สภาวิศวกร

สาขา : ไฟฟ้าแขนงไฟฟ้าสื่อสาร

วิชา : Optical Communication

เนื้อหาวิชา : 139 : Cylindrical dielectric waveguide and propagation conditions
ข้อที่ 1 :
  • ข้อใดอธิบายความหมายของ Numerical Aperture (NA) ได้ดีที่สุด
  • 1 : ขนาดของลำแสงที่ถูกส่งเข้าสู่เส้นใยแก้วในแต่ละครั้ง
  • 2 : ค่าตัวเลขที่บ่งบอกขนาดช่องรับแสงที่ส่งเข้าสู่เส้นใยแก้วได้
  • 3 : ค่ากำลังแสงอินพุตที่ออกจากแหล่งกำเนิดแสงเข้าสู่เส้นใยแก้ว
  • 4 : ค่าเส้นผ่านศูนย์กลางของคอร์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 2 :
  • ข้อใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับค่า Normalized Frequency ในระบบสื่อสารเชิงแสง
  • 1 : V-number
  • 2 : ค่าที่ใช้หาจำนวนโหมดของคลื่นแสงที่เดินทางภายในเส้นใยแก้ว
  • 3 : ค่าผลคูณของ kaNA เมื่อ k เป็นค่า propagation constant, a เป็นรัศมีของคอร์ และ NA เป็นค่า Numerical Aperture
  • 4 : ค่าความถี่แสงที่ถูกทำให้มีค่าเท่ากับ 1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 3 :
  • ข้อใดที่เกี่ยวข้องกับการสะท้อนและการหักเหของแสง ที่เดินทางอยู่ภายในคอร์ของเส้นใยแก้ว
  • 1 : ค่า Numerical Aperture
  • 2 : แสงที่เดินทางจากตัวกลางที่มีค่าดรรชนีหักเหน้อย เข้าสู่ตัวกลางที่มีค่าดรรชนีหักเหมากกว่า
  • 3 : ปรากฏการณ์ Total Internal Reflection
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 4 :
  • ข้อใดอธิบายเกี่ยวกับค่ามุมวิกฤติของรังสีแสงที่ส่งเข้าไปในเส้นใยแก้วได้ถูกต้อง
  • 1 : ค่าของมุมทุกมุมที่ทำให้แสงสะท้อนกลับหมด
  • 2 : ค่าของมุมที่ทำให้แสงเริ่มต้นสะท้อนกลับหมด
  • 3 : ค่ามุมของลำแสงที่ส่งจากอากาศเข้าไปในคอร์ของเส้นใยแก้ว
  • 4 : มุมที่ทำให้แสงถูกส่งเข้าไปในเส้นใยแก้วได้มากที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 5 :
  • จงหาค่าของดัชนีหักเหของแสงในน้ำ ถ้าเรามองวัตถุจากในอากาศเป็นมุม 30 องศา ซึ่งวัตถุดังกล่าวอยู่ในน้ำ โดยสามารถเห็นวัตถุดังกล่าวในน้ำเป็นมุม 50 องศา (วัดขนาดของมุมจากเส้นแบ่งขอบเขตระหว่างน้ำกับอากาศ)
  • 1 : 0.653
  • 2 : 0.742
  • 3 : 1.000
  • 4 : 1.347
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 6 :
  • เส้นใยแก้วโมดเดียว ณ ความยาวคลื่น 1.55 ไมโครเมตร การสูญเสียสัญญาณชนิดใดมีค่ามากที่สุด
  • 1 : Ultraviolet absorption
  • 2 : Infrared absorption
  • 3 : Scattering loss
  • 4 : Bending loss
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 7 :
  • ข้อใดอธิบายความหมายของเส้นใยแก้วนำแสง (optical fiber) ที่ใช้ในระบบสื่อสาร ได้ดีที่สุด
  • 1 : ทำจากวัสดุโปร่งแสง มีลักษณะเป็นท่อกลมตัน ขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 125 ไมครอน
  • 2 : ทำจากวัสดุโปร่งแสง มีลักษณะเป็นท่อกลมมีรูกลวงตรงกลาง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางทั้งเส้นประมาณ 125 ไมครอน
  • 3 : เป็นท่อนำแสงทรงกระบอก มีความสามารถนำแสงได้ดีมาก โดยทุกค่าความยาวคลื่นจะมีค่าสัมประสิทธิ์การลดทอนสัญญาณเท่ากัน
  • 4 : แท่งแก้วใสทรงกระบอกขนาดเล็กมาก ประกอบด้วยแก้วเนื้อเดียวกันตลอดภาคตัดขวาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 8 :
  • โครงสร้างที่สำคัญของเส้นใยแก้วนำแสงคือ
  • 1 : เป็นแก้วบริสุทธิ์เนื้อเดียวกันตลอดทั้งเส้น เพื่อทำให้มีค่าการลดทอนต่ำ
  • 2 : มีโค๊ดติ้ง (coating) โดยรอบเส้นใยแก้ว เพื่อทำให้เกิดปรากฎการณ์สะท้อนกลับหมด (TIR) ขณะนำแสง
  • 3 : โครงสร้างประกอบด้วยวัสดุโปร่งแสง 2 ชั้น ชั้นในตรงกลางเรียกว่าคอร์ (core) จะมีค่าดัชนีหักเหมากกว่าแคลดดิ้ง (cladding) ซึ่งอยู่ชั้นนอกโดยรอบคอร์
  • 4 : โครงสร้างประกอบด้วยวัสดุ 2 ชั้น ชั้นในตรงกลางเรียกว่าคอร์ (core) จะต้องมีค่าดัชนีหักเหน้อยกว่าแคลดดิ้ง (cladding) ซึ่งอยู่ชั้นนอกโดยรอบคอร์เสมอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 9 :
  • ปรากฎการณ์สะท้อนกลับหมดหรือ TIR นั้น คำว่า TIR ย่อมาจากคำเต็มว่าอะไร
  • 1 : Total Index of Refraction
  • 2 : Total Internal Reflection
  • 3 : Term of Index of Reflection
  • 4 : Term of Index of Refraction
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 10 :
  • เส้นใยแก้วมีค่าดัชนีหักเหของคอร์ 1.5 และ ค่าดัชนีหักเหของแคลดดิ้ง 1.4 จงหาค่าความเร็วแสงที่เดินทางในเส้นใยแก้ว
  • 1 : 300,000,000 m/s
  • 2 : 200,000,000 m/s
  • 3 : 100,000,000 m/s
  • 4 : 150,000,000 m/s
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 11 :
  • แสงที่เดินทางในเส้นใยแก้วในลักษณะของ fundamental mode มีลักษณะใด
  • 1 : เดินทางสะท้อนไปมา ระหว่างรอยต่อของคอร์กับแคลดดิ้ง
  • 2 : เดินทางเป็นเส้นโค้งไปมาตลอดเวลา ภายในคอร์ของเส้นใยแก้ว
  • 3 : เดินทางเป็นเส้นตรงเมื่อเส้นใยแก้วเหยียดตรง และจะสะท้อนตรงรอยต่อระหว่างคอร์กับแคลดดิ้งเมื่อเส้นใยแก้วโค้งงอ
  • 4 : มีพลังงานแสงส่วนใหญ่อยู่ในแนวแกนกลางของเส้นใยแก้วตลอดเวลา ไม่ว่าเส้นใยแก้วจะโค้งงอหรือไม่ก็ตาม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 12 :
  • ในทฤษฎีเส้นใยแก้ว V-number หรือ normalised frequency หมายถึงอะไร
  • 1 : ความถี่ของคลื่นแสงที่ถูกนอร์มอลไลซ์ (normalised) ให้มีค่าเป็นหนึ่ง
  • 2 : ค่าตัวเลขที่ใช้บอกความเป็น SM (single mode) หรือ MM (multimode) ของเส้นใยแก้ว อีกทั้งยังใช้ในการคำนวณหาจำนวนโหมดของแสงในเส้นใยแก้วได้
  • 3 : สมการที่ใช้แสดงชนิดของท่อนำสัญญาณแสง เช่น ชนิดทรงกระบอก หรือชนิดระนาบ รวมถึงบอกถึงวัสดุที่ใช้ด้วย
  • 4 : ค่าความถี่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่ตรงกับค่าความยาวคลื่นแสงที่เดินทางในเส้นใยแก้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 13 :
  • แสงที่มีขนาดความยาวคลื่น 1.0 ไมครอน จะมีค่าคงตัวการเคลื่อนที่ (propagation constant) ในอากาศ ประมาณเท่าไร
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 : 1000
  • 4 : 300,000,000
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 14 :
  • ทำไมจึงนิยมเลือกใช้แสงที่มีความยาวคลื่น 1.3 และ 1.55 ไมครอน ในระบบสื่อสารด้วยเส้นใยแก้ว
  • 1 : เป็นช่วงที่มีค่าการลดทอนสัญญาณต่ำ แต่มีค่า dispersion สูง
  • 2 : เป็นช่วงที่มีค่าการลดทอนสัญญาณสูง แต่มีค่า dispersion ต่ำ
  • 3 : เป็นช่วงที่มีค่าการลดทอนสัญญาณต่ำ และมีค่า dispersion ต่ำ
  • 4 : เป็นช่วงที่มีค่าการลดทอนสัญญาณสูง และมีค่า dispersion สูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 15 :
  • เส้นใยแก้วชนิด SI-SM 5/125 ไมครอน มีค่าดัชนีหักเหของคอร์ 1.465 และมีค่า refractive index difference 1% จงคำนวณหาค่ารัศมีของคอร์
  • 1 : 5 ไมครอน
  • 2 : 2.5 ไมครอน
  • 3 : 125 ไมครอน
  • 4 : 62.5 ไมครอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 16 :
  • เส้นใยแก้วชนิด SI-SM 5/125 ไมครอน มีค่าดัชนีหักเหของคอร์ 1.465 และมีค่า refractive index difference 1% จงคำนวณหาค่าความยาวคลื่นตัด (cut-off wavelength)
  • 1 : 1351 nm
  • 2 : 1310 nm
  • 3 : 1.55 um
  • 4 : 1.04 ไมครอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 17 :
  • เส้นใยแก้วชนิด SI-SM 5/125 ไมครอน มีค่าดัชนีหักเหของคอร์ 1.465 และมีค่า refractive index difference 1% จงหาค่า Numerical Aperture ของเส้นใยแก้วนี้
  • 1 : 0.207
  • 2 : 0.414
  • 3 : 0.01
  • 4 : 0.02
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 18 :
  • ข้อใดแสดงนิยามของ ความยาวคลื่นตัด (cut-off wavelength) ของเส้นใยแก้วนำแสงได้ดีที่สุด
  • 1 : ค่าความยาวคลื่นแสงต่ำสุด ที่ทำให้เส้นใยแก้วมีคุณสมบัติเป็นชนิดโหมดเดี่ยว
  • 2 : ค่าความยาวคลื่นแสงสูงสุด ที่ใช้ส่งเข้าไปในเส้นใยแก้วได้
  • 3 : ค่าความถี่ต่ำสุดของแสงที่เดินทางในเส้นใยแก้วชนิดโหมดเดี่ยว
  • 4 : ความยาวคลื่นแสงที่ทำให้เส้นใยแก้วมีคุณสมบัติเป็นแบบโหมดร่วม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 19 :
  • ข้อใดแสดงเหตุผลได้ถูกต้อง ที่ทำให้เส้นใยแก้วนำแสง สามารถส่งแสงไปได้ไกล
  • 1 : มีโครงสร้างประกอบด้วยแคลดดิ้ง(ดัชนีหักเหน้อยกว่า) ในแนวแกนกลางและมีคอร์(ดัชนีหักเหมากกว่า)อยู่โดยรอบ
  • 2 : ทำจากวัสดุโปร่งแสง (เช่น แก้ว) ที่มีความบริสุทธิ์สูง
  • 3 : ใช้แสงในย่านที่ตามนุษย์สามารถมองเห็นได้ ในการสื่อสัญญาณ
  • 4 : ทำจากวัสดุโปร่งใส ที่มีเนื้อเดียวกัน (homogeneous) ตลอดทั้งเส้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 20 :
  • ถ้าเส้นใยแก้วมีแก้วเพียงเนื้อเดียว คือมีเฉพาะส่วนที่เป็นคอร์แต่ไม่มีแคลดดิ้ง จะเกิดอะไรขึ้น
  • 1 : จะไม่สามารส่งแสงเข้าสู่เส้นใยแก้วได้เลย
  • 2 : เส้นใยแก้วจะมีค่า NA (Numerical Aperture) น้อยมาก ๆ
  • 3 : แสงจะรั่วไหลออกนอกเส้นใยแก้วได้ง่าย แม้เพียงเดินทางในระยะทางสั้นๆ พลังงานก็สูญหายหมดแล้ว
  • 4 : เส้นใยแก้วจะมีค่าสัมประสิทธ์การลดทอนสัญญาณน้อยลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 21 :
  • Meridional Rays หมายถึง
  • 1 : รังสีการเดินทางของแสง
  • 2 : แสงที่เดินทางในเส้นใยแก้ว และมีสนามไฟฟ้า (E-field) อยู่ในระนาบเดียว
  • 3 : แสงที่เดินทางโดยไม่ผ่านแนวแกนกลางของเส้นใยแก้วเลย ตลอดการเดินทาง
  • 4 : แสงที่เดินทางในเส้นใยแก้ว และมีสนามแม่เหล็ก (H-field) อยู่ในระนาบเดียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 22 :
  • Skew Rays หมายถึง
  • 1 : รังสีการเดินทางของแสง
  • 2 : แสงที่เดินทางสะท้อนไปมาในเส้นใยแก้ว และถ้ามองในภาพตัดขวางจะเห็นเป็นแนวผ่านแกนกลางของเส้นใยแก้ว
  • 3 : แสงที่เดินทางโดยไม่ผ่านแนวแกนกลางของเส้นใยแก้วเลย ตลอดการเดินทาง
  • 4 : แสงที่เดินทางในเส้นใยแก้ว และมีสนามแม่เหล็ก (H-field) อยู่ในระนาบเดียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 23 :
  • แสงโหมดใดที่เดินทางในเส้นใยแก้วชนิด GI-SM
  • 1 : LP11
  • 2 : TEM01
  • 3 : LP01
  • 4 : HP01
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 24 :
  • การที่สัญญาณแสงที่ความยาวคลื่นต่างกันเดินทางในเส้นใยแก้วด้วยความเร็วไม่เท่ากัน ทำให้เกิด
  • 1 : Chromatic Dispersion
  • 2 : Intermodal Dispersion
  • 3 : Scattering Loss
  • 4 : Absorption Loss
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 25 :
  • เส้นใยแก้วชนิดโหมดเดี่ยวธรรมดา (G.652) จะมีค่าของ Material Dispersion ต่ำสุด เมื่อแสงที่เดินทางมีค่าความยาวคลื่นเท่าไร
  • 1 : 632 nm
  • 2 : 820 nm
  • 3 : 1310 nm
  • 4 : 1550 nm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 26 :
  • ข้อใดกล่าวถูกต้องที่สุด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 : Higher order mode จะใช้เวลาในการเดินทางของแสงในเส้นใยแก้วช้ากว่า Fundamental mode
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 27 :

  • 1 : 16.9 องศา
  • 2 : 16.9 เรเดียน
  • 3 : 0.29 องศา
  • 4 : 11.36 เรเดียน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 28 :

  • 1 : 0.198 องศา
  • 2 : 16.9 เรเดียน
  • 3 : 11.36 องศา
  • 4 : 11.36 เรเดียน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 29 :

  • 1 : 0.02
  • 2 : 0.2
  • 3 : 0.13
  • 4 : 0.013
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 30 :

  • 1 : 20 และ 62.5 ไมครอน
  • 2 : 20 และ 125 ไมครอน
  • 3 : 80 และ 250 ไมโครเมตร
  • 4 : 40 และ 125 ไมโครเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 31 :

  • 1 : 20%
  • 2 : 0.244
  • 3 : 2.4%
  • 4 : 0.59%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 32 :

  • 1 : 0.49
  • 2 : 0.039
  • 3 : 0.203
  • 4 : 0.019
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 33 :
  • แสงสีแดงที่มีความยาวคลื่นแสง 632 นาโนเมตร จะมีค่าความถี่เท่ากับเท่าใด
  • 1 : 574.68 GHz
  • 2 : 574.68 THz
  • 3 : 474.68 GHz
  • 4 : 474.68 THz
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 34 :

