สภาวิศวกร

สาขา : อุตสาหการ

วิชา : Industrial Work Study

เนื้อหาวิชา : 162 : 01 นิยามด้านการศึกษาการเคลื่อนที่และเวลา
ข้อที่ 1 :
  • ผลิตภาพของแรงงาน (Labor Productivity) คืออะไร
  • 1 : อัตราส่วนระหว่างปริมาณหน่วยสินค้าชนิดหนึ่งที่ผลิตได้ต่อเงินลงทุนทั้งหมดที่ใช้ในการผลิตสินค้าทุกชนิด
  • 2 : อัตราส่วนระหว่างปริมาณหน่วยสินค้าทั้งหมดที่ผลิตได้ในแต่ละปีต่อจำนวนชั่วโมงทำงานทั้งหมดของพนักงานทั้งหมดที่ใช้ในการผลิต
  • 3 : อัตราส่วนระหว่างปริมาณหน่วยสินค้าทั้งหมดที่ผลิตได้ต่อปริมาณวัตถุดิบทั้งหมดที่ใช้ในการผลิต
  • 4 : อัตราส่วนระหว่างปริมาณหน่วยสินค้าทั้งหมดที่ผลิตได้ต่อจำนวนเครื่องจักรทั้งหมดที่ใช้ในการผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 2 :
  • การศึกษาวิธีการทำงาน (Method Study) หมายถึงอะไร
  • 1 : การศึกษาขั้นตอนวิธีการทำงานของคนงานและเครื่องจักรพร้อมกันเพื่อทำให้ผลผลิตสูงสุด โดยวิเคราะห์หาเวลามาตรฐานในการทำงานเพื่อใช้วัดประสิทธิภาพของพนักงานแต่ละคน
  • 2 : การศึกษาวิธีการทำงานอย่างเป็นระบบโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาวิธีการทำงานให้เป็นมาตรฐานทำให้เกิดการทำงานที่ดีที่สุดโดยตั้งมาตรฐานเวลาในการทำงานและฝึกหัดคนงานให้ทำงานตามที่กำหนดไว้
  • 3 : การศึกษาระบบและขั้นตอนการทำงานโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดต้นทุนการผลิตและทำให้คนงานทำงานได้รวดเร็วมากขึ้น
  • 4 : การศึกษาการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งของคนงาน เครื่องจักร และอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการผลิตเพื่อลดเวลาที่ใช้ผลิตและช่วยประหยัดทรัพยากรต่าง ๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 3 :
  • ใครได้รับการยกย่องให้เป็น บิดาแห่งการศึกษาการเคลื่อนไหว
  • 1 : Frederick W. Taylor
  • 2 : Arthur E. Mudth
  • 3 : Maslow
  • 4 : Frank B. Gilbreth
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 4 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่หลักการเพิ่มผลผลิต
  • 1 : CAD/CAM
  • 2 : 5R
  • 3 : หลัก4ศูนย์
  • 4 : TPM
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 5 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ ถือว่าเป็นการเพิ่มผลผลิตของวัสดุ (Material Productivity)
  • 1 : ดำสามารถพับถุงได้มากขึ้น 20 ใบต่อวัน
  • 2 : กิ่งขายข้าวแกงได้กำไรเพิ่มขึ้น 200 บาท
  • 3 : ป้านวลเอาเศษผ้าที่ตัดเสื้อมาทำที่เช็ดเท้า
  • 4 : พี่แววขายส้มตำดีมาก จึงไปซื้อมะละกอมาเพิ่มอีก 5 กิโลกรัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 6 :
  • องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของการศึกษาการเคลื่อนไหวและเวลา คืออะไร
  • 1 : สถานที่ปฏิบัติงาน
  • 2 : เครื่องจักร
  • 3 : อุปกรณ์ขนถ่ายวัสดุ
  • 4 : คน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 7 :
  • ความหมายของ “พนักงานปกติ (Normal Worker)” ในศาสตร์ของการศึกษาการเคลื่อนไหวและเวลา (Motion and Time Study) คืออะไร
  • 1 : พนักงานที่มีทักษะอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยและใช้ความพยายามในระดับปานกลางทำงานนั้น ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับพนักงานทั้งหมด
  • 2 : พนักงานที่ไม่ผิดปกติทางด้านความคิดและมีสุขภาพสมบรูณ์แข็งแรง
  • 3 : พนักงานที่สามารถทำงานได้ตามปกติโดยอาจจะทำงานได้มากหรือน้อยบ้างตามสภาวะจิตใจของพนักงานคนนั้น ๆ
  • 4 : พนักงานที่ทำงานแบบเดิมเป็นประจำโดยไม่เคยเปลี่ยนไปทำงานประเภทอื่น ๆ เลย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 8 :
  • การวัดผลงาน (Work Measurement) หมายถึงข้อใด
  • 1 : การหาเวลาในการทำงาน
  • 2 : การวัดประสิทธิภาพในการทำงาน
  • 3 : การวัดหาปริมาณงาน
  • 4 : ข้อ 1, 2, และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 9 :
  • เวลามาตรฐาน (Standard Time) คืออะไร
  • 1 : เวลาในการทำงานเฉลี่ยของกลุ่มพนักงาน
  • 2 : เวลาในการผลิตต่อหน่วยต่อวัน
  • 3 : เวลาการทำงานพื้นฐาน (Basic หรือ Normal time) ที่มีการคิดรวมค่าเวลาเผื่อหรือเวลาลดหย่อน (Allowance time) ในการทำงาน
  • 4 : จำนวนหน่วยที่ผลิตได้ต่อเวลาหนึ่งหน่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 10 :
  • เวลาปกติหรือเวลาพื้นฐาน (Basic หรือ Normal Time) ในศาสตร์ของการศึกษาเวลาหรือการวัดงานหมายถึงอะไร
  • 1 : เวลาที่คนงานและเครื่องจักรใช้ในการทำงานปกติร่วมกันในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ของการทำงานนั้น ๆ
  • 2 : เวลาที่ควรใช้ในการทำงานของคนงานที่มีประสิทธิภาพปกติในสภาวะแวดล้อมที่เป็นปกติ
  • 3 : เวลาที่คนงาน (ไม่รวมเครื่องจักร) ใช้ทำงานหนึ่ง ๆ ในสภาวะแวดล้อมปกติหรือไม่ปกติก็ได้
  • 4 : เวลาที่คนงานใช้ตรวจสอบเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตชิ้นงานว่าสามารถทำงานได้ปกติหรือไม่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 11 :
  • เวลามาตรฐาน (Standard Time) ในศาสตร์ของการศึกษาเวลาหรือการวัดงานหมายถึงอะไร
  • 1 : เวลาที่คนงานและเครื่องจักรใช้ในการทำงานปกติร่วมกันในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ของการทำงานนั้น ๆ
  • 2 : เวลาที่ควรใช้ในการทำงานของคนงานที่มีประสิทธิภาพปกติในสภาวะแวดล้อมที่เป็นปกติ
  • 3 : เวลาที่คนงานใช้ทำงานหนึ่ง ๆ ที่ต้องทำการศึกษาในสภาวะแวดล้อมปกติหรือไม่ปกติก็ได้แต่ต้องไม่รวมเวลาลดหย่อน
  • 4 : เวลาที่ควรใช้ในการทำงานของคนงานที่มีประสิทธิภาพปกติในสภาวะแวดล้อมที่เป็นปกติโดยรวมเวลาเผื่อหรือเวลาลดหย่อน (Allowance Time) ด้วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 12 :
  • องค์ประกอบเบื้องต้นในการทำงานคืออะไร
  • 1 : Input, Process และ Output
  • 2 : Raw Materials, Man และ Machine
  • 3 : Raw Materials, Process และ Product
  • 4 : Input, Method และ Output
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 13 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่สัมพันธ์กัน
  • 1 : การศึกษาวิธีการทำงาน และ วิธีการทำงานมาตรฐาน
  • 2 : การศึกษาเวลา และ เวลามาตรฐาน
  • 3 : การปรับปรุงการทำงาน และวิธีการทำงานมาตรฐานใหม่
  • 4 : การปรับปรุงการทำงาน และการผลิตผลิตภัณฑ์ตัวใหม่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 14 :
  • ข้อใดต่อไปนี้จัดเป็นส่วนสนับสนุนให้การผลิตมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
  • 1 : เครื่องจักร
  • 2 : วัสดุ
  • 3 : แสงสว่าง
  • 4 : วัตถุดิบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 15 :
  • ดัชนีประเมินผลตัวใดที่พิจารณาถึงการทำงานสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
  • 1 : ประสิทธิภาพ (Efficiency)
  • 2 : ประสิทธิผล (Effectiveness)
  • 3 : สมรรถนะ (Performance)
  • 4 : ผลิตภาพ (Productivity)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 16 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง
  • 1 : งานส่วนเกินที่เกิดขึ้นจากการออกแบบ ทำให้การประกอบผลิตภัณฑ์ทำได้ยากขึ้น
  • 2 : งานส่วนเกินที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของคน ทำให้คนงานเกิดความเมื่อยล้า
  • 3 : งานส่วนเกินที่เกิดขึ้นจากวิธีการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ทำงานได้ช้ากว่าที่กำหนด
  • 4 : งานสุทธิ (Net หรือ Basic Work) คือส่วนของงานที่จำเป็น หรืองานส่วนที่เหลือจากการตัดงานส่วนเกินต่างๆ ออกแล้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 17 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
  • 1 : วิชา Work Study ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ Methods Design และ Work Measurement
  • 2 : นักคิดหรือนักวิชาการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวิชา Work Study ที่จะต้องกล่าวถึง คือ Deming และ Juran
  • 3 : ประสิทธิผล (Effectiveness) เป็นองศาของความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมาย
  • 4 : ผลิตภาพ (Productivity) ไม่ได้วัดออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ แต่สามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขที่ไม่จำเป็นต้องน้อยกว่าหนึ่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 18 :
  • เวลาที่เครื่องจักรเดินที่มาตรฐาน (Machine Running Time at Standard) หมายถึงอะไร
  • 1 : เวลาที่เครื่องจักรทํางานทั้งหมด
  • 2 : เวลาที่เดินเครื่องจักรในสภาวะทั่วไป
  • 3 : เวลาที่เครื่องจักรมีไว้ทํางาน
  • 4 : เวลาที่เดินเครื่องในการทํางานจริงที่สภาพเครื่องจักรที่ดีที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 19 :
  • จงเรียงลำดับการศึกษาการทำงาน

    1. นิยามหรือระบุปัญหา (define หรือ determine job)  2. วัด (measure)  3.ตรวจ (examine) 4.ใช้งาน (implement หรือ use) 5.ประเมินหรือเลือก(evaluation หรือ selection) 6. ดำรง หรือทำให้ต่อเนื่อง (maintain) 7.บันทึก (record)

