สภาวิศวกร

สาขา : ไฟฟ้าแขนงไฟฟ้าสื่อสาร

วิชา : Communication Network and Transmission

เนื้อหาวิชา : 107 : Network Theorems: Analysis and Design of Equivalent 1-Port and 2-Port
ข้อที่ 1 :

  • 1 :
  • 2 : ศูนย์
  • 3 : อนันต์
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 2 :

  • 1 : พอร์ต 1
  • 2 : พอร์ต 2
  • 3 : ทั้ง 2 พอร์ต
  • 4 : ไม่ใช่เปิดวงจร แต่จะต้องลัดวงจร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 3 :
  • ข้อใดเป็นวงจร 2 พอร์ต
  • 1 : แหล่งจ่ายต่อลงกราวด์
  • 2 : ตัวต้านทานแบบลอย (floating resistor)
  • 3 : ทรานซิสเตอร์
  • 4 : สายส่งปลายเปิด (open-end transmission line)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 4 :
  • ถ้าต้องการคำนวณหาค่าอิมพีแดนซ์จุดขับ (driving-point impedance) ทางเอาต์พุตของวงจรตามรูป ด้วยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ช่วยในการวิเคราะห์ อยากทราบว่า การใช้พารามิเตอร์ใดต่อไปนี้ จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์วงจรได้ง่ายและไม่ซับซ้อน
  • 1 : ทรานส์มิสชันพารามิเตอร์ (transmission parameter)
  • 2 : แอดมิตแตนซ์พารารามิเตอร์ (admittance parameter)
  • 3 : ไฮบริดพารามิเตอร์ (hybrid parameter)
  • 4 : อินเวิอร์สไฮบริดพารามิเตอร์ (inverse hybrid parameter)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 5 :

  • 1 : 3/5 ซีเมนส์
  • 2 : 6/5 ซีเมนส์
  • 3 : 5/3 ซีเมนส์
  • 4 : 10/3 ซีเมนส์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 6 :
  • ถ้ากำหนดให้ ทางพอร์ตเอาต์พุตต่อเข้ากับความต้านทาน R แล้ว อยากทราบว่า วงจรนี้มีอิมพีแดนซ์จุดขับ (driving-point impedance) ณ พอร์ตอินพุต ค่าเท่าใด
  • 1 : R โอห์ม
  • 2 : 5R/3 โอห์ม
  • 3 : 2R โอห์ม
  • 4 : 3R โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 7 :
  • ความสัมพันธ์ในข้อใดไม่ถูกต้อง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 8 :
  • จงหาค่าแอดมิตแตนซ์พารามิเตอร์ (admittance parameter) ของโครงสร้างต่อไปนี้
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 9 :
  • จงแปลงวงจรข่ายแบบพาย (Pi-network) ให้เป็นวงจรข่ายแบบที (T-network) (คำตอบให้เรียงจากความต้านทานตัวที่ 1, 2 และ 3 ตามลำดับ)
  • 1 : 21 โอห์ม, 10.5 โอห์ม และ 21 โอห์ม
  • 2 : 10.5 โอห์ม, 21 โอห์ม และ 21 โอห์ม
  • 3 : 12 โอห์ม, 3 โอห์ม และ 6 โอห์ม
  • 4 : 3 โอห์ม, 6 โอห์ม และ 12 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 10 :
  • ให้หาทรานส์มิสชันพารามิเตอร์ (transmission parameter) ของตัวเก็บประจุต่อไปนี้
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 11 :
  • จงหาอิมพีแดนซ์พารามิเตอร์ (impedance parameter) ของความต้านทานต่อไปนี้
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 12 :
  • สายส่งอุดมคติมีค่าอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) ในหน่วยโอห์ม และความยาวทางกายภาพ (physical length) ในหน่วยเมตร ทำให้เกิดค่าคงตัวการแพร่กระจาย (propagation constant) ตามรูป อยากทราบว่า สายส่งนี้มีอิมพีแดนซ์พารามิเตอร์ (impedance parameter) เป็นอย่างไร
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 13 :
  • จงหาวงจรข่ายแบบที (T-network) ของหม้อแปลงเชิงเส้น (linear transformer) ตามรูป (คำตอบให้เรียงจากค่าความเหนี่ยวนำตัวที่ A, B และ C ตามลำดับ)
  • 1 : 50 มิลลิเฮนรี, 70 มิลลิเฮนรี และ 20 มิลลิเฮนรี
  • 2 : -10 มิลลิเฮนรี, -30 มิลลิเฮนรี และ 20 มิลลิเฮนรี
  • 3 : 10 มิลลิเฮนรี, 30 มิลลิเฮนรี และ 20 มิลลิเฮนรี
  • 4 : 50 มิลลิเฮนรี, 70 มิลลิเฮนรี และ 100 มิลลิเฮนรี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 14 :
  • ความสัมพันธ์ของสมการใด ไม่สัมพันธ์กับลักษณะของการต่อวงจรข่ายสองพอร์ต
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 15 :
  • จากวงจรที่กำหนดให้ จงหาอินพุตอิมพีแดนซ์ (input impedance) เมื่อพอร์ตทางเอาต์พุตถูกลัดวงจร
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 16 :
  • จากวงจรที่กำหนดให้ จงหาอินพุตอิมพีแดนซ์ (input impedance) เมื่อพอร์ตทางเอาต์พุตถูกเปิดวงจร
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 17 :
  • ข้อใด เป็นฟังก์ชั่นถ่ายโอนโวลเตจ (voltage transfer function) ของวงจรตามรูป
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 18 :
  • หากวงจรข่ายหนึ่งมีความสัมพันธ์ระหว่างกระแสและแรงดันไฟฟ้าทางด้านอินพุตและเอาต์พุตเป็นดังที่แสดงในบล็อกไดอะแกรม หากภายหลังต่อตัวต้านทานขนาด 3 โอห์ม ขนานเข้าไปทางด้านเอาต์พุต อยากทราบว่า วงจรข่ายนี้จะมีอินพุตอิมพีแดนซ์เป็นเท่าใด
  • 1 : 4 โอห์ม
  • 2 : 6 โอห์ม
  • 3 : 8 โอห์ม
  • 4 : 18 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 19 :
  • อยากทราบว่า อินพุตอิมพีแดนซ์ (input impedance) ของวงจรข่ายที่กำหนดให้มีค่าตามข้อใด
  • 1 : 2 โอห์ม
  • 2 : 3 โอห์ม
  • 3 : 4 โอห์ม
  • 4 : 5 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 20 :
  • อยากทราบว่าแอดมิตแตนซ์พารามิเตอร์ (admittance parameter) ของวงจรข่ายในกรณีที่พอร์ตเอาต์พุตอยู่ในวงจรลัด (short-circuit output) มีค่าเป็นเท่าใด เมื่อกำหนดให้ วงจรข่ายสองพอร์ตนี้มีอิมพีแดนซ์พารามิเตอร์ (impedance parameter) เป็นดังนี้
  • 1 : 0.126 ซีเมนส์
  • 2 : 0.105 ซีเมนส์
  • 3 : -0.053 ซีเมนส์
  • 4 : ผิดหมดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 21 :
  • สัดส่วนระหว่างแรงดันอินพุตต่อแรงดันเอาต์พุตของวงจร 2 พอร์ต เมื่อกระแสด้านอินพุตเป็นศูนย์ถูกแทนด้วยสัญลักษณ์ใดในไฮบริดพารามิเตอร์ (hybrid parameter)
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 22 :
  • วงจรข่าย 2 วงจรที่มีอิมพีแดนซ์พารามิเตอร์ (impedance parameter) เป็น [Z1] และ [Z2] ตามลำดับ เมื่อนำมาต่อคาสเคดกัน (cascade connection) จะมีอิมพีแดนซ์พารามิเตอร์รวมทั้งหมดเป็นเท่าใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 23 :
  • ข้อใดแสดงความสัมพันธ์ของไฮบริดพารามิเตอร์ (hybrid parameter) เมื่อต่อวงจรข่าย 2 วงจร เข้าหากัน ตามรูป
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 24 :
  • ข้อใดแสดงความสัมพันธ์ของแอดมิตแตนซ์พารามิเตอร์ (admittance parameter) เมื่อต่อวงจรข่าย 2 วงจร เข้าหากัน ตามรูป
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 25 :
  • ข้อใดแสดงถึงความสัมพันธ์ของไฮบริดพารามิเตอร์ (hybrid parameter) เมื่อต่อวงจรข่าย 2 วงจร เข้าหากัน ตามรูป
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 26 :
  • จงหาค่าแอดมิตแตนซ์พารามิเตอร์ (admittance parameter) ของวงจรข่าย 2 พอร์ต ซึ่งมีอิมพีแดนซ์พารามิเตอร์ (impedance parameter) เป็นดังนี้
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 27 :
  • ผลตอบสนองอิมพัลส์ (impulse response: h(t)) จะมีค่าเป็นเท่าใด หากว่าวงจรข่ายชนิดหนึ่งมีฟังก์ชั่นถ่ายโอน (transfer function) เป็นดังนี้ H(s) = s/(s+1)
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 28 :
  • วงจรข่าย 2 พอร์ต (two-port network) วงจรหนึ่งมีทรานส์มิสชันเมตริกซ์ (transmission matrix) เท่ากับ T หากนำวงจรข่ายนี้ จำนวน 2 วงจรมาต่อคาสเคดกัน (cascade connection) แล้ว ทรานส์มิสชันเมตริกซ์รวมของวงจรข่ายทั้งหมดมีค่าตามข้อใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 : เมตริกซ์หนึ่งหน่วย (unit matrix)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 29 :
  • ข้อใดเป็นความสัมพันธ์ระหว่างแรงดันและกระแสของไฮบริดพารามิเตอร์ (hybrid parameter)
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 30 :
  • ถ้ากำหนดให้วงจรข่าย 2 พอร์ต มีอิมพีแดนซ์พารามิเตอร์ (impedance parameter) เป็นดังในรูป จงหาอิมพีแดนซ์พารามิเตอร์รวม เมื่อต่อตัวต้านทานขนาด 1 โอห์ม เข้าไปทางด้านซ้ายและขวาของวงจรข่าย
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 31 :
  • จงหาความต้านทานอินพุต (input resistance) ของวงจรข่ายตามรูป ถ้ากำหนดให้แต่ละบล็อกมีความเหมือนกันทุกประการและมีอิมพีแดนซ์พารามิเตอร์ของแต่ละบล็อกเป็นดังนี้
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 32 :
  • จงหาค่า a+b+c ของพารามิเตอร์ย่อยของวงจรข่าย 2 พอร์ต ชนิดหนึ่ง เมื่อกำหนดให้
  • 1 : 1
  • 2 : 2
  • 3 : 3
  • 4 : 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 33 :
  • วงจรใดต่อไปนี้จัดเป็นวงจรประเภทวงจรข่าย 1 พอร์ต (one-port network)
  • 1 : แหล่งจ่ายไฟฟ้าต่อลงกราวด์
  • 2 : ตัวต้านทานแบบขาลอย
  • 3 : ทรานซิสเตอร์
  • 4 : หม้อแปลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 34 :
  • วงจรข่ายต่อไปนี้ มีอิมพีแดนซ์วงจรเปิด (open-circuit impedance) เป็นเท่าใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 35 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 36 :
  • วงจรข่ายต่อไปนี้ มีค่าอิมพีแดนซ์รวม ตามข้อใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 37 :
  • จากวงจรในรูป โดยการพิจารณาจากคำตอบ อยากทราบว่าข้อใดถูกต้อง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 38 :
  • จากรูป ข้อใดแสดงค่าอิมพีแดนซ์ของวงจรสมมูล ณ ความถี่ 50 เฮิรตซ์ ได้ถูกต้อง
  • 1 : 10+j0.5 โอห์ม
  • 2 : 10+j3.14 โอห์ม
  • 3 : 10+j31.41 โอห์ม
  • 4 : 10+j0.1 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 39 :

  • 1 : 2 โอห์ม
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 40 :

  • 1 : 1/12 ซีเมนส์
  • 2 : 1/6 ซีเมนส์
  • 3 : 1/4 ซีเมนส์
  • 4 : -1/12 ซีเมนส์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 41 :

  • 1 : 5
  • 2 : 4
  • 3 : 2
  • 4 : 0
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 42 :
  • จงพิจารณาว่าวงจรข่ายในบล็อกไดอะแกรม A ควรเป็นดังข้อใด ถ้าบล็อกไดอะแกรม A เป็นแบบเชิงเส้นและไม่แปรผันตามเวลา เมื่อนำมาเขียนให้อยู่ในวงจรข่าย 2 พอร์ต แบบอิมพีแดนซ์วงจรเปิด (open-circuit impedance) ได้วงจรสมมูล (equivalent circuit) และมีอิมพีแดนซ์พารามิเตอร์ (impedance parameter) ตามรูป
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 43 :

  • 1 : 10 โอห์ม
  • 2 : 8 โอห์ม
  • 3 : 4 โอห์ม
  • 4 : 2 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 44 :
  • จากวงจรข่าย (network) ที่กำหนดให้ ข้อใดไม่ถูกต้อง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 45 :
  • จงพิจารณาวงจรข่ายของตัวต้านทานค่าเท่ากับ R ต่อไปนี้ เมื่อนำมาเขียนให้อยู่ในวงจรข่าย 2 พอร์ต แบบอิมพีแดนซ์วงจรลัด (short-circuit impedance) ได้ตามรูป อยากทราบว่า แอดมิตแตนซ์พารามิเตอร์ (admittance parameter) เป็นเท่าใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 46 :

  • 1 : 2.25 โอห์ม
  • 2 : 2.67 โอห์ม
  • 3 : 1.50 โอห์ม
  • 4 : 1.00 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 47 :
  • จากวงจรข่าย (network) ข้อใดไม่ถูกต้อง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 48 :

  • 1 : 0.0357 ซีเมนส์
  • 2 : 0.0714 ซีเมนส์
  • 3 : -0.0357 ซีเมนส์
  • 4 : -0.0714 ซีเมนส์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 49 :
  • ข้อใดต่อไปนี้คือค่าแอดมิตแตนซ์วงจรลัด (short-circuit admittance) ในหน่วยซีเมนส์ ของวงจรข่าย (network) ตามรูป
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 50 :
  • แอดมิตแตนซ์พารามิเตอร์ (admittance parameter) ในหน่วยซีเมนส์ ตามข้อใด สัมพันธ์กับวงจรข่าย (network) ที่กำหนดให้
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 51 :
  • ทรานส์มิสชันพารามิเตอร์ (transmission parameter) ของวงจรข่ายตามรูป ข้อใดถูกต้อง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 52 :

  • 1 : -0.2 ซีเมนส์
  • 2 : 0.2 ซีเมนส์
  • 3 : 0.533 ซีเมนส์
  • 4 : 0.45 ซีเมนส์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 53 :
  • ความสัมพันธ์ในหน่วยซีเมนส์ ข้อใดสอดคล้องกับวงจรข่าย (network) ที่กำหนดให้
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 54 :

  • 1 : 0.667 โอห์ม
  • 2 : 1.667 โอห์ม
  • 3 : 9.33 โอห์ม
  • 4 : -0.667 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 55 :

