สภาวิศวกร

สาขา : อุตสาหการ

วิชา : Maintenance Engineering

เนื้อหาวิชา : 220 : 01 แนวคิด ประเภท Objectives ของ Maintenance
ข้อที่ 1 :
  • ในการบำรุงรักษาด้วยตนเอง (Self Maintenance) กิจกรรมใดต่อไปนี้ไม่ใช่กิจกรรมเพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพ
  • 1 : การใช้เครื่องจักรอย่างถูกวิธี
  • 2 : การซ่อมแซมกรณีเกิดเหตุขัดข้องแบบฉุกเฉิน
  • 3 : การหยอดน้ำมันหล่อลื่นในจุดที่จำเป็น
  • 4 : การทำความสะอาดเครื่องจักร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 2 :
  • ข้อใดที่มักจะเป็นผลมาจากการที่โรงงานอุตสาหกรรมมีระบบซ่อมบำรุงที่ดี
  • 1 : เดินเครื่องจักรทำการผลิตได้อย่างราบรื่น
  • 2 : ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพดี
  • 3 : ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำลง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 3 :
  • หากต้นทุนของงานซ่อมบำรุงคิดเป็นร้อยละ 20 ของยอดขาย และกำไรคิดเป็นร้อยละ 10 ของยอดขาย การลดต้นทุนในงานซ่อมบำรุงลงร้อยละ 10 จะเป็นผลให้กำไรเพิ่มขึ้นร้อยละเท่าไร
  • 1 : ร้อยละ 10
  • 2 : ร้อยละ 20
  • 3 : ร้อยละ 30
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 4 :
  • ข้อใดเป็นค่าประสิทธิผลเชิงรวมของโรงงานที่ขาดระบบซ่อมบำรุงที่ดี ที่ระบุโดยนายเซอิจิ นากาจิมา ผู้เชี่ยวชาญด้านการซ่อมบำรุงรักษาโรงงานอุตสาหกรรมชาวญี่ปุ่น
  • 1 : ร้อยละ 50
  • 2 : ร้อยละ 60
  • 3 : ร้อยละ 70
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 5 :
  • ข้อใดที่มีผลทำให้ประสิทธิผลเชิงรวมของเครื่องจักรต่ำลง
  • 1 : เครื่องจักรชำรุดหยุดงานบ่อยครั้ง
  • 2 : เครื่องจักรเดินช้ากว่าความเร็วมาตรฐาน
  • 3 : ต้องซ้ำงานที่ออกจากเครื่องใหม่
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 6 :
  • ประเทศใดที่ถือกันว่าเป็นแหล่งที่เกิดของวิธีการจัดการงานซ่อมบำรุงโรงงานอุตสาหกรรมที่เรียกว่าการซ่อมบำรุงทวีผลเชิงรวม (Total Productive Maintenance)
  • 1 : ญี่ปุ่น
  • 2 : เยอรมัน
  • 3 : สหรัฐอเมริกา
  • 4 : อังกฤษ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 7 :
  • ข้อใดที่ไม่ถือว่าเป็นงานซ่อมบำรุงป้องกัน
  • 1 : การขจัดจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องที่เป็นสาเหตุให้เกิดการชำรุดขัดข้อง
  • 2 : การตรวจสอบสภาพเครื่องจักร
  • 3 : การเปลี่ยนชิ้นส่วนที่หมดอายุ
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 8 :
  • ข้อใดเป็นระดับผลผลิตของสายการผลิตที่จะเพิ่มขึ้น หากการปรับปรุงระบบซ่อมบำรุงทำให้ประสิทธิผลเชิงรวมของสายการผลิตเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 90
  • 1 : ร้อยละ 30
  • 2 : ร้อยละ 40
  • 3 : ร้อยละ 50
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 9 :
  • ข้อใดที่เป็นกิจกรรมหลักของการซ่อมบำรุงทวีผลเชิงรวม (Total Productive Maintenance)
  • 1 : การปรับปรุงแบบเน้นชัดในจุดที่เป็นปัญหา
  • 2 : การซ่อมบำรุงด้วยตนเองของพนักงานที่ใช้เครื่อง
  • 3 : การให้การศึกษาและฝึกอบรมพนักงาน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 10 :
  • ข้อใดที่เป็นระยะเวลาที่มักจะต้องใช้ในการพัฒนาระบบซ่อมบำรุงให้เป็นแบบการซ่อมบำรุงทวีผลเชิงรวม (Total Productive Maintenance - TPM)
  • 1 : 3-4 เดือน
  • 2 : 6-12 เดือน
  • 3 : 3-4 ปี
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 11 :
  • การจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาทำหน้าที่ในการส่งเสริมผลักดัน อยู่ในช่วงใดของการพัฒนาระบบซ่อมบำรุงให้เป็นแบบการซ่อมบำรุงทวีผลเชิงรวม (Total Productive Maintenance - TPM)
  • 1 : ช่วงเตรียมการ
  • 2 : ช่วงเริ่มงาน
  • 3 : ช่วงดำเนินงาน
  • 4 : ช่วงรักษาและพัฒนาระบบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 12 :
  • การจัดงานเปิดตัวเพื่อแสดงความตั้งใจที่จะพัฒนาระบบซ่อมบำรุงโดยพนักงานทุกคน และอาจมีการเชิญชวนลูกค้าและผู้ส่งมอบเข้าร่วมงานด้วย เป็นขั้นตอนที่อยู่ในช่วงใดของการพัฒนาระบบซ่อมบำรุงให้เป็นแบบการซ่อมบำรุงทวีผลเชิงรวม (Total Productive Maintenance - TPM)
  • 1 : ช่วงเตรียมการ
  • 2 : ช่วงเริ่มงาน
  • 3 : ช่วงดำเนินงาน
  • 4 : ช่วงรักษาและพัฒนาระบบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 13 :
  • การฝึกอบรมบุคลากรเป็นขั้นตอนที่อยู่ในช่วงใดของการพัฒนาระบบซ่อมบำรุงให้เป็นแบบการซ่อมบำรุงทวีผลเชิงรวม (Total Productive Maintenance - TPM)
  • 1 : ช่วงเตรียมการ
  • 2 : ช่วงเริ่มงาน
  • 3 : ช่วงดำเนินงาน
  • 4 : ช่วงรักษาและพัฒนาระบบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 14 :
  • รางวัลด้านการบำรุงรักษาโรงงาน เช่น TPM Excellent Award อาจนำมาใช้ในช่วงใดของการพัฒนาระบบซ่อมบำรุงให้เป็นแบบการซ่อมบำรุงทวีผลเชิงรวม (Total Productive Maintenance - TPM)
  • 1 : ช่วงเตรียมการ
  • 2 : ช่วงเริ่มงาน
  • 3 : ช่วงดำเนินงาน
  • 4 : ช่วงรักษาและพัฒนาระบบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 15 :
  • ข้อใดเป็นชื่อขององค์กรที่ส่งเสริมการพัฒนาระบบซ่อมบำรุงด้วยการจัดให้มีการพิจารณาให้รางวัลกับบริษัทที่มีความเป็นเลิศในด้านนี้
  • 1 : Japanese Union of Scientists and Engineers - JUSE
  • 2 : Japanese Institute of Plant Maintenance - JIPM
  • 3 : Japanese Productivity Center - JPC
  • 4 : Japanese Management Association - JMA
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 16 :
  • ข้อใดเป็นการสูญเสียที่สามารถชี้บ่งได้ด้วยตัวประกอบเชิงคุณภาพ (Quality Factor – QF)
  • 1 : หยุดงานเพราะไม่มีคำสั่งผลิต ไม่มีวัตถุดิบ หยุดตามวาระเทศกาล หรือด้วยเหตุอื่นๆ
  • 2 : เครื่องชำรุดขัดข้อง และ เสียเวลาตั้งเครื่องในการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์
  • 3 : ความเร็วลด เดินเครื่องตัวเปล่า และเหตุติดขัดในการผลิต
  • 4 : ปัญหาทางคุณภาพและการสูญเสียส่วนได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 17 :
  • ข้อใดเป็นดัชนีที่สามารถชี้บ่งการสูญเสียจากการสูญเสียส่วนได้ (Yield loss)
  • 1 : ตัวประกอบการใช้เครื่อง (Utilization Factor – UF)
  • 2 : ตัวประกอบการเดินเครื่อง (Running Factor – RF) หรือ ระดับความพร้อม (Availability – A)
  • 3 : ตัวประกอบเชิงสมรรถนะ (Performance Factor – PF)
  • 4 : ตัวประกอบเชิงคุณภาพ (Quality Factor – QF)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 18 :
  • ข้อใดเป็นดัชนีที่สามารถชี้บ่งการสูญเสียจากการเดินเครื่องตัวเปล่าได้
  • 1 : ตัวประกอบการใช้เครื่อง (Utilization Factor – UF)
  • 2 : ตัวประกอบการเดินเครื่อง (Running Factor – RF) หรือ ระดับความพร้อม (Availability – A)
  • 3 : ตัวประกอบเชิงสมรรถนะ (Performance Factor – PF)
  • 4 : ตัวประกอบเชิงคุณภาพ (Quality Factor – QF)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 19 :
  • ข้อใดเป็นดัชนีที่เป็นตัวชี้บ่งการสูญเสียจากการตั้งเครื่องเพื่อเปลี่ยนผลิตภัณฑ์
  • 1 : ตัวประกอบการใช้เครื่อง (Utilization Factor – UF)
  • 2 : ตัวประกอบการเดินเครื่อง (Running Factor – RF)
  • 3 : ตัวประกอบเชิงสมรรถนะ (Performance Factor – PF)
  • 4 : ตัวประกอบเชิงคุณภาพ (Quality Factor – QF)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 20 :
  • ข้อใดเป็นประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร (Overall Equipment Effectiveness - OEE) หากมีค่าตัวประกอบการใช้เครื่อง (Utilization Factor – UF) = 85.00 % ตัวประกอบการเดินเครื่อง (Running Factor – RF) = 92.00 % ตัวประกอบเชิงสมรรถนะ (Performance Factor – PF) = 96.00 % ตัวประกอบเชิงคุณภาพ (Quality Factor – QF) = 98.00 %
  • 1 : 73.57 %
  • 2 : 86.55 %
  • 3 : 91.20 %
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 21 :
  • ข้อใดเป็นประสิทธิผลโดยรวมของการผลิต (Overall Production Effectiveness - OPE) หากมีค่าตัวประกอบการใช้เครื่อง (Utilization Factor – UF) = 85.00 % ตัวประกอบการเดินเครื่อง (Running Factor – RF) = 92.00 % ตัวประกอบเชิงสมรรถนะ (Performance Factor – PF) = 96.00 % ตัวประกอบเชิงคุณภาพ (Quality Factor – QF) = 98.00 %
  • 1 : 73.57 %
  • 2 : 86.55 %
  • 3 : 91.20 %
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 22 :
  • ข้อใดเป็นตัวประกอบเชิงสมรรถนะ (Performance Factor – PF) ของเครื่องจักร หากในเดือนมิถุนายนเครื่องจักรนี้ผลิตสินค้าที่มีผลผลิตมาตรฐาน 1.2 ตันต่อชั่วโมง ได้ 632 ตัน และมีเวลาเดินเครื่องสุทธิ 650 ชั่วโมง
  • 1 : 73.15 %
  • 2 : 81.03 %
  • 3 : 97.23 %
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 23 :
  • ข้อใดเป็นประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร (Overall Equipment Effectiveness - OEE) หากผลผลิตสุทธิของสินค้าที่มีมาตรฐานผลผลิต 7.5 หน่วยต่อชั่วโมง ที่ได้ในช่วงสัปดาห์หนึ่ง เป็น 820 หน่วย โดยในสัปดาห์นี้ช่วงที่หยุดเนื่องจากไม่มีการสั่งผลิต 18 ชั่วโมง และเครื่องจักรชำรุดขัดข้อง 10 ชั่วโมง
  • 1 : 65.08 %
  • 2 : 72.89 %
  • 3 : 91.20 %
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 24 :
  • ข้อใดเป็นประสิทธิผลโดยรวมของการผลิต (Overall Production Effectiveness - OPE) หากผลผลิตสุทธิของสินค้าที่มีมาตรฐานผลผลิต 7.5 หน่วยต่อชั่วโมง ที่ได้ในช่วงสัปดาห์หนึ่ง เป็น 820 หน่วย โดยในสัปดาห์นี้มีช่วงที่หยุดเนื่องจากไม่มีการสั่งผลิต 18 ชั่วโมง และเครื่องจักรชำรุดขัดข้อง 10 ชั่วโมง
  • 1 : 65.08 %
  • 2 : 72.89 %
  • 3 : 91.20 %
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 221 : 02 Life cycle และ Life cycle cost
ข้อที่ 25 :
  • ข้อใดถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรชีวิตเครื่องจักร
  • 1 : เกิดความต้องการเครื่องจักร
  • 2 : ผลิตและประกอบเครื่องจักร
  • 3 : เริ่มใช้งานเครื่องจักร
  • 4 : ครั้งแรกที่เครื่องจักรชำรุดขัดข้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 26 :
  • เมื่อเครื่องจักรไม่สามารถทำงานได้ในระดับที่ต้องการถือได้ว่าเครื่องจักรสิ้นอายุประเภทใด
  • 1 : อายุงานทางกายภาพ
  • 2 : อายุงานทางเศรษฐกิจ
  • 3 : อายุงานทางวิทยาการ
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ไม่ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 27 :
  • เมื่อการใช้งานเครื่องจักรต่อไปทำให้เกิดต้นทุนโดยรวมสูงขึ้นถือได้ว่าเครื่องจักรสิ้นอายุประเภทใด
  • 1 : อายุงานทางกายภาพ
  • 2 : อายุงานทางเศรษฐกิจ
  • 3 : อายุงานทางวิทยาการ
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 28 :
  • เมื่อมีเครื่องจักรแบบใหม่ที่ดีกว่าเครื่องจักรเดิมที่ใช้งานอยู่ในทุกๆ ด้านที่มีนัยสำคัญต่อการใช้งาน ถือได้ว่าเครื่องจักรเดิมสิ้นอายุประเภทใด
  • 1 : อายุงานทางกายภาพ
  • 2 : อายุงานทางเศรษฐกิจ
  • 3 : อายุงานทางวิทยาการ
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 29 :
  • ต้นทุนประเภทใดมักจะลดลงเมื่อเครื่องจักรมีอายุการใช้งานมากขึ้น
  • 1 : ต้นทุนการใช้งานเครื่องจักรต่อปี
  • 2 : ต้นทุนซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักรต่อปี
  • 3 : ต้นทุนเครื่องจักรเริ่มต้นเฉลี่ยต่อปี
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 30 :
  • ข้อความต่อไปนี้ข้อใดมักไม่เป็นความจริง
  • 1 : ราคาเครื่องจักรเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของต้นทุนวงจรชีวิต
  • 2 : ต้นทุนวงจรชีวิตอาจสูง 3-10 เท่า ของราคาเครื่องจักร
  • 3 : การซื้อเครื่องจักรโดยพิจารณาจากราคาเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย
  • 4 : การใช้เครื่องจักรที่มีราคาต่ำสุดจะทำให้มีต้นทุนสินค้าต่อหน่วยถูกที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 31 :
  • ข้อใดเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกเครื่องจักรที่จะนำมาใช้งานที่ดีที่สุด
  • 1 : ราคาเครื่องจักร
  • 2 : ต้นทุนในการใช้งานเครื่องจักร
  • 3 : ต้นทุนในการซ่อมบำรุงเครื่องจักร
  • 4 : ต้นทุนตลอดวงจรชีวิตของเครื่องจักร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 32 :
  • ข้อใดที่ไม่ใช่องค์ประกอบของต้นทุนตลอดวงจรชีวิตของเครื่องจักร
  • 1 : ราคาเครื่องจักร
  • 2 : ค่านายหน้าซื้อขายเครื่องจักร
  • 3 : ต้นทุนโอกาสในการชำรุดหยุดซ่อม
  • 4 : ต้นทุนในการซ่อมบำรุงเครื่องจักร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 33 :
  • ราคาอะไหล่ประกันที่ซื้อพร้อมกับเครื่องจักรเป็นต้นทุนในกลุ่มใด
  • 1 : ต้นทุนเครื่องจักรเริ่มต้น
  • 2 : ต้นทุนในการใช้งานเครื่องจักร
  • 3 : ต้นทุนซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักร
  • 4 : ต้นทุนสูญเสีย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 34 :
  • อะไหล่สิ้นเปลืองที่ใช้ไปในระหว่างอายุการใช้งานของเครื่องจักรเป็นต้นทุนในกลุ่มใด
  • 1 : ต้นทุนเครื่องจักรเริ่มต้น
  • 2 : ต้นทุนในการใช้งานเครื่องจักร
  • 3 : ต้นทุนซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักร
  • 4 : ต้นทุนสูญเสีย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 35 :
  • ค่าไฟฟ้าและพลังงานสำหรับเครื่องจักรเป็นต้นทุนในกลุ่มใด
  • 1 : ต้นทุนเครื่องจักรเริ่มต้น
  • 2 : ต้นทุนในการใช้งานเครื่องจักร
  • 3 : ต้นทุนซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักร
  • 4 : ต้นทุนสูญเสีย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 36 :
  • ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเชิงป้องกันเป็นต้นทุนในกลุ่มใด
  • 1 : ต้นทุนเครื่องจักรเริ่มต้น
  • 2 : ต้นทุนในการใช้งานเครื่องจักร
  • 3 : ต้นทุนซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักร
  • 4 : ต้นทุนสูญเสีย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 37 :
  • โอกาสในการขายสินค้าที่ขาดหายไปเนื่องจากเครื่องจักรเกิดการชำรุดขัดข้องเป็นต้นทุนในกลุ่มใด
  • 1 : ต้นทุนเครื่องจักรเริ่มต้น
  • 2 : ต้นทุนในการใช้งานเครื่องจักร
  • 3 : ต้นทุนซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักร
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 38 :
  • ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงานฝ่ายผลิตในการเดินเครื่องเป็นต้นทุนในกลุ่มใด
  • 1 : ต้นทุนเครื่องจักรเริ่มต้น
  • 2 : ต้นทุนในการใช้งานเครื่องจักร
  • 3 : ต้นทุนซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักร
  • 4 : ต้นทุนสูญเสีย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 39 :
  • ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมช่างซ่อมบำรุงให้มีทักษะในการทำงานเป็นต้นทุนในกลุ่มใด
  • 1 : ต้นทุนเครื่องจักรเริ่มต้น
  • 2 : ต้นทุนในการใช้งานเครื่องจักร
  • 3 : ต้นทุนซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักร
  • 4 : ต้นทุนสูญเสีย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 40 :
  • เครื่องจักรที่มีระดับความพร้อมร้อยละ 99 ที่กำหนดไว้ว่าจะใช้งานปีละ 5,000 ชั่วโมง จะมีต้นทุนสูญเสียปีละเท่าไร หากต้นทุนสูญเสียผลผลิตต่อชั่วโมงเท่ากับ 100,000 บาท
  • 1 : 1,000,000 บาท
  • 2 : 5,000,000 บาท
  • 3 : 9,900,000 บาท
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 41 :
  • ข้อใดเป็นคำตอบที่ถูกต้องในการเปรียบเทียบต้นทุนรวมของอุปกรณ์อย่างหนึ่งซึ่งมีอายุการใช้งาน 5,000 ชั่วโมง จากผู้ผลิตสามราย (A, B, C) โดยมีต้นทุนในส่วนที่ต่างกันดังนี้
    ผู้ผลิต ราคา (บาท) ต้นทุนในการใช้งาน (บาท/ชั่วโมง)
    A 10,000 1.20
    B 5,000 1.60
    C 4,000 1.80
  • 1 : A มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
  • 2 : B มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
  • 3 : C มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 42 :
  • ข้อใดเป็นคำตอบที่ถูกต้องในการเปรียบเทียบต้นทุนรวมของอุปกรณ์อย่างหนึ่งซึ่งมีอายุการใช้งาน 5,000 ชั่วโมง จากผู้ผลิตสามราย (A, B, C)โดยมีต้นทุนในส่วนที่ต่างกันดังนี้
    ผู้ผลิต ราคา (บาท) ต้นทุนติดตั้งหรือเปลี่ยน (บาทต่อครั้ง) ต้นทุนในการใช้งาน (บาท/ชั่วโมง)
    A 10,000 1,000 1.20
    B 5,000 2,000 1.60
    C 4,000 3,000 1.80
  • 1 : A มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
  • 2 : B มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
  • 3 : C มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 43 :
  • ข้อใดเป็นคำตอบที่ถูกต้องในการเปรียบเทียบต้นทุนรวมของอุปกรณ์อย่างหนึ่งซึ่งมีอายุการใช้งาน 5,000 ชั่วโมง จากผู้ผลิตสามราย (A, B, C) โดยมีต้นทุนในส่วนที่ต่างกันดังนี้
    ผู้ผลิต ราคา (บาท) ต้นทุนติดตั้งหรือเปลี่ยน (บาทต่อครั้ง) ต้นทุนในการใช้งาน (บาท/ชั่วโมง) ต้นทุนในการบำรุงรักษา (บาท/ชั่วโมง)
    A 10,000 1,000 1.20 0.10
    B 5,000 2,000 1.60 0.25
    C 4,000 3,000 1.80 0.00
  • 1 : A มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
  • 2 : B มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
  • 3 : C มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 44 :
  • ข้อใดเป็นคำตอบที่ถูกต้องในการเปรียบเทียบต้นทุนรวมของอุปกรณ์อย่างหนึ่งซึ่งมีอายุการใช้งาน 10 ปี จากผู้ผลิตสี่ราย (A, B, C, D) โดยมีต้นทุนในส่วนที่ต่างกันดังนี้ (Present worth Factor : P/A, 10%, 10 ปี มีค่าเท่ากับ 6.1446)  
    ผู้ผลิต ราคา (ล้านบาท) ต้นทุนในการใช้งานและบำรุงรักษา (ล้านบาท/ปี) ต้นทุนสูญเสีย (ล้านบาท/ปี)
    A 2.00 1.00 2.00
    B 3.00 0.80 1.60
    C 4.00 0.60 1.20
    D 5.00 0.50 1.00
  • 1 : A มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
  • 2 : B มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
  • 3 : C มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
  • 4 : D มีต้นทุนรวมต่ำที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 45 :
  • ข้อใดเป็นเครื่องจักรที่มีต้นทุนวงจรชีวิตเทียบเท่าต่ำสุด หากต้นทุนวงจรชีวิต (Life cycle cost – LCC) ที่ไม่รวมต้นทุนสูญเสีย และ ระดับความพร้อมในการเดินเครื่อง (Running factor – RF) ของเครื่องจักรสี่เครื่อง (A, B, C, D) ที่ทำงานเหมือนกัน เป็นตามที่แสดงข้างล่างนี้

    เครื่องจักร

    LCC (ล้านบาท)

