอบด้วยดีบุก 61.9%โดยน้ำหนักและตะกั่ว 38.1%โดยน้ำหนัก ที่ 183 องศาเซลเซียส ประกอบด้วยเฟสอะไรบ้าง
  • 1 : เฟสของแข็งสองชนิดคือ (α Pb) และ (βSn) และเฟสของเหลว
  • 2 : เฟสของแข็ง (α Pb) และเฟสของเหลว
  • 3 : เฟสของแข็ง (βSn) และเฟสของเหลว
  • 4 : เฟสของแข็งสองชนิดคือ (α Pb) และ (βSn)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 116 :
  • จากแผนภาพเฟสของตะกั่ว (Pb) – ดีบุก (Sn) บริเวณที่เป็น α มีความหมายว่าอย่างไร
  • 1 : เฟสสารละลายของแข็ง (α Pb) ที่มีโครงสร้างผลึกของดีบุกและตะกั่วอยู่ร่วมกัน
  • 2 : เฟสสารละลายของแข็ง (α Pb) ที่มีโครงสร้างผลึกของตะกั่ว และมีอะตอมของดีบุกแทรกอยู่ในโครงสร้าง
  • 3 : เฟสสารละลายของแข็ง (α Pb) ที่มีโครงสร้างผลึกแตกต่างจากโครงสร้างของดีบุกและตะกั่ว
  • 4 : เฟสสารละลายของแข็ง (α Pb) ที่มีโครงสร้างผลึกของดีบุก และมีอะตอมของตะกั่วแทรกอยู่ในโครงสร้าง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 117 :
  • ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของโครงสร้างจุลภาคของส่วนประกอบ Eutectic
  • 1 : Lamellar
  • 2 : Rodlike
  • 3 : Globular
  • 4 : Homogeneous
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 118 :
  • ปฏิกิริยาต่อไปนี้ ข้อใดไม่ใช่ปฏิกิริยา Invariant
  • 1 : Eutectic reaction
  • 2 : Monotectic reaction
  • 3 : Peritectoid reaction
  • 4 : Oxidation reaction
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 119 :
  • จากแผนภาพเฟสของทองแดง (Cu) – นิกเกิล (Ni) ค่า Degree of freedom ระหว่างเส้น Solidus และ Liquidus มีค่าเท่าใด
  • 1 : Degree of freedom = 0
  • 2 : Degree of freedom = 1
  • 3 : Degree of freedom = 2
  • 4 : Degree of freedom = 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 120 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นปฏิกิริยา Monotectic
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 121 :
  • กรรมวิธีการชุบที่ใช้ตัวกลางชนิดใดต่อไปนี้ ที่ทำให้เกิดอัตราการคายความร้อนจากชิ้นงานมากที่สุด
  • 1 : อากาศปกติ
  • 2 : อากาศในเตาอบ
  • 3 : น้ำเปล่า
  • 4 : น้ำมัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 122 :
  • กรรมวิธีการอบชนิดใดต่อไปนี้ ทำให้ชิ้นงานมีความแข็งแรงสูงที่สุด
  • 1 : การอบในกระบวนการ (Process annealing)
  • 2 : การอบปรกติ (Normalizing)
  • 3 : การอบอ่อนเต็มที่ (Full annealing)
  • 4 : สเฟียรอยไดซิง (Spheroidizing)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 123 :
  • ในการอบอ่อนเต็มที่ (Full annealing) ชิ้นงานถูกทำให้เย็นลงด้วยตัวกลางชนิดใด
  • 1 : อากาศปรกตินอกเตาอบ
  • 2 : อากาศในเตาอบ
  • 3 : น้ำเปล่า
  • 4 : น้ำมัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 124 :
  • ในการอบปรกติ (Normalizing) ชิ้นงานถูกทำให้เย็นลงด้วยตัวกลางชนิดใด
  • 1 : อากาศปรกตินอกเตาอบ
  • 2 : อากาศในเตาอบ
  • 3 : น้ำเปล่า
  • 4 : น้ำมัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 125 :
  • ข้อใดคือโครงสร้างที่ได้จากการเย็นตัวอย่างช้าๆ ของเหล็กกล้าคาร์บอนต่ำที่มีโครงสร้างออสเทไนต์ (Austenite)
  • 1 : เพอร์ไลต์ (Pearlite) และ เฟร์ไรต์ (Ferrite)
  • 2 : เพอร์ไลต์ (Pearlite) และ ซีเมนไทต์ (Cementite)
  • 3 : เบไนต์ (Bainite)
  • 4 : มาร์เทนไซต์ (Martensite)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 126 :
  • จากแผนภาพการแปลงคงอุณหภูมิ (Isothermal transformation diagram) ของเหล็กกล้าคาร์บอน 1.13 wt%C ข้อใดคือโครงสร้างสุดท้ายของชิ้นงานเหล็กกล้าคาร์บอน 1.13 wt%C ขนาดเล็กที่ถูกอบที่อุณหภูมิ 920 องศาเซลเซียส จนมีโครงสร้างเป็นออสเทไนต์ (Austenite) ตลอดทั้งชิ้นก่อนทำให้เย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว จนชิ้นงานมีอุณหภูมิ 400 องศาเซลเซียส และแช่ชิ้นงานไว้ที่อุณหภูมินี้นาน 1 นาที ก่อนทำให้เย็นตัวถึงอุณหภูมิห้อง
  • 1 : ออสเทไนต์ (Austenite) และ เบไนต์ (Bainite)
  • 2 : ออสเทไนต์ (Austenite) เบไนต์ (Bainite) และ มาร์เทนไซต์ (Martensite)
  • 3 : เบไนต์ (Bainite) และ มาร์เทนไซต์ (Martensite)
  • 4 : ซีเมนไทต์ (Cementite) เบไนต์ (Bainite)และ มาร์เทนไซต์ (Martensite)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 127 :
  • ข้อใดคือวัตถุประสงค์ของการอบปรกติ (Normalizing)
  • 1 : เพื่อปรับปรุงสมบัติเชิงกลให้ดีขึ้น
  • 2 : เพื่อปรับปรุงโครงสร้างให้สม่ำเสมอ
  • 3 : เป็นการทำลายความเครียดภายใน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 128 :
  • ข้อใดคือวัตถุประสงค์ของการอบอ่อน (Annealing)
  • 1 : เพื่อเพิ่มความแข็งแรง
  • 2 : เพื่อให้ได้โครงสร้างที่มีความอ่อนตัวสูง
  • 3 : เพื่อเพิ่มความแข็งให้กับวัสดุ
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 129 :
  • ข้อใดคือปัจจัยที่มีผลต่อความแข็งของเหล็กกล้าคาร์บอนปานกลาง
  • 1 : ปริมาณคาร์บอน
  • 2 : อุณหภูมิก่อนการชุบแข็ง
  • 3 : อัตราการชุบแข็ง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 130 :
  • โครงสร้างเพอร์ไลต์ (Pearlite) ในเหล็กกล้าเป็นโครงสร้างที่ได้จากปฏิกิริยาอะไร
  • 1 : ยูเทกติก (Eutectic)
  • 2 : ยูเทกทอยด์ (Eutectoid)
  • 3 : เพริเทกติก (Peritectic)
  • 4 : เพริเทกทอยด์ (Peritectoid)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 131 :
  • ในภาวะสมดุล ณ อุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิยูเทคทอยด์เล็กน้อย โครงสร้างเหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ (0.2wt%C) ประกอบด้วยโครงสร้างของเฟสกึ่งเสถียร (Metastable phase) ใดบ้าง และเกิดขึ้นในปริมาณเท่าใด

     

  • 1 : เฟร์ไรต์ (Ferrite) 80% และ เพอร์ไลต์ (Pearlite) 20%
  • 2 : เฟร์ไรต์ (Ferrite) 20% และ เพอร์ไลต์ (Pearlite) 80%
  • 3 : เฟร์ไรต์ (Ferrite) 75% และ เพอร์ไลต์ (Pearlite) 25%
  • 4 : เฟร์ไรต์ (Ferrite) 25% และ เพอร์ไลต์ (Pearlite) 75%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 132 :
  • ลักษณะโครงสร้างบริเวณรอบรอยเชื่อม (HAZ) ในเหล็กกล้าคาร์บอนต่ำส่วนที่ติดกับบริเวณหลอมเหลว (Fusion zone) ของรอยเชื่อมคือ ข้อใดต่อไปนี้
  • 1 : โครงสร้างมีขนาดเกรนหยาบ
  • 2 : โครงสร้างมีขนาดเกรนละเอียด
  • 3 : โครงสร้างเป็นมาร์เทนไซต์ (Martensite)
  • 4 : โครงสร้างเป็นเบไนต์ (Bainite)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 133 :
  • จากแผนภาพเฟสดีบุก-ตะกั่ว โครงสร้างของโลหะผสมดีบุกและตะกั่วที่อุณหภูมิต่ำกว่า 183˚C เล็กน้อย ประกอบด้วยเฟส Proeutectic α 73.2% โดยน้ำหนัก และเฟสของ Eutectic (α + β) 26.8% โดยน้ำหนัก ส่วนผสมของโลหะนี้คือข้อใด
  • 1 : ดีบุก 20% และตะกั่ว 80% โดยน้ำหนัก
  • 2 : ดีบุก 25% และตะกั่ว 75% โดยน้ำหนัก
  • 3 : ดีบุก 30% และตะกั่ว 70% โดยน้ำหนัก
  • 4 : ดีบุก 35% และตะกั่ว 65% โดยน้ำหนัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 134 :
  • จากแผนภาพเฟสดีบุก-ตะกั่ว โลหะผสมของดีบุก 85% และตะกั่ว 15% โดยน้ำหนัก จำนวน 750 กรัมที่อุณหภูมิสูงกว่า 183˚C เล็กน้อย ประกอบด้วยเฟส Proeutectic β  กี่กรัม
  • 1 : 323.4
  • 2 : 482.6
  • 3 : 526.7
  • 4 : 651.2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 135 :
  • จากแผนภาพเฟสดีบุก-ตะกั่ว โลหะผสมของดีบุก 85% และตะกั่ว 15% โดยน้ำหนัก จำนวน 750 กรัมที่อุณหภูมิต่ำกว่า 183˚C เล็กน้อย ประกอบด้วยเฟส α  กี่กรัม
  • 1 : 323.65
  • 2 : 240.64
  • 3 : 120.75
  • 4 : 94.36
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 136 :
  • จากแผนภาพเฟสของทองแดง (Cu) – เงิน (Ag) โครงสร้างของโลหะผสมทองแดงและเงินที่อุณหภูมิต่ำกว่า 779˚C เล็กน้อย ประกอบด้วยเฟส Proeutectic α  68% โดยน้ำหนัก และเฟสของ Eutectic (α + β) 32% โดยน้ำหนัก ส่วนผสมของโลหะนี้คือข้อใด
  • 1 : ทองแดง 10% และเงิน 90% โดยน้ำหนัก
  • 2 : ทองแดง 15% และเงิน 85% โดยน้ำหนัก
  • 3 : ทองแดง 20% และเงิน 80% โดยน้ำหนัก
  • 4 : ทองแดง 25% และเงิน 75% โดยน้ำหนัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 137 :
  • โลหะผสมของทองแดง 70% และ เงิน 30% โดยน้ำหนัก จำนวน 800 กรัม ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 779 องศาเซลเซียส เล็กน้อย จะมีเฟสใดเกิดขึ้นบ้างและเกิดขึ้นเป็นจำนวนเท่าใด
  • 1 : เฟส (Cu) 410.5 กรัม และเฟส (Ag) 389.5 กรัม
  • 2 : เฟส (Cu) 501.7 กรัม และเฟส (Ag) 298.3 กรัม
  • 3 : เฟส (Cu) 524.6 กรัม และเฟส (Ag) 275.4 กรัม
  • 4 : เฟส (Cu) 588.8 กรัม และเฟส (Ag) 211.5 กรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 138 :
  • โลหะผสมของทองแดง 70% และ เงิน 30% โดยน้ำหนัก จำนวน 800 กรัม ที่อุณหภูมิสูงกว่า 779 องศาเซลเซียส เล็กน้อย จะมีเฟสใดเกิดขึ้นบ้างและเกิดขึ้นเป็นจำนวนเท่าใด
  • 1 : เฟส (Cu) 610.5 กรัม และเฟส (Ag) 189.5 กรัม
  • 2 : เฟส (Cu) 510.7 กรัม และเฟส (Ag) 298.3 กรัม
  • 3 : เฟส (Cu) 524.6 กรัม และเฟส (Ag) 275.4 กรัม
  • 4 : เฟส (Cu) 730 กรัม และเฟส (Ag) 70 กรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 139 :
  • จากแผนภาพเฟสของ นิกเกิล (Ni)- ไททาเนียม (Ti) ข้อใดคือปฏิกิริยา Eutectic ที่เกิดขึ้น
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 140 :
  • จากแผนภาพเฟสของ นิกเกิล (Ni) - ไททาเนียม (Ti) ข้อใดคือปฏิกิริยา Peritectic ที่เกิดขึ้น
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 141 :
  • ในระบบ Ternary ซึ่งประกอบด้วยส่วนประกอบ 3 ชนิด อยากทราบว่าถ้าให้อุณหภูมิสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ความดันมีค่าคงที่ จะมีจำนวนเฟสเกิดขึ้นได้มากที่สุดพร้อมกันกี่เฟสที่อุณหภูมิและส่วนประกอบเดียวกัน
  • 1 : 5
  • 2 : 4
  • 3 : 3
  • 4 : 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 142 :
  • จากแผนภาพเฟสทองแดง-เงิน ถ้าโลหะผสมของทองแดง 70% และ เงิน 30% โดยน้ำหนัก จำนวน 800 กรัม ที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส จะมีเฟสใดเกิดขึ้นบ้างและเกิดขึ้นเป็นจำนวนเท่าใด
  • 1 : เฟส (Cu) 610.5 กรัม และเฟสของเหลว 189.5 กรัม
  • 2 : เฟส (Cu) 549.6 กรัม และเฟสของเหลว 250.4 กรัม
  • 3 : เฟส (Cu) 580.6 กรัม และเฟสของเหลว 219.4 กรัม
  • 4 : เฟส (Cu) 730 กรัม และเฟสของเหลว 70 กรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 143 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่เฟสในเหล็กกล้าคาร์บอน (Carbon steel)
  • 1 : เหล็กบริสุทธิ์
  • 2 : เฟร์ไรต์ (Ferrite)
  • 3 : ซีเมนไทต์ (Cementite)
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 144 :
  • ซีเมนไทต์ (Cementite) ในเหล็กกล้าคาร์บอนเป็นเฟส (Phase) ชนิดใด
  • 1 : ธาตุบริสุทธิ์
  • 2 : สารละลายของแข็ง (Solid solution)
  • 3 : สารประกอบ (Compound)
  • 4 : สารประกอบระหว่างโลหะ (Intermetallic compound)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 145 :
  • เหล็กกล้าคาร์บอน 0.8wt%C ชุบในน้ำเย็นจากอุณหภูมิ 1000 องศาเซลเซียส จะได้โครงสร้างใด
  • 1 : มาร์เทนไซต์ (Martensite)
  • 2 : เฟร์ไรต์ (Ferrite)
  • 3 : เพอร์ไลต์ (Pearlite)
  • 4 : ออสเทไนต์ (Austenite)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 146 :
  • โลหะผสมในข้อใดต่อไปนี้ที่สามารถเพิ่มความแข็งแรงโดยการบ่มแข็ง (Age hardening) ได้
  • 1 : Al + 4wt%Cu
  • 2 : Al + 8wt%Cu
  • 3 : Al + 12wt%Cu
  • 4 : Al + 16wt%Cu
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 147 :
  • เฟสของแข็งเฟสแรกที่เกิดจากการแข็งตัวจากสภาวะของเหลวของ Al+20wt%Si คือข้อใด
  • 1 : (Al)
  • 2 : (Si)
  • 3 : Eutectic ((Al)+(Si))
  • 4 : สารประกอบอะลูมิเนียมซิลิไซด์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 148 :
  • โครงสร้างงานหล่อทองเหลือง (Zn+ 20wt%Cu) โดยทั่วไป จะเป็นดังในข้อใด
  • 1 : สารละลายของแข็ง (Solid solution) ส่วนผสมเท่ากันทุกตำแหน่ง
  • 2 : สารละลายของแข็ง (Solid solution) ลักษณะเป็นเดนไดรท์ (Dendrite)
  • 3 : สารประกอบ (Compound) ส่วนผสมเท่ากันทุกตำแหน่ง
  • 4 : สารประกอบ (Compound) ลักษณะเป็นเดนไดรท์ (Dendrite)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 149 :
  • ช่วงการแข็งตัว (Freezing range) ของโลหะผสม Cu + 40wt%Ni มีค่าประมาณเท่าใด
  • 1 : 10 องศาเซลเซียส
  • 2 : 40 องศาเซลเซียส
  • 3 : 100 องศาเซลเซียส
  • 4 : 150 องศาเซลเซียส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 150 :
  • โลหะผสม Cu + 40wt%Ni แข็งตัวอย่างช้าๆ ในภาวะสมดุล การแข็งตัวจะเริ่มต้นและสิ้นสุดที่อุณหภูมิใดโดยประมาณ (องศาเซลเซียส)
  • 1 : เริ่มต้น 1455 สิ้นสุด 1085
  • 2 : เริ่มต้น 1455 สิ้นสุด 1240
  • 3 : เริ่มต้น 1280 สิ้นสุด 1240
  • 4 : เริ่มต้น 1280 สิ้นสุด 1085
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 151 :
  • โครงสร้างที่เกิดขึ้นจากการแข็งตัวของโลหะผสม Pb + 30wt%Sn ในภาวะสมดุล ประกอบด้วยโครงสร้างยูเทกติก (Eutectic microconstituent) ประมาณเท่าใด
  • 1 : 16%
  • 2 : 26%
  • 3 : 36%
  • 4 : 46%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 152 :
  • ข้อมูลในข้อใดต่อไปนี้ที่ไม่สามารถหาได้จากแผนภาพเฟส (Phase diagram)
  • 1 : ชนิดของเฟสในภาวะสมดุล
  • 2 : ส่วนผสมของเฟสในภาวะสมดุล
  • 3 : ปริมาณของเฟสในภาวะสมดุล
  • 4 : รูปร่างของเฟสในภาวะสมดุล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 153 :
  • โครงสร้างที่ได้จากกระบวนการมาร์เทมเปอริ่ง (Martempering) คือโครงสร้างใด
  • 1 : เฟร์ไรต์ (Ferrite)
  • 2 : เพอร์ไรต์ (Pearite)
  • 3 : เบไนต์ (Bainite)
  • 4 : มาร์เทนไซต์ (Martensite)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 154 :
  • ธาตุใดส่งเสริมให้เกิดแกรไฟต์ (Graphite) แทนที่จะเกิดคาร์ไบด์ (Carbide) ในเหล็กหล่อ
  • 1 : Cr
  • 2 : Mn
  • 3 : Mo
  • 4 : Si
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 155 :
  • วัตถุประสงค์หลักของการอบคืนไฟ (Tempering) คือข้อใด
  • 1 : เพิ่มความแข็งให้กับเพอร์ไลต์ (Pearlite)
  • 2 : เพิ่มความแข็งให้กับมาร์เทนไซต์ (Martensite)
  • 3 : เพิ่มความเหนียวให้กับเพอร์ไลต์ (Pearlite)
  • 4 : เพิ่มความเหนียวให้กับมาร์เทนไซต์ (Martensite)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 156 :
  • การอบปรกติ (Normalizing) สำหรับเหล็กกล้า 0.2wt%C ควรอบที่อุณหภูมิใด (องศาเซลเซียส)
  • 1 : 700
  • 2 : 800
  • 3 : 950
  • 4 : 1050
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 157 :
  • อุณหภูมิที่เหมาะสมในการบ่มเพื่อเพิ่มความแข็ง (Aging) สำหรับโลหะผสม Al + 4wt%Cu คือข้อใด (องศาเซลเซียส)
  • 1 : 200
  • 2 : 400
  • 3 : 500
  • 4 : 600
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 158 :
  • ในการหล่อโลหะผสม Cu + 10wt%Sn จะเกิดปฏิกิริยาเพริเทกติก (Peritectic) ได้หรือไม่
  • 1 : ไม่สามารถเกิดได้ เพราะส่วนผสมไม่ใช่ส่วนผสมเพริเทกติก
  • 2 : ไม่สามารถเกิดได้ เพราะปริมาณดีบุกน้อยเกินไป
  • 3 : สามารถเกิดได้ในกรณีที่การแข็งตัวเป็นไปอย่างไม่สมดุล
  • 4 : สามารถเกิดได้ในทุกกรณี ไม่ว่าการแข็งตัวจะเป็นแบบสมดุลหรือไม่ก็ตาม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 159 :
  • โครงสร้างงานหล่อของโลหะชนิดใดต่อไปนี้ที่จะไม่มีเดนไดรต์ (Dendrite) ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
  • 1 : ทองเหลือง
  • 2 : อะลูมิเนียมผสมซิลิคอน
  • 3 : เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ
  • 4 : เหล็กกล้าไร้สนิม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 160 :
  • การเปลี่ยนเฟสจากออสเทไนต์ (Austenite) เป็นเบไนต์ (Bainite) ของเหล็กกล้าคาร์บอน 0.8wt%C ที่อุณหภูมิ 300 องศาเซลเซียส เกิดขึ้นได้ค่อนข้างช้า เพราะเหตุใด
  • 1 : แรงผลัก (Driving force) ต่ำ เนื่องจากอุณหภูมิต่ำเกินไป
  • 2 : อัตราการแพร่ซึม (Diffusion rate) ของคาร์บอนต่ำเกินไป
  • 3 : อัตราการแพร่ซึม (Diffusion rate) ของเหล็กต่ำเกินไป
  • 4 : เหล็กมีปริมาณคาร์บอนสูงเกินไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 243 : 06 Mechanical properties and testing
ข้อที่ 161 :
  • แท่งทองเหลืองทรงกระบอกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 มม. ยาว 150 มม. ได้รับความร้อนที่อุณหภูมิห้อง (25 องศาเซลเซียส) จนมีอุณหภูมิถึง 160 องศาเซลเซียส ทำให้เส้นผ่านศูนย์กลางของแท่งทองเหลืองมีขนาดเพิ่มขึ้นเท่าไร กำหนดให้ค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวทางความร้อนของทองเหลือง คือ 20.0 (องศาเซลเซียส x 10-6) และค่า Poisson’s Ratio = 0.34
  • 1 : 0.0095 มม.
