สภาวิศวกร

สาขา : เหมืองแร่

วิชา : Corrosion of Metals

เนื้อหาวิชา : 736 : Principles of corrosion
ข้อที่ 1 :
  • การผุกร่อน (Corrosion) คือ การสูญเสียเนื้อโลหะ เนื่องจาก
  • 1 : ปฏิกิริยาอิเล็กโตรเคมี
  • 2 : ปฏิกิริยาเคมี
  • 3 : ปฏิกิริยาฟิสิกส์
  • 4 : การแพร่ของอะตอมโลหะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 2 :
  • การผุกร่อน ที่เกิดจากปฏิกิริยาอิเล็กโตรเคมี ต้องประกอบด้วย
  • 1 : อาโนด คาโทด อิเล็กโตรไลต์ ออกซิเดชั่น
  • 2 : อาโนด คาโทด ออกซิเดชั่น รีดักชั่น
  • 3 : อาโนด คาโทด อิเล็กโตรไลต์ เส้นทางโลหะให้อิเล็กตรอนวิ่ง
  • 4 : ออกซิเดชั่น รีดักชั่น อิเล็กโตรไลต์ เส้นทางโลหะให้อิเล็กตรอนวิ่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 3 :
  • การผุกร่อน ที่เกิดจากปฏิกิริยาอิเล็กโตรเคมี ที่อาโนด
  • 1 : เกิดปฏิกิริยารีดักชั่น โดยโลหะแตกตัวเป็นอิออน
  • 2 : เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น โดยอิออนบวกเข้ามาเกาะ
  • 3 : เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น โดยโลหะแตกตัวเป็นอิออน
  • 4 : เกิดปฏิกิริยารีดักชั่น โดยอิออนบวกเข้ามาเกาะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 4 :
  • การผุกร่อน ที่เกิดจากปฏิกิริยาอิเล็กโตรเคมี ที่คาโทด
  • 1 : เกิดปฏิกิริยารีดักชั่น โดยโลหะแตกตัวเป็นอิออน
  • 2 : เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น โดยอิออนบวกเข้ามาเกาะ
  • 3 : เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น โดยโลหะแตกตัวเป็นอิออน
  • 4 : เกิดปฏิกิริยารีดักชั่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 5 :
  • เมื่อจุ่มแท่งเหล็กลงในสารละลายกรด ที่อาโนด เกิดปฏิกิริยา
  • 1 : Fe(o) = Fe(+2) + 2e(-)
  • 2 : Fe(o) = Fe(+3) + 3e(-)
  • 3 : Fe = Fe(o) + e(-)
  • 4 : Fe(+3) + e(-) = Fe(+2)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 6 :
  • เมื่อจุ่มแท่งเหล็กลงในสารละลายกรด ที่คาโทด เกิดปฏิกิริยา
  • 1 : O2 + 2H2O + 4e(-) = 4OH(-)
  • 2 : 2H(+) + 2e(-) = H2
  • 3 : O2 + 4H(+) + 4e(-) = 2H2O
  • 4 : O2 + 2H2O + 2e(-) = 2OH(-) + H2O2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 7 :
  • เมื่อจุ่มแท่งเหล็กลงในสารละลายกรด ที่ใช้ลมพ่นเพื่อช่วยการกวน ปฏิกิริยาเกิดที่คาโทด คือ
  • 1 : O2 + 2H2O + 4e(-) = 4OH(-)
  • 2 : 2H(+) + 2e(-) = H2
  • 3 : O2 + 4H(+) + 4e(-) = 2H2O
  • 4 : O2 + 2H2O + 2e(-) = 2OH(-) + H2O2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 8 :
  • แท่งเหล็กที่แช่อยู่ในแม่น้ำลำคลอง ปฏิกิริยาเกิดที่คาโทด คือ
  • 1 : O2 + 2H2O + 4e(-) = 4OH(-)
  • 2 : 2H(+) + 2e(-) = H2
  • 3 : O2 + 4H(+) + 4e(-) = 2H2O
  • 4 : O2 + 2H2O + 2e(-) = 2OH(-) + H2O2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 9 :
  • เมื่อจุ่มแท่งเหล็กลงในสารละลายกรด H2SO4 ที่เจือ Fe2(SO4)3 และ มีลมพ่นเพื่อช่วยการกวน ปฏิกิริยาเกิดที่คาโทด คือ
  • 1 : O2 + 2H2O + 4e(-) = 4O
    Fe(+3) + e(-) = Fe(+2)
  • 2 : 2H(+) + 2e(-) = H2
    O2 + 4H(+) + 4e(-) = 2H2O
    Fe(+3) + e(-) = Fe(+2)
  • 3 : Fe(o) = Fe(+2) + 2e(-)
  • 4 : 2H(+) + 2e(-) = H2
    O2 + 4H(+) + 4e(-) = 2H2O
    Fe(o) = Fe(+2) + 2e(-)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 10 :
  • การผุกร่อนที่เกิดกับทองเหลืองในสารละลายกรดเกลือ เจือ O2 และ FeCl3 ปฏิกิริยาเกิดที่ อาโนด คือ
  • 1 : Au(o) = Au(+3) + 3e(-)
  • 2 : Ag(o) = Ag(+) + e(-)
  • 3 : Cu(o) = Cu(+2) + 2e(-)
  • 4 : Cu(o) = Cu(+2) + 2e(-)
    Zn(o) = Zn(+2) + 2e(-)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 11 :
  • การผุกร่อนที่เกิดกับทองเหลืองในสารละลายกรดเกลือ เจือ O2 และ FeCl3 ปฏิกิริยาเกิดที่ คาโทด คือ
  • 1 : 2H(+) + 2e(-) = H2
  • 2 : O2 + 4H(+) + 4e(-) = 2H2O
  • 3 : Fe(+3) + e(-) = Fe(+2)
  • 4 : ข้อ (1) , (2) และ (3) ผิดทั้ง 3 ข้อ
  • 5 : ข้อ (1) , (2) และ (3) ถูกทั้ง 3 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 5
ข้อที่ 12 :
  • เมื่อโลหะนิกเกิลผุกร่อนขณะแช่อยู่ในน้ำทะเล
  • 1 : Ni(+2) + 2e(-) = Ni(o)
    2H(+) + 2e(-) = H2
  • 2 : Ni(+2) + 2e(-) = Ni(o)
    O2 + 4H(+) + 4e(-) = 2H2O
  • 3 : Ni(o) = Ni(+2) + 2e(-)
    2H(+) + 2e(-) = H2
  • 4 : Ni(o) = Ni(+2) + 2e(-)
    O2 + 4H(+) + 4e(-) = 2H2O
  • 5 : Ni(o) = Ni(+2) + 2e(-)
    O2 + 2H2O + 4e(-) = 4OH(-)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 5
ข้อที่ 13 :
  • เพราะเหตุใดโลหะจึงเกิดการกัดกร่อนได้
  • 1 : เพราะเอนทาลปีของปฏิกิริยาการกัดกร่อนมีค่าเป็นบวก
  • 2 : เพราะเอนทาลปีของปฏิกิริยาการกัดกร่อนมีค่าเป็นลบ
  • 3 : เพราะพลังงานอิสระกิบบส์ของปฏิกิริยาการกัดกร่อนมีค่าเป็นบวก
  • 4 : เพราะพลังงานอิสระกิบบส์ของปฏิกิริยาการกัดกร่อนมีค่าเป็นลบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 14 :
  • เมื่อนำเหล็กจุ่มลงไปในกรดเหล็กจะถูกกัดกร่อนมาเป็นไอออนในสารละลาย ปฏิกิริยาการกัดกร่อนออกมาของเหล็กเป็นปฏิกิริยาอะไร
  • 1 : ปฏิกิริยาแอโนดิก
  • 2 : ปฏิกิริยาแคโทดิก
  • 3 : ปฏิกิริยารีดักชัน
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 15 :
  • ถ้านำเหล็กและสังกะสีจุ่มในอิเล็กโทรไลต์ที่อุณหภูมิห้อง และต่อสายไฟฟ้าเชื่อมระหว่างเหล็กและสังกะสี ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
  • 1 : เหล็กเป็นแอโนด
  • 2 : เหล็กเกิดปฏิกิริยารีดักชัน
  • 3 : อิเล็กตรอนไหลจากเหล็กผ่านสายไฟฟ้าไปยังสังกะสี
  • 4 : สังกะสีเกิดปฏิกิริยาแคโทดิก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 16 :
  • 1 mpy มีค่าเท่ากับ
  • 1 : 0.0254 mm/year
  • 2 : 0.254 mm/year
  • 3 : 2.54 mm/year
  • 4 : 25.4 mm/year
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 17 :
  • ปฏิกิริยาใดต่อไปนี้เป็นปฏิกิริยารีดักชัน
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 18 :
  • ความหนาแน่นกระแสไฟฟ้า (current density) มีหน่วยเป็นอะไร
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 : C
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 19 :
  • อัตราการถ่ายเทไอออนโลหะจากโลหะสู่สารละลาย สามารถแปลงไปเป็นอัตราเร็วที่เนื้อโลหะถูกกัดกร่อนได้ผ่านความสัมพันธ์ใด
  • 1 : สมการ Butler-Volmer
  • 2 : สมการของ Nernst
  • 3 : กฎของฟาราเดย์
  • 4 : กฎของโอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 20 :
  • สมการที่แสดงอัตราเร็วของการถ่ายเทประจุที่รอยต่อโลหะ-สารละลายคือสมการใด
  • 1 : สมการ Butler-Volmer
  • 2 : สมการของ Nernst
  • 3 : กฎของฟาราเดย์
  • 4 : กฎของโอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 21 :
  • Tafel slop ของปฏิกิริยาแอโนดิกในกราฟ ศักย์ไฟฟ้า-log(ความหนาแน่นกระแสไฟฟ้า) มีค่าเป็น
  • 1 : บวก
  • 2 : ลบ
  • 3 : ศูนย์
  • 4 : อนันต์ (infinity)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 22 :
  • แกนตั้งและแกนนอน ของแผนภาพ Pourbaix แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง
  • 1 : ศักย์ไฟฟ้ากับความหนาแน่นกระแสไฟฟ้า
  • 2 : ประจุไฟฟ้ากับเวลา
  • 3 : ศักย์ไฟฟ้ากับ pH ของสารละลาย
  • 4 : ศักย์ไฟฟ้ากับเวลา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 23 :
  • บริเวณ Immunity ในแผนภาพ Pourbaix แสดงถึง
  • 1 : บริเวณที่ไอออนของโลหะเสถียร
  • 2 : บริเวณที่โลหะไม่เกิดการกัดกร่อน
  • 3 : บริเวณที่เกิดการสร้างฟิล์มบนผิวโลหะ
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 24 :
  • บริเวณ Passivation ในแผนภาพ Pourbaix แสดงถึง
  • 1 : บริเวณที่ไอออนของโลหะเสถียร
  • 2 : บริเวณที่โลหะไม่เกิดการกัดกร่อน
  • 3 : บริเวณที่เกิดการสร้างฟิล์มบนผิวโลหะ
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 25 :
  • แผนภาพ Pourbaix ที่นำเสนอโดย M. Pourbaix มีข้อจำกัดอย่างไร
  • 1 : ใช้ได้กับโลหะในกลุ่มเหล็กเท่านั้น
  • 2 : ใช้ได้กับปรากฏการณ์การกัดกร่อนในสภาวะไม่สมดุลเท่านั้น
  • 3 : ใช้ได้กับปรากฏการณ์การกัดกร่อนในสภาวะสมดุลเท่านั้น
  • 4 : ใช้ได้กับสารละลายที่มีไอออนคลอไรด์และซัลเฟตเท่านั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 26 :
  • ในแผนภาพ Pourbaix ถ้าพิจารณาที่ศักย์ไฟฟ้าซึ่งจ่ายให้ชิ้นงานค่าหนึ่ง ๆ เมื่อเพิ่มค่า pH ของสารละลาย ข้อใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : โลหะมีแนวโน้มเกิดเป็นโลหะไฮดรอกไซด์มากขึ้น
  • 2 : โลหะมีแนวโน้มมีเลขออกซิเดชันสูงขึ้น
  • 3 : โลหะมีแนวโน้มเกิดฟิล์มบนผิวโลหะมากขึ้น
  • 4 : น้ำมีแนวโน้มถูกออกซิไดส์ให้ก๊าซออกซิเจน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 27 :
  • อิเล็กโทรไลต์ หมายถึง
  • 1 : สสารที่นำไฟฟ้าได้โดยไอออน
  • 2 : สสารที่นำไฟฟ้าได้โดยอิเล็กตรอน
  • 3 : สสารที่ไม่นำไฟฟ้า
  • 4 : สารกึ่งตัวนำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 28 :
  • อิเล็กโทรด หมายถึง
  • 1 : สสารที่นำไฟฟ้าได้โดยไอออน
  • 2 : สสารที่นำไฟฟ้าได้โดยอิเล็กตรอน
  • 3 : สสารที่ไม่นำไฟฟ้า
  • 4 : สารกึ่งตัวนำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 29 :
  • Reference electrode คืออิเล็กโทรดที่ใช้ในการวัด
  • 1 : กระแสไฟฟ้า
  • 2 : ศักย์ไฟฟ้า
  • 3 : ค่าความต้านทานไฟฟ้า
  • 4 : ค่าความนำไฟฟ้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 30 :
  • Counter electrode คืออิเล็กโทรดที่ใช้ในการวัด
  • 1 : กระแสไฟฟ้า
  • 2 : ศักย์ไฟฟ้า
  • 3 : ค่าความต้านทานไฟฟ้า
  • 4 : ค่าความนำไฟฟ้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 31 :
  • ข้อใดคือคำนิยามของขั้วแคโทด
  • 1 : ขั้วที่กระแสไฟฟ้าไหลเข้า
  • 2 : ขั้วที่กระแสไฟฟ้าไหลออก