  • 1 : 1.512
  • 2 : 1.612
  • 3 : 1.712
  • 4 : 1.812
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 35 :
  • จงหาจำนวนโหมดที่แสงสีแดงขนาดความยาวคลื่น 633 nm สามารถเดินทางได้ในเส้นใยแก้วแบบ Step-Index (SI) 50/125 ที่มี ดัชนีหักเหของคอร์ 1.45 และดัชนีหักเหของแคลดดิ้ง 1.445
  • 1 : 445
  • 2 : 450
  • 3 : 600
  • 4 : 900
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 36 :
  • จงคำนวณหาค่ามุมรับแสง (Acceptance angle) ด้านขาเข้าเส้นใยแก้ว เมื่อมีค่าดัชนีหักเหของคอร์และของแคลดดิ้งเท่ากับ 1.48 และ 1.46 ตามลำดับ
  • 1 : 10 องศา
  • 2 : 12 องศา
  • 3 : 14 องศา
  • 4 : 16 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 37 :
  • จงคำนวณขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นใยแก้วแบบโหมดเดียว เมื่อมีค่า Numerical aperture เท่ากับ 0.22 สำหรับความยาวคลื่นแสง 1550 นาโนเมตร
  • 1 : 5 ไมโครเมตร
  • 2 : 6 ไมโครเมตร
  • 3 : 8 ไมโครเมตร
  • 4 : 10 ไมโครเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 38 :
  • ค่า V-number เท่าไร ที่แบ่งการทำงานของเส้นใยแก้วระหว่างแบบโหมดเดียวและแบบโหมดร่วม
  • 1 : 2.0
  • 2 : 2.4
  • 3 : 2.405
  • 4 : 2.504
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 39 :
  • จงหาจำนวนโหมดในเส้นใยแก้วแบบขั้น (SI) ขนาด 62.5/125/250 มีดัชนีหักเหของแคลดดิ้ง 1.451 และของคอร์ 1.465 เมื่อใช้งานกับแสงเลเซอร์ ขนาดกำลังงาน 1.5 mw ที่ความยาวคลื่น 1300 nm
  • 1 : 165 โหมด
  • 2 : 265 โหมด
  • 3 : 365 โหมด
  • 4 : 465 โหมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 40 :
  • จงหา fractional refractive index change (refractive index difference) ของเส้นใยแก้วแบบขั้น (SI) ขนาด 62.5/125/250 มีดัชนีหักเหของแคลดดิ้ง 1.445 และของคอร์ 1.465 เมื่อใช้แสงเลเซอร์ที่ความยาวคลื่น 1300 nm
  • 1 : 0.0136
  • 2 : 0.0582
  • 3 : 0.0291
  • 4 : 0.0199
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 41 :
  • จงคำนวณหาค่ามุมรับแสง (acceptance angle) ของเส้นใยแก้วแบบขั้น (SI) ขนาด 50/125/250 เมื่อกำหนดดัชนีหักเหของแคลดดิ้งเท่ากับ 1.452 และของคอร์ 1.467
  • 1 : 10.01 องศา
  • 2 : 11.66 องศา
  • 3 : 12.08 องศา
  • 4 : 13.96 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 42 :
  • 1 : 1.453
  • 2 : 1.487
  • 3 : 1.495
  • 4 : 1.499
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 140 : Optical cable types
ข้อที่ 43 :
  • จงหา Numerical Aperture ของเส้นใยแก้วที่ถูกผลิตมาจากแก้วที่มีส่วนผสมของซิลิก้า 80% โดยที่ ดัชนีหักเหของคอร์ = 1.475 และ ดัชนีหักเหของแคลดดิ้ง = 1.460
  • 1 : 0.1287
  • 2 : 0.1731
  • 3 : 0.2098
  • 4 : 0.2587
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 44 :
  • จงหาค่ามุมรับแสง (acceptance angle) ของเส้นใยแก้วที่ถูกผลิตมาจากแก้วที่มีส่วนผสมของซิลิก้า 80% โดยที่ ดัชนีหักเหของคอร์ = 1.475 และ ดัชนีหักเหของแคลดดิ้ง = 1.460
  • 1 : 25 องศา
  • 2 : 21 องศา
  • 3 : 17 องศา
  • 4 : 15 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 45 :
  • ท่อตันเทียมที่ใส่รวมกับท่อหลวมที่บรรจุเส้นใยแก้ว ภายในสายเคเบิลใยแก้ว มีชื่อเรียกว่า
  • 1 : Strander
  • 2 : core binder
  • 3 : stripper
  • 4 : filler rod
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 46 :
  • วงล้อเล็กๆ คล้ายหลอดด้ายขนาดใหญ่ ที่ใช้ม้วนเก็บเส้นใยแก้วที่ถูกเคลือบด้วยโค๊ดติ้ง ก่อนนำไปผลิตสายเคเบิล เรียกว่า
  • 1 : Strander
  • 2 : Bobbin
  • 3 : Drum
  • 4 : Cleaver
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 47 :
  • วัสดุที่เป็นส่วนประกอบในเคเบิลใยแก้วสำหรับลดแรงกระแทกเรียกว่าอะไร
  • 1 : Loose Tube
  • 2 : Tight Buffer
  • 3 : Composite buffer
  • 4 : Aramid yarn
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 48 :
  • สายเคเบิลเส้นใยแก้วที่นิยมใช้ในการแขวนโยงระหว่างเสา เรียกว่าอะไร
  • 1 : Composite buffer cable
  • 2 : Bare Fiber cable
  • 3 : Ribbon type cable
  • 4 : ADSS (All Dielectric Self Support) cable
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 49 :
  • อุปกรณ์ภายในเคเบิลใยแก้วที่จัดรวมเส้นใยแก้วเข้าไว้ด้วยกันและทำให้เส้นใยแก้วมีอิสระในการเคลื่อนไหวเรียกว่าอะไร
  • 1 : loose tube
  • 2 : core binder
  • 3 : strander
  • 4 : filler rod
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 50 :
  • อุปกรณ์ใดที่ทำหน้าที่รับแรงดึงภายในเคเบิลเส้นใยแก้ว
  • 1 : loose tube
  • 2 : strength member
  • 3 : filler rod
  • 4 : core binder
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 51 :
  • แท่งแก้วพรีฟอร์ม (Preform) หมายถึง
  • 1 : แท่งแก้วทรงกระบอกเล็กตันที่มีค่าดัชนีหักเหเท่ากันตลอดเนื้อสาร ใช้ในการผลิตคอร์ของเส้นใยแก้ว
  • 2 : เส้นใยแก้วเปลือย
  • 3 : การดึงเส้นใยแก้ว (Fiber Drawing)
  • 4 : แท่งแก้วที่มีโครงสร้างภายในเหมือนเส้นใยแก้ว แต่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 52 :
  • ในการดึงเส้นใยแก้ว (Fiber Drawing) หากเส้นใยแก้วมีขนาดใหญ่กว่าที่ต้องการ ต้องแก้ไขระบบอย่างไร
  • 1 : ใช้แท่งพรีฟอร์มที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
  • 2 : ลดความเร็วในการดึงให้ช้าลง
  • 3 : ลดอุณหภูมิความร้อนที่เผาแท่งพรีฟอร์ม
  • 4 : เพิ่มความเร็วในการดึงให้มากขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 53 :
  • การผลิตเส้นใยแก้วด้วยวิธี MCVD (Modified Chemical Vapour Deposition) เพื่อนำมาทำเคเบิลเส้นใยแก้วหมายถึง
  • 1 : การเจาะแท่งแก้วแล้วใส่แก้วที่มีค่าดัชนีหักเหที่ต้องการแทนที่ลงไป
  • 2 : การลนไฟปลายแท่งแก้วให้ร้อนแล้วดึงออกเป็นเส้นใย
  • 3 : การหลอมผงแก้วเหลวแล้วดึงออกเป็นเส้นใยแก้ว
  • 4 : การใช้ไอระเหยสารเคมีเหลวทำปฏิกิริยา เพื่อจับตัวเป็นเนื้อแก้วตามโครงสร้างของเส้นใยแก้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 54 :
  • การตีเกลียวท่อหลวมในการผลิตเคเบิลเส้นใยแก้วใช้วิธีการตีเกลียวแบบใด
  • 1 : ZSZ
  • 2 : ZZS
  • 3 : SZ
  • 4 : SSZ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 55 :
  • เส้นใยฝอยสีเหลืองที่มักเห็นในเคเบิลเส้นใยแก้ว มีหน้าที่ลดแรงกระแทกและแรงดึง เรียกว่า
  • 1 : Filler Rod
  • 2 : Rip Cord
  • 3 : Tension Member
  • 4 : Aramid Yarn
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 56 :
  • เคเบิลเส้นใยแก้วที่ใช้ภายในอาคาร มักมีโครงสร้างแบบใด
  • 1 : Loose Buffer
  • 2 : Tight Buffer
  • 3 : Slot Type
  • 4 : Ribbon Type
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 57 :
  • ส่วนประกอบของเคเบิลเส้นใยแก้ว ที่มีลักษณะคล้ายท่อหลวม แต่มีลักษณะตันและไม่มีเส้นใยแก้วอยู่ภายใน ใช้สำหรับพันร่วมกับท่อหลวมเพื่อให้เกิดโครงสร้างสมมาตรภายในเคเบิล เรียกว่า
  • 1 : Filler Rod
  • 2 : Rip Cord
  • 3 : Tension Member
  • 4 : Aramid Yarn
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 58 :
  • โครงสร้างของเคเบิลใยแก้วที่สอดเส้นใยแก้วให้เคลื่อนที่ได้อย่างอิสระในท่อเล็กๆ ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-2 มม. เรียกว่า
  • 1 : Loose Buffer
  • 2 : Tight Buffer
  • 3 : Composite Buffer
  • 4 : Ribbon Type
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 59 :
  • เคเบิลเส้นใยแก้ว แบบ Aerial Cable หมายถึง
  • 1 : ใช้ติดตั้งแบบฝังลงไปใต้พื้นดิน
  • 2 : ใช้ลอดใต้มหาสมุทร
  • 3 : ใช้แขวนโยงระหว่างเสา
  • 4 : ใช้ร้อยท่อในการติดตั้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 60 :
  • ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องมากที่สุด
  • 1 : เส้นใยแก้วภายในอาคารโค้งงอได้น้อยกว่าแบบภายนอก
  • 2 : เส้นใยแก้วแบบท่อหลวมทนแรงกระแทกได้แต่ทนแรงบิดไม่ได้
  • 3 : โครงสร้างแบบท่อแน่นทนแรงอัดได้มากนิยมใช้กับสายเคเบิลภายในอาคาร
  • 4 : เคเบิลใต้น้ำมักมีโครงสร้างแบบ tight buffer
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 61 :
  • เคเบิลใยแก้วแบบ loose tube เมื่อได้รับแรงดึงยืดออกขณะติดตั้ง เส้นใยแก้วภายใน Tube จะเคลื่อนที่ลักษณะใด
  • 1 : เคลื่อนเข้าออกจากแกน Strength Member ที่อยู่ตรงกลาง
  • 2 : เคลื่อนที่ในลักษณะเข้าหาแกนกลางเคเบิล
  • 3 : ไม่มีการเคลื่อนที่เลย
  • 4 : เคลื่อนที่พันกันแบบ RZ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 62 :
  • สมัยก่อนการวางสายเคเบิลใต้น้ำ มักถูกปลาฉลามกัดทำลาย จึงได้มีการแก้ไขปัญหาโดย
  • 1 : เดินสายเคเบิลไว้บนผิวดินใต้น้ำ
  • 2 : ใช้วิธีร้อยท่อตลอดระยะทาง
  • 3 : เคลือบสารเคมีที่เป็นพิษโดยรอบสายเคเบิลในส่วนใต้น้ำ
  • 4 : เดินสายเคเบิลที่อยู่ใต้น้ำ แบบฝังใต้ผิวดินประมาณ 2-4 ฟุต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 63 :
  • การตีเกลียวแบบ SZ ในการผลิตสายเคเบิลเส้นใยแก้ว คือ
  • 1 : การตีเกลียวท่อหลวมเข้าด้วยกันในลักษณะตามเข็มและทวนเข็มนาฬิกาสลับกันไป
  • 2 : การตีเกลียวท่อหลวมกับท่อแน่นในทิศทางเดียวกันตลอด
  • 3 : การมัดเกลียวเส้นใยแก้วด้วยเชือกเล็กๆ core binder
  • 4 : การเคลือบสี coating แบบสลับลายคล้ายเกลียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 64 :
  • การเคลือบเส้นใยแก้วด้วยโค๊ดติ้ง (coating) กระทำตอนไหนในกระบวนการผลิตเส้นใยแก้ว
  • 1 : ขณะทำแท่งพรีฟอร์ม
  • 2 : ใช้ร่วมกับไอสารระเหยขณะ collapse
  • 3 : ขณะนำเส้นใยแก้วมาประกอบรวมกันเป็นสายเคเบิล
  • 4 : อยู่ในขั้นตอนการดึงเส้นใยหลังจากแก้วแข็งตัว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 65 :
  • เคเบิลใยแก้วแบบ loose tube หากได้รับแรงอัดหัวท้ายแนวแกนกลาง เส้นใยแก้วภายใน Tube จะเคลื่อนที่ลักษณะใด
  • 1 : เคลื่อนเข้าออกจากแกน Strength Member ที่อยู่ตรงกลาง
  • 2 : เคลื่อนที่ในลักษณะเข้าหาแกนกลางเคเบิล
  • 3 : ไม่มีการเคลื่อนที่เลย
  • 4 : เคลื่อนที่พันกันแบบ RZ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 66 :
  • ในการสื่อสารข้อมูลระหว่างประเทศหรือภูมิภาคใหญ่ๆ นิยมใช้เคเบิลเส้นใยแก้วชนิดใด
  • 1 : Hybrid cable
  • 2 : Submarine cable
  • 3 : Arial cable
  • 4 : Ribbon type
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 67 :
  • เคเบิลใยแก้วชนิด ADSS (All Dielectric Self Support) ที่มีใช้ในบ้านเรา ถูกออกแบบสำหรับการใช้งานประเภทใด
  • 1 : เดินใต้มหาสมุทร
  • 2 : แขวนอากาศ
  • 3 : ร้อยท่อ
  • 4 : ฝังดิน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 68 :
  • เคเบิลเส้นใยแก้วที่ใช้ภายในอาคาร มักมีโครงสร้างแบบ
  • 1 : Tight Buffer หรือ Composite Buffer
  • 2 : Single-Tube
  • 3 : Loose Buffer
  • 4 : Loose tube - multifiber
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 69 :

  • 1 : Critical Angle
  • 2 : Delta-Number
  • 3 : refractive index difference
  • 4 : Numerical Aperture
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 70 :

  • 1 : เช่นเดียวกับเส้นใยแก้วชนิด SI-SM
  • 2 : รูปพาราโบลา (parabolic profile)
  • 3 : รูปสามเหลี่ยม (triangular profile)
  • 4 : เช่นเดียวกับเส้นใยแก้วชนิด GI-MM
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 71 :
  • แท่งพรีฟอร์ม (Preform) หมายถึง
  • 1 : แท่งแก้วทรงกระบอกเล็กตันที่มีค่าดัชนีหักเหเท่ากันตลอดเนื้อสาร
  • 2 : แท่งแก้วที่มีโครงสร้างภายในเหมือนเส้นใยแก้ว แต่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่า ประมาณ 1-2 เซนติเมตร
  • 3 : แท่นให้ความร้อนสำหรับดึงเส้นใยแก้ว
  • 4 : การนำเส้นใยแก้วมาขึ้นรูป (Form)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 72 :
  • Dispersion หมายถึง
  • 1 : การกระเจิงของแสงที่เดินทางในเส้นใยแก้ว
  • 2 : การดูดซึมกำลังงานแสงในเส้นใยแก้ว
  • 3 : กลไกที่ทำให้เกิดการลดทอนสัญญาณแสง
  • 4 : การกระจายเชิงเวลาของสัญญาณพัลส์ที่เดินทางในเส้นใยแก้ว ทำให้สัญญาณพัลส์บานออกตามระยะทางที่เดินทาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 73 :
  • ขั้นตอนการทำ Collape ที่แท่งแก้วพรีฟอร์ม คืออะไร
  • 1 : การทำให้แท่งแก้วเกิดการหลอมเหลว
  • 2 : การทำให้แท่งแก้วยุบตัว
  • 3 : การทำให้แท่งแก้วแข็งตัว
  • 4 : การทำให้แท่งแก้วขยายตัว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 74 :
  • วิธี MCVD ในการผลิตเส้นใยแก้วด้วย ย่อมาจากคำว่า
  • 1 : Manual Center Visual Deposit
  • 2 : Modified Chemical Vapour Deposition
  • 3 : Mandatory Chemistry Volume Dose
  • 4 : Modified Control Vedio Deposition
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 75 :
  • มาตรฐานเคเบิลใยแก้วของ ITU G.652 กล่าวเกี่ยวกับอะไร
  • 1 : รายละเอียดของเส้นใยแก้วชนิดโหมดร่วมมาตรฐาน
  • 2 : กำหนดสเป็กของเส้นใยแก้วชนิด nonzero DSF
  • 3 : รายละเอียดของเส้นใยแก้วธรรมดาชนิดโหมดเดี่ยวมาตรฐาน
  • 4 : ระบบ DWDM
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 76 :
  • Acceptance Angle หมายถึง
  • 1 : มุมของแสงตกกระทบที่ทำให้แสงเดินทางเดินทางขนานไปตามแนวแกนกลางของเส้นใยแก้ว (fiber axis) ตลอดเวลา
  • 2 : มุมใดๆ ก็ตาม ที่ลำแสงกระทำกับแนวแกนแลางของเส้นใยแก้ว
  • 3 : มุมสูงสุดที่แสงตกกระทบขาเข้ากระทำกับแนวแกนกลางของเส้นใยแก้ว แล้วทำให้แสงเกิดการสะท้อนกลับหมดภายในคอร์ของเส้นใยแก้ว
  • 4 : มุมต่ำสุดที่กระทำกับแนวแกนกลางของเส้นใยแก้วที่แสงตกกระทบแล้วทำให้แสงเกิดการสะท้อนกลับหมดภายในคอร์ของเส้นใยแก้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 77 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 78 :
  • ข้อใดอธิบายความหมายของเส้นใยแก้วได้ดีที่สุด
  • 1 : ทำจากแก้วหรือวัสดุโปร่งแสงทรงกระบอก มีลักษณะเป็นท่อกลมตัน
  • 2 : ทำจากแก้วหรือพลาสติกใสต้องเป็นท่อกลวงเท่านั้น
  • 3 : มีความสามารถนำแสงโดยมีค่าการลดทอนสัญญาณเท่ากันทุกความยาวคลื่น
  • 4 : ตัวกลางใด ๆ ที่แสงสามารถเดินทางผ่านได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 79 :
  • โครงสร้างที่สำคัญของเส้นใยแก้วคือ
  • 1 : เป็นแก้วบริสุทธิ์เนื้อเดียวกันตลอดทั้งเส้น จึงมีค่าลดทอนต่ำ
  • 2 : มีส่วนของคอร์(ดัชนีหักเหมาก)อยู่โดยรอบส่วนของแคลดดิ้ง(ดัชนีหักเหน้อย)
  • 3 : มีโค๊ดติ้งรอบเส้นใยแก้วเพื่อทำให้เกิด TIR ขณะใช้งาน
  • 4 : คอร์จะมีค่าดัชนีหักเหมากกว่าแคลดดิ้ง เพื่อกันให้แสงเดินทางอยู่ภายในคอร์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 80 :
  • เคเบิลใยแก้วเส้นหนึ่งมีสัญลักษณ์เขียนไว้ที่ผิวดังนี้ SI-SM A/125 um (A เป็นตัวแปรสมมุติ) ถามว่า ตัวแปร A หมายถึงอะไร
  • 1 : ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของคอร์
  • 2 : ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของแคลดดิ้ง
  • 3 : ขนาดรัศมีของคอร์
  • 4 : ขนาดรัศมีของแคลดดิ้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 81 :
  • เงื่อนไข สมการ หรือ คุณสมบัติในข้อใดจำเป็นที่สุดในการส่งแสงเข้าไปในเส้นใยแก้ว เพื่อทำให้แสงเดินทางตลอดเส้นใยแก้ว
  • 1 : Snell’s Law
  • 2 : SI-GRIN
  • 3 : TIR
  • 4 : ข้อ ก และข้อ ข ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 82 :
  • ข้อใดแสดงความหมายของ SI-SM ได้ดีที่สุด
  • 1 : เส้นใยแก้วชนิดโหมดเดี่ยว
  • 2 : เส้นใยแก้วชนิดโหมดร่วม
  • 3 : เส้นใยแก้วที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางของคอร์มากกว่า 25 ไมครอนขึ้นไป
  • 4 : ดัชนีหักเหของคอร์มีค่าเปลี่ยนแปลง โดยแปรผันตามระยะรัศมี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 83 :
  • เส้นใยแก้วขนาด 60/130 ไมครอน น่าจะหมายถึง เส้นใยแก้วชนิดใด
  • 1 : เส้นใยแก้วชนิดโหมดเดี่ยว
  • 2 : รัศมีของคอร์มีค่าเท่ากับ 60 ไมโครเมตร
  • 3 : เส้นใยแก้วที่มีความยาว 130 กิโลเมตร
  • 4 : เส้นใยแก้วชนิดโหมดร่วม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 84 :
  • เส้นใยแก้วชนิด GI-MM ขนาด 20/125 ไมโครเมตร หมายถึง
  • 1 : เส้นใยแก้วชนิดโหมดร่วมที่มีค่าดัชนีหักเหของคอร์ไม่คงที่ขึ้นกับระยะรัศมี
  • 2 : เส้นใยแก้วโหมดเดี่ยวที่มีค่าดัชนีหักเหของคอร์ไม่คงที่ขึ้นกับระยะรัศมี
  • 3 : เส้นใยแก้วชนิดโหมดร่วมที่มีค่าดัชนีหักเหของคอร์คงที่ไม่ขึ้นกับระยะรัศมี
  • 4 : เส้นใยแก้วชนิดโหมดเดี่ยวขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 125 ไมครอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 85 :
  • ข้อใดมิใช่สาเหตุที่ทำให้เกิดการลดทอนสัญญาณในเส้นใยแก้ว
  • 1 : coating
  • 2 : Absorption
  • 3 : Scattering
  • 4 : Bending
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 86 :

  • 1 : ทำให้เส้นใยแก้วมีค่า attenuation ต่ำ
  • 2 : เป็นช่วงที่เส้นใยแก้วมีค่า dispersion ต่ำ
  • 3 : เป็นแสงที่ตาเรามองเห็นได้ง่าย
  • 4 : ข้อ ก และข้อ ข ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 87 :

  • 1 : Dispersion-Shifted Fiber (DSF)
  • 2 : Dispersion-Flattened Fiber (DFF)
  • 3 : Submarine fiber cable
  • 4 : ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 88 :
  • คุณสมบัติที่สำคัญของเส้นใยแก้ว คือ
  • 1 : เป็นแก้วบริสุทธิ์เนื้อเดียวกันตลอดทั้งเส้น มีค่าลดทอนต่ำ
  • 2 : มีส่วนของคอร์(ดัชนีหักเหมากกว่า)อยู่โดยรอบส่วนของแคลดดิ้ง(ดัชนีหักเหน้อยกว่า)
  • 3 : มีโค๊ดติ้งรอบเส้นใยแก้วเพื่อทำให้เกิด TIR ขณะใช้งาน
  • 4 : คอร์จะต้องมีค่าดัชนีหักเหมากกว่าแคลดดิ้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 89 :
  • การสร้างไมโครเบนดิ้งให้เกิดกับเส้นใยแก้ว มีประโยชน์อย่างไร
  • 1 : ไม่มีประโยชน์เลย เพราะทำให้แสงเกิดการกระเจิงได้ง่าย
  • 2 : มีประโยชน์ในการกำจัด cladding mode
  • 3 : ไม่มีประโยชน์สำหรับเส้นใยแก้วโหมดเดี่ยว เพราะทำให้เส้นใยแก้วกลายเป็นโหมดร่วมได้
  • 4 : มีประโยชน์ในการช่วยลดค่าความยาวคลื่นคัทออฟ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 90 :
  • มาตรฐานเคเบิลใยแก้วของ ITU G.653 กล่าวเกี่ยวกับอะไร
  • 1 : กำหนดสเป็กของเส้นใยแก้วชนิด SM-DSF
  • 2 : รายละเอียดของเส้นใยแก้วธรรมดาชนิดโหมดเดี่ยวมาตรฐาน
  • 3 : กำหนดสเป็กของเส้นใยแก้วชนิด nonzero DSF
  • 4 : รายละเอียดของเส้นใยแก้วชนิดโหมดร่วมมาตรฐาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 91 :
  • มาตรฐานเคเบิลใยแก้วของ ITU G.655 กล่าวเกี่ยวกับอะไร
  • 1 : รายละเอียดของเส้นใยแก้วชนิดโหมดร่วมมาตรฐาน
  • 2 : กำหนดสเป็กของเส้นใยแก้วชนิด SM-DSF
  • 3 : รายละเอียดของเส้นใยแก้วชนิดโหมดเดี่ยวมาตรฐาน
  • 4 : สเป็กของเส้นใยแก้วชนิด nonzero DSF
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 92 :
  • ข้อมูลเกี่ยวกับเส้นใยแก้วชนิดโหมดเดี่ยวข้อใดต่อไปนี้ถูกต้องที่สุด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 : ค่าของ NA ต้องมีค่ามาก ๆ เพราะต้องให้แสงเดินทางในแนวแกนกลางของเส้นใยแก้ว
  • 4 : ต้องเป็นชนิด step index เท่านั้น มิฉะนั้น เส้นใยแก้วจะเป็นชนิดโหมดร่วม (MM) ทันที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 93 :
  • เส้นใยแก้วนำแสงชนิดใด ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้มีคุณสมบัติการสูญเสีย (loss) และ dispersion ต่ำ ในขณะเดียวกันก็ลดผลของ Four-wave-mixing
  • 1 : Erbium-doped fiber (EDF)
  • 2 : Polarization maintaining fiber (PMF)
  • 3 : Dispersion-shifted fiber (DSF)
  • 4 : Non zero- dispersion shifted fiber (NZ-DSF)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 94 :
  • ในระบบสื่อสารความเร็วสูงทางแสงระยะไกล ควรเลือกเส้นใยแก้วนำแสงชนิดใด
  • 1 : Single Mode Step Index
  • 2 : Single Mode Graded Index
  • 3 : Multi Mode Step Index
  • 4 : Multi Mode Graded Index
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 141 : Link budget and evaluation
ข้อที่ 95 :
  • กำหนดให้ระบบโครงข่ายใยแก้วนำแสงที่มีการเชื่อมโยงระหว่างจุดสองจุดประกอบด้วยอุปกรณ์ทางแสงรวมถึงการเชื่อมต่อระหว่างเส้นใยแก้วนำแสง โดยมีรอยต่อระหว่าง แก้ว-อากาศ รวม 10 รอยต่อ จงหาอัตราการสูญเสีย Loss (dB) อันเนื่องจากการสะท้อนที่รอยต่อ กำหนดให้ดัชนีหักเหของแก้วมีค่าเท่ากับ 1.5
  • 1 : -0.17dB
  • 2 : -1.77dB
  • 3 : -0.47dB
  • 4 : -4.73dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 96 :
  • ทำไมต้องกำหนดค่า System Margin ในการออกแบบระบบสื่อสารด้วยแสงแบบ Link (Power) Budget Consideration
  • 1 : เพื่อลดค่ากำลังงานแสงของเครื่องส่ง
  • 2 : เพื่อชดเชยค่ากำลังงานแสง เมื่อสัญญาณรบกวนในระบบลดลง
  • 3 : เพื่อชดเชยค่ากำลังงานแสง เมื่อมีการขยายขนาดโครงข่าย (เช่น ระยะทาง) ในอนาคต
  • 4 : เพื่อช่วยให้การออกแบบระบบเชื่อมโยง ทำได้ง่ายขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 97 :
  • ระบบการสื่อสารด้วยแสงระบบหนึ่งส่งข้อมูลดิจิตอลด้วยบิตเรต 100 Mbps เข้าสู่เส้นใยแก้วที่ยาว 15 km จงคำนวณหาค่าผลคูณแบนด์วิดท์กับระยะทาง
  • 1 : 150 Mbps.m
  • 2 : 1 Gbps.km
  • 3 : 1.5 Tbps.m
  • 4 : 1.5 Gbps.km
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 98 :
  • LED ปล่อยแสงขนาด 15 mW แสงเข้าสู่เส้นใยแก้วได้เพียง 10 mW ถ้าความยาวของเส้นใยแก้วเท่ากับ 10 km และที่ออกจากปลายเส้นใยแก้วเท่ากับ 0 dBm จงคำนวณหาค่าการลดทอนของเส้นใยแก้วเส้นนี้
  • 1 : 10 dB/km
  • 2 : 1.5 dB/km
  • 3 : 1.0 dB/km
  • 4 : 0.1 dB/km
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 99 :

  • 1 : 0.01 mW และ 13 THz.km
  • 2 : 0.01 mW และ 14 THz.km
  • 3 : 0.01 mW และ 15 THz.km
  • 4 : 0.01 mW และ 16 THz.km
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 100 :