  • 2 : 0.0270 มม.
  • 3 : 0.0345 มม.
  • 4 : 0.0375 มม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 162 :
  • วัสดุส่วนใหญ่ในกลุ่มใดที่เปราะ (Brittle) มากที่สุด
  • 1 : โลหะ
  • 2 : เซรามิก
  • 3 : พอลิเมอร์
  • 4 : วัสดุเชิงประกอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 163 :
  • วัสดุส่วนใหญ่ในกลุ่มใดมีสภาพยืดหยุ่นได้ (Ductile) มากที่สุด
  • 1 : โลหะ
  • 2 : เซรามิก
  • 3 : พอลิเมอร์
  • 4 : วัสดุเชิงประกอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 164 :
  • วัสดุส่วนใหญ่ในกลุ่มใดมีความแข็งตึง (Stiffness) มากที่สุด
  • 1 : โลหะ
  • 2 : เซรามิก
  • 3 : พอลิเมอร์
  • 4 : วัสดุเชิงประกอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 165 :
  • การคืบ (Creep) หมายถึง การเสียรูปที่อุณหภูมิสูงในลักษณะใด
  • 1 : การเสียรูปถาวรของวัสดุ (Plastic deformation) เนื่องจากได้รับแรงดึงเกินจุดคราก (Yield point)
  • 2 : การเสียรูปชั่วคราวของวัสดุ (Elastic deformation) เนื่องจากได้รับแรงดึงเกินจุดคราก (Yield point)
  • 3 : การเสียรูปถาวรของวัสดุ (Plastic deformation) เนื่องจากได้รับแรงดึงต่ำกว่าจุดคราก (Yield point)
  • 4 : การเสียรูปชั่วคราวของวัสดุ (Elastic deformation) เนื่องจากได้รับแรงดึงต่ำกว่าจุดคราก (Yield point)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 166 :
  • ความล้า (Fatigue) หมายถึงเหตุการณ์ใด
  • 1 : การยืดตัวอย่างช้าๆ ของวัสดุ
  • 2 : การแตกหักของวัสดุ เนื่องจากได้รับแรงดึง
  • 3 : การแตกหักของวัสดุ เนื่องจากได้รับแรงกด
  • 4 : การแตกหักของวัสดุ เนื่องจากได้รับแรงแบบซ้ำไปซ้ำมา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 167 :
  • วัสดุในข้อใดต่อไปนี้มีความแข็ง (Hardness) มากที่สุด
  • 1 : เหล็กหล่อขาว
  • 2 : เหล็กกล้าเครื่องมือ
  • 3 : เพชรตามธรรมชาติ
  • 4 : แท่งนาโนเพชร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 168 :
  • ภายใต้แรงดึงอย่างไรที่ทำให้เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำเสียรูปอย่างไม่สม่ำเสมอ (Non-uniform deformation)
  • 1 : ใช้แรงดึงน้อยกว่าความต้านแรงคราก (Yield strength)
  • 2 : ใช้แรงดึงมากกว่าความต้านแรงคราก (Yield strength)
  • 3 : ใช้แรงดึงน้อยกว่าความต้านแรงดึง (Tensile strength)
  • 4 : ใช้แรงดึงมากกว่าความต้านแรงดึง (Tensile strength)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 169 :
  • สมบัติใดบ่งชี้ถึงพลังงานที่วัสดุดูดกลืนไว้ก่อนที่จะเสียรูปอย่างถาวร (Plastic deformation)
  • 1 : มอดุลัสของสภาพยืดหยุ่น (Modulus of elasticity)
  • 2 : มอดุลัสของความยืดหยุ่น (Modulus of resilience)
  • 3 : ความแข็งแรง (Strength)
  • 4 : อัตราส่วนของปัวซอง (Poisson’s ratio)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 170 :
  • สมบัติใดบ่งชี้ถึงพลังงานที่วัสดุดูดกลืนไว้ก่อนที่ชิ้นงานแตกหัก
  • 1 : มอดุลัสของสภาพยืดหยุ่น (Modulus of elasticity)
  • 2 : ความแข็งแรง (Strength)
  • 3 : ความเหนียว (Toughness)
  • 4 : อัตราส่วนของปัวซอง (Poisson’s ratio)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 171 :
  • สมบัติใดบ่งชี้การเปลี่ยนแปลงขนาดของแท่งโลหะตามทิศทางการดึงเทียบกับขนาดเดิมในทิศทางนั้นต่อการเปลี่ยนแปลงขนาดของแท่งโลหะในทิศทางตั้งฉากกับทิศทางการดึงเทียบกับขนาดเดิมในทิศทางนั้น
  • 1 : มอดุลัสของสภาพยืดหยุ่น (Modulus of elasticity)
  • 2 : มอดุลัสของความยืดหยุ่น (Modulus of resilience)
  • 3 : ความเหนียว (Toughness)
  • 4 : อัตราส่วนของปัวซอง (Poisson’s ratio)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 172 :
  • เซรามิกสามารถรับแรงชนิดใดได้ดีที่สุด
  • 1 : แรงดึง (Tension)
  • 2 : แรงอัด (Compression)
  • 3 : แรงบิด (Torsion)
  • 4 : แรงกระแทก (Impact)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 173 :
  • ชิ้นงานในลักษณะใดที่เสียรูปด้วยการดึงได้ยากที่สุด
  • 1 : ชิ้นงานที่มีความแข็งแรงสูง (Strength)
  • 2 : ชิ้นงานที่มีความแข็งตึงมาก (Stiffness)
  • 3 : ชิ้นงานที่มีความเหนียวมาก (Toughness)
  • 4 : ชิ้นงานที่มีสภาพดึงยืดได้มาก (Ductility)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 174 :
  • การทดสอบใดที่เหมาะสมสำหรับหาค่าความเหนียว (Toughness) ของวัสดุมากที่สุด
  • 1 : Impact test
  • 2 : Tension test
  • 3 : Creep test
  • 4 : Hardness test
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 175 :
  • เครื่องวัดความแข็งแบบบริเนลเหมาะสมสำหรับวัดความแข็งของวัสดุชนิดใดต่อไปนี้มากที่สุด
  • 1 : เหล็กหล่อเทา
  • 2 : ยางพารา
  • 3 : ไม้สัก
  • 4 : พลาสติก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 176 :
  • แท่งโลหะผสมของอลูมิเนียมมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 15 มิลลิเมตร นำไปทดสอบด้วยแรงดึง (Tension) 24.5 กิโลนิวตัน ถ้าเส้นผ่านศูนย์กลางของโลหะผสมนี้กลายเป็น 14.5 มิลลิเมตร จงหาค่าความเค้นทางวิศวกรรม (Engineering stress) ในหน่วย MPa
  • 1 : 139
  • 2 : 148
  • 3 : 160
  • 4 : 183
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 177 :
  • วัสดุในข้อใดต่อไปนี้มีความแข็งแรง (Strength) มากที่สุด
  • 1 : ท่อนาโนคาร์บอน
  • 2 : เหล็กหล่อเทา
  • 3 : ไททาเนียมผสมนิเกิล
  • 4 : เพชร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 178 :
  • ข้อใดถูกต้อง
  • 1 : ความเค้นจริง คือ แรงกระทำต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ของชิ้นงานเริ่มต้นก่อนรับแรง
  • 2 : ความเค้นทางวิศวกรรม คือ แรงกระทำต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ของชิ้นงานในขณะใด ๆ
  • 3 : ความเครียดจริง คือ การเปลี่ยนแปลงความยาวของชิ้นงานต่อหนึ่งหน่วยความยาวของชิ้นงานเริ่มต้นก่อนการเปลี่ยนแปลง
  • 4 : ความเครียดทางวิศวกรรม คือ การเปลี่ยนแปลงความยาวของชิ้นงานต่อหนึ่งหน่วยความยาวของชิ้นงานเริ่มต้นก่อนการเปลี่ยนแปลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 179 :
  • วัสดุชิ้นหนึ่งมีความต้านแรงคราก (Yield strength) เท่ากับ 300 MPa เมื่อนำวัสดุชิ้นนี้มารับแรงซึ่งก่อให้เกิดความเค้นเท่ากับ 200 MPa โดยเป็นการรับแรงดึงสลับกับการรับแรงอัด ซึ่งอาจทำให้วัสดุชิ้นดังกล่าวมีโอกาสที่จะเกิดการแตกหักประเภทใดมากที่สุด
  • 1 : แตกหักแบบเปราะ
  • 2 : แตกหักแบบเหนียว
  • 3 : ความล้า (Fatigue)
  • 4 : ความคืบ (Creep)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 180 :
  • จงคำนวณค่ามอดุลัสของสภาพยืดหยุ่น (Modulus of elasticity) ของวัสดุ M จากข้อมูลต่อไปนี้ วัสดุ M ได้รับแรงดึง (Tension) ซึ่งทำให้เกิดการเสียรูปอย่างชั่วคราว (Elastic deformation) โดยมีค่าความเค้นทางวิศวกรรม (Engineering stress) เท่ากับ 500 MPa และความเครียดทางวิศวกรรม (Engineering strain) เท่ากับ 0.001
  • 1 : 500 GPa
  • 2 : 50 GPa
  • 3 : 5 GPa
  • 4 : 0.5 GPa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 181 :
  • ภายใต้แรงดึง (Tension) อย่างไรที่ทำให้ชิ้นงานเสียรูปแบบยืดหยุ่น (Elastic deformation)
  • 1 : ใช้แรงดึงน้อยกว่าความต้านแรงคราก (Yield strength)
  • 2 : ใช้แรงดึงมากกว่าความต้านแรงคราก (Yield strength)
  • 3 : ใช้แรงดึงน้อยกว่าความต้านแรงดึง (Tensile strength)
  • 4 : ใช้แรงดึงมากกว่าความต้านแรงดึง (Tensile strength)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 182 :
  • ภายใต้แรงดึง (Tension) อย่างไรที่ทำให้ชิ้นงานเสียรูปอย่างถาวร (Plastic deformation)
  • 1 : ใช้แรงดึงน้อยกว่าความต้านแรงคราก (Yield strength)
  • 2 : ใช้แรงดึงมากกว่าความต้านแรงคราก (Yield strength)
  • 3 : ใช้แรงดึงน้อยกว่าความต้านแรงดึง (Tensile strength)
  • 4 : ใช้แรงดึงมากกว่าความต้านแรงดึง (Tensile strength)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 183 :
  • ภายใต้แรงดึง (Tension) อย่างไรที่ทำให้ชิ้นงานอะลูมิเนียมเสียรูปอย่างถาวรและสม่ำเสมอตลอดทั้งชิ้นงาน (Uniform-plastic deformation)
  • 1 : ใช้แรงดึงน้อยกว่าความต้านแรงคราก (Yield strength)
  • 2 : ใช้แรงดึงมากกว่าความต้านแรงคราก (Yield strength)
  • 3 : ใช้แรงดึงมากกว่าความต้านแรงคราก (Yield strength) แต่น้อยกว่าความต้านแรงดึง (Tensile strength)
  • 4 : ใช้แรงดึงมากกว่าความต้านแรงดึง (Tensile strength)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 184 :
  • ข้อใดกล่าวผิด เกี่ยวกับการแตกหักของวัสดุ
  • 1 : การแตกหักแบบเหนียว (Ductile fracture) จะเกิดหลังจากการเสียรูปอย่างถาวร (Plastic deformation) และการขยายรอยแตก (Crack) จะเกิดอย่างช้าๆ
  • 2 : การแตกหักแบบเปราะ (Brittle fracture) จะเกิดโดยไม่มีการเสียรูปอย่างถาวร (Plastic deformation) ซึ่งมีการขยายรอยแตก (Crack) ได้รวดเร็ว
  • 3 : การเกิดคอคอด (Necking) ของวัสดุจะเกิดขึ้นก่อนการแตกหักแบบเหนียว (Ductile fracture) และแบบเปราะ (Brittle fracture) เสมอ
  • 4 : วัสดุที่เหนียว เช่น พอลิเมอร์ และเหล็กกล้าบางชนิด จะสามารถดูดกลืนพลังงานที่ใช้ในการทำให้วัสดุแตกหักได้มากกว่าวัสดุที่เปราะ เช่น เซรามิก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 185 :
  • ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของวัสดุก่อนการแตกหัก หมายถึง สมบัติข้อใด
  • 1 : ความเหนียว (Toughness)
  • 2 : สภาพดึงยืดได้ (Ductility)
  • 3 : ความยืดหยุ่น (Resilience)
  • 4 : ความล้า (Fatigue)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 186 :
  • ข้อใดกล่าวผิด เกี่ยวกับกฎของฮุก (Hooke’s law)
  • 1 : ความสัมพันธ์ของความเค้น (Stress) และความเครียด (Strain) ที่แปรผันตรงซึ่งกันและกัน
  • 2 : ค่าคงที่ของการแปรผันที่เป็นไปตามกฎของฮุก คือ ค่ามอดุลัสสภาพยืดหยุ่น (Modulus of elasticity)
  • 3 : การเสียรูปที่เกิดขึ้นซึ่งความเค้น (Stress) และความเครียด (Strain) แปรผันตรงซึ่งกันและกันนี้ เรียกว่า การเสียรูปอย่างถาวร (Plastic deformation)
  • 4 : ค่ามอดุลัสสภาพยืดหยุ่นเป็นค่าที่บอกถึงความแข็งตึง (Stiffness) ของวัสดุในการต้านทานต่อการเสียรูปแบบยืดหยุ่น (Elastic deformation) ของวัสดุ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 187 :
  • ความล้า (Fatigue) ของวัสดุหมายถึงอะไร
  • 1 : การยืดตัวทีละน้อย เนื่องจากวัสดุรับแรงเป็นเวลานาน
  • 2 : วัสดุมีความแข็งแรงลดลง เนื่องจากรับแรงซ้ำซาก
  • 3 : การสึกหรอของชิ้นงาน เนื่องจากรับแรงซ้ำซากเป็นเวลานาน
  • 4 : การแตกร้าวของชิ้นงาน เนื่องจากรับแรงซ้ำซากเป็นเวลานาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 188 :
  • การทดสอบความแข็งของเหล็กหล่อเทา (Gray cast iron) ควรใช้วิธีทดสอบแบบใด
  • 1 : บริเนลล์ (Brinell)
  • 2 : วิกเกอร์ส (Vickers)
  • 3 : รอคเวลล์ ซี (Rockwell C)
  • 4 : รอคเวลล์ เอ (Rockwell A)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 189 :
  • สภาพดึงยืดได้ (Ductility) ของโลหะสามารถทดสอบได้โดยวิธีใด
  • 1 : การทดสอบโดยใช้แรงดึง (Tensile test)
  • 2 : การทดสอบความแข็ง (Hardness test)
  • 3 : การทดสอบโดยใช้แรงกระแทก (Impact test)
  • 4 : การทดสอบความล้า (Fatigue test)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 190 :
  • จงคำนวณค่าความเครียดทางวิศวกรรม (Engineering strain) ของวัสดุรูปร่างเป็นแท่งยาว 2.2 เมตร และพื้นที่หน้าตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีความยาวแต่ละด้านเท่ากับ 50 มิลลิเมตร เมื่อนำไปรับแรงดึงปรากฏว่าความยาวเพิ่มขึ้นเป็น 2.202 เมตร
  • 1 : 0.09
  • 2 : 0.009
  • 3 : 0.0009
  • 4 : 0.00009
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 191 :
  • จงคำนวณค่าความเค้นทางวิศวกรรม (Engineering stress) ของวัสดุรูปทรงกระบอกเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 มิลลิเมตร ยาว 1 เมตร และถูกรับแรงดึงขนาด 50,000 N
  • 1 : 640 GPa
  • 2 : 640 MPa
  • 3 : 640 kPa
  • 4 : 640 Pa
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 192 :
  • ลวดทองแดงยาว 500 มิลลิเมตร มีค่ามอดุลัสของสภาพยืดหยุ่น (Modulus of elasticity) 110 GPa ถูกดึงด้วยแรงดึงจนมีความเค้น 350 MPa หากการเสียรูปที่เกิดขึ้นนี้เป็นการเสียรูปแบบยืดหยุ่น (Elastic deformation) ลวดทองแดงจะถูกยืดออกจนมีความยาวเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมกี่มิลลิเมตร
  • 1 : 0.016
  • 2 : 0.16
  • 3 : 1.6
  • 4 : 16
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 193 :
  • เมื่อนำวัสดุ A และวัสดุ B มาทดสอบแรงดึงได้ความสัมพันธ์ระหว่างความเค้นและความเครียดดังรูป จากผลการทดสอบ ข้อใดต่อไปนี้เปรียบเทียบสมบัติของวัสดุ A และวัสดุ B ได้ถูกต้องที่สุด