  • 1 : 0.375 ซีเมนส์
  • 2 : 0.625 ซีเมนส์
  • 3 : 0.750 ซีเมนส์
  • 4 : 1.250 ซีเมนส์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 56 :
  • อิมพีแดนซ์วงจรเปิด (open-circuit impedance parameter) หมายถึงพารามิเตอร์ตามข้อใด
  • 1 : อิมพีแดนซ์พารามิเตอร์ (impedance parameter)
  • 2 : แอดมิตแตนซ์พารามิเตอร์ (admittance parameter)
  • 3 : ไฮบริดพารามิเตอร์ (hybrid parameter)
  • 4 : ทรานส์มิสชันพารามิเตอร์ (transmission parameter)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 57 :
  • ข้อใดแสดงหน่วยของไฮบริดพารามิเตอร์ (hybrid parameter) ได้ถูกต้อง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 58 :
  • การหาค่าพารามิเตอร์ของวงจรข่ายสองทาง (two-port network) ที่ต่อขนานกัน เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว ควรคำนวณด้วยพารามิเตอร์ใด
  • 1 : อิมพีแดนซ์พารามิเตอร์ (impedance parameter)
  • 2 : แอดมิตแตนซ์พารามิเตอร์ (admittance parameter)
  • 3 : ไฮบริดพารามิเตอร์ (hybrid parameter)
  • 4 : ทรานส์มิสชันพารามิเตอร์ (transmission parameter)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 59 :
  • หากต้องการแปลงอิมพีแดนซ์พารามิเตอร์ (impedance parameter) ให้เป็นแอดมิตแตนซ์พารามิเตอร์ (admittance parameter) จะต้องใช้ความสัมพันธ์ใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 60 :
  • จากรูปที่กำหนดให้ อยากทราบว่าเป็นการต่อวงจรข่าย 2 พอร์ตแบบใด
  • 1 : แบบอนุกรม
  • 2 : แบบขนาน
  • 3 : แบบลูกโซ่
  • 4 : ไม่มีการต่อกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 61 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 62 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 63 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 64 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 65 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 66 :
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 67 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 68 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 69 :
  •  วงจรที่มีตัวต้านทานแบบลอย (floating resistor) เป็นวงจรชนิดใด
  • 1 :  วงจรพอร์ตเดียว
  • 2 :  วงจร 2 พอร์ต
  • 3 :  วงจร 3 พอร์ต
  • 4 :  วงจร 4 พอร์ต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 70 :
  •  จากนิยามการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ B ใน F พารามิเตอร์นั้นจะต้องลัดวงจรที่พอร์ตใด
  • 1 :  พอร์ต 1
  • 2 :  พอร์ต 2
  • 3 :  ไม่ใช่ทั้ง 2 พอร์ต
  • 4 :  ไม่ได้ลัดวงจรแต่ต้องเปิดวงจร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 71 :
  •  ข้อใดเป็นความสัมพันธ์ระหว่างแรงดันและกระแสของ Fundamental Matrix (F-Matrix)
  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 108 : Series and Parallel Resonance
ข้อที่ 72 :
  • ข้อใดผิด
  • 1 : ค่า Q แปรผันตามค่ากำลังงานไฟฟ้าที่สูญเสียภายในวงจร
  • 2 : ค่า Q แปรผันตามความถี่
  • 3 : ค่า Q แปรผันตามพลังงานสะสมเฉลี่ยในอุปกรณ์
  • 4 : ค่า Q ต่ำสุดของวงจรเรโซแนนซ์แบบขนานเกิดขึ้น 2 ตำแหน่งความถี่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 73 :
  • วงจรเรโซแนนซ์แบบขนานในทางอุดมคติ จะมีค่ารีแอกแตนซ์ (reactance) ณ ความถี่เรโซแนนซ์เป็นเท่าใด
  • 1 : เท่ากับค่า Q สูงสุดของวงจร
  • 2 : เท่ากับค่าความถี่เรโซแนนซ์
  • 3 : เท่ากับค่าอุปกรณ์ในวงจร
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 74 :
  • กลไกในข้อใดที่ทำให้เกิดองค์ประกอบแฝง (parasitic element) ซึ่งมีบทบาททำให้ค่าการสูญเสียในตัวเหนี่ยวนำสูงขึ้น
  • 1 : ความไม่สมบูรณ์ของตัวนำไฟฟ้า
  • 2 : สภาวะอิ่มตัวของสนามแม่เหล็ก
  • 3 : การเชื่อมต่อของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic coupling) ระหว่างขดลวด
  • 4 : ถูกมากกว่า 1 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 75 :
  • จงหาค่า Q ของวงจร ณ ความถี่ 20 เมกกะเฮิรตซ์
  • 1 : 0.01
  • 2 : 7.96
  • 3 : 125.66
  • 4 : ไม่สามารถหาค่าได้เนื่องจากไม่ใช่ที่ค่าความถี่เรโซแนนซ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 76 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นค่าแอดมิตแตนซ์ของวงจรเรโซแนนซ์อนุกรม L-C แบบอุดมคติ ณ ความถี่เรโซแนนซ์
  • 1 : ศูนย์
  • 2 : หนึ่ง
  • 3 : อนันต์
  • 4 : ข้อมูลไม่เพียงพอที่จะตอบคำถาม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 77 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นค่าแอดมิตแตนซ์ของวงจรเรโซแนนซ์ขนาน L-C แบบอุดมคติ ณ ความถี่เรโซแนนซ์
  • 1 : ศูนย์
  • 2 : หนึ่ง
  • 3 : อนันต์
  • 4 : ข้อมูลไม่เพียงพอที่จะตอบคำถาม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 78 :
  • ถ้าวงจรเรโซแนนซ์อนุกรม L-C วงจรหนึ่ง (รูปตรงกลาง) มีวงจรสมมูลของตัวเหนี่ยวนำและตัวเก็บประจุเป็นดังรูปด้านขวาและซ้าย ตามลำดับ อยากทราบว่า ณ ความถี่เรโซแนนซ์ จะมีอิมพีแดนซ์ในหน่วยโอห์ม เป็นเท่าใด
  • 1 : 0
  • 2 : 0.2
  • 3 : อนันต์
  • 4 : ข้อมูลไม่เพียงพอที่จะตอบคำถาม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 79 :
  • ถ้าวงจรเรโซแนนซ์ขนาน L-C วงจรหนึ่ง (รูปตรงกลาง) มีวงจรสมมูลของตัวเหนี่ยวนำและตัวเก็บประจุเป็นดังรูปด้านขวาและซ้าย ตามลำดับ อยากทราบว่า ณ ความถี่เรโซแนนซ์ จะมีแอดมิตแตนซ์ในหน่วยซีเมนส์ เป็นเท่าใด
  • 1 : 0
  • 2 :
  • 3 : อนันต์
  • 4 : ข้อมูลไม่เพียงพอที่จะตอบคำถาม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 80 :
  • วงจรข่ายสองพอร์ตแบบสมมาตรวงจรหนึ่ง มีค่าอิมพีแดนซ์วงจรลัด (short-circuit impedance) และอิมพีแดนซ์วงจรเปิด (open-circuit impedance) เท่ากับ 10 และ 250 โอห์ม ตามลำดับ อยากทราบว่าวงจรข่ายสองพอร์ตนี้ มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) เป็นเท่าใด
  • 1 : 5 โอห์ม
  • 2 : 10 โอห์ม
  • 3 : 50 โอห์ม
  • 4 : 250 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 81 :
  • จงหาอิมพีแดนซ์เงา (image impedance) ที่พอร์ตอินพุตของวงจร
  • 1 : 0.41 โอห์ม
  • 2 : 0.63 โอห์ม
  • 3 : 0.85 โอห์ม
  • 4 : 1.00 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 82 :
  • ตัวเหนี่ยวนำหนึ่งมีวงจรสมมูลเป็นดังรูป ณ ความถี่เชิงมุม 10 เมกกะเรเดียนต่อวินาที จะมีค่า Q เท่าใด
  • 1 : 3.33
  • 2 : 2.5
  • 3 : 5
  • 4 : ข้อมูลไม่พอที่จะตอบคำถาม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 83 :
  • ตัวเก็บประจุหนึ่งมีวงจรสมมูลเป็นดังรูป ณ ความถี่เชิงมุม 10 เมกกะเรเดียนต่อวินาที จะมีค่า Q เท่าใด
  • 1 : 15
  • 2 : 100
  • 3 : 1,000
  • 4 : ข้อมูลไม่พอที่จะตอบคำถาม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 84 :
  • สมมติให้ตัวเก็บประจุหนึ่ง (รูปตรงกลาง) มีวงจรสมมูลเป็นตามรูปด้านซ้าย ถ้าหากนำโหลดขนาด 500 โอห์ม ต่อขนานกับตัวเก็บประจุดังกล่าวนี้ (ตามรูปด้านขวา) อยากทราบว่า ณ ความถี่เชิงมุม 10 เมกกะเรเดียนต่อวินาที ค่า Q ของตัวเก็บประจุนี้จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร เมื่อเทียบกับค่า Q ในกรณีที่ไม่ต่อโหลด
  • 1 : ลดลง 3 เท่า
  • 2 : เท่าเดิม
  • 3 : เพิ่มขึ้น 3 เท่า
  • 4 : ข้อมูลไม่พอที่จะตอบคำถาม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 85 :
  • สมมติให้ตัวเหนี่ยวนำหนึ่ง (ดังรูปตรงกลาง) มีวงจรสมมูลเป็นดังรูปด้านซ้ายมือ ถ้าหากนำโหลดขนาด 500 โอห์ม ต่อขนานกับตัวเหนี่ยวนำดังกล่าวนี้ (ตามรูปด้านขวา) อยากทราบว่า ณ ความถี่เชิงมุม 10 เมกกะเรเดียนต่อวินาที ค่า Q ของตัวเหนี่ยวนำนี้จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร เมื่อเทียบกับค่า Q ในกรณีที่ไม่ต่อโหลด
  • 1 : ลดลง
  • 2 : เท่าเดิม
  • 3 : เพิ่มขึ้น
  • 4 : ข้อมูลไม่พอที่จะตอบคำถาม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 86 :
  • ถ้าวงจรเรโซแนนซ์ดังรูป มีความถี่เรโซแนนซ์และอิมพีแดนซ์เท่ากับ 1,800 เรเดียนต่อวินาที และ 2 โอห์ม ตามลำดับ ข้อใดถูก
  • 1 : ตัวเหนี่ยวนำที่ใช้ในวงจรมีค่า 12.35 มิลลิเฮนรี และตัวประกอบคุณภาพของวงจรเรโซแนนซ์มีค่าเท่ากับ 12.57
  • 2 : ตัวเหนี่ยวนำที่ใช้ในวงจรมีค่า 22.22 มิลลิเฮนรี และตัวต้านทานมีขนาด 2 โอห์ม
  • 3 : ตัวต้านทานมีขนาด 2 โอห์ม และตัวประกอบคุณภาพของวงจรเรโซแนนซ์มีค่าเท่ากับ 12.57
  • 4 : ตัวต้านทานมีขนาด 2 โอห์ม และวงจรเรโซแนนซ์มีแบนด์วิดท์เท่ากับ 162 เรเดียนต่อวินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 87 :
  • อยากทราบว่า วงจรเรโซแนนซ์ขนาน L-C ตามรูป เกิดการเรโซแนนซ์ที่ความถี่เท่าใด
  • 1 : 628 เมกกะเฮิรตซ์
  • 2 : 100 เมกกะเฮิรตซ์
  • 3 : 16 เมกกะเฮิรตซ์
  • 4 : 2.55 เมกกะเฮิรตซ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 88 :
  • จงหาค่าตัวประกอบคุณภาพเมื่อไม่มีโหลด (unloaded Q) ณ ความถี่เรโซแนนซ์ของวงจรดังรูป
  • 1 : 100
  • 2 : 500
  • 3 : 100,000,000
  • 4 : 500,000,000
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 89 :
  • จงหาค่าตัวประกอบคุณภาพเมื่อมีโหลด (loaded Q) ของวงจรดังรูป
  • 1 : 50
  • 2 : 65
  • 3 : 83
  • 4 : 100
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 90 :
  • สายส่งปลายลัดแบบอุดมคติตามรูปยาวหนึ่งส่วนสี่ความยาวคลื่น จะมีวงจรสมมูลเป็นอย่างไร
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 91 :
  • สายส่งปลายเปิดแบบอุดมคติตามรูปยาวครึ่งหนึ่งของความยาวคลื่น จะมีวงจรสมมูลเป็นอย่างไร
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 92 :
  • ณ ความถี่เรโซแนนซ์ วงจรเรโซแนนซ์อนุกรมจะมีคุณสมบัติเป็นอย่างไร
  • 1 : ค่าความต้านทานของวงจรต่ำสุด
  • 2 : ค่าความต้านทานของวงจรสูงสุด
  • 3 : ค่ากระแสของวงจรต่ำสุด
  • 4 : ค่า Q ของวงจรสูงสุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 93 :
  • ณ ความถี่เรโซแนนซ์ วงจรเรโซแนนซ์ขนานจะมีคุณสมบัติเป็นอย่างไร
  • 1 : ค่าความต้านทานของวงจรสูงสุด
  • 2 : ค่าความต้านทานของวงจรต่ำสุด
  • 3 : ค่ากระแสของวงจรสูงสุด
  • 4 : ค่า Q ของวงจรสูงสุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 94 :
  • วงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วย R, L และ C ต่อกันอย่างอนุกรม ค่าตัวประกอบคุณภาพ (quality factor) จะไม่ขึ้นกับข้อใด
  • 1 : ความถี่ของสัญญาณในวงจร
  • 2 : แรงดันไฟฟ้าที่ป้อนเข้าวงจร
  • 3 : ความเหนี่ยวนำของวงจร
  • 4 : ความจุไฟฟ้าของวงจร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 95 :
  • วงจรเรโซแนนซ์อนุกรมและขนานที่มีค่า L และ C เท่ากัน เมื่อเรโซแนนซ์จะมีความถี่เรโซแนนซ์เป็นอย่างไร
  • 1 : เท่ากัน
  • 2 : ไม่เท่ากัน
  • 3 : ความถี่เรโซแนนซ์ของวงจรเรโซแนนซ์อนุกรมมากกว่าวงจรเรโซแนนซ์ขนาน
  • 4 : ความถี่เรโซแนนซ์วงจรเรโซแนนซ์ขนานมากกว่าวงจรเรโซแนนซ์อนุกรม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 96 :
  • วงจรข่ายพาสซีพ (passive network) ประกอบด้วยอุปกรณ์อะไรบ้าง
  • 1 : R, L และ C มีแหล่งกำเนิดในตัว
  • 2 : R, L และ C ไม่มีแหล่งกำเนิดในตัว
  • 3 : G, แอดมิตแตนซ์และซัสเซพแตนซ์ มีแหล่งกำเนิดในตัว
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 97 :
  • เมื่อวงจรเรโซแนนซ์อนุกรม R-L-C เกิดการเรโซแนนซ์ ข้อใดถูกต้อง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 98 :
  • ขนาดอิมพีแดนซ์ของวงจรอนุกรม R-L-C มีค่าตามข้อใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 99 :
  • ค่า Q ของวงจรเรโซแนนซ์อนุกรม R-L-C จะเพิ่มขึ้น ก็ต่อเมื่อ
  • 1 : ความจุไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
  • 2 : แรงดันอินพุตเพิ่มขึ้น
  • 3 : ความต้านทานเพิ่มขึ้น
  • 4 : ความต้านทานลดลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 100 :
  • ความถี่เรโซแนนซ์ของวงจรเรโซแนนซ์ขนาน L-C มีค่าตามข้อใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 101 :
  • ถ้ากำหนดให้ วงจรหนึ่งประกอบด้วยตัวต้านทานขนาด 500 โอห์ม ส่วนตัวเหนี่ยวนำและตัวเก็บประจุมีค่าเท่ากับ 100 มิลลิเฮนรี และ 0.1 ไมโครฟารัด ตามลำดับ ทั้งหมดต่อกันแบบอนุกรม อยากทราบว่าวงจรนี้จะมีแบนด์วิดท์เป็นเท่าใด
  • 1 : 5 กิโลเรเดียนต่อวินาที
  • 2 : 10 กิโลเรเดียนต่อวินาที
  • 3 : 50 กิโลเรเดียนต่อวินาที
  • 4 : 500 กิโลเรเดียนต่อวินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 102 :
  • วงจรเรโซแนนซ์อนุกรมที่ประกอบจากอุปกรณ์พาสซีฟ เมื่อเขียนสมการอิมพีแดนซ์จะมีซีโร่ (zero) อยู่ที่ตำแหน่งใด
  • 1 : ศูนย์
  • 2 : อนันต์
  • 3 : หนึ่ง
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 103 :
  • ข้อใดถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับแบนด์วิดท์ของวงจรเรโซแนนซ์ขนาน R-L-C
  • 1 : แบนด์วิดท์แปรผันตามความต้านทาน
  • 2 : แบนด์วิดท์แปรผกผันกับตัวเหนี่ยวนำ
  • 3 : แบนด์วิดท์แปรผกผันกับความต้านทาน
  • 4 : แบนด์วิดท์แปรผันตามตัวเก็บประจุ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 104 :
  • ข้อใดถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับแบนด์วิดท์ของวงจรเรโซแนนซ์ขนาน R-L-C
  • 1 : ความถี่ที่แรงดันลดลงครึ่งหนึ่งและเฟสเปลี่ยนไป 45 องศา
  • 2 : ความถี่ที่กำลังลดลงครึ่งหนึ่งและเฟสเปลี่ยนไป 45 องศา
  • 3 : ความถี่ที่แรงดันลดลงครึ่งหนึ่งและเฟสเป็น 0 องศา
  • 4 : ความถี่ที่กำลังลดลงครึ่งหนึ่งและเฟสเป็น 0 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 105 :
  • ข้อใดถูกต้องที่สุดสำหรับมุมสูญเสีย (loss angle) ที่เกิดจากตัวเก็บประจุในวงจรเรโซแนนซ์ขนาน R-L-C
  • 1 : มุมสูญเสียแปรผันตามค่าตัวประกอบการสูญเสีย (dissipation factor: D)
  • 2 : มุมสูญเสียแปรผกผันกับค่าตัวประกอบการสูญเสีย (dissipation factor: D)
  • 3 : มุมสูญเสียแปรผันตามค่าตัวประกอบการสูญเสีย (dissipation factor: D) ยกกำลังสอง
  • 4 : มุมสูญเสียแปรผกผันกับค่าตัวประกอบการสูญเสีย (dissipation factor: D) ยกกำลังสอง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 106 :
  • ข้อใดถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับตัวประกอบคุณภาพ (quality factor: Q) ในวงจรเรโซแนนซ์ที่ประกอบขึ้นจาก R-L-C
  • 1 : ค่า Q จะต่ำกว่าศูนย์มากๆ เมื่อ L และ C มีคุณสมบัติใกล้เคียงอุดมคติ
  • 2 : ค่า Q จะเป็นศูนย์ เมื่อ L และ C มีคุณสมบัติใกล้เคียงอุดมคติ
  • 3 : ค่า Q จะมีค่ามากกว่าศูนย์มากๆ เมื่อ L และ C มีคุณสมบัติใกล้เคียงอุดมคติ
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 107 :
  • ข้อใดถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับความถี่เรโซแนนซ์ที่เกิดขึ้นในวงจรเรโซแนนซ์ขนาน R-L-C
  • 1 : การขนานตัวเก็บประจุเข้าไปจะทำให้ความถี่เรโซแนนซ์สูงขึ้น
  • 2 : การขนานตัวเหนี่ยวนำเข้าไปจะทำให้ความถี่เรโซแนนซ์สูงขึ้น
  • 3 : ข้อ ก และ ข ถูก
  • 4 : ข้อ ก และ ข ผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 108 :
  • จงเลือกข้อความที่ถูกที่สุด ขณะเกิดเรโซแนนซ์
  • 1 : ขนาดอิมพีแดนซ์ของวงจรจะสูงสุด
  • 2 : ขนาดอิมพีแดนซ์ของวงจรจะต่ำสุด
  • 3 : อิมพีแดนซ์ของวงจรจะเป็นจำนวนจินตภาพ
  • 4 : อิมพีแดนซ์ของวงจรจะเป็นจำนวนจริง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 109 :
  • พิจารณาข้อความต่อไปนี้ 1) ขณะเกิดเรโซแนนซ์ พลังงานสะสมในตัวเก็บประจุเท่ากับพลังงานสะสมในตัวเหนี่ยวนำ 2) การเกิดเรโซแนนซ์ต้องมีทั้งตัวเก็บประจุและตัวเหนี่ยวนำ 3) ขณะเกิดเรโซแนนซ์จะมีการถ่ายโอนกำลังงานสูงสุด (maximum power transfer)
  • 1 : ข้อความทั้งหมดถูก
  • 2 : ข้อความทั้งหมดผิด
  • 3 : มีข้อความที่ถูกเพียง 1 ข้อ
  • 4 : มีข้อความที่ถูกมากกว่า 1 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 110 :
  • วงจรเรโซแนนซ์อนุกรม R-L-C ที่มีความถี่เรโซแนนซ์อยู่ที่ 1 กิโลเฮิรตซ์ และมีค่า Q เท่ากับ100 จะมีแบนด์วิดท์เป็นอย่างไร
  • 1 : อยู่ระหว่าง 60 เรเดียนต่อวินาที และ 70 เรเดียนต่อวินาที
  • 2 : อยู่ระหว่าง 70 เรเดียนต่อวินาที และ 80 เรเดียนต่อวินาที
  • 3 : อยู่ระหว่าง 80 เรเดียนต่อวินาที และ 90 เรเดียนต่อวินาที
  • 4 : อยู่ระหว่าง 90 เรเดียนต่อวินาที และ 100 เรเดียนต่อวินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 111 :
  • วงจรเรโซแนนซ์อนุกรม R-L-C ที่มีค่า Q ณ ความถี่เรโซแนนซ์เท่ากับ 100 หากนำเอาค่าอุปกรณ์ในวงจรดังกล่าวมาต่อเป็นวงจรเรโซแนนซ์ขนาน R-L-C อยากทราบว่า ค่า Q ของวงจรใหม่ ณ ความถี่เรโซแนนซ์ที่ได้จะมีค่าเท่าใด
  • 1 : 0.01
  • 2 : 100
  • 3 : 1
  • 4 : ข้อมูลไม่เพียงพอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 112 :
  • หากวงจรเรโซแนนซ์อนุกรม R-L-C เกิดการเรโซแนนซ์ที่ความถี่ 1 กิโลเรเดียนต่อวินาที ถ้าเลือกออกแบบให้ความจุไฟฟ้ามีค่าเป็น 4 เท่าของความเหนี่ยวนำแล้ว จะต้องใช้ค่าความเหนี่ยวนำเท่าใด
  • 1 : 1.5 มิลลิเฮนรี
  • 2 : 1 มิลลิเฮนรี
  • 3 : 0.5 มิลลิเฮนรี
  • 4 : ข้อมูลไม่เพียงพอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 113 :
  • วงจรเรโซแนนซ์อนุกรม R-L-C ที่มีความต้านทานที่เกิดขึ้นในวงจรเพิ่มเป็น 2 เท่า จะทำให้แบนด์วิดท์เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
  • 1 : ลดลง 2 เท่า
  • 2 : ลดลง 4 เท่า
  • 3 : เพิ่มขึ้น 4 เท่า
  • 4 : เพิ่มขึ้น 2 เท่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 114 :
  • ความถี่เรโซแนนซ์ของวงจรเรโซแนนซ์อนุกรม R-L-C มีค่าเท่าใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 115 :
  • ขณะเกิดเรโซแนนซ์ในวงจรเรโซแนนซ์อนุกรม จะได้ค่าอิมพีแดนซ์และกระแสที่ไหลในวงจรเป็นอย่างไร
  • 1 : ทั้งขนาดอิมพีแดนซ์และขนาดกระแสมีค่าสูงสุด
  • 2 : ขนาดอิมพีแดนซ์มีค่าสูงสุด แต่ขนาดกระแสมีค่าต่ำสุด
  • 3 : ขนาดอิมพีแดนซ์มีค่าต่ำสุด แต่ขนาดกระแสมีค่าสูงสุด
  • 4 : ทั้งขนาดอิมพีแดนซ์และขนาดกระแสมีค่าต่ำสุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 116 :
  • ขณะเกิดเรโซแนนซ์ในวงจรเรโซแนนซ์ขนาน จะได้ค่าอิมพีแดนซ์และกระแสที่ไหลในวงจรเป็นอย่างไร
  • 1 : ทั้งขนาดอิมพีแดนซ์และขนาดกระแสมีค่าสูงสุด
  • 2 : ขนาดอิมพีแดนซ์มีค่าสูงสุด แต่ขนาดกระแสมีค่าต่ำสุด
  • 3 : ขนาดอิมพีแดนซ์มีค่าต่ำสุด แต่ขนาดกระแสมีค่าสูงสุด
  • 4 : ทั้งขนาดอิมพีแดนซ์และขนาดกระแสมีค่าต่ำสุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 117 :
  • ค่า Q ของวงจรเรโซแนนซ์อนุกรมหาได้จากข้อใด
  • 1 : ผลคูณระหว่างแบนด์วิดท์กับความถี่เรโซแนนซ์เชิงมุม
  • 2 : แบนด์วิดท์หารด้วยความถี่เรโซแนนซ์เชิงมุม
  • 3 : สองเท่าของผลคูณระหว่างแบนด์วิดท์กับความถี่เรโซแนนซ์เชิงมุม
  • 4 : ความถี่เรโซแนนซ์เชิงมุมหารด้วยแบนด์วิดท์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 118 :
  • ข้อใดกล่าวถูกต้อง
  • 1 : ค่า Q แปรผันตามพลังงานสะสมเฉลี่ยในอุปกรณ์
  • 2 : ค่า Q แปรผันตามพลังงานที่ใช้ไปต่อหนึ่งรอบ (cycle)
  • 3 : ค่า Q แปรผกผันกับพลังงานสะสมเฉลี่ยในอุปกรณ์
  • 4 : ค่า Q แปรผกผันกับความถี่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 119 :
  • ถ้าวงจรเรโซแนนซ์มีแบนด์วิดท์ 500 เฮิรตซ์ และให้ความถี่เรโซแนนซ์ที่ 3,000 เฮิรตซ์ วงจรนี้จะมีค่า Q เท่าใด
  • 1 : 3,500
  • 2 : 2,500
  • 3 : 6
  • 4 : 1/6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 120 :
  • เมื่อวงจรเรโซแนนซ์อนุกรม R-L-C เกิดเรโซแนนซ์แล้ว ข้อใดกล่าวถูกต้อง
  • 1 : แรงดันตกคร่อมตัวเก็บประจุจะมีค่าต่ำสุด ทำให้มีกระแสไหลผ่านตัวเหนี่ยวนำเป็นศูนย์
  • 2 : แรงดันตกคร่อมตัวเก็บประจุจะมีค่าต่ำสุด ทำให้มีกระแสไหลผ่านตัวเหนี่ยวนำมีค่าสูงสุด
  • 3 : แรงดันตกคร่อมตัวเก็บประจุจะมีค่าสูงสุด ทำให้มีกระแสไหลผ่านตัวเหนี่ยวนำเป็นศูนย์
  • 4 : แรงดันตกคร่อมตัวเก็บประจุและตัวเหนี่ยวนำจะมีขนาดเท่ากัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 121 :
  • วงจรเรโซแนนซ์อนุกรม R-L-C ที่เกิดการเรโซแนนซ์ที่ 10 กิโลเฮิรตซ์ ถ้าเลือกใช้ค่าความเหนี่ยวนำเท่ากับ 80 มิลลิเฮนรี โดยต้องการค่า Q ณ ความถี่เรโซแนนซ์เท่ากับ 5.5 แล้ว อยากทราบว่าจะเกิดความต้านทานสมมูลขึ้นค่าเท่าใด
  • 1 : 68.75 โอห์ม
  • 2 : 914 โอห์ม
  • 3 : 145 โอห์ม
  • 4 : 0.014 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 122 :
  • วงจรเรโซแนนซ์ขนาน R-L-C ที่ประกอบด้วยความต้านทานขนาด 2 กิโลโอห์ม และความเหนี่ยวนำขนาด 10 มิลลิเฮนรี จงหาค่าความจุไฟฟ้า เมื่อต้องการให้เกิดเรโซแนนซ์ที่ 50 กิโลเรเดียนต่อวินาที
  • 1 : 30 นาโนฟารัด
  • 2 : 40 นาโนฟารัด
  • 3 : 50 นาโนฟารัด
  • 4 : 60 นาโนฟารัด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 123 :
  • วงจรเรโซแนนซ์ขนาน R-L-C ที่ประกอบด้วยความต้านทานขนาด 2 กิโลโอห์ม และค่าความจุไฟฟ้าขนาด 40 นาโนฟารัด เมื่อเกิดเรโซแนนซ์ที่ความถี่ 50 กิโลเรเดียนต่อวินาที จะทำให้มีแบนด์วิดท์เท่าใด
  • 1 : 0.05 เรเดียนต่อวินาที
  • 2 : 3,125 เรเดียนต่อวินาที
  • 3 : 6,250 เรเดียนต่อวินาที
  • 4 : 12,500 เรเดียนต่อวินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 124 :
  • ถ้าวงจรเรโซแนนซ์อนุกรม R-L-C เกิดเรโซแนนซ์ที่ความถี่ 1.2 กิโลเฮิรตซ์และมีค่า Q ณ ความถี่เรโซแนนซ์เท่ากับ 30 อยากทราบว่าความถี่ตัดด้านต่ำและสูงมีค่าเท่าใด
  • 1 : 1,180 เฮิรตซ์ และ 1,220 เฮิรตซ์
  • 2 : 1,160 เฮิรตซ์ และ 1,240 เฮิรตซ์
  • 3 : 1,190 เฮิรตซ์ และ 1,210 เฮิรตซ์
  • 4 : 1,140 เฮิรตซ์ และ 1,180 เฮิรตซ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 125 :
  • ตัวเหนี่ยวนำและตัวเก็บประจุที่มีค่า Q เท่ากับ 60 และ 390 ตามลำดับ เมื่อประกอบเป็นวงจรเรโซแนนซ์อนุกรม L-C จงหา Q ของวงจร
  • 1 : 450
  • 2 : 23,400
  • 3 : 330
  • 4 : 52
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 126 :
  • จากรูป ความถี่เรโซแนนซ์มีค่าเท่าใด
  • 1 : 139.36 เมกกะเฮิรตซ์
  • 2 : 433.92 เมกกะเฮิรตซ์
  • 3 : 329.16 เมกกะเฮิรตซ์
  • 4 : 339.18 เมกกะเฮิรตซ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 127 :

