สภาวิศวกร

สาขา : อุตสาหการเคมี

วิชา : Unit Operations II

เนื้อหาวิชา : 771 : Thermodynamics of Separation Operations
ข้อที่ 1 :
  • ข้อใด ไม่เกี่ยวข้องกับ การตัดสินใจเลือกกระบวนการแยกที่เป็นไปได้ในงานอุตสาหกรรม
  • 1 : สภาวะของการป้อน เช่น องค์ประกอบ อัตราการไหล และอุณหภูมิ ฯลฯ
  • 2 : สภาวะของผลิตภัณฑ์ เช่น ความบริสุทธิ์ของผลิตภัณฑ์ อุณหภูมิ ความดัน ฯลฯ
  • 3 : จำนวนคนงาน และศักยภาพของคนงาน ซึ่งมีผลต่อการคำนวณค่าแรง
  • 4 : ลักษณะการปฏิบัติการ เช่น ง่ายในการขยายขนาด ข้อจำกัดในเชิงฟิสิกส์ พลังงานที่ใช้ รวมถึง อุณหภูมิ ความดันที่ต้องใช้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 2 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • 5 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 3 :
  • ข้อใดกล่าวถึงแฟกเตอร์ Ki (หรือสัมประสิทธิ์ของการกระจายขององค์ประกอบย่อย i) ระบบที่อยู่ภายใต้สภาวะสมดุลไอ-ของเหลวได้อย่างถูกต้อง
  • 1 : Ki ไม่ขึ้นกับอุณหภูมิ
  • 2 : Ki ไม่ขึ้นกับความดัน
  • 3 : Ki ไม่ขึ้นกับความเข้มข้นทั้งหมดของเฟสของเหลว
  • 4 : ประเมินหาค่าของแฟกเตอร์ Ki ได้จาก Raoult’s Law เมื่อทราบความดันรวมของระบบและความดันไอขององค์ประกอบย่อย i
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 4 :
  • ในการคำนวณหาความสูงของเครื่องมือแยกสารจำเป็นต้องทราบข้อมูลสมดุลระหว่างความ เข้มข้นในแต่ละเฟส และแต่ละเฟสจะสมดุลซึ่งกันและกันเมื่อ
  • 1 : ความดันในระบบมีค่าคงที่
  • 2 : ศักย์ทางเคมีแต่ละเฟส (Chemical potential) เท่ากัน
  • 3 : ความเข้มข้นแต่ละเฟสมีค่าเท่ากัน
  • 4 : ความดันย่อยของแต่ละเฟสมีค่าเท่ากัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 5 :
  • จากแผนภาพสมดุลของระบบ 2 องค์ประกอบสำหรับสาร A และ B ดังแสดงในรูปด้านล่าง ถ้าสารผสม A และ B ซึ่งมีอัตราส่วนเชิงโมล (Mole fraction) ของสารเท่ากับ XA2 ถูกนำไปบรรจุในภาชนะปิดที่สภาวะซึ่งมีอุณหภูมิ T และความดัน P ซึ่งทำให้ไอและของเหลว A และ B อยู่ร่วมกันที่ สภาวะสมดุลด้วยค่าอัตราส่วนเชิงโมล XA1 และ XA3 ข้อใดต่อไปนี้คืออัตราส่วนเชิงโมลของของเหลวต่อไอ
  • 1 : (XA3-XA2)/(XA2-XA1)
  • 2 : (XA3-XA1)/(XA2-XA1)
  • 3 : (XA3-XA2)/(XA3-XA1)
  • 4 : (XA3-XA1)/(XA2-XA1)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 6 :
  • กฎของเฮนรี่ใช้ได้กับระบบใด
  • 1 : สารละลายเจือจางของโมเลกุลมีขั้ว
  • 2 : สารละลายเจือจางของโมเลกุลไม่มีขั้ว
  • 3 : สารละลายเจือจางอิเลคโตรไลท์
  • 4 : ข้อ 1 และ 2 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 7 :
  • ข้อใดกล่าวถึงกฎของก๊าซอุดมคติได้อย่างถูกต้อง
  • 1 : ปริมาตรของก๊าซจะแปรผกผันกับความดัน เมื่อมวลและอุณหภูมิของก๊าซมีค่าคงที่
  • 2 : ปริมาตรของก๊าซจะแปรตรงกับความดัน เมื่อมวลและอุณหภูมิของก๊าซมีค่าคงที่
  • 3 : ปริมาตรของก๊าซจะแปรผกผันกับอุณหภูมิ เมื่อมวลและความดันของก๊าซมีค่าคงที่
  • 4 : ความดันของก๊าซจะแปรผกผันกับมวลของก๊าซ เมื่อปริมาตรและมวลของก๊าซมีค่าคงที่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 8 :
  • กฎของเฮนรี (Henry’s Law) จะใช้ได้ดีกรณีใด
  • 1 : ก๊าซอุดมคติ
  • 2 : สารละลายอุดมคติ
  • 3 : สารละลายเจือจาง
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 9 :
  • ค่าคงที่ของเฮนรี่ขึ้นอยู่กับค่าอะไรเป็นหลัก
  • 1 : อุณหภูมิ
  • 2 : ความดัน
  • 3 : ชนิดตัวทำละลาย
  • 4 : ข้อ 1 และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 10 :
  • จากแผนภาพจุดเดือด เส้นโค้งเส้นบนคือเส้นอะไร
  • 1 : เส้นโค้งจุดกลั่นตัว (Dew-point curve)
  • 2 : เส้นโค้งสมดุล (Equilibrium curve)
  • 3 : เส้นโค้งจุดเดือด (Bubble-point curve)
  • 4 : เส้นโค้งคอนจูเกต (Conjugate curve)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 11 :
  • จากแผนภาพจุดเดือด เส้นโค้งเส้นล่างคือเส้นอะไร
  • 1 : เส้นโค้งจุดกลั่นตัว (Dew-point curve)
  • 2 : เส้นโค้งสมดุล (Equilibrium curve)
  • 3 : เส้นโค้งจุดเดือด (Bubble-point curve)
  • 4 : เส้นโค้งคอนจูเกต (Conjugate curve)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 12 :
  • กฎของราอูลท์กล่าวไว้ว่าอย่างไร
  • 1 : ความดันย่อยของสารที่อยู่ในสารละลายเท่ากับผลคูณของความดันไอของสารนั้น คูณกับเศษส่วนโมลของสารนั้น
  • 2 : ความดันของสารที่อยู่ในสารละลายเท่ากับผลคูณของความดันไอของสารนั้น คูณกับเศษส่วนโมลของสารนั้น
  • 3 : ความดันย่อยของสารที่อยู่ในสารละลายเท่ากับผลคูณของความดันของสารนั้น คูณกับเศษส่วนโมลของสารนั้น
  • 4 : ความดันของสารที่อยู่ในสารละลายเท่ากับผลคูณของความดันของสารนั้น คูณกับเศษส่วนโมลของสารนั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 13 :
  • สมการใดต่อไปนี้ไม่สามารถใช้ประมาณค่า K สำหรับสมดุลระหว่าง ของเหลวและไอได้
  • 1 : Raoult’s law
  • 2 : Henry’s law
  • 3 : Poynting correction
  • 4 : van laar equation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 14 :
  • จากแผนภาพจุดเดือดจุด B ประกอบด้วยวัฏภาคอะไรบ้าง
  • 1 : ของเหลวและไอ
  • 2 : ของเหลว
  • 3 : ของเหลวและของแข็ง
  • 4 : ไอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 15 :
  • ก๊าซผสมระหว่างก๊าซแอมโมเนียกับก๊าซไนโตรเจนมีความดันรวมเท่ากับ 2.5 kPa บรรจุอยู่ในภาชนะที่มีปริมาตรคงที่เท่ากับ V ถ้ากำหนดให้ก๊าซแอมโมเนียซึมออกจากภาชนะจนหมดคงเหลือเฉพาะก๊าซไนโตรเจนและความดันรวมลดลงเหลือ 1.5 kPa โดยที่อุณหภูมิของระบบมีค่าคงที่ ถ้าสมมุติให้ก๊าซผสมนี้มีพฤติกรรมเป็นแบบก๊าซอุดมคติ อัตราส่วนเชิงโมลของก๊าซแอมโมเนีย (yA) และก๊าซไนโตรเจน (yB) ที่สภาวะเริ่มต้นมีค่าเท่าใด
  • 1 : yA = 0.40, yB = 0.60
  • 2 : yA = 0.50, yB = 0.50
  • 3 : yA = 0.60, yB =0.40
  • 4 : yA = 0.80, yB = 0.20
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 16 :
  • ในการประเมินหาค่าแฟกเตอร์ Ki (หรือสัมประสิทธิ์ของการกระจายขององค์ประกอบย่อย i) โดยใช้ Raoult’s Law มีสมมติฐานว่าอย่างไร
  • 1 : วัฏภาคก๊าซเป็นก๊าซอุดมคติ
  • 2 : วัฏภาคของเหลวเป็นสารละลายอุดมคติ
  • 3 : วัฏภาคก๊าซเป็นก๊าซอุดมคติและวัฏภาคของเหลวเป็นสารละลายอุดมคติ
  • 4 : วัฏภาคก๊าซเป็นก๊าซอุดมคติหรือวัฏภาคของเหลวเป็นสารละลายอุดมคติ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 17 :
  • ในการประเมินหาค่าแฟกเตอร์ Ki (หรือสัมประสิทธิ์ของการกระจายขององค์ประกอบย่อย i) โดยใช้ Modified Raoult’s Law มีสมมติฐานว่าอย่างไร
  • 1 : วัฏภาคก๊าซเป็นก๊าซอุดมคติ
  • 2 : วัฏภาคของเหลวเป็นสารละลายอุดมคติ
  • 3 : วัฏภาคก๊าซเป็นก๊าซอุดมคติและวัฏภาคของเหลวเป็นสารละลายไม่อุดมคติ
  • 4 : วัฏภาคก๊าซเป็นก๊าซอุดมคติหรือวัฏภาคของเหลวเป็นสารละลายไม่อุดมคติ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 772 : Mass Transfer Principles
ข้อที่ 18 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 : ถูกข้อ 1 กับ 2
  • 5 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 19 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
  • 1 : กระบวนการแยกสารเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นได้ตนเอง (spontaneous process )
  • 2 : กระบวนการแยกสารเป็นกระบวนการที่ไม่สามารถขึ้นได้ตนเอง (non spontaneous process )
  • 3 : กระบวนการแยกสารเป็นได้ทั้งกระบวนการที่เกิดขึ้นได้ตนเอง และไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตนเองแล้วแต่กรณี
  • 4 : กระบวนการแยกสารเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 20 :
  • ถ้ากระบวนการแยกสารเป็นกระบวนการที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เอง (non-spontaneous process) จะต้องทำอย่างไรเพื่อให้เกิดการแยกสารขึ้น
  • 1 : เพิ่มเอนโทรปีให้กับระบบ
  • 2 : ลดเอนโทรปีให้กับระบบ
  • 3 : เพิ่มเอนทราปีให้กับระบบ
  • 4 : ลดเอนทราปีให้กับระบบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 21 :
  • โดยทั่วไปกระบวนการแยกสารจะแยกสารผสมที่มีลักษณะเนื้อเดียวกัน (Homogeneous) แต่ถ้าสารผสมนั้นไม่ใช่เนื้อเดียวกันควรใช้กระบวนการแยกสารกระบวนการใดในขั้นต้น สำหรับแยกสารผสมนั้น
  • 1 : กระบวนการสกัด
  • 2 : กระบวนการตกตะกอน
  • 3 : กระบวนการกลั่น
  • 4 : กระบวนการดูดซับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 22 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่เทคนิคที่ใช้ในกระบวนการแยกสาร
  • 1 : แยกสารโดยใช้แรงภายนอกเข้ามาช่วย
  • 2 : แยกสารโดยใช้วัสดุภายนอกเข้ามาช่วย
  • 3 : แยกสารโดยใช้เทคนิคออสโมซิสมาช่วย
  • 4 : แยกสารโดยสร้างวัฏภาคอื่นเข้ามาช่วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 23 :
  • ข้อใดไม่ใช่วิธีที่ใช้ในการการแยกสารโดยอาศัยเทคนิคการสร้างวัฏภาคอื่นมาช่วย
  • 1 : เพิ่มหรือลดอัตราการไหล
  • 2 : เพิ่มหรือลดอุณหภูมิ
  • 3 : เพิ่มหรือลดความดัน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 24 :
  • อุปกรณ์ที่อยู่ในกระบวนการแยกสารชนิด Flash vaporization ใช้เทคนิคแยกสารชนิดใด
  • 1 : แยกสารโดยใช้แรงภายนอกเข้ามาช่วย (Separation by gradient)
  • 2 : แยกสารโดยใช้วัสดุภายนอกเข้ามาช่วย (Solid agent separation)
  • 3 : แยกสารโดยใช้วัสดุขวาง (Barrier separation)
  • 4 : แยกสารโดยสร้างวัฏภาคอื่นเข้ามาช่วย (Phase creation)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 25 :
  • อุปกรณ์ที่อยู่ในกระบวนการแยกสารชนิด Reverse osmosis ใช้เทคนิคแยกสารชนิดใด
  • 1 : แยกสารโดยใช้แรงภายนอกเข้ามาช่วย (Separation by gradient)
  • 2 : แยกสารโดยใช้วัสดุภายนอกเข้ามาช่วย (Solid agent separation)
  • 3 : แยกสารโดยใช้วัสดุขวาง (Barrier separation)
  • 4 : แยกสารโดยสร้างวัฏภาคอื่นเข้ามาช่วย (Phase creation)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 26 :
  • อุปกรณ์ที่อยู่ในกระบวนการแยกสารชนิด Pervaporation ใช้เทคนิคแยกสารชนิดใด
  • 1 : แยกสารโดยใช้แรงภายนอกเข้ามาช่วย (Separation by gradient)
  • 2 : แยกสารโดยใช้วัสดุภายนอกเข้ามาช่วย (Solid agent separation)
  • 3 : แยกสารโดยใช้วัสดุขวาง (Barrier separation)
  • 4 : แยกสารโดยสร้างวัฏภาคอื่นเข้ามาช่วย (Phase creation)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 27 :
  • อุปกรณ์ที่อยู่ในกระบวนการแยกสารชนิด Chromatiography ใช้เทคนิคแยกสารชนิดใด
  • 1 : แยกสารโดยใช้แรงภายนอกเข้ามาช่วย (Separation by gradient)
  • 2 : แยกสารโดยใช้วัสดุของแข็งภายนอกเข้ามาช่วย (Solid agent separation)
  • 3 : แยกสารโดยใช้วัสดุขวาง (Barrier separation)
  • 4 : แยกสารโดยสร้างวัฏภาคอื่นเข้ามาช่วย (Phase creation)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 28 :
  • จากรูปเป็นการแยกสารด้วยวิธีใด
  • 1 : การดูดซึม (Absorption)
  • 2 : การดูดซับ (Adsorption)
  • 3 : การสกัดด้วยตัวทำละลาย (Extraction)
  • 4 : Stripping
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 29 :
  • กระบวนแยกสารชนิดใดที่ไม่สามารถทำให้เอธานอลบริสุทธิ์จากน้ำมากกว่าร้อยละ 90 เปอร์เซนต์
  • 1 : กระบวนการกลั่น (Distillation)
  • 2 : กระบวนการตกผลึก (Crystallization)
  • 3 : กระบวนการดูดซับ (Adsorption)
  • 4 : Extractive Distillation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 30 :
  • ในกระบวนการแยกสารละลายของกรดอะซิติกเข้มข้น 10 % โดยน้ำหนัก กระบวนการใดเหมาะสมที่สุดในแง่ของทางเศรษฐศาสตร์ และการนำไปใช้จริง
  • 1 : กระบวนการกลั่น (Distillation)
  • 2 : กระบวนการตกผลึก (Crystallization)
  • 3 : กระบวนการดูดซับ (Adsorption)
  • 4 : กระบวนการสกัดด้วยตัวทำละลาย (Liquid-Liquid extraction)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 31 :
  • ข้อใดไม่เป็นองค์ความรู้พื้นฐานของกลไกกระบวนการแยก
  • 1 : การถ่ายโอนมวลสาร
  • 2 : สมดุลเชิงอุณหพลศาสตร์ (Thermodynamic equilibrium)
  • 3 : กลศาสตร์ของไหล
  • 4 : ทฤษฎีสัมพัทธภาพ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 32 :
  • วิธีการใดต่อไปนี้สามารถใช้แยกสารผสมประเภทแอซิโอโทรป (Azeotrop)
  • 1 : เพิ่มความเข้มข้นของสารที่เป็นองค์ประกอบที่ระเหยง่าย
  • 2 : เพิ่มความเข้มข้นของสารที่เป็นองค์ประกอบที่ระเหยยาก
  • 3 : เพิ่มอัตราการไหลของกระแสป้อนกลับ (Reflux)
  • 4 : โดยการติมส่วนประกอบที่สามเข้าไปในสารผสมเพื่อทำลายสภาพที่เป็นแอซิโอโทรป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 33 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
  • 1 : กระบวนการแยกสารเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นได้เอง ( spontaneous process)
  • 2 : กระบวนการแยกสารเป็นกระบวนการที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เอง (non-spontaneous process)
  • 3 : กระบวนการผสมเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นได้เอง (spontaneous process)
  • 4 : ข้อ 2 และ ข้อ 3 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 34 :
  • อุปกรณ์ที่อยู่ในกระบวนการแยกสารชนิดหอกลั่นใช้เทคนิคแยกสารชนิดใด
  • 1 : แยกสารโดยใช้แรงภายนอกเข้ามาช่วย (Separation by gradient)
  • 2 : แยกสารโดยใช้วัสดุภายนอกเข้ามาช่วย (Solid agent separation)
  • 3 : แยกสารโดยใช้วัสดุขวาง (Barrier separation)
  • 4 : แยกสารโดยสร้างวัฏภาคอื่นเข้ามาช่วย (Phase creation)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 35 :
  • อุปกรณ์ที่อยู่ในกระบวนการแยกสารชนิด Extractive distillation ใช้เทคนิคแยกสารชนิดใด
  • 1 : แยกสารโดยสร้างวัฏภาคอื่นเข้ามาช่วย (Phase creation)
  • 2 : แยกสารโดยเติมวัฏภาคอื่นเข้ามาช่วย (Phase addition)
  • 3 : แยกสารโดยเติมสารตัวทำละลายจากภายนอก
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 36 :
  • อุปกรณ์ที่อยู่ในกระบวนการแยกสารชนิดหอดูดซึมใช้เทคนิคแยกสารชนิดใด
  • 1 : แยกสารโดยใช้แรงภายนอกเข้ามาช่วย (Separation by gradient)
  • 2 : แยกสารโดยใช้วัสดุภายนอกเข้ามาช่วย (Solid agent separation)
  • 3 : แยกสารโดยสร้างวัฏภาคอื่นเข้ามาช่วย (Phase creation)
  • 4 : แยกสารโดยเติมวัฏภาคอื่นเข้ามาช่วย (Phase addition)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 37 :
  • อุปกรณ์ที่อยู่ในกระบวนการแยกสารชนิดหอ Stripping ใช้เทคนิคแยกสารชนิดใด
  • 1 : แยกสารโดยใช้แรงภายนอกเข้ามาช่วย (Separation by gradient)
  • 2 : แยกสารโดยใช้วัสดุภายนอกเข้ามาช่วย (Solid agent separation)
  • 3 : แยกสารโดยสร้างวัฏภาคอื่นเข้ามาช่วย (Phase creation)
  • 4 : แยกสารโดยเติมวัฏภาคอื่นเข้ามาช่วย (Phase addition)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 38 :
  • อุปกรณ์ที่อยู่ในกระบวนการแยกสารชนิดหอสกัดด้วยตัวทำละลาย ใช้เทคนิคแยกสารชนิดใด
  • 1 : แยกสารโดยใช้แรงภายนอกเข้ามาช่วย (Separation by gradient)
  • 2 : แยกสารโดยใช้วัสดุภายนอกเข้ามาช่วย (Solid agent separation)
  • 3 : แยกสารโดยสร้างวัฏภาคอื่นเข้ามาช่วย (Phase creation)
  • 4 : แยกสารโดยเติมวัฏภาคอื่นเข้ามาช่วย (Phase addition)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 39 :
  • อุปกรณ์ที่อยู่ในกระบวนการแยกสารชนิดการตกผลึกใช้เทคนิคแยกสารชนิดใด
  • 1 : แยกสารโดยใช้แรงภายนอกเข้ามาช่วย (Separation by gradient)
  • 2 : แยกสารโดยใช้วัสดุภายนอกเข้ามาช่วย (Solid agent separation)
  • 3 : แยกสารโดยสร้างวัฏภาคอื่นเข้ามาช่วย (Phase creation)
  • 4 : แยกสารโดยเติมวัฏภาคอื่นเข้ามาช่วย (Phase addition)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 40 :
  • อุปกรณ์ที่อยู่ในกระบวนการแยกสารชนิด หอดูดซับ ใช้เทคนิคแยกสารชนิดใด
  • 1 : แยกสารโดยใช้แรงภายนอกเข้ามาช่วย (Separation by gradient)
  • 2 : แยกสารโดยใช้วัสดุของแข็งภายนอกเข้ามาช่วย (Solid agent separation)
  • 3 : แยกสารโดยสร้างวัฏภาคอื่นเข้ามาช่วย (Phase creation)
  • 4 : แยกสารโดยเติมวัฏภาคอื่นเข้ามาช่วย (Phase addition)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 41 :
  • จากรูปเป็นเทคนิคแยกสารชนิดใด
  • 1 : แยกสารโดยใช้แรงภายนอกเข้ามาช่วย (Separation by gradient)
  • 2 : แยกสารโดยใช้วัสดุของแข็งภายนอกเข้ามาช่วย (Solid agent separation)
  • 3 : แยกสารโดยสร้างวัฏภาคอื่นเข้ามาช่วย (Phase creation)
  • 4 : แยกสารโดยเติมวัฏภาคอื่นเข้ามาช่วย (Phase addition)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 42 :
  • จากรูปเป็นเทคนิคแยกสารชนิดใด
  • 1 : แยกสารโดยใช้แรงภายนอกเข้ามาช่วย (Separation by gradient)
  • 2 : แยกสารโดยใช้วัสดุของแข็งภายนอกเข้ามาช่วย (Solid agent separation)
  • 3 : แยกสารโดยใช้วัสดุขวาง (Barrier separation)
  • 4 : แยกสารโดยสร้างวัฏภาคอื่นเข้ามาช่วย (Phase creation)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 43 :
  • จากรูปเป็นการแยกสารด้วยวิธีใด
  • 1 : การดูดซึม (Absorption)
  • 2 : การดูดซับ (Adsorption)
  • 3 : การสกัดด้วยตัวทำละลาย (Extraction)
  • 4 : Stripping
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 44 :
  • จากรูปเป็นการแยกสารด้วยวิธีใด
  • 1 : การดูดซึม (Absorption)
  • 2 : การดูดซับ (Adsorption)
  • 3 : การสกัดด้วยตัวทำละลาย (Extraction)
  • 4 : Stripping
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 45 :
  • ข้อใดไม่ใช่ตัวแปรสำคัญในการพิจารณาเลือกกระบวนการแยกสาร
  • 1 : สภาวะของสายป้อนเข้า (Feed condition)
  • 2 : สภาวะของสายผลิตภัณฑ์ (Product condition)
  • 3 : คุณสมบัติที่แตกต่างกันของสารที่ต้องการแยก
  • 4 : ความสูงต่ำของพื้นที่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 46 :
  • อะไรไม่ใช่ตัวอย่างของกระบวนการแยกที่ใช้ในระดับอุตสาหกรรม
  • 1 : การสกัดโลหะจากแร่
  • 2 : การระเหยน้ำทะเลเพื่อให้ได้เกลือ
  • 3 : การกลั่นน้ำมันดิบ
  • 4 : การแยกน้ำออกจากของเสียที่ได้จากกระบวนการเมตาบอลิซึม (metabolism) ในเลือด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 47 :
  • สารผสมใดต่อไปนี้ไม่สามารถกลั่นแยกเอาส่วนประกอบออกจากกันได้โดยวิธีการกลั่นธรรมดาภายใต้สภาวะที่มีความดันคงที่
  • 1 : สารผสมที่มีแรงตึงผิวน้อย
  • 2 : สารผสมที่มีความหนาแน่นน้อย
  • 3 : สารผสมประเภทแอซิโอโทรป (Azeotrop)
  • 4 : สารผสมที่มีองค์ประกอบย่อยมากกว่าสององค์ประกอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 48 :
  • จากรูปเป็นการแยกสารด้วยวิธีใด
  • 1 : การดูดซึม (Absorption)
  • 2 : การดูดซับ (Adsorption)
  • 3 : การสกัดด้วยตัวทำละลาย (Extraction)
  • 4 : Leaching
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 49 :
  • การแยกแอมโมเนีย(NH3)ที่ละลายน้ำ ควรใช้กระบวนการใด
  • 1 : กระบวนการกลั่น
  • 2 : กระบวนการสตริปด้วยอากาศ
  • 3 : กระบวนการระเหยแอมโมเนีย(NH3)
  • 4 : กระบวนการสกัดด้วยไฮโดรคาร์บอนเหลว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 50 :
  • ข้อใดในต่อไปนี้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการหาค่าของสัมประสิทธิ์การถ่ายโอนมวลสารรวมในวัฏภาคของเหลว (KL)
  • 1 : สัมประสิทธิ์การถ่ายโอนมวลในวัฏภาคแก๊ส (kg)
  • 2 : สัมประสิทธิ์การถ่ายโอนมวลในวัฏภาคของเหลว (kL)
  • 3 : ค่าคงที่ของเฮนรี่
  • 4 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 51 :
  • ข้อใดกล่าวถูกต้องสำหรับสัมประสิทธิ์การถ่ายโอนมวล (mass transfer coefficient, kG) สำหรับกรณีการระเหยของสาร A และแพร่เข้าสู่ชั้นฟิล์มของแก๊ส B
  • 1 : kG แปรผกผันตามความดันรวมของระบบ
  • 2 : kG แปรผันตามค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ (DAB)
  • 3 : kG แปรผกผันกับความดันย่อยเฉลี่ยเชิงเรขาคณิตของแก๊ส B
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 52 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องสำหรับสัมประสิทธิ์การถ่ายโอนมวล (mass transfer coefficient, kG) สำหรับกรณีการระเหยของสาร A และแพร่เข้าสู่ชั้นฟิล์มของแก๊ส B
  • 1 : kG แปรผกผันตามความดันรวมของระบบ
  • 2 : kG แปรผกผันตามค่าสัมประสิทธิ์การแพร่ (DAB)
  • 3 : kG แปรผกผันกับความดันย่อยเฉลี่ยเชิงเรขาคณิตของแก๊ส B
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 53 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องสำหรับสัมประสิทธิ์การถ่ายโอนมวล (mass transfer coefficient, kG) สำหรับกรณีการระเหยของสาร A และแพร่เข้าสู่ชั้นฟิล์มของแก๊ส B
  • 1 : kG แปรผกผันตามความดันรวมของระบบ
  • 2 : kG แปรผันกับความหนาของชั้นฟิล์ม
  • 3 : kG แปรผันกับความดันย่อยเฉลี่ยเชิงเรขาคณิตของแก๊ส B
  • 4 : ข้อ 2 และ 3 กล่าวไม่ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 54 :
  • โดยทั่วไปความสูงของเครื่องมือแยกสารสามารถคำนวณหาได้โดยตรง ข้อใดต่อไปนี้จำเป็นต้องคำนวณหาโดยการใช้สมการสหสัมพันธ์ (Correlation equation)
  • 1 : เส้นผ่านศูนย์กลางของเครื่องมือแยกสาร
  • 2 : น้ำหนักของเครื่องมือแยกสาร
  • 3 : โครงสร้างภายในของเครื่องมือแยกสาร
  • 4 : ความสูงในการเชื่อมต่อกันของแต่ละเครื่องมือแยกสาร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 55 :
  • จากนิยามของกฎ Fick การแพร่ขององค์ประกอบ i จะเกิดขึ้นในทิศทางเช่นใด
  • 1 : ในทิศทางของการลดสัดส่วนความหนาแน่นขององค์ประกอบ i
  • 2 : ในทิศทางของการลดสัดส่วนค่าสภาพแพร่ขององค์ประกอบ i
  • 3 : ในทิศทางของการลดสัดส่วนโมลขององค์ประกอบ i
  • 4 : ในทิศทางของการเพิ่มสัดส่วนโมลขององค์ประกอบ i
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 56 :
  • การเคลื่อนที่ของสาร A ระหว่างเฟสก๊าซและเฟสของเหลวนั้นจะต้องผ่านความต้านทานอะไร
  • 1 : ความต้านทานในเฟสก๊าซ เฟสของเหลว และที่ผิวระหว่างเฟส
  • 2 : ความต้านทานในเฟสก๊าซ และที่ผิวระหว่างเฟส
  • 3 : ความต้านทานในเฟสของเหลว และที่ผิวระหว่างเฟส
  • 4 : ความต้านทานในเฟสก๊าซ และเฟสของเหลว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 57 :
  • การถ่ายโอนมวลสาร (mass transfer) เกิดขึ้นได้ภายใต้เงื่อนไขใดเป็นหลัก
  • 1 : ความแตกต่างของความดันระหว่างสองตำแหน่ง
  • 2 : ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างสองตำแหน่ง
  • 3 : ความแตกต่างของความเข้มข้นระหว่างสองตำแหน่ง
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 58 :
  • ตัวแปร (parameter) ตัวใดต่อไปนี้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกฎของ Fick ในเรื่องการแพร่ (Fick’s law of diffusion)
  • 1 : ค่าสัมประสิทธิ์การแพร่
  • 2 : ระยะห่างระหว่างสองตำแหน่งในระบบ
  • 3 : ฟลักซ์เชิงโมล (molar flux)
  • 4 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 59 :
  • ข้อใดกล่าวถูกต้องสำหรับการแพร่ของระบบที่มีแก๊สสองชนิด (เมื่อกำหนดให้ DAB เป็นสัมประสิทธิ์การแพร่ของ A เทียบกับ B และ DBA เป็นสัมประสิทธิ์การแพร่ของ B เทียบกับ A)
  • 1 : DAB = DBA
  • 2 : DAB > DBA
  • 3 : DAB < DBA
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 60 :
  • ข้อใดถูกต้องตามกฎข้อที่หนึ่งของ Fick
  • 1 : ฟลักซ์ของการแพร่เชิงมวลของสาร A ตามแนวแกน Z แปรผันตามการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของสาร A ตามแนวแกน Z
  • 2 : ฟลักซ์ของการแพร่เชิงมวลของสาร A ตามแนวแกน Z แปรผันตามสัมประสิทธิ์การแพร่ (DAB)
  • 3 : ฟลักซ์ของการแพร่เชิงมวลของสาร A ตามแนวแกน Z แปรผกผันกับสัมประสิทธิ์การแพร่ (DAB)
  • 4 : ถูกข้อ 1 และ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 61 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องตามกฎข้อที่หนึ่งของ Fick
  • 1 : ฟลักซ์ของการแพร่เชิงมวลของสาร A ตามแนวแกน Z แปรผันตามการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของสาร A ตามแนวแกน Z
  • 2 : ฟลักซ์ของการแพร่เชิงมวลของสาร A ตามแนวแกน Z แปรผันตามสัมประสิทธิ์การแพร่ (DAB)
  • 3 : ฟลักซ์ของการแพร่เชิงมวลของสาร A ตามแนวแกน Z แปรผกผันกับการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของสาร A ตามแนวแกน Z
  • 4 : ข้อ 1 และ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 62 :
  • แรงขับ (Driving Force) ของการแพร่ คือ
  • 1 : ความแตกต่างของอุณหภูมิของสาร
  • 2 : ความแตกต่างของความเข้มข้นของสาร
  • 3 : ความแตกต่างของความหนืดของสาร
  • 4 : ความแตกต่างของความหนาแน่นของสาร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 63 :
  • สภาพแพร่มวล (Mass Diffusivity) สำหรับระบบสององค์ประกอบไม่เป็นฟังก์ชันกับข้อใดต่อไปนี้
  • 1 : อุณหภูมิ
  • 2 : ความเข้มข้นของสาร
  • 3 : ความดัน
  • 4 : จุดเดือดของสาร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 64 :
  • เลขไร้มิติ (Dimensionless Number) ใดต่อไปนี้ไม่ถูกนำมาใช้ในการคำนวณการถ่ายโอนมวลสาร สำหรับกรณีที่ไม่มีการถ่ายเทความร้อนเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน
  • 1 : Sherwood Number
  • 2 : Schmidt Number
  • 3 : Nusselt Number
  • 4 : Reynolds Number
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 65 :
  • กฎและปริมาณทางกายภาพในใดต่อไปนี้จะไม่ถูกนำมาพิจารณาในกระบวนการระเหยของเหลวผสมเนื้อเดียว (Heterogeneous solution)
  • 1 : กฎของเฮนรี (Henry’s Law)
  • 2 : กฎของเราล์ท (Raoult’s Law)
  • 3 : ค่าฟูกาซิตี้
  • 4 : ค่าการนำไฟฟ้าขององค์ประกอบย่อยในของเหลวผสม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 66 :
  • ข้อใดต่อไปนี้คือความหมายทั่วไปของคำว่า “ประสิทธิภาพ” สำหรับเครื่องมือหรืออุปกรณ์แยกสารในทางวิศวกรรมเคมี
  • 1 : ความสามารถจริงของเครื่องมือเมื่อเทียบกับความสามารถที่ควรจะเป็นของเครื่องมือนั้น
  • 2 : ความสามารถที่ควรจะเป็นของเครื่องมือเมื่อเปรียบเทียบกับความสามารถจริงของเครื่องมือนั้น
  • 3 : จำนวนขั้นตอนจริงต่อจำนวนขั้นตอนสมดุลทางทฤษฎี
  • 4 : จำนวนขั้นตอนจริงคูณกับจำนวนขั้นตอนสมดุลทางทฤษฎี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 67 :
  • หน่วย (Unit) ของสัมประสิทธิ์การถ่ายเทมวล ไม่ขึ้นอยู่กับข้อใดต่อไปนี้
  • 1 : หน่วยของความเข้มข้นของสาร
  • 2 : หน่วยของอัตราการถ่ายเทมวล
  • 3 : หน่วยของแรงขับเคลื่อน (Driving force)
  • 4 : หน่วยของความดันลดที่เกิดคล่อมพื้นที่ถ่ายเทมวล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 68 :
  • ถังใบที่หนึ่งบรรจุก๊าซ A ส่วนถังใบที่สองบรรจุก๊าซ B ถังทั้งสองใบเชื่อมต่อกันด้วยท่อที่มีวาล์วปิดอยู่ เมื่อเปิดวาล์วที่ท่อเชื่อมระหว่างถังทั้งสองใบ เมื่อเวลาผ่านไปจนกระทั่งระบบถังทั้งสองใบเข้าสู่สภาวะสมดุล ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
  • 1 : สาร A ในถังใบที่หนึ่งจะมีปริมาณลดลง
  • 2 : สาร A ในถังใบที่สองจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น
  • 3 : สาร B ในถังใบที่หนึ่งจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 69 :
  • ฟลักซ์มวล (หรือฟลักซ์โมลาร์) ขององค์ประกอบ i เป็นปริมาณเวกเตอร์แสดงมวล (หรือโมล) ขององค์ประกอบ i ที่เคลื่อนที่ผ่านส่วนใดของระบบต่อหน่วยเวลา
  • 1 : หนึ่งหน่วยปริมาตร
  • 2 : หนึ่งหน่วยความยาว
  • 3 : หนึ่งหน่วยพื้นที่
  • 4 : หนึ่งหน่วยความกว้าง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 70 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้องเมื่อกล่าวถึงฟลักซ์โมลาร์
  • 1 : เป็นสัดส่วนกับความเร็วเฉลี่ยเชิงโมล
  • 2 : เป็นสัดส่วนกับเกรเดียนซ์ของความเข้มข้น
  • 3 : มีหน่วยเป็น โมล/พื้นที่-เวลา
  • 4 : เป็นการพิจารณาการไหลผ่านระนาบนิ่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 71 :
  • ในระบบการถ่ายโอนมวลส่วนใหญ่นั้นการถ่ายโอนมวลที่ผิวระหว่างเฟสเกิดขึ้นเนื่องจากปัจจัยในข้อใดต่อไปนี้
  • 1 : เกรเดียนต์ความเข้มข้นทั้งสองข้างของผิวระหว่างเฟส
  • 2 : เกรเดียนต์ความเข้มข้นข้างใดข้างหนึ่งของผิวระหว่างเฟส
  • 3 : เกรเดียนต์สภาพแพร่ทั้งสองข้างของผิวระหว่างเฟส
  • 4 : เกรเดียนต์สภาพแพร่ข้างใดข้างหนึ่งของผิวระหว่างเฟส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 72 :
  • ใครเป็นผู้เสนอสมการการแพร่กระจายมวลสารด้วยผลต่างของความเข้มข้น
  • 1 : นิวตัน(Newton)
  • 2 : ฟูเรีย(Fourier)
  • 3 : แวนเดอร์วาล์ล(van der Waal)
  • 4 : ฟิคก์(Fick)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 73 :
  • ข้อใดสอดคล้องกับ Equimolar counterdiffusion (EMD) สำหรับกรณีของระบบสารสองชนิด A และ B
  • 1 : โมลาร์ฟลักซ์รวมทั้งหมดมีค่าเท่ากับศูนย์
  • 2 : ปริมาณของโมลาร์ฟลักซ์ของสาร A เท่ากับโมลาร์ฟลักซ์ของสาร B
  • 3 : สัมประสิทธิ์การแพร่ของ A เทียบกับ B เท่ากับ สัมประสิทธิ์การแพร่ของ B เทียบกับ A
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 74 :
  • ข้อใดสอดคล้องกับ Unimolecular diffusion (UMD) สำหรับกรณีของระบบสารสองชนิด A และ B
  • 1 : โมลาร์ฟลักซ์รวมทั้งหมดมีค่าเท่ากับศูนย์
  • 2 : ปริมาณของโมลาร์ฟลักซ์ของสาร A เท่ากับโมลาร์ฟลักซ์ของสาร B
  • 3 : สัมประสิทธิ์การแพร่ของ A เทียบกับ B ไม่เท่ากับ สัมประสิทธิ์การแพร่ของ B เทียบกับ A
  • 4 : โมลาร์ฟลักซ์ของสาร A หรือ โมลาร์ฟลักซ์ของสาร B มีค่าเท่ากับศูนย์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 75 :
  • จากรูปเป็นการแพร่กรณีใด
  • 1 : Equimolar counter diffusion (EMD)
  • 2 : Selective diffusion
  • 3 : Unimolecular diffusion (UMD)
  • 4 : Unimolecular counter diffusion (UCD)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 76 :
  • จากรูปเป็นการแพร่กรณีใด
  • 1 : Equimolar counter diffusion (EMD)
  • 2 : Selective diffusion
  • 3 : Unimolecular diffusion (UMD)
  • 4 : Molecular diffusion
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 773 : Single Equilibrium Stages
ข้อที่ 77 :