  • 1 : วัสดุ A มีความแข็งตึง (Stiffness) มากกว่าวัสดุ B
  • 2 : วัสดุ A มีความเหนียว (Toughness) มากกว่าวัสดุ B
  • 3 : วัสดุ A มีความยืดหยุ่น (Resilience) มากกว่าวัสดุ B
  • 4 : วัสดุ A มีสภาพดึงยืดได้ (Ductility) มากกว่าวัสดุ B
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 194 :
  • แท่งโลหะมีพื้นที่หน้าตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีความยาวด้านเท่ากับ 25 เซนติเมตร ทำจากเหล็กกล้าเกรด 1020 ซึ่งมีค่าความต้านแรงดึง (Tensile strength) เท่ากับ 380 MPa และค่าความต้านแรงคราก (Yield strength) เท่ากับ 180 MPa เมื่อแท่งโลหะนี้ได้รับแรงดึง 25,000 นิวตัน จะเกิดการเสียรูปอย่างไร
  • 1 : เกิดการเสียรูปแบบยืดหยุ่น
  • 2 : เกิดการเสียรูปอย่างถาวรโดยเสียรูปอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งชิ้นงาน
  • 3 : เกิดการเสียรูปอย่างถาวรโดยเสียรูปอย่างไม่สม่ำเสมอตลอดทั้งชิ้นงาน
  • 4 : เกิดการเสียรูปอย่างถาวรโดยเสียรูปอย่างไม่สม่ำเสมอตลอดทั้งชิ้นงานและแตกหัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 195 :
  • ชิ้นงานทดสอบชนิดหนึ่งเมื่อได้รับความเค้น 30,000 lb/in2 จะก่อให้เกิดความเครียดเท่ากับ 0.05 จงคำนวณหาค่ามอดุลัสของสภาพยืดหยุ่น (Modulus of elasticity) ในหน่วย lb/in2 ของชิ้นงานทดสอบนี้
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 196 :
  • หากต้องการเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงขนาดของวัสดุตามทิศทางการดึงต่อการเปลี่ยนแปลงขนาดในทิศทางตั้งฉากกับทิศทางการดึงของวัสดุชนิดต่างๆ ควรนำสมบัติของวัสดุในข้อใดต่อไปนี้มาพิจารณาเปรียบเทียบ
  • 1 : ความเค้น (Stress)
  • 2 : อัตราส่วนของปัวซอง (Poisson’s ratio)
  • 3 : ความเหนียว (Toughness)
  • 4 : มอดุลัสของสภาพยืดหยุ่น (Modulus of elasticity)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 197 :
  • วัสดุในข้อใดต่อไปนี้มีความแข็ง (Hardness) มากที่สุด
  • 1 : พอลิไวนิลคลอไรด์
  • 2 : เหล็กกล้าไร้สนิมมาเทนไซต์
  • 3 : เหล็กหล่อเทา
  • 4 : ซิลิกอนคาร์ไบด์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 198 :
  • โลหะผสมทองแดงถูกใช้งานโดยได้รับความเค้นแบบวัฏจักร (Cycle stresses) ที่ 25 องศาเซลเซียส เมื่อถูกใช้ไปนานระยะหนึ่งเกิดการแตกหักขึ้นแม้ว่าความเค้นที่ได้รับมีค่าน้อยกว่าค่าความต้านแรงคราก ความเสียหายนี้เป็นการแตกหักแบบใด
  • 1 : การแตกร้าวเนื่องจากการคืบ (Creep fracture)
  • 2 : การแตกหักล้า (Fatigue fracture)
  • 3 : การแตกร้าวเปราะ (Brittle fracture)
  • 4 : การแตกร้าวเหนียว (Ductile fracture)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 199 :
  • ความเสียหายเนื่องจากการคืบ (Creep) มักเกิดขึ้นเมื่อโลหะถูกนำไปใช้งานในสภาวะใด
  • 1 : ใช้งานที่อุณหภูมิห้อง และได้รับความเค้นแบบวัฏจักร (Cycle stresses) เป็นเวลานาน
  • 2 : ใช้งานที่อุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิห้อง และได้รับความเค้นแบบวัฏจักร (Cycle stresses) เป็นเวลานาน
  • 3 : ใช้งานที่อุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิห้อง และได้รับความเค้นคงที่เป็นเวลานาน
  • 4 : ใช้งานที่อุณหภูมิสูง และได้รับความเค้นคงที่เป็นเวลานาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 200 :
  • วัสดุชิ้นหนึ่งถูกดึงจนขาดเป็น 2 ส่วน พบว่าบริเวณรอยขาดแยกแตกแบบราบเรียบ แสดงว่าวัสดุนี้น่าจะมีสมบัติอย่างไร
  • 1 : มีความแข็งตึง (Stiffness) สูง และความแข็ง (Hardness) สูง
  • 2 : มีความแข็งตึง (Stiffness) สูง และสภาพดึงยืดได้ (Ductility) สูง
  • 3 : มีความแข็ง (Hardness) ต่ำ และสภาพดึงยืดได้ (Ductility) สูง
  • 4 : มีความแข็ง (Hardness) ต่ำ และสภาพดึงยืดได้ (Ductility) ต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 244 : 07 Physical and chemical properties and testing
ข้อที่ 201 :
  • วัสดุส่วนใหญ่ในกลุ่มใดมีสัมประสิทธิ์การขยายตัวเนื่องจากความร้อนมากที่สุด
  • 1 : โลหะ
  • 2 : เซรามิก
  • 3 : พอลิเมอร์
  • 4 : วัสดุเชิงประกอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 202 :
  • วัสดุส่วนใหญ่ในกลุ่มใดมีสัมประสิทธิ์การขยายตัวเนื่องจากความร้อนน้อยที่สุด
  • 1 : โลหะ
  • 2 : เซรามิก
  • 3 : พอลิเมอร์
  • 4 : วัสดุเชิงประกอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 203 :
  • วัสดุส่วนใหญ่ในกลุ่มใดสามารถนำความร้อนได้ดีที่สุด
  • 1 : โลหะ
  • 2 : เซรามิก
  • 3 : พอลิเมอร์
  • 4 : วัสดุเชิงประกอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 204 :
  • วัสดุชนิดใดเหมาะสำหรับนำมาทำเป็นตัวนำความร้อนได้ดีที่สุด
  • 1 : เหล็กกล้าไร้สนิม
  • 2 : อะลูมิเนียม
  • 3 : พลาสติก
  • 4 : กระจก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 205 :
  • วัสดุประเภทใดที่มีช่องว่างของแถบพลังงาน (Energy band gap) กว้าง
  • 1 : สารตัวนำ (Conductor)
  • 2 : สารกึ่งตัวนำ (Semiconductor)
  • 3 : ฉนวน (Insulator)
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 206 :
  • โครงสร้างอิเล็กตรอนของสารกึ่งตัวนำทางไฟฟ้า (Semiconductor) คือข้อใด
  • 1 : โครงสร้างของสารที่มีอิเล็กตรอนไม่เต็มแถบเวเลนซ์ (Valance band)
  • 2 : โครงสร้างของสารที่ระดับพลังงานของแถบการนำ (Conduction band) ซ้อนอยู่กับระดับพลังงานของแถบเวเลนซ์ (Valance band)
  • 3 : โครงสร้างของสารที่มีอิเล็กตรอนเต็มแถบเวเลนซ์ (Valance band) แต่ช่องว่างระหว่างแถบเวเลนซ์ (Valance band) และแถบการนำ (Conduction band) ห่างกันไม่มาก
  • 4 : โครงสร้างของสารที่มีอิเล็กตรอนเต็มแถบเวเลนซ์ (Valance band) แต่ช่องว่างระหว่างแถบเวเลนซ์ (Valance band) และแถบการนำ (Conduction band) ห่างกันมาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 207 :
  • โครงสร้างของสารตัวนำไฟฟ้าคือข้อใด
  • 1 : โครงสร้างของสารที่มีอิเล็กตรอนไม่เต็มแถบเวเลนซ์ (Valance band)
  • 2 : โครงสร้างของสารที่ระดับพลังงานของแถบการนำ (Conduction band) ซ้อนอยู่กับระดับพลังงานของแถบเวเลนซ์ (Valance band)
  • 3 : ถูกทั้งข้อ 1 และ 2
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 208 :
  • แม่เหล็กถาวร (Hard magnet) หมายถึงข้อใด
  • 1 : วัสดุที่ง่ายต่อการทำเป็นแม่เหล็ก
  • 2 : วัสดุที่สามารถรักษาภาวะการเป็นแม่เหล็กได้ดี
  • 3 : วัสดุที่ต้องใช้สนามแม่เหล็กภายนอกน้อยเพื่อทำเป็นแม่เหล็ก
  • 4 : เหล็กที่มีสนามแม่เหล็กตกค้างอยู่ภายใน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 209 :
  • แม่เหล็กชั่วคราว (Soft magnet) หมายถึงข้อใด
  • 1 : วัสดุที่ง่ายต่อการทำเป็นแม่เหล็ก
  • 2 : วัสดุที่สามารถลบล้างอำนาจแม่เหล็กได้ง่าย
  • 3 : วัสดุที่ต้องใช้สนามแม่เหล็กภายนอกน้อยเพื่อทำเป็นแม่เหล็ก
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 210 :
  • อุณหภูมิคูรี (Curie temperature) คือ อุณหภูมิใด
  • 1 : อุณหภูมิที่เกิดการเปลี่ยนโครงสร้างผลึก
  • 2 : อุณหภูมิที่เกิดการเปลี่ยนสภาพความเป็นแม่เหล็ก
  • 3 : อุณหภูมิที่ความจุความร้อนจำเพาะมีค่าคงที่
  • 4 : อุณหภูมิที่ของแข็งมีความหนืดลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 211 :
  • เมื่อแสงตกกระทบวัสดุใดๆ ปรากฏการณ์ใดสามารถเกิดขึ้นได้บ้าง
  • 1 : แสงสะท้อนกลับ
  • 2 : แสงผ่านทะลุโดยเกิดการหักเหขึ้นภายใน
  • 3 : แสงถูกดูดกลืน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 212 :
  • เมื่อแสงตกกระทบลงบนวัสดุโปร่งใส (Transparent) ไม่มีสี จะเกิดปรากฏการณ์ใดขึ้น
  • 1 : แสงสะท้อนกลับ
  • 2 : แสงผ่านทะลุโดยเกิดการหักเหขึ้นภายใน
  • 3 : แสงถูกดูดกลืน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 213 :
  • เซลล์แสงอาทิตย์ (Solar cell) ใช้หลักการใดในการเปลี่ยนพลังงานจากแสงให้เป็นพลังงานไฟฟ้า
  • 1 : การดูดกลืนพลังงานของแสงในสารกึ่งตัวนำ
  • 2 : การหักเหของคลื่นแสงในสารกึ่งตัวนำ
  • 3 : การสะท้อนของแสงที่ผิวของสารกึ่งตัวนำ
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 214 :
  • โลหะในข้อใดต่อไปนี้มีความต้านทานการกัดกร่อน (Corrosion resistance) ในบรรยากาศปกติน้อยที่สุด
  • 1 : เหล็กกล้า
  • 2 : เหล็กหล่อ
  • 3 : อะลูมิเนียม
  • 4 : ทองแดง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 215 :
  • โลหะในข้อใดต่อไปนี้มีความต้านทานการกัดกร่อน (Corrosion resistance) ในบรรยากาศปกติสูงที่สุด
  • 1 : เหล็กกล้าไร้สนิมเฟอร์ไรต์ (Ferritic stainless steel)
  • 2 : เหล็กกล้าไร้สนิมมาร์เทนไซต์ (Martensitic stainless steel)
  • 3 : เหล็กกล้าไร้สนิมออสเทไนต์ (Austenitic stainless steel)
  • 4 : เหล็กกล้าไร้สนิมแปซิฟิก (Pacific stainless steel)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 216 :
  • โลหะในข้อใดต่อไปนี้ควรนำมาเคลือบผิวเหล็กเพื่อป้องกันการเกิดสนิมและเพิ่มความแข็งให้กับเหล็ก
  • 1 : สังกะสี
  • 2 : โครเมียม
  • 3 : อะลูมิเนียม
  • 4 : ดีบุก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 217 :
  • วัสดุใดต่อไปนี้มีค่าความเป็นแม่เหล็กต่ำที่สุด
  • 1 : วัสดุไดอะแมกนิติก (Diamagnetic material)
  • 2 : วัสดุพาราแมกนิติก (Paramagnetic material)
  • 3 : วัสดุเฟร์โรแมกนิติก (Ferromagnetic material)
  • 4 : วัสดุเฟร์ริแมกนิติก (Ferrignetic material)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 218 :
  • ไดโอดเปล่งแสง (Light emitting diode, LED) ใช้หลักการใดในการทำงาน
  • 1 : การสะท้อนแสง (Reflection)
  • 2 : การดูดกลืนแสง (Absorption)
  • 3 : การหักเหของแสง (Refraction)
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 219 :
  • แว่นขยาย (Magnifier) ใช้หลักการใดในการทำงาน
  • 1 : การสะท้อนแสง (Reflection)
  • 2 : การดูดกลืนแสง (Absorption)
  • 3 : การหักเหของแสง (Refraction)
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 220 :
  • โลหะในข้อใดต่อไปนี้มีสภาพนำไฟฟ้า (Electrical conductivity) น้อยที่สุด
  • 1 : ทองแดงบริสุทธิ์ ที่ใช้งาน ณ อุณหภูมิต่ำ
  • 2 : ทองแดงบริสุทธิ์ ที่ใช้งาน ณ อุณหภูมิสูง
  • 3 : ทองแดงผสมนิเกิลและผ่านกระบวนการรีดเย็น ที่ใช้งาน ณ อุณหภูมิต่ำ
  • 4 : ทองแดงผสมนิเกิลและผ่านกระบวนการรีดเย็น ที่ใช้งาน ณ อุณหภูมิสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 221 :
  • โลหะในข้อใดต่อไปนี้มีสภาพต้านทานไฟฟ้า (Electrical resistivity) น้อยที่สุด
  • 1 : ทองแดงบริสุทธิ์ ที่ใช้งาน ณ อุณหภูมิต่ำ
  • 2 : ทองแดงบริสุทธิ์ ที่ใช้งาน ณ อุณหภูมิสูง
  • 3 : ทองแดงผสมนิเกิลและผ่านกระบวนการรีดเย็น ที่ใช้งาน ณ อุณหภูมิต่ำ
  • 4 : ทองแดงผสมนิเกิลและผ่านกระบวนการรีดเย็น ที่ใช้งาน ณ อุณหภูมิสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 222 :
  • ถ้าต้องการเพิ่มสภาพนำไฟฟ้า (Electrical conductivity) ให้กับสารกึ่งตัวนำ (Semiconductor) ควรทำอย่างไร
  • 1 : ลดอุณหภูมิการใช้งาน
  • 2 : เติมสารเจือปน
  • 3 : นำไปผ่านกระบวนการขึ้นรูปเย็น
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 223 :
  • ถ้าต้องการเพิ่มสภาพนำไฟฟ้า (Electrical conductivity) ให้กับสารตัวนำ (Conductor) ควรทำอย่างไร
  • 1 : ลดอุณหภูมิการใช้งาน
  • 2 : เติมสารเจือปน
  • 3 : นำไปผ่านกระบวนการขึ้นรูปเย็น
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 224 :
  • เมื่อสัมผัสโต๊ะไม้และโต๊ะเหล็กที่ตั้งอยู่ในห้องปรับอากาศบริเวณเดียวกัน เราจะรู้สึกโต๊ะเย็นไม่เท่ากันอย่างไร
  • 1 : โต๊ะเหล็กเย็นกว่า เพราะเหล็กมีความจุความร้อนมากกว่าไม้
  • 2 : โต๊ะเหล็กเย็นกว่า เพราะเหล็กถ่ายเทความร้อนได้ดีกว่าไม้
  • 3 : โต๊ะเหล็กเย็นกว่า เพราะเหล็กมีความหนาแน่นมากกว่าไม้
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 225 :
  • ถ้าให้ความร้อนกับชิ้นงานที่มีความหนามากจะเกิดสิ่งใดขึ้น
  • 1 : ชิ้นงานบวมขึ้น เนื่องจากการขยายตัวทางความร้อนที่ผิวชิ้นงานมากกว่า
  • 2 : ชิ้นงานหดตัวลง เนื่องจากการหดตัวภายในชิ้นงาน
  • 3 : ผิวชิ้นงานเกิดการแตกร้าว เนื่องจากการหดตัวภายในชิ้นงาน
  • 4 : เกิดความเค้นอัด (Compressive stress) ที่ผิวชิ้นงาน และความเค้นดึง (Tensile stress) ภายในชิ้นงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 226 :
  • เพราะเหตุใดจึงเห็นสีในวัสดุโปร่งใส (Transparent) บางชนิด
  • 1 : แสงที่ส่งผ่านถูกดูดกลืนไปในบางช่วงความยาวคลื่น
  • 2 : แสงที่ส่งผ่านเกิดการหักเหขึ้นภายในเนื้อวัสดุ
  • 3 : มีการผสมเม็ดสีลงในเนื้อวัสดุ
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 227 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ทำให้เกิดสนิมไม่มีสีบนผิวชิ้นงานเหล็กกล้าที่มีรอยขีดข่วนในบรรยากาศที่มีความชื้น
  • 1 : ผิวชิ้นงานถูกเคลือบด้วยสังกะสี