  • 1 : 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7
  • 2 : 1, 4, 2, 5, 3, 7, 6
  • 3 : 5, 7, 3, 2, 1, 4, 6
  • 4 : 5, 1, 2, 3, 7, 6, 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 20 :
  • การศึกษาการทํางาน (Work Study) ประกอบด้วยอะไรบ้าง
  • 1 : การจัดการโรงงานและการศึกษากรรมวิธีการทํางาน
  • 2 : การบํารุงรักษาและการควบคุมคุณภาพ
  • 3 : การศึกษาการผลิตและการประเมินคุณภาพ
  • 4 : การศึกษาวิธีการทํางานและการวัดผลงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 21 :
  • อะไรคือเป้าหมายของการวัดผลงาน
  • 1 : ปรับปรุงกระบวนการผลิตและวิธีการทำงาน
  • 2 : การกำหนดจำนวนคนงานให้เหมาะสมกับเครื่องจักร
  • 3 : หาวิธีเคลื่อนย้ายให้เหมาะสมต้นทุนต่ำ
  • 4 : กำหนดมาตรฐานวิธีการทำงานที่ใช้ในการพัฒนาบุคลากร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 22 :
  • ปฏิกิริยาสัมพัทธ์ระหว่างคนกับเครื่องจักรมีส่วนประกอบต่อการตัดสินใจอย่างไร
  • 1 : การรับรู้โดยการสัมผัส การได้ยิน การมองเห็น
  • 2 : การควบคุมเครื่องจักร การจัดตำแหน่งเครื่องจักร เครื่องมือและอุปกรณ์ และการอ่านผล
  • 3 : การโต้ตอบด้วยการมอง เขียน พูดให้สัญญาณ
  • 4 : การควบคุมเครื่อง การป้อนวัสดุ และการตรวจสอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 23 :
  • กระบวนการ (process) และวิธีการแตกต่างกัน (method) หรือไม่ อย่างไร
  • 1 : ไม่แตกต่าง บอกกิจกรรมที่ใช้ทำงานเหมือนกัน
  • 2 : แตกต่าง วิธีการเป็นตัวอธิบายกระบวนการ
  • 3 : ไม่แตกต่าง เป็นวิธีการทำงานมาตรฐานเหมือนกัน
  • 4 : แตกต่าง กระบวนการใช้กับการศึกษาระดับจุลภาค แต่วิธีการใช้กับการศึกษาระดับมหภาค
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 24 :
  • หลักการที่คำนึงถึงการใช้ร่างกายของคน การจัดสถานที่ในทำงาน และการออกแบบเครื่องมือและอุปกรณ์ เป็นหลักการใดในการศึกษาการทำงาน Work Study
  • 1 : หลักการเคลื่อนไหวแบบ Micromotion
  • 2 : หลักการเคลื่อนไหวเชิงอนุภาค
  • 3 : หลักการของเศรษฐศาสตร์ของการเคลื่อนไหว
  • 4 : หลักการเคลื่อนที่ขั้นมูลฐานของมือ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 163 : 02 การออกแบบวิธีทำงาน
ข้อที่ 25 :
  • การออกแบบวิธีทำงานสำหรับผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่จะต้องมีการวางแผนการผลิต ซึ่งมีขั้นตอนพื้นฐาน 6 ขั้นตอน คือขั้นตอนใดบ้าง
  • 1 : การรวบรวมข้อมูลความต้องการของลูกค้า การจัดซื้อวัตถุดิบ การเตรียมเครื่องจักร/อุปกรณ์ การกำหนดวันเริ่มผลิต การควบคุมคุณภาพ และ การส่งมอบสินค้า
  • 2 : การวิเคราะห์ตลาด การจัดเตรียมวัตถุดิบ การจัดเตรียมเครื่องจักร/อุปกรณ์ การจัดเตรียมคนงาน การผลิตผลิตภัณฑ์ และ การควบคุมคุณภาพ
  • 3 : การจัดเตรียมวัตถุดิบ การจัดเตรียมเครื่องจักร การจัดเตรียมคนงาน การทดสอบระบบการผลิต การดำเนินการผลิต และ การตรวจสอบคุณภาพ
  • 4 : การออกแบบผลิตภัณฑ์ การออกแบบกระบวนการผลิต การออกแบบวิธีทำงาน การออกแบบเครื่องมือ/อุปกรณ์ การออกแบบผังโรงงาน และ การกำหนดเวลามาตรฐาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 26 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ เป็นการออกแบบการทำงานที่ทำให้การทำงานนั้นง่ายขึ้น
  • 1 : สุดา ซื้อผ้าสาลูมาทำผ้าอ้อมเพราะซักง่าย และแห้งเร็ว
  • 2 : แก้วทำพื้นบ้านเป็นแบบหินอ่อน เพราะง่ายต่อการดูแลรักษา
  • 3 : วุฒิจะรีดผ้าทีละมากๆ เพื่อจะได้ประหยัดค่าไฟฟ้า
  • 4 : เปี๊ยกใช้รถเข็นเพื่อส่งผักให้ลูกค้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 27 :
  • ในการออกแบบสถานีงาน (Work Station Design) ควรคำนึงถึงข้อใด
  • 1 : Man Space
  • 2 : Machine Utilization
  • 3 : Materials Handling
  • 4 : Working Method
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 28 :
  • สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการออกแบบวิธีทำงาน (Method Design) คืออะไร
  • 1 : Body Movement
  • 2 : Operator Movement
  • 3 : Materials Handling
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 29 :
  • การผลิตสินค้าชนิดหนึ่งจะต้องผลิตใน 4 สถานี โดยทำการผลิตตามลำดับ (แบบอนุกรม) จงระบุว่าสถานีใดเป็นจุดคอขวด สถานีที่ 1 ใช้เวลาทำงาน 5 นาที สถานีที่ 2 ใช้เวลาทำงาน 8 นาที สถานีที่ 3 ใช้เวลาทำงาน 22 นาที สถานีที่ 4 ใช้เวลาทำงาน 15 นาที
  • 1 : สถานีที่ 1
  • 2 : สถานีที่ 2
  • 3 : สถานีที่ 3
  • 4 : สถานีที่ 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 30 :
  • คอคอดหรือคอขวดในกระบวนการผลิตคืออะไร
  • 1 : จุด 2 จุด หยุดชะงักหรือขัดข้องพร้อมกัน
  • 2 : กระบวนการผลิตทั้งหมดหยุดชะงัก
  • 3 : กระบวนการผลิตขั้นตอนสุดท้ายหยุดชะงัก
  • 4 : จุดใดจุดหนึ่งซึ่งมีผลให้การปฎิบัติการผลิต ณ จุดต่อ ๆ ไปหยุดชะงักหรือขัดข้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 31 :
  • การออกแบบกระบวนการผลิตสามารถใช้ข้อมูลจากข้อใดได้
  • 1 : Assembly Drawing
  • 2 : ชิ้นส่วนต้นแบบ
  • 3 : กระบวนการผลิตของผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกัน
  • 4 : ข้อ 1, 2, และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 32 :
  • สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการออกแบบวิธีการทำงาน (Method Design) คือข้อใด
  • 1 : ความสูงพนักงาน
  • 2 : ตำแหน่งการวางชิ้นงาน
  • 3 : การเข้า - ออก ของวัตถุดิบ
  • 4 : ข้อ 1 และ 2 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 33 :
  • การออกแบบกระบวนการผลิตที่เหมาะสมจะมีผลอย่างไรต่อขั้นตอนการผลิต
  • 1 : ไม่มีการเคลื่อนที่ย้อนกลับในกระบวนการผลิต
  • 2 : ไม่มี Work In Process เมื่อสิ้นสุดการทำงานใน 1 วัน
  • 3 : ไม่มีของเสียในกระบวนการผลิต
  • 4 : พนักงานไม่เมื่อยล้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 34 :
  • ข้อใดเป็นการออกแบบวิธีการทำงานที่ถูกต้อง
  • 1 : ผลิตภัณฑ์น้ำหนัก 5 กิโลกรัมเคลื่อนที่บนสายพานลำเลียง และถูกยกลงมาประกอบต่อบนโต๊ะ เพื่อลดปัญหาคอขวด
  • 2 : หน้าจอแสดงผลและปุ่มควบคุมอยู่ที่ระดับสายตา เพื่อให้มือและตาทำงานสอดคล้องกัน
  • 3 : ใช้มือซ้าย-ขวาช่วยกันจับยึดชิ้นงาน
  • 4 : ใช้ V-Block ในการตั้งตำแหน่งชิ้นงานทรงกลม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 35 :
  • งานข้อใดที่ไม่ควรถูกเลือกมาทำการปรับปรุงโดยใช้ศาสตร์การศึกษางาน
  • 1 : งานที่เป็นคอขวด
  • 2 : งานที่มีความสูญเปล่าจากการเคลื่อนย้าย
  • 3 : งานที่มีความสูญเปล่าจากเครื่องรอคน
  • 4 : งานที่มีความสูญเปล่าจากการผลิตมากเกินไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 36 :
  • การนำวิธีการทำงานที่ออกแบบไปใช้อยู่ในขั้นตอนใดของการออกแบบการทำงานและสิ่งที่ควรปฏิบัติในขั้นตอนนี้คือข้อใด
  • 1 : Production – Verification of method-time relation
  • 2 : Preproduction - Verification of method-time relation
  • 3 : Production – Correction of production condition
  • 4 : Preproduction – Correction of production condition
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 37 :
  • ในการพัฒนาหรือปรับปรุงวิธีการทำงานควรคำนึงถึงข้อใด
  • 1 : หลัก Eliminate, Simplify, Combine, Rearrange
  • 2 : หลัก QCC
  • 3 : หลัก 5ส
  • 4 : หลัก 7 Wastes
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 38 :
  • การทดลองใช้วัสดุและอุปกรณ์เพื่อการผลิต อยู่ในขั้นตอนใดของการออกแบบการทำงาน
  • 1 : Planning
  • 2 : Prototype
  • 3 : Preproduction
  • 4 : Production
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 39 :
  • ในการออกแบบวิธีการทำงานใหม่ ควรคำนึงถึงข้อใด
  • 1 : หลัก ECRS
  • 2 : หลัก 5R
  • 3 : หลัก 5ส
  • 4 : ข้อ 1 และ ข้อ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 40 :
  • เมื่อออกแบบวิธีการทำงานแล้วนำไปใช้ในเฟสสุดท้ายคือการผลิต (production) จะมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคืออะไร
  • 1 : วิธีการนั้นเป็นไปตามที่ออกแบบหรือไม่
  • 2 : มีส่วนใดที่สามารถปรับปรุงได้อีก
  • 3 : เขียนเป็นวิธีการทำมาตรฐาน
  • 4 : ข้อ 1 และ 2 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 41 :
  • การศึกษางานสามารถถูกนำเข้าไปช่วยในการออกแบบการทำงานได้อย่างไร
  • 1 : ช่วยในการหาแนวทางการปรับปรุงในเฟสที่สาม หรือเฟส production
  • 2 : ช่วยในการปรับปรุงวิธีการทำงาน ในเฟสที่หนึ่ง หรือเฟส planning
  • 3 : ช่วยในการกำหนดตัวพนักงานที่จะทำงาน ในเฟสสอง หรือเฟส pre production
  • 4 : ช่วยในการออกแบบผลิตภัณฑ์ ในเฟสที่หนึ่ง หรือเฟส planning
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 42 :
  • การให้พนักงานที่ผ่านการฝึกหรืออบรมแล้วทดลองทำงานเพื่อเทียบวิธีที่พนักงานทำกับวิธีการที่ออกแบบ อยู่ในขั้นตอนใดของการออกแบบการทำงาน
  • 1 : design
  • 2 : planning
  • 3 : preproduction
  • 4 : production
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 43 :
  • ข้อใดไม่ใช่สิ่งที่นักออกแบบวิธีการทำงานต้องคำนึง
  • 1 : จะต้องให้ได้ทางเลือกที่ดีที่สุดตั้งแต่แรก
  • 2 : จะต้องพิจารณาถึงผลที่จะตามมาในอนาคต
  • 3 : จะต้องพิจารณาถึงจิตใจของผู้ทำงาน
  • 4 : จะต้องเปรียบเทียบคำตอบเหล่านั้นโดยใช้หลักเศรษฐศาสตร์ในการวิเคราะห์เงินลงทุนรวม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 44 :
  • การออกแบบงานเพื่อการผลิต ควรมีข้อมูลใดบ้าง
  • 1 : ปริมาณของผลิตภัณฑ์ที่จะผลิต
  • 2 : จำนวนของคนงานที่จะใช้ในแต่ละกิจกรรม
  • 3 : เวลาที่ใช้ในการเดินสายการผลิต
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 45 :
  • จริงหรือไม่ที่ในการออกแบบการทำงานจำเป็นต้องมีการประยุกต์ใช้การปรับปรุงการทำงานร่วมด้วย
  • 1 : ไม่จริง เพราะการออกแบบการทำงานไม่ใช่การปรับปรุงงาน
  • 2 : เป็นจริง เพราะหากมีการใช้การปรับปรุงงานตั้งแต่ขั้นวางแผน จะทำให้สามารถวิเคราะห์หากิจกรรมส่วนเกินได้โดยง่าย
  • 3 : เป็นจริง เพราะในขั้นตอนการทดลองผลิตหากพบกิจกรรมที่ทำให้เกิดงานส่วนเกิน จะต้องทำการปรับปรุง
  • 4 : ไม่จริง เพราะการออกแบบการทำงานเป็นการออกแบบเพื่อให้เกิดกิจกรรมที่จำเป็นในการทำงานเท่านั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 46 :
  • ในการออกแบบวิธีทำงานของกระบวนการผลิตที่เป็นงานที่ทำเสร็จในสถานีหนึ่งๆ สามารถใช้ข้อมูลการทำงานเก่าจากผลิตภัณฑ์ที่ใกล้เคียงกันซึ่งถูกบันทึกโดยใช้เครื่องมือตัวใด
  • 1 : แผนภูมิกระบวนการผลิตโดยสังเขป (outline process chart)
  • 2 : แผนภูมิการทำงานมือซ้ายขวา (left-right hand chart)
  • 3 : แผนภูมิกระบวนการผลิต (flow process chart)
  • 4 : แผนผังการไหลของงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 47 :
  • ในระหว่างที่ทดลองทำการผลิต เมื่อพบว่าพนักงานมีวิธีการทำงานที่แตกต่างไปจากที่ออกแบบไว้ ควรกระทำอย่างไรเป็นสิ่งแรก
  • 1 : หยุดการทำงาน และเปลี่ยนตัวพนักงานที่สามารถทำงานในตำแหน่งนั้นได้
  • 2 : หาข้อมูลเพื่อดูว่าเพราะเหตุใดจึงทำตามวิธีการที่กำหนดไว้ไม่ได้
  • 3 : ทำการอบรมพนักงานให้มีความชำนาญมากขึ้น
  • 4 : เปลี่ยนวิธีการทำงานที่ออกแบบไว้ให้เหมือนกับวิธีที่พนักงานกระทำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 48 :
  • ในระหว่างที่ทดลองทำการผลิต เมื่อพบว่าพนักงานทำงานได้ตามวิธีการทำงานที่ออกแบบไว้ แต่ใช้เวลานานกว่าที่กำหนดไว้ ควรกระทำอย่างไร
  • 1 : ทำการอบรมพนักงานใหม่เพื่อให้ทำงานคล่องขึ้น
  • 2 : วิเคราะห์หางานส่วนที่ทำให้เวลาการทำงานนานขึ้นเพื่อทำการปรับปรุงต่อไป
  • 3 : แจ้งให้ลูกค้าทราบเพื่อกำหนดเวลาการผลิต และส่งสินค้าได้ทัน
  • 4 : ออกแบบวิธีการทำงานใหม่ที่ใช้เวลาน้อยลงกว่าเดิม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 164 : 03 ขั้นตอน วิธีปฏิบัติ และการประยุกต์ใช้หลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด
ข้อที่ 49 :
  • พื้นที่ทำงานสูงสุด (Maximum Working Areas) ในการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวโดยหลักการประหยัดการเคลื่อนไหว (Principle of Motion Economy) เป็นอย่างไร
  • 1 : เป็นพื้นที่ที่คนงานสามารถเอื้อมมือ แขนบน และแขนล่างไปถึงได้ โดยไม่ต้องโน้มตัวไปด้วย
  • 2 : เป็นพื้นที่เฉพาะบริเวณทำงานของคนงานแต่ละคนที่จะเดินไปมาในขณะทำงาน
  • 3 : เป็นพื้นที่ภายในโรงงานที่คนงานสามารถเดินไปมาได้มากที่สุดในขณะทำงาน
  • 4 : เป็นพื้นที่ใด ๆ ของโรงงานที่คนงานสามารถเคลื่อนตนเองไปได้ขณะทำงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 50 :
  • ข้อใดไม่ใช่หลักการประหยัดการเคลื่อนไหว(principle of motion economy)ที่เกี่ยวกับการใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  • 1 : มือทั้งสองข้างควรจะเริ่มต้นและหยุดการเคลื่อนไหวพร้อมกัน
  • 2 : แขนทั้งสองข้างควรเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกันพร้อมกันและสมมาตรกัน
  • 3 : มือควรสามารถเคลื่อนไหวโดยเคลื่อนแบบซิกแซกหรือเคลื่อนเป็นเส้นตรงแล้วเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็วได้
  • 4 : มือทั้งสองข้างไม่ควรว่างงานพร้อมกัน ยกเว้นเวลาพัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 51 :
  • ข้อใดเป็นหลักการประหยัดการเคลื่อนไหว(principle of motion economy)ที่เกี่ยวกับการออกแบบเครื่องมือและอุปกรณ์
  • 1 : การใช้เครื่องพิมพ์ดีดควรเคลื่อนไหวนิ้วมือแบบราบรื่น ไม่ซิกแซก หรือ เปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็วเพื่อลดความเมื่อยล้า
  • 2 : ควรใช้งานเครื่องจักรต่าง ๆ ที่ความเร็วรอบที่เหมาะสมเพื่อยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักร
  • 3 : อุปกรณ์ช่วยงาน เช่น คานงัด (Levers) ชะแลง (Crossbars) ควรวางไว้ในตำแหน่งที่คนงานต้องขยับตัวได้ค่อนข้างมากเพื่อเพิ่มการได้เปรียบเชิงกล
  • 4 : เครื่องมือและวัสดุควรวางในลักษณะเตรียมวางเข้าที่ (Pre-position)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 52 :
  • ขัอใดต่อไปนี้ ไม่ใช่หลักการทำงานเพื่อให้เกิดการประหยัดการเคลื่อนไหว
  • 1 : มือทั้ง 2 ข้างต้องไม่ว่างในเวลาเดียวกัน ยกเว้นตอนพักงาน
  • 2 : มือทั้ง 2 ข้างต้องเริ่มต้น และสิ้นสุดการเคลื่อนไหวไม่พร้อมกัน
  • 3 : การเคลื่อนไหวของแขนและมือแบบวงโค้งต่อเนื่อง จะนิยมมากกว่าแบบเส้นตรง
  • 4 : ควรพิจารณาจังหวะและท่าทางในการทำงาน ของพนักงานประกอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 53 :
  • จงระบุว่าข้อใดเป็นประโยชน์โดยตรงต่อคนงานเมื่อจัดวิธีการทำงานในขั้นตอนประกอบโบลท์และแหวน (Bolt and Washer) โดยให้แขนทั้งสองข้างของคนงานเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกัน พร้อมกัน และ สมมาตรกัน
  • 1 : ช่วยลดความล้าที่เกิดกับแขนข้างใดข้างหนึ่งเมื่อมีการทำงานไปนานๆ ทำให้พนักงานปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง
  • 2 : ช่วยเสริมสร้างความมีสมาธิแก่คนงานในขณะปฏิบัติงานเพราะต้องระมัดระวังชิ้นส่วนต่าง ๆ หล่นจากโต๊ะทำงาน
  • 3 : ช่วยเพิ่มความสามารถของกล้ามเนื้อแขนของคนงานในการจับและเคลื่อนย้ายชิ้นส่วน โบลท์ และ แหวน เพื่อนำมาประกอบกัน
  • 4 : ช่วยลดเวลาในการปฏิบัติงาน ทำให้คนงานมีเวลาไปทำงานอื่น ๆ ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิผลให้กับองค์กร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 54 :
  • การเคลื่อนไหวของมือควรจะเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นแนวทางหนึ่งของการประหยัดการเคลื่อนไหว ซึ่งอยู่ในหลักการข้อใด
  • 1 : หลักการประหยัดการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับการจัดสถานที่ทำงาน
  • 2 : หลักการประหยัดการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับการใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  • 3 : หลักการประหยัดการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับการออกแบบเครื่องมือ และ อุปกรณ์
  • 4 : หลักการประหยัดการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์พิเศษในการทำงานของคนงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 55 :
  • ข้อใดเป็นการใช้โมเมนตัม (Momentum) ช่วยทำงาน
  • 1 : การใช้มือดันกล่องบรรจุขวดน้ำหวานที่ไหลลงมาจากทางลาดเอียงให้หยุดไหลเพื่อปิดฝากล่อง
  • 2 : การขันสกรูขนาดเล็กด้วยไขควง
  • 3 : คนงานผลักกล่องบรรจุขวดน้ำหวานที่ไหลมาบนลูกกลิ้งให้เคลื่อนไปยังขั้นตอนการผลิตต่อไป
  • 4 : การยกกล่องบรรจุขวดน้ำหวานวางบนโต๊ะทำงานเพื่อปิดฝากล่อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 56 :
  • เครื่องมือและวัสดุต้องมีที่วางที่แน่นอนไม่เคลื่อนย้ายไปมาเพื่อช่วยให้คนงานมีนิสัยในการวางเครื่องมือและวัสดุให้เป็นระเบียบ อีกทั้งช่วยให้เกิดการปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นโดยอัตโนมัตินั้นเป็นแนวทางหนึ่งของการประหยัดการเคลื่อนไหว ซึ่งอยู่ในหลักการข้อใด
  • 1 : หลักการประหยัดการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับการใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  • 2 : หลักการประหยัดการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับการออกแบบเครื่องมือ และ อุปกรณ์
  • 3 : หลักการประหยัดการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์พิเศษในการทำงานของคนงาน
  • 4 : หลักการประหยัดการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับการจัดสถานที่ทำงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 57 :
  • โดยทั่วไปคนมักจะทำงานโดยใช้มือข้างใดข้างหนึ่งที่ตนถนัดทำงาน เช่น การประกอบโบลต์และแหวน (Bolts and Washers) มือข้างหนึ่งจะถือชิ้นส่วน (โบลต์) ที่เริ่มประกอบไว้เฉยๆ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งจะมีการเคลื่อนไหวไปหยิบชิ้นส่วนต่างๆ (แหวน) มาประกอบเข้ากับชิ้นส่วนที่ถืออยู่ ซึ่งการทำงานอย่างนี้ไม่เป็นที่พึงปรารถนา เพราะเป็นการใช้มือข้างเดียวทำงาน จากการที่มืออีกข้างหนึ่งถือชิ้นส่วน (โบลต์) ไว้เฉยๆ ดังนั้นจึงมีการวิเคราะห์การทำงานของมือทั้งสองข้างด้วยแผนภูมิมือขวาและมือซ้าย (Left and Right Hand Chart) อยากทราบว่าการวิเคราะห์ดังกล่าวจะเกิดประโยชน์อย่างไร
  • 1 : ช่วยประหยัดการเคลื่อนไหวของมือทั้งสองข้างโดยให้มือทั้งสองข้างเริ่มต้นและหยุดการเคลื่อนไหวพร้อมกัน อีกทั้งมือทั้งสองข้างไม่ควรว่างงานพร้อมกัน
  • 2 : ลดการทำงานของมือข้างที่คนงานถนัดทำให้คนงานไม่เมื่อยล้ามากเกินไป ซึ่งจะเกิดผลเสียต่อคุณภาพของงานที่ทำอยู่และอาจจะเกิดอันตรายต่อคนงานได้
  • 3 : การใช้แผนภูมิมือขวาและมือซ้ายมาวิเคราะห์การทำงานจะมีประโยชน์ต่อการทำงานในทุกส่วนงานขององค์กรโดยทำให้ทราบว่าการทำงานจะเกิดความสูญเสียอย่างไรบ้าง
  • 4 : เพื่อเพิ่มความสะดวกแก่ผู้บริหารองค์กรในการบริหารงานบุคคลให้คนงานทำงานอย่างมีความสมดุล ซึ่งจะช่วยให้การผลิตสินค้ามีคุณภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 58 :
  • การส่งชิ้นงานโดยปล่อยลงไป (Drop Deliveries) ควรใช้ในการทำงานเพื่อประโยชน์อะไร
  • 1 : ลดการใช้มือทั้งสองข้างในการยกชิ้นงานที่ทำเสร็จไปวางในตำแหน่งที่ต้องการ อีกทั้งยังสามารถประหยัดเวลาการทำงานของคนงานได้
  • 2 : ช่วยให้คนงานพัฒนาการทำงานได้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องตลอดเวลา อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานในขั้นตอนอื่น ๆ ทำงานได้ง่ายขึ้น
  • 3 : ลดความพยายามในการจัดลำดับการทำงานของฝ่ายวางแผนการผลิต อีกทั้งยังช่วยให้การทำงานของคนงานแล้วเสร็จตามกำหนดการมากขึ้น
  • 4 : ช่วยเสริมสร้างให้คนงานทุก ๆ คนในองค์กรเข้าใจหลักการทำงานที่เหมาะสมและช่วยลดของเสียที่เกิดขึ้นได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 59 :
  • ในการประกอบน๊อต แหวน และ โบลท์ (Nut, Washer, and Bolt) ตามลำดับ โดยกล่องที่ใช้ใส่ น๊อต แหวน และ โบลท์ จะมีจำนวนสองชุดวางไว้ทางด้านซ้ายมือและด้านขวามือของคนงาน และกล่องที่ใส่น๊อตจะถูกวางไว้ห่างจากตำแหน่งที่คนงานยืนอยู่ไกลที่สุด (แต่คนงานยังสามารถเอื้อมมือไปหยิบน๊อตได้) ถัดมาจะวางกล่องที่ใส่แหวนและกล่องที่ใส่โบลท์ตามลำดับ นั่นคือกล่องที่ใส่โบลท์จะอยู่ใกล้ตำแหน่งที่คนงานยืนอยู่มากที่สุด สำหรับขั้นตอนการประกอบ คนงานจะใช้มือทั้งสองข้างไปหยิบน๊อตจากกล่องด้านซ้ายมือและด้านขวามือด้วยมือซ้ายและมือขวาตามลำดับ เพื่อนำมาวางไว้ในอุปกรณ์ช่วยจับยึดที่มีสองจุดทางด้านซ้ายมือและด้านขวามือของคนงาน จากนั้นคนงานก็จะเอื้อมมือซ้ายและมือขวาไปหยิบแหวนที่ใส่ไว้ในกล่องด้านซ้ายมือและด้านขวามือ เพื่อนำมาวางบนน๊อต แล้วคนงานจะเอื้อมมือซ้ายและมือขวาไปหยิบโบลท์ที่ใส่ไว้ในกล่องด้านซ้ายมือและด้านขวามือ เพื่อนำมาขันเข้ากับแหวนและน๊อตที่วางไว้ในอุปกรณ์จับยึด ซึ่งการทำงานดังกล่าวข้างต้นของคนงาน จะเป็นไปอย่างราบรื่น อยากทราบว่าใช้หลักการประหยัดการเคลื่อนไหว (Principle of Motion Economy) ประการใดเป็นสำคัญในการดำเนินงานดังกล่าว
  • 1 : หลักการประหยัดการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับการออกแบบอุปกรณ์พิเศษช่วยในการทำงาน
  • 2 : หลักการประหยัดการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับการจัดสถานที่ทำงาน
  • 3 : หลักการประหยัดการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับการออกแบบเครื่องมือและอุปกรณ์ และหลักการประหยัดการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับการใช้ส่วนต่างๆของร่างกาย
  • 4 : หลักการประหยัดการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับการทำงานของคนงานและเครื่องจักร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 60 :
  • การเชื่อมประสานท่อทรงกระบอกที่ปลายท่อด้านหนึ่ง ซึ่งท่อนี้ยาวประมาณสองเมตร และถูกจับยึดด้วยลูกกลิ้ง (Roller) สองอันที่ปลายท่อทั้งสองด้าน และลูกกลิ้งจะหมุนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า จากมอเตอร์ไฟฟ้าจะมีสายควบคุม โยงไปถึงสถานที่ทำงานของคนงานที่ทำหน้าที่เชื่อมท่อนี้ ซึ่งการควบคุมมอเตอร์ไฟฟ้านี้ จะทำโดยคนงานที่ทำหน้าที่เชื่อมท่อ ด้วยการใช้เท้าเหยียบแป้นเหยียบ ที่ทำหน้าที่เป็นสวิตช์ของสายควบคุมการหมุนของมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อให้ลูกกลิ้งหมุนท่อไปยังตำแหน่งที่คนงานต้องเชื่อมทั้งหมดสามจุด อยากทราบว่าการออกแบบแป้นเหยียบนี้เป็นการใช้หลักการประหยัดการเคลื่อนไหว (Principle of Motion Economy) ประการใดเป็นสำคัญในการดำเนินงานดังกล่าวข้างต้น 
  • 1 : หลักการประหยัดการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับการจัดสถานที่ทำงาน
  • 2 : หลักการประหยัดการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับการทำงานของคนงานและเครื่องจักร
  • 3 : หลักการประหยัดการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับการออกแบบเครื่องมือและอุปกรณ์
  • 4 : หลักการประหยัดการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับการทำงานของคนงานหลายคนร่วมกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 61 :
  • ลักษณะของท่าทำงานที่ดี เช่น ท่ายืนที่ดีและถูกต้องของคนงานในขณะทำงานควรเป็นอย่างไร
  • 1 : การยืนของคนงานอาจจะเอียงไปข้างหน้าเพื่อเหยียดแขนและมือทั้งสองข้างไปยกชิ้นงานที่อยู่ด้านหน้าซึ่งวางไว้ค่อนข้างไกลจากตัวคนงานโดยไม่ยากนัก
  • 2 : การยืนของคนงานต้องให้ร่างกายตั้งตรงส่วนของคอและศีรษะโน้มเอียงไปด้านหน้าเพื่อช่วยในการมองชิ้นงานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
  • 3 : การยืนของคนงานให้เป็นไปตามความถนัดของแต่ละคนเพราะขนาดร่างกายของคนงานแต่ละคนไม่เท่ากันบางคนสูงบางคนเตี้ย
  • 4 : การยืนของคนงานต้องให้ศีรษะ คอ หน้าอก และท้องอยู่ในแนวดิ่ง เพื่อให้กระดูกโครงร่างรับน้ำหนักส่วนใหญ่และมีความเครียดที่กล้ามเนื้อน้อยที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 62 :
  • หลักการประหยัดการเคลื่อนไหว (Principle of Motion Economy) ที่เกี่ยวกับการใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายนั้นสามารถดำเนินการได้อย่างไร
  • 1 : โดยการนำเครื่องจักรกึ่งอัตโนมัติหรือเครื่องจักรอัตโนมัติมาใช้ทำงานแทนคนงานให้มากที่สุด
  • 2 : โดยการกระจายงานต่าง ๆ ให้คนงานทุกคนในทุกส่วนงานได้ทำงานอย่างสม่ำเสมอและเท่าเทียมกัน
  • 3 : โดยลดการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นในการทำงานนั้น ๆ และใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างเหมาะสม
  • 4 : ใช้เครื่องจักรอัตโนมัติและใช้คนงานที่มีความชำนาญและมีทักษะมาก ๆ ในการทำงานนั้น ๆ มาดำเนินการ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 63 :
  • ในขณะทำงานต้องพยายามใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายประเภทที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งประเภทของการเคลื่อนไหวนี้ได้สร้างขึ้นตามแกนหมุนต่าง ๆ ของส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อยากทราบว่าแกนหมุนที่หัวไหล่จะช่วยในการเคลื่อนไหวของอวัยวะส่วนใดของร่างกาย
  • 1 : แขนบน แขนล่าง มือ และ นิ้วมือ
  • 2 : แขนบน แขนล่าง และ มือ เท่านั้น
  • 3 : ลำตัวท่อนบน แขนบน แขนล่าง มือ และ นิ้วมือ
  • 4 : แขนล่าง มือ และ นิ้วมือ เท่านั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 64 :
  • ในขณะทำงานต้องพยายามใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายประเภทที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งประเภทของการเคลื่อนไหวนี้ได้สร้างขึ้นตามแกนหมุนต่าง ๆ ของส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อยากทราบว่าแกนหมุนที่ท้องจะช่วยในการเคลื่อนไหวของอวัยวะส่วนใดของร่างกาย
  • 1 : แขนบน แขนล่าง มือ และ นิ้วมือ
  • 2 : แขนบน แขนล่าง และ มือ
  • 3 : ลำตัวท่อนบน แขนบน แขนล่าง มือ และ นิ้วมือ
  • 4 : แขนล่าง มือ และ นิ้วมือ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 65 :
  • ข้อใดไม่ใช่หลักการประหยัดการเคลื่อนไหว (Principle of Motion Economy) ที่เกี่ยวกับการใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  • 1 : ใช้เครื่องมือ 2 ชิ้นหรือมากกว่าเข้าร่วมกันทำงานในทุกโอกาสที่สามารถทำได้
  • 2 : การเคลื่อนไหวของแขนทั้งสองข้างควรจะเหมือนกันในเวลาเดียวกันแต่ในทิศทางตรงกันข้าม
  • 3 : ใช้การเคลื่อนไหวแบบวงโค้งต่อเนื่องมากกว่าการเคลื่อนไหวแบบเส้นตรงแล้วมีการเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน
  • 4 : มือทั้งสองข้างจะต้องไม่ว่างงานในเวลาเดียวกันยกเว้นตอนพักงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 66 :
  • ข้อใดไม่ใช่หลักการประหยัดการเคลื่อนไหว (Principle of Motion Economy) ที่เกี่ยวกับการจัดสถานที่ทำงาน
  • 1 : เครื่องมือและวัสดุที่ใช้ในการทำงานต้องจัดเตรียมไว้ในตำแหน่งที่แน่นอนเพื่อลดเวลาในการค้นหาเมื่อต้องการใช้งาน
  • 2 : ใช้โมเมนตัมของตัวคนงานช่วยในการทำงาน แต่ถ้าในกรณีที่ต่อต้านกับกล้ามเนื้อของคนงานขณะทำงานต้องลดโมเมนตัมลงให้เหลือน้อยที่สุด
  • 3 : ใช้กล่องหรือภาชนะเก็บของเพื่อนำของนั้น ๆ ไปวางให้ใกล้กับผู้ปฏิบัติงานมากที่สุด
  • 4 : สีของบริเวณที่ปฏิบัติงานต้องตัดกันกับงานที่กระทำ เพื่อลดความเมื่อยล้าของนัยตา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 67 :
  • เครื่องมือช่วยในการบันทึกข้อมูลตัวใด สามารถให้ข้อมูลในการปรับปรุงโดยใช้หลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)ได้มากที่สุด
  • 1 : แผนผังการไหล (Flow Diagram)
  • 2 : แผนภูมิกิจกรรม (Activity Chart)
  • 3 : แผนภูมิมือซ้าย-มือขวา (Left-Right Hand Chart)
  • 4 : แผนภูมิการผลิต (Process Chart)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 68 :
  • การออกแบบความสูงโต๊ะ-เก้าอี้ที่ใช้นั่งในการทำงานตรงตามหลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)ข้อใด
  • 1 : การใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  • 2 : การจัดสถานที่ทำงาน
  • 3 : การออกแบบเครื่องมือและอุปกรณ์
  • 4 : การยศาสตร์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 69 :
  • ตัวอย่างการออกแบบเครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)คือข้อใด
  • 1 : การออกแบบปุ่มหยุดฉุกเฉินบนเครื่องจักร
  • 2 : การออกแบบตำแหน่งปุ่มควบคุมและแสดงผลบนเครื่องจักร
  • 3 : การออกแบบพื้นที่รองรับเครื่องจักร
  • 4 : การกำหนดความสว่างในบริเวณที่เครื่องจักรทำงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 70 :
  • หลักการการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)ประกอบด้วยอะไรบ้าง
  • 1 : การศึกษาด้านเทคนิค การจัดการทางด้านเศรษฐศาสตร์ การใช้โครงร่างมนุษย์
  • 2 : การใช้โครงร่างมนุษย์ การจัดตําแหน่งสถานที่ปฎิบัติงาน การออกแบบเครื่องมือ
  • 3 : การจัดตําแหน่งสถานที่ปฎิบัติงาน การวิจัยและพัฒนาคน การทดสอบวัสดุ
  • 4 : การออกแบบเครื่องมือ การออกแบบโรงงาน การวางแผนการผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 71 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องตามหลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด
  • 1 : ควรจัดให้มีการเคลื่อนไหวตามจังหวะธรรมชาติตามหลักการใช้โครงร่างมนุษย์
  • 2 : ควรจัดให้มีการเคลื่อนไหวแนววิถีโค้งมากกว่าการเคลื่อนแนวเส้นตรงตามหลักการใช้โครงร่างมนุษย์
  • 3 : ควรจัดให้มีแสงสว่างเพียงพอตามหลักการจัดตำแหน่งของสถานที่การปฏิบัติงาน
  • 4 : ควรใช้สายตามองให้ชัดเจนตามหลักการจัดตำแหน่งของสถานที่การปฏิบัติงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 72 :
  • หัวข้อใดเป็นส่วนหนึ่งของหลักการประหยัดการเคลื่อนไหว(principle of motion economy)ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสถานที่ทำงาน
  • 1 : การจัดเรียงเครื่องมือและวัสดุเป็นเส้นตรงบนโต๊ะ ทำให้ทำงานได้สะดวกและง่าย
  • 2 : ไม่ควรมีตำแหน่งที่ตั้งของเครื่องมือและวัสดุที่แน่นอนตายตัว เพราะจะทำให้การทำงานไม่ยืดหยุ่น
  • 3 : ควรใช้การส่งวัสดุด้วยการยกจากล่างขึ้นบนเมื่อทำได้
  • 4 : ควรจัดเก้าอี้ให้มีความสูงพอดีเพื่อให้เกิดมีภาพท่าการนั่งที่ดีและสบายแก่คนงานทุกคน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 73 :
  • ข้อใดเป็นส่วนหนึ่งของหลักการประหยัดการเคลื่อนไหว(principle of motion economy)ที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเครื่องมือและอุปกรณ์
  • 1 : ควรพิจารณาถึงการทดแทนการเคลื่อนไหวด้วยมือ หรือส่วนอื่นของร่างกายเพื่อลดจำนวนพนักงานลง
  • 2 : ไม่ควรออกแบบเครื่องมือที่มีหลายหน้าที่ในตัว เพราะจะเกิดความสับสนในการใช้งาน
  • 3 : ควรออกแบบเครื่องมือและอุปกรณ์ให้มีการควบคุมได้ง่าย รวดเร็วขึ้น และปลอดภัย อาจใช้คนควบคุม ณ หน้างานก็ได้
  • 4 : ควรยกเลิกงานที่ทำด้วยเท้าและใช้มือหรือจิ๊กและฟิกซ์เจอร์เป็นหลัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 74 :
  • เพราะเหตุใดการเคลื่อนไหวของแขนและมือจึงควรเป็นแนวโค้ง
  • 1 : ทำให้เกิดความต่อเนื่องในการเคลื่อนไหว
  • 2 : ทำให้เกิดความสวยงามเป็นระเบียบในการจัดวางอุปกรณ์
  • 3 : ทำให้ความเร็วในการทำงานคงที่
  • 4 : ข้อ 1 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 75 :
  • การเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนไหวของมือในขณะทำงานมีผลทำให้เกิดอะไร
  • 1 : ความเร็วในการทำงานลดลง
  • 2 : การจัดเรียงกล่องชิ้นส่วนทำได้ยาก
  • 3 : ทำให้มือได้รับบาดเจ็บ
  • 4 : รัศมีการทำงานน้อยลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 76 :
  • การจัดวางชิ้นส่วนเพื่อใช้ประกอบผลิตภัณฑ์ตามหลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)ควรเป็นอย่างไร
  • 1 : ควรวางไว้ตรงหน้าและใกล้ตัวพนักงานเพื่อลดการเคลื่อนไหว
  • 2 : ควรวางไว้เป็นแนวเส้นตรงเพื่อให้หยิบใช้ได้ง่าย
  • 3 : ควรวางเป็นแนวโค้งตามการเคลื่อนไหวของมือ และมีระยะห่างจากตัวพนักงานในตำแหน่ง Normal Reach
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 77 :
  • ข้อใดไม่ใช่ผลของการใช้พื้นลาดเอียงช่วยในการปล่อยวัสดุ ตามหลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)
  • 1 : ทำให้ชิ้นงานเคลื่อนที่สะดวก
  • 2 : ทำให้ชิ้นงานเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ตัวพนักงาน
  • 3 : ลดการแตกหักของชิ้นงาน
  • 4 : ลดระยะการเอื้อมของพนักงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 78 :
  • ข้อใดเป็นผลของการใช้พื้นลาดเอียงช่วยในการปล่อยวัสดุ ตามหลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)
  • 1 : ลดความฝืดในการทำงาน
  • 2 : ลดการใช้กล่องบรรจุอุปกรณ์
  • 3 : ลดการแตกหักของชิ้นงาน
  • 4 : ลดระยะการเอื้อมของพนักงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 79 :
  • ข้อใดเป็นการใช้หลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)ในการออกแบบการทำงาน
  • 1 : การออกแบบการวางชิ้นส่วนที่ใช้ในการประกอบบนโต๊ะงาน ตามลำดับการประกอบเป็นผลิตภัณฑ์
  • 2 : การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สามารถจับถือได้ง่ายโดยการใช้มือทั้งสองข้าง