  • 3 : ขั้วที่เกิดปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมีชนิดรีดักชัน
  • 4 : ขั้วที่เกิดปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมีชนิดออกซิเดชัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 32 :
  • ข้อใดคือคำนิยามของขั้วแอโนด
  • 1 : ขั้วที่กระแสไฟฟ้าไหลเข้า
  • 2 : ขั้วที่กระแสไฟฟ้าไหลออก
  • 3 : ขั้วที่เกิดปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมีแบบรีดักชัน
  • 4 : ขั้วที่เกิดปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมีแบบออกซิเดชัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 33 :
  • เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ใดที่ใช้สำหรับศึกษาการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักของโลหะในระหว่างการเกิดออกไซด์ที่ผิวของโลหะ ณ อุณหภูมิสูง
  • 1 : Potentiostat analyzer
  • 2 : Scanning Electron Microscope
  • 3 : Thermo gravimetric analyzer
  • 4 : Spectrometer
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 34 :
  • Season cracking คือ
  • 1 : การกัดกร่อนตามขอบเกรนที่พบในเหล็กกล้า
  • 2 : การกัดกร่อนแบบมีความเค้นร่วม (SCC) ที่พบในทองเหลือง (Brass)
  • 3 : การกัดกร่อนแบบมีความเค้นร่วม (SCC) ที่พบในโลหะอะลูมิเนียมผสม
  • 4 : การกัดกร่อนแบบรูเข็มที่พบในเหล็กกล้าไร้สนิม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 35 :
  • Caustic embrittlement คือ
  • 1 : การกัดกร่อนผ่าเกรนที่พบในเหล็กกล้า
  • 2 : การกัดกร่อนแบบมีความเค้นร่วม (SCC) ที่พบในทองเหลือง (Brass)
  • 3 : การกัดกร่อนแบบมีความเค้นร่วม (SCC) ที่พบในเหล็กกล้า (Steel)
  • 4 : การกัดกร่อนแบบรูเข็มที่พบในเหล็กกล้าไร้สนิม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 36 :
  • ในแผนภูมิ Pourbaix diagram ประกอบด้วย
  • 1 :  Corrosion
  • 2 :  Immunity
  • 3 :  Passivation
  • 4 :  ทุกข้อรวมกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 37 :
  • การสร้างแผนภูมิ Pourbaix diagram สามารถคำนวณโดยใช้สมการใดต่อไปนี้
  • 1 :  Hall-Petch equation
  • 2 :  Nernst equation
  • 3 :  Arhenius equation
  • 4 :  Maxwell-Boltzmann distribution
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 737 : Forms of corrosion
ข้อที่ 38 :
  • รูปแบบการผุกร่อนที่มักเกิดบริเวณหน้าแปลนเชื่อมต่อท่อโลหะให้เป็นท่อที่ยาวมาก (เพื่อประโยชน์ในการซ่อมบำรุง) คือ
  • 1 : Uniform attack
  • 2 : Crevice corrosion
  • 3 : Pitting corrosion
  • 4 : Parting corrosion
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 39 :
  • รูปแบบการผุกร่อนที่เกิดขึ้นกับก้นถัง Stainless steel ชนิด 304 ใช้ใส่สารละลายกรดที่มีของแข็งเล็กๆ ลอยแขวนอยู่ ซึ่งในที่สุดจะตกเป็นตะกอนนอนก้นถัง
  • 1 : Uniform attack
  • 2 : Crevice corrosion
  • 3 : Pitting corrosion
  • 4 : Intergranular corrosion
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 40 :
  • ต้นเหตุของ Crevice corrosion และ Pitting corrosion คือ
  • 1 : เกิดจากโลหะต่างชนิดกัน
  • 2 : เกิดจาก Concentration cell
  • 3 : เกิดจากการเชื่อม
  • 4 : เกิดจากฟองก๊าซเข้ากระแทก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 41 :
  • รูปแบบการผุกร่อนที่เกิดขึ้นกับการเชื่อมแผ่นเหล็ก Stainless steel 304 เพื่อทำเป็นถังบรรจุสารเคมี
  • 1 : Crevice corrosion
  • 2 : Pitting corrosion
  • 3 : Knife – line attack
  • 4 : Weld decay
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 42 :
  • เมื่อจำเป็นต้องทำถังบรรจุสารเคมีด้วยเหล็ก Stainless steel โดยต้องมีการเชื่อม ควรทำดังนี้
  • 1 : ใช้ Stainless steel 316
  • 2 : ใช้ Stainless steel 304 L
  • 3 : ใช้ Carbon steels
  • 4 : ใช้ ลวดเชื่อมทำด้วย Stainless steel 316 L
  • 5 : ใช้ ลวดเชื่อมทำด้วย Stainless steel 347
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 43 :
  • Pitting corrosion เป็นรูปแบบการผุกร่อนที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับโลหะประเภทใดมากที่สุด
  • 1 : Stainless steels
  • 2 : ทองแดงและโลหะผสมของทองแดง
  • 3 : นิกเกิลและโลหะผสมของนิกเกิล
  • 4 : ไทเทเนียมและโลหะผสมของไทเทเนียม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 44 :
  • การดูความแตกต่างระหว่าง Crevice corrosion และ Pitting corrosion
  • 1 : Crevice corrosion มักเกิดในทิศทางเดียวกับแรงโน้มถ่วงของโลก
  • 2 : Pitting corrosion มักเกิดในทิศทางเดียวกับแรงโน้มถ่วงของโลก
  • 3 : Crevice corrosion มักเกิดกับโลหะที่มี Passive film เท่านั้น
  • 4 : Pitting corrosion เกิดขึ้นได้กับโลหะทุกชนิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 45 :
  • เมื่อจำเป็นต้องเลือกวัสดุที่มีความต้านทานต่อ Pitting corrosion ได้ดีเป็นพิเศษ ควรเลือก
  • 1 : Stainless steel 304
  • 2 : Stainless steel 316
  • 3 : Stainless steel 321
  • 4 : Stainless steel 347
  • 5 : Stainless steel 304 L
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 46 :
  • สาเหตุสำคัญของการเกิด Intergranular corrosion ในรูปแบบ Weld decay คือ
  • 1 : บางส่วนของ Stainless steel นั้น ถูกกระตุ้นให้เกิด Cr4C หรือ Cr23C6
  • 2 : Cr4C หรือ Cr23C6 แยกตัวจากเกรนออกมาอยู่ตามขอบเกรน
  • 3 : ส่วนของเกรนที่อยู่ติดกับขอบเกรนมีน้อยกว่า 12%Cr จึงไม่เกิด passive film ของ Cr2O3
  • 4 : เมื่อ Stainless steel นั้นไปสัมผัสกบสารเคมี จึงเกิดการผุกร่อน
  • 5 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 5
ข้อที่ 47 :
  • วิธีหนึ่งในการแก้ไขเหล็ก Stainless steel 304 ที่ถูกเชื่อมและมีโอกาสเกิดการผุกร่อนแบบ Intergranular corrosion คือ
  • 1 : นำไปอบที่อุณหภูมิในช่วง 1065 - 1120 องศาเซลเซียส แล้ว Quench ในน้ำ
  • 2 : นำไปอบที่ 1065 - 1120 องศาเซลเซียส 30 นาที แล้วลดลงมาที่ 510 - 760 องศาเซลเซียส อีก 30 นาทีหลังจากนั้น Quench ในน้ำ
  • 3 : นำไปอบที่ 1230 องศาเซลเซียส แล้วให้เย็นตัวลงอย่างช้าๆ จนถึงอุณหภูมิห้อง
  • 4 : นำไปอบที่ 1065 - 1120 องศาเซลเซียส แล้วให้เย็นตัวลงอย่างช้าๆ จนถึงอุณหภูมิห้อง
  • 5 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 48 :
  • เมื่อนำทองเหลืองเขียว (60Cu – 40Zn) ไปใช้งานกับสารละลายกรดอ่อนๆ พบว่าเกิดการผุกร่อนเป็นรูพรุน ทำให้สูญเสียความแข็งแรง การผุกร่อนดังกล่าว จัดว่าเป็นแบบ
  • 1 : Pitting corrosion
  • 2 : Crevice corrosion
  • 3 : Dezincification
  • 4 : Desiliconification
  • 5 : Dealuminumfication
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 49 :
  • เมื่อต้องใช้งานทองเหลืองกับสารละลายกรดอ่อนๆ และน้ำทะเล และไม่ต้องการให้เกิด Parting corrosion กับทองเหลืองนั้น
  • 1 : ใช้ Red brass (85Cu – 15Zn)
  • 2 : ใช้ Admiralty metal (70Cu – 29Zn – 1Sn)
  • 3 : ใช้ Arsenical Admiralty metal (71Cu – 28Zn – 1Sn – 0.04As)
  • 4 : ข้อ (1) , (2) และ (3) ถูกทั้ง 3 ข้อ
  • 5 : ข้อ (1) , (2) และ (3) ผิดทั้ง 3 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 50 :
  • Graphitization คือ รูปแบบหนึ่งของ Parting corrosion ซึ่งเกิดขึ้นกับ
  • 1 : High carbon steel
  • 2 : Gray cast iron
  • 3 : Ductile cast iron
  • 4 : Malleable cast iron
  • 5 : White cast iron
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 51 :
  • รูปแบบการผุกร่อนที่มักเกิดกับอุปกรณ์ต่อไปนี้ เทอร์ไบน์ , กังหัน ใบพัดของเรือ , ใบพัดของ pump , ข้องอ , ข้อรูปตัว T
  • 1 : Pitting corrosion
  • 2 : Parting corrosion
  • 3 : Cavitation damage
  • 4 : Crevice corrosion
  • 5 : Stress corrosion cracking
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 52 :
  • ความแตกต่างของ Cavitation damage และ Erosion corrosion
  • 1 : Cavitation เกิดจากของแข็งเล็กๆ ในของเหลวไหลเข้าชนผิวโลหะ
  • 2 : Erosion เกิดจากฟองก๊าซในของเหลวไหลเข้าชนผิวโลหะ
  • 3 : Cavitation เกิดจากฟองก๊าซในของเหลวไหลเข้าชนผิวโลหะ
  • 4 : Cavitation เกิดจากการสึกกร่อนและผุกร่อนทำงานร่วมกัน
  • 5 : Erosion corrosion เกิดจากฟองก๊าซและตะกอนไหลเข้าชนผิวโลหะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 53 :
  • รูปแบบการผุกร่อนที่มักพบบริเวณผิวสัมผัสระหว่างเพลา และ Ball bearing อันเป็นผลจากการสั่นสะเทือน การถู การครูด คือ
  • 1 : Erosion
  • 2 : Fretting corrosion
  • 3 : Erosion corrosion
  • 4 : Fatigue
  • 5 : Corrosion fatigue
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 54 :
  • ปัญหาการระเบิดของ Boiler ในหัวรถจักรไอน้ำโบราณ เนื่องจาก Boiler ในสมัยนั้นผลิตด้วยวิธียิงด้วยตะปู Rivets และมักพบตะกอนสีขาวของ NaOH บริเวณรอบตะปู Rivets การผุกร่อนดังกล่าว จัดว่าเป็น
  • 1 : Corrosion fatigue
  • 2 : Fretting corrosion
  • 3 : Dezincification
  • 4 : Stress corrosion cracking
  • 5 : Cavitation damage
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 55 :
  • ปัญหาการผุกร่อนของท่อให้ความร้อน (Heater) ทำด้วยทองเหลือง (ผลิตด้วยวิธีขึ้นรูปแบบเย็นและเชื่อม) ใช้ตามบ้านเรือนของชาวตะวันตก ซึ่งมักจะสัมผัสกับปัสสาวะของสัตว์เลี้ยง จัดว่าเป็นการผุกร่อนชนิด
  • 1 : Dezincification
  • 2 : Stress corrosion cracking
  • 3 : Corrosion fatigue
  • 4 : Fretting corrosion
  • 5 : Pitting corrosion
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 56 :
  • วิธีหนึ่งในการแก้ไข เหล็ก Stainless steel 321 ที่ถูกเชื่อมและคาดว่ามีโอกาสเกิดการผุกร่อนแบบ knife – line attack คือ
  • 1 : นำไปอบที่อุณหภูมิในช่วง 1065 องศาเซลเซียส แล้วปล่อยให้เย็นตัวลงตามปกติ
  • 2 : นำไปอบที่อุณหภูมิในช่วง 510 องศาเซลเซียส แล้ว Quench ในน้ำ