  • 1 : จุด L
  • 2 : จุด M
  • 3 : จุด N
  • 4 : จุด O
  • 5 : จุด P
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 78 :
  • จงหาองค์ประกอบของของเหลวที่สมดุลที่ 95 องศาเซลเซียสของเบนซีน-โทลูอีน ที่ความดันรวม 101.32 kPa โดยความดันไอเบนซีนเท่ากับ 155.7 kPa และ ความดันไอโทลูอีน เท่ากับ 63.3 kPa
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • 5 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 79 :
  • จงคำนวณหาระดับขั้นเสรี (Degree of freedom) ของระบบสารละลายแอลกอฮอลในน้ำสมดุลกับไอของมัน
  • 1 : 0
  • 2 : 1
  • 3 : 2
  • 4 : 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 80 :
  • สำหรับหอกลั่นที่ไม่มีการเกิดปฏิกิริยาจะมีค่าระดับขั้นเสรี (Degree of freedom) เท่าไหร่
  • 1 : 0
  • 2 : 1
  • 3 : 2
  • 4 : 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 81 :
  • ที่ความดันรวม 101.32 kPa ถ้าความดันเท่ากับ 135.5 kPa ที่สัดส่วนโมลของเหลว yA = 0.1 จงหาองค์ประกอบของของเหลว (xA)
  • 1 : xA = 0.075
  • 2 : xA = 0.095
  • 3 : xA = 0.075
  • 4 : xA = 0.135
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 82 :
  • จงหาองค์ประกอบของไอที่สมดุลที่ 95 องศาเซลเซียสของเบนซีน-โทลูอีน ที่ความดันรวม 101.32 kPa โดยความดันไอเบนซีนเท่ากับ 155.7 kPa และ ความดันไอโทลูอีน เท่ากับ 63.3 kPa
  • 1 : yA = 0.41
  • 2 : yA = 0.55
  • 3 : yA = 0.63
  • 4 : yA = 0.82
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 83 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นสมการที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณหาอุณหภูมิที่เป็นจุดกลั่นตัวหรือจุดน้ำค้าง (Dew point) ของเหลวผสมที่มีหลายองค์ประกอบ กำหนดให้ xi คือเศษส่วนโมล (Mole Fraction) ขององค์ประกอบย่อย i ในเฟสของเหลว yi คือเศษส่วนโมลขององค์ประกอบย่อย i ในเฟสไอ
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 84 :
  • ของเหลวผสมเมื่ออยู่ภายใต้สภาวะที่สมดุลกับไอ ถ้าอุณหภูมิ ความดัน และความเข้มข้นของ องค์ประกอบย่อยใดๆ ในของเหลวผสมนั้นไม่เปลี่ยนแปลง จะทำให้ปริมาณใดต่อไปนี้ไม่เปลี่ยนแปลง
  • 1 : ความเข้มข้นขององค์ประกอบย่อยในไอ
  • 2 : ค่าการละลายขององค์ประกอบย่อยในไอ
  • 3 : ค่าการนำไฟฟ้าขององค์ประกอบย่อยในไอ
  • 4 : ค่าของสัมประสิทธิ์การแพร่ขององค์ประกอบย่อยในไอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 85 :
  • ค่าการระเหยสัมพัทธ์ ไม่ขึ้นกับ ตัวแปรใดเลย จากที่กำหนดให้ต่อไปนี้
  • 1 : สัดส่วนโมล
  • 2 : ความดัน
  • 3 : ความดันไอ
  • 4 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 86 :
  • การกลั่นแบบพริบตา (Flash) คือ อะไร
  • 1 : การกลั่นในหอกลั่นน้ำมันโดยใช้เวลา resident time น้อยกว่า 0.005 วินาที
  • 2 : การกลั่นแบบขั้นตอนเดี่ยวสมดุลซึ่งสารป้อนถูกระเหยบางส่วนเพื่อให้ได้ส่วนที่เป็นไอมากกว่าส่วนที่เป็นของเหลว (สำหรับองค์ประกอบที่มีค่าการระเหยสูง)
  • 3 : การกลั่นแบบหลายขั้นตอนซึ่งสารป้อนถูกระเหยบางส่วนเพื่อให้ได้ส่วนที่เป็นไอมากกว่าส่วนที่เป็นของเหลว (สำหรับองค์ประกอบที่มีค่าการระเหยสูง)
  • 4 : การกลั่นสำหรับสารป้อนองค์ประกอบเดียว และใช้เวลาน้อยกว่า 0.005 วินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 87 :
  • แผนภาพ (chart) ใดที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการคำนวณการกลั่นแบบพริบตา
  • 1 : DePriester chart
  • 2 : Kox chart
  • 3 : Friction-factor chart
  • 4 : Isolated fiber efficiency chart
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 88 :
  • ในการคำนวณ Isothermal Flash ครั้งหนึ่ง ซึ่งหลังจากคำนวณแล้วพบว่า ค่าสัดส่วนของปริมาณสารผลิตภัณฑ์ในวัฏภาคไอต่อสารป้อนเท่ากับ 0.8 ถ้าปริมาณสารป้อนเท่ากับ 1,000 กิโลโมลต่อชั่วโมง จงหาว่า อัตราการไหลของผลิตภัณฑ์ในวัฏภาคของเหลวจะเป็นเท่าใด
  • 1 : 100 กิโลโมลต่อชั่วโมง
  • 2 : 200 กิโลโมลต่อชั่วโมง
  • 3 : 300 กิโลโมลต่อชั่วโมง
  • 4 : 400 กิโลโมลต่อชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 89 :
  • สำหรับข้อมูลที่กำหนดให้ต่อไปนี้ จงเรียงลำดับองค์ประกอบที่อยู่ในผลิตภัณฑ์วัฏภาคไอมากที่สุดไปน้อยที่สุด
  • 1 : i-C4 > n-C4 > i-C5 > n-C5
  • 2 : i-C5 > n-C5 > i-C4 > n-C4
  • 3 : i-C4 > n-C5 > i-C5 > n-C4
  • 4 : i-C5 > n-C5 > n-C4 > i-C4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 90 :
  • การระเหยน้ำที่ปนในเอทธิลีนไกลคอล(C2H4(OH)2)ด้วยอากาศแห้งร้อน สัดส่วนโมล ของน้ำในเอทธิลีนไกลคอลควรสัมพันธ์กับความดันย่อยของไอน้ำในอากาศอย่างไร
  • 1 : ในเอทธิลีนไกลคอลต้องต่ำกว่าในอากาศ
  • 2 : ในเอทธิลีนไกลคอลต้องต่ำกว่าค่าสมดุลของความดันย่อยในอากาศ
  • 3 : ในเอทธิลีนไกลคอลต้องเท่ากับค่าสมดุลของความดันย่อยในอากาศ
  • 4 : ในเอทธิลีนไกลคอลต้องสูงกว่าค่าสมดุลของความดันย่อยในอากาศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 91 :
  • การระเหยน้ำที่ปนในเอทธิลีนไกลคอล(C2H4(OH)2)ด้วยอากาศแห้งร้อน สัดส่วนโมลของไอน้ำในอากาศแห้งควรสัมพันธ์กับสัดส่วนโมลของน้ำในเอทธิลีนไกลคอลอย่างไร
  • 1 : ในอากาศต้องต่ำกว่าในเอทธิลีนไกลคอล
  • 2 : ในอากาศต้องต่ำกว่าค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในเอทธิลีนไกลคอล
  • 3 : ในอากาศต้องเท่ากับค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในเอทธิลีนไกลคอล
  • 4 : ในอากาศต้องสูงกว่าค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในเอทธิลีนไกลคอล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 92 :
  • หลังจากผสมน้ำส้มสายชู(CH3COOH+H2O)กับเฮกเซน(C6H14)อย่างละเท่าๆกันโดยปริมาตร ของเหลวชั้นบนควรมีสารประกอบใดบ้าง
  • 1 : เฮกเซน
  • 2 : น้ำส้มสายชู
  • 3 : กรดน้ำส้ม(CH3COOH)กับเฮกเซน
  • 4 : กรดน้ำส้ม น้ำ และเฮกเซน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 93 :
  • นำอะซิโตน(CH3COCH3) น้ำ และโทลูอีน(C7H8)อย่างละเท่าๆกันโดยปริมาตร มาผสมกันในถังกวนผสม ณ อุณหภูมิและความดันปกติ แล้วทิ้งไว้จนกระทั่งไม่เกิดเคลื่อนที่ใด จะได้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร
  • 1 : ไม่มีของผสมเหลือ
  • 2 : เป็นของเหลวผสมเน้อเดียว
  • 3 : เป็นของเหลวผสมแยกชั้น 2 ชั้น
  • 4 : เป็นของเหลวผสมแยกชั้น 3 ชั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 94 :
  • นำน้ำมันเบนซิน เอทธานอล(C2H5OH) และน้ำ อย่างละเท่าๆกันโดยปริมาตร มาผสมกันในถังกวนผสม ณ อุณหภูมิและความดันปกติ จะพบสารประกอบใดที่ก้นถังกวน
  • 1 : น้ำผสมเอทธานอล
  • 2 : น้ำมันเบนซินเท่านั้น
  • 3 : น้ำมันเบนซินผสมเอทธานอล
  • 4 : น้ำผสมเอทธานอลและน้ำมันเบนซิน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 95 :
  • ในการแยกมีเทน(CH4)ออกจากอะโรแมติกส์(aromatic)ผสม ด้วยไอน้ำยิ่งยวด(superheated steam) ในขณะที่เคลื่อนที่สวนทางกัน ความเข้มข้นของมีเทนในอะโรแมติกส์ สัมพันธ์กับข้อมูลสมดุลอย่างไร
  • 1 : ต้องน้อยกว่าสมดุล
  • 2 : ต้องเท่ากับสมดุล
  • 3 : ต้องไม่มากกว่าสมดุล
  • 4 : ต้องมากกว่าสมดุล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 96 :
  • ในขณะที่อะโรแมติกส์(aromatic)ผสมเคลื่อนที่สวนทางกับไอน้ำ ซึ่งใช้สำหรับแยกมีเทน(CH4)ออกจากอะโรแมติกส์ผสม ความเข้มข้นของมีเทนในไอน้ำมีความสัมพันธ์กับข้อมูลสมดุลอย่างไร
  • 1 : ต้องน้อยกว่าสมดุล
  • 2 : ต้องเท่ากับสมดุล
  • 3 : ต้องไม่มากกว่าสมดุล
  • 4 : ต้องมากกว่าสมดุล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 97 :
  • การต้มน้ำในภาชนะเปิด ณ ความดันบรรยากาศ และอุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส จะสังเกตผลลัพธ์เป็นอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป
  • 1 : น้ำไม่เดือดเลย และปริมาณน้ำไม่เปลี่ยนแปลงตามเวลา
  • 2 : น้ำไม่เดือดเลย แต่ปริมาณน้ำลดลงตามเวลา
  • 3 : น้ำไม่เดือดตอนต้น แต่จะน้ำเดือดเมื่อทิ้งไว้นาน
  • 4 : น้ำเดือด แต่ปริมาณน้ำไม่เปลี่ยนแปลงตามเวลา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 98 :
  • สำหรับเครื่องมือแยกสารที่มีระบบการไหลแบบสวนทางกัน จุดต่างๆ ที่อยู่บนเส้นโค้งสมดุลจะระบุข้อมูลใดต่อไปนี้
  • 1 : ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของทั้งสองเฟสที่ออกจากขั้นตอนสมดุล
  • 2 : ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการไหลของทั้งสองเฟสที่ออกจากขั้นตอนสมดุล
  • 3 : ความสัมพันธ์ระหว่างความดันย่อยของทั้งสองเฟสที่ออกจากขั้นตอนสมดุล
  • 4 : ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการถ่ายเทมวลของทั้งสองเฟสที่ออกจากขั้นตอนสมดุล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 99 :
  • ถ้าขั้นตอนสมดุลใดๆ เกิดปรากฏการณ์ที่จำนวนโมลของสารที่อยู่ในไอกลั่นตัวเป็นของเหลวเท่ากับจำนวนโมลของสารที่อยู่ในของเหลวระเหยกลายเป็นไอแล้ว จะทำให้อัตราการไหลของของเหลวและไอรวมที่เข้าและออกจากขั้นตอนสมดุลนั้นๆ คงที่ และกรณีนี้จะทำให้
  • 1 : เส้นสมดุลไอ-ของเหลวของระบบจะมีลักษณะเป็นเส้นตรง
  • 2 : เส้นปฏิบัติการจะเป็นเส้นตรง
  • 3 : เส้นปฏิบัติการจะเป็นเส้นโค้งคว่ำ
  • 4 : เส้นปฏิบัติการจะเป็นเส้นโค้งหงาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 100 :
  • จากแผนภาพสามเหลี่ยม (Triangular coordinate diagram) ของของเหลวผสม A B และ C ที่แสดงในรูป ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง
  • 1 : ของเหลว C ละลายได้อย่างสมบูรณ์ในของเหลว A
  • 2 : ของเหลว C ละลายได้อย่างสมบูรณ์ในของเหลว B
  • 3 : ของเหลว A ละลายได้อย่างเล็กน้อยในของเหลว B
  • 4 : ถ้าทราบอุณหภูมิและความดันจะสามารถระบุสภาวะของระบบได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 101 :
  • ในการออกแบบเครื่องมือแยกสารนั้นมีความจำเป็นต้องทราบข้อมูลเกี่ยวกับความเข้มข้นที่สมดุลกันของสารทั้งสองเฟส ข้อใดคือเหตุผลของความจำเป็นนี้
  • 1 : ความดันลดจะมีค่ามากเมื่อเฟสทั้งสองถึงจุดสมดุลซึ่งกันและกัน
  • 2 : การถ่ายเทมวลของสารในสองเฟสจะหยุดลงเมื่อเฟสทั้งสองถึงจุดสมดุลซึ่งกันและกัน
  • 3 : การถ่ายเทโมเมนตัมของสารในสองเฟสจะหยุดลงเมื่อเฟสทั้งสองถึงจุดสมดุลซึ่งกันและกัน
  • 4 : การถ่ายเทความร้อนของสารในสองเฟสจะหยุดลงเมื่อเฟสทั้งสองถึงจุดสมดุลซึ่งกันและกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 102 :
  • ข้อใดกล่าวถึงกฎของเฟส (Phase Rule)ไม่ถูกต้อง
  • 1 : ใช้ได้กับระบบที่ไม่มีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้น
  • 2 : ใช้กับสถานะหรือสมบัติที่ไม่ขึ้นกับปริมาณ (Intensive properties)
  • 3 : จะให้ข้อมูลที่แตกต่างกันสำหรับระบบที่มีขนาดใหญ่และระบบที่มีขนาดเล็ก
  • 4 : เฟสหลายเฟสอาจจะอยู่รวมกันได้แต่ต้องอยู่ในสภาวะที่สมดุล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 103 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นสมการที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณหาอุณหภูมิที่เป็นจุดเดือด (Bubble point) ของเหลวผสมที่มีหลายองค์ประกอบ กำหนดให้ xi คือเศษส่วนโมล (Mole Fraction) ขององค์ประกอบย่อย i ในเฟสของเหลว yi คือเศษส่วนโมลขององค์ประกอบย่อย i ในเฟสไอ
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 104 :
  • จงคำนวณหาระดับขั้นเสรี (Degree of freedom) ของระบบ น้ำสมดุลกับไอน้ำ
  • 1 : 0
  • 2 : 1
  • 3 : 2
  • 4 : 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 105 :
  • จากรูป A=40 kg, B= 20 kg และ C=40 kg คือจุดใดบนกราฟ
  • 1 : จุด L
  • 2 : จุด M
  • 3 : จุด N
  • 4 : จุด O
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 106 :
  • ในการสกัดของเหลว สมดุลที่แสดงการกระจายตัวของตัวถูกละลาย A อยู่ในของเหลว B และ S ที่ไม่ผสมกัน (หรือผสมกันได้เพียงบางส่วน) สามารถแสดงด้วยรูปกราฟพิกัดสามเหลี่ยม (Triangular coordinates) ซึ่งความเข้มข้นที่แทนโดยจุดใดๆ ในแผนภาพสามเหลี่ยมด้านเท่านี้จะหมายถึง
  • 1 : ความเข้มข้นของสารผสมระหว่าง A และ B
  • 2 : ความเข้มข้นของสารผสมระหว่าง A และ C
  • 3 : ความเข้มข้นของสารผสมระหว่าง B และ S
  • 4 : ความเข้มข้นของสารผสมทั้งหมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 107 :
  • จากรูป เป็นสมดุลของกรดอะซิติก (acetic, A) 10 kg, น้ำ(B) 60 kg และไอโซโพรพิวอีเทอร์ (isopropyl ether, C) 30 kg ที่ 20 องศาเซลเซียส จงหาความเข้มข้นของชั้นสกัด (extract layer)
  • 1 : yA= 0.04, yB =0.02 yC = 0.94
  • 2 : yA= 0.94, yB =0.02 yC = 0.04
  • 3 : yA= 0.04, yB =0.94 yC = 0.02
  • 4 : yA= 0.02, yB =0.04 yC = 0.94
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 108 :
  • จากรูป เป็นสมดุลของกรดอะซิติก (acetic, A) 10 kg, น้ำ(B) 60 kg และไอโซโพรพิวอีเทอร์ (isopropyl ether, C) 30 kg ที่ 20 องศาเซลเซียส ข้อใดถูก
  • 1 : จุด h เป็นจุดที่ xC =0.03
  • 2 : จุด h เป็นจุดที่ xA =0.01
  • 3 : จุด h เป็นจุดที่ xB =0.6
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 109 :
  • ข้อใดถูกในเรื่องสมดุล (equilibrium)
  • 1 : สมดุลของการกลั่นเป็นการใช้สมการของเฮนรี (Henry)
  • 2 : ในหอดูดซับใช้สมการของราอูลท์ (Raoult)
  • 3 : ในกระบวนการสกัดใช้ไดอะแกรมวัฏภาค (phase diagram)
  • 4 : ข้อ 1 และ 2 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 110 :
  • ข้อใดถูกต้อง
  • 1 : เส้นสมดุลในหอดูดซับ (absorption) หาได้จากกฏของ Henry
  • 2 : เส้นสมดุลในหอกลั่น (distillation) หาได้จากกฏของ Raoult
  • 3 : สมดุลของหอสกัดหาได้จากสมดุลสามเหลี่ยม (triangular coordinate)
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 111 :
  • สำหรับการออกแบบเครื่องมือแยกสารนั้นโดยทั่วไปแล้วขั้นตอนหรือเทรย์หรือเพลท จะหมายถึงอะไร
  • 1 : อุปกรณ์ที่ใช้เสริมความแข็งแรงของเครื่องมือแยกสาร
  • 2 : บริเวณที่มีการสัมผัสกันระหว่างเฟส
  • 3 : อุปกรณ์ที่ใช้ป้องกันการสูญเสียความดันลดภายในเครื่องมือแยกสาร
  • 4 : อุปกรณ์ที่ใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายเทความร้อนภายในเครื่องมือแยกสาร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 112 :
  • ข้อใดไม่ใช่สมบัติไม่ขึ้นอยู่กับปริมาณ (Intensive Properties)
  • 1 : อุณหภูมิ
  • 2 : ความดัน
  • 3 : องค์ประกอบในแต่ละวัฏภาค
  • 4 : อัตราการไหลเชิงโมล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 113 :
  • ข้อใดไม่ใช่สมบัติขึ้นอยู่กับปริมาณ (Extensive Properties)
  • 1 : มวล
  • 2 : โมล
  • 3 : เอนทัลปี
  • 4 : ความดัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 114 :
  • จากสมการองศาความอิสระ (Degree of freedom) ของกิบบส์ F = C-P+2 เมื่อ F คือ องศาความอิสระ C คือจำนวนขององค์ประกอบ P คือ จำนวนวัฏภาคที่สภาวะสมดุล ถ้าในระบบหนึ่งซึ่งเป็นสมดุลไอ-ของเหลว และถ้ามี 3 องค์ประกอบจงหาว่าจำนวนองศาความอิสระเป็นเท่าใด
  • 1 : 1
  • 2 : 2
  • 3 : 3
  • 4 : 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 115 :
  • จากรูปที่กำหนดให้นี้เรียกว่าการกลั่นแบบพริบตาชนิดใด
  • 1 : Adiabatic flash vaporization
  • 2 : Flash boilerization
  • 3 : Flash crystallization
  • 4 : Isothermal flash when T specified
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 116 :
  • ตัวแปรใดที่ ไม่เกี่ยวข้องกับ การกลั่นแบบพริบตาเลย
  • 1 : อัตราการไหลของสารป้อน
  • 2 : อัตราการไหลของผลิตภัณฑ์ของเหลว
  • 3 : อุณหภูมิ และความดันของหอกลั่นแบบพริบตา
  • 4 : เรซิน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 117 :
  • ไอของน้ำมันเบนซินสำหรับรถยนต์ถูกแยกออกจากส่วนที่เป็นของเหลว ณ ความดันบรรยากาศได้ที่อุณหภูมิใด
  • 1 : อุณหภูมิสูงกว่าจุดน้ำค้าง(dew point)
  • 2 : อุณหภูมิจุดน้ำค้าง
  • 3 : อุณหภูมิระหว่างจุดน้ำค้างกับจุดเดือด(bubble point)
  • 4 : อุณหภูมิจุดเดือด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 118 :
  • เมื่อป้อนน้ำมันก๊าด(kerosene)เข้าถังแยก ณ ความดันบรรยากาศ และอุณหภูมิสูงกว่าจุดเดือด(bubble point temperature) จะได้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร
  • 1 : น้ำมันก๊าดเป็นของเหลวอุณหภูมิต่ำ
  • 2 : น้ำมันก๊าดเป็นของเหลวอิ่มตัว
  • 3 : น้ำมันก๊าดเป็นไอบางส่วน
  • 4 : น้ำมันก๊าดเป็นไออิ่มตัว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 119 :
  • เมื่อเก็บน้ำมันเบนซิน(gasoline)ไว้ในถังน้ำมัน ณ อุณหภูมิห้อง และภายใต้ความดันสูงกว่าความดันจุดเดือด(bubble point pressure) น้ำมันเบนซินควรมีสภาพอย่างไร
  • 1 : เป็นไอยิ่งยวด
  • 2 : เป็นไออิ่มตัว
  • 3 : เป็นไอบางส่วน
  • 4 : เป็นของเหลวอุณหภูมิต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 120 :
  • เมื่อเก็บน้ำมันดีเซล(diesel)ไว้ในถังน้ำมัน ณ ความดันบรรยากาศ และภายใต้อุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิจุดน้ำค้าง(dew point temperature) น้ำมันดีเซลควรมีสภาพอย่างไร
  • 1 : เป็นของเหลวอุณหภูมิต่ำ
  • 2 : เป็นของเหลวอิ่มตัว
  • 3 : เป็นของเหลวบางส่วน
  • 4 : เป็นไออิ่มตัว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 121 :
  • เมื่อป้อนน้ำมันเบนซิน(gasoline)เข้าถังแยก ณ ความดันบรรยากาศ และอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิจุดเดือด(bubble point temperature) อุณหภูมิของไอสัมพันธ์กับอุณหภูมิของของเหลวที่ออกจากถังแยกอย่างไร
  • 1 : อุณหภูมิไอสูงกว่าอุณหภูมิของเหลว
  • 2 : อุณหภูมิไอเท่ากับอุณหภูมิของเหลว
  • 3 : อุณหภูมิไอต่ำกว่าอุณหภูมิของเหลว
  • 4 : ไม่มีความสัมพันธ์กัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 122 :
  • ถ้าป้อนน้ำมันเบนซิน(gasoline)เข้าถังแยก ณ อุณหภูมิห้อง และความดันต่ำกว่าความดันจุดน้ำค้าง(dew point pressure) จะได้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร
  • 1 : ได้เพียงน้ำมันเบนซินเหลว
  • 2 : ได้เป็นน้ำมันเบนซินผสมไอ
  • 3 : ได้เป็นไอน้ำมันเบนซินอิ่มตัว
  • 4 : ได้เป็นไอน้ำมันเบนซินยิ่งยวด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 123 :
  • เมื่อป้อนน้ำมันเบนซิน(gasoline)เข้าถังแยก ณ อุณหภูมิห้อง และความดันต่ำกว่าความดันจุดเดือด(bubble point pressure) ความดันของไอน้ำมันเบนซินสัมพันธ์กับความดันของน้ำมันเบนซินที่ออกจากถังแยกอย่างไร
  • 1 : ความดันไอต่ำกว่าความดันน้ำมันเบนซินที่ออกมา
  • 2 : ความดันไอเท่ากับความดันน้ำมันเบนซินที่ออกมา
  • 3 : ความดันไอสูงกว่าความดันน้ำมันเบนซินที่ออกมา
  • 4 : ไม่สัมพันธ์กัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 124 :
  • การแยกน้ำมันเบนซิน(gasoline)อุณหภูมิต่ำด้วยถังแยก ณ ความดันบรรยากาศ และอุณหภูมิของจุดเดือด(bubble point temperature)ของน้ำมันเบนซิน ปริมาณใดไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อผ่านถังแยก
  • 1 : องค์ประกอบของไอน้ำมัน
  • 2 : อุณหภูมิของของเหลว
  • 3 : อัตราการไหลของของเหลว
  • 4 : อุณหภูมิของไอน้ำมัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 125 :
  • การแยกน้ำมันเบนซิน(gasoline)ความดันสูงด้วยถังแยก ณ ความดันบรรยากาศ และอุณหภูมิของจุดน้ำค้าง(dew point temperature)ของน้ำมันเบนซิน ปริมาณใดคงที่เมื่อผ่านถังแยก
  • 1 : องค์ประกอบของน้ำมัน
  • 2 : อุณหภูมิของไอน้ำมัน
  • 3 : ความดันของไอน้ำมัน
  • 4 : องค์ประกอบของไอน้ำมัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 126 :
  • สำหรับหอดูดซึมแก๊ส ที่ไม่มีการเกิดปฏิกิริยาจะมีค่าระดับขั้นเสรี (Degree of freedom) เท่าไหร่
  • 1 : 0
  • 2 : 1
  • 3 : 2
  • 4 : 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 127 :
  • สำหรับหอสกัดที่ไม่มีการเกิดปฏิกิริยาจะมีค่าระดับขั้นเสรี (Degree of freedom) เท่าไหร่
  • 1 : 0
  • 2 : 1
  • 3 : 2
  • 4 : 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 128 :
  • โดยทั่วไปแล้วสมการเส้นปฏิบัติการสำหรับปฏิบัติการแยกสารโดยใช้เครื่องมือที่มีขั้นตอนสมดุลต่อกันแบบอนุกรมนั้นจะเป็นสมการเส้นโค้ง เนื่องสาเหตุใด
  • 1 : อัตราการไหลของเฟสที่ไหลเข้าและออกจะแปรผันตลอดทุกๆ ขั้นตอนสมดุล
  • 2 : ความดันลดที่เกิดในแต่ละขั้นตอนสมดุลมีค่าแปรผันตลอดทุกๆ ขั้นตอนสมดุล
  • 3 : ความเข้มข้นของเฟสที่ไหลเข้าและออกจะมีค่าคงที่ตลอดทุกๆ ขั้นตอนสมดุล
  • 4 : อุณหภูมิมีค่าแปรผันตลอดทุกๆ ขั้นตอนสมดุล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 129 :
  • ถ้ากำหนดให้ค่าการระเหยสัมพัทธ์ (αA,B) ของ A เมื่อเปรียบเทียบกับ B เป็นไปตามสมการ เมื่อ K คือ ค่าคงที่สมดุล y และ x คือสัดส่วนโมลในวัฏภาคไอและของเหลวตามลำดับ ในระบบน้ำ (A) และกลีเซอรอล (B) ที่ความดัน 101.3 kPa อุณหภูมิ 140.4 องศาเซลเซียส ซึ่งมีค่า yA เท่ากับ 0.9 และ xA เท่ากับ 0.4 จงหาว่าค่าการระเหยสัมพัทธ์ของน้ำเมื่อเปรียบเทียบกับกลีเซอรอลจะเป็นเท่าใดโดยประมาณ
  • 1 : 12.5
  • 2 : 13.5
  • 3 : 14.5
  • 4 : 15.5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 130 :
  • ถ้ากำหนดให้ค่าการระเหยสัมพัทธ์ (αA,B) ของ A เมื่อเปรียบเทียบกับ B เป็นไปตามสมการ เมื่อ K คือ ค่าคงที่สมดุล y และ x คือสัดส่วนโมลในวัฏภาคไอและของเหลวตามลำดับ ในระบบเมธานอล (A) และน้ำ (B) ที่ความดัน 101.3 kPa อุณหภูมิ 89.3 องศาเซลเซียส ซึ่งมีค่า yA เท่ากับ 0.4 และ xA เท่ากับ 0.08 จงหาว่าค่าการระเหยสัมพัทธ์ของเมธานอลเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำจะเป็นเท่าใดโดยประมาณ
  • 1 : 6.67
  • 2 : 7.00
  • 3 : 7.5
  • 4 : 7.67
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 131 :
  • ในขณะที่ต้มน้ำให้เดือด ณ ความดัน 2 บรรยากาศ ความดันไอของน้ำควรสัมพันธ์กับความดันของระบบอย่างไร
  • 1 : ความดันไอของน้ำน้อยกว่าความดันย่อยของไอน้ำในระบบ
  • 2 : ความดันไอของน้ำเท่ากับความดันย่อยของไอน้ำในระบบ
  • 3 : ความดันไอของน้ำมากกว่าความดันย่อยของระบบ
  • 4 : ความดันไอของน้ำเท่ากับความดันรวมของระบบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 132 :
  • ในขณะที่ระเหยน้ำ ณ ความดัน 2 บรรยากาศ และอุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส ความดันไอของน้ำควรสัมพันธ์กับความดันในระบบอย่างไร
  • 1 : ความดันไอของน้ำสูงกว่าความดันย่อยของไอน้ำในระบบ
  • 2 : ความดันไอของน้ำเท่ากับความดันย่อยของไอน้ำในระบบ
  • 3 : ความดันไอของน้ำต่ำกว่าความดันย่อยของไอน้ำในระบบ
  • 4 : ความดันไอของน้ำเท่ากับความดันรวมของระบบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 133 :
  • ในขณะที่ควบแน่นไอน้ำ ณ ความดัน 2 บรรยากาศ และอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส ความดันไอของน้ำควรสัมพันธ์กับความดันในระบบอย่างไร
  • 1 : ความดันไอของน้ำสูงกว่าความดันย่อยของไอน้ำในระบบ
  • 2 : ความดันไอของน้ำเท่ากับความดันย่อยของไอน้ำในระบบ
  • 3 : ความดันไอของน้ำต่ำกว่าความดันย่อยของไอน้ำในระบบ
  • 4 : ความดันไอของน้ำเท่ากับความดันรวมของระบบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 774 : Multistage Liquid-Liquid Extraction
ข้อที่ 134 :
  • สำหรับกรณีของเครื่องสกัด (Extractor) เหตุผลที่สำคัญที่นิยมกำหนดให้มีการไหลสวนทางกันของเฟส คือ
  • 1 : ทำให้สามารถลดพื้นที่ในการติดตั้ง
  • 2 : ทำให้มีค่าอัตราการถ่ายเทความร้อนสูง
  • 3 : ทำให้อัตราการถ่ายเทมวลข้ามเฟสมีค่ามาก
  • 4 : ทำให้สามารถกำหนดสภาวะในการปฏิบัติการได้ง่าย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 135 :
  • เครื่องสกัดชนิดใดที่มีราคาถูกแต่ไม่นิยมใช้เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องของการกระจายตัวของของเหลวทั้งสองเฟสในแนวทิศทางการไหล
  • 1 : Mixer-Settler extractor
  • 2 : Spray column extractor
  • 3 : Packed column extractor
  • 4 : Plate Column extractor
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 136 :
  • กรณีใดต่อไปนี้ที่ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เครื่องมือสกัดของเหลวได้รับความนิยมใช้มากกว่าหอกลั่น
  • 1 : เมื่อกระบวนการกลั่นต้องการใช้ความร้อนมากเกินไป
  • 2 : เมื่อการเกิดแอซิโอโทรป (Azeotrope) ไปจำกัดระดับขั้นของการแยก
  • 3 : เมื่อการให้ความร้อนเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง
  • 4 : เมื่อจุดเดือดของของเหลวที่ต้องการสกัดมีค่าต่ำมาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 137 :