  • 3 : การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีน้ำหนักเบา
  • 4 : การออกแบบโต๊ะทำงานให้มีพื้นที่วางชิ้นส่วนอย่างกว้างขวาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 80 :
  • ข้อใดเป็นการใช้มือในการทำงานได้ถูกต้องตามหลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)
  • 1 : การใช้มือปรับปุ่มควบคุมที่ระดับศีรษะ
  • 2 : การให้มือเคลื่อนที่ไป - กลับอย่างต่อเนื่องครบรอบ
  • 3 : การหยิบชิ้นงานที่วางบนพื้นห้องทำงาน
  • 4 : การใช้มือสองข้างจับยึดชิ้นงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 81 :
  • ใครเป็นผู้คิดหลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)
  • 1 : Newton
  • 2 : Gilbreth
  • 3 : Taylor
  • 4 : Therblig
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 82 :
  • การเคลื่อนไหวในข้อใดถือว่ามีระดับการเคลื่อนไหวที่น้อยที่สุดตามหลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)
  • 1 : การคลื่อนไหวของแขน
  • 2 : การเคลื่อนไหวของขา
  • 3 : การเคลื่อนไหวของข้อศอก
  • 4 : การเคลื่อนไหวของนิ้วมือ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 83 :
  • การเคลื่อนไหวที่มีการเปลี่ยนทิศทางแบบหักมุมอย่างกะทันหันจะมีผลอย่างไร ตามหลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)
  • 1 : เกิดความเมื่อยล้า
  • 2 : ใช้เวลานานขึ้น
  • 3 : เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายของข้อมือได้
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 84 :
  • ข้อใดถูกต้องตามหลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)
  • 1 : พนักงานควรนั่งทำงานเพื่อป้องกันความเมื่อยล้า
  • 2 : งานที่มีความละเอียดมากจะต้องการแสงสว่างน้อยเพื่อป้องกันสายตาพล่ามัว
  • 3 : การทำงานที่มีการเปลี่ยนท่าการนั่งและการยืนได้จะลดความเมื่อยล้าที่เกิดขึ้นได้
  • 4 : เก้าอี้นั่งทำงานแบบแตกต่างกันจะมีผลต่อการทำงานไม่ต่างกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 85 :
  • ข้อใดไม่ถือว่าเป็นการใช้หลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)เนื่องจากการจัดสถานที่ทำงาน
  • 1 : การกำหนดตำแหน่งการวางเครื่องมือ
  • 2 : การพิจารณาการส่งงานเข้า - ออก
  • 3 : การวิเคราะห์การเคลื่อนที่ของคนในสถานที่ทำงาน
  • 4 : การกำหนดลำดับในการจัดวางเครื่องมือ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 86 :
  • ข้อใดไม่ถือว่าเป็นการใช้หลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)เนื่องจากการใช้ส่วนต่างๆร่างกาย
  • 1 : การใช้มือข้างที่ถนัดในการทำงาน
  • 2 : การใช้สายตาในการค้นหา
  • 3 : การใช้กล้ามเนื้อในการยกของ
  • 4 : การเคลื่อนไหวของลำตัวเพื่อให้ทำงานได้คล่องขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 87 :
  • ข้อใดไม่ถือว่าเป็นการใช้หลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)เนื่องจากการออกแบบเครื่องมือและอุปกรณ์
  • 1 : การคำนึงถึงการกระจายน้ำหนักของมือในขณะทำงาน
  • 2 : การใช้เครื่องมือหนึ่งชิ้นต่องานหนึ่งงาน
  • 3 : การใช้จิ๊ก ฟิกซ์เจอร์ช่วยในการจับยึด
  • 4 : การใช้อุปกรณ์จับยึดที่ถูกควบคุมด้วยเท้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 88 :
  • ข้อใดถือว่าเป็นอุปสรรคในการออกแบบการทำงานตามหลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)
  • 1 : ความถนัดของมือซ้าย - ขวา
  • 2 : ความสว่างในที่ทำงาน
  • 3 : ความแตกต่างของความสูงของพนักงาน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 89 :
  • การออกแบบพื้นที่บนโต๊ะงาน ควรคำนึงถึงข้อใดตามหลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)
  • 1 : ระยะการเคลื่อนไหวของแขน
  • 2 : ระยะการเคลื่อนไหวของพนักงาน
  • 3 : ระยะการเคลื่อนที่ระหว่างสถานีงาน
  • 4 : ระยะการเคลื่อนที่ของเครื่องมือ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 90 :
  • ข้อใดเป็นการเคลื่อนไหวพื้นฐาน ตามหลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)
  • 1 : Ballistic Motion
  • 2 : Continuous Motion
  • 3 : Controlled Motion
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 91 :
  • ข้อใดเป็นการเคลื่อนไหวของแขนและมือในตำแหน่งที่ระยะปกติ(Normal Reach)
  • 1 : การหยิบชิ้นงานจากกล่องชิ้นงานตรงหน้าและอยู่เหนือศีรษะโดยที่แขนเหยียดตรง
  • 2 : การหยิบชิ้นงานจากกล่องชิ้นงานตรงหน้าโดยที่แขนงอ และไหล่ไม่ห่อ
  • 3 : การหยิบชิ้นงานจากกล่องชิ้นงานด้านข้างโดยที่แขนเหยียดตรง
  • 4 : ข้อ 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 92 :
  • ข้อใดเป็นการเคลื่อนไหวของแขนและมือในตำแหน่งที่ระยะสูงสุด(Maximum Reach)
  • 1 : การหยิบชิ้นงานจากกล่องชิ้นงานตรงหน้าโดยที่แขนเหยียดตรง
  • 2 : การหยิบชิ้นงานจากกล่องชิ้นงานตรงหน้าโดยที่แขนเหยียดตรง และตัวโน้มไปข้างหน้า
  • 3 : การหยิบชิ้นงานจากกล่องชิ้นงานตรงหน้าโดยที่แขนเหยียดตรง ตัวโน้มไปข้างหน้า และยกก้นขึ้น
  • 4 : การหยิบชิ้นงานจากกล่องชิ้นงานด้านข้างโดยที่แขนงอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 93 :
  • ข้อใดเป็นการใช้หลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)ในการทำงาน
  • 1 : ใช้สายพานช่วยในการลำเลียง
  • 2 : ใช้แรงโน้มถ่วงในการปล่อยชิ้นส่วน
  • 3 : ใช้รถยกช่วยในการยกของ
  • 4 : ใช้เครื่องจักรอัติโนมัติ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 94 :
  • องค์ความรู้ใดเกี่ยวข้องน้อยที่สุดกับการศึกษาการเคลื่อนไหวเชิงอนุภาคหรือแบบไมโคร(micro motion)
  • 1 : Principle of Motion Economy
  • 2 : Fundamental Hand Motion
  • 3 : Memo Motion Study
  • 4 : Material Handling
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 95 :
  • ข้อใดเป็นส่วนหนึ่งของหลักการประหยัดของการเคลื่อนไหว(principle of motion economy)ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ร่างกายของคน
  • 1 : มือทั้งสองไม่ควรทำงานพร้อมกัน
  • 2 : ควรใช้แรงโมเมนตัมช่วยคนทำงานเท่าที่เป็นไปได้
  • 3 : ควรใช้สายตากับการทำงานโดยตรง และให้ครอบงำสายตาให้มากหลายจุดเพื่อเป็นการผ่อนคลาย
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 96 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการประยุกต์ใช้หลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)ในการทำงาน
  • 1 : ใช้จิ๊กและฟิกซ์เจอร์ช่วยจับยึดชิ้นงาน
  • 2 : การจัดให้ชิ้นส่วนในการประกอบเรียงกัน
  • 3 : การออกแบบให้มือซ้าย - ขวา ช่วยกันจับยึดชิ้นงาน
  • 4 : การออกแบบให้ทั้งสองมือต้องกดเครื่องปั๊มพร้อมกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 97 :
  • ข้อใดถูกต้องตามหลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)
  • 1 : ใช้มือในการทำงานให้มากที่สุด
  • 2 : ใช้มือในการทำงานให้น้อยที่สุด
  • 3 : ให้มือมีการเคลื่อนไหวให้มากที่สุด
  • 4 : ให้มือมีการเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 98 :
  • จงเปรียบเทียบ (1) การเคลื่อนไหวของแขนและมืออย่างต่อเนื่องเป็นเส้นโค้ง และ(2) การเคลื่อนไหวของแขนและมือที่เปลี่ยนทิศทางกะทันหัน ในการทำงานแบบเดียวกัน
  • 1 : (1) ใช้เวลาน้อยกว่า (2)
  • 2 : (1) ใช้เวลามากกว่า (2)
  • 3 : (1) จะเกิดความเมื่อยล้ามากกว่า (2)
  • 4 : (1) และ (2) ช่วยลดเวลาและลดความเมื่อยล้าเท่า ๆ กัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 99 :
  • ตัวอย่างการออกแบบเครื่องมือตามหลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)คือข้อใด
  • 1 : ค้อนตี
  • 2 : ไขควงวัดไฟ
  • 3 : ประแจเลื่อน
  • 4 : คานงัด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 100 :
  • ข้อใดเป็นจริงสำหรับรูปแบบการเคลื่อนไหว(Motion Patterns)ของมือตามหลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)
  • 1 : ใช้ในการออกแบบการทำงานก่อนที่จะทำการศึกษาเวลาโดยใช้เทคนิค PTS
  • 2 : เป็นสิ่งที่เกิดหลังจากที่สถานีงานถูกออกแบบเรียบร้อยแล้ว
  • 3 : เหมาะกับการทำงานที่เป็นคู่โดยใช้สองมือ
  • 4 : ใช้สำหรับการออกแบบวิธีการนำชิ้นงานเข้า - ออกโต๊ะงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 101 :
  • ข้อใดไม่ใช่ลักษณะการเคลื่อนไหวของแขนและมืออย่างต่อเนื่อง ตามหลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)
  • 1 : เป็นการเคลื่อนไหวเลียนแบบธรรมชาติ
  • 2 : ทำให้เวลาการทำงานคงที่
  • 3 : การเคลื่อนไหวต้องไม่หยุดชะงัก
  • 4 : ขึ้นอยู่กับมุมในการเอียงกล่องใส่ชิ้นงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 102 :
  • การทำงานที่ต้องใช้มือและสายตาพร้อมกัน จะมีผลอย่างมากต่อกันเมื่อไร
  • 1 : งานที่ตาและมือต้องเคลื่อนไหวเป็นระยะทางที่ยาว
  • 2 : การเลือกชิ้นงานที่มีสีสันต่างกันในกล่องชิ้นงานขนาดเล็ก
  • 3 : การตรวจสอบชิ้นงานด้วยตาเปล่า
  • 4 : การประกอบชิ้นงานขนาดเล็ก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 103 :
  • การออกแบบให้เครื่องตรวจสอบชิ้นงานวางบนโต๊ะงานและจอแสดงผลวางอยู่บนชั้นเหนือโต๊ะงาน เป็นการใช้หลักการออกแบบการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)ในด้านใดบ้าง 1. ด้านการใช้ร่างกาย 2. ด้านการจัดสถานที่ทำงาน 3. การออกแบบเครื่องมือและอุปกรณ์
  • 1 : เฉพาะ 1 คือพิจารณาที่การใช้มือและสายตา
  • 2 : 2 และ 3 คือจัดโต๊ะงานและเครื่องมือให้ใช้งานง่าย
  • 3 : เฉพาะ 3 คือออกแบบให้เครื่องตรวจสอบใช้งานง่าย
  • 4 : 1 และ 2 คือจัดโต๊ะงานและเครื่องมือให้ใช้งานง่าย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 104 :
  • ในการปรับปรุงงานการประกอบชิ้นส่วนอิเลคโทรนิคงานหนึ่งพบว่าสามารถลดเวลาเฉลี่ยต่อชิ้นในการประกอบจาก0.084 นาที เหลือ0.055 นาที จงหาว่าสามารถประกอบชิ้นงานได้มากขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์
  • 1 : 65%
  • 2 : 56%
  • 3 : 53%
  • 4 : 50%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 105 :
  • จากหลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)ของการใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
  • 1 : การเคลื่อนไหวเป็นเส้นโค้งไม่แตกต่างกับการเคลื่อนไหวเป็นแนวเส้นตรงเพราะต้องมีการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนไหวอย่างกะทันหัน
  • 2 : มือทั้งสองข้างควรเริ่มต้นทำงาน ควรสิ้นสุดการทำงาน และควรว่างพร้อม ๆ กัน
  • 3 : มือและส่วนต่าง ๆ ของร่างกายควรมีการเคลื่อนไหวน้อยที่สุดแต่สามารถทำงานได้ตามที่ต้องการ
  • 4 : โมเมนตัมในการทำงานของพนักงานขึ้นอยู่กับความยากง่ายของงานที่ทำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 106 :
  • จากหลักการเคลื่อนไหวอย่างประหยัด(principle of motion economy)ของการจัดสถานที่ทำงาน ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
  • 1 : ควรมีการใช้แรงโน้มถ่วงในการช่วยส่งวัสดุเพื่อทำให้ชิ้นงานเคลื่อนที่เร็วขึ้น
  • 2 : วัตถุดิบและเครื่องมือที่ใช้งานควรมีตำแหน่งที่แน่นอนและวางตามลำดับ
  • 3 : ควรใช้กล่องบรรจุที่สามารถส่งเครื่องมืออุปกรณ์ในการทำงานด้วยแรงโน้มถ่วง
  • 4 : การเคลื่อนไหวแบบ Ballistic จะสามารถทำงานได้เร็ว ง่าย และแน่นอนกว่าการเคลื่อนไหวแบบจำกัด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 107 :
  • ข้อใดเป็นหลักการประหยัดการเคลื่อนไหว (Principle of Motion Economy) ที่เกี่ยวกับการใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  • 1 : ใช้เครื่องมือ 2 ชิ้นหรือมากกว่าเข้าร่วมกันทำงานในทุกโอกาสที่สามารถทำได้
  • 2 : การเคลื่อนไหวของแขนทั้งสองข้างจะต้องเหมือนกันในเวลาเดียวกันและในทิศทางเดียวกัน
  • 3 : ใช้การเคลื่อนไหวแบบวงโค้งต่อเนื่องมากกว่าการเคลื่อนไหวแบบเส้นตรงแล้วมีการเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน
  • 4 : ไม่ใช้โมเมนตัมของตัวคนงานช่วยในการทำงาน แต่ถ้าในกรณีที่ต่อต้านกับกล้ามเนื้อของคนงานขณะทำงานต้องเพิ่มโมเมนตัมให้มากที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 108 :
  • ข้อใดเป็นหลักการประหยัดการเคลื่อนไหว (Principle of Motion Economy) ที่เกี่ยวกับการจัดสถานที่ทำงาน
  • 1 : ไม่ต้องใช้กล่องหรือภาชนะเก็บของเพื่อนำของนั้น ๆ ไปวางให้ใกล้กับผู้ปฏิบัติงานมากที่สุด
  • 2 : เครื่องมือและวัสดุที่ใช้ในการทำงานต้องจัดเตรียมไว้ในตำแหน่งที่แน่นอนเพื่อลดเวลาในการค้นหาเมื่อต้องการใช้งาน
  • 3 : ใช้เครื่องมือ 2 ชิ้นหรือมากกว่าเข้าร่วมกันทำงานในทุกโอกาสที่สามารถทำได้
  • 4 : สีของบริเวณที่ปฏิบัติงานต้องใกล้เคียงกับชิ้นงานที่กระทำ เพื่อลดความเมื่อยล้าของนัยน์ตา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 109 :
  • ข้อใดเป็นหลักการประหยัดการเคลื่อนไหว (Principle of Motion Economy) ที่เกี่ยวกับการออกแบบเครื่องมือ และ อุปกรณ์
  • 1 : คานงัด พวงมาลัยกากบาด และพวงมาลัยวงกลม ต้องวางในตำแหน่งที่ผู้ใช้งานเมื่อใช้งานแล้วมีการเปลี่ยนตำแหน่งของลำตัวผู้ใช้งานน้อยที่สุด
  • 2 : ไม่ควรใช้เครื่องมือ 2 ชิ้นหรือมากกว่าเข้าร่วมกันทำงานในทุกโอกาสของการทำงาน
  • 3 : วัสดุที่ใช้ในการทำงานต้องจัดเตรียมไว้ในตำแหน่งที่แน่นอนหลีกเลี่ยงการไหลแทนที่
  • 4 : งานที่ต้องใช้มือถือเอาไว้จึงไม่ควรขจัดออกไปโดยการใช้จิก หรือ ฟิกซ์เจอร์ (Jigs and Fixtures) เข้ามาทำแทน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 110 :
  • ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับหลักการของเศรษฐศาสตร์การเคลื่อนไหว(principle of motion economy)
  • 1 : กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการใช้โครงร่างของมนุษย์
  • 2 : กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการจัดตำแหน่งของสถานที่ที่ปฏิบัติงาน
  • 3 : กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเครื่องมือ
  • 4 : กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของคนงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 111 :
  • การเคลื่อนไหวแบบ Fixation คือ อะไร
  • 1 : การเคลื่อนไหวซึ่งไม่เกิดแรงต้านจากกล้ามเนื้อกลุ่มอื่น
  • 2 : การเคลื่อนไหวซึ่งมีสิ่งกีดขวางการเคลื่อนที่
  • 3 : การเคลื่อนไหวซึ่งมีกลุ่มกล้ามเนื้อ 2 กลุ่ม ทำหน้าที่ต้านกัน
  • 4 : สิ้นสุดแรงของโมเมนตัมการเคลื่อนที่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 112 :
  • ข้อใดคือ น้ำหนักที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว
  • 1 : น้ำหนักของเครื่องมือที่ใช้
  • 2 : น้ำหนักของวัตถุที่ถูกเคลื่อน
  • 3 : น้ำหนักของส่วนของร่างกายที่เคลื่อนที่
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 165 : 04 หลักการปรับปรุงงาน
ข้อที่ 113 :
  • แนวทางในการปรับปรุงวิธีการทำงานให้ดีกว่าเดิมนั้นจะต้องพิจารณาอะไรบ้าง
  • 1 : ตัดทอนงานที่ไม่จำเป็นออก รวมการทำงานที่คล้ายกัน เปลี่ยนลำดับขั้นตอนการทำงาน และ ทำให้การทำงานที่จำเป็นง่ายขึ้น
  • 2 : ระดมสมองบุคลากรทุกส่วนงานในองค์กรเพื่อออกแบบวิธีการทำงานให้สามารถผลิตสินค้าหรือบริการได้มากขึ้นและสนองต่อความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
  • 3 : ฝ่ายผลิตรวบรวมข้อมูลของสินค้า เช่น รูปลักษณะทางกายภาพ ชนิด วัสดุที่ใช้ หน้าที่ของสินค้านั้น เพื่อนำมาปรับปรุงวิธีการทำงานและ/หรือการผลิตสินค้าได้ง่ายขึ้น
  • 4 : ฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์และฝ่ายผลิตร่วมกันกำหนดลักษณะของสินค้านั้น ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าแล้วจึงกำหนดวิธีการทำงานและ/หรือกระบวนการผลิต เพื่อให้การผลิตสินค้าเป็นไปตามความต้องการของลูกค้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 114 :
  • ปัจจุบันยางรถยนต์โดยเฉพาะยางรถเก๋งสามารถห่อหุ้มเก็บอากาศไว้ภายในได้โดยไม่ต้องใช้ยางใน ซึ่งช่วยให้การประกอบยางรถเก๋งทำได้รวดเร็วขึ้น อยากทราบว่าการปรับปรุงตัวผลิตภัณฑ์ข้างต้นมีผลทำให้เกิดการปรับปรุงวิธีการทำงาน(ใส่ยางรถเก๋ง)ตรงกับหลักการข้อใด
  • 1 : การเปลี่ยนลำดับขั้นตอนการทำงานใหม่
  • 2 : ทำให้การทำงานที่จำเป็นง่ายขึ้น
  • 3 : ตัดทอนงานที่ไม่จำเป็นออกไป
  • 4 : เปลี่ยนแปลงวัสดุและนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 115 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงการทำงาน
  • 1 : การจัดลำดับงาน(Rearrange)
  • 2 : การทำให้งานง่ายขึ้น(Simplify)
  • 3 : การนำกลับมาใช้(Reuse)
  • 4 : การกำจัดออก(Eliminate)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 116 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้องเมื่อพิจารณาถึงหลักทั่วไปของการจัดแสงสว่างในสถานปฏิบัติงาน
  • 1 : หลอดไฟควรติดตั้งในทิศทางที่ไม่ส่อง หรือสะท้อนเข้าตา
  • 2 : ออกแบบเพื่อใช้แสงจากธรรมชาติให้มากที่สุด เช่น แสงสว่างจากหน้าต่าง ประตู และหลังคา
  • 3 : พนักงานที่ถนัดซ้ายเมื่ออยู่ในท่านั่งทำงาน ควรจัดแสงส่องเข้าทางด้านหลังทางซ้ายมือ
  • 4 : ควรจัดบริเวณที่ทำงานให้มีระดับความเข้มแสงที่เหมาะสมกับลักษณะงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 117 :
  • การปรับปรุงวิธีการทำงานโดยศาสตร์การศึกษาการเคลื่อนไหวและเวลา (Motion and Time Study) มักจะใช้แผนภาพ (Diagram) และแผนภูมิ (Chart) เป็นเครื่องมือช่วยปรับปรุงวิธีการทำงาน อยากทราบว่ามีแผนภูมิใดบ้าง
  • 1 : แผนภูมิกระบวนการผลิต (Process Chart)
  • 2 : แผนภูมิการปฏิบัติงาน (Operation Chart)
  • 3 : แผนภูมิของคนและเครื่องจักร (Man and Machine Chart)
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 118 :
  • การตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบข้อมูลและปรับปรุงการทำงาน ประกอบด้วยคำถามอะไรบ้าง
  • 1 : อะไร ? ใคร ? เมื่อไร ? ที่ไหน ? ทำไม ?
  • 2 : ทำไม ? ใคร ? ที่ไหน ? เมื่อไร ? อย่างไร ?
  • 3 : อะไร ? ใคร ? ที่ไหน ? เมื่อไร ? อย่างไร ? ทำไม ?
  • 4 : ทำไม ? อะไร ? เมื่อไร ? ที่ไหน ? อย่างไร ?
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 119 :
  • ข้อใดต่อไปนี้จัดเป็นการทำงานที่ไม่จำเป็นและควรหลีกเลี่ยง
  • 1 : การตรวจสอบภายหลังในทุกขั้นตอนการทำงานย่อย
  • 2 : การส่งต่อชิ้นงานจากการอัดขึ้นรูปด้วยเครื่องอัดไปยังเครื่องเจาะเพื่อทำการเจาะ
  • 3 : การส่งชิ้นงานที่ถูกพ่นสีไปสถานีงานต่อไปโดยใช้สายพานแขวนในระยะทางที่ยาวเพื่อรอให้สีแห้ง
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 120 :
  • การลดความเครียดและความเมื่อยล้าของคนงานที่เกิดขึ้นจากการนั่งทำงานสามารถดำเนินการได้อย่างไร
  • 1 : ให้คนงานทำงานโดยนั่งบนเก้าอี้ที่มีความสูงมากซึ่งเป็นท่านั่งแบบกึ่งนั่งกึ่งยืน
  • 2 : ให้คนงานนั่งทำงานและยืนทำงานสลับกันบ้างตามแต่คนงานต้องการโดยที่โต๊ะทำงานจะมีความสูงเท่าใดก็ได้
  • 3 : การนั่งทำงานของคนงานแต่ละคนต้องคำนึงถึงว่าคนงานนั้น ๆ มีความสูงเท่าใด ถ้าคนงานค่อนข้างเตี้ยก็ควรให้ยืนทำงาน
  • 4 : จัดหาเก้าอี้ให้มีความสูงที่เหมาะสมกับโต๊ะทำงานของคนงานแต่ละคนและควรจะกำหนดท่านั่งทำงานที่ดีให้แก่คนงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 121 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นการปรับปรุงการทำงานเพื่อลดงานส่วนเกินในการผลิต
  • 1 : การเปลี่ยนลำดับการทำงานให้สอดคล้องกับผังการผลิต
  • 2 : การเพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบเพื่อลดของเสีย
  • 3 : การเพิ่มเครื่องจักรเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต
  • 4 : การใช้เครื่องจักรอัตโนมัติทำงานแทนพนักงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 122 :
  • ขั้นตอนใดที่ควรตัดออกในการปรับปรุงงาน
  • 1 : การรอคอย
  • 2 : การขนส่ง
  • 3 : การตรวจสอบ
  • 4 : ข้อ  1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 123 :
  • หลักการปรับปรุงงานที่เรียกว่า ECRS ย่อมาจากอะไร
  • 1 : Estimate Combine Reduce Sample
  • 2 : Elimination Combination Rearrange Simplification
  • 3 : Eliminate Combine Reduce Simplify
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 124 :
  • การปรับปรุงงานๆหนึ่งพบว่าสามารถลดจำนวนขั้นตอนการทำงานลงได้โดยการกำจัดงานหรือกิจกรรมที่ไม่จำเป็น เปรียบเทียบได้กับการใช้เทคนิคการปรับปรุงงานในข้อใด
  • 1 : การตัดออก(Elimination)
  • 2 : การทำให้งานง่ายขึ้น(Simplify)
  • 3 : การรวมงาน(Combination)
  • 4 : การลดเวลา(Time Reduction)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 125 :
  • ข้อใดไม่จัดเป็น Simplify
  • 1 : ทำการเคลื่อนที่ให้ง่ายขึ้น
  • 2 : ทำการทำงานให้ง่ายขึ้น
  • 3 : ทำการตรวจสอบให้ง่ายขึ้น
  • 4 : ทำให้การใช้งานของผลิตภัณฑ์ง่ายขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 126 :
  • การปรับปรุงโดยใช้หลัก Combination พบมากกับกิจกรรมใด
  • 1 : รวมการทำงานเข้ากับการเคลื่อนที่
  • 2 : รวมการทำงานหนึ่งเข้ากับการทำงานอื่น
  • 3 : รวมการเคลื่อนที่เข้ากับการเคลื่อนที่
  • 4 : รวมการตรวจสอบเข้ากับการเคลื่อนที่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 127 :
  • การเพิ่มสถานีงานที่ทำงานแบบเดียวกันมากกว่า 1 สถานีงานเพื่อลดเวลาการผลิตตรงตามหลักการปรับปรุงข้อใด
  • 1 : Elimination
  • 2 : Simplify
  • 3 : Combination
  • 4 : Rearrange
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 128 :
  • การใช้จิ๊ก ฟิกเจอร์ช่วยในการทำงานตรงกับหลักการปรับปรุงข้อใด
  • 1 : Elimination
  • 2 : Simplify
  • 3 : Combination
  • 4 : Rearrange
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 129 :
  • องค์ประกอบในการพิจารณาเลือกอุปกรณ์ขนถ่ายวัสดุมีอะไรบ้าง
  • 1 : ความทนทาน ความสวยงาม กระบวนการผลิต ค่าใช้จ่าย
  • 2 : ผังโรงงาน ความทนทาน กระบวนการผลิต ค่าใช้จ่าย
  • 3 : การเคลื่อนที่ของการผลิต ความทันสมัย ความปลอยภัย ค่าใช้จ่าย
  • 4 : คุณสมบัติวัสดุ ผังโรงงาน การเคลื่อนที่ของการผลิต ค่าใช้จ่าย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 130 :
  • การทํางานอย่างไรจึงเป็นการทํางานที่มีประสิทธิภาพ
  • 1 : ส่วนของงานเบื้องต้น (Basic Work) มากกว่าส่วนของงานที่เป็นส่วนเกิน
  • 2 : ส่วนของงานเบื้องต้น (Basic Work) น้อยกว่าส่วนของงานที่เป็นส่วนเกิน
  • 3 : ส่วนของงานเบื้องต้น (Basic Work) เท่ากับส่วนของงานที่เป็นส่วนเกิน
  • 4 : ส่วนของงานเบื้องต้น (Basic Work) เท่ากับเวลาไร้ประสิทธิภาพ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 131 :
  • ข้อใดเป็นหลักการปรับปรุงงานเพื่อเพิ่มผลผลิต
  • 1 : เทคนิค VE และ CAD
  • 2 : Thailand Quality Award (TQA) และ ISO 9001 : 2000
  • 3 : Elimination, Rearrange, Combination, Simplification และ 7 Wastes
  • 4 : Concurrent Engineering และ Failure Mode and Effect Analysis (FMEA)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 132 :
  • ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ที่ได้จากการปรับปรุงวิธีการทำงาน
  • 1 : ทำให้ทำงานง่ายขึ้น
  • 2 : ทำให้ลดขั้นตอนในการทำงาน
  • 3 : ทำให้สามารถจ้างพนักงานเพิ่มขึ้นได้
  • 4 : ทำให้ลดเวลาในการทำงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 133 :
  • ทำไมจึงควรให้มีขั้นตอนการตรวจสอบที่จำเป็นเท่านั้นในการศึกษาเพื่อปรับปรุงวิธีการทำงาน
  • 1 : ลดการใช้เครื่องมือตรวจสอบ
  • 2 : ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีเกินความต้องการ
  • 3 : ลดค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น
  • 4 : ลดโอกาสในการเกิดของเสีย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 134 :
  • การลดการเคลื่อนที่ที่ไม่จำเป็นจะทำให้เกิดผลในข้อใด
  • 1 : ลดโอกาสของการเกิดของเสียในขณะขนย้าย
  • 2 : ลดเวลาการทำงานลงได้
  • 3 : ลดระยะทางในการขนย้าย
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 135 :
  • การเปลี่ยนแปลงการทำงานจากเดิมใช้คนยกแผ่นเหล็กมาเป็นใช้รถยกแทนเทียบได้กับหลักการปรับปรุงข้อใด
  • 1 : การตัดออก(Eliminate)
  • 2 : การทำให้ง่ายขึ้น(Simplify)
  • 3 : การรวมงาน(Combine)
  • 4 : การจัดลำดับใหม่(Rearrange)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 136 :
  • การยกเลิกสถานีงานวัดขนาดหลังการตัดชิ้นงาน แล้วให้พนักงานตัดทำการวัดขนาดหลังตัดชิ้นงานเสร็จเป็นการปรับปรุงโดยใช้เทคนิคใด
  • 1 : การตัดออก(Eliminate)
  • 2 : การทำให้ง่ายขึ้น(Simplify)
  • 3 : การรวมงาน(Combine)
  • 4 : การจัดลำดับใหม่(Rearrange)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 137 :
  • การรวมงานเข้าด้วยกันจะทำให้เกิดผลข้อใด
  • 1 : ลดจำนวนคนงาน
  • 2 : ลดการขนย้าย
  • 3 : ลดขั้นตอนการทำงาน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 138 :
  • งานส่วนที่จำเป็นคืออะไร
  • 1 : งานส่วนที่ทำให้เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จของผลิตภัณฑ์มากขึ้น
  • 2 : งานส่วนที่เมื่อถูกตัดออกแล้วทำให้การทำงานหยุดชะงัก
  • 3 : งานส่วนที่ต้องใช้คนที่มีความชำนาญทำ
  • 4 : ข้อ 1 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 139 :
  • งานส่วนที่ไม่จำเป็นคืออะไร
  • 1 : งานส่วนที่ไม่ทำให้เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จของผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น
  • 2 : งานส่วนที่ไม่ต้องใช้ความชำนาญ
  • 3 : งานส่วนที่เมื่อถูกตัดออกแล้วไม่มีผลทำให้การทำงานหยุดชะงัก
  • 4 : ข้อ 1 และ 2 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 140 :
  • การศึกษาเส้นทางการส่งชิ้นส่วนระหว่างผลิตไปยังขั้นตอนการผลิตต่อไป พบว่ามีเส้นทางการเคลื่อนที่ย้อนกลับไปมา ในการปรับปรุงควรทำอย่างไร
  • 1 : จัดเส้นทางการผลิตใหม่ให้เรียงต่อกันเป็นเส้นตรง
  • 2 : เปลี่ยนลำดับการผลิตใหม่เพื่อให้เกิดการเคลื่อนที่ทางเดียว
  • 3 : จัดการผลิตใหม่ให้เรียงต่อกันเป็นตัวยู
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 141 :
  • การปรับปรุงโดยการตัดขั้นตอนการตรวจสอบบางขั้นตอนออก จะทำให้เครื่องหมายใดใน Process Chart ลดลง
  • 1 : เครื่องหมายสี่เหลี่ยมใน Process Chart ลดลง
  • 2 : เครื่องหมายวงกลมใน Process Chart ลดลง
  • 3 : เครื่องหมายลูกศรใน Process Chart ลดลง
  • 4 : เครื่องหมายสามเหลี่ยมหัวกลับใน Process Chart ลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 142 :
  • ข้อใดไม่จัดว่าเป็นการปรับปรุงการทำงาน
  • 1 : การทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพดีขึ้น
  • 2 : ลดเวลารอในการยกของขึ้นรถขนส่ง
  • 3 : การทำให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
  • 4 : การทำให้พนักงานลดความเมื่อยล้าในขณะทำงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 143 :
  • การลดเวลาในการทำงานตามหลักของการศึกษางานนั้นสามารถทำได้โดยข้อใด
  • 1 : ปรับปรุงนโยบายการทำงาน
  • 2 : ปรับปรุงวิธีการทำงาน
  • 3 : เพิ่มจำนวนคนในการทำงาน
  • 4 : การปรับปรุงวิธีวัดผลงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 144 :
  • ข้อใดอาจทำให้การปรับปรุงงานไม่เป็นผล
  • 1 : การลดการตรวจสอบให้เหลือแค่ 1 ครั้ง ในตอนสุดท้าย เพื่อประหยัดคนงานและเวลา
  • 2 : การจัดลำดับการรีดเหล็กตามขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพื่อลดขั้นตอนการติดตั้งเครื่องรีด
  • 3 : การใช้รถยกช่วยในการขนแผ่นเหล็กเข้า - ออกจากสายการผลิต
  • 4 : การให้พนักงานที่ตัดชิ้นงานตรวจสอบขนาดหลังตัดเพื่อลดการเคลื่อนที่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 145 :
  • การปรับปรุงงานข้อใดที่ไม่เหมาะสม
  • 1 : สถานีหนึ่ง (Station) มีงานที่ต้องใช้ทักษะมาก ดังนั้นฝ่ายผลิตจึงกำหนดให้มีพนักงานหนึ่งท่านรับผิดชอบงานนั้นงานเดียวโดยไม่ให้ทำงานอื่นเพิ่มเติม เพื่อลดความผิดพลาดของพนักงาน
  • 2 : ทำการแยกงานที่เดิมให้คนเดียวทำ โดยแบ่งงานออกจากกันแล้วเพิ่มคนงานเข้าไปทำเพื่อไม่ให้เกิดคอขวดขึ้น
  • 3 : เดิมมีกิจกรรมการเคลื่อนย้าย แยกจากกิจกรรมตรวจสอบ ตามหลักที่ดีที่สุดคือ ต้องรวมให้เป็นงานเดียวกันเสมอ
  • 4 : การทำงานควรเน้นถึงความเรียบง่าย คือ ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ให้มีความซับซ้อนและยุ่งยากน้อยลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 146 :
  • การศึกษางานการผลิตโทรศัพท์ตั้งโต๊ะพบว่าในขั้นตอนการติดป้ายพนักงานติดป้ายคำเตือนบนตัวผลิตภัณฑ์โทรศัพท์ตั้งโต๊ะผิดตำแหน่งเสมอ ทำให้ต้องแก้ไขงานใหม่ จะสามารถปรับปรุงการทำงานนี้ได้อย่างไร และตรงกับหลักการปรับปรุงข้อใด
  • 1 : อบรมพนักงานใหม่ - Retraining
  • 2 : ทำแบบแสดงตำแหน่ง – Simplify
  • 3 : เพิ่มขั้นตอนในการตรวจสอบ – Rearrange
  • 4 : ใช้พนักงานที่มีประสบการณ์สูง - Rearrange
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 147 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่จุดที่ควรพิจารณาในการศึกษาเพื่อปรับปรุงวิธีการทำงาน
  • 1 : ในสายการผลิตที่มีพนักงานขาดงาน มาสายและมีเรื่องขัดแย้งกันบ่อยๆ
  • 2 : ในจุดที่เกิดคอขวด ทำให้สายการผลิตไม่ราบรื่น
  • 3 : แผนกงานที่มีการทำงานที่ซ้ำซ้อนและล่าช้า
  • 4 : จุดที่มีการขนย้ายวัสดุไกล ต้องใช้พนักงานจำนวนมาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 148 :
  • กระบวนการบรรจุข้าวสารลงในถุงพลาสติกขนาด 5 กิโลกรัม ที่โรงสีข้าวแห่งหนึ่ง ดำเนินการโดยมีขั้นตอนการทำงานดังนี้ คือคนงานบรรจุข้าวสารลงในถุง นำไปชั่งน้ำหนักที่สถานีชั่งตวง ถ้าน้ำหนักเกิน 5 กิโลกรัม คนงานจะตักข้าวสารออกแล้วชั่งน้ำหนักใหม่ แต่ถ้าน้ำหนักไม่ถึง 5 กิโลกรัม คนงานจะต้องเอาข้าวสารมาใส่เพิ่ม แล้วชั่งน้ำหนักใหม่ การดำเนินงานจะทำเช่นนี้ จนน้ำหนักข้าวสารในถุงนั้นๆ ได้เท่ากับหรือใกล้เคียงกับ 5 กิโลกรัม ตามมาตรฐานที่กำหนด จากการศึกษาวิธีการทำงานข้างต้น พบว่าจะเกิดความล่าช้า เนื่องจากการบรรจุและการชั่งน้ำหนัก จะถูกดำเนินการในตำแหน่งการทำงานที่ต่างกัน (คนละจุดทำงาน) จึงควรปรับปรุงการทำงานใหม่ โดยให้การบรรจุและการชั่งน้ำหนักอยู่ที่จุดเดียวกัน ซึ่งช่วยลดเวลาการทำงานได้พอสมควร อยากทราบว่าวิธีการปรับปรุงที่กล่าวนี้ เป็นการดำเนินการตามแนวทางใด
  • 1 : ตัดทอนงานที่ไม่จำเป็นออกให้หมด
  • 2 : รวมการทำงานที่คล้ายคลึงกันหรืองานที่เกี่ยวข้องกันเข้าด้วยกัน
  • 3 : เปลี่ยนลำดับขั้นตอนการทำงานใหม่
  • 4 : ทำให้การทำงานที่จำเป็นง่ายขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 149 :
  • โรงงานประกอบชิ้นส่วนยานยนต์แห่งหนึ่งแบ่งงานออกเป็นแผนก โดยแผนกAมีหน้าที่ผลิตชิ้นส่วน ในแผนก A เมื่อผลิตและประกอบแล้วเสร็จ จะส่งชิ้นส่วนยานยนต์เหล่านั้นมาพักไว้ที่แผนก B แล้วจึงนำไปตรวจสอบที่แผนก C และเมื่อผ่านการตรวจสอบแล้ว จะถูกส่งไปยังแผนกบรรจุหีบภัณฑ์ เพื่อบรรจุหีบภัณฑ์แล้วจึงรอส่งมอบให้ลูกค้า จากการดำเนินงานตามขั้นตอนดังกล่าวข้างต้น พบว่า โรงงานต้องสูญเสียพื้นที่พักชิ้นส่วนยานยนต์ ที่แผนก B วิศวกรจึงทำการเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานใหม่โดยกำหนดให้การตรวจสอบเกิดขึ้นที่จุดสิ้นสุดการผลิตและประกอบของแผนกA ก่อนที่จะนำไปบรรจุหีบภัณฑ์แล้วรอส่งมอบให้ลูกค้า ซึ่งเป็นผลทำให้ไม่ต้องพักสินค้าที่แผนก B ดังแต่ก่อน อยากทราบว่าวิธีการปรับปรุงนี้ เป็นการดำเนินการตามแนวทางใด
  • 1 : เปลี่ยนลำดับขั้นตอนการทำงานใหม่
  • 2 : ตัดทอนงานที่ไม่จำเป็นออกให้หมด
  • 3 : ทำให้การทำงานที่จำเป็นง่ายขึ้น
  • 4 : รวมการทำงานที่คล้ายคลึงกันเข้าด้วยกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 150 :
  • ข้อใดคือขั้นตอนในขบวนการแก้ปัญหาโดยทั่วไป
  • 1 : ตั้งคำจำกัดความของปัญหา
  • 2 : วิเคราะห์ปัญหา
  • 3 : ประเมินข้อเปรียบเทียบต่างๆ เพื่อหาคำตอบที่ดีที่สุด
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 151 :
  • ข้อใดไม่ใช่เกณฑ์การตัดสินใจ สำหรับการเลือกปรับปรุงการทำงานด้านการผลิต
  • 1 : ต้นทุนแรงงานรวมต่ำสุด
  • 2 : การใช้พื้นที่น้อยที่สุดโดยให้ผลผลิตน้อยที่สุด
  • 3 : ค่าใช้จ่ายรวมต่ำสุด
  • 4 : เงินลงทุนต่ำสุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 152 :
  • ข้อใดคือความหมายของคำว่า “ ตั้งคำจำกัดความของปัญหา ”
  • 1 : การตั้งวัตถุประสงค์ของการศึกษา
  • 2 : การตั้งปัญหาของงานที่ศึกษา
  • 3 : การตั้งจุดมุ่งหมายของการศึกษาการทำงาน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 153 :
  • การตัดสินใจว่าจะมีการเพิ่มจำนวนคน หรือเครื่องจักรหรือไม่สามารถตัดสินได้จากข้อใด
  • 1 : ค่าใช้จ่ายคาดหวัง (total expected cost)
  • 2 : จำนวนชิ้นงานที่ผลิตได้เทียบกับเป้าหมาย
  • 3 : การใช้ประโยชน์จากเครื่องจักรที่มีอยู่
  • 4 : ข้อ 1 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 154 :
  • กระบวนการผลิตชิ้นงานกลึงปลอกเพื่อให้ได้ชิ้นงานมีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 6 มิลลิเมตร จากวัตถุดิบแท่งทองเหลืองที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 มิลลิเมตร พบว่ามีขั้นตอนการทำงานดังนี้