  • 2 : ผิวชิ้นงานถูกเคลือบด้วยโครเมียม
  • 3 : ผิวชิ้นงานถูกเคลือบด้วยดีบุก
  • 4 : ผิวชิ้นงานถูกเช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาดเป็นประจำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 228 :
  • เทพีเสรีภาพทำมาจากทองแดงบริสุทธิ์ เพราะเหตุใดเทพีเสรีภาพจึงมีสีเขียว
  • 1 : มีการทาสีเขียวเพื่อป้องกันการผุกร่อน
  • 2 : เกิดการผุกร่อนที่ผิวเกิดเป็นทองแดงออกไซด์สีเขียว
  • 3 : เกิดการผุกร่อนที่ผิวเกิดเป็นทองแดงซัลเฟตสีเขียว
  • 4 : เกิดการผุกร่อนที่ผิวเกิดเป็นทองแดงคลอไรด์สีเขียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 229 :
  • ข้อความใดต่อไปนี้เป็นการกล่าวที่ถูกต้อง
  • 1 : เงินมีค่าสภาพนำไฟฟ้า (Electrical conductivity) ดีกว่าทอง
  • 2 : ลวดตัวนำที่มีขนาดพื้นที่หน้าตัดมากมีการนำไฟฟ้าแย่กว่าลวดตัวนำที่มีขนาดพื้นที่หน้าตัดน้อยกว่าในวัสดุเดียวกันที่มีความยาวเท่ากัน
  • 3 : อะลูมิเนียมมีค่าสภาพต้านทานไฟฟ้า (Electrical resistivity) มากกว่าเพชร
  • 4 : อุณหภูมิไม่มีผลต่อความสามารถในการนำไฟฟ้าในวัสดุที่เป็นโลหะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 230 :
  • ข้อความใดต่อไปนี้เป็นการกล่าวที่ผิด
  • 1 : N-type เป็นสารกึ่งตัวนำประเภท Extrinsic semiconductor
  • 2 : อุณหภูมิสูงมีผลต่อความสามารถในการนำไฟฟ้าในวัสดุที่เป็นสารกึ่งตัวนำ
  • 3 : การเติม (Doping) ด้วยธาตุโบรอน (B3+) เข้าไปแทนที่ซิลิกอน (Si4+) ในโครงสร้างผลึกทำให้เกิดเป็นสารกึ่งตัวนำแบบ N-type
  • 4 : การแพร่ (Diffusion) มีบทบาทอย่างมากในการทำสารกึ่งตัวนำประเภท Extrinsic semiconductor
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 231 :
  • วัสดุส่วนใหญ่ในกลุ่มใดต่อไปนี้มีจุดหลอมเหลว (Melting point) สูงที่สุด
  • 1 : เซรามิก
  • 2 : โลหะ
  • 3 : พอลิเมอร์
  • 4 : ไม้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 232 :
  • ลวดทองเหลืองยาว 1 เมตร ถูกทำให้ร้อนจนมีอุณหภูมิสูง 70 องศาเซลเซียส จากอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ขณะที่ปลายทั้งสองข้างถูกยึด จงหาขนาดของความเค้นที่เกิดขึ้นในหน่วย MPa กำหนดให้ค่ามอดูลัสของสภาพยืดหยุ่น (Modulus of elasticity) ของทองเหลืองมีค่า 97 GPa และสัมประสิทธิ์การขยายตัวเนื่องจากความร้อน (Coeffeicient of thermal expansion) ของทองเหลืองมีค่า 20×10-6 องศาเซลเซียส-1
  • 1 : +0.08
  • 2 : -0.08
  • 3 : +77.60
  • 4 : -77.60
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 233 :
  • วัสดุในข้อใดต่อไปนี้เกิดการขยายตัวเนื่องจากความร้อนสูงที่สุด
  • 1 : ซิลิกา
  • 2 : เหล็กกล้า
  • 3 : พอลิเอทิลีน
  • 4 : อะลูมินา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 234 :
  • วัสดุในข้อใดต่อไปนี้มีค่าความจุความร้อนสูงที่สุด
  • 1 : แก้ว
  • 2 : ทังสเตน
  • 3 : พอลิไวนิลคลอไรด์
  • 4 : อะลูมิเนียม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 235 :
  • วัสดุในข้อใดต่อไปนี้สามารถนำไฟฟ้าได้ดีขึ้นเมื่ออุณหภูมิลดลง
  • 1 : อะลูมิเนียม
  • 2 : ซิลิกอน
  • 3 : พอลิเอสเทอร์
  • 4 : แคดเมียมซัลไฟด์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 236 :
  • การทำงานของอุปกรณ์วัดแสงทั่วไปในการถ่ายภาพเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ใด
  • 1 : การเปล่งแสง (Luminescence)
  • 2 : การนำไฟฟ้าด้วยแสง (Photoconductivity)
  • 3 : การเรืองแสงแบบฟลูออเรสเซนซ์ (Fluorescence)
  • 4 : การเรืองแสงแบบฟอสฟอเรสเซนซ์ (Phosphorescence)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 237 :
  • เพราะเหตุใดพอลิเมอร์ที่มีความเป็นผลึกสูงจึงไม่โปร่งใส (Transparent)
  • 1 : การมีผลึกทำให้เกิดการเปล่งแสงมาก
  • 2 : การมีผลึกทำให้เกิดการเรืองแสงมาก
  • 3 : การมีผลึกทำให้เกิดการกระเจิงของแสงในเนื้อวัสดุมาก
  • 4 : การมีผลึกทำให้อิเล็กตรอนเลื่อนระดับชั้นพลังงานได้มาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 238 :
  • หากต้องการตรวจสอบวัสดุตัวอย่างว่าเป็นแม่เหล็กถาวร (Hard magnet) หรือแม่เหล็กชั่วคราว (Soft magnet) ควรพิจารณาจากสมบัติในข้อใดต่อไปนี้
  • 1 : ค่าความไวต่อสภาพแม่เหล็ก (Magnetic susceptibility)
  • 2 : ค่าความสามารถซึมซับแม่เหล็ก (Magnetic permeability)
  • 3 : เส้นโค้งฮิสเทอรีซิส (Hysteresis loop)
  • 4 : ค่าคงที่ไดอิเล็กทริก (Dielectric constant)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 239 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่วัสดุไดอะแมกนิติก
  • 1 : อะลูมินัมออกไซด์ (Al2O3)
  • 2 : แมกนีไทต์ (Fe3O4)
  • 3 : ทองแดง (Cu)
  • 4 : สังกะสี (Zn)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 240 :
  • ข้อใดไม่ใช่แม่เหล็กถาวร
  • 1 : วัสดุไดอะแมกนิติก
  • 2 : วัสดุพาราแมกนิติก
  • 3 : วัสดุเฟร์โรแมกนิติก
  • 4 : ข้อ 1 และ 2 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 245 : 08 Structures of materials
ข้อที่ 241 :
  • เพราะเหตุใดเหล็กแผ่นที่ผ่านกระบวนการขึ้นรูปด้วยวิธีรีดเย็น (Cold rolling) จึงมีความแข็งมากกว่าเหล็กแผ่นที่ผลิตด้วยวิธีรีดร้อน (Hot rolling)
  • 1 : การรีดเย็นไม่ทำให้เกิดผลึกใหม่ (Recrystallization)
  • 2 : การรีดเย็นทำให้มีความเค้นตกค้าง (Residual stress) บนผิวเหล็กแผ่นน้อยกว่าการรีดร้อน
  • 3 : การรีดเย็นทำให้ผิวเหล็กแผ่นเกิดออกไซด์มากกว่าการรีดร้อน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 242 :
  • พันธะใดเป็นพันธะทางกายภาพ (Physical bond)
  • 1 : พันธะโลหะ (Metallic bond)
  • 2 : พันธะไอออนิก (Ionic bond)
  • 3 : พันธะโควาเลนซ์ (Covalent bond)
  • 4 : พันธะแวนเดอร์วาลส์ (Van der Waals bond)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 243 :
  • โครงสร้างผลึกชนิดใดมีการจัดเรียงอะตอมอย่างหนาแน่นที่สุด
  • 1 : โครงสร้างลูกบาศก์อย่างง่าย (Simple cubic)
  • 2 : โครงสร้างลูกบาศก์กึ่งกลางเซล (Body-centered cubic)
  • 3 : โครงสร้างลูกบาศก์กึ่งกลางผิวหน้า (Face-centered cubic)
  • 4 : โครงสร้างออร์โทรอมบิกกึ่งกลางฐาน (Base-centered orthorhombic)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 244 :
  • โครงสร้างของออสเทไนต์ (Austenite) ในเหล็กกล้า มีโครงสร้างผลึกรูปแบบใด
  • 1 : Body-centered cubic (BCC)
  • 2 : Face-centered cubic (FCC)
  • 3 : Hexagonal close-packed (HCP)
  • 4 : Body-centered cubic (BCC) และ Face-centered cubic (FCC)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 245 :
  • วัสดุชนิดใดต่อไปนี้มีพันธะหลักเป็นพันธะโคเวเลนต์ (Covalent bond)
  • 1 : Ni
  • 2 : SiC
  • 3 : H2O ระหว่างโมเลกุล
  • 4 : MgO
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 246 :
  • ทังสเตนที่ 20 องศาเซลเซียส มีโครงสร้างผลึกแบบ Body-centered cubic (BCC) โดยมีค่า lattice parameter 0.3165 นาโนเมตร (nm) จงคำนวณหาค่ารัศมีอะตอมของโลหะทังสเตนในหน่วยนาโนเมตร (nm)
  • 1 : 0.1371
  • 2 : 0.1432
  • 3 : 0.2315
  • 4 : 0.7309
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 247 :
  • กำหนดให้ a, b, c คือค่าความยาวแต่ละด้านของหน่วยเซลล์ และ α, β, γ คือมุมระหว่างด้าน ถ้าพบว่าโครงสร้างผลึกแบบหนึ่งมีค่า a≠b≠c และ    α = β = γ = 90 องศา อยากทราบว่าโครงสร้างผลึกนี้มีชื่อว่าอะไร
  • 1 : Cubic
  • 2 : Tetragonal
  • 3 : Orthorhombic
  • 4 : Monoclinic
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 248 :
  • กำหนดให้ a, b, c คือค่าความยาวแต่ละด้านของหน่วยเซลล์ และ α, β, γ คือมุมระหว่างด้าน ถ้าพบว่าโครงสร้างผลึกแบบหนึ่งมีค่า a = b = c และ    α = β = γ = 90 องศา มีอะตอมอยู่ตามมุมทุกมุม และมีอะตอมอยู่กึ่งกลางหน้าทั้งหกหน้าของหน่วยเซลล์ อยากทราบว่าโครงสร้างผลึกนี้มีชื่อว่าอะไร
  • 1 : Simple cubic
  • 2 : Body-centered cubic
  • 3 : Simple orthorhombic
  • 4 : Face-centered cubic
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 249 :
  • โครงสร้างผลึกแบบ body-centered cubic (BCC) ในหนึ่งหน่วยเซลล์ (Unit cell) ประกอบด้วยกี่อะตอม
  • 1 : 1 อะตอม
  • 2 : 2 อะตอม
  • 3 : 3 อะตอม
  • 4 : 4 อะตอม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 250 :
  • โครงสร้างผลึกแบบ Face-centered cubic (FCC) ในหนึ่งหน่วยเซลล์ (Unit cell) ประกอบด้วยกี่อะตอม
  • 1 : 1 อะตอม
  • 2 : 2 อะตอม
  • 3 : 3 อะตอม
  • 4 : 4 อะตอม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 251 :
  • โครงสร้างผลึกแบบ Hexagonal closed pack (HCP) ในหนึ่งหน่วยเซลล์ (Unit cell) ประกอบด้วยกี่อะตอม
  • 1 : 2 อะตอม
  • 2 : 4 อะตอม
  • 3 : 6 อะตอม
  • 4 : 8 อะตอม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 252 :
  • ข้อใดต่อไปนี้มีโครงสร้างแบบ Closed-pack
  • 1 : Body-centered tetragonal
  • 2 : Body-centered cubic
  • 3 : Face-centered cubic
  • 4 : Base-centered orthorhombic
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 253 :
  • พลาสติกใสจะมีโครงสร้างภายในเป็นแบบใด
  • 1 : ไม่มีความเป็นผลึก
  • 2 : มีความเป็นผลึกที่มีขนาดเล็กกว่าความยาวคลื่นแสง
  • 3 : ข้อ 1 และ 2 ถูก
  • 4 : ข้อ 1 และ 2 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 254 :
  • เพราะเหตุใดพอลิเมอร์ชนิดที่มีโครงสร้างภายในที่สามารถเกิดผลึกได้ จึงมีลักษณะเป็นแบบกึ่งผลึก (Semicrystalline) เท่านั้น
  • 1 : เพราะพอลิเมอร์มีโครงสร้างผลึกที่ยุ่งยากซับซ้อน
  • 2 : เพราะพอลิเมอร์มีสายโซ่โมเลกุลที่ยาวมาก
  • 3 : เพราะการจัดเรียงตัวให้เป็นระเบียบของทุกโมเลกุลของพอลิเมอร์ทำได้ยาก
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 255 :
  • ปริมาณความเป็นผลึกของพอลิเมอร์มีผลต่อความหนาแน่นของพอลิเมอร์ชนิดนั้นอย่างไร
  • 1 : ปริมาณผลึกที่มากขึ้น ทำให้ความหนาแน่นเพิ่มขึ้น
  • 2 : ปริมาณผลึกที่มากขึ้น ทำให้ความหนาแน่นลดลง
  • 3 : ปริมาณผลึกที่มากขึ้น อาจทำให้ความหนาแน่นเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้
  • 4 : ปริมาณผลึกไม่มีผลต่อความหนาแน่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 256 :
  • พันธะเคมีที่เกิดในสายโซ่หลักของโมเลกุลพอลิเมอร์คือพันธะชนิดใด
  • 1 : พันธะโคเวเลนซ์ (Covalent bond)
  • 2 : พันธะไอออนิก (Ionic bond)
  • 3 : พันธะโลหะ (Metallic bond)
  • 4 : พันธะแวนเดอร์วาลส์ (Van der Waals bond)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 257 :
  • โครงสร้างโมเลกุลของพอลิเอทิลีน (Polyethylene) แบบกิ่ง (Branched) มีสมบัติต่างจากโครงสร้างโมเลกุลของพอลิเอทิลีนแบบเส้นตรง (Linear) อย่างไร
  • 1 : ความแข็งแรงเพิ่มขึ้น
  • 2 : ความเป็นผลึกลดลง
  • 3 : การยืดและหดตัวลดลง
  • 4 : ความทนต่อการถูกขีดข่วนเพิ่มขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 258 :
  • ข้อใดคือคำจำกัดความของ Tg (Glass transition temperature)
  • 1 : อุณหภูมิที่สายโซ่รองของโมเลกุลพอลิเมอร์สามารถเคลื่อนที่ได้
  • 2 : อุณหภูมิที่สายโซ่หลักของโมเลกุลพอลิเมอร์สามารถเคลื่อนที่ได้
  • 3 : อุณหภูมิในการเกิดผลึก
  • 4 : อุณหภูมิในการหลอมเหลว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 259 :
  • ถ้านำพอลิเมอร์ที่มีโครงสร้างภายในเป็นแบบกึ่งผลึก (Semicrystalline polymer) มาอบที่อุณหภูมิสูงกว่า Tg (Glass transition temperature) ประมาณ 10 – 20 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ผลที่ได้จะเป็นอย่างไร
  • 1 : สภาพดึงยืดได้ (Ductility) เพิ่มขึ้น
  • 2 : ความแข็งแรงที่จุดคราก (Yield strength) ลดลง
  • 3 : ค่ามอดุลัสสภาพยืดหยุ่น (Modulus of elasticity) เพิ่มขึ้น
  • 4 : ความแข็ง (Hardness) ลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 260 :
  • พอลิเมอร์ที่ไม่สามารถเกิดโครงสร้างผลึกได้ คือพอลิเมอร์ชนิดใดต่อไปนี้
  • 1 : พอลิเอทิลีน (Polyethylene)
  • 2 : พอลิเอทิลีน เทเรฟทาเลต (Polyethylene terephthalate)
  • 3 : ไนลอน (Nylon)
  • 4 : พอลิสไตรีน (Polystyrene)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 261 :
  • ข้อใดคือโครงสร้างผลึกของมาร์เทนไซต์ (Martensite)
  • 1 : Face-centered cubic (FCC)
  • 2 : Body-centered cubic (BCC)
  • 3 : Body-centered tetragonal (BCT)
  • 4 : Face-centered tetragonal (FCT)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 262 :
  • ข้อใดคือโครงสร้างผลึกของเบไนต์ (Bainite)
  • 1 : Face-centered cubic (FCC)
  • 2 : Body-centered cubic (BCC)
  • 3 : Body-centered tetragonal (BCT)
  • 4 : Face-centered tetragonal (FCT)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 263 :
  • เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ (0.2wt%C) ในข้อใดต่อไปนี้ มีขนาดเกรนเล็กที่สุด
  • 1 : อบที่อุณหภูมิ 1050 องศาเซลเซียส ปล่อยให้เย็นในเตา
  • 2 : อบที่อุณหภูมิ 1050 องศาเซลเซียส ปล่อยให้เย็นในอากาศ
  • 3 : อบที่อุณหภูมิ 950 องศาเซลเซียส ปล่อยให้เย็นในเตา
  • 4 : อบที่อุณหภูมิ 950 องศาเซลเซียส ปล่อยให้เย็นในอากาศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 264 :
  • โครงสร้างที่ทนต่อการคืบ (Creep) ได้ดีที่สุดคือ ข้อใดต่อไปนี้
  • 1 : ผลึกเดี่ยว (Single crystal)
  • 2 : โครงสร้างที่มีเกรนขนาดใหญ่
  • 3 : โครงสร้างที่มีเกรนขนาดเล็ก
  • 4 : โครงสร้างที่มีเกรนรูปร่างเรียวยาว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 265 :
  • โครงสร้างจุลภาคของรอยเชื่อมเหล็กกล้าไร้สนิมออสเทไนต์ (Austenite stainless steel) บริเวณพื้นที่หลอมเหลว (Fusion zone) ประกอบด้วยเฟสต่างๆ ดังในข้อใดต่อไปนี้
  • 1 : ออสเทไนต์ (Austenite)
  • 2 : ออสเทไนต์ (Austenite) และ เฟร์ไรต์ (Ferrite)
  • 3 : ออสเทไนต์ (Austenite) และ เพอร์ไลต์ (Pearlite)
  • 4 : ออสเทไนต์ (Austenite) และ คาร์ไบด์ (Carbide)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 266 :
  • โครงสร้างของเหล็กกล้าคาร์บอนในข้อใดต่อไปนี้ที่ทนต่อแรงกระแทกที่อุณหภูมิต่ำได้ดีที่สุด
  • 1 : ออสเทไนต์ (Austenite) เกรนขนาดใหญ่
  • 2 : เฟร์ไรต์ (Ferrite) เกรนขนาดใหญ่
  • 3 : ออสเทไนต์ (Austenite) เกรนขนาดเล็ก
  • 4 : เฟร์ไรต์ (Ferrite) เกรนขนาดเล็ก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 267 :
  • การเกิดข้อบกพร่องแบบ Schottky มักเกิดกับผลึกที่ยึดกันด้วยพันธะชนิดใด
  • 1 : พันธะโลหะ (Metallic bond)
  • 2 : พันธะโควาเลนท์ (Covalent bond)
  • 3 : พันธะไอออนิก (Ionic bond)
  • 4 : พันธะแวนเดอร์วาลส์ (Van der Waals bond)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 268 :
  • ทำไมข้อบกพร่องแบบ Frenkel มักเกิดกับ Cation มากกว่า Anion
  • 1 : Cation มีขนาดใหญ่กว่า Anion
  • 2 : Anion มีขนาดใหญ่กว่า Cation
  • 3 : การแทรกของ Anion ในผลึกเกิดได้ง่ายกว่า
  • 4 : Anion มักจะอยู่ไม่เป็นระเบียบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 269 :
  • สารประกอบออกไซด์ประเภทใดที่ช่วยทำให้ความหนืดของแก้วต่ำลง
  • 1 : ์Na2O
  • 2 : Al2O3
  • 3 : SiO2
  • 4 : TiO2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 270 :
  • ทำไมแกรไฟต์ (Graphite) ถึงสามารถหลุดออกเป็นแผ่นๆได้ง่าย
  • 1 : ระหว่างชั้นของโครงสร้างแกรไฟต์ยึดกันด้วยพันธะไอออนิก (Ionic bond)
  • 2 : ระหว่างชั้นของโครงสร้างแกรไฟต์ไม่มีการยึดกันด้วยพันธะใดๆ
  • 3 : ระหว่างชั้นของแกรไฟต์ยึดกันด้วยพันธะโควาเลนท์ (Covalent bond)
  • 4 : ระหว่างชั้นของโครงสร้างแกรไฟต์เป็นพันธะแวนเดอร์วาลส์ (Van der Waals bond)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 271 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่โครงสร้างผลึกของเซรามิก
  • 1 : BaTiO3
  • 2 : NaCl
  • 3 : Al2O3
  • 4 : CH4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 272 :
  • การเติมสาร Intermediate oxides ในแก้วเพื่อประโยชน์อะไร
  • 1 : เพื่อให้สามารถขึ้นรูปแก้วได้ง่ายขึ้น
  • 2 : เพื่อให้แก้วมีความหนืดต่ำลง
  • 3 : เพื่อปรับปรุงสมบัติของแก้ว
  • 4 : เพื่อทำให้แก้วหลอมตัวที่อุณหภูมิต่ำลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 273 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเมื่อกล่าวถึงโครงสร้างของแก้ว
  • 1 : แก้วมีโครงสร้างเป็นตาข่าย (Network structure) ที่มีทิศทางไม่แน่นอน
  • 2 : พันธะของโครงสร้างของแก้วยึดกันด้วยพันธะไอออนิก (Ionic bond)
  • 3 : แก้วมีโครงสร้างแบบไม่เป็นผลึก
  • 4 : โครงสร้างของแก้วเกิดจากการยึดกันของ SiO44 -
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 274 :
  • การเติมสาร Glass-modifying oxide ในแก้วเพื่อประโยชน์อะไร
  • 1 : เพื่อให้แก้วมีความต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ (Thermal shock resistance)
  • 2 : เพื่อให้แก้วมีความหนืดต่ำลง
  • 3 : เพื่อให้แก้วมีความแข็งสูงขึ้น
  • 4 : เพื่อให้แก้วมีผลึกเกิดขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 275 :
  • โครงสร้างผลึกแบบ Perovskite มีความสำคัญสำหรับวัสดุประเภทใด
  • 1 : Pyroelectric material
  • 2 : Piezoelectric material
  • 3 : Semiconductor
  • 4 : Capacitor
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 276 :
  • ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบของอะตอม
  • 1 : นิวเคลียร์
  • 2 : นิวตรอน
  • 3 : อิเล็กตรอน
  • 4 : โปรตอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 277 :
  • พันธะในข้อใดต่อไปนี้มีความแข็งแรงน้อยที่สุด
  • 1 : พันธะไอออนิก
  • 2 : แรงแวนเดอร์วาลส์
  • 3 : พันธะโลหะ
  • 4 : พันธะไฮโดรเจน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 278 :
  • โครงสร้างผลึกในข้อใดต่อไปนี้ที่อะตอมมีการบรรจุแบบชิดที่สุด (closed pack)
  • 1 : FCC และ BCC
  • 2 : FCC และ HCP
  • 3 : BCC และ HCP
  • 4 : Simple cubic และ HCP
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 279 :
  • พันธะใดต่อไปนี้เกิดขึ้นระหว่างโมเลกุลของน้ำในน้ำแข็ง
  • 1 : พันธะโคเวเลนซ์
  • 2 : พันธะไอออนิก
  • 3 : พันธะไฮโดรเจน
  • 4 : พันธะโลหะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 280 :
  • สารประกอบของ LiAg มีหน่วยเซลล์เป็นแบบ Simple cubic และอะตอมทั้งสองชนิดต่างมีเลขโคออร์ดิเนชันเท่ากับ 8 ดังนั้น หน่วยเซลล์ดังกล่าวนี้จะมีลักษณะเหมือนกับผลึกในข้อใด
  • 1 : NaCl
  • 2 : ZnS
  • 3 : CsCl
  • 4 : AgCl
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 246 : 09 Processing-Structure relationships
ข้อที่ 281 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้องที่สุด
  • 1 : เหล็กโครงสร้าง FCC มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นช้ากว่าเหล็กโครงสร้าง BCC ระหว่างการขึ้นรูปเย็น (Cold working)
  • 2 : การเคลื่อน (Dislocation) ในผลึกโครงสร้าง FCC สามารถเคลื่อนที่ได้ยากกว่าในผลึกโครงสร้าง BCC
  • 3 : การเคลื่อน (Dislocation) ในผลึกโครงสร้าง FCC สามารถเคลื่อนที่ได้ง่ายกว่าในผลึกโครงสร้าง HCP
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 282 :
  • การชุบแข็งเหล็กกล้าคาร์บอนปานกลาง ต้องทำการเผาเหล็กจนได้โครงสร้างใดก่อนทำให้เย็นตัวอย่างรวดเร็ว
  • 1 : เฟร์ไรต์ (Ferrite)
  • 2 : ออสเทไนต์ (Austenite)
  • 3 : ซีเมนไทต์ (Cementite)
  • 4 : มาร์เทนไซต์ (Martensite)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 283 :
  • เหล็กหล่อขาว (White cast iron) มีโครงสร้างจุลภาคดังในข้อใดต่อไปนี้
  • 1 : เฟร์ไรต์ และ เพอร์ไลต์ (Ferrite & Pearlite)
  • 2 : ซีเมนไทต์ และ เพอร์ไลต์ (Cementite & Pearlite)
  • 3 : เฟร์ไรต์ และ แกรไฟต์ (Ferrite & Graphite)
  • 4 : เพอร์ไลต์ และ แกรไฟต์ (Peartite & Graphite)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 284 :
  • ข้อใดคือโครงสร้างของเหล็กกล้าคาร์บอนปานกลางที่ได้จากการปล่อยให้เย็นอย่างช้าๆ จากโครงสร้างออสเทไนต์ (Austenite)
  • 1 : Cementite + Pearlite
  • 2 : Ferrite + Pearlite
  • 3 : Bainite + Pearlite
  • 4 : Martensite + Pearlite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 285 :
  • ข้อใดคือโครงสร้างจุลภาคของเหล็กกล้าคาร์บอนที่ผ่านการเผาด้วยอุณหภูมิคงที่ประมาณ 730 - 750 องศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 20 ชั่วโมง
  • 1 : เพอร์ไลต์หยาบ (Coarse pearlite)
  • 2 : เพอร์ไลต์ละเอียด (Fine pearlite)
  • 3 : สเฟียรอยไดต์ (Spheroidite)
  • 4 : เบไนต์แบบขนนก (Feathery bainite)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 286 :
  • ในกระบวนการหล่อโลหะ เมื่อโลหะที่หลอมเหลวเกิดการแข็งตัว และเกิดโพรงช่องว่างขึ้นภายในชิ้นงาน ซึ่งถือว่าเป็นความบกพร่องประเภทใด
  • 1 : ความบกพร่องแบบจุด
  • 2 : ความบกพร่องแบบเส้น
  • 3 : ความบกพร่องแบบระนาบ
  • 4 : ความบกพร่องแบบปริมาตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 287 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
  • 1 : Equiaxed grains เป็นเกรนที่เกิดจากผลึกที่โตสม่ำเสมอในทุกทิศทาง
  • 2 : Columnar grains พบบริเวณที่น้ำโลหะสัมผัสกับผิวแม่พิมพ์
  • 3 : Equiaxed grains เกิดเนื่องจากน้ำโลหะเย็นตัวอย่างรวดเร็ว
  • 4 : Columnar grains มิทิศทางเติบโตเข้าสู่ภายในของแม่พิมพ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 288 :
  • ข้อใดกล่าวถึงกระบวนการเกิดผลึกใหม่ (Recrystallinzation) ไม่ถูกต้อง
  • 1 : ต้องเกิดการเปลี่ยนรูปน้อยที่สุดค่าหนึ่งจึงจะสามารถเกิดผลึกใหม่ได้
  • 2 : ถ้าปริมาณการเปลี่ยนรูปน้อยจะทำให้อุณหภูมิในการเกิดผลึกใหม่สูงขึ้น
  • 3 : ขนาดเกรนสุดท้ายหลังการเกิดผลึกใหม่จะขึ้นอยู่กับปริมาณการเปลี่ยนรูป
  • 4 : โลหะบริสุทธิ์มีอุณหภูมิการเกิดผลึกใหม่สูงกว่าโลหะผสม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 247 : 10 Structure-Property relationships
ข้อที่ 289 :
  • เหล็กกล้าไร้สนิมชนิดใดต่อไปนี้ที่แม่เหล็กดูดไม่ติด
  • 1 : เหล็กกล้าไร้สนิมเฟร์ไรต์ (Ferritic stainless steel)
  • 2 : เหล็กกล้าไร้สนิม ออสเทนไนต์ (Austenitic stainless steel)
  • 3 : เหล็กกล้าไร้สนิมมาร์เทนไซต์ (Martensitic stainless steel)
  • 4 : เหล็กกล้าไร้สนิมดูเพล็กซ์ (Duplex stainless steel)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 290 :
  • ถ้าแสงสามารถส่องทะลุผ่านแผ่นบางของอะลูมิเนียมออกไซด์ (Al2O3) ได้ทั้งหมด ข้อใดคือโครงสร้างของอะลูมิเนียมออกไซด์แผ่นนั้น
  • 1 : ผลึกเดี่ยว (Single crystal)
  • 2 : พหุผลึก (Polycrystal) เนื้อแน่นไม่มีช่องว่างภายใน
  • 3 : พหุผลึก (Polycrystal) ที่มีช่องว่างภายใน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 291 :
  • ถ้าแสงสามารถส่องทะลุผ่านแผ่นบางของอะลูมิเนียมออกไซด์ (Al2O3) ได้บางส่วน ข้อใดคือโครงสร้างของอะลูมิเนียมออกไซด์แผ่นนั้น
  • 1 : ผลึกเดี่ยว (Single crystal)
  • 2 : พหุผลึก (Polycrystal) เนื้อแน่นไม่มีช่องว่างภายใน
  • 3 : พหุผลึก (Polycrystal) ที่มีช่องว่างภายใน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 292 :
  • ถ้าแสงไม่สามารถส่องทะลุผ่านแผ่นบางของอะลูมิเนียมออกไซด์ (Al2O3) ได้ ข้อใดคือโครงสร้างของอะลูมิเนียมออกไซด์แผ่นนั้น
  • 1 : ผลึกเดี่ยว (Single crystal)
  • 2 : พหุผลึก (Polycrystal) เนื้อแน่นไม่มีช่องว่างภายใน
  • 3 : พหุผลึก (Polycrystal) ที่มีช่องว่างภายใน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 293 :
  • โครงสร้างผลึกชนิดใดต่อไปนี้สามารถเสียรูปจากการดึงได้ง่ายที่สุด
  • 1 : Hexagonal closed-pack (HCP)
  • 2 : Face-centered cubic (FCC)
  • 3 : Body-centered cubic (BCC)
  • 4 : Simple cubic (SC)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 294 :
  • เพราะเหตุใดเซอร์โคเนียมออกไซด์ (ZrO2) ที่ผสมด้วยอิเทียมออกไซด์ (Y2O3) หรือที่เรียกว่า Yttria-stabilized zirconia (YSZ) จึงสามารถนำมาใช้เป็นตัวตรวจวัดปริมาณก๊าซออกซิเจน (Oxygen sensor) ได้
  • 1 : เนื่องจากการผสมอิเทียมออกไซด์ทำให้เกิดช่องว่างของประจุบวก (Cation vacancy) ขึ้นในโครงสร้างผลึกของเซอร์โคเนียมออกไซด์ ทำให้ออกซิเจนไอออนสามารถเคลื่อนที่เข้ามาได้ จึงสามารถใช้ตรวจวัดปริมาณออกซิเจนได้
  • 2 : เนื่องจากการผสมอิเทียมออกไซด์ทำให้เกิดช่องว่างของประจุลบ (Anion vacancy) ขึ้นในโครงสร้างผลึกของเซอร์โคเนียมออกไซด์ ทำให้ออกซิเจนไอออนสามารถเคลื่อนที่เข้ามาได้ จึงสามารถใช้ตรวจวัดปริมาณออกซิเจนได้
  • 3 : เนื่องจากอิเทียมไอออนมีขนาดเล็กกว่าเซอร์โคเนียมไอออน เมื่อผสมกันแล้วเกิดการแทนที่ของประจุบวกขึ้น ส่งผลให้โครงสร้างผลึกของเซอร์โคเนียมออกไซด์เกิดการหดตัว ทำให้ออกซิเจนไอออนสามารถเคลื่อนที่เข้ามาได้ จึงสามารถใช้ตรวจวัดปริมาณออกซิเจนได้
  • 4 : เนื่องจากเนื่องจากอิเทียมไอออนมีขนาดใหญ่กว่าเซอร์โคเนียมไอออน เมื่อผสมกันแล้วเกิดการแทนที่ของประจุบวกขึ้น ส่งผลให้โครงสร้างผลึกของเซอร์โคเนียมออกไซด์เกิดการขยายตัว ทำให้ออกซิเจนไอออนสามารถเคลื่อนที่เข้ามาได้ จึงสามารถใช้ตรวจวัดปริมาณออกซิเจนได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 295 :
  • ทำไมเซรามิกที่มีโครงสร้างคล้ายกับผลึกเดี่ยว (Like a single crystal) ถึงยอมให้แสงผ่านได้ (Translucent)
  • 1 : เนื่องจากภายในเกรนมีการจัดเรียงอะตอมที่เกือบจะอยู่ในทิศทางเดียวกัน
  • 2 : เนื่องจากขอบเกรนมีความหนา
  • 3 : เนื่องจากภายในเกรนมีธาตุอื่นมาแทรก