    RF

    A

    8

    0.60

    B

    9

    0.70

    C

    10

    0.80

    D

    14

    0.90

  • 1 : เครื่องจักร A
  • 2 : เครื่องจักร B
  • 3 : เครื่องจักร C
  • 4 : เครื่องจักร D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 46 :
  • ข้อใดเป็นเครื่องจักรที่มีต้นทุนวงจรชีวิตเทียบเท่าต่ำสุด หากต้นทุนวงจรชีวิต (Life cycle cost – LCC) ที่ไม่รวมต้นทุนสูญเสีย และ ระดับสมรรถภาพในการเดินเครื่อง (Performance factor – PF) ของเครื่องจักรสี่เครื่อง (A, B, C, D) ที่ทำงานเหมือนกัน เป็นตามที่แสดงข้างล่างนี้  
    เครื่องจักร LCC (ล้านบาท) PF
    A 8 0.80
    B 9 0.85
    C 10 0.90
    D 14 0.95
  • 1 : เครื่องจักร A
  • 2 : เครื่องจักร B
  • 3 : เครื่องจักร C
  • 4 : เครื่องจักร D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 47 :
  • ข้อใดเป็นเครื่องจักรที่มีต้นทุนวงจรชีวิตเทียบเท่าต่ำสุด หากต้นทุนวงจรชีวิต (Life cycle cost – LCC) ที่ไม่รวมต้นทุนสูญเสีย และ ระดับคุณภาพในการเดินเครื่อง (Quality factor – QF) ของเครื่องจักรสี่เครื่อง (A, B, C และ D) ที่ทำงานเหมือนกัน เป็นตามที่แสดงข้างล่างนี้  
    เครื่องจักร LCC (ล้านบาท) QF
    A 8 0.80
    B 9 0.93
    C 10 0.96
    D 14 0.99
  • 1 : เครื่องจักร A
  • 2 : เครื่องจักร B
  • 3 : เครื่องจักร C
  • 4 : เครื่องจักร D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 48 :
  • ข้อใดเป็นเครื่องจักรที่มีต้นทุนวงจรชีวิตเทียบเท่าต่ำสุด หากมูลค่าปัจจุบันของต้นทุนวงจรชีวิต (Life cycle cost – LCC) ที่ไม่รวมต้นทุนสูญเสีย และ ระดับความพร้อมในการเดินเครื่อง (Running factor – RF) ระดับสมรรถภาพในการเดินเครื่อง (Performance factor – PF) และระดับคุณภาพในการเดินเครื่อง (Quality factor – QF) ของเครื่องจักรสี่เครื่อง (A, B, C และ D) ที่ทำงานเหมือนกัน เป็นตามที่แสดงข้างล่างนี้ โดยที่ประมาณได้ว่ากำลังการผลิตของเครื่องจักรเป็น 1,000 หน่วย/ปี ทำรายได้ 2,000 บาท/หน่วย และจะใช้เครื่องจักรทำการผลิต 10 ปี (Present worth Factor : P/A, 10%, 10 ปี มีค่าเท่ากับ 6.1446)  
    เครื่องจักร LCC (ล้านบาท) RF PF QF
    A 8 0.60 0.80 0.80
    B 9 0.70 0.85 0.93
    C 10 0.80 0.90 0.96
    D 14 0.90 0.95 0.99
  • 1 : เครื่องจักร A
  • 2 : เครื่องจักร B
  • 3 : เครื่องจักร C
  • 4 : เครื่องจักร D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 222 : 03 Failure mode and analysis
ข้อที่ 49 :
  • ข้อใดที่ไม่ใช่ประโยชน์ของสถิติการชำรุดขัดข้อง (Failure statistics)
  • 1 : ใช้ในการคำนวณหาค่า Reliability
  • 2 : ใช้วิเคราะห์ลักษณะฐานการชำรุดขัดข้องของเครื่องจักร
  • 3 : ใช้เปรียบเทียบคุณภาพของเครื่องจักรอุปกรณ์หรือชิ้นส่วน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 50 :
  • ข้อใดที่ไม่ใช่ประโยชน์ของสถิติการชำรุดขัดข้อง (Failure statistics)
  • 1 : ใช้ในการคำนวณหาค่า Reliability
  • 2 : ใช้วิเคราะห์ลักษณะฐานการชำรุดขัดข้องของเครื่องจักร
  • 3 : ใช้เปรียบเทียบคุณภาพของเครื่องจักรอุปกรณ์หรือชิ้นส่วน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 51 :
  • จากข้อมูลจำนวนอุปกรณ์ที่ชำรุดขัดข้อง ที่แสดงในตาราง ค่าความน่าจะเป็นในการอยู่รอด (Survival probability) ในช่วงเวลา 2 ปี จะมีค่าเท่าใด
    ปีที่ 1 2 3 4 5 6
    จำนวนที่ชำรุด 12 18 40 16 10 4
  • 1 : 0.18
  • 2 : 0.30
  • 3 : 0.70
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 52 :
  • ข้อใดเป็นอัตราการชำรุดขัดข้อง (Failure rate) ของเครื่องจักร หากในการใช้งานเครื่องจักรนี้ 50 เครื่องในช่วงเวลา 100 ชั่วโมง มีการชำรุดขัดข้องเกิดขึ้น 2 ครั้ง
  • 1 : 0.004 ครั้ง/ชั่วโมง
  • 2 : 0.020 ครั้ง/ชั่วโมง
  • 3 : 0.040 ครั้ง/ชั่วโมง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 53 :
  • ความน่าจะเป็นในการชำรุดขัดข้อง (Failure probability) มีการแจกแจงแบบใด
  • 1 : Hyper-exponential
  • 2 : Negative exponential
  • 3 : Normal distribution
  • 4 : เป็นไปได้ทั้งสามแบบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 54 :
  • อัตราการชำรุดขัดข้อง (Failure rate) จะมีค่าคงที่เมื่อความน่าจะเป็นในการชำรุดขัดข้อง (Failure probability) มีการแจกแจงแบบใด
  • 1 : Hyper-exponential
  • 2 : Negative exponential
  • 3 : Normal distribution
  • 4 : เป็นไปได้ทั้งสามแบบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 55 :
  • การแจกแจงของความน่าจะเป็นแบบใดที่สามารถใช้อธิบายพฤติกรรมของความน่าจะเป็นในการชำรุดขัดข้อง (Failure probability) ได้ทุกช่วงอายุของเครื่องจักรอุปกรณ์
  • 1 : Hyper-exponential distribution
  • 2 : Negative exponential distribution
  • 3 : Normal distribution
  • 4 : Weibull distribution
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 56 :
  • ข้อใดเป็นสถิติการชำรุดขัดข้องที่ใช้พล็อตเส้นโค้งรูปอ่างน้ำ
  • 1 : ค่าความน่าจะเป็นในการชำรุดขัดข้อง (Failure probability)
  • 2 : ค่าความน่าจะเป็นในการชำรุดขัดข้องสะสม (Cumulative failure probability)
  • 3 : ค่าความน่าจะเป็นในการอยู่รอด (Survival probability)
  • 4 : อัตราการชำรุดขัดข้อง (Failure rate)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 57 :
  • ข้อใดเป็นอายุการใช้งานสามช่วงที่แบ่งในเส้นโค้งรูปอ่างน้ำ
  • 1 : ช่วงเริ่มต้น ช่วงใช้งาน ช่วงพัฒนา
  • 2 : ช่วงออกแบบ ช่วงผลิต ช่วงใช้งาน
  • 3 : ช่วงเริ่มงาน ช่วงใช้งาน ช่วงสึกหรอ
  • 4 : ช่วงใช้งาน ช่วงสึกหรอ ช่วงฟื้นฟู
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 58 :
  • ข้อใดอาจเป็นสาเหตุของการชำรุดขัดข้องช่วงเริ่มงาน
  • 1 : ขาดการบำรุงรักษา
  • 2 : ขาดการหล่อลื่น
  • 3 : อุบัติเหตุ
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 59 :
  • ข้อใดอาจเป็นสาเหตุของการชำรุดขัดข้องช่วงใช้งาน
  • 1 : ขาดการหล่อลื่น
  • 2 : สืบทอดจากส่วนอื่น
  • 3 : อุบัติเหตุ
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 60 :
  • ข้อใดที่มักเป็นสาเหตุของการชำรุดขัดข้องช่วงใช้งาน
  • 1 : การออกแบบเครื่องจักรไม่เหมาะสม
  • 2 : การติดตั้งเครื่องจักรบกพร่อง
  • 3 : การใช้งานผิดวิธี
  • 4 : การเสื่อมสภาพของวัสดุตามธรรมชาติ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 61 :
  • ข้อใดที่มักเป็นสาเหตุของการชำรุดขัดข้องช่วงสึกหรอ
  • 1 : การออกแบบเครื่องจักรไม่เหมาะสม
  • 2 : การติดตั้งเครื่องจักรบกพร่อง
  • 3 : การใช้งานผิดวิธี
  • 4 : การเสื่อมสภาพของวัสดุตามธรรมชาติ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 62 :
  • ช่วงใดที่มักมีระยะเวลาที่ยาวนานที่สุดของเครื่องจักร
  • 1 : ช่วงเริ่มงาน
  • 2 : ช่วงใช้งาน
  • 3 : ช่วงสึกหรอ
  • 4 : เท่ากันทุกช่วง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 63 :
  • เวบูลล์พารามิเตอร์ที่สามารถชี้บ่งลักษณะฐานการชำรุดขัดข้องของเครื่องจักรอุปกรณ์ได้เป็นอย่างดี คือ
  • 1 : พารามิเตอร์รูปทรง (Shape parameter)
  • 2 : พารามิเตอร์ขนาด (Scale parameter)
  • 3 : พารามิเตอร์ตำแหน่ง (Location parameter)
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 64 :
  • ช่วงใดที่การชำรุดของเครื่องจักรที่เมื่อวิเคราะห์ด้วยฟังชั่นเวบูลล์แล้วค่าพารามิเตอร์รูปทรงมีค่าน้อยกว่า 1
  • 1 : ช่วงเริ่มงาน
  • 2 : ช่วงใช้งาน
  • 3 : ช่วงสึกหรอ
  • 4 : ทุกๆ ช่วง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 65 :
  • ช่วงใดที่การชำรุดของเครื่องจักรที่เมื่อวิเคราะห์ด้วยฟังก์ชั่นเวบูลล์แล้วค่าพารามิเตอร์รูปทรงมีค่ามากกว่า 1
  • 1 : ช่วงเริ่มงาน
  • 2 : ช่วงใช้งาน
  • 3 : ช่วงสึกหรอ
  • 4 : ทุกๆ ช่วง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 66 :
  • ข้อใดเป็นความน่าจะเป็นของการชำรุดขัดข้องสะสมถึงอายุ 572 ชั่วโมง ที่จะใช้พล็อตกราฟเวบูลล์แบบลำดับมัชฌิม (Mean ranking) หากข้อมูลอายุการชำรุดขัดข้องเป็นดังนี้ 250, 346, 412, 572, 612, 716, 896 (หน่วย : ชั่วโมง)
  • 1 : 42.86 %
  • 2 : 50.00 %
  • 3 : 62.50 %
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 67 :
  • ข้อใดเป็นความน่าจะเป็นของการชำรุดขัดข้องสะสมถึงอายุ 212 ชั่วโมง ที่จะใช้พล็อตกราฟเวบูลล์แบบลำดับมัชฌิม (Mean ranking) หากข้อมูลอายุการชำรุดขัดข้องเป็นดังนี้ 250, 146, 412, 372, 212, 316, 196 (หน่วย : ชั่วโมง)
  • 1 : 37.50 %
  • 2 : 42.86 %
  • 3 : 62.50 %
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 68 :
  • ข้อใดเป็นอายุการใช้งานของอุปกรณ์ที่การแจกแจงความน่าจะเป็นของการชำรุดขัดข้อง (Failure probability density function) เป็นแบบปกติ (Normal distribution) ที่ทำให้มีความน่าจะเป็นในการชำรุดขัดข้องสะสมเป็น 0.95 หากอุปกรณ์นี้มีอายุการใช้งานเฉลี่ย 520 ชั่วโมง โดยมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 40 ชั่วโมง
  • 1 : 580.40 ชั่วโมง
  • 2 : 585.80 ชั่วโมง
  • 3 : 600.00 ชั่วโมง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 69 :
  • ข้อใดเป็นอัตราการชำรุดขัดข้องของอุปกรณ์ที่นำมาทดสอบการใช้งานจำนวน 10 ชิ้น ในช่วงระยะเวลา 100 ชั่วโมง และปรากฏมีการชำรุด 2 ชิ้น ที่ชั่วโมงทดสอบที่ 12 และ 21 ตามลำดับ
  • 1 : 0.0020 ครั้งต่อชั่วโมง
  • 2 : 0.0024 ครั้งต่อชั่วโมง
  • 3 : 0.0025 ครั้งต่อชั่วโมง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 70 :
  • ข้อใดเป็นความน่าจะเป็นของการชำรุดขัดข้องสะสม (Cumulative failure probability) ถึงอายุการใช้งาน 4,000 ชั่วโมง ของอุปกรณ์ที่มีการแจกแจงของการชำรุดขัดข้องแบบ Negative exponential หากอัตราการชำรุดขัดข้องคงที่ที่ระดับ 0.0001 ครั้งต่อชั่วโมง
  • 1 : 0.2592
  • 2 : 0.3297
  • 3 : 0.9932
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 71 :
  • ข้อใดเป็นความน่าจะเป็นของการชำรุดขัดข้องสะสมของข้อมูลลำดับที่ 4 ที่เรียงจากมากไปหาน้อย ที่จะใช้พล็อตกราฟเวบูลล์แบบลำดับมัชฌิม (Mean ranking) หากมีข้อมูลอายุการชำรุดขัดข้อง 9 ตัว
  • 1 : 40.00 %
  • 2 : 50.00 %
  • 3 : 60.00 %
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 72 :
  • ข้อใดเป็นอัตราการชำรุดขัดข้อง (Failure rate) ในปีที่สอง หากความน่าจะเป็นในการชำรุดข้อง (Failure probability) ในสองปีแรกเป็น 0.10 และ 0.14 ตามลำดับ
  • 1 : 0.1200
  • 2 : 0.1333
  • 3 : 0.1556
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 223 : 04 Reliability, Maintainability & Availability analysis
ข้อที่ 73 :
  • โรงงานแห่งหนึ่งทำงาน 8 ชั่วโมง/วัน ใน 1 สัปดาห์ทำงาน 5 วัน จากการศึกษาสภาพการทำงานของเครื่องฉีดพลาสติกในโรงงาน พบว่าสามารถผลิตชิ้นงานได้ประมาณ 535 ชิ้น/วัน และเครื่องจักรเกิดเหตุขัดข้อง (down time) โดยเฉลี่ยเป็น 3 ชั่วโมง/สัปดาห์ และรอบเวลาที่ใช้ในการผลิตเป็น 0.68 นาที/ชิ้น จงคำนวณหาเปอร์เซ็นต์สภาพความพร้อมของการใช้งาน (Availability) ของเครื่องจักร
  • 1 : 87.4%
  • 2 : 92.5%
  • 3 : 79.7%
  • 4 : 95.5%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 74 :
  • ตัวเลขใดต่อไปนี้ไม่อาจเป็นค่า Reliability ของเครื่องจักรได้
  • 1 : 0.2451
  • 2 : 0.4218
  • 3 : 0.6548
  • 4 : 1.0586
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 75 :
  • อัตราการชำรุดขัดข้องกับอายุการใช้งานเฉลี่ย มีความสัมพันธ์แบบใด
  • 1 : เส้นตรง
  • 2 : ผกผัน
  • 3 : ยกกำลัง
  • 4 : ไม่มีความสัมพันธ์กันเลย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 76 :
  • หากอัตราการชำรุดขัดข้อง (Failure rate) ของเครื่องจักรเครื่องหนึ่งเป็น 0.002 ครั้งต่อชั่วโมง Mean Time Between Failures ( MTBF) ของเครื่องจักรเครื่องนี้ จะมีค่าเท่ากับเท่าใด
  • 1 : 1,000 ชั่วโมงต่อครั้ง
  • 2 : 2,000 ชั่วโมงต่อครั้ง
  • 3 : 5,000 ชั่วโมงต่อครั้ง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 77 :
  • ข้อใดที่มีค่าคงที่ในช่วงอายุใช้งานเครื่องจักร
  • 1 : อัตราการชำรุดขัดข้อง
  • 2 : Reliability
  • 3 : Maintainability
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 78 :
  • เครื่องจักรที่มี Maintainability ดีหมายถึงข้อใด
  • 1 : เครื่องจักรที่ ใช้งานได้ดีไม่ค่อยชำรุดขัดข้อง
  • 2 : เครื่องจักรที่ใช้เวลาในการซ่อมบำรุงน้อย
  • 3 : เครื่องจักรที่มีสัดส่วนของเวลาที่ใช้งานได้สูง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 79 :
  • ตัวชี้วัดค่า Maintainability ที่ดีคือข้อใด
  • 1 : มัชฌิมเวลาในการซ่อมบำรุง (Mean time to repair – MTTR)
  • 2 : มัชฌิมเวลาระหว่างการชำรุด (Mean time between failures - MTBF)
  • 3 : ได้ทั้ง MTTR และ MTBF
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 80 :
  • ตัวชี้วัดค่า Reliability ได้คือข้อใด
  • 1 : มัชฌิมเวลาในการซ่อมบำรุง (Mean time to repair – MTTR)
  • 2 : มัชฌิมเวลาระหว่างการชำรุด (Mean time between failures - MTBF)
  • 3 : ได้ทั้ง MTTR และ MTBF
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 81 :
  • เครื่องจักรที่ทุกชิ้นส่วนต้องทำงานร่วมกันเครื่องจักรจึงจะทำงานได้ เมื่อมีชิ้นส่วนมากชิ้นมักจะมีผลกับค่า Reliability ในลักษณะใด
  • 1 : Reliability ของเครื่องจักรลดลง
  • 2 : Reliability ของเครื่องจักรเท่าเดิม
  • 3 : Reliability ของเครื่องจักรเพิ่มขึ้น
  • 4 : ไม่แน่นอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 82 :
  • การมีตัวเสริม หรือตัวขนาน (Redundant) มีผลกับค่า Reliability ในลักษณะใด
  • 1 : Reliability ของเครื่องจักรลดลง
  • 2 : Reliability ของเครื่องจักรเท่าเดิม
  • 3 : Reliability ของเครื่องจักรเพิ่มขึ้น
  • 4 : ไม่แน่นอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 83 :
  • สายการผลิตที่มีเครื่องจักรต่อเนื่องกันสามเครื่อง หากเครื่องใดเครื่องหนึ่งหยุดสายการผลิตก็ต้องหยุด หาก Reliability ของเครื่องจักรแต่ละเครื่องในช่วงเวลาหนึ่งเป็น 0.9 Reliability ของสายการผลิตในช่วงเวลานี้มีค่าเท่าใด
  • 1 : 0.729
  • 2 : 0.999
  • 3 : 2.700
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 84 :
  • โรงงานมีเครื่องจักรสามเครื่อง หากเพียงเครื่องใดเครื่องหนึ่งทำงานก็พอเพียงสำหรับการผลิต หาก Reliability ของเครื่องจักรแต่ละเครื่องในช่วงเวลาหนึ่งเป็น 0.9 Reliability ของการผลิตของโรงงานในช่วงเวลานี้ เป็นเท่าใด
  • 1 : 0.729
  • 2 : 0.999
  • 3 : 2.700
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 85 :
  • สายการผลิตที่มีเครื่องจักรต่อเนื่องกันสองเครื่อง หากเครื่องใดเครื่องหนึ่งหยุดสายการผลิตก็ต้องหยุด หาก Reliability ของเครื่องจักรแต่ละเครื่องในช่วงเวลาหนึ่งเป็น 0.92 และ 0.80 Reliability ของสายการผลิตในช่วงเวลานี้คือ
  • 1 : 0.928
  • 2 : 0.892
  • 3 : 0.736
  • 4 : 1.720
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 86 :
  • วิธีการที่จะใช้ปรับปรุงค่า Maintainability ของเครื่องจักรให้ดีขึ้นได้คือข้อใด
  • 1 : ลดชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็น หรือมีประโยชน์น้อย
  • 2 : ใช้ชิ้นส่วนที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
  • 3 : ลดเวลาคอยในงานซ่อมให้น้อยลง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 87 :
  • วิธีการที่จะใช้ปรับปรุงค่า Availability ของเครื่องจักรให้ดีขึ้นได้คือ
  • 1 : ลดชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็น หรือมีประโยชน์น้อยลง
  • 2 : ใช้ชิ้นส่วนที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
  • 3 : ลดเวลาคอยในงานซ่อมให้น้อยลง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 88 :
  • ข้อใดใช้เป็นหน่วยวัดของอัตราการชำรุดขัดข้อง (Failure rate) ได้
  • 1 : ครั้งต่อชั่วโมง
  • 2 : ครั้งต่อกิโลเมตร
  • 3 : ครั้งต่อรอบ
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 89 :
  • สถิติระบุว่าเครื่องจักรเครื่องหนึ่งมีค่า Mean time between failures (MTBF) เป็น 500 ชั่วโมงต่อครั้ง Mean time to repair(MTTR) เป็น 10 ชั่วโมงต่อครั้ง ระดับความพร้อม (Availability - A) ของเครื่องจักรนี้คือ
  • 1 : 98.04 %
  • 2 : 98.00 %
  • 3 : 90.00 %
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 90 :
  • จงประมาณอัตราการชำรุดขัดข้อง (Failure rate) ของผลิตภัณฑ์ที่มีรายงานยอดขายในสองเดือนแรกเป็น 100 และ 200 ชุดตามลำดับโดยมีจำนวนที่มีการชำรุดขัดข้องรวมกันจำนวน 5 ชุด
  • 1 : 0.01667 ครั้ง / เดือน
  • 2 : 0.02000 ครั้ง / เดือน
  • 3 : 0.01250 ครั้ง / เดือน
  • 4 : 0.00833 ครั้ง / เดือน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 91 :
  • ค่า Reliability ของเครื่องจักรที่มีอัตราการชำรุดขัดข้องคงที่ 0.0001 ครั้งต่อชั่วโมง ในช่วงเวลาการใช้งาน 5,000 ชั่วโมง คือ
  • 1 : 0.6065
  • 2 : 0.8413
  • 3 : 0.9512
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 92 :
  • จงประมาณค่า Reliability ในช่วงระยะเวลารับประกันหนึ่งปีของผลิตภัณฑ์ที่มีรายงานยอดขายในสองเดือนแรกเป็น 100 และ 200 ชุดตามลำดับโดยมีจำนวนที่มีการชำรุดขัดข้องรวมกันจำนวน 5 ชุด
  • 1 : 0.7866
  • 2 : 0.8187
  • 3 : 0.9802
  • 4 : 0.9835
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 93 :
  • เครื่องจักรที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนหลัก 2 รายการ (P1, P2) มีจำนวนและอัตราการชำรุดในหนึ่งล้านชั่วโมง จะมีอัตราการชำรุดขัดข้องเท่าใด
    Part จำนวน อัตราการชำรุดในหนึ่งล้านชั่วโมง
    P1 2 300
    P2 1 400
  • 1 : 0.001 ครั้ง/ชั่วโมง
  • 2 : 0.003 ครั้ง/ชั่วโมง
  • 3 : 0.004 ครั้ง/ชั่วโมง
  • 4 : 0.007 ครั้ง/ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 94 :
  • เครื่องจักรมีอุปกรณ์สำคัญอยู่ 2 รายการ (P1 และ P2) หากจำนวนและ Mean time to repair (MTTR) ของชิ้นส่วนเป็นตามที่แสดงไว้ในตาราง MTTR ของเครื่องจักรนี้ คือ เท่าใด
    Part จำนวน (ชิ้น) อัตราการชำรุด (ครั้ง/ชั่วโมง) MTTR (ชั่วโมง/ครั้ง)
    P1 1 0.002 5
    P2 1 0.001 10
  • 1 : 6.67 ชั่วโมง / ครั้ง
  • 2 : 7.50 ชั่วโมง / ครั้ง
  • 3 : 8.42 ชั่วโมง / ครั้ง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 95 :
  • เครื่องจักรที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนหลัก 2 รายการ (P1, P2) มีจำนวนและอัตราการชำรุดในหนึ่งล้านชั่วโมง (r) และค่า Mean time to repair (MTTR) เป็นตามที่แสดงไว้ในตาราง จงระบุระดับความพร้อม (Availability) ของเครื่องจักรนี้  
    Part จำนวน r (ครั้งในหนึ่งล้านชั่วโมง) MTTR (ชั่วโมง/ครั้ง)
    A 2 300 5
    B 1 400 10
  • 1 : 99.20 %
  • 2 : 99.25 %
  • 3 : 99.30 %
  • 4 : 99.40 %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 96 :
  • จงประมาณค่า Reliability ของเครื่องจักรที่เขียนแผนภาพกล่องได้ดังแสดง
  • 1 : 0.504
  • 2 : 0.872
  • 3 : 0.916
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 224 : 05 เทคนิค Inspection - Vibration analysis
ข้อที่ 97 :
  • ข้อใดเป็นวิธีที่เหมาะสมที่จะใช้ตรวจการเสียสมดุลของเครื่องจักร
  • 1 : การวิเคราะห์การสั่นสะเทือน
  • 2 : การวัดอุณหภูมิและภาพฉาย
  • 3 : การวิเคราะห์น้ำมันหล่อลื่น
  • 4 : การตรวจสอบด้วยเครื่องอุลตร้าโซนิก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 98 :
  • ข้อใดเป็นเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการตรวจสอบการทำงานเกินกำลังของเครื่องจักร
  • 1 : การวิเคราะห์การสั่นสะเทือน
  • 2 : การวัดอุณหภูมิและภาพฉาย
  • 3 : การวิเคราะห์น้ำมันหล่อลื่น
  • 4 : การตรวจสอบด้วยเครื่องอุลตร้าโซนิก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 99 :
  • ข้อใดเป็นอุปกรณ์ที่สามารถตรวจสอบสภาพด้วย Shock pulse measurement ได้เป็นอย่างดี
  • 1 : คลัปปลิ้ง
  • 2 : ตลับลูกปืน
  • 3 : หม้อไอน้ำ
  • 4 : เฟืองเกียร์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 100 :
  • ข้อใดเป็นระดับความถี่ที่ใช้เครื่องอุลตร้าโซนิกในการวัด
  • 1 : เกิน 10,000 Hertz
  • 2 : เกิน 20,000 Hertz
  • 3 : เกิน 30,000 Hertz
  • 4 : เกิน 40,000 Hertz
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 101 :
  • ข้อใดเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวัดความเร็วรอบของเครื่องจักรที่หมุนได้
  • 1 : Stereoscope
  • 2 : Stethoscope
  • 3 : Stroboscope
  • 4 : Tachometer
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 102 :
  • ข้อใดเป็นกราฟแบบ Frequency domain ของการสั่นสะเทือน
  • 1 : แกนนอนเป็นค่า Time แกนตั้งเป็นค่า Amplitude
  • 2 : แกนนอนเป็นค่า Frequency แกนตั้งเป็นค่า Amplitude
  • 3 : แกนนอนเป็นค่า Frequency แกนตั้งเป็นค่า Time
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 103 :
  • ข้อใดเป็นกราฟแบบ Frequency domain ของการสั่นสะเทือน
  • 1 : Fast Fourier Transform (FFT)
  • 2 : Boolean Function Transform (BFT)
  • 3 : Markov Chain Transform (MCT)
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 104 :
  • ข้อใดเป็นการวัดการสั่นสะเทือนที่ควรทำในการตรวจสภาพเครื่องจักร
  • 1 : การสั่นสะเทือนตามแนวนอน (Horizontal vibration)
  • 2 : การสั่นสะเทือนตามแนวดิ่ง (Vertical vibration)
  • 3 : การสั่นสะเทือนตามแนวแกน (Axial vibration)
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 105 :
  • ข้อใดเป็นวิธีวิเคราะห์การสั่นสะเทือนเมื่อต้องการที่จะยืนยันชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ที่เป็นปัญหา
  • 1 : Broadband analysis
  • 2 : Narrowband analysis
  • 3 : Signature analysis
  • 4 : Amplitude Trending
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 106 :
  • ข้อใดเป็นวิธีวิเคราะห์การสั่นสะเทือนที่ช่วยชี้บ่งสภาพของเครื่องจักรอุปกรณ์
  • 1 : Broadband analysis
  • 2 : Narrowband analysis
  • 3 : Signature analysis
  • 4 : Amplitude Trending
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 107 :
  • ข้อใดเป็นการวิเคราะห์การสั่นสะเทือนที่แสดงเอกลักษณ์ของชุดเครื่องจักรแต่ละชุด
  • 1 : Narrowband analysis
  • 2 : Signature analysis
  • 3 : Trending
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 108 :
  • ข้อใดอาจเป็น harmonic ของคลื่นความถี่ 2,500 Hertz
  • 1 : คลื่นความถี่ 7,500 Hertz
  • 2 : คลื่นความถี่ 10,000 Hertz
  • 3 : คลื่นความถี่ 25,000 Hertz
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 225 : 06 เทคนิค Inspection - Temperature
ข้อที่ 109 :
  • ข้อใดเป็นเครื่องมือวัดอุณหภูมิที่ไม่ได้ใช้โลหะสองชนิด
  • 1 : Bimetallic
  • 2 : Thermistor
  • 3 : Thermocouple
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 110 :
  • ข้อใดเป็นเครื่องมือวัดอุณหภูมิที่ใช้ความแตกต่างในสัมประสิทธิ์ของการขยายตัวของโลหะสองชนิด
  • 1 : Bimetallic element thermometer
  • 2 : Thermistor
  • 3 : Thermocouple
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 111 :
  • ข้อใดเป็นเครื่องมือวัดอุณหภูมิที่ใช้ความแตกต่างของความต้านทานไฟฟ้าของตัวนำ เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไป
  • 1 : Bimetallic
  • 2 : Thermistor
  • 3 : Thermocouple
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 112 :
  • ข้อใดเป็นเครื่องมือวัดอุณหภูมิที่ใช้คุณสมบัติของโลหะบางชนิดที่เปลี่ยนแปลงสีไปตามอุณหภูมิ
  • 1 : Bimetallic
  • 2 : Thermistor
  • 3 : Thermocouple
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 113 :
  • ข้อใดเป็นเครื่องมือวัดอุณหภูมิที่ทำการวัดค่าได้โดยไม่ต้องสัมผัสวัตถุที่ต้องการวัดอุณหภูมิ
  • 1 : Gas thermometer
  • 2 : Resistance thermometer
  • 3 : Pyrometer
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 114 :
  • ข้อใดเป็นรังสีที่ใช้ในการวัดและแสดงระดับอุณหภูมิของเครื่องมือฉายภาพอุณหภูมิ (Thermography)
  • 1 : รังสีอัลฟา (Alpha-ray)
  • 2 : รังสีแกมมา (Gamma-ray)
  • 3 : รังสีอินฟราเรด (Infrared-ray)
  • 4 : รังสีเอ็กซ์ (X-ray)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 115 :
  • ข้อใดเป็นความสัมพันธ์เชิงคณิตศาสตร์ที่ถูกต้องระหว่างองศาเซลเซียส (C) กับ องศาฟาเรนไฮต์ (F)
  • 1 : F = C + 32
  • 2 : F = 1.8*C
  • 3 : F = 1.8*C + 32
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 116 :
  • ข้อใดเป็นระดับอุณหภูมิที่ศูนย์สัมบูรณ์ (absolute zero )
  • 1 : -273.15 °C
  • 2 : -32 °C
  • 3 : 0 °C
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 117 :
  • ข้อใดเป็นอุณหภูมิเทียบเท่าของ 50 องศาเซลเซียส
  • 1 : 82 เคลวิน
  • 2 : 122 เคลวิน
  • 3 : 323.15 เคลวิน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 118 :
  • ข้อใดเป็นอุณหภูมิเทียบเท่าของ 400 °F
  • 1 : 204.4 °C
  • 2 : 212 °C
  • 3 : 273.15 °C
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 119 :
  • ข้อใดเป็นเครื่องมือที่เหมาะสำหรับใช้ในการตรวจสภาพของสถานีไฟฟ้าย่อย
  • 1 : Thermistor
  • 2 : Thermocouple
  • 3 : Thermography
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 120 :
  • ข้อใดเป็นความผิดปกติที่สามารถตรวจพบได้โดยใช้เครื่องมือฉายภาพอุณหภูมิ (Thermography)
  • 1 : การหลุดหลวมของอุปกรณ์ไฟฟ้า
  • 2 : การหลุดหลวมของอุปกรณ์ทางกล
  • 3 : การมีภาระงานเกินระดับปกติ
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 226 : 07 เทคนิค Inspection - Pressure
ข้อที่ 121 :
  • ข้อใดเป็นเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ตัวแปรร่วมในการทำงานหรือประสิทธิภาพในการทำงานสามารถชี้บ่งสภาพของเครื่องจักรอุปกรณ์นั้นได้ดี
  • 1 : เครื่องสูบ
  • 2 : มอเตอร์ไฟฟ้า
  • 3 : ระบบไฮดรอลิกส์
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 122 :
  • ข้อใดเป็นตัวแปรร่วมในการทำงานที่สามารถชี้บ่งสภาพของระบบนิวเมติกส์ได้ดี