  • 1 : เส้นโค้งค่าการละลาย
  • 2 : เส้นโค้งสมดุล
  • 3 : เส้นผูกและเส้นโค้งการแจกแจง
  • 4 : เส้นโค้งค่าการละลาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 138 :

  • 1 : ร้อยละของสารที่สกัดออกมาได้มีค่าต่ำ
  • 2 : ร้อยละของสารที่สกัดออกมาได้มีค่าสูง
  • 3 : การนำตัวทำละลายที่อยู่ในเฟสเอกซ์แทรคกลับมาใช้อีกทำได้ง่าย
  • 4 : การนำตัวทำละลายที่อยู่ในเฟสเอกซ์แทรคกลับมาใช้อีกทำได้ยาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 139 :

  • 1 : น้อยที่สุด
  • 2 : น้อย
  • 3 : ปานกลาง
  • 4 : มากที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 140 :

  • 1 : เพิ่มจำนวนขั้นตอนการสกัดขึ้น
  • 2 : ลดจำนวนขั้นตอนการสกัดลง
  • 3 : เพิ่มพื้นที่การสัมผัสกันของเฟส V และเฟส L ในขั้นตอนเริ่มต้น (ลำดับที่ 1)
  • 4 : เพิ่มพื้นที่การสัมผัสกันของเฟส V และเฟส L ในขั้นตอนสุดท้าย (ลำดับที่ N)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 141 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ข้อด้อยของเครื่องสกัดแบบแรงเหวี่ยง (Centrifugal extractor)
  • 1 : มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นสูง
  • 2 : มีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการสูง
  • 3 : มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงสูง
  • 4 : ไม่สามารถใช้ได้กับระบบของเหลว-ของเหลวที่การกระจายตัวเป็นแบบอิมัลชัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 142 :
  • โดยทั่วไปแล้วเครื่องสกัดแบบหอเพลท (Plate column) ที่มีระยะห่างระหว่างเพลทน้อยกว่ากรณีของหอกลั่นนั้นจะใช้ในกรณีที่ระบบของเหลว-ของเหลวมีคุณสมบัติใดต่อไปนี้
  • 1 : มีแรงตึงผิวต่ำ
  • 2 : มีความหนาแน่นสูง
  • 3 : ความเข้มข้นของตัวถูกละลายที่อยู่ในเฟสเอกซ์แทรคมีค่าต่ำ
  • 4 : ตัวถูกละลายมีค่าการละลายต่ำในเฟสเอกซ์แทรค
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 143 :
  • โดยทั่วไปแล้วเครื่องสกัดที่มีการกวนเชิงกล ((Mechanical agitation) ร่วมด้วยนั้นจะนิยมใช้ในกรณีที่ระบบของเหลว-ของเหลวมีคุณสมบัติใดต่อไปนี้
  • 1 : มีแรงตึงผิวสูงและ/หรือมีความแตกต่างของความหนาแน่นระหว่างเฟสต่ำ
  • 2 : มีแรงตึงผิวสูงและ/หรือมีความแตกต่างของความหนาแน่นระหว่างเฟสสูง
  • 3 : มีแรงตึงผิวปานกลางและ/หรือมีความแตกต่างของความหนาแน่นระหว่างเฟสต่ำ
  • 4 : มีแรงตึงผิวต่ำและ/หรือมีความแตกต่างของความหนาแน่นระหว่างเฟสต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 144 :
  • โดยทั่วไปแล้วในการคำนวณหาจำนวนขั้นตอนของการสกัดแบบไหลสวนทางกันโดยใช้เส้นโค้งสมดุลนั้นในกรณีที่เส้นปฏิบัติการ (Operating line) อยู่ใกล้กับเส้นโค้งสมดุลมากๆ จะทำให้
  • 1 : จำนวนขั้นตอนการสกัดมีค่าน้อยที่สุด
  • 2 : จำนวนขั้นตอนการสกัดมีค่ามาก
  • 3 : ไม่สามารถคำนวณหาจำนวนขั้นตอนการสกัดได้
  • 4 : จำนวนขั้นตอนการสกัดที่คำนวณได้มีความคลาดเคลื่อนมากกว่าร้อยละ 50
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 145 :
  • แผนภาพสามเหลี่ยมด้านเท่าที่ใช้ในการแสดงสมดุลระหว่างของเหลว-ของเหลวที่มีการผสมกันเพียงบางส่วนของสารที่เป็นตัวทำละลายกับสารที่ทำให้เจือจางนั้นจะมีเส้นโค้งการละลาย 2 เส้น คือ เส้นโค้งการละลายของเฟสราฟฟิเนตและเส้นโค้งการละลายของเฟสเอกซ์แทรค การที่ปลายด้านหนึ่งของเส้นโค้งทั้งสองนี้จะลู่เข้าหากันที่จุดเพลต (Plait point) นั้นมีความหมายทางกายภาพอย่างไร
  • 1 : ชั้นของของเหลวทั้งสองจะมีองค์ประกอบเดียวกัน
  • 2 : ชั้นของของเหลวทั้งสองจะมีองค์ประกอบแตกต่างกัน
  • 3 : มีการแยกชั้นของของเหลวทั้งสองเฟส
  • 4 : ความเข้มข้นของตัวถูกละลายในเฟสราฟฟิเนตมีค่ามาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 146 :
  • ในการออกแบบกระบวนการสกัดนั้นสภาวะใดที่ความชันของเส้นปฏิบัติการ (Operating line) มีค่าคงที่
  • 1 : ตัวทำละลายทั้งสองเฟสไม่ละลายซึ่งกันและกัน
  • 2 : ความเข้มข้นของตัวถูกละลายในเฟสราฟฟิเนตมีค่ามาก
  • 3 : ความเข้มข้นของตัวถูกละลายในเฟสราฟฟิเนตมีค่าน้อย
  • 4 : ความเข้มข้นของตัวถูกละลายในเฟสเอกซ์แทรคมีค่ามาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 147 :
  • ความชันของเส้นปฏิบัติการ (Operating line) สำหรับกระบวนการสกัด คือ อัตราส่วนของปริมาณใดต่อไปนี้
  • 1 : อัตราการไหลของเฟสราฟฟิเนตต่ออัตราการไหลของเฟสเอกซ์แทรค (L/V)
  • 2 : อัตราการไหลของเฟสเอกซ์แทรค ต่ออัตราการไหลของเฟสราฟฟิเนต (V/L)
  • 3 : ปริมาณตัวถูกละลายที่อยู่ในเฟสราฟฟิเนตต่อปริมาณตัวถูกละลายที่อยู่ในเฟสเอกซ์แทรค
  • 4 : ความหนาแน่นของเฟสราฟฟิเนตต่อความหนาแน่นของเฟสเอกซ์แทรค
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 148 :
  • ข้อใดไม่ใช้คุณสมบัติที่ต้องการของของเหลวที่ถูกเลือกเป็นเฟสเอกซ์แทรคสำหรับกระบวนการสกัด
  • 1 : สามารถนำกลับมาใช้ได้ง่าย
  • 2 : มีราคาไม่แพง
  • 3 : ไม่เป็นสารมีพิษ
  • 4 : มีความหนาแน่นใกล้เคียงกับของเหลวที่เป็นเฟสราฟฟิเนต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 149 :
  • เครื่องสกัดชนิดใดที่มีราคาถูกแต่ไม่นิยมใช้เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องของการกระจายตัวของของเหลวทั้งสองเฟสในแนวทิศทางการไหล
  • 1 : Mixer-Settler extractor
  • 2 : Spray column extractor
  • 3 : Packed column extractorPlate
  • 4 : Column extractor
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 150 :
  • สำหรับกระบวนการสกัดของเหลวด้วยของเหลว จุดใดๆ ในแผนภาพสามเหลี่ยม (Triangular coordinate diagram) จะหมายถึงข้อใดต่อไปนี้
  • 1 : ความเข้มข้นของสารผสมสององค์ประกอบ
  • 2 : ความเข้มข้นของสารผสมทั้งหมดสามองค์ประกอบ
  • 3 : ความดันรวมของสารผสมสององค์ประกอบ
  • 4 : ความดันรวมของสารผสมทั้งหมดสามองค์ประกอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 151 :
  • ลักษณะที่ง่ายที่สุดของการสกัดของเหลวด้วยของเหลวเกี่ยวข้องกับระบบกี่องค์ประกอบ
  • 1 : 1
  • 2 : 2
  • 3 : 3
  • 4 : 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 152 :
  • ข้อใดบ้างที่เป็นลักษณะเด่นของการสกัดของเหลวด้วยของเหลว
  • 1 : กระบวนการนี้เป็นการแยกสารถูกละลายออกจากสารละลาย โดยอาศัยหลักการความแตกต่างกันของจุดเดือด หรือค่าการระเหยขององค์ประกอบต่างๆในสารละลาย
  • 2 : กระบวนการนี้เป็นการแยกสารถูกละลายออกจากสารละลายด้วยการผสมกับตัวทำละลายอีกชนิดหนึ่ง
  • 3 : กระบวนการนี้เป็นการแยกสารถูกละลายออกจากสารละลายด้วยการใช้เรซิน
  • 4 : กระบวนการนี้เป็นการแยกสารถูกละลายออกจากสารละลายด้วยการต้ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 153 :
  • ลักษณะเด่นของวัฏภาคเอ็กซ์แทรค (Extract phase) คือ
  • 1 : เป็นวัฏภาคของเหลวซึ่งมีความเข้มข้นของสารทำละลายสกัด (extract solvent) มาก ในขณะที่มีความเข้มข้นของสารทำละลายตั้งต้น (feed solvent) มาก
  • 2 : เป็นวัฏภาคของเหลวซึ่งมีความเข้มข้นของสารทำละลายสกัดน้อย ในขณะที่มีความเข้มข้นของสารทำละลายตั้งต้นมาก
  • 3 : เป็นวัฏภาคของเหลวซึ่งมีความเข้มข้นของสารทำละลายสกัดมาก ในขณะที่มีความเข้มข้นของสารทำละลายตั้งต้นน้อย
  • 4 : เป็นวัฏภาคของเหลวซึ่งมีความเข้มข้นของสารทำละลายสกัดน้อย ในขณะที่มีความเข้มข้นของสารทำละลายตั้งต้นน้อย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 154 :
  • ข้อมูล หรือความรู้เรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับการสกัดของเหลวด้วยของเหลวน้อยที่สุด
  • 1 : สมดุลระหว่างวัฏภาค
  • 2 : สมดุลมวลสาร
  • 3 : อัตราการไหลของสารป้อน และผลิตภัณฑ์
  • 4 : อัตราการให้ความร้อนที่กับหอสกัดของเหลวด้วยของเหลว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 155 :
  • อะไรไม่ใช่องค์ประกอบ หรือลักษณะของกราฟสามเหลี่ยมที่ถูกต้อง
  • 1 : โดยมากเป็นกราฟสามเหลี่ยมด้านเท่า หรือสามเหลี่ยมมุมฉาก
  • 2 : จุดยอดของกราฟสามเหลี่ยมแทนองค์ประกอบ 100% ของสารแต่ละชนิด
  • 3 : บริเวณที่อยู่ภายใต้เส้นโค้งสมดุล เป็นส่วนที่สารผสมมีเนื้อเดียวกัน ไม่แยกวัฏภาค
  • 4 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 156 :
  • จากระบบของเหลวสามองค์ประกอบ A, B, C ดังแสดงในรูป จงบอกถึงลักษณะการละลายขององค์ประกอบแต่ละชนิด
  • 1 : B และ C ละลายในกันและกันได้บ้าง
  • 2 : A และ B ละลายในกันและกันได้บ้าง
  • 3 : A และ C ละลายในกันและกันได้บ้าง
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 157 :
  • จากระบบของเหลวสามองค์ประกอบ A,ฺB, C ดังแสดงในรูป จงบอกถึงลักษณะการละลายขององค์ประกอบแต่ละชนิด
  • 1 : A และ B ไม่ละลายซึ่งกันและกันเลย
  • 2 : A และ B ละลายในกันและกันได้บ้าง
  • 3 : A และ C ละลายในกันและกันได้บ้าง
  • 4 : A และ C ไม่ละลายในกันและกันเลย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 158 :
  • เส้นการละลาย (Solubility Curve) ของระบบนี้คือ เส้นใด
  • 1 : สามเหลี่ยม ABC
  • 2 : เส้นตรง FkH
  • 3 : เส้นโค้ง EPG
  • 4 : เส้นตรง BEGC
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 159 :
  • จุดใดเป็นจุดเพลต (Plait point) ซึ่งเป็นจุดซึ่งของผสมมีวัฏภาคเดียว
  • 1 : จุด P
  • 2 : จุด E
  • 3 : จุด K
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 160 :
  • ระบบการสกัดของเหลวด้วยของเหลวแบบขั้นตอนเดียว ดังแสดงในรูป
  • 1 : V กิโลกรัม
  • 2 : L กิโลกรัม
  • 3 : V+L กิโลกรัม
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 161 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 : ก และ ข ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 162 :

  • 1 : ไหลสวนทางกัน
  • 2 : ไหลตามกัน
  • 3 : ไหลขวางกัน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 163 :

  • 1 : 42 %
  • 2 : 29 %
  • 3 : 100 %
  • 4 : 50 %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 164 :

  • 1 : เท่ากับความเข้มข้นของ glycol
  • 2 : เท่ากับความเข้มข้นของ furfural
  • 3 : ไม่สามารถทราบได้จากกราฟสามเหลี่ยมนี้
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 165 :

  • 1 : 10 %
  • 2 : 20 %
  • 3 : 30 %
  • 4 : 40 %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 166 :
  • ในกระบวนการสกัดของเหลวด้วยของเหลว (liquid extraction) ข้อใดผิด
  • 1 : ชั้นราฟฟิเนท (raffinate) คือชั้นของเหลวที่มีตัวถูกละลายและตัวทำละลายไดลูเอนท์เป็นหลัก
  • 2 : ชั้นสกัด (extract) คือชั้นของเหลวที่ผ่านการสกัดด้วยตัวทำละลาย
  • 3 : ของเหลวทั้ง 2 ชนิด ต้องแยกเฟสกัน
  • 4 : ข้อ 1 และ 2 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 167 :
  • จากรูปสมดุลเฟสสามเหลี่ยมด้านล่าง ข้อใดถูกต้อง
  • 1 : A และ B สามารถละลายได้บางอัตราส่วน
  • 2 : A และ C สามารถละลายได้บางอัตราส่วน
  • 3 : B และ C สามารถละลายได้บางอัตราส่วน
  • 4 : A B และ C สามารถละลายได้ทุกอัตราส่วน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 168 :
  • จากรูปสมดุลเฟสสามเหลี่ยมด้านล่าง ข้อใดถูกต้อง
  • 1 : ของผสมที่อยู่เหนือจุด P เป็นสารผสมเนื้อเดียว
  • 2 : A และ B สามารถละลายได้ทุกอัตราส่วน
  • 3 : ของผสมที่อยู่ใต้จุด P ภายใต้เส้นโค้งเป็นสารผสม 2 เฟส
  • 4 : ถูกทั้งข้อ 1 และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 169 :
  • ข้อใดถูกต้องในเรื่องรูปแบบอุปกรณ์ของหอสกัดของเหลวด้วยของเหลว (liquid-liquid extractor)
  • 1 : แบบ mixer-settler
  • 2 : แบบ spray column
  • 3 : แบบ sieve-tray
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 170 :
  • ในการสกัดของเหลวด้วยของเหลว (liquid-liquid extraction) สารที่เป็นตัวถูกละลาย (solute) ควรมีสมบัติอย่างไร
  • 1 : ควรละลายได้ในตัวทำละลายทั้งสอง
  • 2 : สามารถละลายได้ในตัวทำละลายเพียงตัวเดียว
  • 3 : ขอควรแยกออกจากตัวทำละลายได้ง่าย
  • 4 : ถูกทั้งข้อ 1 และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 171 :
  • ข้อใดถูกต้องในเรื่องอุปกรณ์สกัดของเหลวด้วยของเหลว (liquid-liquid extractor) แบบ spray column
  • 1 : ของเหลวที่เบากว่าจะถูกป้อนเข้าที่ด้านบนของหอ
  • 2 : ของเหลวที่หนักกว่าจะถูกป้อนเข้าที่ด้านล่างของหอ
  • 3 : ของเหลวที่หนักกว่าจะถูกป้อนเข้าที่ด้านบนของหอ
  • 4 : ถูกเฉพาะข้อ 1 และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 172 :
  • จากรูปแสดงการเติมตัวทำลาย C ลงในกระบวนการสกัดของเหลวด้วยของเหลว(liquid extraction) ทำให้ขั้นตอนสุดท้ายสารจะแยกออกเป็น 2 เฟส จงหาชั้นสกัด (extract layer) ? โดยสมมติว่าการละลายของ B และ C น้อยมาก
  • 1 : A+B
  • 2 : C
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 173 :
  • จากรูป ข้อใดผิด
  • 1 : น้ำกับอีเธอร์ละลายกันได้บางส่วน
  • 2 : จุด P ในกราฟ คือจุดสุดท้ายที่ของเหลว 2 เฟสจะรวมเป็นเนื้อเดียวกัน
  • 3 : tie line คือเส้นที่ลากเชื่อมระหว่าง raffinate และ extract layer
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 174 :
  • จากรูป ข้อใดถูกต้องในเรื่องการสกัด โดย
  • 1 : ถ้าปรับความชันของเส้นดำเนินการใช้เพิ่มขึ้นจำนวนชั้นจะลดลง
  • 2 : การปรับให้ความชันของเส้นดำเนินการเพิ่มขึ้นไม่ส่งผลต่อจำนวนชั้น
  • 3 : จำนวนชั้นทางทฤษฎีเท่ากับ 4.5-1 = 3.5 ชั้น
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 175 :
  • จากรูป จงหาจำนวนชั้นทางทฤษฎี
  • 1 : 2.5 ชั้น
  • 2 : 4.5 ชั้น
  • 3 : 6.5 ชั้น
  • 4 : 8.5 ชั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 176 :
  • จากรูป จงหาจำนวนชั้นจริง โดยให้ประสิธิภาพของชั้นเท่ากับ 0.5
  • 1 : 4.5 ชั้น
  • 2 : 6 ชั้น
  • 3 : 9 ชั้น
  • 4 : 12 ชั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 177 :
  • จากรูปเส้นใดแสดงเส้น tie line
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 178 :

  • 1 : L= 100 kg/h
  • 2 : L= 156 kg/h
  • 3 : L= 136 kg/h
  • 4 : L= 116 kg/h
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 179 :