  • 1 : ความเหนี่ยวนำเท่ากับ 30.67 ไมโครเฮนรี และความต้านทานขนาด 2,568 โอห์ม
  • 2 : ความเหนี่ยวนำเท่ากับ 25.33 ไมโครเฮนรี และความต้านทานขนาด 2,387 โอห์ม
  • 3 : ความเหนี่ยวนำเท่ากับ 30.67 ไมโครเฮนรี และความต้านทานขนาด 2,387 โอห์ม
  • 4 : ความเหนี่ยวนำเท่ากับ 25.33 ไมโครเฮนรี และความต้านทานขนาด 2,568 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 128 :
  • ที่สภาวะคงตัว (steady state) ของวงจรข่ายในรูป ข้อใดผิด
  • 1 : ความถี่ F1 และ F2 เท่ากับ 331.68 และ 346.68 เมกกะเฮิรตซ์ตามลำดับ
  • 2 : อินพุตอิมพีแดนซ์ ณ ความถี่ F1 เท่ากับ 0.707 โอห์ม
  • 3 : ค่า Q ณ ความถี่เรโซแนนซ์ของวงจรเท่ากับ 22.6
  • 4 : แรงดันตกคร่อมตัวเก็บประจุ ณ ความถี่ F1 และ F2 จะเป็น Q/1.414 เท่าของแรงดันจากแหล่งกำเนิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 129 :
  • วงจรเรโซแนนซ์อนุกรม R-L-C ประกอบด้วยความต้านทาน 5 โอห์ม ขณะเกิดเรโซแนนซ์ที่ความถี่ 12 กิโลเฮิรตซ์ จะมีค่ารีแอกแตนซ์ของตัวเหนี่ยวนำขนาด 300 โอห์ม จงหาความถี่ตัด (cutoff frequency) ของวงจรนี้
  • 1 : 11.9 กิโลเฮิรตซ์ และ 12.1 กิโลเฮิรตซ์
  • 2 : 11.8 กิโลเฮิรตซ์ และ 12.0 กิโลเฮิรตซ์
  • 3 : 12.0 กิโลเฮิรตซ์ และ 12.4 กิโลเฮิรตซ์
  • 4 : 12.0 กิโลเฮิรตซ์ และ 12.2 กิโลเฮิรตซ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 130 :
  • วงจรเรโซแนนซ์ขนานประกอบด้วยความต้านทานขนาด 100 กิโลโอห์ม ค่าความเหนี่ยวนำ 10 มิลลิเฮนรี ค่าความจุไฟฟ้าเท่ากับ 10 นาโนฟารัด ถ้าตัวเหนี่ยวนำมีค่า Q เท่ากับ 50 แล้ว จงหาค่า Q โดยรวมของวงจร
  • 1 : 100
  • 2 : 66.67
  • 3 : 50
  • 4 : 33.33
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 131 :
  • จากรูป เมื่อวงจรข่าย (network) อยู่ในสภาวะคงตัว (steady state) ข้อใดผิด
  • 1 : ค่าจริงและจินตภาพของอินพุตอิมพีแดนซ์ ณ ความถี่เรโซแนนซ์เท่ากับ 1000 และ 0 โอห์มตามลำดับ
  • 2 : วงจรเรโซแนนซ์ที่ 339.18 MHz
  • 3 : ค่า Q ของวงจร ณ ความถี่เรโซแนนซ์เท่ากับ 46.9
  • 4 : ขนาดกระแสที่ไหลในตัวเก็บประจุ ณ ความถี่เรโซแนนซ์เท่ากับ 1 แอมแปร์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 132 :
  • จากรูป เมื่อวงจรข่าย (network) อยู่ในสภาวะคงตัว (steady state) ข้อใดผิด
  • 1 : อินพุตอิมพีแดนซ์ ณ ความถี่ F1 เท่ากับ 707 โอห์ม
  • 2 : ความถี่ F1 และ F2 เท่ากับ 335.53 และ 342.83 เมกกะเฮิรตซ์ ตามลำดับ
  • 3 : ณ ความถี่เรโซแนนซ์ กระแสที่ไหลในตัวต้านทานเป็น Q เท่าของกระแสจากแหล่งกำเนิด
  • 4 : ณ ความถี่เรโซแนนซ์ กระแสที่ไหลในตัวเก็บประจุและตัวเหนี่ยวนำเป็น Q เท่าของกระแสจากแหล่งกำเนิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 133 :
  • จากรูป เมื่อวงจรข่าย (network) อยู่ในสภาวะคงตัว (steady state) ข้อใดผิด
  • 1 : อินพุตอิมพีแดนซ์ ณ ความถี่ F1 เท่ากับ 1,414 โอห์ม
  • 2 : ความถี่ F1 และ F2 เท่ากับ 337.53 และ 342.83 เมกกะเฮิรตซ์ตามลำดับ
  • 3 : ณ ความถี่เรโซแนนซ์ กระแสที่ไหลในตัวต้านทานเท่ากับกระแสของแหล่งกำเนิด
  • 4 : ณ ความถี่เรโซแนนซ์ กระแสที่ไหลในตัวเก็บประจุและตัวเหนี่ยวนำเท่ากับกระแสของแหล่งกำเนิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 134 :
  • วงจรใดต่อไปนี้ ที่มีการทำงานโดยไม่ใช้หลักการเรโซแนนซ์
  • 1 : วงจรแมตช์อิมพีแดนซ์
  • 2 : วงจรกรองความถี่
  • 3 : วงจรออสซิลเลเตอร์
  • 4 : วงจรลดทอนสัญญาณด้วยตัวต้านทาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 135 :
  • เมื่อวงจรเรโซแนนซ์อนุกรม R-L-C เกิดเรโซแนนซ์ อยากทราบว่าค่ารีแอกแตนซ์ของตัวเหนี่ยวนำและตัวเก็บประจุจะสัมพันธ์กันอย่างไร
  • 1 : รีแอกแตนซ์ของตัวเหนี่ยวนำจะเท่ากับรีแอกแตนซ์ของตัวเก็บประจุ
  • 2 : รีแอกแตนซ์ของตัวเหนี่ยวนำจะน้อยกว่ารีแอกแตนซ์ของตัวเก็บประจุ
  • 3 : รีแอกแตนซ์ของตัวเหนี่ยวนำจะมากกว่ารีแอกแตนซ์ของตัวเก็บประจุ
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 136 :
  • กำหนดให้ ความต้านทานมีค่า 10 โอห์ม ค่าความเหนี่ยวนำและค่าความจุไฟฟ้ามีค่าเท่ากับ 0.1 เฮนรี และ 50 ไมโครฟารัด ตามลำดับ เมื่อต่อใช้งานเป็นวงจรเรโซแนนซ์อนุกรม จะมีเกิดเรโซแนนซ์ ณ ความถี่ เท่าใด
  • 1 : 70.24 เฮิรตซ์
  • 2 : 71.17 เฮิรตซ์
  • 3 : 72.88 เฮิรตซ์
  • 4 : 73.54 เฮิรตซ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 137 :
  • ถ้าต้องการลดความถี่เรโซแนนซ์ของวงจรเรโซแนนซ์ขนาน จะทำได้อย่างไร
  • 1 : เพิ่มค่าความจุไฟฟ้า
  • 2 : ลดค่าความจุไฟฟ้า
  • 3 : ถอดตัวเก็บประจุออก
  • 4 : คงค่าความจุไฟฟ้าไว้ตามค่าเดิม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 138 :
  • อิมพีแดนซ์ของวงจรเรโซแนนซ์ขนานทางอุดมคติ ณ ความถี่เรโซแนนซ์ จะเท่ากับข้อใด
  • 1 : ศูนย์
  • 2 : รีแอคแตนซ์ของตัวเหนี่ยวนำ
  • 3 : รีแอคแตนซ์ของตัวเก็บประจุ
  • 4 : อนันต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 139 :
  • ความสัมพันธ์ระหว่างเฟสของแรงดันกับเฟสของกระแสที่เกิดขึ้นในวงจรเรโซแนนซ์ขนาน ณ ความถี่ต่ำกว่าความถี่เรโซแนนซ์จะเป็นอย่างไร
  • 1 : เฟสแรงดันนำหน้าเฟสกระแส
  • 2 : เฟสกระแสนำหน้าเฟสแรงดัน
  • 3 : เฟสแรงดันท่ากับเฟสกระแส
  • 4 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 140 :
  • ความสัมพันธ์ระหว่างเฟสของแรงดันกับเฟสของกระแสที่เกิดขึ้นในวงจรเรโซแนนซ์ขนาน ณ ความถี่สูงกว่าความถี่เรโซแนนซ์จะเป็นอย่างไร
  • 1 : เฟสแรงดันนำหน้าเฟสกระแส
  • 2 : เฟสกระแสนำหน้าเฟสแรงดัน
  • 3 : เฟสแรงดันเท่ากับเฟสกระแส
  • 4 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 141 :
  • วงจรเรโซแนนซ์ขนานแบบอุดมคติจะมี Q ณ ความถี่เรโซแนนซ์เท่ากับข้อใด
  • 1 : 0
  • 2 : 1
  • 3 : อนันต์
  • 4 : -1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 142 :
  • สายส่งปลายเปิดสายยาวครึ่งหนึ่งของความยาวคลื่นใช้งาน จะทำงานเสมือนวงจรข้อใดในช่วงความยาวคลื่นใช้งาน
  • 1 : วงจรเรโซแนนซ์ขนาน
  • 2 : วงจรเรโซแนนซ์อนุกรม
  • 3 : วงจรกรองผ่านต่ำ
  • 4 : วงจรกรองผ่านสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 143 :
  • สายส่งปลายลัดที่มีความยาว 1 ใน 2 ส่วนความยาวคลื่น จะทำงานเสมือนวงจรข้อใดในช่วงความถี่ใช้งาน
  • 1 : วงจรเรโซแนนซ์ขนาน
  • 2 : วงจรเรโซแนนซ์อนุกรม
  • 3 : วงจรกรองผ่านต่ำ
  • 4 : วงจรกรองผ่านสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 144 :
  • สายส่งปลายเปิดที่มีความยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่น จะทำงานเสมือนวงจรข้อใดในช่วงความถี่ใช้งาน
  • 1 : วงจรเรโซแนนซ์ขนาน
  • 2 : วงจรเรโซแนนซ์อนุกรม
  • 3 : วงจรกรองผ่านต่ำ
  • 4 : วงจรกรองผ่านสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 145 :
  • สายส่งปลายลัดที่มีความยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่น จะทำงานเสมือนวงจรข้อใดในช่วงความถี่ใช้งาน
  • 1 : วงจรเรโซแนนซ์ขนาน
  • 2 : วงจรเรโซแนนซ์อนุกรม
  • 3 : วงจรกรองผ่านต่ำ
  • 4 : วงจรกรองผ่านสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 146 :
  • กำหนดให้ อุปกรณ์ตัวเหนี่ยวนำและตัวเก็บประจุไม่มีการสูญเสีย ข้อใดผิดเกี่ยวกับวงจรเรโซแนนซ์อนุกรม R-L-C
  • 1 : ความถี่เรโซแนนซ์ขึ้นกับ L
  • 2 : ความถี่เรโซแนนซ์ขึ้นกับ C
  • 3 : ความถี่เรโซแนนซ์ขึ้นกับ R
  • 4 : ไม่สามารถสรุปได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 147 :
  • กำหนดให้ อุปกรณ์ตัวเหนี่ยวนำและตัวเก็บประจุไม่มีการสูญเสีย ข้อใดผิดเกี่ยวกับวงจรเรโซแนนซ์ขนาน R-L-C
  • 1 : ความถี่เรโซแนนซ์ขึ้นกับ L
  • 2 : ความถี่เรโซแนนซ์ขึ้นกับ C
  • 3 : ความถี่เรโซแนนซ์ขึ้นกับ R
  • 4 : ไม่สามารถสรุปได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 148 :
  • ความถี่เรโซแนนซ์ของวงจรเรโซแนนซ์ในรูป มีค่าเป็นเท่าใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 149 :
  • ความถี่เรโซแนนซ์ของวงจรตามรูป มีค่าเท่าใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 150 :

  • 1 : ตัวเหนี่ยวนำ
  • 2 : ตัวเก็บประจุ
  • 3 : ตัวต้านทานที่ต่อขนาน
  • 4 : ตัวต้านทานที่ต่ออนุกรมอยู่กับตัวเหนี่ยวนำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 151 :

  • 1 : ตัวเหนี่ยวนำ
  • 2 : ตัวเก็บประจุ
  • 3 : ตัวต้านทานที่ต่อขนาน
  • 4 : ตัวต้านทานที่ต่ออนุกรมอยู่กับตัวเหนี่ยวนำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 152 :
  •  จากรูปเป็นวงจรแบบใด

  • 1 :  แบบ ? type
  • 2 :  แบบ T type
  • 3 :  แบบ L type
  • 4 :  แบบ Lattice type
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 153 :
  • วงจรเรโซแนนซ์ขนานแบบ L – C มีค่า C = 8 pF และ L = 20 µH จะเกิดการเรโซแนนซ์ที่ความถี่เท่าใด

     

  • 1 : 1 MHz
  • 2 : 16 MHz
  • 3 : 24 MHz
  • 4 : 64 MHz
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 154 :
  •  ข้อใดเป็นการต่อแบบอนุกรม
  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 155 :
  •  ข้อใดผิด
  • 1 :  เนทเวอร์คที่ต่อกันแบบอนุกรมนั้นค่า Z แมทริคซ์ของเนทเวอร์คใหม่จะเท่ากับผลรวมของ Z แมทริคซ์ของแต่ละเนทเวอร์คนั้น
  • 2 :  F แมทริคซ์ของเนทเวอร์คที่ต่อกันแบบแคสเคดจะเท่ากับผลคูณของ F แมทริคซ์ของแต่ละเนทเวอร์คนั้น
  • 3 :  Y แมทริคซ์ของวงจร 2 คู่สายที่ต่อกันแบบอนุกรมจะเท่ากับผลรวมของ Y แมทริคซ์ของแต่ละเนทเวอร์คนั้น
  • 4 :  H แมทริคซ์ของวงจร 2 คู่สายที่ต่อกันแบบอนุกรม – ขนานจะเท่ากับแคสเคดผลรวมของ H แมทริคซ์ของแต่ละเนทเวอร์คนั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 156 :
  •  จากรูป จงคำนวณค่าอิมเมจอิมพีแดนซ์

  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 109 : Multiple Resonance
ข้อที่ 157 :
  •  วงจรเรโซแนนซ์ที่มีแบนด์วิดท์แปรผกผันกับความต้านทานในวงจรเป็นวงจรเรโซแนนซ์แบบใด
  • 1 :  วงจรเรโซแนนซ์ผสม R-L-C
  • 2 :  วงจรเรโซแนนซ์อนุกรม R-L-C
  • 3 :  วงจรเรโซแนนซ์ขนาน R-L-C
  • 4 :  ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 158 :
  •  เพราะเหตุใดในการสร้างวงจรโดยใช้วงจรสมมาตรแลททิซจึงไม่ค่อยใช้ในทางปฏิบัติ
  • 1 :  ยากต่อการสร้างและการไม่ประหยัดจำนวนอนุภาค
  • 2 :  การปรับให้ได้ค่าต่างๆทำได้ยาก
  • 3 :  ในการสร้างนั้นค่าจะเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ถ้าค่าของอนุภาคเปลี่ยนไปจะมีผลอย่างมากต่อคุณสมบัติในการส่งสัญญาณ
  • 4 :  ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 110 : Wave Filters
ข้อที่ 159 :