  • 1 : แรงดันไฟฟ้า
  • 2 : แรงดันไอน้ำ
  • 3 : กำลังลม
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 123 :
  • ข้อใดเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการชี้บ่งสภาพของระบบไฮดรอลิกส์ได้ดี
  • 1 : Fluid level indicator
  • 2 : Multi meter
  • 3 : Pressure flow meter
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 124 :
  • ข้อใดเป็นตัวแปรร่วมในการทำงานที่สามารถชี้บ่งสภาพของเครื่องสูบได้ดี
  • 1 : อัตราการไหลของของเหลว
  • 2 : ความถ่วงจำเพาะของของเหลว
  • 3 : อุณหภูมิของเครื่องสูบ
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 125 :
  • ข้อใดเป็นตัวแปรร่วมในการทำงานที่สามารถชี้บ่งสภาพของหม้อไอน้ำได้ดี
  • 1 : แรงดันไอ
  • 2 : อุณหภูมิของไอ
  • 3 : อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 126 :
  • ข้อใดเป็นเครื่องมือที่สามารถใช้ในการชี้บ่งสภาพของหม้อไอน้ำได้ดี
  • 1 : Current clamp meter
  • 2 : Pressure gauge
  • 3 : Volt meter
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 127 :
  • ข้อใดเป็นอุปกรณ์ที่วัดกระแสไฟฟ้าจากแรงเหนี่ยวนำของสนามแม่เหล็กรอบสายไฟ
  • 1 : Amp meter
  • 2 : Current clamp meter
  • 3 : Multi meter
  • 4 : Oscilloscope
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 128 :
  • ข้อใดเป็นการทำงานที่แท้จริงของ โอห์มมิเตอร์ ที่ใช้ทั่วไป
  • 1 : วัดแรงดันแล้วแปลงเป็นความต้านทาน
  • 2 : วัดกระแสแล้วแปลงเป็นความต้านทาน
  • 3 : วัดความต้านทานแล้วผ่านวงจรขยายเพื่อแสดงค่า
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 129 :
  • ข้อใดเป็นวิธีที่มักใช้ในการตรวจสอบว่าวงจรไฟฟ้าทำงานอยู่หรือไม่ (วงจรเปิดหรือปิด)
  • 1 : Resistance testing
  • 2 : Megger testing
  • 3 : HiPot testing
  • 4 : Impedance testing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 130 :
  • ข้อใดเป็นวิธีตรวจสอบความต้านทานจากการให้แรงดันไฟฟ้าขนาด 500-5,000 โวลต์ ในส่วนของวงจรที่ต้องการตรวจสอบ
  • 1 : Resistance testing
  • 2 : Megger testing
  • 3 : HiPot testing
  • 4 : Impedance testing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 131 :
  • ข้อใดเป็นวิธีทดสอบทางไฟฟ้าที่ใช้ตรวจสอบการทำงานของขดลวดได้ดี
  • 1 : Resistance testing
  • 2 : Megger testing
  • 3 : HiPot testing
  • 4 : Impedance testing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 132 :
  • ข้อใดเป็นเครื่องมือมาตรฐานที่ใช้วิเคราะห์การทำงานของวงจรอิเล็กทรอนิกส์กันอย่างแพร่หลาย
  • 1 : Amp meter
  • 2 : Ohmmeter
  • 3 : Oscilloscope
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 227 : 08 เทคนิค Inspection - Noise, visual inspection
ข้อที่ 133 :
  • ข้อใดเป็นความผิดปกติของเครื่องจักรอุปกรณ์ที่อาจพบได้จากการตรวจสอบด้วยสายตา
  • 1 : การรั่วซึมของน้ำมันไฮดรอลิก
  • 2 : การรั่วซึมของน้ำหล่อเย็น
  • 3 : การเกิดสนิมบนชิ้นส่วนโลหะ
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 134 :
  • ข้อใดเป็นเครื่องมือที่ทำให้สามารถมองเครื่องจักรที่หมุนได้ในสภาพที่คล้ายหยุดนิ่งได้
  • 1 : Stereoscope
  • 2 : Stethoscope
  • 3 : Stroboscope
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 135 :
  • ข้อใดเป็นความถี่ในการกระพริบแสงที่จะทำให้มองเครื่องจักรที่หมุนด้วยความเร็วรอบ 950 รอบต่อนาทีในสภาพที่คล้ายหยุดนิ่งได้
  • 1 : 450 รอบต่อนาที
  • 2 : 900 รอบต่อนาที
  • 3 : 1,900 รอบต่อนาที
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 136 :
  • ข้อใดเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในครัวเรือนที่สามารถนำมาใช้วิเคราะห์สภาพเครื่องจักรได้เป็นอย่างดี
  • 1 : โทรทัศน์วงจรปิด
  • 2 : ระบบบันทึกภาพและเครื่องเล่นวีดิทัศน์
  • 3 : เตาไฟฟ้า
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 137 :
  • ข้อใดเป็นการตรวจสอบที่สามารถทำโดยใช้แสงเลเซอร์
  • 1 : ตรวจสอบความตรง
  • 2 : ตรวจสอบความขนาน
  • 3 : ตรวจสอบความเรียบ
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 138 :
  • ข้อใดเป็นเครื่องมือที่สามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงขนาดของชิ้นส่วนแม้เพียงเล็กน้อยได้ดี
  • 1 : Alignment telescope
  • 2 : Measuring microscope
  • 3 : Optical comparator
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 139 :
  • ข้อใดเป็นวิธีการที่ได้ผลดีและประหยัดต่อการตรวจสอบด้วยสายตาสำหรับส่วนของเครื่องจักรด้านที่ติดผนัง
  • 1 : เจาะผนังทำช่องมองถาวร
  • 2 : ติดกระจกเงาที่ผนังด้านนั้น
  • 3 : ติดตั้งกล้องวงจรปิด
  • 4 : ย้ายเครื่องจักรนั้นออกมาจากผนัง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 140 :
  • ข้อใดเป็นโอกาสอันเหมาะที่จะตรวจสอบชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องจักรด้วยสายตาอย่างละเอียด
  • 1 : ในขณะทำการซ่อมฉุกเฉิน (Emergency maintenance)
  • 2 : ในขณะปิดเครื่องทำงานซ่อม (Shutdown maintenance)
  • 3 : ในขณะทำการซ่อมใหญ่หรือยกเครื่อง (Major repair or overhaul)
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 141 :
  • ในการตรวจสอบหารอยแตกร้าวบนโลหะด้วยวิธีใช้สีซึมลึก (Dye penetrant) ตัวสารซึมลึก (penetrant) มักถูกใช้เป็นลำดับที่เท่าใด
  • 1 : กระป๋องที่ 1
  • 2 : กระป๋องที่ 2
  • 3 : กระป๋องที่ 3
  • 4 : กระป๋องที่ 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 142 :
  • ข้อใดเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของสารซึมลึก (Penetrant) ที่ใช้ในการตรวจสอบหารอยแตกร้าวของโลหะด้วยวิธีสีซึมลึก (Dye penetrant)
  • 1 : มีแรงตึงผิวต่ำจึงซึมลึกได้ดี
  • 2 : มีเม็ดสีขนาดเล็กทำให้ซึมลึกในรอยแตกร้าวได้
  • 3 : มีความลื่นสูงจึงมีความสามารถในการไหลดี
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 143 :
  • ข้อใดเป็นความหมายของ Exograph
  • 1 : ภาพฉายของอุณหภูมิที่เกิดจากรังสีอินฟราเรด
  • 2 : ภาพฉายที่เกิดจากรังสีเอ็กซ์ (x-ray)
  • 3 : ภาพฉายที่เกิดจากรังสีแกมมา (gamma-ray)
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 144 :
  • ข้อใดเป็นข้อเด่นของ Gamma-ray ที่เหนือกว่า X-ray ในการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าตรวจหารอยร้าวของโลหะ
  • 1 : สามารถตรวจโลหะได้หนามากกว่า
  • 2 : ใช้เวลาในการตรวจสอบน้อยกว่า
  • 3 : ตรวจสอบรอยแตกร้าวของโลหะที่หนาน้อยกว่า 2 นิ้วได้ดีมาก
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 228 : 09 ประเภท ชนิด ส่วนประกอบ คุณสมบัติ และการวิเคราะห์ lubricant
ข้อที่ 145 :
  • ข้อใดเป็นประเภทของน้ำมันที่นำมาใช้หล่อลื่นเครื่องจักรในเชิงอุตสาหกรรมมากที่สุดในปัจจุบัน
  • 1 : น้ำมันจากพืช
  • 2 : น้ำมันจากสัตว์
  • 3 : น้ำมันจากปิโตรเลียม
  • 4 : น้ำมันสังเคราะห์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 146 :
  • ข้อใดเป็นประเภทของน้ำมันปิโตรเลียมที่ค่าดัชนีความหนืดสูง (High viscosity index)
  • 1 : Aromatic
  • 2 : Asphaltic
  • 3 : Naphthenic
  • 4 : Paraffinic
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 147 :
  • ข้อใดเป็นประเภทของน้ำมันปิโตรเลียมที่มีราคาถูกที่ใช้หล่อลื่นเฟืองเปิดที่มีรอบความเร็วต่ำ
  • 1 : Aromatic
  • 2 : Asphaltic
  • 3 : Naphthenic
  • 4 : Paraffinic
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 148 :
  • ข้อใดเป็นส่วนผสมของน้ำมันปิโตรเลียมที่มักนำมาใช้ในการหล่อลื่น
  • 1 : Asphaltic + Paraffinic
  • 2 : Aromatic + Paraffinic
  • 3 : Naphthenic + Paraffinic
  • 4 : Paraffinic + Aromatic
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 149 :
  • ข้อใดเป็นส่วนประกอบของจาระบีที่ใช้ในการหล่อลื่น
  • 1 : สบู่ น้ำมัน สารเพิ่มคุณสมบัติ
  • 2 : เรซิน น้ำมัน สารเพิ่มคุณสมบัติ
  • 3 : เยลลี่ น้ำมัน สารเพิ่มคุณสมบัติ
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 150 :
  • ข้อใดเป็นอัตราส่วนโดยน้ำหนักของส่วนประกอบของจาระบี (สบู่ : น้ำมัน : สารเพิ่มคุณสมบัติ) ที่ใช้ในการหล่อลื่น
  • 1 : 70 : 25 : 5
  • 2 : 60 : 35 : 5
  • 3 : 40 : 55 : 5
  • 4 : 15 : 80 : 5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 151 :
  • ข้อใดเป็นจาระบีที่มีความแข็งมากที่สุด
  • 1 : NLGI No. 00
  • 2 : NLGI No. 0
  • 3 : NLGI No. 6
  • 4 : NLGI No. 10
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 152 :
  • ข้อใดเป็นตัวอุ้มน้ำมันในจาระบีที่ทนน้ำแต่ไม่ทนความร้อน
  • 1 : สบู่แคลเซียม
  • 2 : สบู่โซเดียม
  • 3 : สบู่ลิเทียม
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 153 :
  • ข้อใดเป็นตัวอุ้มน้ำมันในจาระบีที่ทนน้ำและทนความร้อนได้ดี
  • 1 : สบู่แคลเซียม
  • 2 : สบู่โซเดียม
  • 3 : สบู่ลิเทียม
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 154 :
  • จาระบีในข้อใดสามารถใช้ปนรวมกันได้
  • 1 : ชนิดเดียวกันแต่คนละเบอร์
  • 2 : เบอร์เดียวกันแต่ต่างชนิด
  • 3 : ยี่ห้อเดียวกันแต่ตัวอุ้มน้ำมัน (สบู่) ต่างกัน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 155 :
  • ข้อใดเป็นสารหล่อลื่นสังเคราะห์ที่มักใช้ในตลับลูกปืนที่ไม่ต้องหล่อลื่น
  • 1 : Organic esters
  • 2 : Polyglycols
  • 3 : Silicones
  • 4 : Synthethetic hydrocarbons
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 156 :
  • ข้อใดที่ไม่ใช่คุณสมบัติของน้ำมันหล่อลื่นสังเคราะห์
  • 1 : ดัชนีความหนืดสูง
  • 2 : จุดไหลเทสูง
  • 3 : การระเหยตัวต่ำ
  • 4 : ความเสถียรของคุณสมบัติทางเคมีสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 157 :
  • ข้อใดเป็นประเภทของน้ำมันหล่อลื่นสังเคราะห์ที่ใช้กันมากในทางอุตสาหกรรม
  • 1 : Ester, diester, complex ester
  • 2 : Polyalphaolefin : PAO
  • 3 : Polyglycol
  • 4 : Silicone
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 158 :
  • ข้อใดเป็นระบบวัดความหนืดที่มีหน่วยวัดเป็นวินาทีเซโบลต์ (SUS, SSU)
  • 1 : ระบบเมตริก (สากล)
  • 2 : ระบบอเมริกัน
  • 3 : ระบบอังกฤษ
  • 4 : ระบบยุโรป (เยอรมัน)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 159 :
  • ข้อใดเป็นเงื่อนไขที่เหมาะที่จะใช้เลือกน้ำมันหล่อลื่นที่มีความหนืดต่ำ
  • 1 : ความเร็วรอบต่ำ
  • 2 : ความเร็วรอบสูง
  • 3 : อุณหภูมิสูง
  • 4 : แรงกดสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 160 :
  • ข้อใดเป็นเงื่อนไขที่เหมาะที่จะเลือกใช้น้ำมันหล่อลื่นที่มีความหนืดสูง
  • 1 : ความเร็วรอบต่ำ
  • 2 : อุณหภูมิสูง
  • 3 : แรงกดสูง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 161 :
  • ข้อใดคือความหมายที่ถูกต้องของจุดไหลเทของน้ำมันหล่อลื่น
  • 1 : ระดับความลาดเอียงของแท่งทดสอบที่น้ำมันหล่อลื่นจะไหลเทไปได้
  • 2 : อุณหภูมิต่ำสุดที่น้ำมันจะไหลได้โดยไม่มีอะไรรบกวน
  • 3 : ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของท่อทดลองที่น้ำมันหล่อลื่นจะไหลได้
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 162 :
  • ข้อใดเป็นวิธีกำจัดน้ำมันหล่อลื่นที่ดี
  • 1 : เททิ้งลงท่อระบายน้ำ
  • 2 : เททิ้งให้ซึมลงในดิน
  • 3 : ขายให้กับผู้รับซื้อเร่
  • 4 : นำไปใช้กับงานที่มีความต้องการต่ำกว่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 163 :
  • ข้อใดเป็นจุดมุ่งหมายของการทดสอบน้ำมันหล่อลื่นด้วยการเผา (Burn test)
  • 1 : เพื่อหาจุดวาบไฟ
  • 2 : เพื่อหาโลหะที่อยู่ในน้ำมันหล่อลื่น
  • 3 : เพื่อทดสอบว่ามีน้ำปนเปื้อนในน้ำมันหล่อลื่นหรือไม่
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 164 :
  • ข้อใดเป็นจุดมุ่งหมายของการทดสอบน้ำมันหล่อลื่นด้วยแท่งไหลน้ำมัน (Flow stick)
  • 1 : เพื่อตรวจว่าน้ำมันหล่อลื่นมีความหนืดเหมาะสมที่จะใช้งานต่อไปได้หรือไม่
  • 2 : เพื่อตรวจหา ของแข็งหรือสิ่งแปลกปลอมที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำมันหล่อลื่น
  • 3 : เพื่อทดสอบว่ามีน้ำปนเปื้อนในน้ำมันหล่อลื่นหรือไม่
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 165 :
  • ข้อใดเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจสอบการล้าตัว (Fatigue) ของเครื่องจักร
  • 1 : การวิเคราะห์การสั่นสะเทือน
  • 2 : การฉายภาพอุณหภูมิ
  • 3 : การวิเคราะห์น้ำมันหล่อลื่น
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 166 :
  • ข้อใดเป็นหน้าที่ของปลั๊กแม่เหล็ก (Magnetic plug)
  • 1 : ปรับเส้นแรงแม่เหล็กของน้ำมันหล่อลื่น
  • 2 : ดูดโลหะจากน้ำมันหล่อลื่นไปเก็บไว้
  • 3 : ป้องกันการรั่วซึมของน้ำมันหล่อลื่น
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 167 :
  • ข้อใดเป็นสารเพิ่มคุณสมบัติที่ช่วยลดการเกิดกรดในน้ำมันหล่อลื่น
  • 1 : สารต้านออกซิเดชั่น (Oxidation Inhibitors)
  • 2 : สารป้องกันสนิม (Rust Inhibitors)
  • 3 : สารรับแรงกดสูง (Extreme-pressure Additives)
  • 4 : สารปรับปรุงดัชนีความหนืด (Viscosity Index Improver)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 168 :
  • ข้อใดเป็นสารเพิ่มคุณสมบัติที่ทำให้น้ำมันหล่อลื่นใช้งานได้ดีแม้อุณหภูมิของเครื่องจักรขณะทำงานจะสูงขึ้น
  • 1 : สารต้านออกซิเดชั่น (Oxidation Inhibitors)
  • 2 : สารป้องกันสนิม (Rust Inhibitors)
  • 3 : สารรับแรงกดสูง (Extreme-pressure Additives)
  • 4 : สารปรับปรุงดัชนีความหนืด (Viscosity Index Improver)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 229 : 10 ระบบการหล่อลื่น (Lubrication management system)
ข้อที่ 169 :
  • ข้อใดเป็นเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับระบบหล่อลื่นที่ใช้การเติมจาระบีด้วยมือ
  • 1 : มีจุดเติมจาระบีน้อย เข้าถึงได้ยาก
  • 2 : มีจุดเติมจาระบีน้อย เข้าถึงได้โดยสะดวก
  • 3 : มีจุดเติมจาระบีมาก เข้าถึงได้ยาก
  • 4 : มีจุดเติมจาระบีมาก เข้าถึงได้โดยสะดวก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 170 :
  • ข้อใดเป็นเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับระบบหล่อลื่นที่ใช้การเติมจาระบีโดยจ่ายแบบอัตโนมัติจากศูนย์กลาง
  • 1 : มีจุดจาระบีเติมน้อย เข้าถึงได้ยาก
  • 2 : มีจุดเติมจาระบีน้อย เข้าถึงได้โดยสะดวก
  • 3 : มีจุดจาระบีเติมมาก เข้าถึงได้ยาก
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 171 :
  • ข้อใดเป็นระบบหล่อลื่นที่ระบายความร้อนได้ดีเท่าที่ต้องการได้
  • 1 : ระบบจุ่มหรือสาดน้ำมัน
  • 2 : ระบบละอองน้ำมัน
  • 3 : ระบบไหลเวียนน้ำมัน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 172 :
  • ข้อใดเป็นระบบหล่อลื่นที่ระบายความร้อนได้น้อยที่สุด
  • 1 : ระบบเติมน้ำมันด้วยการหยอด
  • 2 : ระบบจุ่มหรือสาดน้ำมัน
  • 3 : ระบบละอองน้ำมัน
  • 4 : ระบบไหลเวียนน้ำมัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 173 :
  • ข้อใดเป็นระบบหล่อลื่นที่ต้นทุนเริ่มต้นต่ำสุด
  • 1 : ระบบจุ่มหรือสาดน้ำมัน
  • 2 : ระบบจ่ายจาระบีอัตโนมัติจากศูนย์กลาง
  • 3 : ระบบละอองน้ำมัน
  • 4 : ระบบไหลเวียนน้ำมัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 174 :
  • ข้อใดเป็นระบบหล่อลื่นที่มีต้นทุนด้านสารหล่อลื่นต่ำสุด
  • 1 : ระบบเติมจาระบีด้วยมือ
  • 2 : ระบบจ่ายจาระบีอัตโนมัติจากศูนย์กลาง
  • 3 : ระบบเติมน้ำมันด้วยการหยอด
  • 4 : ระบบไหลเวียนน้ำมัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 175 :
  • ข้อใดเป็นวิธีการที่ใช้กันทั่วไปเพื่อป้องกันการสับสนปะปนในการใช้สารหล่อลื่นในโรงงานอุตสาหกรรม
  • 1 : ตั้งรหัสประจำตัวสำหรับสารหล่อลื่นแต่ละชนิด
  • 2 : ใช้รูปสัญลักษณ์ของสารหล่อลื่นแต่ละชนิด
  • 3 : ใช้สีที่แตกต่างสำหรับสารหล่อลื่นแต่ละชนิด
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 176 :
  • ข้อใดเป็นเหตุผลที่มีการลดความหลากหลายของสารหล่อลื่นในการออกแบบระบบการจัดการหล่อลื่นเครื่องจักรกลอุตสาหกรรม
  • 1 : เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซื้อสารหล่อลื่นให้น้อยลง
  • 2 : เพื่อลดความยุ่งยากซับซ้อนในการจัดการสารหล่อลื่น
  • 3 : เพื่อให้การใช้สารหล่อลื่นตรงกับความต้องการของผู้สร้างเครื่องจักรให้มากที่สุด
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 177 :
  • ข้อใดเป็นเอกสารหลักในการดำเนินงานหล่อลื่น
  • 1 : แผนการหล่อลื่นแม่บท
  • 2 : รายการตรวจประเมินระบบหล่อลื่น
  • 3 : บัญชีสารหล่อลื่น
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 178 :
  • ข้อใดเป็นบุคคลที่ควรได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานหล่อลื่น
  • 1 : ช่างซ่อมเครื่องกล
  • 2 : พนักงานประจำเครื่องจักร
  • 3 : ช่างหล่อลื่น หรือ ช่างน้ำมัน
  • 4 : เลือกบุคคลใดบุคคลหนึ่งในสามข้อข้างต้นได้ตามความพร้อมและความเหมาะสม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 179 :
  • ข้อใดเป็นประโยชน์ของการให้พนักงานประจำเครื่องจักรเป็นผู้รับผิดชอบงานหล่อลื่น
  • 1 : ทำให้ความเป็นเจ้าของสมบูรณ์ขึ้น
  • 2 : เพิ่มทักษะทางด้านเทคนิคให้กับพนักงานประจำเครื่อง
  • 3 : ลดภาระงานหล่อลื่นของฝ่ายซ่อมบำรุง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 180 :
  • ข้อใดเป็นประโยชน์ของการให้ช่างหล่อลื่นเป็นผู้รับผิดชอบงานหล่อลื่น
  • 1 : ลดต้นทุนในการหล่อลื่น
  • 2 : ทำให้ความรับผิดชอบกับเครื่องจักรมีความชัดเจน
  • 3 : สร้างและใช้ความเชี่ยวชาญของช่างหล่อลื่น
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 181 :
  • ข้อใดเป็นวัตถุประสงค์หลักในการตรวจประเมินระบบหล่อลื่น (Lubrication system audit)
  • 1 : เพื่อควบคุมการหล่อลื่นให้เป็นไปตามแบบแผนที่กำหนดไว้
  • 2 : เพื่อลดต้นทุนในการหล่อลื่น
  • 3 : เพื่อตรวจหาข้อบกพร่องของพนักงานที่รับผิดชอบงานหล่อลื่น
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 182 :
  • ข้อใดเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เกิดความสัมพันธ์เชิงปฏิปักษ์ระหว่างผู้ขายกับผู้ใช้สารหล่อลื่น
  • 1 : ผู้ใช้ขาดความรู้เกี่ยวกับสารหล่อลื่น
  • 2 : ผู้ขายไม่มีความรู้เกี่ยวกับสารหล่อลื่น
  • 3 : ทั้งสองฝ่ายหวังแค่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 183 :
  • ข้อใดเป็นเหตุผลที่ผู้ใช้สารหล่อลื่นมักเลือกส่งสารหล่อลื่นไปวิเคราะห์ที่ห้องทดสอบของบริษัทน้ำมันผู้จำหน่ายสารหล่อลื่น
  • 1 : บริษัทน้ำมันมักได้มาตรฐาน ISO 17025
  • 2 : ถือเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของผู้ขายสารหล่อลื่น
  • 3 : การจัดตั้งห้องทดสอบและวิเคราะห์น้ำมันหล่อลื่นมีต้นทุนสูง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 184 :
  • ข้อใดเป็นขั้นตอนที่มักเป็นปัญหาในการวิเคราะห์น้ำมันหล่อลื่นที่ต้องกระทำอย่างมีทักษะดีพอ
  • 1 : การเก็บตัวอย่างน้ำมันหล่อลื่น
  • 2 : การกำหนดตัวชี้บ่งน้ำมันหล่อลื่น
  • 3 : การส่งตัวอย่างน้ำมันหล่อลื่นไปห้องทดสอบ
  • 4 : การกำจัดน้ำมันหล่อลื่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 185 :
  • ข้อใดมักเป็นที่มาของการปนเปื้อนของน้ำในน้ำมันหล่อลื่น
  • 1 : การดูดซึม
  • 2 : การควบแน่น
  • 3 : ตัวเปลี่ยนถ่ายความร้อน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 186 :
  • ข้อใดเป็นเหตุผลของการวางถังน้ำมันตามนอนแทนการวางตั้ง
  • 1 : เพื่อความสะดวกในการถ่ายเทน้ำมันหล่อลื่นไปใช้งาน
  • 2 : เพื่อป้องกันการดูดซึมไอน้ำจากอากาศเข้าไปปนเปื้อนกับน้ำมัน
  • 3 : เพื่อลดโอกาสในการเกิดอัคคีภัยในคลังน้ำมัน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 187 :
  • ข้อใดเป็นสารเคมีที่ช่วยปรับปรุงดัชนีความหนืดโดยช่วยลดอัตราการเปลี่ยนแปลงความหนืดใสของน้ำมันเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนไป
  • 1 : Chlorine
  • 2 : Sulfur
  • 3 : Polyisobutylene
  • 4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 188 :
  • ข้อใดเป็นสารชำระล้างและกระจายความสกปรก (Detergents and Dispersants)
  • 1 : Metallic sulfonates
  • 2 : Silicone polymer
  • 3 : Polyisobutylene
  • 4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 189 :
  • ข้อใดเป็นผู้ที่มีบทบาทในการจัดหาสารหล่อลื่น
  • 1 : ฝ่ายซ่อมบำรุง
  • 2 : ฝ่ายจัดซื้อ
  • 3 : ฝ่ายวิศวกรรม
  • 4 : ทั้งสามฝ่ายร่วมกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 190 :
  • ข้อใดเป็นวิธีการที่ใช้ในการทดสอบน้ำมันหล่อลื่นอย่างง่าย
  • 1 : การทดสอบความหนืดโดยแท่งไหลน้ำมัน
  • 2 : การทดสอบด้วยขวดทดสอบ
  • 3 : การทดสอบด้วยการเผา
  • 4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 191 :
  • ข้อใดเป็นผลที่น่าจะได้จากความร่วมมือกับผู้จำหน่ายสารหล่อลื่น
  • 1 : การลดความหลากหลายของสารหล่อลื่น
  • 2 : การกรองน้ำมันหล่อลื่นเพื่อใช้งานอื่น
  • 3 : การทดสอบสภาพสารหล่อลื่น
  • 4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 192 :
  • ข้อใดมักเป็นที่มาของการปนเปื้อนของน้ำในน้ำมันหล่อลื่น
  • 1 : น้ำจากภายนอก
  • 2 : การควบแน่น
  • 3 : การสันดาปและปรับสภาพเป็นกลาง
  • 4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 230 : 11 ระบบการแจ้งซ่อมและการรายงาน
ข้อที่ 193 :
  • ข้อมูลสำคัญที่จำเป็นต้องมีในใบแจ้งซ่อม คือข้อใด
  • 1 : วันเวลาที่แจ้ง
  • 2 : แผนกที่แจ้งซ่อม
  • 3 : ตำแหน่งที่ตั้งของเครื่องที่เสีย
  • 4 : ความเร่งด่วนของงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 194 :
  • ผู้ที่จะเขียนใบแจ้งซ่อมได้นั้น จะต้องเป็นใครจึงจะเหมาะสม
  • 1 : หัวหน้าแผนกผลิต
  • 2 : หัวหน้าแผนกบำรุงรักษา
  • 3 : maintenance inspector
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 195 :
  • ข้อมูลที่นำมาจากรายงานการซ่อม และ เอามาบันทึกไว้ในประวัติเครื่องจักร คือข้อใด
  • 1 : วันเวลาที่เครื่องเสีย
  • 2 : รหัสหมายเลขเครื่อง
  • 3 : ผู้จำหน่ายอะไหล่
  • 4 : ผู้ผลิตเครื่องจักร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 196 :
  • ข้อมูลที่นำมาจากรายงานการซ่อม และ เอามาบันทึกไว้ในประวัติเครื่องจักร คือข้อใด
  • 1 : วันเวลาที่ซ่อมเครื่องเสร็จ
  • 2 : รหัสหมายเลขเครื่อง
  • 3 : ผู้จำหน่ายอะไหล่
  • 4 : ผู้ผลิตเครื่องจักร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 197 :
  • ข้อมูลที่นำมาจากรายงานการซ่อม และ เอามาบันทึกไว้ในประวัติเครื่องจักร คือข้อใด
  • 1 : รหัสหมายเลขเครื่อง
  • 2 : ผู้จำหน่ายอะไหล่
  • 3 : สาเหตุที่เครื่องจักรเสีย
  • 4 : ผู้ผลิตเครื่องจักร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 198 :
  • ข้อมูลที่นำมาจากรายงานการซ่อม และ เอามาบันทึกไว้ในประวัติเครื่องจักร คือข้อใด
  • 1 : รหัสหมายเลขเครื่อง
  • 2 : ผู้จำหน่ายอะไหล่
  • 3 : ระยะเวลาที่ต้องรออะไหล่ (ถ้ามี)
  • 4 : ผู้ผลิตเครื่องจักร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 199 :
  • ข้อมูลที่นำมาจากรายงานการซ่อม และ เอามาบันทึกไว้ในประวัติเครื่องจักร คือข้อใด
  • 1 : รหัสหมายเลขเครื่อง
  • 2 : ผู้จำหน่ายอะไหล่
  • 3 : วันเวลาที่เริ่มทำงานซ่อม
  • 4 : ผู้ผลิตเครื่องจักร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 200 :
  • ระบบข้อมูลที่สำคัญในการจัดการบำรุงรักษา นอกจาก ระบบการแจ้งซ่อมและสั่งงาน ระบบบันทึกประวัติเครื่องจักรแล้ว ยังมีอะไรอีก
  • 1 : ระบบการสั่งซื้ออะไหล่
  • 2 : ระบบการวางแผนshutdown
  • 3 : ระบบการเก็บเอกสารซ่อมบำรุง
  • 4 : ระบบข้อมูลรายละเอียดเครื่องจักร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 201 :
  • ข้อใดเป็นรายละเอียดที่จำเป็นต้องมีในใบสั่งงานบำรุงรักษา
  • 1 : ผู้ที่จะติดต่อในการซื้ออะไหล่
  • 2 : หมายเลขรหัสเครื่องจักรที่ต้องบำรุงรักษา
  • 3 : ประวัติเครื่องจักร
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 202 :
  • ข้อใดเป็นรายละเอียดที่จำเป็นต้องมีในใบสั่งงานบำรุงรักษา
  • 1 : ตำแหน่งที่ตั้งเครื่องจักร
  • 2 : ผู้ที่จะติดต่อในการซื้ออะไหล่
  • 3 : ประวัติเครื่องจักร
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 203 :
  • ข้อใดเป็นรายละเอียดที่จำเป็นต้องมีในใบสั่งงานบำรุงรักษา
  • 1 : ผู้ที่จะติดต่อในการซื้ออะไหล่
  • 2 : รายละเอียดของงานบำรุงรักษา
  • 3 : ประวัติเครื่องจักร
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 204 :
  • ข้อใดเป็นรายละเอียดที่จำเป็นต้องมีในใบสั่งงานบำรุงรักษา
  • 1 : ผู้ที่จะติดต่อในการซื้ออะไหล่
  • 2 : ประวัติเครื่องจักร
  • 3 : ข้อแนะนำเกี่ยวกับความปลอดภัย (ถ้ามี)
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 205 :
  • เมื่อทำงานบำรุงรักษาตามใบสั่งงานแล้ว รายละเอียดที่ต้องรายงานกลับมาในใบสั่งงานควรเป็นข้อใด
  • 1 : รายชื่อพนักงานผู้ควบคุมเครื่องจักรนั้น
  • 2 : บริษัทที่ได้ติดต่อซื้ออะไหล่
  • 3 : วันเวลาที่เริ่มงานจริง
  • 4 : หมายเลขเครื่องจักร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 206 :
  • เมื่อทำงานบำรุงรักษาตามใบสั่งงานแล้ว รายละเอียดที่ต้องรายงานกลับมาในใบสั่งงานควรเป็นข้อใด
  • 1 : รายชื่อพนักงานผู้ควบคุมเครื่องจักรนั้น
  • 2 : บริษัทที่ได้ติดต่อซื้ออะไหล่
  • 3 : วันเวลาที่งานเสร็จ
  • 4 : หมายเลขเครื่องจักร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 207 :
  • เมื่อทำงานบำรุงรักษาตามใบสั่งงานแล้ว รายละเอียดที่ต้องรายงานกลับมาในใบสั่งงานควรเป็นข้อใด
  • 1 : บริษัทที่ได้ติดต่อซื้ออะไหล่
  • 2 : รายการอะไหล่ที่ใช้ไปในการทำงาน
  • 3 : หมายเลขเครื่องจักร
  • 4 : รายชื่อพนักงานผู้ควบคุมเครื่องจักรนั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 208 :
  • เมื่อทำงานบำรุงรักษาตามใบสั่งงานแล้ว รายละเอียดที่ต้องรายงานกลับมาในใบสั่งงานควรเป็นข้อใด
  • 1 : หมายเลขเครื่องจักร
  • 2 : บริษัทที่ได้ติดต่อซื้ออะไหล่
  • 3 : รายชื่อพนักงานผู้ควบคุมเครื่องจักรนั้น
  • 4 : เลขที่อ้างอิงของใบเบิกวัสดุและอะไหล่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 209 :