  • 1 : 0.2 MHz และ 60 ไมโครโวลต์
  • 2 : 0.2 MHz และ 65 ไมโครโวลต์
  • 3 : 0.3 MHz และ 60 ไมโครโวลต์
  • 4 : 0.3 MHz และ 65 ไมโครโวลต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 101 :
  • โดยปกติในระบบการสื่อสารแบบ Synchronous Optical NETwork (SONET) ในระดับ OC-48 ที่นิยมใช้กันทั่วโลก ใช้อัตราความเร็วในการส่งข้อมูลเท่าไร
  • 1 : 155 Mbps
  • 2 : 622 Mbps
  • 3 : 1.2 Gbps
  • 4 : 2.5 Gbps
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 102 :
  • เส้นใยแก้วมีค่าการลดทอนสัญญาณ 0.2 dB/km เชื่อมต่อระหว่างสองสถานีซึ่งอยู่ห่างกัน 10 km ถ้าสถานีต้นทางส่งสัญญาณเข้าสู่เส้นใยแก้วด้วยกำลังงานแสง 0dBm จงหากำลังงานแสงที่สถานีปลายทาง
  • 1 : 0 dBm
  • 2 : -2 dBm
  • 3 : 2 dBm
  • 4 : 0.2 dBm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 103 :
  • ระบบสื่อสารผ่านเส้นใยแก้ว มี LED เปล่งแสงเข้าสู่เส้นใยแก้ว 10 dBm แสงที่ออกจากเส้นใยแก้วที่ปลายทางมีค่าความเข้มแสง -15 dBm จงหา Power margin ของระบบ
  • 1 : 5 dB
  • 2 : 15 dB
  • 3 : 25 dB
  • 4 : 10 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 104 :
  • ระบบเครือข่ายใยแก้วใช้ในการส่งข้อมูลแบบ NRZ ที่ Bandwidth Distance Product 2.5 Gbps-km จงหาค่าความเร็วสูงสุดถ้าระบบเชื่อมโยงนี้ยาว 10 km
  • 1 : 2.5 Gbps
  • 2 : 25 Gbps
  • 3 : 250 Mbps
  • 4 : 25 Mbps
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 105 :
  • ระบบเครือข่ายใยแก้วใช้ในการส่งข้อมูลแบบ RZ ที่ความเร็ว 2.5 Gbps เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตร จงหาค่า bandwidth distance product ของระบบนี้
  • 1 : 2.5 Gbps-km
  • 2 : 25 Gbps-km
  • 3 : 250 Mbps-km
  • 4 : 250 Gbps-km
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 106 :
  • ระบบเครือข่ายใยแก้วมีค่า Bandwidth Distance Produt 15 Gbps-km จงหาค่า bitrate สูงสุดของระบบนี้ หากระบบมีระยะทาง 10 km
  • 1 : 15 Gbps
  • 2 : 10 Gbps
  • 3 : 5 Gbps
  • 4 : 1.5 Gbps
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 107 :
  • ค่ากำลังงานแสงทั้งหมดที่ถูกใช้ไปในระบบสื่อสารด้วยเส้นใยแก้วเรียกว่า
  • 1 : Power Budget
  • 2 : System Margin
  • 3 : OTDR
  • 4 : splice loss
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 108 :
  • ในการทำงานเกี่ยวกับระบบเส้นใยแก้วในเมืองไทย ข้อใดเกี่ยวข้องกับการทำงานของวิศวกรติดตั้งระบบที่คำนึงถึงกำลังงานในระบบมากที่สุด
  • 1 : Power Budget Consideration
  • 2 : Dispersion-Limited Consideration
  • 3 : การออกแบบระบบขึ้นมาใหม่
  • 4 : การคิดงบประมาณรวมของระบบที่เราออกแบบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 109 :
  • กำลังงานแสงในระบบที่ถูกกำหนดเป็นส่วนสำรองในอนาคตเรียกว่า
  • 1 : Power Budget
  • 2 : System Margin
  • 3 : OTDR
  • 4 : Splice loss
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 110 :
  • เมื่อทำการทดสอบระบบสื่อสารผ่านเส้นใยแก้วโดยส่งข้อมูลดิจิตอลจำนวน 1 พันล้านบิต ปรากฏว่า เกิดมีบิตผิดพลาดขึ้น 1 บิต แสดงว่า
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 : ระบบนี้ใช้กับ optical amplifier ได้
  • 4 : sensitivity ของระบบขึ้นอยู่กับค่าความผิดพลาดเพียง 1 บิต ใน 1 พันล้านบิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 111 :

  • 1 : ระบบ A มีโอกาสผิดพลาดในการสื่อสารข้อมูลได้มากกว่าระบบ B
  • 2 : ระบบ B มีประสิทธิภาพการสื่อสารข้อมูลแย่กว่าระบบ A
  • 3 : ระบบ B ต้องมีค่า sensitivity ของตัวรับต่ำกว่าระบบ A เสมอ
  • 4 : ทั้งสองระบบไม่มีความแตกต่างในเรื่องของประสิทธิภาพการทำงาน สามารถใช้แทนกันได้ทุกกรณี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 112 :
  • ระบบสื่อสารด้วยแสงใช้เส้นใยแก้วยาว 15 กิโลเมตร เส้นใยแก้วถูกเชื่อมต่อด้วยคอนเนคเตอร์ชนิด FC/PC ที่มีค่า Loss สูงสุด 0.8 dB ในทุกระยะ 1 กิโลเมตร ที่ตัวรับและตัวส่งแสงต่อเข้ากับเส้นใยแก้วด้วยคอนเนคเตอร์ชนิด ST ที่มีค่า loss 0.2 dB สถานีรับแสงมีค่า Sensitivity 0.3 uW ระบบสายส่งนี้มีคอนเนคเตอร์รวมกันทั้งสิ้นกี่ตัว
  • 1 : 16 ตัว
  • 2 : 14 ตัว
  • 3 : 15 ตัว
  • 4 : 17 ตัว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 113 :
  • ระบบสื่อสารด้วยแสงใช้เส้นใยแก้วยาว 15 กิโลเมตร ซึ่งมีค่าการลดทอนสัญญาณ 1.5 dB/km ระบบสายส่งด้วยเส้นใยแก้วนี้ มีค่าการสูญเสียสัญญาณ (Loss) สูงสุดทั้งสิ้นเท่าไร
  • 1 : 15 dB
  • 2 : 1.5 dB
  • 3 : 22.5 dB
  • 4 : 225 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 114 :
  • ระบบสื่อสารด้วยแสงใช้เส้นใยแก้วยาว 10 กิโลเมตร ซึ่งมีค่าการลดทอนสัญญาณ 0.5 dB/km เส้นใยแก้วถูกเชื่อมต่อด้วยคอนเนคเตอร์ชนิด FC/PC ที่มีค่า Loss สูงสุด 0.10 dB ในทุกระยะ 1 กิโลเมตร ระบบจะมี Power Budget สูงสุดเท่าไร
  • 1 : 5.9 dB
  • 2 : 6 dB
  • 3 : 0.5 dB
  • 4 : 5.0 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 115 :
  • ระบบสื่อสารด้วยแสงใช้เส้นใยแก้วยาว 15 กิโลเมตร ซึ่งมีค่าการลดทอนสัญญาณ 1.5 dB/km เส้นใยแก้วถูกเชื่อมต่อด้วยคอนเนคเตอร์ชนิด FC/PC ที่มีค่า Loss สูงสุด 0.8 dB ในทุกระยะ 1 กิโลเมตร ที่ตัวรับและตัวส่งแสงต่อเข้ากับเส้นใยแก้วด้วยคอนเนคเตอร์ชนิด ST ที่มีค่า loss 0.2 dB สถานีรับแสงมีค่า Sensitivity 0.3 uW สถานีรับมีค่า Sensitivity ในหน่วยของ dBm เป็นเท่าไร
  • 1 : -35.2 dBm
  • 2 : 35.2 dBm
  • 3 : 65.23 dBm
  • 4 : -65.23 dBm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 116 :
  • ระบบสื่อสารด้วยแสงใช้เส้นใยแก้วยาว 100 กิโลเมตร ซึ่งมีค่าการลดทอนสัญญาณเฉลี่ยเท่ากับ 0.2 dB/km  หากระบบถูกกำหนดให้มี System Margin 2 dB ให้หา Power Budget ของระบบ
  • 1 : 22 dB
  • 2 : 0.2 dB
  • 3 : 20 dB
  • 4 : 2 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 117 :
  • ระบบสื่อสารด้วยแสงใช้เส้นใยแก้วยาว 10 กิโลเมตร ซึ่งมีค่าการลดทอนสัญญาณ 1 dB/km ถ้ากำลังงานแสงขนาด 0 dBm ถูกส่งเข้าไปในระบบนี้ที่ต้นทาง ให้หาค่ากำลังงานที่ด้านขาออก 
  • 1 : 10 dBm
  • 2 : 3 dBm
  • 3 : -10 dBm
  • 4 : 0 dBm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 118 :
  • ระบบสื่อสารด้วยแสงใช้เส้นใยแก้วยาว 15 กิโลเมตร ซึ่งมีค่าการลดทอนสัญญาณ 1.5 dB/km เส้นใยแก้วถูกเชื่อมต่อด้วยคอนเนคเตอร์ชนิด FC/PC ที่มีค่า Loss สูงสุด 0.8 dB ในทุกระยะ 1 กิโลเมตร ที่ตัวรับและตัวส่งแสงต่อเข้ากับเส้นใยแก้วด้วยคอนเนคเตอร์ชนิด ST ที่มีค่า loss 0.2 dB สถานีรับแสงมีค่า Sensitivity 0.3 uW ในฐานะวิศวกร คุณควรทำอย่างไร เพื่อปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นโดยใช้งบประมาณน้อยที่สุด
  • 1 : เปลี่ยนจุดเชื่อมต่อเส้นใยแก้ว เป็นวิธีการแบบ Splice
  • 2 : เพิ่ม Optical Fiber Amplifier ระหว่างเส้นทาง
  • 3 : เปลี่ยนเครื่องรับที่มีค่า sensitivity มากกว่า 0.3 uW
  • 4 : เปลี่ยนเส้นใยแก้วใหม่เป็นชนิดโหมดเดี่ยวทั้งหมด โดยทำการรื้อถอนของเก่าออกให้หมดก่อน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 119 :
  • ระบบสื่อสารด้วยเส้นใยแก้วนำแสงระยะทาง 15 กิโลเมตร ใช้เส้นใยแก้วที่มีค่าการลดทอนสัญญาณ 0.5 dB/km ส่งข้อมูลขนาด 2Mb/s สถานีรับมีค่า Sensitivity -15 dBm จงคำนวณหาค่า Bandwidth Distance Product ของระบบนี้
  • 1 : 3 Mb/s-km
  • 2 : 15 Mb/s-km
  • 3 : 10 Mb/s-km
  • 4 : 30 Mb/s-km
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 120 :
  • ระบบสื่อสารด้วยเส้นใยแก้วนำแสงระยะทาง 15 กิโลเมตร ใช้เส้นใยแก้วที่มีค่าการลดทอนสัญญาณ 0.5 dB/km ส่งข้อมูลขนาด 2Mb/s สถานีรับมีค่า Sensitivity -15 dBm หากระบบนี้ใช้กับระยะทาง 10 กิโลเมตร จะส่งข้อมูลได้เท่าไร
  • 1 : 15 Mb/s
  • 2 : 3 Mb/s
  • 3 : 1.5 Mb/s
  • 4 : 7.5 Mb/s
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 121 :
  • ระบบสื่อสารด้วยเส้นใยแก้วนำแสงระยะทาง 25 กิโลเมตร ใช้เส้นใยแก้วที่มีค่าการลดทอนสัญญาณ 0.2 dB/km  ค่าการสูญเสียสัญญาณสูงสุดของระบบสายส่งเส้นใยแก้วนี้ มีค่าเท่าไร
  • 1 : 0.2 dB
  • 2 : 10 dB
  • 3 : 5 dB
  • 4 : 15 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 122 :
  • ระบบสื่อสารด้วยเส้นใยแก้วนำแสงระยะทาง 15 กิโลเมตร ใช้เส้นใยแก้วที่มีค่าการลดทอนสัญญาณ 0.5 dB/km ส่งข้อมูลขนาด 2Mb/s สถานีรับมีค่า Sensitivity -15 dBm ค่าของความเข้มแสงต่ำสุดที่สถานีรับ จะรับได้มีค่าเป็นเท่าไร
  • 1 : 3.162 mW
  • 2 : 31.62 uW
  • 3 : 3.162 uW
  • 4 : 15 uW
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 123 :
  • สัญญาณพัลส์สี่เหลี่ยมกว้าง 5 นาโนวินาที ที่ส่งเข้าไปในเส้นใยแก้ว จะมีค่าของ rms pulsewidth เท่ากับเท่าไร
  • 1 : 1.445 นาโนวินาที
  • 2 : 2.5 นาโนวินาที
  • 3 : 5 นาโนวินาที
  • 4 : 2.04 นาโนวินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 124 :
  • ระบบเชื่อมโยงด้วยเส้นใยแก้วยาว 20 km มีจุดเชื่อมต่อแบบ Splice 4 จุด แต่ละจะจุดมีค่า splice loss สูงสุดไม่เกิน 0.25 dB ให้หาค่าการสูญเสียสัญญาณมากสุดที่อาจเกิดจากการเชื่อมต่อแบบ Splice ในระบบเชื่อมโยงนี้
  • 1 : 2 dB
  • 2 : 0.25 dB
  • 3 : 0 dB
  • 4 : 1 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 125 :
  • แหล่งกำเนิดแสงชนิด LED มี linewidth 2 nm เปล่งแสงออกที่ค่าความเข้นแสง 1 mW @ 1.33 um ในลักษณะของพัลส์สี่เหลี่ยมที่มีความกว้าง 10 ns เข้าไปในเส้นใยแก้วชนิด SI-MM ขนาด 50/150 um ทำให้เกิด material dispersion ที่ทำให้พัลส์บานออกมีค่า rms pulsewidth เป็น 9 ns เส้นใยแก้วมีค่าดัชนีหักเหของคอร์ 1.5 ดัชนีหักเหของแคลดดิ้ง 1.46 และมีความยาว 200 กิโลเมตร จงหาค่าของ rms pulsewidth ของสัญญาณขาเข้า
  • 1 : 8.66 ns
  • 2 : 5 ns
  • 3 : 4.08 ns
  • 4 : 2.89 ns
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 126 :
  • แหล่งกำเนิดแสงชนิด LED  เปล่งแสงออกที่ค่าความเข้นแสง 1 mW @ 1.33 um เข้าสู่ระบบเชื่อมโยงด้วยเส้นใยแก้วที่ยาว 10 กิโลเมตร หากระบบนี้มีค่าการสูญเสียสัญญาณของเส้นใยแก้วทั้งระบบเป็น 5 dB ให้หาค่าของสัีมประสิทธิ์การลดทานสัญญาณ (attenuation coefficient) ของระบบเชื่อมโยงนี้ 
  • 1 : 5 dB/km
  • 2 : 1 dB/km
  • 3 : 0.5 dB/km
  • 4 : 0.25 dB/km
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 127 :
  • ระบบเชื่อมโยงด้วยเส้นใยแก้วชนิด SI-SM ระยะทาง 200 กิโลเมตร ใช้เคเบิลเส้นใยแก้วที่มีความยาวสูงสุดเส้นละไม่เกิน 4 กิโลเมตร เชื่อมต่อกันด้วยวิธี splice จงหาจำนวนที่น้อยที่สุดของเคเบิลเส้นใยแก้วย่อยที่ต้องใช้ในระบบเชื่อมโยงนี้
  • 1 : 10 เส้น
  • 2 : 20 เส้น
  • 3 : 50 เส้น
  • 4 : 100 เส้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 128 :
  • ระบบเชื่อมโยงด้วยเส้นใยแก้วชนิด SI-SM ระยะทาง 200 กิโลเมตร ใช้เคเบิลเส้นใยแก้วที่มีความยาวสูงสุดเส้นละไม่เกิน 4 กิโลเมตร เชื่อมต่อกันด้วยวิธี splice จงหาจำนวนที่น้อยที่สุดของจุด splice ที่ต้องใช้ในระบบเชื่อมโยงนี้
  • 1 : 52 จุด
  • 2 : 50 จุด
  • 3 : 49 จุด
  • 4 : 51 จุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 129 :
  • ระบบเชื่อมโยงด้วยเส้นใยแก้วชนิด SI-SM ระยะทาง 100 กิโลเมตร ใช้เคเบิลเส้นใยแก้วที่มีความยาวสูงสุดเส้นละไม่เกิน 4 กิโลเมตร เชื่อมต่อกัน หากต้องการให้ระบบนี้ มีค่า Power Budget ต่ำ ๆต้องทำอย่างไร
  • 1 : เชื่อมต่อเคเบิลใยแก้วด้วย Connector
  • 2 : เชื่อมต่อเคเบิลใยแก้วด้วยวิธี Fusion Splice
  • 3 : เลือกใช้เคเบิลเส้นใยแก้วแต่ละเส้นที่มีความยาวสูงสุดไม่เกิน 3 กิโลเมตร
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 130 :
  • ระบบสื่อสารด้วยเส้นใยแก้ว เมื่อสื่อสารข้อมูลดิจิตอลจำนวน 1 พันล้านบิต ปรากฏว่า เกิดมีบิตผิดพลาดขึ้น 1 บิต แสดงว่า 
  • 1 : ระบบมี BER = 10-9
  • 2 : sensitivity ของวงจรรับแสง มีค่าน้อยมาก
  • 3 : ระบบนี้มีประสิทธิภาพดีกว่าระบบที่มี BER = 10-12
  • 4 : ระบบนี้ใช้ม่ได้ เพราะมีบิตผิดพลาด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 131 :
  • หากแสงที่รับได้ที่สถานีปลายทางของเส้นใยแก้วมีค่าเป็น 0 dBm แสดงว่า
  • 1 : ไม่มีแสงส่งออกจากเส้นใยแก้วเลย ทั้งนี้ เส้นใยแก้วอาจชำรุกแตกหักระหว่างเส้นทาง
  • 2 : sensitivity ของสถานีรับมีค่าเป็น 0 dBm
  • 3 : สัญญาณแสงขาออกมีค่าความเข้มแสงเท่ากับ 1 มิลลิวัตต์
  • 4 : สถานีส่งมิได้ส่งสัญญาณข้อมูลมา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 132 :
  • ระบบสื่อสารด้วยเส้นใยแก้วนำแสงระยะทาง 3.5 กิโลเมตร เกิดการสูญเสียสัญญาณไป 30% เมื่อเทียบกับสัญญาณขาเข้า แสดงว่าเส้นใยแก้วนี้มีค่าการลดทอนสัญญาณต่อหน่วยความยาวเป็นเท่าไร
  • 1 : -0.443 dB/km
  • 2 : -1.55 dB
  • 3 : 0 dB/km
  • 4 : -0.126 dB/km
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 133 :
  • ระบบสื่อสารด้วยเส้นใยแก้วนำแสงระยะทาง 3.5 กิโลเมตร แสงขาออกเกิดการสูญเสียสัญญาณไป 50% เมื่อเทียบจากสัญญาณขาเข้า จงคำนวณหาค่าการสูญเสียสัญญาณของระบบเชื่อมโยงนี้ (Link budget หรือ power budget)
  • 1 : 1.55 dB
  • 2 : 3 dB
  • 3 : 0.5 dB
  • 4 : 5 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 134 :
  • ข้อใดกล่าวถูกต้องที่สุด
  • 1 : ภาครับที่มีค่า Sensitivity – 42 dBm จะรับสัญญาณได้ดีกว่าภาครับที่มีค่า Sensitivity – 30 dBm
  • 2 : ภาครับที่มีค่า Sensitivity – 30 dBm จะรับสัญญาณได้ดีกว่าภาครับที่มีค่า Sensitivity – 42 dBm
  • 3 : ระบบที่มี bit rate สูงสุด 100 Mb/s เมื่อเพิ่มระยะทางให้มากขึ้น ระบบจะมีแบนวิดท์เพิ่มขึ้นด้วย
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 135 :
  • ระบบสื่อสารที่ดีควรมีคุณสมบัติอย่างไร
  • 1 : มี signal to noise ratio (S/N) ต่ำ และมี BER สูง
  • 2 : มี signal to noise ratio (S/N) ต่ำ และมี BER ต่ำ
  • 3 : มี signal to noise ratio (S/N) สูง และมี BER สูง
  • 4 : มี signal to noise ratio (S/N) สูง และมี BER ต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 136 :
  • ค่าการสูญเสียที่ชื่อว่า joint loss ในระบบการสื่อสารทางแสงเกิดจากอะไร
  • 1 : ความโค้งงอของเส้นใยแก้ว
  • 2 : ขนาดของเส้นใยแก้ว
  • 3 : การเชื่อมต่อเส้นใยแก้วด้วยวิธีการหลอมละลาย
  • 4 : ความยาวของเส้นใยแก้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 137 :
  • อุปกรณ์ภาครับแสงชนิด APD (Avalanche Photodiode) ถูกออกแบบให้สามารถตรวจรับกำลังของสัญญาณแสงต่ำสุดที่ 0.1 ไมโครวัตต์ ซึ่งมีค่าเทียบเท่ากับกี่ dBm
  • 1 : -10 dBm
  • 2 : -20 dBm
  • 3 : -30 dBm
  • 4 : -40 dBm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 138 :
  • ในระบบสื่อสารที่ใช้เส้นใยแก้วนำแสงเป็นระยะทาง 100 km ความยาวคลื่นที่ใช้คือ 1,550 nm เส้นใยแก้วมีการลดทอนกำลังแสงเท่ากับ 0.25 dB/km ในการส่องแสงเข้าสู่เส้นใยแก้วนำแสงมีค่าสูญเสีย 3 dB มีรอยต่อของเส้นใยแก้ว 50 จุด แต่ละจุดมีการสูญเสีย 0.1 dB และมีข้อต่อ 2 ตัว ซึ่งแต่ละข้อต่อมีการสูญเสีย 1 dB จากข้อมูลที่ให้ ถามว่าการสูญเสียกำลังของแสงในระบบทั้งหมดมีค่าเท่ากับเท่าไร
  • 1 : 30 dB
  • 2 : 35 dB
  • 3 : 40 dB
  • 4 : 45 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 139 :
  • ในระบบสื่อสารที่ใช้เส้นใยแก้วนำแสง ความยาวคลื่นแสงที่ใช้คือ 1,550 nm มีค่าการสูญเสียของกำลังแสงในระบบโดยรวมเท่ากับ 30 dB ทางด้านภาครับมีอุปกรณ์ตรวจวัดแสง APD ที่สามารถตรวจวัดกำลังแสงต่ำสุดเท่ากับ -35 dBm และในการออกแบบคิดกำลังเผื่อของระบบ ( Power Margin ) เท่ากับ 5 dB ถามว่า ทางด้านภาคส่งที่มีอุปกรณ์กำเนิดสัญญาณแสง LD จะต้องผลิตสัญญาณแสงให้มีกำลังแสงอย่างน้อยเท่ากับกี่ dBm
  • 1 : -10 dBm
  • 2 : -5 dBm
  • 3 : 0 dBm
  • 4 : 5 dBm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 140 :
  • ในการคำนวณ Power budget ของระบบ มักจะมีการสำรองค่า System margin ประมาณเท่าไร
  • 1 : 0-1 dB
  • 2 : 2-6 dB
  • 3 : 9-12 dB
  • 4 : 10-20 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 141 :
  • ในระบบการส่งสัญญาณข้อมูลความเร็ว 1 Gb/s แบบ NRZ ถ้าตัวส่งแสงมีค่าความกว้างสเปกตรัม 0.1 nm และเส้นใยแก้วมีค่าดิสเพอร์ชั่น 20 ps/(nm.km) ที่ความยาวคลื่น 1550 nm จงคำนวณระยะทางไกลสุดที่สามารถส่งได้จากข้อจำกัดทางดิสเพอร์ชั่น
  • 1 : 150 กิโลเมตร
  • 2 : 250 กิโลเมตร
  • 3 : 350 กิโลเมตร
  • 4 : 400 กิโลเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 142 :
  • จงคำนวณเปอร์เซ็นต์ประสิทธิภาพของระบบใยแก้ว ถ้าแสงส่งผ่าน ส่วนประกอบสื่อสารสามชิ้นที่มีการสูญเสียสัญญาณ 3, 4 และ 7 dB
  • 1 : 3 เปอร์เซ็นต์
  • 2 : 4 เปอร์เซ็นต์
  • 3 : 7 เปอร์เซ็นต์
  • 4 : 10 เปอร์เซ็นต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 143 :
  • แสงเลเซอร์ความยาวคลื่น 1300nm มีกำลังงานแสง 2mw ส่งผ่านส่วนประกอบสื่อสารสามชิ้นที่มีการสูญเสียสัญญาณ 3, 4 และ 5 dB จงคำนวณเอาท์พุต dBm ของระบบดังกล่าว
  • 1 : 0.158 dBm
  • 2 : 8.02 dBm
  • 3 : -12.0 dBm
  • 4 : -8.02 dBm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 144 :
  • สำหรับ Point-to-point transmission หากว่า LED output = -13dBm, PIN receiver sensitivity=-42dBm, connector loss =1dB, designed link margin =6dB, and fiber attenuation= 0.2dB/Km จงหาว่าในการออกแบบ link ด้วย parameter ดังกล่าว จะได้ระยะทางไกลสุดที่เท่าไร หากยังไม่ได้คำนึงถึง dispersion
  • 1 : 95 km
  • 2 : 100 km
  • 3 : 105 km
  • 4 : 110 km
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 142 : Optical transmission parameters
ข้อที่ 145 :
  • กำหนดให้เส้นใยแก้วนำแสงแบบ single mode มีค่า V-number (หรือ normalized frequency) มีค่าเท่ากับ 2.405 จงพิจารณาว่าเส้นใยแก้วนำแสงใดเหมาะสำหรับความยาวคลื่น 850 nm และ 1.3 um กำหนดให้ดัชนีหักเหของคอร์มีค่าเท่ากับ 1.46 และ มีค่า refractive index difference เท่ากับ 0.002
  • 1 : เส้นใยแก้วที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางของคอร์อย่างน้อยเท่ากับ 10.7 ไมครอน และ 7 ไมครอน ตามลำดับ
  • 2 : เส้นใยแก้วที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางของคอร์อย่างน้อยเท่ากับ 7 ไมครอน และ 10.7 ไมครอน ตามลำดับ
  • 3 : เส้นใยแก้วที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางคอร์อย่างมากเท่ากับ10.7 ไมครอน และ 7 ไมครอน ตามลำดับ
  • 4 : เส้นใยแก้วที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางคอร์อย่างมากเท่ากับ 7 ไมครอน และ 10.7 ไมครอน ตามลำดับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 146 :
  • ข้อใดคือการหาค่าประสิทธิภาพการคัปปลิ้ง (Coupling Efficiency) ที่สถานีส่ง
  • 1 : อัตราส่วนของค่ากำลังแสงเอาต์พุตกับค่ากำลังแสงอินพุต
  • 2 : อัตราส่วนของค่ากำลังแสงที่เข้าเส้นใยแก้วกับค่ากำลังแสงที่ปล่อยออกจากเลเซอร์ไดโอด
  • 3 : อัตราส่วนของค่ากำลังแสงที่ปล่อยออกจากเลเซอร์ไดโอดกับค่ากำลังแสงที่เข้าเส้นใยแก้ว
  • 4 : อัตราส่วนค่ากำลังแสงที่ปล่อยออกจากเลเซอร์ไดโอดกับพื้นที่หน้าตัดของคอร์ แล้วคิดเป็น %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 147 :
  • วิธีการใดคือการลดปัญหา Intermodal (Multipath) Dispersion ที่เกิดขึ้นในเส้นใยแก้วชนิด MM
  • 1 : เพิ่มค่าความยาวคลื่นที่ส่ง
  • 2 : ลดค่าความยาวคลื่นที่ส่ง
  • 3 : เพิ่มความกว้างสเปกตรัมของพัลส์แสงที่ส่ง
  • 4 : ใช้เส้นใยแก้วที่มีค่าดรรชนีหักเหของคอร์แบบ GI (Graded-Index)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 148 :
  • ข้อใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Intramodal Dispersion
  • 1 : Material Dispersion
  • 2 : Waveguide Dispersion
  • 3 : ค่าดรรชนีหักเหของแสงในตัวกลางแปรตามค่าความยาวคลื่นแสง
  • 4 : การเดินทางของแสงในโหมดที่ต่างกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 149 :