  • 3 : นำไปอบที่อุณหภูมิในช่วง 760 องศาเซลเซียส แล้ว Quench ในน้ำ
  • 4 : นำไปอบที่ 1260 องศาเซลเซียส แล้วให้เย็นตัวลงอย่างช้าๆ จนถึงอุณหภูมิห้อง
  • 5 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 57 :
  • รางน้ำฝนทำด้วยเหล็กกล้าชุบสังกะสีตอนประกอบและติดตั้งกับชายคา ใช้ตะปู Rivets ทำด้วยโลหะอะลูมิเนียม ใช้งานไปได้ไม่ถึงปี ก็เกิดการผุกร่อน ถามว่าการผุกร่อนน่าจะเกิดขึ้นกับ
  • 1 : เหล็กกล้า
  • 2 : สังกะสีที่ชุบบนแผ่นเหล็กกล้า
  • 3 : ตะปู Rivets
  • 4 : เหล็กและสังกะสีผุกร่อนพร้อมกัน
  • 5 : ถูกทุกข้อ เพราะว่าเป็นโลหะที่ไวต่อการทำปฏิกิริยา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 58 :
  • บอกชื่อรูปแบบการผุกร่อนที่เกิดขึ้นเมื่อ รางน้ำฝนทำด้วยเหล็กกล้าชุบสังกะสี ตอนประกอบและติดตั้งกับชายคา ใช้ตะปู Rivets ทำด้วยโลหะอะลูมิเนียม ใช้งานไปได้ไม่ถึงปี ก็เกิดการผุกร่อน
  • 1 : Uniform attack
  • 2 : Galvanic corrosion
  • 3 : Crevice corrosion
  • 4 : Pitting corrosion
  • 5 : Stress corrosion cracking
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 59 :
  • วิธีหลีกเลี่ยงหรือป้องกันการผุกร่อน เมื่อรางน้ำฝนทำด้วยเหล็กกล้าชุบสังกะสีตอนประกอบและติดตั้งกับชายคา ใช้ตะปู Rivets ทำด้วยโลหะอะลูมิเนียม ใช้งานไปได้ไม่ถึงปี ก็เกิดการผุกร่อน
  • 1 : ใช้ตะปู Rivets ทำด้วยโลหะผสมของทองแดง
  • 2 : ใช้ตะปู Rivets ทำด้วยโลหะแมกนีเซียม
  • 3 : ใช้สาร Inhibitors
  • 4 : ใช้ Cathodic protection ที่มีโลหะนิกเกิลเป็นอาโนด
  • 5 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 60 :
  • ธาตุใดสามารถแพร่เข้าไปในเหล็กได้ง่ายและเป็นสาเหตุให้เหล็กปริแตก (blister) ได้
  • 1 : ฮีเลียม
  • 2 : ออกซิเจน
  • 3 : ไฮโดรเจน
  • 4 : อาร์กอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 61 :
  • Activation polarization ในทางการกัดกร่อนเกี่ยวกับอะไร
  • 1 : อัตราเร็วในการแพร่ของไอออนในสารละลาย
  • 2 : การสลับขั้วชิ้นงานที่ถูกกัดกร่อนจากบวกเป็นลบ
  • 3 : การกลับขั้วชิ้นงานที่ถูกกัดกร่อนจากลบเป็นบวก
  • 4 : อัตราเร็วในการถ่ายเทประจุไฟฟ้าที่รอยต่อโลหะ/สารละลาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 62 :
  • Concentration polarization ในทางการกัดกร่อนเกี่ยวกับอะไร
  • 1 : อัตราเร็วในการแพร่ของไอออนในสารละลาย
  • 2 : การสลับขั้วชิ้นงานที่ถูกกัดกร่อนจากบวกเป็นลบ
  • 3 : การกลับขั้วชิ้นงานที่ถูกกัดกร่อนจากลบเป็นบวก
  • 4 : อัตราเร็วในการถ่ายเทประจุไฟฟ้าที่รอยต่อโลหะ/สารละลาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 63 :
  • กลไกแบบฉบับที่ใช้ในการอธิบายการกัดกร่อนแบบรูเข็มคือ
  • 1 : Orowan mechanism
  • 2 : Cottrel cloud
  • 3 : Autocatalysis
  • 4 : Solid solution strengthening
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 64 :
  • ลักษณะการกัดกร่อนแบบใดที่มักเกิดขึ้นในบริเวณช่องแคบที่สัมผัสกับสารละลายแบบหยุดนิ่ง (stagnant solution)
  • 1 : การกัดกร่อนแบบรูเข็ม (pitting corrosion)
  • 2 : การกัดกร่อนแบบในซอก (crevice corrosion)
  • 3 : การกัดกร่อนตามขอบเกรน (intergranular corrosion)
  • 4 : การกัดกร่อนแบบกัดเซาะ (erosion corrosion)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 65 :
  • ในการเชื่อมเหล็กกล้าไร้สนิมเกรด 304 เข้ากับเหล็กกล้าคาร์บอน ควรใช้ลวดเชื่อมใดในการเชื่อมเพื่อให้เนื้อเชื่อมมีสมบัติต้านทานการกัดกร่อนแบบรูเข็ม (pitting corrosion resistance) ที่ดี
  • 1 : Type 309L
  • 2 : Type 308L
  • 3 : Type 316L
  • 4 : Type 304L
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 66 :
  • เมื่อเหล็กถูกออกซิไดส์ (oxidized) โดยก๊าซออกซิเจนที่อุณหภูมิสูง ที่ผิวเหล็กจะเกิดชั้นออกไซด์ ออกไซด์ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นได้แก่ FeO ออกไซด์ดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า
  • 1 : วืสไตต์ (wüstite)
  • 2 : เฮมาไตต์ (hematite)
  • 3 : แมกเนไตต์ (magnetite)
  • 4 : แคสซิเทอไรต์ (casiterite)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 67 :
  • เมื่อเหล็กถูกออกซิไดส์ (oxidized) โดยก๊าซออกซิเจนที่อุณหภูมิสูง ที่ผิวเหล็กจะเกิดชั้นออกไซด์ ออกไซด์ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นได้แก่ Fe2O3 ออกไซด์ดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า
  • 1 : วืสไตต์ (wüstite)
  • 2 : เฮมาไตต์ (hematite)
  • 3 : แมกเนไตต์ (magnetite)
  • 4 : แคสซิเทอไรต์ (casiterite)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 68 :
  • เมื่อเหล็กถูกออกซิไดส์ (oxidized) โดยก๊าซออกซิเจนที่อุณหภูมิสูง ที่ผิวเหล็กจะเกิดชั้นออกไซด์ ออกไซด์ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นได้แก่ Fe3O4 ออกไซด์ดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า
  • 1 : วืสไตต์ (wüstite)
  • 2 : เฮมาไตต์ (hematite)
  • 3 : แมกเนไตต์ (magnetite)
  • 4 : แคสซิเทอไรต์ (casiterite)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 69 :
  • เมื่อเหล็กถูกออกซิไดส์ (oxidized) โดยก๊าซออกซิเจนที่อุณหภูมิสูง ที่ผิวเหล็กจะเกิดชั้นออกไซด์ ออกไซด์ขึ้นมา จงเรียงลำดับออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากด้านนอกสุด(ที่รอยต่อระหว่างออกไซด์และก๊าซในบรรยากาศ) เข้ามาสู่ด้านใน (ที่รอยต่อระหว่างโลหะเนื้อพื้นกับชั้นออกไซด์)
  • 1 : Fe2O3, Fe3O4, FeO
  • 2 : Fe3O4, Fe5O6, Fe2O3
  • 3 : FeO, Fe2O3, Fe3O4
  • 4 : Fe3O4, FeO, Fe2O3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 70 :
  • ปฏิกิริยาใดเกิดขึ้นในการกัดกร่อนจาก anaerobic bacteria
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 71 :
  • ปฏิกิริยาใดเกิดขึ้นในการกัดกร่อนจาก Aerobic bacteria
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 72 :
  • ปฏิกิริยาใดสามารถเกิดขึ้นเมื่อเติม scavenger ลงในน้ำทะเล
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 73 :
  • defect ใดในโลหะออกไซด์ (metal oxide) สามารถมีสมบัติแบบพี (p-type property)
  • 1 : วาแคนซีของออกซิเจน (vacancy of oxygen)
  • 2 : วาแคนซีของโลหะ (vacancy of metal)
  • 3 : ออกซิเจนในตำแหน่งแทรก (oxygen interstitial)
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 74 :
  • defect ใดในโลหะออกไซด์ (metal oxide) สามารถมีสมบัติแบบเอ็น (n-type property)
  • 1 : วาแคนซีของออกซิเจน (vacancy of oxygen)
  • 2 : วาแคนซีของโลหะ (vacancy of metal)
  • 3 : ออกซิเจนในตำแหน่งแทรก (oxygen interstitial)
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 75 :
  • ถ้าโครเมียมเกิดออกซิเดชันที่อุณหภูมิสูงและทำให้เกิดชั้นโครเมียมออกไซด์ปกคลุมที่ผิว defect ใดที่สามารถเป็น predominant defect ที่รอยต่อด้านในระหว่างโลหะโครเมียมและชั้นโครเมียมออกไซด์ (Cr2O3/substrate internal interface in Cr2O3 side)
  • 1 :
  • 2 : อิเล็กตรอนโฮล
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 76 :
  • ถ้าโครเมียมเกิดออกซิเดชันที่อุณหภูมิสูงและทำให้เกิดชั้นโครเมียมออกไซด์ปกคลุมที่ผิว defect ใดที่สามารถเป็น predominant defect ได้ในบริเวณรอยต่อด้านนอกระหว่างชั้นโครเมียมออกไซด์และก๊าซในบรรยากาศในฝั่งโครเมียมออกไซด์ (Cr2O3/gas external interface in Cr2O3 side)
  • 1 :
  • 2 : อิเล็กตรอน
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 77 :
  • โลหะ M ที่สัมผัสกับบรรยากาศที่มีก๊าซออกซิเจนที่อุณหภูมิสูงจะเกิดการกัดกร่อนและทำให้เกิดออกไซด์สเกล (oxide scale) ปกคลุมที่ผิว defect ชนิดใดที่สามารถทำให้เกิดการลามตัว (growth) ของออกไซด์สเกลที่รอยต่อด้านในระหว่างออกไซด์สเกลและโลหะพื้น (oxide scale/substrate internal interface)
  • 1 : โลหะที่ตำแหน่งแทรก (metal interstitial)
  • 2 : วาแคนซีของโลหะ (vacancy of metal)
  • 3 : ออกซิเจนในตำแหน่งแทรก (oxygen interstitial)
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 78 :
  • โลหะ M ที่สัมผัสกับบรรยากาศที่มีก๊าซออกซิเจนที่อุณหภูมิสูงจะเกิดการกัดกร่อนและทำให้เกิดออกไซด์สเกล (oxide scale) ปกคลุมที่ผิว defect ชนิดใดที่สามารถทำให้เกิดการลามตัว (growth) ของออกไซด์สเกลที่รอยต่อด้านนอกระหว่างออกไซด์สเกลและก๊าซในบรรยากาศ (oxide scale/gas internal interface)
  • 1 : โลหะที่ตำแหน่งแทรก (metal interstitial)
  • 2 : วาแคนซีของออกซิเจน (vacancy of oxygen)
  • 3 : ออกซิเจนในตำแหน่งแทรก (oxygen interstitial)
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 79 :
  • โลหะ M ที่สัมผัสกับบรรยากาศที่มีก๊าซออกซิเจนที่อุณหภูมิสูงจะเกิดการกัดกร่อนและทำให้เกิดออกไซด์สเกล (oxide scale) ปกคลุมที่ผิว p-type defect ชนิดใดที่สามารถทำให้เกิดการลามตัว (growth) ของออกไซด์สเกลที่รอยต่อด้านในระหว่างออกไซด์สเกลและโลหะพื้น (oxide scale/substrate internal interface)
  • 1 : วาแคนซีของโลหะ (vacancy of metal)
  • 2 : วาแคนซีของออกซิเจน (vacancy of oxygen)
  • 3 : โลหะที่ตำแหน่งแทรก (metal interstitial)
  • 4 : ออกซิเจนในตำแหน่งแทรก (oxygen interstitial)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 80 :
  • โลหะ M ที่สัมผัสกับบรรยากาศที่มีก๊าซออกซิเจนที่อุณหภูมิสูงจะเกิดการกัดกร่อนและทำให้เกิดออกไซด์สเกล (oxide scale) ปกคลุมที่ผิว p-type defect ชนิดใดที่สามารถทำให้เกิดการลามตัว (growth) ของออกไซด์สเกลที่รอยต่อด้านนอกระหว่างออกไซด์สเกลและก๊าซในบรรยากาศ (oxide scale/gas internal interface)
  • 1 : วาแคนซีของโลหะ (vacancy of metal)
  • 2 : วาแคนซีของออกซิเจน (vacancy of oxygen)
  • 3 : โลหะที่ตำแหน่งแทรก (metal interstitial)
  • 4 : ออกซิเจนในตำแหน่งแทรก (oxygen interstitial)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 81 :