  • เมื่อทำงานบำรุงรักษาตามใบสั่งงานแล้ว รายละเอียดที่ต้องรายงานกลับมาในใบสั่งงานควรเป็นข้อใด
  • 1 : หมายเลขเครื่องจักร
  • 2 : บริษัทที่ได้ติดต่อซื้ออะไหล่
  • 3 : รายชื่อพนักงานผู้ควบคุมเครื่องจักรนั้น
  • 4 : รายชื่อพนักงานบำรุงรักษาที่ทำงานนั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 210 :
  • ข้อมูลที่ควรเก็บไว้ในรายการเกี่ยวกับเครื่องจักรได้แก่
  • 1 : รายชื่อพนักงานผู้ควบคุมเครื่องจักรนั้น
  • 2 : ประวัติเครื่องจักร
  • 3 : ผู้ขายอะไหล่
  • 4 : วิธีการบำรุงรักษาป้องกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 211 :
  • ข้อมูลที่ควรเก็บไว้ในรายการเกี่ยวกับเครื่องจักรได้แก่
  • 1 : รายชื่อพนักงานผู้ควบคุมเครื่องจักรนั้น
  • 2 : ประวัติเครื่องจักร
  • 3 : ตำแหน่งที่ตั้งของเครื่องจักร
  • 4 : วิธีการบำรุงรักษาป้องกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 212 :
  • ข้อมูลที่ควรเก็บไว้ในรายการเกี่ยวกับเครื่องจักรได้แก่
  • 1 : รายชื่อพนักงานผู้ควบคุมเครื่องจักรนั้น
  • 2 : ประวัติเครื่องจักร
  • 3 : รายการอ้างอิงเกี่ยวกับแบบ (drawing) ของเครื่องจักร
  • 4 : วิธีการบำรุงรักษาป้องกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 213 :
  • ข้อมูลที่ควรเก็บไว้ในรายการเกี่ยวกับเครื่องจักรได้แก่
  • 1 : รายชื่อพนักงานผู้ควบคุมเครื่องจักรนั้น
  • 2 : ประวัติเครื่องจักร
  • 3 : คู่มือการใช้งาน (Manual) ของเครื่องจักร
  • 4 : วิธีการบำรุงรักษาป้องกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 214 :
  • ข้อมูลที่ควรเก็บไว้ในรายการเกี่ยวกับเครื่องจักรได้แก่
  • 1 : รายชื่อพนักงานผู้ควบคุมเครื่องจักรนั้น
  • 2 : ประวัติเครื่องจักร
  • 3 : รหัสของเครื่องจักร
  • 4 : วิธีการบำรุงรักษาป้องกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 215 :
  • เอกสารในข้อใดที่วิศวกรซ่อมบำรุงใช้บันทึกการวิเคราะห์ ประเมินงานซ่อม และจัดงานซ่อม
  • 1 : ใบสั่งงานซ่อม
  • 2 : ใบแจ้งซ่อม
  • 3 : รายงานซ่อมบำรุง
  • 4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 216 :
  • เอกสารในข้อใดที่หัวหน้างานซ่อมใช้สำหรับบันทึกการส่งมอบงานซ่อมหลังจากช่างซ่อมทำการซ่อมเรียบร้อยแล้ว
  • 1 : ใบแจ้งซ่อม
  • 2 : ใบสั่งงานซ่อม
  • 3 : รายงานซ่อมบำรุง
  • 4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 231 : 12 ระบบ P.M. (P.M. Standard and check sheet)
ข้อที่ 217 :
  • ข้อใดที่ถือว่าเป็นงานซ่อมบำรุงป้องกันทางอ้อม (Indirect PM)
  • 1 : การเปลี่ยนชิ้นส่วนของเครื่องจักรที่หมดอายุ
  • 2 : การยกเครื่อง
  • 3 : การตรวจสอบสภาพเครื่องจักร
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 218 :
  • ข้อใดเป็นสิ่งที่พนักงานตรวจสอบเครื่องจักร (PM Inspector) ควรทำเมื่อพบข้อบกพร่องเล็กน้อยที่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย
  • 1 : แก้ไขข้อบกพร่องนั้นแล้วทำรายงาน
  • 2 : ออกใบแจ้งซ่อม
  • 3 : สั่งให้หยุดเครื่อง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 219 :
  • ข้อใดเป็นสิ่งที่พนักงานตรวจสอบเครื่องจักร (PM Inspector) ควรทำเมื่อพบข้อบกพร่องที่ต้องมีการวินิจฉัยสาเหตุหรือต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนอะไหล่
  • 1 : แก้ไขข้อบกพร่องนั้นแล้วทำรายงาน
  • 2 : ออกใบแจ้งซ่อม
  • 3 : สั่งให้หยุดเครื่อง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 220 :
  • ข้อใดเป็นเอกสารที่มักระบุวิธีการและความถี่ในการซ่อมบำรุงป้องกัน
  • 1 : มาตรฐานงานซ่อมบำรุงป้องกัน
  • 2 : กำหนดการซ่อมบำรุงป้องกัน
  • 3 : ใบสั่งงานซ่อมบำรุงป้องกัน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 221 :
  • ข้อใดเป็นประโยชน์ของการซ่อมบำรุงป้องกัน
  • 1 : ลดการชำรุดขัดข้องของเครื่องจักรและการสูญเสียผลผลิต
  • 2 : ลดงานซ่อมฉุกเฉิน งานซ่อมใหญ่
  • 3 : ลดการใช้อะไหล่และขนาดคงคลังอะไหล่
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 222 :
  • ข้อใดเป็นถือว่าเป็นงานซ่อมบำรุงประจำ (Routine maintenance)
  • 1 : การหล่อลื่นและการตรวจสอบสภาพเครื่องจักร
  • 2 : การหล่อลื่นและการเปลี่ยนชิ้นส่วนที่หมดอายุ
  • 3 : การทำความสะอาดและการหล่อลื่นเครื่องจักร
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 223 :
  • ข้อใดเป็นการตรวจสอบแบบภาวะวิสัย (Objective inspection)
  • 1 : การฟังเสียงของเครื่องจักรขณะทำงาน
  • 2 : การวัดและวิเคราะห์การสั่นสะเทือนของเครื่องจักร
  • 3 : ถูกทั้งข้อ 1 และ 2  
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 224 :
  • ข้อใดเป็นงานที่ช่วยให้ระบบซ่อมบำรุงป้องกันมีประสิทธิผล
  • 1 : การตรวจสอบสภาพเครื่องจักร
  • 2 : การเปลี่ยนชิ้นส่วนตามระยะเวลาที่กำหนดไว้
  • 3 : การยกเครื่องหรือทำการซ่อมใหญ่ทุกปี
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 225 :
  • ข้อใดเป็นเวลาที่เป็นโอกาสในการตรวจสอบสภาพเครื่องจักร
  • 1 : ขณะเดินเครื่อง
  • 2 : ขณะหยุดเครื่อง / ปิดซ่อม
  • 3 : ขณะทำการซ่อมใหญ่
  • 4 : ทั้งสามข้อประกอบกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 226 :
  • ข้อใดเป็นบุคลากรที่ควรได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบสภาพเครื่องจักร
  • 1 : พนักงาน หรือ หัวหน้างานในผ่ายผลิต
  • 2 : ช่างซ่อมบำรุง
  • 3 : พนักงานตรวจสภาพเครื่องจักร
  • 4 : จัดตามความเหมาะสมจากสามข้อข้างต้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 227 :
  • ข้อใดเป็นข้อดีของการตรวจวัดสภาพแบบใช้ประสาทสัมผัสและความชำนาญ (Subjective Condition Monitoring)
  • 1 : ได้ผลแน่นอนกว่า
  • 2 : เก็บประวัติได้ง่ายกว่า
  • 3 : ใช้เงินลงทุนน้อย
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 228 :
  • ข้อใดเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ต้องติดเครื่องมือตรวจสอบสภาพเครื่องไว้ประจำเครื่องจักรที่มีความสำคัญ
  • 1 : เครื่องจักรมีราคาแพง
  • 2 : ช่วงเวลาบอกเตือนเหตุขัดข้องล่วงหน้าสั้น
  • 3 : ไม่มีพนักงานอยู่ประจำเครื่องจักรนั้น
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 229 :
  • ข้อใดเป็นเอกสารในระบบซ่อมบำรุงป้องกันที่อาจจัดทำในรูปของรายการตรวจสอบได้
  • 1 : มาตรฐานซ่อมบำรุงป้องกัน
  • 2 : กำหนดการซ่อมบำรุงป้องกัน
  • 3 : ใบสั่งงานซ่อมบำรุงป้องกัน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 230 :
  • ข้อใดเป็นเอกสารอ้างอิงรายการแรกที่ควรใช้ในการจัดทำมาตรฐานซ่อมบำรุงป้องกัน
  • 1 : คู่มือบำรุงรักษาเครื่องจักร
  • 2 : ประวัติ / บันทึกการซ่อมบำรุงเครื่องจักร
  • 3 : ตำราทางเทคนิค
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 231 :
  • ข้อใดไม่เป็นวัตถุประสงค์ในการจัดทำกำหนดการบำรุงรักษา (PM Schedule)
  • 1 : เพื่อกำหนดเวลาในการบำรุงรักษาเครื่องจักร
  • 2 : เพื่อกระจายภาระงาน
  • 3 : เพื่อให้ได้งานตรงตามมาตรฐานที่กำหนด
  • 4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 232 :
  • ข้อใดเป็นวัตถุประสงค์ในการประเมินงานบำรุงรักษาป้องกัน (PM Appraisal)ข้อใดเป็นวัตถุประสงค์ในการประเมินงานบำรุงรักษาป้องกัน (PM Appraisal)
  • 1 : เพื่อกระจายภาระงาน
  • 2 : เพื่อให้ได้งานตรงตามมาตรฐานที่กำหนด
  • 3 : เพื่อแสดงสารสนเทศในการปรับปรุง
  • 4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 233 :
  • ข้อใดเป็นการตรวจวัดสภาพแบบใช้ประสาทสัมผัสและความชำนาญ (Subjective Condition Monitoring)
  • 1 : การตรวจสอบความตึงของสายพานตัววี
  • 2 : การตรวจวัดการสั่นสะเทือน
  • 3 : การตรวจวัดตัวแปรร่วมของกระบวนการ
  • 4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 234 :
  • ข้อใดเป็นการตรวจวัดสภาพแบบใช้ประสาทสัมผัสและความชำนาญ (Subjective Condition Monitoring)
  • 1 : การตรวจสอบความตึงของสายพานตัววี
  • 2 : การตรวจหารอยรั่วซึมของหม้อน้ำ
  • 3 : คำตอบข้อ 1 และ 2 ถูก
  • 4 : คำตอบข้อ 1 และ 2 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 235 :
  • ข้อใดเป็นวัตถุประสงค์ของใบรายการเครื่องจักร (Machine List)
  • 1 : เพื่อแสดงภาพรวมของเครื่องจักร และอุปกรณ์
  • 2 : เพื่อบ่งชี้กิจกรรมซ่อมบำรุงรักษา
  • 3 : เพื่อแสดงรายละเอียดงานซ่อมบำรุงรักษา
  • 4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 236 :
  • ข้อใดเป็นวัตถุประสงค์ของใบมาตรฐานงานซ่อมบำรุงป้องกัน (PM Standard)
  • 1 : เพื่อบ่งชี้กิจกรรมซ่อมบำรุงรักษา
  • 2 : เพื่อแสดงรายละเอียดงานซ่อมบำรุงรักษา
  • 3 : เพื่อเป็นเอกสารระบบที่เป็นเครื่องมือปรับปรุง
  • 4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 237 :
  • ข้อใดเป็นวัตถุประสงค์ของใบรายการซ่อมบำรุงป้องกัน
  • 1 : เพื่อแสดงภาพรวมของเครื่องจักร และอุปกรณ์
  • 2 : เพื่อแสดงรายละเอียดงานซ่อมบำรุงรักษา
  • 3 : เพื่อแสดงโครงสร้างและส่วนประกอบหลัก
  • 4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 238 :
  • ข้อใดเป็นข้อมูลที่มักจะระบุในใบรายการซ่อมบำรุงป้องกัน (PM List)
  • 1 : ชื่อเครื่องจักร
  • 2 : รหัสเครื่องจักร
  • 3 : อุปกรณ์ และชุดส่วนหลัก
  • 4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 239 :
  • ข้อใดเป็นข้อมูลที่มักจะไม่ถูกระบุในใบรายการซ่อมบำรุงป้องกัน (PM List)
  • 1 : ชื่อเครื่องจักร
  • 2 : อุปกรณ์ และชุดส่วนหลัก
  • 3 : เวลามาตรฐานในการซ่อมบำรุงรักษา
  • 4 : รายการมาตรฐานงานซ่อมบำรุงป้องกัน (PM Standards) ที่จะใช้งาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 240 :
  • ข้อใดไม่เป็นกิจกรรมซ่อมบำรุงป้องกัน
  • 1 : การทำความสะอาด
  • 2 : การหล่อลื่น
  • 3 : การเปลี่ยนชิ้นส่วน
  • 4 : คำตอบข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 232 : 13 ระบบงาน P.M. (Scheduling and Planning)
ข้อที่ 241 :
  • ข้อใดเป็นช่วงเวลาที่กำหนดการซ่อมบำรุงป้องกัน (PM schedule) มักจะครอบคลุม
  • 1 : 1 สัปดาห์
  • 2 : 1 เดือน
  • 3 : 1 ปี
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 242 :
  • ข้อใดเป็นความถี่ในการทำงานซ่อมบำรุงป้องกันที่ไม่เป็นที่นิยมใช้กัน
  • 1 : ทุก 1 สัปดาห์
  • 2 : ทุก 2 สัปดาห์
  • 3 : ทุก 3 สัปดาห์
  • 4 : ทุก 4 สัปดาห์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 243 :
  • ข้อใดเป็นสัปดาห์ที่จะต้องตรวจสภาพเครื่องจักรที่ต้องทำเป็นประจำทุก 4 สัปดาห์ หากกำหนดให้เริ่มทำงานนี้ครั้งแรกของปีในสัปดาห์ที่ 3
  • 1 : สัปดาห์ที่ 31
  • 2 : สัปดาห์ที่ 32
  • 3 : สัปดาห์ที่ 33
  • 4 : สัปดาห์ที่ 34
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 244 :
  • ข้อใดเป็นสัปดาห์ที่จะต้องตรวจสภาพเครื่องจักรที่ต้องทำเป็นประจำทุกไตรมาส หากกำหนดให้เริ่มทำงานนี้ครั้งแรกในสัปดาห์ที่ 3
  • 1 : สัปดาห์ที่ 27
  • 2 : สัปดาห์ที่ 29
  • 3 : สัปดาห์ที่ 31
  • 4 : สัปดาห์ที่ 33
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 245 :
  • ข้อใดเป็นสัปดาห์ที่จะต้องตรวจสภาพเครื่องจักรที่ต้องทำเป็นประจำทุก 4 สัปดาห์ เป็นครั้งแรกของปี หากมีกำหนดให้มีการทำงานนี้ในสัปดาห์ที่ 34 รวมอยู่ด้วย
  • 1 : สัปดาห์ที่ 1
  • 2 : สัปดาห์ที่ 2
  • 3 : สัปดาห์ที่ 3
  • 4 : สัปดาห์ที่ 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 246 :
  • ข้อใดเป็นสัปดาห์ที่จะต้องตรวจสภาพเครื่องจักรที่ต้องทำเป็นประจำทุกไตรมาสเป็นครั้งแรกของปี หากกำหนดให้ทำงานนี้สัปดาห์ที่ 37 รวมอยู่ด้วย
  • 1 : สัปดาห์ที่ 5
  • 2 : สัปดาห์ที่ 7
  • 3 : สัปดาห์ที่ 9
  • 4 : สัปดาห์ที่ 11
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 247 :
  • ข้อใดเป็นต้นทุนรวมที่ต้องนำมาคำนวณเพื่อกำหนดช่วงเวลาที่ประหยัดที่สุดในการทำงานซ่อมบำรุงป้องกัน (Optimum PM interval)
  • 1 : ต้นทุนในงานซ่อมบำรุงป้องกัน กับ ต้นทุนอะไหล่และอุปกรณ์
  • 2 : ต้นทุนในงานซ่อมบำรุงป้องกัน กับ ต้นทุนค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักร
  • 3 : ต้นทุนในงานซ่อมบำรุงป้องกัน กับ ต้นทุนในการเกิดเหตุชำรุดขัดข้อง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 248 :
  • ข้อใดเป็นภาระงานตลอดทั้งปีของงานซ่อมบำรุงป้องกันที่ต้องทำทุกสัปดาห์ และแต่ละครั้งจะต้องใช้เวลา 10 นาที
  • 1 : 8 ชั่วโมง 20 นาที
  • 2 : 8 ชั่วโมง 30 นาที
  • 3 : 8 ชั่วโมง 40 นาที
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 249 :
  • ข้อใดเป็นภาระงานตลอดทั้งปีของงานซ่อมบำรุงป้องกันที่ต้องทำทุก 4 สัปดาห์ และแต่ละครั้งจะต้องใช้เวลา 15 นาที
  • 1 : 3 ชั่วโมง 15 นาที
  • 2 : 3 ชั่วโมง 30 นาที
  • 3 : 3 ชั่วโมง 45 นาที
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 250 :
  • ข้อใดเป็นภาระงานตลอดทั้งปีของงานซ่อมบำรุงป้องกันที่ต้องทำทุกไตรมาส และแต่ละครั้งจะต้องใช้เวลา 25 นาที 15 วินาที
  • 1 : 1 ชั่วโมง 11 นาที
  • 2 : 1 ชั่วโมง 21 นาที
  • 3 : 1 ชั่วโมง 31 นาที
  • 4 : 1 ชั่วโมง 41 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 251 :
  • ข้อใดเป็นเครื่องมือที่นิยมใช้ในการทำจัดทำกำหนดการซ่อมบำรุงป้องกัน (PM Schedule)
  • 1 : C Chart
  • 2 : Flow Chart
  • 3 : Gantt Chart
  • 4 : P Chart
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 252 :
  • ข้อใดคือสิ่งที่ต้องจัดทำขึ้นโดยอ้างอิงจาก กำหนดการซ่อมบำรุงป้องกัน (PM Schedule)
  • 1 : คำสั่งงานซ่อมบำรุงป้องกัน (PM Work order)
  • 2 : รายงานซ่อมบำรุงป้องกัน(PM report)
  • 3 : มาตรฐานว่อมบำรุงป้องกัน(PM standard)
  • 4 : ใบตรวจสอบงานซ่อมบำรุงป้องกัน(PM Check sheet)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 253 :
  • ข้อใดคือสิ่งที่ควรเป็นข้อมูลพื้นฐานหรืออ้างอิงในการจัดทำ กำหนดการซ่อมบำรุงป้องกัน (PM Schedule)
  • 1 : คำสั่งงานซ่อมบำรุงป้องกัน (PM Work order)
  • 2 : รายงานซ่อมบำรุงป้องกัน(PM report)
  • 3 : มาตรฐานซ่อมบำรุงป้องกัน(PM standard)
  • 4 : ใบตรวจสอบงานซ่อมบำรุงป้องกัน(PM Check sheet)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 254 :
  • ข้อใดคือสิ่งที่ต้องคำนึงในการจัดทำกำหนดการซ่อมบำรุงป้องกัน (PM Schedule)
  • 1 : ผังงานและเส้นทางการทำงาน
  • 2 : ชนิดและประเภทของงาน
  • 3 : ภาระงานซ่อมบำรุงป้องกัน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 255 :
  • ชิ้นส่วนสิ้นเปลืองของเครื่องจักรที่มีอายุการใช้งานเฉลี่ย 500 ชั่วโมง ควรจัดเปลี่ยนอย่างไรให้ประหยัดที่สุดและมีโอกาสชำรุดน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง หากเครื่องจักรถูกใช้งานสัปดาห์ละ 100 ชั่วโมง
  • 1 : ทุกเดือน
  • 2 : ทุกไตรมาส
  • 3 : ทุกครึ่งปี
  • 4 : ปีละครั้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 256 :
  • ชิ้นส่วนสิ้นเปลืองของเครื่องจักรที่มีอายุการใช้งานเฉลี่ย 1,000 ชั่วโมง ควรจัดเปลี่ยนอย่างไรให้ประหยัดที่สุดและมีโอกาสชำรุดน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง หากเครื่องจักรใช้งานทุกสัปดาห์ละ 100 ชั่วโมง
  • 1 : ทุกเดือน
  • 2 : ทุกไตรมาส
  • 3 : ทุกครึ่งปี
  • 4 : ปีละครั้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 257 :
  • ชิ้นส่วนสิ้นเปลืองของเครื่องจักรที่มีอายุการใช้งานเฉลี่ย 2,000 ชั่วโมง ควรจัดเปลี่ยนอย่างไรให้ประหยัดที่สุดและมีโอกาสชำรุดน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง หากเครื่องจักรถูกใช้งานสัปดาห์ละ 100 ชั่วโมง
  • 1 : ทุกเดือน
  • 2 : ทุกไตรมาส
  • 3 : ทุกครึ่งปี
  • 4 : ปีละครั้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 258 :
  • ชิ้นส่วนสิ้นเปลืองของเครื่องจักรที่มีอายุการใช้งานเฉลี่ย 5,000 ชั่วโมง ควรจัดเปลี่ยนอย่างไรให้ประหยัดที่สุดและมีโอกาสชำรุดน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง หากเครื่องจักรถูกใช้งานสัปดาห์ละ 100 ชั่วโมง
  • 1 : ทุกเดือน
  • 2 : ทุกไตรมาส
  • 3 : ทุกครึ่งปี
  • 4 : ปีละครั้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 259 :
  • ข้อมูลจากแหล่งใดดีที่สุดที่จะใช้ในการจัดทำกำหนดการบำรุงรักษาป้องกันขั้นเริ่มต้น
  • 1 : คู่มือการบำรุงรักษาจากผู้ผลิต
  • 2 : สถิติการชำรุดขัดข้อง
  • 3 : ความเห็นช่างชำนาญการ
  • 4 : ตำราทางเทคนิคและวิศวกรรม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 260 :
  • ข้อมูลจากแหล่งใดดีที่สุดที่จะใช้ในการปรับปรุงกำหนดการบำรุงรักษาป้องกันที่ได้ใช้ไปแล้วระยะหนึ่ง (อย่างน้อย 1 ปี)
  • 1 : คู่มือการบำรุงรักษาจากผู้ผลิต
  • 2 : สถิติการชำรุดขัดข้อง
  • 3 : ความเห็นช่างชำนาญการ
  • 4 : ตำราทางเทคนิคและวิศวกรรม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 261 :
  • ข้อมูลจากแหล่งใดดีที่สุดที่จะใช้ในการจัดทำกำหนดการบำรุงรักษาป้องกันสำหรับอุปกรณ์มาตรฐาน เช่น มอเตอร์ เครื่องสูบ ฯลฯ ในขั้นเริ่มต้น ในกรณีที่ไม่มีคู่มือการบำรุงรักษาจากผู้ผลิต
  • 1 : สถิติการชำรุดขัดข้อง
  • 2 : ความเห็นช่างชำนาญการ
  • 3 : ตำราทางเทคนิคและวิศวกรรม
  • 4 : แบบเขียนของอุปกรณ์ (drawing)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 262 :
  • ข้อมูลจากแหล่งใดดีที่สุดที่จะใช้ในการจัดทำกำหนดการบำรุงรักษาป้องกันสำหรับอุปกรณ์เฉพาะ เช่น มอเตอร์ เครื่องสูบ ฯลฯ ในขั้นเริ่มต้น ในกรณีที่ไม่มีคู่มือการบำรุงรักษาจากผู้ผลิต
  • 1 : สถิติการชำรุดขัดข้อง
  • 2 : ความเห็นช่างชำนาญการ
  • 3 : ตำราทางเทคนิคและวิศวกรรม
  • 4 : แบบเขียนของอุปกรณ์ (drawing)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 263 :
  • ชิ้นส่วนหลัก(อะไหล่ประกัน)ของเครื่องจักรที่มีอายุการใช้งานเฉลี่ย 10,000 ชั่วโมง ควรกำหนดช่วงเวลาในการตรวจสอบย่างไรให้ประหยัดที่สุดและมีความน่าจะเป็นที่ป้องกันเหตุชำรุดขัดข้องได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 หากเครื่องจักรถูกใช้งานสัปดาห์ละ 100 ชั่วโมง 
  • 1 : ทุกสัปดาห์
  • 2 : ทุกเดือน
  • 3 : ทุกไตรมาส
  • 4 : ปีละครั้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 264 :
  • ชิ้นส่วนหลัก(อะไหล่ประกัน)ของเครื่องจักรที่มีอายุการใช้งานเฉลี่ย 10,000 ชั่วโมง ควรกำหนดช่วงเวลาในการตรวจสอบย่างไรให้ประหยัดที่สุดและมีความน่าจะเป็นที่ป้องกันเหตุชำรุดขัดข้องได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 หากเครื่องจักรถูกใช้งานสัปดาห์ละ 168 ชั่วโมง ต่อเนื่องตลอดทั้งปี
  • 1 : ทุกสัปดาห์
  • 2 : ทุกเดือน
  • 3 : ทุกไตรมาส
  • 4 : ปีละครั้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 233 : 14 Organization of maintenance
ข้อที่ 265 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะของการจัดฝ่ายซ่อมบำรุงแบบรวมศูนย์ (Centralization)
  • 1 : จัดให้มีช่างซ่อมบำรุงประจำเครื่อง
  • 2 : จัดให้มีช่างซ่อมประจำพื้นที่
  • 3 : จัดให้ช่างซ่อมทำงานทดแทนกันได้
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 266 :
  • ข้อใดเป็นการจัดฝ่ายซ่อมบำรุงแบบกระจายศูนย์ (Decentralization)
  • 1 : จัดให้ช่างไฟฟ้าทั้งหมดสังกัดอยู่ในแผนกเดียวกัน
  • 2 : จัดให้มีช่างซ่อมประจำพื้นที่
  • 3 : จัดให้ช่างซ่อมทำงานทดแทนกันได้
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 267 :
  • ข้อใดที่ไม่ใช่ข้อดีของการจัดฝ่ายซ่อมบำรุงแบบรวมศูนย์ (Centralization)
  • 1 : ช่างซ่อมบำรุงสามารถทำงานทดแทนกันได้
  • 2 : การควบคุมงานทางด้านเทคนิคทำได้ดีขึ้น
  • 3 : ความชำนาญในงานซ่อมบำรุงเฉพาะเครื่อง ของช่าง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 268 :
  • ข้อใดเป็นข้อดีของการให้ช่างซ่อมเครื่องกลอยู่ในสังกัดหน่วยเดียวกัน 
  • 1 : การประสานงานระหว่างช่างซ่อมเครื่องกลกับช่างอื่นๆ ทำได้ดีขึ้น
  • 2 : การควบคุมดูแลทางด้านเทคนิคทำได้ดีขึ้น
  • 3 : การเข้าพื้นที่เพื่อทำงานซ่อมทำได้อย่างรวดเร็ว
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 269 :
  • ข้อใดเป็นข้อดีของการให้ช่างซ่อมบำรุงไฟฟ้าอยู่ในสังกัดร่วมกับช่างอื่นๆในพื้นที่เดียวกัน 
  • 1 : การประสานงานซ่อมในพื้นที่ทำได้ดีขึ้น
  • 2 : การควบคุมดูแลทางด้านเทคนิคทำได้ดีขึ้น
  • 3 : การพัฒนาทักษะในงานซ่อมไฟฟ้าทำได้ดีขึ้น
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 270 :
  • ข้อใดเป็นงานซ่อมบำรุงที่สามารถมอบหมายให้เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายผลิตได้
  • 1 : งานฟื้นฟูสภาพเครื่องจักรหรือยกเครื่อง
  • 2 : งานซ่อมแซมเครื่องจักรที่ชำรุดขัดข้อง
  • 3 : งานตรวจสอบสภาพเครื่องจักรประจำวัน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 271 :
  • ข้อใดเป็นประเภทของงานงานซ่อมบำรุงที่ควรเป็นภารกิจหลักของโรงงาน
  • 1 : งานฟื้นฟูสภาพเครื่องจักรหรือยกเครื่อง
  • 2 : งานซ่อมแซมเครื่องจักรที่ชำรุดขัดข้อง
  • 3 : งานเปลี่ยนทดแทนเครื่องจักรที่ชำรุดขัดข้องบ่อยๆ
  • 4 : งานซ่อมบำรุงป้องกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 272 :
  • ข้อใดเป็นเครื่องมือที่ใช้ชี้บ่ง โครงสร้าง สายการบังคับบัญชา และความสัมพันธ์ในการทำงานระหว่างหน่วยงาน
  • 1 : พรรณาลักษณะงาน
  • 2 : คุณลักษณะเฉพาะของงาน
  • 3 : แผนภูมิองค์กร
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 273 :
  • ข้อใดเป็นเครื่องมือที่ใช้ชี้บ่งหน้าที่และความรับผิดชอบในการทำงาน
  • 1 : พรรณาลักษณะงาน
  • 2 : คุณลักษณะเฉพาะของงาน
  • 3 : แผนภูมิองค์กร
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 274 :
  • หลักการจ่ายค่าตอบแทนช่างซ่อมบำรุงที่ดี คืออะไร
  • 1 : เพียงพอสำหรับการครองชีพ
  • 2 : แข่งขันได้ในตลาด
  • 3 : เป็นธรรมกับค่าของงาน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 275 :
  • ข้อใดเป็นวิธีการที่จะช่วยให้กำหนดค่าตอบแทนช่างซ่อมบำรุงได้อย่างเป็นธรรม
  • 1 : การคัดเลือกช่างซ่อมบำรุง
  • 2 : การประเมินค่าของงาน
  • 3 : การประเมินผลปฏิบัติงาน
  • 4 : การให้คำปรึกษาแนะนำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 276 :
  • ข้อใดที่ไม่ใช่เงื่อนไขของงานซ่อมบำรุงที่สมควรจะดำเนินการโดยใช้การจ้างเหมา
  • 1 : งานที่ไม่ปลอดภัยหรือเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติภัย
  • 2 : งานที่ขาดช่างที่มีความชำนาญ
  • 3 : งานที่ขาดเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำเนินงาน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 277 :
  • ข้อใดที่เป็นประโยชน์ของงานซ่อมบำรุงที่ใช้การจ้างเหมา
  • 1 : ทำให้ควบคุมคุณภาพงานซ่อมได้ดีขึ้น
  • 2 : ทำให้งานซ่อมบำรุงมีความปลอดภัยขึ้น
  • 3 : ทำให้ภาระงานซ่อมลดน้อยลง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 278 :
  • ข้อใดเป็นประโยชน์ที่สำคัญของสนับสนุนงานซ่อมบำรุง เช่น งานวางแผนงานซ่อมบำรุง งานระบบสารสนเทศงานซ่อมบำรุง งานต้นทุนและงบประมาณซ่อมบำรุง ฯลฯ
  • 1 : ทำให้งานซ่อมมีประสิทธิภาพ
  • 2 : ทำให้มีข้อมูล สารสนเทศ ที่ทำให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น
  • 3 : ทำให้ควบคุมงานซ่อมบำรุงได้ดี
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 279 :
  • ข้อใดเป็นงานสนับสนุนงานซ่อมบำรุงที่มีความสำคัญ ที่มีส่วนช่วยงานซ่อมบำรุงดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิผล
  • 1 : งานวางแผนการซ่อมบำรุง
  • 2 : งานซ่อมบำรุงไฟฟ้า
  • 3 : งานซ่อมบำรุงเครื่องกล
  • 4 : ข้อ  1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 280 :
  • เครื่องจักรมีงานซ่อมบำรุงป้องกันประจำวันๆละ 15 นาที จะมีภาระงานนี้ตลอดทั้งปีเท่าไร หากโรงงานที่เปิดทำงาน ปีละ 365 วัน
  • 1 : 54.75 ชั่วโมง-คน
  • 2 : 91.25 ชั่วโมง-คน
  • 3 : 5,475 ชั่วโมง-คน
  • 4 : ข้อ  1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 281 :
  • เครื่องจักรกลุ่มหนึ่งจำนวนสิบเครื่องของโรงงานมีงานซ่อมบำรุงป้องกันประจำวันๆ ละ 12 นาที จะมีภาระงานนี้ตลอดทั้งปีเท่าไร หากโรงงานที่เปิดทำงาน ปีละ 340 วัน
  • 1 : 408 ชั่วโมง-คน
  • 2 : 680 ชั่วโมง-คน
  • 3 : 782 ชั่วโมง-คน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 282 :
  • งานหล่อลื่นเครื่องจักรควรเป็นภาระงานของหน่วยงานใด
  • 1 : แผนกผลิต
  • 2 : แผนกบำรุงรักษาเครื่องกล
  • 3 : แผนกบำรุงรักษาป้องกัน (P.M.)
  • 4 : อาจเป็นได้ทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 283 :
  • แผนกงานใดในฝ่ายบำรุงรักษาที่มีลักษณะการวางแผนเช่นเดียวกับลักษณะการจัดการงานผลิต
  • 1 : แผนกเครื่องกำเนิดไอน้ำ(Boiler)
  • 2 : แผนกบำรุงรักษาป้องกัน (P.M.)
  • 3 : แผนกบำรุงรักษาเครื่องกล
  • 4 : แผนกเครื่องมือวัดและควบคุม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 284 :
  • หน่วยงานบำรุงรักษาใดที่จัดว่าเป็นหน่วยงานซึ่งจัดองค์การตามลักษณะหน้าที่งาน (function)
  • 1 : หน่วยซ่อมประจำกะ
  • 2 : หน่วยช่างบำรุงรักษาเครื่องกล
  • 3 : แผนกซ่อมบำรุงโรงงานที่ 1
  • 4 : หน่วยบำรุงรักษาสำนักงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 285 :
  • การจัดองค์การบำรุงรักษาแบบกระจายศูนย์ (Decentralized organization) เหมาะกับหน่วยงานที่มีลักษณะสำคัญในข้อใด
  • 1 : รับผิดชอบพื้นที่กว้าง
  • 2 : ต้องใช้ความเชี่ยวชาญของช่างแต่ละด้านมาก
  • 3 : มีช่างจำนวนไม่มาก
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 286 :
  • การจัดองค์การบำรุงรักษาแบบรวมศูนย์ (centralized organization) เหมาะกับหน่วยงานที่มีลักษณะสำคัญในข้อใด
  • 1 : รับผิดชอบพื้นที่ที่ไม่กว้างมาก
  • 2 : ต้องใช้ความเชี่ยวชาญของช่างแต่ละด้านมาก
  • 3 : มีช่างจำนวนไม่มาก
  • 4 : ข้อ  1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 287 :
  • ควรมีช่างซ่อมบำรุงป้องกันกี่คนสำหรับกลุ่มเครื่องจักรจำนวน 10 เครื่องที่ทำงาน 365 วันตลอดทั้งปีและมีภาระงานซ่อมบำรุงป้องกันที่แสดงในตาราง หากช่างทำงานเฉลี่ยปีละ 2,000 ชั่วโมง และมีการทำงานช่างทางตรงร้อยละ 70
    เครื่องจักร จำนวน ภาระงานซ่อมบำรุงป้องกัน (man-hours)
    D W M A
    A 10 1 8 24 24
  • 1 : 6
  • 2 : 8
  • 3 : 10
  • 4 : 12
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 288 :
  • ควรมีช่างซ่อมกี่คนหากมีความต้องการช่างซ่อมบำรุงในแต่ละวันตามที่แสดงในตารางข้างท้ายนี้ หากจัดให้ช่างทำงานได้สัปดาห์ละ 5 วัน


    จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์
    16 16 16 13 13 8 6
  • 1 : 16
  • 2 : 17
  • 3 : 18
  • 4 : 19
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 234 : 15 แนวคิดในการจัดการวัสดุบำรุงรักษา (อะไหล่ เครื่องมือช่าง และสารหล่อลื่น)
ข้อที่ 289 :
  • สายพาน v-belt จะจัดไว้ในวัสดุบำรุงรักษาประเภทใด
  • 1 : อะไหล่เครื่องกล
  • 2 : อะไหล่อุปกรณ์ไฟฟ้า
  • 3 : เครื่องมือ
  • 4 : วัสดุสิ้นเปลือง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 290 :
  • Relay จะจัดไว้ในวัสดุบำรุงรักษาประเภทใด
  • 1 : อะไหล่เครื่องกล
  • 2 : อะไหล่อุปกรณ์ไฟฟ้า
  • 3 : เครื่องมือ
  • 4 : วัสดุสิ้นเปลือง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 291 :
  • น้ำมันเครื่องจะจัดไว้ในวัสดุบำรุงรักษาประเภทใด
  • 1 : อะไหล่เครื่องกล
  • 2 : อะไหล่อุปกรณ์ไฟฟ้า
  • 3 : เครื่องมือ
  • 4 : วัสดุสิ้นเปลือง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 292 :
  • จาระบีจะจัดไว้ในวัสดุบำรุงรักษาประเภทใด
  • 1 : อะไหล่เครื่องกล
  • 2 : อะไหล่อุปกรณ์ไฟฟ้า
  • 3 : เครื่องมือ
  • 4 : วัสดุสิ้นเปลือง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 293 :
  • กระดาษทรายจะจัดไว้ในวัสดุบำรุงรักษาประเภทใด
  • 1 : อะไหล่เครื่องกล
  • 2 : อะไหล่อุปกรณ์ไฟฟ้า
  • 3 : เครื่องมือ
  • 4 : วัสดุสิ้นเปลือง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 294 :
  • ดอกสว่าน จะจัดไว้ในวัสดุบำรุงรักษาประเภทใด
  • 1 : อะไหล่เครื่องกล
  • 2 : อะไหล่อุปกรณ์ไฟฟ้า
  • 3 : เครื่องมือ
  • 4 : วัสดุสิ้นเปลือง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 295 :
  • valve จะจัดไว้ในวัสดุบำรุงรักษาประเภทใด
  • 1 : อะไหล่เครื่องกล
  • 2 : อะไหล่อุปกรณ์ไฟฟ้า
  • 3 : เครื่องมือ
  • 4 : วัสดุสิ้นเปลือง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 296 :
  • ในการพิจารณาว่าจัดเก็บ stock ของวัสดุไว้ ถ้าเป็นวัสดุประเภท c ต้องนำค่าใช้จ่ายใดมาพิจารณา
  • 1 : ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา
  • 2 : ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ
  • 3 : ค่าใช้จ่ายเมื่อเครื่องจักรเสียและต้องใช้ชิ้นส่วนนั้น
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 297 :
  • ในการพิจารณาว่าจัดเก็บ stock ของชิ้นส่วนอะไหล่ไว้ ถ้าเป็นวัสดุประเภท A ต้องนำค่าใช้จ่ายใดมาพิจารณา
  • 1 : ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา
  • 2 : ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ
  • 3 : ค่าใช้จ่ายเมื่อเครื่องจักรเสียและต้องใช้ชิ้นส่วนนั้น
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 298 :
  • วัสดุที่จัดว่าเป็นวัสดุประเภท C นั้น มีลักษณะตรงกับข้อใด
  • 1 : อยู่ในกลุ่มที่มีมูลค่าในสต็อก 80% ของมูลค่าสต็อกทั้งหมดและมีจำนวนรายการเพียง 20 %ของจำนวนวัสดุทั้งหมด
  • 2 : อยู่ในกลุ่มที่มีมูลค่าในสต็อก 60% และมีจำนวนรายการเพียง 40 %ของมูลค่าสต็อกทั้งหมด
  • 3 : อยู่ในกลุ่มที่มีมูลค่าในสต็อก 40% และมีจำนวนรายการ 60 %ของมูลค่าสต็อกทั้งหมด
  • 4 : อยู่ในกลุ่มที่มีมูลค่าในสต็อก 20% และมีจำนวนรายการ 80 %ของมูลค่าสต็อกทั้งหมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 299 :
  • วัสดุที่จัดว่าเป็นวัสดุประเภท A นั้น มีลักษณะตรงกับข้อใด
  • 1 : อยู่ในกลุ่มที่มีมูลค่าในสต็อก 80% ของมูลค่าสต็อกทั้งหมดและมีจำนวนรายการเพียง 20 %ของจำนวนวัสดุทั้งหมด
  • 2 : อยู่ในกลุ่มที่มีมูลค่าในสต็อก 60% และมีจำนวนรายการเพียง 40 %ของมูลค่าสต็อกทั้งหมด
  • 3 : อยู่ในกลุ่มที่มีมูลค่าในสต็อก 40% และมีจำนวนรายการ 60 %ของมูลค่าสต็อกทั้งหมด
  • 4 : อยู่ในกลุ่มที่มีมูลค่าในสต็อก 20% และมีจำนวนรายการ 80 %ของมูลค่าสต็อกทั้งหมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 300 :
  • วัสดุประเภทใดที่ควรจัดเก็บในคลังที่แยกต่างหากจากวัสดุประเภทอื่น
  • 1 : ชิ้นส่วนอะไหล่ไฟฟ้า
  • 2 : ชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องกล
  • 3 : น้ำมันหล่อลื่น
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 301 :
  • วัสดุสิ้นเปลือง ควรกำหนดรหัสจำแนกตามข้อใด
  • 1 : รหัสของผู้ผลิต
  • 2 : ประเภทเครื่องจักรที่ใช้วัสดุนั้น
  • 3 : แผนกผลิต
  • 4 : เนื้อวัสดุ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 302 :
  • วัสดุใดที่เหมาะที่จะควบคุมด้วยวิธี 2-bin method
  • 1 : เฟืองเกียร์
  • 2 : น้ำมันเกียร์
  • 3 : สายพาน
  • 4 : นอตสกรู
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 303 :
  • ในการควบคุมวัสดุโดยใช้ระบบ 2-bin นั้น จะมีการสั่งวัสดุเมื่อระดับวัสดุคงคลังมีค่าเท่ากับข้อใด
  • 1 : ปริมาณที่สั่งในแต่ละครั้ง
  • 2 : ครึ่งหนึ่งของระดับสินค้าคงคลังเฉลี่ย
  • 3 : สองเท่าของระดับสินค้าคงคลังเฉลี่ย
  • 4 : ศูนย์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 304 :
  • ในการควบคุมวัสดุโดยใช้ระบบ 2-bin นั้น จะมีระดับจุดสั่งซื้อ เท่ากับเท่าใด
  • 1 : ปริมาณที่สั่งในแต่ละครั้ง
  • 2 : ครึ่งหนึ่งของระดับสินค้าคงคลังเฉลี่ย
  • 3 : สองเท่าของระดับสินค้าคงคลังเฉลี่ย
  • 4 : ศูนย์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 305 :
  • ความแตกต่างที่สำคัญประการหนึ่ง ระหว่างการตัดสินใจในการควบคุมวัสดุในการผลิตกับการควบคุมวัสดุอะไหล่ประเภท A และ B คือข้อใด
  • 1 : วัสดุอะไหล่สามารถเก็บได้นานกว่า
  • 2 : วัสดุอะไหล่มีราคาสูงกว่าวัสดุในการผลิตมาก
  • 3 : การควบคุมวัสดุอะไหล่ต้องพิจารณาถึงความสูญเสียเมื่อขาดชิ้นส่วนนั้นเวลาที่เครื่องเสีย
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 306 :
  • ความแตกต่างที่สำคัญประการหนึ่ง ระหว่างการตัดสินใจในการควบคุมวัสดุในการผลิตกับการควบคุมวัสดุอะไหล่ประเภท A และ B คือข้อใด
  • 1 : วัสดุอะไหล่สามารถเก็บได้นานกว่า
  • 2 : วัสดุอะไหล่มีราคาสูงกว่าวัสดุในการผลิตมาก
  • 3 : อัตราการใช้วัสดุอะไหล่ไม่แน่นอน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 307 :
  • วัสดุมีอัตราการใช้เฉลี่ย ชิ้นละ 12 วัน และมีระยะเวลาในการสั่ง 30 วัน ควรสั่งวัสดุนี้เมื่อระดับวัสดุคงคลังลดลงเหลือเท่าใด
  • 1 : 30 หน่วย
  • 2 : 12 หน่วย
  • 3 : 3 หน่วย
  • 4 : 2 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 308 :
  • วัสดุใดที่เหมาะที่จะควบคุมด้วยวิธี 2-bin method
  • 1 : เฟืองเกียร์
  • 2 : น้ำมันเกียร์
  • 3 : สายพาน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 309 :
  • วัสดุที่ช่างอาจเบิกมาเก็บไว้ใช้ได้มากกว่าจำนวนที่ต้องใช้ในแต่ละงานควรเป็นวัสดุประเภทใด
  • 1 : วัสดุประเภท A
  • 2 : วัสดุประเภท B
  • 3 : วัสดุประเภท C
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 310 :
  • วัสดุใดที่ไม่เหมาะที่จะควบคุมด้วยวิธี 2-bin method
  • 1 : นอต
  • 2 : กระดาษทราย
  • 3 : ประแจขันนอต
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 311 :
  • องค์ประกอบในการพิจารณาสั่งเครื่องมือช่าง ได้แก่ข้อใด
  • 1 : ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา
  • 2 : ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา
  • 3 : ความจำเป็นในการใช้งาน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 312 :
  • ตัวแบบ Economic order quantity (EOQ) เหมาะที่จะใช้ในการตัดสินใจกับวัสดุบำรุงรักษาประเภทใด
  • 1 : น้ำมันหล่อลื่น
  • 2 : ชิ้นส่วนอะไหล่ที่มีความสำคัญ
  • 3 : ชิ้นส่วนอะไหล่ประเภท A
  • 4 : ชิ้นส่วนอะไหล่ที่ผลิตใช้เอง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 313 :
  • ตัวแบบ Economic order quantity (EOQ) เหมาะที่จะใช้ในการตัดสินใจกับวัสดุบำรุงรักษาประเภทใด
  • 1 : ชิ้นส่วนอะไหล่ที่ผลิตใช้เอง
  • 2 : ชิ้นส่วนอะไหล่ที่มีอัตราการใช้น้อย
  • 3 : ชิ้นส่วนอะไหล่ประเภท A
  • 4 : ชิ้นส่วนอะไหล่ที่มีอัตราการใช้มาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 314 :
  • ตัวแบบ Economic order quantity (EOQ) เหมาะที่จะใช้ในการตัดสินใจกับวัสดุบำรุงรักษาประเภทใด
  • 1 : ชิ้นส่วนอะไหล่ที่ผลิตใช้เอง
  • 2 : เครื่องมือช่าง
  • 3 : ชิ้นส่วนอะไหล่ประเภท A
  • 4 : ชิ้นส่วนอะไหล่ที่มีอัตราการใช้ค่อนข้างคงที่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 315 :
  • ตัวแบบ Economic order quantity (EOQ) เหมาะที่จะใช้ในการตัดสินใจกับวัสดุบำรุงรักษาประเภทใด
  • 1 : ชิ้นส่วนอะไหล่ที่ผลิตใช้เอง
  • 2 : เครื่องมือช่าง
  • 3 : ชิ้นส่วนอะไหล่ประเภท C
  • 4 : ชิ้นส่วนอะไหล่ที่มีอัตราการใช้ไม่แน่นอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 316 :
  • องค์ประกอบที่ไม่ต้องนำมาพิจารณาในการตัดสินใจเกี่ยวกับชิ้นส่วนอะไหล่ประเภท A และ B คือข้อใด
  • 1 : ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา
  • 2 : อัตราการหมุนเวียน
  • 3 : ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ
  • 4 : ความสูญเสียเมื่อขาดอะไหล่ตอนที่เครื่องเสีย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 317 :
  • วัสดุมีอัตราการใช้เฉลี่ย หน่วยละ 12 วัน และมีระยะเวลาในการสั่ง 30 วัน ถ้าต้องการให้ระดับวัสดุคงคลังต่ำสุด (safety stock) = 10 หน่วย ควรสั่งวัสดุนี้เมื่อระดับวัสดุคงคลังลดลงเหลือเท่าใด
  • 1 : 30 หน่วย
  • 2 : 13 หน่วย
  • 3 : 10 หน่วย
  • 4 : 3 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 318 :
  • อุปกรณ์สำคัญของเครื่องจักรชุดหนึ่งมีอายุใช้งานโดยเฉลี่ย 40 ปี และมี อัตราการชำรุดข้ดข้อง (Failure rate) คงที่ หากกำหนดอายุการใช้งานอุปกรณ์นี้ไว้ 20 ปี โดยไม่มีอะไหล่ของอุปกรณ์นี้ในคลัง จะทำให้มีระดับความพร้อมเท่าใด (ความน่าจะเป็นที่อุปกรณ์นี้จะไม่ขัดข้องระหว่างใช้งาน)
  • 1 : 60.65%
  • 2 : 70.65%
  • 3 : 80.65%
  • 4 : 90.65%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 319 :
  • ข้อใดเป็นหลักการจัดหาอะไหล่ประกันที่ดี
  • 1 : จัดหาตามจำนวนสั่งซื้อทางเศรษฐกิจ (Economic order quantity)
  • 2 : จัดหาตามจำนวนที่ทำให้ได้ส่วนลด (Discount quantity)
  • 3 : จัดหาตามจำนวนที่จ่ายออกไปใช้งาน
  • 4 : จัดหาตามเมื่อมีการชำรุดขัดข้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 320 :
  • ควรเลือกซื้ออไหล่ชิ้นใด (หระหว่าง A, B or C) จากข้อมูลต้นทุนที่ที่แสดงในตาราง
    ที่ รายการ หน่วย A B C
    1 ราคาอะไหล่ บาท 20,000 80,000 200,000
    2 อายุการใช้งานเฉลี่ย    ชั่วโมง 8,000 9,000 10,000
    3 เวลาเปลี่ยนอะไหล่เฉลี่ย  ชั่วโมง 4 4 4
    4 ต้นทุนสูญเสียผลผลิต บาท/ชั่วโมง 100,000 100,000 100,000
    5 ต้นทุนสูญเสียผลผลิต บาท 400,000 400,000 400,000
  • 1 : A
  • 2 : B
  • 3 : C
  • 4 : เลือกชิ้นใดก็ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 235 : 16 แนวคิดการวางแผนบำรุงรักษาประจำปี และการวางแผนงานระยะสั้น
ข้อที่ 321 :
  • ข้อใดเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเวลารอคอยในงานซ่อมบำรุง
  • 1 : อะไหล่ขาดมือ
  • 2 : มีช่างน้อยกว่าภาระงานซ่อมบำรุง
  • 3 : ขาดการวางแผนงานซ่อมที่มีประสิทธิผล
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 322 :
  • ข้อใดเป็นข้อที่มีความสำคัญสูงสุดในการวางแผนและจัดงานซ่อมบำรุง
  • 1 : ผลผลิตที่สูญเสียระหว่างเครื่องหยุดทำงาน
  • 2 : เวลาที่เครื่องหยุดทำงาน
  • 3 : เวลารอคอยระหว่างงานซ่อมบำรุง
  • 4 : เวลาที่ใช้ในงานซ่อมบำรุง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 323 :
  • เครื่องจักรที่หยุดการเดินเครื่องเพราะเหตุชำรุดขัดข้องเวลา 09.00 น. เริ่มทำการซ่อมเวลา 13.00 น. ใช้เวลาในการซ่อม 3 ชั่วโมง จะเสียเวลาที่เครื่องหยุด
  • 1 : 4 ชั่วโมง
  • 2 : 5 ชั่วโมง
  • 3 : 7 ชั่วโมง
  • 4 : ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 324 :
  • ข้อใดคือปริมาณผลผลิตที่สูญเสียของเครื่องจักรที่มีกำลังการผลิต2 ตัน/ชั่วโมง ที่ต้องหยุดการเดินเครื่องเพราะเหตุชำรุดขัดข้องเวลา 08.00 น. เริ่มต้นทำการซ่อมเมื่อเวลา 13.00 น. และใช้เวลาในงานซ่อม 3 ชั่วโมง
  • 1 : 6 ตัน
  • 2 : 10 ตัน
  • 3 : 16 ตัน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 325 :
  • ควรทำการซ่อมเครื่องจักรใดก่อนในเครื่องจักรเหมือนกันสามเครื่อง (A, B, C) หากเวลาที่เกิดการชำรุด เวลาซ่อมที่ต้องใช้เป็นตามข้อมูลข้างล่าง เมื่อสามารถทำการซ่อมได้ครั้งละหนึ่งเครื่อง
    เครื่องจักร เวลาที่เครื่องเสีย (น.) เวลาซ่อมที่ต้องใช้(ชั่วโมง)
    A 04.00 5
    B 05.00 3
    C 06.00 4
  • 1 : A
  • 2 : B
  • 3 : C
  • 4 : เครื่องใดก็ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 326 :
  • ควรจัดลำดับงานซ่อมเครื่องจักรอย่างไรสำหรับเครื่องจักรเหมือนกันสามเครื่อง (A, B, C) หากเวลาที่เกิดการชำรุด เวลาซ่อมที่ต้องใช้เป็นตามข้อมูลข้างล่าง เมื่อสามารถทำการซ่อมได้ครั้งละหนึ่งเครื่อง
    เครื่องจักร เวลาที่เครื่องเสีย (น.) เวลาซ่อมที่ต้องใช้(ชั่วโมง)
    A 04.00 5
    B 05.00 3
    C 06.00 4
  • 1 : A-B-C
  • 2 : B-C-A
  • 3 : C-A-B
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 327 :
  • จะเสียเวลาในการเดินเครื่องโดยรวมเท่าไร หากจัดลำดับงานซ่อมเครื่องจักรอย่างไรสำหรับเครื่องจักรเหมือนกันสามเครื่องตามลำดับ A-B-C หากเวลาที่เกิดการชำรุด เวลาซ่อมที่ต้องใช้เป็นตามข้อมูลข้างล่าง และสามารถทำการซ่อมได้ครั้งละหนึ่งเครื่องโดยเริ่มงานซ่อมเวลา 08.00 น.
    เครื่องจักร เวลาที่เครื่องเสีย (น.) เวลาซ่อมที่ต้องใช้(ชั่วโมง)
    A 04.00 3
    B 05.00 1
    C 06.00 2
  • 1 : 6 ชั่วโมง
  • 2 : 13 ชั่วโมง
  • 3 : 22 ชั่วโมง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 328 :
  • จะเสียผลผลิตโดยรวมเท่าไร หากจัดลำดับงานซ่อมเครื่องจักรอย่างถูกต้อง สำหรับเครื่องจักรเหมือนกันสามเครื่องทีมีกำลังการผลิตเครื่องละ 2 ตัน/ชั่วโมง หากเวลาที่เกิดการชำรุด เวลาซ่อมที่ต้องใช้เป็นตามข้อมูลข้างล่าง และสามารถทำการซ่อมได้ครั้งละหนึ่งเครื่อง
    เครื่องจักร เวลาที่เครื่องเสีย (น.) เวลาซ่อมที่ต้องใช้(ชั่วโมง)
    A 04.00 3
    B 05.00 1
    C 06.00 2
  • 1 : 32 ตัน
  • 2 : 38 ตัน
  • 3 : 44 ตัน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 329 :
  • ควรทำการซ่อมเครื่องจักรใดก่อนในเครื่องจักรอิสระที่ทำงานแบบเดียวกันสามเครื่อง (A, B, C) หากกำลังการผลิตและเวลาซ่อมที่ต้องใช้ เป็นตามข้อมูลข้างล่าง เมื่อสามารถทำการซ่อมได้ครั้งละหนึ่งเครื่อง
    เครื่องจักร กำลังการผลิต (หน่วย/ชั่วโมง) เวลาซ่อมที่ต้องใช้(ชั่วโมง)
    A 1 3
    B 2 3
    C 4 3
  • 1 : A
  • 2 : B
  • 3 : C
  • 4 : เครื่องใดก็ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 330 :
  • ควรจัดลำดับงานซ่อมเครื่องจักรอิสสระที่ทำงานแบบเดียวกันสามเครื่อง (A, B, C) อย่างไร หากกำลังการผลิตและเวลาซ่อมที่ต้องใช้ เป็นตามข้อมูลข้างล่าง เมื่อสามารถทำการซ่อมได้ครั้งละหนึ่งเครื่อง
    เครื่องจักร กำลังการผลิต (หน่วย/ชั่วโมง) เวลาซ่อมที่ต้องใช้(ชั่วโมง)
    A 1 3
    B 2 3
    C 4 3
  • 1 : A-B-C
  • 2 : B-C-A
  • 3 : C-A-B
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 331 :
  • จะเสียผลผลิตโดยรวมเท่าไรนับจากเริ่มทำงานซ่อม หากจัดลำดับงานซ่อมเครื่องจักรอิสระที่ทำงานแบบเดียวกันสามเครื่องตามลำดับ A-B-C ตามข้อมูลกำลังการผลิตและเวลาซ่อมที่ต้องใช้ข้างล่าง เมื่อสามารถทำการซ่อมได้ครั้งละหนึ่งเครื่อง
    เครื่องจักร กำลังการผลิต (หน่วย/ชั่วโมง) เวลาซ่อมที่ต้องใช้(ชั่วโมง)
    A 1 3
    B 2 3
    C 4 3
  • 1 : 21 หน่วย
  • 2 : 51 หน่วย
  • 3 : 63 หน่วย
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 332 :
  • จะเสียผลผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้นเท่าไรนับจากเริ่มทำงานซ่อม หากจัดลำดับงานซ่อมเครื่องจักรอิสระที่ทำงานแบบเดียวกันสามเครื่อง ตามลำดับ A-B-C แทนการจัดงานซ่อมตามลำดับที่ถูกต้อง ตามข้อมูลกำลังการผลิตและเวลาซ่อมที่ต้องใช้ข้างล่าง เมื่อสามารถทำการซ่อมได้ครั้งละหนึ่งเครื่อง
    เครื่องจักร กำลังการผลิต (หน่วย/ชั่วโมง) เวลาซ่อมที่ต้องใช้(ชั่วโมง)
    A 1 3
    B 2 3
    C 4 3
     