  • 1 : LPF
  • 2 : HPF
  • 3 : BPF
  • 4 : BSF
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 160 :
  • ข้อใดไม่ใช่หน้าที่ของวงจรกรองความถี่
  • 1 : ปรับความถี่ของสัญญาณในแถบความถี่ให้เหมาะสม
  • 2 : ลดขนาดของสัญญาณรบกวนนอกแถบความถี่ให้เล็กลง
  • 3 : ปรับระดับอิมพีแดนซ์ของการเชื่อมต่อให้เท่าเทียม
  • 4 : ลดสัญญาณแทรกสอดนอกแถบความถี่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 161 :
  • ถ้าต้องการรับสัญญาณเอเอ็ม ความถี่ศูนย์กลาง 5 เมกกะเฮิรตซ์ มีแบนด์วิดท์การผสมคลื่น 40 กิโลเฮิรตซ์ ในพื้นที่ที่มีสัญญาณวิทยุเอฟเอ็มตั้งแต่ความถี่ 88-108 เมกกะเฮิรตซ์ ควรจะเลือกใช้วงจรกรองแบบใดที่เหมาะสมที่สุด
  • 1 : วงจรกรองผ่านต่ำ (LPF) ที่มีความถี่ตัด 4.98 เมกกะเฮิรตซ์
  • 2 : วงจรกรองผ่านต่ำ (LPF) ที่มีความถี่ตัด 5 เมกกะเฮิรตซ์
  • 3 : วงจรกรองผ่านต่ำ (LPF) ที่มีความถี่ตัด 5.02 เมกกะเฮิรตซ์
  • 4 : วงจรกรองผ่านต่ำ (LPF) ที่มีความถี่ตัด 5.5 เมกกะเฮิรตซ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 162 :
  • ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับอันดับของวงจรกรอง
  • 1 : การสร้างวงจรกรองผ่านแถบที่มีอันดับสูงจะให้ผลการสูญเสียภายในแถบผ่านดีกว่าวงจรกรองผ่านแถบที่มีอันดับต่ำกว่า
  • 2 : วงจรกรองอันดับสูงจะสามารถลดสัญญาณนอกแถบผ่านได้ดีกว่าวงจรกรองอันดับต่ำกว่า
  • 3 : จำนวนอุปกรณ์ภายในวงจรจะแปรผกผันกับอันดับของวงจรกรอง
  • 4 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 163 :
  • วงจรใดไม่สามารถนิยามอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) ได้
  • 1 : สายส่ง (transmission line)
  • 2 : วงจรข่ายภาวะย้อนกลับ (reciprocal network)
  • 3 : วงจรข่ายแบบแอล (L-network)
  • 4 : สามารถนิยามได้ทุกวงจร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 164 :
  • ค่าความถี่ตัด (cut-off frequency) คือ
  • 1 : ค่าความถี่ที่กำลังงานเอาต์พุตเป็น 3 ดีบี
  • 2 : ค่าความถี่ที่กำลังงานเอาต์พุตเป็น -3 ดีบี
  • 3 : ค่าความถี่ที่กำลังงานเอาต์พุตมากกว่ากำลังงานอินพุตอยู่เท่ากับ 3 ดีบี
  • 4 : ค่าความถี่ที่กำลังงานเอาต์พุตน้อยกว่ากำลังงานอินพุตอยู่เท่ากับ 3 ดีบี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 165 :
  • วงจรกรองคลื่นในข้อใดต่อไปนี้ที่จำเป็นต้องมีวงจรเรโซแนนซ์เป็นส่วนประกอบ
  • 1 : วงจรกรองผ่านต่ำ (LPF)
  • 2 : วงจรกรองผ่านแถบ (BPF)
  • 3 : วงจรกรองผ่านทุกความถี่ (all-pass filter)
  • 4 : วงจรกรองผ่านสูง (HPF)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 166 :
  • ข้อใดอธิบายการใช้งานวงจรกรองแบบพาสซีฟ (passive filter) และแบบแอกทีฟ (active filter) ในระบบสื่อสารความถี่สูงได้ไม่ถูกต้อง
  • 1 : ระบบสื่อสารมีความแรงของสัญญาณต่ำมาก จึงต้องการวงจรกรองแบบแอกทีฟ
  • 2 : วงจรกรองแบบพาสซีฟจะมีกลไกในการก่อสัญญาณรบกวนน้อยกว่าวงจรกรองแบบแอคทีฟ
  • 3 : วงจรกรองแบบแอกทีฟในระบบสื่อสารนั้น ทำให้เกิดการสิ้นเปลืองกำลังงานและมีสัญญาณรบกวนด้วย จึงไม่นิยมใช้
  • 4 : อุปกรณ์ที่มีค่าตัวประกอบคุณภาพ (quality factor) ต่ำจะก่อให้เกิดสัญญาณรบกวนขึ้นในวงจรกรองแบบพาสซีฟ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 167 :
  • จากวงจรที่กำหนดให้ต่อไปนี้ จัดเป็นวงจรกรองประเภทใด
  • 1 : วงจรกรองผ่านต่ำ (LPF)
  • 2 : วงจรกรองผ่านแถบ (BPF)
  • 3 : วงจรกรองกำจัดแถบ (BSF)
  • 4 : วงจรกรองผ่านสูง (HPF)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 168 :
  • วงจรต่อไปนี้ อยากทราบว่าเป็นวงจรกรองประเภทใด
  • 1 : วงจรกรองผ่านต่ำ (LPF)
  • 2 : วงจรกรองผ่านแถบ (BPF)
  • 3 : วงจรกรองกำจัดแถบ (BSF)
  • 4 : วงจรกรองผ่านสูง (HPF)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 169 :
  • ตามรูป เป็นวงจรกรองประเภทใด
  • 1 : วงจรกรองผ่านต่ำ (LPF)
  • 2 : วงจรกรองผ่านแถบ (BPF)
  • 3 : วงจรกรองกำจัดแถบ (BSF)
  • 4 : วงจรกรองผ่านสูง (HPF)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 170 :
  • การออกแบบวงจรกรองผ่านต่ำ (LPF) ด้วยวงจรข่ายแบบที (T-network) ตามวิธีเอ็มดีไฟร์ (m-derived) นั้น อยากทราบว่าควรเลือกค่า m เป็นเท่าใด เพื่อรักษาอิมพีแดนซ์ให้มีค่าคงที่ตลอดช่วงความถี่ที่ต้องการได้มากสุด
  • 1 : 0.4
  • 2 : 0.5
  • 3 : 0.6
  • 4 : 0.7
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 171 :
  • จากรูปที่กำหนดให้ จัดเป็นวงจรกรองประเภทใด
  • 1 : วงจรกรองผ่านต่ำ (LPF)
  • 2 : วงจรกรองผ่านสูง (HPF)
  • 3 : วงจรกรองผ่านแถบ (BPF)
  • 4 : วงจรกรองกำจัดแถบ (BSF)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 172 :
  • ตามรูป เป็นวงจรกรองประเภทใด
  • 1 : วงจรกรองผ่านต่ำ (LPF)
  • 2 : วงจรกรองผ่านสูง (HPF)
  • 3 : วงจรกรองผ่านแถบ (BPF)
  • 4 : วงจรกรองกำจัดแถบ (BSF)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 173 :
  • วงจรกรองตามรูปมีอันดับ (order) เท่าใด
  • 1 : 3
  • 2 : 4
  • 3 : 5
  • 4 : 6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 174 :
  • จากวงจรที่กำหนดให้ จงหาค่าความถี่ตัด (cut-off frequency)
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 175 :
  • วงจรกรองผ่านสูง (HPF) อันดับหนึ่งที่ประกอบด้วยตัวเก็บประจุและตัวต้านทาน หากต้องการให้มีความถี่ตัด (cut-off frequency) อยู่ที่ตำแหน่ง 300 เฮิรตซ์ และใช้ตัวเก็บประจุค่า 100 นาโนฟารัด อยากทราบว่า จะต้องใช้ค่าความต้านทานตามข้อใด
  • 1 : 47.7 โอห์ม
  • 2 : 4.7 กิโลโอห์ม
  • 3 : 5.31 กิโลโอห์ม
  • 4 : 53.1 กิโลโอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 176 :
  • จากรูป อิมพีแดนซ์เงา (image impedance) ของวงจรข่ายมีเป็นค่าเท่าใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 177 :
  • ตามทฤษฎีของวงจรกรอง (filter theory) ถ้าอิมพีแดนซ์เงา (image impedance) ทางด้านอินพุตและเอาต์พุตมีค่าเท่ากันแล้ว อยากทราบว่า อิมพีแดนซ์เงาจะใช้แทนอิมพีแดนซ์ตามข้อใด ต่อไปนี้
  • 1 : อิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance)
  • 2 : อินพุตอิมพีแดนซ์ (input impedance)
  • 3 : เอาต์พุตอิมพีแดนซ์ (output impedance)
  • 4 : อิมพีแดนซ์โหลด (load impedance)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 178 :
  • อยากทราบว่า วงจรกรองตามรูป มีค่าอินพุตอิมพีแดนซ์ (input impedance) ณ ความถี่ 200 เฮิรตซ์ เป็นเท่าใด
  • 1 : 0.032 โอห์ม
  • 2 : 0.064 โอห์ม
  • 3 : 0.13 โอห์ม
  • 4 : 0.26 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 179 :
  • ในวงจรกรองแบบผสม (composite filter) ค่าของ m ที่ใช้ในส่วนเอ็มดีไรฟ์ชุดแอล (m-derive L-section) ควรมีค่าเท่ากับ
  • 1 : 0.4
  • 2 : 0.6
  • 3 : 0.8
  • 4 : 1.0
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 180 :
  • ข้อใดเป็นคุณสมบัติของวงจรตามรูป
  • 1 : ยอมให้ปริมาณสัญญาณความถี่สูงผ่านได้มากกว่าสัญญาณความถี่ต่ำ
  • 2 : ยอมให้ปริมาณสัญญาณความถี่ต่ำผ่านได้มากกว่าสัญญาณความถี่สูง
  • 3 : ยอมให้สัญญาณผ่านได้ทุกความถี่
  • 4 : ยอมให้ปริมาณสัญญาณผ่านได้มากบางช่วงความถี่เท่านั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 181 :
  • ข้อใดเป็นคุณสมบัติของวงจรตามรูป
  • 1 : ยอมให้ปริมาณสัญญาณความถี่สูงผ่านได้มากกว่าสัญญาณความถี่ต่ำ
  • 2 : ยอมให้ปริมาณสัญญาณความถี่ต่ำผ่านได้มากกว่าสัญญาณความถี่สูง
  • 3 : ยอมให้สัญญาณผ่านได้ทุกความถี่
  • 4 : ยอมให้ปริมาณสัญญาณผ่านได้มากบางช่วงความถี่เท่านั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 182 :
  • จงหาค่าความถี่ศูนย์กลาง (center frequency) ของวงจรกรองโดยประมาณ ถ้ากำหนดให้วงจรเรโซแนนซ์ที่ใช้ทั้งสองชุด มีค่าความเหนี่ยวนำ 1 นาโนเฮนรี และค่าความจุไฟฟ้ามีค่าเท่ากับ 100 พิโคฟารัด ส่วนค่าความเหนี่ยวนำที่ใช้ในการเชื่อมต่อ (inductive coupling) มีค่า 1 นาโนเฮนรี
  • 1 : 251 เมกกะเฮิรตซ์
  • 2 : 503 เมกกะเฮิรตซ์
  • 3 : 412 เมกกะเฮิรตซ์
  • 4 : ข้อมูลไม่เพียงพอที่จะตอบคำถาม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 183 :
  • จงเลือกข้อความที่ถูกที่สุด
  • 1 : วงจรกรองคลื่น (wave filter) มีเฉพาะแบบดิจิตอล (digital) ที่เรียกว่า wave digital filter เท่านั้น
  • 2 : เราใช้วงจรกรองคลื่นกับสัญญาณความถี่สูงมากๆ เท่านั้น
  • 3 : เหตุที่เรียกว่า วงจรกรองคลื่น เพราะวงจรสามารถเลือกสัญญาณที่มีความถี่ตามต้องการได้
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 184 :
  • ข้อใดเกี่ยวกับวงจรกรองคลื่น (wave filter)
  • 1 : ผลตอบสนองความถี่
  • 2 : แถบผ่านและแถบหยุด
  • 3 : การถ่ายโอนกำลังงานสูงสุด (maximum power transfer)
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 185 :
  • ความถี่ตัด (cut-off frequency) ของวงจรกรองผ่านต่ำ (LPF) แบบค่าคงตัวเค (k-constant) ที่ใช้วงจรข่ายแบบที (T-network) มีค่าเป็นเท่าใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 186 :
  • วงจรกรองผ่านต่ำ (LPF) แบบค่าคงตัวเค (k-constant) โครงสร้างแบบที (T-network) ณ ความถี่ที่มากกว่าความถี่ตัด (cut-off frequency) จะมีอินพุตอิมพีแดนซ์เป็นอย่างไร
  • 1 : อนันต์
  • 2 : ศูนย์
  • 3 : หนึ่ง
  • 4 : สอง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 187 :
  • วงจรกรองผ่านต่ำ (LPF) แบบค่าคงตัวเค (k-constant) โครงสร้างแบบพาย (Pi-network) ณ ความถี่ที่มากกว่าความถี่ตัด (cut-off frequency) มากๆ จะมีอินพุตอิมพีแดนซ์เป็นอย่างไร
  • 1 : อนันต์
  • 2 : ศูนย์
  • 3 : หนึ่ง
  • 4 : สอง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 188 :
  • ความถี่ตัด (cut-off frequency) ของวงจรกรองผ่านสูง (HPF) แบบค่าคงตัวเค (k-constant) โครงสร้างแบบที (T-network) มีค่าเป็นเท่าใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 189 :
  • เทคนิคของวงจรกรองเอ็มดีไรฟ์ (m-derived filter) เน้นแก้ไขจุดอ่อนของวงจรกรองแบบค่าคงตัวเค(k-constant) อย่างไร
  • 1 : ช่วยเพิ่มคุณสมบัติทางด้านความชันของการลดทอน (attenuation) ให้ดีขึ้น
  • 2 : ช่วยทำให้อิมพีแดนซ์ในช่วงแถบผ่าน (passband) มีค่ามากขึ้น
  • 3 : สามารถปรับเปลี่ยนคุณสมบัติของวงจรกรองได้ง่ายและละเอียดขึ้น
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 190 :
  • ถ้าต้องการออกแบบวงจรกรองผ่านต่ำ (LPF) ด้วยวงจรข่ายแบบที (T-network) ให้ ณ ความถี่ศูนย์ (zero frequency) มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) เท่ากับ 600 โอห์ม และให้ความถี่ตัดมีค่าเท่ากับ 5 เมกกะเฮิรตซ์ จะต้องเลือกใช้ความเหนี่ยวนำและความจุไฟฟ้า ตามข้อใด
  • 1 : 106 พิโคฟารัด และ 38.2 ไมโครเฮนรี
  • 2 : 106 พิโคฟารัด และ 19.1 ไมโครเฮนรี
  • 3 : 53 พิโคฟารัด และ 38.2 ไมโครเฮนรี
  • 4 : 53 พิโคฟารัด และ 19.1 ไมโครเฮนรี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 191 :
  • จงหาค่าคงตัวการแพร่กระจาย (propagation constant) ของวงจรกรองผ่านต่ำ (LPF) ที่ใช้วงจรข่ายแบบที (T-network) ตามรูป
  • 1 : 1.3+j1.176
  • 2 : 0.5+j1.2
  • 3 : 0.5+j1.176
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 192 :
  • กำหนดให้ วงจรกรองหนึ่งแทนด้วยบล็อกไดอะแกรมย่อย A, B, C, D, E และ F ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนกันทุกประการ มีอัตราส่วนของกระแสที่ไหลเข้าต่อกระแสที่ไหลออกของแต่ละบล็อกมีค่าเท่ากัน ถ้ากระแสที่ไหลเข้าบล็อก A มีขนาด 24mA และมีมุมเฟส 10 องศา ขณะที่กระแสไหลออกจากบล็อก A มีขนาด 8mA มีมุมเฟส -45 องศา แล้ว จงคำนวณหาค่าคงตัวการแพร่กระจายของทั้งวงจร
  • 1 : 1.10+j0.96
  • 2 : 4.39+j3.94
  • 3 : 5.49+j4.80
  • 4 : 6.59+j5.76
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 193 :
  • จุดความถี่ครึ่งกำลังงาน คือจุดที่สัญญาณทางด้านเอาต์พุตลดลงเท่าไร
  • 1 : 0 ดีบี
  • 2 : 1 ดีบี
  • 3 : 2 ดีบี
  • 4 : 3 ดีบี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 194 :
  • วงจรกรองผ่านสูง (HPF) แบบค่าคงตัวเค (k-constant) สามารถสังเคราะห์ด้วยวงจรโครงสร้างแบบใด
  • 1 : วงจรข่ายอนุกรม (series network)
  • 2 : วงจรข่ายขนาน (parallel network)
  • 3 : วงจรข่ายแบบที (T-network)
  • 4 : วงจรข่ายแบบแอล (L-network)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 195 :
  • วงจรกรองผ่านต่ำ (LPF) แบบเอ็มดีไรฟ์ (m-derived) จะเกิดการเรโซแนนซ์อนุกรมที่ตำแหน่งใด เมื่อเทียบกับความถี่ตัด (cut-off frequency)
  • 1 : เหนือความถี่ตัด
  • 2 : ต่ำกว่าความถี่ตัด
  • 3 : จุดเดียวกับความถี่ตัด
  • 4 : คำตอบข้อ 1 และ คำตอบข้อ 2 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 196 :
  • วงจรกรองผ่านสูง (HPF) แบบเอ็มดีไรฟ์ (m-derived) จะเกิดการเรโซแนนซ์แบบอนุกรมอยู่ที่ตำแหน่งใด เมื่อเทียบกับความถี่ตัด (cut-off frequency)
  • 1 : เหนือความถี่ตัด
  • 2 : ต่ำกว่าความถี่ตัด
  • 3 : จุดเดียวกับความถี่ตัด
  • 4 : คำตอบข้อ 1 และ คำตอบข้อ 2 ถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 197 :
  • วงจรกรองแถบผ่านในอุดมคติเป็นเช่นใด
  • 1 : ไม่มีการลดทอนในช่วงแถบผ่าน (passband)
  • 2 : การลดทอนสูงในช่วงแถบผ่าน (passband)
  • 3 : ไม่มีการลดทอนต่ำในช่วงกำจัดแถบ (stopband)
  • 4 : ไม่มีการลดทอนเกิดขึ้นเลยทุกช่วงความถี่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 198 :
  • จงหาค่าอิมพีแดนซ์เงา (image impedance) ของวงจร ณ พอร์ต 1 และพอร์ต 2
  • 1 : อิมพีแดนซ์เงาที่พอร์ต 1 และ พอร์ต 2 มีค่าเท่ากับ 17.32 โอห์ม และ 11.5 โอห์ม ตามลำดับ
  • 2 : อิมพีแดนซ์เงาที่พอร์ต 1 และ พอร์ต 2 มีค่าเท่ากับ 11.5 โอห์ม และ 17.32 โอห์ม ตามลำดับ
  • 3 : อิมพีแดนซ์เงาที่พอร์ต 1 และ พอร์ต 2 มีค่าเท่ากับ 28.28 โอห์ม และ 28.28 โอห์ม ตามลำดับ
  • 4 : อิมพีแดนซ์เงาที่พอร์ต 1 และ พอร์ต 2 มีค่าเท่ากับ 14.14 โอห์ม และ 14.14 โอห์ม ตามลำดับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 199 :
  • ข้อใดเป็นพารามิเตอร์เงา (image parameter) ของวงจร ตามรูป
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 200 :
  • จงหาค่าอิมพีแดนซ์เงา (image impedance) ของวงจรที่อินพุต ณ ความถี่ 100 เมกะเรเดียนต่อวินาที
  • 1 : 9.01+j55.5 โอห์ม
  • 2 : 9.01-j55.5 โอห์ม
  • 3 : 18.02+j111.02 โอห์ม
  • 4 : 18.02-j111.02 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 201 :
  • จงหาค่าอิมพีแดนซ์เงา (image impedance) ของวงจรที่เอาต์พุต ณ ความถี่ 100 เมกะเรเดียนต่อวินาที
  • 1 : 204.02+j147.05 โอห์ม
  • 2 : 204.02-j147.05 โอห์ม
  • 3 : 408.04+j294.10 โอห์ม
  • 4 : 408.04-j294.10 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 202 :
  • จงหาค่าความถี่ศูนย์กลาง (center frequency) ของวงจรกรองโดยประมาณ ถ้ากำหนดให้วงจรเรโซแนนซ์ที่ใช้ทั้งสองชุด มีค่าความเหนี่ยวนำ 1 นาโนเฮนรี และค่าความจุไฟฟ้ามีค่าเท่ากับ 100 พิโคฟารัด ส่วนค่าความจุไฟฟ้าที่ใช้ในการเชื่อมต่อ (capacitive coupling) มีค่า 1 พิโคฟารัด
  • 1 : 251 เมกกะเฮิรตซ์
  • 2 : 503 เมกกะเฮิรตซ์
  • 3 : 412 เมกกะเฮิรตซ์
  • 4 : ข้อมูลไม่เพียงพอที่จะตอบคำถาม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 203 :

  • 1 : 1
  • 2 : 2
  • 3 : 3
  • 4 : 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 204 :

  • 1 : 1
  • 2 : 2
  • 3 : 3
  • 4 : 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 205 :

  • 1 : 3
  • 2 : 4
  • 3 : 5
  • 4 : 6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 206 :

  • 1 : 3
  • 2 : 4
  • 3 : 5
  • 4 : 6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 207 :

  • 1 : 1
  • 2 : 2
  • 3 : 3
  • 4 : 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 208 :

  • 1 : 1
  • 2 : 2
  • 3 : 3
  • 4 : 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 209 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะการต่อวงจรกรองผ่านต่ำ (LPF) แบบเอ็มดีไรฟ์ (m-derived)
  • 1 : มีเฉพาะตัวเหนี่ยวนำ
  • 2 : มีเฉพาะตัวเก็บประจุ
  • 3 : มีเรโซแนนซ์อนุกรมเป็นส่วนประกอบ
  • 4 : มีเรโซแนนซ์ขนานเป็นส่วนประกอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 210 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะการต่อวงจรกรองผ่านสูง (HPF) แบบเอ็มดีไรฟ์ (m-derived)
  • 1 : มีเฉพาะตัวเหนี่ยวนำ
  • 2 : มีเฉพาะตัวเก็บประจุ
  • 3 : มีเรโซแนนซ์อนุกรมเป็นส่วนประกอบ
  • 4 : มีเรโซแนนซ์ขนานเป็นส่วนประกอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 211 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะการต่อวงจรกรองผ่านแถบ (BPF) แบบเอ็มดีไรฟ์ (m-derived)
  • 1 : มีเฉพาะเรโซแนนซ์อนุกรม
  • 2 : มีเฉพาะเรโซแนนซ์ขนาน
  • 3 : มีทั้งเรโซแนนซ์อนุกรมและขนาน
  • 4 : ไม่มีทั้งเรโซแนนซ์อนุกรมและขนาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 212 :
  • ข้อใดเป็นลักษณะการต่อวงจรกรองกำจัดแถบ (BSF) แบบเอ็มดีไรฟ์ (m-derived)
  • 1 : มีเฉพาะเรโซแนนซ์อนุกรม
  • 2 : มีเฉพาะเรโซแนนซ์ขนาน
  • 3 : มีทั้งเรโซแนนซ์อนุกรมและขนาน
  • 4 : ไม่มีทั้งเรโซแนนซ์อนุกรมและขนาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 213 :
  • เมื่อเปรียบเทียบวงจรกรองแบบค่าคงตัวเค (k-constant filter) และแบบเอ็มดีไรฟ์ (m-derived filter) ข้อใดผิด
  • 1 : ช่วงกำจัดแถบของวงจรกรองแบบค่าคงตัวเคจะมีขนาดลดลงเป็นเชิงเส้นตามสมการความลาดชัน
  • 2 : ช่วงกำจัดแถบของวงจรกรองแบบเอ็มดีไรฟ์จะมีขนาดลดลงแบบแปรผกผันกับค่า m
  • 3 : อัตราการลดทอนในช่วงกำจัดแถบของวงจรกรองแบบค่าคงตัวเคจะมีค่าสูงกว่าแบบเอ็มดีไรฟ์
  • 4 : อัตราการลดทอนในช่วงกำจัดแถบจะขึ้นกับอันดับของวงจรกรองทั้งสองแบบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 214 :
  • ข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง เกี่ยวกับค่าอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) ของวงจรข่ายแบบที (T-network) และแบบพาย (Pi-network) ของวงจรกรองผ่านต่ำ (LPF)
  • 1 : ณ ความถี่ต่ำๆ จะมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากัน
  • 2 : ณ ความถี่สูงๆ ค่าอิมพีแดนซ์คุณลักษณะของวงจรข่ายแบบทีจะมีค่าสูงกว่าแบบพาย
  • 3 : ค่าอิมพีแดนซ์คุณลักษณะของวงจรข่ายทั้งสองแบบมีค่าเท่ากันทุกความถี่
  • 4 : ไม่มีความถี่ใดเลยที่อิมพีแดนซ์คุณลักษณะของวงจรข่ายทั้งสองจะมีค่าเท่ากัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 215 :

  • 1 : วงจรกรองแบบค่าคงตัวเค (k-constant filter)
  • 2 : วงจรกรองแบบเอ็มดีไรฟ์ (m-derived filter)
  • 3 : วงจรกรองแบบผสม (composite filter)
  • 4 : วงจรกรองแบบไฮบริด (hybrid filter)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 216 :

  • 1 : วงจรกรองผ่านต่ำ (LPF)
  • 2 : วงจรกรองผ่านแถบ (BPF)
  • 3 : วงจรกรองกำจัดแถบ (BSF)
  • 4 : วงจรกรองผ่านสูง (HPF)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 217 :