  • 4 : เนื่องจากมีช่องว่างเกิดขึ้นภายในเกรน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 296 :
  • โครงสร้างจุลภาคระหว่างเพอร์ไลต์หยาบ (Coarse pearlite) และเพอร์ไลต์ละเอียด (Fine pearlite) โครงสร้างใดมีความแข็งแรงมากกว่า และเพราะอะไร
  • 1 : เพอร์ไลต์หยาบแข็งแรงมากกว่า เพราะมีปริมาณคาร์บอนอิสระมากกว่า
  • 2 : เพอร์ไลต์ละเอียดแข็งแรงมากกว่า เพราะมีปริมาณคาร์บอนอิสระมากกว่า
  • 3 : เพอร์ไลต์หยาบแข็งแรงมากกว่า เพราะมีขนาดของเกรนใหญ่กว่า
  • 4 : เพอร์ไลต์ละเอียดแข็งแรงมากกว่า เพราะมีขนาดของเกรนเล็กกว่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 297 :
  • จงเรียงลำดับโครงสร้างจุลภาคที่มีความแข็งจากมากไปน้อย
  • 1 : เพอร์ไลต์ (Pearlite), เบไนต์ (Bainite), มาร์เทนไซต์ (Martensite)
  • 2 : เบไนต์ (Bainite), เพอร์ไลต์ (Pearlite), มาร์เทนไซต์ (Martensite)
  • 3 : มาร์เทนไซต์ (Martensite), เบไนต์ (Bainite), เพอร์ไลต์ (Pearlite)
  • 4 : เบไนต์ (Bainite), มาร์เทนไซต์ (Martensite), เพอร์ไลต์ (Pearlite)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 298 :
  • โครงสร้างของเหล็กกล้าสเฟียรอยไดซ์ (Spheroidized steel) มีสมบัติทางกลอย่างไร และเพราะอะไร
  • 1 : มีความแข็งสูง เพราะปรากฏโครงสร้างของซีเมนไทต์ (Cementite) แบบแท่ง
  • 2 : มีความอ่อนตัวสูง เพราะปรากฏโครงสร้างของซีเมนไทต์ (Cementite) แบบกลม
  • 3 : มีความแข็งสูง เพราะปรากฏโครงสร้างของกราไฟต์ (Graphite) แบบแท่ง
  • 4 : มีความอ่อนตัวสูง เพราะปรากฏโครงสร้างของกราไฟต์ (Graphite) แบบกลม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 299 :
  • เซรามิกทั่วไปมีค่าของสมบัติในข้อใดน้อยกว่าของโลหะทั่วไป
  • 1 : Hardness
  • 2 : Thermal insulation
  • 3 : Toughness
  • 4 : Chemical resistance
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 300 :
  • วัสดุในข้อใดสามารถดูดกลืนพลังงานไว้ก่อนที่จะเสียรูปทรงอย่างถาวรได้สูง
  • 1 : แผ่นอะลูมิเนียม
  • 2 : แผ่นยาง
  • 3 : แผ่นกระจก
  • 4 : แผ่นสังกะสี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 248 : 11 Methods and tools for structure investigation
ข้อที่ 301 :
  • ถ้าต้องการวิเคราะห์โครงสร้างจุลภาคของชิ้นงานโลหะด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบแสง (Optical microscope) ควรเตรียมชิ้นงานอย่างไร
  • 1 : ขัดผิวชิ้นงานให้เรียบ
  • 2 : ขัดผิวชิ้นงานให้เรียบและกัดผิวชิ้นงานด้วยกรด
  • 3 : ขัดผิวจนชิ้นงานมีความบางมาก ๆ
  • 4 : ไม่ต้องเตรียมผิวชิ้นงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 302 :
  • ถ้าต้องการวิเคราะห์ลักษณะทางโครงสร้างจุลภาคของห้องเครื่องยนต์ดีเซลที่ผ่านกรรมวิธีการหล่อ ควรเลือกใช้เครื่องมือใด
  • 1 : มาตรวัดการเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ (X-ray diffractometer)
  • 2 : กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน (Transmission electron microscope)
  • 3 : กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบกราดวิเคราะห์ (Scanning electron microscope)
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 303 :
  • ถ้าต้องการตรวจสอบการยึดติดของผลิตภัณฑ์วงจรรวม (Integrated circuit) บนแผงวงจรรวม (Print circuit board) ด้วยการยึดพื้นผิว (Surface mount) ควรเลือกใช้เครื่องมือใด
  • 1 : กล้องถ่ายรูปดิจิตอล (Digital camera)
  • 2 : กล้องจุลทรรศน์แบบแสง (Optical microscope)
  • 3 : กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน (Transmission electron microscope)
  • 4 : มาตรวัดการเลี้ยวเบนของรังสีเอ็กซ์ (X-ray diffractometer)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 304 :
  • ถ้าต้องการวิเคราะห์การกระจายตัวของเฟสที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเชื่อมยึดติดของผลิตภัณฑ์วงจรรวม (Integrated circuit) บนแผงวงจรรวม (Print circuit board) ควรเลือกใช้เครื่องมือใด
  • 1 : มาตรวัดการเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ (X-ray diffractometer)
  • 2 : กล้องจุลทรรศน์แบบแสง (Optical microscope)
  • 3 : กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบกราดวิเคราะห์ (Scanning electron microscope)
  • 4 : กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน (Transmission electron microscope)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 305 :
  • ถ้าต้องการวิเคราะห์โครงสร้างผลึกของวัสดุ ควรเลือกใช้เครื่องมือใด
  • 1 : มาตรวัดการเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ (X-ray diffractometer)
  • 2 : กล้องจุลทรรศน์แบบแสง (Optical microscope)
  • 3 : กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบกราดวิเคราะห์ (Scanning electron microscope)
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 306 :
  • ถ้าต้องการวิเคราะห์ทิศทางการเรียงตัวของอะตอมในแว่นผลึกซิลิกอน (Silicon wafer) ควรเลือกใช้เครื่องมือใด
  • 1 : กล้องจุลทรรศน์แบบแสง (Optical microscope)
  • 2 : กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบกราดวิเคราะห์ (Scanning electron microscope)
  • 3 : กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน (Transmission electron microscope)
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 307 :
  • ถ้าต้องการบันทึกภาพของท่อน้ำที่เกิดการผุกร่อน ควรเลือกใช้เครื่องมือใด
  • 1 : กล้องถ่ายรูปดิจิตอล (Digital camera)
  • 2 : กล้องจุลทรรศน์แบบแสง (Optical microscope)
  • 3 : กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบกราดวิเคราะห์ (Scanning electron microscope)
  • 4 : กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่งผ่าน (Transmission electron microscope)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 308 :
  • ถ้าต้องการวิเคราะห์รูปร่างของผลึกนาโนคาร์บอนที่ผลิตได้ ควรเลือกใช้เครื่องมือใด
  • 1 : มาตรวัดการเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ (X-ray diffractometer)
  • 2 : กล้องจุลทรรศน์แบบแสง (Optical microscope)
  • 3 : เครื่องวัดการเรืองแสงของรังสีเอกซ์ (X-ray fluorescence spectroscope)
  • 4 : กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน (Transmission electron microscope)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 309 :
  • ถ้าต้องการวิเคราะห์โครงสร้างจุลภาคของก้อนโลหะด้วยกำลังขยายขนาด 5,000 เท่า ควรเลือกใช้เครื่องมือใด
  • 1 : Optical microscope
  • 2 : Optical spectroscope
  • 3 : Scanning electron microscope
  • 4 : Scanning tunneling electron microscope
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 310 :
  • ข้อใดไม่ใช่สิ่งที่กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบกราดวิเคราะห์ (Scanning electron microscope) สามารถให้ผลการวิเคราะห์ได้
  • 1 : การกระจายตัวของเฟส
  • 2 : ลักษณะพื้นผิวที่แตกหัก
  • 3 : โครงสร้างผลึกของเฟสต่างๆ ในชิ้นงาน
  • 4 : รูปร่างของเฟสต่างๆ ในชิ้นงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 311 :
  • ถ้าต้องการวิเคราะห์โครงสร้างการจัดเรียงตัวของอะตอมต่างๆ ควรเลือกใช้เครื่องมือใด
  • 1 : มาตรวัดการเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ (X-ray diffractometer)
  • 2 : กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน (Transmission electron microscope)
  • 3 : ข้อ 1 และ 2 ถูก
  • 4 : ข้อ 1 และ 2 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 312 :
  • กฏในข้อใดต่อไปนี้ที่จำเป็นต่อการศึกษาโครงสร้างผลึกด้วยเทคนิคการเลี้ยวเบนของรังสีเอ็กซ์
  • 1 : Pauli exclusion principle
  • 2 : Bragg’s law
  • 3 : Hund’s rule
  • 4 : Lever rule
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 249 : 12 Metals processing
ข้อที่ 313 :
  • ในการดึงเหล็กให้เป็นเส้นลวด ต้องใช้แรงดึงในช่วงใด
  • 1 : ไม่เกินความต้านแรงคราก (Yield strength)
  • 2 : ไม่เกินความต้านแรงดึง (Tensile strength)
  • 3 : มากกว่าความต้านแรงคราก (Yield strength) แต่ไม่เกินความต้านแรงดึง (Tensile strength)
  • 4 : มากกว่าความต้านแรงดึง (Tensile strength) แต่ไม่ถึงจุดแตกหัก (Fracture point)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 314 :
  • ในการตัดชิ้นงานต้องเลือกมีดตัดอย่างไร
  • 1 : มีดตัดต้องมีความแข็งมากกว่าชิ้นงาน
  • 2 : มีดตัดต้องมีความแข็งแรงมากกว่าชิ้นงาน
  • 3 : มีดตัดต้องมีความเหนียวมากกว่าชิ้นงาน
  • 4 : มีดตัดทนความร้อนได้ดี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 315 :
  • ข้อใดคือข้อดีของการขึ้นรูปด้วยการหล่อแบบหล่อทราย (Sand casting)
  • 1 : ผลิตได้เร็ว คราวละมาก ๆ
  • 2 : ต้นทุนแบบหล่อต่ำ
  • 3 : ชิ้นงานมีผิวเรียบ ไม่ต้องตกแต่งเพิ่ม
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 316 :
  • การขึ้นรูปเย็น (Cold working) หมายถึง การขึ้นรูปด้วยแรงทางกล ณ อุณหภูมิใด
  • 1 : อุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิห้อง
  • 2 : อุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิการเกิดผลึก (Crystallization temperature)
  • 3 : อุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิการตกผลึกใหม่ (Recrystallization temperature)
  • 4 : อุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิการเปลี่ยนสภาพจากเปราะเป็นดึงยืดได้ (Ductile-brittle transition temperature)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 317 :
  • กรรมวิธีการทางความร้อนใด คือ การเผาชิ้นงานที่ขึ้นรูปด้วยผงโลหะ เพื่อให้ผงโลหะเชื่อมติดกัน
  • 1 : การอบอ่อน (Annealing)
  • 2 : การอบปกติ (Normalizing)
  • 3 : การอบคืนตัว (Tempering)
  • 4 : การอบซินเตอร์ (Sintering)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 318 :
  • กรรมวิธีการขึ้นรูปโลหะใดต่อไปนี้ที่ก่อให้เกิดการสูญเปล่าของวัตถุดิบน้อยที่สุด
  • 1 : การหล่อด้วยแม่พิมพ์ทราย (Sand casting)
  • 2 : การหล่อแบบใช้แม่แบบ (Die casting)
  • 3 : การขึ้นรูปโลหะผง (Powder Metallurgy)
  • 4 : การตกแต่ง (Machining)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 319 :
  • ในการขึ้นรูปเย็น (Cold working) ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้องที่สุด
  • 1 : ควบคุมขนาดของชิ้นงานให้เที่ยงตรงได้ยาก
  • 2 : เกิดออกไซด์ที่ผิวชิ้นงาน
  • 3 : ชิ้นงานมีความแข็ง (Hardness) มากขึ้น
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 320 :
  • ข้อใดคือข้อดีของการขึ้นรูปร้อน (Hot working) ของโลหะ
  • 1 : สามารถลดขนาดชิ้นงานได้คราวละมาก ๆ
  • 2 : สามารถควบคุมขนาดของชิ้นงานได้ง่าย
  • 3 : ชิ้นงานมีความแข็งเพิ่มมากขึ้น
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 321 :
  • ข้อใดคือข้อด้อยของการขึ้นรูปร้อน (Hot working) ของโลหะ
  • 1 : ควบคุมขนาดของชิ้นงานให้เที่ยงตรงได้ยาก
  • 2 : ชิ้นงานมีความเปราะมากขึ้น
  • 3 : เกิดความเค้นตกค้างภายในเนื้อชิ้นงานมากขึ้น
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 322 :
  • ข้อใดคือข้อดีของการขึ้นรูปเย็น (Cold working) ของโลหะ
  • 1 : ได้ผิวชิ้นงานเรียบเป็นมัน สะอาด
  • 2 : ชิ้นงานมีความแข็งเพิ่มมากขึ้น
  • 3 : สามารถควบคุมขนาดของชิ้นงานได้ง่าย
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 323 :
  • กรรมวิธีการผลิตใดต่อไปนี้สามารถผลิตหัวค้อนได้แข็งแรงที่สุด
  • 1 : การหล่อขึ้นรูป (Casting)
  • 2 : การทุบขึ้นรูป (Forging)
  • 3 : การตกแต่งขึ้นรูป (Machining)
  • 4 : การอัดรีด (Extrusion)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 324 :
  • ในการหล่อชิ้นส่วนอะลูมิเนียมผสม ธาตุผสมชนิดใดที่ทำให้จุดหลอมเหลวของอะลูมิเนียมต่ำลงมากที่สุด
  • 1 : ทองแดง
  • 2 : ซิลิคอน
  • 3 : นิเกิล
  • 4 : แมงกานีส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 325 :
  • ถ้าต้องการผลิตชิ้นส่วนงานหล่ออะลูมิเนียมเป็นจำนวนมาก ควรเลือกใช้กรรมวิธีการหล่อชนิดใดต่อไปนี้
  • 1 : การหล่อด้วยแม่พิมพ์ทราย (Sand Casting)
  • 2 : การหล่อจากแบบพอกหุ่น (Investment casting)
  • 3 : การหล่อแบบใช้แม่แบบ (Die casting)
  • 4 : การหล่อแบบต่อเนื่อง (Continuous casting)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 326 :
  • ชิ้นงานโลหะที่ผ่านการขึ้นรูปด้วยกรรมวิธีการรีดเย็น (Cold rolling) จะมีลักษณะใด
  • 1 : ผิวเรียบ ความแข็งแรงลดลง
  • 2 : ผิวเรียบ ความแข็งแรงเพิ่มขึ้น
  • 3 : ผิวหยาบ ความแข็งแรงลดลง
  • 4 : ผิวหยาบ ความแข็งแรงเพิ่มขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 327 :