  • 1 : V1 = 600 kg/h
  • 2 : V1 = 564 kg/h
  • 3 : V1 = 664 kg/h
  • 4 : V1 = 764 kg/h
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 180 :
  • ในการสกัดแยกเอทธานอล(C2H5OH)ที่ผสมในน้ำด้วยเฮกเซน(C6H14) ความเข้มข้นของเอทธานอล ในน้ำควรมีความสัมพันธ์กับความเข้มข้นของเอทธานอลในเฮกเซนอย่างไร
  • 1 : ในน้ำต้องต่ำกว่าในเฮกเซน
  • 2 : ในน้ำต้องต่ำกว่าค่าสมดุลของความเข้มข้นในเฮกเซน
  • 3 : ในน้ำต้องเท่ากับค่าสมดุลของความเข้มข้นในเฮกเซน
  • 4 : ในน้ำต้องสูงกว่าค่าสมดุลของความเข้มข้นในเฮกเซน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 181 :
  • ในการสกัดแยกเอทธานอล(C2H5OH)ที่ผสมในน้ำด้วยเฮกเซน(C6H14) ความเข้มข้นของเอทธานอลในเฮกเซนควรมีความสัมพันธ์กับความเข้มข้นของเอทธานอลในน้ำอย่างไร
  • 1 : ในเฮกเซนต้องต่ำกว่าในน้ำ
  • 2 : ในเฮกเซนต้องต่ำกว่าค่าสมดุลของความเข้มข้นในน้ำ
  • 3 : ในเฮกเซนต้องเท่ากับค่าสมดุลของความเข้มข้นในน้ำ
  • 4 : ในเฮกเซนต้องสูงกว่าค่าสมดุลของความเข้มข้นในน้ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 182 :
  • ในการสกัดแยกเอทธานอล(C2H5OH)ที่ผสมน้ำด้วยเฮกเซน(C6H14)ด้วยถังกวนผสม โดยใช้ปริมาณเฮกเซนน้อยที่สุดที่พอดีให้สามารถสกัดเอทธานอลได้ จะได้ผลลัพธ์อย่างไร
  • 1 : ได้แอ็กแทร็ก(extract)เพียงอย่างเดียว
  • 2 : ได้ราฟฟิเนต(raffinate)เพียงอย่างเดียว
  • 3 : ได้ปริมาณแอ็กแทร็ก(extract)มากกว่าปริมาณราฟฟิเนต(raffinate)
  • 4 : ได้ปริมาณแอ็กแทร็ก(extract)เท่ากับปริมาณราฟฟิเนต(raffinate)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 183 :
  • ในการสกัดแยกเอทธานอล(C2H5OH)ที่ผสมน้ำด้วยเฮปเทน(C7H16)ด้วยถังกวนผสม โดยใช้ปริมาณเฮปเทนมากที่สุดที่พอดีให้สามารถสกัดเอทธานอลได้ จะได้ผลลัพธ์อย่างไร
  • 1 : ได้ปริมาณแอ็กแทร็ก(extract)มากกว่าปริมาณราฟฟิเนต(raffinate)
  • 2 : ได้ปริมาณแอ็กแทร็ก(extract)เท่ากับปริมาณราฟฟิเนต(raffinate)
  • 3 : ได้ปริมาณแอ็กแทร็ก(extract)น้อยกว่าปริมาณราฟฟิเนต(raffinate)
  • 4 : ได้แอ็กแทร็ก(extract)เพียงอย่างเดียว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 184 :
  • การสกัดเอทธานอล(C2H5OH)ที่ผสมกับน้ำด้วยเฮกเซน(C6H14) ควรดำเนินการภายใต้ความดันใด
  • 1 : ความดันต่ำกว่าจุดน้ำค้าง(dew point pressure)
  • 2 : ความดันจุดน้ำค้าง(dew point pressure)
  • 3 : ความดันระหว่างจุดน้ำค้าง(dew point pressure)กับจุดเดือด(bubble point pressure)
  • 4 : ความดันสูกว่าจุดเดือด(bubble point pressure)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 185 :
  • การคำนวณออกแบบหอสกัดเอทธานอล(C2H5OH)ผสมน้ำด้วยเฮปเทน(C7H16) ไม่ต้องใช้ข้อมูลใด
  • 1 : สัดส่วนเอทธานอลที่ผสมน้ำ
  • 2 : อัตราการไหลของเฮปเทน
  • 3 : สัดส่วนเอทธานอลในเฮปเทน
  • 4 : สมดุลไอของเหลวของเอทธานอล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 186 :
  • การสกัดแยกกรดน้ำส้ม(CH3COOH)ออกจากน้ำส้มสายชู(CH3COOH + H2O) ด้วยการใช้คลอโรฟอร์ม(CHCl3) และชุดถังกวนกับถังแยกชั้นของเหลวจำนวน 5 ชุด สารใดควรพบมากในสายแอ็กแทร็ก(extract)และสายราฟฟิเนต(raffinate)ตามลำดับ
  • 1 : กรดน้ำส้ม(CH3COOH) และคลอโรฟอร์ม(CHCl3)
  • 2 : น้ำ และคลอโรฟอร์ม(CHCl3)
  • 3 : คลอโรฟอร์ม(CHCl3) และกรดน้ำส้ม(CH3COOH)
  • 4 : คลอโรฟอร์ม(CHCl3) และน้ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 187 :
  • การสกัดแยกอะซิโตน(CH3COCH3)ที่ปนในโทลูอีน(C7H8) โดยการใช้น้ำกับหอสกัดที่บรรจุด้วยแผ่นเจาะรูพรุนจำนวน 15 แผ่น ควรป้อนสารอินทรียร์ผสมและน้ำเข้าหอสกัดอย่างไร ตามลำดับ
  • 1 : สารอินทรีย์ผสมด้านล่าง และน้ำตรงกลาง
  • 2 : สารอินทรีย์ผสมตรงกลาง และน้ำด้านล่าง
  • 3 : สารอินทรีย์ผสมด้านล่าง และน้ำด้านบน
  • 4 : สารอินทรีย์ผสมด้านบน และน้ำด้านล่าง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 188 :
  • ในการคำนวณหอสกัดที่บรรจุด้วยแผ่นเจาะรูพรุนจำนวน 12 แผ่น สำหรับแยกอะซิโตน(CH3COCH3)ที่ปนในโทลูอีน(C7H8)ด้วยการใช้น้ำ ควรพบสารใดบ้างในสายแอ็กแทร็ก(extract) ตามลำดับมากไปน้อย
  • 1 : น้ำและอะซิโตน(CH3COCH3)
  • 2 : อะซิโตน(CH3COCH3)และโทลูอีน(C7H8)
  • 3 : โทลูอีน(C7H8)และน้ำ
  • 4 : น้ำ อะซิโตน(CH3COCH3)และโทลูอีน(C7H8)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 189 :
  • ในการคำนวณออกแบบหน่วยสกัดแยกกรดน้ำส้ม(CH3COOH)ออกจากน้ำส้มสายชู(CH3COOH + H2O) ด้วยคลอโรฟอร์ม(CHCl3) ปริมาณใดที่ไม่เปลี่ยนแปลง
  • 1 : ความเข้มข้นของกรดน้ำส้ม(CH3COOH)ในน้ำส้มสายชู(CH3COOH + H2O)
  • 2 : อัตราการไหลของสายแอ็กแทร็ก(extract)
  • 3 : อัตราการไหลของสายราฟฟิเนต(raffinate)
  • 4 : ผลต่างของอัตราการไหลของสายแอ็กแทร็ก(extract)และสายราฟฟิเนต(raffinate)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 190 :
  • ในการคำนวณออกแบบหน่วยสกัดแยกอะซิโตน(CH3COCH3)ที่ปนในโทลูอีน(C7H8)ด้วยน้ำ ปริมาณใดไม่คงที่
  • 1 : อัตราการไหลของน้ำ
  • 2 : อุณหภูมิของการสกัด
  • 3 : ความเข้มข้นของอะซิโตน(CH3COCH3)ในน้ำ
  • 4 : ความดันของการสกัด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 191 :
  • โดยทั่วไปแล้วพารามิเตอร์ใดที่มีผลกระทบน้อยที่สุดต่อประสิทธิภาพของกระบวนการสกัดแบบไหลสวนทางกันของระบบของเหลว-ของเหลว
  • 1 : อุณหภูมิในการสกัดในแต่ละขั้นตอน
  • 2 : ความดันลดที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอน
  • 3 : ระยะเวลาของการสกัดในแต่ละขั้นตอน
  • 4 : อัตราส่วนของความยาวต่อเส้นผ่าศูนย์กลางของเครื่องสกัด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 192 :
  • ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของสารที่ใช้ในการเลือกตัวทำละลายในกระบวนการสกัด
  • 1 : สามารถนำกลับมาใช้ได้ง่าย
  • 2 : ไม่เป็นสารมีพิษ
  • 3 : ไม่ละลายในของเหลวที่เป็นเฟสราฟฟิเนต
  • 4 : มีความหนาแน่นใกล้เคียงกับของเหลวที่เป็นเฟสราฟฟิเนต (Raffinate Phase)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 193 :
  • กรณีใดต่อไปนี้ที่ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เครื่องมือสกัดของเหลวได้รับความนิยมใช้มากกว่าหอกลั่น
  • 1 : เมื่อการเกิดแอซิโอโทรป (Azeotrope) ไปจำกัดระดับขั้นของการแยก
  • 2 : เมื่อการให้ความร้อนเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง
  • 3 : เมื่อสารที่ต้องการแยกมีความแตกต่างทางธรรมชาติอย่างเด่นชัดกับสารตัวอื่น
  • 4 : เมื่อจุดเดือดของของเหลวที่ต้องการสกัดมีค่าต่ำมาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 194 :
  • ในการสกัดโดยวิธี liquid-liquid Extraction นิยมสกัดที่อุณหภูมิใด
  • 1 : เท่ากับอุณหภูมิจุดเดือดของสารละลาย
  • 2 : สูงกว่าอุณหภูมิจุดเดือดของสารละลาย
  • 3 : ต่ำกว่าอุณหภูมิจุดเดือดของสารละลาย
  • 4 : สูงกว่าอุณหภูมิจุด DEW POINT ของสารละลาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 195 :
  • ในการสกัดโดยวิธี liquid-liquid Extraction นิยมสกัดที่ความดันใด
  • 1 : เท่ากับความดันจุดเดือดของสารละลาย
  • 2 : สูงกว่าความดันจุดเดือดของสารละลาย
  • 3 : ต่ำกว่าความดันจุดเดือดของสารละลาย
  • 4 : ต่ำกว่าความดันจุด DEW POINT ของสารละลาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 196 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ข้อด้อยของเครื่องสกัดแบบแรงเหวี่ยง (Centrifugal extractor)
  • 1 : มีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการสูง
  • 2 : มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงสูง
  • 3 : มีข้อจำกัดในการเพิ่มจำนวนขั้นตอนการสกัดในหน่วยสกัดเดี่ยว
  • 4 : ไม่สามารถใช้ได้กับระบบของเหลว-ของเหลวที่การกระจายตัวเป็นแบบอิมัลชัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 197 :
  • โดยทั่วไปแล้วในการออกแบบเครื่องสกัดที่มีหลายขั้นตอนและมีการไหล แบบสวนทางกันนั้น ถ้ากำหนดให้อัตราส่วนของอัตราการไหลของเฟสเอกซ์ แทรคที่เข้าสู่ขั้นตอนลำดับสุดท้ายหรือลำดับที่ N (VN+1) ต่ออัตราการไหลของ เฟสราฟฟิเนตที่เข้าสู่ขั้นตอนลำดับแรกหรือลำดับที่ 1 (L0) มีค่ามากจะทำให้ ความเข้มข้นของสารที่สกัดได้ที่อยู่ในเฟสเอกซ์แทรค (เฟส V) มีค่าน้อย จะ ทำให้เกิดผลในข้อใดต่อไปนี้
  • 1 : ร้อยละของสารที่สกัดออกมาได้มีค่าต่ำ
  • 2 : ร้อยละของสารที่สกัดออกมาได้มีค่าสูง
  • 3 : การนำตัวทำละลายที่อยู่ในเฟสเอกซ์แทรคกลับมาใช้อีกทำได้ง่าย
  • 4 : การนำตัวทำละลายที่อยู่ในเฟสเอกซ์แทรคกลับมาใช้อีกทำได้ยาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 198 :
  • สำหรับกระบวนการสกัดที่มีหลายขั้นตอนแบบไหลสวนทางกันนั้นในกรณีที่ กำหนดให้อัตราส่วนของอัตราการไหลของเฟสเอกซ์แทรคที่เข้าสู่ขั้นตอน ลำดับสุดท้ายหรือลำดับที่ N (VN+1) ต่ออัตราการไหลของเฟสราฟฟิเนตที่เข้า สู่ขั้นตอนลำดับแรกหรือลำดับที่ 1 (L0) มีค่าต่ำสุด เพื่อให้ได้เปอร์เซ็นต์ของ สารที่สกัดออกมาได้ตามต้องการนั้น จะต้องใช้จำนวนขั้นตอนการสกัดในข้อ ใด
  • 1 : น้อยที่สุด
  • 2 : น้อย
  • 3 : ปานกลาง
  • 4 : มากที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 199 :
  • การสกัดที่มีหลายขั้นตอนแบบไหลสวนทางกัน ในกรณีที่ต้องการจำนวนขั้นสมดุลน้อยที่สุด จะต้องให้อัตราการไหลของเฟสเอกซ์แทรคที่เข้าสู่ขั้นตอนลำดับสุดท้ายมีค่าเท่าไร
  • 1 : มากที่สุด
  • 2 : น้อยที่สุด
  • 3 : ปานกลาง
  • 4 : น้อย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 200 :
  • แผนภาพสามเหลี่ยมด้านเท่าที่ใช้ในการแสดงสมดุลระหว่างของเหลว-ของเหลวที่มีการผสมกันเพียงบางส่วนของสารที่เป็นตัวทำละลายกับสารที่ทำให้เจือจางนั้นจะมีเส้นโค้งการละลาย 2 เส้น คือ เส้นโค้งการละลายของเฟสราฟฟิเนตและเส้นโค้งการละลายของเฟสเอกซ์แทรค การที่ปลายด้านหนึ่งของเส้นโค้งทั้งสองนี้จะลู่เข้าหากันที่จุดเพลต (Plait point) นั้นมีความหมายทางกายภาพอย่างไร
  • 1 : ชั้นของของเหลวทั้งสองจะมีองค์ประกอบเดียวกัน
  • 2 : ชั้นของของเหลวทั้งสองจะมีองค์ประกอบแตกต่างกัน
  • 3 : มีการแยกชั้นของของเหลวทั้งสองเฟส
  • 4 : ความเข้มข้นของตัวถูกละลายในเฟสราฟฟิเนตมีค่ามาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 201 :
  • เส้นตรง FH คือเส้นอะไร
  • 1 : เส้น Operating line
  • 2 : เส้นการละลาย
  • 3 : เส้น tie line
  • 4 : เส้น conjugate
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 202 :
  • เส้นตรง FH ได้มาจากข้อมูลใดของสารละลาย
  • 1 : ความสามารถในการละลาย
  • 2 : เส้นการละลาย
  • 3 : สมดุลไอของสารละลาย
  • 4 : เส้นสมดุลระหว่าง mass fraction ของ solute ในสาย raffinate และสาย extract
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 203 :
  • ที่จุด k สารผสมมีลักษณะเป็นเช่นใด
  • 1 : สารผสมเฟสเดียว
  • 2 : สารผสม 2 เฟส
  • 3 : สารผสม 3 เฟส
  • 4 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 204 :
  • จากรูปสมดุลเฟสสามเหลี่ยมด้านล่าง ข้อใดถูกต้อง
  • 1 : A ควรเป็นตัวถูกละลาย (solute)
  • 2 : B ควรเป็นตัวถูกละลาย
  • 3 : C ควรเป็นตัวถูกละลาย
  • 4 : P ควรเป็นตัวถูกละลาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 775 : Multistage Absorption and Stripping of Dilute Mixtures
ข้อที่ 205 :
  • ขนาดของแพคกิงจะมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพของหอดูดซึม โดยแพคกิงที่มีขนาดใหญ่จะทำให้ความดันลดต่อหน่วยความสูงของแพคกิงจะลดลงและจะทำให้เกิดผลในข้อใดต่อไปนี้
  • 1 : ประสิทธิภาพในการถ่ายเทความร้อนเพิ่มขึ้น
  • 2 : ประสิทธิภาพในการถ่ายเทโมเมนตัมเพิ่มขึ้น
  • 3 : ประสิทธิภาพในการถ่ายเทมวลลดลง
  • 4 : ประสิทธิภาพในการถ่ายเทความร้อนและมวลเพิ่มขึ้น
  • 5 : ประสิทธิภาพในการถ่ายเทความร้อนและมวลลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 206 :
  • สำหรับกระบวนการดูดซึมก๊าซด้วยของเหลว ถ้าค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทมวลมีค่าเพิ่มขึ้น หมายความว่าความต้านทานในการถ่ายเทมวลลดลง หรือกล่าวได้อีกอย่างว่า
  • 1 : ชั้นของเหลวต้านทานจะหนาขึ้น
  • 2 : ชั้นของเหลวต้านทานจะบางลง
  • 3 : ชั้นของเหลวต้านทานจะมีการกระจายตัวตามแนวดิ่งตามทิศทางการไหลของของเหลว
  • 4 : ชั้นของเหลวต้านทานจะมีการกระจายตัวตามแนวตั้งฉากกับทิศทางการไหลของของเหลว
  • 5 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 207 :
  • ค่าที่แสดงความสามารถในการแยกสารของวัสดุแพคกิงเฉพาะอย่าง สำหรับสารเคมีใดสารสารที่กำลังพิจารณาเพื่อการออกแบบเครื่องมือแยกสาร คือคำจำกัดความของอะไร
  • 1 : ความสูงของเครื่องสกัด
  • 2 : จำนวนของหน่วยถ่ายเท (N.T.U.)
  • 3 : ความสูงของหน่วยถ่ายเท (H.T.U.)
  • 4 : ความสูงของหอดูดซึม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 208 :
  • ในการออกแบบหอแยกสารแบบหอแพค (Packed tower) นั้นของไหลสองเฟสจะสัมผัสกันตลอดความสูงของหอ จำนวนของหน่วยถ่ายเทมวล (N.T.U.) จะไม่มีหน่วย แต่ค่าความสูงของหน่วยถ่ายเท (H.T.U.) จะมีหน่วยหรือไม่ ถ้ามีเป็นหน่วยอะไร
  • 1 : ไม่มีหน่วย
  • 2 : มีหน่วย และเป็นหน่วยความยาว
  • 3 : มีหน่วย และเป็นหน่วยมวล
  • 4 : มีหน่วย และเป็นหน่วยความเข้มข้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 209 :
  • ขนาดของแพคกิงจะมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพของหอดูดซึม โดยแพคกิงที่มีขนาดใหญ่จะทำให้ความดันลดต่อหน่วยความสูงของแพคกิงจะลดลงและจะทำให้เกิดผลในข้อใดต่อไปนี้
  • 1 : ประสิทธิภาพในการถ่ายเทความร้อนเพิ่มขึ้น
  • 2 : ประสิทธิภาพในการถ่ายเทโมเมนตัมเพิ่มขึ้น
  • 3 : ประสิทธิภาพในการถ่ายเทมวลลดลง
  • 4 : ประสิทธิภาพในการถ่ายเทความร้อนและมวลเพิ่มขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 210 :
  • โดยทั่วไปแล้วเส้นผ่าศูนย์กลางของหอดูดซึมก๊าซแบบหอแพคจะไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยใดต่อไปนี้
  • 1 : คุณสมบัติของก๊าซและของเหลวในกระบวนการดูดซึม
  • 2 : อัตราส่วนของก๊าซและของเหลวในกระบวนการดูดซึม
  • 3 : ความสูงของหอแพค
  • 4 : วัสดุที่ใช้ทำหอแพค
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 211 :
  • ในหอดูดซึมแบบแพคที่ใช้แพคกิงซึ่งมีพื้นที่ผิวต่อหน่วยปริมาตรสูงนั้นอาจไม่เป็นผลดีต่อการสัมผัสระหว่างก๊าซและของเหลวถ้าของเหลวบนพื้นผิวแพคกิงมีลักษณะเป็นอย่างไร
  • 1 : มีการกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ
  • 2 : มีการกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ
  • 3 : มีการตกค้างอยู่ในส่วนบนของหอแพค
  • 4 : มีการตกค้างอยู่ในส่วนกลางของหอแพค
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 212 :
  • จากสมการ HETP = [Hog*ln(1/A)]/[(1/A)*A] และ z = n*(HETP) ถ้ากำหนดให้ A = 2.7 และ H = 0.95 จงหาความสูงของ packed column เมื่อ n=1.3
  • 1 : 2 เมตร
  • 2 : 4 เมตร
  • 3 : 6 เมตร
  • 4 : 8 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 213 :
  • จากรูป ถ้ากำหนดให้เส้นดำเนินการ และ overall tray efficiency เท่ากับ 0.5 จงหาจำนวนชั้นจริง
  • 1 : 5 ชั้น
  • 2 : 6 ชั้น
  • 3 : 7 ชั้น
  • 4 : 8 ชั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 214 :
  • จากรูปกำหนด
  • 1 : 0.04 in H2O/ft packing
  • 2 : 0.08 in H2O/ft packing
  • 3 : 0.15 in H2O/ft packing
  • 4 : 0.25 in H2O/ft packing
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 215 :
  • จากรูปที่ให้มา จงหาจำนวนชั้นทางทฤษฎีของหอดูดซับ
  • 1 : 1 ชั้น
  • 2 : 1.4 ชั้น
  • 3 : 2 ชั้น
  • 4 : 2.4 ชั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 216 :
  • อะไรที่ ไม่ใช่ วัสดุที่มักใช้ในหอแพคในระดับอุตสาหกรรม
  • 1 : ceramic Rasching rings
  • 2 : ceramic Berl saddle
  • 3 : ผลึก NaOH
  • 4 : Metal Bialecki ring
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 217 :
  • โดยทั่วไปแล้ว ภายในหอดูดซึมควรจะมีความดัน และอุณหภูมิ เป็นเช่นใด
  • 1 : ความดันต่ำ อุณหภูมิต่ำ
  • 2 : ความดันต่ำ อุณหภูมิสูง
  • 3 : ความดันสูง อุณหภูมิต่ำ
  • 4 : ความดันสูง อุณหภูมิสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 218 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ที่ ไม่เกี่ยวข้อง กับการออกแบบหอดูดซึม
  • 1 : เส้นสมดุล
  • 2 : เส้นปฏิบัติการ
  • 3 : McCabe-Thiele Method
  • 4 : เศษส่วนโมลในวัฏภาคแก๊ส และของเหลวที่ยอดหอ และก้นหอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 219 :
  • สมการเส้นปฏิบัติการ (Operating line equation) เป็นสมการสำหรับใช้บอกถึงข้อใด
  • 1 : สภาวะ และองค์ประกอบที่ยอดหอ และก้นหอ
  • 2 : ความสมดุลที่ยอดหอ และก้นหอ
  • 3 : การทำงานของหอที่ยอดหอ และก้นหอ
  • 4 : ต้นทุนในการจ้างผู้ปฏิบัติงานที่ยอดหอ และก้นหอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 220 :
  • จากรูป ข้อใดคือ สมการเส้นปฏิบัติการของหอ
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 221 :
  • จากรูปเป็นหอดูดซึม จุด A คือตำแหน่งที่เป็น
  • 1 : ก้นหอ
  • 2 : กึ่งกลางหอ
  • 3 : ยอดหอ
  • 4 : ภายในหอบริเวณค่อนมาทางก้นหอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 222 :
  • จากรูป ถ้าจุด A เป็นตำแหน่งก้นหอ จงบอกว่าเป็นหอชนิดใด
  • 1 : หอปลดปล่อย (Stripping tower)
  • 2 : หอดูดซึม (Adsorption tower)
  • 3 : หอฟลูอิดไดส์เบด
  • 4 : หอเบดแบบแพค
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 223 :
  • จากรูป จำนวนชั้นในเชิงทฤษฎีของหอดูดซึมนี้มีจำนวนเท่าใด โดยประมาณ
  • 1 : 5 ชั้น
  • 2 : 6 ชั้น
  • 3 : 7 ชั้น
  • 4 : 8 ชั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 224 :
  • จากรูป ถ้าหอดูดซึมนี้มีประสิทธิภาพเพียงร้อยละ 80 จงหาจำนวนชั้นของหอดูดซึมแบบเทรย์นี้ โดยประมาณ
  • 1 : 7 ชั้น
  • 2 : 8 ชั้น
  • 3 : 9 ชั้น
  • 4 : 10 ชั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 225 :
  • ความเข้มข้นของแอมโมเนีย(NH3)ในแก๊สผสมที่กำลังเคลื่อนที่สวนทางกับน้ำภายในหอดูดซึม ควรมีความสัมพันธ์กับสมดุลไอของเหลวของแอมโมเนียอย่างไร
  • 1 : ต้องไม่น้อยกว่าสมดุล
  • 2 : ต้องเท่ากับสมดุล
  • 3 : ต้องไม่มากกว่าสมดุล
  • 4 : ต้องมากกว่าสมดุล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 226 :
  • อัตราการไหลของของเหลวภายในหอดูดซึม ที่ใช้สำหรับการคำนวณด้วยวิธีกราฟ ควรมีลักษณะอย่างไร
  • 1 : เพิ่มขึ้นจากบนลงล่าง
  • 2 : ไม่ลดลงจากบนลงล่าง
  • 3 : ไม่เปลี่ยนแปลงจากบนลงล่าง
  • 4 : ไม่เพิ่มขึ้นจากบนลงล่าง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 227 :
  • การกำจัดความชื้นในแก๊สธรรมชาติ ควรใช้กระบวนการใดเหมาะสมที่สุด
  • 1 : กระบวนการควบแน่น
  • 2 : กระบวนการสกัดด้วยตัวทำละลายอนินทรีย์
  • 3 : กระบวนการดูดซึมด้วยไกลคอล(glycols)
  • 4 : กระบวนการดูดซับด้วยถ่าน(activated carbon)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 228 :
  • เมื่อแก๊สผสมไอแอมโมเนีย(NH3)เคลื่อนที่สวนทางกับน้ำภายหอดูดซึม ความเข้มข้นของแอมโมเนียในน้ำ ควรสัมพันธ์อย่างไรกับสมดุลไอของเหลวของแอมโมเนีย
  • 1 : ต้องน้อยกว่าสมดุล
  • 2 : ต้องไม่น้อยกว่าสมดุล
  • 3 : ต้องเท่ากับสมดุล
  • 4 : ต้องไม่มากกว่าสมดุล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 229 :
  • ข้อใดจำเป็นในการออกแบบหอดูดซึม
  • 1 : เส้นสมดุล
  • 2 : อัตราการไหลที่ยอดหอและก้นหอ
  • 3 : เศษส่วนโมลในวัฏภาคแก๊ส และของเหลวที่ยอดหอ และก้นหอ
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 230 :