  • 1 : 2.05 ไมครอน
  • 2 : 4.10 ไมครอน
  • 3 : 2.10 ไมครอน
  • 4 : 4.20 ไมครอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 150 :

  • 1 : 1.2 ไมครอน
  • 2 : 1.4 ไมครอน
  • 3 : 1.6 ไมครอน
  • 4 : 1.8 ไมครอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 151 :
  • ข้อใดไม่ใช่พารามิเตอร์ที่สำคัญของเส้นใยแก้วชนิดโมดเดียว
  • 1 : Numerical aperture
  • 2 : Mode field diameter
  • 3 : Cutoff wavelength
  • 4 : Frequency number
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 152 :
  • เส้นใยแก้วที่ใช้งานในปัจจุบัน(G.652)มีค่าการสูญเสียสัญญาณต่ำสุดที่ความยาวคลื่นเท่าไร?
  • 1 : 870 nm
  • 2 : 1310 nm
  • 3 : 1550 nm
  • 4 : 1730 nm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 153 :
  • เส้นใยแก้วที่ใช้งานในปัจจุบัน(G.652)มีค่าดิสเพอร์ชันต่ำสุดที่ความยาวคลื่นเท่าไร?
  • 1 : 870 nm
  • 2 : 1310 nm
  • 3 : 1550 nm
  • 4 : 1730 nm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 154 :
  • เส้นใยแก้วมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 50/125 ไมโครเมตร และค่า V-number = 3.65   จงหาจำนวนโหมด
  • 1 : 10 โหมด
  • 2 : 9 โหมด
  • 3 : 6 โหมด
  • 4 : 3 โมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 155 :
  • เส้นใยแก้วแบบ Step-index ภายในคอร์และแคลดดิ้ง มีค่าดรรชนีหักเหแสงเท่ากับ 1.50 และ 1.47 ตามลำดับ จงหาค่า Acceptance angle ที่ปลายเส้นใยแก้วซึ่งเชื่อมต่อกับอากาศ (n=1)
  • 1 : 17.1 องศา
  • 2 : 17.4 องศา
  • 3 : 17.8 องศา
  • 4 : 18.7 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 156 :
  • ข้อใดเป็นความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในการเชื่อมต่อเส้นใยแก้ว
  • 1 : Offset
  • 2 : Separation
  • 3 : Angular misalignment
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 157 :
  • เส้นใยแก้วแบบ Step-index มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 50 ไมโครเมตร และค่า Normalized frequency เท่ากับ 26.6 ถูกใช้งานที่ความยาวคลื่น 1300 นาโนเมตร จงหาค่า NA
  • 1 : 0.11
  • 2 : 0.22
  • 3 : 0.33
  • 4 : 0.44
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 158 :
  • ตัวเลข 10/125 ที่อาจแสดงบนสายเคเบิลใยแก้วหมายถึงอะไร
  • 1 : เส้นใยแก้วโหมดเดี่ยวที่มีค่าดัชนีหักเหของคอร์เท่ากับ 10
  • 2 : เส้นใยแก้วชนิดโหมดร่วมที่มีค่าดัชนีหักเหของแคลดดิ้งเท่ากับ 125
  • 3 : เส้นใยแก้วมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10ไมครอน ยาว 125 เมตร
  • 4 : เส้นใยแก้วมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของคอร์เท่ากับ10 ไมโครเมตร และขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางแคลดดิ้ง 125 ไมโครเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 159 :
  • ค่าพารามิเตอร์ที่บ่งบอกถึงบริเวณขอบเขตในการป้อนแสงเข้าสู่เส้นใยแก้วคือพารามิเตอร์ใด
  • 1 : Bandwidth Distance Product
  • 2 : Refractive Index
  • 3 : Numerical Aperture
  • 4 : Attenuation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 160 :
  • ข้อใดคือความหมายของ GI-MM
  • 1 : เป็นเส้นใยแก้วชนิดโหมดเดี่ยวที่มีค่าดัชนีหักเหของคอร์ไม่คงที่
  • 2 : เป็นเส้นใยแก้วชนิดโหมดร่วมที่มีค่าดัชนีหักเหของคอร์ไม่คงที่
  • 3 : เป็นเส้นใยแก้วชนิดโหมดเดียวที่มีค่าดัชนีหักเหของคอร์คงที่
  • 4 : เป็นเส้นใยแก้วชนิดโหมดร่วมที่มีค่าดัชนีหักเหของคอร์คงที่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 161 :
  • แสงที่มีความยาวคลื่น 1552 นาโนเมตร (nm) จะมีค่าความถี่เท่ากับเท่าใด
  • 1 : 474.68 GHz
  • 2 : 193.3 THz
  • 3 : 574.68 THz
  • 4 : 474.68 GHz
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 162 :
  • ลักษณะของกราฟที่แสดงค่าดรรชนีหักเห ในแนวภาคตัดขวางของเส้นใยแก้ว เรียกว่าอะไร
  • 1 : Refractive Index Profile
  • 2 : Index Difference Profile
  • 3 : Refractive Index Difference Profile
  • 4 : Refractive Difference Profile
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 163 :
  • แสงที่เดินทางในแนวแกนกลางของเส้นใยแก้วและไม่มีการสะท้อนแสงในเส้นใยแก้วหมายถึงแสงในข้อใด
  • 1 : Propagation mode
  • 2 : Fundamental mode
  • 3 : Radiation mode
  • 4 : Higher order mode
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 164 :
  • ข้อใดเป็นข้อดีของเส้นใยแก้ว
  • 1 : มีค่าการลดทอนสัญญาณต่ำ
  • 2 : ทำให้โครงสร้างของสายเคเบิลมีขนาดเล็กและเบา
  • 3 : รับส่งข้อมูลที่มี bit rate สูงๆ ได้ดีกว่าระบบสายส่งอื่น
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 165 :
  • การที่ระบบสายส่งเส้นใยแก้วมีสัญญาณรบกวนต่ำเพราะอะไร
  • 1 : เส้นใยแก้วมีขนาดเล็กกว่าสายไฟทองแดงมาก
  • 2 : เป็นอิสระทางไฟฟ้า (Electrical Isolation) ทำให้ปราศจากสัญญาณรบกวนที่เกิดจากการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า
  • 3 : ระบบประมวลสัญญาณที่สถานีส่งมีความซับซ้อนมาก
  • 4 : สถานีรับแสงต้องมีระบบอิเล็กทรอนิกส์กำจัดสัญญาณรบกวนเสมอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 166 :
  • ระบบ FTTH ย่อมาจากคำว่าอะไร
  • 1 : Frame Transfer Term Hence
  • 2 : Fundamental Technical Transfer Hierarchy
  • 3 : Fiber to the home
  • 4 : Fault to time mandatory
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 167 :
  • เส้นใยแก้วที่นำมาใช้งานมีหลายขนาด แต่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมาตรฐานของเส้นใยแก้วที่ใช้ในระบบสื่อสารมีค่าเท่าไร
  • 1 : 80 um
  • 2 : 100 um
  • 3 : 120 um
  • 4 : 125 um
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 168 :
  • ส่วนของ Coating ของเส้นใยแก้วหมายถึงอะไร
  • 1 : วัสดุที่กั้นระหว่างคอร์กับแคลดดิ้งของเส้นใยแก้ว
  • 2 : โค้ดสีของเส้นใยแก้ว
  • 3 : วัสดุที่เคลือบผิวเส้นใยแก้วเปลือย อาจทำจากสารโพลีเมอร์ ทำให้เส้นใยแก้วมีความแข็งแรง และยืดหยุ่นได้มากขึ้น
  • 4 : การเจือสารเข้าไปในส่วนของคอร์ เพื่อให้ได้แก้วค่าดัชนีหักเหตามต้องการ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 169 :
  • แสงที่เดินทางตามแนว Fiber Axis ตลอดเวลา เรียกว่าโหมดอะไร
  • 1 : LP11 หรือ HE01
  • 2 : LP01 หรือ HE11
  • 3 : LP11 หรือ HE11
  • 4 : LP01 หรือ HE01
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 170 :
  • แคลดดิ้งโหมด หมายถึงอะไร
  • 1 : แสงที่เดินทางในคอร์ของเส้นใยแก้ว
  • 2 : การออกแบบแคลดดิ้งในมีค่าดัชนีหักเหน้อยกว่าคอร์
  • 3 : การผลิตเส้นใยแก้วโดยสร้างแคลดดิ้งก่อนคอร์
  • 4 : แสงที่เดินทางในส่วนของแคลดดิ้งของเส้นใยแก้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 171 :
  • มาตรฐานของ ITU G.655 กล่าวเกี่ยวกับอะไร
  • 1 : รายละเอียดของเส้นใยแก้วชนิดโหมดร่วมมาตรฐาน
  • 2 : กำหนดสเป็กของเส้นใยแก้วชนิด SM-DSF
  • 3 : รายละเอียดของเส้นใยแก้วชนิดโหมดเดี่ยวมาตรฐาน
  • 4 : เส้นใยแก้วที่ใช้สำหรับระบบ DWDM
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 172 :
  • การสูญเสียสัญญาณแสงเมื่อเส้นใยแก้วโค้งงอหมายถึง
  • 1 : Reyleigh Loss
  • 2 : Absorption
  • 3 : Scattering Loss
  • 4 : Radiation Loss
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 173 :
  • การสูญเสียสัญญาณแสง โดยการดูดกลืนแสงจากวัสดุที่เป็นคอร์ เรียกว่า
  • 1 : Reyleigh
  • 2 : Radiation loss
  • 3 : Absorption
  • 4 : Scattering
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 174 :
  • การสูญเสียสัญญาณที่เกิดการกระเจิงในเส้นใยแก้ว เรียกว่า
  • 1 : Absorption
  • 2 : Tilt loss
  • 3 : Macrobending
  • 4 : Reyleigh Scattering
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 175 :
  • การเกิดการสูญเสียสัญญาณที่รอยต่อระหว่างคอร์และแคลดดิ้งที่ไม่เรียบคืออะไร
  • 1 : Microbending loss
  • 2 : Macrobending loss
  • 3 : การเลือกใช้สารที่ไม่เหมาะสมในการทำแคลดดิ้ง
  • 4 : Scattering
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 176 :
  • ข้อใดกล่าวถึงเส้นใยแก้วชนิด Step Index ได้ถูกต้องที่สุด
  • 1 : ดัชนีหักเหของคอร์มีค่ามากสุดในแนวแกนกลาง และมีค่าลดลงเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องเมื่อระยะรัศมีมีค่ามากขึ้น
  • 2 : ดัชนีหักเหของคอร์มีค่ามากสุดในแนวแกนกลาง และมีค่าลดลงเป็นชั้นๆ ไม่ต่อเนื่อง เมื่อระยะรัศมีมีค่ามากขึ้น
  • 3 : เป็นเส้นใยแก้วชนิด single mode เท่านั้น
  • 4 : แสงโหมดที่สูงขึ้นในคอร์จะเดินทางเป็นเส้นตรงเสมอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 177 :
  • ข้อใดกล่าวถูกต้องที่สุด
  • 1 : เส้นใยแก้วชนิด GI-SM มักจะมีค่า NA น้อยกว่าเส้นใยแก้วชนิด SI-MM
  • 2 : เส้นใยแก้วขนาด 7.5/125 ถูกออกแบบเพื่อใช้งานเป็นชนิด MM (Multimode) แน่นอน
  • 3 : เส้นใยแก้วชนิด SM (Single Mode) ต้องมีค่า V-Number มากกว่า 2.405 เสมอ
  • 4 : ค่า Normalised Frequency เป็นความถี่แสงที่ถูกนอร์มอลไลซ์ เพื่อใช้งานกับเส้นใยแก้วชนิด SM
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 178 :
  • เหตุผลที่เราเลือกใช้แสงที่มีความยาวคลื่นที่ 1.55 ไมครอนในระบบสื่อสารด้วยเส้นใยแก้ว ได้แก่
  • 1 : เป็นช่วงที่เส้นใยแก้วมีค่า attenuation และ material dispersion ต่ำ
  • 2 : เป็นช่วงที่เส้นใยแก้วมีค่า intramodal dispersion เท่ากับศูนย์
  • 3 : เป็นแสงที่มองเห็นด้วยตาเปล่า เมื่อผ่านเลนส์โพลารอยด์
  • 4 : มีค่าความเข้มแสงสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 179 :
  • การที่สัญญาณแสงที่ความยาวคลื่นต่างกันเดินทางในเส้นใยแก้วด้วยความเร็วไม่เท่ากัน จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ใด
  • 1 : Chromatic Dispersion
  • 2 : Intermodal Dispersion
  • 3 : Scattering Loss
  • 4 : Absorption Loss
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 180 :
  • เส้นใยแก้วชนิด DSF (Dispersion-Shifted Fiber) หมายถึง
  • 1 : เส้นใยแก้วที่มีค่า dispersion ต่ำ ไม่ว่าจะใช้งานแสงที่ค่าความยาวคลื่นใดก็ตาม
  • 2 : เส้นใยแก้วที่ใช้กับแสงความยาวคลื่น1.55 ไมครอน แล้วจะมีค่า Material Dispersion น้อยที่สุด
  • 3 : เส้นใยแก้วธรรมดา (G.652) ที่เป็นชนิดโหมดเดี่ยว
  • 4 : เส้นใยแก้วพลาสติกที่เป็นโหมดร่วม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 181 :
  • FWHM คืออะไร
  • 1 : Full Width at Half Maximum
  • 2 : พารามิเตอร์ที่แสดงค่าความเข้มแสง
  • 3 : Frequency with High Mode
  • 4 : ขนาดความกว้างของพัลส์ที่ส่วนฐาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 182 :
  • พารามิเตอร์ที่บ่งบอกถึงความสามารถในการส่งข้อมูลสูงสุดในเส้นใยแก้วคืออะไร
  • 1 : Amplitude Distance Product
  • 2 : Bandwidth Distance Product
  • 3 : Attenuation Distance Product
  • 4 : Intensity of Product
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 183 :
  • แสงโหมดใดที่เดินทางในเส้นใยแก้วชนิด GI-SM
  • 1 : LP11
  • 2 : LP21
  • 3 : HE21
  • 4 : HE11
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 184 :
  • เส้นใยแก้วที่ถูกออกแบบให้มีค่า dispersion ต่ำมาก ที่ความยาวคลื่นทั้ง 1.3 um และ 1.55 um มีชื่อเรียกว่า
  • 1 : Dispersion-shifted fiber
  • 2 : Dispersion-flattened fiber
  • 3 : GRIN SM @ 1.55 um 10/125 um
  • 4 : Submarine fiber cable
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 185 :
  • โดยทั่วไปเส้นใยแก้วจะมีค่าของ Material Dispersion ต่ำสุด เมื่อแสงมีความยาวคลื่นแสงเท่าไร
  • 1 : 632 nm
  • 2 : 820 nm
  • 3 : 1.1 um
  • 4 : 1310 nm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 186 :
  • ค่าความยาวคลื่นแสงที่นำมาใช้งานในระบบสื่อสารด้วยเส้นใยแก้วในระบบ DWDM คือ
  • 1 : 630 nm
  • 2 : 820 nm
  • 3 : 1330 nm
  • 4 : 1550 nm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 187 :
  • อะไรเป็นตัวกำหนดอัตราการส่งข้อมูลสูงสุดหรือบิตเรตของเส้นใยแก้ว
  • 1 : ค่าการลดทอนสัญญาณ
  • 2 : การกระเจิงของแสงในเส้นใยแก้ว
  • 3 : ความเข้มแสงที่ส่งเข้าเส้นใยแก้ว
  • 4 : การเกิดดิสเพอร์ชั่นในเส้นใยแก้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 188 :
  • Intermodal Dispersion เกิดจาก
  • 1 : แสงที่เดินทางในโหมดพื้นฐานมีหลายความยาวคลื่นที่มีความเร็วไม่เท่ากัน
  • 2 : แสงที่เดินทางมีหลายโหมด ทำให้แต่ละโหมดมีระยะทางไม่เท่ากัน
  • 3 : โครงสร้างของเส้นใยแก้ว
  • 4 : ค่าไลน์วิดท์ของแหล่งกำเนิดแสง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 189 :
  • ความยาวคลื่นแสงข้อใดจัดอยู่ในช่วง C-Band
  • 1 : 20 GHz
  • 2 : 14 GHz
  • 3 : 1300 nm
  • 4 : 1550 nm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 190 :
  • การจัดปลายเส้นใยแก้วที่มาต่อชนกันพอดี โดยจัดให้ปลายเส้นใยแก้วทำมุมเอียงกับแกนกลางของเส้นใยแก้วหรือที่เรียกว่าแบบ slanted มีวัตถุประสงค์เพื่อ
  • 1 : ช่วยให้จัดเรียง (Alignment) ได้ง่ายขึ้น
  • 2 : เพิ่มค่า Return Loss ตรงจุดต่อให้มากขึ้น และลดค่าความเข้มแสงที่สะท้อนกลับ
  • 3 : ทำให้ค่า insertion loss มีค่าลดลง
  • 4 : ช่วยให้การสไปลซ์(splice)ทำได้ง่ายขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 191 :
  • การเชื่อมต่อเส้นใยแก้วที่ทำให้เกิด Fiber-Related Loss หมายถึง loss ที่เกิดจาก
  • 1 : ผู้เชื่อมขาดทักษะและความชำนาญ
  • 2 : เส้นใยแก้วมีคุณสมบัติทางกายภาพตรงจุดเชื่อมต่อต่างกัน
  • 3 : ผู้เชื่อมใช้เครื่องมือผิดประเภท
  • 4 : เส้นใยแก้วเกิดการเหลื่อมกันในแนวแกนกลาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 192 :
  • การเชื่อมต่อเส้นใยแก้วที่ทำให้เกิด Technical-Related Loss หมายถึง loss ที่เกิดจาก
  • 1 : ผู้เชื่อมขาดทักษะและความชำนาญ
  • 2 : เส้นใยแก้วมีคุณสมบัติทางกายภาพตรงจุดเชื่อมต่อต่างกัน
  • 3 : เส้นใยแก้วมีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เท่ากัน
  • 4 : ค่า Offset ในการเชื่อมเท่ากับ 0 ดีบี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 193 :
  • การเกิด loss แบบ lateral separation หมายถึง
  • 1 : การส่งแสงระหว่างเส้นใยแก้วผ่านแคลดดิ้ง
  • 2 : การต่อเชื่อมเส้นใยแก้วระหว่าง SM กับ MM
  • 3 : การที่ปลายเส้นใยแก้วเกิดช่องห่าง
  • 4 : การเกิดมุมเอียงระหว่างแกนกลางเส้นใยแก้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 194 :
  • เส้นใยแก้วมีค่าดัชนีหักเหของคอร์ 1.5 และ ค่าดัชนีหักเหของ แคลดดิ้ง 1.46 จงหาค่าความเร็วแสงที่เดินทางในเส้นใยแก้ว
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 195 :

  • 1 : 16.9 องศา
  • 2 : 16.9 เรเดียน
  • 3 : 0.29 องศา
  • 4 : 11.36 เรเดียน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 196 :

  • 1 : 4.054 um
  • 2 : 4.34 nm
  • 3 : 4.54 um
  • 4 : 4.34 um
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 197 :

  • 1 : 2 โหมด
  • 2 : 3 โหมด
  • 3 : 2.5 โหมด
  • 4 : 3.5 โหมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 198 :
  • แสงสีเขียวที่ความยาวคลื่นแสงเท่ากับ 622 nm จะมีความถี่เท่ากับเท่าไร
  • 1 : 428THz
  • 2 : 482THz
  • 3 : 482.3MHz
  • 4 : 48.2MHz
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 199 :