  • 1 : วงจรกรองแบบค่าคงตัวเค (k-constant filter)
  • 2 : วงจรกรองแบบเอ็มดีไรฟ์ (m-derived filter)
  • 3 : วงจรกรองแบบผสม (composite filter)
  • 4 : วงจรกรองแบบไฮบริด (hybrid filter)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 218 :
  • วงจรกรองตามข้อใด ให้ผลตอบสนองราบเรียบมากที่สุดในช่วงผ่านแถบ
  • 1 : วงจรกรองแบบบัตเตอร์เวิรธิ์ (butterworth filter)
  • 2 : วงจรกรองแบบเชฟบีเชฟ (chebyshev filter)
  • 3 : วงจรกรองแบบเบสเซล (bessel filter)
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 219 :
  • วงจรกรองตามข้อใด เกิดริปเปิล (ripple) ในช่วงผ่านแถบ
  • 1 : วงจรกรองแบบบัตเตอร์เวิรธิ์ (butterworth filter)
  • 2 : วงจรกรองแบบเชฟบีเชฟ (chebyshev filter)
  • 3 : วงจรกรองแบบเบสเซล (bessel filter)
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 220 :
  • วงจรกรองตามข้อใด ให้ผลตอบสนองเฟสเป็นเชิงเส้น (phase response) ในช่วงผ่านแถบ
  • 1 : วงจรกรองแบบบัตเตอร์เวิรธิ์ (butterworth filter)
  • 2 : วงจรกรองแบบเชฟบีเชฟ (chebyshev filter)
  • 3 : วงจรกรองแบบเบสเซล (bessel filter)
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 221 :
  • เมื่อเปรียบเทียบผลตอบสนองขนาด (magnitude response) วงจรกรองตามข้อใด ให้ความชันสูงในช่วงกำจัดแถบ หากกำหนดให้อันดับมีค่าเท่ากัน
  • 1 : วงจรกรองแบบบัตเตอร์เวิรธิ์ (butterworth filter)
  • 2 : วงจรกรองแบบเชฟบีเชฟ (chebyshev filter)
  • 3 : วงจรกรองแบบเบสเซล (bessel filter)
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 222 :
  • ข้อใดกล่าวผิด เกี่ยวกับวงจรกรองต้นแบบ (prototype filter)
  • 1 : ความถี่ตัด (cut-off frequency) เท่ากับ 1 เฮิรตซ์
  • 2 : ตัวเก็บประจุมีหน่วยฟารัด
  • 3 : ผลตอบสนองขนาด (magnitude response) มีค่าเท่ากับ 0 ดีบี ในช่วงผ่านแถบ
  • 4 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 223 :
  • ข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง เกี่ยวกับวงจรกรองต้นแบบ (prototype filter)
  • 1 : มีตารางค่าอุปกรณ์ต้นแบบ (prototype filter) ของวงจรกรองผ่านสูง
  • 2 : อันดับของวงจรกรองผ่านแถบมีค่าเท่ากับผลรวมของตัวเหนี่ยวนำและตัวเก็บประจุที่ใช้ในวงจร
  • 3 : การแทนอุปกรณ์ที่ต่อขนานในวงจรกรองต่ำผ่านด้วยเรโซแนนซ์ขนานจะทำให้ได้วงจรกรองกำจัดแถบ
  • 4 : การแทนอุปกรณ์ที่ต่ออนุกรมในวงจรกรองต่ำผ่านด้วยเรโซแนนซ์ขนานจะทำให้ได้วงจรกรองผ่านแถบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 224 :
  • เหตุใด จึงต้องมีการกล่าวได้ถูกต้อง เกี่ยวกับวงจรกรองต้นแบบ (prototype filter)
  • 1 : มีตารางค่าอุปกรณ์ต้นแบบ (prototype filter) ของวงจรกรองผ่านสูง
  • 2 : อันดับของวงจรกรองผ่านแถบมีค่าเท่ากับผลรวมของตัวเหนี่ยวนำและตัวเก็บประจุที่ใช้ในวงจร
  • 3 : การแทนอุปกรณ์ที่ต่อขนานในวงจรกรองต่ำผ่านด้วยเรโซแนนซ์ขนานจะทำให้ได้วงจรกรองกำจัดแถบ
  • 4 : การแทนอุปกรณ์ที่ต่ออนุกรมในวงจรกรองต่ำผ่านด้วยเรโซแนนซ์ขนานจะทำให้ได้วงจรกรองผ่านแถบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 225 :

  • 1 : 0.262-j1.17
  • 2 : 0.296-j0.71
  • 3 : 0.5+j1.17
  • 4 : 0.5+j1.20
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 226 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 227 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 228 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 229 :

  • 1 : ตัวเหนี่ยวนำและตัวเก็บประจุค่าเท่ากับ 1.2 มิลลิเฮนรี และ 0.42 ไมโครฟารัด ตามลำดับ
  • 2 : ตัวเหนี่ยวนำและตัวเก็บประจุค่าเท่ากับ 2.1 มิลลิเฮนรี และ 0.24 ไมโครฟารัด ตามลำดับ
  • 3 : ตัวเหนี่ยวนำและตัวเก็บประจุค่าเท่ากับ 4.2 มิลลิเฮนรี และ 0.12 ไมโครฟารัด ตามลำดับ
  • 4 : ตัวเหนี่ยวนำและตัวเก็บประจุค่าเท่ากับ 2.1 มิลลิเฮนรี และ 0.42 ไมโครฟารัด ตามลำดับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 230 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 231 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 232 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 233 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 234 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 235 :
  •  ตามรูป เป็นวงจรกรองประเภทใด

  • 1 :  วงจรกรองกำจัดแถบ (BSF)
  • 2 :  วงจรกรองผ่านต่ำ (LPF)
  • 3 :  วงจรกรองผ่านแถบ (BPF)
  • 4 :  วงจรกรองผ่านสูง (HPF)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 236 :
  •  
  • 1 :  วงจรกรองผ่านต่ำ (LPF)
  • 2 :  วงจรกรองผ่านแถบ (BPF)
  • 3 :  วงจรกรองกำจัดแถบ (BSF)
  • 4 :  วงจรกรองผ่านสูง (HPF)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 237 :
  •  ถ้าแบ่งชนิดของวงจรกรองความถี่ ตามตำแหน่งของช่วงผ่าน และช่วงลดทอนแล้วจะแบ่งได้เป็นกี่ชนิด
  • 1 : 2 ชนิด
  • 2 :  3 ชนิด
  • 3 : 4 ชนิด
  • 4 :   5 ชนิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 238 :
  •  จากรูป เป็นวงจรกรองความถี่ประเภทใด

