สภาวิศวกร

สาขา : อุตสาหการ

วิชา : Production Planning and Control

เนื้อหาวิชา : 181 : 01 ภาพรวมการวางแผนและควบคุมการผลิต
ข้อที่ 1 :
  • ระบบการผลิตที่เน้นการลดต้นทุนสินค้าคงคลังมากที่สุดคือระบบการผลิตแบบใด
  • 1 : ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี (Just in Time)
  • 2 : ระบบการผลิตที่มีการวางแผนความต้องการวัสดุ (Material Requirements Planning System)
  • 3 : ระบบการผลิตแบบระบบการไหลของน้ำในอ่าง (Pond Draining)
  • 4 : ระบบการผลิตที่ใช้ระบบสั่งใหม่ (Re-order Point System)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 2 :
  • ภายใต้สภาพแวดล้อมการผลิตเดียวกันการกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจใดที่จะทำให้ช่วงเวลานำยาวนานที่สุด
  • 1 : ผลิตแบบมีสต๊อก
  • 2 : ผลิตตามสั่ง
  • 3 : ประกอบเพื่อสต๊อก
  • 4 : ประกอบตามสั่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 3 :
  • ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการวางแผนและควบควบคุมการผลิต 2 คำถามหลักที่ผู้บริหารจะต้องตอบคือ
  • 1 : เราจะทำอะไรต่อไป และ ต้นทุนเท่าไร
  • 2 : เราจะทำอะไรต่อไป และ ส่งของเมื่อไร
  • 3 : เราจะทำอะไรต่อไป และ มีขีดความสามารถที่จะทำได้หรือไม่
  • 4 : เราจะผลิตสินค้าอะไร และ จำนวนเท่าไร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 4 :
  • ข้อใดต่อไปนี้คือวัตถุประสงค์โดยทั่วไปของการวางแผนและควบคุมการผลิต
  • 1 : ระดับการบริการลูกค้าสูงสุด
  • 2 : ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโรงงานสูงสุด
  • 3 : การลงทุนในวัสดุคงคลังต่ำสุด
  • 4 : ใช่ทุกข้อที่กล่าวมา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 5 :
  • ถ้าเราต้องการให้ประสิทธิภาพการใช้งานเครื่องจักรหรือแรงงานสูง เราควรผลิตสินค้าแต่ละครั้งด้วยขนาดรุ่นการผลิตใหญ่ การดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวอาจจะส่งผลเสียทางด้านใด
  • 1 : การลงทุนในสินค้าคงคลังสูง
  • 2 : ค่าแรงต่อหน่วยสินค้าสูงขึ้น
  • 3 : ค่าเครื่องจักรต่อหน่วยสินค้าสูงขึ้น
  • 4 : ต้นทุนการขนส่งวัตถุดิบสูงขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 6 :
  • ระบบการวางแผนการผลิตใดต่อไปนี้นำไปสู่การมีวัสดุคงคลังที่ต่ำสุดเมื่อเทียบกับระบบการวางแผนการผลิตอื่นๆ
  • 1 :

    ระบบการไหลของน้ำในอ่าง(Pond Draining)

  • 2 : การวางแผนความต้องการวัสดุ(Material Requirements Planning ,MRP)
  • 3 : ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี(Just in Time ,JIT)
  • 4 : ระบบตารางการผลิตหลัก(Master Production Schedule ,MPS)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 7 :
  • ข้อใดต่อไปนี้คือปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการวางแผนและควบคุมการผลิต
  • 1 : ปัญหากำลังการผลิตไม่เพียงพอ
  • 2 : ปัญหาความไม่มีประสิทธิภาพในการควบคุมวัสดุคงคลัง
  • 3 : ปัญหาความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูลด้านงานทางวิศวกรรมและการผลิต
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 8 :
  • สำหรับธุรกิจที่ดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจแบบประกอบตามสั่งมักจะสต๊อกวัสดุคงคลังในรูปของ
  • 1 : สินค้าสำเร็จรูป
  • 2 : วัตถุดิบ
  • 3 : ชิ้นส่วนประกอบ
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 9 :
  • สำหรับธุรกิจที่ดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจแบบผลิตเพื่อสต๊อกมักจะสต๊อกวัสดุคงคลังในรูปของ
  • 1 : สินค้าสำเร็จรูป
  • 2 : วัตถุดิบ
  • 3 : ชิ้นส่วนประกอบ
  • 4 : วัตถุดิบแต่เก็บไว้ที่คลังของผู้ส่งมอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 10 :
  • จากรูปแบบผลลัพธ์การวางแผนการผลิตที่กำหนดให้ ในตารางต่อไปนี้ จงระบุว่าเป็นรูปแบบการวางแผนประเภทใด  

    ชื่อผลิตภัณฑ์

    กลุ่ม        รุ่น

    พ.ค.

    มิ.ย.

    ก.ค

               รุ่น A

     

    M58     รุ่น B

     

               รุ่น C

    50

     

    40

     

    20

    50

     

    40

     

    10

    80

     

    60

     

    10

               รุ่น A

    M62    

               รุ่น B          

    40

     

    30

    30

     

    30

    40

     

    30

  • 1 : ตารางการผลิตหลัก
  • 2 : แผนการผลิตรวม
  • 3 : รายละเอียดตารางการผลิต
  • 4 : การควบคุมกำลังการผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 11 :
  • จากรูปแบบผลลัพธ์การวางแผนการผลิตที่กำหนดให้ ในตารางต่อไปนี้ จงระบุว่า เป็นรูปแบบการวางแผนประเภทใด  

    ชื่อผลิตภัณฑ์

    กลุ่ม        รุ่น

    เม.ย.

    พ.ค.

    มิ.ย.

    ก.ค

    ส.ค.

    ก.ย.

               รุ่น A

     

    M58     รุ่น B

     

               รุ่น C

     

     

    120

     

     

    100

     

     

     

     

    100

     

     

     

     

    150

     

     

     

     

    80

     

     

     

    120

               รุ่น A

    M62    

               รุ่น B          

     

    80

     

    80

     

     

    80

     

     

    100

     

     

    50

     

    100

     

    M72

     

    30

     

     

    30

     

     

    50

     

    70

     

    20

     

    30

  • 1 : ตารางการผลิตหลัก
  • 2 : แผนการผลิตรวม
  • 3 : รายละเอียดตารางการผลิต
  • 4 : การควบคุมกำลังการผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 12 :
  • จากโครงสร้างผลิตภัณฑ์ A หากธุรกิจเลือกที่จะให้มีการเก็บวัสดุ D และ E อยู่ตลอดเวลาในการดำเนินการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด ภายใต้ ข้อมูลที่กำหนดให้ ช่วงเวลานำในการผลิตของบริษัทคือ
  • 1 : 5 สัปดาห์
  • 2 : 6 สัปดาห์
  • 3 : 2 สัปดาห์
  • 4 : 4 สัปดาห์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 13 :
  • จากโครงสร้างการไหลของวัสดุ จากวัตถุดิบไปสินค้าสำเร็จรูปดังรูปข้างล่างนี้ การดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจมักจะเป็นไปในทางใด
  • 1 : ผลิตตามสั่ง
  • 2 : ออกแบบตามสั่ง
  • 3 : ผลิตเพื่อสต๊อก
  • 4 : ประกอบตามสั่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 14 :
  • จากโครงสร้างการไหลของวัสดุ จากวัตถุดิบไปสินค้าสำเร็จรูปดังรูปข้างล่างนี้ การดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจมักจะเป็นไปในทางใด
  • 1 : ผลิตตามสั่ง
  • 2 : ออกแบบตามสั่ง
  • 3 : ผลิตเพื่อสต๊อก
  • 4 : ประกอบตามสั่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 15 :
  • ข้อต่อไปนี้คือปัจจัยความล้มเหลวในการวางวางแผนและควบคุมการผลิตยกเว้น
  • 1 : ขาดการสนับสนุนและขาดการแสดงความมุ่งมั่นจากผู้บริหารระดับสูงอย่างชัดเจน เช่น ไม่เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารอย่างเต็มที่ ไม่ได้กำหนดนโยบายและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน
  • 2 : ตารางการผลิตหลักไม่มีคุณภาพ มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย
  • 3 : ช่วงเวลานำไม่ถูกต้อง
  • 4 : ค่าแรงล่วงเวลาสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 16 :
  • ประเด็นต่อไปนี้คือปัจจัยความสำเร็จในการวางแผนและควบคุมการผลิตยกเว้น
  • 1 : ต้นทุนแรงงานต่ำ มีการกำหนดการทำงานล่วงเวลาน้อย
  • 2 : ทุกฝ่ายทุกแผนกในองค์กรที่เกี่ยวข้องต้องให้ความร่วมมือ
  • 3 : ข้อมูลการดำเนินงานภายในโรงงานมีความถูกต้องแม่นยำ
  • 4 : ผู้บริหารแสดงความมุ่งมั่นและมีนโยบายที่ชัดเจน พร้อมทั้งสื่อสารให้พนักงานทุกระดับที่เกี่ยวข้องได้ทราบ และเข้าใจ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 17 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบการวางแผนและควบคุมการผลิต
  • 1 : ความสำเร็จของการพัฒนาระบบ การวางแผนและควบคุมการผลิต อยู่ที่ซอฟท์แวร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ไม่ใช่อยู่ที่คน
  • 2 : การพัฒนาระบบ SOP (Sale and Operations Planning) ต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่ายมิใช่งานของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องการเวลา ความรู้ ความเข้าใจ การทำงานเป็นทีม ความร่วมมือ นโยบาย และการออกแรงผลักดัน
  • 3 : การตั้งคณะทำงานด้านการวางแผนและควบคุมการผลิตจำเป็นต้องมีตัวแทนจากผู้ใช้ระบบทุกฝ่ายของบริษัท
  • 4 : การพัฒนาระบบการวางแผนและควบคุมการผลิตเป็นเรื่องของบุคคลากรภายในบริษัทไม่ใช่บุคคลากรภายนอก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 18 :
  • จากโครงสร้างของกำไรและต้นทุนของบริษัทแห่งหนึ่งที่กำหนดให้ข้างล่างนี้หากบริษัทต้องการกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่า โดยเน้นการลดค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าวัสดุและการจัดซื้อ จะต้องลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ลงกี่เปอร์เซ็นต์

    ยอดขาย                            10,000,000 บาท

    ค่าจัดซื้อและค่าวัสดุ       7,000,000  บาท

    เงินเดือน                          2,000,000  บาท

    ค่าโสหุ้ย                           500,000     บาท

    กำไร                                  500,000    บาท

  • 1 : 7.14%
  • 2 : 25 %
  • 3 : 100%
  • 4 : 10%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 19 :
  • ภาพของระบบการวางแผนความต้องการวัสดุใดต่อไปนี้ถูกต้อง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 20 :
  • ข้อใดต่อไปนี้คือสูตรในการคำนวณผลิตภาพ (Productivity)
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 21 :
  • ข้อใดคือคุณลักษณะของระบบการผลิตที่เน้นผลิตภัณฑ์(Product Focus)
  • 1 : การผลิตแบบต่อเนื่อง
  • 2 : การผลิตแบบไหลเป็นสาย
  • 3 : เครื่องจักรและคนงานที่จำเป็นต่อการผลิตถูกจัดรวมกลุ่มเข้าด้วยกัน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 22 :
  • ข้อใดคือคุณลักษณะของระบบการผลิตที่เน้นกระบวนการ(Process Focus)
  • 1 : การผลิตแบบต่อเนื่อง
  • 2 : การผลิตแบบไหลเป็นสาย
  • 3 : เครื่องจักรและคนงานที่จำเป็นต่อการผลิตถูกจัดรวมกลุ่มเข้าด้วยกัน
  • 4 : ผลิตภัณฑ์มีความหลากหลาย รวมกลุ่มเครื่องจักรที่เหมือนกันเป็นแผนก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 23 :
  • ข้อใดคือคุณลักษณะของระบบการผลิตเพื่อสต๊อก
  • 1 : การผลิตจะเริ่มต้นเมื่อได้รับใบสั่งจากลูกค้า
  • 2 : การวางแผนการผลิตจะให้ความสำคัญกับกำหนดส่งมอบของลูกค้า
  • 3 : ผลิตก่อนล่วงหน้าแล้วเก็บไว้ในคลัง เมื่อได้รับใบสั่งผลิตภัณฑ์จะถูกจัดส่งให้ลูกค้าจากคลังสินค้า
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 24 :
  • ชื่อระบบการผลิตใดต่อไปนี้ไม่ได้มีความหมายเดียวกันกับระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี (Just-in-time)
  • 1 : การผลิตแบบไร้สต๊อก
  • 2 : การผลิตรอบสั้น
  • 3 : การผลิตที่เน้นแผนการผลิต
  • 4 : การผลิตแบบไหลต่อเนื่อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 25 :
  • ข้อใดไม่ใช่เป็นวัตถุประสงค์ของการวางแผนและควบคุมการผลิต

  • 1 : ยกระดับการให้บริการลูกค้าสูงสุด(การส่งมอบสินค้าตามกำหนด)
  • 2 : มีการใช้ประโยชน์เครื่องจักรและแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ(Plant Utilization)
  • 3 : การลงทุนในพัสดุคงคลังต่ำ(มีการถือครองพัสดุคงคลังเท่าที่จำเป็น)
  • 4 : ลดการเสื่อมสภาพของเครื่องจักร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 26 :
  • อัตราการหมุนเวียนพัสดุคงคลังเป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงานด้านใดของการวางแผนและควบคุมการผลิต

  • 1 : การใช้บริการลูกค้าสูงสุด(การส่งมอบสินค้าตามกำหนด)
  • 2 : มีการใช้ประโยชน์เครื่องจักรและแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ(Plant Utilization)
  • 3 : การลงทุนในพัสดุคงคลัง
  • 4 : Bill Material
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 27 :
  • การวางแผนการผลิตรวม(Aggregate Production Planning) เน้นการวางแผนในระดับใด

  • 1 : กลุ่มผลิตภัณฑ์
  • 2 : สินค้าแต่ละรายการ
  • 3 : ชิ้นส่วนและวัตถุดิบแต่ละรายการ
  • 4 : กิจกรรมการผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 28 :
  • การลดขนาดรุ่นการผลิตให้น้อยลง จะส่งผลกระทบด้านใดต่อผลการดำเนินงาน

  • 1 : ประสิทธิภาพเครื่องจักรลดลงเนื่องจากต้อง Setup เครื่องจักรหลายครั้ง แต่ช่วงเวลานำการส่งมอบโดยรวมจะเร็วขึ้น
  • 2 : พัสดุคงคลังจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีการสะสมปริมาณการผลิตหลายครั้ง
  • 3 : การรอคอยการผลิตจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีงานระหว่างผลิตสะสมมากขึ้น
  • 4 : เครื่องจักรจะเสียหายมากขึ้นเนื่องจากต้องรับภาะการผลิตมากขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 182 : 02 การพยากรณ์ (Forecasting)
ข้อที่ 29 :
  • วิธีการพยากรณ์ใดต่อไปนี้ไม่ใช่วิธีการพยากรณ์เชิงปริมาณ
  • 1 : วิธีเดลฟาย
  • 2 : วิธีถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่
  • 3 : วิธีปรับเรียบเอกซ์โปเนนเชียล
  • 4 : วิธีกำลังสองน้อยที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 30 :
  • ถ้าข้อมูลความต้องการในอดีต ห้าคาบย้อนหลังเป็นดังนี้ 3, 11, 5, 2 และ 4 โดยข้อมูลสุดท้ายคือข้อมูลล่าสุด ค่าถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (n=3) คือ
  • 1 : 3.67, 6, 6.33
  • 2 : 6, 6.33, 3.67
  • 3 : 6.33, 6, 3.67
  • 4 : 6.33, 3.67, 6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 31 :
  • ถ้ายอดขายรายไตรมาสตั้งแต่ไตรมาสที่หนึ่งของปี 2544 เป็นดังนี้ 10,12,15,14 และของปี 2545 เป็นดังนี้ 11,13,14,15 และของปี 2546 เป็นดังนี้ 10,14,15,15 ดัชนีฤดูกาลโดยวิธี อัตราส่วนค่าจริงต่อค่าเฉลี่ย สำหรับไตรมาสที่สองคือข้อใด
  • 1 : 0.980
  • 2 : 0.987
  • 3 : 0.98
  • 4 : 0.996
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 32 :
  • ข้อความที่เป็นจริงสำหรับการพยากรณ์เชิงคุณภาพ
  • 1 : ได้ผลการพยากรณ์ที่มีคุณภาพเชื่อถือได้
  • 2 : เหมาะกับการพยากรณ์ในระยะกลาง
  • 3 : ค่าความคลาดเคลื่อนจะค่อนข้างต่ำ
  • 4 : เหมาะกับผลิตภัณฑ์ใหม่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 33 :
  • ถ้าความคลาดเคลื่อนของผลการพยากรณ์จำนวน5คาบเวลาโดยวิธี A มีค่าดังนี้   -10,2,5,8,-4   สำหรับวิธี B จะมีความคลาดเคลื่อนดังนี้ 10,5,-10,0,-5 วิธี B และสำหรับวิธี C จะมีความคลาดเคลื่อนดังนี้ 2,5,-10,4,-5 ควรใช้ค่าพยากรณ์ของวิธีใด
  • 1 : A
  • 2 : B
  • 3 : C
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 34 :
  • ข้อมูลของยอดขายสินค้าชนิดหนึ่งในไตรมาสที่ 1, 2 ,3 และ 4 พบว่ามีจำนวนยอดขายเป็น 500, 900, 700 และ 800 หน่วย ตามลำดับ จงพยากรณ์ยอดขายในไตรมาสที่ 1 ของปีถัดไปโดยใช้วิธีถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) ของอนุกรมเวลา 3 จุด
  • 1 : 800 หน่วย
  • 2 : 700 หน่วย
  • 3 : 967 หน่วย
  • 4 : 725 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 35 :
  • คำกล่าวใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง
  • 1 : วิธีค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่มีการกำหนดช่วงเวลา คิดมากขึ้นจะยิ่งทำให้ได้เส้นกราฟความสัมพันธ์ของช่วงเวลาและปริมาณความต้องการที่เรียบมากขึ้น
  • 2 : สัญญาณติดตามค่าพยากรณ์ (Tracking Signal) คือวิธีการที่ใช้ในการควบคุมความคลาดเคลื่อนจากการพยากรณ์
  • 3 : การพยากรณ์แบบฤดูกาลของวินเตอร์ จะต้องใช้ข้อมูลอย่างน้อย 3 ฤดูกาล
  • 4 : การพยากรณ์โดยการวิจัยตลาดได้มาจากการส่งแบบสอบถามการสำรวจทางโทรศัพท์ การอภิปรายกลุ่ม และการสัมภาษณ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 36 :
  • สิ่งใดต่อไปนี้มิใช่เป็นองค์ประกอบของการพยากรณ์แบบอนุกรมเวลา
  • 1 : แนวโน้ม
  • 2 : ความแปรปรวนของการดำเนินงาน
  • 3 : ฤดูกาล
  • 4 : วัฎจักร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 37 :
  • คำกล่าวใดต่อไปนี้คือสิ่งที่ถูกต้องเกี่ยวกับการพยากรณ์แบบอนุกรมเวลา
  • 1 : มีพื้นฐานของสมมติฐานที่ว่าความต้องการในอนาคตจะเหมือนกับในอดีต
  • 2 : ได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางในการรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ
  • 3 : การวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตจะช่วยในการพยากรณ์ความต้องการอนาคต
  • 4 : มีศักยภาพในการพยากรณ์มากกว่าวิธีความสัมพันธ์ (Causal Model)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 38 :
  • จากข้อมูลยอดขาย 2 สัปดาห์ ล่าสุด ดังแสดงในตารางต่อไปนี้ หากใช้ วิธีการพยากรณ์อย่างง่าย (Naive Method)  ค่าพยากรณ์ความต้องการในสัปดาห์ที่3 มีค่าเท่าไร

     

    สัปดาห์ที่

    ยอดขาย

    1

    108

    2

    120

  • 1 : 96 หน่วย
  • 2 : 114 หน่วย
  • 3 : 120 หน่วย
  • 4 : 144 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 39 :
  • จากความคลาดเคลื่อนของการพยากรณ์ 4 ช่วงเวลา ดังนี้ -1 , 4 , 8 , และ 3 จงคำนวณค่า ความเบี่ยงเบนสัมบูรณ์เฉลี่ย (Mean Absolute Deviation)
  • 1 : 2
  • 2 : 3
  • 3 : 4
  • 4 : 8
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 40 :
  • จากสมการแนวโน้มแบบอนุกรมเวลาที่คำนวณได้คือ = 25.3 + 2.1(t) จงพยากรณ์ความต้องการในช่วงเวลาที่ 7
  • 1 : 23.2
  • 2 : 25.3
  • 3 : 27.4
  • 4 : 40.0
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 41 :
  • หัวข้อใดต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของเทคนิคการพยากรณ์แบบอนุกรมเวลา
  • 1 : การวิจัยตลาด
  • 2 : วิธีเดลฟาย
  • 3 : ปรับเรียบเอ็กซ์โปเนนเชียลแบบมีแนวโน้ม
  • 4 : ความคิดเห็นของพนักงานขาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 42 :
  • จงคำนวณค่าถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่ายแบบ 3 ช่วงเวลา ของวันที่ 8 จากข้อมูลที่กำหนดให้ต่อไปนี้

      วันที่:                  1     2     3     4     5     6     7

    ความต้องการ:  12   14   10     8     9    13   11

  • 1 : 12
  • 2 : 9
  • 3 : 10
  • 4 : 11
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 43 :
  • จากข้อมูลความต้องการสินค้าที่กำหนดให้ต่อไปนี้ พร้อมสมการในการพยากรณ์แบบ y=3 + 2X จงพยากรณ์ความต้องการสินค้าในปีพ.ศ.2552 ไตรมาสที่3   

    ช่วงเวลา (X)

    ปีพ.ศ.-ไตรมาสที่

    ความต้องการสินค้า(หน่วย)

    7

    2551-ไตรมาส 3

    14.2

    8

    2551-ไตรมาส 4

    18.4

    9

    2552-ไตรมาส 1

    23.9

    10

    2552-ไตรมาส 2

    23.3

  • 1 : 20 หน่วย
  • 2 : 25 หน่วย
  • 3 : 27 หน่วย
  • 4 : 30 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 44 :
  • ภายใต้สภาวะเงื่อนไขใด การพยากรณ์โดยวิธีการปรับเรียบเอ็กซ์โปเนนเชียลอย่างง่าย (Simple Exponential Smoothing) จะทำให้ค่าพยากรณ์เหมือนกับค่าความต้องการจริงในช่วงเวลาเดียวกัน
  • 1 : Alpha = 0
  • 2 : Alpha = 1
  • 3 : Alpha = 0.5
  • 4 : Alpha = 0.1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 45 :
  • โดยหลักการพยากรณ์แบบอนุกรมเวลา ข้อมูลในอดีตจะประกอบไปด้วย องค์ประกอบต่อไปนี้ยกเว้น
  • 1 : วัฎจักร (Cyclical)
  • 2 : ความไม่แน่นอน (Random)
  • 3 : แนวโน้ม (Trend)
  • 4 : ความถี่ (Frequency)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 46 :
  • วีธีการพยากรณ์ต่อไปนี้ไม่ใช่วิธีการพยากรณ์เชิงคุณภาพ
  • 1 : วิธีเดลฟาย
  • 2 : การวิจัยตลาด
  • 3 : การสำรวจประชากรกลุ่ม(Panel Consensus)
  • 4 : วิธีค่าเฉลี่ย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 47 :
  • โดยวิธีอัตราส่วนต่อค่าแนวโน้ม ค่าดัชนีฤดูกาลสามารถคำนวณได้จาก
  • 1 : วิธีการวิเคราะห์การถดถอย (Regression Analysis)
  • 2 : หารยอดขายจริงด้วยค่าพยากรณ์แนวโน้ม
  • 3 : หารค่าพยากรณ์แนวโน้มด้วยยอดขายจริง
  • 4 : หารค่าฤดูกาลปัจจุบันด้วยฤดูกาลที่แล้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 48 :
  • อัตราส่วนของความคลาดเคลื่อนพยากรณ์สะสมต่อค่าเบี่ยงเบนสัมบูรณ์ในช่วงเวลา เดียวกัน จะถูกใช้ในการหา
  • 1 : สัญญาณติดตาม (Tracking Signal)
  • 2 : การวัดประสิทธิภาพของการพยากรณ์
  • 3 : การประมาณความคลาดเคลื่อนของการพยากรณ์
  • 4 : การประมาณค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 49 :
  • การพยากรณ์โดยวิธีปรับเรียบเอ็กซ์โปเนนเชียลอย่างง่าย (Simple Exponential Smoothing) การกำหนดค่า Alpha สูงขึ้น หมายถึง
  • 1 : การเน้นให้ความสำคัญกับข้อมูลในอนาคตมากกว่าในอดีต
  • 2 : การเน้นให้ความสำคัญกับอดีตเท่าๆกันทุกๆช่วงเวลามากยิ่งขึ้น
  • 3 : การเน้นให้ความสำคัญกับข้อมูลล่าสุดมากขึ้นในการชี้นำถึงอนาคต
  • 4 : การเน้นให้ความสำคัญกับข้อมูลในอดีตที่ห่างไกลจากปัจจุบันมากยิ่งขึ้นในการชี้นำอนาคตเนื่องจากสะท้อนพฤติกรรมของอนาคตได้ดีกว่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 50 :
  • ถ้าตัวแปร 2 ตัวมีสหสัมพันธ์กันอย่างสมบูรณ์ (Perfectly Correlated) ค่าสัมประสิทธ์สหสัมพันธ์ (Correlation Coefficient- r) ควรเป็นเท่าไร
  • 1 : 0
  • 2 : มากกว่า 0 แต่น้อยกว่า 1
  • 3 : เท่ากับ 1 เท่านั้น
  • 4 : -1 หรือ + 1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 51 :
  • จุดมุ่งหมายพื้นฐานของค่าเฉลี่ยเบี่ยงเบนสัมบูรณ์ (Mean Absolute Diviation-MAD) คือ
  • 1 : ประมาณค่าเส้นแนวโน้ม
  • 2 : ประมาณค่าความคลาดเคลื่อนของฤดูกาล
  • 3 : วัดความแม่นยำของการพยากรณ์
  • 4 : ปรับเรียบค่าพยากรณ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 52 :
  • ถ้ายอดขายโทรศัพท์มือถือในวันพุธ เท่ากับ 35 เครื่อง เราสามารถพยากรณ์ได้ทันทีว่ายอดขายในวันพฤหัสจะเท่ากับ 35 เครื่อง และ ถ้ายอดขายจริงของวันพฤหัสเท่ากับ 42 เครื่อง ค่าพยากรณ์ของวันศุกร์ก็คือ 42 เครื่อง วิธีการพยากรณ์ ดังกล่าวคือวิธีใด
  • 1 : วิธีอย่างง่าย (Naive) แบบสม่ำเสมอ
  • 2 : วิธีอย่างง่าย (Naive) แบบมีแนวโน้ม
  • 3 : วิธีอย่างง่าย (Naive) แบบมีฤดูกาล
  • 4 : วิธีอย่างง่าย (Naive) แบบสุ่ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 53 :
  • ในการพยากรณ์อย่างง่าย (Naive Forecast)โดยการพิจารณาองค์ประกอบฤดูกาล เช่น ถ้ายอดขายจริงในเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วเท่ากับ 50,000 หน่วย ดังนั้นค่าพยากรณ์ยอดขายสำหรับเดือนกรกฎาคมปีนี้ควรจะเท่ากับ
  • 1 : 50,000 หน่วย
  • 2 : 60,000 หน่วย
  • 3 : 70,000 หน่วย
  • 4 : 100,000 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 54 :
  • จากผลการคำนวณตัวแบบการพยากรณ์ที่มีองค์ประกอบของแนวโน้มเป็นแบบเส้นตรงมีความชันและฤดูกาลเป็นระบบไตรมาส ของข้อมูลยอดขายชุดหนึ่ง ได้สมการในการพยากรณ์คือ F=200+20t  จงพยากรณ์ยอดขายในช่วงเวลาที่ 7 เมื่อพิจารณาทั้งแนวโน้มและฤดูกาล  

    หากค่าดัชนีฤดูกาลมี 4 ฤดู ดังนี้

    S1 = 0.90, S2 = 1.1, S3 = 1.2, S4 = 0.8

  • 1 : 192
  • 2 : 243
  • 3 : 154
  • 4 : 408
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 55 :
  • ใกล้ปลายเดือนพฤษภาคม ท่านได้รับมอบหมายให้จัดเตรียมการพยากรณ์เดือนมิถุนายน สำหรับผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่ง ค่าพยากรณ์เดือนพฤษภาคมเท่ากับ 900 หน่วย และยอดขายจริงเดือนพฤษภาคมเท่ากับ 1,000 หน่วย ถ้าท่านใช้วิธีการพยากรณ์แบบปรับเรียบเอ็กโปเนนเชียลอย่างง่าย ในการพยากรณ์เดือนมิถุนายน โดยกำหนดค่าปรับเรียบคงที่ = 0.20 ค่าพยากรณ์เดือนมิถุนายน เท่ากับเท่าไร
  • 1 : น้อยกว่า 925 หน่วย
  • 2 : มากกว่า หรือเท่ากับ 925 หน่วย แต่น้อยกว่า 950 หน่วย
  • 3 : มากกว่า หรือเท่ากับ 950 หน่วย แต่น้อยกว่า 1,000 หน่วย
  • 4 : มากกว่า หรือ เท่ากับ 1,000 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 56 :
  • กำหนดให้ข้อมูลความต้องการจริงเท่ากับ 61 ค่าพยากรณ์ช่วงเวลาก่อนหน้าเท่ากับ 58 และ ค่า Alpha = 0.3 ค่าพยากรณ์สำหรับช่วงเวลาถัดไปโดยวิธีปรับเรียบเอ็กซ์โปเนนเชียลอย่างง่าย คือเท่าไร
  • 1 : 45.5
  • 2 : 57.1
  • 3 : 58.9
  • 4 : 61.1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 57 :
  • จากสมการแนวโน้มเส้นตรงและข้อมูลที่กำหนดให้ต่อไปนี้ จงคำนวณหาค่าดัชนีฤดูกาลของไตรมาสที่2 โดยวิธีอัตราส่วนต่อค่าแนวโน้ม สมการเส้นตรง a + bt = 2 + 3t  



  • 1 : 1.12
  • 2 : 1.05
  • 3 : 0.91
  • 4 : 1.09
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 58 :
  • ผลการพยากรณ์จากวิธีการพยากรณ์วิธีหนึ่งในช่วง 5 ช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ผลดังแสดงในตารางข้างล่างนี้ จงคำนวณค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์ (Mean Absolute Percent Error-MAPE) 