  • จากรูป เป็นหอปลดปล่อย(stripping) ข้อใดคือความชันของเส้นปฏิบัติการของหอนี้
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 231 :
  • การแยกแก๊สแอมโมเนียออกจากอากาศควรใช้กระบวนการใด
  • 1 : กระบวนการกลั่นลำดับส่วน
  • 2 : กระบวนการสกัด
  • 3 : กระบวนการสตริปด้วยไอน้ำ
  • 4 : กระบวนการดูดซึมด้วยน้ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 232 :
  • ในการดูดซึมด้วยก๊าซของระบบอุดมคติในข้อใดผิด
  • 1 : ด้านล่างหอไม่มีก๊าซปนมากับของเหลว
  • 2 : ด้านบนหอไม่มีของเหลวปนมากับก๊าซ
  • 3 : ในแต่ละชั้นมีการสัมผัสกันระหว่างก๊าซกับของเหลวน้อยมาก
  • 4 : ไม่มีของเหลวไหลซึมออกมาจากรูในแต่ละเทรย์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 233 :
  • ในคอลัมน์แพ็ค (packed column) ถ้าขนาดของคอลัมน์แพ็คมากขึ้นจะทำให้เกิดผลในข้อใดต่อไปนี้
  • 1 : สัมประสิทธิ์การถ่ายโอนมวลเพิ่มขึ้น
  • 2 : สัมประสิทธิ์การถ่ายโอนมวลลดลง
  • 3 : ความดันลดมีค่าลดลง
  • 4 : ข้อ 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 234 :
  • ถ้าต้องการจำนวนชั้นเพียง 2 ชั้น ความดันลดต่ำๆ และตัวถูกละลายสามารถละลายได้ดีในเฟสของของเหลว ควรเลือกใช้หอดูดซึมแบบใด
  • 1 : หอเทรย์
  • 2 : คอลัมน์แพ็ค (packed column)
  • 3 : หอฉีดพ่น (spray tower)
  • 4 : คอลัมน์ฟอง (bubble column)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 235 :
  • หอดูดซึมแบบหอเทรย์มีส่วนประกอบที่เรียกว่า wier ทำหน้าที่อะไร
  • 1 : ทำให้แก๊ซไหลผ่านแบบตรง
  • 2 : ทำให้แก๊ซไหลออกทางด้านข้าง
  • 3 : ตัวกั้นที่ทำให้ของเหลวสัมผัสกับแก๊ซในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
  • 4 : ตัวกั้นที่ไม่ให้ของเหลวสัมผัสกับแก๊ซ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 236 :
  • จุดประสงค์หลักที่มีการใส่แพคกิง(Packing) ในหอดูดซึมก๊าซ(Gas absorber) คืออะไร
  • 1 : เพื่อเพิ่มความแข็งแรงแก่หอดูดซึมทำให้สามารถต้านทานแรงปะทะของลม
  • 2 : เพื่อเพิ่มพื้นที่สัมผัสระหว่างเฟส
  • 3 : เพื่อทำให้หอดูดซึมมีความจุของเหลวที่ต้องการดูดซึมมากขึ้น
  • 4 : เพื่อทำให้ความดันลดที่เกิดคล่อมบริเวณที่มีการแยกเฟสในหอดูดซึมมีค่าลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 237 :
  • หลักการสำคัญในการแยกสารโดยใช้กระบวนการดูดซึมด้วยก๊าซ คืออะไร
  • 1 : ก๊าซที่ต้องการแยกสามารถละลายได้น้อยกว่าก๊าซตัวอื่นที่อยู่ในก๊าซผสม
  • 2 : ก๊าซที่ต้องการแยกสามารถละลายได้ดีกว่าก๊าซตัวอื่นที่อยู่ในก๊าซผสม
  • 3 : ของเหลวภายในหอดูดซึมมีอุณหภูมิสูงกว่าจุดเดือดของก๊าซที่ต้องการดูดซึม
  • 4 : ของเหลวภายในหอดูดซึมมีอุณหภูมิเท่ากับจุดเดือดของก๊าซที่ต้องการดูดซึม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 238 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่คุณสมบัติที่ต้องการของแพคกิง (Packing) ของหอดูดซึม
  • 1 : มีความหนาแน่นต่ำ
  • 2 : มีลักษณะที่เปียกของเหลวได้ดี
  • 3 : ไม่ทำให้เกิดความดันลดในหอมากเกินไป
  • 4 : มีพื้นที่ทำให้สารทั้งสองเฟสสัมผัสกันได้น้อย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 239 :
  • สภาวะที่มีการกระจายไม่สม่ำเสมอของของเหลวตามภาคตัดขวางของหอดูดซึม เรียกว่า
  • 1 : Channelling
  • 2 : Flooding
  • 3 : Entrianment
  • 4 : Voidaging
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 240 :
  • ข้อใดต่อไปนี้คือสาเหตุสำคัญที่พลาสติกบางอย่างไม่เหมาะสมในการนำมาทำแพคกิงในหอดูดซึม
  • 1 : มีน้ำหนักเบาเกินไป
  • 2 : มืพื้นผิวไม่เปียกของเหลวหลายชนิด
  • 3 : เกิดการยุบตัวได้ง่าย
  • 4 : มีราคาแพง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 241 :
  • ความสูงสุทธิ (H) ของหอแพคที่ใช้ในการแยกสารสามารถคำนวณได้จากความสูงของหน่วยถ่ายเท (H.T.U.) และจำนวณหน่วยถ่ายเท (N.U.T.) โดยสมการใดต่อไปนี้
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 242 :
  • การคำนวณในข้อใดต่อไปนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ในการประเมินหาความสูงของหอดูดซึมก๊าซแบบหอแพค
  • 1 : การคำนวณดุลพลังงาน
  • 2 : การประเมินหาแรงขับ (Driving force) ในการแยกสาร
  • 3 : การประเมินหาสัมประสิทธิ์การถ่ายเทมวลข้ามเฟส
  • 4 : การประเมินหาความหนาของผนังของหอแพค
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 243 :
  • สำหรับการออกแบบหอดูดซึมก๊าซแบบแพคนั้นเส้นปฏิบัติการ (Operating line) จะต้องอยู่เหนือเส้นโค้งสมดุลก๊าซของเหลว (Gas-liquid equilibrium line) ด้วยเหตุผลใดต่อไปนี้
  • 1 : แรงขับ (Driving force) มีค่าเป็นบวก
  • 2 : แรงขับ (Driving force) มีค่าเป็นลบ
  • 3 : อัตราการถ่ายเทความร้อนมีค่ามาก
  • 4 : อัตราการถ่ายเทความมวลมีค่ามาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 244 :
  • เมื่อเปรียบเทียบกับแพคกิงที่ทำจากวัสดุชนิดอื่นๆ ข้อใดต่อไปนี้คือข้อดีของแพคกิงซึ่งทำจาก เซรามิก ที่ใช้ในหอแยกสารแบบแพค
  • 1 : ทนต่อการกัดกร่อนได้ดีและมีราคาถูก
  • 2 : มีน้ำหนักเบา
  • 3 : แตกหักยาก
  • 4 : ไม่ทำให้เกิดสภาวะการไหลเป็นช่องในหอแพค
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 245 :
  • ในกรณีที่อัตราการไหลของเฟสทั้งสองในหอดูดซึมแบบแพคมีค่าไม่คงที่ตลอดความยาวหอจะมีผลทำให้สมการของเส้นปฏิบัติการ (Operating line) มีลักษณะเป็นเช่นไร
  • 1 : เป็นสมการไฮเปอร์โบลา
  • 2 : เป็นสมการเส้นโค้ง
  • 3 : เป็นสมการเส้นตรงที่มีความชันเป็นบวก
  • 4 : เป็นสมการเส้นตรงที่มีความชันเป็นลบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 246 :
  • สำหรับกระบวนการดูดซึมก๊าซด้วยของเหลว ในกรณีที่ชั้นก๊าซต้านทาน (Gas film resistance) บางมากๆ จะมีผลทำให้ค่าแรงขับ (Driving force) หรือผลต่างของความเข้มข้นในชั้นก๊าซต้านทานมีค่าเป็นอย่างไร
  • 1 : มีค่าคงที่
  • 2 : มีค่ามาก
  • 3 : มีค่าน้อยมาก
  • 4 : มีค่าเพิ่มขึ้นมากในช่วงแรกและลดลงหลังจากที่เวลาผ่านไปเล็กน้อย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 247 :
  • แพ็คกิ้งตามรูปมีชื่อเรียกว่าอะไร
  • 1 : Rasching ring
  • 2 : Berl saddle
  • 3 : Pall ring
  • 4 : Intalox
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 248 :
  • ในการหาค่าความสูงของหอดูดซับแบบแพ็ค สามารถคำนวณจากสูตรในข้อใด โดย H คือความสูงของแพ็คกิ้ง Hi คือ height of transfer unit และ Ni คือ number of transfer unit
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 249 :
  • ในการออกแบบหอดูดซับเมื่อก๊าซผสม (gas mixture) มีความเข้มข้นสูง ข้อใดผิด
  • 1 : เส้นสมดุล (equilibrium line) เป็นเส้นตรง
  • 2 : เส้นดำเนินการ (operating line) เป็นเส้นตรง
  • 3 : เส้นดำเนินการเป็นเส้นโค้ง
  • 4 : ข้อ 1 และ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 250 :
  • ในการศึกษาความดันลดในหอดูดซับ ข้อใดถูก
  • 1 : เพื่อประมาณกำลังของปั๊มน้ำและปั๊มลม
  • 2 : เมื่อการดำเนินการมากกว่าจุด flooding ไม่สามารถวัดความดันลดได้
  • 3 : ถ้าเขียนกราฟระหว่าง log(∆P/L) และ log(Gp) ในหอดูดซับที่มีของเหลวไหลจากด้านบนจะได้กราฟเส้นตรง โดย Gp คืออัตราการไหลของก๊าซต่อพื้นที่หน้าตัด
  • 4 : ข้อ 1 และ 2 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 251 :
  • ในการศึกษาหอดูดซับ ข้อใดผิด
  • 1 : เมื่อลดอัตราการไหลของของเหลวลง ความเข้มข้นของของเหลวขาออกจากหอดูดซับเพิ่มขึ้น
  • 2 : เมื่อเพิ่มอัตราการไหลของก๊าซจนถึงจุดหนึ่ง (ที่อัตราการไหลของเหลวคงที่)จะเกิด loading ขึ้น
  • 3 : ในการออกแบบหอดูดซับสามารถลดอัตราการไหลของของเหลวไปที่อัตราการไหลจนเกินจุดอัตราการไหลของเหลวต่ำสุด(Lmin)ได้
  • 4 : ข้อ 1 และ 2 ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 252 :
  • จากรูปข้อใดถูก
  • 1 : เส้น tie line ด้านล่างหอ มีค่าความชันเท่ากับ –1.62
  • 2 : เส้น tie line มีค่าความชันเท่ากับ โดย และ คือสัมประสิทธิ์การถ่ายเทมวลผ่านชั้นฟิลม์
  • 3 : เส้น tie line คือเส้นที่ลากจากเส้นดำเนินการตัดเส้นสมดุล
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 253 :
  • หอดูดซับแบบเพลท สามารถออกแบบชั้น หรือ contacting devices ชนิดใดบ้าง
  • 1 : sieve tray
  • 2 : valve tray
  • 3 : bubble-cap tray
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 254 :
  • จากรูป ที่จุด P1 ถ้าต้องการออกแบบความสูงหอดูดซับผ่านสัมประสิทธิ์การถ่ายเทมวลชั้นฟิล์ม ควรเป็นเส้นในข้อใด
  • 1 : เส้น P1a
  • 2 : เส้น P1b
  • 3 : เส้น P1c
  • 4 : เส้น P1d
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 255 :
  • อุปกรณ์ต่อไปนี้ข้อใดไม่ควรพบในหอดูดซับ
  • 1 : มาตรวัดอัตราการไหล
  • 2 : ปั๊ม
  • 3 : structured packing
  • 4 : เซนติฟิวซ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 256 :
  • ข้อมูลจากตารางจงหาค่าความพรุน (porosity)ของแพ็คกิ้งแบบ rasching ring ที่ทำจากเซรามิกขนาด 1 นิ้ว
  • 1 : 0.64
  • 2 : 0.71
  • 3 : 0.74
  • 4 : 1.36
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 257 :
  • ข้อใดที่เป็นกระบวนการตรงกันข้ามกับการดูดซึม (Absorption)
  • 1 : สารปนเปื้อนในวัฏภาคของเหลวถูกถ่ายโอนไปยังวัฏภาคแก๊ส
  • 2 : สารปนเปื้อนในวัฏภาคแก๊สถูกถ่ายโอนไปยังวัฏภาคของเหลว
  • 3 : สารปนเปื้อนทั้งในวัฏภาคของเหลว และวัฏภาคแก๊สต่างถูกถ่ายโอนไปยังอีกวัฏภาคตามความเหมาะสม
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 258 :
  • โดยทั่วไปแล้วการดูดซึมมักถูกใช้เกี่ยวข้องกับงานต่อไปนี้ ยกเว้น ข้อใด
  • 1 : การแยกสิ่งเจือปนจากแก๊ส
  • 2 : การนำสารเคมีกลับคืน (recover) มาใช้
  • 3 : การสกัดองค์ประกอบที่เป็นของเหลวจากสารละลาย
  • 4 : การแยกแก๊สผสมออกจากกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 259 :
  • กระบวนการซึ่งของผสมในวัฏภาคของเหลวถูกทำให้สัมผัสกับแก๊ส โดยมีการถ่ายโอนมวลจากของเหลวไปยังวัฏภาคแก๊สเรียกว่า กระบวนการใด
  • 1 : adsorption
  • 2 : stripping
  • 3 : distillation
  • 4 : absorption
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 260 :
  • ในการใช้น้ำเป็นสารสำหรับดูดซึมแก๊ส SO2 ออกมาจากแก๊สผสมชนิดหนึ่งในหอดูดซึม เรียก น้ำว่าเป็น.......
  • 1 : Solute
  • 2 : Absorbate
  • 3 : Absorbent
  • 4 : Catalyst
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 261 :
  • อะไร ไม่เป็น ปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดูดซึม
  • 1 : ค่าคงที่ของเฮนรี่
  • 2 : อุณหภูมิ
  • 3 : ค่าคงที่ของแก๊ส
  • 4 : ค่าคงที่ของโบล์ทมานน์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 262 :
  • ข้อใด ไม่ใช่ ตัวอย่างของหอดูดซึมที่นิยมใช้กันในโรงงานอุตสาหกรรมโดยทั่วไป
  • 1 : หอเทรย์
  • 2 : คอลัมน์แพค (packed column)
  • 3 : หอกรองน้ำดิบ
  • 4 : คอลัมน์ฟอง (bubble column)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 263 :
  • ในการดูดซึมแอมโมเนีย(NH3)ในแก๊สผสมด้วยน้ำ ความเข้มข้นของแอมโมเนียในแก๊สผสม ที่รอยต่อ(interface)ระหว่างแก๊สผสมกับน้ำ และความเข้มข้นในน้ำ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร
  • 1 : ในแก๊สผสมสูงกว่าที่รอยต่อด้านแก๊ส และที่รอยต่อด้านแก๊สสูงกว่าในน้ำ
  • 2 : ในแก๊สผสมสูงกว่าที่รอยต่อด้านแก๊ส และที่รอยต่อด้านน้ำสูงกว่าในน้ำ
  • 3 : ในแก๊สผสมสูงกว่าที่รอยต่อด้านน้ำ และที่รอยต่อด้านน้ำสูงกว่าในน้ำ
  • 4 : ในแก๊สผสมต่ำกว่าที่รอยต่อด้านน้ำ และที่รอยต่อด้านน้ำสูงกว่าในน้ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 264 :
  • ความเข้มข้นของแอมโมเนีย(NH3)ในแก๊สผสม ควรมีความสัมพันธ์กับความเข้มข้นของแอมโมเนียในน้ำอย่างไร เพื่อให้เกิดการดูดซึม(absorption)แอมโมเนียได้
  • 1 : ในแก๊สผสมต้องสูงกว่าความเข้มข้นในน้ำ
  • 2 : ในแก๊สผสมต้องสูงกว่าค่าสมดุลของความเข้มข้นในน้ำ
  • 3 : ในแก๊สผสมต้องเท่ากับค่าสมดุลของความเข้มข้นในน้ำ
  • 4 : ในแก๊สผสมต้องต่ำกว่าค่าสมดุลของความเข้มข้นในน้ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 265 :
  • ความเข้มข้นของแอมโมเนีย(NH3)ในน้ำ ควรมีความสัมพันธ์กับความดันย่อยของแอมโมเนียในแก๊สผสมอย่างไร เพื่อให้เกิดการดูดซึม(absorption)แอมโมเนียได้
  • 1 : ในน้ำต้องสูงกว่าความดันย่อยในแก๊สผสม
  • 2 : ในน้ำต้องสูงกว่าค่าสมดุลของความดันย่อยในแก๊สผสม
  • 3 : ในน้ำต้องเท่ากับค่าสมดุลของความดันย่อยในแก๊สผสม
  • 4 : ในน้ำต้องต่ำกว่าค่าสมดุลของความดันย่อยในแก๊สผสม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 266 :
  • การป้องกันแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์(SO2)ที่เกิดขึ้นจากการเผาถ่านหินออกสู่บรรยากาศ ควรใช้กระบวนการใด
  • 1 : การกลั่น
  • 2 : การควบแน่น
  • 3 : การแพร่ผ่านเยื่อ
  • 4 : การดูดซึม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 267 :
  • ในการคำนวณออกแบบหอดูดซึมด้วยวิธีกราฟ อัตราการไหลของแก๊สผสมภายในหอดูดซึมมีลักษณะอย่างไร
  • 1 : ลดลงตามความสูง
  • 2 : ไม่ลดลงตามคามสูง
  • 3 : คงที่ตลอดความสูง
  • 4 : ไม่เพิ่มขึ้นตามความสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 268 :
  • การดูดซึมแก๊สไฮโดรคลอริก(HCl) ด้วยน้ำภายในหอดูดซึม เป็นการใช้ประโยชน์จากสมบัติใด
  • 1 : การควบแน่น
  • 2 : การระเหย
  • 3 : การละลาย
  • 4 : การตกผลึก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 269 :
  • การดูดซึมไอน้ำในแก๊สธรรมชาติด้วยเอทธิลีนไกลคอล(C2H4(OH)2)ภายใต้เงื่อนไขใดไม่สามารถดำเนินการได้
  • 1 : แก๊สธรรมชาติมีอัตราการไหลน้อยกว่าค่าต่ำสุด
  • 2 : แก๊สธรรมชาติมีอัตราการไหลมากกว่าค่าสูงสุด
  • 3 : เอทธิลีนไกลคอลมีอัตราการไหลน้อยกว่าค่าต่ำสุด
  • 4 : เอทธิลีนไกลคอลมีอัตราการไหลสูงกว่าค่าสูงสุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 270 :
  • ข้อมูลใดไม่ต้องการสำหรับการคำนวณออกแบบหอดูดซึมแก๊สไฮโดรคลอริก(HCl)ด้วยน้ำโดยวิธีกราฟ
  • 1 : อัตราการไหลของแก๊สทั้งหมด
  • 2 : อัตราการไหลของน้ำ
  • 3 : สมดุลไอของเหลวของแก๊สไฮโดรคลอริก
  • 4 : ความดันของหอดูดซึม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 271 :
  • ข้อใดคือสมการการหา absorption factor
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 272 :
  • ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับ HETP
  • 1 : ย่อมาจาก packed height equivalent to a theoretical
  • 2 : ความสูงของ bed แต่ละ stage
  • 3 :
  • 4 : ข้อ 1,2 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 273 :
  • เมื่อใดในกระบวนการดูดซึมจึงจะเลือกใช้ packed column
  • 1 : ไม่ต้องการให้ของเหลวอยู่ในคอลัมน์เป็นเวลานาน
  • 2 : ต้องการเส้นผ่านศูนย์กลางของคอลัมน์น้อยกว่าหรือเท่ากับ 2 ฟุต
  • 3 : ความดันลดมีค่าสูง
  • 4 : ข้อ 1,2 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 274 :
  • ในกระบวนการดูดซึม(absorption) ก๊าซเบนซีน(C6H6) ควรใช้สารใดเป็น absorbent
  • 1 : น้ำ
  • 2 : ไฮโดรคาร์บอน
  • 3 : โซเดียมไฮดรอกไซด์
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 275 :
  • ข้อใดคือคุณสมบัติของตัวทำละลายอุดมคติ(ideal absorbent)
  • 1 : มีค่าการละลายตัวถูกละลายสูง
  • 2 : ไม่มีความเป็นพิษและไม่ติดไฟ
  • 3 : ไม่กัดกร่อนวัสดุที่นำมาทำเป็นหอดูดซึม
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 276 :
  • จากรูป เป็นกระบวนการแยกสารวิธีการใด
  • 1 : leaching
  • 2 : extraction
  • 3 : stripping
  • 4 : absorption
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 277 :
  • ข้อใดคือความหมายของกระบวนการดูดซึม(Absorption)
  • 1 : สารปนเปื้อนในวัฏภาคแก๊สถูกถ่ายโอนไปยังวัฏภาคของเหลว
  • 2 : สารปนเปื้อนในวัฏภาคของเหลวถูกถ่ายโอนไปยังวัฏภาคแก๊ส
  • 3 : สารปนเปื้อนในวัฏภาคของแข็งถูกถ่ายโอนไปยังวัฏภาคของเหลว
  • 4 : ข้อ 1,2 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 278 :
  • ในการใช้น้ำเป็นสารสำหรับดูดซึมแก๊สแอมโมเนียในอากาศ ในหอดูดซึม เรียกแก๊สแอมโมเนียว่า
  • 1 : Solute
  • 2 : Absorbate
  • 3 : Absorbent
  • 4 : ข้อ 1,2 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 279 :
  • กระบวนการซึ่งของผสมในวัฏภาคแก๊สถูกทำให้สัมผัสกับของเหลว โดยมีการถ่ายโอนมวลจากแก๊สไปยังวัฏภาคของเหลวเรียกว่า กระบวนการใด
  • 1 : absorption
  • 2 : stripping
  • 3 : distillation
  • 4 : dilution
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 280 :
  • แรงขับเคลื่อน(driving force) ที่ทำให้เกิดการแยกสารในกระบวนการ ดูดซึม(Absorption) คือ
  • 1 : ความเข้มข้นของตัวถูกละลายในของเหลวมากกว่าแก๊ส
  • 2 : ความเข้มข้นของตัวถูกละลายในแก๊สมากกว่าของเหลว
  • 3 : อัตราการไหลของของเหลวมากกว่าแก๊ส
  • 4 : อัตราการไหลของแก๊สมากกว่าของเหลว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 281 :
  • ในการออกแบบหอแยกสารแบบหอ (Packed tower) นั้นกรณีใดที่ทำให้ค่า NTU = Nt และ HTU = HETP
  • 1 : เส้นดำเนินการ(Operating line) และเส้นสมดุล(Equilibrium curve) ตัดกัน
  • 2 : เส้นดำเนินการ(Operating line) และเส้นสมดุล(Equilibrium curve) ขนานกัน
  • 3 : เส้นดำเนินการ (Operating line) อยู่เหนือเส้นสมดุล (Equilibrium curve)
  • 4 : เส้นดำเนินการ (Operating line) อยู่ใต้เส้นสมดุล (Equilibrium curve)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 282 :
  • ในการคำนวณหา stripping factor ; S โดยสมการใดต่อไปนี้
  • 1 : S = L/KV
  • 2 : S = KV/L
  • 3 : S = 1/A
  • 4 : ข้อ 2 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 283 :
  • โดยทั่วไปในการออกแบบหอดูดซึมค่า molar flow rate of solute-free absorbent ; L´ มีค่าเป็นเท่าไรเมื่อเปรียบเทียบกับค่า Minimum Absorbent Flow Rate
  • 1 : L´ = 1L´min
  • 2 : L´ = 1.5L´min
  • 3 : L´ = 2L´min
  • 4 : L´ = 2.5L´min
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 284 :
  • ปรากฎการณ์ที่เป็นผลมาจากการที่ป้อนของเหลวเข้าไปในหอดูดซึมมากเกินไปจนเกิดการล้นออกมาทางด้านบน เรียกว่าอะไร
  • 1 : flooding
  • 2 : channeling
  • 3 : entrainment
  • 4 : void aging
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 285 :
  • โดยทั่วไปการเลือกใช้อุณหภูมิและความดันของหอดูดซึมควรพิจารณาจากข้อใด
  • 1 : bubble point
  • 2 : dew point
  • 3 : melting point
  • 4 : ข้อ 1 และ 2 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 286 :
  • ข้อใดไม่ใช่สมการการคำนวณค่า K-value
  • 1 : Raoult’s law
  • 2 : modified Raoult’s law
  • 3 : Kremser’s law
  • 4 : Henry’s law
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 287 :
  • ค่า K-value ขึ้นกับปัจจัยหลักข้อใด
  • 1 : อุณหภูมิ
  • 2 : ความเข้มข้น
  • 3 : ความดัน
  • 4 : ข้อ 1 และ 3 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 288 :
  • โดยการสมมุติให้สมบัติทางกายภาพของสารไม่เปลี่ยนแปลงมากนักเมื่อความสูงของหอดูดซึมเปลี่ยนไป ค่าสัมประสิทธิ์ในการถ่ายเทมวลจะมีค่าคงที่ตลอดความยาวของหอดูดซึม ในกรณีใดต่อไปนี้
  • 1 : อัตราการไหลของสารทั้งสองเฟสมีค่าคงที่ตลอดความยาวของหอดูดซึม
  • 2 : อัตราการไหลของสารทั้งสองเฟสมีค่าไม่คงที่ตลอดความยาวของหอดูดซึม
  • 3 : อัตราการไหลของสารทั้งสองเฟสมีค่าลดลงตลอดความยาวของหอดูดซึม
  • 4 : อัตราการไหลของสารทั้งสองเฟสมีค่าเพิ่มขึ้นตลอดความยาวของหอดูดซึม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 289 :