  • 1 : 36.36 %
  • 2 : 48.48 %
  • 3 : 54.55 %
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 333 :
  • ควรทำการซ่อมเครื่องจักรใดก่อนในเครื่องจักรอิสระที่ทำงานแบบเดียวกันสามเครื่อง (A, B, C) หากกำลังการผลิตและเวลาซ่อมที่ต้องใช้ เป็นตามข้อมูลข้างล่าง เมื่อสามารถทำการซ่อมได้ครั้งละหนึ่งเครื่อง
    เครื่องจักร กำลังการผลิต (หน่วย/ชั่วโมง) เวลาซ่อมที่ต้องใช้(ชั่วโมง)
    A 1 1.5
    B 2 2
    C 3 6
  • 1 : A
  • 2 : B
  • 3 : C
  • 4 : เครื่องใดก็ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 334 :
  • จะเสียผลผลิตโดยรวมเท่าไรนับจากเริ่มทำงานซ่อม หากจัดลำดับงานซ่อมเครื่องจักรอิสระที่ทำงานแบบเดียวกันสามเครื่องตามลำดับที่ถูกต้อง ตามข้อมูลกำลังการผลิตและเวลาซ่อมที่ต้องใช้ข้างล่าง เมื่อสามารถทำการซ่อมได้ครั้งละหนึ่งเครื่อง
    เครื่องจักร กำลังการผลิต (หน่วย/ชั่วโมง) เวลาซ่อมที่ต้องใช้(ชั่วโมง)
    A 1 1.5
    B 2 2
    C 3 6
  • 1 : 14.5 หน่วย
  • 2 : 36 หน่วย
  • 3 : 37 หน่วย
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 335 :
  • ชิ้นส่วนที่มีการชำรุดแบบ random failure ควรที่จะวางแผนการบำรุงรักษาแบบใด
  • 1 : เปลี่ยนตามอายุการใช้งาน
  • 2 : ใช้งานจนชำรุดแล้วจึงซ่อม
  • 3 : ทำ preventive maintenance
  • 4 : เปลี่ยนเมื่อมีการ shut down
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 336 :
  • ชิ้นส่วนมีอายุใช้งานเฉลี่ย 100 วัน และมี standard deviation ของอายุใช้งาน 10 วันโดยมีลักษณะการชำรุดเป็นแบบ random failure ควรวางแผนเปลี่ยนชิ้นส่วนนี้ทุกๆ กี่วันจึงจะเหมาะสม
  • 1 : 80 วัน
  • 2 : 100 วัน
  • 3 : 120 วัน
  • 4 : ควรรอให้ชำรุดแล้วจึงเปลี่ยน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 337 :
  • ชิ้นส่วนมีอายุใช้งานเฉลี่ย 100 วัน และมี standard deviation ของอายุใช้งาน 10 วันโดยมีลักษณะการชำรุดเป็นแบบ wearout failure จากข้อมูลที่มีอยู่นี้ ควรวางแผนเปลี่ยนชิ้นส่วนนี้ทุกๆ กี่วันจึงจะเหมาะสม
  • 1 : 80 วัน
  • 2 : 100 วัน
  • 3 : 110 วัน
  • 4 : 120 วัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 338 :
  • ชิ้นส่วนที่มีราคาถูก และ การชำรุดไม่มีผลกระทบต่อการผลิตส่วนอื่นๆ ควรวางแผนการบำรุงรักษาแบบใด
  • 1 : เปลี่ยนตามอายุการใช้งาน
  • 2 : ใช้งานจนชำรุดแล้วจึงซ่อม
  • 3 : ทำ preventive maintenance
  • 4 : ตรวจสอบและเปลี่ยนเมื่อใกล้เสื่อมสภาพ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 339 :
  • ชิ้นส่วนที่มีอายุใช้งานสั้น ควรวางแผนการบำรุงรักษาอย่างไร
  • 1 : ออกแบบใหม่ให้อายุใช้งานอยู่ในช่วงที่ยอมรับได้
  • 2 : เปลี่ยนตามอายุการใช้งาน
  • 3 : ตรวจสอบและเปลี่ยนเมื่อใกล้เสื่อมสภาพ
  • 4 : ใช้งานจนชำรุดแล้วจึงซ่อม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 340 :
  • งาน corrective maintenance ควรกำหนดไว้ช่วงเวลาใด
  • 1 : ช่วงเวลา shut down
  • 2 : ช่วงเวลาที่เปลี่ยน batch การผลิต
  • 3 : ช่วงเวลาที่แผนกบำรุงรักษามีภาระงานต่ำ
  • 4 : ไม่สามารถวางแผนกำหนดเวลาได้ล่วงหน้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 341 :
  • การวางแผนงานประจำปี ควรเริ่มกำหนดเวลาการทำงานบำรุงรักษาไว้ในช่วงเวลาใดก่อนช่วงเวลาอื่นๆ
  • 1 : ช่วงเวลาเปลี่ยนกะการผลิต
  • 2 : ช่วงเวลาเปลี่ยน batch การผลิต
  • 3 : ช่วงเวลา shutdown
  • 4 : ข้อใดก็ได้ไม่แตกต่างกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 342 :
  • ชิ้นส่วนที่มีการชำรุดแบบ wearout failure ซึ่งมีค่า standard deviation ของอายุใช้งานน้อยควรใช้การวางแผนบำรุงรักษาแบบใดจึงจะเหมาะสม
  • 1 : ตรวจสอบสภาพ
  • 2 : ใช้งานจนเสียแล้วจึงเปลี่ยน
  • 3 : เปลี่ยนตามอายุใช้งาน
  • 4 : ข้อใดก็ได้ไม่แตกต่างกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 343 :
  • ชิ้นส่วนที่มีการชำรุดแบบ random failure ซึ่งมีค่า standard deviation ของอายุใช้งานมากกว่า 30% ของอายุใช้งาน และไม่มีวิธีการในการตรวจสอบ ควรใช้การวางแผนบำรุงรักษาแบบใดจึงจะเหมาะสม
  • 1 : ตรวจสอบสภาพ
  • 2 : ใช้งานจนเสียแล้วจึงเปลี่ยน
  • 3 : เปลี่ยนตามอายุใช้งาน
  • 4 : ข้อใดก็ได้ไม่แตกต่างกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 344 :
  • ชิ้นส่วนที่มีการชำรุดแบบ wearout failure ซึ่งมีค่า standard deviation ของอายุใช้งานมากกว่า30 %ของอายุใช้งาน เฉลี่ยและไม่มีวิธีการในการตรวจสอบ ควรใช้การวางแผนบำรุงรักษาแบบใดจึงจะเหมาะสม
  • 1 : เปลี่ยนก่อนที่จะเสีย
  • 2 : ใช้งานจนเสียแล้วจึงเปลี่ยน
  • 3 : เปลี่ยนตามอายุใช้งาน
  • 4 : ต้องพิจารณาจาก cost model ว่าวิธีใดดีที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 236 : 17 แนวคิดการวางแผนงาน shutdown และ major overhual (ด้วย Critical Path Method)
ข้อที่ 345 :
  • เวลาที่ใช้ในการทำงาน shutdown ทั้งหมดมีค่าเท่ากับเท่าใด
  • 1 : ผลรวมของเวลาที่ใช้ของกิจกรรมย่อยทั้งหมดรวมกัน
  • 2 : ผลรวมของเวลาที่ใช้ใน critical path สายทางใดสายทางหนึ่ง
  • 3 : ค่าเฉลี่ยของเวลาที่ใช้ของกิจกรรมย่อย + 3 เท่าของ standard deviation
  • 4 : เวลาที่ใช้ของกิจกรรมย่อยที่มากที่สุด x จำนวนกิจกรรมย่อยทั้งหมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 346 :
  • ถ้างาน shut down ที่วางแผนไว้ใช้เวลานานกว่าเวลาที่มีอยู่ จะต้องทำงานใดให้เสร็จเร็วขึ้น
  • 1 : งานที่เป็น critical path
  • 2 : งานที่ทำในวันแรกของการ shut down
  • 3 : งานที่ทำในวันสุดท้ายของการ shut down
  • 4 : งานที่ใช้เวลาทำนานที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 347 :
  • ในการเร่ง critical path ให้สั้นลง ควรเริ่มจากการเร่งงานแบบใดให้สั้นลง
  • 1 : งานที่ใช้เวลาน้อย
  • 2 : งานที่ทำในช่วงกลางๆ ของการ shut down
  • 3 : งานที่ทำในวันสุดท้ายของการ shut down
  • 4 : งานที่เสียค่าใช้จ่ายในการเร่งต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 348 :
  • ในการเร่ง critical path ให้สั้นลง ควรเริ่มจากการเร่งงานแบบใดให้สั้นลง
  • 1 : งานที่ทำง่าย
  • 2 : งานที่ทำในช่วงกลางๆของการ shut down
  • 3 : งานที่ทำในวันสุดท้ายของการ shut down
  • 4 : งานที่เสียค่าใช้จ่ายในการทำงานสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 349 :
  • งานที่สามารถขยายเวลาการทำงานออกไปได้โดยไม่มีผลกระทบในทันที ได้แก่งานใด
  • 1 : งานที่ทำง่าย
  • 2 : งานที่ทำในวันแรกของการ shut down
  • 3 : งานที่ทำในวันสุดท้ายของการ shut down
  • 4 : งานที่ไม่อยู่ใน critical path
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 350 :
  • งานที่สามารถขยายเวลาการทำงานออกไปได้โดยไม่มีผลกระทบในทันที ได้แก่ข้อใด
  • 1 : งานที่ทำง่าย
  • 2 : งานที่ทำในวันแรกของการ shut down
  • 3 : งานที่ทำในวันสุดท้ายของการ shut down
  • 4 : งานที่มี float
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 351 :
  • เทคนิคที่ใช้ในการกำหนดเวลาที่ใช้ในการทำงานแต่ละงานซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้กับการวางแผน shut down คือข้อใด
  • 1 : Time study
  • 2 : Work sampling
  • 3 : Time estimation
  • 4 : ใช้ได้ทุกวิธี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 352 :
  • งานที่สามารถโยกย้ายช่างไปทำงานอื่นได้โดยไม่มีผลกระทบในทันที คืองานใด
  • 1 : งานที่ทำง่าย
  • 2 : งานที่ทำในวันแรกของการ shut down
  • 3 : งานที่ทำในวันสุดท้ายของการ shut down
  • 4 : งานที่ไม่เป็น critical path
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 353 :
  • งานที่เป็น critical path คืองานที่มีลักษณะใด
  • 1 : งานที่ไม่มี float
  • 2 : งานที่ถ้าเสร็จช้าจะทำให้การ shut down ล่าช้าไปด้วย
  • 3 : ถูกทั้งข้อ 1 และ 2
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 354 :
  • งานที่เป็น critical path คืองานที่มีลักษณะใด
  • 1 : งานที่ไม่มี float
  • 2 : งานที่มี ES=LS, EF=LF
  • 3 : ถูกทั้งข้อ 1 และ 2
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 355 :
  • งานที่เป็น critical path คืองานที่มีลักษณะใด
  • 1 : งานที่ถ้าเสร็จช้าจะทำให้การ shut down ล่าช้าไปด้วย
  • 2 : งานที่มี ES=LS, EF=LF
  • 3 : ถูกทั้งข้อ 1 และ 2
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 356 :
  • กำหนดให้ งานที่จะต้องทำมีค่าเวลาต่างๆ ใช้สัญลักษณ์ดังนี้ D=เวลาที่ใช้ในการทำงาน, ES = Earliest start = เวลาที่จะเริ่มงานเร็วที่สุด, LS = Latest start = เวลาที่จะเริ่มงานช้าที่สุด, EF = Earliest finish = เวลาที่จะเสร็จงานเร็วที่สุด, LF = Latest finish = เวลาที่จะเสร็จงานช้าที่สุด, EF จะมีค่าเท่ากับข้อใด
  • 1 : ES - D
  • 2 : ES + D
  • 3 : LS - D
  • 4 : LS + D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 357 :
  • กำหนดให้ งานที่จะต้องทำมีค่าเวลาต่างๆ ใช้สัญลักษณ์ดังนี้ D=เวลาที่ใช้ในการทำงาน, ES = Earliest start = เวลาที่จะเริ่มงานเร็วที่สุด, LS = Latest start = เวลาที่จะเริ่มงานช้าที่สุด, EF = Earliest finish = เวลาที่จะเสร็จงานเร็วที่สุด, LF = Latest finish = เวลาที่จะเสร็จงานช้าที่สุด