  • 1 : 0.74
  • 2 : 0.075
  • 3 : 0.75
  • 4 : 0.0739
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 200 :
  • กรณีใดที่เกิด Modal dispersion มากที่สุด
  • 1 : สายใยแก้วนำแสง GI 50/125 NA เท่ากับ 0.20 เมื่อใช้กับแสงความยาวคลื่น 1300 nm
  • 2 : สายใยแก้วนำแสง GI 62.5/125 NA เท่ากับ 0.275 เมื่อใช้กับแสงความยาวคลื่น 850 nm
  • 3 : สายใยแก้วนำแสง GI 100/140 NA เท่ากับ 0.29 เมื่อใช้กับแสงความยาวคลื่น 1550 nm
  • 4 : สายใยแก้วนำแสง GI 50/125 NA เท่ากับ 0.20 เมื่อใช้กับแสงความยาวคลื่น 1300 nm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 201 :
  • เส้นใยแก้วนำแสงชนิดใดมีคุณสมบัติขยายสัญญาณแสง
  • 1 : Step-index glass fiber (SI)
  • 2 : Polarize maintained fiber (PMF)
  • 3 : Polymethylmethacrylate (PMMA) plastic fiber
  • 4 : Erbium-doped fiber (EDF)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 202 :
  • จงหา cutoff wavelength ของเส้นใยแก้วแบบ Step-index เมื่อกำหนดให้ NA=0.1 ขนาด คอร์ diameter เท่ากับ 4 ไมครอน
  • 1 : 942 นาโนเมตร
  • 2 : 471 นาโนเมตร
  • 3 : 850 นาโนเมตร
  • 4 : 628 นาโนเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 203 :
  • ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของเส้นใยแก้วนำแสง
  • 1 : เป็นตัวกลางที่ใช้แสงเป็นพาห์ในการสื่อสารข้อมูล
  • 2 : มีการสูญเสียของแสงต่ำ
  • 3 : มีความกว้างแถบ (Bandwidth) กว้าง
  • 4 : มีการเหนี่ยวนำทางแม่เหล็กไฟฟ้าจากภายนอก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 204 :
  • Numerical Aperture (NA) เป็นค่าพารามิเตอร์ของเส้นใยแก้วนำแสง หมายถึงอะไร
  • 1 : อาณาเขตหรือบริเวณที่ป้อนแสงผ่านเข้าไปในเส้นใยแก้วนำแสง
  • 2 : ขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลางของคอร์
  • 3 : ขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลางของแคลดดิ้ง
  • 4 : ค่าการลดทอนของสัญญาณแสง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 205 :
  • ในเส้นใยแก้วนำแสง ค่าดัชนีการหักเหของแสงของคอร์ (n คอร์) และค่าดัชนีการหักเหของแสงของ CLAD (n clad) มีความสัมพันธ์กันอย่างไร
  • 1 : n คอร์ เท่ากับ n clad
  • 2 : n คอร์ มากกว่า n clad
  • 3 : n คอร์ น้อยกว่า n clad
  • 4 : n คอร์ มากกว่าหรือน้อยกว่า n clad ก็ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 206 :
  • พารามิเตอร์ของเส้นใยแก้วนำแสงข้อใดที่มีผลอย่างมากต่อการสูญเสียสัญญาณของการเชื่อมต่อเส้นใยแก้วนำแสง (Connection Loss)
  • 1 : เส้นผ่านศูนย์กลางของ คอร์
  • 2 : เส้นผ่านศูนย์กลางของ CLAD
  • 3 : เปอร์เซ็นต์การคลาดเคลื่อนของศูนย์กลาง (Eccentricity)
  • 4 : ค่า Numerical Aperture (NA)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 207 :
  • การเชื่อมต่อชนิดใดจะมีค่าการสูญเสียสัญญาณที่รอยต่อน้อยที่สุด
  • 1 : LC connector
  • 2 : FC connector
  • 3 : SC connector
  • 4 : Fusion splice
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 208 :
  • ชนิดของหัวต่อที่ใช้เชื่อมเข้ากับเส้นใยแก้วแบบ Ribbon ได้คือ
  • 1 : MTP connector
  • 2 : MT-RJ connector
  • 3 : SMA connector
  • 4 : SMU connector
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 209 :
  • จากเส้นกราฟ Attenuation ของ standard single mode fiber จะมี peak ที่เกิดจาก O-H resonance อยู่ที่ค่าความยาวคลื่นเท่าไร
  • 1 : 850 นาโนเมตร
  • 2 : 1310 นาโนเมตร
  • 3 : 1400 นาโนเมตร
  • 4 : 1530 นาโนเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 210 :

  • 1 : 1.00 ไมโครวินาที
  • 2 : 1.35 ไมโครวินาที
  • 3 : 1.5 ไมโครวินาที
  • 4 : 1.75 ไมโครวินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 211 :
  • จงคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์การสะท้อนที่หัวต่อ(connector) เมื่อค่าดัชนีหักเหของแกนกลางคือ 1.475
  • 1 : 3.5 %
  • 2 : 3.62 %
  • 3 : 3.68 %
  • 4 : 3.75 %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 212 :
  • จงคำนวณค่า Coupling efficiency ผ่าน 2 หัวต่อ(connector) ที่มี index-matching gel แทรกกลางอยู่ กำหนดให้ค่าดัชนีหักเของคอร์เท่ากับ 1.48 และดัชนีหักเหของ gel เท่ากับ 1.4
  • 1 : 99.80 %
  • 2 : 99.84 %
  • 3 : 99.90 %
  • 4 : 99.92 %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 213 :
  • ตัวกำเนิดแสงแบบ LED มีกำลังส่ง 2 mW ถ้าแสงจาก LED นี้ถูกส่งผ่านอุปกรณ์ต่างๆ โดยมีค่าสูญเสีย(loss)รวมกันเท่ากับ 23 dB ความเข้มของแสงหลังจากอุปกรณ์เหล่านี้มีค่าเท่าใด
  • 1 : 0.01 mW
  • 2 : 0.02 mW
  • 3 : 0.05 mW
  • 4 : 0.10 mW
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 214 :
  • เส้นใยแก้วถูกใช้เป็นสายสัญญาณระหว่างตัวส่ง และตัวรับที่ห่างกัน 50 km โดยใช้เส้นใยแก้วที่ยาว 4 km หลายเส้นมาเชื่อมกันเพื่อใช้เป็นสายส่ง โดยการสูญเสียต่างๆประกอบด้วยการลดทอนสัญญาณของสายเส้นใยแก้ว (fiber attenuation) 0.5 dB/km การสูญเสียจากการเชื่อมต่อ (splice loss) 0.3 dB ต่อการเชื่อมหนึ่งจุด และ1 dB/connector จงคำนวณหาการสูญเสียรวมของสายส่งนี้
  • 1 : 27.4 dB
  • 2 : 28.6 dB
  • 3 : 29.5 dB
  • 4 : 30.6 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 215 :
  • ถ้าแสงที่มีค่าความเข้มแสง 1 mW ในอากาศผ่านมาเข้าเส้นใยแก้วนำแสงที่มีค่าดัชนีการหักเหของแสงเท่ากับ 1.45 ความเข้มของแสงที่ผ่านเข้าไปในเส้นใยแก้วนำแสงจะมีค่าเป็นเท่าใด ถ้าหากแสงเข้ามาทำมุมตั้งฉาก (normal incidence) กับเส้นใยแก้วนำแสง
  • 1 : 0.75 mW
  • 2 : 0.81 mW
  • 3 : 0.89 mW
  • 4 : 0.966 mW
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 216 :

  • 1 : 14 ตัว
  • 2 : 15 ตัว
  • 3 : 16 ตัว
  • 4 : 17 ตัว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 217 :

  • 1 : 30 dB
  • 2 : 22.5 dB
  • 3 : 11.2 dB
  • 4 : 34.1 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 218 :

  • 1 : 35 dB
  • 2 : 27.5 dB
  • 3 : 16.2 dB
  • 4 : 39.1 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 219 :

  • 1 : 35.2 dBm
  • 2 : -65.23dBm
  • 3 : 65.23 dBm
  • 4 : -35.2 dBm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 220 :
  • ข้อใดเปรียบเทียบคุณสมบัติของ LD กับ LED ได้ถูกต้องที่สุด
  • 1 : LD ใช้กับวงจรอิเล็กทรอนิกส์อย่างง่ายได้
  • 2 : LED มักใช้กับเส้นใยแก้วชนิด SM ในขณะที่ LD มักใช้กับเส้นใยแก้วชนิด MM
  • 3 : กระแสเทรสโฮล (Threshold) ของ LED มีค่าคงที่เสมอ
  • 4 : LD มีค่า Spectral Width น้อยกว่า LED
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 221 :
  • หน่วยงานที่กำหนดการมาตรฐานทดสอบเคเบิลใยแก้วนำแสงในประเทศไทยคือหน่วยงานใด
  • 1 : International Thai Telecommunication Union หรือ สหภาพโทรคมนาคมไทยสากล
  • 2 : คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช)
  • 3 : Thai Industrial Standard Institution (TISI) หรือ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ)
  • 4 : วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท) ร่วมกับ สภาวิศวกร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 222 :
  • Fiber Connector ที่ดี ควรมีคุณสมบัติอย่างไร
  • 1 : มีค่า Insertion Loss ต่ำ และมีค่า Return Loss สูง
  • 2 : มีค่า Insertion Loss สูง และมีค่า Return Loss ต่ำ
  • 3 : มีค่า Insertion Loss สูง และมีค่า Return Loss สูง
  • 4 : มีค่า Insertion Loss ต่ำ และมีค่า Return Loss ต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 223 :
  • คอนเน็กเตอร์ที่มีค่า Return Loss มากๆ หมายถึง
  • 1 : ค่าความเข้มแสงที่ตกกระทบจุดต่อด้วยคอนเน็กเตอร์มีค่ามาก
  • 2 : ค่าความเข้มแสงที่สูญเสียบริเวณจุดต่อมีค่ามาก
  • 3 : ค่าความเข้มแสงที่สะท้อนกลับ ณ จุดต่อ มีค่ามาก
  • 4 : ค่าความเข้มแสงที่สะท้อนกลับ ณ จุดต่อมีค่าน้อย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 224 :
  • Dark Fiber หมายถึง
  • 1 : เส้นใยแก้วส่วนสำรองที่ไม่ได้ใช้งานในระบบสายส่งเคเบิลใยแก้ว
  • 2 : เส้นใยแก้วที่ถูกใช้งานในระบบสายส่งเคเบิลใยแก้ว
  • 3 : เคเบิลเส้นใยแก้วที่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน
  • 4 : เส้นใยแก้วที่เคลือบด้วย coating สีดำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 225 :
  • EDF หมายถึงเส้นใยแก้วที่ถูกเจือปนด้วยธาตุเออร์เบียม มีคุณสมบัติพิเศษคือ
  • 1 : มีความเป็น Single Mode โดยธรรมชาติ
  • 2 : เป็นอุปกรณ์ขยายสัญญาณแสงแบบ Passive
  • 3 : มีค่าการเกิดดิสเพอร์ชั้นเป็นศูนย์
  • 4 : สามารถขยายสัญญาณแสงในช่วง 1.55 um ได้ หากได้รับการกระตุ้นด้วยแสงที่ 980 nm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 226 :
  • ทำไม Optical Repeater ปัจจุบันมักเลือกใช้ EDF โดยเฉพาะในระบบ DWDM
  • 1 : ขยายสัญญาณแสงได้ดีทุกความยาวคลื่น
  • 2 : ใช้แสงเลเซอร์ทั่วไปเป็นตัวปั๊ม (pump) พลังงานได้
  • 3 : สอดคล้องกับมาตรฐาน ITU-T G.652
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 143 : Laser principles
ข้อที่ 227 :
  • ข้อใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างแสงเลเซอร์
  • 1 : การดูดกลืนโฟตอน (Absorption)
  • 2 : การปรับความเข้มแสงตามค่ากระแสขับเคลื่อนขีดเริ่มเปลี่ยน (Threshold Current) ของเลเซอร์ไดโอด
  • 3 : การปล่อยแสงแบบถูกกระตุ้น (Stimulated emission)
  • 4 : การแผ่รังสีความร้อน (Heat Radiation)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 228 :
  • ข้อใดไม่ใช่ชนิดของเลเซอร์ไดโอด
  • 1 : Distributed-Forward Laser
  • 2 : Distributed-Feedback Laser
  • 3 : Distributed-Bragg Reflector Laser
  • 4 : Distributed-Reflector Laser
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 229 :
  • ข้อใดเป็นช่วงความยาวคลื่นที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตามนุษย์
  • 1 : 100 nm
  • 2 : 500 nm
  • 3 : 900 nm
  • 4 : 1550 nm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 230 :
  • วัสดุใดใช้สร้างเป็นแหล่งกำเนิดแสงแบบเลเซอร์ไดโอดได้ดีที่สุด
  • 1 : Silicon
  • 2 : Germanium
  • 3 : Gallium Arsenide
  • 4 : Phosphorous
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 231 :
  • การกำเนิดแสงของเลเซอร์ไดโอดอาศัยหลักการใด
  • 1 : Spontaneous emission
  • 2 : Stimulated emission
  • 3 : Electron-hole regeneration
  • 4 : Photon recombination
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 232 :
  • การกำเนิดแสงของแอลอีดีอาศัยหลักการใด
  • 1 : Spontaneous emission
  • 2 : Stimulated emission
  • 3 : Electron-hole regeneration
  • 4 : Photon recombination
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 233 :
  • LASER ย่อมาจากอะไร
  • 1 : Light Application of Stimulated Emission Radiation
  • 2 : Light Emitting Diode
  • 3 : Light Amplification by Stimulated Emission of Radiation
  • 4 : Light Amplification by Spontaneous Emitting of Radiation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 234 :
  • Chirp จากการทำงานของ Laser Diode หมายถึง
  • 1 : ค่าความยาวคลื่นแสงที่เปล่งออกมีค่าคงที่เสมอ
  • 2 : การไบอัสด้วยกระแสที่มากกว่าค่าเทรสโฮล
  • 3 : อุปกรณ์ที่บรรจุ Laser Diode หลายตัวไว้ด้วยกัน
  • 4 : การที่ค่าความยาวคลื่นแสงที่เปล่งออกเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเมื่อได้รับการไบอัสตอนแรก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 235 :
  • ทำไมแสงเลเซอร์ที่เปล่งออกจาก LD จึงมีพลังงานมากกว่าแสงธรรมดาที่เปล่งออกจาก LED
  • 1 : เพราะแสงเลเซอร์เป็นแสงสีเดียว (Monochrome)
  • 2 : เพราะแสงเลเซอร์ไม่เป็นแสงสีเดียว (Non-monochrome)
  • 3 : เพราะ LD ได้รับการไบอัสตรง
  • 4 : เพราะแสงเลเซอร์เป็นแสง Coherent ที่มีเฟสตรงกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 236 :
  • Line width หรือ Spectral Width ของแหล่งกำเนิดแสงหมายถึง
  • 1 : ช่วงความยาวคลื่นแสงที่มีค่าน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของค่าสูงสุด
  • 2 : ความยาวคลื่นแสงทุกค่าที่ปล่อยออกมา
  • 3 : ช่วงความยาวคลื่นแสงที่มีค่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของค่าสูงสุด
  • 4 : ค่าความยาวคลื่นแสงที่มีค่าความเข้มแสงมากที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 237 :
  • Laser Diode ชนิด InGaAs ทำมาจากสารกึ่งตัวนำใด
  • 1 : Indium Gallium Arsenide
  • 2 : Integrated Germanium Assist
  • 3 : Iodine Germanium Acetone
  • 4 : Intelligent Gallium Arsenide
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 238 :
  • ข้อใดเป็นการเปรียบเทียบ Laser Diode กับ LED ได้ถูกต้องที่สุด
  • 1 : Laser Diode เหมาะกับการใช้งานกับเส้นใยแก้วนำแสงชนิด MM มากกว่า LED
  • 2 : Laser Diode เปล่งแสงออกมาเป็นแบบ Incoherent ส่วน LED เปล่งแสงออกมาเป็นแบบ Coherent
  • 3 : ค่ากระแสขับ Laser Diode ต่ำสุด มีค่าไม่คงที่หากอุณหภูมิในตัวมันเปลี่ยนแปลงไป
  • 4 : การทำงานของ Laser Diode ทนทานต่ออุณหภูมิที่เปลี่ยนไปได้ดีกว่า LED
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 239 :
  • เหตุใดช่วงเวลาตอบสนอง (Response time) ของแหล่งกำเนิดแสงควรจะต้องมีค่าสั้นมากๆ
  • 1 : สามารถส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงหรือมีปริมาณมากๆได้ดี
  • 2 : แหล่งกำเนิดแสงมีเสถียรภาพที่ดี
  • 3 : มีสัญญาณรบกวนต่ำ
  • 4 : ข้อมูลมีความถูกต้องมากขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 240 :
  • กระแสที่ไบอัสให้เลเซอร์ไดโอดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพควรเป็นอย่างไร
  • 1 : ควรจะต้องมีค่าน้อยกว่าค่ากระแสเทรสโฮล
  • 2 : ควรจะต้องมีค่ามากกว่าค่ากระแสเทรสโฮล
  • 3 : กระแสไบอัสควรมีค่าประมาณ 1 mA
  • 4 : กระแสไบอัสควรมีค่าเท่าใดก็ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 241 :
  • Coupling Efficiency หมายถึง
  • 1 : ประสิทธิภาพการส่งหรือรับแสงระหว่างเส้นใยแก้วกับตัวส่งแสงหรือตัวรับแสงทางอิเล็กทรอนิกส์
  • 2 : ประสิทธิภาพในการรับแสงที่มีความเข้มน้อยๆ
  • 3 : ประสิทธิภาพการแยกกำลังงานแสงของ Optical Coupler
  • 4 : ประสิทธิภาพของการขยายสัญญาณแสง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 242 :
  • หากกระแสที่ป้อนให้ LD มีค่าน้อยกว่า Threshold Current
  • 1 : LD จะเปล่งแสงเลเซอร์ออกมา
  • 2 : LD จะไม่นำกระแสเลย
  • 3 : LD จะไม่เปล่งแสงใดๆ ออกมาเลย
  • 4 : LD จะเปล่งแสงที่ไม่ใช่แสงเลเซอร์ออกมา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 243 :
  • หากอุณหภูมิของตัว LD มีค่าเพิ่มขึ้นขณะทำงาน จะทำให้
  • 1 : LD จะไม่เปล่งแสงเลเซอร์ออกมา
  • 2 : LD จะไม่เปล่งแสงใดๆ ออกมาเลย
  • 3 : LD จะพังทันที
  • 4 : LD จะต้องการกระแสขับเพิ่มขึ้น เพื่อให้ได้ความเข้มแสงเท่าเดิม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 244 :
  • E/O converter หมายถึงอุปกรณ์ในข้อใด
  • 1 : LED
  • 2 : APD
  • 3 : Receiver
  • 4 : oscilloscope
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 245 :
  • LD ย่อมาจาก
  • 1 : Long Digital
  • 2 : Light Emitting Diode
  • 3 : Laser Diode
  • 4 : Light Diode
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 246 :
  • ข้อใด เป็นคุณสมบัติของแสงธรรมดา ไม่ใช่ คุณสมบัติของแสงเลเซอร์
  • 1 : อาจเป็นแสงที่อยู่ในช่วงที่ตามนุษย์มองเห็นเท่านั้น
  • 2 : เป็นแสงโคฮีเรนต์ (coherent)
  • 3 : เป็นแสงที่มีทิศทาง (directivity)
  • 4 : คลื่นแสงมีเฟสไม่ตรงกัน (out phase)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 247 :
  • Threshold Current ของ LD หมายถึง
  • 1 : ค่ากระแสน้อยที่สุดที่ขับ LD ให้เปล่งแสงเลเซอร์ออกมา
  • 2 : ค่ากระแสมากที่สุดที่ขับ LD ให้เปล่งแสงเลเซอร์ออกมา
  • 3 : ขนาดกระแสที่จำกัดแบนด์วิธของ LD
  • 4 : กระแสที่ใช้มอดูเลตความถี่ข้อมูลให้กับ LD
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 248 :
  • Laser สำหรับใช้กระตุ้นให้พลังงานแก่ Erbium-doped fiber amplifier ถูกออกแบบมาให้มีค่าความยาวคลื่นอยู่ในช่วงใด
  • 1 : 1300~1330 nm
  • 2 : 840~860nm
  • 3 : 780 nm
  • 4 : 980 nm และ 1480 nm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 249 :
  • spectral width ของแหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์ หมายถึง
  • 1 : ความกว้างพัลส์ของแสงที่เปล่งออกเมื่อมีค่าความเข้มแสงกึ่งหนึ่งของค่าสูงสุด
  • 2 : พารามิเตอร์ที่บอกเงื่อนไขใช้งานกับ SM
  • 3 : FWHM ของสัญญาณพัลส์จากแหล่งกำเนิด
  • 4 : ช่วงกว้างความยาวคลื่นเมื่อความเข้มแสงมีค่ากึ่งหนึ่งของค่าสูงสุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 250 :
  • ข้อความใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ LED และ Laser
  • 1 : LED เกิดจากปรากฏการณ์ Spontaneous emission
  • 2 : Laser เกิดจากปรากฏการณ์ Stimulated emission
  • 3 : วิธีหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มจำนวน photon ที่วิ่งออกมาของ laser คือการนำเอา กระจก (mirror) เพื่อให้มีการสะท้อนไปมาของ photon จึงทำให้แสงที่วิ่งออกมา มีกำลังงานสูง
  • 4 : threshold current คือ minimum drive current ที่จะทำให้เกิด sponetanous emission
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 144 : Laser modulation techniques
ข้อที่ 251 :
  • ข้อใดที่ไม่ใช่ข้อจำกัดพื้นฐานสำหรับอัตราการมอดูเลตของเลเซอร์ไดโอด
  • 1 : ช่วงเวลาพาห์ประจุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
  • 2 : ช่วงเวลาพาห์ประจุที่มีการแผ่รังสีแสง
  • 3 : ช่วงเวลาพาห์ประจุที่ไม่มีการแผ่รังสีแสง
  • 4 : ช่วงเวลาพาห์ประจุที่ถูกกระตุ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 252 :
  • จงหาค่าคาบเวลาที่ทำให้เลเซอร์ไดโอดเกิดสภาวะ Population Inversion เพื่อสร้างอัตราขยายแสงที่มากกว่าค่าการสูญเสียแสงในโพรงที่สร้างแสงเลเซอร์ได้ ถ้ากำหนดค่าแอมพลิจูดของพัลส์กระแส ค่ากระแสไบอัส ค่ากระแสขีดเริ่มเปลี่ยนที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส และค่าช่วงเวลาเฉลี่ยของพาห์ประจุในบริเวณการรวมตัวกันใหม่ มีค่าเท่ากับ 0.5 A, 30 mA, 55 mA และ 1 ns
  • 1 : 0.055 ns
  • 2 : 0.05 ns
  • 3 : 0.045 ns
  • 4 : 0.04 ns
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 253 :
  • พารามิเตอร์ใดที่ใช้กำหนดขอบเขตบนความสามารถในการมอดูเลตของเลเซอร์ไดโอด ณ สภาวะปกติ
  • 1 : ช่วงเวลาพาห์ประจุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
  • 2 : ช่วงเวลาพาห์ประจุที่มีการแผ่รังสีแสง
  • 3 : ช่วงเวลาพาห์ประจุที่ไม่มีการแผ่รังสีแสง
  • 4 : ช่วงเวลาพาห์ประจุที่ถูกกระตุ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 254 :
  • อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นสัญญาณแสงโดยตรง ได้แก่
  • 1 : PD
  • 2 : LDR
  • 3 : LED
  • 4 : PIN
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 255 :
  • ระบบสื่อสารเชิงแสงที่ใช้การส่งข้อมูลแบบ AM/IM หมายความว่าอะไร
  • 1 : ใช้เทคนิคของการมอดูเลตทางแอมปริจูดกับสัญญาณแสงโดยตรง ก่อนส่งไปในสายส่ง
  • 2 : ระบบเส้นใยแก้วที่ใช้วิทยุ AM สื่อสารขณะทำการติดตั้งและตรวจซ่อมระบบ
  • 3 : ขนาดความเข้มแสงที่ส่งออกไป แปรเปลี่ยนตามขนาดของข้อมูล
  • 4 : เป็นระบบที่สร้างความถี่ Intermediate frequency ขึ้นมาเพื่อรวมกับข้อมูล ก่อนส่งเป็นสัญญาณแสงออกไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 256 :
  • internal modulation (im) แตกต่างจาก external modulation (em) อย่างไร
  • 1 : im เป็นการรวมข้อมูลที่เป็นแสงเข้ากับคลื่นพาห์ที่เป็นไฟฟ้า ส่วน em เป็นการรวมข้อมูลที่เป็นแสงเข้ากับคลื่นพาห์ที่เป็นแสง
  • 2 : im เป็นการรวมข้อมูลกับคลื่นพาห์ในเทอมของสัญญาณไฟฟ้า ส่วน em เป็นการรวมข้อมูลเข้ากับคลื่นพาห์ในเทอมที่เป็นแสงโดยตรง
  • 3 : im เป็นการรวมข้อมูลที่เป็นไฟฟ้าเข้ากับคลื่นพาห์ที่เป็นแสง ส่วน em เป็นการรวมข้อมูลที่เป็นแสงเข้ากับคลื่นพาห์ที่เป็นไฟฟ้า
  • 4 : ในทางเทคนิคไม่แตกต่างกัน เพียงแต่เรียกชื่อต่างกันที่สถานีรับและสถานีส่งเท่านั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 257 :
  • Threshold Current ของ Laser Diode (LD) หมายถึงอะไร
  • 1 : ค่ากระแสน้อยที่สุดที่ขับ LD ให้เปล่งแสงเลเซอร์ออกมา
  • 2 : กระแสที่ใช้มอดูเลตความถี่ข้อมูลให้กับ LD
  • 3 : ขนาดกระแสที่จำกัดแบนด์วิธของ LD
  • 4 : ค่ากระแสมากที่สุดที่ขับ LD ให้เปล่งแสงเลเซอร์ออกมา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 258 :
  • ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัด ระหว่างการใช้ LED และ LD ในการสร้างวงจรขับคืออะไร
  • 1 : วงจร LED ต้องจ่ายกระแสมากกว่ากระแสเทรสโฮลเสมอ
  • 2 : วงจร LD ต้องจ่ายกระแสที่มากกว่ากระแสเทรสโฮลเสมอ เพื่อให้วงจรทำงานได้
  • 3 : วงจรของ LD มักมีความซับซ้อนน้อยกว่า
  • 4 : วงจร LED ต้องใช้ทรานซิสเตอร์ขับกระแสในขณะที่วงจร LD ต้องใช้ FET ขับกระแสเท่านั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 259 :
  • Laser Diode (LD) ส่งแสงเข้าสู่เส้นใยแก้วด้วยค่าของ Coupling Efficiency เท่ากับ -10 dB แสดงว่า
  • 1 : แสงขนาด 10 mW ถูกส่งเข้าไปในเส้นใยแก้ว
  • 2 : แสงขนาด 0.1 mW ถูกส่งเข้าไปในเส้นใยแก้ว
  • 3 : LD ส่งแสงออกมามีขนาด 10 dBm
  • 4 : มีพลังงานแสงเข้าสู่เส้นใยแก้วเพียง 10% เท่านั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 260 :
  • Laser Diode (LD) เปล่งแสงขนาด 5 mW แต่แสงเข้าสู่เส้นใยแก้วเพียง 0.5 mW แสดงว่ามีค่าling Efficiency เป็นเท่าไร
  • 1 : 0.1
  • 2 : 0.1 mW
  • 3 : 0.1%
  • 4 : 10 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 261 :
  • หาก coupling efficiency มีค่า 10% ต้องกำหนดให้ LED เปล่งแสงออกมาเท่าไร จึงทำให้มีแสงเข้าไปในเส้นใยแก้ว 3 uW
  • 1 : 300 uW
  • 2 : 3 uW
  • 3 : 10 dBm
  • 4 : 0.03 mW
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 262 :
  • E/O converter หมายถึงอุปกรณ์ในข้อใด
  • 1 : LED
  • 2 : Optical spectrum analyser
  • 3 : Receiver
  • 4 : Avalanch Photodiode (APD)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 263 :
  • หากกระแสที่ป้อนให้ Laser Diode (LD) มีค่าน้อยกว่า Threshold Current แสดงว่า
  • 1 : LD จะเปล่งแสงเลเซอร์ออกมา
  • 2 : LD จะไม่นำกระแสเลย
  • 3 : LD จะเกิดความร้อนสะสมในตัว และมีโอกาสชำรุดได้
  • 4 : LD จะเปล่งแสงที่ไม่ใช่แสงเลเซอร์ออกมา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 264 :
  • Chirp จากการทำงานของ Laser Diode หมายถึง อะไร
  • 1 : การที่ค่าความยาวคลื่นแสงที่เปล่งออกมีค่าคงที่เสมอ
  • 2 : การใช้วงจรขับ ที่ขับกระแสให้ LD หลายตัวทำงานพร้อมกัน
  • 3 : การไบอัสด้วยกระแสที่มากกว่าค่าเทรสโฮล
  • 4 : การที่ค่าความยาวคลื่นแสงที่เปล่งออกเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเมื่อได้รับการไบอัสตอนแรก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 265 :
  • อุปกรณ์ทางออปโตอิเล็กทรอนิกส์เช่น เลเซอร์ไดโอด หรือ แอลอีดี ชนิด Pig-Tail หมายถึงอุปกรณ์ประเภทใด
  • 1 : แหล่งกำเนิดแสงที่มีความยาวคลื่นคงที่ และมี linewidth แคบมาก ๆ
  • 2 : แหล่งกำเนิดแสงที่เปล่งแสงได้ทั้งแบบ coherent และ incoherent โดยที่มีความยาวคลื่นและความเข้มแสงเท่ากัน
  • 3 : ระบบขับกระแสอัตโนมัติ ที่ใช้สัญญาณแสงควบคุม
  • 4 : อุปกรณ์ที่มีส่วนของเส้นใยแก้วยื่นออกมา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 266 :