  • 1 : 0.5 เมตร
  • 2 : 1.0 เมตร
  • 3 : 1.5 เมตร
  • 4 : 2.0 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 290 :

  • 1 : 1.0
  • 2 : 0.1
  • 3 : 0.01
  • 4 : 0.001
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 291 :
  • จากรูป จงชี้ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง NTU (Overall number of transfer unit) และจำนวนชั้นของหอตามทฤษฎี(Nt)
  • 1 : NTU > Nt
  • 2 : NTU < Nt
  • 3 : NTU = Nt
  • 4 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 292 :
  • จากแผนภาพแสดงความสัมพันธ์ดังรูป จงชี้ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง NTU (Overall number of transfer unit) และจำนวนชั้นของหอตามทฤษฎี (Nt)
  • 1 : NTU > Nt
  • 2 : NTU < Nt
  • 3 : NTU = Nt
  • 4 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 293 :
  • จากแผนภาพแสดงความสัมพันธ์ดังรูป จงชี้ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง NTU และจำนวนชั้นของหอตามทฤษฎี(Nt)
  • 1 : NTU > Nt
  • 2 : NTU < Nt
  • 3 : NTU = Nt
  • 4 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 294 :
  • การดูดซึมแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์(CO2)ด้วยสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์(NaOH solution)ในหอดูดซึม มีปรากฏการณ์ใดเกิดขึ้น
  • 1 : แก๊สละลายไปในสารละลาย
  • 2 : แก๊สเกิดปฏิกิริยากับสารละลาย และผันกลับได้
  • 3 : แก๊สเกิดปฏิกิริยากับน้ำ และผันกลับได้
  • 4 : แก๊สเกิดปฏิกิริยากับโซเดียมไฮดรอกไซด์ และไม่ผันกลับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 295 :
  • จงคำนวณ Absorption factor ของหอดูดซึมเมื่อ ความชันของเส้นปฏิบัติการมีค่า 0.842 และ K = 0.57
  • 1 : 1.01
  • 2 : 1.48
  • 3 : 2.52
  • 4 : 1.66
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 296 :

  • 1 : 7.45
  • 2 : 7.98
  • 3 : 8.98
  • 4 : 9.45
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 297 :
  • สำหรับกระบวนการดูดซึมก๊าซด้วยของเหลวในกรณีที่ชั้นของเหลว ต้านทาน ( liquid film resistance ) บางมากๆ จะมีผลทำให้ค่าแรงขับ ( Driving force ) หรือผลต่างของความเข้มข้นในชั้นของเหลวต้านทานมี ค่าเป็นอย่างไร
  • 1 : มีค่ามาก
  • 2 : มีค่าคงที่
  • 3 : มีค่าน้อยมาก
  • 4 : มีค่าเพิ่มขึ้นมากในช่วงแรกและลดลงหลังจากที่เวลาผ่านไปเล็กน้อย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 298 :
  • จงคำนวณหาค่า stripping factor; S กำหนด K-value เท่ากับ 250 อัตรา การไหลของของเหลวและไอ เท่ากับ 20000 และ 500 กิโลกรัม/ชั่วโมง ตามลำดับ
  • 1 : 6.25
  • 2 : 5.625
  • 3 : 0.16
  • 4 : 0.125
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 299 :