    ในการคำนวณ forward calculation ของ network จะสามารถหาค่าใดได้

  • 1 : EF
  • 2 : ES
  • 3 : ข้อ 1 และ 2 ถูก
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 358 :
  • กำหนดให้ งาน A มีค่าเวลาต่างๆ ดังนี้

    D = เวลาที่ใช้ในการทำงาน = 12 ชั่วโมง

    ES = Earliest start = เวลาที่จะเริ่มงานเร็วที่สุด = 5

    LS = Latest start = เวลาที่จะเริ่มงานช้าที่สุด = 7

    งาน A จะมีค่า EF = Earliest finish = เวลาที่จะเสร็จงานเร็วที่สุด เท่ากับเท่าใด

  • 1 : 12
  • 2 : 17
  • 3 : 19
  • 4 : 24
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 359 :
  • กำหนดให้ งานที่จะต้องทำมีค่าเวลาต่างๆ ใช้สัญลักษณ์ดังนี้ D = เวลาที่ใช้ในการทำงาน, ES = Earliest start = เวลาที่จะเริ่มงานเร็วที่สุด, LS= Latest start = เวลาที่จะเริ่มงานช้าที่สุด, EF = Earliest finish = เวลาที่จะเสร็จงานเร็วที่สุด, LF = Latest finish = เวลาที่จะเสร็จงานช้าที่สุด

    ในการคำนวณ backward calculation ของ network จะสามารถหาค่าใดได้

  • 1 : LS
  • 2 : LF
  • 3 : ข้อ 1 และ 2 ถูก
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 360 :
  • เทคนิคที่ไม่เหมาะสมที่จะใช้ในการวางแผน shut down คือข้อใด
  • 1 : PERT
  • 2 : BAR CHART
  • 3 : GANTT CHART
  • 4 : CPM
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 361 :
  • กำหนดให้ งานที่จะต้องทำมีค่าเวลาต่างๆ ใช้สัญลักษณ์ดังนี้ D = เวลาที่ใช้ในการทำงาน ES =  Earliest start = เวลาที่จะเริ่มงานเร็วที่สุด LS = Latest start = เวลาที่จะเริ่มงานช้าที่สุด EF = Earliest finish = เวลาที่จะเสร็จงานเร็วที่สุด LF = Latest finish = เวลาที่จะเสร็จงานช้าที่สุด ในการคำนวณ จะหาค่า LS ได้จาก
  • 1 : LS = EF + D
  • 2 : LS = EF - D
  • 3 : LS = LF + D
  • 4 : LS = LF - D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 362 :
  • ถ้ามีงาน 2 งาน A และ B ซึ่งจะต้องทำตามลำดับโดย B จะเริ่มได้ A จะต้องเสร็จแล้วเท่านั้น เวลาของ A มีค่า D = 10, ES = 2 ค่าเวลา B มีค่า D = 5 ดังนั้น ES ของ B เป็นเท่าใด กำหนดให้ งานที่จะต้องทำมีค่าเวลาต่างๆ ใช้สัญลักษณ์ดังนี้ D = เวลาที่ใช้ในการทำงาน ES =  Earliest start = เวลาที่จะเริ่มงานเร็วที่สุด LS = Latest start = เวลาที่จะเริ่มงานช้าที่สุด EF = Earliest finish = เวลาที่จะเสร็จงานเร็วที่สุด LF = Latest finish = เวลาที่จะเสร็จงานช้าที่สุด
  • 1 : 2
  • 2 : 5
  • 3 : 12
  • 4 : 17
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 363 :
  • ถ้ามีงาน 2 งาน A และ B ซึ่งจะต้องทำตามลำดับโดย B จะเริ่มได้ A จะต้องเสร็จแล้วเท่านั้น เวลาของ A มีค่า D = 10, ES = 22 เวลาของ B มีค่า D = 5 ดังนั้น EF ของ B เป็นเท่าใด กำหนดให้ งานที่จะต้องทำมีค่าเวลาต่างๆ ใช้สัญลักษณ์ดังนี้ D = เวลาที่ใช้ในการทำงาน, ES =  Earliest start = เวลาที่จะเริ่มงานเร็วที่สุด, LS = Latest start = เวลาที่จะเริ่มงานช้าที่สุด, EF = Earliest finish = เวลาที่จะเสร็จงานเร็วที่สุด, LF = Latest finish = เวลาที่จะเสร็จงานช้าที่สุด
  • 1 : 2
  • 2 : 5
  • 3 : 12
  • 4 : 17
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 364 :
  • ถ้ามีงาน 2 งาน A และ B ซึ่งจะต้องทำตามลำดับโดย B จะเริ่มได้ A จะต้องเสร็จแล้วเท่านั้น เวลาของ A มีค่า D  = 10, ES = 22 เวลาของ B มีค่า D = 5, LF =  40 ดังนั้น LS ของ B เป็นเท่าใด กำหนดให้ งานที่จะต้องทำมีค่าเวลาต่างๆ ใช้สัญลักษณ์ดังนี้ D = เวลาที่ใช้ในการทำงาน, ES =  Earliest start = เวลาที่จะเริ่มงานเร็วที่สุด, LS = Latest start = เวลาที่จะเริ่มงานช้าที่สุด, EF = Earliest finish = เวลาที่จะเสร็จงานเร็วที่สุด, LF = Latest finish = เวลาที่จะเสร็จงานช้าที่สุด
  • 1 : 10
  • 2 : 22
  • 3 : 35
  • 4 : 45
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 365 :
  • ถ้ามีงาน 2 งาน A และ B ซึ่งจะต้องทำตามลำดับโดย B จะเริ่มได้ A จะต้องเสร็จแล้วเท่านั้น เวลาของ A มีค่า D = 10, ES = 22 เวลา ของ B มีค่า D = 5, LF = 40 ดังนั้น LS ของ A เป็นเท่าใด กำหนดให้ งานที่จะต้องทำมีค่าเวลาต่างๆ ใช้สัญลักษณ์ดังนี้ D = เวลาที่ใช้ในการทำงาน, ES =  Earliest start = เวลาที่จะเริ่มงานเร็วที่สุด, LS = Latest start = เวลาที่จะเริ่มงานช้าที่สุด, EF = Earliest finish = เวลาที่จะเสร็จงานเร็วที่สุด, LF = Latest finish = เวลาที่จะเสร็จงานช้าที่สุด
  • 1 : 35
  • 2 : 32
  • 3 : 25
  • 4 : 22
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 366 :
  • ถ้ามีงาน 3 งาน A B และ C ซึ่งจะต้องทำตามลำดับโดย C จะเริ่มได้ A และ B จะต้องเสร็จแล้วเท่านั้น เวลาของ A มีค่า D = 10, ES = 22 เวลาของ B มีค่า D = 5, ES = 15 เวลาของ C มีค่า D = 6 ดังนั้น EF ของ C จะมีค่าเท่าใด กำหนดให้ งานที่จะต้องทำมีค่าเวลาต่างๆ ใช้สัญลักษณ์ดังนี้ D = เวลาที่ใช้ในการทำงาน, ES =  Earliest start = เวลาที่จะเริ่มงานเร็วที่สุด, LS = Latest start = เวลาที่จะเริ่มงานช้าที่สุด, EF = Earliest finish = เวลาที่จะเสร็จงานเร็วที่สุด, LF = Latest finish = เวลาที่จะเสร็จงานช้าที่สุด
  • 1 : 15
  • 2 : 20
  • 3 : 32
  • 4 : 38
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 367 :
  • ถ้ามีงาน 3 งาน A B และ C ซึ่งจะต้องทำตามลำดับโดย B และ C จะเริ่มได้ A จะต้องเสร็จแล้วเท่านั้น เวลาของ A มีค่า D = 10 เวลาของ B มีค่า D = 5, LF = 32 เวลาของ C มีค่า D = 6, LF = 35 ดังนั้น LS ของ A จะมีค่าเท่าใด กำหนดให้ งานที่จะต้องทำมีค่าเวลาต่างๆ ใช้สัญลักษณ์ดังนี้ D = เวลาที่ใช้ในการทำงาน ES =  Earliest start = เวลาที่จะเริ่มงานเร็วที่สุด LS = Latest start = เวลาที่จะเริ่มงานช้าที่สุด EF = Earliest finish = เวลาที่จะเสร็จงานเร็วที่สุด LF = Latest finish = เวลาที่จะเสร็จงานช้าที่สุด
  • 1 : 17
  • 2 : 19
  • 3 : 27
  • 4 : 29
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 368 :
  • งานที่จะต้องทำในการ Shut down จำนวน 4 งานคือ งาน A B C D มีค่าเวลาหลังจากทำการวิเคราะห์ network แล้ว ดังนี้