  • 1 : 2.0%
  • 2 : 13.2%
  • 3 : 4.0%
  • 4 : 1.2%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 59 :
  • ในการคำนวณค่าความคลาดเคลื่อนของการพยากรณ์ของสินค้าชนิดหนึ่งบริษัทได้เลือกใช้ ค่าเฉลี่ยเบี่ยงเบนสัมบูรณ์ (Mean Absolute Deviation- MAD) ซึ่ง คำนวณได้เท่ากับ 1.2 เมื่อคิดเป็นค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานจะมีค่าประมาณเท่าไร ถ้าจำนวนข้อมูลมี 5 ข้อมูล
  • 1 : 1.2
  • 2 : 3
  • 3 : 6
  • 4 : 10
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 60 :
  • ถ้าสมมติว่า ผลรวมของความคลาดเคลื่อนของการพยากรณ์ใน 12 ช่วงเวลา เท่ากับ +1,000 ขณะที่ ค่า MAD สำหรับ 12 ช่วงเวลาเดียวกัน เท่ากับ 250 จงคำนวณค่าสัญญาณติดตาม (Tracking Signal) สำหรับช่วงเวลาที่ 12
  • 1 : 1
  • 2 : 0.25
  • 3 : 0.833
  • 4 : 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 61 :
  • ผู้จัดการร้านขนมแห่งหนึ่งกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อทำการพยากรณ์ความต้องการรายสัปดาห์สำหรับ ขนมชนิดพิเศษ เพื่อจะได้วางแผนการสั่งขนมในแต่ละสัปดาห์ โดยข้อมูลยอดขายที่ผ่านมาได้แสดงในตารางข้างล่างนี้ 

    สัปดาห์

    ความต้องการขนมชนิดพิเศษ(กล่อง)

    1

    50

    2

    65

    3

    53

    4

    56

    5

    55

    6

    60

     จากข้อมูลที่กำหนดให้จงใช้วิธีถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ แบบถ่วงน้ำหนัก 4 สัปดาห์ ในการพยากรณ์ความต้องการ สัปดาห์ที่ 7 โดยกำหนดค่าน้ำหนักตามลำดับ จากใหม่ที่สุดไปเก่าที่สุด ดังนี้ 0.6, 0.3, 0.07, 0.03
  • 1 : 58 กล่อง
  • 2 : 60 กล่อง
  • 3 : 62 กล่อง
  • 4 : 64 กล่อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 62 :
  • ถ้าข้อมูลยอดขาย 7 คาบเวลาติดต่อกันมีค่าตามลำดับดังนี้ 7, 6, 5, 4, 3, 2, 1 ถ้าใช้วิธีการถัวเฉลี่ย เคลื่อนที่ 3 คาบเวลาพยากรณ์ยอดขาย ของคาบเวลาถัดไป จะมีค่าเท่ากับเท่าไร
  • 1 : 1
  • 2 : 5
  • 3 : 2
  • 4 : 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 63 :
  • ถ้าข้อมูลยอดขาย (ล้านบาท) จากสิบสองเดือนที่ผ่านมามีค่าดังนี้ 8, 8, 8, 8, 8, 8, 8, 8, 8, 8, 8, 8 ดังนั้นยอดขายของเดือนถัดไปจะเท่ากับเท่าไร
  • 1 : 1 ล้านบาท
  • 2 : 96 ล้านบาท
  • 3 : 8 ล้านบาท
  • 4 : 2 ล้านบาท 
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 64 :
  • ถ้า Ft = Ft-1 + α (At-1 - Ft-1)

    กำหนดให้ α = 0.2, A0 = F0 = 80 และ

    ค่า F7 จะมีค่าเท่ากับเท่าไร

  • 1 : 82.7
  • 2 : 90.45
  • 3 : 102.65
  • 4 : 78.12
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 65 :
  • จงคำนวณหาค่า Mean Square Error (MSE) ของผลการพยากรณ์ต่อไปนี้

  • 1 : 18.2
  • 2 : 15.6
  • 3 : 13.8
  • 4 : 20.6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 66 :
  • เทคนิคที่สามารถนำมาใช้สำหรับการควบคุมการพยากรณ์ (Forecast Control) คือข้อใด
  • 1 : Time Monitoring Chart
  • 2 : Control Signal
  • 3 : Control Chart
  • 4 : Running Sum of Forecast error
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 67 :
  • องค์ประกอบของความต้องการในข้อมูลตามที่ปรากฏในภาพคือข้อใด
  • 1 : เส้นตรงคงที่
  • 2 : ความไม่แน่นอน
  • 3 : แนวโน้ม
  • 4 : ฤดูกาล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 68 :
  • การวางแผนกำลังการผลิตเพื่อตรวจสอบความสมเหตุสมผล (Validation) ในระดับตารางการผลิตหลักเรียกว่าอะไร
  • 1 : การวางแผนทรัพยากร (Resource Plan)
  • 2 : การวางแผนกำลังการผลิตแบบหยาบ (Rough-Cut Capacity Planning)
  • 3 : การวางแผนความต้องการกำลังการผลิต (Capacity Requirement Planning)
  • 4 : การวางแผนกำลังการผลิตรายวัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 183 : 03 การวางแผนการผลิตรวม (Aggregate Production Planning)
ข้อที่ 69 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการวางแผนการผลิตรวม
  • 1 : เพื่อทราบปริมาณสินค้าที่ต้องผลิตในแต่ละช่วงเวลา
  • 2 : เพื่อทราบจำนวนพนักงานที่ต้องใช้
  • 3 : เพื่อทราบจำนวนสินค้าคงคลัง
  • 4 : เพื่อจัดลำดับงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 70 :
  • ให้สินค้าคงคลังที่ต้นปีมีอยู่ 100 หน่วย ถ้าความต้องการสินค้าของลูกค้าที่สิ้นเดือน มกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม คือ 1,500 หน่วย 2,000 หน่วย และ 1,000 หน่วย โดยในแต่ละเดือนทางโรงงานสั่งให้มีการผลิตคงที่ที่ระดับ 2,000 หน่วย อยากทราบว่าที่สิ้นเดือนกุมภาพันธ์จะมีสินค้าคงคลังเหลืออยู่กี่หน่วยภายหลังจากการส่งสินค้าให้ลูกค้าในเดือนนั้นแล้ว
  • 1 : 500 หน่วย
  • 2 : 600 หน่วย
  • 3 : 700 หน่วย
  • 4 : 1,600 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 71 :
  • กลยุทธ์ในการวางแผนการผลิตรวมในข้อใดต่อไปนี้ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าคงคลังสูงที่สุดเมื่อความต้องการสินค้าในแต่ละช่วงเวลาไม่เท่ากัน
  • 1 : การรักษาระดับกำลังการผลิตให้คงที่
  • 2 : การทำงานล่วงเวลาเมื่อมีความต้องการมาก
  • 3 : ให้มีการจ้างงานพนักงานเพิ่มเมื่อมีความต้องการเพิ่มและปลดพนักงานเมื่อมีความต้องการน้อย
  • 4 : มีการจ้างเหมาช่วงเมื่อมีความต้องการมาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 72 :
  • พนักงาน 10 คน สามารถผลิตสินค้าได้ 2,000 ชิ้นต่อเดือน ปัจจุบันโรงงานมีสินค้าคงคลังอยู่ 2,000 ชิ้น ถ้าบริษัทต้องการผลิตสินค้าให้ได้ทันส่งมอบให้ลูกค้าในเดือนถัดไปจำนวน 5,000 ชิ้น โรงงานจะต้องจ้างพนักงานเพิ่มจำนวนเท่าใดถ้าอัตราการผลิตของพนักงานแต่ละคนเท่ากันและให้สินค้าสำรองมีค่าเป็นศูนย์
  • 1 : 5 คน
  • 2 : 7 คน
  • 3 : 8 คน
  • 4 : 10 คน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 73 :
  • จำนวนวันทำงานของไตรมาสที่ 1-4 เป็นดังนี้ 60, 55, 56 และ 62 วันตามลำดับ และถ้าปริมาณความต้องการของไตรมาสที่ 1-4 เป็นดังนี้ 1,000, 800, 900 และ 1,400 หน่วยตามลำดับ ถ้าใช้นโยบายกำหนดอัตราการผลิตต่อวันคงที่ เท่ากับ18 หน่วยต่อวัน จะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นถ้าต้นไตรมาสที่1 ไม่มีพัสดุคงคลังเลย
  • 1 : จะเกิดการขาดพัสดุในไตรมาสที่ 4
  • 2 : จะเกิดพัสดุเหลือในไตรมาสที่ 4
  • 3 : จะเกิดพัสดุเหลือในไตรมาสที่ 2
  • 4 : ถูกทั้งข้อ 2 และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 74 :
  • ระยะเวลาโดยทั่วไปของการวางแผนการผลิตรวมจะครอบคลุมประมาณ
  • 1 : น้อยกว่า 3 เดือน
  • 2 : มากกว่า 2 ปี
  • 3 : 3-18 เดือน
  • 4 : มากกว่า 5 ปี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 75 :
  • กลยุทธ์การวางแผนการผลิตรวมใดต่อไปนี้ เป็นทางเลือกด้านกำลังการผลิต
  • 1 : การเปลี่ยนแปลงราคา
  • 2 : การเปลี่ยนแปลงระดับสินค้าคงคลัง
  • 3 : การส่งสินค้าย้อนหลัง
  • 4 : ยืดระยะช่วงเวลานำออกไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 76 :
  • กลยุทธ์การวางแผนการผลิตรวมใดต่อไปนี้ ทำให้ขวัญและกำลังใจของพนักงานต่ำ
  • 1 : เปลี่ยนแปลงระดับแรงงานโดยการ จ้างคนเพิ่ม และ ปลดคนออก
  • 2 : เปลี่ยนแปลงอัตราการผลิตโดยการทำล่วงเวลาหรือปล่อยให้ว่าง (Idle Time)
  • 3 : ใช้พนักงานชั่วคราว (Part-Time Worker)
  • 4 : ส่งมอบสินค้าย้อนหลังในช่วงที่มีความต้องการสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 77 :
  • วิธีการใดต่อไปนี้ไม่สอดคล้องกับกลยุทธ์ระดับสม่ำเสมอ (Level Strategy)
  • 1 : ปรับระดับการใช้ผู้รับช่วงงาน
  • 2 : ปรับเปลี่ยนระดับแรงงาน
  • 3 : มีการใช้สินค้าคงคลังเพียงเล็กน้อยหรือไม่ใช้เลยเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการ
  • 4 : ไม่สอดคล้องกับกลยุทธ์ระดับสม่ำเสมอทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 78 :
  • กลยุทธ์การวางแผนการผลิตใดที่ จัดระดับอัตราการผลิตให้สอดคล้องกับอัตราความต้องการ(Matching Production Rate to The Order Rate) โดยการจ้างคนงานเพิ่ม หรือ ปลดคนงานออก เมื่อ อัตราความ ต้องการมีการเปลี่ยนแปลง
  • 1 : กลยุทธ์ไล่ตามความต้องการ (Chase Strategy)
  • 2 : กลยุทธ์สม่ำเสมอ (Level Strategy)
  • 3 : กลยุทธแรงงานมีเสถียรภาพ (Stable Work Force Strategy)
  • 4 : รวมระหว่างข้อ 1 และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 79 :
  • กลยุทธ์การวางแผนการผลิตใดที่ เน้น อัตราผลผลิตคงที่ตลอดช่วงระยะเวลาของแผน
  • 1 : กลยุทธ์สม่ำเสมอ (Level Strategy)
  • 2 : กลยุทธ์แรงงานมีเสถียรภาพแต่ให้ชั่วโมงทำงานแปรเปลี่ยน (Stable Work Force Strategy- Variable Work Hours)
  • 3 : กลยุทธ์ไล่ตามความต้องการ (Chase Strategy)
  • 4 : กลยุทธ์การจ้างเหมา(Subcontract Strategy)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 80 :
  • การวางแผนการผลิตรวมเป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับสิ่งใด ในแต่ละช่วงระยะเวลาของแผน
  • 1 : ระดับแรงงาน (Workforce Level)
  • 2 : ระดับสินค้าคงคลัง (Inventory Level)
  • 3 : อัตราการผลิต (Production Rate)
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 81 :
  • ความแตกต่างระหว่างอัตราการผลิตที่คงที่และอัตราความต้องการที่เปลี่ยนแปลงสามารถรองรับได้โดย
  • 1 : สินค้าคงคลัง
  • 2 : การส่งสินค้าย้อนหลัง
  • 3 : การทำงานล่วงเวลา
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 82 :
  • ค่าใช้จ่ายใดต่อไปนี้เกี่ยวข้องกับการวางแผนการผลิตรวม
  • 1 : ค่าใช้จ่ายถือครองของคงคลัง
  • 2 : ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงระดับการผลิต
  • 3 : ค่าใช้จ่ายในการทำล่วงเวลา
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 83 :
  • ค่าใช้จ่ายใดต่อไปนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการวางแผนการผลิตรวม
  • 1 : ค่าใช้จ่ายในการส่งสินค้าย้อนหลัง
  • 2 : ค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้รับเหมาช่วง
  • 3 : ค่าใช้จ่ายในการเปิดกะทำงานที่ 2
  • 4 : ค่าใช้จ่ายในการจัดสมดุลสายการผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 84 :
  • ถ้าสินค้าคงคลังต้นงวดเท่ากับ 100 หน่วย ขณะที่ค่าพยากรณ์ความต้องการ เท่ากับ 1,200 หน่วย และต้องการให้มีสินค้าคงคลังสำรองปลายงวดเท่ากับ 20 % ของค่า พยากรณ์ความต้องการ จงคำนวนหาค่าความต้องการผลิต
  • 1 : 1,200 หน่วย
  • 2 : 1,300 หน่วย
  • 3 : 1,340 หน่วย
  • 4 : 1,540 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 85 :
  • ถ้าสินค้าคงคลังต้นงวดเท่ากับ 500 หน่วย ขณะที่ค่าพยากรณ์ความต้องการ เท่ากับ 1,000 หน่วย และต้องการให้มีสินค้าคงคลังสำรองปลายงวดเท่ากับ 10 % ของค่า พยากรณ์ความต้องการ จงคำนวนหาค่าความต้องการผลิต
  • 1 : 1,000 หน่วย
  • 2 : 900 หน่วย
  • 3 : 600 หน่วย
  • 4 : 350 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 86 :
  • ค่าพยากรณ์ความต้องการผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งในปีถัดไปรายไตรมาส ของบริษัทแห่ง หนึ่งคือ 1,000; 1,200; 800; 1,400 หน่วยหากทำการวางแผนการผลิตรวมโดยกลยุทธ์ การผลิตระดับสม่ำเสมอ (Level Strategy) แผนการผลิตในแต่ละไตรมาสเท่ากับเท่าไร
  • 1 : 800 หน่วย
  • 2 : 1,000 หน่วย
  • 3 : 1,100 หน่วย
  • 4 : 1,400 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 87 :
  • ค่าพยากรณ์ความต้องการผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งในปีถัดไปรายไตรมาส ของบริษัทแห่ง หนึ่งคือ 5,000 หน่วย ; 4,500 หน่วย ; 5,400 หน่วย ; 5,200 หน่วย หากทำการวาง แผนการผลิตรวมโดยกลยุทธ์การผลิตระดับสม่ำเสมอ (Level Production Strategy) แผนการผลิตในแต่ละไตรมาส เท่ากับเท่าไร
  • 1 : 5,000 หน่วย
  • 2 : 5,025 หน่วย
  • 3 : 5,200 หน่วย
  • 4 : 5,400 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 88 :
  • จากการพยากรณ์ความต้องการสินค้ากลุ่มหนึ่งในปีถัดไปซึ่งประกอบไปด้วยสินค้า 2 รายการ ดังนี้ A = 1,000 หน่วย B = 2,000 หน่วย โดยสินค้าแต่ละรายการใช้เวลาในการผลิตดังนี้ A = 0.5 ชั่วโมงต่อหน่วย B = 1 ชั่วโมงต่อหน่วย หากต้องการหาความต้องการรวม (Aggregate Demand) ในหน่วยของสินค้า B จะหาความต้องการรวมได้เท่าไร
  • 1 : 1,000 หน่วย
  • 2 : 2,000 หน่วย
  • 3 : 2,500 หน่วย
  • 4 : 3,000 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 89 :
  • จากการพยากรณ์ความต้องการสินค้ากลุ่มหนึ่งในปีถัดไปซึ่งประกอบไปด้วยสินค้า 2 รายการ ดังนี้ A = 1,000 หน่วย B = 2,000 หน่วย โดยสินค้าแต่ละรายการใช้เวลาในการผลิตดังนี้ A = 0.5 ชั่วโมงต่อหน่วย B = 1 ชั่วโมงต่อหน่วย หากต้องการหาความต้องการรวม (Aggregate Demand) ในหน่วยของสินค้า A จะหาความต้องการรวมได้เท่าไร
  • 1 : 2,000 หน่วย
  • 2 : 3,000 หน่วย
  • 3 : 4,000 หน่วย
  • 4 : 5,000 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 90 :
  • บริษัทผลิตผงซักฟอกแห่งหนึ่ง ได้พยากรณ์ยอดขายผงซักฟอกแต่ละขนาดใน ไตรมาสถัดไปดังนี้ ขนาด เล็ก = 3,000 ตัน ขนาด กลาง = 1,000 ตัน ขนาด ใหญ่ = 2,000 ตัน จงหาความต้องการรวม (Aggregate Demand) ในไตรมาสถัดไป
  • 1 : 6,000 ตัน
  • 2 : 6,500 ตัน
  • 3 : 3,250 ตัน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 91 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการวางแผนการผลิตรวม
  • 1 : ข้อดีข้อหนึ่งของกลยุทธ์ไล่ตามความต้องการ (Chase Demand Strategy) คือมีการจ้างงานที่มีเสถียรภาพ
  • 2 : ประโยชน์ประการหนึ่งของกลยุทธ์ไล่ตามความต้องการ (Chase Demand Strategy) คือ ไม่มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสินค้าสำเร็จรูปคงคลังหรือสินค้าขาดแคลน
  • 3 : การใช้กลยุทธ์การผลิตแบบผสมมักจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตถูกต่ำกว่าการใช้กลยุทธ์บริสุทธ์(Pure Strategy)ประเภทใดประเภทหนึ่ง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 92 :
  • ค่าพยากรณ์ความต้องการผลิตภัณฑ์ปีถัดไปรายไตรมาส ของบริษัทแห่งหนึ่งคือ 5,000 ; 4,500 ; 5,400 ; 5,200 หน่วยหากทำการวางแผนการผลิตรวมโดยกลยุทธ์ระดับสม่ำเสมอ (Level Strategy) แผนการผลิตในแต่ละไตรมาสเท่ากับเท่าไร และระดับสินค้าคงคลังสะสมสูงสุดเท่ากับเท่าไร ถ้าต้นไตรมาสไม่มีสินค้าคงคลังเลย
  • 1 : 5,000 ; 500 หน่วย
  • 2 : 5,025 ; 550 หน่วย
  • 3 : 5,000 ; 900 หน่วย
  • 4 : 5,025 ; 525 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 93 :
  • ค่าพยากรณ์ความต้องการผลิตภัณฑ์ปีถัดไปรายไตรมาส ของบริษัทแห่งหนึ่งคือ 1,000 ; 1,200 ; 800 ; 1,400 หน่วยหากทำการวางแผนการผลิตรวมโดยกลยุทธ์ระดับสม่ำเสมอ (Level Strategy) แผนการผลิตในแต่ละไตรมาสเท่ากับเท่าไร และระดับสินค้าคงคลังสะสมสูงสุดเท่ากับเท่าไร ถ้าต้นไตรมาสที่ 1ไม่มีสินค้าคงคลังเลย
  • 1 : 1,000 ; 200 หน่วย
  • 2 : 1,000 ; 400 หน่วย
  • 3 : 1,100 ; 300 หน่วย
  • 4 : 1,100 ; 100 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 94 :
  • จากการพยากรณ์ความต้องการสินค้ากลุ่มหนึ่งในปีถัดไปซึ่งประกอบไปด้วยสินค้า 4 รายการดังนี้ A = 1,000 หน่วย, B = 2,000 หน่วย, C = 4,000 หน่วย, D = 2,500 หน่วย โดยสินค้าแต่ละรายการใช้เวลาในการผลิตดังนี้ A = 0.5 ชั่วโมงต่อหน่วย B = 1 ชั่วโมงต่อหน่วย C = 2 ชั่วโมงต่อหน่วย และ D = 1.5 ชั่วโมงต่อหน่วย หากต้องการหาความต้องการรวม (Aggregate Demand) ในหน่วยของสินค้า B จะหาความต้องการ
  • 1 : 9500 หน่วย
  • 2 : 14,250 หน่วย
  • 3 : 28,500 หน่วย
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 95 :
  • บริษัทผลิตน้ำดื่มแห่งหนึ่ง ได้พยากรณ์ยอดขายน้ำดื่มแต่ละขนาดในไตรมาสถัดไปดังนี้ ขนาด 500 ซีซี = 150,000 แพค, ขนาด 750 ซีซี = 100,000 แพค, ขนาด 1,000 ซีซี = 80,000 แพค, ขนาด 1,500 ซีซี = 70,000 แพค โดย 1 แพค มีจำนวน 12 ขวด หากบริษัทต้องการหาความต้องการรวม (Aggregate Demand) ในไตรมาส ถัดไปในหน่วยของขนาด 1,000 ซีซี จะได้ทั้งหมดกี่แพค
  • 1 : 230,000 หน่วย
  • 2 : 335,000 หน่วย
  • 3 : 670,000 หน่วย
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 96 :
  • ผู้จัดการโรงงานผลิตตู้เย็นแห่งหนึ่งได้รับทราบจากฝ่ายขายว่าลูกค้ามีความต้องการตู้เย็นในเดือนกุมภาพันธ์ จำนวน 200 เครื่อง และ มีนาคม จำนวน 300 เครื่อง ปลายเดือนมกราคมมีตู้เย็นที่ผลิตเสร็จแล้วอยู่ในสต๊อก 100 เครื่อง พนักงาน 1 คนสามารถประกอบตู้เย็นได้ 10 เครื่องต่อเดือน หากผู้จัดการโรงงานไม่ต้องการให้ปลายเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม มีตู้เย็นเก็บสต๊อกอยู่เลย ในเดือนกุมภาพันธ์ และ มีนาคมผู้จัดการโรงงานจะต้องจัดพนักงานทำการประกอบตู้เย็นกี่คน 
  • 1 : กุมภาพันธ์ 20 คน มีนาคม 30 คน
  • 2 : กุมภาพันธ์ 25 คน มีนาคม 25 คน
  • 3 : กุมภาพันธ์ 10 คน มีนาคม 30 คน
  • 4 : กุมภาพันธ์ 20 คน มีนาคม 20 คน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 97 :
  • ผู้จัดการโรงงานผลิตตู้เย็นแห่งหนึ่งได้รับทราบจากฝ่ายขายว่าลูกค้ามีความต้องการตู้เย็นในเดือนกุมภาพันธ์ จำนวน 200 เครื่อง และ มีนาคม จำนวน 300 เครื่อง ปลายเดือนมกราคมมีตู้เย็นที่ผลิตเสร็จแล้วอยู่ในสต๊อก 100 เครื่อง พนักงาน 1 คนสามารถประกอบตู้เย็นได้ 10 เครื่องต่อเดือน หากผู้จัดการโรงงานต้องการให้แต่ละเดือนผลิตสม่ำเสมอ ในเดือนกุมภาพันธ์ และ มีนาคมผู้จัดการโรงงานจะต้องจัดพนักงานทำการประกอบตู้เย็นกี่คน
  • 1 : กุมภาพันธ์ 10 คน มีนาคม 10 คน
  • 2 : กุมภาพันธ์ 25 คน มีนาคม 25 คน
  • 3 : กุมภาพันธ์ 20 คน มีนาคม 20 คน
  • 4 : กุมภาพันธ์ 30 คน มีนาคม 30 คน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 98 :
  • ข้อมูลการวางแผนการผลิตในเดือนหนึ่งของโรงงานผลิตผงซักฟอกแห่งหนึ่ง สรุปได้ดังตารางนี้ หากการวางแผนการผลิตรวม (Aggregate Production Planning) ของบริษัทในเดือนดังกล่าวเท่ากับ 7,000 ตัน สินค้าคงคลังปลายงวดโดยรวมเท่ากับเท่าไร  

     

    ขนาดเล็ก (ตัน)

    ขนาดกลาง (ตัน)

    ขนาดใหญ่ (ตัน)

    ค่าพยากรณ์ความต้องการ

    1,000

    2,500

    3,500

     

     

    ขนาดเล็ก (ตัน)

    ขนาดกลาง (ตัน)

    ขนาดใหญ่ (ตัน)

    สินค้าคงคลังต้นงวด

    200

    500

    1,000

  • 1 : 700 ตัน
  • 2 : 1,000 ตัน
  • 3 : 1,700 ตัน
  • 4 : 2,000 ตัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 99 :
  • จะต้องใช้จำนวนพนักงานกี่คนหากใช้กลยุทธ์การผลิตระดับสม่ำเสมอ (Level Production Strategy) กับความต้องการรายไตรมาสในปีถัดไป ดังนี้ 135, 150, 180, และ 135 หน่วย โดยพนักงานแต่ละคนทำงานได้ 5 หน่วยต่อเดือน
  • 1 : 7 คน
  • 2 : 8 คน
  • 3 : 9 คน
  • 4 : 10 คน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 100 :
  • จะต้องใช้จำนวนพนักงานกี่คนหากใช้กลยุทธ์การผลิตระดับสม่ำเสมอ (Level Production Strategy) กับความต้องการรายไตรมาสในปีถัดไป ดังนี้ 135, 150, 180 และ 135 หน่วย โดยพนักงานแต่ละคนทำงานได้ 15 หน่วยต่อไตรมาส และมีสินค้าคงคลังต้นงวดอยู่ 60 หน่วย
  • 1 : 7 คน
  • 2 : 8 คน
  • 3 : 9 คน
  • 4 : 10 คน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 101 :
  • จากแผนภาพ ของการวางแผนการผลิตรวมที่แสดงตามภาพต่อไปนี้ หากสมมติว่าระดับสินค้าคงคลังต้นงวดของไตรมาสที่ 1 เท่ากับ 0 จงคำนวณระดับสินค้าคงคลังปลายงวดของไตรมาสที่ 3
  • 1 : 11,250 แกลลอน
  • 2 : 5,000 แกลลอน
  • 3 : 1,250 แกลลอน
  • 4 : 0 แกลลอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 102 :
  • จากการพยากรณ์ความต้องการผลิตภัณฑ์สีรายไตรมาสของโรงงานแห่งหนึ่งของปีถัดไป มีค่าดังนี้  

    ไตรมาสที่ 1 = 40,000 แกลลอน

    ไตรมาสที่ 2 = 57,500 แกลลอน

    ไตรมาสที่ 3 = 55,000 แกลลอน

    ไตรมาสที่ 4 = 52,500 แกลลอน

    ในการผลิตสี 1 แกลลอน ต้องใช้ชั่วโมงแรงงานมาตรฐานในการผลิต 2.311 ชั่วโมง โรงงานแห่งนี้ทำงานวันละ 8 ชัวโมง และสมมติว่าแต่ละไตรมาส มีจำนวนวันทำงานเท่าๆกัน คือ 65 วัน จงคำนวณหาจำนวนคนงานที่เพียงพอต่อความต้องการผลิตสีในแต่ละไตรมาส

  • 1 : 178, 256, 245, 234 คน
  • 2 : 188, 266, 255, 254 คน
  • 3 : 148, 276, 275, 254 คน
  • 4 : 154, 165, 144, 134 คน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 103 :
  • จากการพยากรณ์ความต้องการผลิตภัณฑ์สีรายไตรมาสของโรงงานแห่งหนึ่งของปีถัดไป มีค่าดังนี้  

    ไตรมาสที่ 1 = 40,000 แกลลอน

    ไตรมาสที่ 2 = 57,500 แกลลอน

    ไตรมาสที่ 3 = 55,000 แกลลอน

    ไตรมาสที่ 4 = 52,500 แกลลอน

    ในการผลิตสี 1 แกลลอน ต้องใช้ชั่วโมงแรงงานมาตรฐานในการผลิต 2.311 ชั่วโมง หากโรงงานตัดสินใจที่เลือกแผนการผลิตสม่ำเสมอ โดยการจัดกำลังคนให้สามารถทำการผลิตได้ ไตรมาสละ 40,000 แกลลอน สำหรับกรณีที่มีความต้องการมากกว่า 40,000 แกลลอน ให้ใช้การทำล่วงเวลา สำหรับค่าใช้จ่ายในการทำล่วงเวลา จะสูงกว่าค่าแรงปกติอยู่ 9.50 บาทต่อชั่วโมง จากแผนการผลิตข้างต้น โรงงานจะเสียค่าใช้จ่ายในการทำล่วงเวลาทั้งปีเท่าไร