  • 1 : 5.5
  • 2 : 5.6
  • 3 : 5.7
  • 4 : 5.8
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 776 : Binary Distillations
ข้อที่ 300 :
  • การหาสภาวะการทำงานของยอดหอ กรณีที่ใช้เครื่องควบแน่นทั้งหมด สมมติความดันลดที่เครื่องควบแน่นเท่ากับ 2 psi ความดันที่เครื่องควบแน่นเท่ากับ 79 psi ดังนั้นความดันภายในยอดหอเท่ากับ 81 psi ถ้าใช้หม้อต้มซ้ำแบบบางส่วน ถ้าความดันตลอดหอเท่ากับ 5 psi ความดันก้นหอมีค่าเท่ากับ
  • 1 : 79 psi
  • 2 : 81 psi
  • 3 : 84 psi
  • 4 : 86 psi
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 301 :
  • ในการคำนวณหาอัตราการป้อนเวียนรอบต่ำสุดมีตัวแปร q (สัดส่วนของความร้อนที่ใช้ในการระเหย) มาเกี่ยวข้อง กรณี q=1 สารป้อนอยู่ในสภาวะใด
  • 1 : ไออิ่มตัว
  • 2 : ของเหลวปนไอ
  • 3 : ของเหลวที่จุดเดือด
  • 4 : ของเหลวต่ำกว่าจุดเดือด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 302 :
  • คำอธิบายต่อไปนี้ข้อใดถูกต้อง
  • 1 : การคำนวณหาอุณหภูมิจุดเดือด ถ้า ∑yi > 1 ต้องทำการลดอุณหภูมิ
  • 2 : การคำนวณหาอุณหภูมิจุดน้ำค้าง ถ้า ∑xi > 1 ต้องทำการเพิ่มอุณหภูมิ
  • 3 : อุณหภูมิแฟลชควรอยู่ระหว่างอุณหภูมิจุดเดือดและอุณหภูมิจุดน้ำค้าง
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 303 :
  • การหาสภาวะการทำงานของยอดหอ กรณีที่ใช้เครื่องควบแน่นทั้งหมด สมมติความดันลดที่เครื่องควบแน่นเท่ากับ 2 psi ความดันที่เครื่องควบแน่นเท่ากับ 79 psi ดังนั้นความดันภายในยอดหอเท่ากับ
  • 1 : 77 psi
  • 2 : 79 psi
  • 3 : 81 psi
  • 4 : 89 psi
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 304 :
  • การหาสภาวะการทำงานของยอดหอ กรณีที่ใช้เครื่องควบแน่นทั้งหมด สมมติความดันลดที่เครื่องควบแน่นเท่ากับ 2 psi ความดันที่เครื่องควบแน่นเท่ากับ 79 psi ดังนั้นความดันภายในยอดหอเท่ากับ 81 psi ถ้าใช้หม้อต้มซ้ำแบบบางส่วน ถ้าความดันตลอดหอเท่ากับ 5 psi จากข้างต้นสำหรับกระบวนการกลั่นที่มีสายป้อนเพียงสายเดียว สมมติให้เป็นการป้อนที่ตำแหน่งกลางหอ ความดัน ณ ตำแหน่งป้อนมีค่าเท่ากับ
  • 1 : 79 psi
  • 2 : 81 psi
  • 3 : 83.5 psi
  • 4 : 86 psi
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 305 :
  • คำจำกัดความข้อใดถูกต้อง
  • 1 : สารกุญแจเบา คือ สารที่ต้องการให้มีอยู่น้อยที่สุดในผลิตภัณฑ์ก้นหอ
  • 2 : สารกุญแจหนัก คือ สารที่ต้องการให้มีอยู่น้อยที่สุดในผลิตภัณฑ์ยอดหอ
  • 3 : สารที่ไม่เป็นกุญแจ เป็นสารที่จะอยู่เฉพาะในผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งเท่านั้น
  • 4 : ข้อ 1 และ 2 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 306 :
  • รูปที่แสดงเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งใด
  • 1 : เครื่องควบแน่นทั้งหมด
  • 2 : เครื่องควบแน่นบางส่วน
  • 3 : หม้อต้มซ้ำทั้งหมด
  • 4 : หม้อต้มซ้ำบางส่วน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 307 :
  • รูปที่แสดงเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งใด
  • 1 : เครื่องควบแน่นทั้งหมด
  • 2 : เครื่องควบแน่นบางส่วน
  • 3 : หม้อต้มซ้ำทั้งหมด
  • 4 : หม้อต้มซ้ำบางส่วน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 308 :
  • คำอธิบายต่อไปนี้ข้อใดถูกต้อง
  • 1 : สารกระจาย(distribute component) เป็นสารที่สามารถพบได้ทั้งในสายผลิตภัณฑ์ยอดหอและก้นหอ
  • 2 : สารไม่กระจาย(undistribute component) จะพบได้เพียงในสายผลิตภัณฑ์ยอดหอหรือก้นหออย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น
  • 3 : สารกุญแจเบาและกุญแจหนักจัดเป็นสารกระจาย
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 309 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ผลการคำนวณหาขั้นตอนสมดุลในหอกลั่นลำดับส่วนแบบต่อเนื่องมีค่าน้อยที่สุด
  • 1 : การกลั่นโดยไม่มีการป้อนกลับ (Reflux)
  • 2 : การให้ความร้อนแก่กระแสป้อนก่อนที่จะป้อนเข้าสู่หอกลั่น
  • 3 : การควบแน่นแบบบางส่วนของไอที่ไหลออกจากส่วนบนของหอกลั่น
  • 4 : การกลั่นแบบมีการป้อนกลับทั้งหมด (Total Reflux)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 310 :
  • ข้อใดคือสมมุติฐานที่ไม่ถูกต้องในการคำนวณหาขั้นตอนสมดุลหรือชั้นรองรับของเหลวในหอกลั่นแบบต่อเนื่องของระบบของเหลวผสมสององค์ประกอบโดยใช้วิธี McCabe-Thele
  • 1 : ความร้อนแฝงของการระเหยต่อโมลของทั้งสององค์ประกอบมีค่าเท่ากัน
  • 2 : ไม่มีความร้อนของการผสม
  • 3 : เอนธัลปีของระบบในแต่ละชั้นรองรับของเหลวผสมมีค่าเท่ากัน
  • 4 : ความดันภายในหอกลั่นมีค่าเท่ากับความดันบรรยากาศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 311 :
  • ข้อใดต่อไปนี้คือ ความชันของเส้นปฏิบัติการ (Operating line) ในส่วนที่อยู่เหนือกว่าจุดหรือตำแหน่งที่ป้อนของเหลวผสมเข้าสู่หอกลั่นลำดับส่วนแบบต่อเนื่อง ถ้ากำหนดให้ R คือ อัตราส่วนป้อนกลับที่ยอดหอ (Reflux ratio)
  • 1 : (R+1)/R
  • 2 : R/(R+1)
  • 3 : 1/R
  • 4 : 1/(R+1)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 312 :
  • ข้อใดต่อไปนี้คือ ความชันของเส้นปฏิบัติการ (Operating line) ในส่วนที่อยู่ต่ำกว่าจุดหรือตำแหน่งที่ป้อนของเหลวผสมเข้าสู่หอกลั่นลำดับส่วนแบบต่อเนื่อง ถ้ากำหนดให้ U คือ อัตราส่วนต้มซ้ำที่ก้นหอ (Reboiling ratio)
  • 1 : (U+1)/U
  • 2 : U/(U+1)
  • 3 : 1/R
  • 4 : 1/(U+1)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 313 :
  • การลดค่าของอัตราส่วนป้อนกลับ (Reflux ratio) จะมีผลกระทบอย่างไรต่อการออกแบบหอกลั่นลำดับส่วนแบบต่อเนื่องให้มีประสิทธิภาพคงเดิมในการแยกของเหลวผสม
  • 1 : จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนขั้นตอนสมดุลหรือชั้นรองรับของเหลวภายในหอกลั่น
  • 2 : จำเป็นต้องลดจำนวนขั้นตอนสมดุลหรือชั้นรองรับของเหลวภายในหอกลั่น
  • 3 : จำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนขององค์ประกอบเบาที่อยู่ในกระแสป้อน
  • 4 : จำเป็นต้องลดอุณหภูมิของหอกลั่นลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 314 :
  • ในการออกแบบหอกลั่นแยกแอลกอฮอล์จากน้ำ ในกรณีที่ไม่นำเอกความร้อนที่สูญเสียที่ผิวของหอ กลั่นมาใช้ในการคำนวณ ผลของความร้อนที่สูญเสียไปจะทำให้เกิดข้อใดต่อไปนี้
  • 1 : ของเหลวกลายเป็นไอได้น้อยลง
  • 2 : ของเหลวกลายเป็นไอได้มากขึ้น
  • 3 : ของเหลวไหลผ่านขั้นตอนสมดุลน้อยลง
  • 4 : ไอไหลผ่านขั้นตอนสมดุลมากขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 315 :
  • การป้อนหรือดึงสารออกจากหอกลั่นจะส่งผลกระทบใดต่อสภาวะของการปฏิบัติการกลั่น
  • 1 : ทำให้มีจำนวนขั้นตอนสมดุลในหอกลั่นลดลง
  • 2 : ทำให้เครื่องควบแน่น (Condenser) มีขนาดเล็กลง
  • 3 : ทำให้หม้อต้มซ้ำ (Reboiler) มีขนาดเล็กลง
  • 4 : ทำให้อัตราการไหลของสารในระบบเปลี่ยนแปลงไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 316 :
  • การเกิดสภาวะการรั่ว (Weeping) ของของเหลวบนชั้นรองรับของเหลว (เพลทหรือเทรย์) ของหอ กลั่นจะเกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุใด
  • 1 : อัตราการไหลของไอมีค่าน้อยไม่เพียงพอ
  • 2 : อัตราการไหลของไอมีค่ามากเกินไป
  • 3 : อัตราการไหลของกระแสป้อนเข้า (Feed) มีค่ามากเกินไป
  • 4 : อัตราการไหลของกระแสป้อนเข้า (Feed) มีค่าน้อยเกินไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 317 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช้สาเหตุที่จำเป็นต้องกำหนดให้มีการต้มซ้ำเพียงบางส่วน (Partial reboiling) สำหรับของเหลวที่ไหลตกลงมาที่ส่วนล่างของหอกลั่น
  • 1 : ต้องการให้ผลิตภัณฑ์ก้นหออยู่ในสภาพของเหลว
  • 2 : หลีกเลี่ยงการเกิดจุดร้อน (Hot spot) ในหม้อต้มซ้ำ
  • 3 : เพิ่มความสะดวกในการทำงานของหม้อต้มซ้ำ
  • 4 : ลดความดันรวมที่ส่วนก้นหอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 318 :
  • ปัจจัยใด ไม่ใช่ สิ่งจำเป็นต่อการออกแบบหอกลั่นระบบสององค์ประกอบ
  • 1 : ข้อมูลองศาการแยกระหว่างองค์ประกอบทั้งสอง
  • 2 : ราคาของสารป้อน
  • 3 : อัตราส่วนการป้อนกลับ (reflux ration)
  • 4 : ชนิดของเครื่องควบแน่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 319 :
  • ถ้าสมการเส้นปฏิบัติการในช่วง Stripping คือ เมื่อ xB คือเศษส่วนโมลของผลิตภัณฑ์ก้นหอ จงหาว่าความชันของเส้นปฏิบัติการนี้คือ
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 320 :
  • จากรูปเป็นส่วนหนึ่งของการหาจำนวนชั้นสมดุลในหอกลั่นระบบสององค์ประกอบ จงหาว่า ตำแหน่งใดเป็นจุดความเข้มข้นขององค์ประกอบเบาจากยอดหอ
  • 1 : 1
  • 2 : 2
  • 3 : 3
  • 4 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 321 :
  • จากรูปเป็นส่วนหนึ่งของการหาจำนวนชั้นสมดุลในหอกลั่นระบบสององค์ประกอบ จงตอบว่า สารป้อนที่ป้อนเข้าสู่หอกลั่นระบบสององค์ประกอบมีลักษณะเช่นใด
  • 1 : เป็นไอที่ร้อนยวดยิ่ง
  • 2 : เป็นไอน้ำอิ่มตัว
  • 3 : เป็นของผสมระหว่างไอ และของเหลว
  • 4 : เป็นของเหลว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 322 :
  • จากรูปเป็นส่วนหนึ่งของการหาจำนวนชั้นสมดุลในหอกลั่นระบบสององค์ประกอบ จงหาว่าภายในหอกลั่นนี้ประกอบด้วยกี่ชั้น โดยประมาณ
  • 1 : 3-5 ชั้น
  • 2 : 6-9 ชั้น
  • 3 : 10-12 ชั้น
  • 4 : 13-15 ชั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 323 :
  • ในกรณีที่หอกลั่นมีอัตราการป้อนกลับต่ำสุด (Minimum Reflux Ratio) จำนวนชั้นของหอกลั่นนี้จะเป็นเช่นไร
  • 1 : มีจำนวนมากมายไม่มีที่สิ้นสุด
  • 2 : มีจำนวนเพียง 2 ชั้น
  • 3 : มีจำนวนเพียง 3 ชั้น
  • 4 : มีจำนวนเท่าใดก็ได้ แล้วแต่ผู้ออกแบบกำหนด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 324 :
  • ในกรณีที่หอกลั่นมีจำนวนชั้นสมดุลน้อยที่สุด (Minimum of Equilibrium Stage) เกิดขึ้นเมื่อใด
  • 1 : ความชันของเส้นปฏิบัติการทั้งสองเส้นมีค่ามากกว่า 1
  • 2 : ความชันของเส้นปฏิบัติการทั้งสองเส้นมีค่าเท่ากับ 1
  • 3 : ความชันของเส้นปฏิบัติการทั้งสองเส้นมีค่าน้อยกว่า 1
  • 4 : ความชันของเส้นปฏิบัติการเส้นหนึ่งเส้นใดมีค่าเท่ากับ 1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 325 :
  • จากกราฟ ในเรื่องการกลั่น ข้อใดถูกต้อง
  • 1 : แสดงกลั่นแบบปกติ
  • 2 : เพื่อหา minimum reflux ratio
  • 3 : เพื่อหา total reflux
  • 4 : เพื่อหา pinch point
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 326 :
  • จากกราฟ ในเรื่องการกลั่น ข้อใดถูกต้อง
  • 1 : แสดงกลั่นแบบปกติ
  • 2 : เพื่อหา minimum reflux ratio
  • 3 : เพื่อหา pinch point
  • 4 : ถูกทั้งข้อ 2 และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 327 :
  • ข้อใดผิด ในเรื่องการออกแบบหอกลั่นด้วยเทคนิคของ McCabe-Thiele based on constant molal overflow
  • 1 : เส้นสมดุลไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นตรง
  • 2 : เส้นดำเนินการไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นตรง
  • 3 : จำนวนชั้นที่ได้เป็นจำนวนชั้นทางทฤษฎี
  • 4 : ไม่ต้องทำ enthalpy balance ก็สามารถหาเส้นดำเนินการได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 328 :
  • จากรูป ข้อใดถูก
  • 1 : q > 1
  • 2 : q = 1
  • 3 : q = 0
  • 4 : 0 < q < 1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 329 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นปัจจัยแรกที่ต้องนำมาคิดคำนวณ ในการเลือกชนิดของเครื่องควบแน่น (Condenser) ในหอกลั่น
  • 1 : Bubble-point pressure ที่ Bottom
  • 2 : Bubble-point pressure ที่ Distillate
  • 3 : Dew-point pressure ที่ Bottom
  • 4 : Dew-point pressure ที่ Distillate
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 330 :
  • จากสมการความสัมพันธ์ระหว่างความสูงของ packed column (H) กับจำนวนชั้นทางทฤษฎีของหอกลั่น (n) เป็นตามสมการ H = n(HETP) โดย HETP(height of equivalent to theoretical plate) ของ structured packing ที่ความดันต่ำ แสดงควสมสัมพันธ์ตามสมการ HETP = 100/a + 0.1 โดย a คือ พื้นที่สัมผัสต่อปริมาตรของแพ็คกิ้ง ถ้าจำนวนชั้นทางทฤษฎีเท่ากับ 6 ชั้น และ a = 200 m/m3 ความสูงของ packed distillation ควรสูงเท่าใด
  • 1 : 1.2
  • 2 : 2.4
  • 3 : 3.6
  • 4 : 4.8
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 331 :
  • ถ้าให้ R(reflux ratio) = L/D = 4 ความชันของเส้นดำเนินการในช่วง enriching มีค่าเท่าไร
  • 1 : 0.6
  • 2 : 0.8
  • 3 : 1.0
  • 4 : 2.0
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 332 :
  • จากรูปจงประมาณจำนวนชั้นทางทฤษฎีของหอกลั่นที่ทำงานแบบ total condenser
  • 1 : 4.7 ชั้น + reboiler
  • 2 : 5.7 ชั้น + reboiler
  • 3 : 6.7 ชั้น + reboiler
  • 4 : 7.7 ชั้น + reboiler
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 333 :
  • ถ้าสารป้อนมีค่า latent heat of vaporization เท่ากับ 90 J/g และสารป้อนเป็น cold feed ที่มีค่า sensible heat เท่ากับ 30 J/g จงหาค่าความชันของเส้น q-line
  • 1 : 4/3
  • 2 : 2
  • 3 : 3
  • 4 : 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 334 :
  • การควบแน่นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีจำนวนอะตอมคาร์บอน 5 อะตอมและมากกว่า จากแก๊สธรรมชาติ ณ ความดัน 40 บรรยากาศ ควรปรับอุณหภูมิให้เป็นเท่าไร
  • 1 : ต่ำกว่าอุณหภูมิจุดเดือด(bubble point temperature)
  • 2 : เท่ากับอุณหภูมิจุดเดือด(bubble point temperature)
  • 3 : สูงกว่าอุณหภูมิจุดเดือด(bubble point temperature)และต่ำกว่าอุณหภูมิจุดน้ำค้าง(dew point temperature)
  • 4 : เท่ากับอุณหภูมิจุดน้ำค้าง(dew point temperature)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 335 :
  • การเพิ่มความเข้มข้นของเอทธานอล(C2H5OH)ที่ผสมกับน้ำจากร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 35 โดยปริมาตรควรเลือกใช้กระบวนการใด
  • 1 : กระบวนการระเหย
  • 2 : กระบวนการกลั่น
  • 3 : กระบวนการแพร่ผ่านเยื่อ
  • 4 : กระบวนการดูดซึม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 336 :
  • ความดันภายในหอกลั่นควรมีลักษณะการกระจายจากยอดหอสู่ก้นหออย่างไร
  • 1 : ไม่แน่นอนขึ้นกับอุณหภูมิของแต่ละชั้น
  • 2 : เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
  • 3 : ลดลงอย่างสม่ำเสมอ
  • 4 : ไม่เปลี่ยนแปลงตามจำนวนชั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 337 :
  • อุณหภูมิของยอดหอกลั่น จุดป้อน และก้นหอกลั่น ควรสัมพันธ์กันอย่างไร
  • 1 : ต่ำไปสูงตามลำดับ
  • 2 : ยอดหอต่ำสุด และจุดป้อนสูงสุด
  • 3 : จุดป้อนต่ำสุด และยอดหอสูงสุด
  • 4 : จุดป้อนต่ำสุด และก้นหอสูงสุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 338 :
  • ของเหลวผสมอิ่มตัวที่ป้อนเข้าสู่หอกลั่น จะมีผลต่ออัตราการไหลภายในหอกลั่นอย่างไร
  • 1 : อัตราการไหลของของเหลวเหนือจุดป้อน(feed stage)เพิ่มขึ้น
  • 2 : อัตราการไหลของของเหลวเหนือจุดป้อน(feed stage)ลดลง
  • 3 : อัตราการไหลของของเหลวใต้จุดป้อน(feed stage)เพิ่มขึ้น
  • 4 : อัตราการไหลของของเหลวใต้จุดป้อน(feed stage)ลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 339 :
  • ไอผสมอิ่มตัวที่ป้อนเข้าสู่หอกลั่น จะมีผลต่ออัตราการไหลภายในหอกลั่นอย่างไร
  • 1 : อัตราการไหลของไอเหนือจุดป้อน(feed stage)เพิ่มขึ้น
  • 2 : อัตราการไหลของไอเหนือจุดป้อน(feed stage)ลดลง
  • 3 : อัตราการไหลของไอใต้จุดป้อน(feed stage)เพิ่มขึ้น
  • 4 : อัตราการไหลของไอใต้จุดป้อน(feed stage)ลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 340 :
  • ปัจจัยใดไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราส่วนของเหลวป้อนกลับ(reflux ratio)ที่น้อยที่สุด
  • 1 : ความบริสุทธิ์ของผลิตภัณฑ์ยอดหอกลั่น
  • 2 : ความดันของหอกลั่น
  • 3 : ตำแหน่งของจุดป้อน
  • 4 : ความบริสุทธิ์ของของผสม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 341 :
  • ส่วนที่ทำหน้าที่ในการแยกองค์ประกอบย่อยที่มีจุดเดือดต่ำกว่าหรือระเหยง่ายกว่า (Stripping section) คือส่วนใดของหอกลั่นลำดับส่วนแบบต่อเนื่อง
  • 1 : ส่วนที่อยู่เหนือกว่าจุดป้อนสารเข้าสู่หอกลั่น
  • 2 : ส่วนที่อยู่ต่ำกว่าจุดป้อนสารเข้าสู่หอกลั่น
  • 3 : ส่วนที่เป็นหม้อต้มซ้ำ (Reboiler)
  • 4 : ส่วนที่เป็นเครื่องควบแน่น (Condenser)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 342 :
  • ข้อใดคือความจำเป็นในการป้อนกลับ (Reflux) ในกระบวนการกลั่น
  • 1 : ทำให้ได้ปริมาณของสารผลิตภัณฑ์ที่ส่วนล่างของหอกลั่นเพิ่มขึ้น
  • 2 : ทำให้ความดันลดที่เกิดคล่อมชั้นรองรับของเหลว (Tray) ภายในหอกลั่นมีค่าลดลง
  • 3 : สารผลิตภัณฑ์ที่ได้จากส่วนบนของหอกลั่นมีความบริสุทธิ์มากขึ้น
  • 4 : สารผลิตภัณฑ์ที่ได้จากส่วนล่างของหอกลั่นมีความบริสุทธิ์มากขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 343 :
  • ถ้ากำหนดให้อัตราส่วนป้อนกลับ (Reflux ratio) ให้มีค่าน้อยที่สุด จะมีผลกระทบอย่างไรต่อการออกแบบหอกลั่นลำดับส่วนแบบต่อเนื่อง
  • 1 : จำนวนขั้นตอนสมดุลจะมีค่ามากที่สุด
  • 2 : จำนวนขั้นตอนสมดุลจะมีค่าน้อยที่สุด
  • 3 : จำนวนขั้นตอนสมดุลจะมีค่าติดลบ
  • 4 : ไม่สามารถคำนวณหาจำนวนขั้นตอนสมดุลได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 344 :
  • ส่วนใดของหอกลั่นลำดับส่วนแบบต่อเนื่อง ที่เรียกว่าส่วนที่แยกสารระเหยง่าย (Stripping section)
  • 1 : ส่วนที่อยู่เหนือกว่าจุดหรือตำแหน่งที่ป้อนสารผสมเข้าสู่หอกลั่น
  • 2 : ส่วนที่อยู่ต่ำกว่าจุดหรือตำแหน่งที่ป้อนสารผสมเข้าสู่หอกลั่น
  • 3 : ส่วนที่ให้ความร้อนแก่ของเหลวผสมที่ตกลงมาสู่ก้นหอ
  • 4 : ส่วนที่ให้ทำให้ไอของเหลวที่ยอดหอเกิดการควบแน่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 345 :
  • โดยปกติแล้วจำนวนชั้นของหอกลั่นที่ได้จากการคำนวณทางทฤษฎีจะ
  • 1 : มากกว่าจำนวนชั้นของหอกลั่นจริง
  • 2 : น้อยกว่าจำนวนชั้นของหอกลั่นจริง
  • 3 : ใกล้เคียงกับจำนวนชั้นของหอกลั่นจริง
  • 4 : เท่ากับจำนวนชั้นของหอกลั่นจริง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 346 :
  • วิธีการคำนวณชั้นของหอกลั่นระบบสององค์ประกอบซึ่งใช้กราฟเรียกว่า
  • 1 : วิธีของ McCabe-Tiles
  • 2 : วิธีของ McCabe-Thiele
  • 3 : วิธีของ McManaman-Thiele
  • 4 : วิธีของ McManaman-Tiles
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 347 :
  • ปกติแล้วหอกลั่นมักจะแบ่งออกเป็นสองส่วนที่สำคัญคือ
  • 1 : Rectifying และ Stripping
  • 2 : Rectifying และ Steaking
  • 3 : Resurectifying และ Stripping
  • 4 : Resurectifying และ Steaking
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 348 :
  • ข้อใดที่ ไม่ใช่ องค์ประกอบของหอกลั่นระบบสององค์ประกอบแบบเทรย์
  • 1 : เครื่องควบแน่น
  • 2 : หอป้อนกลับ (Reflux drum)
  • 3 : หม้อต้ม
  • 4 : แพคเบด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 349 :
  • คำว่า องค์ประกอบเบา (Light key component) หมายความถึงอะไร
  • 1 : องค์ประกอบที่มีค่าการระเหยมากกว่า
  • 2 : องค์ประกอบที่มีค่าการระเหยต่ำกว่า
  • 3 : องค์ประกอบที่ไม่มีค่าการระเหย
  • 4 : องค์ประกอบที่ใช้ทำกุญแจ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 350 :
  • ถ้าความสัดส่วนโดยโมลขององค์ประกอบเบาที่มีอยู่ในสารป้อนเท่ากับ 0.7 จงหาว่าสัดส่วนโดยโมล ขององค์ประกอบหนักที่มีอยู่ในสารป้อนจะเท่ากับเท่าใด
  • 1 : 0.1
  • 2 : 0.2
  • 3 : 0.3
  • 4 : 0.4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 351 :
  • ในทางปฏิบัติแล้ว สำหรับกระบวนการกลั่นมักต้องการผลิตภัณฑ์ จำพวกใด
  • 1 : องค์ประกอบหนัก
  • 2 : องค์ประกอบเบา
  • 3 : ทั้งสององค์ประกอบ
  • 4 : ไม่ต้องการผลิตภัณฑ์ใดเลย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 352 :
  • ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากยอดหอกลั่นเรียกว่า
  • 1 : Distillent
  • 2 : Distulationate
  • 3 : Distilvate
  • 4 : Distillate
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 353 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ที่ ไม่ใช่ องค์ประกอบของกราฟตามวิธีของ McCabe-Thiele
  • 1 : เส้นโค้งสมดุล
  • 2 : เส้น 45 องศา
  • 3 : เส้นปฏิบัติการ reactifying
  • 4 : เส้นปฏิบัติการ Stripping
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 354 :
  • ถ้าสารป้อนที่ถูกป้อนเข้าหอกลั่นเป็นของเหลวที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิอิ่มตัว ค่า q ควรมีค่าเท่าไร
  • 1 : q > 1
  • 2 : q = 1
  • 3 : 0 < q < 1
  • 4 : q = 0
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 355 :