    งาน A  D=2   ES=2   EF=4     LS=3    LF=7

    งาน B  D=8   ES=7   EF=15   LS=7    LF=15

    งาน C  D=2   ES=6   EF=8     LS=6    LF=10

    งาน D  D=10 ES=6   EF=16   LS=9    LF=19

    งานที่เป็นงานใน critical path คืองานใด

  • 1 : A
  • 2 : B
  • 3 : C
  • 4 : D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 237 : 18 การประเมินผลด้วยดัชนีแบบ ก.การคิดประสิทธิผลเชิงรวม ข.ต้นทุนการบำรุงรักษา และ ค.ประสิทธิภาพงานซ่อมบำรุง
ข้อที่ 369 :
  • อัตราส่วนความถี่การชำรุดฉุกเฉิน หาได้จากข้อใด
  • 1 : จำนวนครั้งของการชำรุดฉุกเฉิน / ระยะเวลาเดินเครื่อง
  • 2 : เวลาที่เครื่องเสียจากการชำรุดทุกประเภท / ระยะเวลาเดินเครื่อง
  • 3 : เวลาที่เครื่องเสียจากการชำรุดฉุกเฉิน / ระยะเวลาเดินเครื่อง
  • 4 : จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในการซ่อมฉุกเฉิน / ระยะเวลาเดินเครื่อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 370 :
  • อัตราส่วนงานบำรุงรักษาที่วางแผนไว้ หาได้จากข้อใด
  • 1 : จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในการซ่อมฉุกเฉิน / ระยะเวลาเดินเครื่อง
  • 2 : จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในงานที่วางแผนไว้ / ระยะเวลาเดินเครื่อง
  • 3 : จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในงานที่วางแผนไว้ / จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในงานบำรุงรักษาทั้งหมด
  • 4 : จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในงานที่วางแผนซึ่งปฏิบัติได้จริง / จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในงานบำรุงรักษาทั้งหมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 371 :
  • อัตราส่วนงานบำรุงรักษาที่วางแผนที่ปฏิบัติจริง หาได้จาก
  • 1 : จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในการซ่อมฉุกเฉิน / ระยะเวลาเดินเครื่อง
  • 2 : จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในงานที่วางแผนไว้ / ระยะเวลาเดินเครื่อง
  • 3 : จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในงานที่วางแผนไว้ / จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในงานบำรุงรักษาทั้งหมด
  • 4 : จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในงานที่วางแผนซึ่งปฏิบัติได้จริง / จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในงานบำรุงรักษาที่วางแผนทั้งหมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 372 :
  • อัตราส่วนความถี่การชำรุดจากการขาดน้ำมันหล่อลื่น หาได้จากข้อใด
  • 1 : จำนวนครั้งของการชำรุดจากการขาดน้ำมันหล่อลื่น / จำนวนครั้งของการชำรุดจากการขาดน้ำมันหล่อลื่นทั้งหมด
  • 2 : เวลาที่เครื่องเสียจากการชำรุดจากการขาดน้ำมันหล่อลื่น / จำนวนครั้งของการชำรุดจากการขาดน้ำมันหล่อลื่นทั้งหมด
  • 3 : เวลาที่เครื่องเสียจากการชำรุดจากการขาดน้ำมันหล่อลื่น / ระยะเวลาเดินเครื่อง
  • 4 : จำนวนชั่วโมงคนที่ใช้ในการซ่อมจากการขาดน้ำมันหล่อลื่น / ระยะเวลาเดินเครื่อง ระดับความยากง่าย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 373 :
  • เมื่อผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานมีแนวโน้มที่ดีขึ้น อัตราส่วนความถี่การชำรุดฉุกเฉิน ควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
  • 1 : เพิ่มขึ้น
  • 2 : คงที่
  • 3 : ลดลง
  • 4 : ไม่แน่นอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 374 :
  • เมื่อผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานมีแนวโน้มที่ดีขึ้น อัตราส่วนเวลาการชำรุดฉุกเฉิน ควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
  • 1 : เพิ่มขึ้น
  • 2 : คงที่
  • 3 : ลดลง
  • 4 : ไม่แน่นอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 375 :
  • เมื่อผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานมีแนวโน้มที่ดีขึ้น อัตราส่วนงานบำรุงรักษาที่วางแผนไว้ ควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
  • 1 : เพิ่มขึ้น
  • 2 : คงที่
  • 3 : ลดลง
  • 4 : ไม่แน่นอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 376 :
  • เมื่อผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานมีแนวโน้มที่ดีขึ้น อัตราส่วนงานบำรุงรักษาวางแผนที่ปฏิบัติจริง ควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
  • 1 : เพิ่มขึ้น
  • 2 : คงที่
  • 3 : ลดลง
  • 4 : ไม่แน่นอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 377 :
  • เมื่อผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เวลาที่เครื่องจักรเสีย ควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
  • 1 : เพิ่มขึ้น
  • 2 : คงที่
  • 3 : ลดลง
  • 4 : ไม่แน่นอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 378 :
  • เมื่อจำนวนช่างซ่อมบำรุง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงาน ควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
  • 1 : ดีขึ้น
  • 2 : คงที่
  • 3 : ลดลง
  • 4 : ไม่สามารถบอกได้จากองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 379 :
  • เมื่ออัตราการใช้น้ำมันหล่อลื่น มีแนวโน้มที่มากขึ้น ผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
  • 1 : ดีขึ้น
  • 2 : คงที่
  • 3 : ลดลง
  • 4 : ไม่สามารถบอกได้จากองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 380 :
  • เมื่ออัตราค่าวัสดุซ่อมบำรุงต่อช่างซ่อม มีแนวโน้มที่มากขึ้น ผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
  • 1 : ดีขึ้น
  • 2 : คงที่
  • 3 : ลดลง
  • 4 : ไม่สามารถบอกได้จากองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 381 :
  • เมื่ออัตราค่าบำรุงรักษาต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ มีแนวโน้มที่มากขึ้น ผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
  • 1 : ดีขึ้น
  • 2 : คงที่
  • 3 : ลดลง
  • 4 : ไม่สามารถบอกได้จากองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 382 :
  • เมื่ออัตราค่าบำรุงรักษาต่อหน่วยของเวลาเดินเครื่อง มีแนวโน้มที่มากขึ้น ผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
  • 1 : ดีขึ้น
  • 2 : คงที่
  • 3 : ลดลง
  • 4 : ไม่สามารถบอกได้จากองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 383 :
  • เมื่ออัตราค่าบำรุงรักษาต่อหน่วยพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ (kWh) มีแนวโน้มที่มากขึ้น ผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
  • 1 : ดีขึ้น
  • 2 : คงที่
  • 3 : ลดลง
  • 4 : ไม่สามารถบอกได้จากองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 384 :
  • เมื่ออัตราค่าบำรุงรักษาต่อต้นทุนผลิตภัณฑ์ มีแนวโน้มที่มากขึ้น ผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
  • 1 : ดีขึ้น
  • 2 : คงที่
  • 3 : ลดลง
  • 4 : ไม่สามารถบอกได้จากองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 385 :
  • เมื่ออัตราค่าบำรุงรักษาต่อมูลค่าเครื่องจักร มีแนวโน้มที่มากขึ้น ผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
  • 1 : ดีขึ้น
  • 2 : คงที่
  • 3 : ลดลง
  • 4 : ไม่สามารถบอกได้จากองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 386 :
  • เครื่องจักรในแผนกผลิตจำนวน 4 เครื่อง มีช่างดูแลบำรุงรักษาประจำเครื่องแต่ละเครื่อง สถิติการเสียของเครื่องจักรในรอบ 3 เดือนเป็นดังนี้

    เครื่องจักร 1 เสีย 5 ครั้ง รวมเวลา 16.5 ชั่วโมง

    เครื่องจักร 2 เสีย 8 ครั้ง รวมเวลา 22.1 ชั่วโมง

    เครื่องจักร 3 เสีย 4 ครั้ง รวมเวลา 10.3 ชั่วโมง

    เครื่องจักร 4 เสีย 9 ครั้ง รวมเวลา 23 ชั่วโมง

    ช่างซ่อมชุดใดมีผลการปฏิบัติงานในรอบ 3 เดือนนี้ดีที่สุด

  • 1 : ช่างซ่อมของเครื่องที่ 1
  • 2 : ช่างซ่อมของเครื่องที่ 2
  • 3 : ช่างซ่อมของเครื่องที่ 3
  • 4 : ช่างซ่อมของเครื่องที่ 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 387 :
  • เครื่องจักรในแผนกผลิตจำนวน 4 เครื่อง มีช่างดูแลบำรุงรักษาประจำเครื่องแต่ละเครื่อง สถิติการเสียของเครื่องจักรในรอบ 3 เดือนเป็นดังนี้

    เครื่องจักร 1 เสีย 5 ครั้ง รวมเวลา 16.5 ชั่วโมง

    เครื่องจักร 2 เสีย 8 ครั้ง รวมเวลา 22.1 ชั่วโมง

    เครื่องจักร 3 เสีย 4 ครั้ง รวมเวลา 10.3 ชั่วโมง

    เครื่องจักร 4 เสีย 9 ครั้ง รวมเวลา 23 ชั่วโมง

    ช่างซ่อมชุดใดมีผลการปฏิบัติงานในรอบ 3 เดือนนี้ต่ำที่สุด

  • 1 : ช่างซ่อมของเครื่องที่ 1
  • 2 : ช่างซ่อมของเครื่องที่ 2
  • 3 : ช่างซ่อมของเครื่องที่ 3
  • 4 : ช่างซ่อมของเครื่องที่ 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 388 :
  • เครื่องจักรในแผนกผลิตจำนวน 4 เครื่อง มีช่างดูแลบำรุงรักษาประจำเครื่องแต่ละเครื่อง สถิติการเสียของเครื่องจักรในรอบ 3 เดือน ซึ่งมีชั่วโมงทำงานของโรงงานรวม 600 ชั่วโมงเป็นดังนี้ จงหาอัตราความถี่การชำรุดต่อ 100 ชั่วโมงของเครื่องจักร 1 มีค่าเท่ากับเท่าไร

    เครื่องจักร 1 เสีย 35 ครั้ง รวมเวลา 16.5 ชั่วโมง

    เครื่องจักร 2 เสีย 12 ครั้ง รวมเวลา 22.1 ชั่วโมง

    เครื่องจักร 3 เสีย 24 ครั้ง รวมเวลา 10.3 ชั่วโมง

    เครื่องจักร 4 เสีย 19 ครั้ง รวมเวลา 23 ชั่วโมง

  • 1 : 2 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
  • 2 : 3.17 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
  • 3 : 4 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
  • 4 : 5.83 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 389 :
  • เครื่องจักรในแผนกผลิตจำนวน 4 เครื่อง มีช่างดูแลบำรุงรักษาประจำเครื่องแต่ละเครื่อง สถิติการเสียของเครื่องจักรในรอบ 3 เดือน ซึ่งมีชั่วโมงทำงานของโรงงานรวม 600 ชั่วโมงเป็นดังนี้ จงหาอัตราเวลาการชำรุดต่อ 100 ชั่วโมงของเครื่องจักร 1 มีค่าเท่ากับเท่าไร

    เครื่องจักร 1 เสีย 35 ครั้ง รวมเวลา 16.5 ชั่วโมง

    เครื่องจักร 2 เสีย 12 ครั้ง รวมเวลา 22.1 ชั่วโมง

    เครื่องจักร 3 เสีย 24 ครั้ง รวมเวลา 10.3 ชั่วโมง

    เครื่องจักร 4 เสีย 19 ครั้ง รวมเวลา 23 ชั่วโมง

  • 1 : 1.72 ชั่วโมง
  • 2 : 2.75 ชั่วโมง
  • 3 : 3.68 ชั่วโมง
  • 4 : 3.83 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 390 :
  • เครื่องจักรในแผนกผลิตจำนวน 4 เครื่อง มีช่างดูแลบำรุงรักษาประจำเครื่องแต่ละเครื่อง สถิติการเสียของเครื่องจักรในรอบ 3 เดือน ซึ่งมีชั่วโมงทำงานของโรงงานรวม 600 ชั่วโมงเป็นดังนี้ จงหาอัตราความถี่การชำรุดต่อ 100 ชั่วโมงของเครื่องจักร 2 มีค่าเท่ากับเท่าไร

    เครื่องจักร 1 เสีย 35 ครั้ง รวมเวลา 16.5 ชั่วโมง

    เครื่องจักร 2 เสีย 12 ครั้ง รวมเวลา 22.1 ชั่วโมง

    เครื่องจักร 3 เสีย 24 ครั้ง รวมเวลา 10.3 ชั่วโมง

    เครื่องจักร 4 เสีย 19 ครั้ง รวมเวลา 23 ชั่วโมง

  • 1 : 2 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
  • 2 : 3.17 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
  • 3 : 4 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
  • 4 : 5.83 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 391 :
  • เครื่องจักรในแผนกผลิตจำนวน 4 เครื่อง มีช่างดูแลบำรุงรักษาประจำเครื่องแต่ละเครื่อง สถิติการเสียของเครื่องจักรในรอบ 3 เดือน ซึ่งมีชั่วโมงทำงานของโรงงานรวม 600 ชั่วโมงเป็นดังนี้ จงหาอัตราเวลาการชำรุดต่อ 100 ชั่วโมงของเครื่องจักร 2 มีค่าเท่ากับเท่าไร เครื่องจักร 1 เสีย 35 ครั้ง รวมเวลา 16.5 ชั่วโมง เครื่องจักร 2 เสีย 12 ครั้ง รวมเวลา 22.1 ชั่วโมง เครื่องจักร 3 เสีย 24 ครั้ง รวมเวลา 10.3 ชั่วโมง เครื่องจักร 4 เสีย 19 ครั้ง รวมเวลา 23 ชั่วโมง
  • 1 : 1.72 ชั่วโมง
  • 2 : 2.75 ชั่วโมง
  • 3 : 3.68 ชั่วโมง
  • 4 : 3.83 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 392 :
  • เครื่องจักรในแผนกผลิตจำนวน 4 เครื่อง มีช่างดูแลบำรุงรักษาประจำเครื่องแต่ละเครื่อง สถิติการเสียของเครื่องจักรในรอบ 3 เดือน ซึ่งมีชั่วโมงทำงานของโรงงานรวม 600 ชั่วโมงเป็นดังนี้ จงหาอัตราความถี่การชำรุดต่อ 100 ชั่วโมงของเครื่องจักร 3 มีค่าเท่ากับเท่าไร

    เครื่องจักร 1 เสีย 35 ครั้ง รวมเวลา 16.5 ชั่วโมง

    เครื่องจักร 2 เสีย 12 ครั้ง รวมเวลา 22.1 ชั่วโมง

    เครื่องจักร 3 เสีย 24 ครั้ง รวมเวลา 10.3 ชั่วโมง

    เครื่องจักร 4 เสีย 19 ครั้ง รวมเวลา 23 ชั่วโมง

  • 1 : 2 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
  • 2 : 3.17 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
  • 3 : 4 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
  • 4 : 5.83 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 393 :
  • เครื่องจักรในแผนกผลิตจำนวน 4 เครื่อง มีช่างดูแลบำรุงรักษาประจำเครื่องแต่ละเครื่อง สถิติการเสียของเครื่องจักรในรอบ 3 เดือน ซึ่งมีชั่วโมงทำงานของโรงงานรวม 600 ชั่วโมงเป็นดังนี้ จงหาอัตราความถี่การชำรุดต่อ 100 ชั่วโมงของเครื่องจักร4 มีค่าเท่ากับเท่าไร
  • 1 : 2 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
  • 2 : 3.17 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
  • 3 : 4 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
  • 4 : 5.83 ครั้งต่อ 100 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 394 :
  • สถิติอัตราการหยุดโรงงาน (downtime) เฉลี่ย คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ของโรงงาน 4 แห่งเป็นเวลา 5 ปี ตามลำดับจากปีแรกจนถึงปีที่ 5 เป็นดังนี้ จงหาว่าโรงงานใดที่มีผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาที่ดีที่สุด

    โรงงานที่ 1    12.5     13.4      12.4      13.9      13.1

    โรงงานที่ 2    11.5     10.2      9.4        8.6        6.2

    โรงงานที่ 3    13.2     12.8      12.4      12.7      12.6

    โรงงานที่ 4    12.2     13.6      15.8      15.6      17.9

  • 1 : โรงงานที่ 1
  • 2 : โรงงานที่ 2
  • 3 : โรงงานที่ 3
  • 4 : โรงงานที่ 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 395 :
  • สถิติอัตราการหยุดโรงงาน (downtime) เฉลี่ย คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ของโรงงาน 4 แห่งเป็นเวลา 5 ปีตามลำดับจากปีแรกจนถึงปีที่ 5 เป็นดังนี้ จงหาว่าโรงงานใดที่มีผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาที่ต่ำที่สุด
    โรงงานที่ 1    12.5     13.4      12.4      13.9      13.1
    โรงงานที่ 2    11.5     10.2      9.4        8.6        6.2
    โรงงานที่ 3    13.2     12.8      12.4      12.7      12.6
    โรงงานที่ 4    12.2     13.6      15.8      15.6      17.9
  • 1 : โรงงานที่ 1
  • 2 : โรงงานที่ 2
  • 3 : โรงงานที่ 3
  • 4 : โรงงานที่ 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 396 :
  • เมื่อผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานมีแนวโน้มที่ดีขึ้น อัตราการชำรุดจากการขาดน้ำมันหล่อลื่นควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
  • 1 : เพิ่มขึ้น
  • 2 : คงที่
  • 3 : ลดลง
  • 4 : ไม่แน่นอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 397 :
  • เมื่อมีการจัดทำมาตรฐานการตรวจสอบเครื่องจักรเป็นจำนวนที่มากขึ้น ผลการปฏิบัติงานบำรุงรักษาของหน่วยงานควรที่จะมีแนวโน้มแบบใด
  • 1 : ดีขึ้น
  • 2 : คงที่
  • 3 : ลดลง
  • 4 : ไม่สามารถบอกได้จากองค์ประกอบเพียงอย่างเดียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 398 :
  • สัดส่วนของต้นทุนงานซ่อมบำรุงฉุกเฉินเป็นเท่าใดหากต้นทุนงานซ่อมบำรุงเป็นตามที่แสดงในตารางข้างล่างนี้
    ที่ ต้นทุน (หน่วย: ล้านบาท) ซ่อมฉุกเฉิน ซ่อม
    ตามแผน
    ซ่อม
    ป้องกัน
    ซ่อม
    ปรับปรุง
    อะไหล่และวัสดุซ่อมบำรุง 90 10 20 10
    ค่าตอบแทนช่างซ่อมบำรุง 20 6 2 2
    ค่าโสหุ้ย 5 3 2 2
    งานซ่อมบำรุงจ้างเหมา 0 0 2 4
  • 1 : 44.61 %
  • 2 : 54.61 %
  • 3 : 64.61 %
  • 4 : 74.61 %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 399 :
  • สัดส่วนของต้นทุนอะไหล่และวัสดุซ่อมบำรุงเป็นเท่าใดหากต้นทุนงานซ่อมบำรุงเป็นตามที่แสดงในตารางข้างล่างนี้
    ที่ ต้นทุน (หน่วย: ล้านบาท) ซ่อมฉุกเฉิน ซ่อม
    ตามแผน
    ซ่อม
    ป้องกัน
    ซ่อม
    ปรับปรุง
    อะไหล่และวัสดุซ่อมบำรุง 90 10 20 10
    ค่าตอบแทนช่างซ่อมบำรุง 20 6 2 2
    ค่าโสหุ้ย 5 3 2 2
    งานซ่อมบำรุงจ้างเหมา 0 0 2 4
  • 1 : 71.03 %
  • 2 : 73.03 %
  • 3 : 75.05 %
  • 4 : 77.05 %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 400 :
  • สัดส่วนของต้นทุนงานซ่อมบำรุงป้องกันเป็นเท่าใดหากต้นทุนงานซ่อมบำรุงเป็นตามที่แสดงในตารางข้างล่างนี้
    ที่ ต้นทุน (หน่วย: ล้านบาท) ซ่อมฉุกเฉิน ซ่อม
    ตามแผน
    ซ่อม
    ป้องกัน
    ซ่อม
    ปรับปรุง
    อะไหล่และวัสดุซ่อมบำรุง 90 10 20 10
    ค่าตอบแทนช่างซ่อมบำรุง 20 6 2 2
    ค่าโสหุ้ย 5 3 2 2
    งานซ่อมบำรุงจ้างเหมา 0 0 2 4
  • 1 : 14.64 %
  • 2 : 18.56 %
  • 3 : 22.24 %
  • 4 : 26.48 %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
สภาวิศวกร