  • 1 : 24.97 GHz
  • 2 :
  • 3 : 2.49 GHz
  • 4 : 12 GHz
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 267 :
  • การ modulate แบบใด อาศัยปรากฎการณ์ของ Pockels และ Kerr effect
  • 1 : Acousto-optic modulator
  • 2 : Electro-optic modulator
  • 3 : Opto-optic modulator
  • 4 : Magnoto-Optic modulator
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 268 :
  • การเข้ารหัสแบบใดนิยมใช้ใน high speed optical communication system แบบ SDH/SONET
  • 1 : RZ coding
  • 2 : Manchester coding
  • 3 : NRZ coding
  • 4 : Biphase coding
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 269 :
  • แสงที่ปล่อยออกมาจากแหล่งกำเนิดแสงแบบ LD และ LED มักมีหลายความยาวคลื่นแสง โดยจำนวนความยาวคลื่นแสงจะมากหรือน้อยสามารถพิจารณาจากอะไร
  • 1 : Center Wavelength
  • 2 : ค่า Response Time
  • 3 : ค่า Intensity
  • 4 : Linewidth
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 270 :
  • เหตุใดช่วงเวลาตอบสนอง (Response time) ของแหล่งกำเนิดแสงควรจะต้องมีค่าสั้นมากๆ
  • 1 : สามารถส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงหรือมีปริมาณมากๆได้ดี
  • 2 : แหล่งกำเนิดแสงมีเสถียรภาพที่ดี
  • 3 : มีสัญญาณรบกวนต่ำ
  • 4 : แสงที่ปล่อยออกมาจะมีกำลังงานที่มาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 271 :
  • ในการส่งข้อมูลดิจิตอล หากกำหนดให้ข้อมูล 1 แทนด้วยการมีแสง ข้อมูล 0 ควรแทนด้วยอะไรได้บ้าง
  • 1 : แทนด้วยการไม่มีแสง
  • 2 : แทนด้วยการมีแสงที่มีค่าความเข้มแสงแตกต่างกัน
  • 3 : แทนด้วยอะไรก็ได้ที่สามารถแยกความแตกต่างได้
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 145 : Optical detection
ข้อที่ 272 :
  • Photodiode มีกี่ชนิด อะไรบ้าง
  • 1 : 3 ชนิด คือ APD BPD CDP
  • 2 : 2 ชนิด คือ PIN และ APD
  • 3 : 5 ชนิด คือ PIN APD IPN PDA NIP
  • 4 : ชนิดเดียว คือ APD
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 273 :
  • อุปกรณ์ใดที่อาจเป็นส่วนประกอบของเครื่องรับแสงที่มีอัตราขยายสูงและมีความไวในการรับแสงต่ำ
  • 1 : Erbium Doped-Fiber Amplifier (EDFA)
  • 2 : pin-PD หรือ APD
  • 3 : Electronic Signal Processor
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 274 :
  • ข้อดีของ pin-PD ที่เหนือกว่า APD คือข้อใด
  • 1 : มีอัตราขยายที่มากกว่า
  • 2 : มีความไวในการรับแสงที่มากกว่า
  • 3 : มีสัญญาณรบกวนภายในวงจรที่มากกว่า
  • 4 : ไม่ขึ้นกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น ณ ขณะที่ทำงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 275 :
  • ข้อใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับค่าเรสพอนซิวิตี้ (Responsivity) ของตัวตรวจวัดพลังงานแสง
  • 1 : ความสามารถในการแปลงจากแสงไปเป็นไฟฟ้า
  • 2 : ค่าที่สัมพันธ์กับกำลังแสงเอาต์พุต (Pout)
  • 3 : ค่าที่สัมพันธ์กับค่าของกระแส (Ip)
  • 4 : ค่าที่สัมพันธ์กับอัตราขยาย (gain)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 276 :
  • จงหาค่าแบนด์วิดท์ที่มากที่สุดของเครื่องรับแสงเครื่องนี้ ถ้าระยะทางในการส่งแสงมีค่าเท่ากับ 50 km
  • 1 : 165.48 MHz
  • 2 : 165.48 MHz
  • 3 : 176.86 MHz
  • 4 : 176.86 MHz
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 277 :
  • sensitivity ของสถานีรับแสงตามสเป็กกำหนดให้มีค่าเท่ากับ 0 dBm หมายความว่าอะไร 
  • 1 : สถานีรับแสงนี้เสีย ไม่สามารถรับแสงได้
  • 2 : สถานีรับแสงนี้ ทำงานได้ดี หากค่าความเข้มแสงตกกระทบมีน้อยมาก เช่น -10 dBm
  • 3 : ไม่ควรนำสถานีรับแสงนี้มาใช้งานกับค่าความเข้มแสงที่มีค่ามากกว่า 1 mW 
  • 4 : สถานีรับแสงนี้ สามารถรับแสงที่มีค่าความเข้มแสงต่ำสุดเท่ากับ 1 mW
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 278 :
  • ข้อใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับค่าแรงดันสัญญาณรบกวนที่เอาต์พุตของอิควอไลเซอร์ ณ เครื่องรับแสง
  • 1 : ชอต์นอยส์
  • 2 : จอห์นสันนอยส์
  • 3 : แหล่งกำเนิดแรงดันสัญญาณรบกวนอินพุตของวงจรขยาย
  • 4 : แหล่งกำเนิดแรงดันสัญญาณรบกวนเอาต์พุตของวงจรขยาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 279 :
  • ข้อใดไม่ใช่ข้อดีที่เกิดขึ้นจากการออกแบบวงจรขยายส่วนหน้าแบบอิมพีแดนซ์สูง (High-Impedance Preamplifier)
  • 1 : ลดแหล่งกำเนิดสัญญาณรบกวนให้ต่ำที่สุดอย่างสมบูรณ์ได้
  • 2 : ลดค่าความจุอินพุต (Input Capacitance)
  • 3 : ใช้กับตัวตรวจวัดพลังแสงที่มีค่ากระแสไฟฟ้ามืดน้อยได้
  • 4 : มีช่วงพลวัตร (Dynamic Range) ในการทำงานที่กว้าง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 280 :
  • ข้อใดไม่ใช่ข้อดีจากการออกแบบวงจรขยายส่วนหน้าแบบทรานส์อิมพีแดนซ์ (Transimpedance Preamplifier)
  • 1 : มีช่วงพลวัตรกว้าง เมื่อเทียบกับแบบอิมพีแดนซ์สูง
  • 2 : ไม่จำเป็นต้องใช้อิควอไลเซอร์
  • 3 : ความต้านทานเอาต์พุตมีค่าน้อย ทำให้เกิด EMI น้อยลง
  • 4 : มีความไวในการทำงานมากกว่าแบบอิมพีแดนซ์สูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 281 :
  • ข้อใดไม่ใช้วิธีการที่ใช้ในการลดสัญญาณรบกวนความร้อนที่เกิดขึ้นจากการออกแบบวงจรขยายส่วนหน้าแบบอิมพีแดนซ์สูง
  • 1 : ใช้ไบโพลาร์ทรานซีสเตอร์ในการออกแบบ ร่วมกับโหลดที่มีค่ามาก
  • 2 : ใช้ GaAs-MESFET ในการออกแบบ ร่วมกับโหลดที่มีค่ามาก
  • 3 : ใช้อุปกรณ์แบบ passive ในการออกแบบ ร่วมกับโหลดที่มีค่ามาก
  • 4 : ใช้ Si-MOSFET ในการออกแบบ ร่วมกับโหลดที่มีค่ามาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 282 :
  • กระแสมืดหรือ dark current ของ PD หมายถึง  
  • 1 : ค่ากระแสที่มีค่าเป็นศูนย์ คือไม่มีกระแสไหลผ่าน PD
  • 2 : กระแสที่ PD ผลิตเมื่อมีแสงตกกระทบ
  • 3 : กระแสที่ได้จาก PD ในโหมด Photovoltaic
  • 4 : กระแสที่ไหลใน PD แม้จะไม่มีแสงตกกระทบก็ตาม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 283 :
  • ค่า Responsivity ตรงกับข้อใด
  • 1 : Optical output power / Electrical input power
  • 2 : Optical output power / Optical input power
  • 3 : Photocurrent / Electrical input power
  • 4 : Photocurrent / Optical input power
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 284 :
  • ค่า Cutoff wavelength ของโฟโต้ไดโอดตรงกับข้อใด
  • 1 : 1.24 / Bandgap energy
  • 2 : 1.24 / Bandgap power
  • 3 : 1.24 / Bandgap voltage
  • 4 : 1.24 / Bandgap current
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 285 :
  • โฟโตไดโอดทำจากวัสดุใดต่อไปนี้ จะได้ค่า Cutoff wavelength ต่ำสุด
  • 1 : Silicon
  • 2 : Germanium
  • 3 : Gallium Arsenide
  • 4 : Indium Gallium Arsenide
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 286 :
  • APD ทำงานโดยอาศัยหลักการใด
  • 1 : Electron pumping
  • 2 : Atom pumping
  • 3 : Avalanche multiplication
  • 4 : Photon multiplication
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 287 :
  • ค่า Quantum efficiency ของโฟโต้ไดโอดตรงกับข้อใด
  • 1 : Number of electron-hole pairs generated / Number of incident photons
  • 2 : Number of electron generated / Number of inherent photons
  • 3 : Electrical power generated / Incident photon power
  • 4 : Photocurrent generated / Incident photon energy
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 288 :
  • Photodetector ที่เป็นไดโอด มีกี่ชนิด อะไรบ้าง
  • 1 : 2 ชนิด ได้แก่ PIN diode และ APD
  • 2 : 3 ชนิด ได้แก่ LED, LD, และ PIN
  • 3 : ข้อ ก และ ข ถูกทุกข้อ
  • 4 : ไม่มีคำตอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 289 :
  • ค่า Sensitivity ของวงจรรับ หมายถึงอะไร
  • 1 : อัตราการขยายสัญญาณของตัวรับแสง
  • 2 : ค่ากำลังงานแสงส่วนสำรองของระบบ
  • 3 : สิ่งที่บอกขนาดของกระแสเทรสโฮล
  • 4 : กำลังงานแสงต่ำสุดที่วงจรรับสามารถรับได้ โดยข้อมูลยังคงมีความถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 290 :
  • Photodetector ชนิดใดมีความไวในการรับสัญญาณ (Sensitivity) สูงที่สุด
  • 1 : PIN
  • 2 : FP-LD
  • 3 : DFB
  • 4 : APD
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 291 :

  • 1 : มีค่าเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิรอบข้าง แม้ว่าแสงตกกระทบจะมีค่าคงที่ก็ตามไหลผ่านไดโอดจากกราวด์ขึ้นสู่ Vcc
  • 2 : จะไม่มีค่าของ Dark Current เกิดขึ้น
  • 3 : ไหลผ่านไดโอดจาก Vcc ลงกราวด์
  • 4 : ไหลเข้าสู่วงจรขยายโดยไม่ผ่านตัวต้านทางโหลด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 292 :

  • 1 : 10 nW
  • 2 : -76 dBm
  • 3 : -78 dBm
  • 4 : -80 dBm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 293 :

  • 1 : 3.2 pF
  • 2 : 1 pF
  • 3 : 1.2 pF
  • 4 : 1.5 pF
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 294 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 295 :

  • 1 : 146.3 MHz
  • 2 : 265 MHz
  • 3 : 73.14 MHz
  • 4 : 7 GHz
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 296 :