    1. นำชิ้นงานเข้าเครื่องและจับยึด

    2. กลึงปลอกแบบหยาบครั้งที่ 1 โดยใช้ความลึกในการกลึง 0.6 มิลลิเมตร ต่อรอบ

    3. ตรวจวัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง

    4. กลึงปลอกแบบหยาบครั้งที่ 2 โดยใช้ความลึกในการกลึง 0.6 มิลลิเมตร ต่อรอบ

    5. ตรวจวัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง

    6. กลึงปลอกแบบหยาบครั้งที่ 3 โดยใช้ความลึกในการกลึง 0.6 มิลลิเมตร ต่อรอบ

    7. ตรวจวัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง

    8. กลึงปลอกแบบละเอียดครั้งที่ 4 โดยตั้งค่าความลึกในการเพื่อให้ได้ชิ้นงานขนาด 6 มิลลิเมตร

    9. ตรวจวัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง

    จากขั้นตอนการทำงานข้างต้นควรจะปรับปรุงการทำงานตามข้อใดเป็นขั้นแรกเพื่อให้การผลิตชิ้นงานดังกล่าวมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น
  • 1 : ซื้อเครื่องจักรเพิ่ม
  • 2 : ลดจำนวนครั้งการกลึงแบบหยาบ
  • 3 : กลึงแบบหยาบ 3 ครั้งต่อเนื่องกัน แล้วจึงค่อยวัดขนาดเพื่อเตรียมกลึงละเอียด
  • 4 : แบ่งเป็นสถานีกลึงหยาบและกลึงละเอียด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 155 :
  • การกัดผิวหน้าชิ้นงานโดยใช้เครื่องกัดอัตโนมัติ พบว่ามีขั้นตอนและเวลาในการทำงานดังนี้

    1. นำชิ้นงานเข้าและจับยึด 25 วินาที

    2. กัดอัตโนมัติ 90 วินาที

    3. นำชิ้นงานออก 25 วินาที

    4. ตรวจสอบชิ้นงาน 30 วินาที

    หากต้องการปรับปรุงอัตราการผลิตของกระบวนการนี้ ควรดำเนินตามข้อใด
  • 1 : ตัดขั้นตอนการตรวจสอบออก เพราะใช้เครื่องอัตโนมัติซึ่งจะทำให้ได้ชิ้นงานที่มีขนาดตามที่ต้องการแล้ว
  • 2 : ปรับความเร็วในการกัดเพื่อลดเวลาในขั้นตอนนี้ลง
  • 3 : ตรวจสอบชิ้นงานในขณะนำชิ้นงานออกเป็นการรวมงาน จะทำให้ใช้เวลาลดลง
  • 4 : ตรวจสอบชิ้นงานที่กัดเสร็จแล้วในขณะที่เครื่องจักรกำลังกัดชิ้นงานอีกชิ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 156 :
  •  

    การกัดผิวหน้าชิ้นงานโดยใช้เครื่องกัดที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (CNC) พบว่ามีขั้นตอนและเวลาในการทำงานดังนี้

    1. นำชิ้นงานเข้าและจับยึด 15 วินาที

    2. กัดอัตโนมัติ 30 วินาที

    3. นำชิ้นงานออก 10 วินาที

    4. ตรวจสอบชิ้นงาน 30 วินาที

    หากต้องการปรับปรุงอัตราการผลิตของกระบวนการนี้ ควรดำเนินตามข้อใด
  • 1 : ทำการสุ่มตรวจเพราะใช้เครื่อง CNC ซึ่งจะทำให้ได้ชิ้นงานที่มีขนาดตามที่ต้องการแล้ว
  • 2 : ตัดขั้นตอนการตรวจสอบออก เพราะใช้เครื่อง CNC ซึ่งจะทำให้ได้ชิ้นงานที่มีขนาดตามที่ต้องการแล้ว
  • 3 : ปรับความเร็วในการกัดเพื่อลดเวลาในขั้นตอนนี้ลง
  • 4 : ตรวจสอบชิ้นงานในขณะนำชิ้นงานออกเป็นการรวมงาน จะทำให้ใช้เวลาลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 157 :
  • การปรับปรุงในข้อใดสอดคล้องกับการตัดงานส่วนที่ไม่จำเป็นออก
  • 1 : การใช้การสุ่มตรวจสอบแทนการตรวจสอบทุกชิ้นกับงานปั๊มตัดชิ้นงานรูปวงกลม
  • 2 : การใช้คนที่มีทักษะตรงกับงานที่มีการกำหนดวิธีการทำงานมาตรฐานไว้แล้ว
  • 3 : การใช้เครื่องมือเครื่องจักรที่เหมาะสมกับงาน
  • 4 : การเลือกใช้วัสดุให้ถูกต้องตามมาตรฐาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 158 :
  • ในงานเตรียมการผลิตของฝ่ายซ่อมบำรุงซึ่งต้องมีการปรับความสูงของแท่นเครื่องจักรตามขนาดชิ้นงาน ช่างเทคนิคจึงติดสติกเกอร์แสดงลำดับต่าง ๆ ไว้ที่ขาแท่นเครื่อง เพื่อให้ปรับความสูงได้รวดเร็วขึ้นการกระทำดังกล่าวเทียบได้กับหลักการปรับปรุงการทำงานตัวใด
  • 1 : การตัดงานส่วนที่ไม่จำเป็นออก
  • 2 : การจัดลำดับงานใหม่
  • 3 : การรวมงานเข้าด้วยกัน
  • 4 : การทำให้งานง่ายขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 159 :
  • การทำงานกับเครื่องจักรงานหนึ่งพบว่ามีข้อมูลดังแสดงในตารางที่กำหนดให้

    หากต้องการปรับปรุงการทำงานที่เกิดขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ควรทำตามวิธีการในข้อใด

  • 1 : ลดเวลาตรวจสอบลงเหลือ 10 วินาที
  • 2 : ลดเวลาตัดชิ้นงานลงเหลือ 40 วินาที
  • 3 : ย้ายงานตรวจสอบไปทำในขณะที่เครื่องตัดชิ้นงานชิ้นต่อไป
  • 4 : ใช้เครื่องที่สามารถใส่ชิ้นงานเข้าและนำชิ้นงานออกอย่างอัตโนมัติเพื่อจะได้ลดการทำงานของคนลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 160 :
  • การทำงานกับเครื่องจักรงานหนึ่งพบว่ามีข้อมูลดังแสดงในตารางที่กำหนดให้

    จงประเมินผลการปรับปรุงข้างต้น

  • 1 : ประสิทธิภาพการทำงานเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเนื่องจากช่วงการทำงานคงที่เท่าเดิม
  • 2 : เพิ่มประสิทธิภาพได้ 14 %
  • 3 : ลดการใช้ทรัพยากรด้านคนลง 8%
  • 4 : เพิ่มการใช้งานเครื่องจักร 18%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 166 : 05 การวิเคราะห์ กระบวนการ การปฏิบัติงาน และกิจกรรม โดยใช้แผนภูมิ เช่น Flow Process Chart , Man-M/C Chart
ข้อที่ 161 :
  • ในการทำงานของพนักงานกลึงชิ้นงาน โดยมีรายละเอียดดังตารางข้างล่างนี้
    พนักงาน เครื่องจักร
    1. หยิบชิ้นงานใส่ในที่จับชิ้นงานบนแท่นกลึงแล้วตั้งมีดกลึง (ใช้เวลา 1.00 นาที) ว่างงาน
    ว่างงาน 2. เครื่องกลึงกลึงชิ้นงานตามที่กำหนด (ใช้เวลา 2.25 นาที)
    3. หยุดเครื่องกลึง แล้วถอดชิ้นงานออกจากที่จับ (ใช้เวลา 0.75 นาที) ว่างงาน
     จงหาเปอร์เซ็นต์การทำงานของพนักงาน (Operator Utilization) และ เปอร์เซ็นต์การทำงานของเครื่องจักร (Machine Utilization) ตามลำดับ
  • 1 : 25.00% และ 75.00% ตามลำดับ
  • 2 : 66.67% และ 33.33% ตามลำดับ
  • 3 : 30.77% และ 69.23% ตามลำดับ
  • 4 : 43.75% และ 56.25% ตามลำดับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 162 :
  • วิศวกรท่านหนึ่งได้ใช้แผนภูมิมือซ้ายและมือขวา (Right and Left Hand Chart) วิเคราะห์วิธีการเจาะรูรางเหล็กสำหรับติดบานพับแต่ละชิ้น ที่คนงานทำอยู่ในปัจจุบัน พบว่ามี  การปฏิบัติงาน (Operations) ด้วยมือซ้าย 9 ครั้ง มือขวา 11 ครั้ง  การขนส่ง (Transportations) ด้วยมือซ้าย 0 ครั้ง มือขวา 6 ครั้ง  การล่าช้า หรือ การว่าง (Delays) ด้วยมือซ้าย 0 ครั้ง มือขวา 4 ครั้ง  และ การถือ (Holds) ด้วยมือซ้าย 12 ครั้ง มือขวา 0 ครั้ง   เมื่อปรับปรุงวิธีการทำงานใหม่ พบว่า  การปฏิบัติงาน (Operations) ด้วยมือซ้าย 4 ครั้ง มือขวา 4 ครั้ง  การขนส่ง (Transportations) ด้วยมือซ้าย 4 ครั้ง มือขวา 4 ครั้ง  การล่าช้า หรือ การว่าง (Delays) ด้วยมือซ้าย 0 ครั้ง มือขวา 2 ครั้ง  และ การถือ (Holds) ด้วยมือซ้าย 2 ครั้ง มือขวา 0 ครั้ง จากข้อมูลข้างต้น ท่านสามารถสรุปได้ว่าวิธีการทำงานใหม่ที่ปรับปรุงขึ้นดีกว่าวิธีการเดิม (ปัจจุบัน) เพราะเหตุผลข้อใด
  • 1 : การทำงานเจาะรูรางเหล็กสำหรับติดบานพับแต่ละชิ้นโดยวิธีการที่ปรับปรุงจะใช้เวลาน้อยลง โดยใช้เวลาประมาณ 20/42 ของเวลาการทำงานด้วยวิธีการเดิม (ปัจจุบัน)
  • 2 : จำนวนกิจกรรมทั้ง 4 ชนิด คือ การปฏิบัติงาน (Operations) การขนส่ง (Transportations) การล่าช้า (Delays) และ การถือ (Holds) ของวิธีการทำงานใหม่ที่ปรับปรุงมี 20 กิจกรรม ซึ่งน้อยกว่าจำนวนกิจกรรมทั้ง 4 ชนิด ของวิธีการทำงานเดิม (ปัจจุบัน) ที่มี 42 กิจกรรม และวิธีการทำงานใหม่ที่ปรับปรุงมีการใช้มือทั้งสองข้างทำงานอย่างสมดุล
  • 3 : วิธีการทำงานใหม่ที่ปรับปรุงดีกว่าเพราะมีจำนวนการปฏิบัติงานของมือซ้ายและมือขวาเพียง 8 ครั้ง ซึ่งน้อยกว่าจำนวนการปฏิบัติงานของมือซ้ายและมือขวาในวิธีการทำงานเดิม (ปัจจุบัน) ที่มีถึง 20 ครั้ง
  • 4 : วิธีการทำงานใหม่ที่ปรับปรุงขึ้นสามารถลดความล้าโดยรวมให้น้อยกว่าวิธีการทำงานเดิม (ปัจจุบัน)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 163 :
  • หากต้องการวิเคราะห์ขั้นตอนการปฏิบัติงานและลักษณะการเคลื่อนที่ที่เกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการทำงาน ควรใช้แผนภูมิหรือผังตัวใด
  • 1 : Man/Machine Chart
  • 2 : Multiple Activity Chart
  • 3 : Flow Diagram
  • 4 : Simo Chart
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 164 :
  • โรงงานแห่งหนึ่งมีเครื่องกลึงหลายเครื่องแต่ละเครื่องทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ และมีการใช้งานเหมือนกันทุกประการ วิศวกรฝ่ายผลิตทำการวิเคราะห์หาว่า คนงานหนึ่งคนควรจะควบคุมเครื่องกลึงกี่เครื่องจึงจะเหมาะสม จากการรวบรวมข้อมูลพบว่าคนงานใช้เวลาใส่ชิ้นงานเข้าเครื่องกลึง 60 วินาที และใช้เวลานำชิ้นงานออกจากเครื่องกลึง 60 วินาที จากนั้นคนงานต้องตรวจสอบชิ้นงานกลึง 30 วินาที เดินระหว่างเครื่องกลึง 30 วินาที ส่วนข้อมูลเวลาที่เครื่องกลึงทำการกลึงชิ้นงานเท่ากับ 4 นาที จงหาจำนวนเครื่องกลึงที่คนงานหนึ่งคนควรจะควบคุม
  • 1 : 1 เครื่อง
  • 2 : 2 เครื่อง
  • 3 : 3 เครื่อง
  • 4 : 4 เครื่อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 165 :
  • โรงงานแห่งหนึ่งมีเครื่องกลึงหลายเครื่องแต่ละเครื่องทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ และมีการใช้งานเหมือนกันทุกประการ ทางโรงงานได้ทำการวิเคราะห์เชิงปริมาณเพื่อหาอัตราส่วนที่เหมาะสมระหว่างคนงานกับเครื่องกลึง โดยข้อมูลของคนงานและเครื่องกลึงเป็นดังนี้

    คนงาน: ใช้เวลาใส่ชิ้นงานเข้าเครื่องกลึง 0.45 นาที

                ใช้เวลานำชิ้นงานออกจากเครื่องกลึง 0.45 นาที

                ใช้เวลาตรวจสอบชิ้นงาน   0.50 นาที

                 ใช้เวลาเดินระหว่างเครื่องกลึง  0.30 นาที

                 ค่าจ้างคนงาน 40 บาทต่อชั่วโมง

    เครื่องกลึง: เวลาที่เครื่องกลึงทำการกลึงชิ้นงาน 3.50 นาที

                 ค่าเครื่องกลึง ค่าบำรุงรักษาเครื่องกลึง และ ค่าไฟฟ้า 64 บาทต่อชั่วโมง

    จงหาจำนวนเครื่องกลึงที่คนงานหนึ่งคนควรจะควบคุม

  • 1 : 6 เครื่อง
  • 2 : 5 เครื่อง
  • 3 : 3 เครื่อง
  • 4 : 2 เครื่อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 166 :
  • ข้อใดถูกต้อง
  • 1 : แผนภูมิกระบวนการผลิต (Process Chart) เหมาะสำหรับการวิเคราะห์การทำงานของคนงานและเครื่องจักรว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร
  • 2 : แผนภูมิการปฏิบัติงาน (Operation Chart) มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า แผนภูมิมือขวาและมือซ้าย (Left and Right Hand Chart)
  • 3 : แผนภูมิกิจกรรม (Activity Chart) คือแผนภูมิแสดงขั้นตอนการทำงาน
  • 4 : แผนภาพการไหล (Flow Diagram) เหมาะสำหรับการวิเคราะห์รายละเอียดในการทำงานของมือทั้งสองข้าง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 167 :
  • ข้อใดเป็นการศึกษาการทำงานในระดับมหภาค (Macro Motion Study)
  • 1 : การใช้แผนภูมิกิจกรรมเพื่อศึกษาการทำงานของงานกลึง
  • 2 : การใช้แผนผังการไหลเพื่อศึกษาการเคลื่อนที่ที่เกิดขึ้นในการผลิตหนึ่ง ๆ
  • 3 : การศึกษาการทำงานของพนักงานโดยใช้ Simo Chart
  • 4 : การวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของพนักงานหนึ่งคน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 168 :
  • ในการวิเคราะห์การทำงานของช่างกลึงเหล็กคนหนึ่งพบว่า เวลาที่ช่างเอาแท่งเหล็กใส่เข้าไปยังเครื่องกลึงแล้วตั้งเครื่องกลึงให้ทำงานโดยอัตโนมัติมีค่าเท่ากับ 2.00 นาที หลังจากนั้นช่างก็จะปล่อยให้เครื่องกลึงทำงานเองเป็นเวลา 1.15 นาที (ในช่วงที่เครื่องกลึงทำงานช่างจะว่างงาน) หลังจากนั้นช่างจะนำชิ้นงานออกจากเครื่องกลึงโดยใช้เวลา 0.45 นาที จงหาเปอร์เซ็นต์การทำงานของช่างกลึงคนนี้
  • 1 : 31.94 เปอร์เซ็นต์
  • 2 : 68.06 เปอร์เซ็นต์
  • 3 : 87.50 เปอร์เซ็นต์
  • 4 : 100.00 เปอร์เซ็นต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 169 :
  • ในการวิเคราะห์การทำงานของช่างกลึงเหล็กคนหนึ่งพบว่า เวลาที่ช่างเอาแท่งเหล็กใส่เข้าไปยังเครื่องกลึงและตั้งเครื่องกลึงให้ทำงานโดยอัตโนมัติมีค่าเท่ากับ 2.35 นาที หลังจากนั้นช่างก็จะปล่อยให้เครื่องกลึงทำงานเองโดยอัตโนมัติเป็นเวลา 2.05 นาที หลังจากนั้นช่างจะนำชิ้นงานออกจากเครื่องกลึงโดยใช้เวลา 1.00 นาที จงหาเปอร์เซ็นต์ว่างงานของช่างกลึงคนนี้
  • 1 : 37.96 เปอร์เซ็นต์
  • 2 : 43.52 เปอร์เซ็นต์
  • 3 : 62.04 เปอร์เซ็นต์
  • 4 : 81.48 เปอร์เซ็นต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 170 :
  • สัญลักษณ์ที่ใช้ในการสร้างแผนภูมิมือขวาและมือซ้าย (Left and Right Hand Chart) ซึ่งบอกถึงการรอคอย (D) มีความหมายอย่างไร
  • 1 : เวลาใดที่ชิ้นงานต้องรอคอยคนงานมาดำเนินการแปรสภาพทางด้านกายภาพหรือเคลื่อนย้ายไปยังจุดอื่น ๆ ที่จะต้องมีการดำเนินการต่อไป
  • 2 : เวลาที่เครื่องจักรรอคอยคนงานมาดำเนินการใส่ชิ้นงานและ/หรือถอดชิ้นงานออกหลังจากที่เครื่องจักรได้ปฏิบัติการไปแล้ว
  • 3 : เวลาใดที่มือข้างหนึ่งว่างงาน (ไม่ต้องทำงาน) ในขณะเดียวกันมืออีกข้างไม่จำเป็นต้องว่างไปด้วยก็ได้
  • 4 : เวลาใดที่มือข้างหนึ่งของคนงานกำลังทำงานควบคุมเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ขณะที่มืออีกข้างหนึ่งอาจจะว่างงานหรือไม่ก็ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 171 :
  • การเก็บข้อมูลการทำงานแบบมหภาค (Macro Motion Study) และ แบบจุลภาค (Micro Motion Study) แตกต่างกันอย่างไร
  • 1 : แบบมหภาคจะใช้ศึกษาวิธีการทำงานตั้งแต่ต้นกระบวนการจนสิ้นสุดกระบวนการ แต่แบบจุลภาคจะเน้นที่กระบวนการหนึ่ง ๆ
  • 2 : แบบมหภาคจะเน้นศึกษาการเคลื่อนไหวของคนแต่แบบจุลภาคจะเน้นการทำงานของเครื่องจักร
  • 3 : แบบมหภาคจะมีสัญลักษณ์แสดงกิจกรรมการทำงาน (วงกลม) และการตรวจสอบ (สี่เหลี่ยม) เท่านั้น แต่แบบจุลภาคมีครบทุกกิจกรรม
  • 4 : แบบมหภาคให้ข้อมูลการทำงานของคนที่ละเอียดกว่าแบบจุลภาค
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 172 :
  • ในการผลิตถ้วยสแตนเลส (Stainless) มีคนงาน 2 คน ช่วยกันทำงาน โดยคนที่ 1 ขัดและทำความสะอาดถ้วยใช้เวลา 0.8 นาทีต่อชิ้น คนที่ 2 บรรจุถ้วยใช้เวลา 0.5 นาทีต่อชิ้น และในการขัดถ้วยจะใช้เครื่องจักรช่วยทำงานโดยใช้เวลา 0.4 นาทีต่อชิ้น สมมติว่าค่าจ้างคนงานคนละ 25 บาทต่อชั่วโมง และค่าใช้เครื่องจักรช่วยขัดถ้วยเท่ากับ 70 บาทต่อชั่วโมง จงหาค่าใช้จ่ายรวม(ค่าจ้างคนงานและค่าใช้เครื่องจักร)ในขั้นตอนนี้ที่ผลิตถ้วยดังกล่าวต่อ

    1 รอบการทำงาน

  • 1 : 1.60 บาทต่อชิ้น
  • 2 : 1.20 บาทต่อชิ้น
  • 3 : 1.00 บาทต่อชิ้น
  • 4 : 0.80 บาทต่อชิ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 173 :
  • กิจกรรมใดต่อไปนี้แทนด้วยเครื่องหมายวงกลมในผังกระบวนการผลิต
  • 1 : การตรวจสอบขนาดชิ้นงาน
  • 2 : การขนวัสดุ
  • 3 : การวาดแบบบนแผ่นเหล็ก
  • 4 : การรอรถส่งของ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 174 :
  • กิจกรรมใดต่อไปนี้แทนด้วยเครื่องหมายคล้ายอักษรภาษาอังกฤษตัว ดี ในผังกระบวนการผลิต
  • 1 : ชิ้นงานรอแห้งก่อนทำการบรรจุหีบห่อ
  • 2 : ชิ้นงานรอเข้ากระบวนการผลิตก่อนเริ่มการผลิต
  • 3 : ชิ้นงานรอให้เย็นก่อนทำการผลิตต่อไป
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 175 :
  • กิจกรรมใดต่อไปนี้แทนด้วยเครื่องหมายสามเหลี่ยมหัวกลับ ในผังกระบวนการผลิต
  • 1 : ชิ้นงานระหว่างผลิต(Work In Process)
  • 2 : ชิ้นส่วนจากชั้นวางข้างสายการผลิต
  • 3 : ชิ้นงานในคลังเก็บชิ้นงานเพื่อรอนำไปใช้ในสายการผลิตหลักต่อไป
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 176 :
  • จากแผนภูมิกระบวนการผลิต (Process Chart)สามารถแบ่งวัสดุการผลิตได้เป็นอะไรบ้าง
  • 1 : วัสดุหลักและวัสดุรอง
  • 2 : วัสดุทางตรงและวัสดุทางอ้อม
  • 3 : วัสดุสิ้นเปลืองและวัสดุใช้แล้วหมดไป
  • 4 : วัตถุดิบและชิ้นส่วน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 177 :
  • จาก Process Chart สามารถแบ่งชิ้นส่วนการผลิตได้เป็นอะไรบ้าง
  • 1 : ชิ้นส่วนผลิตและชิ้นส่วนซื้อ
  • 2 : ชิ้นส่วนหลักและชิ้นส่วนซื้อ
  • 3 : ชิ้นส่วนหลักและชิ้นส่วนผลิต
  • 4 : ชิ้นส่วนซื้อและชิ้นส่วนจ้างทำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 178 :
  • การวิเคราะห์ข้อมูลจากผังการไหล (Flow Diagram) ที่แสดงเฉพาะเส้นทางการไหลของงาน จะใช้คำถามใดมากที่สุดในการตรวจสอบข้อมูล
  • 1 : Why
  • 2 : Who
  • 3 : Where
  • 4 : How
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 179 :
  • สัญลักษณ์ใดที่ไม่พบใน Process Chart(แผนภูมิกระบวนการผลิต)
  • 1 : สี่เหลี่ยม
  • 2 : วงกลม
  • 3 : ห้าเหลี่ยม
  • 4 : ลูกศร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 180 :
  • ข้อใดคือประโยชน์โดยตรงในการปรับปรุงการทำงานที่ได้จากการใช้ข้อมูลจากแผนภูมิคนและเครื่องจักร(Man-Machine Chart)
  • 1 : ลดเวลาว่างงาน
  • 2 : ลดขั้นตอนการทำงาน
  • 3 : ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่
  • 4 : ลดการเคลื่อนที่ของคน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 181 :
  • ข้อใดเป็นกิจกรรมที่เป็นการเตรียมพร้อม
  • 1 : การนำชิ้นงานใส่เครื่องจักร(Loading)
  • 2 : การทำความสะอาดเครื่องจักร(Cleaning)
  • 3 : การขนย้ายชิ้นงาน(Transport)
  • 4 : การตัดชิ้นงาน(Cutting)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 182 :
  • คำถามใดที่ใช้ในการวิเคราะห์จุดประสงค์การทำงาน
  • 1 : Where
  • 2 : How
  • 3 : What
  • 4 : Who
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 183 :
  • คำถามใดที่ใช้ในการวิเคราะห์ลำดับการทำงาน
  • 1 : Why
  • 2 : When
  • 3 : What
  • 4 : Who else
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 184 :
  • เป้าหมายของคำถามที่ขึ้นต้นด้วย Why คืออะไร
  • 1 : เพื่อวิเคราะห์จุดประสงค์ของการทำงาน
  • 2 : เพื่อวิเคราะห์ลำดับการทำงาน
  • 3 : เพื่อวิเคราะห์การเคลื่อนที่
  • 4 : เพื่อวิเคราะห์หาผู้กระทำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 185 :
  • สัญลักษณ์สี่เหลี่ยมในแผนภูมิกระบวนการผลิตหมายถึงอะไร
  • 1 : แทนการปฎิบัติงาน
  • 2 : แทนการตรวจสอบงาน
  • 3 : แทนการขนถ่าย
  • 4 : แทนที่เก็บงานถาวร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 186 :
  • คําว่า Process Chart คือข้อใด
  • 1 : แผนภูมิกระบวนการผลิต
  • 2 : แผนภูมิคนและเครื่องจักร
  • 3 : แผนภูมิการตรวจสอบ
  • 4 : แผนภูมิการแยกการทํางาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 187 :
  • ข้อใดไม่ใช่ประเภทของแผนภูมิกระบวนการผลิต (Process Chart)
  • 1 : ประเภทคน
  • 2 : ประเภทวัสดุ
  • 3 : ประเภทเครื่องจักร
  • 4 : ประเภทการผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 188 :
  • สัญลักษณ์ O ของแผนภูมิกระบวนการผลิตมีความหมายว่าอย่างไร
  • 1 : การตรวจงาน
  • 2 : การปฎิบัติงาน
  • 3 : การขนถ่าย
  • 4 : การเก็บพักถาวร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 189 :
  • ข้อใดเป็นแผนภูมิที่ใช้ศึกษาและบันทึกการเคลื่อนไหวการปฎิบัติงานของคนงานที่ทำงานบนโต๊ะ
  • 1 : Flow Process Chart
  • 2 : Outline Process Chart
  • 3 : Left and Right Hand Chart
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 190 :
  • ขั้นตอนการศึกษาวิธีการทำงานที่เรียงลำดับได้ถูกต้อง
  • 1 : จดบันทึก เลือก ทำการใช้ พัฒนา ตรวจตราและดำรง
  • 2 : ทำการใช้ พัฒนา ตรวจตรา จดบันทึก ดำรงและเลือก
  • 3 : จดบันทึก ตรวจตรา พัฒนา เลือก ทำการใช้และดำรง
  • 4 : เลือก จดบันทึก ตรวจตรา พัฒนา ทำการใช้และดำรง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 191 :
  • “5W 1H” ถูกนำไปใช้เกี่ยวกับเรื่องใด
  • 1 : ทำการบันทึก
  • 2 : การตั้งคำถามอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ เพื่อตรวจตราข้อมูล
  • 3 : เขียนการไหลของงาน(Flow Diagram)
  • 4 : บันทึกงานที่คนทำร่วมกับเครื่องจักร(Man Machine Chart)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 192 :
  • สิ่งที่ควรบันทึกเป็นมาตรฐานของแผนปฏิบัติงานใหม่ หลังจากผู้บริหารอนุมัติการปฏิบัติงานใหม่แล้ว คืออะไรบ้าง
  • 1 : เครื่องมือ เครื่องใช้ สภาพโดยทั่วไปของการปฏิบัติงาน
  • 2 : วิธีการทำงาน
  • 3 : แผนผังของสถานที่ทำงาน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 167 : 06 การวิเคราะห์การเคลื่อนไหวพื้นฐานของมืออย่างละเอียด
ข้อที่ 193 :
  • การศึกษาการเคลื่อนไหวพื้นฐานของมืออย่างละเอียดโดยการถ่ายทำเป็นภาพยนตร์ซึ่งเหมาะสมกับการศึกษาการทำงานซ้ำ ๆ กันที่มีวงจร (Cycle) สั้น ๆ และการทำงานที่สังเกตได้ยาก เช่น การหยิบสิ่งของ การวางสิ่งของ เป็นต้น อยากทราบว่าการศึกษาการเคลื่อนไหวพื้นฐานของมืออย่างละเอียดมีจุดประสงค์อะไร
  • 1 : เพิ่มความชัดเจนในการทำงานและช่วยให้คนงานทุกคนทำงานทุกงานได้ง่ายขึ้นจนสามารถทำงานได้หลายงาน
  • 2 : ช่วยให้คนงานมีความเข้าใจถึงการทำงานนั้น ๆ และเพิ่มความสมดุลในระบบการผลิตขององค์กร
  • 3 : หาวิธีการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดและช่วยฝึกคนงานให้คุ้นเคยกับการทำงานที่ดี
  • 4 : ส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรขององค์กรให้มีศักยภาพในการทำงานอย่างต่อเนื่องและยาวนานยิ่งขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 194 :
  • ข้อใดถูกต้อง
  • 1 : การศึกษาการเคลื่อนไหวพื้นฐานของมืออย่างละเอียดริเริ่มขึ้นโดย Frank B. Gilbreth และได้แบ่งขั้นตอนการเคลื่อนไหวพื้นฐานของมือทั้งสองข้างออกเป็น 17 แบบ
  • 2 : การศึกษาการเคลื่อนไหวพื้นฐานของมืออย่างละเอียดมักจะนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุก ๆ กิจกรรม เช่น การขนสินค้าขึ้นรถบรรทุกโดยใช้คนงานหลายคนช่วยกันทำงาน
  • 3 : การศึกษาการเคลื่อนไหวพื้นฐานของมืออย่างละเอียดควรนำมาใช้กับการเชื่อมตัวถังรถยนต์โดยเครื่องเชื่อมที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์เพื่อลดเวลาในการทำงาน
  • 4 : การศึกษาการเคลื่อนไหวพื้นฐานของมืออย่างละเอียดจะใช้คัดเลือกพนักงานที่มีความละเอียดและทำงานอย่างระมัดระวังมาทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เช่น การเคลื่อนย้ายสินค้าโดยรถยก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 195 :
  • ประกอบ (Assemble) ในการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวพื้นฐานของมืออย่างละเอียดคืออะไร
  • 1 : การวางสิ่งของให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับที่จะได้เคลื่อนย้ายไปภายหลังจากการวางนี้ เพื่อให้ง่ายต่อการจับประกอบ
  • 2 : การวางหรือการหมุนสิ่งของให้เข้าที่พร้อมที่จะประจำตำแหน่ง การวางเข้าที่อาจเกิดพร้อมกับการขนส่งก็ได้ โดยเริ่มจากการเริ่มวางสิ่งของลงตรงตำแหน่งและสิ้นสุดเมื่อสิ่งของเข้าไปอยู่ในที่แล้ว
  • 3 : การวางสิ่งของชิ้นหนึ่งลงบนหรือในสิ่งของอีกชิ้นหนึ่งเพื่อให้เกิดเป็นชิ้นเดียวกัน โดยเริ่มจากการที่มือเริ่มจับสิ่งของเข้าไปประกอบกันและสิ้นสุดเมื่อประกอบสิ่งของนั้นเรียบร้อย
  • 4 : การวางสิ่งของให้อยู่ในตำแหน่งที่จะต้องประกอบพร้อมทั้งช่วยให้เกิดการเคลื่อนย้ายสิ่งของนั้นไปยังอีกตำแหน่งที่ต้องการได้โดยง่าย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 196 :
  • SIMO Chart คืออะไร
  • 1 : ผังแสดงการทำงานแบบมหภาคที่มีการกำหนดระดับความยากง่ายในการทำงาน
  • 2 : ผังแสดงการทำงานมือซ้าย-ขวาที่มีการใส่สเกลเวลาในการบันทึกข้อมูล
  • 3 : ผังแสดงการทำงานของอวัยวะของร่างกายด้านซ้าย-ขวาที่แสดงออกถึงความพยายามและความล้าที่เกิดขึ้นในการทำงานด้วย
  • 4 : ผังแสดงการทำงานที่เปรียบเทียบกิจกรรม 2 กิจกรรมบนเสกลเวลา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 197 :
  • การติดดวงไฟดวงเล็ก ๆ ไว้ที่นิ้วมือหรือแขนหรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกายของคนงาน แล้วถ่ายด้วยกล้องถ่ายภาพ เพื่อวิเคราะห์ลำแสงตามที่มือเคลื่อนที่ เรียกว่าอะไร
  • 1 : Memomotion Study
  • 2 : Cyclograph
  • 3 : Chrono Cyclegraph
  • 4 : Therbling
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 198 :
  • ถ้าต้องการศึกษาความสมดุลในการทำงานของมือทั้งสองข้าง ควรใช้เครื่องมือใด
  • 1 :