  • 1 : 384,204 บาท
  • 2 : 329,318 บาท
  • 3 : 274,431 บาท
  • 4 : 987,953 บาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 104 :
  • ข้อใดต่อไปนี้คือเทคนิคการพยากรณ์เชิงคุณภาพ
  • 1 : การวิเคราะห์อนุกรมเวลา(Time Series Analysis)
  • 2 : เอกซ์โปเนนเชียลปรับเรียบ(Exponential Smoothing)
  • 3 : วิธีกำลังสองน้อยที่สุด(Least Squares Method)
  • 4 : การสำรวจกลุ่มประชากร(Panel Consensus)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 105 :
  • การพยากรณ์โดยเทคนิคอนุกรมเวลา (Time Series Analysis) แบบแยกองค์ประกอบ ข้อใดมิใช่องค์ประกอบของข้อมูลอนุกรมเวลา
  • 1 : แผนการผลิต
  • 2 : แนวโน้ม
  • 3 : ฤดูกาล
  • 4 : วัฏจักรทางธุรกิจ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 106 :
  • ถ้าธุรกิจใช้การพยากรณ์การขายล่วงหน้าหนึ่งวัน ภายใต้สถานการณ์ค่อนข้างคงที่ โดยใช้วิธีอย่างง่าย (Naive Method) หากยอดขายในวันจันทร์คือ 30 หน่วย  วันอังคารคือ 35 หน่วย และวันพุธคือ 35 หน่วย ผลการพยากรณ์ยอดขายในวันพฤหัสบดีคือเท่าไร
  • 1 : 33 หน่วย
  • 2 : 35 หน่วย
  • 3 : 100 หน่วย
  • 4 : 30-40 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 107 :
  • ถ้าธุรกิจพยากรณ์การขายล่วงหน้าหนึ่งวัน ภายใต้สถานการณ์ค่อนข้างคงที่ โดยใช้วิธีอย่างง่าย (Naive Method) หากยอดขายจริงในวันพุธ คือ 35 หน่วย ธุรกิจจะพยากรณ์ยอดขายในวันพฤหัสบดีเท่ากับ 35 หน่วย หากสมมติว่ายอดขายจริงในวันพฤหัสบดีคือ 42 หน่วย ธุรกิจจะพยากรณ์ยอดขายในวันศุกร์ต่อไปได้เท่าไร
  • 1 : 30 หน่วย
  • 2 : 35 หน่วย
  • 3 : 42 หน่วย
  • 4 : 49 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 108 :
  • ถ้าจำนวนวันทำงานของแต่ละไตรมาสเท่ากับ 60 วัน และความต้องการของไตรมาสที่ 1-4 เท่ากับ 1250 , 350 , 1150 และ 1150 หน่วย ตามลำดับ ถ้ากำหนดแผนการผลิตโดยใช้กลยุทธกำหนดอัตราการผลิตคงที่เท่ากันทุกวัน จะได้อัตราการผลิตเท่ากับ 16.25 หน่วย/วัน การกำหนดกลยุทธดังนี้จะทำให้เกิดปัญหาการร้างพัสดุหรือไม่ ถ้าเกิดการร้างพัสดุ จะเกิดขึ้นมากที่สุดที่ไตรมาสใด และจำนวนเท่าใด
  • 1 : เกิดที่ไตรมาสที่ 1 จำนวน 275 หน่วย
  • 2 : เกิดที่ไตรมาสที่ 2 จำนวน 350 หน่วย
  • 3 : เกิดที่ไตรมาสที่ 3 จำนวน 275 หน่วย
  • 4 : เกิดที่ไตรมาสที่ 4 จำนวน 175 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 184 : 04 การกำหนดตารางการผลิตหลัก (Master Production Scheduling)
ข้อที่ 109 :
  • สถานีงาน W04 มีกำลังการผลิตสัปดาห์ละ 120 คน-ชั่วโมง ตารางการผลิตหลักในสี่สัปดาห์ข้างหน้าของ W04 คือ 50,120,70,20 หน่วยสำหรับสินค้า A และ 80,50,100,60 หน่วย สำหรับ B ถ้าการผลิต A หนึ่งหน่วยใช้ 0.95คน-ชั่วโมง และ B หนึ่งหน่วยใช้ 0.40 คน-ชั่วโมง ตารางการผลิตหลักข้างต้นเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าเป็นไปไม่ได้ปัญหาคืออะไร
  • 1 : เป็นไปได้
  • 2 : เป็นไปไม่ได้เพราะกำลังการผลิตเกิน
  • 3 : เป็นไปไม่ได้เพราะ กำลังการผลิตขาดในสัปดาห์ที่ 3
  • 4 : เป็นไปไม่ได้เพราะ กำลังการผลิตขาดในสัปดาห์ที่ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 110 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่เป้าหมายของการกำหนดตารางการผลิตหลัก (Master Production Schedule)
  • 1 : เพื่อทราบว่าจะทำการผลิตสินค้าอะไร
  • 2 : เพื่อทราบกำหนดเวลาผลิต
  • 3 : เพื่อทราบจำนวนที่จะต้องผลิต
  • 4 : เพื่อทราบจำนวนเงินที่จะต้องใช้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 111 :
  • กำหนดให้ปริมาณความต้องการใช้โดยเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์ทุกชนิดของโรงงานในช่วงเวลา t คือ 800 , ปริมาณสินค้าคงคลังต้นงวด t หรือปลายช่วงเวลา t - 1 คือ 400 หน่วย และปริมาณที่จะผลิตตามแผนในช่วงเวลา t คือ 1,000 หน่วย จงคำนวณหาอัตราการใช้สินค้าที่มีอยู่ทั้งหมดในช่วงเวลา t
  • 1 : 2.25
  • 2 : 1.00
  • 3 : 1.25
  • 4 : 1.75
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 112 :
  • แผนการผลิตที่มีการกำหนดอย่างเป็นรูปธรรมว่า จะผลิตสินค้าอะไร จำนวนเท่าไหร่ และเมื่อไหร่ คือแผนประเภทใด
  • 1 : Aggregate Production Planning
  • 2 : Master Production Scheduling (MPS)
  • 3 : Capacity Requirement Planning
  • 4 : Rough Cut Capacity Planning
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 113 :
  • สินค้าชนิดหนึ่ง มีสินค้าคงคลังต้นงวดสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 150 หน่วย ความต้องการ จากการพยากรณ์ในสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 75 หน่วย ตารางการผลิตหลักที่กำหนดไว้ใน สัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 250 หน่วย ระดับสินค้าคงคลังปลายสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ เท่าไร
  • 1 : 225 หน่วย
  • 2 : 325 หน่วย
  • 3 : 475 หน่วย
  • 4 : 400 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 114 :
  • สินค้าชนิดหนึ่ง มีสินค้าคงคลังต้นงวดสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 150 หน่วย ความต้องการ จากการพยากรณ์ในสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 75 หน่วย บริษัทต้องการให้มีสินค้าคงคลัง ปลายงวดสัปดาห์ที่ 1 = 325 หน่วย บริษัทจะต้องกำหนดตารางการผลิตหลักใน สัปดาห์ที่ 1 ไว้ เท่าไร
  • 1 : 400 หน่วย
  • 2 : 425 หน่วย
  • 3 : 250 หน่วย
  • 4 : 550 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 115 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้องเกี่ยวกับการกำหนดตารางการผลิตหลัก
  • 1 : การวางแผนกำลังการผลิตขั้นต้นจะถูกนำมาใช้หลังจากเราได้วางแผน ความต้องการกำลังการผลิตแล้ว
  • 2 : การวางแผนกำลังการผลิตขั้นต้นจะถูกนำมาใช้หลังจากเราได้วางแผนความ ต้องการวัสดุแล้ว
  • 3 : เราจัดเตรียมตารางการผลิตหลักเพื่อเป็นข้อมูลป้อนเข้าสู่การวางแผนการผลิตรวม
  • 4 : ในกระบวนการวางแผนและควบคุมการผลิตทั่วๆไปการกำหนดตารางการผลิตหลักจะเป็นขั้นตอนที่ทำต่อจากการวางแผนการผลิตรวม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 116 :
  • ค่าพยากรณ์ความต้องการสินค้า 3 ชนิดในเดือนกุมภาพันธ์ ปรากฏดังนี้ ชนิดที่ 1 = 100 หน่วย ชนิดที่ 2 = 150 หน่วย และชนิดที่ 3 = 75 หน่วย ขณะนี้มีสินค้าคงคลังต้นงวดของสินค้าแต่ละชนิดดังนี้ ชนิดที่ 1 = 400 หน่วย ชนิดที่ 2 = 250 หน่วย และชนิดที่ 3 = 150 หน่วย หากบริษัทใช้เกณฑ์สินค้าคงคลังน้อยที่สุดผลิตก่อน สินค้าชนิดใดจะได้รับการผลิตเป็นอันดับแรก
  • 1 : ชนิดที่ 1
  • 2 : ชนิดที่ 2
  • 3 : ชนิดที่ 3
  • 4 : ยังตัดสินไม่ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 117 :
  • ผลลัพธ์จากการวางแผนใดต่อไปนี้จะถูกนำไปเป็นข้อมูลป้อนเข้าสู่การกำหนด ตาราง การผลิตหลัก
  • 1 : แผนการผลิตรวม
  • 2 : แผนความต้องการวัสดุ
  • 3 : แผนความต้องการกำลังการผลิต
  • 4 : แผนธุรกิจ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 118 :
  • ผลลัพธ์ จากการกำหนดตารางการผลิตหลัก (Master Production Schedule) จะเป็น ข้อมูลป้อนเข้าสู่
  • 1 : การวางแผนการผลิตรวม
  • 2 : การจัดตารางการผลิต
  • 3 : การวางแผนความต้องการกำลังการผลิต
  • 4 : การวางแผนความต้องการวัสดุ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 119 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้องเกี่ยวกับการกำหนดตารางการผลิตหลัก
  • 1 : ในการกำหนดตารางการผลิตหลักจะไม่มีการพิจารณาขนาดรุ่นการสั่งผลิต
  • 2 : ในการกำหนดตารางการผลิตหลักหากสินค้ามีความหลากหลายมากๆ เรามักจะวางกลยุทธ์การผลิตแบบ ผลิตเพื่อสต๊อก (Make to Stock)
  • 3 : ตารางการผลิตหลักมักมีระยะเวลาการวางแผนครอบคลุมมากกว่า 1 ปี
  • 4 : ตารางการผลิตหลักที่เป็นไปได้ จะต้องมีความเป็นไปได้ทั้งด้านวัสดุและกำลังการผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 120 :
  • การวางแผนกำลังการผลิตขั้นต้น (Rough-cut Capacity Planning) จะดำเนินการ วางแผนเมื่อใด
  • 1 : ภายหลังจากวางแผนความต้องการวัสดุ (MRP)
  • 2 : ภายหลังจากจัดทำร่างกำหนดตารางการผลิตหลัก
  • 3 : ภายหลังจากการวางแผนความต้องการกำลังการผลิต
  • 4 : ภายหลังจากการวางแผนการผลิตรวม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 121 :
  • สินค้าชนิดหนึ่ง มีสินค้าคงคลังต้นงวดสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 400 หน่วย ความต้องการ จากการพยากรณ์ในสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 100 หน่วย หากบริษัทไม่ทำการผลิตใน สัปดาห์ที่ 1 บริษัทจะมีสินค้าคงคลังปลายงวดสัปดาห์ที่ 1 เท่าไร
  • 1 : 100 หน่วย
  • 2 : 200 หน่วย
  • 3 : 300 หน่วย
  • 4 : 400 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 122 :
  • สินค้าชนิดหนึ่ง มีสินค้าคงคลังต้นงวดสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 250 หน่วย ความต้องการ จากการพยากรณ์ในสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 150 หน่วย หากบริษัทไม่ทำการผลิตใน สัปดาห์ที่ 1 บริษัทจะมีสินค้าคงคลังปลายงวดสัปดาห์ที่ 1 เท่าไร
  • 1 : 100 หน่วย
  • 2 : 200 หน่วย
  • 3 : 300 หน่วย
  • 4 : 400 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 123 :
  • การกำหนดตารางการผลิตหลัก (Master Production Scheduling)ในสภาพแวดล้อม การผลิตเพื่อสต๊อก การพิจารณากำหนดตารางการผลิตจะให้ความสำคัญกับวัสดุใน ระดับใด
  • 1 : วัตถุดิบ
  • 2 : ชิ้นส่วน
  • 3 : ชิ้นส่วนประกอบ
  • 4 : ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 124 :
  • การกำหนดตารางการผลิตหลัก (Master Production Scheduling)ในสภาพแวดล้อม การผลิตแบบประกอบตามสั่ง การพิจารณากำหนดตารางการผลิตจะให้ ความสำคัญกับวัสดุในระดับใด
  • 1 : วัตถุดิบ
  • 2 : ชิ้นส่วนจัดซื้อจากภายนอก
  • 3 : ชิ้นส่วนประกอบ
  • 4 : ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 125 :
  • การกำหนดตารางการผลิตหลัก (Master Production Scheduling)ในสภาพแวดล้อม การผลิตแบบตามสั่ง (Make to Order) การพิจารณากำหนดตารางการผลิตจะให้ ความสำคัญกับวัสดุในระดับใด
  • 1 : วัตถุดิบ
  • 2 : ชิ้นส่วน
  • 3 : ชิ้นส่วนประกอบ
  • 4 : ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 126 :
  • ภายใต้สภาพแวดล้อมกลยุทธ์การผลิตแบบใด มี ช่วงเวลานำ (Lead Time) สั้นที่สุด
  • 1 : การผลิตแบบตามสั่ง
  • 2 : การผลิตเพื่อสต๊อก
  • 3 : การประกอบตามสั่ง
  • 4 : การออกแบบและผลิตตามสั่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 127 :
  • ภายใต้สภาพแวดล้อมกลยุทธ์การผลิตแบบใด มี ช่วงเวลานำ (Lead Time) ยาวที่สุด
  • 1 : การผลิตแบบตามสั่ง
  • 2 : การผลิตเพื่อสต๊อก
  • 3 : การประกอบตามสั่ง
  • 4 : การออกแบบและผลิตตามสั่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 128 :
  • ในการพิจารณากำหนดตารางการผลิตหลักมักจะอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีข้อ จำกัดใดบ้าง
  • 1 : กำลังการผลิตจำกัด
  • 2 : เวลาการจัดส่งวัตถุดิบจำกัด
  • 3 : ช่วงเวลานำการส่งมอบจำกัด
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 129 :
  • จากภาพที่กำหนดให้ข้อใดมีความสอดคล้องกันระหว่างแผนการผลิตรวมกับตารางการผลิตหลัก
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 130 :
  • ตารางการผลิตหลักเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมการผลิตหรืออุตสาหกรรมประเภทใด
  • 1 : ประกอบตามสั่ง (Manufacture-to-Order)
  • 2 : ผลิตตามสั่ง (Assemble-to-Order)
  • 3 : ประกอบเพื่อสต๊อก (Assemble-to-Stock)
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 131 :
  • แผนการผลิตใดที่มีการระบุอย่างชัดเจนว่าในแต่ละช่วงเวลา (สัปดาห์หรือเดือน)จะ ผลิตผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปชนิดใด เป็นจำนวนเท่าไร
  • 1 : แผนการผลิตรวม (Aggregate Production Planning)
  • 2 : การกำหนดตารางการผลิตหลัก (Master Production Scheduling)
  • 3 : การวางแผนความต้องการวัสดุ (Material Requirements Planning-MRP)
  • 4 : การกำหนดรายละเอียดตารางการผลิต (Detail Production Scheduling)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 132 :
  • จากข้อมูลในตารางการผลิตหลักที่กำหนดให้ จงคำนวณปริมาณที่ให้สัญญาได้ (Available To Promise) ในสัปดาห์ที่ 3

     

     

    ค่าพยากรณ์

     

    1

    2

    3

    4

    5

    6

    7

    8

    ค่าพยากรณ์

    20

    20

    20

    20

    40

    40

    40

    40

    ใบสั่งลูกค้า

    23

    15

    8

    4

    0

    0

    0

    0

    Projected On-hand Inventory

    22

    2

    62

    42

    2

    42

    2

    42

    MPS

     

     

    80

     

     

    80

     

    80

    ATP

     

     

    ?

     

     

     

     

     

  • 1 : 7
  • 2 : 68
  • 3 : 80
  • 4 : 240
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 133 :
  • จากข้อมูลในตารางที่กำหนดให้ จงกำหนดตารางการผลิตหลัก โดยสมมติขนาดรุ่นการสั่งผลิตเท่ากับ 70 หน่วย และสินค้าคงคลังต้นงวดเท่ากับ 64 หน่วย หลังจากนั้นให้ประมาณการสินค้าคงคลังปลายงวด (Projected On Hand) สัปดาห์ที่ 4  

    สินค้าคงคลังต้นงวด = 64

    มิถุนายน

    กรกฎาคม

    1

    2

    3

    4

    5

    6

    7

    8

    ค่าพยากรณ์ก่อนรับใบสั่ง

    30

    30

    30

    30

    40

    40

    40

    40

    ใบสั่งลูกค้า (ที่ยืนยันแล้ว)

    33

    20

    10

    4

    2

     

     

     

    ประมาณการสินค้าคงคลัง

     

     

     

     

     

     

     

     

    กำหนดการผลิตหลัก

     

     

     

     

     

     

     

     

  • 1 : 31
  • 2 : 1
  • 3 : 41
  • 4 : 11
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 134 :
  • ค่าพยากรณ์ความต้องการสินค้า 3 ชนิดในเดือนกุมภาพันธ์ ปรากฏดังนี้ ชนิดที่ 1 = 100 หน่วย ชนิดที่ 2 = 150 หน่วย และชนิดที่ 3 = 75 หน่วย ขณะนี้มีสินค้าคงคลังต้นงวดของสินค้าแต่ละชนิดดังนี้ ชนิดที่ 1 = 400 หน่วย ชนิดที่ 2 = 250 หน่วย และชนิดที่ 3 = 150 หน่วย หากบริษัทใช้เกณฑ์ เวลาสินค้าคงคลังหมด (Run-out Time) ก่อน ผลิตก่อน สินค้าชนิดใดจะได้รับการผลิตเป็นอันดับแรก
  • 1 : ชนิดที่ 1
  • 2 : ชนิดที่ 2
  • 3 : ชนิดที่ 3
  • 4 : ยังตัดสินไม่ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 135 :
  • ค่าพยากรณ์ความต้องการสินค้า 3 ชนิดในเดือนกุมภาพันธ์ ปรากฏดังนี้ ชนิดที่ 1 = 100 หน่วย ชนิดที่ 2 = 150 หน่วย และชนิดที่ 3 = 75 หน่วย ขณะนี้มีสินค้าคงคลังต้นงวดของสินค้าแต่ละชนิดดังนี้ ชนิดที่ 1 = 400 หน่วย ชนิดที่ 2 = 250 หน่วย และชนิดที่ 3 = 150 หน่วย หากบริษัทเลือกผลิตสินค้าชนิดที่ 3 ก่อน โดยทำการผลิต 250 หน่วย สินค้าชนิดที่ 3 จะคงเหลืออยู่ในคลังปลายเดือนกุมภาพันธ์ เท่ากับเท่าไร
  • 1 : 300 หน่วย
  • 2 : 100 หน่วย
  • 3 : 325 หน่วย
  • 4 : 75 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 136 :
  • ค่าพยากรณ์ความต้องการสินค้า 3 ชนิดในเดือนกุมภาพันธ์ ปรากฏดังนี้ ชนิดที่ 1 = 100 หน่วย ชนิดที่ 2 = 150 หน่วย และชนิดที่ 3 = 75 หน่วย ขณะนี้มีสินค้าคงคลังต้นงวดของสินค้าแต่ละชนิดดังนี้ ชนิดที่ 1 = 400 หน่วย ชนิดที่ 2 = 250 หน่วย และชนิดที่ 3 = 150 หน่วย หากบริษัทเลือกผลิตสินค้าชนิดที่ 3 ก่อน โดยทำการผลิต 250 หน่วย สินค้าชนิดที่ 2 จะคงเหลืออยู่ในคลังปลายเดือนกุมภาพันธ์ เท่ากับเท่าไร
  • 1 : 100 หน่วย
  • 2 : 150 หน่วย
  • 3 : 350 หน่วย
  • 4 : 500 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 137 :
  • ค่าพยากรณ์ความต้องการสินค้าชนิดหนึ่งในเดือนมีนาคม คือ 220 หน่วย โดยมีสินค้าคงคลังต้นงวด = 300 หน่วย หากบริษัทกำหนดเป้าหมายให้มีสินค้ารองรับความต้องการในเดือนมีนาคมเท่ากับความต้องการใช้ในช่วง 2 เดือน บริษัทจะต้องทำการผลิตในเดือนมีนาคมอีกจำนวนเท่าไร
  • 1 : 140 หน่วย
  • 2 : 440 หน่วย
  • 3 : 600 หน่วย
  • 4 : 500 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 138 :
  • จากโครงสร้างผลิตภัณฑ์ X ที่แสดงในรูปข้างลางนี้ หากมีชิ้นส่วนประกอบ Y อยู่ในคลัง 200 หน่วย และ มีชิ้นส่วน Z อยู่ในคลัง 300 หน่วย จะผลิตเป็นผลิต X ได้ทั้งหมด กี่หน่วย
  • 1 : 100 หน่วย
  • 2 : 200 หน่วย
  • 3 : 300 หน่วย
  • 4 : 500 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 139 :
  • สายงานประกอบพัดลม ของโรงงานแห่งหนึ่งมีเวลาทำงานปกติ ประมาณ 48 ชั่วโมง และสามารถเพิ่มเวลาการทำงานได้สุงสุดเป็น 60 ชั่วโมงโดยการทำล่วงเวลา สำหรับเวลาในการประกอบต่อหน่วยเท่ากับ 10 นาที หาก มีความต้องการพัดลมสั่งเข้ามาใหม่ 300 หน่วย คาดว่าจะต้องทำในช่วงล่วงเวลาชั่วโมงกี่ชั่วโมง
  • 1 : 2 ชั่วโมง
  • 2 : 12 ชั่วโมง
  • 3 : 48 ชั่วโมง
  • 4 : 50 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 140 :
  • สายงานประกอบพัดลมของโรงงานแห่งหนึ่งมีเวลาทำงานปกติสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง และสามารถเพิ่มเวลาการทำงานได้สูงสุดเป็น 60 ชั่วโมงโดยการทำล่วงเวลา ในการสั่งประกอบแต่ละครั้งต้องใช้เวลาในการเตรียมการ 2 ชั่วโมง และใช้เวลาในการประกอบ เท่ากับ 10 นาทีต่อหน่วย หากมีความต้องการพัดลมสั่งเข้ามา 200 หน่วย และคาดว่ามีพัดลมค้างอยู่อีก 100 หน่วย จะต้องใช้กำลังการผลิตปกติกี่ชั่วโมง และล่วงเวลากี่ชั่วโมงจึงจะผลิตพัดลม ได้ทั้งหมดในเวลา 1 สัปดาห์
  • 1 : ใช้เวลาปกติ 50 ชั่วโมง ไม่ต้องทำล่วงเวลา
  • 2 : ใช้เวลาผลิตปกติ 52 ชั่วโมง ไม่ต้องทำล่วงเวลา
  • 3 : ใช้เวลาผลิตปกติ 48 ชั่วโมง ล่วงเวลา 2 ชั่วโมง
  • 4 : ใช้เวลาผลิตปกติ 48 ชั่วโมง ล่วงเวลา 4 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 141 :
  • สายงานประกอบพัดลมของโรงงานแห่งหนึ่งมีเวลาทำงานปกติสัปดาห์ละ 100 ชั่วโมง และสามารถเพิ่มเวลาการทำงานได้สูงสุดเป็น 120 ชั่วโมงโดยการทำล่วงเวลา มีผลิตภัณฑ์ 2 ชนิดที่ทำการประกอบบนสายการประกอบนี้ คือ A และ B ในการสั่งประกอบผลิตภัณฑ์ A จะต้องใช้เวลาในการ (Setup Time) เท่ากับ 2 ชั่วโมง และใช้เวลาในการประกอบ เท่ากับ 0.9 ชั่วโมงต่อหน่วย สำหรับการสั่งประกอบผลิตภัณฑ์ B จะต้องใช้เวลาในการ (Setup Time) เท่ากับ 1 ชั่วโมง และใช้เวลาในการประกอบ เท่ากับ 1.6 ชั่วโมงต่อหน่วย หากตารางการผลิตหลัก ได้กำหนดให้ทำการผลิตผลิตภัณฑ์ A จำนวน 50 หน่วย และ ผลิตภัณฑ์ B จำนวน 60 หน่วย ในช่วงเวลา 1 สัปดาห์ การกำหนดตารางการผลิตหลักดังกล่าว มีความต้องการกำลังการผลิตกี่ชั่วโมง
  • 1 : 141 ชั่วโมง
  • 2 : 144 ชั่วโมง
  • 3 : 120 ชั่วโมง
  • 4 : 100 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 142 :
  • ข้อมูลป้อนเข้าสู่การวางแผนการผลิตรวม (Aggregate Production Planning) คือ ข้อใด
  • 1 : ค่าพยากรณ์ความต้องการในปีถัดไป
  • 2 : ขั้นตอนการผลิต
  • 3 : รายการวัสดุ(Bill of Material)
  • 4 : เวลามาตรฐาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 143 :
  • ในการวางแผนการผลิตรวม แหล่งของกำลังการผลิตสามารถหามาได้จากแหล่งใด
  • 1 : การทำล่วงเวลา
  • 2 : การจ้างผู้รับเหมาช่วง
  • 3 : การทำพัสดุคงคลังเก็บไว้ล่วงหน้า
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 144 :
  • จากตารางการกำหนดตารางการผลิตหลัก (Master Production Scheduling) ของผลิตภัณฑ์ A ถ้ากำหนดปริมาณการผลิตต่อรุ่น(Lot Size) เท่ากับ 80 หน่วย และมีพัสดุคงคลังต้นงวด 60 หน่วย กำหนดให้การคำนวณพัสดุคงคลังให้พิจารณาจากค่าที่มากที่สุดระหว่าง ค่าประมาณการความต้องการ และใบสั่งจากลูกค้า หลังจากที่ได้จัดทำตารางการผลิตหลักเสร็จแล้ว มีลูกค้ารายใหม่ส่งคำสั่งซื้อเพิ่มเติม ข้อใดเป็นข้อความที่ถูกต้อง

  • 1 : ใบสั่งซื้อที่ต้องส่งมอบในสัปดาห์ที่ 2 จำนวน 20 หน่วยสามารถรับได้
  • 2 : ใบสั่งซื้อที่มีจำนวนไม่เกิน 20 หน่วย ส่งมอบในสัปดาห์ที่ 6 สามารถรับได้
  • 3 : ใบสั่งซื้อที่ต้องส่งมอบในสัปดาห์ที่ 5 จำนวน 40 หน่วยไม่สามารถรับได้
  • 4 : ใบสั่งซื้อที่มีจำนวนไม่เกิน 17 หน่วย ส่งมอบในสัปดาห์ที่ 3 สามารถรับได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 145 :
  • จากตารางการกำหนดตารางการผลิตหลัก (Master Production Scheduling) ของผลิตภัณฑ์ A ถ้ากำหนดปริมาณการผลิตต่อรุ่น(Lot Size) เท่ากับ 80 หน่วย และมีพัสดุคงคลังต้นงวด 60 หน่วย และมีนโยบายกำหนดพัสดุคงคลังเผื่อ (Safety Stock)ไว้ 20 หน่วย กำหนดให้การคำนวณพัสดุคงคลังให้พิจารณาจากค่าที่มากที่สุดระหว่าง ค่าประมาณการความต้องการ และใบสั่งจากลูกค้า หลังจากที่ได้จัดทำตารางการผลิตหลักเสร็จแล้ว มีลูกค้ารายใหม่ส่งคำสั่งซื้อเพิ่มเติม ข้อใดเป็นข้อความที่ถูกต้อง

  • 1 : ใบสั่งซื้อที่ต้องส่งมอบในสัปดาห์ที่ 2 จำนวน 20 หน่วยสามารถรับได้
  • 2 : ใบสั่งซื้อที่มีจำนวน 20 หน่วย ส่งมอบในสัปดาห์ที่ 6 ไม่สามารถรับได้
  • 3 : ใบสั่งซื้อที่ต้องส่งมอบในสัปดาห์ที่ 5 จำนวน 40 หน่วยไม่สามารถรับได้
  • 4 : ใบสั่งซื้อที่มีจำนวน 17 หน่วย ส่งมอบในสัปดาห์ที่ 3 ไม่สามารถรับได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 146 :
  • ข้อมูลใดต่อไปนี้ไม่ใช่ข้อมูลป้อนเข้าสู่กระบวนการกำหนดตารางการผลิตหลัก (MPS)
  • 1 : ใบสั่งลูกค้า     
  • 2 : ค่าพยากรณ์ความต้องการ        
  • 3 : ข้อมูลพัสดุคงคลัง      
  • 4 : ใช่ทั้งข้อ 1, 2และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 147 :
  • ในการกำหนดตารางการผลิตหลัก ข้อใดคือความหมายของ “ปริมาณที่พร้อมให้สัญญาได้ ( Available-to-Promise หรือ ATP)"

  • 1 :