  • 1 : วงจรกรองความถี่ต่ำ
  • 2 : วงจรกรองความถี่สูง
  • 3 : วงจรกรองความถี่เป็นช่วงผ่าน
  • 4 : วงจรกรองความถี่เป็นช่วงหยุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 239 :
  •  วงจรกรองความถี่แบบดิไรฟ์ (Derived M type Filter) มีข้อดีอย่างไร
  • 1 :  ใช้จำนวนอนุภาคน้อย
  • 2 :  เทียบกับแบบคอนสแตนซ์ k แล้วสามารถเลื่อนความถี่ที่มีค่าลดทอนเป็นอนันต์มาอยู่ในความถี่ใดก็ได้
  • 3 :  อิมเมจอิมพีแดนซ์ในช่วงผ่านสามารถทำให้เกือบคงที่ตลอดช่วงได้
  • 4 :  ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 111 : Impedance Transformation and Matching Networks
ข้อที่ 240 :
  •  วงจรที่มีค่าอินพุทอิมพีแดนซ์ต่ำและ เอาท์พุตอิมพีแดนซ์สูงควรใช้พารามิเตอร์ชมิดใดเป็นตัววัดที่ดีที่สุด
  • 1 :  H พารามิเตอร์
  • 2 :  G พารามิเตอร์
  • 3 :  Y พารามิเตอร์
  • 4 :  Z พารามิเตอร์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 241 :
  •  วงจรที่มีอินพุทอิมพีแดนซ์สูงและเอาท์พุทอิมพีแดนซ์ต่ำควรใช้พารามิเตอร์ใดในการวัดที่ดีที่สุด
  • 1 :  Y พารามิเตอร์
  • 2 :  Z พารามิเตอร์
  • 3 :  H พารามิเตอร์
  • 4 :  G พารามิเตอร์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 242 :
  •  ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสมิทชาร์ท
  • 1 :  สมิทชาร์ทประกอบด้วยเส้นโค้ง 3 กลุ่ม
  • 2 :  สมิทชาร์ทสามารถใช้ในการคำนวณหาอิมพีแดนซ์ของสายส่งได้
  • 3 :  สมิทชาร์ทสามารถใช้ในการคำนวณหาโหลดอิมพีแดนซ์ได้
  • 4 :  ไม่ถูกต้องทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 243 :
  •  H แมทริคซ์ เหมาะจะใช้กับวงจรใดมากที่สุด
  • 1 :  วงจรที่มีอินพุทและเอาท์พุทที่มีอิมพีแดนซ์สูง
  • 2 :  วงจรที่มีอินพุทและเอาท์พุทที่มีอิมพีแดนซ์ต่ำ
  • 3 :  วงจรที่มีอินพุทอิมพีแดนซ์ต่ำและเอาท์พุทมีอิมพีแดนซ์สูง
  • 4 :  วงจรที่มีอินพุทอิมพีแดนซ์สูงและเอาท์พุทมีอิมพีแดนซ์ต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 112 : Network Approach to Theory of Transmission Line
ข้อที่ 244 :
  • อิมพีแดนซ์จุดขับ (driving-point impedance) ของสายส่งไร้การสูญเสีย (lossless transmission line) ตามรูป ณ ความถี่ 1 เมกกะเฮิรตซ์ เป็นอย่างไร
  • 1 : จำนวนเชิงซ้อน
  • 2 : ตัวเหนี่ยวนำ
  • 3 : ตัวเก็บประจุ
  • 4 : ตัวต้านทาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 245 :
  • สายส่งมีความยาวทางไฟฟ้าเท่ากับ 25 องศา ณ ความถี่ 2.4 กิกะเฮิรตซ์ ถ้าลัดที่ปลายสายส่ง อยากทราบว่า สายส่งนี้จะแสดงคุณสมบัติเป็นวงจรเรโซแนนซ์ขนาน ณ ความถี่ เท่าใด
  • 1 : 2.4 กิกะเฮิรตซ์
  • 2 : 8.64 กิกะเฮิรตซ์
  • 3 : 17.28 กิกะเฮิรตซ์
  • 4 : มีคำตอบถูกต้องมากกว่า 1 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 246 :
  • สายส่งไร้การสูญเสีย (lossless transmission line) เส้นหนึ่ง มีวงจรสมมูลต่อหนึ่งหน่วยความยาวเป็นดังนี้ มีความเหนี่ยวนำเท่ากับ 1 พิโคเฮนรีต่อเมตร และมีค่าความจุไฟฟ้าขนาด 10 เฟมโตฟารัดต่อเมตร อยากทราบว่า อิมพีแดนซ์คุณลักษณะของสายส่งเส้นนี้ซึ่งยาว 1 กิโลเมตร นั้น จะมีค่าเท่ากับข้อใด
  • 1 : 1 โอห์ม
  • 2 : 10 โอห์ม
  • 3 : 100 โอห์ม
  • 4 : ไม่มีคำตอบถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 247 :
  • สายส่งไร้การสูญเสีย (lossless transmission line) ยาว 1 กิโลเมตร มีวงจรสมมูลต่อหนึ่งหน่วยความยาวเป็นดังนี้ มีความเหนี่ยวนำเท่ากับ 1 พิโคเฮนรีต่อเมตร และมีค่าความจุไฟฟ้าขนาด 10 เฟมโตฟารัดต่อเมตร ถ้าต่อแหล่งกำเนิดความถี่ 10 กิกะเฮิรตซ์ และโหลดซึ่งมีค่าเท่ากับอิมพีแดนซ์คุณลักษณะของสายส่งแล้ว อยากทราบว่า กำลังงานทางเอาต์พุตจะถูกลดทอนจากทางอินพุตเท่าใด
  • 1 : 0 เดซิเบล
  • 2 : 1 เดซิเบล
  • 3 : 2 เดซิเบล
  • 4 : 3 เดซิเบล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 248 :
  • วงจรสมมูลของสายส่งจะไม่มีอุปกรณ์ใดต่อไปนี้
  • 1 : ตัวต้านทาน
  • 2 : ตัวเหนี่ยวนำ
  • 3 : ไดโอด
  • 4 : ตัวเก็บประจุ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 249 :
  • ข้อใดใช้สำหรับพิจารณาสายส่งไร้การสูญเสีย
  • 1 : ค่าคงตัวการแพร่กระจาย (propagation constant)
  • 2 : ค่าคงตัวการลดทอน (attenuation constant)
  • 3 : ค่าคงตัวเฟส (phase constant)
  • 4 : ความเร็วเฟส (phase velocity)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 250 :
  • ข้อใดอธิบายคุณสมบัติสายส่งที่มีความยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่น (quarter-wave transmission line) ได้อย่างถูกต้อง
  • 1 : สายส่งปลายเปิดมีอิมพีแดนซ์อินพุตเป็นอนันต์และมีพฤติกรรมเสมือนกับวงจรเรโซแนนซ์ขนาน
  • 2 : สายส่งปลายเปิดมีอิมพีแดนซ์อินพุตเป็นศูนย์และมีพฤติกรรมเสมือนกับวงจรเรโซแนนซ์อนุกรม
  • 3 : สายส่งปลายลัดมีอิมพีแดนซ์อินพุตเป็นอนันต์และมีพฤติกรรมเสมือนกับวงจรเรโซแนนซ์อนุกรม
  • 4 : สายส่งปลายลัดมีอิมพีแดนซ์อินพุตเป็นศูนย์และมีพฤติกรรมเสมือนกับวงจรเรโซแนนซ์ขนาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 251 :
  • คำกล่าวในข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้งานสมิตชาร์ต
  • 1 : อิมพีแดนซ์หรือแอดมิตแตนซ์ที่กำหนดในสมิตชาร์ตต้องนอร์แมลไลซ์
  • 2 : รัศมีของสมิตชาร์ตคือค่าสัมประสิทธิ์การสะท้อน
  • 3 : จุดศูนย์กลางของสมิตชาร์ตแทนอิมพีแดนซ์ 50 โอห์ม
  • 4 : การเคลื่อนบนวงกลมค่าความนำคงที่เป็นการต่ออุปกรณ์รีแอกทีฟเข้ากับวงจร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 252 :
  • หากต้องการเลือกสายส่งที่มีความยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่นใช้งาน ณ ความถี่ 600 เมกกะเฮิรตซ์ ถ้าต้องการได้สายส่งที่มีความยาว 5 เซนติเมตร แล้ว จะต้องเลือกใช้สายส่งที่มีค่าคงตัวไดอิเล็กตริก (dielectric constant) ข้อใด
  • 1 : 1.0
  • 2 : 2.25
  • 3 : 2.5
  • 4 : 6.25
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 253 :
  • อัตราส่วนคลื่นนิ่ง (standing wave ratio) ของสายส่งซึ่งต่อกับโหลดอิมพีแดนซ์เท่ากับอิมพีแดนซ์คุณลักษณะมีค่าตามข้อใด
  • 1 : 0:1
  • 2 : 1:1
  • 3 : 2:1
  • 4 : ไม่จำกัด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 254 :
  • ข้อใดเป็นสายส่งที่มีค่าลดทอนต่ำสุด
  • 1 : สายคู่แฝด (twinlines)
  • 2 : RG-11/U
  • 3 : RG-95/U
  • 4 : RG-214/U
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 255 :
  • ถ้าแรงดันบนสายส่งหนึ่งมีค่าต่ำสุด 260 โวลต์ และสูงสุด 390 โวลต์ จงหาอัตราส่วนคลื่นนิ่งของแรงดัน
  • 1 : 0.67:1
  • 2 : 1.0:1
  • 3 : 1.2:1
  • 4 : 1.5:1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 256 :
  • ข้อใดแสดงอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) ของสายส่งได้ถูกต้อง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 257 :
  • ข้อใดตรงตามนิยามของสายส่งไร้ความเพี้ยน (distortionless line)
  • 1 : สายส่งสมดุล
  • 2 : ปลายสายส่งต่อกับโหลดที่มีค่าเท่ากับอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ
  • 3 : LG = CR
  • 4 : G = 1/R
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 258 :
  • ข้อใดแสดงสมการที่ใช้หาค่าคงตัวการแพร่กระจาย (propagation constant) ของสายส่งได้อย่างถูกต้อง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 259 :
  • โหลดวงจรลัด (short circuit load) จะมีสัมประสิทธิ์การสะท้อน (reflection coefficient) เป็นอย่างไร
  • 1 : มีขนาดเท่ากับ 1 และมีเฟสเป็นศูนย์
  • 2 : มีขนาดเท่ากับ 1 และมีเฟสเป็น 180 องศา
  • 3 : อนันต์
  • 4 : ศูนย์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 260 :
  • ค่าคงตัวเฟส (phase constant) ของสายส่งเมื่อใช้งานในย่านความถี่สูง มีค่าตามข้อใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 261 :
  • ข้อใดแสดงค่าคงตัวเฟส (phase constant) ของสายส่งไร้การสูญเสีย (lossless transmission line) ได้ถูกต้อง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 262 :
  • สายส่งปลายลัดจะให้ค่ากระแสสูงสุด ณ ตำแหน่งใด
  • 1 : แหล่งกำเนิด
  • 2 : โหลด
  • 3 : ตำแหน่งใด ๆ
  • 4 : กึ่งกลางระหว่างโหลดและแหล่งกำเนิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 263 :
  • อัตราส่วนคลื่นนิ่ง (standing wave ratio) ที่ปลายของสายส่งปลายเปิดเท่ากับข้อใด
  • 1 : ศูนย์ต่อหนึ่ง
  • 2 : หนึ่งต่อหนึ่ง
  • 3 : อนันต์ต่อหนึ่ง
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 264 :
  • อัตราส่วนคลื่นนิ่ง (standing wave ratio) ที่ปลายของสายส่งปลายลัดเท่ากับข้อใด
  • 1 : ศูนย์ต่อหนึ่ง
  • 2 : หนึ่งต่อหนึ่ง
  • 3 : อนันต์ต่อหนึ่ง
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 265 :
  • ขนาดของกระแสและแรงดัน ณ ตำแหน่งบนสายส่งปลายเปิดที่มีอิมพีแดนซ์ต่ำสุดจะเป็นอย่างไร
  • 1 : ทั้งกระแสและแรงดันมีค่าสูงสุด
  • 2 : ทั้งกระแสและแรงดันมีค่าต่ำสุด
  • 3 : กระแสมีค่าต่ำสุด แต่แรงดันมีค่าสูงสุด
  • 4 : กระแสมีค่าสูงสุด แต่แรงดันมีค่าต่ำสุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 266 :
  • ขนาดของกระแสและแรงดัน ณ ตำแหน่งบนสายส่งปลายลัดที่มีอิมพีแดนซ์ต่ำสุดจะเป็นอย่างไร
  • 1 : ทั้งกระแสและแรงดันมีค่าสูงสุด
  • 2 : ทั้งกระแสและแรงดันมีค่าต่ำสุด
  • 3 : กระแสมีค่าต่ำสุด แต่แรงดันมีค่าสูงสุด
  • 4 : กระแสมีค่าสูงสุด แต่แรงดันมีค่าต่ำสุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 267 :
  • ถ้าวงจรสมมูลของสายส่งประกอบด้วยค่าความเหนี่ยวนำ (L), ค่าความจุไฟฟ้า (C), ค่าความต้านทาน (R), และค่าความนำ (G) อยากทราบว่าเงื่อนไขใดต่อไปนี้ ที่ใช้สำหรับพิจารณาสายส่งไร้ความเพี้ยน (distortionless line)
  • 1 : L/C = R/G
  • 2 : L/C = G/R
  • 3 : L/G = R/C
  • 4 : L/G = C/R
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 268 :
  • ข้อใดแสดงถึงสัมประสิทธิ์การสะท้อนของสายส่งที่มีอัตราส่วนคลื่นนิ่ง (standing wave ratio) เท่ากับ 1.5:1
  • 1 : 5
  • 2 : 0.2
  • 3 : -5
  • 4 : -0.2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 269 :
  • สายส่งที่มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ 50 โอห์ม ถ้าเกิดมีอัตราส่วนคลื่นนิ่งที่โหลดเท่ากับ 1.4:1 แล้วอยากทราบว่า โหลดที่ต่อเข้ากับปลายสายส่งจะมีค่ากี่โอห์ม
  • 1 : 35 โอห์ม
  • 2 : 350 โอห์ม
  • 3 : 70 โอห์ม
  • 4 : 700 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 270 :
  • สายส่งที่มีโลหะเป็นตัวนำเมื่อพิจารณาที่ความถี่สูง การประเมินค่าความลึกเชิงผิว (skin depth) ในข้อใดถูกต้องที่สุด
  • 1 : ค่าความลึกเชิงผิวแปรผกผันอย่างมีนัยสำคัญกับค่าคงตัวการแพร่กระจาย (propagation constant)
  • 2 : ค่าความลึกเชิงผิวแปรผันอย่างมีนัยสำคัญกับค่าคงตัวการแพร่กระจาย (propagation constant)
  • 3 : ค่าความลึกเชิงผิวแปรผกผันอย่างมีนัยสำคัญกับค่าคงตัวการลดทอน (attenuation constant)
  • 4 : ค่าความลึกเชิงผิวแปรผันอย่างมีนัยสำคัญกับค่าคงตัวการลดทอน (attenuation constant)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 271 :
  • สายส่งไร้การสูญเสีย (lossless transmission line) มีค่าความเหนี่ยวนำเท่ากับ 40 มิลลิเฮนรีต่อเมตร และมีค่าความจุไฟฟ้าเท่ากับ 2.5 นาโนฟารัดต่อเมตร จะมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับในข้อใด
  • 1 : 1,000 โอห์ม
  • 2 : 2,000 โอห์ม
  • 3 : 3,000 โอห์ม
  • 4 : 4,000 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 272 :
  • สายส่งไร้การสูญเสีย (lossless transmission line) มีค่าความเหนี่ยวนำเท่ากับ 40 มิลลิเฮนรีต่อเมตร และมีค่าความจุไฟฟ้าเท่ากับ 2.5 นาโนฟารัดต่อเมตร จะมีค่าคงตัวเฟส (phase constant) ณ ความถี่ 100 เมกกะเฮิรตซ์ เป็นเท่าใด
  • 1 : 6,283 เรเดียนต่อเมตร
  • 2 : 3,142 เรเดียนต่อเมตร
  • 3 : 1,571 เรเดียนต่อเมตร
  • 4 : 314 เรเดียนต่อเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 273 :
  • หากที่ปลายสายส่งหนึ่งต่อกับโหลด Rx ได้สัมประสิทธิ์การสะท้อนที่โหลดเท่ากับ 0.33 แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นโหลด Ry = 2Rx จะได้สัมประสิทธิ์การสะท้อนที่โหลดเท่ากับ 0.6 อยากทราบว่าสายส่งเส้นนี้จะอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเป็นเท่าใด
  • 1 : 0.5Rx
  • 2 : Rx
  • 3 : 2Rx
  • 4 : 3Rx
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 274 :
  • ถ้าสายส่งหนึ่งมีค่าความต้านทานขนาด 40 มิลลิโอห์มต่อเมตร มีค่าความเหนี่ยวนำเท่ากับ 40 มิลลิเฮนรีต่อเมตร มีความนำเท่ากับ 2.5 นาโนซีเมนส์ต่อเมตร และมีค่าความจุไฟฟ้าขนาด 2.5 นาโนฟารัดต่อเมตร อยากทราบว่าสายส่งนี้จะมีค่าคงตัวการแพร่กระจายตามข้อใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 275 :
  • หากป้อนสัญญาณไซนูซอยด์ที่มีความถี่ f ให้กับสายส่งไร้การสูญเสียเส้นหนึ่ง แล้วตรวจพบสัญญาณสะท้อนที่จุดป้อนเมื่อเวลาผ่านไป 2 ไมโครวินาที ถ้าหากเพิ่มความถี่ที่ป้อนเป็น 2f แล้ว อยากทราบว่าจะตรวจพบสัญญาณสะท้อนเมื่อเวลาผ่านไปนานกี่ไมโครวินาที
  • 1 : 1
  • 2 : 2
  • 3 : 3
  • 4 : 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 276 :
  • สายส่งเส้นหนึ่งมีสัมประสิทธิ์การสะท้อนที่ตำแหน่งหนึ่งเท่ากับ 0.4 ถ้าหากอินพุตอิมพีแดนซ์ที่ตำแหน่งนั้นเท่ากับ 140 โอห์ม แล้ว สายส่งนี้จะมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะกี่โอห์ม
  • 1 : 40
  • 2 : 50
  • 3 : 60
  • 4 : 80
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 277 :
  • สายส่งไร้การสูญเสีย (lossless transmission line) ปลายลัดเส้นหนึ่ง มีความยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่น มีค่าความเหนี่ยวนำเท่ากับ 40 มิลลิเฮนรีต่อเมตร และมีค่าความจุไฟฟ้าขนาด 2.5 นาโนฟารัดต่อเมตร อยากทราบว่าสายส่งนี้มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเป็นเท่าใด
  • 1 : ศูนย์
  • 2 :
  • 3 : อนันต์
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 278 :
  • จงหาค่าอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) ของสายส่งไร้การสูญเสีย (lossless transmission line) เส้นหนึ่งที่มีค่าความจุไฟฟ้าขนาด 35 พิโคฟารัดต่อกิโลเมตร และมีค่าความเหนี่ยวนำขนาด 0.25 ไมโครเฮนรีต่อกิโลเมตร
  • 1 : 84.5 โอห์ม
  • 2 : 64.5 โอห์ม
  • 3 : 74.5 โอห์ม
  • 4 : 94.5 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 279 :
  • สายส่งไร้การสูญเสียปลายเปิดมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ 50 โอห์ม และมีความยาว 5 เมตร อยากทราบว่า ณ ความถี่ 75 เมกกะเฮิรตซ์ จะมีอินพุตอิมพีแดนซ์เท่ากับข้อใด
  • 1 : 50 โอห์ม
  • 2 : 100 โอห์ม
  • 3 : 0 โอห์ม
  • 4 : อนันต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 280 :
  • สายส่งไร้การสูญเสียปลายเปิดมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ 50 โอห์ม และมีความยาว 6 เมตร อยากทราบว่า ณ ความถี่ 75 เมกกะเฮิรตซ์ จะมีอินพุตอิมพีแดนซ์เท่ากับข้อใด
  • 1 : 50 โอห์ม
  • 2 : 100 โอห์ม
  • 3 : 0 โอห์ม
  • 4 : อนันต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 281 :
  • สายส่งไร้การสูญเสียปลายเปิดมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ 50 โอห์ม และมีความยาว 8 เมตร อยากทราบว่า ณ ความถี่ 75 เมกกะเฮิรตซ์ จะมีอินพุตอิมพีแดนซ์เท่ากับข้อใด
  • 1 : 50 โอห์ม
  • 2 : 100 โอห์ม
  • 3 : 0 โอห์ม
  • 4 : อนันต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 282 :
  • สายส่งไร้การสูญเสียที่มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ 50 โอห์ม และมีความยาว 6 เมตร ที่ปลายสายส่งถูกต่อกับโหลดขนาด 100 โอห์ม อยากทราบว่า ณ ความถี่ 75 เมกกะเฮิรตซ์ จะมีอินพุตอิมพีแดนซ์เท่ากับข้อใด
  • 1 : 25 โอห์ม
  • 2 : 50 โอห์ม
  • 3 : 100 โอห์ม
  • 4 : 200 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 283 :
  • สายส่งไร้การสูญเสียปลายเปิดซึ่งมีความยาว 1 ใน 8 ส่วนความยาวคลื่น ณ ความถี่ใช้งาน มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ R จะมีอินพุตอิมพีแดนซ์ ณ ความถี่ใช้งานกี่โอห์ม
  • 1 : 0 โอห์ม
  • 2 : อนันต์
  • 3 : +jR
  • 4 : -jR
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 284 :
  • สายส่งไร้การสูญเสียปลายลัดซึ่งมีความยาว 1 ใน 8 ส่วนความยาวคลื่น ณ ความถี่ใช้งาน มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ R จะมีอินพุตอิมพีแดนซ์ ณ ความถี่ใช้งานกี่โอห์ม
  • 1 : 0 โอห์ม
  • 2 : อนันต์
  • 3 : +jR
  • 4 : -jR
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 285 :
  • ข้อใดแสดงสมการความเร็วคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าบนสายส่งได้ถูกต้อง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 286 :
  • จงหาค่าอิมพีแดนซ์คุณลักษณะของสายส่งไร้การสูญเสียเส้นหนึ่งซึ่งมีค่าความเหนี่ยวนำเท่ากับ 100 ไมโครเฮนรีต่อเมตร และค่าความจุไฟฟ้าเท่ากับ 1 ไมโครฟารัดต่อเมตร
  • 1 : 1 โอห์ม
  • 2 : 10 โอห์ม
  • 3 : 15 โอห์ม
  • 4 : 50 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 287 :
  • อิมพีแดนซ์คุณลักษณะของสายส่งที่มีความยาวเป็นอนันต์จะเท่ากับข้อใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 288 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นสมการความเร็วคลื่นในสายส่ง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 289 :
  • ถ้าผลรวมของคลื่นเดินตกกระทบ (incidented wave) และคลื่นสะท้อน (reflected wave) บนสายส่งเส้นหนึ่งทำให้เกิดแรงดันคลื่นสูงสุดและต่ำสุดเท่ากับ 2 และ 1 โวลต์ ตามลำดับ อยากทราบว่าจะทำให้เกิดสัมประสิทธิ์การสะท้อนของสายส่งนี้ค่าเท่าใด
  • 1 : 0.3
  • 2 : 0.4
  • 3 : 0.5
  • 4 : 0.6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 290 :
  • จงหาความสูญเสียเนื่องจากการสะท้อน (reflection loss) ของสายส่งเมื่อป้อนกำลังงานทางอินพุตให้กับสายส่งขนาด 10 เดซิเบลวัตต์ ทำให้เกิดกำลังงานสะท้อนเท่ากับ 3 เดซิเบลวัตต์
  • 1 : 80 เดซิเบล
  • 2 : 10 เดซิเบล
  • 3 : 7 เดซิเบล
  • 4 : 3 เดซิเบล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 291 :
  • ถ้าหากมีคลื่นตกกระทบ 1 โวลต์ และคลื่นสะท้อน 0.5 โวลต์ แล้ว จะทำให้เกิดอัตราส่วนคลื่นนิ่งของแรงดันเป็นดังข้อใด
  • 1 : 1:1
  • 2 : 2:1
  • 3 : 3:1
  • 4 : 4:1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 292 :
  • สายส่งแกนร่วม (coaxial cable) ที่ใช้กับเครื่องรับโทรทัศน์ทั่วไปจะมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่าใด
  • 1 : 50โอห์ม
  • 2 : 75 โอห์ม
  • 3 : 150 โอห์ม
  • 4 : 250 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 293 :
  • สายส่งที่มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับ 50 โอห์ม ณ ปลายสายถูกต่อเข้ากับโหลดขนาด 100 โอห์ม จะมีสัมประสิทธิ์การะสะท้อนที่โหลดค่าเท่าใด
  • 1 : 0
  • 2 : 1/3
  • 3 : 2/3
  • 4 : 1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 294 :
  • ความเร็วของคลื่นเดินทางในสายส่งไม่ขึ้นกับตัวแปรในข้อใด
  • 1 : ค่าคงตัวไดอิเลคตริกของฉนวนหุ้มสาย
  • 2 : ค่าคงตัวไดอิเลคตริกของฉนวนภายใน
  • 3 : วัสดุตัวนำ
  • 4 : ค่าความจุไฟฟ้าต่อหนึ่งหน่วยความยาวของสายส่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 295 :
  • สายส่งไร้การสูญเสียที่มีอิมพีแดนซ์ 50 โอห์ม ปลายสายต่อเข้ากับโหลด 100+j100 โอห์ม จะมีสัมประสิทธิ์การสะท้อนที่โหลดค่าเท่าใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 296 :
  • สายส่งไร้การสูญเสียปลายลัดที่มีความยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่น จะมีค่าอินพุตอิมพีแดนซ์เป็นเท่าใด
  • 1 : ศูนย์
  • 2 : อิมพีแดนซ์คุณลักษณะของสายส่ง
  • 3 : อนันต์
  • 4 : ครึ่งหนึ่งของอิมพีแดนซ์คุณลักษณะของสายส่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 297 :
  • ข้อใดเป็นคุณสมบัติของสายส่งไร้การสูญเสีย
  • 1 : ค่าคงตัวการลดทอนเป็นศูนย์
  • 2 : ค่าคงตัวเฟสเป็นศูนย์
  • 3 : ค่าคงตัวการแพร่กระจายเป็นศูนย์
  • 4 : สัมประสิทธิ์การสะท้อนเป็นศูนย์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 298 :
  • อิมพีแดนซ์ของสายส่งแกนร่วม (coaxial cable) ไม่ขึ้นกับข้อใด
  • 1 : เส้นผ่านศูนย์กลางของตัวนำภายใน
  • 2 : เส้นผ่านศูนย์กลางของตัวนำภายนอก
  • 3 : วัสดุฉนวน
  • 4 : วัสดุตัวนำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 299 :
  • สายส่งไร้การสูญเสียที่มีความยาวจำกัดค่าหนึ่งมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ 50 โอห์ม ถูกต่อเข้ากับแหล่งกำเนิด หากต้องการให้ขนาดกระแสและแรงดัน ณ ตำแหน่งต่างๆ บนสายส่งนี้มีค่าเท่ากับกรณีที่สายส่งมีความยาวอนันต์ จะต้องนำโหลดขนาดเท่าใดมาต่อที่ปลายสาย
  • 1 : 25 โอห์ม
  • 2 : 50 โอห์ม
  • 3 : 100 โอห์ม
  • 4 : ข้อมูลที่กำหนดให้ไม่เพียงพอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 300 :
  • วงจรใดต่อไปนี้ใช้เป็นวงจรสมมูลของสายส่งไร้การสูญเสีย
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 301 :
  • สายเคเบิลใต้ดินหนึ่งมีค่าความต้านทานเท่ากับ 10 โอห์มต่อกิโลเมตร มีค่าความเหนี่ยวนำเท่ากับ 1.5 มิลลิเฮนรีต่อกิโลเมตร มีค่าความนำเท่ากับ 1.2 ไมโครซีเมนส์ต่อกิโลเมตร และมีค่าความจุไฟฟ้าเท่ากับ 0.06 ไมโครฟารัดต่อกิโลเมตร ถ้าต้องการให้สายส่งนี้เกิดความเพี้ยนต่ำสุดแล้ว ต้องเพิ่มค่าความเหนี่ยวนำอีกเท่าไร
  • 1 : 500 มิลลิเฮนรี
  • 2 : 498.5 มิลลิเฮนรี
  • 3 : 0.5 มิลลิเฮนรี
  • 4 : ไม่ต้องเปลี่ยนค่าความเหนี่ยวนำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 302 :
  • สายส่งคู่แฝด (twinlines) ที่ใช้ในย่านยูเอชเอฟ (UHF) มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่าใด
  • 1 : 50 โอห์ม
  • 2 : 75 โอห์ม
  • 3 : 120 โอห์ม
  • 4 : 300 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 303 :
  • สายส่งที่ใช้สำหรับเครื่องมือวัดทางความถี่วิทยุส่วนใหญ่แล้ว จะมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่าใด
  • 1 : 50 โอห์ม
  • 2 : 75 โอห์ม
  • 3 : 120 โอห์ม
  • 4 : 300 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 304 :
  • สายส่งที่ใช้สำหรับสำหรับสายอากาศโทรทัศน์ส่วนใหญ่แล้ว จะมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่าใด
  • 1 : 50 โอห์ม
  • 2 : 75 โอห์ม
  • 3 : 120 โอห์ม
  • 4 : 300 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 305 :
  • ข้อใดไม่ทำให้เกิดการสูญเสียในสายส่ง
  • 1 : การลดทอนของสัญญาณ
  • 2 : การหน่วงเวลาของสัญญาณ
  • 3 : ความผิดเพี้ยนของสัญญาณ
  • 4 : ผลตอบสนองของสัญญาณ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 306 :
  • สัมประสิทธิ์การสะท้อนแสดงถึงอัตราส่วนอะไร
  • 1 : กำลังงานอินพุตต่อกำลังงานสะท้อนที่เอาต์พุต
  • 2 : กำลังงานอินพุตต่อกระแสสะท้อนที่เอาต์พุต
  • 3 : กำลังงานอินพุตต่อแรงดันสะท้อนที่เอาต์พุต
  • 4 : แรงดันอินพุตต่อกำลังงานสะท้อนที่เอาต์พุต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 307 :
  • เมื่อโหลดมีอิมพีแดนซ์เท่ากับอิมพีแดนซ์คุณลักษณะของระบบแล้ว จะทำให้มีกำลังงานสะท้อนเท่าใด
  • 1 : ศูนย์
  • 2 : หนึ่งเท่าของกำลังงานอินพุต
  • 3 : สองเท่าของกำลังงานอินพุต
  • 4 : สามเท่าของกำลังงานอินพุต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 308 :
  • สายส่งเส้นหนึ่งมีแรงดันอินพุตเท่ากับ 100 โวลต์ วัดแรงดันสะท้อนที่โหลดได้ 10 โวลต์ จงหาอัตราส่วนคลื่นนิ่งของแรงดัน (voltage standing wave ratio)
  • 1 : 0.10:1
  • 2 : 0.99:1
  • 3 : 1.22:1
  • 4 : 10.0:1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 309 :
  • สายส่งแกนร่วม (coaxial cable) ชนิด RG11 มีตัวกลางเป็นวัสดุไดอิเล็กตริกชนิดโพลีเอทีลีน (polyethylene) ที่มีค่าคงตัวไดอิเล็กตริกสัมพัทธ์ (relative dielectric constant) เท่ากับ 2.23 ถ้าออกแบบให้ส่งคลื่นซึ่งมีความถี่ 100 เมกกะเฮิรตซ์ อยากทราบว่า ความยาวคลื่นเดินทางในสายส่งนี้จะเท่ากับข้อใด
  • 1 : 1.5 เมตร
  • 2 : 2.0 เมตร
  • 3 : 2.5 เมตร
  • 4 : 3.0 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 310 :
  • สายส่งปลายลัดมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ 50 โอห์ม มีความยาว 1 ใน 8 ส่วนความยาวคลื่น สายส่งนี้จะมีวงจรสมมูลเป็นอย่างไร
  • 1 : วงจรเรโซแนนซ์อนุกรม L-C
  • 2 : วงจรเรโซแนนซ์ขนาน L-C
  • 3 : ตัวเหนี่ยวนำ
  • 4 : ตัวเหนี่ยวนำปลายข้างหนึ่งลงกราวด์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 311 :
  • สายส่งปลายเปิดที่มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ 50 โอห์ม และมีความยาว 1 ใน 16 ส่วนความยาวคลื่น สายส่งนี้จะมีวงจรสมมูลเป็นอย่างไร
  • 1 : วงจรเรโซแนนซ์อนุกรม L-C
  • 2 : วงจรเรโซแนนซ์ขนาน L-C
  • 3 : ตัวเก็บประจุ
  • 4 : ตัวเก็บประจุปลายข้างหนึ่งลงกราวด์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 312 :
  • ถ้าต้องการแมตช์อิมพีแดนซ์สายอากาศ 50 โอห์ม เข้ากับโหลด 100 โอห์ม ณ ความถี่ 100 เมกกะเฮิรตซ์ ด้วยสายส่งแกนร่วม (coaxial cable) ซึ่งมีความยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่น การใช้สายเคเบิลชนิดใด มีความเหมาะสมที่สุด
  • 1 : RG6
  • 2 : RG8
  • 3 : RG58
  • 4 : RG223
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 313 :
  • สายส่งอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ 50 โอห์ม ถ้าต่อปลายสายส่งด้วยโหลด 75 โอห์ม จะมีสัมประสิทธิ์การสะท้อนที่โหลดเท่าใด
  • 1 : 0.2
  • 2 : 0.33
  • 3 : 0.5
  • 4 : 0.75
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 314 :
  • ถ้าต่อปลายสายส่งซึ่งมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ 50 โอห์ม ด้วยโหลดขนาด 75 โอห์ม จงหาอัตราส่วนคลื่นนิ่งที่โหลด
  • 1 : 1.25:1
  • 2 : 1.5:1
  • 3 : 1.75:1
  • 4 : 2.0:1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 315 :
  • ในระบบเคเบิลทีวีและวิทยุโทรทัศน์ ควรเลือกใช้สายส่งแกนร่วม (coaxial cable) ชนิดใดในการส่งผ่านสัญญาณ (signal transmission)
  • 1 : RG8
  • 2 : RG11
  • 3 : RG58
  • 4 : RG223
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 316 :
  • แหล่งกำเนิดขนาด 100 วัตต์ มีอิมพีแดนซ์ภายในเท่ากับ 50 โอห์ม ถูกต่อเข้ากับสายส่งไร้การสูญเสีย (lossless transmission line) ที่มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ 50 โอห์ม ถ้าที่ปลายสายส่งต่อกับโหลด 75 โอห์ม จงหากำลังงานที่โหลดได้รับ
  • 1 : 92 วัตต์
  • 2 : 94 วัตต์
  • 3 : 96 วัตต์
  • 4 : 98 วัตต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 317 :
  • คลื่นแรงดันสะท้อนที่ปลายสายส่งไร้การสูญเสีย (lossless transmission line) ปลายเปิด จะมีเฟสนำหน้าคลื่นแรงดันตกกระทบที่ปลายสายเป็นเท่าใด
  • 1 : 0 องศา
  • 2 : 180 องศา
  • 3 : 90 องศา
  • 4 : -90 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 318 :
  • คลื่นแรงดันสะท้อนที่ปลายสายส่งไร้การสูญเสีย (lossless transmission line) ปลายลัด จะมีเฟสนำหน้าคลื่นแรงดันตกกระทบที่ปลายสายเป็นเท่าใด
  • 1 : 0 องศา
  • 2 : 180 องศา
  • 3 : 90 องศา
  • 4 : -90 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 319 :
  • คลื่นกระแสสะท้อนที่ปลายสายส่งไร้การสูญเสีย (lossless transmission line) ปลายลัด จะมีเฟสนำหน้าคลื่นกระแสตกกระทบที่ปลายสายเป็นเท่าใด
  • 1 : 0 องศา
  • 2 : 180 องศา
  • 3 : 90 องศา
  • 4 : -90 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 320 :
  • สายส่งไร้การสูญเสีย (lossless transmission line) เส้นหนึ่งมีค่าความจุไฟฟ้าขนาด 100 พิโคฟารัดต่อเมตร และค่าความเหนี่ยวนำเท่ากับ 0.25 ไมโครเฮนรีต่อเมตร จงหาอิมพีแดนซ์คุณลักษณะของสายส่ง ณ ความถี่ 470 เมกกะเฮิรตซ์
  • 1 : 50 โอห์ม
  • 2 : 75 โอห์ม
  • 3 : 150 โอห์ม
  • 4 : 300 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 321 :
  • ข้อใดแสดงความสัมพันธ์ระหว่างสัมประสิทธิ์การสะท้อน (p) กับความสูญเสียเนื่องจากการย้อนกลับ (RL)
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 322 :
  • หม้อแปลงที่มีความยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่น (quarter-wavelength transformer) มีลักษณะอย่างไร
  • 1 : สายส่งยาวหนึ่งในสี่ของความยาวคลื่น
  • 2 : สายส่งยาวหนึ่งในสองของความยาวคลื่น
  • 3 : สายส่งยาวหนึ่งในแปดของความยาวคลื่น
  • 4 : หม้อแปลงที่มีขดลวดยาวหนึ่งในสี่ความยาวคลื่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 323 :
  • ความเร็วคลื่นในสายส่งขึ้นอยู่กับตัวแปรใดเป็นสำคัญ
  • 1 : ฉนวนหุ้มสาย
  • 2 : ฉนวนคั่นระหว่างตัวนำ
  • 3 : ขนาดตัวนำ
  • 4 : ชนิดตัวนำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 324 :
  • สายส่งไร้ความเพี้ยน (distortionless line) ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร
  • 1 : อิมพีแดนซ์คุณลักษณะไม่แปรผันตามความถี่, ค่าคงตัวการลดทอนไม่แปรผันตามความถี่, การเลื่อนเฟสแปรผันตามความถี่
  • 2 : อิมพีแดนซ์คุณลักษณะไม่แปรผันตามความถี่, ค่าคงตัวการลดทอนแปรผันตามความถี่, การเลื่อนเฟสแปรผันตามความถี่
  • 3 : อิมพีแดนซ์คุณลักษณะแปรผันตามความถี่, ค่าคงตัวการลดทอนแปรผันตามความถี่, การเลื่อนเฟสไม่แปรผันตามความถี่
  • 4 : อิมพีแดนซ์คุณลักษณะแปรผันตามความถี่, ค่าคงตัวการลดทอนไม่แปรผันตามความถี่, การเลื่อนเฟสไม่แปรผันตามความถี่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 325 :
  • หากต้องการประยุกต์สายส่งไร้การสูญเสียเป็นตัวเก็บประจุ ณ ความยาวคลื่นใช้งาน ต้องทำอย่างไร
  • 1 : ตัดสายส่งไร้การสูญเสียสั้นกว่า 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่นและลัดปลายสาย
  • 2 : ตัดสายส่งไร้การสูญเสียสั้นกว่า 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่นและเปิดปลายสาย
  • 3 : ตัดสายส่งไร้การสูญเสียสั้นกว่า 1 ใน 2 ส่วนความยาวคลื่นและเปิดปลายสาย
  • 4 : ตัดสายส่งไร้การสูญเสียสั้นกว่า 1 ใน 8 ส่วนความยาวคลื่นและลัดปลายสาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 326 :
  • สายส่งชนิด RG-58 มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับข้อใด
  • 1 : 50 โอห์ม
  • 2 : 75 โอห์ม
  • 3 : 93 โอห์ม
  • 4 : 300 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 327 :
  • สายส่งชนิด RG-59 มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับข้อใด
  • 1 : 50 โอห์ม
  • 2 : 75 โอห์ม
  • 3 : 93 โอห์ม
  • 4 : 300 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 328 :
  • สายส่งไร้การสูญเสีย (lossless transmission line) ที่มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ 100 โอห์ม มีความยาว 10 เมตร มีค่าคงตัวการแพร่กระจาย (propagation constant) เท่ากับ j21 ณ ความถี่ 1 กิกะเฮิรตซ์ จงหาค่าความเหนี่ยวนำในวงจรสมมูลของสายส่งนี้
  • 1 : 0.33 นาโนเฮนรีต่อเมตร
  • 2 : 3.34 นาโนเฮนรีต่อเมตร
  • 3 : 33.4 นาโนเฮนรีต่อเมตร
  • 4 : 334 นาโนเฮนรีต่อเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 329 :
  • สายส่งไร้การสูญเสียปลายเปิดยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่น สายส่งเส้นนี้จะมีคุณสมบัติเป็นวงจรใด ณ ความยาวคลื่นใช้งาน
  • 1 : ตัวเหนี่ยวนำ
  • 2 : ตัวเก็บประจุ
  • 3 : วงจรเรโซแนนซ์อนุกรม L-C
  • 4 : วงจรเรโซแนนซ์ขนาน L-C
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 330 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
  • 1 : อิมพีแดนซ์คุณลักษณะของสายส่งควรมากกว่าอิมพีแดนซ์ของแหล่งกำเนิด
  • 2 : สายส่งควรจะสั้นมากที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดการสะท้อน
  • 3 : สายส่งใช้งานในระบบสื่อสารควรมีความต้านทาน (R) น้อยที่สุด
  • 4 : สายส่งใช้งานในระบบสื่อสารควรมีค่าความจุไฟฟ้า (C) มากที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 331 :
  • ถ้าสายส่งไร้การสูญเสีย (lossless transmission line) เส้นหนึ่งมีความยาว 10 เมตร และมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับ 50 โอห์ม อยากทราบว่า ข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง
  • 1 : สายส่งที่สั้นกว่า 10 เมตร จะมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะน้อยกว่า 50 โอห์ม
  • 2 : คลื่นที่เดินทางในสายส่งนี้จะใช้เวลาน้อยกว่าสายส่งที่ยาว 12.5 เมตร
  • 3 : สายส่งเส้นนี้มีอัตราส่วนคลื่นนิ่งค่าเท่ากับ 2:1
  • 4 : สายส่งนี้มีความยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 332 :
  • ถ้าสายส่งหนึ่งมีค่าคงตัวไดอิเลคตริกสัมพัทธ์เท่ากับ 4 แล้ว จงหาอัตราเร็วของคลื่นที่เดินทางในสายส่งนี้
  • 1 : 75,000 กิโลเมตรต่อวินาที
  • 2 : 150,000 กิโลเมตรต่อวินาที
  • 3 : 200,000 กิโลเมตรต่อวินาที
  • 4 : 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 333 :
  • สายส่งไร้การสูญเสีย (lossless transmission line) ปลายลัด อยากทราบว่า ที่ตำแหน่งของสายห่างจากปลายลัดเท่ากับ 3 ใน 2 ส่วนความยาวคลื่น จะมีอิมพีแดนซ์กี่โอห์ม
  • 1 : อนันต์
  • 2 : เท่ากับอิมพีแดนซ์คุณลักษณะของสายส่ง
  • 3 : เท่ากับสองเท่าของอิมพีแดนซ์คุณลักษณะของสายส่ง
  • 4 : ศูนย์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 334 :
  • จงหาค่าอัตราส่วนคลื่นนิ่งแรงดันของสายส่งซึ่งมีแรงดันสูงสุดและต่ำสุดเท่ากับ 90 โวลต์ และ 25 โวลต์ ตามลำดับ
  • 1 : 3.3: 1
  • 2 : 3.6: 1
  • 3 : 3.2: 1
  • 4 : 3.4: 1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 335 :
  • สายส่งไร้การสูญเสีย (lossless transmission line) มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับ 75 โอห์ม โดยที่ปลายสายถูกต่อเข้ากับโหลดค่า 150 โอห์ม ถ้าหากแรงดันสูงสุดบนสายส่งเท่ากับ 25 โวลต์ จงหาอัตราส่วนคลื่นนิ่งแรงดันและค่าแรงดันต่ำสุด
  • 1 : อัตราส่วนคลื่นนิ่งแรงดันเท่ากับ 1:2 และมีค่าแรงดันต่ำสุดเท่ากับ 12.5 โวลต์
  • 2 : อัตราส่วนคลื่นนิ่งแรงดันเท่ากับ 2:1 และมีค่าแรงดันต่ำสุดเท่ากับ 12.5โวลต์
  • 3 : อัตราส่วนคลื่นนิ่งแรงดันเท่ากับ 1:2 และมีค่าแรงดันต่ำสุดเท่ากับ 10.5โวลต์
  • 4 : อัตราส่วนคลื่นนิ่งแรงดันเท่ากับ 2:1 และมีค่าแรงดันต่ำสุดเท่ากับ 10.5โวลต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 336 :
  • สายส่งเส้นหนึ่งมีค่าพารามิเตอร์ต่อกิโลเมตรเป็นดังนี้ มีความต้านทานเท่ากับ 20 โอห์ม มีค่าความเหนี่ยวนำขนาด 3 มิลลิเฮนรี มีค่าความจุไฟฟ้าขนาด 0.06 ไมโครฟารัด และมีค่าความนำ 10 ไมโครซีเมนส์ อยากทราบว่าอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) ของสายส่งเส้นนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ณ ความถี่ต่ำและความถี่สูง
  • 1 : ณ ความถี่ต่ำและความถี่สูงมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับ 112.7 โอห์ม และ 1,314 โอห์ม ตามลำดับ
  • 2 : ณ ความถี่ต่ำและความถี่สูงมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับ 1,314 โอห์ม และ 112.7 โอห์ม ตามลำดับ
  • 3 : ณ ความถี่ต่ำและความถี่สูงมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับ 223.6 โอห์ม และ 1,414 โอห์ม ตามลำดับ
  • 4 : ณ ความถี่ต่ำและความถี่สูงมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับ 1,414 โอห์ม และ 223.6 โอห์ม ตามลำดับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 337 :
  • สายส่งไร้ความเพี้ยน (distortionless transmission line) มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) เท่ากับ 60 โอห์ม มีค่าคงตัวการลดทอน (attenuation constant) เท่ากับ 0.02 เนเปอร์ต่อเมตร มีค่าความเร็วการแพร่กระจาย (propagation velocity) เท่ากับ 0.6 เท่าของความเร็วแสงในสุญญากาศ อยากทราบว่า ณ ความถี่ใช้งาน 100 เมกกะเฮิรตซ์ พารามิเตอร์ของสายส่งตามข้อใดถูกต้อง
  • 1 : R=1.6 ohm/m, L=444 nH/m, G=444 uS/m, C=107.5 pF/m, Lampda=1.8 m
  • 2 : R=12.0 ohm/m, L=512 nH/m, G=521 uS/m, C=113.7 pF/m, Lampda=3.0 m
  • 3 : R=1.2 ohm/m, L=333 nH/m, G=333 uS/m, C=92.59 pF/m, Lampda=1.8 m
  • 4 : R=1.4 ohm/m, L=345 nH/m, G=345 uS/m, C=103.7 pF/m, Lampda=3.0 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 338 :
  • เมื่อป้อนแหล่งแหล่งกำเนิดไซนูซอยด์ (sinusoidal source) ขนาด 5 โวลต์ มุม 0 องศา ให้กับสายส่งความสูญเสียต่ำ (low-loss transmission line) เส้นหนึ่งซึ่งยาว 10 เมตร โดยที่ปลายสายถูกต่อเข้ากับความต้านทานโหลดซึ่งมีค่าเท่ากับอิมพีแดนซ์คุณลักษณะของสายส่ง (characteristic impedance) วัดแรงดันตกคร่อมโหลดได้ค่าเท่ากับ 5 โวลต์ มุม 180 องศา อยากทราบว่า คลื่นที่เคลื่อนที่ในสายส่งนี้มีความยาวคลื่น เท่าใด
  • 1 : 10 เมตร
  • 2 : 20 เมตร
  • 3 : 1 เมตร
  • 4 : 2 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 339 :
  • เมื่อป้อนแหล่งแหล่งกำเนิดไซนูซอยด์ (sinusoidal source) ขนาด 5 โวลต์ ให้กับสายส่งปลายลัดความสูญเสียต่ำ (short-end low-loss transmission line) เส้นหนึ่งซึ่งยาว 5 เมตร อยากทราบว่า ถ้าวัดแรงดันต่ำสุดได้ 0 โวลต์ ณ ระยะทาง 4 เมตร นับจากต้นสายแล้ว ความยาวคลื่นที่เคลื่อนในสายส่งนี้จะมีค่าเท่าไร
  • 1 : 5 เมตร
  • 2 : 4 เมตร
  • 3 : 2 เมตร
  • 4 : 1 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 340 :
  • วิศวกรคนหนึ่งกล่าวว่า สายส่งแกนร่วม (coaxial cable) ที่เขาได้ใช้เป็นส่วนหนึ่งของวงจรมีค่าคงตัวการลดทอน (attenuation constant) เท่ากับ 0.008 อยากทราบว่า ค่าคงตัวการลดทอนดังกล่าวมีหน่วยเป็นอะไร
  • 1 : เรเดียนต่อเมตร
  • 2 : ดีบีต่อเมตร
  • 3 : วินาทีต่อเมตร
  • 4 : โอห์มต่อเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 341 :
  • วิศวกรคนหนึ่งกล่าวว่า สายส่งแกนร่วม (coaxial cable) ที่เขาได้ใช้เป็นส่วนหนึ่งของวงจรมีค่าคงตัวเฟส (phase constant) เท่ากับ 0.25 อยากทราบว่า ค่าคงตัวเฟสดังกล่าวมีหน่วยเป็นอะไร
  • 1 : เรเดียนต่อเมตร
  • 2 : ดีบีต่อเมตร
  • 3 : วินาทีต่อเมตร
  • 4 : โอห์มต่อเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 342 :
  • ข้อใดแสดงหน่วยของความเร็วการแพร่กระจาย (propagation velocity) ของสายส่งแบบสูญเสีย (lossy transmission line) ได้อย่างถูกต้อง
  • 1 : เรเดียนต่อวินาที
  • 2 : โวลต์ต่อวินาที
  • 3 : เมตรต่อวินาที
  • 4 : รอบต่อวินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 343 :
  • สายส่งปลายเปิดแบบสูญเสีย (lossy transmission line) เส้นหนึ่งซึ่งมีความยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่น ตามรูป อยากทราบว่า รอบๆ ความถี่เรโซแนนซ์จะมีความต้านทานแบบอนุกรมซึ่งเกิดจากการสูญเสียในโครงสร้างของสายส่งเป็นตามข้อใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 344 :
  • สายส่งปลายลัดแบบสูญเสีย (lossy transmission line) เส้นหนึ่งซึ่งมีความยาว 1 ใน 2 ส่วนความยาวคลื่น ตามรูป อยากทราบว่า รอบๆ ความถี่เรโซแนนซ์จะมีความต้านทานแบบอนุกรมซึ่งเกิดจากการสูญเสียในโครงสร้างของสายส่งเป็นตามข้อใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 345 :
  • สายส่งปลายเปิดแบบสูญเสีย (lossy transmission line) เส้นหนึ่งซึ่งมีความยาว 1 ใน 2 ส่วนความยาวคลื่น ตามรูป อยากทราบว่า รอบๆ ความถี่เรโซแนนซ์จะมีความต้านทานแบบขนานซึ่งเกิดจากการสูญเสียในโครงสร้างของสายส่งเป็นตามข้อใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 346 :
  • สายส่งปลายลัดแบบสูญเสีย (lossy transmission line) เส้นหนึ่งซึ่งมีความยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่น ตามรูป อยากทราบว่า รอบๆ ความถี่เรโซแนนซ์จะมีความเหนี่ยวนำสมมูลของสายส่งเป็นตามข้อใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 347 :
  • สัมประสิทธิ์การสะท้อนของสายส่งไร้การสูญเสียปลายเปิด มีค่าตามข้อใด
  • 1 : ศูนย์
  • 2 : -1
  • 3 : 1
  • 4 : อนันต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 348 :
  • สัมประสิทธิ์การสะท้อนของสายส่งไร้การสูญเสียปลายลัด มีค่าตามข้อใด
  • 1 : ศูนย์
  • 2 : -1
  • 3 : 1
  • 4 : อนันต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 349 :
  • จงคำนวณหาเปอร์เซ็นต์ของกำลังที่สะท้อนกลับ เมื่อกำหนดให้ นอร์แมลไลซ์อินพุตอิมพีแดนซ์ (normalized input impedance) ของวงจรที่ประกอบด้วยสายส่ง ณ ความถี่หนึ่ง มีค่าเท่ากับ 0.8+j0.2 โอห์ม
  • 1 : 4.22 เปอร์เซ็นต์
  • 2 : 2.44 เปอร์เซ็นต์
  • 3 : 2.22 เปอร์เซ็นต์
  • 4 : 4.44 เปอร์เซ็นต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 350 :
  • สายส่งไร้การสูญเสีย (lossless transmission line) เส้นหนึ่งมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) ค่าเท่ากับ 75 โอห์ม ถูกต่อเข้ากับโหลดที่ปลายสายอีกด้าน ณ ระยะห่างจากระนาบโหลดเป็นระยะทาง 0.4 เท่าของความยาวคลื่น พบว่า วัดแรงดันได้ต่ำสุด และมีค่าอัตราส่วนคลื่นนิ่งของแรงดัน (VSWR) เท่ากับ 2 จงคำนวณหาอิมพีแดนซ์โหลดที่ต่อเข้าไป
  • 1 : 65.50+j36 โอห์ม
  • 2 : 50.65+j36 โอห์ม
  • 3 : 50.65+j63 โอห์ม
  • 4 : 65.50+j63 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 351 :
  • สายโทรศัพท์ที่ทำจากโลหะยาว 60 กิโลเมตร หากทดสอบพารามิเตอร์เส้น (line parameter) ของสายส่ง ณ ความถี่ 1,000 เฮิรตซ์ ได้ค่าความต้านทานของสายส่งเท่ากับ 13 โอห์มต่อกิโลเมตร และมีค่าความจุไฟฟ้าเท่ากับ 0.008 ไมโครฟารัดต่อกิโลเมตร จงคำนวณหาค่าความยาวคลื่นของสายโทรศัพท์นี้
  • 1 : 7.59 เมตร
  • 2 : 9.75 เมตร
  • 3 : 5.79 เมตร
  • 4 : 4.26 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 352 :
  • สายส่งไร้การสูญเสีย (ideal transmission line) ที่มีความยาวทางกายภาพ (physical length) เท่ากับ 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่น (quarter-wave transmission line) จะทำให้เกิดเฟสทางเอาต์พุตเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับที่อินพุต
  • 1 : มีเฟสนำหน้า 90 องศา
  • 2 : มีเฟสตามหลัง 90 องศา
  • 3 : มีเฟสนำหน้า 180 องศา
  • 4 : มีเฟสตามหลัง 180 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 353 :
  • คุณสมบัติของสายส่งไร้การสูญเสีย (lossless transmission line) ในทางอุดมคติมีคุณสมบัติเหมือนกับวงจรในข้อใด
  • 1 : วงจรลดทอนสัญญาณ (attenuation circuit)
  • 2 : วงจรขยายสัญญาณ (amplifier circuit)
  • 3 : วงจรกำเนิดสัญญาณ (oscillator circuit)
  • 4 : วงจรเลื่อนเฟสของสัญญาณ (phase-shift circuit)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 354 :
  • ถ้าป้อนสัญญาณซึ่งมีความถี่ 0.1 กิกะเฮิรตซ์ ให้กับสายส่งไร้การสูญเสีย (lossless transmission line) ลัดปลายสายเส้นหนึ่งที่มีความยาว 0.7 เมตร มีความเร็วเฟส (phase velocity) เท่ากับ 200,000,000 เมตรต่อวินาที และวัดค่าอินพุตอิมพีแดนซ์ได้เท่ากับ –j68.8 โอห์ม อยากทราบว่าสายส่งเส้นดังกล่าวมีความยาวเป็นกี่เท่าของความยาวคลื่นที่เดินทางในตัวกลาง
  • 1 : 0.23
  • 2 : 0.35
  • 3 : 0.67
  • 4 : 3.5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 355 :
  • สายส่งไร้การสูญเสีย (lossless transmission line) เส้นหนึ่งมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) และความยาว เท่ากับ 50 โอห์ม และ 0.7 เมตร ตามลำดับ ถ้าต่อโหลดค่าเท่ากับ 200 โอห์ม เข้าที่ปลายสาย อยากทราบว่า ณ ความถี่ 0.1 กิกะเฮิรตซ์ จะมีอินพุตอิมพีแดนซ์ประมาณเท่าใด เมื่อกำหนดให้ ความเร็วเฟส (phase velocity) เท่ากับ 200,000,000 เมตรต่อวินาที
  • 1 : 18.5+j33 โอห์ม
  • 2 : 66-j46.2 โอห์ม
  • 3 : 32.4+j57.7 โอห์ม
  • 4 : 129.4+j230.8 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 356 :
  • ข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง
  • 1 : สายส่งที่มีความยาวมาก จะมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะสูงตามไปด้วย
  • 2 : สายส่งที่มีความยาวมาก จะมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะต่ำมาก
  • 3 : ค่าคงตัวไดอิเล็กตริกสูง สายส่งจะมีการสูญเสียสูง
  • 4 : ค่าคงตัวไดอิเล็กตริกสูง สายส่งจะมีขนาดสั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 357 :
  •  ในการพิจารณาวงจรสมมูลสายส่ง จะต้องพิจารณาอุปกรณ์ใดบ้าง
  • 1 :  ตัวต้านทาน ตัวเก็บประจุ ทรานซิสเตอร์
  • 2 :  ตัวต้านทาน ตัวเก็บประจุ ซีเนอร์ไดโอด
  • 3 :  ตัวต้านทาน ตัวเก็บประจุ ไดโอด
  • 4 :  ตัวต้านทาน ตัวเก็บประจุ ตัวเหนี่ยวนำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 358 :
  •  ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่าง Lumped constant circuit กับ distributed constant circuit คืออะไร
  • 1 :  วงจร Lump จะมีค่าของอนุภาครวมอยู่ที่จุดเดียว
  • 2 :  วงจร Lump จะมีค่าของอนุภาครวมอยู่สองจุดของวงจร
  • 3 :  วงจร Lump จะมีค่าของอนุภาครวมอยู่สามจุดของวงจร
  • 4 :  ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 359 :
  •  ในการพิจารณาวงจรสมมูลของสายส่ง จะไม่มีอุปกรณ์ใดต่อไปนี้
  • 1 :  ตัวต้านทาน
  • 2 :  ทรานซิสเตอร์
  • 3 :  ตัวเก็บประจุ
  • 4 :  ตัวเหนี่ยวนำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 113 : Telephone Lines
ข้อที่ 360 :
  •  
  • 1 : 0.268 m
  • 2 : 0.368 m
  • 3 : 0.468 m
  • 4 : 0.568 m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 361 :
  •  
  • 1 : 0.0875 dB
  • 2 : 0.0675 dB
  • 3 : 0.0475 dB
  • 4 : 0.0275 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 362 :
  •  
  • 1 :  62.4 + j40Ω
  • 2 :   62.4 - j40Ω
  • 3 :  62.4 + j36Ω
  • 4 :  62.4 - j36Ω
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 114 : Utilization of Transmission Lines for Impedance Matching
ข้อที่ 363 :
  • ข้อใดไม่สามารถนำสายส่งไปประยุกต์ใช้งานกับวงจรทางด้านโทรคมนาคม
  • 1 : วงจรกรองความถี่
  • 2 : วงจรเรโซแนนซ์
  • 3 : วงจรหน่วงเวลา
  • 4 : สามารถนำไปประยุกต์ได้ทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 364 :
  • เมื่อเลือกใช้สายส่งแปลงอิมพีแดนซ์ที่มีความยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่น ณ ความถี่ที่แปลงอิมพีแดนซ์ จะทำให้เฟสของสัญญาณเลื่อนไปกี่องศา
  • 1 : 0
  • 2 : 90
  • 3 : 180
  • 4 : 270
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 365 :
  • ถ้าต้องการออกแบบวงจรแปลงอิมพีแดนซ์โดยใช้สายส่งความยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่นเพื่อเชื่อมต่อระบบ 2 ระบบที่มีอิมพีแดนซ์ 25 โอห์ม และ 75 โอห์ม เข้าหากัน เราควรเลือกใช้สายส่งที่มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) เท่าไร
  • 1 : 43.3 โอห์ม
  • 2 : 50 โอห์ม
  • 3 : 1,875 โอห์ม
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 366 :
  • โครงสร้างของวงจรแปลงอิมพีแดนซ์ดังรูป เทียบเคียงได้กับวงจรแปลงอิมพีแดนซ์ที่ใช้สายส่งวงจรใดได้ใกล้เคียงและเหมาะสมที่สุดในทางปฏิบัติ
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 367 :
  • การต่อวงจรสื่อสาร 2 วงจร ซึ่งมีอิมพีแดนซ์ 25 โอห์ม และ 50 โอห์ม เข้าหากัน อยากทราบว่าจะต้องใช้สายส่งอุดมคติที่มีความยาวและอิมพีแดนซ์ค่าเท่าใด เพื่อทำให้เกิดการเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ โดยไม่มีการสะท้อนกลับแต่อย่างใด ถ้าทั้งสองวงจรถูกนำไปใช้งานที่ความถี่ 1,250 เมกกะเฮิรตซ์
  • 1 : ใช้สายส่งยาว 60 มิลลิเมตร และมีอิมพีแดนซ์ 25 โอห์ม
  • 2 : ใช้สายส่งยาว 60 มิลลิเมตร และมีอิมพีแดนซ์ 35.35 โอห์ม
  • 3 : ใช้สายส่งยาว 120 มิลลิเมตรและมีอิมพีแดนซ์ 50 โอห์ม
  • 4 : ใช้สายส่งยาว 120 มิลลิเมตร และมีอิมพีแดนซ์ 70.7 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 368 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 369 :
  • ข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง เกี่ยวกับการแมตช์อิมพีแดนซ์ด้วยสายส่งที่มีความยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่น
  • 1 : เป็นการแมตช์อิมพีแดนซ์เชิงซ้อนเข้าหากัน
  • 2 : เป็นการแมตช์อิมพีแดนซ์ที่มีเฉพาะส่วนจินตภาพเท่านั้น
  • 3 : เป็นการแมตช์อิมพีแดนซ์ที่มีเฉพาะส่วนจริงเท่านั้น
  • 4 : เป็นการแมตช์อิมพีแดนซ์ระหว่างอิมพีแดนซ์เชิงซ้อนไปยังอิมพีแดนซ์ค่าจริง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 370 :
  • จากรูปที่กำหนดให้ จงหาอิมพีแดนซ์คุณลักษณะของสายส่งที่เหลือ (ชุดตรงกลาง) และความยาวของสายส่งที่สั้นที่สุด (ด้านขวามือ) ที่ต่อเข้ากับโหลด
  • 1 : มีความยาว 1 ใน 2 ส่วนความยาวคลื่นและมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับ 25 โอห์ม
  • 2 : มีความยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่นและมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับ 50.5 โอห์ม
  • 3 : มีความยาว 1 ใน 6 ส่วนความยาวคลื่นและมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับ 70.7 โอห์ม
  • 4 : มีความยาว 1 ใน 8 ส่วนความยาวคลื่นและมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับ 86.6 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 371 :
  • สายส่งที่มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) เท่ากับ 50 โอห์ม มีความยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่น ถูกต่อเข้ากับโหลดค่า 18 โอห์ม อยากทราบว่าอินพุตอิมพีแดนซ์มีค่าเป็นเท่าไร
  • 1 : 27.7 โอห์ม
  • 2 : 50 โอห์ม
  • 3 : 139 โอห์ม
  • 4 : 900 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 372 :
  • บาลันแบบบาซูกา (bazooka balun) หรือบาลันแบบปลอกผ่าซีก (sleeve balun) ที่สร้างจากสายส่งแกนร่วม (coaxial cable) และปลอกโลหะยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่น จะใช้ในการแปลงอิมพีแดนซ์ตามอัตราส่วนใด
  • 1 : 1:1
  • 2 : 1:2
  • 3 : 1:4
  • 4 : 1:5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 373 :
  • จงเลือกข้อความที่ถูกที่สุด
  • 1 : การแมตช์อิมพีแดนซ์ทำให้สามารถส่งผ่านแรงดันไฟฟ้าได้สูงสุด
  • 2 : การแมตช์อิมพีแดนซ์ ทำให้สามารถส่งผ่านกระแสไฟฟ้าได้สูงสุด
  • 3 : การแมตช์อิมพีแดนซ์ทำให้สามารถส่งผ่านกำลังงานไฟฟ้าได้สูงสุด
  • 4 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 374 :
  • การใช้สายส่งที่มีความยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่น (quarter-wave transmission line) และมีค่าอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) ที่เหมาะสมจะช่วยให้
  • 1 : สัมประสิทธิ์การสะท้อน (reflection coefficient) น้อยที่สุด
  • 2 : สัมประสิทธิ์การสะท้อน (reflection coefficient) มีค่าเป็นศูนย์
  • 3 : สัมประสิทธิ์การสะท้อน (reflection coefficient) มีค่ามากที่สุด
  • 4 : ไม่มีข้อความใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 375 :
  • การใช้สายส่งที่มีความยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่น (quarter-wave transmission line) เพื่อการแมตช์ความต้านทานโหลด (load resistance) ค่า 5 กิโลโอห์ม เข้ากับแหล่งจ่ายแรงดันที่มีความต้านทานภายใน 50 โอห์ม สายส่งจะต้องมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) กี่โอห์ม
  • 1 : 100 โอห์ม
  • 2 : 200 โอห์ม
  • 3 : 400 โอห์ม
  • 4 : 500 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 376 :