    Two hand analyses chart

  • 2 : Simo Chart
  • 3 : Left-Right Hand Chart
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 199 :
  • สเกลเท่ากับ 1 ในการประเมินความพยายามในการทำงานโดยใช้มือทั้งสองข้างจาก Simo Chart หมายถึงข้อใด
  • 1 : Bending
  • 2 : Grasping
  • 3 : Twisting
  • 4 : Lifting
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 200 :
  • สเกลเท่ากับ 5 ในการประเมินความพยายามในการทำงานโดยใช้มือทั้งสองข้างจาก Simo Chart หมายถึงข้อใด
  • 1 : Bending
  • 2 : Releasing
  • 3 : Preparing
  • 4 : Reaching
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 201 :
  • การหา Utilization ของการใช้มือในการทำงานสามารถหาได้จากข้อมูลใด
  • 1 : Two hand analyses chart
  • 2 : Man-Machine Chart
  • 3 : Left-Right Hand Chart
  • 4 : Activity Chart
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 202 :
  • สัญลักษณ์ใดที่ใช้แสดงว่ามือกำลังว่างงาน (ไม่ได้ทำงาน)
  • 1 : วงกลม
  • 2 : สี่เหลี่ยม
  • 3 : ลูกศร
  • 4 : D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 203 :
  • สัญลักษณ์ใดที่ใช้แสดงว่ามือกำลังทำงาน
  • 1 : วงกลม
  • 2 : สี่เหลี่ยม
  • 3 : ลูกศร
  • 4 : D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 204 :
  • สัญลักษณ์ใดที่ใช้แสดงว่ามือกำลังเคลื่อนที่
  • 1 : วงกลม
  • 2 : สี่เหลี่ยม
  • 3 : ลูกศร
  • 4 : D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 205 :
  • สัญลักษณ์ใดที่ใช้แสดงว่ามือกำลังถือชิ้นงาน
  • 1 : วงกลม
  • 2 : สี่เหลี่ยม
  • 3 : ลูกศร
  • 4 : สามเหลี่ยมหัวกลับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 206 :
  • ข้อใดจัดเป็น Micromotion Study
  • 1 : การศึกษาการทำงานของพนักงานในขณะใช้เครื่องมืออย่างง่าย
  • 2 : การศึกษาการทำงานของพนักงานในขณะใช้เครื่องจักร
  • 3 : การศึกษาการใช้มือของพนักงานในการประกอบชิ้นส่วน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 207 :
  • แผนผังที่ให้ข้อมูลการทำงานคล้ายกับ ข้อมูลการศึกษาการเคลื่อนไหวของมือโดยละเอียดโดยใช้ Left-Right Hand Chart คือข้อใด
  • 1 : Simo Chart
  • 2 : Man-Machine Chart
  • 3 : Micromotion Chart
  • 4 : Activity Chart
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 208 :
  • ข้อใดแทนด้วยสัญลักษณ์วงกลมในการศึกษาการใช้มือโดยใช้ Left-Right Hand Chart
  • 1 : มือซ้ายถือชิ้นงาน
  • 2 : มือขวาเคลื่อนไปหยิบชิ้นส่วน
  • 3 : มือทั้งสองข้างตรวจสอบชิ้นงาน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 209 :
  • การศึกษาการเคลื่อนไหวของมือโดยละเอียดมีประโยชน์อย่างไร
  • 1 : ช่วยในการออกแบบสถานีงาน
  • 2 : ช่วยในการออกแบบวิธีการทำงาน
  • 3 : ใช้แบ่งแยกงานระหว่างคนที่ถนัดมือซ้ายและมือขวา
  • 4 : ข้อ 1 และ 2 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 210 :
  • การวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของมือโดยละเอียดเหมาะกับงานประเภทใด
  • 1 : งานผลิตแบบหล่อโดยใช้เครื่อง CNC
  • 2 : งานที่มีรอบเวลาการผลิตน้อยมาก
  • 3 : งานการบรรจุหีบห่อ
  • 4 : 1 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 211 :
  • เครื่องมือใดใช้ในการศึกษาการเคลื่อนไหวของมือโดยละเอียดได้
  • 1 : กล้องถ่ายภาพความเร็วสูง
  • 2 : แผนภูมิกระบวนการผลิตโดยใช้มือ
  • 3 : ฟิล์มถ่ายรูปโดยทั่วไป
  • 4 : เครื่องอัลตราซาวน์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 212 :
  • ข้อใดเป็นข้อจำกัดในการศึกษาการเคลื่อนไหวของมือโดยละเอียด
  • 1 : ผู้บันทึกข้อมูล
  • 2 : งานที่มีเวลารอบการผลิตนาน
  • 3 : งานที่มีเวลารอบการผลิตต่ำและมีความต่อเนื่องของการทำงานยาว
  • 4 : งานที่มีเวลารอบการผลิตต่ำแต่มีความต่อเนื่องของการทำงานสั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 213 :
  • ใครเป็นผู้พัฒนาการศึกษาการเคลื่อนไหวพื้นฐานของมือ
  • 1 : Frank T. Taylor
  • 2 : Frank B. Gilbreth
  • 3 : Frank B. Therblig
  • 4 : Frederick W. Taylor
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 214 :
  • จากการศึกษาการเคลื่อนไหวในข้อใดที่ภาคการผลิตมักนำมาใช้เป็นวิธีการปรับปรุงในอันดับท้าย ๆ
  • 1 : Materials Flow
  • 2 : Plant Layout
  • 3 : Micromotion Study
  • 4 : Transportation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 215 :
  • สัญลักษณ์ที่ใช้แสดงว่ามือกำลังตรวจสอบชิ้นงานในแผนภูมิการเคลื่อนไหวของมือซ้ายและขวา คืออะไร
  • 1 : วงกลม
  • 2 : สี่เหลี่ยม
  • 3 : ลูกศร
  • 4 : D
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 216 :
  • ดัชนีที่ใช้บอกว่ามือทั้งสองข้างมีการใช้งานมากน้อยแค่ไหน คืออะไร
  • 1 : Standard Time
  • 2 : Hand Working Time
  • 3 : Efficiency
  • 4 : Utilization
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 217 :
  • จงเปรียบเทียบค่าสเกลการประเมินของลักษณะการทำงานของมือทั้งสองข้างในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ 1. Releasing 2. Reaching 3. Lifting
  • 1 : 1 > 2 > 3
  • 2 : 2 > 1 > 3
  • 3 : 3 > 2 > 1
  • 4 : 3 > 1 > 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 218 :
  • ข้อใดถูกต้องในการวิเคราะห์การใช้มือสองข้างประกอบชิ้นงาน
  • 1 : มือขวาจับ มือซ้ายประกอบ ดังนั้น แทนด้วยสัญลักษณ์เหมือนกันคือ วงกลม
  • 2 : มือขวาจับ มือซ้ายประกอบ ดังนั้น แทนด้วยสัญลักษณ์เหมือนกันคือ สามเหลี่ยมหัวกลับ
  • 3 : มือขวา - มือซ้ายประกอบ ดังนั้น แทนด้วยสัญลักษณ์เหมือนกันคือ วงกลม
  • 4 : มือขวา – มือซ้ายตรวจสอบชิ้นงานในขณะประกอบ ดังนั้น แทนด้วยสัญลักษณ์เหมือนกันคือ สี่เหลี่ยมจัตุรัส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 219 :
  • ข้อใดเป็นการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของมือในการประกอบสกรูเข้ากับแหวนรอง
  • 1 : มือซ้ายหยิบสกรู มือขวาหยิบแหวน สองมือช่วยกันประกอบ
  • 2 : มือซ้ายเคลื่อนสกรู มือขวาเคลื่อนแหวน มือซ้ายหยิบสกรู มือขวาหยิบแหวน สองมือประกอบกัน
  • 3 : มือซ้ายและขวาเคลื่อนที่ มือซ้ายหยิบแหวน มือขวาหยิบสกรู สองมือเคลื่อนที่ สองมือประกอบ
  • 4 : มือซ้ายหยิบสกรูและแหวน มือขวารับแหวนจากมือซ้าย สองมือประกอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 220 :
  • ข้อใดถูกต้องในการวิเคราะห์งานย่อย คือ เตรียมยกของที่มีน้ำหนัก 2 กิโลกรัมโดยใช้ Simo Chart
  • 1 : ประเมินได้ที่ระดับ 1 เพราะเป็นการใช้นิ้วมือสัมผัสกับของที่จะยก
  • 2 : ประเมินได้ที่ระดับ 5 เพราะของที่จะยกมีน้ำหนัก
  • 3 : ไม่ต้องประเมินเพราะยังไม่เกิดงาน
  • 4 : ประเมินได้ที่ระดับ 3 เพราะของที่จะยกมีน้ำหนักปานกลาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 221 :
  • การวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของมือแบบใดที่ใช้ดวงไฟเล็กๆ ติดที่นิ้วมือหรือส่วนต่างๆของมือแล้วบันทึกด้วยกล้อง VDO จะเห็นลำแสงตามที่เคลื่อนที่ไป
  • 1 : การวิเคราะห์แบบ chronocyclegraph
  • 2 : การวิเคราะห์แบบ cyclegraph
  • 3 : การวิเคราะห์แบบ Gilbreth
  • 4 : การวิเคราะห์แบบ Fundamental
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 222 :
  • การเสียเวลาซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ใช้สัญลักษณ์ใดในการเขียนเทอร์บลิค (Therblig)
  • 1 : U
  • 2 : DA
  • 3 : AD
  • 4 : UD
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 223 :
  • การศึกษาแบบ Memomotion เป็นการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวพื้นฐานของมืออย่างละเอียดจะใช้กับการทำงานที่มีลักษณะแบบใด ?
  • 1 : การทำงานคนเดียวโดยใช้วงจร (Cycle) การทำงานสั้น ๆ
  • 2 : การทำงานคนเดียวโดยพนักงานนั้นต้องทำงานอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
  • 3 : วงจร (Cycle) การทำงานสั้นและยาวสลับไปมาตลอดเวลา
  • 4 : วงจรการทำงานไม่ซ้ำเดิม (Irregular Cycle)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 224 :
  • อะไรเป็นวิธีการศึกษาการเคลื่อนไหวพื้นฐานของมืออย่างละเอียด
  • 1 : Cyclograph , Chronocyclegraph และ Memomotion
  • 2 : Cyclograph และ Simultaneous Motion Study
  • 3 : Monotony Study , Cyclograph และ Chronocyclegraph
  • 4 : Memomotion , Monotony Study , Cyclograph และ Chronocyclegraph
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 168 : 07 การศึกษาเวลา ได้แก่ ขั้นตอนและเทคนิคในการศึกษาเวลา การประเมินสมรรถนะการทำงาน เวลาเผื่อ และการหาเวลามาตรฐาน
ข้อที่ 225 :
  • ในการทำงานเพื่อผลิตสินค้าชนิดหนึ่งของพนักงานคนหนึ่งใช้เวลาทำงานโดยเฉลี่ยเท่ากับ 2.50 นาที ถ้าพนักงานคนนี้ทำงานด้วยประสิทธิภาพหรือที่อัตราประเมินความเร็ว (Rating Factor) 80 เปอร์เซ็นต์ และมีเวลาเผื่อเท่ากับ 10 เปอร์เซ็นต์ของเวลาปกติ จงหาเวลามาตรฐานสำหรับการทำงานนี้
  • 1 : 2.200 นาที
  • 2 : 3.375 นาที
  • 3 : 2.750 นาที
  • 4 : 2.250 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 226 :
  • การจับเวลาการทำงานอย่างหนึ่งของคนงานคนหนึ่ง โดยแบ่งงานนั้นเป็นงานย่อย (Elements) ได้ 3 งานย่อย ซึ่งในการจับเวลาการทำงานของคนงานครั้งนี้ ได้ดำเนินการเก็บข้อมูลเวลาทำงาน (หน่วยเป็นวินาที) จำนวน 5 รอบ (Cycle)และพบว่าค่าเวลาหักลบ(เทียบเท่าค่าเวลาสังเกต)เป็นดังรายละเอียดในตารางข้างล่างนี้
    งานย่อยที่ รอบ
    1 2 3 4 5
    1 15 13 14 13 12
    2 18 17 20 18 16
    3 11 10 9 11 10
     อยากทราบว่าท่านจะใช้ข้อมูลเวลาทำงานของงานย่อยใด ไปคำนวณหาจำนวนรอบที่ต้องจับเวลา เมื่อต้องการความแม่นยำ (Precision) ±5% ที่ระดับความเชื่อมั่น (Confidence Level) 95.5% และระบุเหตุผล
  • 1 : ข้อมูลเวลาทำงานของงานย่อยที่ 1 เนื่องจากเป็นงานย่อยแรกที่คนงานเริ่มทำ ซึ่งมักจะเป็นงานย่อยที่สำคัญมากที่สุด
  • 2 : ข้อมูลเวลาทำงานของงานย่อยที่ 2 เนื่องจากเป็นงานย่อยที่มีค่าพิสัยต่อค่าเฉลี่ยสูงสุด ซึ่งแสดงว่าเวลาที่ใช้ในการทำงานย่อยนี้มีการแปรเปลี่ยนมากที่สุด
  • 3 : ข้อมูลเวลาทำงานของงานย่อยที่ 3 เนื่องจากเป็นงานย่อยสุดท้ายที่คนงานต้องทำ ซึ่งคนงานมักจะรีบเร่งทำงานย่อยนี้มากขึ้น
  • 4 : งานย่อยใด ๆ ก็ได้ เนื่องจากเป็นการทำงานโดยคนงานคนเดียวกันทั้งหมด นั่นแสดงว่าข้อมูลเวลาทำงานของแต่ละงานย่อยสามารถนำไปหาจำนวนรอบที่ต้องจับเวลาได้จำนวนรอบเท่ากัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 227 :
  • ในการผลิตสินค้าชนิดหนึ่งมีขั้นตอนการผลิต 2 ขั้นตอนโดยใช้เครื่องจักรทั้ง 2 ขั้นตอน ถ้าต้องการผลิตสินค้าเดือนละ 25,000 ชิ้น ต้องใช้เครื่องจักรขั้นตอนละกี่เครื่องจึงผลิตสินค้าได้ตามต้องการ หากมีเวลามาตรฐานในการทำงานของ ขั้นตอนที่ 1 เป็น 0.5 นาที และขั้นตอนที่ 2 เป็น 1.2 นาที (1 เดือน มี 26 วันทำงานและทำงานวันละ 8 ชั่วโมง)
  • 1 : 1 เครื่อง และ 1 เครื่องตามลำดับ
  • 2 : 1 เครื่อง และ 3 เครื่องตามลำดับ
  • 3 : 3 เครื่อง และ 1 เครื่องตามลำดับ
  • 4 : 2 เครื่อง และ 3 เครื่องตามลำดับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 228 :
  • ข้อใดถูกต้อง
  • 1 : เวลาปกติหรือเวลาพื้นฐาน (Normal timeหรือ Basic time) จะมากกว่าเวลาที่จับได้เสมอ
  • 2 : เวลามาตรฐานประกอบด้วยเวลาปกติและเวลาเผื่อ
  • 3 : Allowance time คือ เวลาที่จับได้ คูณกับ Rating factor
  • 4 : อัตราประเมินความเร็ว(Rating factor)มาก แสดงว่าเวลาที่จับได้มีค่ามากกว่าเวลาปกติ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 229 :
  • การจับเวลาการทำงานอย่างหนึ่งของคนงานคนหนึ่งแบบต่อเนื่อง โดยแบ่งงานนั้นเป็นงานย่อย (Elements) ได้ 4 งานย่อย ซึ่งในการจับเวลาการทำงานของคนงานครั้งนี้ ได้ดำเนินการเก็บข้อมูลเวลาทำงาน (หน่วยเป็นวินาที) จำนวน 5 รอบ (Cycle) ดังรายละเอียดในตารางข้างล่างนี้
    งานย่อยที่ รอบ
    1 2 3 4 5
    1 15 73 126 183 237
    2 33 89 146 200 255
    3 44 99 155 211 265
    4 60 112 170 225 278
     จงหาเวลาการทำงานเฉลี่ยของงานย่อยที่ 3
  • 1 : 154.8 วินาที
  • 2 : 53.0 วินาที
  • 3 : 10.2 วินาที
  • 4 : 8.8 วินาที่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 230 :
  • ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ในการแบ่งงานออกเป็นงานย่อย (Working Element)
  • 1 : สามารถระบุว่างานย่อยใดทำได้ยากและช่วยให้ผู้ควบคุมการผลิตนำข้อมูลเวลาที่ใช้ในการทำงานย่อยนั้นไปสรุปเป็นเวลาที่ใช้ผลิตสินค้านั้น ๆ
  • 2 : สามารถนำค่าเวลาที่จับได้ในแต่ละงานย่อยไปเปรียบเทียบกับเวลาที่ใช้ไปในการทำงานย่อยอื่น ๆ ที่มีลักษณะการทำงานที่คล้ายกัน
  • 3 : สามารถกำหนดสมรรถนะการทำงานของพนักงานในแต่ละงานย่อยได้อย่างถูกต้อง ซึ่งช่วยให้หาเวลามาตรฐานได้ถูกต้องยิ่งขึ้น
  • 4 : การวิเคราะห์การทำงานที่แบ่งออกเป็นงานย่อยทำให้พบข้อผิดพลาดในวิธีการทำงาน ซึ่งทำให้ง่ายต่อการปรับปรุงงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 231 :
  • ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของการศึกษาเวลา (Time Study)
  • 1 : กำหนดเงินลงทุนสำหรับการขยายกิจการและใช้วิเคราะห์ความสามารถด้านการตลาดขององค์กร
  • 2 : กำหนดราคามาตรฐานและงบประมาณในการลงทุน
  • 3 : เป็นพื้นฐานในการกำหนดค่าแรงจูงใจของพนักงานรวมถึงจำนวนคนงานที่ต้องการสำหรับทำงานนั้น
  • 4 : จัดตารางการทำงานและวางแผนการทำงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 232 :
  • เทคนิคที่ใช้ในการศึกษาเวลา (Time Study) มีหลายเทคนิคแต่ที่นิยมใช้ คือ เทคนิคการจับเวลาโดยตรง (Stopwatch Method) จงระบุข้อดีของเทคนิคนี้
  • 1 : ทำให้คนงานเร่งทำงานให้เร็วขึ้นกว่าปกติ
  • 2 : ทำให้ผู้จับเวลาสามารถมองเห็นการทำงานที่ต้องศึกษาได้อย่างละเอียดชัดเจน
  • 3 : ทำให้ฝ่ายวางแผนการผลิตมีความสะดวกสบายในการวางแผนการทำงาน
  • 4 : ทำให้ผู้บริหารสูญเสียเวลาน้อยลงในการจัดการและบริหารองค์กร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 233 :
  • ชิ้นงานชิ้นหนึ่งต้องผ่านขั้นตอนการผลิตแบบjob shop มีขั้นตอนย่อยดังต่อไปนี้ งานตัด (เวลามาตรฐานที่ใช้ 30 วินาทีต่อชิ้น) ขนจากเครื่องตัดครั้งละ 50 ชิ้น (เวลามาตรฐานที่ใช้ 300 วินาทีต่อครั้งการขน) และงานเจาะ (เวลามาตรฐานที่ใช้ 15 วินาทีต่อชิ้น) เวลามาตรฐานในการผลิตชิ้นงานนี้คือเท่าไร
  • 1 : 45 วินาทีต่อชิ้น
  • 2 : 51 วินาทีต่อชิ้น
  • 3 : 345 วินาทีต่อชิ้น
  • 4 : หาไม่ได้เพราะไม่ทราบเวลาเผื่อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 234 :
  • ความล่าช้าที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ (Avoidable Delay) เกิดจากอะไร
  • 1 : คนงานเกิดความไม่พร้อมอย่างฉับพลันเนื่องจากต้องเข้าห้องน้ำ
  • 2 : เครื่องจักรเกิดการชำรุดในระหว่างการทำงานทั้ง ๆ ที่มีการซ่อมบำรุงเครื่องจักรเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอ
  • 3 : คนงานปรับตั้งเครื่องจักร ทำความสะอาดเครื่องจักร และ หยอดน้ำมันหล่อลื่นเครื่องจักร
  • 4 : คนงานลาหยุดงานโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า จึงต้องให้คนงานคนอื่นที่ไม่ค่อยมีทักษะในการทำงานนั้นทำงานแทน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 235 :
  • ค่าเผื่อส่วนตัว (Personal Allowance) เกิดจากอะไร
  • 1 : คนงานทำงานในสภาวะแวดล้อมที่มีความร้อนมาก
  • 2 : คนงานเกิดความเมื่อยล้าเนื่องจากความเครียด
  • 3 : คนงานเกิดอาการเวียนศีรษะเนื่องจากอากาศแปรเปลี่ยน
  • 4 : คนงานเกิดความต้องการหยุดพักเพื่อทำกิจส่วนตัว เช่น ดื่มน้ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 236 :
  • ข้อใดถูกต้อง
  • 1 : การกำหนดค่าเผื่อลดหย่อนส่วนตัว (Personal Allowance) ให้แก่คนงานจะต้องพิจารณาสภาพความแข็งแรงทางด้านร่างกายของคนงานแต่ละคน นั่นคือคนงานที่แข็งแรงน้อยก็ควรมีเวลาลดหย่อนส่วนตัวมากกว่าคนงานที่มีความแข็งแรงมาก
  • 2 : การทำงานในสภาวะแวดล้อมที่มีความร้อนมากหรือมีความชื้นมากควรกำหนดเวลาลดหย่อนมากขึ้นเนื่องจากคนงานจะเกิดความเมื่อยล้าได้ง่ายกว่าสภาวะแวดล้อมปกติ
  • 3 : ค่าเผื่อหย่อนล่าช้า (Delay Allowance) มักเกิดขึ้นในขั้นตอนการทำงานที่คนงานเกิดความเบื่อหน่าย เนื่องจากเกิดความล้าทางด้านจิตใจ (Mental Fatigue)
  • 4 : คนงานทุกคนที่ทำงานเหมือนกันควรจะต้องกำหนดเวลาลดหย่อนด้วยตนเองเพราะสภาพร่างกายของคนงานแต่ละคนมีความแตกต่างกัน อีกทั้งเพศและวัยของคนงานแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 237 :
  • การกำหนดประสิทธิภาพการทำงานของคนงานโดยใช้ระบบ Westinghouse จะพิจารณาอะไร
  • 1 : ความตั้งใจทำงานและความสม่ำเสมอในการทำงานของคนงาน
  • 2 : ทักษะ (Skill) และ ความพยายาม (Effort) ในการทำงานของคนงาน
  • 3 : ทักษะ (Skill) ความพยายาม (Effort) ความเที่ยงตรง (Consistency) และ สภาวะแวดล้อม (Condition) ในการทำงานของคนงาน
  • 4 : ความสามารถในการทำงานของคนงานคนนั้น ๆ ว่ามีมากน้อยเพียงใด ถ้ามีมากก็กำหนดให้คนงานคนนั้นมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 238 :
  • การกำหนดประสิทธิภาพการทำงานของคนงานโดยใช้ระบบ Effort Rating จะพิจารณาอะไร
  • 1 : ความพยายามในการทำงานของคนงานคนนั้น ๆ เป็นสำคัญ
  • 2 : ความอดทนแข็งแรงในการทำงานของคนงานคนนั้น ๆ เป็นสำคัญ
  • 3 : ความมุ่งมั่นในการทำงานของคนงานคนนั้น ๆ เป็นสำคัญ
  • 4 : ความขยันขันแข็งในการทำงานของคนงานคนนั้น ๆ เป็นสำคัญ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 239 :
  • การจับเวลาการทำงานอย่างหนึ่งของคนงานคนหนึ่ง โดยแบ่งงานนั้นเป็นงานย่อย (Elements) ได้ 3 งานย่อย ซึ่งในการจับเวลาการทำงานของคนงานครั้งนี้ ได้ดำเนินการเก็บข้อมูลเวลาทำงาน (หน่วยเป็นวินาที) จำนวน 5 รอบ (Cycle) ดังรายละเอียดในตารางข้างล่างนี้
    งานย่อยที่ รอบ
    1 2 3 4 5
    1 30 28 29 31 34
    2 22 21 24 25 22
    3 38 42 41 43 39
     อยากทราบว่าท่านจะใช้ข้อมูลเวลาทำงานของงานย่อยใด ไปคำนวณหาจำนวนรอบที่ต้องจับเวลา เมื่อต้องการความแม่นยำ (Precision) ±5% ที่ระดับความเชื่อมั่น (Confidence Level) 95.5% และระบุเหตุผล
  • 1 : ข้อมูลเวลาทำงานของงานย่อยใด ๆ ก็ได้ เพราะว่าเป็นการทำงานโดยคนงานคนเดียวกันทั้งหมด
  • 2 : ข้อมูลเวลาทำงานของงานย่อยที่ 3 เพราะว่าเป็นงานย่อยที่ใช้เวลามากที่สุดในการทำในแต่ละรอบ
  • 3 : ข้อมูลเวลาทำงานของงานย่อยที่ 2 เพราะว่าเป็นงานย่อยที่ใช้เวลาน้อยที่สุดในการทำในแต่ละรอบ
  • 4 : ข้อมูลเวลาทำงานของงานย่อยที่ 1 เพราะว่าเป็นงานย่อยที่มีค่าพิสัยสูงสุดซึ่งแสดงว่าเวลาที่ใช้ในการทำงานย่อยนี้มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 240 :
  • การจับเวลาการทำงานอย่างหนึ่งของคนงานคนหนึ่ง โดยแบ่งงานนั้นเป็นงานย่อย (Elements) ได้ 3 งานย่อย ซึ่งในการจับเวลาการทำงานของคนงานครั้งนี้ ได้ดำเนินการเก็บข้อมูลเวลาทำงาน (หน่วยเป็นวินาที) จำนวน 5 รอบ (Cycle) ดังรายละเอียดในตารางข้างล่างนี้
    งานย่อยที่ รอบ
    1 2 3 4 5
    1 22 108 193 278 362
    2 50 138 225 307 393
    3 83 173 257 338 427
     จงหาเวลาเฉลี่ยที่ใช้ในการทำงานย่อยที่ 1, 2, และ 3 ตามลำดับ
  • 1 : 22.0 วินาที , 28.0 วินาที และ 33.0 วินาที ตามลำดับ
  • 2 : 22.4 วินาที , 30.0 วินาที และ 33.0 วินาที ตามลำดับ
  • 3 : 22.4 วินาที , 32.0 วินาที และ 35.0 วินาที ตามลำดับ
  • 4 : 22.0 วินาที , 32.0 วินาที และ 33.0 วินาที ตามลำดับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 241 :
  • ขั้นตอนการศึกษาเวลาจะต้องเลือกคนงานและวิธีทำงานที่จะศึกษาเพื่อประโยชน์อะไร
  • 1 : ช่วยให้ผู้เก็บข้อมูลเวลาที่ใช้ในการทำงานของคนงานเข้าใจถึงการทำงานของคนงานมากขึ้นและคนงานก็สามารถทำงานตามวิธีที่ตนต้องการได้
  • 2 : ช่วยให้ได้ข้อมูลเวลาที่ใช้ในการทำงานของคนงานอย่างเหมาะสมเพราะคนงานจะทำงานด้วยวิธีที่กำหนดและไม่ทำงานให้ล่าช้าหรือรีบเร่งเกินไป
  • 3 : ช่วยให้คนงานที่ถูกเลือกมาศึกษาเวลาที่ใช้ในการทำงานมีความพึงพอใจอย่างยิ่งที่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงานและหัวหน้างานของตน