    ใบสั่งลูกค้าที่ค้างส่งแต่พร้อมจะส่งให้เมื่อผลิตเสร็จ

  • 2 : การพยากรณ์สินค้าคงคลังที่คาดว่าจะคงเหลือในอนาคต
  • 3 : ปริมาณสินค้าคงคลังที่พร้อมจะให้สัญญาส่งมอบกับลูกค้าได้
  • 4 : ปริมาณวัตถุดิบในคลังที่พร้อมสำหรับการผลิตตามที่ได้สัญญากับลูกค้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 148 :
  • ช่วงเวลานำในการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า  หมายถึง
  • 1 : ช่วงเวลาที่บริษัทใช้ในการขนส่งสินค้าจากบริษัทผู้ผลิตถึงบริษัทลูกค้า
  • 2 : ช่วงเวลาที่บริษัทสั่งวัตถุดิบจากผู้ส่งมอบจนกระทั่งได้รับวัตถุดิบตามที่สั่ง
  • 3 : ช่วงเวลานับตั้งแต่รับใบสั่งจากลูกค้าจนกระทั่งส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าตามข้อตกลง
  • 4 : เวลามาตรฐานการผลิตต่อหน่วยคูณด้วยปริมาณตามที่ลูกค้ากำหนดบวกเวลาในการตั้งเครื่อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 185 : 05 การควบคุมวัสดุคงคลังแบบอุปสงค์อิสระ (Independent Demand Inventory Control)
ข้อที่ 149 :
  • ถ้ากำหนดให้ปริมาณความต้องการโดยรวมตลอดทั้งปีเท่ากับ 12,000 ชิ้น ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาพัสดุตลอดทั้งเดือนเท่ากับ 0.2 บาทต่อชิ้น และค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อเท่ากับ 100 บาทต่อครั้ง ดังนั้นปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสมคือข้อใด
  • 1 : 1,000
  • 2 : 3,464.1
  • 3 : 12
  • 4 : 1,200
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 150 :
  • พัสดุรายการหนึ่งมีปริมาณความต้องการวันละ 5 หน่วย ถ้าปริมาณการสั่งซื้อต่อครั้งคือ 60 หน่วย และเวลานำสำหรับการสั่งซื้อคือ 3 วัน ดังนั้นจุดสั่งซื้อคือข้อใด
  • 1 : 11
  • 2 : 12
  • 3 : 13
  • 4 : 15
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 151 :
  • วิธีใดต่อไปนี้สามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์ความสำคัญของสินค้าคงคลัง
  • 1 : ABC
  • 2 : JIT
  • 3 : MAP
  • 4 : CRP
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 152 :
  • จงหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของอัตราการใช้ในช่วงเวลานำ จากข้อมูลที่รวบรวมได้ต่อ ไปนี้ sd = 5 หน่วยต่อวัน LT = 4 วัน (sd = ค่าเบี่บงเบนมาตรฐานของอัตราการใช้ต่อหน่วยเวลา LT = ช่วงเวลานำ)
  • 1 : 20 หน่วย
  • 2 : 5 หน่วย
  • 3 : 10 หน่วย
  • 4 : 80 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 153 :
  • อัตราความต้องการของวัสดุรายการหนึ่งเท่ากับ 20 หน่วยต่อสัปดาห์ และช่วงเวลานำ ในการสั่งเท่ากับ 3 สัปดาห์ บริษัทได้กำหนดให้มี Safety Stock เท่ากับ 10% ของอัตรา ความต้องการในช่วงเวลานำ ภายใต้การควบคุมวัสดุคงคลังระบบจุดสั่งใหม่คงที่ (Fixed Re-order Point) หรือ ระบบปริมาณการสั่งคงที่ (Fixed Order Quantity ) บริษัทควรกำหนดจุดสั่งใหม่ไว้ที่ระดับใด
  • 1 : 66 หน่วย
  • 2 : 60 หน่วย
  • 3 : 20 หน่วย
  • 4 : 26 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 154 :
  • ในการควบคุมวัสดุคงคลัง ระบบจุดสั่งซื้อคงที่ จุดสั่งใหม่คือข้อใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 155 :
  • ในการควบคุมวัสดุคงคลังระบบรอบเวลาสั่งคงที่ สูตรในการคำนวณหาปริมาณการสั่งในแต่ละรอบคือ
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 156 :
  • สูตรในการคำนวณระดับสต๊อกสูงสุดในระบบปริมาณการสั่งคงที่ (Fixed Order Size System) คือ
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 157 :
  • ในการหาขนาดรุ่นของการสั่งซื้อที่ประหยัด (Economic Order Quantity) ถ้า I คือ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสินค้าคงคลังต่อหน่วยต่อปี Q คือ ขนาดรุ่นของการสั่งในแต่ละครั้ง ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสินค้าคงคลังต่อปี คือ
  • 1 : I Q/2
  • 2 : IQ
  • 3 : 2DP
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 158 :
  • ปัญหาพื้นฐานที่สำคัญ 2 ประการ ในการควบคุมสินค้าคงคลังระบบจุดสั่งใหม่คืออะไร
  • 1 : จะสั่งซื้อครั้งละเท่าไร และจะสั่งซื้อเมื่อไร
  • 2 : จะมีสินค้าสำรองไว้เท่าไรและจะยอมให้ขาดสต๊อกเท่าไร
  • 3 : จะควบคุมสต๊อกสูงสุดไว้ที่ระดับใด จะสั่งซื้อครั้งละเท่าไร
  • 4 : จะกำหนดช่วงเวลานำในการสั่งซื้อเท่าไร และจะเผื่อเท่าไร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 159 :
  • ในการหาขนาดรุ่นของการสั่งซื้อที่ประหยัด (Economic Order Quantity) ถ้า I คือ ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสินค้าคงคลังต่อหน่วยต่อปี P คือค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อต่อครั้ง Q คือ ขนาดรุ่นของการสั่งในแต่ละครั้ง ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อต่อปีคือ
  • 1 : I (Q/2)
  • 2 : (Q/2)
  • 3 : 2DP/I
  • 4 : P(D/Q)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 160 :
  • ในการหาขนาดรุ่นของการสั่งซื้อที่ประหยัด (Economic Order Quantity) PD/Q หมายถึง ข้อใด
  • 1 : ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อต่อครั้ง
  • 2 : ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาต่อปี
  • 3 : ค่าใช้จ่ายสินค้าคงคลังขาดแคลนต่อปี
  • 4 : ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อต่อปี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 161 :
  • ในการหาขนาดรุ่นของการสั่งซื้อที่ประหยัด (Economic Order Quantity) ของคงคลังถัวเฉลี่ย ต่อปีคือ
  • 1 : ครึ่งหนึ่งของคงคลังต้นงวด
  • 2 : เศษหนึ่งส่วนสามของคงคลังต้นงวด
  • 3 : เศษหนึ่งส่วนสี่ของคงคลังต้นงวด
  • 4 : คิดเท่ากับระดับของคงคลังต้นงวด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 162 :
  • ข้อใดคือ คุณลักษณะของการพิจารณาหาสูตรปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด
  • 1 : P(D/Q) = I(Q/2)
  • 2 : P = I
  • 3 : P/Q = I/2
  • 4 : Q = D/2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 163 :
  • การแบ่งความสำคัญของคงคลังโดยการวิเคราะห์ ABC สามารถจัดแบ่งข้อมูลได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ 

    1. กลุ่มสินค้าคงคลังที่จำนวน 20% ของสินค้าคงคลังทั้งหมด แต่มีมูลค่าประมาณ 70% ของมูลค่าทั้งหมด

    2. กลุ่มสินค้าคงคลังที่จำนวน 30% ของสินค้าคงคลังทั้งหมด แต่มีมูลค่าประมาณ 25% ของมูลค่าทั้งหมด

    3. กลุ่มสินค้าคงคลังที่จำนวน 50% ของสินค้าคงคลังทั้งหมด แต่มีมูลค่าประมาณ 5% ของมูลค่าทั้งหมด

    สินค้ากลุ่มใดควรจัดอยู่ในสินค้ากลุ่ม B

  • 1 : 1
  • 2 : 2
  • 3 : 3
  • 4 : ทุกกลุ่มจัดอยู่ในกลุ่ม B
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 164 :
  • ถ้าความต้องการไม่สม่ำเสมอ และ คงที่ ความเสี่ยงจากการขาดสต๊อกสามารถควบคุมได้โดย
  • 1 : เพิ่มขนาดของปริมาณการสั่ง
  • 2 : ออกใบสั่งเพิ่มพิเศษ
  • 3 : ขึ้นราคาขายเพื่อลดความต้องการ
  • 4 : เพิ่ม Safety Stock
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 165 :
  • จุดประสงค์ของ Safety Stock คือ
  • 1 : การแทนที่ของเสียด้วยของดี
  • 2 : ขจัดความเป็นไปได้ของการขาดสต๊อก
  • 3 : ขจัดความเป็นไปได้ในการขาดสต๊อกอันเนื่องมาจากการลงบัญชีทีผิดพลาด
  • 4 : ควบคุมความเป็นไปได้ในการขาดสต๊อกอันเนื่องมาจากความแปรปรวนของความต้องการในช่วงเวลานำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 166 :
  • ในการวิเคราะห์ ABC จะแบ่งสินค้าคงคลังออกเป็น 3 ระดับ โดยทั่วไปจะอยู่บน พื้นฐานของ
  • 1 : คุณภาพของสินค้าคงคลัง
  • 2 : จำนวนสินค้าคงคลังที่มีอยู่ขณะนั้น
  • 3 : ราคาต่อหน่วย
  • 4 : มูลค่าการใช้ต่อปี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 167 :
  • คำกล่าวเกี่ยวกับพื้นฐานตัวแบบการ ควบคุมสินค้าคงคลัง EOQ (Economic Order Quantity) ต่อไปนี้ ข้อใดถูกต้อง
  • 1 : ถ้าค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อเพิ่มขึ้น 2 เท่า ค่า EOQ จะเพิ่มขึ้น
  • 2 : ถ้า ความต้องการรายปีเพิ่มขึ้น 2 เท่า ค่า EOQ จะเพิ่มขึ้น
  • 3 : ถ้าค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา (Carrying Cost) ลดลง ค่า EOQ จะลดลง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 168 :
  • ตัวแบบสินค้าคงคลัง (Inventory Model) ส่วนใหญ่จะพยายามทำให้สิ่งใดน้อยที่สุด
  • 1 : ระดับการขาดสต๊อก
  • 2 : จำนวนสินค้าคงคลังที่สั่ง
  • 3 : ค่าใช้จ่ายในการควบคุมสินค้าคงคลัง
  • 4 : สต๊อกเผื่อความปลอดภัย (Safety Stock)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 169 :
  • หลักการพื้นฐานของการวิเคราะห์สินค้าคงคลัง ABC คือ
  • 1 : สินค้าคงคลังทุกรายการจะต้องได้รับการเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด
  • 2 : โดยปกติรายการสินค้าคงคลังที่สำคัญจะมีน้อย แต่รายการสินค้าคงคลังที่มีความสำคัญน้อยจะมีจำนวนมาก
  • 3 : รายการสินค้าคงคลังที่สำคัญคือรายการที่มีการใช้สูง
  • 4 : สินค้าคงคลังสำรอง (Safety Stock) สำหรับสินค้าคงคลังประเภท A ควรจะมากกว่าประเภท C
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 170 :
  • การคำนวณต้นทุนรวมการควบคุมของคงคลังสำหรับตัวแบบการสั่งซื้อที่ประหยัดในกรณีที่ยอมให้ของคงคลังขาดแคลน จะประกอบไปด้วยต้นทุนชนิดใดบ้าง
  • 1 : ต้นทุนในการสั่งซื้อ ต้นทุนในการถือครองของคงคลัง และ ต้นทุนของคงคลังขาดแคลน
  • 2 : ต้นทุนในการสั่งซื้อ ต้นทุนการสั่งผลิต และ ต้นทุนในการถือครองของคงคลัง
  • 3 : ต้นทุนในการสั่งซื้อ ต้นทุนในการถือครองของคงคลัง และ ต้นทุนการสั่งผลิต
  • 4 : ต้นทุนในการสั่งซื้อ ต้นทุนในการถือครองของคงคลัง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 171 :
  • สูตรในการคำนวณหาขนาดรุ่นการสั่งผลิตที่ประหยัด กรณีผลิตเสร็จแล้วจึงนำไปใช้ คือข้อใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 172 :
  • ระดับสต๊อกสูงสุดสำหรับกรณีการสั่งผลิตที่ประหยัดโดยมีการผลิตและใช้ไปพร้อมๆกัน คือข้อใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 173 :
  • บริษัทกำลังพิจารณาขนาดรุ่นการสั่งซื้อของผลิตภัณฑ์รายการหนึ่ง ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นพอสรุปได้ดังต่อไปนี้ จงหาว่าขนาดรุ่นของการสั่งซื้อที่ประหยัดต่อครั้ง คือเท่าไร  

    - ความต้องการต่อปี (D)                = 1,500 หน่วย

    - ราคาสินค้าต่อหน่วย (c)               = 40 บาท

    - ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ (P)            = 300 บาท/ครั้ง

    สำหรับค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา (I) = 10 บาท/หน่วย/ปี

  • 1 : 48 หน่วย
  • 2 : 148 หน่วย
  • 3 : 250 หน่วย
  • 4 : 300 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 174 :
  • บริษัทกำลังพิจารณาขนาดรุ่นการสั่งซื้อของผลิตภัณฑ์รายการหนึ่ง ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นพอสรุปได้ดังต่อไปนี้ จงหาว่ารอบเวลาในการสั่งซื้อที่ประหยัดต่อครั้งคือกี่วัน (หาก 1 ปีมีวันทำงาน 300 วัน)  

    - ความต้องการต่อปี (D)                = 1,500 หน่วย

    - ราคาสินค้าต่อหน่วย (c)               = 40 บาท

    - ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ (P)            = 300 บาท/ครั้ง

    สำหรับค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา (I) = 10 บาท/หน่วย/ปี

  • 1 : 60 วัน
  • 2 : 45 วัน
  • 3 : 30 วัน
  • 4 : 15 วัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 175 :
  • บริษัทกำลังพิจารณาขนาดรุ่นการสั่งซื้อของผลิตภัณฑ์รายการหนึ่ง ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นพอสรุปได้ดังต่อไปนี้ จงหาว่าจำนวนครั้งในการสั่งซื้อต่อปีที่ประหยัด  

    - ความต้องการต่อปี (D)                = 1,500 หน่วย

    - ราคาสินค้าต่อหน่วย (c)               = 40 บาท

    - ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ (P)            = 300 บาท/ครั้ง

    สำหรับค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา (I) = 10 บาท/หน่วย/ปี

  • 1 : 5 ครั้ง
  • 2 : 6 ครั้ง
  • 3 : 7 ครั้ง
  • 4 : 8 ครั้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 176 :
  • บริษัทกำลังพิจารณาขนาดรุ่นการสั่งซื้อของผลิตภัณฑ์รายการหนึ่ง ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นพอสรุปได้ดังต่อไปนี้ จงหาว่าต้นทุนรวมในการควบคุมวัสดุคงคลังที่ประหยัดรายปีคือเท่าไร (ไม่รวมราคาสินค้า)  

    - ความต้องการต่อปี (D)                = 1,500 หน่วย

    - ราคาสินค้าต่อหน่วย (c)               = 40 บาท

    - ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ (P)            = 300 บาท/ครั้ง

    สำหรับค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา (I) = 10 บาท/หน่วย/ปี

  • 1 : 60,000 บาท
  • 2 : 30,000 บาท
  • 3 : 3,000 บาท
  • 4 : 1,500 บาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 177 :
  • บริษัทแห่งหนึ่งกำลังพิจารณาข้อเสนอของพ่อค้าในการให้ส่วนลดถ้าซื้อสินค้าตามปริมาณที่กำหนด โดยบริษัทได้รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ดังต่อไปนี้ หากบริษัทต้องการซื้อสินค้าในราคาหน่วยละ 45 บาท บริษัทต้องซื้อในปริมาณเท่าไรจึงเป็นการสั่งซื้อที่ประหยัด  

    ความต้องการต่อปี = 10,000 หน่วย

    ต้นทุนในการสั่งซื้อต่อครั้ง = 200 บาท

    ต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง = 20% ของมูลค่าของคงคลังถัวเฉลี่ยต่อปี

    ราคาที่พ่อค้าเสนอ

    ปริมาณ(หน่วย)

    ราคาต่อหน่วย(บาท)

    0-499

    50

    500-999

    45

    1,000 หรือ มากกว่า

    39

  • 1 : 633 หน่วย
  • 2 : 666 หน่วย
  • 3 : 716 หน่วย
  • 4 : 900 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 178 :
  • บริษัทผลิตกระป๋องแห่งหนึ่ง กำลังพิจารณาหาขนาดรุ่นของการสั่งผลิตกระป๋องที่ประหยัดในแต่ละครั้ง โดยบริษัทประมาณการว่า มีความต้องการกระป๋องต่อปีเท่ากับ 10,000 หน่วย และมีความต้องการต่อวันโดยเฉลี่ยเท่ากับ 40 หน่วย (คิด 1 ปี เท่ากับ 250วัน) บริษัทมีเครื่องจักรสำหรับผลิตกระป๋องได้วันละ 100 หน่วย ค่าใช้จ่ายในการเตรียมการผลิตแต่ละครั้งเท่ากับ 50 บาท และค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาเท่ากับ 0.50 บาทต่อหน่วยต่อปี ขนาดรุ่นของการสั่งแต่ละครั้งที่ประหยัดคือเท่าไร หารบริษัททำการผลิตและใช้ไปพร้อมๆกัน
  • 1 : 1,414 หน่วย
  • 2 : 1,826 หน่วย
  • 3 : 2,414 หน่วย
  • 4 : 2,826 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 179 :
  • บริษัทผลิตกระป๋องแห่งหนึ่ง กำลังพิจารณาหาขนาดรุ่นของการสั่งผลิตกระป๋องที่ประหยัดในแต่ละครั้ง โดยบริษัทประมาณการว่า มีความต้องการกระป๋องต่อปีเท่ากับ 10,000 หน่วย และมีความต้องการต่อวันโดยเฉลี่ยเท่ากับ 40 หน่วย (คิด 1 ปี เท่ากับ 250วัน) บริษัทมีเครื่องจักรสำหรับผลิตกระป๋องได้วันละ 100 หน่วย ค่าใช้จ่ายในการเตรียมการผลิตแต่ละครั้งเท่ากับ 50 บาท และค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาเท่ากับ 0.50 บาทต่อหน่วยต่อปี กรณีที่ผลิตแล้วใช้ไปพร้อมๆกัน ระดับสต๊อกสูงสุดคือเท่าไรภายใต้ขนาดรุ่นของการสั่งซื้อที่ประหยัด
  • 1 : 1,096 หน่วย
  • 2 : 2,095 หน่วย
  • 3 : 3,095 หน่วย
  • 4 : 4,095 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 180 :
  • ถ้าต้องการระดับบริการ = 0 .90 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของอัตราการใช้ในช่วงเวลานำเท่ากับเท่าไร

     

  • 1 : 375
  • 2 : 1,185.85
  • 3 : 37.5
  • 4 : 61.23
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 181 :
  • สำหรับพื้นฐานตัวแบบสินค้าคงคลัง EOQ (Economic Order Quantity) ถ้าค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อแต่ละครั้งเพิ่มขึ้น 2 เท่า ขณะที่ค่าอื่นๆที่เหลืออยู่คงที่ ค่า EOQ จะเป็นอย่างไร
  • 1 : เพิ่มขึ้น 41%
  • 2 : เพิ่มขึ้น 100%
  • 3 : เพิ่มขึ้น 200 %
  • 4 : อาจเพิ่มขึ้นหรือลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 182 :
  • คอมพิวเตอร์รุ่นหนึ่งมีราคาขายเท่ากับ 35,000 บาทและค่าใช้จ่ายในการถือครองของคงคลัง (Holding Cost)เท่ากับ 25% ต่อปี ความต้องการต่อปีเท่ากับ 10,000 หน่วย และค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อเท่ากับ 5,250 บาทต่อครั้ง จงคำนวณค่า EOQ (Economic Order Quantity)
  • 1 : 16
  • 2 : 70
  • 3 : 110
  • 4 : 183
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 183 :
  • บริษัทแห่งหนึ่งกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อกำหนดนโยบายการควบคุมสินค้าคงคลัง โดยใช้นโยบายระบบจุดสั่งใหม่คงที่ (Fixed Re-order Point System) หรือปริมาณการสั่งคงที่ (Fixed Order Size System) โดยข้อมูลที่รวบรวมได้ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ภายใต้ระดับการบริการ 95 % จงคำนวณหาค่า จุดสั่งใหม่ (Re-order Point)  

    อัตราการใช้เฉลี่ย เท่ากับ 100 หน่วยต่อวัน

    ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของอัตราการใช้ (มีการแจกแจงแบบปกติ) เท่ากับ 10 หน่วยต่อวัน

    ช่วงเวลานำโดยเฉลี่ย เท่ากับ 10 วัน

    ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของช่วงเวลานำ (มีการแจกแจงแบบปกติ) เท่ากับ 2 วัน

  • 1 : 330 หน่วย
  • 2 : 1,000 หน่วย
  • 3 : 1,233 หน่วย
  • 4 : 1,333 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 184 :
  • ผู้จัดการฝ่ายวัสดุแห่งหนึ่งได้รับมอบหมาย ให้ วิเคราะห์หาระดับบริการที่เหมาะสมสำหรับของคงคลังรายการหนึ่ง ซึ่งรวบรวมข้อมูลได้ดังนี้ ต้นทุนในการถือครองของคงคลัง 2,000 บาทต่อหน่วยต่อปี ต้นทุนกรณีของคงคลังขาดแคลน 5,000 บาท ต่อหน่วยที่ไม่ได้ขาย โดย บริษัททำการสั่งซื้อวัสดุดังกล่าวจำนวน 8 ครั้งต่อปี บริษัทควรกำหนดระดับบริการที่ระดับใด
  • 1 : 99%
  • 2 : 95%
  • 3 : 90%
  • 4 : 85 %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 185 :
  • ในระบบพัสดุคงคลังหนึ่ง มีปริมาณความต้องการต่อวันคงที่เท่ากับ 30 หน่วย ในการสั่งซื้อแต่ละครั้งจะสั่งด้วยปริมาณคงที่เท่ากับ 240 หน่วย ความสามารถในการลำเลียงพัสดุไปเก็บในคลังเท่ากับ วันละ 40 หน่วย ดังนั้นระดับสูงสุดของปริมาณพัสดุคงคลังที่มีค่าเป็นบวกจะเท่ากับเท่าไร
  • 1 : 60 หน่วย
  • 2 : 50 หน่วย
  • 3 : 120 หน่วย
  • 4 : 240 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 186 :
  • ในกระบวนการปั๊มขึ้นรูปโลหะแผ่นของโรงงานแห่งหนึ่ง จะมีพนักงานเดินมาหยิบแผ่นโลหะที่วางกองไว้บนแพลเลตด้วยอัตรา 1 แผ่นต่อระยะเวลา 2 นาที ถ้าพนักงานพบบัตรเบิกพัสดุวางอยู่บนแผ่นโลหะที่กำลังจะหยิบ พนักงานผู้นั้นจะต้องนำบัตรเบิกเดินไปส่งให้กับพนักงานผู้ดูแลคลังพัสดุเพื่อนำพัสดุมาเติม การเติมแต่ละครั้งจะเติมเป็นจำนวน 20 แผ่น ถ้าระยะเวลาระหว่างการเดินนำบัตรเบิกไปส่งที่คลัง และการนำพัสดุมาเติมโดยพนักงานผู้ดูแลคลัง มีเวลาคงที่เท่ากับ 14 นาที ดังนั้นบัตรเบิกพัสดุจะต้องถูกสอดวางไว้บนแผ่นโลหะแผ่นที่เท่าใดนับจากแผ่นล่างสุด
  • 1 : 5
  • 2 : 6
  • 3 : 7
  • 4 : 8
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 187 :
  • เงื่อนไขใดที่ไม่เป็นผลทำให้ปริมาณพัสดุคงคลังเป็นดังภาพที่เห็น
  • 1 : ปริมาณความต้องการคงที่แน่นอนและสม่ำเสมอ
  • 2 : อัตราการนำส่งพัสดุเข้าคลังเป็นแบบอัตราคงที่
  • 3 : เวลานำเป็นศูนย์
  • 4 : ไม่อนุญาตให้มีการร้างพัสดุ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 186 : 06 การวางแผนความต้องการวัสดุ (Material Requirement Planning)
ข้อที่ 188 :
  • ข้อใดไม่ใช่ข้อมูลที่จำเป็นในการวางแผนความต้องการวัสดุ
  • 1 : รายการวัสดุ(Bill of Materials,BOM)
  • 2 : ตารางการผลิตหลัก(Master Production Schedule,MPS)
  • 3 : สถานะของสินค้าคงคลัง
  • 4 : ลำดับงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 189 :
  • จากโครงสร้างผลิตภัณฑ์ที่กำหนดให้ จงพิจารณาหา Low Level Code ของวัสดุ E
  • 1 : 0
  • 2 : 1
  • 3 : 2
  • 4 : 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 190 :
  • จากโครงสร้างผลิตภัณฑ์ที่กำหนดให้ วัสดุรายการใดต่อไปนี้คือวัสดุใช้ร่วม (Common Item)
  • 1 : B
  • 2 : C
  • 3 : D
  • 4 : F
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 191 :
  • จากโครงสร้างผลิตภัณฑ์ที่กำหนดให้ วัสดุ G จำนวน 1 หน่วย จะต้องใช้วัสดุ E จำนวนกี่หน่วย
  • 1 : 1 หน่วย
  • 2 : 2 หน่วย
  • 3 : 3 หน่วย
  • 4 : 6 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 192 :
  • จากโครงสร้างของผลิตภัณฑ์ X และ Y ที่กำหนดให้ต่อไปนี้ วัสดุรายการใดจัดอยู่ในประเภทความต้องการอิสระ หรืออุปสงค์อิสระ (Independent Demand)
  • 1 : X
  • 2 : Y
  • 3 : 2
  • 4 : ข้อ 1 และ 2 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 193 :
  • สมมติว่านับจำนวนสินค้าคงคลังรายการหนึ่งพบว่ามีอยู่ในคลังทั้งหมด 300 หน่วย (on hand = 300 หน่วย) นโยบายของคงคลังสำรอง (Safety Stock) กำหนดไว้ที่ 50 หน่วย ปริมาณที่สามารถนำไปใช้ได้ (Available)ในช่วงถัดไปคือกี่หน่วย
  • 1 : 300 หน่วย
  • 2 : 50 หน่วย
  • 3 : 350 หน่วย
  • 4 : 250 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 194 :
  • สมมติว่าปัจจุบันนับจำนวนสินค้าคงคลังรายการหนึ่งพบว่ามีอยู่ในคลังทั้งหมด 300 หน่วย (on hand = 300 หน่วย) บริษัทได้กำหนดนโยบาย Safety Stock ไว้ที่ 50 หน่วย และจากข้อมูลที่บันทึกไว้ระบุว่า มีคนมาขอจองวัสดุรายการดังกล่าวไว้จำนวน 50 หน่วย ซึ่งได้รับการอนุมัติแล้ว เพียงแต่ยังมิได้มาเบิกออกไปใช้ ปริมาณที่สามารถนำไปใช้ได้(Available) ในช่วงถัดไปคือกี่หน่วย
  • 1 : 300 หน่วย
  • 2 : 50 หน่วย
  • 3 : 350 หน่วย
  • 4 : 200 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 195 :
  • จากข้อมูลการวางแผนความต้องการวัสดุรายการหนึ่งปรากฏดังตารางต่อไปนี้ ความต้องการสุทธิในสัปดาห์ที่ 4 มีจำนวนเท่าไร  

     

     

    สัปดาห์ที่

    1

    2

    3

    4

    5

    6

    ความต้องการขั้นต้น

     

     

    300

    300

    300

    300

    กำหนดการรับของ

     

    100

     

     

     

     

    ของคงคลังต้นงวด = 500

     

     

     

     

     

     

    ปริมาณที่นำไปใช้ได้

     

     

     

     

     

     

    ความต้องการสุทธิ

     

     

     

     

     

     

    แผนกำหนดการรับของ

     

     

     

     

     

     

    แผนกำหนดการออกใบสั่ง

     

     

     

     

     

     

  • 1 : 300 หน่วย
  • 2 : 900 หน่วย
  • 3 : 200 หน่วย
  • 4 : 0 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 196 :
  • จากข้อมูลการวางแผนความต้องการวัสดุรายการหนึ่งปรากฏดังตาราง หากช่วงเวลานำเท่ากับ 1 สัปดาห์ และกำหนดขนาดรุ่นการสั่งเท่ากับ 2,000 หน่วย การสั่งในสัปดาห์ที่ 4 จะต้องสั่งจำนวนเท่าไร  

     

    สัปดาห์ที่

    1

    2

    3

    4

    5

    6

    ความต้องการขั้นต้น

     

     

    300

    300

    300

    300

    กำหนดการรับของ

     

    100

     

     

     

     

    ของคงคลังต้นงวด = 500

     

     

     

     

     

     

    ปริมาณที่นำไปใช้ได้

     

     

     

     

     

     

    ความต้องการสุทธิ

     

     

     

     

     

     

    แผนกำหนดการรับของ

     

     

     

     

     

     

    แผนกำหนดการออกใบสั่ง

     

     

     

     

     

     

  • 1 : 2,000 หน่วย
  • 2 : 4,000 หน่วย
  • 3 : 300 หน่วย
  • 4 : 2,300 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 197 :
  • ในตารางประมวลผล MRP ข้อความข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
  • 1 : กำหนดการรับของตามสั่ง (Schedule Receipt) คือ กำหนดการรับของที่เกิดขึ้นจากการสั่งที่ได้ดำเนินการแล้ว
  • 2 : ความต้องการสุทธิจะเกิดขึ้นเมื่อปริมาณที่นำไปใช้ได้มีค่ามากกว่าความต้องการขั้นต้น
  • 3 : แผนการออกใบสั่งจะต้องเกิดขึ้นเมื่อความต้องการสุทธิมีค่ามากกว่าศูนย์
  • 4 : ข้อ 1 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 198 :
  • วิธีการวางแผนประเภทใดต่อไปนี้จะนำความต้องการสินค้าสำเร็จรูปจากตารางการ ผลิตหลักมากระจายลงสู่ชิ้นส่วนและส่วนประกอบย่อยเพื่อสร้างแผนวัสดุ
  • 1 : การวางแผนกำลังการผลิตขั้นต้น (Rough-cut Capacity Planning)
  • 2 : การวางแผนความต้องการวัสดุ (Materials Requirement Planning)
  • 3 : การวางแผนความต้องการกำลังการผลิต (Capacity Requirement Planning)
  • 4 : การจัดตารางการผลิต (Production Scheduling)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 199 :
  • ระบบ MRP จะทำให้เราสามารถบรรลุจุดมุ่งหมายทางด้านวัสดุคงคลังต่อไปนี้ยกเว้น
  • 1 : สั่งชิ้นส่วนได้ถูกต้อง
  • 2 : สั่งชิ้นส่วนได้ในจำนวนที่ถูกต้อง
  • 3 : สั่งชิ้นส่วนได้ในเวลาที่ถูกต้อง
  • 4 : สั่งชิ้นส่วนได้ในราคาถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 200 :
  • หัวข้อใดต่อไปนี้คือวัตถุประสงค์ของการบริหารของคงคลังภายใต้ระบบ MRP
  • 1 : ปรับปรุงระดับบริการลูกค้า
  • 2 : การลงทุนสินค้าคงคลังสูงสุด
  • 3 : ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานผลิตต่ำสุด
  • 4 : ข้อ 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 201 :
  • ข้อใดต่อไปนี้คือแฟ้มข้อมูลป้อนเข้าสู่ระบบ MRP
  • 1 : แฟ้มข้อมูลบัญชีรายการวัสดุ (Bill of Material File )
  • 2 : แฟ้มข้อมูลรายงานการบริหารคุณภาพ
  • 3 : แฟ้มข้อมูลปัญหาการผลิต
  • 4 : แฟ้มข้อมูลตารางแผนการออกใบสั่งผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 202 :
  • หากในระบบ MRP มีความต้องการขั้นต้น (Gross Requirements) อยู่ 5,000 หน่วย และมีวัสดุคงคลังอยู่ 1,200 หน่วย โดยไม่มีกำหนดการรับของใดๆจากการผลิตหรือการสั่งซื้ออยู่เลย จะต้องทำการวางแผนออกใบสั่งผลิตเป็นจำนวนเท่าไร
  • 1 : 5,000 หน่วย
  • 2 : 4,500 หน่วย
  • 3 : 3,800 หน่วย
  • 4 : 2,350 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 203 :
  • จากข้อมูลในตารางที่กำหนดให้ต่อไปนี้ เมื่อไรจึงจะออกใบสั่ง และออกจำนวนเมื่อไร ถ้าสมมติว่าช่วงเวลานำ (Lead Time) เท่ากับ 2 สัปดาห์

     

     

    สัปดาห์ที่

    7

    8

    9

    10

    11

    ความต้องการขั้นต้น

    20

     

    25

    15

     

    ของคงคลังต้นงวด = 50

     

     

     

     

     

    แผนกำหนดการรับของ

     

     

     

     

     

    แผนกำหนดการออกใบสั่ง

     

     

     

     

     

  • 1 : 10 หน่วยในสัปดาห์ที่ 10
  • 2 : 60 หน่วยในสัปดาห์ที่ 5
  • 3 : 60 หน่วยในสัปดาห์ที่ 7
  • 4 : 10 หน่วยในสัปดาห์ที่ 8
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 204 :
  • จากข้อมูลในตารางที่กำหนดให้ต่อไปนี้ เมื่อไรจึงจะออกใบสั่ง และออกจำนวน เท่าไร ถ้าสมมติว่าช่วงเวลานำ (Lead Time) เท่ากับ 2 สัปดาห์ และกำหนดขนาดรุ่น การสั่งเท่ากับ 60 หน่วย  