  • โลหะ M ที่สัมผัสกับบรรยากาศที่มีก๊าซออกซิเจนที่อุณหภูมิสูงจะเกิดการกัดกร่อนและทำให้เกิดออกไซด์สเกล (oxide scale) ปกคลุมที่ผิว n-type defect ชนิดใดที่สามารถทำให้เกิดการลามตัว (growth) ของออกไซด์สเกลที่รอยต่อด้านในระหว่างออกไซด์สเกลและโลหะพื้น (oxide scale/substrate internal interface)
  • 1 : วาแคนซีของโลหะ (vacancy of metal)
  • 2 : วาแคนซีของออกซิเจน (vacancy of oxygen)
  • 3 : โลหะที่ตำแหน่งแทรก (metal interstitial)
  • 4 : ออกซิเจนในตำแหน่งแทรก (oxygen interstitial)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 82 :
  • โลหะ M ที่สัมผัสกับบรรยากาศที่มีก๊าซออกซิเจนที่อุณหภูมิสูงจะเกิดการกัดกร่อนและทำให้เกิดออกไซด์สเกล (oxide scale) ปกคลุมที่ผิว n-type defect ชนิดใดที่สามารถทำให้เกิดการลามตัว (growth) ของออกไซด์สเกลที่รอยต่อด้านนอกระหว่างออกไซด์สเกลและก๊าซในบรรยากาศ (oxide scale/gas internal interface)
  • 1 : วาแคนซีของโลหะ (vacancy of metal)
  • 2 : วาแคนซีของออกซิเจน (vacancy of oxygen)
  • 3 : โลหะที่ตำแหน่งแทรก (metal interstitial)
  • 4 : ออกซิเจนในตำแหน่งแทรก (oxygen interstitial)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 83 :
  • โลหะ M ที่สัมผัสกับบรรยากาศที่มีก๊าซออกซิเจนที่อุณหภูมิสูงจะเกิดการกัดกร่อนและทำให้เกิดออกไซด์สเกล (oxide scale) ปกคลุมที่ผิว ถ้าความดันย่อยของก๊าซออกซิเจนในบรรยากาศเพิ่มขึ้น อัตราการออกซิเดชัน (oxidation rate) เพิ่มขึ้น ข้อสรุปใดถูกต้องที่สุด
  • 1 : ออกไซด์ดังกล่าวเป็นออกไซด์ชนิดเอ็น (p-type oxide)
  • 2 : Defect ที่มีบทบาทเด่น (dominant defect) ในชั้นออกไซด์ คือวาแคนซีของออกซิเจน (vacancy of oxygen)
  • 3 : Defect ที่มีบทบาทเด่น (dominant defect) ในชั้นออกไซด์ คือโลหะที่ตำแหน่งแทรก (metal interstitial)
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 84 :
  • โลหะ M ที่สัมผัสกับบรรยากาศที่มีก๊าซออกซิเจนที่อุณหภูมิสูงจะเกิดการกัดกร่อนและทำให้เกิดออกไซด์สเกล (oxide scale) ปกคลุมที่ผิว ถ้าความดันย่อยของก๊าซออกซิเจนในบรรยากาศเพิ่มขึ้นแต่อัตราการออกซิเดชัน (oxidation rate) ไม่เปลี่ยนแปลง ข้อสรุปใดถูกต้องที่สุด
  • 1 : ออกไซด์ดังกล่าวเป็นออกไซด์ชนิดเอ็น (n-type oxide)
  • 2 : Defect ที่มีบทบาทเด่น (dominant defect) ในชั้นออกไซด์ คือออกซิเจนในตำแหน่งแทรก (oxygen interstitial)
  • 3 : Defect ที่มีบทบาทเด่น (dominant defect) ในชั้นออกไซด์ คือวาแคนซีของโลหะ (vacancy of metal)
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 85 :
  • รอยเชื่อมเหล็กกล้าไร้สนิมที่มีสัดส่วนเฟอร์ไรต์ต่อออสเตนไนต์เท่ากับร้อยละ 20 โดยมวล สามารถก่อให้เกิดปัญหาใดในเนื้อเชื่อม
  • 1 : การแตกขณะร้อน (hot crack)
  • 2 : การเกิดบริเวณที่ปริมาณโครเมียมลดลงอย่างมาก ( chromium depletion zone)
  • 3 : การกัดกร่อนเป็นตาข่ายตามขอบรอยต่อระหว่างเฟส
  • 4 : การกัดกร่อนแบบมีดผ่า (Knife-line attack)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 86 :
  • ในการเชื่อมเหล็กกล้าไร้สนิมเกรด AISI 304Lโดยวิธีทิก (TIG) อาจผสมก๊าซไนโตรเจนลงไปในก๊าซปกคลุมเพื่อวัตถุประสงค์ใด
  • 1 : เพื่อเพิ่มปริมาณเฟอร์ไรต์ในเนื้อเชื่อมอันจะทำให้ลดปัญหาการแตกหักขณะแข็งตัว (solidification crack)
  • 2 : เพื่อเพิ่มปริมาณออสเตนไนต์ในเนื้อเชื่อมอันจะทำให้ลดปัญหาการกัดกร่อนเป็นตาข่ายตามขอบรอยต่อระหว่างเฟสเฟอร์ไรต์-ออสเตนไนต์
  • 3 : เพื่อเพิ่มปริมาณออสเตนไนต์ในเนื้อเชื่อมอันจะทำให้ลดปัญหาการแตกหักขณะแข็งตัว (solidification crack)
  • 4 : เพื่อลดปริมาณออสเตนไนต์ในเนื้อเชื่อมอันจะทำให้ลดปัญหาการกัดกร่อนแบบรูเข็ม (pitting corrosion)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 87 :
  • ถ้าอัตราการกัดกร่อนที่อุณหภูมิสูงเป็นแบบเชิงเส้น แสดงว่ากลไกการกัดกร่อนเป็นอย่างใด
  • 1 : ขั้นกำหนดอัตราเร็วการกัดกร่อน (rate-determining step) คือขั้นตอนการแพร่ของ defect ในชั้นออกไซด์สเกล (oxide scale)
  • 2 : ขั้นกำหนดอัตราเร็วการกัดกร่อน (rate-determining step) คือขั้นตอนการแพร่ของ defect ในโลหะพื้น (substrate)
  • 3 : ขั้นกำหนดอัตราเร็วการกัดกร่อน (rate-determining step) คือขั้นตอนการเกิดปฏิกิริยาที่ผิวโลหะพื้น
  • 4 : ขั้นกำหนดอัตราเร็วการกัดกร่อน (rate-determining step) คือขั้นตอนถ่ายเทประจุภายใต้สนามไฟฟ้าในชั้นออกไซด์สเกล (oxide scale)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 88 :
  • ถ้าอัตราการกัดกร่อนที่อุณหภูมิสูงเป็นแบบพาราโบลา แสดงว่ากลไกการกัดกร่อนเป็นอย่างใด
  • 1 : ขั้นกำหนดอัตราเร็วการกัดกร่อน (rate-determining step) คือขั้นตอนการแพร่ของ defect ในชั้นออกไซด์สเกล (oxide scale)
  • 2 : ขั้นกำหนดอัตราเร็วการกัดกร่อน (rate-determining step) คือขั้นตอนการแพร่ของ defect ในโลหะพื้น (substrate)
  • 3 : ขั้นกำหนดอัตราเร็วการกัดกร่อน (rate-determining step) คือขั้นตอนการเกิดปฏิกิริยาที่ผิวโลหะพื้น
  • 4 : ขั้นกำหนดอัตราเร็วการกัดกร่อน (rate-determining step) คือขั้นตอนถ่ายเทประจุภายใต้สนามไฟฟ้าในชั้นออกไซด์สเกล (oxide scale)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 89 :
  • ถ้าอัตราการกัดกร่อนที่อุณหภูมิสูงเป็นแบบลอการิธึม (logarithmic type) แสดงว่ากลไกการกัดกร่อนเป็นอย่างใด
  • 1 : ขั้นกำหนดอัตราเร็วการกัดกร่อน (rate-determining step) คือขั้นตอนการแพร่ของ defect ในชั้นออกไซด์สเกล (oxide scale)
  • 2 : ขั้นกำหนดอัตราเร็วการกัดกร่อน (rate-determining step) คือขั้นตอนการแพร่ของ defect ในโลหะพื้น (substrate)
  • 3 : ขั้นกำหนดอัตราเร็วการกัดกร่อน (rate-determining step) คือขั้นตอนการเกิดปฏิกิริยาที่ผิวโลหะพื้น
  • 4 : ขั้นกำหนดอัตราเร็วการกัดกร่อน (rate-determining step) คือขั้นตอนถ่ายเทประจุภายใต้สนามไฟฟ้าในชั้นออกไซด์สเกล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 90 :
  • ในเหล็กกล้าไร้สนิมที่ผสมธาตุซิลิกอนลงไปร้อยละ 1 โดยมวล เมื่อเหล็กกล้าไร้สนิมดังกล่าวถูกออกซิไดส์ที่อุณหภูมิสูง อัตราการกัดกร่อนจะลดลงด้วยสาเหตุใด
  • 1 : เกิดชั้นซิลิกาปกคลุมเหล็กกล้าไร้สนิมอยู่ด้านนอกสุดที่รอยต่อระหว่างชั้นออกไซด์กับก๊าซในบรรยากาศ
  • 2 : เกิดชั้นซิลิเกตปกคลุมเหล็กกล้าไร้สนิมอยู่ด้านนอกสุดที่รอยต่อระหว่างชั้นออกไซด์กับก๊าซในบรรยากาศ
  • 3 : เกิดชั้นซิลิกาปกคลุมเหล็กกล้าไร้สนิมที่รอยต่อด้านในระหว่างชั้นออกไซด์กับโลหะ
  • 4 : เกิดชั้นซิลิเกตปกคลุมเหล็กกล้าไร้สนิมที่รอยต่อด้านในระหว่างชั้นออกไซด์กับโลหะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 91 :
  • Defect ชนิดใดเป็น predominant defect ของ
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 92 :
  • ขี้เถ้าที่เกิดในหม้อต้มไอน้ำ (Boiler) จากโรงงานอุตสาหกรรม โรงผลิตกระแสไฟฟ้า เกิดจากกากตะกอนของน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ในอุตสาหกรรมเพื่อใช้ในการเผาไหม้เพื่อให้พลังงาน มีองค์ประกอบหลัก คือ
  • 1 : Sodium sulfate
  • 2 : Vanadium oxide
  • 3 : เฉพาะคำตอบ 1
  • 4 : คำตอบ 1 และ 2 รวมกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 93 :
  • ลักษณะรอยแตกชนิดใดที่พบได้ในการกัดกร่อนที่มีความเค้นร่วม (Stress corrosion cracking)
  • 1 : Intergranular cracking
  • 2 : Transgranular cracking
  • 3 : Knife line attack
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 94 :
  • ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้องสำหรับ Filiform corrosion
  • 1 : เป็นการกัดกร่อนที่มักพบใต้ผิวชั้นเคลือบ
  • 2 : เป็นการกัดกร่อนที่เกิดจากแรงดันของฟองอากาศที่เกิดและแตกซ้ำๆในท่อที่มีการเปลี่ยนแปลงขนาดและความดัน
  • 3 : ร่องรอยการกัดกร่อนมีลักษณะเป็นรูเล็กๆทั่วผิวหน้าโลหะ
  • 4 : เป็นการกัดกร่อนที่มีความเค้นร่วมกระทำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 95 :
  • Graphitic corrosion มักพบในโลหะใดต่อไปนี้
  • 1 : High strength steel
  • 2 : Cast iron
  • 3 : Hastelloy
  • 4 : Inconel
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 96 :
  • Fretting corrosion มีชื่อเรียกอื่นคือ
  • 1 : Chafing
  • 2 : False brinelling
  • 3 : Friction oxidation
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 97 :
  • ข้อใดต่อไปนี้จับคู่ความสัมพันธ์ลักษณะรอยแตก (Crack morphology) และ Environmentally induced cracking ชนิดต่างๆ ได้ถูกต้อง
  • 1 :  Corrosion fatigue cracking มักพบรอยแตกชนิด Intergranular cracking
  • 2 :  Stress corrosion cracking มักพบรอยแตกชนิด Transgranular cracking และ/หรือ Intergranular cracking
  • 3 :  Hydrogen induced cracking มักพบรอยแตกชนิด Transgranular cracking
  • 4 :  ข้อ 1 และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 98 :
  • หากอุณหภูมิการใช้งานหรือทดสอบมีค่าสูงกว่าอุณหภูมิห้อง แนวโน้มการเสื่อมประลัยของโลหะใน Environmentally induced cracking ชนิดต่างๆ คือ
  • 1 :  Corrosion fatigue cracking รอยแตกชะลอตัว
  • 2 :  Stress corrosion cracking รอยแตกชะลอตัว
  • 3 :  Hydrogen induced cracking รอยแตกชะลอตัว
  • 4 : รอยแตกขยายตัวอย่างรวดเร็วใน Environmentally induced cracking ทุกชนิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 99 :
  • ข้อใดต่อไปนี้จับคู่ความสัมพันธ์รูปลักษณ์พื้นผิวรอยแตก (Crack surface appearance) และ Environmentally induced cracking ชนิดต่างๆ ได้ถูกต้อง
  • 1 :  Corrosion fatigue cracking พบ Striation หรือ Beach mark
  • 2 :  Stress corrosion cracking พบ Striation หรือ Beach mark
  • 3 :  Hydrogen induced cracking พบ Cleavage like
  • 4 :  ข้อ 1 และ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 100 :