  • 4 : ช่วยให้วิธีการทำงานเป็นวิธีที่ดีและเหมาะสมที่สุดตลอดจนคนงานที่ได้รับเลือกมาทำการศึกษาเวลาก็สามารถพัฒนาตนเองในด้านจิตใจอย่างต่อเนื่อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 242 :
  • การทำการศึกษาเวลาเมื่อมีการกำหนดหรือเลือกวิธีทำงานแล้ว ผู้วิเคราะห์จะต้องบันทึกข้อมูลอะไรบ้าง ลงในแบบฟอร์มบันทึกข้อมูล
  • 1 : รายชื่อคนงานทั้งหมดและรายละเอียดของเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ทั้งหมดในหน่วยงานที่ทำการศึกษาเวลา
  • 2 : รายละเอียดของเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ทั้งหมดในหน่วยงานที่ทำการศึกษาเวลา
  • 3 : รูปชิ้นงาน สถานที่ทำงาน เครื่องจับยึดชิ้นงาน เครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงานตลอดจนชื่อคนงานที่ถูกเลือกมาศึกษาและชื่อผู้วิเคราะห์
  • 4 : รายชื่อคนงานทั้งหมดในหน่วยงานที่ทำการศึกษาเวลาและรายละเอียดของชิ้นงานที่ทำการศึกษาตลอดจนข้อมูลของผู้วิเคราะห์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 243 :
  • การทำการศึกษาเวลามีลำดับขั้นตอนอย่างไร
  • 1 : เลือกคนงานและวิธีทำงานที่จะศึกษา แบ่งงานออกเป็นงานย่อย จับเวลาทำงานแต่ละขั้นตอนงานย่อย ประเมินประสิทธิภาพของคนงาน คำนวณหาเวลาปกติ กำหนดเวลาเผื่อ และคำนวณเวลามาตรฐาน
  • 2 : เลือกคนงานและวิธีทำงานที่จะศึกษา แบ่งงานออกเป็นงานย่อย จับเวลาทำงานแต่ละขั้นตอนงานย่อย คำนวณหาเวลาปกติ กำหนดเวลาเผื่อ และคำนวณเวลามาตรฐาน
  • 3 : เลือกคนงานและวิธีทำงานที่จะศึกษา แบ่งงานออกเป็นงานย่อย จับเวลาทำงานแต่ละขั้นตอนงานย่อย กำหนดจำนวนรอบที่ต้องจับเวลา คำนวณหาเวลาปกติ กำหนดเวลาเผื่อ และคำนวณเวลามาตรฐาน
  • 4 : เลือกคนงานและวิธีทำงานที่จะศึกษา แบ่งงานออกเป็นงานย่อย กำหนดจำนวนครั้งที่ต้องจับเวลา จับเวลาเบื้องต้นแต่ละขั้นตอนงานย่อย วิเคราะห์ความเพียงพอของข้อมูล ประเมินประสิทธิภาพของคนงาน คำนวณหาเวลาปกติ กำหนดเวลาเผื่อ และคำนวณเวลามาตรฐาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 244 :
  • ข้อใดไม่ใช่ขั้นตอนการทำการศึกษาเวลา
  • 1 : ลักษณะบุคลิกของคนงานและผู้วิเคราะห์
  • 2 : จับเวลาทำงานแต่ละขั้นตอนงานย่อย
  • 3 : เลือกคนงานและวิธีทำงานที่จะศึกษา
  • 4 : แบ่งงานออกเป็นงานย่อยพร้อมบันทึกรายละเอียดวิธีทำงานอย่างสมบูรณ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 245 :
  • ข้อใดไม่ใช่หลักการของการแบ่งงานออกเป็นงานย่อย?
  • 1 : แยกงานที่คนงานควบคุมออกจากงานที่เครื่องจักรควบคุมให้ชัดเจน
  • 2 : แยกงานที่ทำซ้ำกันออกจากงานที่ทำเป็นครั้งคราวให้ชัดเจน
  • 3 : แยกงานที่จำเป็นออกจากงานที่ไม่จำเป็น
  • 4 : แยกงานจากคนงานทุกคนในหน่วยงานที่ทำการศึกษา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 246 :
  • หลักการของการแบ่งงานออกเป็นงานย่อยที่ระบุว่าต้องแยกงานที่ทำซ้ำกันจากงานที่ทำเป็นครั้งคราวออกให้ชัดเจน อยากทราบว่างานที่ทำเป็นครั้งคราวคืออะไร
  • 1 : งานที่ทำบ่อย ๆ และซ้ำกันในทุก ๆ รอบการทำงาน
  • 2 : งานที่ไม่ได้เกิดขึ้นในทุก ๆ รอบการทำงาน เช่น การตั้งเครื่องจักร
  • 3 : งานที่คนงานต้องทำในบางช่วงเวลา เช่น การทำกิจส่วนตัว
  • 4 : งานทุก ๆ งานที่ผู้วิเคราะห์ต้องจัดเตรียมก่อนทำการรวบรวมข้อมูล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 247 :
  • ระบบการประเมินประสิทธิภาพการทำงานของคนงานที่ประเมินจากความเร็วในการเคลื่อนที่เรียกว่าอะไร
  • 1 : Speed Rating
  • 2 : Observed Rating
  • 3 : Automated Rating
  • 4 : Alignment Rating
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 248 :
  • การประเมินประสิทธิภาพในการทำงานของคนงานโดยระบบ Synthetic Rating จะพิจารณาอะไร
  • 1 : ความเร็วในการทำงานโดยตรงด้วยมาตรฐาน เช่น ความเร็วปกติที่ใช้ในการแจกไพ่ 52 ใบ ออกเป็น 4 กอง จะใช้เวลาครึ่งนาที
  • 2 : ความเร็วในการทำงานของคนงานโดยเปรียบเทียบกับความเร็วปกติแล้วทำการปรับค่าคะแนนด้วยการพิจารณาความยากง่ายของงาน
  • 3 : เปรียบเทียบความเร็วในการทำงานของคนงานกับความเร็วมาตรฐานที่กำหนดไว้ซึ่งได้จากข้อมูลที่ทราบล่วงหน้า
  • 4 : ทักษะ (Skill) ความพยายาม (Effort) ความเที่ยงตรง (Consistency) และ สภาวะแวดล้อม (Condition) ในการทำงานของคนงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 249 :
  • ชิ้นงานชิ้นหนึ่งต้องผ่านการผลิตแบบ job shop มีขั้นตอนการทำงานย่อยดังต่อไปนี้ งานตัด (เวลามาตรฐานที่ใช้ 20 วินาทีต่อชิ้น) ขนจากเครื่องตัดครั้งละ 100 ชิ้น (เวลามาตรฐานที่ใช้ 300 วินาทีต่อครั้งการขน) และงานเจาะ (เวลามาตรฐานที่ใช้ 15 วินาทีต่อชิ้น) เวลามาตรฐานในการผลิตชิ้นงานนี้คือเท่าไร ถ้าเวลาเผื่อคือ 10%
  • 1 : 38 วินาทีต่อชิ้น
  • 2 : 48 วินาทีต่อชิ้น
  • 3 : 41.8 วินาทีต่อชิ้น
  • 4 : 380 วินาทีต่อชิ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 250 :
  • การผลิตของสายการผลิตต่อเนื่องอันหนึ่งประกอบด้วยสถานีงานย่อย 5 สถานี แต่ละสถานีงานใช้เวลามาตรฐานในการทำงานเท่ากับ 10, 9, 12, 10 และ 9 วินาทีตามลำดับ จงหาอัตราการผลิตต่อวัน และประสิทธิภาพของสายการผลิตนี้ กำหนดให้ 1 วันทำงาน 8 ชั่วโมง
  • 1 : 576 ชิ้นต่อวัน, 75 %
  • 2 : 576 ชิ้นต่อวัน , 83 %
  • 3 : 2,400 ชิ้นต่อวัน, 75 %
  • 4 : 2,400 ชิ้นต่อวัน, 83 %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 251 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่สิ่งสำคัญในขณะจับเวลาการทำงานหนึ่ง ๆ เพื่อหาเวลามาตรฐานคืออะไร
  • 1 : จำนวนข้อมูลต้องมากพอเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
  • 2 : พนักงานต้องมีความเข้าใจในวิธีการทำงานของขั้นตอนที่จะจับเวลานั้นเป็นอย่างดี
  • 3 : พนักงานต้องทำงานนั้นด้วยอัตราการทำงานที่ปกติ
  • 4 : ต้องเพิ่มเวลาเผื่อเข้าไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 252 :
  • งานย่อยคงที่ หมายถึงอะไร
  • 1 : งานย่อยที่มีวิธีการทำงานที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามขนาดของผลิตภัณฑ์
  • 2 : งานย่อยที่มีเวลามาตรฐานในการทำงานที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามขนาดของผลิตภัณฑ์
  • 3 : งานย่อยของการผลิตสินค้าตัวเดิมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางคุณลักษณะ
  • 4 : งานย่อยที่เกิดจากการใช้เครื่องมือตัวเดียวกันในการผลิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 253 :
  • จากเวลาการทำงาน 8 ชม.ต่อหนึ่งวัน (รวมเวลาพัก 10 นาที) ของการผลิตหนึ่งซึ่งมีสถานีการผลิตอยู่ 3 สถานี และมีเวลาการทำงานต่อชิ้นของแต่ละสถานีคือ 5 วินาที 4.5 วินาที และ 3 วินาที จะมีอัตราการผลิตต่อวันเท่ากับเท่าไร
  • 1 : 2,256 ชิ้นต่อวัน
  • 2 : 2,304 ชิ้นต่อวัน
  • 3 : 5,640 ชิ้นต่อวัน
  • 4 : 5,760 ชิ้นต่อวัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 254 :
  • ข้อใดต่อไปนี้จัดเป็นงานภายนอก (Outside Work)
  • 1 : พนักงานทำการเจาะชิ้นงาน
  • 2 : พนักงานใช้เครื่องซีเอนซีทำการกัดชิ้นงานแบบอัตโนมัติ
  • 3 : พนักงานวัดขนาดชิ้นงานก่อนนำใส่เครื่องกลึง
  • 4 : พนักงานรอให้เครื่องตัดอัตโนมัติทำงานเสร็จ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 255 :
  • Representative Time นำมาจากค่าใด
  • 1 : ค่าเฉลี่ย
  • 2 : ค่าฐานนิยม
  • 3 : ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
  • 4 : ข้อ 1 และ 2 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 256 :
  • การวัดงานแบ่งได้เป็นกี่ประเภท ข้อใดถูกต้อง
  • 1 : การศึกษาวิธีการทำงาน การศึกษาเวลา
  • 2 : การศึกษาเวลาโดยตรง การสุ่มงาน การใช้เวลาพรีดีเทอร์มิน การใช้ข้อมูลเวลาพื้นฐาน
  • 3 : การศึกษาเวลาตัวแทน การกำหนดอัตราเร็ว การกำหนดเวลาเผื่อ
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 257 :
  • จากการศึกษาเวลาการทำงานโดยใช้การจับเวลาโดยตรง พบว่ามีค่าเวลาเฉลี่ย (Real หรือ Selected Time) 1.50 นาที อัตราเร็วของพนักงานเท่ากับ 125% จาก Scale 100 -133 เมื่อกำหนดเวลาเผื่อดังนี้ เวลาเผื่อสำหรับบุคคล 7 % ของเวลาทำงาน 1 กะ (8 ชั่วโมง) เวลาเผื่อสำหรับความล่าช้า 10 % ของเวลาทำงาน 1 กะ (8 ชั่วโมง) จงหาเวลามาตรฐาน
  • 1 : 2.00 นาที
  • 2 : 2.20 นาที
  • 3 : 1.60 นาที
  • 4 : 1.75 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 258 :
  • โดยทั่วไปแล้วเวลามาตรฐานจะถูกเขียนอยู่ในฟอร์มใด
  • 1 : X นาที/ชิ้น
  • 2 : Y นาที/100 ชิ้น
  • 3 : Z นาที/ตัน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 259 :
  • เวลาเผื่อคงที่ประกอบด้วยอะไรบ้าง
  • 1 : เวลาที่เป็นส่วนเกิน เวลามาตรฐาน
  • 2 : เวลาเผื่อสําหรับความเหนื่อยล้าพื้นฐาน เวลามาตรฐาน
  • 3 : เวลาเผื่อความเหนื่อยล้าพื้นฐาน เวลาสําหรับกิจวัตรส่วนตัว
  • 4 : เวลาสําหรับกิจวัตรส่วนตัว เวลามาตรฐาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 260 :
  • ข้อใดไม่ใช่เทคนิคการวัดผลงานในศาสตร์การศึกษางาน
  • 1 : การวัดสมรรถนะของเครื่องจักร
  • 2 : การสุ่มงาน
  • 3 : ข้อมูลมาตรฐาน
  • 4 : การหาเวลาในการทำงานโดยใช้นาฬิกาจับเวลา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 261 :
  • เวลามาตรฐานมีความหมายตรงกับข้อใด
  • 1 : เวลาว่าง + เวลาพื้นฐาน (เวลาปกติ)
  • 2 : เวลาพัก + เวลาเฉลี่ย
  • 3 : เวลาเฉลี่ย + เวลาว่าง
  • 4 : เวลาพื้นฐาน (หรือเวลาปกติ) + เวลาเผื่อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 262 :
  • ส่วนของงานประกอบด้วยอะไรบ้าง
  • 1 : ส่วนของงานเบื้องต้น
  • 2 : ส่วนของงานที่เป็นส่วนเกิน
  • 3 : เวลาไร้ประสิทธิภาพ
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 263 :
  • วัตถุประสงค์ของการวัดผลงานเพื่ออะไร
  • 1 : วิเคราะห์ประสิทธิภาพของคนงาน
  • 2 : ลดเวลาไร้ประสิทธิภาพ
  • 3 : กําหนดเวลามาตรฐานของการทำงานนั้น ๆ
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 264 :
  • ข้อใดไม่ใช่เทคนิคของการวัดผลงาน
  • 1 : การใช้ข้อมูลมาตรฐาน
  • 2 : การสุ่มงาน
  • 3 : การหาเวลาเผื่อ
  • 4 : การหาเวลาโดยพรีดีเทอร์มิน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 265 :
  • จงเรียงลําดับขั้นตอนในการวัดผลงาน 1. ตรวจ 2. รวบรวม 3. วัด 4. เลือก 5. บันทึก 6. กําหนด
  • 1 : 4,3,1,2,5,6
  • 2 : 4,5,1,3,2,6
  • 3 : 4,5,3,1,2,6
  • 4 : 4,5,2,1,3,6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 266 :
  • ข้อใดไม่ใช่วิธีการหาเวลาพื้นฐาน (เวลาปกติ) โดยการใช้นาฬิกาจับเวลา
  • 1 : การดึงตัวอย่าง
  • 2 : การหาค่าเฉลี่ย
  • 3 : การใช้กราฟ
  • 4 : การใช้เลขประเมิน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 267 :
  • ข้อใดไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการพักชั่วคราวของพนักงาน (Relaxation Allowance)
  • 1 : เพื่อทำให้คนงานฟื้นตัว
  • 2 : ลดความเหนื่อยล้าจากการทํางาน
  • 3 : ลดเวลาคนงานหยุดงานในชั่วโมงการทํางาน
  • 4 : เพื่อให้คนงานทําธุระส่วนตัว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 268 :
  • ข้อใดไม่ใช่วัตถุประสงค์ในการกําหนดเวลามาตรฐานในการทำงาน
  • 1 : เป็นข้อมูลในการวางแผนการส่งมอบสินค้า
  • 2 : เป็นข้อมูลในการวางแผนการผลิต
  • 3 : กําหนดมาตรฐานการทํางานของคนงาน
  • 4 : เป็นข้อมูลพิจารณาปริมาณวัตถุดิบที่จะซื้อในแต่ละครั้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 269 :
  • การวัดผลงานคืออะไร
  • 1 : การวัดผลงานด้วยเครื่องมือวัดที่ถูกต้องตามความเหมาะสมของงาน
  • 2 : การวัดคุณภาพของผลงานด้วยการประเมิน
  • 3 : การวัดคุณภาพของการทํางานที่ดีที่สุด
  • 4 : การประยุกต์นําเอาเทคนิคการออกแบบที่มีไว้ไปหาเวลาการทํางานชิ้นหนึ่งสําหรับคนงานที่ทํางานในระดับที่เหมาะสม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 270 :
  • ข้อใดไม่ใช่ขั้นตอนในการวัดผลงาน
  • 1 : เลือกงานที่จะต้องการศึกษา
  • 2 : บันทึกข้อมูลของงาน
  • 3 : ตรวจข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้
  • 4 : ติดตามผลงานให้ดีสมํ่าเสมอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 271 :
  • ข้อใดไม่ใช่หลักการที่ช่วยในการแบ่งงานออกเป็นงานย่อย
  • 1 : แยกงานย่อยให้เด่นชัด
  • 2 : งานย่อยไม่จําเป็นต้องมีระยะเวลาที่สามารถวัดหรือจับได้
  • 3 : จัดกลุ่มงานย่อยให้อยู่ในงานเดียวกัน
  • 4 : งานย่อยคงที่ควรแยกออกจากงานย่อยผันแปร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 272 :
  • อัตราการทํางานที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งคนงานควรจะทํานั้น ขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง
  • 1 : การทํางานนั้น ต้องใช้ความพยายามมากน้อยแค่ไหน
  • 2 : ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างไร
  • 3 : ประสบการณ์และการฝึกอบรมของคนงาน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 273 :
  • นายอุดมต้องการหาขนาดตัวอย่างของการศึกษาเวลาของงานย่อย โดยมีข้อมูลการจับเวลาเบื้องต้น 5 ครั้งดังนี้คือ 8, 9, 9, 8, 8 นาที ด้วยระดับความเชื่อมั่น 95.5% และค่าความแม่นยำ (Precision) ±5% ดังนั้นนายอุดมควรจะต้องใช้ขนาดของตัวอย่างของงานย่อยนี้เป็นเท่าไร เมื่อพิจารณาจากค่าพิสัย
  • 1 : 15
  • 2 : 11
  • 3 : 5
  • 4 : 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 274 :
  • จงหาเวลามาตรฐานของการทำงานย่อยชนิดหนึ่ง ซึ่งคนงานมีสมรรถนะการทำงาน (Rating Factor) เท่ากับ 100 % ถ้าเวลาที่จับได้เป็นดังนี้ 12, 13, 12, 13, 12 วินาที และมีเวลาเผื่อเป็น 15% ของเวลาพื้นฐาน (เวลาปกติ)
  • 1 : 0.238 นาที
  • 2 : 0.293 นาที
  • 3 : 0.352 นาที
  • 4 : 0.362 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 275 :
  • ข้อใดไม่เกี่ยวข้องในการทำการศึกษาเวลา (Time Study)
  • 1 : ผู้บริหารและหัวหน้าคนงาน
  • 2 : ลูกค้า
  • 3 : วิธีการทำงานและองค์ประกอบทางการผลิตของงานที่จะศึกษาเวลา
  • 4 : คนงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 276 :
  • จงเรียงลำดับขั้นตอนการศึกษาเวลา (Time Study) 1. แบ่งแยกย่อยงาน 2. หาเวลามาตรฐาน 3. วัดและบันทึกเวลา 4. บันทึกข้อมูลที่เกี่ยวข้อง 5. กำหนดจำนวนวัฎจักรที่จะจับเวลา 6. เลือกงาน 7. กำหนดเวลาเผื่อ 8. ประเมินอัตราการทำงาน
  • 1 : 5 , 3 , 6 , 4 , 8 , 1 , 2 , 7
  • 2 : 5 , 1 , 6 , 4 , 3 , 8 , 7 , 2
  • 3 : 6 , 4 , 1 , 3 , 5 , 8 , 7 , 2
  • 4 : 6 , 4 , 1 , 5 , 3 , 8 , 2 , 7
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 277 :
  • ข้อใดเป็นองค์ประกอบของระบบการประเมินอัตราการทำงานแบบ เวสติงเฮาส์ (Westinghouse System of Rating)
  • 1 : ความชำนาญงาน
  • 2 : ความพยายาม
  • 3 : ความสม่ำเสมอในการทำงาน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 278 :
  • ถ้าทำงาน 8 ชม./วัน และคิดเวลาเผื่อสำหรับบุคคล 5% ของเวลาทำงาน 1 วัน จะมีเวลาเผื่อเท่ากับเท่าใด
  • 1 : 24 นาที
  • 2 : 30 นาที
  • 3 : 23 นาที
  • 4 : 40 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 279 :
  • จากการจับเวลาทำงานของพนักงานคนหนึ่งพบว่าใช้เวลาเท่ากับ 15 นาที แต่พนักงานคนนี้ถูกประเมินอัตราการทำงานอยู่ที่ระดับ 120 จากสเกลมาตรฐาน 100 แสดงว่า เวลาปกติ (Normal Time) ของพนักงานคนนี้ เท่ากับเท่าไร
  • 1 : 15 นาที
  • 2 : 15.3 นาที
  • 3 : 16.2 นาที
  • 4 : 18 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 280 :
  • หลังจากจับเวลาการทำงานจริง (Real Time) และประเมินการทำงานในขณะจับเวลาแล้ว ควรทำอย่างไรต่อไปในการหาเวลามาตรฐานจากข้อมูลนี้
  • 1 : นำเวลาจริงที่ได้มาหาค่าเฉลี่ย แล้วบวกด้วยเวลาเผื่อ
  • 2 : ตรวจสอบจำนวนข้อมูลเวลาจริงที่ได้ว่าเพียงพอตามระดับความเชื่อมั่นและความแม่นยำที่กำหนดไว้จากนั้นแปลงค่าเฉลี่ยของเวลาจริงให้เป็นเวลาปกติ (Normal Time) แล้วบวกด้วยเวลาเผื่อ
  • 3 : ตรวจสอบจำนวนข้อมูลเวลาจริงที่ได้เมื่อมีความเชื่อมั่นเพียงพอ ให้นำเวลาจริงที่ได้แต่ละตัว บวกด้วยเวลาเผื่อ แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย
  • 4 : นำเวลาจริงที่ได้มารวมกันแล้วแปลงเป็นเวลาปกติ (Normal Time) ก่อนแล้วจึงบวกด้วยเวลาเผื่อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 281 :
  • พนักงานคนหนึ่งถูกประเมินอัตราการทำงาน (ประสิทธิภาพการทำงาน) ที่ระดับ 75 จากสเกลมาตรฐาน 100 แสดงว่า
  • 1 : พนักงานคนนี้ทำงานเร็วกว่ามาตรฐาน
  • 2 : พนักงานคนนี้ใช้เวลาทำงานมากกว่ามาตรฐาน
  • 3 : พนักงานคนนี้ใช้เวลาทำงานน้อยกว่ามาตรฐาน
  • 4 : พนักงานคนนี้ใช้เวลาทำงานได้ตามมาตรฐาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 282 :
  • พนักงานคนหนึ่งถูกประเมินอัตราการทำงาน (ประสิทธิภาพการทำงาน) ที่ระดับ 125 จากสเกลมาตรฐาน 100 แสดงว่า
  • 1 : พนักงานคนนี้ทำงานเร็วกว่ามาตรฐาน
  • 2 : พนักงานคนนี้ทำงานช้ากว่ามาตรฐาน
  • 3 : พนักงานคนนี้ใช้เวลาทำงานมากกว่ามาตรฐาน
  • 4 : พนักงานคนนี้ใช้เวลาทำงานได้ตามมาตรฐาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 283 :
  • พนักงานคนหนึ่งถูกประเมินอัตราการทำงาน (ประสิทธิภาพการทำงาน) ที่ระดับ 100 จากสเกลมาตรฐาน 100 แสดงว่า
  • 1 : พนักงานคนนี้ทำงานเร็วกว่ามาตรฐาน
  • 2 : พนักงานคนนี้ทำงานช้ากว่ามาตรฐาน
  • 3 : พนักงานคนนี้ต้องมีการปรับปรุงวิธีการทำงาน
  • 4 : พนักงานคนนี้ใช้เวลาทำงานได้ตามมาตรฐาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 284 :
  • ข้อใดจัดเป็นเวลาเผื่อคงที่
  • 1 : เวลาพูดคุยกับหัวหน้างาน
  • 2 : เวลาพักกลางวัน
  • 3 : เวลาดื่มน้ำ
  • 4 : เวลาออกกำลังกายก่อนเริ่มงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 285 :
  • ข้อใดจัดเป็นเวลาเผื่อผันแปร
  • 1 : เวลาเผื่อพูดคุยกับหัวหน้างาน
  • 2 : เวลาเผื่อเข้าห้องน้ำ
  • 3 : เวลาเผื่อดื่มน้ำ
  • 4 : เวลาเผื่อความเครียดจากการทำงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 286 :
  • เวลาเผื่อในการทำงานเท่ากับ 10% หมายความว่าอย่างไร
  • 1 : ต้องบวกด้วย 10 เข้ากับเวลาพื้นฐาน (Basic Time)
  • 2 : เป็นเวลา 0.1 เท่าของเวลาพื้นฐาน
  • 3 : เป็นเวลา 10 เท่าของเวลาพื้นฐาน
  • 4 : เป็นเวลา 0.01 เท่าของเวลาพื้นฐาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 287 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
  • 1 : เวลาเผื่อประกอบด้วยเวลาเผื่อคงที่ และเวลาเผื่อผันแปร
  • 2 : งานที่มีความเมื่อยล้ามาก จะมีเวลาเผื่อน้อยเพื่อให้เวลาการทำงานมาตรฐาน
  • 3 : เวลาเผื่อเป็นการชดเชยเวลาที่เกิดจากความผิดพลาดของข้อมูลเวลาในขณะจับเวลา
  • 4 : เวลาเผื่อเป็นการทดแทนความผิดพลาดจากการประเมินอัตราการทำงาน (ประสิทธิภาพการทำงาน)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 288 :
  • ตัวเลขเวลาที่อ่านได้จากนาฬิกาจับเวลาในขณะจับเวลา คือข้อใด
  • 1 : Basic Time
  • 2 : Observed Time
  • 3 : Allowance Time
  • 4 : Watching Time
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 289 :
  • ในการหาเวลามาตรฐานต้องการข้อมูลใดบ้าง
  • 1 : เวลาทำงานจริงหรือเวลาสังเกตุ
  • 2 : การประเมินอัตราการทำงาน
  • 3 : เวลาเผื่อ
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 290 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
  • 1 : ต้องบันทึกข้อมูลเวลาการทำงานในแบบฟอร์มที่เป็นมาตรฐานสากล
  • 2 : ต้องบันทึกข้อมูลเวลาการทำงานโดยพนักงานที่ทำงานนั้น
  • 3 : ต้องบันทึกข้อมูลเวลาในจำนวนที่มากพอสำหรับค่าความเชื่อมั่นที่ยอมรับได้
  • 4 : ต้องบันทึกข้อมูลเวลาจากนาฬิกาจับเวลาที่มีการสอบเทียบแล้วเท่านั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 291 :
  • ถ้าเวลาปกติ (Normal Time) ในการทำงานเท่ากับ 10 วินาที และกำหนดให้มีเวลาเผื่อเท่ากับ 5%ของเวลาปกติ จงหาเวลามาตรฐาน
  • 1 : 10.5 วินาที
  • 2 : 11.5 วินาที
  • 3 : 5 วินาที
  • 4 : 15 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 292 :
  • จงหาเวลามาตรฐานต่อชิ้นงาน จากข้อมูลต่อไปนี้