  • 1 : 40 โอห์ม และ 25 โอห์ม ตามลำดับ
  • 2 : 56.6 โอห์ม และ 35.4 โอห์ม ตามลำดับ
  • 3 : 80 โอห์ม และ 50 โอห์ม ตามลำดับ
  • 4 : 113.2 โอห์ม และ 70.8 โอห์ม ตามลำดับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 377 :
  • จากรูป กำหนดให้เป็นวงจรแมตช์อิมพีแดนซ์ โดยใช้สายส่งอุดมคติที่มีค่าอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) เท่ากับ 50 โอห์ม ต่อเข้ากับโหลดค่าเท่ากับ 50-j50 โอห์ม อยากทราบว่าจะต้องใช้สายส่งปลายลัด (short-end transmission line) ที่มีความยาวทางไฟฟ้า (electrical length) เท่าใด
  • 1 : 90 องศา
  • 2 : 45 องศา
  • 3 : 30 องศา
  • 4 : 22.5 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 378 :
  • จากรูป กำหนดให้เป็นวงจรแมตช์อิมพีแดนซ์ ณ ความถี่ 100 เมกกะเฮิรตซ์ หากต้องใช้ตัวเหนี่ยวนำ (inductor: L) หรือตัวเก็บประจุ (capacitor: C) ต่อคร่อมกับโหลดที่ระนาบ A-A แล้วควรมีค่าเป็นเท่าใด
  • 1 : ตัวเก็บประจุค่า 80 พิโคฟารัด
  • 2 : ตัวเก็บประจุค่า 32 พิโคฟารัด
  • 3 : ตัวเหนี่ยวนำค่า 80 นาโนเฮนรี
  • 4 : ตัวเหนี่ยวนำค่า 32 นาโนเฮนรี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 379 :