  • ลักษณะพื้นผิวรอยแตกเนื่องจาก Stress corrosion cracking ในเหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนิติค คือ
  • 1 :  Transgranular cracking
  • 2 :  Cleavage like
  • 3 :  Intergranular cracking
  • 4 :  ข้อ 1 และ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 738 : Corrosion prevention,controls and materials selection
ข้อที่ 101 :
  • วิศวกรควรเลือกวัสดุชนิดใดทำเป็นเพลาของ Pump สำหรับใช้สูบสารเคมีในโรงงานอุตสาหกรรมเคมี
  • 1 : Stainless steel 304 ที่มีค่า Fatigue strength 40,000 psi
  • 2 : Carbon steel ที่มีค่า Fatigue strength 30,000 psi
  • 3 : Cold rolled carbon steel ที่มีค่า Fatigue strength 60,000 psi
  • 4 : Carbon steel ที่มีค่า Fatigue strength 20,000 psi
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 102 :
  • โลหะแทนทาลัม ทนทานต่อกรดและสารเคมีต่างๆ ได้เกือบทุกชนิดที่ความเข้มข้นทุกความเข้มข้น และอุณหภูมิสูงกว่าปกติได้ดีมาก แต่การนำไปใช้งานจริงในอุตสาหกรรมไม่แพร่หลายนัก ปัญหาคือ
  • 1 : แข็งและเปราะ
  • 2 : ทำโลหะผสมไม่ได้
  • 3 : ราคาแพง
  • 4 : หายาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 103 :
  • Duriron ซึ่งคือ High silicon cast iron มีราคาถูกกว่าและความต้านทานต่อการผุกร่อนดีกว่า Stainless steel ชนิด 304 แต่ในทางปฏิบัติกลับมีการใช้งาน Stainless steel 304 แพร่หลายกว่า Duriron มาก เพราะว่า Duriron
  • 1 : แข็งมาก
  • 2 : เปราะมาก
  • 3 : ต้องผลิตด้วยวิธีการหล่อเท่านั้น
  • 4 : ไม่สามารถรีดให้เป็นแท่งหรือเป็นแผ่นได้เพราะไม่เหนียว
  • 5 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 5
ข้อที่ 104 :
  • วัสดุที่ใช้ทำ turbine blades , heat exchanger tubes , condenser tubes สำหรับใช้ในโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทั่วไป
  • 1 : Martensitic stainless steel เกรด 440
  • 2 : Austenitic stainless steel เกรด 317L
  • 3 : Ferritic stainless steel เกรด 405
  • 4 : Hastelloy C
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 105 :
  • วัสดุทีใช้ทำมีดผ่าตัดสำหรับใช้ในห้องศัลยกรรม
  • 1 : Hastelloy C
  • 2 : Monel
  • 3 : Martensitic stainless steel เกรด 440
  • 4 : Austenitic stainless steel เกรด 304L
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 106 :
  • วัสดุที่ใช้ทำเครื่องจักร อุปกรณ์ในการผลิตบะหมี่สำเร็จรูป
  • 1 : Hastelloy C
  • 2 : Cupronickel
  • 3 : Martensitic stainless steel เกรด 440
  • 4 : Austenitic stainless steel เกรด 304L
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 107 :
  • วัสดุที่ใช้ทำอุปกรณ์ในครัวของบ้านเรือนทั่วไปและภัตตาคาร ซึ่งต้องสัมผัสกับอาหาร เครื่องปรุง รวมทั้ง organic acid ต่างๆ
  • 1 : Ferritic stainless steel เกรด 444
  • 2 : Austenitic stainless steel เกรด 304L
  • 3 : Martensitic stainless steel เกรด 440
  • 4 : Cupronickel
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 108 :
  • วัสดุที่ใช้ทำเป็น Chemical-processing equipment ใช้งานกับสารเคมีและกรดเกือบทุกชนิด เช่นกรด HNO3 ที่ร้อนจัดจนเกิดควันสีน้ำตาลแดง ซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงมาก
  • 1 : Cobalt alloys
  • 2 : Nickel alloys
  • 3 : Zirconium alloys
  • 4 : Tantalum
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 109 :
  • วัสดุที่ใช้ทำเป็น Condenser tubes ของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งต้องทนทานต่อการผุกร่อนจากน้ำที่มีอุณหภูมิและความดันสูง และต้องไม่เก็บกัก Neutrons ไว้ด้วย
  • 1 : Zirconium alloys
  • 2 : Cobalt alloys
  • 3 : Nickel alloys
  • 4 : Stainless steel เกรด 316
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 110 :
  • วัสดุที่ใช้ทำเป็นชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ไอพ่นของอากาศยาน ซึ่งต้องทนต่อการผุกร่อนและสึกกร่อนจากแก๊สร้อน
  • 1 : Tantalum
  • 2 : High chromium stainless steel
  • 3 : Nickel alloys
  • 4 : Cobalt alloys
  • 5 : Zirconium alloys
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 111 :
  • วัสดุที่ใช้ทำเป็นอุปกรณ์ใช้งานกับกรด HNO3 ความเข้มข้น 80% เจือ Fe2(SO4)3 จำนวนเล็กน้อย อุณหภูมิร้อนจัดจนเดือด
  • 1 : Aluminium alloys
  • 2 : Copper alloys
  • 3 : Titanium
  • 4 : Nickel alloys
  • 5 : Stainless steel กลุ่ม Austenitic
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 112 :
  • วัสดุที่ใช้ทำเป็นโครงสร้างสำหรับรับน้ำหนักของเครื่องบินโดยสาร
  • 1 : Aluminium alloy เกรด 7075
  • 2 : Aluminium เกรด 1100
  • 3 : Titanium alloys เกรด Ti-6-2-4-6
  • 4 : ข้อ (1) และ (3) ถูกทั้งสองข้อ
  • 5 : ข้อ (2) และ (3) ถูกทั้งสองข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 113 :
  • วัสดุที่ใช้ทำเป็นหม้อน้ำร้อนขนาดใหญ่พอสมควร สำหรับบ้านเรือนทั่วไป
  • 1 : Stainless steel เกรด 316
  • 2 : Stainless steel เกรด 304
  • 3 : Aluminium
  • 4 : Glass lined steel ติด Mg anode
  • 5 : Copper
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 114 :
  • วัสดุที่ใช้ทำเป็นท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เมตร ใช้สำหรับลำเลียงแก๊สธรรมชาติ จากโรงแยกแก๊สที่จังหวัดระยองไปยังผู้ใช้ที่กรุงเทพมหานคร
  • 1 : Stainless steel เกรด 405
  • 2 : Stainless steel เกรด 304
  • 3 : Stainless steel เกรด 316
  • 4 : High silicon cast iron
  • 5 : Coated steel และติดตั้ง cathodic protection
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 5
ข้อที่ 115 :
  • วัสดุที่ใช้ทำกันชนรถยนต์ ซึ่งต้องทนทานต่อ Atmospheric corrosion และเป็นเครื่องประดับเพื่อความสวยงามของรถยนต์ด้วย
  • 1 : Stainless steel เกรด 409
  • 2 : Chromium coated steel
  • 3 : Fiberglass พ่นสีตามต้องการ
  • 4 : ข้อ (1), (2) และ (3) ถูกทั้งสามข้อ
  • 5 : ข้อ (1), (2) และ (3) ผิดทั้งสามข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 116 :
  • วัสดุที่ใช้ทำท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 นิ้ว ใช้ลำเลียงน้ำทะเล
  • 1 : Grey cast iron
  • 2 : Stainless steels
  • 3 : Carbon steel
  • 4 : Aluminium alloys
  • 5 : Admiralty metal
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 5
ข้อที่ 117 :
  • โครงสร้างอาคารโรงงาน ตั้งอยู่ที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง
  • 1 : Zirconium alloys
  • 2 : Aluminium alloys
  • 3 : Grey cast iron
  • 4 : Carbon steel และทาสี
  • 5 : Ferritic stainless steels
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 118 :
  • วัสดุที่ใช้ทำเป็นภาชนะบรรจุ Fused salt (เกลือผสมหลอมเหลว) อุณหภูมิประมาณ 700 องศาเซลเซียส สำหรับใช้ในงาน Heat treatment
  • 1 : Titanium
  • 2 : Aluminium
  • 3 : Copper
  • 4 : Stainless steel
  • 5 : Steel
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 5
ข้อที่ 119 :
  • วัสดุที่ใช้ทำเป็น Heat exchanger tubes สำหรับใช้กับสารละลาย NaOH ความเข้มข้น 80% อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส
  • 1 : Nickel
  • 2 : Aluminium
  • 3 : Bronze
  • 4 : Carbon steel
  • 5 : Stainless steel
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 120 :
  • วัสดุที่ใช้ทำเป็นกระทะขนาดใหญ่ สำหรับบรรจุโลหะตะกั่วหลอมเหลว ได้ถึงประมาณ 100 ตัน ใช้ในการ Refining เพื่อทำให้ตะกั่วหลอมเหลวมีความบริสุทธิ์สูงขึ้น
  • 1 : Copper
  • 2 : Zirconium
  • 3 : Carbon steel
  • 4 : Aluminium
  • 5 : Nickel
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 121 :
  • วัสดุที่ใช้ทำเป็นภาชนะบรรจุ NaOH หลอมเหลว
  • 1 : Nickel
  • 2 : Zirconium
  • 3 : Titanium
  • 4 : Aluminium
  • 5 : Lead
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 122 :
  • วัสดุที่ใช้ทำถังใส่น้ำมันขนาดใหญ่ฝังดิน ติดตั้งใต้พื้นดินตามปั้มน้ำมันทั่วไป
  • 1 : Titanium
  • 2 : Copper
  • 3 : Steel ทาสีและติดด้วย Sacrificial anode เช่น Zinc
  • 4 : Tantalum
  • 5 : Aluminium ที่ทำ Anodizing ที่ผิว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 123 :
  • วัสดุที่ใช้ทำโลหะสำหรับดามกระดูกที่หักเพื่อยึดให้เข้าที่ และบางกรณีต้องสอดไว้ภายในโพรงกลวงของกระดูก ดังนั้นโลหะดังกล่าวจึงต้องทนต่อการผุกร่อนจากสารละลายต่างๆ ภายในร่างกายของมนุษย์ได้
  • 1 : Titanium
  • 2 : Stainless steel 316
  • 3 : Titanium alloy
  • 4 : Vitallium
  • 5 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 5
ข้อที่ 124 :
  • วัสดุที่ใช้ทำเป็นท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว สำหรับใช้งานกับสารละลาย NaOH ความเข้มข้น 20% อุณหภูมิประมาณ 70 องศาเซลเซียส
  • 1 : Aluminium
  • 2 : Nickel
  • 3 : Copper
  • 4 : Brass
  • 5 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 125 :
  • วัสดุที่ใช้ทำเป็นอุปกรณ์สำหรับเคี่ยวน้ำมะเขือเทศ เพื่อไล่น้ำเป็นการทำให้น้ำมะเขือเทศเข้มข้นขึ้น
  • 1 : Nickel alloys
  • 2 : Carbon steel
  • 3 : Stainless steel 316
  • 4 : Aluminium
  • 5 : Brass
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 126 :
  • วัสดุที่ใช้ทำเป็น Condenser tubes สำหรับใช้งานกับน้ำทะเล อุณหภูมิสูงสุดประมาณ 52 องศาเซลเซียส
    ( Note : เป็น Condenser tubes ที่ติดตั้งอยู่ในเรือดำน้ำ )
  • 1 : Brass
  • 2 : Grey cast iron
  • 3 : Carbon steel
  • 4 : 70 Cu – 30 Ni
  • 5 : Stainless steel 304
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 127 :
  • วัสดุที่ใช้ทำเป็น Pumps และ Valves สำหรับใช้งานกับกรด H2SO4 ความเข้มข้น 10% อุณหภูมิปกติ
  • 1 : Duriron