     

    สัปดาห์ที่

    7

    8

    9

    10

    11

    ความต้องการขั้นต้น

    20

     

    25

    15

     

    ของคงคลังต้นงวด = 20

     

     

     

     

     

    แผนกำหนดการรับของ

     

     

     

     

     

    แผนกำหนดการออกใบสั่ง

     

     

     

     

     

     

  • 1 : 10 หน่วยในสัปดาห์ที่ 10
  • 2 : 60 หน่วยในสัปดาห์ที่ 5
  • 3 : 60 หน่วยในสัปดาห์ที่ 7
  • 4 : 10 หน่วยในสัปดาห์ที่ 8
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 205 :
  • ถ้าแต่ละหน่วยของ X ต้องการ 2 หน่วยของ Y แต่ละหน่วยของ Y ต้องการ 4 หน่วยของ Z ช่วงเวลานำในการประกอบชิ้นส่วน X = 1 สัปดาห์ ช่วงเวลานำในการผลิตชิ้นส่วน Y = 1 สัปดาห์ และ ช่วงเวลานำในการจัดซื้อ Z = 6 สัปดาห์ ช่วงเวลานำสะสมสำหรับชิ้นส่วน X คือ
  • 1 : 6 สัปดาห์
  • 2 : 7 สัปดาห์
  • 3 : 8 สัปดาห์
  • 4 : 10 สัปดาห์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 206 :
  • ตารางการผลิตหลัก (MPS) ได้กำหนดให้ทำการผลิต ผลิตภัณฑ์ M จำนวน 110 หน่วย ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ M เก็บอยู่ในคลัง 30 หน่วย แต่ละหน่วยของ M ต้องการ ชิ้นส่วน N จำนวน 4 หน่วย ขณะนี้มีชิ้นส่วน N เก็บอยู่ในคลังจำนวน 20 หน่วย จงหาความต้องการสุทธิของชิ้นส่วน N
  • 1 : 440 หน่วย
  • 2 : 320 หน่วย
  • 3 : 300 หน่วย
  • 4 : 340 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 207 :
  • ตารางการผลิตหลัก (MPS) ได้กำหนดให้ทำการผลิต ผลิตภัณฑ์ A จำนวน 50 หน่วย และ B จำนวน 60 หน่วย ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ B เก็บอยู่ในคลัง 25 หน่วย แต่ละหน่วยของ A ต้องการ C จำนวน 2 หน่วย และแต่ละหน่วยของ B ต้องการ C จำนวน 5 หน่วย ขณะนี้มีชิ้นส่วน C เก็บอยู่ในคลัง 160 หน่วย จงหาความต้องการสุทธิของชิ้นส่วน C
  • 1 : 115 หน่วย
  • 2 : 175 หน่วย
  • 3 : 180 หน่วย
  • 4 : 240 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 208 :
  • ตารางการผลิตหลัก (MPS) ได้กำหนดให้ทำการผลิต ผลิตภัณฑ์ A จำนวน 110 หน่วย ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ A เก็บอยู่ในคลัง 60 หน่วย แต่ละหน่วยของ A ต้องการชิ้นส่วน B จำนวน 4 หน่วย ขณะนี้มีชิ้นส่วน B เก็บอยู่ในคลังจำนวน 20 หน่วย จงหาความต้องการสุทธิของชิ้นส่วน B
  • 1 : 20 หน่วย
  • 2 : 120 หน่วย
  • 3 : 180 หน่วย
  • 4 : 240 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 209 :
  • จากโครงสร้างผลิตภัณฑ์ที่กำหนดให้ หากต้องการผลิตภัณฑ์ A จำนวน 200 หน่วย จะต้องใช้วัสดุ E โดยรวมจำนวนทั้งหมดเท่าไร
  • 1 : 8 หน่วย
  • 2 : 500 หน่วย
  • 3 : 800 หน่วย
  • 4 : 1,600 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 210 :
  • จากข้อมูลในตาราง MRP ที่ได้กำหนดให้นี้ หากนโยบายขนาดรุ่นการสั่งเป็นแบบรุ่นต่อรุ่น (Lot-for-Lot) และ ช่วงเวลานำในการสั่ง เท่ากับ 1 สัปดาห์ จงคำนวณแผนการออกใบสั่ง (Planed Order Releases)ในสัปดาห์ที่ 3 (ตัวเลขที่ระบุในช่องตารางเวลาทุกช่องหมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดต้นช่วงเวลา)  

     

    สัปดาห์ที่

    1

    2

    3

    4

    5

    6

    ความต้องการขั้นต้น

     

     

    1,740

    930

    100

    500

    กำหนดการรับของ

     

    2,000

     

     

     

     

    วัสดุคงคลังที่พร้อมนำไปใช้ได้

    640

     

     

     

     

     

    ความต้องการสุทธิ

     

     

     

     

     

     

    แผนการรับของ

     

     

     

     

     

     

    แผนการออกใบสั่ง

     

     

     

     

     

     

  • 1 : 30 หน่วย
  • 2 : 100 หน่วย
  • 3 : 500 หน่วย
  • 4 : 630 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 211 :
  • พิจารณาจากโครงสร้าง Bill of Materials สำหรับ ผลิตภัณฑ์ J และข้อมูลที่กำหนดในตารางต่อไปนี้ โดยผลิตภัณฑ์ J มีความต้องการขั้นต้น 200 หน่วย ในสัปดาห์ที่ 6 จงพิจารณาแผนการออกใบสั่งของผลิตภัณฑ์ M
  • 1 : ในสัปดาห์ที่ 4 จำนวน 200 หน่วย
  • 2 : ในสัปดาห์ที่ 4 จำนวน 400 หน่วย
  • 3 : ในสัปดาห์ที่ 4 จำนวน 370 หน่วย
  • 4 : ในสัปดาห์ที่ 3 จำนวน 400 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 212 :
  • ตารางการผลิตหลักได้กำหนดความต้องการของผลิตภัณฑ์ M ไว้ 120 หน่วย ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ M คงคลังอยู่ 30 หน่วย แต่ละหน่วยของ M ต้องการวัสดุ N จำนวน 4 หน่วย ขณะนี้มี 20 หน่วยของวัสดุ N คงคลังอยู่ จงคำนวณหาความต้องการสุทธิของวัสดุ N
  • 1 : 340 หน่วย
  • 2 : 360 หน่วย
  • 3 : 90 หน่วย
  • 4 : 480 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 213 :
  • จากข้อมูลที่กำหนดให้ในตารางข้างล่างนี้ จงพิจารณาว่าควรจะต้องวางแผนการออกใบสั่งเมื่อไร และจำนวนเท่าไร ถ้ากำหนดให้ช่วงเวลานำเท่ากับ 2 สัปดาห์  

     

    สัปดาห์ที่

    7

    8

    9

    10

    11

    ความต้องการขั้นต้น

    20

     

    25

    25

     

    กำหนดการรับของ

     

     

     

     

     

    ของคงคลังต้นงวด = 50

     

     

     

     

     

    แผนกำหนดการรับของ

     

     

     

     

     

    แผนกำหนดการออกใบสั่ง

     

     

     

     

     

  • 1 : สัปดาห์ที่ 10 จำนวน 20 หน่วย
  • 2 : สัปดาห์ที่ 5 จำนวน 70 หน่วย
  • 3 : สัปดาห์ที่ 7 จำนวน 70 หน่วย
  • 4 : สัปดาห์ที่ 8 จำนวน 20 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 214 :
  • จากโครงสร้างผลิตภัณฑ์ X ที่กำหนดให้ต่อไปนี้ จงพิจารณาว่าจะต้องสั่ง วัสดุ M จำนวนกี่หน่วย ในการส่งมอบวัสดุ X จำนวน 100 หน่วย ถ้าในคลังมี X เก็บอยู่ 20 หน่วย มี A เก็บอยู่ 10 หน่วย มี B เก็บอยู่ 5 หน่วย และ มี C เก็บอยู่ 5 หน่วย
  • 1 : 1,200 หน่วย
  • 2 : 1,600 หน่วย
  • 3 : 1,800 หน่วย
  • 4 : 2,100 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 215 :
  • จากความสัมพันธ์ของโครงสร้างผลิตภัณฑ์ X ที่กำหนดให้ต่อไปนี้ จงพิจารณาว่าจะต้องสั่ง วัสดุ M จำนวนกี่หน่วยเพื่อทำเป็นวัสดุ X จำนวน 100 หน่วย  

    รายการวัสดุ                           ทำจาก

           X :                          2 หน่วยของ A, 5 หน่วยของ B และ 1 หน่วย ของ C

           A :                          6 หน่วยของ L และ 1 หน่วยของ M

           B :                          2 หน่วยของ N

           C :                          2 หน่วยของ K และ 2 หน่วยของ M

           L :                          2 หน่วยของ M และ 3 หน่วยของ P

  • 1 : 2,400 หน่วย
  • 2 : 2,600 หน่วย
  • 3 : 2,800 หน่วย
  • 4 : 3,600 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 216 :
  • 1 : 552 บาท
  • 2 : 530.2 บาท
  • 3 : 576 บาท
  • 4 : 510.5 บาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 217 :
  • จากโครงสร้างผลิตภัณฑ์ (Product Structure) ของ X และ Y (ตัวเลขในวงเล็บคือจำนวนที่ต้องใช้) ถ้าปริมาณการผลิต X คือ 100 หน่วยและ Y คือ 120 หน่วย ความต้องการของ D คือ

  • 1 : 220 หน่วย
  • 2 :  540 หน่วย
  • 3 : 1020 หน่วย
  • 4 : 1260 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 218 :
  • จากโครงสร้างผลิตภัณฑ์ (Product Structure) ของ X และ Y (ตัวเลขในวงเล็บคือจำนวนที่ต้องใช้) ถ้าปริมาณการผลิต X คือ 100 หน่วยและ Y คือ 120 หน่วย ความต้องการของ D คือ

  • 1 : 220 หน่วย
  • 2 : 1020 หน่วย
  • 3 : 1420 หน่วย
  • 4 : 1260 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 219 :
  • จากโครงสร้างผลิตภัณฑ์ (Product Structure) ของ X และ Y (ตัวเลขในวงเล็บคือจำนวนที่ต้องใช้) ถ้าปริมาณการผลิต X คือ 100 หน่วยและ Y คือ 120 หน่วย ความต้องการของ D คือ

  • 1 : 720 หน่วย
  • 2 : 960 หน่วย
  • 3 : 1320 หน่วย
  • 4 : 1620 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 220 :
  • จากตารางแผนการจัดหาพัสดุรายการหนึ่งที่ให้มา ปริมาณพัสดุคงคลังพร้อมใช้ในสัปดาห์ที่ 2 และ 4 จะเท่ากับ

  • 1 : 200, 0 หน่วย
  • 2 : 0, 200 หน่วย
  • 3 : 0, 150 หน่วย
  • 4 : 150, 0 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 221 :
  • จากตารางแผนการจัดหาพัสดุรายการหนึ่งที่ให้มา ซึ่งมีเวลานำสำหรับการจัดหาเท่ากับ 2 สัปดาห์ กำหนดให้ค่าเก็บรักษาพัสดุคงคลังเท่ากับ 2 บาท/หน่วย/สัปดาห์ ค่าใช้จ่ายในการสั่งเท่ากับ 50 บาท/ครั้งถ้าใช้นโยบายการจัดหาแบบ กำหนดปริมาณการสั่งคงที่เท่ากับ 300 หน่วย จงคำนวณหาค่าใช้จ่ายที่เกิดจากนโยบายการจัดหานี้ (ค่าเก็บรักษาพัสดุให้เริ่มคำนวณที่สัปดาห์ที่ 1)

  • 1 : 1250 บาท
  • 2 : 2650 บาท
  • 3 : 1850 บาท
  • 4 : 1550 บาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 222 :
  • ในระบบ MRP ข้อมูลความต้องการขั้นต้น (Gross requirement) ของพัสดุในระดับที่ 0 เป็นข้อมูลที่ได้มาจาก
  • 1 : การพยากรณ์ความต้องการชิ้นส่วน
  • 2 : ปริมาณความต้องการของพัสดุในระดับถัดไป
  • 3 : ตารางการผลิตหลัก (Master Production Scheduling)
  • 4 : ความต้องการของลูกค้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 223 :
  • หากมีความต้องการเกิดขึ้นทันทีทันใดจำนวน 110 หน่วย และในคลังพัสดุมีจำนวน 120 หน่วย แต่ในจำนวนนี้เป็นพัสดุสำรอง (Safety Stock) 30 หน่วย ข้อความใดต่อไปนี้เป็นข้อความที่ถูกต้อง
  • 1 : สามารถนำพัสดุจำนวน 110 หน่วยไปใช้ได้
  • 2 : นำไปใช้ได้เพียง 90 หน่วย
  • 3 : นำไปใช้ได้เพียง 30 หน่วย
  • 4 : นำไปใช้ได้เพียง 10 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 224 :
  • หากพยากรณ์ได้ว่าจะมีความต้องการเกิดขึ้นจำนวน 110 หน่วย และในคลังพัสดุมีจำนวน 120 หน่วย แต่ในจำนวนนี้เป็นพัสดุสำรอง (Safety Stock) 30 หน่วย ข้อความใดต่อไปนี้เป็นข้อความที่ถูกต้อง
  • 1 : เราสามารถวางแผนใช้พัสดุได้เพียง 90 หน่วย
  • 2 : เราสามารถวางแผนใช้พัสดุได้ 100 หน่วย
  • 3 : เราสามารถวางแผนใช้พัสดุได้เพียง 110 หน่วย
  • 4 : เราสามารถวางแผนใช้พัสดุได้เพียง 30 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 225 :
  • ข้อความใดต่อไปนี้เป็นข้อความที่ถูกต้องตามหลักการของการวางแผนความต้องการพัสดุ
  • 1 : เราสามารถพยากรณ์ความต้องการของอุปสงค์ตาม (Dependent Demand) ได้โดยตรง
  • 2 : อุปสงค์อิสระเป็นสิ่งที่ไม่สามารถพยากรณ์ได้โดยตรง
  • 3 : โรงงานประกอบรถยนต์สามารถคาดการณ์ความต้องการใช้ยางรถยนต์ได้โดยการพยากรณ์
  • 4 : โรงงานผลิตยางรถยนต์สามารถคาดการณ์ยอดขายยางรถยนต์ได้โดยการพยากรณ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 226 :
  • ระบบ MRP เหมาะกับการวางแผนวัสดุประเภทใด
  • 1 : อุปสงค์อิสระ(Independent Demand)
  • 2 : อุปสงค์ตาม(Dependent Demand)
  • 3 : สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods)
  • 4 : อะไหล่ซ่อมบำรุงฉุกเฉิน (Maintenance Parts)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 227 :
  • ชิ้นส่วนใช้ร่วม(Common Part)ในระบบ MRP หมายถึงชิ้นส่วนประเภทใด
  • 1 : ชิ้นส่วนที่ใช้เฉพาะที่
  • 2 : ชิ้นส่วนที่ซื้อจากผู้ส่งมอบรายเดียวกัน
  • 3 : ชิ้นส่วนรายการเดียวกันแต่ถูกนำไปใช้กับวัสดุหลัก(Parent Items)มากกว่า 1 รายการ
  • 4 : ชิ้นส่วนที่ใช้ทั้งงานซ่อมบำรุงและงานผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 187 : 07 การวางแผนความต้องการกำลังการผลิต (Capacity Requirements Planning)
ข้อที่ 228 :
  • แผนการผลิตของสายงานประกอบ ในสัปดาห์ที่ 3 ของ เดือนมิถุนายน มี ความต้องการผลิต สินค้า A จำนวน 100 หน่วย และ สินค้า B จำนวน 200 หน่วย สินค้า A แต่ละหน่วยต้องใช้เวลาผลิต .5 ชั่วโมง สินค้า B แต่ละหน่วยต้องใช้เวลาผลิต 1.5 ชั่วโมง ความต้องการกำลังการผลิตในสัปดาห์ที่ 3ของสายงานประกอบเท่ากับเท่าไร
  • 1 : 300 ชั่วโมง
  • 2 : 300 หน่วย
  • 3 : 400 ชั่วโมง
  • 4 : 350 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 229 :
  • การเกิด Underloading หมายถึงกรณีใด
  • 1 : ผลิตภัณฑ์ที่ถูกกำหนดให้ทำการผลิตในตารางการผลิตมีจำนวนต่ำกว่าขีดความสามารถที่หน่วยผลิตจะรับได้
  • 2 : ผลิตภัณฑ์ที่ถูกกำหนดให้ทำการผลิตในตารางการผลิตมีมากกว่าขีดความสามารถที่หน่วยผลิตจะรับได้
  • 3 : กำลังการผลิตอยู่ภายใต้การควบคุม
  • 4 : กำลังการผลิตอยู่เหนือการควบคุม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 230 :
  • การเกิด Overloading หมายถึงกรณีใด
  • 1 : ผลิตภัณฑ์ที่ถูกกำหนดให้ทำการผลิตในตารางการผลิตมีจำนวนต่ำกว่าขีดความสามารถที่หน่วยผลิตจะรับได้
  • 2 : ผลิตภัณฑ์ที่ถูกกำหนดให้ทำการผลิตในตารางการผลิตมีมากกว่าขีดความสามารถที่หน่วยผลิตจะรับได้
  • 3 : กำลังการผลิตอยู่ภายใต้การควบคุม
  • 4 : กำลังการผลิตอยู่เหนือการควบคุม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 231 :
  • ข้อใดไม่ใช่จุดประสงค์ของการวางแผนกำลังการผลิต
  • 1 : เพื่อตอบสนองวันกำหนดส่งมอบงาน
  • 2 : เพื่อชะลอช่วงเวลาในการผลิต
  • 3 : เพื่อขจัดสภาพเกินกำลังและสภาพต่ำกว่ากำลังของหน่วยผลิต
  • 4 : เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องจักรจะไม่เสียหาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 232 :
  • กำลังการผลิตในการวางแผนการผลิตหมายถึง
  • 1 : อัตราการผลิตต่อชั่วโมง
  • 2 : จำนวนชั่วโมงการทำงานต่อวัน
  • 3 : จำนวนคนที่ทำงานต่อวัน
  • 4 : ขีดความสามารถของคนหรือเครื่องจักรที่สามารถจะนำมาใช้ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 233 :
  • ข้อมูลรายการใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการวางแผนกำลังการผลิต
  • 1 : ใบแสดงขั้นตอนการผลิต
  • 2 : ใบสั่งงาน
  • 3 : ปริมาณสินค้าคงคลังต้นงวด
  • 4 : ข้อมูลหน่วยผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 234 :
  • บริษัทแห่งหนึ่งได้ทำวางแผนการผลิตสินค้าชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสินค้าคงคลังต้นงวด สัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 150 หน่วย ค่าพยากรณ์ความต้องการในสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 75 หน่วย บริษัทได้กำหนดตารางการผลิตไว้ในสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 300 หน่วย สินค้าแต่ละหน่วยต้องใช้เวลาผลิต 0.5 ชั่วโมง ภายใต้แผนการผลิตดังกล่าวนี้ต้องการกำลังการผลิตในสัปดาห์ที่ 1 เท่าไร
  • 1 : 150 ชั่วโมง
  • 2 : 200 ชั่วโมง
  • 3 : 300 ชั่วโมง
  • 4 : 450 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 235 :
  • ข้อใดเกี่ยวกับการวางแผนกำลังการผลิตต่อไปนี้ กล่าวไม่ถูกต้อง
  • 1 : การวางแผนกำลังการผลิตไม่จำกัดแบบเดินหน้าคือการกำหนดให้งานแต่ละงานเริ่มต้นเร็วสุด
  • 2 : การวางแผนกำลังการผลิตไม่จำกัดแบบย้อนกลับหมายถึงทุกๆงานจะถูกพิจารณาแบบย้อนกลับโดยสมมติว่าแต่ละงานจะสามารถทำเสร็จในวันกำหนดส่ง
  • 3 : ช่วงเวลานำ คือระยะเวลาตั้งแต่ออกใบสั่งจนกระทั่งได้รับของตามที่สั่ง
  • 4 : การวางแผนกำลังการผลิตแบบจำกัด คือการวางแผนย้อนกลับตามวันกำหนดส่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 236 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่เป็นองค์ประกอบของช่วงเวลานำ (Lead Time)การผลิต
  • 1 : เวลาผลิต
  • 2 : เวลาเตรียมการผลิต
  • 3 : เวลารอคอยการผลิต
  • 4 : เวลาวางแผนการผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 237 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่องค์ประกอบของเวลาในขั้นตอนการผลิต (Operations Time)
  • 1 : เวลารอคอยการผลิต
  • 2 : เวลาขนย้าย
  • 3 : เวลารอคอยการขนย้าย
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 238 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นคำกล่าวที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการวางแผนกำลังการผลิต
  • 1 : การวางแผนกำลังการผลิตแบบจำกัดมักจะดำเนินการก่อนการวางแผนกำลังการผลิตแบบไม่จำกัด
  • 2 : การวางแผนความต้องการกำลังการผลิต (Capacity Requirement Planning) ต้องดำเนินการภายหลังการจัดรายละเอียดตารางการผลิต (Detail Production Scheduling) เสร็จเรียบร้อยแล้ว
  • 3 : ภายใต้ระบบ MRP เมื่อดำเนินการวางแผนความต้องการวัสดุแล้วขั้นตอนต่อไป คือการวางแผนกำลังการผลิตขั้นต้น (Rough-cut Capacity Planning)
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 239 :
  • บริษัทแห่งหนึ่งได้ทำวางแผนการผลิตสินค้าชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสินค้าคงคลังต้นงวด สัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 200 หน่วย ค่าพยากรณ์ความต้องการในสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 75 หน่วย บริษัทได้กำหนดตารางการผลิตไว้ในสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 400 หน่วย สินค้าแต่ ละหน่วยต้องใช้เวลาผลิต 0.4 ชั่วโมง ภายใต้แผนการผลิตดังกล่าวนี้ต้องการกำลังการ ผลิตในสัปดาห์ที่ 1 เท่าไร
  • 1 : 160 ชั่วโมง
  • 2 : 200 ชั่วโมง
  • 3 : 210 ชั่วโมง
  • 4 : 525 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 240 :
  • การวางแผนกำลังการผลิตจะทำให้เราสามารถ
  • 1 : วางแผนการทำล่วงเวลา
  • 2 : วางแผนจ้างผู้รับเหมาช่วง
  • 3 : มอบหมายใบสั่งงานให้กับหน่วยผลิตได้อย่างถูกต้อง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 241 :
  • การวางแผนกำลังการผลิตแบบใดจะเน้นที่เครื่องจักรหลักของโรงงานและคำนวณต่อจาก MPS (Master Production Scheduling)
  • 1 : Rough-cut Capacity Planning
  • 2 : Capacity Requirements Planning
  • 3 : Aggregate Capacity Planning
  • 4 : Capacity Control
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 242 :
  • แหล่งกำลังการผลิตของโรงงานสามารถมาจากที่ใดต่อไปนี้
  • 1 : การผลิตสินค้าคงคลังล่วงหน้า
  • 2 : การทำล่วงเวลา
  • 3 : กำลังการผลิตปกติ
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 243 :
  • ข้อมูลใดต่อไปนี้เป็นข้อมูลของหน่วยผลิตที่เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนกำลังการผลิต
  • 1 : เวลารอคอยการผลิต (Queue Time)
  • 2 : เวลาเคลื่อนย้าย (Move Time)
  • 3 : กำลังการผลิต
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 244 :
  • โรงงานแห่งหนึ่งหัวหน้างานได้รับใบสั่งงาน 6 งาน โดยแต่ละงานจะต้องผ่านหน่วยงาน 3 หน่วย เรียงตามลำดับที่เหมือนกันดังนี้ จงคำนวณภาระงานทั้งหมดของหน่วยผลิตที่ 2 

    ใบสั่งงาน

    เวลาที่ใช้ในแต่ละหน่วยผลิต (ชั่วโมง)