  • การหล่อชิ้นงานเครื่องประดับ นิยมใช้การหล่อแบบใด
  • 1 : การหล่อด้วยแม่พิมพ์ทราย (Sand casting)
  • 2 : การหล่อจากแบบพอกหุ่น (Investment casting)
  • 3 : การหล่อแบบใช้แม่แบบ (Die casting)
  • 4 : การหล่อแบบต่อเนื่อง (Continuous casting)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 328 :
  • ประแจ (Wrench) ที่สามารถใช้งานได้ทนทาน เป็นผลิตภัณฑ์ที่มักจะได้จากการขึ้นรูปด้วยกรรมวิธีใดต่อไปนี้
  • 1 : การรีด (Rolling)
  • 2 : การทุบขึ้นรูป (Forging)
  • 3 : การหล่อ (Casting)
  • 4 : การอัดรีด (Extrusion)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 329 :
  • ลวดสำหรับใช้ทำตะปู เป็นผลิตภัณฑ์ที่มักจะได้จากกรรมวิธีการขึ้นรูปใดต่อไปนี้
  • 1 : การรีดร้อน (Hot rolling)
  • 2 : การอัดรีด (Extrusion)
  • 3 : การดึงรีด (Drawing)
  • 4 : การรีดเย็น (Cold rolling)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 330 :
  • มีดกลึงที่มีความเหนียว (Toughness) มาก จะมีผลต่อการกลึงอย่างไร
  • 1 : สามารถใช้ความเร็วสูงได้
  • 2 : สามารถกินลึกชิ้นงานได้คราวละมาก ๆ
  • 3 : กลึงได้ชิ้นงานผิวเรียบ
  • 4 : มีดกลึงทนต่อการสึกดี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 331 :
  • ถ้าต้องการตัดแต่งชิ้นงานให้เป็นร่องรูปตัว L ดังรูปข้างล่างนี้ ควรเลือกใช้กรรมวิธีการใด
  • 1 : การกลึง (Turning)
  • 2 : การกัด (Milling)
  • 3 : การไส (Shaping)
  • 4 : การเจาะ (Drilling)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 332 :
  • ในการแล่นประสาน (Brazing) เพื่อทำให้แผ่นเหล็กสองแผ่นเชื่อมติดกัน ควรเลือกใช้ลวดเชื่อมชนิดใดต่อไปนี้
  • 1 : เหล็กกล้า
  • 2 : อะลูมิเนียม
  • 3 : ทองแดง
  • 4 : ทองเหลือง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 333 :
  • รูขึ้น (Riser) ในงานหล่อมีไว้เพื่ออะไร
  • 1 : เพื่อให้น้ำโลหะล้นออกมานอกแบบ
  • 2 : เพื่อให้น้ำโลหะในส่วนรูขึ้น (Riser) เติมเต็มในชิ้นส่วนงานหล่อขณะแข็งตัว
  • 3 : เพื่อให้มีการหดตัวหลังการเย็นตัวของงานหล่อ
  • 4 : เพื่อเพิ่มน้ำหนักในการกดทับแบบงานหล่อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 334 :
  • ปากแม่แบบ (Gate) ในงานหล่อมีไว้เพื่ออะไร
  • 1 : เป็นช่องสำหรับน้ำโลหะวิ่งเข้าแม่แบบ
  • 2 : เป็นช่องสำหรับเทน้ำโลหะ
  • 3 : เป็นช่องวิ่งของรูขึ้น (Riser)
  • 4 : เป็นรูไอของแบบหล่อทราย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 335 :
  • วัสดุในข้อใดต่อไปนี้มีความแข็ง (Hardness) สูงที่สุด
  • 1 : เหล็กกล้าความเร็วรอบสูง (High speed steel)
  • 2 : เหล็กกล้าคาร์บอนสูง (High carbon steel)
  • 3 : อะลูมินา (Alumina)
  • 4 : Cubic boron nitride
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 336 :
  • วัสดุในข้อใดต่อไปนี้มีความเหนียว (Toughness) สูงที่สุด
  • 1 : เหล็กกล้าคาร์บอนสูง (High carbon steel)
  • 2 : เหล็กกล้าความเร็วรอบสูง (High speed steel)
  • 3 : อะลูมินา (Alumina)
  • 4 : Cubic boron nitride
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 337 :
  • เหล็กกล้าชนิดใดต่อไปนี้ตัดแต่งได้ยากที่สุด
  • 1 : เหล็กกล้าไร้สนิมเฟร์ไรต์ (Ferritic stainless steel)
  • 2 : เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ (Low carbon steel)
  • 3 : เหล็กกล้าผสม (Alloy steel)
  • 4 : เหล็กกล้าเครื่องมือ (Tool steel)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 338 :
  • ในการรีด Slab เพื่อให้ได้เหล็กแผ่น (Sheet metal) ด้วยกรรมวิธีการรีดร้อน (Hot rolling) ควรเลือกใช้ลูกรีดแบบใด และความเร็วรอบอย่างไร เพื่อลดขนาดอย่างรวดเร็ว
  • 1 : ควรใช้ลูกรีดขนาดใหญ่ ผิวหยาบ และความเร็วสูง
  • 2 : ควรใช้ลูกรีดขนาดใหญ่ ผิวหยาบ และความเร็วรอบต่ำ
  • 3 : ควรใช้ลูกรีดขนาดใหญ่ ผิวละเอียด และความเร็วรอบสูง
  • 4 : ควรใช้ลูกรีดขนาดใหญ่ ผิวละเอียด และความเร็วรอบต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 339 :
  • ในการขึ้นรูปร้อน (Hot working) ของโลหะ ควรใช้อุณหภูมิที่มากกว่าค่าใด
  • 1 : อุณหภูมิตกผลึก (Recrystallization Temperature)
  • 2 : อุณหภูมิยูเทกทอยด์ (Eutectoid Temperature)
  • 3 : อุณหภูมิยูเทกติก (Eutectic Temperature)
  • 4 : อุณหภูมิจุดหลอมเหลว (Melting Temperature)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 340 :
  • Anodizing คืออะไร
  • 1 : การชุบผิวเหล็กให้สวยงาม
  • 2 : การชุบแข็งอะลูมิเนียม
  • 3 : การชุบแข็งผิวอะลูมิเนียม
  • 4 : การทำอะลูมิเนียมให้อ่อน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 341 :
  • โลหะในข้อใดต่อไปนี้สามารถหล่อได้ง่ายที่สุด
  • 1 : เหล็กหล่อเทา (Gray cast iron)
  • 2 : เหล็กหล่อขาว (White cast iron)
  • 3 : เหล็กหล่อเหนียว (Ductile cast iron)
  • 4 : เหล็กหล่ออบเหนียว (Malleable cast iron)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 342 :
  • กระบวนการในข้อใดต่อไปนี้สามารถชุบแข็งผิวเหล็กที่ให้ความแข็งสูงที่สุด
  • 1 : คาร์บูไรซิ่ง (Carburizing)
  • 2 : ไนไตร์ดิ้ง (Nitriding)
  • 3 : ใช้กระแสเหนี่ยวนำ (Induction hardening)
  • 4 : ใช้เปลวเพลิง (Flame hardening)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 343 :
  • การลดปัญหาการแตกร้าวในการเชื่อมเหล็กกล้าผสมต่ำสามารถทำได้โดยวิธีใดต่อไปนี้
  • 1 : ให้ความร้อนชิ้นงานก่อนเชื่อม
  • 2 : อบชิ้นงานหลังการเชื่อม
  • 3 : ใช้ก๊าซเฉื่อยคลุมขณะเชื่อม
  • 4 : เชื่อมโดยใช้กำลังไฟฟ้าต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 344 :
  • กระบวนการผลิตในข้อใดต่อไปนี้ที่เหมาะที่สุดในการผลิตใบพัดของเครื่องกังหันก๊าซ (Gas turbine blades)
  • 1 : การหล่อด้วยแม่พิมพ์ทราย (Sand casting)
  • 2 : การหล่อแบบใช้แม่แบบ (Die casting)
  • 3 : การหล่อจากแบบพอกหุ่น (Investment casting)
  • 4 : การทุบขึ้นรูป (Forging)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 345 :
  • กรรมวิธีใดต่อไปนี้สามารถผลิตแผ่นเหล็กกล้าที่มีขนาดเที่ยงตรงตามที่ต้องการได้ดีที่สุด
  • 1 : การรีดร้อน (Hot rolling)
  • 2 : การรีดเย็น (Cold rolling)
  • 3 : การทุบขึ้นรูป (Forging)
  • 4 : การดึงรีด (Drawing)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 346 :
  • ข้อใดไม่ใช่กลไกการเพิ่มความแข็งแรงให้กับอะลูมิเนียมและอะลูมิเนียมผสม
  • 1 : การขึ้นรูปเย็น (Cold working)
  • 2 : การขึ้นรูปร้อน (Hot working)
  • 3 : การชุบแข็งแบบตกตะกอน (Precipitate hardening)
  • 4 : การทำให้เป็นสารละลายของแข็ง (Solid solution)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 347 :
  • กรรมวิธีใดต่อไปนี้เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์โลหะที่มีจุดหลอมเหลวสูงและมีสภาพการดึงยืดได้น้อย
  • 1 : การหล่อแบบพอกหุ่น (Investment casting)
  • 2 : การอัดรีด (Extrusion)
  • 3 : กรรมวิธีโลหะผง (Powder metallurgy)
  • 4 : การรีดร้อน (Hot rolling)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 348 :
  • กระบวนการใดที่เหมาะสมสำหรับการขึ้นรูปแผ่นโลหะให้เป็นชิ้นงานรูปถ้วย
  • 1 : การหล่อขึ้นรูป (Casting)
  • 2 : การทุบขึ้นรูป (Forging)
  • 3 : การลากขึ้นรูป (Deep drawing)
  • 4 : การอัดรีด (Extrusion)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 250 : 13 Ceramics processing
ข้อที่ 349 :
  • ผลิตภัณฑ์เซรามิกในข้อใดเหมาะกับการขึ้นรูปโดยการอัด (Pressing)
  • 1 : อ่างล้างหน้า
  • 2 : กระเบื้องปูพื้นและผนัง
  • 3 : แจกัน
  • 4 : ถ้วยกาแฟ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 350 :
  • ผลิตภัณฑ์เซรามิกในข้อใดเหมาะกับการขึ้นรูปโดยการหล่อแบบ (Slip casting)
  • 1 : อ่างล้างหน้า
  • 2 : กระเบื้องปูพื้นและผนัง
  • 3 : โอ่งมังกร
  • 4 : ท่อระบายน้ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 351 :
  • ผลิตภัณฑ์เซรามิกในข้อใดเหมาะกับการขึ้นรูปโดยการอัดรีด (Extrusion)
  • 1 : สุขภัณฑ์ในห้องน้ำ
  • 2 : ถ้วยกาแฟ
  • 3 : กระเบื้องมุงหลังคา
  • 4 : ท่อน้ำทิ้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 352 :
  • ข้อใดต่อไปนี้จะไม่เกิดขึ้นเมื่อให้ความร้อนกับเซรามิกในกระบวนการอบแห้ง (Drying)
  • 1 : น้ำระหว่างอนุภาคถูกขจัดออก
  • 2 : สารอินทรีย์ถูกขจัดออก
  • 3 : ผลิตภัณฑ์หลังอบมีขนาดใหญ่ขึ้น
  • 4 : ผลิตภัณฑ์หลังอบมีความแข็งแรงต่ำและเปราะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 353 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่เกิดขึ้นในกระบวนการ Sintering
  • 1 : Solid-state diffusion
  • 2 : อนุภาคเกิดการเชื่อมต่อกันบริเวณที่สัมผัสกับอนุภาคอื่น
  • 3 : เกิดการหลอมละลายเป็นของเหลว
  • 4 : ช่องว่างระหว่างอนุภาคมีขนาดเล็กลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 354 :
  • ในการขึ้นรูปเซรามิกชนิดที่มีดินเป็นองค์ประกอบหลัก (Clay products) โดยวิธีการหล่อแบบ (Slip casting) ใช้วัสดุใดเป็นแบบหล่อ
  • 1 : ทราย
  • 2 : โลหะ
  • 3 : ยาง
  • 4 : ปูนปลาสเตอร์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 355 :
  • ในการผลิตเซรามิกชนิดที่มีดินเป็นองค์ประกอบหลัก (Clay products) ด้วยวิธีการหล่อแบบ (Slip casting) แบบที่ใช้ในการขึ้นรูปควรมีลักษณะอย่างไรและเพราะเหตุใด
  • 1 : เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการขยายขนาด จึงต้องทำให้แบบมีขนาดเล็กกว่างานจริง
  • 2 : เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ได้มีจะมีขนาดเท่าเดิม ดังนั้นแบบจะมีขนาดเท่างานจริง
  • 3 : เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการหดตัว จึงต้องทำให้แบบมีขนาดใหญ่กว่างานจริง
  • 4 : ผลิตภัณฑ์ที่ได้อาจจะหดตัวหรือขยายตัวก็ได้ การเผื่อขนาดแบบแล้วแต่ชนิดของผลิตภัณฑ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 356 :
  • กระจก เป็นผลิตภัณฑ์ที่มักจะได้จากการขึ้นรูปแบบใด
  • 1 : การเป่า (Blowing)
  • 2 : การอัด (Pressing)
  • 3 : การดึง (Drawing)
  • 4 : การอัดรีด (Extrusion)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 357 :
  • ผลิตภัณฑ์ประเภทใดขึ้นรูปโดยการเป่า (Blowing)
  • 1 : ขวดแก้ว
  • 2 : จานแก้ว
  • 3 : กระจก
  • 4 : เลนส์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 358 :
  • ข้อใดไม่ใช่วัตถุประสงค์ในการใช้ดินเป็นวัตถุดิบในเซรามิกดั้งเดิม (Conventional ceramics)
  • 1 : ดินช่วยในเรื่องความเหนียวขณะขึ้นรูปทำให้ขึ้นรูปได้ง่าย
  • 2 : ดินช่วยให้เซรามิกคงรูปอยู่ได้ขณะเผา
  • 3 : ดินช่วยให้เซรามิกมีความหนาแน่นสูง
  • 4 : ดินมีราคาถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 359 :
  • ในการบดผสมวัตถุดิบสำหรับผลิตเซรามิก ทำไมจึงต้องมีการควบคุมการกระจายขนาดอนุภาค (Particle size distribution)
  • 1 : เพื่อให้วัตถุดิบหลอมตัวได้ง่าย
  • 2 : เพื่อให้วัตถุดิบสามารถอัดตัวกันเพื่อให้มีช่องว่างน้อยที่สุด
  • 3 : เพื่อให้วัตถุดิบผสมกันได้ดียิ่งขึ้น
  • 4 : เพื่อให้วัตถุดิบไม่เกิดการหดตัวหลังให้ความร้อน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 360 :
  • ถ้าต้องการขึ้นรูปท่อเซรามิกที่มีความยาวและมีหน้าตัดเหมือนกันตลอดความยาวชิ้นงาน 1 เมตร ควรขึ้นรูปด้วยวิธีใด
  • 1 : การอัด (Pressing)
  • 2 : การอัดรีด (Extrusion)
  • 3 : การฉีด (Injection)
  • 4 : การเป่า (Blowing)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 361 :
  • ในกระบวนการอบ ทำไมผลิตภัณฑ์เซรามิกที่ผนังมีความหนามากมีแนวโน้มที่จะเกิดการแตกได้ง่ายกว่าเซรามิกที่มีผนังบาง
  • 1 : การหดตัวที่ผิว (Surface) กับเนื้อส่วนใน (Interior) มีค่าแตกต่างกัน
  • 2 : ผลิตภัณฑ์ผนังหนาต้องอบที่อุณหภูมิสูงกว่าผลิตภัณฑ์ผนังบาง
  • 3 : น้ำในเนื้อส่วนใน (Interior) ของผลิตภัณฑ์ผนังหนาสามารถกำจัดออกได้ง่าย
  • 4 : ผลิตภัณฑ์ผนังหนามีความแข็งแรงน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ผนังบาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 362 :
  • การเกิดเป็นเนื้อแก้ว (Vitrification) จะทำให้เกิดผลในข้อใด
  • 1 : สัมประสิทธิ์การขยายตัวเนื่องจากความร้อน (Coefficient of thermal expansion) ต่ำลง
  • 2 : การนำความร้อน (Thermal conductivity) ต่ำลง
  • 3 : การนำไฟฟ้า (Electrical conductivity) ดีขึ้น
  • 4 : การเสียรูป (Warpage) ต่ำลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 363 :
  • ในเซรามิกแบบดั้งเดิม (Conventional ceramic) การเติม Flux จะมีประโยชน์ในเรื่องใด
  • 1 : ทำให้ผลิตภัณฑ์เกิดเป็นเนื้อแก้ว
  • 2 : ทำให้การเกิดเป็นเนื้อแก้วสามารถเกิดที่อุณหภูมิต่ำลง
  • 3 : ไม่ให้ผลิตภัณฑ์เกิดการหดตัว
  • 4 : ทำให้มีความเปราะน้อยลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 364 :