  • 2 : Durimet 20
  • 3 : Monel (ถ้า air-free)
  • 4 : Aluminium bronze (ถ้า air-free)
  • 5 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 5
ข้อที่ 128 :
  • วัสดุที่ใช้ทำ Heat exchanager tubes สำหรับใช้งานกับกรด HNO3 ความเข้มข้น 50% อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส
  • 1 : Stainless steel เกรด Alloy 20
  • 2 : Titanium
  • 3 : Duriron
  • 4 : ข้อ (1), (2) และ (3) ถูกทั้งสามข้อ
  • 5 : ไม่มีข้อใดถูกเลย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 129 :
  • วัสดุที่ใช้ทำ Heater tube สำหรับอุ่นกรด H2SO4 เข้มข้น 95% ให้ร้อนถึง 150 องศาเซลเซียส
  • 1 : Copper
  • 2 : Monel
  • 3 : Durimet 20 (หรือ Alloy 20 ซึ่งเป็น Stainless steel)
  • 4 : Duriron
  • 5 : Aluminium bronze
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 130 :
  • วัสดุที่ใช้ทำ Container สำหรับขนส่งกรด HCl ความเข้มข้น 20% ทางเรือ
  • 1 : Tantalum
  • 2 : Stainless steel
  • 3 : Low-alloyed steel
  • 4 : Carbon steel
  • 5 : Fiber-reinforced plastic
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 5
ข้อที่ 131 :
  • วัสดุที่ใช้ทำ Pump สำหรับสูบกรด HCl ความเข้มข้น 20% และมีสารเคมี CuCl2 ละลายเจืออยู่ด้วย อุณหภูมิของกรดประมาณ 40 องศาเซลเซียส
  • 1 : Hastelloy C
  • 2 : Titanium
  • 3 : Fiber-reinforced plastic
  • 4 : ข้อ (1), (2) และ (3) ผิดทั้งสามข้อ
  • 5 : ข้อ (1), (2) และ (3) ถูกทั้งสามข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 5
ข้อที่ 132 :
  • วัสดุที่ใช้ทำเป็นหอกลั่นสำหรับผลิตกรด Acetic ความเข้มข้น 70%
  • 1 : Copper
  • 2 : Stainless steel 316
  • 3 : Aluminium alloys
  • 4 : ข้อ (1) และ (2) ถูกทั้งสองข้อ แต่กรณีของข้อ (1) ต้องไม่มีอากาศละลายในสารละลายด้วย
  • 5 : ไม่มีข้อใดถูกเลย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 133 :
  • วัสดุที่ใช้ทำท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว สำหรับใช้ลำเลียงกรด HF ความเข้มข้น 70% อุณหภูมิปกติ
  • 1 : Carbon steel
  • 2 : Monel
  • 3 : Stainless steel
  • 4 : ข้อ (1) และ (2) ถูกทั้งสองข้อ
  • 5 : ข้อ (2) และ (3) ถูกทั้งสองข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 134 :
  • วัสดุที่ใช้ทำเป็น Valve สำหรับใช้งานกับกรด HF ความเข้มข้น 20% อุณหภูมิปกติ
  • 1 : Stainless steel 304
  • 2 : Monel
  • 3 : Brass
  • 4 : Zirconium alloys
  • 5 : Tantalum
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 135 :
  • วัสดุที่ใช้ทำเป็นถังขนาดใหญ่มาก เส้นผ่าศูนย์กลาง 10 เมตร สูง 6 เมตร ใช้สำหรับบรรจุกรด HCl ความเข้มข้น 20% อุณหภูมิปกติ
  • 1 : Titanium
  • 2 : Stainless steel 316
  • 3 : Rubber lined steel plate
  • 4 : Hastelloy C-276
  • 5 : Monel
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 136 :
  • วัสดุที่ใช้ทำเป็นตะแกรงปิดปากท่อน้ำทิ้งของอ่างล้างอุปกรณ์และเครื่องแก้ว ที่ใช้ในห้องปฏิบัติการเคมี ซึ่งต้องสัมผัสกับกรดเข้มข้น และสารเคมีต่างๆ
  • 1 : Copper
  • 2 : Brass
  • 3 : Grey cast iron
  • 4 : Stainless steels
  • 5 : Duriron
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 5
ข้อที่ 137 :
  • วัสดุที่ใช้ทำเป็นท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว ใช้สำหรับลำเลียงกรด HNO3 ความเข้มข้น 60% อุณหภูมิ 95 องศาเซลเซียส
  • 1 : Monel
  • 2 : Aluminium
  • 3 : Copper
  • 4 : Ferritic stainless steels
  • 5 : Stainless steel เกรด 304
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 5
ข้อที่ 138 :
  • วัสดุที่ใช้ทำเป็นถังขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เมตร สูง 5 เมตร สำหรับบรรจุกรด H2SO4 ความเข้มข้น 10% อุณหภูมิปกติ
  • 1 : Tantalum
  • 2 : Zirconium alloys
  • 3 : Duriron
  • 4 : Low carbon steel plate และ lining ภายในด้วยสังกะสี
  • 5 : Low carbon steel plate และ lining ภายในด้วยยาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 5
ข้อที่ 139 :
  • วัสดุที่ใช้ผลิต Pumps และ Valves สำหรับใช้กับกรด H2SO4 ความเข้มข้น 10% อุณหภูมิปกติ
  • 1 : Brass
  • 2 : Stainless steel 304
  • 3 : High Silicon cast iron
  • 4 : Low-alloyed steels
  • 5 : Low carbon steels
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 140 :
  • ถังใส่กรด H2SO4 เข้มข้น ติดตั้งบนรถบรรทุก
  • 1 : 18Cr – 8Ni
  • 2 : Durimet 20
  • 3 : Hastelloy 20
  • 4 : Glass
  • 5 : Carbon Steel
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 5
ข้อที่ 141 :
  • ถังใส่กรด 10% H2SO4 อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 เมตร สูง 1 เมตร
  • 1 : Stainless steel ชนิด 410
  • 2 : Duriron
  • 3 : Tantalum
  • 4 : Carbon Steel บุภายในด้วยยาง
  • 5 : Graphite
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 142 :
  • ท่อใช้ลำเลียงกรด 60% HNO3 อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส
  • 1 : Stainless steel 304
  • 2 : Cupronickel 70/30
  • 3 : Aluminium bronze
  • 4 : Carbon steel
  • 5 : Aluminium
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 143 :
  • ถังขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลาง 20 เมตร สูง 1 เมตร ใช้ใส่กรด 20% HCL อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส
  • 1 : Steel บุภายในด้วยยาง
  • 2 : คอนกรีต
  • 3 : stainless steel ชนิด 316
  • 4 : Steel บุภายในด้วย Duriron
  • 5 : คอนกรีตบุภายในด้วย Hastelloy B
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 144 :
  • ถังขนาดเล็กใช้ใส่กรดกัดทอง (aqua regia)
  • 1 : ทอง
  • 2 : ทองแดง
  • 3 : แก้ว
  • 4 : ทองเหลือง
  • 5 : Stainless steel
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 145 :
  • หอกลั่นสำหรับใช้กับ 70% acetic acid อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส
  • 1 : Stainless steel 316
  • 2 : Stainless steel 304
  • 3 : Stainless steel 410
  • 4 : Carbon steel
  • 5 : Brass
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 146 :
  • Pump สำหรับใช้สูบสารละลาย 20% HCL เจือ CuCl2 อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส
  • 1 : Stainless steel 316
  • 2 : Hastelloy C
  • 3 : Durichlor
  • 4 : Carbon steel
  • 5 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 147 :
  • Heater tube สำหรับใช้กับ 95% H2SO4 อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส
  • 1 : Duriron
  • 2 : แก้ว
  • 3 : Tantalum
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • 5 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 148 :
  • Heat exchanger tubes สำหรับใช้กับ 50% nitric acid อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส (เป็น process solution) และน้ำธรรมชาติเป็นน้ำหล่อเย็น
  • 1 : Durimet 20
  • 2 : Titanium
  • 3 : Duriron
  • 4 : ถูกทั้ง 3 ข้อ
  • 5 : ผิดทั้ง 3 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 149 :
  • Pumps และ Valves สำหรับใช้งานกับ 10% H2SO4 อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส
  • 1 : Duriron
  • 2 : Durimet 20
  • 3 : Monel
  • 4 : Aluminium bronze
  • 5 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 5
ข้อที่ 150 :
  • หม้อกลั่น ใช้สำหรับกลั่นเป็นน้ำบริสุทธิ์
  • 1 : ทองแดง
  • 2 : แก้ว
  • 3 : ทองเหลือง
  • 4 : อะลูมิเนียม
  • 5 : เหล็กกล้าธรรมดาบุด้วยยาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 151 :
  • Condenser tubes ใช้งานกับน้ำทะเลอุณหภูมิสูงสุด 52 องศาเซลเซียส ติดตั้งในเรือดำน้ำ
  • 1 : Monel
  • 2 : Cupronickel 70/30
  • 3 : Stainless steel 410
  • 4 : ข้อ 1 และ ข้อ 2 ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • 5 : ข้อ 2 และ ข้อ 3 ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 152 :
  • โลหะที่ใช้ดามเพื่อจัดกระดูกที่แตกหักให้กลับเข้าที่ ซึ่งต้องอยู่ภายในร่างกายของคน และสัตว์ที่ประสบอุบัติเหตุ (โลหะต้องสัมผัสกับ Body fluid)
  • 1 : Vitallium
  • 2 : Titanium
  • 3 : Titanium alloy
  • 4 : Stainless steel 316
  • 5 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 5
ข้อที่ 153 :
  • อ่างอาบน้ำที่ใช้ในห้องน้ำของบ้านเรือนทั่วไป
  • 1 : Porcelain coated steel
  • 2 : Porcelain coated cast iron
  • 3 : Fiberglass
  • 4 : Fiber-reinforced platic
  • 5 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 5
ข้อที่ 154 :
  • ถังใส่น้ำใต้ดิน ขนาดจุน้ำได้ 100 ลูกบาศก์เมตร
  • 1 : Fiberglass
  • 2 : Stainless steel 304
  • 3 : Coated steel พร้อมทั้งทำ Cathodic protection ด้วย
  • 4 : Polyvinyl chloride (PVC)
  • 5 : Polypropylene
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 155 :
  • อ่างใส่โลหะตะกั่วหลอมเหลวใช้สำหรับทำ Heat treatment
  • 1 : Nickel
  • 2 : Carbon steel
  • 3 : Cast iron
  • 4 : ข้อ 1 และ ข้อ 2 ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • 5 : ข้อ 2 และ ข้อ 3 ถูกทั้ง 2 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 5
ข้อที่ 156 :
  • Heat exchanger tubes สำหรับใช้กับ 80% NaOH อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส (เป็น process solution) และใช้น้ำธรรมดาเป็นตัวหล่อเย็นเพื่อลดอุณหภูมิของ process solution ลง
  • 1 : Carbon steel
  • 2 : Nickel
  • 3 : Copper
  • 4 : Aluminium
  • 5 : Stainless steel
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 157 :