  • 1 : 100 โอห์ม และ 100 โอห์ม ตามลำดับ
  • 2 : 50 โอห์ม และ 50 โอห์ม ตามลำดับ
  • 3 : 75 โอห์ม และ 150 โอห์ม ตามลำดับ
  • 4 : 250 โอห์ม และ 62.5 โอห์ม ตามลำดับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 380 :
  • สายส่ง (transmission line) เบอร์ 5D-FB ที่มีค่าความเร็วเฟส (phase velocity) เท่ากับ 0.79 หากต้องการตัดให้ยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่นที่ความถี่ 145 เมกกะเฮิรตซ์ ต้องตัดให้ยาวประมาณเท่าใด
  • 1 : 52 เซนติเมตร
  • 2 : 34 เซนติเมตร
  • 3 : 41 เซนติเมตร
  • 4 : 49 เซนติเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 381 :
  • สายส่ง (transmission line) เบอร์ 3D-2V ที่มีค่าความเร็วเฟส (phase velocity) เท่ากับ 0.66 ต้องการตัดให้ยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่นที่ความถี่ 145 เมกกะเฮิรตซ์ ต้องตัดให้ยาวประมาณเท่าใด
  • 1 : 52 เซนติเมตร
  • 2 : 34 เซนติเมตร
  • 3 : 41 เซนติเมตร
  • 4 : 49 เซนติเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 382 :
  • สายส่งไร้การสูญเสียแบบผสม (composite lossless transmission line) (สายส่งสองเส้นต่อคาสเคดกันโดยชุดที่1 และชุดที่ 2 มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะค่าเท่ากับ 50 โอห์ม และ 75 โอห์ม ตามลำดับ) ถูกต่อเข้ากับอิมพีแดนซ์โหลดค่าเท่ากับ 52 โอห์ม อยากทราบว่า อินพุตอิมพีแดนซ์ที่จุด A และ จุด B มีค่าเป็นเท่าใด
  • 1 : อินพุตอิมพีแดนซ์ที่จุด A และ B มีค่า 19.05 โอห์ม และ 100.27 โอห์ม ตามลำดับ
  • 2 : อินพุตอิมพีแดนซ์ที่จุด A และ B มีค่า 20.08 โอห์ม และ 100.27 โอห์ม ตามลำดับ
  • 3 : อินพุตอิมพีแดนซ์ที่จุด A และ B มีค่า 21.33 โอห์ม และ 108.17 โอห์ม ตามลำดับ
  • 4 : อินพุตอิมพีแดนซ์ที่จุด A และ B มีค่า 23.11 โอห์ม และ 108.17 โอห์ม ตามลำดับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 383 :
  • จากรูป จงหาค่าอิมพีแดนซ์คุณลักษณะของสายส่งไร้การสูญเสียแบบผสมต่อเรียงกันสามชุด (ชุดที่ 1, 2 และ 3) ตามลำดับ ซึ่งแต่ละชุดมีความยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่น เพื่อให้มีผลตอบสนองแบบไบโนเมียล แทรกอยู่คั่นกลางระหว่างอิมพีแดนซ์โหลดค่าเท่ากับ 500 โอห์ม กับสายส่งที่มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) ขนาด 50 โอห์ม
  • 1 : อิมพีแดนซ์คุณลักษณะของสายส่งชุดที่ 1, 2 และ 3 มีค่า 54.9 โอห์ม, 138.2 โอห์ม และ 347.8 โอห์ม ตามลำดับ
  • 2 : อิมพีแดนซ์คุณลักษณะของสายส่งชุดที่ 1, 2 และ 3 มีค่า 57.3 โอห์ม, 143.6 โอห์ม และ 354.2 โอห์ม ตามลำดับ
  • 3 : อิมพีแดนซ์คุณลักษณะของสายส่งชุดที่ 1, 2 และ 3 มีค่า 66.7 โอห์ม, 158.1 โอห์ม และ 374.8 โอห์ม ตามลำดับ
  • 4 : อิมพีแดนซ์คุณลักษณะของสายส่งชุดที่ 1, 2 และ 3 มีค่า 77.6 โอห์ม, 162.3 โอห์ม และ 384.5 โอห์ม ตามลำดับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 384 :
  • จงคำนวณค่าความยาวของสายส่งที่มีความยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่น (quarter-wave transmission line) ที่ใช้แมตช์สายส่ง 75 โอห์ม กับโหลด 300 โอห์ม เพื่อนำไปใช้งานที่ความถี่ 100 เมกกะเฮิรตซ์ พร้อมกับหาค่าอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) ของสายส่งเส้นดังกล่าว กำหนดให้สายส่งมีความเร็วเฟส (phase velocity) เท่ากับ 1.0
  • 1 : มีความยาว 0.85 เมตร และมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับ 18.75 โอห์ม
  • 2 : มีความยาว 0.75 เมตร และมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับ 18.75 โอห์ม
  • 3 : มีความยาว 0.75 เมตร และมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับ 150 โอห์ม
  • 4 : มีความยาว 0.85 เมตร และมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับ 150 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 385 :
  • ถ้าต้องใช้สายส่งที่มีความยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่นเพื่อออกแบบวงจรแมตช์อิมพีแดนซ์ของระบบ 2 ระบบที่มีค่าอิมพีแดนซ์ 40 โอห์มและอิมพีแดนซ์ 90 โอห์ม อยากทราบว่า จะต้องใช้สายส่งตามข้อใด จึงจะให้ค่าความสูญเสียเนื่องจากการย้อนกลับ (return loss) ต่ำสุด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 386 :
  • หากต้องการแมตช์อิมพีแดนซ์ของแหล่งกำเนิดซึ่งมีค่าเท่ากับ 100 โอห์ม กับโหลดอิมพีแดนซ์ค่า 400 โอห์ม ด้วยสายส่งความยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่น (quarter-wave transmission line) จำนวน 4 ส่วน (4-sections) เพื่อให้ได้ผลตอบสนองแบบเอกซ์โพเนนเชียล (exponential response) อยากทราบว่าอิมพีแดนซ์คุณลักษณะของสายส่งแต่ละส่วน (เรียงจากซ้ายไปขวา) มีเป็นเท่าใด
  • 1 : 132 โอห์ม, 174 โอห์ม, 230 โอห์ม และ 303 โอห์ม
  • 2 : 109 โอห์ม, 154 โอห์ม, 259 โอห์ม และ 367 โอห์ม
  • 3 : 303 โอห์ม, 259 โอห์ม, 174 โอห์ม และ 109 โอห์ม
  • 4 : 367 โอห์ม, 230 โอห์ม, 154 โอห์ม และ 132 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 387 :
  • การใช้งานสายส่ง (transmission line) ที่มีความยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่นเพื่อการแมตช์อิมพีแดนซ์ตามข้อใด ได้แบนด์วิดท์ (bandwidth) มากที่สุด
  • 1 : เลือกใช้สายส่ง 1 ส่วน (single-section transmission line)
  • 2 : เลือกใช้สายส่ง 2 ส่วน (two-section transmission line)
  • 3 : เลือกใช้สายส่ง 3 ส่วน (tri-section transmission line)
  • 4 : เลือกใช้สายส่ง 4 ส่วน (quard-section transmission line)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 388 :
  • สายส่งอุดมคติ (ideal transmission line) เส้นหนึ่งมีความยาว d เมตร ทำหน้าที่แปลงอิมพีแดนซ์ระหว่างระบบที่มีอิมพีแดนซ์เท่ากับ 300 โอห์ม กับโหลดซึ่งมีอิมพีแดนซ์เท่ากับ 150 โอห์ม ณ ความถี่หนึ่งได้อย่างสมบูรณ์ หากสัญญาณอินพุตมีความยาวคลื่นเท่ากับ 1 เมตร แล้ว จงหาความยาว d ของสายส่ง
  • 1 : 0.25 เมตร
  • 2 : 0.50 เมตร
  • 3 : 0.75 เมตร
  • 4 : 1.00 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 389 :
  • สายส่งอุดมคติ (ideal transmission line) เส้นหนึ่งมีความยาว d เมตร ทำหน้าที่แปลงอิมพีแดนซ์ระหว่างระบบที่มีอิมพีแดนซ์เท่ากับ 300 โอห์ม กับโหลดซึ่งมีอิมพีแดนซ์เท่ากับ 150 โอห์ม หากสัญญาณอินพุตมีความยาวคลื่นเท่ากับ 1 เมตร แล้ว การเลือกใช้อิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) ของสายส่งในข้อใด มีค่าใกล้เคียงที่สุด
  • 1 : 106 โอห์ม
  • 2 : 212 โอห์ม
  • 3 : 318 โอห์ม
  • 4 : 424 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 390 :
  • สายส่งไร้การสูญเสีย (lossless transmission line) เส้นหนึ่งมีความยาว d เมตร ทำหน้าที่แปลงอิมพีแดนซ์ระหว่างระบบที่มีอิมพีแดนซ์เท่ากับ 300 โอห์ม กับโหลดซึ่งมีอิมพีแดนซ์เท่ากับ 150 โอห์ม หากสัญญาณอินพุตมีความยาวคลื่นเท่ากับ 1 เมตร แล้ว และเลือกใช้อิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) ของสายส่งได้อย่างเหมาะสมแล้ว จะเกิดสัมประสิทธิ์การสะท้อน (reflection coefficient) ที่โหลดค่าเท่าใด
  • 1 : 0.1617
  • 2 : 0.1716
  • 3 : 0.1816
  • 4 : 0.1618
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 391 :
  • เอาต์พุตอิมพีแดนซ์ของเครื่องรับไมโครเวฟหนึ่งมีค่าเท่ากับ 50 โอห์ม หากต้องการแมตช์อิมพีแดนซ์ของเครื่องรับเข้ากับโหลด 100 โอห์ม จงหาความยาวและอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) ของสายส่งหนึ่งส่วน (single-section transmission line) ที่ใช้
  • 1 : สายส่งที่มีความยาว 1 ใน 8 ส่วนความยาวคลื่นและมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับ 25 โอห์ม
  • 2 : สายส่งที่มีความยาว 1 ใน 6 ส่วนความยาวคลื่นและมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับ 50 โอห์ม
  • 3 : สายส่งที่มีความยาว 1 ใน 4 ส่วนความยาวคลื่นและมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับ 70.7 โอห์ม
  • 4 : สายส่งที่มีความยาว 1 ใน 2 ส่วนความยาวคลื่นและมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับ 200 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 392 :
  • จงหาความยาวในหน่วยเมตรและอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) ของสายส่งที่ใช้ ณ ความถี่ 0.4 กิกะเฮิรตซ์ และมีความเร็วเฟส (phase velocity) เท่ากับ 200,000,000 เมตรต่อวินาที ในกรณีที่ต้องต่อสายส่งไร้การสูญเสียที่มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) เท่ากับ 50 โอห์ม เข้ากับโหลด 200 โอห์ม
  • 1 : สายส่งมีความยาว 0.125 เมตร และมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับ 100 โอห์ม
  • 2 : สายส่งมีความยาว 0.25 เมตร และมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับ 100 โอห์ม
  • 3 : สายส่งมีความยาว 0.375 เมตร และมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับ 100 โอห์ม
  • 4 : สายส่งมีความยาว 0.5 เมตร และมีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะเท่ากับ 100 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 393 :
  • วงจรขยายสัญญาณหนึ่งมีเอาต์พุตอิมพีแดนซ์ค่า 50 โอห์ม ถูกต่อใช้งานร่วมกับสายอากาศที่สร้างขึ้นบนแผ่นวงจรพิมพ์ (printed circuit board: PCB) ที่มีอิมพีแดนซ์ 75 โอห์ม หากเลือกใช้สายส่งที่สร้างขึ้นบนแผ่นวงจรพิมพ์เพื่อทำหน้าที่แมตช์อิมพีแดนซ์ของทั้งสองระบบเข้าหากัน อยากทราบว่าการใช้แผ่นวงจรพิมพ์ตามข้อใด จะทำให้ได้สายส่งดังกล่าวมีความยาวสั้นที่สุด
  • 1 : มีค่าคงตัวไดอิเล็กตริก (dielectric constant) เท่ากับ 2.1
  • 2 : มีค่าคงตัวไดอิเล็กตริก (dielectric constant) เท่ากับ 4.8
  • 3 : มีค่าคงตัวไดอิเล็กตริก (dielectric constant) เท่ากับ 6.5
  • 4 : มีค่าคงตัวไดอิเล็กตริก (dielectric constant) เท่ากับ 8.3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 394 :
  • นาย ก สุ่มตัดสายส่งที่สร้างบนแผ่นวงจรพิมพ์ (printed circuit board: PCB) ที่มีค่าคงตัวไดอิเล็กตริก (dielectric constant) เท่ากับ 4 ให้ยาวเท่ากับ 30 มิลลิเมตร เพื่อใช้ในการแมตช์อิมพีแดนซ์ที่มีเฉพาะส่วนจริง (real part) ของ 2 ระบบ เข้าหากัน อยากทราบว่า ณ ความถี่ 1 กิกะเฮิรตซ์ นั้น นาย ก ตัดสายส่งเส้นดังกล่าวเป็นอย่างไร
  • 1 : ตัดเกินอยู่เท่ากับ 7.5 มิลลิเมตร
  • 2 : ตัดสั้นอยู่เท่ากับ 7.5 มิลลิเมตร
  • 3 : ควรตัดให้ยาวเท่ากับ 75 มิลลิเมตร
  • 4 : ตัดพอดี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 395 :
  • นาย ก สุ่มตัดสายส่งที่สร้างบนแผ่นวงจรพิมพ์ (printed circuit board: PCB) ที่มีค่าคงตัวไดอิเล็กตริก (dielectric constant) เท่ากับ 4 ให้ยาวเท่ากับ 30 มิลลิเมตร เพื่อใช้ในการแมตช์อิมพีแดนซ์ที่มีเฉพาะส่วนจริง (real part) ของ 2 ระบบ เข้าหากัน อยากทราบว่า นาย ก จะนำไปใช้งาน ณ ความถี่เท่าใด
  • 1 : 0.75 กิกะเฮิรตซ์
  • 2 : 1.00 กิกะเฮิรตซ์
  • 3 : 1.25 กิกะเฮิรตซ์
  • 4 : ใช้งานได้ทุกความถี่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 396 :
  •  จากวงจรนอร์มัลไลซ์ของวงจรกรองความถี่ต่ำคอนสแตนซ์ K แบบ T ถ้าทำการนอมินัลอิมพีแดนซ์ที่ 75 โอห์ม จะได้ค่า L และ C เท่าใด

  • 1 :  L1 = 2.1 mH, C2 = 0.21 µF
  • 2 :  L1 = 1.2 mH, C2 = 0.21 µF
  • 3 : L1 = 2.1 mH, C2 = 0.15 µF
  • 4 :  L1 = 1.2 mH, C2 = 0.15 µF
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 397 :
  •  ในกรณีของสายส่งที่ไม่มีการลดทอน (lossless line) จะมีค่า ZO เป็นเท่าไร
  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 398 :
  •  ข้อใดเป็นเงื่อนไขที่ทำให้สัญญาณที่ส่งในสายนั้นไม่มีการเพี้ยน (distortion)
  • 1 :  ค่าคงตัวการลดทอน (α) คงที่
  • 2 :  ค่าคงตัวการลดทอน (α) แปรผันตามความถี่
  • 3 :  ค่าคงตัวทางเฟส (β) เป็นสัดส่วนโดยตรงกับความถี่
  • 4 :  ถูกทั้งข้อ 1. และ 3.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 399 :
  •  ข้อใดเป็นการใช้งานของทรานส์ฟอเมอร์ในด้านวงจรส่งสัญญาณ
  • 1 :  อิมพีแดนซ์แมชชิ่ง การแปลงวงจร
  • 2 :  ใช้ต่อระหว่างวงจรสมดุลและไม่สมดุล
  • 3 :  กำจัดส่วนของ Longitudinal current ที่เกิดขึ้น
  • 4 :  ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 400 :
  •  ข้อใดคือค่าของ Voltage Standing Wave Ratio (VSWR)
  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
สภาวิศวกร