    หน่วยผลิตที่ 1

    หน่วยผลิตที่ 2

    หน่วยผลิตที่ 3

    1

    4

    3

    5

    2

    4

    8

    2

    3

    2

    3

    5

    4

    3

    4

    8

  • 1 : 13 ชั่วโมง
  • 2 : 18 ชั่วโมง
  • 3 : 20 ชั่วโมง
  • 4 : 51 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 245 :
  • บริษัทแห่งหนึ่งได้ทำการวางแผนการผลิตสินค้าชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสินค้าคงคลังต้นงวดสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 150 หน่วย ค่าพยากรณ์ความต้องการในสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 75 หน่วย บริษัทได้กำหนดตารางการผลิตไว้ในสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 400 หน่วย สินค้าแต่ละหน่วยต้องใช้เวลาผลิต 0.3 ชั่วโมง บริษัทมีกำลังการผลิตปกติสัปดาห์ละ 100 ชั่วโมง และกำลังการผลิตสูงสุดเท่ากับ 130 ชั่วโมง โดยทำการผลิตในช่วงล่วงเวลาอีก 30 ชั่วโมง ภายใต้แผนการผลิตดังกล่าวนี้ บริษัทต้องทำล่วงเวลาในสัปดาห์ที่ 1 อีกเท่าไร 
  • 1 : 15 ชั่วโมง
  • 2 : 20 ชั่วโมง
  • 3 : 30 ชั่วโมง
  • 4 : 45 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 246 :
  • ในการวางแผนการผลิตสินค้าชนิดหนึ่ง มีสินค้าคงคลังต้นงวดสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 150 หน่วย ความต้องการ จากการพยากรณ์ในสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 75 หน่วยบริษัทต้องการให้มีสินค้าคงคลังปลายงวดสัปดาห์ที่ 1 = 325 หน่วย ถ้าสินค้าแต่ละหน่วยต้องใช้ เวลาผลิต 0.5 ชั่วโมง บริษัทจะต้องจัดกำลังการผลิตไว้ เท่าไร เพื่อให้เพียงพอกับการกำหนดตารางการผลิตหลักใน สัปดาห์ที่ 1 ที่จะจัดขึ้น
  • 1 : 125 ชั่วโมง
  • 2 : 250 ชั่วโมง
  • 3 : 300 ชั่วโมง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 247 :
  • บริษัทแห่งหนึ่งได้ทำการวางแผนการผลิตสินค้าชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสินค้าคงคลังต้นงวดสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 200 หน่วย ค่าพยากรณ์ความต้องการในสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 500 หน่วย บริษัทต้องการให้มีสินค้าคงคลังปลายงวดสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 200 หน่วย  ถ้าสินค้าแต่ละหน่วยต้องใช้เวลาผลิต 0.2 ชั่วโมง บริษัทมีกำลังการผลิตปกติสัปดาห์ละ 80 ชั่วโมง และกำลังการผลิตสูงสุดเท่ากับ 110 ชั่วโมง โดยทำการผลิตในช่วงล่วงเวลาอีก 30 ชั่วโมง ภายใต้แผนการผลิตดังกล่าวนี้ บริษัทต้องทำล่วงเวลาในสัปดาห์ที่ 1 อีกเท่าไร
  • 1 : 15 ชั่วโมง
  • 2 : 20 ชั่วโมง
  • 3 : 30 ชั่วโมง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 248 :
  • ในการวางแผนการผลิตสินค้าชนิดหนึ่ง มีสินค้าคงคลังต้นงวดสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 150 หน่วย ความต้องการ จากการพยากรณ์ในสัปดาห์ที่ 1 เท่ากับ 750 หน่วย บริษัทต้องการให้มีสินค้าคงคลังปลายงวดสัปดาห์ที่ 1 = 200 หน่วย ถ้าสินค้าแต่ละหน่วยต้องใช้ เวลาผลิต 0.5 ชั่วโมง บริษัทจะต้องจัดกำลังการผลิตไว้เท่าไร เพื่อให้เพียงพอกับการกำหนดตารางการผลิตหลักใน สัปดาห์ที่ 1 ที่จะจัดขึ้น
  • 1 : 100 ชั่วโมง
  • 2 : 350 ชั่วโมง
  • 3 : 400 ชั่วโมง
  • 4 : 750 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 249 :
  • หน่วยผลิตหน่วยหนึ่งรับใบสั่งงานเข้ามา 1 ใบมีจำนวนชิ้นงาน 200 ชิ้น เวลาที่ใช้ในการเตรียมการผลิต (Setup Time) = 1.3 ชั่วโมง และเวลามาตรฐานการผลิตต่อชิ้น = 0.3 ชั่วโมง มีภาระงานที่เกิดขึ้นกับหน่วยผลิตหน่วยนี้กี่ชั่วโมง
  • 1 : 60 ชั่วโมง
  • 2 : 61.3 ชั่วโมง
  • 3 : 260 ชั่วโมง
  • 4 : 350 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 250 :
  • หน่วยผลิตแห่งหนึ่ง มีเครื่องจักรอยู่ 3 เครื่อง ทำงานวันละ 2 กะ ๆละ 8 ชั่วโมง ทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ กำลังการผลิตต่อสัปดาห์เท่ากับเท่าไร
  • 1 : 80 ชั่วโมง
  • 2 : 200 ชั่วโมง
  • 3 : 240 ชั่วโมง
  • 4 : 300 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 251 :
  • ในการสั่งซื้อพัสดุคงคลัง หากปริมาณการสั่งซื้อมากกว่าขนาดรุ่นการสั่งที่ประหยัด (EOQ) 20 เปอร์เซ็นต์ จะส่งผลให้ต้นทุนรวมการควบคุมพัสดุคงคลัง (TCo) เพิ่มขึ้นจากต้นทุนรวมที่ประหยัด (TC0) กี่เปอร์เซ็นต์
  • 1 : 2.5 %
  • 2 : 10 %
  • 3 : 20 %
  • 4 : 40 %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 252 :
  • การควบคุมพัสดุคงคลัง ระบบจุดสั่งคงที่หรือระบบปริมาณการสั่งคงที่ มีค่าต่างๆที่เกี่ยวข้องดังนี้ อัตราความต้องการโดยเฉลี่ยต่อวัน = 40 หน่วย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของความต้องการ = 5 หน่วยต่อวัน ช่วงเวลานำ 5 วัน (คงที่) จงคำนวณสต๊อกปลอดภัย ภายใต้ระดับบริการ 95 %
  • 1 : 18.39 หน่วย
  • 2 : 8.225 หน่วย
  • 3 : 25 หน่วย
  • 4 : 41.125 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 253 :
  • อัตราความต้องการโดยเฉลี่ยของวัสดุรายการหนึ่งเท่ากับ 100 หน่วยต่อวัน และช่วงเวลานำในการสั่งเท่ากับ 5 วัน บริษัทได้กำหนดให้มี safety stock เท่ากับ 50 หน่วย ภายใต้การควบคุมพัสดุคงคลังระบบจุดสั่งใหม่คงที่ (Fixed Re-order Point) หรือ ระบบปริมาณการสั่งคงที่ (Fixed Order Quantity) บริษัทควรกำหนดจุดสั่งใหม่ไว้ที่ระดับใด
  • 1 : 550 หน่วย
  • 2 : 500 หน่วย
  • 3 : 100 หน่วย
  • 4 : 150 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 188 : 08 การจัดลำดับงานและตารางการผลิต (Sequencing and Scheduling)
ข้อที่ 254 :
  • กระบวนการผลิตหนึ่งประกอบด้วย 2 ขั้นตอน งานทุกงานต้องผ่านขั้นตอนที่ 1 ก่อนแล้วจึงจะไปทำต่อที่ขั้นตอนที่ 2 ถ้าปัจจุบันมีงานมารอเข้าทำ 5 งาน โดยแต่ละงานต้องใช้เวลาทำในขั้นตอนที่ 1 ดังนี้ 5,3,1,3 และ 5 ตามลำดับ และ ใช้เวลาทำในขั้นตอนที่ 2 ดังนี้ 4,2,2,4,และ 6 ลำดับการจัดงานเข้าทำควรเป็นดังข้อใดจึงจะทำให้ช่วงการทำงานทั้งหมด สั้นที่สุด
  • 1 : <1,2,3,4,5>
  • 2 : <2,3,4,5,1>
  • 3 : <4,5,1,2,3>
  • 4 : <3,4,5,1,2>
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 255 :
  • เจ้าหน้าที่ฝ่ายควบคุมการผลิตผู้หนึ่ง กำลังอยู่ในระหว่างการจัดลำดับการทำงานสำหรับงาน3งาน งานทั้งหมดต้องผ่านเครื่องจักร3เครื่องคือ A,B,C โดยแต่ละงานมีลำดับขั้นตอนไม่เหมือนกัน ถ้าขั้นตอนการผลิตของงาน1เป็นดังนี้ A(2),C(3),B(1) ตัวเลขในวงเล็บคือเวลา และสำหรับงาน2คือ B(1),C(2),A(1) และสำหรับงาน3 คือA(1),B(1),C(4) ถ้าใช้หลักเกณฑ์เวลาของขั้นตอนสั้นที่สุดเข้าทำก่อน ลำดับการทำงานบนเครื่องที่ B คือข้อใด
  • 1 : 3,1,2
  • 2 : 2,3,1
  • 3 : 1,2,3
  • 4 : 2,1,3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 256 :
  • ในการจัดตารางการผลิตให้กับงาน N งาน บนหน่วยผลิตหน่วยเดียว เกณฑ์การจัดลำดับงานใดจะให้ผลลัพธ์ “เวลาไหลอยู่ในระบบน้อยที่สุด”
  • 1 : กำหนดส่งเร็วที่สุดทำก่อน
  • 2 : เวลางานน้อยที่สุดทำก่อน
  • 3 : เวลางานมากที่สุดทำก่อน
  • 4 : เวลาเหลือมากที่สุดทำก่อน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 257 :
  • ในการจัดตารางการผลิตให้กับงาน N งาน บนหน่วยผลิตหน่วยเดียว เกณฑ์การ จัดลำดับงานใดจะให้ผลลัพธ์ “เวลาเบี่ยงเบนจากวันกำหนดส่งสูงสุดต่ำสุด (Minimize Max Lateness)”
  • 1 : กำหนดส่งเร็วที่สุดทำก่อน
  • 2 : เวลางานน้อยที่สุดทำก่อน
  • 3 : เวลางานมากที่สุดทำก่อน
  • 4 : เวลาเหลือมากที่สุดทำก่อน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 258 :
  • ในการจัดลำดับงานบนหน่วยผลิตหนึ่งหน่วยเพื่อให้มีจำนวนงานส่งไม่ทันกำหนดน้อยที่สุด ใช้วิธีการจัดลำดับแบบใด
  • 1 : Johnson
  • 2 : Smith
  • 3 : Hodgson
  • 4 : Campbel
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 259 :
  • ในการจัดตารางการผลิตบนหน่วยผลิต M หน่วย แบบขนาดเพื่อลดค่าสูงสุดของเวลาส่งงานไม่ทันกำหนดสูงสุด ควรใช้เกณฑ์การจัดลำดับงานใด
  • 1 : กำหนดส่งเร็วที่สุดทำก่อน
  • 2 : เวลางานน้อยที่สุดทำก่อน
  • 3 : เวลางานมากที่สุดทำก่อน
  • 4 : Johnson
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 260 :
  • เครื่องมือใดต่อไปนี้ที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการติดตามความก้าวหน้าของงาน
  • 1 : แผนภูมิแกนต์แสดงภาระงาน (Gantt Load Chart)
  • 2 : แผนภูมิแกนต์แสดงตารางการทำงาน (Gantt Scheduling Chart)
  • 3 : วิธีการมอบหมายงาน (The Assignment Method)
  • 4 : ตารางการผลิตหลัก(Master Production Schedule)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 261 :
  • Johnson’s Rule เป็นวิธีการหา ลำดับงานในสถานการณ์ใด และวัตุประสงค์ใด
  • 1 : จัดลำดับงานบนหน่วยผลิต M หน่วยแบบขนานเพื่อให้ช่วงกว้างการทำงานทั้งหมดสั้นที่สุด (Minimize Makespan)
  • 2 : จัดลำดับงานบนหน่วยผลิต 2 หน่วยแบบอนุกรมเพื่อให้ช่วงกว้างการทำงานทั้งหมดสั้นที่สุด (Minimize Makespan)
  • 3 : จัดลำดับงานบนหน่วยผลิต M หน่วยแบบอนุกรมเพื่อให้งานส่งไม่ทันกำหนดมีน้อยที่สุด
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 262 :
  • ข้อใดต่อไปนี้คือข้อมูลที่ป้อนเข้าสู่การจัดตารางการผลิต
  • 1 : เกณฑ์การจัดลำดับงาน
  • 2 : ใบสั่งผลิต
  • 3 : ข้อมูลขั้นตอนการปฏิบัติงาน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 263 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง
  • 1 : แผนภูมิแกนต์มีประโยชน์ทั้งในการจัดทำภาระงานและตารางการทำงานบนเครื่องจักร
  • 2 : การวางแผนและควบคุมการผลิตที่ดีจำเป็นจะต้องสามารถให้ข้อมูลป้อนกลับเกี่ยวกับกิจกรรมการผลิตและโรงงาน
  • 3 : การจัดลำดับงานบนหน่วยผลิต M หน่วยแบบอนุกรม หรือ Flow Shop งานแต่ละงานจะต้องมีลำดับการผ่านเครื่องจักรเหมือนกัน
  • 4 : การลดการใช้พื้นที่ในโรงงานคือเหตุผลหนึ่งในการจัดลำดับงาน แบบกำหนดส่งเร็วที่สุดทำก่อน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 264 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
  • 1 : ในการจัดตารางการผลิตแบบเดินหน้างานทุกงานจะถูกจัดให้เริ่มงานช้าที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้แต่ในช่วงเวลาที่กำหนดให้
  • 2 : การจัดลำดับงานโดยใช้เกณฑ์ Slack น้อยที่สุดทำก่อน อยู่บนพื้นฐานของ ความต้องการตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้า
  • 3 : การวางแผนและควบคุมการผลิตที่ดีไม่จำเป็นต้องมีการป้อนกลับข้อมูล กิจกรรมการผลิตจากโรงงาน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 265 :
  • เกณฑ์วัตถุประสงค์ใดต่อไปนี้ไม่ใช่เกณฑ์ในการจัดตารางการผลิต
  • 1 : Maximize Flow Time (เวลาไหลในระบบสูงสุด)
  • 2 : Maximize Utilization (ประสิทธิภาพการใช้เครื่องจักรสูงสุด)
  • 3 : Minimize Work-in-Process Inventory (งานระหว่างผลิตต่ำสุด)
  • 4 : Minimize Maximum Tardiness (เวลาส่งไม่ทันกำหนดสูงสุดต่ำสุด )
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 266 :
  • ใบสั่งงานที่ถูกนำไปทำการผลิตตามลำดับที่งานนั้นเข้ามาในบริษัท เรียกเกณฑ์การจัดลำดับนั้นว่า
  • 1 : มาก่อน-ทำก่อน
  • 2 : ถึงกำหนดส่งก่อนทำก่อน
  • 3 : เวลาเหลือน้อยกว่าทำก่อน (Slack Time Remaining)
  • 4 : มาหลัง-ทำก่อน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 267 :
  • เกณฑ์จัดลำดับงานใดที่มีแนวโน้มจะทำให้เวลางานไหลในระบบน้อยที่สุด (Minimize Job Flow Time)
  • 1 : FCFS (First Come First Served)
  • 2 : SPT (Shortage Processing Time)
  • 3 : EDD (Earliest Due Date)
  • 4 : LPT (Longest Processing Time)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 268 :
  • เมื่องาน N งาน ต้องผ่านเครื่องจักร 2 เครื่อง ในลำดับที่เหมือนๆกัน เราจะใช้เกณฑ์ใดในการจัดลำดับงานเพื่อให้ช่วงกว้างการทำงานทั้งหมดน้อยที่สุด (Minimize Makespan)
  • 1 : Johnson’s Rule
  • 2 : SPT (Shortage Processing Time)
  • 3 : EDD (Earliest Due Date)
  • 4 : LPT (Longest Processing Time)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 269 :
  • ใช้เกณฑ์ในการจัดลำดับงาน เวลาผลิตสั้นที่สุดทำก่อน (Shortage Processing Time) ผลลัพธ์ทั่วๆไปที่ได้คือ
  • 1 : Minimize Mean Lateness
  • 2 : Minimize Mean Flow Time
  • 3 : Maximize Machine Utilization
  • 4 : Minimize Mean Tardiness
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 270 :
  • ในการจัดตารางการผลิตให้กับใบสั่งงานที่มีขนาดรุ่นการสั่ง 1,000 หน่วย ซึ่งต้องผ่านหน่วยผลิต 3 หน่วยตามลำดับ ดังรูป งานจะเสร็จทั้งหมดในเวลาเท่าไร (การเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์จากหน่วยผลิตหนึ่งไปยังอีกหน่วยผลิตหนึ่งจะต้องคอยให้เสร็จสิ้นทั้งหมดถึงทำการย้ายในครั้งเดียว)

                                       Operation 1      ----->   Operation 2   ------> Operation 3

    Processing Time: 1 Minute/Unit             0.1 Minute/Unit          1 Minute/Unit

     

  • 1 : 210 นาที
  • 2 : 2,100 นาที
  • 3 : 3,000 นาที
  • 4 : 2.1 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 271 :
  • มีงาน 5 งาน (A-B-C-D-E) กำลังรอการผลิต อยู่ หน้าเครื่องจักรเครื่องหนึ่งซึ่งมีข้อมูลเวลาผลิตและวันกำหนดส่งดังแสดงในตาราง โดยการใช้เกณฑ์ “เวลาน้อยที่สุดทำก่อน” จะสามารถจัดลำดับงานเพื่อส่งเข้าสู่การผลิตได้ดังนี้  

    งาน

    เวลาผลิต

    กำหนดส่ง

    A

    4

    7

    B

    7

    4

    C

    8

    11

    D

    3

    5

    E

    5

    8

  • 1 : A-B-C-D-E
  • 2 : C-E-A-D-B
  • 3 : B-D-A-E-C
  • 4 : D-A-E-B-C
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 272 :
  • มีงาน 5 งาน (A-B-C-D-E) กำลังรอการผลิต อยู่ หน้าเครื่องจักรเครื่องหนึ่งซึ่งมีข้อมูลเวลาผลิตและวันกำหนดส่งดังแสดงในตาราง โดยการใช้เกณฑ์ “เวลาน้อยที่สุดทำก่อน” จะสามารถจัดลำดับงานเพื่อส่งเข้าสู่การผลิตได้ดังนี้ 

    งาน

    เวลาผลิต

    กำหนดส่ง

    A

    4

    7

    B

    2

    4

    C

    8

    11

    D

    3

    5

    E

    5

    8

  • 1 : A-B-C-D-E
  • 2 : C-E-A-D-B
  • 3 : B-D-A-E-C
  • 4 : D-A-E-B-C
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 273 :
  • จากตารางผลลัพธ์การจัดลำดับงาน 5 งาน เรียงตามลำดับ A-B-C-D-E บนหน่วยผลิตหน่วยเดียว ดังต่อไปนี้ เวลาเฉลี่ยงานไหลในระบบ (Mean Flow Time) เท่าไร

     

    งาน

    เวลาผลิต (วัน)

    กำหนดเสร็จ (วัน)

    กำหนดส่ง (วัน)

    A

    4

    4

    7

    B

    2

    6

    4

    C

    8

    14

    11

    D

    3

    17

    5

    E

    5

    25

    8

  • 1 : 66 วัน
  • 2 : 13.2 วัน
  • 3 : 25 วัน
  • 4 : 35 วัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 274 :
  • จากตารางผลลัพธ์การจัดลำดับงาน 5 งาน เรียงตามลำดับ A-B-C-D-E บนหน่วยผลิตหน่วยเดียว ดังต่อไปนี้ จำนวนงานส่งไม่ทันกำหนดมีกี่งาน  

    งาน

    เวลาผลิต (วัน)

    กำหนดเสร็จ (วัน)

    กำหนดส่ง (วัน)

    A

    4

    4

    7

    B

    2

    6

    4

    C

    8

    14

    11

    D

    3

    17

    5

    E

    5

    25

    8

  • 1 : 2 งาน
  • 2 : 3 งาน
  • 3 : 4 งาน
  • 4 : 5 งาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 275 :
  • จากตารางผลลัพธ์การจัดลำดับงาน 5 งาน เรียงตามลำดับ A-B-C-D-E บนหน่วยผลิตหน่วยเดียว ดังต่อไปนี้ เวลาส่งงานไม่ทันกำหนดสูงสุดคืองานใด  

    งาน

    เวลาผลิต (วัน)

    กำหนดเสร็จ (วัน)

    กำหนดส่ง (วัน)

    A

    4

    4

    7

    B

    2

    6

    4

    C

    8

    14

    11

    D

    3

    17

    5

    E

    5

    25

    8

  • 1 : B
  • 2 : C
  • 3 : D
  • 4 : E
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 276 :
  • มีงาน 5 งาน(A-B-C-D-E) กำลังรอการผลิต อยู่ หน้าเครื่องจักรเครื่องหนึ่งซึ่งมีข้อมูลเวลาผลิตและวันกำหนดส่งดังแสดงในตาราง โดยการใช้เกณฑ์ “อัตราวิกฤติน้อยที่สุด (Smallest Critical Ratio) ของวันกำหนดส่งส่วนเวลาผลิต จะสามารถจัดลำดับงานเพื่อส่งเข้าสู่ การผลิตได้ดังข้อใด  

    งาน

    เวลาผลิต

    กำหนดส่ง

    A

    4

    7

    B

    2

    4

    C

    8

    11

    D

    3

    5

    E

    5

    8

  • 1 : A-B-C-D-E
  • 2 : C-D-A-B-E
  • 3 : B-D-A-E-C
  • 4 : D-A-E-B-C
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 277 :
  • จากตารางผลลัพธ์การจัดลำดับงาน 5 งาน เรียงตามลำดับ A-B-C-D-E บนหน่วยผลิตหน่วยเดียว ดังต่อไปนี้ จงหาเวลาเฉลี่ยงานไหลในระบบ (Mean Flow Time) เท่ากับเท่าไร 

    งาน

    เวลาผลิต (วัน)

    กำหนดเสร็จ (วัน)

    กำหนดส่ง (วัน)

    A

    4

    4

    7

    B

    2

    6

    4

    C

    8

    14

    11

    D

    4

    18

    6

    E

    6

    24

    9

     
  • 1 : 5 วัน
  • 2 : 4.4 วัน
  • 3 : 7 วัน
  • 4 : 13.2 วัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 278 :
  • จากตารางผลลัพธ์การจัดลำดับงาน 5 งาน เรียงตามลำดับ A-B-C-D-E บนหน่วยผลิตหน่วยเดียว ดังต่อไปนี้ จงหาเวลาเฉลี่ยส่งงานไม่ทันกำหนดคือเท่าไร 

    งาน

    เวลาผลิต (วัน)

    กำหนดเสร็จ (วัน)

    กำหนดส่ง (วัน)

    A

    4

    4

    7

    B

    2

    6

    4

    C

    8

    14

    11

    D

    3

    17

    5

    E

    5

    25

    8

     
  • 1 : 6.8 วัน
  • 2 : 2 วัน
  • 3 : 8 วัน
  • 4 : 9 วัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 279 :
  • มีงาน 5 งาน (V-W-X-Y-Z) กำลังรอการผลิต อยู่ หน้าเครื่องจักรเครื่องหนึ่งซึ่ง มีข้อมูลเวลาผลิตและวันกำหนดส่งดังแสดงในตาราง โดยการใช้เกณฑ์ “เวลาน้อยที่สุดทำก่อน” จงคำนวณเวลาเฉลี่ยงานไหลในระบบ (Mean Flow Time)  

    งาน

    เวลาผลิต(วัน)

    กำหนดส่ง(วัน)

    V

    20

    50

    W

    10

    35

    X

    50

    90

    Y

    15

    35

    Z

    55

    75

  • 1 : 75 วัน
  • 2 : 65 วัน
  • 3 : 70วัน
  • 4 : 114 วัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 280 :
  • มีงาน 5 งาน (V-W-X-Y-Z) กำลังรอการผลิตอยู่หน้าเครื่องจักรเครื่องหนึ่ง ซึ่งมีข้อมูลเวลาผลิตและวันกำหนดส่งดังแสดงในตาราง โดยการใช้เกณฑ์ “กำหนดส่งเร็วสุดทำก่อน” จงคำนวณเวลาเฉลี่ยงานไหลในระบบ (Mean Flow Time) 

    งาน

    เวลาผลิต(วัน)

    กำหนดส่ง(วัน)

    V

    20

    50

    W

    10

    35

    X

    50

    90

    Y

    15

    35

    Z

    55

    75

     
  • 1 : 75 วัน
  • 2 : 65 วัน
  • 3 : 70 วัน
  • 4 : 66 วัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 281 :
  • มีงาน 5 งาน (V-W-X-Y-Z) กำลังรอการผลิต อยู่ หน้าเครื่องจักรเครื่องหนึ่งซึ่งมีข้อมูลเวลาผลิตและวันกำหนดส่งดังแสดงในตาราง โดยการใช้เกณฑ์ “กำหนดส่งเร็วสุดทำก่อน” จงคำนวณเวลาเฉลี่ยส่งงานไม่ทันกำหนด (Mean Tardiness)  

    งาน

    เวลาผลิต(วัน)

    กำหนดส่ง(วัน)

    V

    20

    50

    W

    10

    35

    X

    50

    90

    Y

    15

    35

    Z

    55

    75

  • 1 : 27 วัน
  • 2 : 16 วัน
  • 3 : 17 วัน
  • 4 : 61 วัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 282 :
  • ผู้จัดการบริษัทเคาะ และ พ่นสีรถยนต์ มีรถอยู่ 5 คัน ที่รอจัดตารางการซ่อมอยู่ในโรงงาน รถแต่ละคันจะต้องดำเนินการ 2 ขั้นตอน คือ เคาะ ก่อนที่จะ พ่นสี เวลาโดยประมาณในการทำการเคาะและพ่นสีรถแต่ละคันแสดงในตารางผู้จัดการต้องการจัดตารางการผลิตให้ช่วงกว้างการทำงานทั้งหมด (Makespan) น้อยที่สุด ถ้าใช้ Johnson’s rule ลำดับงานที่ได้คือ  

    รถคันที่

    เคาะตัวถัง (ชั่วโมง)

    พ่นสี (ชั่วโมง)

    A

    8

    7

    B

    9

    4

    C

    7

    5

    D

    3

    4

    E

    2

    7

  • 1 : E-D-A-C-B
  • 2 : E-D-A-B-C
  • 3 : A-B-C-D-E
  • 4 : E-B-A-C-D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 283 :
  • จากข้อมูลในการจัดตารางการผลิต ของใบสั่งงาน 5 ใบ ของโรงงานแห่งหนึ่ง ที่กำหนดให้ ซึ่งมีรูปแบบการผลิตเป็นแบบ Flow Shop ผ่าน 2 ขั้นตอนการผลิตในลำดับที่เหมือนๆกัน จงหาลำดับงานที่จะทำให้ช่วงกว้างของเวลาในการทำงานทั้งหมด (Makespan) สั้นที่สุด  

    ใบสั่งงาน

    ขั้นตอน

    ขั้นตอนที่ 1

    ขั้นตอนที่ 2

    1

    3

    6

    2

    1

    4

    3

    5

    1

    4

    6

    4

    5

    2

    8

  • 1 : 2-5-1-4-3
  • 2 : 1-2-3-4-5
  • 3 : 3-2-4-1-5
  • 4 : 4-1-2-3-5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 284 :
  • ในการจัดตารางการผลิตให้กับงาน 6 งาน บนหน่วยผลิตหน่วยเดียวดังข้อมูลในตารางที่กำหนดให้ จงหาเวลาแล้วเสร็จของงาน B ถ้ากำหนดให้ใช้เกณฑ์การจัดลำดับงาน (แบบกำหนดส่งเร็วที่สุดทำก่อน (Earliest Due Date)) 

    งาน

    เวลาผลิต(วัน)

    กำหนดส่ง(วัน)

    A

    20

    25

    B

    15

    20

    C

    7

    16

    D

    25

    50

    E

    31

    33

    F

    43

    55

  • 1 : 7 วัน
  • 2 : 22 วัน
  • 3 : 42 วัน
  • 4 : 73 วัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 285 :
  • ในการจัดตารางการผลิตให้กับงาน 6 งาน บนหน่วยผลิตหน่วยเดียวดังข้อมูลในตารางที่กำหนดให้ จงหาเวลาแล้วเสร็จของงาน C ถ้ากำหนดให้ใช้เกณฑ์การจัดลำดับงาน แบบเวลาน้อยที่สุดทำก่อน (Shortest Processing Time-SPT) 

    งาน

    เวลาผลิต

    กำหนดส่ง

    A

    20

    25

    B

    15

    20

    C

    7

    16

    D

    25

    50

    E

    31

    33

    F

    43

    55

  • 1 : 7
  • 2 : 22
  • 3 : 42
  • 4 : 63
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 286 :
  • ในการจัดตารางการผลิตให้กับงาน 6 งาน บนหน่วยผลิตหน่วยเดียวดังข้อมูลในตารางที่กำหนดให้ จงหาเวลาแล้วเสร็จของงาน F ถ้ากำหนดให้ใช้เกณฑ์การจัดลำดับงาน แบบเวลายาวที่สุดทำก่อน(Longest Processing Time-LPT)

    งาน

    เวลาผลิต

    กำหนดส่ง

    A

    20

    25

    B

    15

    20

    C

    7

    16

    D

    25

    50

    E

    31

    33

    F

    43

    55

  • 1 : 43
  • 2 : 74
  • 3 : 99
  • 4 : 141
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 287 :
  •  

    ผู้จัดการบริษัทเคาะ และ พ่นสีรถยนต์ มีรถอยู่ 5 คัน ที่รอจัดตารางการซ่อมอยู่ในโรงงาน รถแต่ละคันจะต้องดำเนินการ 2 ขั้นตอน คือ เคาะ ก่อนที่จะ พ่นสี เวลาโดยประมาณในการทำการเคาะและพ่นสีรถแต่ละคันแสดงในตาราง ผู้จัดการต้องการจัดตารางการผลิตให้ช่วงกว้างการทำงานทั้งหมด (Makespan) น้อยที่สุด ถ้าใช้ Johnson’s Rule ในการจัดลำดับงาน งาน A จะแล้วเสร็จเมื่อไร
    (กำหนดให้เริ่มงานแรกที่เวลา 0)

    รถคันที่

    เคาะตัวถัง (ชั่วโมง)

    พ่นสี (ชั่วโมง)

    A

    10

    11

    B

    8

    17

    C

    14

    9

    D

    13

    7

    E

    10

    8

  • 1 : 18 ชั่วโมง
  • 2 : 25 ชั่วโมง
  • 3 : 36 ชั่วโมง
  • 4 : 45 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 288 :
  • ผู้จัดการบริษัทเคาะ และ พ่นสีรถยนต์ มีรถอยู่ 5 คัน ที่รอจัดตารางการซ่อมอยู่ในโรงงาน รถแต่ละคันจะต้องดำเนินการ 2 ขั้นตอน คือ เคาะ ก่อนที่จะ พ่นสี เวลาโดยประมาณในการทำการเคาะและพ่นสีรถแต่ละคันแสดงในตาราง ผู้จัดการต้องการจัดตารางการผลิตให้ช่วงกว้างการทำงานทั้งหมด (Makespan) น้อยที่สุด ถ้าใช้ Johnson’s Rule ในการจัดลำดับงาน งานทั้งหมดจะแล้วเสร็จเมื่อไร
    (กำหนดให้เริ่มงานแรกที่เวลา 0)

    รถคันที่

    เคาะตัวถัง (ชั่วโมง)

    พ่นสี (ชั่วโมง)

    A

    10

    11

    B

    8

    17

    C

    14

    9

    D

    13

    7

    E

    10

    8

  • 1 : 36 ชั่วโมง
  • 2 : 45 ชั่วโมง
  • 3 : 53 ชั่วโมง
  • 4 : 62 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 289 :
  • ผู้จัดการบริษัทเคาะ และ พ่นสีรถยนต์ มีรถอยู่ 5 คัน ที่รอจัดตารางการซ่อมอยู่ในโรงงาน รถแต่ละคันจะต้องดำเนินการ 2 ขั้นตอน คือ เคาะ ก่อนที่จะ พ่นสี เวลาโดยประมาณในการทำการเคาะและพ่นสีรถแต่ละคันแสดงในตาราง ผู้จัดการต้องการจัดตารางการผลิตให้ช่วงกว้างการทำงานทั้งหมด (Makespan) น้อยที่สุด ถ้าใช้ Johnson’s Rule ในการจัดลำดับงาน งาน D จะแล้วเสร็จเมื่อไร
    (กำหนดให้เริ่มงานแรกที่เวลา 0)

    รถคันที่

    เคาะตัวถัง (ชั่วโมง)

    พ่นสี (ชั่วโมง)

    A

    10

    11

    B

    8

    17

    C

    14

    9

    D

    13

    7

    E

    10

    8

  • 1 : 36 ชั่วโมง
  • 2 : 45 ชั่วโมง
  • 3 : 53 ชั่วโมง
  • 4 : 62 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 290 :
  • การจัดตารางการผลิตแบบย้อนกลับจะเริ่มต้นในการจัดตารางการผลิตให้กับแต่ละงานอย่างไร
  • 1 : เริ่มจัดตารางการผลิตจากวันที่ปัจจุบัน
  • 2 : เริ่มจัดตารางการผลิตให้กับงานตามวันที่ออกใบสั่ง
  • 3 : เริ่มจัดตารางการผลิตจากวันกำหนดส่งมอบของงาน
  • 4 : เริ่มจากวันที่วัตถุดิบมาส่งถึงโรงงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 291 :
  • ในการจัดตารางการผลิตให้กับหน่วยการผลิตหนึ่งหน่วย ดังมีรายละเอียดแสดงในตารางต่อไปนี้

    หากจัดตารางการผลิตโดยเกณฑ์ วันกำหนดส่งเริ่มต้นเร็วที่สุด (Earliest due date) งานที่เสร็จเป็นงานลำดับที่ 2 บนหน่วยผลิต คือ

  • 1 : A
  • 2 : B
  • 3 : C
  • 4 : D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 292 :
  • ในการจัดตารางการผลิตให้หน่วยการผลิตหนึ่งหน่วย ดังมีรายละเอียดแสดงในตารางต่อไปนี้

    หากจัดตารางการผลิตโดยเกณฑ์ เวลาผลิตน้อยที่สุดก่อน (STP) งานที่เสร็จเป็นลำดับที่ 2 บนหน่วยการผลิต คืองานใด

  • 1 : A
  • 2 : B
  • 3 : C
  • 4 : D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 293 :
  • จากข้อมูลใบสั่งงานแต่ละงานที่กำหนดให้ในตาราง ข้างล่างนี้
    หากจัดลำดับงานก่อนหลังโดยใช้เกณฑ์ วันกำหนดส่งเร็วที่สุดทำก่อน ผลการจัดลำดับงานที่ได้ คือ
    ใบ
    สั่งงาน
    กำหนด
    ส่ง
    เวลาผลิตปัจจุบัน เวลาผลิต
    รวมที่เหลืออยู่
    อัตราวิกฤติ
    A 130 1.5 3.0 0.83
    B 132 1.0 4.5 0.74
    C 136 2.0 4.0 1.38
    D 138 3.5 7.0 1.44
  • 1 : A-C-B-D                         
  • 2 : A-B-C-D
  • 3 : B-A-D-C
  • 4 : B-A-C-D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 294 :
  • จากข้อมูลใบสั่งงานแต่ละงานที่กำหนดให้ในตาราง ข้างล่างนี้
    หากจัดลำดับงานก่อนหลังโดยใช้เกณฑ์ อัตราวิกฤติ(Critical Ratio) ผลการจัดลำดับงานที่ได้ คือ
     
    ใบ
    สั่งงาน
    กำหนด
    ส่ง
    เวลาผลิตปัจจุบัน เวลาผลิต
    รวมที่เหลืออยู่
    อัตราวิกฤติ
    A 130 1.5 3.0 0.83
    B 132 1.0 4.5 0.74
    C 136 2.0 4.0 1.38
    D 138 3.5 7.0 1.44
     