  • รางน้ำฝนของบ้านพักตากอากาศติดทะเล
  • 1 : PVC
  • 2 : Aluminium
  • 3 : Redwood
  • 4 : ข้อ 1 , 2 และ 3 ถูกทั้ง 3 ข้อ
  • 5 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 158 :
  • อ่างใส่ Fused salt อุณหภูมิ 650 องศาเซลเซียส ใช้สำหรับงาน Heat treatment
  • 1 : Carbon steel
  • 2 : Aluminium
  • 3 : Antimony
  • 4 : Lead
  • 5 : Tungsten
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 159 :
  • อุปกรณ์ลดเสียงของท่อไอเสียรถยนต์
  • 1 : Stainless steel 409
  • 2 : Carbon steel
  • 3 : Cast iron
  • 4 : PVC
  • 5 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 160 :
  • ท่อแก๊สขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เมตร ยาวหลายร้อยกิโลเมตร ฝังอยู่ใต้ดินลึกลงไปจากระดับผิวดิน 1 ½ เมตร
  • 1 : Stainless steel 304 พร้อมทั้ง Cathodic protection
  • 2 : Coated carbon steel พร้อมทั้ง Cathodic protection
  • 3 : Aluminium alloy พร้อมทั้ง Cathodic protection
  • 4 : Nickel alloy พร้อมทั้ง Cathodic protection
  • 5 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 161 :
  • โครงสร้างโลหะของเครื่องบิน
  • 1 : Stainless steel 316
  • 2 : Low-alloyed steel
  • 3 : Aluminium alloy 7075
  • 4 : Cupronickel
  • 5 : Hastelloy C
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 162 :
  • Heat exchanger tubes ใช้งานกับ 50% HF อุณหภูมิสูงสุด 65 องศาเซลเซียส (เป็น process solution) และใช้น้ำทะเลเป็นตัวหล่อเย็นเพื่อลดอุณหภูมิของ process solution
  • 1 : Cupronickel (70Cu- 30Ni)
  • 2 : Carbon steel
  • 3 : Aluminium bronze
  • 4 : Stainless steel 316
  • 5 : Incoloy
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 163 :
  • ถ้านำโลหะ X และทองแดงจุ่มในอิเล็กโทรไลต์ที่อุณหภูมิห้อง และต่อสายไฟฟ้าเชื่อมระหว่างโลหะ Xและทองแดง โลหะ X ต้องเป็นโลหะชนิดใดถึงจะทำให้ทองแดงไม่เกิดการการกัดกร่อน
  • 1 : นิกเกิลที่มีฟิล์มพาสสีฟ
  • 2 : เหล็กกล้าไร้สนิมที่มีฟิล์มพาสสีฟ
  • 3 : ไทเทเนียม
  • 4 : ดีบุก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 164 :
  • ถ้านำโลหะ X และดีบุกจุ่มในอิเล็กโทรไลต์ที่อุณหภูมิห้อง และต่อสายไฟฟ้าเชื่อมระหว่างโลหะ Xและดีบุก โลหะ X ต้องเป็นโลหะชนิดใดถึงจะทำให้ดีบุกเกิดการการกัดกร่อน
  • 1 : ทองแดง
  • 2 : โคบอลต์
  • 3 : โครเมียม
  • 4 : เหล็ก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 165 :
  • สำหรับแผ่นเหล็กเคลือบดีบุก ข้อใดถูกต้อง
  • 1 : เหล็กเป็นแอโนด
  • 2 : เหล็กเกิดปฏิกิริยารีดักชัน
  • 3 : ดีบุกสูญเสียอิเล็กตรอนออกจากตัวเองได้ง่ายกว่าเหล็ก
  • 4 : ดีบุกจะถูกกัดกร่อนเมื่อประกบติดกับเหล็ก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 166 :
  • สัดส่วนพื้นที่แอโนดกับแคโทดควรเป็นอย่างไรถึงจะช่วยให้เกิดการกัดกร่อนน้อยที่สุด
  • 1 : พื้นที่แอโนด ใหญ่กว่า พื้นที่แคโทด
  • 2 : พื้นที่แอโนด เล็กกว่า พื้นที่แคโทด
  • 3 : พื้นที่แอโนด เท่ากับ พื้นที่แคโทด
  • 4 : สัดส่วนพื้นที่แอโนดและแคโทดไม่ส่งผลต่อความรุนแรงของการกัดกร่อน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 167 :
  • ศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อน (corrosion potential) ของโลหะ A สูงกว่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อนของโลหะ B ในเบื้องต้นสามารถกล่าวได้ว่า
  • 1 : โลหะ A มีความต้านทานการกัดกร่อนแบบทั่วผิวหน้า (uniform corrosion) มากกว่าโลหะ B
  • 2 : โลหะ B มีความต้านทานการกัดกร่อนแบบทั่วผิวหน้า (uniform corrosion) มากกว่าโลหะ A
  • 3 : โลหะ A มีความต้านทานการกัดกร่อนแบบรูเข็ม (pitting corrosion) มากกว่าโลหะ B
  • 4 : โลหะ B มีความต้านทานการกัดกร่อนแบบทั่วผิวหน้า (pitting corrosion) มากกว่าโลหะ A
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 168 :
  • ผลจาก sensitisation ของเหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนนิติกจะทำให้
  • 1 : โครเมียมคาร์ไบด์ precipitate ในเกรน
  • 2 : โครเมียมคาร์ไบด์ precipitate บริเวณขอบเกรน
  • 3 : ดิสโลเคชันในเนื้อโลหะเพิ่มขึ้น
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 169 :
  • ธาตุผสมใดส่งผลสำคัญในการเพิ่มความต้านทานการกัดกร่อนของเหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนนิติก
  • 1 : นิกเกิล
  • 2 : โครเมียม
  • 3 : คาร์บอน
  • 4 : แมงกานีส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 170 :
  • ต้องผสมโครเมียมอย่างน้อยเท่าใดในการผลิตเหล็กกล้าไร้สนิม
  • 1 : ร้อยละ 3 โดยมวล
  • 2 : ร้อยละ 5 โดยมวล
  • 3 : ร้อยละ 11 โดยมวล
  • 4 : ร้อยละ 18 โดยมวล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 171 :
  • เหล็กกล้าไร้สนิมเกรด AISI 316 ต่างจากเหล็กกล้าไร้สนิม AISI 304 ตรงที่
  • 1 : เติมธาตุโมลิบดีนัมเพิ่มลงไป
  • 2 : เติมธาตุไทเทเนียมเพิ่มลงไป
  • 3 : เติมธาตุไนโอเบียมลงไป
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 172 :
  • วัตถุประสงค์หลักในการเพิ่ม Mo ในปริมาณร้อยละ 2 โดยมวล ลงไปในเหล็กกล้าไร้สนิม AISI 304 เพื่อพัฒนาให้เป็นเหล็กกล้าไร้สนิมเกรดที่สูงขึ้นคือ AISI 316 คืออะไร
  • 1 : เพิ่มความต้านทานการกัดกร่อนแบบทั่วไป
  • 2 : เพิ่มความต้านทานการกัดกร่อนแบบรูเข็ม
  • 3 : ลดการตกตะกอน (precipitation) ของโครเมียมคาร์ไบด์
  • 4 : ลดการกัดกร่อนตามขอบเกรน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 173 :
  • ธาตุใดที่เติมลงในเหล็กกล้าไร้สนิมจะทำให้ความต้านทานการกัดกร่อนแบบรูเข็ม (pitting corrosion resistance) ลดลง
  • 1 : กำมะถัน
  • 2 : นิกเกิล
  • 3 : ไนโตรเจน
  • 4 : โมลิบดีนัม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 174 :
  • ข้อใดเรียงลำดับแนวโน้มโดยทั่วไปของโลหะผสมที่มีความต้านทานกานกัดกร่อนมากที่สุดไปยังน้อยที่สุด ได้ถูกต้อง
  • 1 : ไทเทเนียม, คลอริเม็ต C (Chlorimet C), เหล็กกล้าไร้สนิมเกรด AISI 316
  • 2 : คลอริเม็ต C (Chlorimet C), เหล็กกล้าไร้สนิมเกรด AISI 316, ไทเทเนียม
  • 3 : เหล็กกล้าไร้สนิมเกรด AISI 316, ไทเทเนียม, คลอริเม็ต C (Chlorimet C)
  • 4 : คลอริเม็ต C (Chlorimet C), เหล็กกล้าไร้สนิมเกรด AISI 316, ดูราเม็ต 20 (Duramet 20)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 175 :
  • วิธีใดไม่ใช่วิธีควบคุมการกัดกร่อนตามขอบเกรนของเหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนนิติก
  • 1 : การควบคุมปริมาณคาร์บอนในเนื้อเหล็ก
  • 2 : การควบคุมปริมาณโมลิบดีนัมในเนื้อเหล็ก
  • 3 : การควบคุมวิธีการอบชุบความร้อนแบบ solution-quenching
  • 4 : การเพิ่มปริมาณไนโอเบียมในเนื้อเหล็ก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 176 :
  • เหล็กกล้าไร้สนิมเกรดใดที่ควรนำไปใช้งานที่อุณหภูมิสูงมากที่สุด
  • 1 : AISI 430
  • 2 : AISI 304
  • 3 : AISI 446
  • 4 : AISI 409
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 177 :
  • Graphitization เกิดกับวัสดุใด
  • 1 : เหล็กกล้าไร้สนิม
  • 2 : เหล็กหล่อ
  • 3 : ทองเหลือง
  • 4 : สังกะสี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 178 :
  • โลหะใดทนการกัดกร่อนในน้ำทะเลที่มีการไหลได้ดีที่สุด
  • 1 : เหล็กกล้า
  • 2 : เหล็กหล่อ
  • 3 : ทองเหลือง
  • 4 : อะลูมิเนียม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 179 :
  • เหล็กกล้าไร้สนิมเกรด AISI 304 มีธาตุผสมหลักคือธาตุใด
  • 1 : 18 wt% Cr, 8 wt% Ni
  • 2 : 18 wt% Ni, 8 wt% Cr
  • 3 : 12 wt% Cr, 10 wt% Ni
  • 4 : 12 wt% Cr, 5 wt% Ni
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 180 :
  • เหล็กกล้าไร้สนิมเกรด AISI 316 มีธาตุผสมหลักคือธาตุใด
  • 1 : 18 wt% Cr, 8 wt% Ni, 2 wt% Mo
  • 2 : 18 wt% Ni, 8 wt% Cr, 2 wt% Mo
  • 3 : 12 wt% Cr, 10 wt% Ni, 2 wt% Ti
  • 4 : 12 wt% Cr, 5 wt% Ni, 2 wt% Mo
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 181 :
  • ดูราเม็ต 20 (Duramet 20) มีส่วนผสมหลักทางเคมีเช่นไร
  • 1 : 30 wt% Ni, 20 wt% Cr, 3.5 wt% Cu, 2 wt% Mo และส่วนที่เหลือเป็น Fe
  • 2 : 20 wt% Ni, 30 wt% Cr, 3.5 wt% Cu, 2 wt% Mo และส่วนที่เหลือเป็น Fe
  • 3 : 30 wt% Fe, 20 wt% Cr, 3.5 wt% Cu, 2 wt% Mo และส่วนที่เหลือเป็น Ni
  • 4 : 20 wt% Fe, 30 wt% Cr, 3.5 wt% Cu, 2 wt% Mo และส่วนที่เหลือเป็น Ni
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 182 :
  • โครเมียมที่เติมลงไปในเหล็กกล้าไร้สนิมจะช่วยทำให้เฟสใดเสถียรขึ้น
  • 1 : เฟอร์ไรต์
  • 2 : ออสเตนไนต์
  • 3 : มาร์เทนไซต์
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 183 :
  • นิกเกิลที่เติมลงไปในเหล็กกล้าไร้สนิมจะช่วยทำให้เฟสใดเสถียรขึ้น
  • 1 : เฟอร์ไรต์
  • 2 : ออสเตนไนต์
  • 3 : มาร์เทนไซต์
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 184 :
  • โมลิบดีนัมที่เติมลงไปในเหล็กกล้าไร้สนิมจะช่วยทำให้เฟสใดเสถียรขึ้น
  • 1 : เฟอร์ไรต์
  • 2 : ออสเตนไนต์
  • 3 : มาร์เทนไซต์
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 185 :
  • เหล็กกล้าไร้สนิมอนุกรม 3xx เป็นเหล็กกล้าไร้สนิมกลุ่มใด
  • 1 : ออสเตนนิติก
  • 2 : เฟอร์ริติก
  • 3 : มาร์เทนซิติก
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 186 :
  • โลหะใดที่นิยมใช้เป็น sacrificial anode ในงานโครงสร้างเหล็ก
  • 1 : สังกะสี
  • 2 : ทองแดง
  • 3 : ดีบุก
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 187 :
  • ในการป้องกันการกัดกร่อนโดยใช้ sacrificial anode โลหะที่ถูกป้องกันจะเกิดปฏิกิริยาเคมีใด
  • 1 : ปฏิกิริยาแอโนดิก
  • 2 : ปฏิกิริยาออกซิเดชัน
  • 3 : ปฏิกิริยาแคโทดิก
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 188 :