  • 1 : วงจรนี้สามารถรับข้อมูลที่มี bit rate สูงขึ้นได้
  • 2 : วงจรนี้จะมีค่าแบนด์วิดท์ต่ำลง
  • 3 : แรงดันตกคร่อมโหลดมีค่าลดลง
  • 4 : วงจรมีลักษณะเป็น Transimpedance
  • 5 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 297 :
  • ข้อความใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยว กับ PIN detector
  • 1 : Sensitivity of receiver คือค่าต่ำสุดของ input signal ที่ทำให้ได้ SNR = 1dB
  • 2 : Noise จาก photodetector มาจาก shot noise, dark current noise, and thermal noise
  • 3 : ในการส่งสัญญาณแสงแบบ digital มาตรฐานส่วนใหญ่มักจะกำหนดค่า maximum BER อยู่ที่ประมาณ 10-9 หรือว่า ค่า Q-factor ประมาณ 6
  • 4 : เมื่อตัวต้านทางโหลดทีต่อกับ detector มีค่ามากขึ้น จะทำให้ค่า SNR จาก thermal noise ลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 298 :
  • ข้อความใดมีใจความไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับการ วิเคราะห์กราฟ Responsibility-wavelength
  • 1 : Responsitivity ต้องมีค่าไม่เกิน 1
  • 2 : Responsitivity จะมีช่วงที่แปรผันตามค่า ความยาวคลื่น
  • 3 : ค่าขอบเขตของ responsitivity ขึ้นอยู่กับความยาวคลื่น เพราะยิ่งความยาวคลื่นมากจะทำให้พลังงานแสงที่วิ่งเข้ามายัง receiver น้อยลงไปด้วย
  • 4 : Quantum efficiency มีค่าไม่เกิน 1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 146 : Regenerative repeater
ข้อที่ 299 :
  • ข้อใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับ EDFA
  • 1 : มีอัตราขยายแสงที่ดีทั้งในย่าน 1300 และ 1550 nm
  • 2 : ความยาวคลื่นแสงที่ใช้ปั๊มมีค่าในย่าน 980 และ 1480 nm
  • 3 : จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์รวมแสงกับน้ำมันพาราฟินด้วย
  • 4 : โพลาไรเซชันของแสงที่ขยายไม่มีการเปลี่ยนแปลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 300 :
  • ข้อใดที่ไม่ใช่คุณลักษณะของ Regenerative (Electronic) Repeater
  • 1 : ต้องใช้อุปกรณ์จำพวก E/O กับ O/E
  • 2 : มีคอร์สทอร์ค(crosstalk)เกิดขึ้นมาก
  • 3 : สามารถขยายแสงได้ดีทุกค่าความยาวคลื่นในอุปกรณ์ตัวเดียว
  • 4 : มีความสามารถในการขยายสัญญาณแสง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 301 :
  • อุปกรณ์ใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Regenerative (Electronic) Repeater
  • 1 : Bypass Switch
  • 2 : Laser
  • 3 : Optical Filter
  • 4 : Low Noise Amplifier (LNA)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 302 :
  • ทำไม Optical Repeater ปัจจุบันมักเลือกใช้ EDF โดยเฉพาะในระบบ DWDM
  • 1 : ขยายสัญญาณแสงได้ดีหลายความยาวคลื่นในย่านใกล้เคียงกับ 1.55 um
  • 2 : ใช้แสงเลเซอร์ทั่วไปเป็นตัวปั๊ม (pump) พลังงานได้
  • 3 : สอดคล้องกับมาตรฐาน ITU-T G.653
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 303 :
  • ข้อใดกล่าวถูกต้องที่สุด
  • 1 : กำลังขยาย (Gain) ของ EDF มีค่าแปรผันตามความยาวของ EDF โดยไม่มีขีดจำกัด
  • 2 : EDFA มีความสามารถในการขยายสัญญาณแสงที่มีความยาวคลื่นในช่วง 1.33 ไมครอน ได้ดี
  • 3 : EDFA เพียงตัวเดียว สามารถใช้ขยายสัญญาณหลายช่องสัญญาณได้พร้อมกัน ในระบบ DWDM
  • 4 : ยิ่งมีการเจือเออร์เบียมมากขึ้น อัตราการขยายสัญญาณ (gain) จะยิ่งลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 304 :
  • เราสามารถนำ EDFA มาใช้งานในระบบสื่อสารได้อย่างไร
  • 1 : เป็นสถานีทวนสัญญาณ
  • 2 : เพิ่มความเข้มแสงที่สถานีส่งทำให้มี Power Budget มากขึ้น
  • 3 : ขยายสัญญาณแสงที่สถานีรับ เพื่อทำให้ตัวรับที่มีค่า sensitivity ต่ำๆ สามารถทำงานได้
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 305 :
  • ทำไม Optical Amplifier ที่เป็น EDFA (Erbium-Doped Fiber Amplifier) จึงเป็นที่สนใจในระบบสื่อสารเชิงแสงในปัจจุบัน
  • 1 : EDFA เพียงตัวเดียว สามารถขยายสัญญาณทุกช่องสัญญาณในช่วง 1.55 um ได้
  • 2 : มีส่วนประกอบของวงจรไม่ยุ่งยากซับซ้อน
  • 3 : สามารถใช้ในการปรับปรุงระบบสื่อสารเดิมที่ใช้เส้นใยแก้ว G.653 ได้เลย
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 306 :
  • Repeater ที่ใช้ขยายสัญญาณในระบบ DWDM ควรเป็นอะไรจึงจะดีที่สุด
  • 1 : Erbium-Doped Fiber Amplifier
  • 2 : ระบบอิเล็กทรอนิกส์
  • 3 : High Impedance Preamplifier
  • 4 : Transimpedance Amplifier
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 307 :
  • ระบบสื่อสารที่ดีควรมีคุณสมบัติอย่างไร
  • 1 : มี signal to noise ratio (S/N) ต่ำ และมี BER สูง
  • 2 : มี signal to noise ratio (S/N) ต่ำ และมี BER ต่ำ
  • 3 : มี signal to noise ratio (S/N) สูง และมี BER สูง
  • 4 : มี signal to noise ratio (S/N) สูง และมี BER ต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 308 :
  • EDF หมายถึงเส้นใยแก้วที่ถูกเจือปนด้วยธาตุเออร์เบียม มีคุณสมบัติพิเศษคือ
  • 1 : สามารถขยายสัญญาณแสงในช่วง 1.55 um ได้ หากได้รับการกระตุ้นด้วยแสงที่ 980 nm
  • 2 : เป็นอุปกรณ์ขยายสัญญาณแสงแบบ Passive
  • 3 : มีค่าการเกิดดิสเพอร์ชั้นเป็นศูนย์เสมอ
  • 4 : ใช้เป็นสายส่งเส้นใยแก้วในระยะทางไกลตามมาตรฐาน G.655
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 309 :
  • ปกติแสงที่ปั๊ม (pump) ให้กับ EDFA จะต้องมีค่าความยาวคลื่นที่เหมาะสม มิฉะนั้นจะไม่มีการขยายสัญญาณแสงข้อมูลที่ความยาวคลื่น 1.55 um ถามว่าแสงที่ใช้ปั๊มมีค่าความยาวคลื่นที่เหมาะสมเท่ากับเท่าไร
  • 1 : 1.55 um
  • 2 : 1.33 um
  • 3 : 780 nm
  • 4 : 980 nm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 310 :
  • สถานีทวนสัญญาณเชิงแสงที่ใช้ EDFA บางครั้งต้องมี Optical Isolator ให้ข้อมูลแสงผ่านก่อนถูกส่งออกไป Optical Isolator นี้มีไว้เพื่ออะไร
  • 1 : กรองแสงที่ใช้ปั๊มออกไป
  • 2 : สะท้อนข้อมูลแสงกลับมายัง EDF
  • 3 : จัดการให้แสงเดินทางในทิศทางเดียว
  • 4 : เพื่อให้ EDFA ถูกกระตุ้นได้ดียิ่งขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 311 :
  • Electronic repeater ที่เป็นประเภท 3R หมายถึง
  • 1 : (Re)Amplify, Reshape, Retime
  • 2 : (Re)Amplify, Repeat, Reshape
  • 3 : Repeat, Reshape, Retime
  • 4 : Repeat, Reshape, Amplify
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 312 :
  • ธาตุใดที่นำมาใช้การขยายสัญญาณแสงในช่วงความยาวคลื่น 1310 nm
  • 1 : เออร์เบียม
  • 2 : นีโอดีเบียม
  • 3 : โซเดียม
  • 4 : ซิลิกอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 313 :
  • ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของ EDFA
  • 1 : ขยายสัญญาณแสงในย่าน 1.55 um
  • 2 : ในการขยายสัญาณแสงต้องอาศัยความยาวคลื่นแสงที่มีค่า 980 nm มากระตุ้น
  • 3 : การขยายสัญญาณเป็นแบบ Uniform Gain Profile
  • 4 : การขยายสัญญาณเป็นแบบ Non Uniform Gain Profile
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 314 :
  • พารามิเตอร์ใดเกี่ยวข้องในการพิจารณาติดตั้งสถานีทวนสัญญาณแสง
  • 1 : กำลังงานแสงที่อินพุต
  • 2 : ระยะทางของระบบสื่อสาร
  • 3 : ชนิดของเส้นใยแก้ว
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 315 :
  • ค่าความยาวคลื่นแสงใด ที่สามารถนำมาใช้กระตุ้น EDF แทนค่าความยาวคลื่นแสง 980 nm ได้
  • 1 : 1.38 um
  • 2 : 1.48 um
  • 3 : 1.68 um
  • 4 : 1.78 um
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 316 :
  • ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้อง
  • 1 : การขยายสัญญาณแสงด้วย EDFA ใช้ได้เฉพาะย่านความยาวคลื่นแสงที่ 1.55 um
  • 2 : ความยาวคลื่นแสงที่ใช้กระตุ้น EDF ที่นิยมใช้คือ 980 nm
  • 3 : ระบบ EDFA สามารถใช้ขยายสัญญาณแสงตั้งแต่ 1300-1400 nm ได้ดีที่สุด
  • 4 : ระบบ EDFA เป็นระบบขยายสัญญาณเป็นแบบ Non Uniform Gain Profile
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 317 :
  • ข้อใดคือข้อดีของระบการขยายสัญญาณแสงด้วยวิธี EDFA เมื่อเปรียบเทียบกับระบบการขยายสัญญาณด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์
  • 1 : ลดความยุ่งยากซับซ้อนทางด้านเทคนิค
  • 2 : ประหยัดงบประมาณ
  • 3 : ความเร็วในการทำงานของระบบสูง
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 318 :
  • เหตุผลใดที่ระบบการสื่อสารทางแสงจึงไม่ใช้ค่าความยาวคลื่นที่ 1550 nm และที่ 1310 nm สำหรับส่งข้อมูลไปพร้อมกันในระบบสื่อสารเดียวกัน
  • 1 : ค่าการลดทอนสัญญาณในแต่ละค่าความยาวคลื่นไม่เท่ากัน
  • 2 : การขยายสัญญาณแสงไม่สามารถทำพร้อมกันได้
  • 3 : จำนวนของสถานีทวนสัญญาณมีจำนวนมากขึ้น
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 319 :
  • อุปกรณ์ Pump Laser ในระบบ EDFA ทำหน้าที่อะไร
  • 1 : กำเนิดแสงที่ความยาวคลื่นแสง 980 nm เพื่อใช้กระตุ้นสารเออร์เบียม
  • 2 : เพิ่มกำลังงานแสงที่พอร์ตอินพุต
  • 3 : เป็นสัญญาณแสงที่ใส่เพิ่มเข้าไปรวมกับสัญญาณแสงที่ต้องการขยาย
  • 4 : กำเนิดแสงที่ความยาวคลื่นแสง 980 nm และ 1550 nm เพื่อใช้กระตุ้นสารเออร์เบียม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 320 :
  • โดยทั่วไปสถานีทวนสัญญาณในระบบสื่อสารทางแสงมีระยะห่างประมาณเท่าใด
  • 1 : 5-10 km
  • 2 : 15-25 km
  • 3 : 30-80 km
  • 4 : 90-120 km
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 321 :
  • หลักการของสถานีทวนสัญญาณแสงด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ชนิด 2R หมายถึงอะไร
  • 1 : Double Reshape
  • 2 : Retime และ Reshape
  • 3 : Reamplify และ Reshape
  • 4 : Double Reamplify
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 322 :
  • สถานีทวนสัญญาณแสงด้วยหลักการทางอิเล็กทรอนิกส์ชนิด 3R หมายถึงอะไร
  • 1 : Reamplify, Reshape และ Retime
  • 2 : Reamplify, Reshape และ Reamplify
  • 3 : Reshape, Reshape และ Retime
  • 4 : Retime, Reshape และ Retime
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 147 : Application of optical components:
ข้อที่ 323 :
  • ข้อใดควรเป็นข้อดีของระบบสื่อสารผ่านเส้นใยแก้ว
  • 1 : Low attenuation
  • 2 : Low dispersion
  • 3 : Large bandwidth
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 324 :
  • อุปกรณ์ในข้อใด มีประโยชน์ในการสร้างอุปกรณ์ MUX/DEMUX สำหรับระบบ DWDM
  • 1 : optical coupler
  • 2 : Prism
  • 3 : Diffraction Grating
  • 4 : อุปกรณ์ที่กล่าวมาสามารถนำไปสร้างได้หมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 325 :
  • FBG (Fiber Bragg Grating) หมายถึง
  • 1 : เส้นใยแก้วที่ส่วนของคอร์ถูกเจือ (Doped) ด้วยธาตุเออร์เบียม เป็นต้น
  • 2 : เกรดติ้งที่สร้างบนแท่งแก้วโปร่งแสงขนาดใหญ่ เช่น พรีฟอร์ม
  • 3 : เส้นใยแก้ว ที่ถูกทำให้ส่วนของคอร์มีค่าดัชนีหักเหแตกต่างกันเป็นชั้นๆ โดยส่วนนี้อาจมีช่วงความยาวเพียงค่าหนึ่ง ไม่ตลอดทั้งเส้น
  • 4 : เส้นใยแก้ว ที่ถูกทำให้ส่วนของแคลดดิ้งมีค่าดัชนีต่างกันเป็นชั้นๆ ตามแนวของรัศมี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 326 :
  • OADM ย่อมาจากคำว่าอะไร
  • 1 : Orthogonal Amplitude Different Modulation
  • 2 : Optional And Deviational Multiplexing
  • 3 : Optical Add/Drop Multiplexer
  • 4 : Optoautomation Digital Mandatory System
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 327 :
  • อุปกรณ์ที่ใช้วัดความเข้มแสงที่ค่าความยาวคลื่นต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เป็นช่วงกว้างติดต่อกัน คือ
  • 1 : Optical Power Meter
  • 2 : Optical Attenuation Test Set
  • 3 : Optical Spectrum Analyzer
  • 4 : Optical Time Domain Reflectrometre
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 328 :
  • Connector ชนิด FC/PC มักมีใช้ทั่วไป ซึ่งมีชื่อย่อมาจาก
  • 1 : Fiber Coupler / Pulse Codec
  • 2 : Frame Contact / Physical Connector
  • 3 : Fiber Connector / Physical Contact
  • 4 : Fast Contact / Phone connector
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 329 :
  • Fiber connector ที่ดี ควรมีคุณสมบัติอย่างไร
  • 1 : มีค่า insertion loss มากๆ และ return loss น้อยๆ
  • 2 : มีค่า insertion loss มาก ๆ และ return loss มากๆ
  • 3 : มีค่า insertion loss น้อย ๆ และ return loss น้อยๆ
  • 4 : มีค่า insertion loss น้อยๆ และ return loss มากๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 330 :
  • อุปกรณ์ชนิด E/O (Electrical to Optical) Converter ที่ใช้ในระบบสื่อสารเชิงแสงทำหน้าที่อะไร
  • 1 : แปลงสัญญาณทางไฟฟ้าให้เป็นสัญญาณแสง
  • 2 : แปลงสัญญาณแสงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า
  • 3 : แปลงคลื่นวิทยุให้เป็นสัญญาณแสง
  • 4 : แปลงสัญญาณแสงให้เป็นคลื่นแม่เหล็กวิทยุและไมโครเวฟ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 331 :
  • อุปกรณ์ที่สามารถใช้วัดความเข้มแสงที่ออกจากเส้นใยแก้วได้ คือ
  • 1 : Optical Power Meter
  • 2 : Optical Time Domain Reflectrometre
  • 3 : Optical Spectrum Analyzer
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 332 :
  • อุปกรณ์ทางออปโตอิเล็กทรอนิกส์ (เช่น LD หรือ PD) ชนิด Pig-Tail หมายถึง
  • 1 : แหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นคงที่
  • 2 : อุปกรณ์ที่มีส่วนของเส้นใยแก้วยื่นออกมา
  • 3 : ระบบอัตโนมัติที่ใช้สัญญาณแสงควบคุม
  • 4 : แหล่งกำเนิดแสงที่เปล่งแสงได้ทั้งแบบ coherent และ incoherent โดยที่มีความยาวคลื่นและความเข้มแสงเท่ากัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 333 :
  • การเชื่อมต่อเส้นใยแก้ว 2 เส้นที่มีปลายเป็นคอนเน็กเตอร์เข้าด้วยกัน ต้องมีตัวกลางในการเชื่อมต่อเรียกว่า
  • 1 : Connector
  • 2 : Adapter
  • 3 : Stripper
  • 4 : Protection sleeve
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 334 :
  • Optical Isolator ทำหน้าที่อะไร
  • 1 : กำหนดทิศทางให้แสงเดินทางได้เพียงทางเดียวเท่านั้น
  • 2 : ทำหน้าที่คล้ายเป็นวงเวียน ให้แสงเดินทางในทิศทางตามเข็มหรือวนเข็มนาฬิกา อย่างใดอย่างหนึ่ง
  • 3 : Optical Repeater ชนิดหนึ่ง
  • 4 : เป็นตัวกรองความยาวคลื่นแสงในระบบเส้นใยแก้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 335 :
  • Dispersion Compensator ทำหน้าที่อะไร
  • 1 : ชดเชยค่าดิสเพอร์ชั่นในระบบให้มีค่าลดลง
  • 2 : เพิ่มค่าของดิสเพอร์ชั่นให้มากขึ้น
  • 3 : กรองค่าของดิสเพอร์ชั่นทุกชนิดทิ้งออกจากระบบ ทำให้ระบบมีบิตเรตไม่จำกัด
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 336 :
  • เครื่อง OTDR ที่มีค่า Dynamic Range สูง แสดงว่า
  • 1 : OTDR เครื่องนี้มีค่า Dead Zone แคบมาก
  • 2 : ไม่สามารถนำไปใช้กับระบบสายส่งเส้นใยแก้วทางไกลได้
  • 3 : สามารถวัดเส้นใยแก้วที่มีความยาวมากๆได้ดี (ระยะทางที่วัดได้แปรตามค่า Dynamic Range)
  • 4 : มีความกว้างพัลส์ของสัญญาณที่ผลิตจาก OTDR ที่แคบมาก ๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 337 :
  • อุปกรณ์ OTDR นำมาใช้ประยุกต์ใช้งานใดได้บ้าง
  • 1 : ใช้วัดความยาวของเส้นใยแก้วทั้งหมดที่ใช้ในการสื่อสารในแต่ละเส้นทาง
  • 2 : วัดค่าการสะท้อนแสงที่ตอนปลายของเส้นใยแก้ว
  • 3 : แสดงบริเวณจุดบกพร่องของระบบสายส่งเส้นใยแก้ว
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 338 :
  • การนำกระจกใสมาเคลือบสีต่างๆ เป็นการประยุกต์สร้างอุปกรณ์ทางแสงประเภทอะไร
  • 1 : Optical Filter
  • 2 : Optical Circulator
  • 3 : Optical Isolator
  • 4 : Optical Coupler
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 339 :
  • เราสามารถนำเครื่อง OTDR (Optical Time Domain Reflectrometer) มาประยุกต์ใช้สำหรับตรวจวัดเส้นใยแก้วนำแสงได้อย่างไรบ้าง
  • 1 : ตรวจวัดความยาวและค่าการลดทอนสัญญาณของเส้นใยแก้วนำแสง
  • 2 : ตรวจสอบและค้นหาตำแหน่งที่มีปัญหาภายในเส้นใยแก้วนำแสง
  • 3 : ตรวจวัดค่าการสูญเสียเนื่องจากการเชื่อมต่อ
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 340 :
  • จงหาความเข้มแสงที่สามารถส่งผ่านผลึกแก้วระนาบ เมื่อแสง TE mode (S-polarized) ขนาด 1 mW ตกกระทบทำมุม 30 องศากับผิวระนาบโดยพบว่ามุมหักเหในผลึกแก้วทำมุม 60 องศาออกจากผิวระนาบ
  • 1 : -1 dBm
  • 2 : -1.25 dBm
  • 3 : -2 dBm
  • 4 : -2.5dBm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 148 : Optical divider and combiner
ข้อที่ 341 :
  • อุปกรณ์ในข้อใด ถือเป็นประเภทเดียวกับ optical divider
  • 1 : WDM multiplexer
  • 2 : DWDM demultiplexer
  • 3 : optical modulator
  • 4 : optical demodulator
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 342 :
  • อุปกรณ์ในข้อใด ถือเป็นประเภทเดียวกับ optical combiner
  • 1 : WDM demultiplexer
  • 2 : WDM fiber coupler
  • 3 : optical isolator
  • 4 : optical circulator
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 343 :
  • เมื่อส่งลำแสงสีแดงเข้าสู่แผ่นกระจกระนาบใสเป็นมุม 45 องศา ทำให้แผ่นกระจกระนาบใสมีคุณสมบัติเป็น optical divider แสงที่แยกออกจะมีลักษณะใด
  • 1 : มี 2 ลำแสง คือ ลำแสงที่พุ่งทะลุผ่านแผ่นกระจก กับ ลำแสงที่สะท้อนจากกระจก โดยทำมุมฉากกับแสงตกกระทบ
  • 2 : จะเกิดลำแสงสะท้อนจากกระจกเพียงลำแสงเดียวเท่านั้น โดยแสงสะท้อนจะทำมุมฉากกับแสงตกกระทบ
  • 3 : มี 2 ลำแสง คือ ลำแสงที่สะท้อนจากกระจกและทำมุมฉากกับแสงตกกระทบ กับ ลำแสงที่สะท้อนกลับมายังแหล่งกำเนิดแสง
  • 4 : จะเกิดลำแสงพุ่งทะลุผ่านแผ่นกระจกเท่านั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 344 :
  • การส่งข้อมูลหลายช่องสัญญาณรวมกันไปในระบบสื่อสารเดียว เรียกว่า
  • 1 : การมอดูเลตข้อมูล
  • 2 : การเข้ารหัสข้อมูล
  • 3 : การมัลติเพล็กซ์ข้อมูล
  • 4 : การคับปลิ้งข้อมูล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 345 :
  • WDM ย่อมาจากคำว่าอะไร
  • 1 : Wave Dispersion Multimode
  • 2 : Wavelength Dispersion Multiplexing
  • 3 : Wavelength Division Multiplexing
  • 4 : Waveguide Division Multiplexing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 346 :
  • ความยาวคลื่นแสงในระบบ DWDM ควรมีคุณสมบัติอย่างไร
  • 1 : แต่ละช่องสัญญาณมีค่าความยาวคลื่นห่างกันมากๆ
  • 2 : แต่ละช่องสัญญาณใช้แสงที่ตามองเห็นแต่เป็นแสงต่างสีกัน
  • 3 : แต่ละช่องสัญญาณมีค่าความยาวคลื่นในช่วงที่ใกล้ ๆ กัน
  • 4 : แต่ละช่องสัญญาณใช้แสงที่มีค่าความยาวคลื่นเดียวกัน แต่กำลังงานต่างกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 347 :
  • DWDM ย่อมาจากคำว่าอะไร
  • 1 : Density Wavefront Domain Multi-access
  • 2 : Dense Wavelength Division Multiplexing
  • 3 : Domain Wavelength Division Multiplexing
  • 4 : Dense Wavelength Dispersion Modem
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 348 :
  • CWDM ย่อมาจากคำว่าอะไร
  • 1 : Coarse Wavelength Division Multiplexing
  • 2 : Carrier Wavelength Division Multiplexing
  • 3 : Coarse Wavelength Dispersion Mode
  • 4 : Carrier Wavelength Division Mode
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 149 : Coupler
ข้อที่ 349 :
  • ข้อใดแสดงนิยามของ optical coupler ได้ดีที่สุด
  • 1 : อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณแสงเป็นสัญญาณไฟฟ้า
  • 2 : อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้า เป็นสัญญาณแสง
  • 3 : อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ส่งผ่านสัญญาณจากเส้นทางเดินแสงเส้นทางหนึ่งไปสู่อีกเส้นทางหนึ่ง มีทั้งชนิดที่เป็นตัวรวมแสง และ แยกแสงได้
  • 4 : อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ compensate ค่าของ dispersion ที่เกิดขึ้นกับสัญญาณพัลส์แสงที่เดินทางในเส้นใยนำแสง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 350 :
  • WDM Coupler แตกต่างจาก Fiber Coupler ธรรมดาอย่างไร
  • 1 : WDM Coupler ทำงานตามฟังก์ชั่นของความยาวคลื่นแสงเป็นหลัก
  • 2 : WDM Coupler มีคุณสมบัติในการชดเชยค่าดิสเพอร์ชั่น
  • 3 : WDM Coupler ใช้ในระบบสื่อสารที่มีความยาวคลื่นแสงเพียงค่าเดียวเท่านั้น ไม่สามารถใช้แยกความยาวคลื่นแสงได้
  • 4 : Fiber Coupler ใช้ควบคุมทิศทางให้แสงเดินทางได้ทางเดียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 351 :
  • 3-dB coupler หมายถึง
  • 1 : คับเปลอร์ที่มีค่าการสูญเสียสัญญาณ 3 dB
  • 2 : คับเปลอร์ที่แยกแสงออก 2 ทาง ที่มีค่าความเข้มแสงเท่ากัน
  • 3 : คับเปลอร์ที่ไม่มีค่า Reflectivity เลย
  • 4 : คับเปลอร์ที่ใช้สำหรับ EDFA เท่านั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 352 :
  • Fiber Coupler ชนิด FBT ย่อมาจากคำว่า
  • 1 : Foot Ball Thai
  • 2 : Frame Bit Timer
  • 3 : Fused Biconical Taper
  • 4 : Focusing on Based-Taper
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 353 :
  • optical fiber coupler ชนิด 2x2 มีสัญญาณขาเข้า (input) ที่พอร์ต 1 เท่ากับ 3 mW ปรากฎว่ามีแสงด้านขาออก (output) ที่พอร์ต 3 เป็น 2.5 mW และ ที่พอร์ต 4 เป็น 1 mW ในขณะเดียวกันมีแสงสะท้อนออกที่พอร์ต 2 ด้านขาเข้า (input) เป็น 0.1 uW ให้หาค่าของ return loss
  • 1 : - 44.77 dB
  • 2 : - 4.77 dB
  • 3 : - 34.77 dB
  • 4 : - 0.79 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 354 :
  • optical fiber coupler ชนิด 2x2 มีสัญญาณขาเข้า (input) ที่พอร์ต 1 เท่ากับ 1 mW ปรากฎว่ามีแสงด้านขาออก (output) ที่พอร์ต 3 เป็น 0.45 mW และ ที่พอร์ต 4 เป็น 0.45 mW ให้หาค่าของ excess loss
  • 1 : - 3.47 dB
  • 2 : - 0.045 dB
  • 3 : - 10 dB
  • 4 : - 1 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 355 :
  • optical fiber coupler ชนิด 2x2 มีสัญญาณขาเข้า (input) ที่พอร์ต 1 เท่ากับ 46 uW ปรากฎว่ามีแสงด้านขาออก (output) ที่พอร์ต 3 เป็น 35 uW และ ที่พอร์ต 4 เป็น 10 uW ให้หาค่าของ split ratio ระหว่าง พอร์ต 3 ต่อ พอร์ต 4
  • 1 : 1 : 3.5
  • 2 : 3.5 : 1
  • 3 : 4.6 : 3.5
  • 4 : 4.6 : 1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 356 :
  • optical fiber coupler ชนิด 2x2 มีสัญญาณขาเข้า (input) ที่พอร์ต 1 เท่ากับ 820 uW ปรากฎว่ามีแสงด้านขาออก (output) ที่พอร์ต 3 เป็น 510 uW และ ที่พอร์ต 4 เป็น 280 uW ในขณะเดียวกันมีแสงสะท้อนออกที่พอร์ต 2 ด้านขาเข้า (input) เป็น 0.01 uW ให้หาค่าของ insertion loss ระหว่างพอร์ต 1 กับ พอร์ต 4
  • 1 : - 4.666 dB
  • 2 : - 2. 062 dB
  • 3 : - 2.604 dB
  • 4 : - 0.16 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 357 :
  • ในรายละเอียดข้อกำหนดของ optical coupler ที่ระบุตัวเลข 50:50 หมายถึงอะไร
  • 1 : ขนาดของคอร์และแคลดดิ้งมีค่าเท่ากับ 50 um
  • 2 : การแบ่งกำลังงานของอุปกรณ์ที่พอร์ตเอาต์พุต ให้มีค่าเท่ากัน
  • 3 : ระยะทางของการคับปลิ้งแสงทีค่าตั้งแต่ 50 nm ถึง 50 um
  • 4 : แสดงค่าอัตราของ signal to noise ของอุปกรณ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 358 :
  • สัญลักษณ์ที่แสดง coupler ตามรูป หมายถึง optical coupler ชนิดใด
  • 1 : 2x2
  • 2 : 1x2
  • 3 : 2x4
  • 4 : 4x2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 359 :
  • fiber coupler ที่ดี ควรมีคุณสมบัติอย่างไร
  • 1 : มีค่า excess loss มากๆ และ return loss (crosstalk) น้อยๆ
  • 2 : มีค่า excess loss น้อยๆ และ return loss (crosstalk) มากๆ
  • 3 : มีค่า excess loss น้อย และ return loss (crosstalk) น้อยๆ
  • 4 : มีค่า excess loss มากๆ และ return loss (crosstalk) มากๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 360 :
  • พิจารณา 2x2 couplers, จากการวัด output power ทำให้ได้ splitting ratio = (P2/(P1+P2)) =70% หากว่า insertion loss ของ port ที่ 2 (P2 ) เทียบกับ input power เป็น 2.5dB หากว่า output ที่ต้องการคือ port ที่สอง จงหา total loss (splitting loss + excess loss)
  • 1 : 2.5 dB
  • 2 : 0.1967 dB
  • 3 : 1.549 dB
  • 4 : 0.951 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 150 : Lens
ข้อที่ 361 :
  • ในการเพิ่มประสิทธิ์ภาพการส่งแสงจากแหล่งกำเนิดแสงเข้าสู่ปลายเส้นใยแก้ว ควรใช้เลนส์ชนิดใดมาแทรกระหว่างแหล่งกำเนิดแสงกับปลายเส้นใยแก้ว
  • 1 : เลนส์นูน เพื่อรวมแสงเข้าสู่เส้นใยแก้ว
  • 2 : เลนส์เว้า เพื่อรวมแสงเข้าสู่เส้นใยแก้ว
  • 3 : เลนส์นูนประกบเลนส์เว้า เพื่อจัดแสงเป็นลำแสงขนานเข้าสู่เส้นใยแก้ว
  • 4 : เลนส์ทรงกระบอก (cylindrical lens) ครึ่งวง ที่ประกบด้านระนาบเข้ากับเลนส์เว้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 362 :
  • แอลอีดีบางรุ่น จะมีส่วนที่เปล่งแสงมีลักษณะคล้ายโดมครึ่งวงกลม โครงสร้างดังกล่าวมีประโยชน์อย่างไร
  • 1 : โครงสร้างเช่นนี้ มัลักษณะคล้ายเลนส์นูน ทำให้ลำแสงที่เปล่งออกมา ไม่กระจัดกระจายเป็นมุมกว้างเกินไป ช่วยให้มองเห็นแสงได้ชัดขึ้น
  • 2 : โครงสร้างเช่นนี้ มัลักษณะคล้ายเลนส์ ทำให้ลำแสงที่เปล่งออกมา กระจัดกระจายเป็นมุมกว้าง ช่วยให้มองแสงเดินทางทั่วทุกทิศทาง
  • 3 : ไม่มีประโยชน์อะไร เป็นความบังเอิญในกระบวนการผลิตในยุกแรก ๆ
  • 4 : เป็นการเพิ่มตัวกลางให้แสงเดินทางก่อนออกสู่อากาศ ช่วยลดความร้อนสะสมที่เกิดขึ้นจากการปล่อยแสง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 151 : Optical fiber production and process
ข้อที่ 363 :
  • ในกระบวนการดึงเส้นใยแก้ว (Fiber Drawing) หากเส้นใยแก้วมีขนาดใหญ่กว่าที่ต้องการ ต้องแก้ไขระบบอย่างไร
  • 1 : ใช้แท่งพรีฟอร์มที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
  • 2 : ลดความเร็วในการดึงให้ช้าลง
  • 3 : ลดอุณหภูมิความร้อนที่เผาแท่งพรีฟอร์ม
  • 4 : เพิ่มความเร็วในการดึงให้มากขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 364 :
  • ข้อใดไม่ใช่สารหรือส่วนผสมที่ใช้สำหรับการผลิตเส้นใยแก้วนำแสง
  • 1 : ซิลิก้า (Silica)
  • 2 : เฮไลด์ (Halide)
  • 3 : โพแทสเซียม (Potassium)
  • 4 : เออร์เบียม (Erbium)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 365 :
  • ข้อใดไม่ใช่วิธีการสร้าง Preform
  • 1 : Outside vapor phase oxidation (OVPO)
  • 2 : Vapor phase axial deposition (VAD)
  • 3 : Pure chemical vapor deposition (PCVD)
  • 4 : Modified chemical vapor deposition (MCVD)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 366 :
  • แท่งพรีฟอร์ม (Preform) หมายถึงอะไร
  • 1 : แท่งแก้วทรงกระบอกเล็กตันที่มีค่าดัชนีหักเหเท่ากันตลอดเนื้อสาร ใช้ในการสร้างเส้นใยแก้วนำแสง
  • 2 : แท่งแก้วที่มีโครงสร้างภายในเหมือนเส้นใยแก้วนำแสงทุกประการ แต่มีขนาดใหญ่กว่า เช่น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 1-2 เซนติเมตร และยาวหลายเซ็นติเมตร จนถึงเป็นเมตร
  • 3 : แท่นให้ความร้อนสำหรับดึง (draw) เส้นใยแก้ว
  • 4 : การนำเส้นใยแก้วนำแสงมาขึ้นรูป (Form)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 367 :
  • ในกระบวนการดึงเส้นใยแก้วนำแสง (Fiber Drawing) หากเส้นใยแก้วนำแสงมีขนาดใหญ่กว่าที่ต้องการ ต้องแก้ไขระบบอย่างไร
  • 1 : ใช้แท่งพรีฟอร์มที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
  • 2 : ลดความเร็วในการดึงให้ช้าลง
  • 3 : ลดอุณหภูมิความร้อนที่เผาแท่งพรีฟอร์ม
  • 4 : เพิ่มความเร็วในการดึงให้มากขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 368 :
  • การผลิตเส้นใยแก้วนำแสงด้วยวิธี MCVD (Modified Chemical Vapour Deposition) มีหลักการอย่างไร
  • 1 : การเจาะแท่งแก้วแล้วใส่แก้วที่มีค่าดัชนีหักเหที่ต้องการแทนที่ลงไปตรงกลาง
  • 2 : การลนไฟปลายแท่งแก้วให้ร้อนแล้วดึงออกเป็นเส้นใย
  • 3 : การหลอมผงแก้วเหลวแล้วดึงออกเป็นเส้นใย
  • 4 : การใช้ไอระเหยของสารเคมี ในการสร้างเนื้อแก้วส่วนที่เป็นคอร์และแคลดดิ้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 369 :
  • การเคลือบเส้นใยแก้วนำแสงด้วยโค๊ดติ้ง (coating) กระทำตอนไหนในกระบวนการผลิตเส้นใยแก้วนำแสง
  • 1 : ขณะทำแท่งพรีฟอร์ม
  • 2 : ใช้ร่วมกับไอสารระเหยขณะ collapse
  • 3 : ขณะนำเส้นใยแก้วมาประกอบรวมกันเป็นสายเคเบิล
  • 4 : อยู่ในขั้นตอนการดึงเส้นใยหลังจากแก้วแข็งตัวแล้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 370 :
  • ในการดึงเส้นใยแก้ว (Fiber Drawing) หากความเร็วในการดึงเส้นใยแก้ว มีความเร็วเพิ่มขึ้น จะทำให้
  • 1 : แท่งพรีฟอร์มมีขนาดใหญ่ขึ้น
  • 2 : ไม่มีผลใดๆ ต่อเส้นใยแก้วเลย
  • 3 : เส้นใยแก้วที่ได้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กลง
  • 4 : เส้นใยแก้วที่ได้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 371 :
  • การเกิด microbending ที่รอยต่อระหว่างคอร์และแคลดดิ้ง ทำให้ผิวรอยต่อไม่เรียบ ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากอะไร
  • 1 : กระบวนการเคลือบโค๊ดติ้งไม่ดี
  • 2 : การโด๊ปสารเข้าไปในส่วนของคอร์มีความผิดพลาดไปจากที่ออกแบบไว้
  • 3 : การเลือกใช้สารหรือวัสดุที่ไม่เหมาะสมในการทำแคลดดิ้ง
  • 4 : ความเร็วในการดึงเส้นใยแก้วมีค่าคงที่เป็นเวลานานเกินไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 372 :
  • ในการดึงเส้นใยแก้ว (Fiber Drawing) หากเส้นใยแก้วมีขนาดเล็กกว่าที่ต้องการ ต้องแก้ไขระบบอย่างไร
  • 1 : ใช้แท่งพรีฟอร์มที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
  • 2 : ลดความเร็วในการดึงให้ช้าลง
  • 3 : ลดอุณหภูมิความร้อนที่เผาแท่งพรีฟอร์ม
  • 4 : เพิ่มความเร็วในการดึงให้มากขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 373 :
  • Coating หมายถึงอะไร
  • 1 : วัสดุที่กั้นระหว่างคอร์กับแคลดดิ้งของเส้นใยแก้ว
  • 2 : โค็ดสีของเส้นใยแก้ว
  • 3 : วัสดุที่เคลือบผิวเส้นใยแก้วเปลือย อาจทำจากสารโพลีเมอร์ ทำให้เส้นใยแก้วมีความแข็งแรง และยืดหยุ่นได้มากขึ้น
  • 4 : การเจือสารเข้าไปในส่วนของคอร์ เพื่อให้ได้แก้วค่าดัชนีหักเหตามต้องการ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 374 :
  • Filler rod ในสายเคเบิลเส้นใยแก้ว หมายถึง
  • 1 : ท่อตันเทียมขนาดเท่าท่อที่ใส่เส้นใยแก้ว บรรจุรวมในสายเคเบิลเพื่อให้ครบวงและเกิดสมดุล
  • 2 : การเติมสารบางอย่าง เช่น เยลลี่ ไว้ในท่อหลวม
  • 3 : การทำท่อหลวมให้เป็นท่อแน่น (Tight Buffer)
  • 4 : การบรรจุเส้นใยแก้วหลายๆ เส้น รวมไว้ในสายเคเบิล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 375 :
  • เครื่องมือที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อเส้นใยแก้วโดยหลอมละลายให้เป็นเนื้อเดียวกันเรียกว่า
  • 1 : Splicer
  • 2 : Connector FC/PC
  • 3 : Drawing machine
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 376 :
  • วิธีการใดที่จะอาศัยการสร้างชั้นฟิล์มของวัสดุที่ใช้ทำเส้นใยแก้วนำแสง จากไอระเหยของสารเคมี คล้ายกับวิธี MCVD แต่ชั้นฟิล์มจะถูกเคลือบอยู่รอบๆ แกนหมุน
  • 1 : Outside Chemical Vapour Deposition
  • 2 : Double Crucible Method
  • 3 : Rod in Tube Method
  • 4 : Vapour Phase Axial Deposition
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 377 :
  • หน่วยงานที่กำหนดการมาตรฐานทดสอบเคเบิลใยแก้วนำแสงในประเทศไทยคือหน่วยงานใด
  • 1 : International Thai Telecommunication Union
  • 2 : International Industrial Standard
  • 3 : Thai Industrial Standard Insititution
  • 4 : Thai Electronic Industries Commission
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 378 :
  • กระบวนการเชื่อมต่อเส้นใยแก้วด้วยวิธีการใช้ความร้อนเรียกว่าอะไร
  • 1 : Mechanical Splice
  • 2 : Fusion Splice
  • 3 : CONNECTOR
  • 4 : Fiber Drawing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 379 :
  • เส้นใยแก้วทุกเส้นที่ได้รับการเชื่อมต่อด้วยวิธีการ Splice แล้วในระบบสายเคเบิล จะถูกเก็บไว้ในอุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันอันตรายจากภายนอกเรียกว่า
  • 1 : Sleeve
  • 2 : Stripper
  • 3 : Closure
  • 4 : Cleaver
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 380 :
  • ข้อใดเป็นข้อดีของระบบสื่อสารผ่านเส้นใยแก้วนำแสง
  • 1 : Low attenuation
  • 2 : Low dispersion
  • 3 : High bandwidth
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 381 :
  • จงเรียงลำดับตัวอักษรองเครื่องมือที่ใช้ประกอบเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบการสื่อสารเชิงแสงจากต้นทางไปยังปลายทาง ซึ่งมีหมายเลขดังนี้ (ตัวอักษรอาจซ้ำได้) 1-Repeater 2-Driver 3-E/O 4-O/E 5-Detector 6-Signal I/P 7-Signal O/P 8-Optical Fiber
  • 1 : 6 – 5 – 4 – 8 – 3 – 1 – 8 – 2 – 7
  • 2 : 6 – 2 – 3 – 8 – 1 – 8 – 4 – 5 – 7
  • 3 : 6 – 3 – 8 – 1 – 8 – 4 – 2 – 5 – 7
  • 4 : 6 – 2 – 3 – 4 – 8 – 1 – 5 – 8 – 7
  • 5 : 6 – 2 – 4 – 8 – 1 – 8 – 3 – 5 – 7
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 382 :
  • เส้นใยแก้วนำแสงที่ใช้งานในปัจจุบัน (G.652) มีค่าการสูญเสียต่ำสุดที่ความยาวคลื่นเท่าใด
  • 1 : 870 nm.
  • 2 : 1310 nm.
  • 3 : 1550 nm.
  • 4 : 1730 nm.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 383 :
  • เส้นใยแก้วนำแสงที่ใช้งานในปัจจุบัน(G.652) มีค่าการดิสเพอร์ชันต่ำสุดที่ความยาวคลื่นเท่าใด
  • 1 : 870 nm.
  • 2 : 1310 nm.
  • 3 : 1550 nm.
  • 4 : 1730 nm.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 384 :
  • ข้อใดไม่ใช้วิธีการสร้าง Preform
  • 1 : Outside vapor phase oxidation (OVPO)
  • 2 : Vapor phase axial deposition (VAD)
  • 3 : Pure chemical vapor deposition (PCVD)
  • 4 : Modified chemical vapor deposition (MCVD)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 385 :
  • ในเส้นใยแก้วนำแสงเส้นหนึ่ง เมื่อใส่แสง ที่มีความยาวคลื่น 775 nm และเมื่อนำเส้นใยแก้วนำแสงอีกเส้นหนึ่งซึ่งทำจาก วัสดุเดียวกันทั้ง Core and Cladding แต่ว่าพื้นที่หน้าตัดของ core ใหญ่เป็น 4 เท่าของเส้นใยแก้วนำแสงอันแรก ดังนั้น เพื่อที่จะให้ได้ V number ของเส้นใยแก้วทั้งสองเส้น เท่ากัน จะต้องป้อนคลื่นแสง ที่มีความยาวคลื่นเท่าไรเข้าไป
  • 1 : 1550 nm
  • 2 : 1095.85 nm
  • 3 : 3100 nm
  • 4 : 387.5 nm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 386 :