     
  • 1 : A-C-B-D                         
  • 2 : A-B-C-D
  • 3 : B-A-D-C
  • 4 : B-A-C-D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 295 :
  • การจัดลำดับงานและการจัดรายละเอียดตารางการผลิต เป็นแผนการผลิตในระดับใด
  • 1 : รายวัน
  • 2 : รายเดือน                 
  • 3 : รายไตรมาส                          
  • 4 : รายปี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 189 : 09 การจัดสมดุลสายการผลิต (Production Line Balancing)
ข้อที่ 296 :
  • ในการจัดสมดุลสายงานประกอบ ความหมายของ รอบเวลาผลิต (Cycle time) คือ
  • 1 : เวลาผลิตน้อยสุดของสถานีงานในการผลิตผลิตภัณฑ์ 1 หน่วย
  • 2 : เวลาผลิตมากสุดของสถานีงานในการผลิตผลิตภัณฑ์ 1 หน่วย
  • 3 : เวลาผลิตเฉลี่ยของสถานีงานในการผลิตผลิตภัณฑ์ 1 หน่วย
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 297 :
  • ในการจัดสมดุลสายการผลิต ถ้าใน 1 วันทำงาน มีเวลาทำการผลิต 480 นาที ถ้าความต้องการผลิตภัณฑ์ต่อวันคือ 120 หน่วย รอบเวลาผลิต (Cycle Time) คือเท่าไร
  • 1 : 4 นาที
  • 2 : 5 นาที
  • 3 : 6 นาที
  • 4 : 8 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 298 :
  • สายการผลิตสำหรับผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งประกอบไปด้วยงานย่อย 4 งาน เวลาของงานย่อยแต่ละงานคือ 2.4 นาที , 1.4 นาที , 0.9 นาที และ 1.7 นาที รอบเวลาผลิตสั้นสุด(Minimum Cycle Time) คือ
  • 1 : 1.4 นาที
  • 2 : 0.9 นาที
  • 3 : 2.4 นาที
  • 4 : 6.4 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 299 :
  • ในการจัดสมดุลสายการผลิต รอบเวลาผลิต (Cycle Time) สามารถคำนวณได้โดย
  • 1 : ความต้องการต่อหน่วยเวลาหารด้วยเวลาผลิตต่อหน่วยเวลา
  • 2 : เวลาผลิตต่อวันหารด้วยผลรวมของเวลางานย่อยบวกความต้องการต่อวัน
  • 3 : เวลาผลิตต่อวันหารด้วยอัตราการผลิตที่ต้องการ
  • 4 : 1 หารด้วยผลรวมของเวลางานย่อย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 300 :
  • ในการจัดสมดุลสายงานประกอบ เกณฑ์ Heuristic ใด ต่อไปนี้ ถูกใช้ในการจัดสมดุลสายการผลิตโดยทั่วไป
  • 1 : งานใดมาก่อนทำก่อน
  • 2 : งานใดมีแหล่งวัตถุดิบอยู่ใกล้กว่าทำก่อน
  • 3 : งานใดมีเวลาใกล้เคียงเวลางานเฉลี่ยทำก่อน
  • 4 : งานที่มีน้ำหนักตำแหน่งสูงสุดทำก่อน (Ranked Positional Weight)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 301 :
  • ในการจัดสมดุลสายงานประกอบ โดยใช้เกณฑ์ Heuristic หมายถึงอะไร
  • 1 : ไม่มีทางอื่นที่จะใช้ในการจัดสมดุลได้
  • 2 : ไม่มีคอมพิวเตอร์ซอฟท์แวร์ใช้ในการจัดสมดุล
  • 3 : ปัญหามีเพียง 2-3 ทางเลือกในการประเมิน
  • 4 : ให้คำตอบในระดับพึงพอใจที่ยอมรับได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 302 :
  • ในการจัดสมดุลสายการผลิตของโคร่งข่ายผลิตภัณฑ์ดังรูป บริษัทได้เลือก เกณฑ์การ จัดงานเข้า สถานีงาน ดังนี้ “จำนวนงานที่ต่อเป็นลูกโซ่ ตามหลังมากที่สุดเข้าก่อน” ถ้างานที่ต้องเลือกเข้าสถานีงานคือ C D E และ F ภายใต้เกณฑ์ดังกล่าวงานที่ถูกเลือกคือ
  • 1 : C
  • 2 : D
  • 3 : E
  • 4 : F
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 303 :
  • ในการจัดสมดุลสายการผลิตของโคร่งข่ายผลิตภัณฑ์ดังรูป บริษัทได้เลือก เกณฑ์การ จัดงานเข้า สถานีงาน ดังนี้ “เกณฑ์ผลรวมของเวลางานที่ต่อเป็นลูกโซ่ตั้งแต่งานที่พิจารณาถึง งานสุดท้ายมากที่สุด ทำก่อน (Ranked Positional Wieight)” ถ้างานที่ต้องเลือกเข้าสถานีงานคือ C D E และ F ภายใต้เกณฑ์ดังกล่าวงานที่ถูกเลือกคือ
  • 1 : C
  • 2 : D
  • 3 : E
  • 4 : F
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 304 :
  • ในการจัดสมดุลสายงานประกอบ สมมติว่าคุณได้จัดงานเข้าสู่สามสถานีงานข้างล่างนี้ ทำให้ทั้งสามสถานีงานมีภาระเป็นนาที ดังแสดงในรูป จงระบุรอบเวลาผลิตของสายการผลิตนี้ ?
  • 1 : 6 นาที
  • 2 : 7 นาที
  • 3 : 3 นาที
  • 4 : 5.3 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 305 :
  • ในการจัดสมดุลสายการผลิต ถ้าใน 1 วันทำงาน มีเวลาทำการผลิต 480 นาที ถ้าความต้องการผลิตภัณฑ์ต่อวันคือ 60 หน่วย รอบเวลาผลิต (Cycle Time) คือเท่าไร
  • 1 : 4 นาที
  • 2 : 5 นาที
  • 3 : 6 นาที
  • 4 : 8 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 306 :
  • 14. จากแผนภาพโครงข่ายแสดงขั้นตอนและลำดับขั้นการประกอบผลิตภัณฑ์ ตามรูปข้างล่าง มีเวลามาตรฐานการทำงานในแต่ละขั้นตอนรวมกัน 16 ขั้นตอน เท่ากับ 600 นาที หากโรงงานทำงานวันละ 8 ชั่วโมง และชั่วโมงละ 60 ที ถ้าให้พนักงาน 1 ทำงานทั้งหมด จะได้รอบเวลาผลิต เท่าไร
  • 1 : 86 นาที
  • 2 : 90 นาที
  • 3 : 600 นาที
  • 4 : 60 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 307 :
  • จากแผนภาพโครงข่ายแสดงขั้นตอนและลำดับขั้นการประกอบผลิตภัณฑ์ ตามรูปข้างล่าง มีเวลามาตรฐานการทำงานในแต่ละขั้นตอนรวมกัน 16 ขั้นตอน เท่ากับ 600 นาที หากโรงงานทำงานวันละ 8 ชั่วโมง และชั่วโมงละ 60 ที ถ้าจัดงานหรือแบ่งให้พนักงาน 7 คน หรือ 7 สถานีงาน จะได้รอบเวลาผลิตตามทฤษฎี เท่าไร
  • 1 : 86 นาที
  • 2 : 600 นาที
  • 3 : 60 นาที
  • 4 : 63 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 308 :
  • จากแผนภาพโครงข่ายแสดงขั้นตอนและลำดับขั้นการประกอบผลิตภัณฑ์ ตามรูปข้างล่าง มีเวลามาตรฐานการทำงานในแต่ละขั้นตอนรวมกัน 16 ขั้นตอน เท่ากับ 600 นาที หากโรงงานทำงานวันละ 8 ชั่วโมง และชั่วโมงละ 60 ที ถ้าจัดงานหรือแบ่งให้พนักงาน 7 คน หรือ 7 สถานีงาน จะได้รอบเวลาผลิตที่เป็นไปได้ เท่าไร
  • 1 : 86 นาที
  • 2 : 600 นาที
  • 3 : 90 นาที
  • 4 : 63 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 309 :
  • จากแผนภาพโครงข่ายแสดงขั้นตอนและลำดับขั้นการประกอบผลิตภัณฑ์ ตามรูปข้างล่าง มีเวลามาตรฐานการทำงานในแต่ละขั้นตอนรวมกัน 16 ขั้นตอน เท่ากับ 600 นาที หากโรงงานทำงานวันละ 8 ชั่วโมง และชั่วโมงละ 60 ที ถ้าจัดงานเข้าสถานีงานโดยใช้เกณฑ์ กำหนดน้ำหนักตำแหน่งงานมากสุดก่อน (Ranked Positional Weight) งานย่อย 01 จะมีน้ำหนักตำแหน่ง เท่าไร
  • 1 : 255
  • 2 : 235
  • 3 : 237
  • 4 : 277
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 310 :
  • ในการจัดสมดุลสายงานประกอบที่มีแผนภาพดังรูป โดยกำหนดรอบเวลาผลิต เท่ากับ 5 นาที ถ้างานที่ต้องเลือกเข้าสถานีงานคือ B และ C ซึ่งขณะนั้นมีงาน A อยู่ก่อนแล้ว ถ้าใช้ เกณฑ์ เวลามากที่สุดก่อน งานถัดไปที่จะได้รับการเลือกเข้าสถานีงานคืองานใด
  • 1 : งาน A
  • 2 : งาน B
  • 3 : งาน C
  • 4 : ไม่สามารถเลือกได้เนื่องจากเกินรอบเวลาผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 311 :
  • ในการจัดสมดุลสายงานประกอบที่มีแผนภาพดังรูป โดยกำหนดรอบเวลาผลิต เท่ากับ 6 นาที ถ้างานที่ต้องเลือกเข้าสถานีงานคือ D , E และ F ซึ่งขณะนั้นมีงาน B อยู่ก่อนแล้ว ถ้าใช้ เกณฑ์ เวลามากที่สุดก่อน งานถัดไปที่จะได้รับการเลือกเข้าสถานีงานคืองานใด
  • 1 : งาน D
  • 2 : งาน E
  • 3 : งาน F
  • 4 : ไม่สามารถเลือกได้เนื่องจากเกินรอบเวลาผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 312 :
  • ในการจัดสมดุลสายงานประกอบที่มีแผนภาพดังรูป โดยกำหนดรอบเวลาผลิตเท่ากับ 5 นาที ถ้างานที่ต้องเลือกเข้าสถานีงานคือ D , E และ F ซึ่งขณะนั้นมีงาน B อยู่ก่อนแล้ว ถ้าใช้ เกณฑ์ เวลามากที่สุดก่อน งานถัดไปที่จะได้รับการเลือกเข้าสถานีงานคืองานใด
  • 1 : งาน D
  • 2 : งาน E
  • 3 : งาน F
  • 4 : ไม่สามารถเลือกได้เนื่องจากเกินรอบเวลาผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 313 :
  • ในการจัดจัดสมดุลสายงานประกอบ รถบรรทุก Model Z ซึ่งประกอบบนสายพานลำเลียง โดยมีความต้องการ 500 คันต่อวัน เวลาผลิตต่อวัน (Productive Time/Day) = 420 นาที สำหรับขั้นตอน เวลา และ ความสัมพันธ์ในแต่ละขั้นตอน ได้แสดงในตาราง จงคำนวณรอบเวลาการผลิตสำหรับการผลิตรถ Model Z  

    งาน

    เวลางาน (วินาที)

    งานที่อยู่ก่อนหน้า

    A

    45

    -

    B

    11

    A

    C

    9

    B

    D

    50

    -

    E

    15

    D

    F

    12

    C

    G

    12

    C

    H

    12

    E

    I

    12

    E

    J

    8

    F, G, H, I

    K

    9

    J

    รวม

    195

     

  • 1 : 80 วินาที/หน่วย
  • 2 : 50.4 วินาที/หน่วย
  • 3 : 60 วินาที/หน่วย
  • 4 : 0.84 วินาที/หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 314 :
  • ในการจัดจัดสมดุลสายงานประกอบ รถบรรทุก Model Z ซึ่งประกอบบนสายพานลำเลียง โดยมีความต้องการ 500 คันต่อวัน เวลาผลิตต่อวัน (Productive Time/Day) = 420 นาที สำหรับขั้นตอน เวลา และ ความสัมพันธ์ในแต่ละขั้นตอน ได้แสดงในตาราง จงคำนวณหาจำนวนสถานีงานที่น้อยที่สุดตามทฤษฎีสำหรับการผลิตรถ Model Z 

    งาน

    เวลางาน (วินาที)

    งานที่อยู่ก่อนหน้า

    A

    45

    -

    B

    11

    A

    C

    9

    B

    D

    50

    -

    E

    15

    D

    F

    12

    C

    G

    12

    C

    H

    12

    E

    I

    12

    E

    J

    8

    F, G, H, I

    K

    9

    J

    รวม

    195

     

     
  • 1 : 7.3 สถานีงาน
  • 2 : 6.87 สถานีงาน
  • 3 : 5.87 สถานีงาน
  • 4 : 3.87 สถานีงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 315 :
  • คุณเพิ่งได้รับมอบหมายให้จัดสมดุลสายการผลิตของงานประกอบพัดลมไฟฟ้า ในบริษัทแห่งหนึ่ง โดยมีรายละเอียดงานและแผนภาพความสัมพันธ์ของงานดังตารางนี้ งานย่อยใดที่เป็นงานกำหนดอัตราการผลิตสูงสุด ?
  • 1 : B ,G, F
  • 2 : C
  • 3 : E
  • 4 : H
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 316 :
  • คุณเพิ่งได้รับมอบหมายให้จัดสมดุลสายการผลิตของงานประกอบพัดลมไฟฟ้า ในบริษัทแห่งหนึ่ง โดยมีรายละเอียดงานและแผนภาพความสัมพันธ์ของงานดังตารางนี้ ถ้ากำหนดให้ 1 วันมีเวลาทำงาน 420 นาที จงคำนวณอัตราการผลิตสูงสุดต่อวันที่เป็นไปได้
  • 1 : 300
  • 2 : 420
  • 3 : 140
  • 4 : 129
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 317 :
  • คุณเพิ่งได้รับมอบหมายให้จัดสมดุลสายการผลิตของงานประกอบพัดลมไฟฟ้า ในบริษัทแห่งหนึ่ง โดยมีรายละเอียดงานและแผนภาพความสัมพันธ์ของงานดังตารางนี้ ถ้าสมมุติว่าเราต้องการประกอบพัดลม 100 หน่วยต่อวัน สายการผลิตของเราจะต้องมีรอบเวลาการผลิตเท่าไร
  • 1 : 4.8 นาที/หน่วย
  • 2 : 4.2 นาที/หน่วย
  • 3 : 3.25 นาที/หน่วย
  • 4 : 11.35 นาที/หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 318 :
  • สายการผลิตผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งถูกออกแบบมาให้ทำการผลิตผลิตภัณฑ์ 1หน่วยด้วยเวลาทั้งหมด 21 นาที โรงงานแห่งนี้มีเวลาทำงาน 400 นาทีต่อวัน ถ้ามีความต้องการผลิตภัณฑ์ 100 หน่วยต่อวัน สายการผลิตที่มี 5 สถานีงาน เพียงพอสำหรับการทำงานดังกล่าวหรือไม่
  • 1 : เพียงพอ
  • 2 : ไม่เพียงพอ ต้องใช้ 4 ถึงจะเพียงพอ
  • 3 : ไม่เพียงพอต้องใช้ อย่างน้อย 6 สถานี
  • 4 : เพียงพอแต่ประสิทธิภาพจะต่ำมาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 319 :
  • สายการผลิตถูกออกแบบมาให้ทำการผลิตตุ๊กตาเด็ก 500 หน่วยต่อวัน แต่ละหน่วยของตุ๊กตาต้องผ่าน 11 งานย่อย โดยมีเวลารวม 16 นาที โรงงานทำการผลิต 750 นาทีต่อวัน รอบเวลาที่ต้องการสำหรับสายการประกอบนี้คือ
  • 1 : 5 นาที
  • 2 : 1.5 นาที
  • 3 : 2 นาที
  • 4 : 5 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 320 :
  • จากแผนภาพโครงข่ายแสดงขั้นตอนและลำดับขั้นการประกอบผลิตภัณฑ์ ตามรูปข้างล่าง มีเวลามาตรฐานการทำงานในแต่ละขั้นตอนรวมกัน 16 ขั้นตอน เท่ากับ 600 นาที หากโรงงานทำงานวันละ 8 ชั่วโมง และชั่วโมงละ 60 นาที โดยใช้เกณฑ์ กำหนดน้ำหนักตำแหน่งงานมากสุดก่อน (Ranked Positional Weight) ในการจัดงานเข้าสถานีงาน หากต้องพิจารณาเลือกงาน 02 , 10 , 06 , 08 เข้าสถานีงาน งานใดจะได้รับการคัดเลือกเข้าสถานีงานก่อน
  • 1 : 02
  • 2 : 06
  • 3 : 08
  • 4 : 10
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 321 :
  • จากตารางแสดงความสัมพันธ์ก่อนหลังของขั้นตอนการประกอบผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งที่กำหนดให้นี้ แผนภาพความสัมพันธ์ก่อนหลัง (Precedence Diagram) ใดถูกต้อง  

    งาน

    งานที่อยู่ก่อนหน้าทันที

    เวลางาน (นาที)

    A

    -

    0.9

    B

    A

    0.4

    C

    B

    0.6

    D

    C

    0.2

    E

    C

    0.3

    F

    D, E

    0.4

    G

    F

    0.7

    H

    G

    1.1

     

    Total

    4.6

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 322 :
  • สายการประกอบที่ประกอบด้วย 4 สถานีงาน แต่ละสถานีงานใช้เวลาทำงานมาตรฐาน(หน่วยเป็นนาที) ดังนี้ 4,8,6 และ 6 ทางโรงงานได้กำหนดรอบเวลาการผลิต เท่ากับ 8 นาที ประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยของสายงานประกอบนี้เท่ากับเท่าไร
  • 1 : 50 %
  • 2 : 75%
  • 3 : 100%
  • 4 : 150%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 190 : 10 การวางแผนและควบคุมงานโครงการ (Project Planning and Control)
ข้อที่ 323 :
  • ในการจัดกำหนดการงานโครงการ(Project Scheduling) ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
  • 1 : AON (Activitys on Node) ใช้ในการสร้างโครงข่ายงานโครงการสำหรับ PERT ขณะที่ AOA (Activity on Arrow) ใช้ในการสร้างโครงข่ายงานโครงการ สำหรับ CPM
  • 2 : สำหรับการกระจายแบบ Beta เมื่อถูกนำมาใช้กับการบริหารโครงการจะให้ น้ำหนัก เวลาที่เสร็จโดยส่วนใหญ่ (Most Likely Time) เวลาเร็วที่สุด(Optimistic Time) และ เวลาช้าที่สุด (Pessimistic Time) เท่ากัน
  • 3 : ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของเวลาแล้วเสร็จของโครงการคือค่าเฉลี่ยของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของทุกๆกิจกรรมในโครงการ
  • 4 : ทุกๆโครงข่ายของโครงการจะมีสายงานวิกฤติอย่างน้อย 1 สายงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 324 :
  • ในการจัดกำหนดการงานโครงการ (Project Scheduling) ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง
  • 1 : แผนภูมิแกนต์แสดงช่วงเวลาการทำงานของแต่ละกิจกรรมในโครงการแต่ไม่สามารถแสดงความสัมพันธ์ของกิจกรรมต่างๆในโครงการ
  • 2 : เวลาที่สั้นที่สุดของสายงานในโครงข่ายของโครงการเรียกว่าสายงานวิกฤติ
  • 3 : สายงานวิกฤติคือสายงานที่เวลาของงานที่ต่อกันเป็นลูกโซ่ยาวที่สุดในโครงข่าย
  • 4 : เวลายืดหยุ่นของงาน (Float) คือเวลาที่งานสามารถจะล่าช้าได้โดยไม่กระทบเวลาแล้วเสร็จของโครงการ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 325 :
  • ข้อใดเกี่ยวกับงานใน CPM ต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง
  • 1 : เวลาเสร็จเร็วที่สุดของงานใดคือเวลาเริ่มต้นเร็วสุดของงานนั้นบวกด้วยเวลาของงาน
  • 2 : เวลาเสร็จช้าสุดคือเวลาที่เร็วที่สุดของเวลาเริ่มงานช้าสุดของทุกๆงานที่อยู่ตามหลังถัดไป (Successor Activities)
  • 3 : เวลาเริ่มต้นช้าสุดของงานคือเวลาเสร็จช้าสุดของงานลบด้วยเวลางาน
  • 4 : เวลาเสร็จช้าสุดของงานคือเวลาที่เร็วที่สุดของเวลาเริ่มต้นช้าสุดของที่อยู่ก่อนหน้าทุกๆงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 326 :
  • ข้อใดเกี่ยวกับ PERT ต่อไปนี้ถูกต้อง
  • 1 : การประมาณเวลา Optimistic Time คือการประมาณเวลาที่งานจะใช้เวลาสั้นที่สุด
  • 2 : การประมาณเวลา Optimistic Time คือการประมาณเวลาที่งานจะใช้เวลายาวที่สุด
  • 3 : การประมาณเวลา Pessimistic Time คือการประมาณเวลาที่งานจะใช้เวลาสั้นที่สุด
  • 4 : การประมาณเวลา Most Likely Time คือการประมาณเวลาที่งานจะใช้เวลายาวที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 327 :
  • ข้อใดเกี่ยวกับ CPM ต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง
  • 1 : สายงานวิกฤตคือสายงานที่สั้นที่สุดในทุกๆสายงานในโครงข่าย
  • 2 : สายงานวิกฤติคือสายงานที่มีชุดของงานที่มีค่าความยืดหยุ่นเป็นบวก
  • 3 : บางโครงข่ายของโครงการอาจไม่มีสายงานวิกฤต
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 328 :
  • ข้อใดเกี่ยวกับ CPM ต่อไปนี้ถูกต้อง
  • 1 : งานวิกฤตบางงานอาจมีเวลายืดหยุ่น
  • 2 : ทุกๆโครงข่ายของโครงการจะมีสายงานวิกฤตเพียงสายเดียว
  • 3 : ช่วงเวลาของสายงานวิกฤตคือเวลาเฉลี่ยของทุกๆสายงานในโครงการ
  • 4 : ในโครงข่ายของโครงการอาจมีสายงานวิกฤตได้หลายสายงานแต่ช่วงเวลาของแต่ละสายงานจะเท่าๆกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 329 :
  • ถ้างานๆหนึ่งของโครงการมีเวลาปกติเท่ากับ 15 วัน แต่สามารถเร่งได้เหลือ 10 วัน โดยเพิ่มค่าใช้จ่ายอีก 50,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการเร่งงานต่อวันคือเท่าไร
  • 1 : 10,000 บาท
  • 2 : 50,000 บาท
  • 3 : 100,000 บาท
  • 4 : 250,000 บาท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 330 :
  • จากโครงข่ายของโครงการที่กำหนดให้ คำอธิบายข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
  • 1 : ภาพ A อธิบายได้ ดังนี้ งาน T และ U ไม่สามารถจะเริ่มต้นขึ้นได้จนกว่างาน S จะแล้วเสร็จ
  • 2 : ภาพ B อธิบายได้ ดังนี้ S และ T ต้องแล้วเสร็จก่อนที่งาน U จะสามารถเริ่มขึ้นได้
  • 3 : ภาพ C อธิบายได้ ดังนี้ U และ V ไม่สามารถจะเริ่มต้นขึ้นได้จนกว่าทั้ง S และ T จะแล้วเสร็จ
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 331 :
  • โครงข่ายของภาพใดต่อไปนี้เขียนแบบ Activity on Node (AON)
  • 1 : ภาพ A
  • 2 : ภาพ B
  • 3 : ภาพ C
  • 4 : ภาพ D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 332 :
  • โครงข่ายของภาพใดต่อไปนี้เขียนแบบ Activity on Arrow (AOA)
  • 1 : ภาพ A
  • 2 : ภาพ B
  • 3 : ภาพ C
  • 4 : ภาพ D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 333 :
  • จากแผนภาพโครงข่ายที่กำหนดให้ จงคำนวณหาเวลาเสร็จเร็วสุด (Earliest Finish-EF) ของงาน J

  • 1 : 3
  • 2 : 4
  • 3 : 6
  • 4 : 9
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 334 :
  • จากแผนภาพโครงข่ายที่กำหนดให้ งาน C จะเริ่มต้นได้เร็วสุดเมื่อไร (Earliest Start-ES)
  • 1 : 3
  • 2 : 4
  • 3 : 6
  • 4 : 9
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 335 :
  • กิจกรรมในโครงการหนึ่งมีความสัมพันธ์ ดังนี้ "U ไม่สามารถจะเริ่มต้นขึ้นได้จนกว่า ทั้งงาน S และ T จะแล้วเสร็จ V ไม่สามารถจะเริ่มขึ้นได้จนกว่างาน T จะแล้วเสร็จ" ความสัมพันธ์ของกิจกรรมข้างต้นสร้างเป็น แผนภาพโครงข่ายได้ดังรูปใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 : ข้อ 1 และ 2 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 336 :
  • จากความสัมพันธ์ของงานโครงการดังต่อไปนี้ “งาน P และ Q เป็นงานที่เริ่มต้นพร้อมกัน งาน R จะเริ่มต้นได้ต้องให้งาน Pและ Q แล้วเสร็จ” ความสัมพันธ์ของกิจกรรมข้างต้นโคร่งข่ายข้อใดเขียนไม่ถูกต้อง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 : ข้อ 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 337 :
  • จากแผนภาพโครงข่ายงานโครงการต่อไปนี้ โครงการจะแล้วเสร็จในเวลากี่วัน ESi = เวลาเกิดเร็วสุดของเหตุการณ์ i ใดๆ LFi = เวลาเกิดช้าสุดของเหตุการณ์ i ใดๆ
  • 1 : 25 วัน
  • 2 : 40 วัน
  • 3 : 20 วัน
  • 4 : 30 วัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 338 :
  • จากแผนภาพโครงข่ายงานโครงการต่อไปนี้ งาน F เริ่มต้นได้เร็วสุดเมื่อใด ESi = เวลาเกิดเร็วสุดของเหตุการณ์ i ใดๆ LFi = เวลาเกิดช้าสุดของเหตุการณ์ i ใดๆ
  • 1 : 9 วัน
  • 2 : 17 วัน
  • 3 : 20 วัน
  • 4 : 25 วัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 339 :
  • ข้อใดเกี่ยวกับงานใน CPM ต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง
  • 1 : เวลาเสร็จเร็วที่สุดของงานใดคือเวลาเริ่มต้นเร็วสุดของงานนั้นบวกด้วยเวลาของงาน
  • 2 : เวลาเสร็จช้าสุดคือเวลาที่เร็วที่สุดของเวลาเริ่มงานช้าสุดของทุกๆงานที่อยู่ตามหลังถัดไป (Successor Activities)
  • 3 : เวลาเริ่มต้นช้าสุดของงานคือเวลาเสร็จช้าสุดของงานลบด้วยเวลางาน
  • 4 : เวลาเสร็จช้าสุดของงานคือเวลาที่เร็วที่สุดของเวลาเริ่มต้นช้าสุดของที่อยู่ก่อนหน้าทุกๆงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 340 :
  • จากแผนภาพโครงข่ายงานโครงการข้างต้น งาน E จะเริ่มต้นได้ช้าสุด (Latest Start) เมื่อไร
  • 1 : 14 วัน
  • 2 : 2 วัน
  • 3 : 5 วัน
  • 4 : 17 วัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 341 :
  • มีงาน 2 งาน เป็นตัวเลือกในการพิจารณาเร่งงาน ของโครงข่าย CPM รายละเอียดของงานได้แสดงในตาราง ในการลดเวลาโครงการลง 1 วันควรจะเลือกเร่งงานใดและค่าใช้จ่ายของโครงการจะเพิ่มขึ้นเท่าไร    

    งาน

    เวลาปกติ

    ค่าใช้จ่ายปกติ(บาท)

    เวลาเร่งงาน

    ค่าใช้จ่ายเร่งงาน(บาท)

    1

    8 วัน

    60,000

    6 วัน

    68,000

    2

    10 วัน

    40,000

    9 วัน

    50,000

  • 1 : เร่งงาน 1 ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 4,000 บาทจากปกติ
  • 2 : เร่งงาน 1 ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 68,000 บาทจากปกติ
  • 3 : เร่งงาน 2 ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 10,000 บาทจากปกติ
  • 4 : เร่งงาน 2 ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 5,000 บาทจากปกติ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 342 :
  • มีงาน 2 งาน เป็นตัวเลือกในการพิจารณาเร่งงาน ของโครงข่าย CPM รายละเอียดของงานได้แสดงในตาราง ในการลดเวลาโครงการลง 1 วันควรจะเลือกเร่งงานใดและค่าใช้จ่ายของโครงการจะเพิ่มขึ้นเท่าไร 

    งาน

    เวลาปกติ

    ค่าใช้จ่ายปกติ(บาท)

    เวลาเร่งงาน

    ค่าใช้จ่ายเร่งงาน(บาท)

    B

    4 วัน

    60,000

    3 วัน

    68,000

    C

    6 วัน

    40,000

    4 วัน

    60,000

  • 1 : เร่งงาน B ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 20,000 บาทจากปกติ
  • 2 : เร่งงาน B ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 80,000 บาทจากปกติ
  • 3 : เร่งงาน C ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 10,000 บาทจากปกติ
  • 4 : เร่งงาน C ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 60,000 บาทจากปกติ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 343 :
  • จากแผนภาพโครงข่ายงานโครงการต่อไปนี้ งาน D มีเวลายืดหยุ่นรวมเท่าไร
  • 1 : 8 วัน
  • 2 : 3 วัน
  • 3 : 11 วัน
  • 4 : 0 วัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 344 :
  • จากการวิเคราะห์ปัญหา PERT ได้แสดงให้เห็นว่า การประมาณเวลาของสายงานวิกฤตเท่ากับ 108 วัน โดยมีค่าความแปรปรวน (Variance) 64 วัน ประมาณเวลาที่สายงานวิกฤตมีโอกาสจะเสร็จได้ 90 % คือ ก่อน กี่วัน (ที่ระดับความเชื่อมั่น 90% ค่า Z เท่ากับ 1.28)
  • 1 : 98 วัน
  • 2 : 108 วัน
  • 3 : 115 วัน
  • 4 : 118 วัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 345 :
  • ในการวิเคราะห์โครงข่ายของ PERT ซึ่งประกอบด้วยงาน 30 งาน งาน L เป็นงานหนึ่ง ใน จำนวน 30 งาน ซึ่งมีข้อมูลเวลางานดังนี้ เวลาที่เสร็จเร็วที่สุด = 2 วัน เวลาที่เสร็จช้าที่สุด = 10 วัน เวลาที่เสร็จโดยส่วนใหญ่ = 3 วัน จงประมาณเวลาเฉลี่ยของงาน L
  • 1 : 5 วัน
  • 2 : 7 วัน
  • 3 : 6 วัน
  • 4 : 4 วัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 346 :
  • ในการวิเคราะห์โครงข่ายของ PERT ซึ่งประกอบด้วยงาน 30 งาน งาน L เป็นงานหนึ่ง ใน จำนวน 30 งาน ซึ่งมีข้อมูลเวลางานดังนี้ เวลาที่เสร็จเร็วที่สุด = 8 วัน เวลาที่เสร็จช้าที่สุด = 20 วัน เวลาที่เสร็จโดยส่วนใหญ่ = 17 วัน จงประมาณเวลาเฉลี่ยของงาน L
  • 1 : 15 วัน
  • 2 : 16 วัน
  • 3 : 17 วัน
  • 4 : 20 วัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 347 :
  • ในการวิเคราะห์โครงข่ายของ PERT ซึ่งประกอบด้วยงาน 20 งาน งาน M เป็นงานหนึ่ง ใน จำนวน 20 งาน ซึ่งมีข้อมูลเวลางานดังนี้ เวลาที่เสร็จเร็วที่สุด = 2 วัน เวลาที่เสร็จช้าที่สุด = 10 วัน เวลาที่เสร็จโดยส่วนใหญ่ = 3 วัน จงประมาณค่าความแปรปรวนของเวลาทำงาน M
  • 1 : 1.25 วัน
  • 2 : 2.4 วัน
  • 3 : 1 วัน
  • 4 : 1.8 วัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 348 :
  • ในการวิเคราะห์โครงข่ายของ PERT ซึ่งประกอบด้วยงาน 30 งาน งาน M เป็นงานหนึ่ง ใน จำนวน 30 งาน ซึ่งมีข้อมูลเวลางานดังนี้ เวลาที่เสร็จเร็วที่สุด = 8 วัน เวลาที่เสร็จช้าที่สุด = 20 วัน เวลาที่เสร็จโดยส่วนใหญ่ = 17 วัน จงประมาณค่าความแปรปรวน ของเวลาทำงาน M
  • 1 : 1 วัน
  • 2 : 2 วัน
  • 3 : 3 วัน
  • 4 : 4 วัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 349 :
  • โครงข่ายข้อใด มีความสัมพันธ์ของงานในโครงข่ายสอดคล้องกับความสัมพันธ์ของงานในโครงการดังต่อไปนี้      
    “ T US V ไม่สามารถจะเริ่มต้นขึ้นได้ จนกว่า งาน TและUแล้วเสร็จ “
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 350 :
  • จากโครงข่ายที่กำหนดให้ สายงานใด คือสายงายวิกฤติ
       