  • ข้อใดเป็นกระบวนการที่สำคัญที่ใช้ในการทำกระจกนิรภัย (Safety glass) สำหรับกระจกหน้ารถ
  • 1 : Pressing
  • 2 : Drying
  • 3 : Tempering
  • 4 : Blowing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 365 :
  • กระบวนการในข้อใดต่อไปนี้ทำให้ชิ้นงานเซรามิกมีความหนาแน่นมากขึ้นและมีรูพรุนน้อยลง
  • 1 : Drying
  • 2 : Pressing
  • 3 : Casting
  • 4 : Sintering
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 366 :
  • ขวดเบียร์เป็นผลิตภัณฑ์ที่มักจะได้จากกรรมวิธีการขึ้นรูปใดต่อไปนี้
  • 1 : Pressing
  • 2 : Extrusion
  • 3 : Blowing
  • 4 : Casting
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 367 :
  • กระจกหน้าต่างเป็นผลิตภัณฑ์ที่มักจะได้จากกรรมวิธีการขึ้นรูปใดต่อไปนี้
  • 1 : Pressing
  • 2 : Drawing
  • 3 : Blowing
  • 4 : Casting
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 368 :
  • ข้อใดกล่าวเกี่ยวกับกรรมวิธีทางความร้อนของแก้วไม่ถูกต้อง
  • 1 : การอบอ่อนแก้วทำเพื่อลดปริมาณความเค้นตกค้างของชิ้นงาน
  • 2 : การอบอ่อนแก้วทำได้โดยการให้ความร้อนถึงจุดอ่อนตัวแล้วปล่อยให้เย็นตัวช้าๆ จนถึงอุณหภูมิห้อง
  • 3 : การเพิ่มความแข็งให้กับแก้ว (Glass tempering)  ทำได้โดยการให้ความร้อนถึงจุดอ่อนตัว แล้วทำให้เย็นตัวอย่างรวดเร็วโดยการเป่าลม
  • 4 : ชิ้นงานที่เย็นตัวอย่างรวดเร็วจากการเพิ่มความแข็งให้กับแก้ว (Glass tempering) จะทำให้เกิดความเค้นอัดที่ผิวและเกิดความเค้นแรงดึงที่เนื้อภายใน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 251 : 14 Polymers processing
ข้อที่ 369 :
  • ผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์ที่ได้จากการขึ้นรูปด้วยเครื่องอัดรีด (Extrusion) จะมีลักษณะแบบใด
  • 1 : เป็นภาชนะกลวง
  • 2 : รูปร่างลักษณะซับซ้อนมาก
  • 3 : รูปร่างหน้าตัดเหมือนกันตลอดความยาวของชิ้นงาน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 370 :
  • กระบวนการขึ้นรูปชนิดใดที่ไม่นิยมใช้กับพอลิเมอร์ชนิดเทอร์โมพลาสติก (Thermoplastic)
  • 1 : การฉีดขึ้นรูป (Injection molding)
  • 2 : การเป่าขึ้นรูป (Blow molding)
  • 3 : การรีดให้เป็นแผ่น (Calendering)
  • 4 : การหล่อ (Casting)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 371 :
  • ข้อใดคือส่วนประกอบที่สำคัญของเครื่องขึ้นรูปแบบฉีด (Injection molding)
  • 1 : หน่วยฉีด (Injection unit)
  • 2 : หน่วยจับยึด (Clamping unit)
  • 3 : แม่พิมพ์ (Mold)
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 372 :
  • ท่อพลาสติก เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการขึ้นรูปแบบใด
  • 1 : การฉีดขึ้นรูป (Injection molding)
  • 2 : การเป่าขึ้นรูป (Blow molding)
  • 3 : การอัดรีด (Extrusion)
  • 4 : การอัดเข้ากับแบบ (Compression molding)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 373 :
  • ขวดพลาสติก เป็นผลิตภัณฑ์ที่มักจะได้จากการขึ้นรูปแบบใด
  • 1 : การฉีดขึ้นรูป (Injection molding)
  • 2 : การเป่าขึ้นรูป (Blow molding)
  • 3 : การอัดรีด (Extrusion)
  • 4 : การอัดเข้ากับแบบ (Compression molding)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 374 :
  • ผงถ่าน (Carbon black) ที่ใช้เป็นส่วนผสมในยางรถยนต์ เป็นสารเติมแต่งชนิดใด
  • 1 : สี (Colorant)
  • 2 : สารเสริมแรง (Reinforcing filler)
  • 3 : สารไม่เสริมแรง (Non-reinforcing filler)
  • 4 : สารป้องกันการติดไฟ (Flame retardant)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 375 :
  • ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพอลิเมอร์ชนิดใดต่อไปนี้มีการหดตัวหลังกระบวนการขึ้นรูปมากที่สุด
  • 1 : วัสดุยืดหยุ่น (Elastomer)
  • 2 : เทอร์โมเซตติ้ง (Thermosetting)
  • 3 : เทอร์โมพลาสติกชนิดที่เกิดโครงสร้างผลึก (Crystalline thermoplastic)
  • 4 : เทอร์โมพลาสติกชนิดที่ไม่เกิดโครงสร้างผลึก  (Non-crystalline thermoplastic)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 376 :
  • สารเติมแต่งชนิดไม่เสริมแรง (Non-reinforcing filler) นิยมใช้ผสมในพอลิเมอร์ก่อนทำการขึ้นรูปเพราะเหตุใด
  • 1 : เพื่อให้สีสวยขึ้น
  • 2 : เพื่อลดต้นทุน
  • 3 : เพื่อให้ใช้ในช่วงอุณหภูมิที่กว้างขึ้น
  • 4 : เพื่อใช้ในการหล่อลื่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 377 :
  • พอลิไวนิล คลอไรด์ (Polyvinyl chloride) สามารถนำมาใช้เป็นหนังเทียมได้ ถ้าหากเติมสารเติมแต่งชนิดใดลงไปในกระบวนการผลิต
  • 1 : สารหล่อลื่น (Lubricant)
  • 2 : สารเสริมแรง (Reinforcing filler)
  • 3 : สารป้องกันการแตกหักของสายโซ่โมเลกุล (Stabilizer)
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 378 :
  • เพราะเหตุใดกระบวนการขึ้นรูปแบบอัดเข้ากับแบบ (Compression molding) จึงนิยมใช้กับพอลิเมอร์ชนิดเทอร์โมเซตติ้ง  (Thermosetting) มากกว่าพอลิเมอร์ชนิดเทอร์โมพลาสติก (Thermoplastic)
  • 1 : การขึ้นรูปเทอร์โมเซตติ้ง ไม่จำเป็นต้องมีการหล่อเย็น
  • 2 : ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการขึ้นรูปเทอร์โมเซตติ้ง มีผิวที่เป็นมันวาวกว่า
  • 3 : ประหยัดพลังงาน เนื่องจากในกระบวนการผลิตเทอร์โมเซตติ้ง มีความต้องการใช้อุณหภูมิที่ต่ำกว่าในกระบวนการผลิตเทอร์โมพลาสติก
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 379 :
  • สารเติมแต่งที่นิยมใช้ในการทำให้ยางเกิดโครงสร้างตาข่าย (Network) ขณะขึ้นรูปคือข้อใด
  • 1 : หินปูน
  • 2 : กำมะถัน
  • 3 : ผงถ่าน
  • 4 : ขี้ผึ้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 380 :
  • กระบวนการขึ้นรูปพอลิเมอร์โดยวิธีการอัดรีดเป่าขึ้นรูป (Extrusion blow molding) จะมีความแตกต่างจากกระบวนการขึ้นรูปโดยวิธีการฉีดเป่าขึ้นรูป (Injection blow molding) อย่างไร
  • 1 : ชนิดของพอลิเมอร์ที่ใช้แตกต่างกัน
  • 2 : ผลิตภัณฑ์ที่ได้เป็นภาชนะกลวง
  • 3 : รูปร่างผลิตภัณฑ์ที่ได้มีความซับซ้อนเหมือนกัน
  • 4 : เทคนิคที่ใช้ในการเป่าด้วยวิธีการฉีดเป่าขึ้นรูป (Injection blow molding) ยุ่งยากกว่าการเป่าด้วยวิธีการอัดรีดเป่าขึ้นรูป (Extrusion blow molding)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 381 :
  • ช้อนพลาสติกตักไอศกรีม เป็นผลิตภัณฑ์ที่มักจะได้จากการขึ้นรูปแบบใด
  • 1 : การหล่อ (Casting)
  • 2 : การอัดเข้าแบบ (Compression molding)
  • 3 : การฉีดขึ้นรูป (Injection molding)
  • 4 : การอัดรีด (Extrusion)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 382 :
  • กล่องพลาสติกใสสำหรับใส่ขนมเค้กชิ้นเล็กๆ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มักจะได้จากการขึ้นรูปแบบใด
  • 1 : การขึ้นรูปด้วยความร้อน (Thermo-forming)
  • 2 : การอัดเข้าแบบ (Compression molding)
  • 3 : การฉีดขึ้นรูป (Injection molding)
  • 4 : การเป่าขึ้นรูป (Blow molding)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 383 :
  • จานข้าวเมลามีน (Melamine) เป็นผลิตภัณฑ์ที่มักจะได้จากการขึ้นรูปแบบใด
  • 1 : การขึ้นรูปด้วยความร้อน (Thermo-forming)
  • 2 : การอัดเข้าแบบ (Compression molding)
  • 3 : การฉีดขึ้นรูป (Injection molding)
  • 4 : การเป่าขึ้นรูป (Blow molding)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 384 :
  • ยางลบดินสอ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มักจะได้จากการขึ้นรูปแบบใด
  • 1 : การอัดรีด (Extrusion)
  • 2 : การอัดเข้าแบบ (Compression molding)
  • 3 : การฉีดขึ้นรูป (Injection molding)
  • 4 : การเป่าขึ้นรูป (Blow molding)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 385 :
  • สารเติมแต่งประเภทใดต่อไปนี้ใช้สำหรับลดความรุนแรงของอัคคีภัยที่เกิดขึ้นกับวัสดุพอลิเมอร์
  • 1 : Stabilizer
  • 2 : Colorant
  • 3 : Flame retardant
  • 4 : Filler
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 386 :
  • แผ่นฟิล์มพลาสติกเป็นผลิตภัณฑ์ที่มักจะได้จากกรรมวิธีการขึ้นรูปใดต่อไปนี้
  • 1 : Injection molding
  • 2 : Extrusion
  • 3 : Casting
  • 4 : Blow molding
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 387 :
  • ขั้นตอนใดต่อไปนี้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์พอลิเมอร์แบบเติม (Addition polymerization)
  • 1 : Initiation
  • 2 : Termination
  • 3 : Condensation
  • 4 : Propagation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 388 :
  • ผลิตภัณฑ์ในข้อใดไม่สามารถขึ้นรูปด้วยกระบวนการฉีด (Injection molding) ได้
  • 1 : เปลือกหุ้มสายเคเบิล
  • 2 : ใบพัดลม
  • 3 : แผ่นซีดี
  • 4 : ฝาครอบโทรศัพท์มือถือ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 252 : 15 Composite materials
ข้อที่ 389 :
  • วัตถุประสงค์หลักในการพัฒนาวัสดุเชิงประกอบ (Composites) คือข้อใด
  • 1 : เพิ่มความรวดเร็วในการผลิตและประสิทธิภาพการผลิต
  • 2 : ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
  • 3 : ปรับปรุงสมบัติบางประการของชิ้นงาน เช่น ความแข็งแรง
  • 4 : ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 390 :
  • วัสดุในข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่วัสดุเชิงประกอบ (Composites)
  • 1 : ซีเมนต์ (Cement)
  • 2 : คอนกรีต (Concrete)
  • 3 : คอนกรีตเสริมเหล็ก (Reinforced concrete)
  • 4 : โฟม (Foam)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 391 :
  • ผลิตภัณฑ์ใดต่อไปนี้ที่นิยมผลิตจากวัสดุเชิงประกอบ (Composites)
  • 1 : ถ้วยกาแฟ
  • 2 : หม้อหุงข้าว
  • 3 : ไม้เทนนิส
  • 4 : กรอบแว่นตา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 392 :
  • ไฟเบอร์กลาส (Fiberglass) เป็นวัสดุชนิดใด
  • 1 : เป็นแก้ว (Glass) ที่นำมาขึ้นรูปเป็นเส้นใย (Fiber)
  • 2 : เป็นวัสดุเชิงประกอบ (Composite) ที่มีเทอร์โมเซท (Thermoset) เป็นโครงสร้างพื้น (Matrix)
  • 3 : เป็นวัสดุเชิงประกอบที่มีเทอร์โมพลาสติก (Thermoplastic) เป็นโครงสร้างพื้น
  • 4 : เป็นวัสดุเชิงประกอบที่มีเซรามิก (Ceramic) เป็นโครงสร้างพื้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 393 :
  • ใยแก้ว (Glass fibers) ประกอบด้วยสารประกอบชนิดใดมากที่สุด
  • 1 : SiO2
  • 2 : Al2O3
  • 3 : CaO
  • 4 : MgO
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 394 :
  • เซอร์เมท (Cermet) เป็นวัสดุชนิดใด
  • 1 : เซรามิก
  • 2 : วัสดุเชิงประกอบ (Composite) มีโลหะเป็นโครงสร้างพื้น (Matrix)
  • 3 : วัสดุเชิงประกอบ (Composite) มีเซรามิกเป็นโครงสร้างพื้น (Matrix)
  • 4 : โลหะชนิดหนึ่ง มีความแข็งสูง ใช้เป็นมีดกลึง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 395 :
  • เคฟลาร์ (Kevlar) เป็นเส้นใยชนิดใด
  • 1 : เส้นใยธรรมชาติ
  • 2 : เส้นใยพอลิเมอร์สังเคราะห์
  • 3 : เส้นใยแก้ว
  • 4 : เส้นใยคาร์บอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 396 :
  • กระบวนการในข้อใดต่อไปนี้ที่ใช้ในการผลิตเส้นใยคาร์บอน (Carbon fibers)
  • 1 : Pyrolysis
  • 2 : Hydrolysis
  • 3 : Synthesis
  • 4 : Analysis
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 397 :
  • วัสดุเชิงประกอบ (Composite) ชนิดใดต่อไปนี้ที่เหมาะสำหรับผลิตก้านสูบ (Connecting rods) ในเครื่องยนต์
  • 1 : อะลูมิเนียมเสริมใยแก้ว (Glass fibers)
  • 2 : อะลูมิเนียมเสริมใยซิลิกอนคาร์ไบด์ (SiC)
  • 3 : อะลูมิเนียมเสริมใยหิน (Asbestos)
  • 4 : อะลูมิเนียมเสริมใยเหล็ก (Steel)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 398 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นวัสดุเชิงประกอบที่มีสมบัติแบบไอโซทรอปิก
  • 1 : คานไม้
  • 2 : โครงเครื่องบินไฟเบอร์กลาส
  • 3 : ยางรถยนต์เสริมแรงด้วยคาร์บอนแบล็ก
  • 4 : ชิ้นส่วนกระสวยอวกาศทำจากเส้นใยยาวเคฟลาร์และอีพอกซี (Kevlar-epoxy)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 399 :
  • ข้อใดไม่ใช้วิธีเพิ่มความแข็งแรงให้กับวัสดุเชิงประกอบ
  • 1 : ลดขนาดของอนุภาคให้เล็กลง
  • 2 : ลดความยาวเส้นใยเสริมแรงให้สั้นลง
  • 3 : เพิ่มแรงยึดเหนี่ยวระหว่างเนื้อพื้นและอนุภาคเสริมแรง
  • 4 : ปรับการกระจายตัวของอนุภาคในเนื้อพื้นให้สม่ำเสมอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 400 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ คือหน้าที่ของเฟสกระจายตัว (Disperse phase) ในวัสดุเชิงประกอบ
  • 1 : เป็นตัวกลางในการถ่ายโอนแรงจากภายนอกให้กับวัสดุผสม
  • 2 : เสริมสมบัติของวัสดุผสมให้ดีขึ้น
  • 3 : ป้องกันความเสียหายของเฟสเนื้อพื้น (Matrix) จากสภาพแวดล้อม
  • 4 : ลดต้นทุนการผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
สภาวิศวกร