  • 1 : -3 dBm
  • 2 : 0 dBm
  • 3 : -6 dBm
  • 4 : 3 dBm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 387 :
  • เหตุผลหลักในการออกแบบระบบ WDM transmission เพื่อหลีกเลี่ยงช่องสัญญาณ (channel) หนึ่งๆ ไม่ให้อยู่ตรงตำแหน่งที่เกิด zero dispersion wavelength ของเส้นใยแก้วนำแสงที่ใช้งาน
  • 1 : โดยทั่วไป จำนวน channel ของ WDM จะเป็นเลขคู่ดังนั้นเพื่อให้เกิดความสมดุลของ dispersion ระหว่าง normal and anormalous dispersion เราจึงหลีกเลี่ยง channel ที่ตรงกับ zero dispersion
  • 2 : ที่ zero dispersion wavelength จะทำให้ FWM (Four wave mixing) effect เกิดขึ้นอย่างรุนแรง เนื่องจาก phase matching condition จึงต้องหลีกเลี่ยงที่ตำแหน่งนี้
  • 3 : ข้อความข้างต้นกล่าวผิด เพราะว่า การส่งข้อมูลในเส้นใยแก้วนำแสง ปรารถนาที่จะส่งที่ zero dispersion regeion เพื่อจะทำให้ผลของ dispersion ลดลงได้มากที่สุด
  • 4 : เพราะว่า ที่ zero dispersion ไม่สามารถที่จะ หักล้างกับ chirp ที่เกิดขึ้นเนื่องจาก nonlineraity ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 388 :
  • เส้นใยแก้วชนิดเกรดเด้ดอินเด็กซ์ มีฟังก์ชั่นแสดงค่าดรรชนี หักเหดังนี้
  • 1 : Triangle profile
  • 2 : Step profile
  • 3 : Parabolic profile
  • 4 : W-type profile
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 389 :
  • เมื่อนำ EDFA มาวางหลายๆตัว ตามจำนวน span จะเป็นเหตุให้ SNR ต่ำลงเนื่องจากเหตุผลในข้อใด
  • 1 : เนื่องจากเมื่อสัญญาณแสงเดินทางในเส้นใยแก้ว นำแสง จะมี noise เข้ามารบกวนระบบ เช่น electromagnetic signal จึงทำให้ noise โดยรวมเพิ่มขึ้น
  • 2 : เนื่องจากค่า attenuation loss ไม่คงที่ขึ้นกับ signal power ทำให้ signal level ต่ำลงหลังจากผ่าน EDFA จึงทำให้ SNR โดยรวมต่ำลง
  • 3 : หากนำ EDFA มาวาง อนุกรมกันหลายๆ ตัว จะทำให้ noise เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วย exponential ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงที่จะใช้ EDFA จำนวนมากๆ ในระบบ
  • 4 : ทุกครั้งที่ผ่าน EDFA 1 ตัว ก็จะมี ASE noise เพิ่มขึ้นตามด้วย ดังนั้น เมื่อผ่าน EDFA หลายตัว จะทำให้ Accumulated ASE noise เพิ่มขึ้น แต่ Signal level ยังคงเท่าเดิม จึงทำให้ SNR ต่ำลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 390 :
  • การนำไอระเหยของสารเคมีที่ถูกความร้อนจับตัวบนปลายด้านหนึ่งของแกนแท่งแก้ว ที่ถูกหมุนรอบตัวเองอยู่ตลอดเวลา และการดึงขึ้นแบบช้าๆ ไอระเหยของ สารเคมีที่จับตัวกันก็จะถูกดึงขึ้นมาด้วย เป็นเทคนิคการทำแท่งพรีฟอร์มวิธีใด
  • 1 : Outside CVD
  • 2 : VAD
  • 3 : Modified CVD
  • 4 : Rod-in-Tube-Tube Method
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 391 :
  • ข้อใดกล่าวถูกต้องในการส่งข้อมูลความเร็วสูง ผ่าน SONET, SDH transmission system
  • 1 : Frame period = 125 us สำหรับ STM-1 และ 31.25 us สำหรับ STM-4
  • 2 : Transmission rate ของ OC-48 เท่ากับ STM-8
  • 3 : ADH (Asynchronous digital hierarchy) ไม่สามารถนำมาใช้กับ SDH ได้
  • 4 : ระบบ STM-1 มีบิตเรต 155.52 Mb/s
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 392 :
  • ขั้นตอนการทำ Collape ที่แท่งแก้วคืออะไร
  • 1 : การทำให้แท่งแก้วเกิดการหลอมเหลว
  • 2 : การทำให้แท่งแก้วยุบตัว
  • 3 : การทำให้แท่งแก้วแข็งตัว
  • 4 : การทำให้แท่งแก้วขยายตัว
  • 5 : การทำให้แท่งแก้วโค้งงอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 393 :
  • กำหนดสมการที่แสดงค่าดัชนีหักเหเป็น
  • 1 : เช่นเดียวกับเส้นใยแก้วชนิด SI-SM
  • 2 : รูปพาราโบลา (parabolic profile)
  • 3 : รูปสามเหลี่ยม (triangular profile)
  • 4 : เช่นเดียวกับเส้นใยแก้วชนิด GI-MM
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 394 :
  • หน่วยงานที่กำหนดการมาตรฐานทดสอบเคเบิลใยแก้วนำแสงในประเทศไทยคือหน่วยงานใด
  • 1 : สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย
  • 2 : บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
  • 3 : กระทรวงคมนาคม
  • 4 : สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 395 :
  • ส่วนประกอบของเคเบิลเส้นใยแก้ว ที่มีลักษณะคล้ายท่อหลวม แต่ตันและไม่มีเส้นใยแก้วในส่วนนั้น ใช้พันร่วมกับท่อหลวมเพื่อให้เกิดสมมาตรภายในเคเบิ้ล เรียกว่า
  • 1 : Filler Rod
  • 2 : Tension Member
  • 3 : Moisture Barrier
  • 4 : Aramid Yarn
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 396 :
  • ถ้า Power = -9 dB จะมี gain เพิ่มขึ้น0.2 dB หรือว่า input power = -7 dB จะมี gain ลดลง 0.2 dB เป็นต้น
  • 1 : -3.2dBm
  • 2 : -2.56dBm
  • 3 : -2.048 dBm
  • 4 : -1.6384 dBm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 397 :
  • เส้นใยฝอยสีเหลืองที่มักเห็นในเคเบิลเส้นใยแก้ว มีหน้าที่ลดแรงกระแทก และป้องกันการรั่วซึมของน้ำในเคเบิล เรียกว่า
  • 1 : Filler Rod
  • 2 : Tension Member
  • 3 : Moisture Barrier
  • 4 : Aramid Yarn
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 398 :
  • อุปกรณ์ในข้อใดใช้หลักการของ phase shifter ในการ Multiplex Signal เข้าด้วยกัน
  • 1 : Optical fiber couplers
  • 2 : AWG (Array Waveguide Gratting)
  • 3 : Mach-Zehnder Interferometer
  • 4 : ข้อ ข. และ ค. ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 399 :
  • ถ้าหากเส้นใยแก้วมีค่าดัชนีหักเหของคอร์น้อยกว่าดัชนีหักเหของแคลดดิ้งจะเกิดอะไรขึ้น
  • 1 : จะเกิด TIR ได้ง่ายเกินไป
  • 2 : refractive index difference จะมีค่าเป็นลบ
  • 3 : ค่าของ NA จะมีค่าน้อยมาก
  • 4 : แสงจะสูญเสียพลังงานเข้าสู่แคลดดิ้งในการเดินทางจนหมดไป โดยไม่ถึงปลายทาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 400 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ dispersion
  • 1 : Intermodal dispersion เกิดจากที่สัญญาณเดินทางในเส้นใยแก้วนำแสง มากกว่า 1 โหมด ทำให้สัญญาณทั้งหมดเดินทาง ไปยังปลายทางด้วยเวลาที่ไม่เท่ากัน
  • 2 : Intramodal dispersion เกิดจากที่สัญญาณแสง ที่ส่งออกมามีหลายความยาวคลื่นส่งออกมา และอัตราเร็วแสงของแต่ล่ะความยาวคลื่นก็ไม่เท่ากัน จึงเป็นเหตุให้สัญญาณทั้งหมดเดินทางมายังปลายทางด้วยเวลาที่ไม่เท่ากัน
  • 3 : Intramodal dispersion เกิดขึ้นเพียงแต่ single mode fiber เท่านั้น
  • 4 : Intermodal dispersion เกิดขึ้นเพียงแต่ multi mode fiber เท่านั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
สภาวิศวกร