    - เวลาเผื่อ ต่างๆ (นาที/กะ) ดังนี้ ส่วนบุคคล = 24 เตรียมงานและเก็บงาน = 4 พักทานกาแฟ = 10 ซ่อมบำรุงเครื่องจักร = 20 รับใบสั่งงาน = 5

    - เวลาปกติ (Normal Time) = 0.650 นาที

    - 1 กะ = 8 ชม.

  • 1 : 0.71 นาที
  • 2 : 0.72 นาที
  • 3 : 0.73 นาที
  • 4 : 0.74 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 293 :
  • ข้อใดเป็นการวิเคราะห์ความแปรปรวนที่เกิดขึ้นในขณะจับเวลาการทำงาน
  • 1 : ตัดข้อมูลเวลาจริงที่จับได้ที่มีค่าสูงหรือต่ำกว่าข้อมูลตัวอื่น ๆ มาก ออก
  • 2 : การหาค่าเฉลี่ยเวลาจริงที่จับได้ทั้งหมดแล้วจึงนำไปหาเวลามาตรฐาน
  • 3 : ทำการประเมินอัตราการทำงาน (ประสิทธิภาพการทำงาน) ของพนักงานก่อนที่จะเริ่มจับเวลา
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 294 :
  • กำหนดเวลาปกติ (Normal Time) เท่ากับ 15 วินาที ถ้าเวลาที่อ่านจากนาฬิกาจับเวลาได้เท่ากับ 12 วินาที จะสามารถประเมินอัตราการทำงาน (ประสิทธิภาพการทำงาน) ได้เท่าไร
  • 1 : 75 %
  • 2 : 100 %
  • 3 : 125 %
  • 4 : 150 %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 295 :
  • ข้อมูลเวลาปกติ (Normal Time) ชุดหนึ่งคือ 7 , 7.1 , 7.2 , 6.9 ,  7 , 7.1 วินาที จงหาเวลามาตรฐาน ถ้าเวลาเผื่อเท่ากับ 10%
  • 1 : 42.3 วินาที
  • 2 : 7.05 วินาที
  • 3 : 7.76 วินาที
  • 4 : 8.72 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 296 :
  • ข้อมูลเวลาปกติ (Normal Time) ชุดหนึ่งคือ 7 , 10 , 11 , 8 , 9 , 7 วินาที จงหาเวลามาตรฐาน ถ้าเวลาเผื่อเท่ากับ 10%
  • 1 : 8.66 วินาที
  • 2 : 9.53 วินาที
  • 3 : 8.53 วินาที
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 297 :
  • ความผิดพลาดในการประเมินอัตราการทํางาน (Rating) เกิดจากข้อใด
  • 1 : ประสบการณ์ในการทำงานของผู้ประเมิน
  • 2 : พนักงานพุดคุยในขณะจับเวลา
  • 3 : พนักงานหยุดทำงานในขณะจับเวลา
  • 4 : พนักงานออกจากสถานีงานในขณะจับเวลา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 298 :
  • ถ้างานๆหนึ่งใช้เวลาในการทำงานเท่ากับ 10 นาที หากเวลามาตรฐานเท่ากับ 12 นาที จะสรุปได้ว่าอย่างไร
  • 1 : Performance = 83%
  • 2 : Performance = 120%
  • 3 : Performance = 100%
  • 4 : Rating Factor น้อยกว่า 100 ที่สเกลมาตรฐาน 100
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 299 :
  • ถ้าเวลาที่อ่านจากนาฬิกาจับเวลาการทำงานหนึ่งเท่ากับ 0.24 , 0.26 , 0.25 , 0.24 , 0.23 นาที และเมื่อวิเคราะห์สมรรถภาพในการทำงานของงานนี้พบว่าเท่ากับ 106% จงหาเวลาทำงานปกติของงานนี้
  • 1 : 0.20 นาที
  • 2 : 0.23 นาที
  • 3 : 0.24 นาที
  • 4 : 0.26 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 300 :
  • ข้อใดคือประโยชน์ของการแบ่งงานออกเป็นงานย่อย
  • 1 : สามารถระบุว่างานย่อยใดทำได้ยากและช่วยให้ผู้ควบคุมการผลิตนำข้อมูลเวลาที่ใช้ในการทำงานย่อยนั้นไปสรุปเป็นเวลาที่ใช้ผลิตสินค้านั้น ๆ
  • 2 : สามารถนำค่าเวลาที่จับได้ในแต่ละงานย่อยไปใช้เป็นเวลามาตรฐานในการทำงานย่อยอื่น ๆ ที่มีลักษณะการทำงานแตกต่างกัน
  • 3 : สามารถกำหนดจำนวนสินค้าที่ไม่มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนดในแผนกผลิตที่ใช้เครื่องจักรอัตโนมัติทำการผลิตได้ถูกต้องยิ่งขึ้น
  • 4 : การวิเคราะห์การทำงานที่แบ่งออกเป็นงานย่อยทำให้พบข้อผิดพลาดในวิธีการทำงาน ซึ่งการจับเวลาโดยภาพรวมอาจจะไม่พบข้อผิดพลาดในวิธีการทำงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 301 :
  • เทคนิคที่ใช้ในการศึกษาเวลา (Time Study) มีหลายเทคนิคแต่ที่นิยมใช้ คือ เทคนิคการจับเวลาโดยตรง (Stopwatch Method) จงระบุข้อเสียของเทคนิคนี้
  • 1 : ทำให้คนงานเร่งทำงานหรือทำงานช้าลงกว่าปกติ
  • 2 : ทำให้ผู้จับเวลาสามารถมองเห็นการทำงานที่ต้องศึกษาได้อย่างละเอียดชัดเจน
  • 3 : ทำให้การประเมินเวลามาตรฐานในการทำงานนั้น ๆ มีความถูกต้องยิ่งขึ้น
  • 4 : ทำให้การประเมินประสิทธิภาพในการทำงานของคนงานมีความแม่นยำยิ่งขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 302 :
  • ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของการเลือกคนงานและวิธีทำงานที่จะศึกษาในขั้นตอนการศึกษาเวลา
  • 1 : ช่วยให้คนงานที่ได้รับเลือกมาทำการศึกษาเวลาสามารถพัฒนาจิตใจของตนได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยให้วิธีการทำงานเป็นวิธีที่ดีที่สุด
  • 2 : ช่วยให้ได้ข้อมูลเวลาที่ใช้ในการทำงานของคนงานอย่างเหมาะสมเพราะคนงานจะทำงานด้วยวิธีที่กำหนดและไม่ทำงานให้ล่าช้าหรือรีบเร่งเกินไป
  • 3 : ช่วยให้คนงานที่ถูกเลือกมาศึกษาเวลาที่ใช้ในการทำงานมีความพึงพอใจอย่างยิ่งที่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงานและหัวหน้างานของตน
  • 4 : ข้อ 1 และ ข้อ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 303 :
  • การสุ่มตัวอย่างจับเวลารอบการทำงานมีข้อมูลเวลาการทำงานจริงดังนี้ 11 , 10 , 11 , 9 , 10 , 23 , 12 และ 9 วินาที จงหาเวลามาตรฐานที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และค่าความผิดพลาด ±5% กำหนดเวลาเผื่อเท่ากับ 10% ของเวลาปกติ
  • 1 : 11.9 วินาที
  • 2 : 13.1 วินาที
  • 3 : 10.3 วินาที
  • 4 : ไม่สามารถหาได้เนื่องจากมีข้อมูลไม่เพียงพอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 304 :
  • การคำนวณจำนวนรอบในการจับเวลา โดยวิธี Maytag ค่าของ R (พิสัย) หามาได้อย่างไร
  • 1 : ค่าสูงสุด-ค่าต่ำสุดของกลุ่ม
  • 2 : ค่าสูงสุด+ค่าต่ำสุดของกลุ่ม
  • 3 : ค่าต่ำสุด-ค่าสูงสุดของกลุ่ม
  • 4 : (ค่าต่ำสุด-ค่าสูงสุดของกลุ่ม)x2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 169 : 08 การสุ่มงาน
ข้อที่ 305 :
  • จากการสุ่มงานของพนักงานในโรงงานแห่งหนึ่ง เก็บข้อมูลเบื้องต้นได้ดังนี้ ในการบันทึกการสุ่มงาน จำนวน 240 ครั้ง พบว่าคนงานทำงาน 132 ครั้ง เวลาในการทำงานทั้งหมด 48 ชั่วโมง สามารถผลิตชิ้นงานได้ 3,560 ชิ้น คิดเวลาเผื่อให้พนักงานเป็น 14% ของเวลาปกติ และประเมินประสิทธิภาพการทำงานให้พนักงานเป็น 105% จงหาเวลามาตรฐานในการผลิตชิ้นงานของพนักงานว่าเป็นเท่าไร
  • 1 : 29.5 วินาที/ชิ้น
  • 2 : 32.0 วินาที/ชิ้น
  • 3 : 18.8 วินาที/ชิ้น
  • 4 : 24.5 วินาที/ชิ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 306 :
  • ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของการสุ่มตัวอย่างงาน (Work Sampling)
  • 1 : ใช้ประมาณค่าเปอร์เซ็นต์การใช้งานของเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ
  • 2 : ใช้ประเมินค่าประสิทธิภาพการทำงานของคนงาน
  • 3 : ใช้ประมาณต้นทุนทั้งหมดของการผลิตสินค้าชนิดหนึ่ง ๆ
  • 4 : ใช้หาเวลามาตรฐานของการทำงานหนึ่ง ๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 307 :
  • ในการสุ่มตัวอย่างงาน (Work Sampling) ใช้หลักการพื้นฐานของความน่าจะเป็นในการสุ่มรวบรวมข้อมูลการทำงานและการว่างงานของพนักงานคนหนึ่งที่กลึงเพลาเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เซนติเมตร ยาว 20 เซนติเมตร ซึ่งแต่ละวันทำงานมีเวลาทำงาน 8 ชั่วโมง พบว่าจำนวนครั้งที่พนักงานทำงานและว่างงานเท่ากับ 34 และ 6 ครั้ง ตามลำดับ จงหาเปอร์เซ็นต์การทำงานและเปอร์เซ็นต์การว่างงานของพนักงานคนนี้ตามลำดับ
  • 1 : 82.35% และ 17.65% ตามลำดับ
  • 2 : 17.65% และ 82.35% ตามลำดับ
  • 3 : 85.00% และ 15.00% ตามลำดับ
  • 4 : 15.00% และ 85.00% ตามลำดับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 308 :
  • การสุ่มตัวอย่างงาน (Work Sampling) ในการจัดชั้นวางสินค้าของพนักงานคนหนึ่งในร้านค้าปลีกแห่งหนึ่ง ซึ่งในแต่ละวันทำงาน พนักงานคนนี้จะทำการจัดชั้นวางสินค้าในช่วงเช้า ตั้งแต่เวลา 8.00 น. ถึง 10.00 น. พบว่าจำนวนครั้งที่พนักงานทำงานและว่างงานในช่วงเวลาดังกล่าว คือ 16 และ 4 ครั้ง ตามลำดับ จงหาว่าในแต่ละวันทำงาน พนักงานคนนี้จัดชั้นวางสินค้า โดยใช้เวลาทำงานและมีเวลาว่างงาน ตามลำดับ เท่าใด
  • 1 : 96 นาที และ 24 นาที ตามลำดับ
  • 2 : 384 นาที และ 96 นาที ตามลำดับ
  • 3 : 90 นาที และ 30 นาที ตามลำดับ
  • 4 : 360 นาที และ 120 นาที ตามลำดับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 309 :
  • แผนกผลิตเฟือง (Gear) ของโรงงานแห่งหนึ่ง มีคนงาน 8 คน ทำหน้าที่ผลิตเฟือง ซึ่งในแต่ละวันทำงาน 8 ชั่วโมง จากการสุ่มตัวอย่างเพื่อรวบรวมข้อมูลการทำงานและว่างงานของคนงานทั้ง 8 คน พบว่าทำงาน 900 ครั้ง ว่างงาน 100 ครั้ง จงหาเวลาที่คนงานทั้งหมดว่างงานในแต่ละวันทำงาน
  • 1 : 0.8 ± 0.152 ชั่วโมง
  • 2 : 57.6±1.216 ชั่วโมง
  • 3 : 7.2 ± 0.152 ชั่วโมง
  • 4 : 6.4 ± 1.216 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 310 :
  • ในการสุ่มตัวอย่างงาน (Work Sampling) โดยสังเกตคนงานหนึ่งคนในหนึ่งเดือนที่ผ่านมาซึ่งมีวันทำงาน 25 วัน และทำงานวันละ 8 ชั่วโมง พบว่าคนงานทำงาน 85 เปอร์เซ็นต์ และว่างงาน 15 เปอร์เซ็นต์ จงหาเวลาทำงานและเวลาว่างงานของคนงานคนนี้ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
  • 1 : เวลาทำงานเท่ากับ 12,240 นาที และ เวลาว่างงานเท่ากับ 2,160 นาที
  • 2 : เวลาทำงานเท่ากับ 12,000 นาที และ เวลาว่างงานเท่ากับ 1,800 นาที
  • 3 : เวลาทำงานเท่ากับ 10,800 นาที และ เวลาว่างงานเท่ากับ 1,200 นาที
  • 4 : เวลาทำงานเท่ากับ 10,200 นาที และ เวลาว่างงานเท่ากับ 1,800 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 311 :
  • การศึกษาการทำงานผลิตสินค้าชนิดหนึ่ง เพื่อกำหนดเวลามาตรฐานของการผลิตสินค้าโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างงาน (Work Sampling) โดยสังเกตคนงาน 10 คน ที่ทำงานผลิตสินค้าชนิดนี้ ในเวลาหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งจำนวนครั้งของการสังเกตโดยรวม ได้เท่ากับ 300 ครั้ง และพบข้อมูลดังนี้ เวลาทั้งหมดที่ใช้ทำงานของคนงาน 10 คน เท่ากับ 24,000 นาที จำนวนสินค้าทั้งหมดที่ผลิตได้ เท่ากับ 20,000 ชิ้น จำนวนการเตรียมงานทั้งหมด เท่ากับ 200 ครั้ง เปอร์เซ็นต์การเตรียมงาน เท่ากับ 10% เปอร์เซ็นต์การทำงาน เท่ากับ 80% เปอร์เซ็นต์การว่างงาน เท่ากับ 5% เปอร์เซ็นต์ความล่าช้าที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เท่ากับ 2% เปอร์เซ็นต์ความล่าช้าที่หลีกเลี่ยงได้ เท่ากับ 3% เปอร์เซ็นต์ของประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยในการเตรียมงาน เท่ากับ 90% เปอร์เซ็นต์ของประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยในการทำงาน เท่ากับ 95% เปอร์เซ็นต์ความลดหย่อนในการทำงาน เท่ากับเปอร์เซ็นต์ความลดหย่อนในการเตรียมงาน เท่ากับ 20% จงหาเวลามาตรฐานของการผลิตสินค้าต่อชิ้น
  • 1 : 1.200 นาทีต่อชิ้น
  • 2 : 1.094 นาทีต่อชิ้น
  • 3 : 0.960 นาทีต่อชิ้น
  • 4 : 0.912 นาทีต่อชิ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 312 :
  • การศึกษาการทำงานผลิตสินค้าชนิดหนึ่ง เพื่อกำหนดเวลามาตรฐานของการผลิตสินค้าโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างงาน (Work Sampling) โดยสังเกตคนงาน 10 คน ที่ทำงานผลิตสินค้าชนิดนี้ ในเวลาหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งจำนวนครั้งของการสังเกตโดยรวม ได้เท่ากับ 300 ครั้ง และพบข้อมูลดังนี้ เวลาทั้งหมดที่ใช้ทำงานของคนงาน 10 คน เท่ากับ 24,000 นาที จำนวนสินค้าทั้งหมดที่ผลิตได้ เท่ากับ 20,000 ชิ้น จำนวนการเตรียมงานทั้งหมด เท่ากับ 200 ครั้ง เปอร์เซ็นต์การเตรียมงาน เท่ากับ 10% เปอร์เซ็นต์การทำงาน เท่ากับ 80% เปอร์เซ็นต์การว่างงาน เท่ากับ 5% เปอร์เซ็นต์ความล่าช้าที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เท่ากับ 2% เปอร์เซ็นต์ความล่าช้าที่หลีกเลี่ยงได้ เท่ากับ 3% เปอร์เซ็นต์ของประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยในการเตรียมงาน เท่ากับ 90% เปอร์เซ็นต์ของประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยในการทำงาน เท่ากับ 95% เปอร์เซ็นต์ความลดหย่อนในการทำงาน เท่ากับเปอร์เซ็นต์ความลดหย่อนในการเตรียมงาน เท่ากับ 20% จงหาเวลาทำงานและเวลาว่างงานของคนงานทั้ง 10 คน
  • 1 : เวลาทำงานเท่ากับ 22,800 นาที และ เวลาว่างงานเท่ากับ 1,200 นาที
  • 2 : เวลาทำงานเท่ากับ 21,600 นาที และ เวลาว่างงานเท่ากับ 2,400 นาที
  • 3 : เวลาทำงานเท่ากับ 19,200 นาที และ เวลาว่างงานเท่ากับ 1,200 นาที
  • 4 : เวลาทำงานเท่ากับ 19,200 นาที และ เวลาว่างงานเท่ากับ 4,800 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 313 :
  • ข้อใดไม่ใช่ข้อดีของการสุ่มงาน
  • 1 : วัดได้หลายงานในเวลาเดียวกัน
  • 2 : ใช้เวลาและค่าใช้จ่ายน้อยกว่า
  • 3 : สามารถบอกรายละเอียดของงานย่อยได้
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 314 :
  • ในการสุ่มตัวอย่างงาน (Work Sampling) โดยสังเกตคนงานหนึ่งคนในหนึ่งเดือนที่ผ่านมาซึ่งมีวันทำงาน 25 วัน และทำงานวันละ 8 ชั่วโมง พบว่าคนงานทำงาน 90 เปอร์เซ็นต์ และว่างงาน 10 เปอร์เซ็นต์ จงหาเวลาทำงานและเวลาว่างงานของคนงานคนนี้ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
  • 1 : เวลาทำงานเท่ากับ 10,800 นาที และ เวลาว่างงานเท่ากับ 1,800 นาที
  • 2 : เวลาทำงานเท่ากับ 10,800 นาที และ เวลาว่างงานเท่ากับ 1,200 นาที
  • 3 : เวลาทำงานเท่ากับ 10,200 นาที และ เวลาว่างงานเท่ากับ 1,800 นาที
  • 4 : เวลาทำงานเท่ากับ 10,200 นาที และ เวลาว่างงานเท่ากับ 1,200 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 315 :
  • จากการสุ่มงานของการผลิตสำหรับการบันทึกของหนึ่งสัปดาห์ คือ 2400 นาที ได้ผลผลิตประจำสัปดาห์เท่ากับ 2000 ชิ้น เปอร์เซ็นต์เวลาทำงานจากการสุ่มงานเท่ากับ 85 % อัตราการประเมินการทำงานเท่ากับ 100 % มีเวลาเผื่อเท่ากับ 15 % ของเวลาปกติ จงหาเวลามาตรฐาน (Standard Time)
  • 1 : 1.15 นาที/ชิ้น
  • 2 : 1.17 นาที/ชิ้น
  • 3 : 1.23 นาที/ชิ้น
  • 4 : 1.28 นาที/ชิ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 316 :
  • หากต้องการเก็บข้อมูลเวลาในการใช้งานของเครื่องจักรทั้งหมดของโรงงาน เพื่อประเมินอย่างคร่าว ๆ ว่าจะทำการซื้อเครื่องจักรเพิ่มหรือไม่ ควรจะใช้เทคนิคการวัดผลงานตัวใดถ้าต้องการให้ได้ข้อมูลอย่างเร็วและประหยัดงบประมาณที่สุด และข้อมูลที่ได้คืออะไร
  • 1 : การสุ่มงาน / Machine Utilization
  • 2 : การสุ่มงาน / Machine Performance
  • 3 : การศึกษาเวลา / Machine Utilization
  • 4 : การศึกษาเวลา / Machine Performance
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 317 :
  • ข้อใดเป็นข้อเสียของการสุ่มงานเพื่อใช้ประมาณสัดส่วนการทำงานของคนงาน
  • 1 : ไม่ได้รวบรวมรายละเอียดของการทำงานนั้น ๆ
  • 2 : สามารถทำให้คนงานไม่เกิดความรู้สึกว่ามีคนคอยตรวจดูการทำงานของตน
  • 3 : สามารถหยุดรวบรวมข้อมูลในบางช่วงเวลาได้โดยไม่เกิดข้อผิดพลาด
  • 4 : ไม่จำเป็นต้องใช้นาฬิกาจับเวลาหรือเครื่องมือวัดเวลา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 318 :
  • ข้อใดเป็นข้อดีของการสุ่มงานเพื่อใช้ประมาณสัดส่วนการทำงานของคนงาน
  • 1 : ไม่เหมาะกับงานที่มีวัฏจักรสั้น
  • 2 : ไม่ได้รวบรวมรายละเอียดของการทำงานนั้น ๆ
  • 3 : ไม่สามารถบอกรายละเอียดของงานย่อยได้
  • 4 : สามารถหยุดรวบรวมข้อมูลในบางช่วงเวลาได้โดยไม่เกิดข้อผิดพลาด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 319 :
  • บริษัทแห่งหนึ่งใช้เครื่องจักรเป็นอุปกรณ์หลักในการผลิต ซึ่งมีเครื่องจักรทั้งหมด 7 เครื่อง จึงทำการสุ่มงานเพื่อตรวจสอบช่วงการใช้งานของเครื่องจักรทั้งหมด การกระทำเช่นนี้น่าจะทำให้ได้ข้อมูลอะไร
  • 1 : รายละเอียดการทำงาน
  • 2 : เวลาการใช้งานเครื่องจักร
  • 3 : กำลังการผลิตของเครื่องจักร
  • 4 : เวลาการทำงานของคน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 320 :
  • บริษัทแห่งหนึ่งใช้เครื่องจักรเป็นอุปกรณ์หลักในการผลิต ซึ่งมีเครื่องจักรทั้งหมด 10 เครื่อง ถ้าต้องการประเมิน Utilization ของเครื่องจักรที่มีอยู่อย่างรวดเร็ว ควรใช้เทคนิคใดในการวัดผลนี้
  • 1 : ใช้ Man - Machine Chart ช่วยแสดงข้อมูล
  • 2 : ทำการศึกษาเวลา (Time Study)
  • 3 : การสุ่มงาน
  • 4 : ใช้ข้อมูลเวลามาตรฐาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 321 :
  • วิธีวัดผลงานที่ให้ผลมากที่สุดในการศึกษาการใช้เครื่องจักรให้เกิดประโยชน์ คือวิธีใด
  • 1 : การหาเวลาโดยพรีเทอร์มิน
  • 2 : การหาเวลาโดยใช้นาฬิกาจับเวลา
  • 3 : การสุ่มงาน
  • 4 : ข้อมูลมาตรฐาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 322 :
  • ข้อใดเป็นจุดมุ่งหมายของการสุ่มงาน (Work Sampling) ในด้านการศึกษาการทำงาน
  • 1 : สุ่มหาของเสียหรือของดีเพื่อควบคุมกระบวนการผลิต
  • 2 : สุ่มหาเวลาทำงานและเวลาว่างหรือเวลารอคอย เพื่อจะได้ลดเวลาว่างงานลง
  • 3 : เก็บข้อมูลแบบสุ่มเพื่อไปสร้างมาตรฐานวิธีการทำงาน
  • 4 : สุ่มดูว่าพนักงานทำงานมากน้อยเพียงไรเพื่อใช้ประเมินในการขึ้นค่าจ้าง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 323 :
  • ข้อใดไม่ใช่ข้อดีของการสุ่มงานเมื่อเทียบกับการศึกษาเวลา
  • 1 : ไม่ต้องใช้บุคลากรที่มีความชำนาญในการวัดและบันทึกเวลาทำงาน
  • 2 : การสุ่มงานง่ายและเครียดน้อยกว่าการศึกษาเวลา
  • 3 : ความถูกต้องแม่นยำในข้อมูลมีเท่ากับการศึกษาเวลา
  • 4 : ใช้ศึกษาวัดผลงานของคนงานหลายคนหรือเครื่องจักรหลายเครื่องได้ ในเวลาเดียวกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 324 :
  • จำนวนตัวอย่างในการสุ่มงานเพื่อให้มีข้อมูลที่มีค่าความเชื่อมั่น 95% เมื่อเปรียบเทียบกับที่ 99.8% ควรเป็นอย่างไร
  • 1 : น้อยกว่า
  • 2 : มากกว่า
  • 3 : เท่ากัน
  • 4 : ขึ้นกับค่าเปอร์เซ็นต์ค่าความผิดพลาดที่ยอมรับได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 325 :
  • จำนวนตัวอย่างในการสุ่มงานเพื่อให้มีข้อมูลที่มีค่าความเชื่อมั่น 95% เปรียบเทียบกับที่ 97.5% ที่ค่าความเคลื่อนเท่ากัน ควรเป็นอย่างไร
  • 1 : น้อยกว่า
  • 2 : มากกว่า
  • 3 : เท่ากัน
  • 4 : ขึ้นกับความแม่นยำของการสุ่ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 326 :
  • ข้อมูลที่ได้จากการสุ่มงานในจำนวนที่สามารถสร้างค่าความเชื่อมั่นที่ระดับหนึ่งได้ จะมีการแจกแจงแบบใด
  • 1 : Normal
  • 2 : Chi-square
  • 3 : Exponential
  • 4 : Poisson
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 327 :
  • การกำหนดตารางเวลาเข้าไปสุ่มเก็บข้อมูลเวลาการทำงานในหนึ่งวันควรทำอย่างไร
  • 1 : ใช้เวลาห่างกันทุก 10 นาที เช่น 8:10 น. 8:20 น. 8:30 น. 8:40 น. 8:50 น. เป็นต้น เพื่อให้ผู้สุ่มงานไม่สับสนในเรื่องกำหนดเวลาที่จะเข้าไปสุ่ม
  • 2 : ใช้เวลาห่างกันทุก 1 ชั่วโมง เช่น 8:00 น. 9:00 น. 10:00 น. 11:00 น. 13:00 น. เป็นต้น เพื่อไม่ให้ผู้ถูกสุ่มงานรู้ตัว
  • 3 : กำหนดเวลาในการสุ่มที่มีช่วงเวลาไม่แน่นอนภายใน 1 ชั่วโมง เพื่อประหยัดเวลาในการสุ่มงาน เช่น 8:05 น. 8:17 น. 8:33 น. 8:41 น. 8:57 น. เป็นต้น
  • 4 : กำหนดเวลาในการสุ่มที่มีช่วงเวลาไม่แน่นอนในหนึ่งวันการสุ่มงาน เช่น 8:05 น. 9:17 น. 11:22 น. 14:45 น. 15:56 น. เป็นต้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 328 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้องในการสุ่มเก็บข้อมูลเวลาการทำงาน
  • 1 : สมชายสร้างตารางเก็บข้อมูลโดยใช้ตัวเลขหน้าที่ได้จากการเปิดหนังสือ
  • 2 : แดงสุ่มเก็บข้อมูลเวลาการทำงานจากการเลือกใบบันทึกเวลาที่เป็นข้อมูลเก่า
  • 3 : สมศรีเลือกเก็บข้อมูลจากพนักงานที่ทำงานช้า
  • 4 : ต้อยให้พนักงานกำหนดเวลาที่จะให้เข้ามาเก็บข้อมูลการทำงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 329 :
  • ข้อใดเป็นผลที่ได้จากการสุ่มงาน
  • 1 : เวลาการผลิตต่อชิ้น
  • 2 : เวลาว่างงาน-เวลาทำงาน
  • 3 : เปอร์เซ็นต์การใช้ประโยชน์ของคนหรือเครื่องจักร
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 330 :
  • ข้อใดเป็นประโยชน์ทางตรงที่ได้จากการสุ่มงาน
  • 1 : ได้ข้อมูลที่มีความเชื่อมั่นสูง
  • 2 : เป็นแนวทางในการปรับปรุง Utilization
  • 3 : เปรียบเทียบการทำงานของคนและเครื่องจักร
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 331 :
  • ในการกำหนดเวลาการสุ่มงานสามารถทำได้โดยวิธีใด
  • 1 : ใช้ตาราง Random Number
  • 2 : ใช้การจับฉลาก
  • 3 : ใช้การเปิดหน้าหนังสือ
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 332 :
  • ข้อมูลใดอาจจะพบได้ในตารางที่ใช้บันทึกการสุ่มงาน
  • 1 : รายละเอียดวิธีการทำงาน
  • 2 : รายละเอียดการว่างงาน
  • 3 : เวลาการทำงานแบบสุ่ม
  • 4 : ข้อมูลเวลาการทำงานที่จับได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 333 :
  • ประโยชน์ของการสุ่มงานเพื่อวัดผลงาน คือข้อใด
  • 1 : ใช้หา Process Effectiveness
  • 2 : ใช้หา Defect Rate
  • 3 : ใช้หา Turnover Rate
  • 4 : ใช้หา Yield Rate
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 334 :
  • การสุ่มวัดว่าเครื่องจักรถูกใช้งานหรือไม่มากน้อยเพียงใดจะให้ข้อมูลที่คล้ายกับข้อมูลที่พบในตัวเลือกใด
  • 1 : Time Study
  • 2 : Activity Chart
  • 3 : PTS
  • 4 : Standard Time
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 335 :
  • ความแม่นยำในการสุ่มงานขึ้นกับข้อใดมากที่สุด
  • 1 : ตารางการสุ่มงาน
  • 2 : จำนวนข้อมูลที่สุ่ม
  • 3 : ลักษณะงานที่สุ่ม
  • 4 : ความเชื่อมั่นของผู้สุ่ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 336 :
  • ข้อใดเป็นจุดประสงค์ของการทำการสุ่มงาน
  • 1 : หาเวลาว่างและเวลาทำงาน
  • 2 : หา Utilization
  • 3 : วัดผลงาน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 337 :
  • การสุ่มงานหนึ่งพบว่ามีจำนวนครั้งการทำงาน 90 ครั้งและว่างงาน 30 ครั้ง จงหาประสิทธิภาพการทำงาน
  • 1 : 75 %
  • 2 : 90 %
  • 3 : 25%
  • 4 : 10%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 338 :
  • งานที่จะถูกบันทึกว่าเป็นการทำงาน (Work :W) ในการสุ่มงาน คือข้อใด
  • 1 : เข้าห้องน้ำ
  • 2 : นั่งพัก
  • 3 : ขนเศษเหล็ก ไปทิ้ง
  • 4 : นำชิ้นงานเข้าเครื่องจักร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 339 :
  • งานที่จะถูกบันทึกว่าเป็นการว่างงานในการสุ่มงาน คือข้อใด
  • 1 : ปรับตั้งเครื่องจักร
  • 2 : เตรียมงาน
  • 3 : รอวัสดุ
  • 4 : ข้อ 1 และ 2 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 340 :
  • ถ้าการสุ่มงานหนึ่งพบว่าเปอร์เซ็นต์ว่างงานเท่ากับ 30 แสดงว่าอย่างไร
  • 1 : คนงานว่างงาน 30 ครั้ง จากการสุ่ม 120 ครั้ง
  • 2 : คนงานทำงาน 70 ครั้ง จากการสุ่ม 120 ครั้ง
  • 3 : คนงานทำงาน 84 ครั้ง จากการสุ่ม 120 ครั้ง
  • 4 : คนงานว่างงาน 70 ครั้งจากการสุ่ม 100 ครั้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 341 :
  • ข้อใดที่ทำให้ความน่าเชื่อถือในการสุ่มงานลดลง
  • 1 : พนักงานทำงานด้วยประสิทธิภาพที่ต่ำ
  • 2 : พนักงานต้องเป็นผู้บันทึกข้อมูลเองในการขณะสุ่ม
  • 3 : พนักงานมีสมรรถภาพในการทำงานต่ำ
  • 4 : ตารางเวลาการสุ่มงานเป็นแบบสุ่ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 342 :
  • อัตราส่วนการว่างงาน (Idle Ratio) ในการสุ่มงานหมายถึง ข้อใด
  • 1 : เป็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์การว่างงาน
  • 2 : เป็นเปอร์เซ็นต์ของอัตราส่วนระหว่างจำนวนครั้งที่ว่างงานต่อจำนวนครั้งสุ่มทั้งหมด
  • 3 : เป็นตัวเลขแสดงอัตราส่วนระหว่างจำนวนครั้งที่ว่างงานต่อจำนวนครั้งที่ทำงาน
  • 4 : เป็นตัวเลขแสดงอัตราส่วนระหว่างจำนวนครั้งที่ว่างงานต่อจำนวนครั้งสุ่มทั้งหมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 343 :
  • เปอร์เซ็นต์การทำงานจากการสุ่มงานหมายถึง ข้อใด
  • 1 : เป็นตัวเลขแสดงอัตราส่วนระหว่างจำนวนครั้งที่ทำงานต่อจำนวนครั้งที่ว่างงาน
  • 2 : เป็นตัวเลขแสดงอัตราส่วนระหว่างจำนวนครั้งที่ทำงานต่อจำนวนครั้งสุ่มทั้งหมด
  • 3 : เป็นตัวเลข 100 เท่าของอัตราส่วนระหว่างจำนวนครั้งที่ทำงานต่อจำนวนครั้งสุ่มทั้งหมด
  • 4 : เป็นตัวเลขจำนวนเท่าของอัตราส่วนระหว่างจำนวนครั้งที่ทำงานต่อจำนวนครั้งสุ่มทั้งหมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 344 :
  • ข้อใดถูกต้องในการสุ่มงาน
  • 1 : ผู้สุ่มงานสามารถออกแบบตารางบันทึกผลการสุ่มงานได้อย่างอิสระ
  • 2 : ควรแจ้งให้พนักงานทราบล่วงหน้าว่าจะมีการสุ่มงานเพื่อป้องกันการขาดงาน
  • 3 : ควรใช้เวลาที่แน่นอนในการสุ่มงานเพื่อป้องกันพนักงานเดินออกจากที่ทำงาน
  • 4 : ควรใช้ตารางบันทึกผลมาตรฐานที่กำหนดโดยองค์กรที่รับผิดชอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 345 :
  • ระดับความเชื่อมั่นที่ใช้โดยทั่วไปในอุตสาหกรรมในการสุ่มงานแบบปกติเพื่อหาเวลามาตรฐานคือข้อใด
  • 1 : CL 95% error ± 1%
  • 2 : CL 95% error ± 5%
  • 3 : CL 95% error ± 0.5%
  • 4 : CL 95% error ± 0.05%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 346 :
  • ข้อใดเป็นจริงสำหรับการสุ่มงาน
  • 1 : ความผิดพลาดที่ยอมรับได้ไม่มีผลต่อจำนวนการสุ่ม
  • 2 : ข้อมูลที่สร้างความเชื่อมั่นสูงกว่า จะมาจากจำนวนข้อมูลที่มากกว่า