  • 1 : A-B-C-F
  • 2 : A-D-E-Dummy- F        
  • 3 : A-D-E-G          
  • 4 : A-D-E-H- Dummy
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 351 :
  • จากโครงข่ายของโครงการที่กำหนดให้ งาน K จะเริ่มต้นได้เร็วสุดเมื่อใด
  • 1 : วันที่ 37                        
  • 2 : วันที่ 22                          
  • 3 : วันที่  51                       
  • 4 : วันที่  63
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 191 : 11 การควบคุมการผลิต
ข้อที่ 352 :
  • คำกล่าวใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง
  • 1 : การวางแผนการผลิตคือการแจกจ่ายกำลังการผลิตกับทุกระดับ
  • 2 : การจัดตารางการผลิตหลักคือการแจกจ่ายกำลังการผลิตในระดับผลิตภัณฑ์สุดท้าย
  • 3 : การวางแผนความต้องการวัสดุคือการแจกจ่ายกำลังการผลิตในระดับส่วนประกอบ
  • 4 : การวางแผนความต้องการกำลังการผลิตคือการกำหนดกำลังการผลิตในแต่ละช่วงเวลาให้เท่าๆ กัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 353 :
  • เครื่องมือชนิดใดต่อไปนี้ไม่ได้ใช้ในการควบคุมและติดตามความก้าวหน้าของตารางหรือ แผนการผลิต
  • 1 : Gantt Chart
  • 2 : Input-Output Control
  • 3 : Mean Squared Error – MSE
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 354 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ได้อยู่ในขั้นตอนของการควบคุมและติดตามความก้าวหน้าของการผลิต
  • 1 : การบันทึกและรวบรวมข้อมูลหน้างาน
  • 2 : การวิเคราะห์ความก้าวหน้าของงาน
  • 3 : การเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงตารางการผลิตตามความจำเป็น
  • 4 : การวางกลยุทธ์การผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 355 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้องเกี่ยวกับการควบคุมการผลิต
  • 1 : การควบคุมการผลิตเกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้วางแผนการผลิตเรียบร้อยแล้ว
  • 2 : การควบคุมการผลิตเกิดขึ้นในช่วงระหว่างที่การผลิตกำลังดำเนินงานอยู่
  • 3 : การควบคุมการผลิตเป็นการติดตามและรายงานความก้าวหน้าของงานต่อผู้บริหารหรือผู้ควบคุมที่เกี่ยวข้อง
  • 4 : การควบคุมการผลิตเกิดขึ้นภายหลังจากที่การดำเนินงานผลิตเสร็จสิ้นลงเรียบร้อยแล้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 356 :
  • ข้อใดต่อไปนี้คือปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้การผลิตไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้
  • 1 : วัตถุดิบมาส่งล่าช้า
  • 2 : มีของเสียในกระบวนการผลิต
  • 3 : เกิดการเสียหายของเครื่องจักร
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 357 :
  • ข้อใดต่อไปนี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องมีการขอเปลี่ยนแปลงตารางการผลิต
  • 1 : ลูกค้าขอเปลี่ยนแปลงกำหนดส่งมอบงาน
  • 2 : กำลังการผลิตมีไม่เพียงพอ
  • 3 : มีใบสั่งของลูกค้ารายใหม่เข้ามาเพิ่มเติม
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 358 :
  • จากรายงานปริมาณงานเข้าและออก (Input-Output Reports) ของหน่วยผลิต # 500ในสัปดาห์ที่ 1 มีงานระหว่างผลิตต้นสัปดาห์เท่ากับ 100 หน่วย หากหน่วยผลิตดังกล่าวได้วางแผนให้ทำการผลิตสัปดาห์ละ 300 หน่วย และ ทางโรงงานต้องการให้มีงานระหว่างผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 250 หน่วย ณ ปลายสัปดาห์ที่ 1 โรงงานจะต้องวางแผนให้มีปริมาณงานป้อนเข้า ในสัปดาห์ที่ 1 เท่าไร
  • 1 : 200 หน่วย
  • 2 : 350 หน่วย
  • 3 : 400 หน่วย
  • 4 : 450 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 359 :
  • ภาพ Gantt Chart ต่อไปนี้ แสดงให้เห็นสถานะภาพของงาน B ณ วันที่ 2 เมษายน เป็นอย่างไร
  • 1 : เป็นไปตามแผน
  • 2 : ล่าช้ากว่าแผน
  • 3 : ยังหาข้อสรุปไม่ได้
  • 4 : งานรอซ่อมบำรุง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 360 :
  • ภาพ Gantt Chart ต่อไปนี้ แสดงให้เห็นสถานะภาพของงาน A ณ วันที่ 2 เมษายน เป็นอย่างไร
  • 1 : ดำเนินการเสร็จไปแล้วตามแผน
  • 2 : ยังไม่ได้เริ่มดำเนินงาน
  • 3 : มีความล่าช้าเกิดขึ้น
  • 4 : ยังหาข้อสรุปไม่ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 361 :
  • จากรายงานปริมาณงานเข้าและออก (Input-Output Reports) ของหน่วยผลิต # 500ในสัปดาห์ที่ 1 มีงานระหว่างผลิตต้นสัปดาห์เท่ากับ 100 ชั่วโมง และได้วางแผนให้มีปริมาณงานป้อนเข้า 200 ชั่วโมง และแผนปริมาณงานออก 200 ชั่วโมง แต่จากการดำเนินงานจริง ปรากฏว่ามีงานเข้า 100 แต่มีปริมาณงานออก 130 ชั่วโมง จากข้อมูลที่รายงานข้างต้น จงพิจารณาว่าข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
  • 1 : เกิดปัญหากับหน่วยผลิต # 500
  • 2 : อาจเกิดปัญหากับหน่วยผลิตก่อนหน้า
  • 3 : หน่วยผลิตถัดไปส่งของไม่ทันกำหนด
  • 4 : ต้องเร่งงานหน่วยผลิต# 500เป็น 2 เท่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 362 :
  • จากรายงานปริมาณงานเข้าและออก (Input-Output Reports) ของหน่วยผลิต # 500ในสัปดาห์ที่ 1 มีงานระหว่างผลิตต้นสัปดาห์เท่ากับ 100 ชั่วโมง และได้วางแผนให้มีปริมาณงานป้อนเข้า 200 ชั่วโมง และแผนปริมาณงานออก 200 ชั่วโมง แต่จากการดำเนินงานจริง ปรากฏว่ามีงานเข้า 100 แต่มีปริมาณงานออก 130 ชั่วโมง จากข้อมูลที่รายงานข้างต้น งานระหว่างผลิตจริง (Work-in-Process)ปลายสัปดาห์ที่ 1 จะเป็นเท่าไร
  • 1 : 100 หน่วย
  • 2 : 170 หน่วย
  • 3 : 70 หน่วย
  • 4 : 130 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 363 :
  • บทบาทหน้าที่ของแกนต์ชาร์ต (Gantt Chart) คือ
  • 1 : วางแผนงาน และติดตามความก้าวหน้าของงาน
  • 2 : ควบคุมการผลิต
  • 3 : เพื่อให้ทราบสถานะของงาน
  • 4 : เพื่อใช้สั่งการหน้างาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 364 :
  • ในกระบวนการผลิตหนึ่ง ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน โดยมีรายละเอียดของอัตราการผลิตของแต่ละขั้นตอนแสดงไว้ งานทั้งหมดจะต้องผ่านทุกขั้นตอนไปตามลำดับ ในการควบคุมกิจกรรมการผลิต ผู้ที่ทำหน้าที่ควบคุม ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษในขั้นตอนใด

  • 1 : ขั้นตอนที่ 3
  • 2 : ขั้นตอนที่ 1
  • 3 : ขั้นตอนที่ 2
  • 4 : ขั้นตอนที่ 5 
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 365 :
  • ในการควบคุมการผลิต หากมีแนวโน้มว่าจะมีปัญหาที่จะไม่สามารถผลิตได้ตามตารางการผลิต ผู้ควบคุมการผลิตควรดำเนินการอย่างไร
  • 1 : ดำเนินการขยายกำลังการผลิต
  • 2 : ติดตั้งเครื่องจักรเพิ่มเติม
  • 3 : รับสมัครพนักงานเพิ่ม
  • 4 : จัดให้มีการทำล่วงเวลา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 366 :
  • ตารางข้างล่างนี้เป็นเป็นแบบรายงานปริมาณงานเข้าและออกของแผนกกัด DNC ในช่วง 8 สัปดาห์ แผนปริมาณงานเข้า = 280 ชั่วโมงมาตรฐานต่อสัปดาห์  ปริมาณงานเข้าจริง (แปรผันระหว่าง 250 และ 285) แผนปริมาณงานออกกำหนดไว้เท่ากับ 320 ชั่วโมงมาตรฐานต่อสัปดาห์ ขณะนี้มีงานระหว่างผลิตค้างอยู่ 300 ชั่วโมง  จงคำนวณงานระหว่างผลิตสะสมตามแผน ในสัปดาห์ที่ 3
  • 1 :

    220  ชั่วโมง         

     

  • 2 : 260  ชั่วโมง        
  • 3 : 180 ชั่วโมง        
  • 4 : 300 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 367 :
  • ตารางข้างล่างนี้เป็นเป็นแบบรายงานปริมาณงานเข้าและออกรายสัปดาห์ของแผนกกัด DNC ในช่วง 5 สัปดาห์ ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 1 ถึง สัปดาห์ที่ 5   ขณะนี้มีงานระหว่างผลิตค้างอยู่ 300 ชั่วโมง  จงคำนวณงานระหว่างผลิตสะสมตามแผน ในสัปดาห์ที่ 3
  • 1 : 290  ชั่วโมง         
  • 2 : 280  ชั่วโมง        
  • 3 : 300 ชั่วโมง        
  • 4 : 285 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 192 : 12 เทคนิคและกลยุทธ์อื่นๆ ในการวางแผนการผลิต
ข้อที่ 368 :
  • หลักการต่อไปนี้ หลักการใดเน้นการแก้ปัญหาที่คอขวด (Bottleneck)
  • 1 : Material Requirement Planning(MRP)
  • 2 : Theory of Constraint(TOC)
  • 3 : Just in Time(JIT)
  • 4 : Supply Chain Management(SCM)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 369 :
  • ทฤษฎีใดที่ได้กล่าวไว้ว่า “ ทำให้การไหลสมดุล มิใช่ทำให้กำลังการผลิตสมดุล” (Do not Balance Capacity – Balance Flow)
  • 1 : Re-order Point (ROP)
  • 2 : Material Requirements Planning (MRP)
  • 3 : Just in Time (JIT)
  • 4 : Theory of Constraint (TOC)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 370 :
  • ทฤษฎีใดที่ได้กล่าวไว้ว่า “หนึ่งชั่วโมงที่สูญเสียไปที่จุดคอขวด (Bottleneck) คือหนึ่งชั่วโมงที่สูญเสียไปทั้งระบบ”
  • 1 : Re-order Point (ROP)
  • 2 : Material Requirements Planning (MRP)
  • 3 : Just in Time (JIT)
  • 4 : Theory of Constraint (TOC)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 371 :
  • ในทฤษฎีข้อจำกัด Drum , Buffer , Rope ถูกใช้เป็นกลไกในการควบคุมการผลิตอยากทราบว่า Buffer หมายถึงอะไร
  • 1 : จำนวนสินค้าสำเร็จรูปที่เก็บสำรองไว้ที่ขั้นตอนสุดท้าย
  • 2 : จำนวนวัตถุดิบที่เก็บสำรองไว้ที่ขั้นตอนแรก
  • 3 : งานระหว่างผลิตที่เก็บสำรองไว้
  • 4 : Time Buffer
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 372 :
  • ในทฤษฎีข้อจำกัดDrum, Buffer, Rope ถูกใช้เป็นกลไกในการควบคุมการผลิตอยากทราบว่า Rope ในที่นี้หมายถึงอะไร
  • 1 : แผนการผลิต (Production Plan)
  • 2 : การสื่อสาร (Communication)
  • 3 : ความสูญเสียในกระบวนการผลิต
  • 4 : Safety Stock
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 373 :
  • อัตราหมุนเวียนสินค้าคงคลัง (Inventory Turnover Ratio) ได้ถูกนำมาใช้ในการวัดประสิทธิภาพของโซ่อุปทาน ซึ่งสามารถหาได้จากอัตราส่วนดังต่อไปนี้
  • 1 : ต้นทุนสินค้าที่ขายได้รายปี/มูลค่าสินค้าคงคลังรวมโดยเฉลี่ย
  • 2 : ต้นทุนคงที่/ต้นทุนแปรผัน
  • 3 : ต้นทุนการขาย/ต้นทุนการตลาด
  • 4 : ต้นทุนการผลิต/ต้นทุนวัตถุดิบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 374 :
  • ถ้าผลการดำเนินกลยุทธ์โซ่อุปทานของบริษัทแห่งหนึ่งปรากฏว่า มูลค่าสินค้าคงคลังรวมโดยเฉลี่ยเท่ากับ 60,000,000 บาท ขณะที่ต้นทุนสินค้าที่ขายได้ต่อปีเท่ากับ 300,000,000 บาท และ 1 ปี มี 52 สัปดาห์ อัตราส่วนสัปดาห์ของอุปทาน (Week of Supply) ของบริษัทเท่ากับ เท่าไร
  • 1 : 0.2
  • 2 : 5
  • 3 : 10.4
  • 4 : 260
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 375 :
  • ภารกิจที่สำคัญของข้อใดคือ การนำวัตถุดิบ หรือชิ้นส่วน งานระหว่างผลิต และผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจากแหล่งที่เหมาะสม ถูกต้อง ในปริมาณที่ถูกต้อง พร้อมด้วยสารสนเทศที่ถูกต้อง ทันสมัย ไปยังสถานที่ถูกต้อง ในเวลาที่ถูกต้อง ภายใต้สภาพเงื่อนไขและความเร็วที่เหมาะสมถูกต้อง
  • 1 : การควบคุมคลังสินค้า
  • 2 : การขนส่ง
  • 3 : โลจิสติกส์
  • 4 : การบริหารอุปสงค์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 376 :
  • สิ่งใดต่อไปนี้ไม่ใช่ประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินการระบบการผลิตแบบทันเวลา (Just in Time, JIT)
  • 1 : ลดต้นทุน
  • 2 : การเพิ่มความแปรปรวน
  • 3 : ลดงานระหว่างผลิต
  • 4 : ปรับปรุงคุณภาพ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 377 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ความต้องการของระบบการผลิตแบบทันเวลา (Just in Time, JIT)
  • 1 : มีคุณภาพที่สมบูรณ์แบบ
  • 2 : ใช้เวลาเตรียมการผลิตน้อย
  • 3 : การเสียของเครื่องจักรเข้าใกล้ศูนย์
  • 4 : พนักงานมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 378 :
  • คำว่า “คัมบัง (Kanban)” หมายถึงอะไร
  • 1 : สินค้าคงคลังต่ำ
  • 2 : การถ่ายโอนอำนาจเบ็ดเสร็จให้พนักงาน
  • 3 : บัตร
  • 4 : การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 379 :
  • ระบบการผลิตแบบทันเวลา (Just in Time, JIT) จะเกี่ยวข้องกับสิ่งต่อไปนี้ ยกเว้น
  • 1 : การลดเวลาเตรียมการผลิต
  • 2 : การลดขนาดรุ่นการสั่ง
  • 3 : การเพิ่มการขนถ่ายวัสดุ
  • 4 : การลดของเสีย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 380 :
  • สิ่งใดต่อไปนี้เป็นคำกล่าวที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบการผลิตแบบทันเวลา (Just in Time, JIT)
  • 1 : ปริมาณที่บรรจุลงในภาชนะปกติจะมีขนาดใหญ่เพื่อลดเวลาเตรียมการผลิต
  • 2 : มีความเกี่ยวข้องกับระบบผลัก (Push System)
  • 3 : สถานีงานของผู้ส่งมอบจะส่งสัญญาณไปยังสถานีงานของลูกค้าทันที เมื่อขนาดรุ่นที่ทำการผลิต เสร็จเรียบร้อย
  • 4 : สถานีงานของลูกค้าจะส่งสัญญาณไปยังสถานีงานของผู้ส่งมอบ เมื่อมีความต้องการผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 381 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่เป็นประโยชน์จากรุ่นการผลิตขนาดเล็ก
  • 1 : วัสดุคงคลังของงานระหว่างผลิตจะมีน้อย
  • 2 : เวลาเตรียมการผลิตน้อยลง
  • 3 : สถานีงานสามารถว่างใกล้เข้าหากันมากยิ่งขึ้น
  • 4 : รอบเวลาในการผลิตจะสั้นลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 382 :
  • ข้อใดคือ ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่จำกัดผลลัพธ์ในสายการผลิต
  • 1 : คอคอด (Bottleneck)
  • 2 : ขั้นตอนที่ใช้เวลาผลิตน้อยที่สุด
  • 3 : แถวคอย
  • 4 : การเตรียมการผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 383 :
  • ภายใต้ทฤษฎีข้อจำกัด ข้อใดต่อไปนี้เป็นการวัดผลการดำเนินงานด้านการเงิน (Financial Measurements) ที่สามารถนำมาใช้ในการวัดความสามารถของบริษัทในการทำเงิน
  • 1 : กำไรสุทธิ (Net Profit)
  • 2 : อัตราการไหลผ่านระบบ (Throughput)
  • 3 : ของคงคลัง (Inventory)
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 384 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่เกี่ยวข้องกับโซ่อุปทาน
  • 1 : คลังสินค้า
  • 2 : ผู้ส่งมอบ
  • 3 : ศูนย์กระจายสินค้า
  • 4 : หน่วยงานซ่อมบำรุง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 385 :
  • จากแผนภาพ สายการผลิต ที่กำหนดให้ต่อไปนี้ จงหารอบเวลาการผลิตต่อหน่วย
  • 1 : 10 วินาที/หน่วย
  • 2 : 11 วินาที/หน่วย
  • 3 : 12 วินาที/หน่วย
  • 4 : 33 วินาที/หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 386 :
  • ประมาณการต้นทุนสินค้าที่ขายได้ในช่วง 3 เดือนถัดไปคือ 100 ล้านบาท และต้นทุนสินค้าคงคลังปัจจุบันคือ 90 ล้านบาทต่อปี จงหาอัตราการหมุนเวียนสินค้าคงคลังต่อปี
  • 1 : 1 รอบต่อปี
  • 2 : 4.4 รอบต่อปี
  • 3 : 13.3 รอบต่อปี
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 387 :
  • ประมาณการต้นทุนสินค้าที่ขายได้ในช่วง 3 เดือนถัดไปคือ 100 ล้านบาท และต้นทุนสินค้าคงคลังปัจจุบันคือ 90 ล้านบาท จงหาระดับการถือครองของคงคลังโดยเฉลี่ยในรูปของจำนวนสัปดาห์ที่สามารถตอบสนองความต้องการ (Week of Supply)
  • 1 : 52 สัปดาห์
  • 2 : 25 สัปดาห์
  • 3 : 11.7 สัปดาห์
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 388 :
  • ผลิตภัณฑ์ A ผ่าน 3 หน่วยผลิต คือ หน่วยผลิต X หน่วยผลิต Y และ หน่วยผลิต Z โดยผ่านหน่วยผลิต X ใช้เวลาผลิต 30 นาที ต่อหน่วย ผ่านหน่วยผลิต Y ใช้เวลาผลิต 1 ชั่วโมงต่อหน่วย และผ่านหน่วยผลิต Z ใช้เวลาผลิต 45 นาที ต่อหน่วย แต่ละหน่วยผลิตมีกำลังการผลิต 200 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หากในแต่ละสัปดาห์มีการสั่งผลิตภัณฑ์ A เข้ามา 200 หน่วย จงหาว่าหน่วยผลิตใดเกิดสภาพคอคอด
  • 1 : X
  • 2 : Y
  • 3 : Z
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 389 :
  • ผลิตภัณฑ์ A ผ่าน 3 หน่วยผลิต คือ หน่วยผลิต X หน่วยผลิต Y และ หน่วยผลิต Z โดยผ่านหน่วยผลิต X ใช้เวลาผลิต 1 ชั่วโมง ต่อหน่วย ผ่านหน่วยผลิต Y ใช้เวลาผลิต 30 นาทีต่อหน่วย และผ่านหน่วยผลิต Z ใช้เวลาผลิต 45 นาที ต่อหน่วย แต่ละหน่วยผลิตมีกำลังการผลิต 200 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หากในแต่ละสัปดาห์มีการสั่งผลิตภัณฑ์ A เข้ามา 200 หน่วย จงหา Utilization ของหน่วยผลิต Z
  • 1 : 25 %
  • 2 : 50 %
  • 3 : 75 %
  • 4 : 100 %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 390 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้องภายใต้ทฤษฎีข้อจำกัด
  • 1 : ภายใต้ทฤษฎีข้อจำกัด ความพยายามในการจัดกำลังการผลิตในแต่ละสถานีงานในสายการผลิตให้มีความสมดุลเพื่อตอบสนองความต้องการเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง
  • 2 : ภายใต้ทฤษฎีข้อจำกัด คอคอด หมายถึง หน่วยผลิตใดๆที่มีกำลังการผลิตน้อยกว่าความต้องการ
  • 3 : จากมุมมองด้านการปฏิบัติการ เป้าหมายหนึ่งของบริษัทภายใต้ทฤษฎีข้อจำกัด ก็คือ การเพิ่ม Throughput ในขณะเดียวกันก็ทำการลด สินค้าคงคลังและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
  • 4 : ภายใต้ทฤษฎีข้อจำกัด คำว่า Productivity หมายถึงมาตรการทุกๆมาตรการที่นำบริษัทเข้าใกล้ประสิทธิภาพการผลิต 100%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 391 :
  • สมมติว่าเราต้องการจัดระบบการควบคุมด้วยบัตรคัมบังและต้องการจะหาว่าจะต้องใช้จำนวนบัตรคัมบังกี่ใบ ถ้าความต้องการโดยเฉลี่ยในช่วงเวลานำคือ 24 ชั่วโมง และสต๊อกเผื่อความปลอดภัย = 10% ของความต้องการในช่วงเวลานำ ขนาดของคอนเทนเนอร์ = 5 และช่วงเวลานำในการสั่งมาทดแทน คือ 5 ชั่วโมง จงคำนวณหาบัตรคัมบัง

    สูตร K = (D)(L)(1+S)/C

    D = ความต้องการโดยเฉลี่ยต่อหน่วยเวลา

    L = ช่วงเวลานำในการออกใบสั่ง

    S = ค่าสต๊อกเผื่อความปลอดภัย

    C = ขนาดของคอนเทนเนอร์

    K = จำนวนบัตรคัมบัง

  • 1 : ประมาณ 5 ใบ
  • 2 : ประมาณ 20 ใบ
  • 3 : ประมาณ 27 ใบ
  • 4 : ประมาณ 32 ใบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 392 :
  • ในการพัฒนาระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี (Just in Time, JIT) ในบริษัท สิ่งใดที่ไม่ใช่แนวทางที่บริษัทจะต้องดำเนินการ
  • 1 : ความมีเสถียรภาพและความสม่ำเสมอของตารางการผลิต
  • 2 : ทำให้โรงงานมีขนาดเล็กลงและมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น
  • 3 : ขนาดรุ่นการผลิตเล็กลงและใช้เวลาในการเปลี่ยนรุ่นการผลิตน้อยลง
  • 4 : พยายามต่อรองให้ช่วงเวลานำยาวนานขึ้นเพื่อให้การส่งมอบทันกำหนดมากยิ่งขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 393 :
  • ของคงคลังโดยเฉลี่ยของบริษัทผลิตหมอแปลงไฟฟ้าแห่งหนึ่งประกอบด้วย วัตถุดิบ งานระหว่างผลิต และ สินค้าสำเร็จรูป ซึ่งในปีล่าสุดมีมูลค่าเท่ากับ 17.2 ล้านบาท ถ้าต้นทุนสินค้าที่ขายได้โดยเฉลี่ยต่อสัปดาห์เท่ากับ 1.32 บาท (สมมติว่าบริษัทใช้ 50 สัปดาห์ต่อปี) จงประมาณอัตราหมุนเวียนสินค้าคงคลังของบริษัทแห่งนี้
  • 1 : น้อยกว่า หรือเท่ากับ 3.50
  • 2 : มากกว่า 3.50 แต่น้อยกว่า 3.75
  • 3 : มากกว่า 3.75 แต่น้อยกว่า 4.00
  • 4 : มากกว่า 4.00
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 394 :
  • บริษัทผู้ผลิตเครื่องรับโทรทัศน์แห่งหนึ่ง กำลังประเมินถึงผลการดำเนินงานด้านการจัดการโซ่อุปทาน ท่านได้รับมอบหมายให้ทำการหาอัตราหมุนเวียนสินค้าคงคลังของบริษัท โดยสมมติว่าข้อมูลสินค้าคงคลังที่รวบรวมได้จากรายงานการเงินปีล่าสุดที่ผ่านมาเป็นดังนี้

                  วัตถุดิบ                        2,500,000 บาท

                  งานระหว่างผลิต          1,000,000 บาท

                  สินค้าสำเร็จรูป               800,000 บาท

    และสำหรับต้นทุนสินค้าที่ขายได้ปีที่แล้วเท่ากับ 15 ล้านบาท           

  • 1 : น้อยกว่าหรือเท่ากับ 2
  • 2 : มากกว่า 2 แต่น้อยกว่า 3
  • 3 : มากกว่า 3 แต่น้อยกว่า 4
  • 4 : มากกว่า 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 395 :
  • สายการผลิตผลิตภัณฑ์ X จะต้องผ่านกระบวนการผลิต 5 ขั้นตอน (เครื่องจักร) คือ A-B-C-D-E ตามลำดับ อัตราการผลิต ผลิตภัณฑ์ X บนเครื่องจักรของแต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดดังนี้

     

    ผลิตภัณฑ์ X ที่ผลิตได้ต่อชั่วโมงของสายการผลิตนี้คือเท่าไร

  • 1 : 100 หน่วย
  • 2 : 74 หน่วย
  • 3 : 50 หน่วย
  • 4 : 370 หน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 396 :
  • การไหลที่สำคัญ ภายในโซ่อุปทานคือข้อใด
  • 1 : การไหลของลูกค้าโซ่อุปทาน
  • 2 : การไหลของ วัสดุ เงินทุน และสารสนเทศ
  • 3 : การไหลของคนงานเพื่อช่วยเหลือกันในโซ่อุปทาน
  • 4 : การไหลของแนวความคิดในโซ่อุปทาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 397 :
  • ข้อใดไม่ใช่หลักการของทฤษฎีข้อจำกัด (Theory of Constraints)
  • 1 : หนึ่งชั่วโมงที่สูญเสียไปที่จุดคอขวดคือหนึ่งชั่วโมงที่สูญเสียไปทั้งระบบ
  • 2 : ทำให้การไหลสมดุล มิใช่กำลังการผลิตสมดุล
  • 3 : อัตถประโยชน์ (Utilization) ที่ได้เพิ่มขึ้น ณ จุดที่ไม่ได้เป็นคอขวดคือภาพลวงตา
  • 4 : เน้นกำไรต่อหน่วยสูงสุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 398 :
  • ข้อใดคือ ความสูญเสียด้านการผลิตที่ระบบการผลิตแบบลีน (Lean Manufacturing) มุ่งขจัดขอปรับ wording เป็นระบบการผลิตแบบลีน (Lean Manufacturing System) มุ่งขจัดความสูญเสียในการผลิตใดบ้าง
          
  • 1 : การผลิตมากเกินไป
  • 2 : การรอคอย
  • 3 : การเคลื่อนย้ายหรือการขนส่งวัสดุระยะทางยาวเกินไป
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 399 :
  • ข้อใด คือ แนวทางในการลดวัสดุคงคลัง ในระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี (Just-in-time Manufacturing System)
  • 1 : ผลิตใบสั่งงานที่ใช้เวลาในการผลิตมากที่สุดก่อน
  • 2 : ผลิตด้วยรุ่นการผลิตขนาดใหญ่ (Big Lot) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
  • 3 : มุ่งสู่การสั่งซื้อหรือสั่งผลิตด้วยรุ่นการผลิตขนาดเล็ก (Small Lot Size Ordering)
  • 4 : ให้มีการจัดเก็บเฉพาะสินค้าสำเร็จรูปเป็นสต๊อก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 400 :
  • ข้อใด ไม่ใช่ คุณลักษณะของการผลิตแบบทันเวลาพอดี  (Just-in-time Manufacturing System)
  • 1 : การไหลของวัสดุเป็นแบบ ดึง
  • 2 : สร้างความสัมพันธ์กับผู้ส่งมอบเป็นอย่างดี
  • 3 : สั่งซื้อวัสดุจำนวนน้อยในแต่ละครั้ง
  • 4 : ไม่ใช้การผลิตแบบอัตโนมัติ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
สภาวิศวกร