  • จากรูปข้อใดเป็นการป้อนสารเข้าหอกลั่นที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเดือดของชั้นป้อน (feed tray)
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 356 :
  • จากรูปข้อใดเป็นการป้อนสารเข้าหอกลั่นที่สภาวะของเหลวอิ่มตัว (saturated liquid)
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 357 :
  • จากรูปข้อใดเป็นการป้อนสารเข้าหอกลั่นที่สารป้อนมีสถานะเป็น 2 วัฏภาค หรือ เป็นไอบางส่วน (partially vaporized)
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 358 :
  • จากรูปข้อใดเป็นการป้อนสารเข้าหอกลั่นที่สภาวะไออิ่มตัว (saturated vapor)
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 359 :
  • ในการกลั่นแยกโพรเพน(C3H8)จากแก๊สหุงต้ม(LPG)ซึ่งประกอบด้วยโพรเพนและบิวเทน(C4H10) สัดส่วนโมลของโพรเพนในไอควรสัมพันธ์กับสัดส่วนโมลของโพรเพนในของเหลวที่เคลื่อนที่ผ่านภายในส่วนที่อยู่เหนือจุดป้อน(feed location)อย่างไร
  • 1 : ในไอต้องสูงกว่าในของเหลว
  • 2 : ในไอต้องสูงกว่าค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในของเหลว
  • 3 : ในไอต้องเท่ากับค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในของเหลว
  • 4 : ในไอต้องต่ำกว่าค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในของเหลว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 360 :
  • ในการกลั่นแยกโพรเพน(C3H8)จากแก๊สหุงต้ม(LPG)ซึ่งประกอบด้วยโพรเพนและบิวเทน(C4H10) สัดส่วนโมลของโพรเพนในของเหลวควรสัมพันธ์กับสัดส่วนโมลของโพรเพนในไอที่เคลื่อนที่ผ่านภายในส่วนที่อยู่เหนือจุดป้อน(feed location)อย่างไร
  • 1 : ในของเหลวต้องสูงกว่าในไอ
  • 2 : ในของเหลวต้องสูงกว่าค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในไอ
  • 3 : ในของเหลวต้องเท่ากับค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในไอ
  • 4 : ในของเหลวต้องต่ำกว่าค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในไอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 361 :
  • ในการกลั่นแยกโพรเพน(C3H8)จากแก๊สหุงต้ม(LPG)ซึ่งประกอบด้วยโพรเพนและบิวเทน(C4H10) สัดส่วนโมลของโพรเพนในไอควรสัมพันธ์กับสัดส่วนโมลของโพรเพนในของเหลวที่เคลื่อนที่ผ่านภายในส่วนที่อยู่ใต้จุดป้อน(feed location)อย่างไร
  • 1 : ในไอต้องสูงกว่าในของเหลว
  • 2 : ในไอต้องสูงกว่าค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในของเหลว
  • 3 : ในไอต้องเท่ากับค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในของเหลว
  • 4 : ในไอต้องต่ำกว่าค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในของเหลว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 362 :
  • ในการกลั่นแยกโพรเพน(C3H8)จากแก๊สหุงต้ม(LPG)ซึ่งประกอบด้วยโพรเพนและบิวเทน(C4H10) สัดส่วนโมลของโพรเพนในของเหลวควรสัมพันธ์กับสัดส่วนโมลของโพรเพนในไอที่เคลื่อนที่ผ่านภายในส่วนที่อยู่ใต้จุดป้อน(feed location)อย่างไร
  • 1 : ในของเหลวต้องสูงกว่าในไอ
  • 2 : ในของเหลวต้องสูงกว่าค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในไอ
  • 3 : ในของเหลวต้องเท่ากับค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในไอ
  • 4 : ในของเหลวต้องต่ำกว่าค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในไอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 363 :
  • ในการกลั่นแยกบิวเทน(C4H10)จากแก๊สหุงต้ม(LPG)ซึ่งประกอบด้วยโพรเพน(C3H8)และบิวเทน สัดส่วนโมลของบิวเทนในไอควรสัมพันธ์กับสัดส่วนโมลของบิวเทนในของเหลวที่เคลื่อนที่ผ่านภายในส่วนที่อยู่เหนือจุดป้อน(feed location)อย่างไร
  • 1 : ในไอต้องสูงกว่าในของเหลว
  • 2 : ในไอต้องสูงกว่าค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในของเหลว
  • 3 : ในไอต้องเท่ากับค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในของเหลว
  • 4 : ในไอต้องต่ำกว่าค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในของเหลว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 364 :
  • ในการกลั่นแยกบิวเทน(C4H10)จากแก๊สหุงต้ม(LPG)ซึ่งประกอบด้วยโพรเพน(C3H8)และบิวเทน สัดส่วนโมลของบิวเทนในของเหลวควรสัมพันธ์กับสัดส่วนโมลของบิวเทนในไอที่เคลื่อนที่ผ่านภายในส่วนที่อยู่เหนือจุดป้อน(feed location)อย่างไร
  • 1 : ในของเหลวต้องสูงกว่าในไอ
  • 2 : ในของเหลวต้องสูงกว่าค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในไอ
  • 3 : ในของเหลวต้องเท่ากับค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในไอ
  • 4 : ในของเหลวต้องต่ำกว่าค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในไอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 365 :
  • ในการกลั่นแยกบิวเทน(C4H10)จากแก๊สหุงต้ม(LPG)ซึ่งประกอบด้วยโพรเพน(C3H8)และบิวเทน สัดส่วนโมลของบิวเทนในไอควรสัมพันธ์กับสัดส่วนโมลของบิวเทนในของเหลวที่เคลื่อนที่ผ่านภายในส่วนที่อยู่ใต้จุดป้อน(feed location)อย่างไร
  • 1 : ในไอต้องสูงกว่าในของเหลว
  • 2 : ในไอต้องสูงกว่าค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในของเหลว
  • 3 : ในไอต้องเท่ากับค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในของเหลว
  • 4 : ในไอต้องต่ำกว่าค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในของเหลว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 366 :
  • ในการกลั่นแยกบิวเทน(C4H10)จากแก๊สหุงต้ม(LPG)ซึ่งประกอบด้วยโพรเพน(C3H8)และบิวเทน สัดส่วนโมลของบิวเทนในของเหลวควรสัมพันธ์กับสัดส่วนโมลของบิวเทนในไอที่เคลื่อนที่ผ่านภายในส่วนที่อยู่ใต้จุดป้อน(feed location)อย่างไร
  • 1 : ในของเหลวต้องสูงกว่าในไอ
  • 2 : ในของเหลวต้องสูงกว่าค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในไอ
  • 3 : ในของเหลวต้องเท่ากับค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในไอ
  • 4 : ในของเหลวต้องต่ำกว่าค่าสมดุลของสัดส่วนโมลในไอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 367 :
  • ในการคำนวณเพื่อแยกมีเทน(CH4)ออกจากอะโรแมติกส์(aromatic)ผสม โดยการใช้ไอน้ำยิ่งยวด(superheated steam) อัตราการไหลของอะโรแมติกส์ผสมภายในหอสตริปควรมีลักษณะอย่างไร
  • 1 : ไม่คงที่ตลอดความสูง
  • 2 : ค่อยๆลดลงจากยอดหอสู่ก้นหอ
  • 3 : ค่อยๆเพิ่มขึ้นจากยอดหอสู่ก้นหอ
  • 4 : ไม่เปลี่ยนแปลงจากยอดหอสู่ก้นหอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 368 :
  • เงื่อนไขใดที่ไม่สามารถใช้สำหรับแยกมีเทน(CH4)ออกจากอะโรแมติกส์(aromatic)ผสม ด้วยไอน้ำยิ่งยวด(superheated steam)ได้
  • 1 : อัตราการไหลของไอน้ำสูงกว่าค่าสูงสุด
  • 2 : อัตราการไหลของอะโรแมติกส์เท่ากับไอน้ำ
  • 3 : อัตราการไหลของอะโรแมติกส์ต่ำกว่าค่าต่ำสุด
  • 4 : อัตราการไหลของไอน้ำต่ำกว่าค่าต่ำสุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 369 :
  • การใช้ไอน้ำยิ่งยวด(superheated steam)สำหรับแยกมีเทน(CH4)ออกจากอะโรแมติกส์(aromatic)ผสมด้วยหอสตริปนั้น อัตราการไหลของไอน้ำสำหรับการคำนวณด้วยวิธีกราฟ ควรมีลักษณะอย่างไร
  • 1 : ค่อยๆเปลี่ยนแบบไม่มีแบบแผน
  • 2 : ค่อยๆลดลงจากก้นหอไปยอดหอ
  • 3 : ค่อยๆเพิ่มขึ้นจากก้นหอไปยอดหอ
  • 4 : ไม่เปลี่ยนแปลงจากก้นหอไปยอดหอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 370 :
  • ข้อมูลใดไม่ต้องการสำหรับการคำนวณออกแบบหอสตริปสำหรับแยกมีเทน(CH4)ออกจากอะโรแมติกส์(aromatic)ผสม ด้วยไอน้ำยิ่งยวด
  • 1 : ความเข้มข้นของมีเทนที่เหลือในอะโรแมติกส์
  • 2 : อุณหภูมิของไอน้ำยิ่งยวด
  • 3 : อัตราการไหลของไอน้ำยิ่งยวด
  • 4 : ข้อมุลสมดุลไอของเหลวของมีเทน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 371 :
  • แก๊สหุงต้ม(LPG)แยกออกจากแก๊สธรรมชาติด้วยกระบวนการใด
  • 1 : กระบวนการควบแน่น
  • 2 : กระบวนการสกัด
  • 3 : กระบวนการกลั่น
  • 4 : กระบวนการดูดซึม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 372 :
  • ความดันของหอกลั่นที่คำนวณด้วยวิธีของ McCabe-Thiele มีลักษณะอย่างไร
  • 1 : ไม่มีข้อมูล
  • 2 : เพิ่มขึ้นจากยอดหอสู่ก้นหอ
  • 3 : ลดลงจากยอดหอสู่ก้นหอ
  • 4 : คงที่ตลอดทั้งหอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 373 :
  • อัตราการไหลของไอในหอกลั่นที่คำนวณด้วยวิธีของ McCabe-Thiele มีลักษณะอย่างไร
  • 1 : ไม่แน่นอนขึ้นกับอุณหภูมิและความดันของแต่ละชั้น
  • 2 : คงที่เฉพาะส่วนเหนือจุดป้อน(feed stage)
  • 3 : คงที่เฉพาะส่วนใต้จุดป้อน(feed stage)
  • 4 : คงที่ตลอดหอกลั่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 374 :
  • ผลิตภัณฑ์ยอดหอของหอกลั่นที่ใช้เครื่องควบแน่นบางส่วน(partial condenser) ควรมีลักษณะอย่างไร
  • 1 : เป็นของเหลวอุณหภูมิต่ำ(subcooled liquid)
  • 2 : เป็นของเหลวอิ่มตัว(saturated liquid)
  • 3 : เป็นของเหลวผสมไอ
  • 4 : เป็นไออิ่มตัว(saturated vapor)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 375 :
  • อัตราการไหลของของเหลวที่คำนวณด้วยวิธีของ McCabe-Thiele มีลักษณะอย่างไร
  • 1 : คงที่เฉพาะส่วนเหนือจุดป้อน(feed stage)
  • 2 : คงที่เฉพาะส่วนใต้จุดป้อน(feed stage)
  • 3 : คงที่ตลอดหอกลั่น
  • 4 : คงที่และเท่ากันตลอดหอกลั่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 376 :
  • ผลิตภัณฑ์ยอดหอของหอกลั่นที่ใช้เครื่องควบแน่นทั้งหมด(total condenser) ควรมีลักษณะอย่างไร
  • 1 : เป็นไอยิ่งยวด(superheated vapor)
  • 2 : เป็นไออิ่มตัว(saturated vapor)
  • 3 : เป็นไอผสมของเหลว
  • 4 : เป็นของเหลวอิ่มตัว(saturated liquid)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 377 :
  • ผลิตภัณฑ์ก้นหอของหอกลั่นที่ใช้เครื่องต้ม(reboiler)ชนิด Kettle ควรมีลักษณะอย่างไร
  • 1 : เป็นไอยิ่งยวด
  • 2 : เป็นไออิ่มตัว
  • 3 : เป็นไอผสมของเหลว
  • 4 : เป็นของเหลวอิ่มตัว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 378 :
  • ผลิตภัณฑ์ก้นหอของหอกลั่นที่ใช้เครื่องต้ม(reboiler)ชนิด Thermosyphon ควรมีลักษณะอย่างไร
  • 1 : เป็นของเหลวอุณหภูมิต่ำ(subcooled liquid)
  • 2 : เป็นของเหลวอิ่มตัว(saturated liquid)
  • 3 : เป็นของเหลวผสมไอ
  • 4 : เป็นไออิ่มตัว(saturated vapor)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 379 :
  • เมื่อป้อนของผสมที่เป็นของเหลวผสมไอเข้าหอกลั่น จะมีผลต่ออัตราการไหลของไอภายในหอกลั่นอย่างไร
  • 1 : อัตราการไหลของไอเหนือจุดป้อน(feed stage)เพิ่มขึ้น
  • 2 : อัตราการไหลของไอเหนือจุดป้อน(feed stage)ลดลง
  • 3 : อัตราการไหลของไอใต้จุดป้อน(feed stage)เพิ่มขึ้น
  • 4 : อัตราการไหลของไอใต้จุดป้อน(feed stage)ลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 380 :
  • ของผสมที่ป้อนเข้าสู่หอกลั่นที่ไม่ต้องใช้เครื่องต้ม(reboiler) ควรมีลักษณะอย่างไร และป้อนเข้าที่ส่วนไหนของหอกลั่น
  • 1 : เป็นของเหลวผสมไอ ป้อนเข้าที่ยอดหอกลั่น
  • 2 : เป็นของเหลวผสมไอ ป้อนเข้าที่กลางหอกลั่น
  • 3 : เป็นของเหลวผสมไอ ป้อนเข้าที่ก้นหอกลั่น
  • 4 : เป็นไอล้วน ป้อนเข้าที่ก้นหอกลั่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 381 :
  • ถ้าสารป้อนที่ถูกป้อนเข้าหอกลั่นเป็นไอที่อิ่มตัว ค่า q ควรมีค่าเท่าไร
  • 1 : q > 1
  • 2 : q = 1
  • 3 : 0 < q < 1
  • 4 : q = 0
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 382 :
  • กำหนดให้อัตราส่วนป้อนกลับ (Reflux ratio) เท่ากับ 1.3 เท่าของอัตราส่วนป้อนกลับน้อยที่สุด ถ้ากำหนดให้อัตราส่วนป้อนกลับน้อยที่สุดเท่ากับ 1.22 ค่าอัตราส่วนป้อนกลับมีค่าเท่าไร
  • 1 : 0.95
  • 2 : 1.22
  • 3 : 1.30
  • 4 : 1.59
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 383 :
  • ค่า relative volatility ควรจะมีค่าน้อยที่สุดเท่ากับเท่าไร จึงจะสามารถใช้วิธีการกลั่นในการแยกได้
  • 1 : 0.50
  • 2 : 0.60
  • 3 : 0.85
  • 4 : 1.05
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 384 :
  • ผลิตภัณฑ์ที่ออกตรงบริเวณด้านล่างของหอกลั่นเรียกว่า
  • 1 : Bottom
  • 2 : Distillate
  • 3 : Reflux
  • 4 : Rectifying
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 385 :
  • ถ้าการคำนวณความสูงของหอกลั่นแบบแพคเป็นไปตามสมการ HETP = z/(NTP) เมื่อ z คือความสูงของชั้นวัสดุแพค NTP คือจำนวนชั้นตามทฤษฎี ถ้าหอกลั่นแบบแพคชนิดหนึ่งพบว่ามีค่า NTP เท่ากับ 15 ชั้น และ HETP เท่ากับ 2 เมตร จงหาว่าความสูงของชั้นวัสดุแพคนี้เป็นเท่าใด
  • 1 : 30 เมตร
  • 2 : 32 เมตร
  • 3 : 34 เมตร
  • 4 : 36 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 386 :
  • ข้อแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างหอกลั่นกับหอดูดซึม คือ
  • 1 : ไอในหอกลั่นจะเกิดขึ้นจากของเหลวที่เดือดภายในหอแต่ก๊าซจะถูกป้อนเข้าสู่หอดูดซึม
  • 2 : หอกลั่นจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่าหอดูดซึม
  • 3 : ความดันลดที่เกิดขึ้นในหอกลั่นจะน้อยกว่ากรณีของหอกลั่น
  • 4 : แพคกิง (Packing) ที่ใช้สำหรับหอดูดซึมมีขนาดเล็กกว่ากรณีของหอกลั่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 387 :
  • ในกระบวนการกลั่นลำดับส่วนแบบต่อเนื่อง นิยมใช้ค่าใดในการกล่าวถึงอุณหภูมิที่ยอดหอกลั่น
  • 1 : อุณหภูมิที่เป็นจุดน้ำค้าง (Dew point) ของไอของของเหลวผสม
  • 2 : อุณหภูมิที่เป็นจุดน้ำค้าง (Dew point) ของไอขององค์ประกอบหนักของเหลวผสม
  • 3 : อุณหภูมิที่เป็นจุดน้ำค้าง (Dew point) ของไอขององค์ประกอบเบาของเหลวผสม
  • 4 : อุณหภูมิที่เป็นจุดเดือด (Boiling point) ของขององค์ประกอบหนักของเหลวผสม
  • 5 : อุณหภูมิที่เป็นจุดเดือด (Boiling point) ขององค์ประกอบเบาของเหลวผสม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 388 :
  • ในการคำนวณเรื่องการกลั่นลำดับส่วนแบบต่อเนื่อง เมื่อเพิ่มอัตราส่วนป้อนกลับ (Reflux ratio, R) จะทำให้เกิดผลในข้อใดต่อไปนี้
  • 1 : จำนวนชั้นสมดุลในหอกลั่นมีค่ามากขึ้น
  • 2 : ตำแหน่งหรือจุดที่ป้อนล่างอยู่ต่ำลงจากจุดเดิม
  • 3 : ความลาดเอียงของเส้นปฏิบัติการ (Operating line) มีค่าลดลง
  • 4 : ความลาดเอียงของเส้นปฏิบัติการ (Operating line) มีค่าเพิ่มขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 389 :
  • เพื่อใช้ประโยชน์จากความโน้มถ่วงในการไหลของของเหลว จึงมีความจำเป็นต้องทำให้หอกลั่นตั้งอยู่ในแนวดิ่ง ข้อใดต่อไปนี้ คือ เหตุผลที่ทำให้ต้องติดตั้งหอกลั่นในลักษณะเช่นนี้
  • 1 : ความหนาแน่นของเฟสของเหลวและเฟสไอมีค่าใกล้เคียงกัน
  • 2 : ความหนาแน่นของเฟสของเหลวและเฟสไอมีค่าต่างกันมาก
  • 3 : อัตราการไหลของไอในหอกลั่นมีค่าใกล้เคียงกับอัตราการไหลของของเหลว
  • 4 : ความดันไอที่ก้นหอกลั่นมีค่ามากกว่าความดันไอที่ยอดหอกลั่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 390 :
  • ในการคำนวณเกี่ยวกับออกแบบหอกลั่นนั้นการที่กำหนดให้มีการป้อนเข้าสู่หอกลั่น (หรือดึงสารออกจากหอกลั่น) นั้นหมายถึงจะทำให้ได้เส้นปฏิบัติการเส้นใหม่ ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
  • 1 : จำนวนเส้นปฏิบัติการที่เพิ่มขึ้นจะยังคงน้อยกว่าจำนวนตำแหน่งที่ป้อนอยู่หนึ่งค่าเสมอ
  • 2 : จำนวนเส้นปฏิบัติการที่เพิ่มขึ้นจะมากกว่าจำนวนตำแหน่งที่ป้อนอยู่หนึ่งค่าเสมอ
  • 3 : จำนวนเส้นปฏิบัติการที่เพิ่มขึ้นจะเท่ากับจำนวนตำแหน่งที่ป้อน
  • 4 : จำนวนเส้นปฏิบัติการที่เพิ่มขึ้นจะยังคงน้อยกว่าจำนวนตำแหน่งที่ป้อนอยู่สองค่าเสมอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 391 :
  • โดยทั่วไปแล้วสำหรับกระบวนการกลั่นลำดับส่วนแบบต่อเนื่อง อุณหภูมิของเหลวผลิภัณฑ์ที่ออกจากเครื่องควบแน่นทั้งหมด (Total condenser) นั้นจะมีอุณหภูมิเท่าใด
  • 1 : ของเหลวมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเดือดเล็กน้อย
  • 2 : ของเหลวมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเดือด 10 C
  • 3 : ของเหลวมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเดือด 15 C
  • 4 : ของเหลวมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเดือด 20 C
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 392 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ คือ เหตุผลหลักที่จำเป็นต้องออกแบบให้ปลายด้านล่างของดาวน์คัมเมอร์ (Downcomer) ของเพลทในหอกลั่นจะต้องจมอยู่ใต้ผิวของเหลวที่อยู่บนเพลทหรือเทรย์ชั้นล่าง
  • 1 : ป้องกันการไม่ให้อุณหภูมิของเหลวผสมบทเพลทมีค่าสูงเกินไป
  • 2 : เพื่อเพิ่มความแข็งแรงแก่เพลท
  • 3 : เพื่อป้องกันการไหลสวนทางขึ้นของไอ
  • 4 : เพื่อลดการเกิดความดันลดคล่อมเพลท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 393 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้องสำหรับกรณีที่หอกลั่นใช้เครื่องควบแน่นแบบบางส่วน (Partial condenser) และหม้อต้มซ้ำแบบบางส่วน (Partial reboiler)
  • 1 : ความเข้มข้นของเฟสที่ออกจากเครื่องควบแน่นและหม้อต้มซ้ำสมดุลซึ่งกันและกัน
  • 2 : ความดันลดที่เครื่องควบแน่นและหม้อต้มซ้ำมีค่าเท่ากัน
  • 3 : อัตราการไหลของเฟสที่ออกจากเครื่องควบแน่นและหม้อต้มซ้ำมีค่าเท่ากัน
  • 4 : เครื่องควบแน่นและหม้อต้มซ้ำแบบบางส่วนไม่ถูกกำหนดให้เป็นเสมือนขั้นตอนสมดุล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 394 :
  • ในกระบวนการกลั่นถ้าใช้อัตราส่วนป้อนกลับมีค่ามากเพื่อลดจำนวนขั้นตอนสมดุลให้น้อยลง การทำเช่นนี้จะมีผลกระทบอย่างไรต่อสภาวะการทำงานของหม้อต้มซ้ำ
  • 1 : อัตราการใช้ความร้อนในหม้อต้มซ้ำจะมีค่ามากขึ้น
  • 2 : อัตราการใช้ความร้อนในหม้อต้มซ้ำจะมีค่าน้อยลง
  • 3 : อุณหภูมิของเหลวในหม้อต้มซ้ำมีค่าลดลง
  • 4 : ความดันลดในหม้อต้มซ้ำมีค่ามากขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 395 :
  • หอกลั่นแบบแพค เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะโดยทั่วไปอย่างไร
  • 1 : เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ไอขององค์ประกอบต่างๆสัมผัสกันบนพื้นผิววัสดุแพค
  • 2 : เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ไอ และของเหลวขององค์ประกอบต่างๆสัมผัสกันบนพื้นผิววัสดุแพค
  • 3 : เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ของเหลวขององค์ประกอบต่างๆกันสัมผัสกันบนพื้นผิววัสดุแพค
  • 4 : เป็นวัสดุที่กั้นแต่ละชั้นของหอกลั่นแบบชั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 396 :
  • ถ้าสารป้อนที่สัดส่วนโมล 0.45 ไหลเข้าหอกลั่นที่อัตรา 100 kgmol/h โดยได้ distillate (D) ที่สัดส่วนโมล 0.95 และ bottom product(W) ที่สัดส่วนโมล 0.1 จงหาอัตราการไหลของ distillate และ bottom product
  • 1 : D = 49.2 และ W = 50.8
  • 2 : D = 45.2 และ W = 54.8
  • 3 : D = 43.2 และ W = 56.8
  • 4 : D = 41.2 และ W = 58.8
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 397 :
  • ของผสมที่ป้อนเข้าสู่หอกลั่นที่ไม่ต้องใช้เครื่องควบแน่น(condenser) ควรมีลักษณะอย่างไร และป้อนเข้าที่ส่วนไหนของหอกลั่น
  • 1 : เป็นของเหลวผสมไอ ป้อนเข้าที่ยอดหอกลั่น
  • 2 : เป็นของเหลวล้วน ป้อนเข้าที่ยอดหอกลั่น
  • 3 : เป็นของเหลวผสมไอ ป้อนเข้าที่กลางหอกลั่น
  • 4 : เป็นของเหลวล้วน ป้อนเข้าที่กลางหอกลั่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 398 :
  • อุณหภูมิภายในหอกลั่นที่ใช้งานภายใต้ความดันต่ำกว่าบรรยากาศ ควรมีลักษณะอย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีที่ใช้งานภายใต้ความดันปกติ
  • 1 : อุณหภูมิเฉพาะในส่วนเหนือจุดป้อนสูงกว่า
  • 2 : อุณหภูมิเฉพาะในส่วนใต้จุดป้อนต่ำกว่า
  • 3 : อุณหภูมิเฉพาะในส่วนใต้จุดป้อนสูงกว่า
  • 4 : อุณหภูมิทั้งหมดในหอกลั่นต่ำกว่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 399 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่สามารถใช้วิธีของ Fenske-Underwood-Gilliland ในการคำนวณได้
  • 1 : จำนวนชั้นสมดุลน้อยที่สุดทางทฤษฎี
  • 2 : ภาระของหม้อต้มซ้ำ
  • 3 : อัตราส่วนป้อนกลับน้อยที่สุด
  • 4 : จำนวนชั้นสมดุลจริงทางทฤษฎี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 400 :
  • ในหอกลั่นประกอบด้วยหม้อต้มซ้ำบางส่วน(partial reboiler) ,จำนวนชั้นสมดุล 1 ชั้น และ เครื่องควบแน่นบางส่วน(partial condenser) ถ้าสารป้อนที่สัดส่วนโมล 0.30 ไหลเข้าหอกลั่นในตำแหน่งของหม้อต้มซ้ำบางส่วนโดยมีอัตรา 1000 kgmol/h โดยได้ distillate (D) ที่สัดส่วนโมล 0.80 และ มีอัตราส่วนป้อนกลับ(Reflux ratio) เท่ากับ 2 และกำหนดให้ค่า relative volatility เท่ากับ 5 จงหาสัดส่วนโมลใน bottom product
  • 1 : 0.560
  • 2 : 0.402
  • 3 : 0.203
  • 4 : 0.119
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
สภาวิศวกร