  • 3 : ข้อด้อยของการสุ่มงานคือไม่สามารถนำไปหาประสิทธิภาพการทำงานได้
  • 4 : การสุ่มงานควรกระทำกับกลุ่มที่มีพนักงานจำนวนมากเพื่อให้ได้ข้อมูลจำนวนมาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 347 :
  • ประโยชน์ของข้อมูลที่ได้จากการสุ่มงาน คือข้อใด
  • 1 : ใช้ประเมินประสิทธิภาพการทำงาน
  • 2 : บอกปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำงาน
  • 3 : บอกแนวทางในการปรับปรุงการทำงาน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 348 :
  • ข้อมูลที่ไม่จำเป็นในการใช้การสุ่มงานเพื่อหาเวลามาตรฐาน
  • 1 : การประเมินอัตราการทำงาน
  • 2 : เปอร์เซ็นต์เวลาการทำงาน
  • 3 : จำนวนพนักงานที่สุ่ม
  • 4 : เวลาทำงานทั้งหมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 349 :
  • ข้อเสียของการสุ่มงาน คือข้อใด
  • 1 : ใช้ได้กับงานที่ทำด้วยเครื่องจักรเท่านั้น
  • 2 : ได้เวลามาตรฐานที่มีความถูกต้องแม่นยำต่ำกว่าการจับเวลา
  • 3 : พนักงานที่จะทำการสุ่มเก็บข้อมูลต้องได้รับการอบรมอย่างดี
  • 4 : ไม่สามารถใช้กับงานที่คนทำงานกับเครื่องจักรได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 350 :
  • ข้อใดอธิบายการสุ่มงานได้อย่างถูกต้อง
  • 1 : การกระทำที่ซ้ำ ๆ กันเป็นวัฏจักร
  • 2 : การกระทำที่สามารถคาดการณ์การเกิดได้
  • 3 : การกระทำที่ทำซ้ำ ๆ กันและคาดการณ์การเกิดได้
  • 4 : การกระทำที่ไม่สามารถคาดการณ์การเกิดได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 351 :
  • ข้อใดเป็นการนำวิธีการสุ่มงานไปใช้ได้อย่างถูกต้องตามหลักการวัดผลงาน
  • 1 : หัวหน้างานสุ่มตรวจสอบว่าพนักงานนอนหลับในระหว่างงานหรือไม่ เพื่อใช้ในการประเมินการทำงานปลายปี
  • 2 : หัวหน้างานสุ่มตรวจสอบว่าพนักงานมีความเข้าใจในการทำงานตรงกันหรือไม่ เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้เหมือนกัน
  • 3 : ฝ่ายซ่อมบำรุงสุ่มตรวจสอบว่าเครื่องจักรที่มีอยู่ถูกใช้งานมากน้อยเพียงไร เพื่อประเมินว่าจำเป็นต้องซื้อเครื่องจักรเพิ่มหรือไม่
  • 4 : ฝ่ายควบคุมคุณภาพสุ่มตรวจสอบชิ้นงานว่าเสียหรือไม่ เพื่อการยอมรับหรือปฏิเสธชิ้นงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 352 :
  • การสุ่มงาน 100 ครั้ง พบว่าว่างงาน 20 ครั้ง แสดงว่าเวลาที่ทำงานจริงในหนึ่งวันการทำงานซึ่งมี 8 ชั่วโมง เท่ากับเท่าไร
  • 1 : 80 นาที
  • 2 : 384 นาที
  • 3 : 160 นาที
  • 4 : หาไม่ได้เพราะไม่ได้บอกเวลาเผื่อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 353 :
  • จากข้อมูลในตาราง การสุ่มงานของคนงานในหนึ่งวัน หรือ 8 ชั่วโมงการทำงาน พบว่าจากการบันทึก 80 ครั้ง เป็นการทำงาน 70 ครั้ง และเป็นเวลาว่างงาน 10 ครั้ง จงหาว่า คนงานทำงานกี่นาที และว่างงานกี่นาที
  • 1 : คนงานทำงาน 420 นาที และว่างงาน 60 นาที
  • 2 : คนงานทำงาน 400 นาที และว่างงาน 40 นาที
  • 3 : คนงานทำงาน 380 นาที และว่างงาน 60 นาที
  • 4 : คนงานทำงาน 440 นาที และว่างงาน 40 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 354 :
  • การสังเกตการทำงานแบบสุ่มอันหนึ่งพบว่าจากจำนวนการสังเกต 120 ครั้ง จำนวนครั้งการสุ่มที่พบว่าคนงานไม่ได้ทำงานคิดเป็น 10% ของจำนวนครั้งการสุ่ม จงหาจำนวนข้อมูลที่ต้องทำการเก็บข้อมูลทั้งหมดให้ได้ข้อมูลที่มีความเชื่อมั่น 95% และค่าความผิดพลาด ± 5%
  • 1 : 14,400 ครั้ง
  • 2 : 20,600 ครั้ง
  • 3 : 34,200 ครั้ง
  • 4 : 38,700 ครั้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 355 :
  • การสังเกตการทำงานแบบสุ่มอันหนึ่งพบว่าจากจำนวนการสังเกต 300 ครั้ง จำนวนครั้งการสุ่มที่พบว่าคนงานไม่ได้ทำงานคิดเป็น 10% ของจำนวนครั้งการสุ่ม จงหา Utilization ของคนงาน
  • 1 : 90%
  • 2 : 30%
  • 3 : 10%
  • 4 : ไม่สามารถหาได้เพราะข้อมูลไม่เพียงพอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 356 :
  • การสังเกตการทำงานแบบสุ่มอันหนึ่งพบว่าจากจำนวนการสังเกต 300 ครั้ง จำนวนครั้งการสุ่มที่พบว่าคนงานไม่ได้ทำงานคิดเป็น 20% ของจำนวนครั้งการสุ่ม ถ้าช่วงเวลาที่เก็บข้อมูลอยู่ระหว่าง 8:00 - 17:00 น. และมีเวลาพักรวม 70 นาที และพบว่าสามารถผลิตชิ้นงานได้ 3,760 ชิ้น จงหาเวลาการผลิตจริงต่อชิ้น
  • 1 : 6 นาทีต่อชิ้น
  • 2 : 1 นาทีต่อชิ้น
  • 3 : 0.1 นาทีต่อชิ้น
  • 4 : 0.125 นาทีต่อชิ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 357 :
  • การรวบรวมข้อมูลการทำงานของช่างกลึงคนหนึ่งของโรงงานแห่งหนึ่งโดยการสุ่มงาน 200 ครั้ง ในหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งมีวันทำงาน 6 วัน และแต่ละวันทำงานมี 8 ชั่วโมงทำงาน พบว่าว่างงาน 30 ครั้ง จงหาเวลาทำงานของช่างกลึงคนนี้โดยเฉลี่ยต่อสัปดาห์
  • 1 : 48.0 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  • 2 : 40.8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  • 3 : 40.0 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  • 4 : 34.0 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 358 :
  • ในการสุ่มตัวอย่างงาน (Work Sampling) โดยสังเกตคนงานหนึ่งคนในหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งมีวันทำงาน 6 วัน และทำงานวันละ 8 ชั่วโมง พบว่าคนงานทำงาน 88 เปอร์เซ็นต์ และว่างงาน 12 เปอร์เซ็นต์ จงหาเวลาทำงานและเวลาว่างงานของคนงานคนนี้ในหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา
  • 1 : เวลาทำงานเท่ากับ 12,672.00 นาที และ เวลาว่างงานเท่ากับ 1,728.00 นาที
  • 2 : เวลาทำงานเท่ากับ 10,560.00 นาที และ เวลาว่างงานเท่ากับ 1,440.00 นาที
  • 3 : เวลาทำงานเท่ากับ 2,534.40 นาที และ เวลาว่างงานเท่ากับ 345.60 นาที
  • 4 : เวลาทำงานเท่ากับ 422.40 นาที และ เวลาว่างงานเท่ากับ 57.60 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 359 :
  • ข้อใดไม่ใช่ข้อได้เปรียบของการสุ่มงานเมื่อเทียบกับวิธีวัดผลงานอื่นๆ
  • 1 : บอกรายละเอียดของขั้นตอนการทำงานไว้ชัดเจน
  • 2 : ใช้เวลาน้อยและค่าใช้จ่ายถูก
  • 3 : คนงานไม่เกิดความรู้สึกถูกเฝ้าเกินไป
  • 4 : เสียเวลาการคำนวณน้อยกว่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 360 :
  • พนักงาน 5 คน สามารถทำการบรรจุสินค้าได้ 3,200 ชิ้น จากการสุ่มการทำงานของพนักงานทั้ง 5 คนนี้พบว่าจำนวนครั้งที่พบว่ากำลังบรรจุอยู่เท่ากับ 80 ครั้งจากการสุ่ม 100 ครั้ง จงหาเวลามาตรฐานการทำงานครั้งนี้ กำหนดให้ 1 วันทำงานมี 8 ชั่วโมง และเวลาเผื่อเท่ากับ 10%
  • 1 : 0.1 ชม/ชิ้น
  • 2 : 0.01 ชม/ชิ้น
  • 3 : 0.011 ชม./ชิ้น
  • 4 : 0.0125 ชม./ชิ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 361 :
  • การสุ่มงานเป็นวิธีที่ใช้วิเคราะห์หาเวลาในการทำงานของพนักงานได้ดีวิธีหนึ่ง โดยผู้ทำการรวบรวมข้อมูลจะต้องดำเนินการ 4 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นเตรียมการ 2) การเก็บข้อมูล 3) การคำนวณหาเวลามาตรฐานในการทำงาน และ 4) สรุปผลที่ได้และสร้างแผนภูมิควบคุม (Control Chart) ซึ่งแผนภูมินี้มีประโยชน์อะไร ?
  • 1 : ช่วยให้พนักงานที่ทำงานนั้น ๆ ทราบว่าตนเองมีการทำงานผิดปกติจากวิธีการทำงานที่ได้ระบุไว้ใน Work Instruction หรือไม่
  • 2 : ช่วยให้พนักงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการทำงานนั้น ๆ ปรับปรุงแก้ไขขั้นตอนการทำงานให้มีเวลาการทำงานลดลงและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สูงขึ้น
  • 3 : ช่วยให้ผู้วิเคราะห์เวลาการทำงานทราบว่าพนักงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการทำงานนั้น ๆ มีความรวดเร็วและแม่นยำเพียงใด ซึ่งจะช่วยในการกำหนดงานให้พนักงานแต่ละคนเกิดความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
  • 4 : ช่วยให้ผู้วิเคราะห์เวลาการทำงานทราบลักษณะการกระจายของข้อมูล เช่น สัดส่วนการว่างงานโดยเฉลี่ยของคนงาน ถ้าข้อมูลบางจุดหลุดออกจากพิกัดควบคุมก็จะเตือนให้ทราบว่าน่าจะเกิดสิ่งผิดปกติในเวลานั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 362 :
  • การสุ่มงานของช่างกลึงหนึ่งคนในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีวันทำงาน 6 วัน และแต่ละวันจะมี 8 ชั่วโมงทำงาน พบว่า ช่างกลึงทำงานกลึง 200 ครั้ง ทำความสะอาดเครื่องกลึง 8 ครั้ง และช่างกลึงว่างงาน 32 ครั้ง จงหาเวลาที่ช่างกลึงทำงานกลึง เวลาที่ช่างกลึงทำความสะอาดเครื่องกลึง และเวลาที่ช่างกลึงว่างงาน ในแต่ละวัน
  • 1 : ช่างกลึงทำงานกลึง 300 นาที , ทำความสะอาดเครื่องกลึง 12 นาที และว่างงาน 48 นาที
  • 2 : ช่างกลึงทำงานกลึง 24,000 นาที , ทำความสะอาดเครื่องกลึง 900 นาที และว่างงาน 3,000 นาที
  • 3 : ช่างกลึงทำงานกลึง 400 นาที , ทำความสะอาดเครื่องกลึง 16 นาที และว่างงาน 64 นาที
  • 4 : ช่างกลึงทำงานกลึง 360 นาที , ทำความสะอาดเครื่องกลึง 20 นาที และว่างงาน 70 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 363 :
  • ความน่าเชื่อถือของการสุ่มงานขึ้นกับอะไรมากที่สุด
  • 1 : จำนวนครั้งของการสุ่ม
  • 2 : ช่วงเวลาที่สุ่ม
  • 3 : ตารางเลขสุ่มที่ใช้
  • 4 : ตารางบันทึกข้อมูล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 364 :
  • ข้อใดถูกต้องสำหรับการสุ่มงาน
  • 1 : หัวหน้างานเลือกเก็บข้อมูลเวลาการทำงานของพนักงานที่เข้ามาทำงานใหม่เพื่อหาเวลามาตรฐาน
  • 2 : หัวหน้างานสร้างตารางเก็บข้อมูลโดยใช้ตัวเลขหน้าที่เปิดได้จากหนังสือนิตยสารรายเดือนเล่มหนึ่ง
  • 3 : หัวหน้างานเก็บข้อมูลเวลาการทำงานของพนักงานทุกคนในส่วนงานที่ตนดูแลโดยการจับเวลาด้วยนาฬิกา
  • 4 : หัวหน้างานให้พนักงานทุกคนในส่วนงานที่ตนดูแลกำหนดเวลาที่จะให้หัวหน้างานเข้ามาเก็บข้อมูลการทำงานของพนักงานคนนั้น ๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 365 :
  • กิจกรรมที่จะถูกบันทึกว่าเป็นการทำงานของช่างกลึงในการสุ่มงานคือข้อใด
  • 1 : การรอวัสดุจากกระบวนการผลิตก่อนหน้า
  • 2 : การทำความสะอาดเครื่องกลึง
  • 3 : การซ่อมเครื่องกลึง
  • 4 : การนำชิ้นงานออกจากเครื่องกลึง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 366 :
  • ข้อใดถูกต้องสำหรับการกำหนดจำนวนครั้งของการสุ่มงานที่เพียงพอ
  • 1 : พิจารณาจากอัตราส่วนระหว่างกิจกรรมปกติ (Normal Activity) ความล่าช้าที่หลีกเลี่ยงได้ (Avoidable Delay) และ ความล่าช้าที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (Unavoidable Delay) ไม่เปลี่ยนแปลงไปมาก
  • 2 : พิจารณาจากอัตราส่วนระหว่างกิจกรรมปกติ (Normal Activity) และความล่าช้าที่หลีกเลี่ยงได้ (Avoidable Delay) มีค่าคงที่หรือไม่คงที่ก็ได้
  • 3 : พิจารณาจากอัตราส่วนระหว่างกิจกรรมปกติ (Normal Activity) และความล่าช้าที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (Unavoidable Delay) มีค่าคงที่หรือไม่คงที่ก็ได้
  • 4 : พิจารณาจากอัตราส่วนระหว่างความล่าช้าที่หลีกเลี่ยงได้ (Avoidable Delay) และ ความล่าช้าที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (Unavoidable Delay) มีค่าคงที่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 367 :
  • ถ้า X คือจำนวนครั้งที่พนักงานว่างงาน เมื่อมีการสุ่มตัวอย่างงานจำนวน n ครั้ง ซึ่ง n เป็นค่าคงที่ อยากทราบว่า X ที่เป็นตัวแปรเชิงสุ่ม (Random Variable) จะมีการแจกแจงแบบใด ?
  • 1 : การแจกแจงแบบเอกรูป (Uniform Distribution)
  • 2 : การแจกแจงแบบปัวซอง (Poisson Distribution)
  • 3 : การแจกแจงแบบทวินาม (Binomail Distribution)
  • 4 : การแจกแจงแบบเรขาคณิต (Geometric Distribution)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 368 :
  • ในการสุ่มงานพบว่าอัตราส่วนระหว่างกิจกรรมปกติ (Normal Activity) ความล่าช้าที่หลีกเลี่ยงได้ (Avoidable Delay) และ ความล่าช้าที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (Unavoidable Delay) มีค่าเท่ากับ 75:15:10 เมื่อสุ่ม 300 ครั้ง , มีค่าเท่ากับ 80:11:9 เมื่อสุ่ม 400 ครั้ง และมีค่าเท่ากับ 80:10:10 เมื่อสุ่ม 500 ครั้ง ท่านคิดว่าในการสุ่มงานนี้ควรดำเนินการกี่ครั้ง ? เพราะเหตุใด ?
  • 1 : จำนวนครั้งของการสุ่มงานควรเป็น 300 ครั้ง เพราะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล
  • 2 : จำนวนครั้งของการสุ่มงานควรเป็น 400 ครั้ง เพราะเป็นจำนวนที่อยู่ระหว่าง 300 ครั้ง และ 500 ครั้ง
  • 3 : จำนวนครั้งของการสุ่มงานควรเป็น 500 ครั้ง เพราะอัตราส่วนระหว่างกิจกรรมปกติ (Normal Activity) ความล่าช้าที่หลีกเลี่ยงได้ (Avoidable Delay) และ ความล่าช้าที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (Unavoidable Delay) มีค่าไม่เปลี่ยนแปลงมาก
  • 4 : จำนวนครั้งของการสุ่มงานควรเป็น 400 ครั้ง เพราะ เป็นค่าเฉลี่ยจากจำนวนครั้งของการสุ่มงานทั้งสามชุด ซึ่งทำให้ไม่เกิดความลำเอียงในการตัดสินใจของผู้ทำการรวบรวมข้อมูล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 170 : 09 ระบบข้อมูลมาตรฐาน และ PTS
ข้อที่ 369 :
  • การหาเวลามาตรฐานโดยใช้ระบบเวลาเคลื่อนไหวที่ทราบล่วงหน้า (Predetermined Time System, PTS) สามารถใช้ได้กับงานใด
  • 1 : งานที่ทำอยู่แล้วโดยการสังเกตและจดบันทึกการเคลื่อนไหวพื้นฐานที่เกิดขึ้น และงานที่ยังไม่เกิดขึ้นแต่เราทราบว่างานนี้ต้องมีการเคลื่อนไหวพื้นฐานอะไรบ้าง
  • 2 : งานที่มีคนงานหลาย ๆ คนทำงานนั้น เพราะวิธีการทำงานโดยคนงานเหล่านั้นอาจจะแตกต่างกัน ดังนั้นจึงต้องศึกษาว่าคนงานแต่ละคนมีการเคลื่อนไหวมือที่ใช้ทำงานต่างกันอย่างใด
  • 3 : งานที่มีคนงานเพียงคนเดียวทำงานนั้น เพราะเป็นการจำเพาะว่าคนงานคนนั้นจะต้องมีวิธีทำงานอย่างใด เช่น มีการเดินไปทำงานที่จุดใดบ้างและมีการขนย้ายชิ้นงานไปด้วยหรือไม่ เป็นต้น
  • 4 : งานใด ๆ ก็ได้ที่คนงานทุกคนของโรงงานต้องทำร่วมกันซึ่งการเคลื่อนไหวมือที่ใช้ทำงานนั้น ๆ จะแตกต่างกันจึงต้องศึกษาด้วยระบบเวลาเคลื่อนไหวที่ทราบล่วงหน้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 370 :
  • กรณีที่โรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งต้องการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีขั้นตอนการผลิตเหมือนเดิมหรือคล้ายคลึงกันมากกับขั้นตอนการผลิตผลิตภัณฑ์เดิม แต่ผลิตภัณฑ์ใหม่อาจจะมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยโรงงานได้วิเคราะห์เวลาทำงานของการผลิตผลิตภัณฑ์เดิมไว้โดยละเอียดแล้ว อยากทราบว่าการหาข้อมูลด้านเวลาที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่นั้นควรทำอย่างไรจึงจะได้ข้อมูลดังกล่าวรวดเร็วที่สุด
  • 1 : ศึกษาเวลาที่ใช้ทำการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วยนาฬิกาจับเวลาโดยตรงเพื่อให้ได้ข้อมูลเวลาที่ใช้ในการทำงานที่ถูกต้อง
  • 2 : ใช้ข้อมูลเวลาที่ได้จากการศึกษาเวลาทำงานของการผลิตผลิตภัณฑ์เดิมมาประมาณเวลาที่ใช้ทำการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่
  • 3 : ใช้การสุ่มตัวอย่างงาน (Work Sampling) เพื่อหาเวลาที่ใช้ทำการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่
  • 4 : ใช้ระบบเวลาเคลื่อนไหวที่ทราบล่วงหน้า (Predetermined Time System, PTS) มาประมาณหาเวลาที่ใช้ทำการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 371 :
  • การทำงานบรรจุขวดน้ำหวานขนาด 1000 ซีซี ลงในกล่องขนาดเล็กที่สามารถบรรจุขวดน้ำหวานดังกล่าวได้ 6 ขวด ของคนงานคนหนึ่ง พบว่าใช้เวลาบรรจุขวดน้ำหวาน 18 วินาที ถ้าให้คนงานคนเดิมทำการบรรจุขวดน้ำหวานดังกล่าวข้างต้นจำนวน 24 ขวด ลงในกล่องขนาดใหญ่ด้วยวิธีการเดิมที่เขาทำอยู่ จงประมาณเวลาที่คนงานดังกล่าวใช้ในการทำงานนี้
  • 1 : 18 วินาที
  • 2 : 36 วินาที
  • 3 : 54 วินาที
  • 4 : 72 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 372 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่การเคลื่อนที่พื้นฐานในข้อมูล PTS
  • 1 : การปล่อย (Release)
  • 2 : การลาก (Pull)
  • 3 : การหยิบ (Grasp)
  • 4 : การเคลื่อนไปถึง (Reach)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 373 :
  • ข้อใดไม่มีในการเคลื่อนไหว ระบบ MTM
  • 1 : REACH
  • 2 : TURN
  • 3 : PREPARE
  • 4 : GRASP
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 374 :
  • ในระบบ MTM การเคลื่อนวัตถุระยะทาง 6 นิ้วใช้สัญลักษณ์อะไร
  • 1 : L6A
  • 2 : M6S
  • 3 : PS6
  • 4 : M6A
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 375 :
  • RL ในระบบ MTM หมายถึงอะไร
  • 1 : Reload
  • 2 : Relocated
  • 3 : Release
  • 4 : Real load
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 376 :
  • 1TMU มีค่าเท่ากับข้อใด
  • 1 : 0.0006 นาที
  • 2 : 0.000001 ชั่วโมง
  • 3 : 0.036 วินาที
  • 4 : ข้อ 1 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 377 :
  • EYE TIMES ในระบบ MTM จะสัมพันธ์กับอะไร
  • 1 : ระยะห่างจากตาและวัตถุ
  • 2 : มุมที่วัตถุเคลื่อนที่
  • 3 : การโฟกัสที่วัตถุ
  • 4 : ข้อ 1 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 378 :
  • จงบอกความหมายของการใส่ (POSITION) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบ PTS
  • 1 : การตั้งให้ตรงตำแหน่ง
  • 2 : การเคลื่อนย้ายสิ่งของ
  • 3 : การปล่อยวัตถุ
  • 4 : การยกมือไปยังปลายทาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 379 :
  • จงบอกความหมายของการเคลื่อนไป (REACH) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบ PTS
  • 1 : การปล่อยวัตถุ
  • 2 : การตั้งให้ตรงตำแหน่ง
  • 3 : การเคลื่อนย้ายสิ่งของ
  • 4 : การยกมือไปยังปลายทาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 380 :
  • จงบอกความหมายของการย้าย (MOVE) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบ PTS
  • 1 : การยกมือไปยังปลายทาง
  • 2 : การปล่อยวัตถุ
  • 3 : มือเคลื่อนที่ในขณะที่มีชิ้นงานอยู่ในมือ
  • 4 : การตั้งให้ตรงตำแหน่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 381 :
  • จงบอกความหมายของการปล่อย (RELEASE) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบ PTS
  • 1 : การเคลื่อนย้ายสิ่งของ
  • 2 : การปล่อยวัตถุ
  • 3 : การยกมือไปยังปลายทาง
  • 4 : การหยิบของให้แน่นด้วยนิ้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 382 :
  • จงบอกความหมายของการหยิบ (GRASP) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบ PTS
  • 1 : การหยิบของให้แน่นด้วยนิ้ว
  • 2 : การยกมือไปยังปลายทาง
  • 3 : การตั้งให้ตรงตำแหน่ง
  • 4 : การเคลื่อนย้ายสิ่งของ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 383 :
  • ข้อมูลเก่าการทำงานพบว่า งานมาตรฐานงานเจาะประกอบด้วยขั้นตอนย่อยดังต่อไปนี้
    1. ใส่ชิ้นงาน ใช้เวลามาตรฐานเท่ากับ 0.4 นาที
    2. เจาะชิ้นงาน ใช้เวลามาตรฐาน 0.1 นาทีต่อเซนติเมตร
    3. นำชิ้นงานออก ใช้เวลามาตรฐานเท่ากับ 0.3 นาที
    ถ้าข้อมูลในข้อ 1 และ 3 เป็น ข้อมูลคงที่ และเวลาเผื่อเท่ากับ 15% จงหาเวลามาตรฐานของงานเจาะที่ความลึก 2 เซนติเมตร
  • 1 : 0.8 นาทีต่อชิ้น
  • 2 : 0.9 นาทีต่อชิ้น
  • 3 : 0.92 นาทีต่อชิ้น
  • 4 : 1.035 นาทีต่อชิ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 384 :
  • TMU เท่ากับกี่วินาที, 1 วินาทีเท่ากับกี่ TMU
  • 1 : 0.036 วินาที, 28 TMU
  • 2 : 0.040 วินาที, 27 TMU
  • 3 : 0.036 วินาที, 30 TMU
  • 4 : 0.036 วินาที, 40 TMU
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 171 : 10 Standardization (motion and time)
ข้อที่ 385 :
  • งานนำชิ้นงานเข้าเครื่องจักรงานหนึ่งพบว่าเวลาพื้นฐาน (Basic Time) ขึ้นอยู่กับความหนาของชิ้นงาน จากข้อมูลการทำงานเดิมพบว่าความหนาชิ้นงานที่ 10 , 15 , 20 , 25 มิลลิเมตร ใช้เวลาทำงานพื้นฐาน คือ 6 , 9 , 12 , 15 วินาที ตามลำดับ จงหาเวลามาตรฐานของการทำงานนี้เมื่อชิ้นงานมีความหนา 17 มิลลิเมตร ถ้าเวลาเผื่อเท่ากับ 10 % ของเวลาพื้นฐาน
  • 1 : 10.2 วินาที
  • 2 : 11.2 วินาที
  • 3 : 12.2 วินาที
  • 4 : 13.2 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 386 :
  • การนำเสนอข้อมูลเวลามาตรฐานทำได้อย่างไร
  • 1 : กราฟ
  • 2 : ตาราง
  • 3 : สูตร
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 387 :
  • จากข้อมูลเวลามาตรฐานที่กำหนดให้ งานใดเป็นงานผันแปร 1. การขนส่ง 0.004 นาทีต่อฟุต 2. การปรับเกจ 2.340 นาที 3. การตั้งเครื่องอัด 15 นาที 30 นาที 60 นาที ขึ้นกับความหนา 4. การบรรจุชิ้นส่วนขนาดใหญ่ 0.15 นาที
  • 1 : 2 3 4
  • 2 : 1 2 3
  • 3 : 1 3
  • 4 : 1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 388 :
  • จากข้อมูลเวลามาตรฐานที่กำหนดให้ งานใดเป็นงานคงที่ 1. การนำชิ้นงานเข้า 0.005 นาทีต่อนิ้ว (ความยาวเส้นรอบวง) 2. การปรับเกจ 2.340 นาที 3. การตั้งเครื่องขึ้นรูป 15 นาที 30 นาที 60 นาทีขึ้นกับความหน้า  4. การบรรจุชิ้นส่วนขนาดใหญ่ 0.15 นาที
  • 1 : 2 4
  • 2 : 1 3
  • 3 : 2 3 4
  • 4 : 1 2 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 389 :
  • ถ้าเวลาทำงาน 1 วันคือ 8 ชั่วโมง เป็นช่วงเวลาเผื่อการหยุดงานที่ไม่สามารถป้องกันได้วันละ 10% ถ้าประสิทธิภาพในการผลิตเท่ากับ 75% และสามารถผลิตชิ้นงานได้ 1500 ชิ้นต่อวัน จงหาอัตราการผลิตของงานนี้
  • 1 : 4.63 ชิ้นต่อนาที
  • 2 : 4.63 นาทีต่อชิ้น
  • 3 : 0.216 ชั่วโมงต่อนาที
  • 4 : 0.216 ชิ้นต่อนาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 390 :
  • ถ้าเวลาทำงาน 1 วันคือ 8 ชั่วโมง เป็นช่วงเวลาหยุดงาน 48 นาที ถ้าประสิทธิภาพในการผลิตเท่ากับ 75% และมีอัตราการผลิตเท่ากับ 0.216 นาทีต่อชิ้น จะสามารถผลิตชิ้นงานได้กี่ชิ้นต่อวัน
  • 1 : 1,250 ชิ้นต่อวัน
  • 2 : 1,500 ชิ้นต่อวัน
  • 3 : 1,750 ชิ้นต่อวัน
  • 4 : 2,000 ชิ้นต่อวัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 391 :
  • ถ้าเวลาทำงาน 1 วันคือ 8 ชั่วโมง เป็นช่วงเวลาหยุดงาน 48 นาที ถ้าประสิทธิภาพในการผลิตเท่ากับ 75% และมีอัตราการผลิตเท่ากับ 0.216 นาทีต่อชิ้น ถ้าต้องการผลิตชิ้นงานให้ได้ 2,000 ชิ้นต้องเพิ่มการทำงานล่วงเวลาเท่าไร
  • 1 : 108 นาที
  • 2 : 75 นาที
  • 3 : 60 นาที
  • 4 : ไม่ต้องเพิ่ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 392 :
  • จงคำนวณหา performance ถ้าพนักงานสามารถผลิตสินค้าได้ 1,000 ชิ้น ภายใน 8 ชั่วโมง เมื่อเวลามาตรฐานของการผลิตชิ้นงานคือ 100 ชิ้นต่อชั่วโมง
  • 1 : 100%
  • 2 : 112.5%
  • 3 : 125%
  • 4 : 150%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 393 :
  • ถ้าเวลามาตรฐานต่อรอบการปั๊มชิ้นงานต่อชิ้นเท่ากับ 1.5 นาที เมื่อต้องการปั๊มขึ้นรูปชิ้นงาน 1 ชิ้นให้ได้ในเวลา 0.172 นาที จะต้องใช้เครื่องปั๊มกี่เครื่อง
  • 1 : 7 เครื่อง
  • 2 : 8 เครื่อง
  • 3 : 9 เครื่อง
  • 4 : 10 เครื่อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 394 :
  • ถ้าพบว่าการนำชิ้นงานเข้าเครื่องจักร (Loading) เป็นงานที่ไม่ขึ้นกับขนาด น้ำหนักและจำนวน ดังนั้นข้อใดถูกต้อง
  • 1 : งาน Loading เป็นงานผันแปร
  • 2 : งาน Loading เป็นงานคงที่
  • 3 : เวลาการทำงานของงาน Loading ไม่คงที่
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 395 :
  • หลังจากทำการปรับปรุงและได้วิธีการทำงานใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เครื่องมือใดที่จะช่วยในการทำให้วิธีการทำงานใหม่นั้นมีการใช้งานได้อย่างถูกต้อง
  • 1 : Process Chart
  • 2 : Job Description
  • 3 : Work Construction
  • 4 : Work Instruction
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 396 :
  • การดัดแปลงแผนภูมิปฏิบัติงาน (Operation Chart หรือ Left and Right Hand Chart) มาใช้เป็นแบบฟอร์มที่ใช้บันทึกขั้นตอนในการปฏิบัติงาน(Standard Practice Sheet) เป็นตัวอย่างของการทำอะไร
  • 1 : Standardization
  • 2 : Process Design
  • 3 : Project Report
  • 4 : Prototype
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 397 :
  • ข้อใดเป็นประโยชน์ของเวลามาตรฐานในด้านทรัพยากรการผลิต
  • 1 : ใช้ในการกำหนดจำนวนสถานีงาน
  • 2 : ใช้ในการกำหนดจำนวนคน
  • 3 : ใช้ในการกำหนดเป้าหมายการผลิต
  • 4 : ใช้ในการกำหนดปริมาณวัตถุดิบที่ใช้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 398 :
  • ข้อใดเป็นประโยชน์ของวิธีการทำงานมาตรฐาน (standard operation)
  • 1 : เป็นวิธีการทำงานมาตรฐาน
  • 2 : ใช้ตรวจติดตามการทำงาน
  • 3 : ใช้กำหนดกำลังคน
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 399 :
  • ลักษณะของรายงานสรุปผลข้อมูลการทำงาน ประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง
  • 1 : แผนภูมิ
  • 2 : แบบจำลองสถานที่ทำงาน
  • 3 : ภาพถ่าย
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 400 :
  • ข้อใดเป็นประโยชน์ของเวลามาตรฐานในด้านการกำหนดสถานีงาน
  • 1 : กำหนดความสมดุลของสายการผลิต
  • 2 : วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของสายการผลิต
  • 3 : ข้อ 1 และ 2 ถูก
  • 4 : ข้อ 1 2 และ 3 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
สภาวิศวกร