  • ในการป้องกันการกัดกร่อนโดยใช้ sacrificial anode ค่าทางไฟฟ้าเคมีของแอโนดดังกล่าวต้องเป็นไปในลักษณะใด
  • 1 : ศักย์ไฟฟ้าครึ่งเซลล์แบบรีดักชันสูงกว่าโลหะที่ถูกป้องกันการกัดกร่อน
  • 2 : ศักย์ไฟฟ้าครึ่งเซลล์แบบออกซิเดชันสูงกว่าโลหะที่ถูกป้องกันการกัดกร่อน
  • 3 : ความหนาแน่นกระแสแลกเปลี่ยน (exchange current density) สูงกว่าโลหะที่ถูกป้องกันการกัดกร่อน
  • 4 : ความหนาแน่นกระแสแลกเปลี่ยนต่ำกว่าโลหะที่ถูกป้องกันการกัดกร่อน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 189 :
  • สำหรับเหล็กกล้าไร้สนิมที่ผ่านการรีดลดขนาดลงไปร้อยละ 30 (30 % reduction) ข้อสรุปใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง
  • 1 : ดีสโลเคชัน (dislocation) ในเนื้อโลหะเพิ่มมากขึ้น
  • 2 : ความต้านทานการกัดกร่อนแบบรูเข็ม (pitting corrosion resistance) สูงขึ้น
  • 3 : ถ้าเพิ่มร้อยละการรีดลดไปร้อยละ 70 ความต้านทานการกัดกร่อนแบบรูเข็มจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกรณีการรีดลดขนาดลงไปร้อยละ 30 โดยอาจเนื่องมาจาก dynamic recovery ที่เกิดขึ้นขณะรีด
  • 4 : ความต้านทานการกัดกร่อนแบบรูเข็ม มีแนวโน้มลดลง เมื่อรีดลดขนาดลงไปเรื่อย ๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 190 :
  • ธาตุ Ti ถูกเติมลงไปในเหล็กกล้าไร้สนิมด้วยวัตถุประสงค์ใด
  • 1 : ลดการเกิดโครเมียมคาร์ไบด์ตามขอบเกรน
  • 2 : ลดอัตราเร็วการกัดกร่อนที่อุณหภูมิสูง
  • 3 : ลดปัญหาการกัดกร่อบแบบรูเข็ม (pitting corrosion)
  • 4 : ลดปัญหาการกัดกร่อนแบบในซอก(crevice corrosion)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 191 :
  • รอยเชื่อมเหล็กกล้าไร้สนิมที่มีสัดส่วนเฟอร์ไรต์ต่อออสเตนไนต์เท่ากับร้อยละ 1 โดยมวล สามารถก่อให้เกิดปัญหาใดในเนื้อเชื่อม
  • 1 : การแตกขณะร้อน (hot crack)
  • 2 : การเกิดบริเวณที่ปริมาณโครเมียมลดลงอย่างมาก ( chromium depletion zone)
  • 3 : การกัดกร่อนเป็นตาข่ายตามขอบรอยต่อระหว่างเฟส
  • 4 : การแตกหักแบบ Knife-line
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 192 :
  • ต้องเติมซิลิกอนลงในเหล็กหล่อซิลิกอนสูง (high-silicon cast iron) ปริมาณเท่าใดจึงจะเพิ่มความต้านทานการกัดกร่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกรดไฮโดรฟลูออริก (hydrofluoric acid)
  • 1 : ร้อยละ 7 โดยมวล
  • 2 : ร้อยละ 14 โดยมวล
  • 3 : ร้อยละ 21 โดยมวล
  • 4 : ร้อยละ 28 โดยมวล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 193 :
  • สารใดที่นิยมใช้เป็นตัวกำจัดออกซิเจนในสารละลาย (scavenger)
  • 1 : โซเดียมซัลไฟต์ (sodium sulfite)
  • 2 : โซเดียมซัลไฟด์ (sodium sulfide)
  • 3 : โซเดียมไอโอไดด์ (sodium iodide)
  • 4 : โซเดียมโบรไมด์ (sodium bromide)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 194 :
  • สารใดที่นิยมใช้เป็นตัวยับยั้งการกัดกร่อน (inhibitor) สำหรับเหล็กกล้าที่สัมผัสกับน้ำ
  • 1 : กรดเบนโซอิก (benzoic acid)
  • 2 : โบรอนไตรฟลูออไรด์ (Boron trifluoride)
  • 3 : แอมโมเนีย (ammonia)
  • 4 : โซเดียมไนไตรต์ (sodium nitrite)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 195 :
  • โลหะใดสามารถต้านทานการกัดกร่อนโดยคลอรีนได้ที่อุณหภูมิสูงที่สุด
  • 1 : นิกเกิล
  • 2 : เหล็กกล้าไร้สนิม AISI 316
  • 3 : เงิน
  • 4 : ทองแดง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 196 :
  • โลหะใดนิยมใช้ในสภาวะการใช้งานที่มีกรดฟอสฟอริก (phosphoric acid) มากที่สุด
  • 1 : เหล็กกล้าไร้สนิมเกรด 316
  • 2 : อลูมิเนียม
  • 3 : ทองแดง
  • 4 : ทองเหลือง (brass)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 197 :
  • โลหะใดไม่ควรใช้เป็นท่อแลกเปลี่ยนความร้อน (heat-exchanger tube) มากที่สุด
  • 1 : เหล็กกล้าคาร์บอน
  • 2 : ทองเหลือง
  • 3 : คิวโปรนิกเกิล (cupronickel)
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 198 :
  •  การป้องกันการกัดกร่อนให้กับเหล็กสามารถทำได้โดย 
  • 1 :  เอาสังกะสีมาเคลือบบนผิวเหล็ก
  • 2 :  เอาดีบุกมาเคลือบบนผิวเหล็ก
  • 3 :  เอาทองคำมาเคลือบบนผิวเหล็ก
  • 4 :  ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 199 :
  • การป้องกันการกัดกร่อนโดยเลือกใช้โลหะที่มีความว่องไวต่อการกัดกร่อนมาเคลือบบนผิวโลหะเรียกว่า
  • 1 :  Pitting corrosion
  • 2 :  Anodic protection
  • 3 :  Uniform corrosion
  • 4 :  Sacrificial anode
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 200 :
  • เทคนิคที่ใช้ในการป้องกันการกัดกร่อนในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยป้อนไฟฟ้ากระแสตรง (Direct current) ให้กับชิ้นส่วนทางวิศวกรรมที่เป็นโลหะแล้ว ค่าศักย์ไฟฟ้าของชิ้นส่วนวิศวกรรมนั้นอยู่ในช่วงที่เกิด Passive film คือ
  • 1 : Anodic protection
  • 2 : Cathodic protection
  • 3 : Inhibitor protection
  • 4 : Sacrificial anode
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 201 :
  • เนื่องจากชิ้นส่วนของหม้อต้มไอน้ำ (Boiler) ต้องสัมผัสกับอุณหภูมิสูง เทคนิคใดที่นิยมใช้เพื่อป้องกันการกัดกร่อนที่อุณหภูมิสูง
  • 1 : การเคลือบผิวด้วย Thermal spray
  • 2 : การเคลือบผิวด้วยไอระเหยกายภาพ (Physical vapor deposition)
  • 3 : การเคลือบผิวด้วยไอระเหยเคมี (Chemical vapor deposition)
  • 4 : การเคลือบผิวด้วยการเชื่อมผอกผิว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 202 :
  • วัสดุชนิดใดที่เหมาะเป็นชั้นเคลือบ (Coating material) เพื่อป้องกันการเกิดออกซิเดชันที่อุณหภูมิสูง
  • 1 : Aluminum oxide
  • 2 : Chromium oxide
  • 3 : Tantalum oxide
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 203 :
  • กังหันใบพัดเรือ เช่น เรือขนส่งสินค้า หรือเรือที่ใช้ในกิจการทหารเรือ นิยมผลิตจากโลหะผสมใด
  • 1 : โลหะผสมทองแดง-นิกเกิล-อะลูมิเนียม
  • 2 : โลหะผสมทองแดง-นิกเกิล
  • 3 : โลหะผสมทองแดง-สังกะสี
  • 4 : โลหะผสมทองแดง-เงิน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 204 :
  • ปัญหาการกัดกร่อนที่พบส่วนใหญ่ในชิ้นส่วนกังหันใบพัดเรือ เช่น เรือขนส่งสินค้า หรือเรือที่ใช้ในกิจกรรมของทหารเรือ คือ
  • 1 : General corrosion
  • 2 : De-alloyed zone
  • 3 : Pitting corrosion
  • 4 : High temperature oxidation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 205 :
  • ชิ้นส่วนของเรือที่สำคัญ เช่น กังหันใบพัด และหางเสือเรือเสี่ยงต่อการกัดกร่อนได้ง่ายเนื่องจากต้องอยู่ในสภาพสิ่งแวดล้อมที่เป็นของเหลว คือ น้ำในแม่น้ำที่มีกระแสน้ำไหลวนปะทะ ประกอบกับมีสิ่งมีชีวิตอยู่ในแม่น้ำ ร่วมกับอนุภาคตะกอนที่อยู่ในน้ำนั้น กรณีเช่นนี้อาจเป็นสาเหตุของการกัดกร่อนใด
  • 1 : General corrosion
  • 2 : Cavitation corrosion
  • 3 : Pitting corrosion
  • 4 : High temperature oxidation
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 206 :
  • แนวทางการป้องกันการกัดกร่อนใดที่ใช้สำหรับโครงสร้างของเรือ
  • 1 : ทำความสะอาดกำจัดเพลียงที่ติดอยู่ตามโครงสร้าง
  • 2 : ทาสีเคลือบ
  • 3 : ใช้สารยับยั้งการกัดกร่อน
  • 4 : คำตอบ 1 และคำตอบ 2 รวมกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 207 :
  • พาสสีฟฟิล์ม (Passive film) ของโลหะใดต่อไปนี้มีความต้านทานการกัดกร่อนได้น้อยที่สุด
  • 1 : เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ
  • 2 : เหล็กกล้าไร้สนิม
  • 3 : อะลูมิเนียมผสม
  • 4 : ทองแดงผสม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 208 :
  • ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้องหากเหล็กกล้าไร้สนิมผ่านการใช้งานที่อุณหภูมิระหว่าง 425 องศาเซลเซียส และ 815 องศาเซลเซียสเป็นระยะเวลานานต้องสัมผัสกับสารละลายที่มีความเข้มข้นของกรดในปริมาณสูง
  • 1 :  เหล็กกล้าไร้สนิมเกิดการกัดกร่อนในช่วงแรกอย่างรวดเร็วแล้วการกัดกร่อนลดลงเมื่อ
    เวลาผ่านไป
  • 2 : การกัดกร่อนเป็นไปอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะบริเวณขอบเกรน
  • 3 : ไม่เกิดปฎิกิริยาใดๆทั้งสิ้น
  • 4 : ปฏิกิริยาการกัดกร่อนเกิดอย่างช้าๆและไม่รุนแรง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 209 :
  • เทคโนโลยีพื้นผิว (Surface technology) ใดนิยมใช้ในอุตสาหกรรมกระป๋องบรรจุอาหารและเครื่องดื่ม
  • 1 : Electrogalvanized-Zinc
  • 2 : Chrome-plated
  • 3 : PVD coating
  • 4 : Electroplated tin
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 210 :
  • ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้องสำหรับการเคลือบผิวโลหะด้วยโครเมียมเพื่อป้องกันการกัดกร่อนด้วย Electroplating
  • 1 : เป็นการเคลือบผิวโลหะโดยอาศัยหลักของเซลล์อิเลคโตรไลต์
  • 2 : โลหะที่ถูกเคลือบเป็นแคโทดโดยต่อเข้ากับขั้วลบของแหล่งจ่ายกระแสไฟฟ้า
  • 3 : โครเมียมที่ได้มาจากกรดโครมิค (CrO3) ในสารละลายอิเลคโตรไลต์
  • 4 :  แท่งโครเมียมบริสุทธิ์ต่อเข้ากับขั้วบวกของแหล่งจ่ายกระแสไฟฟ้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 211 :
  • โลหะผสมชนิดใดที่นิยมใช้ผลิตชิ้นส่วนท่อไอเสียรถมอเตอร์ไซค์โดยพิจารณาจากราคาและสมบัติที่เหมาะสมต่อการใช้งานจริง
  • 1 : เหล็กกล้าคาร์บอนธาตุผสมต่ำเช่น เกรด AISI 4140, 4340 เป็นต้น
  • 2 : เหล็กกล้าไร้สนิมดูเพล็กซ์เช่น เกรด UNS 2205, 2507 เป็นต้น
  • 3 : โลหะผสมนิเกิล เช่น เกรด 718 เป็นต้น
  • 4 : เหล็กกล้าไร้สนิมเฟอร์ริติคเช่น เกรด AISI 409 เป็นต้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 212 :
  • โลหะผสมชนิดใดต่อไปนี้ที่นิยมใช้ผลิตชิ้นส่วนของใบพัดหรือกังหันไอน้ำ (Turbine blade) ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่มีสภาวะการกัดกร่อนค่อนข้างรุนแรง (Aggressive corrosion) และมีอุณหภูมิสูง
  • 1 : เหล็กกล้าไร้สนิมมาร์เทนซิติคเกรด 17-4PH
  • 2 : เหล็กกล้าไร้สนิมดูเพล็กซ์เช่น เกรด UNS 2205, 2507 เป็นต้น
  • 3 : โลหะผสมนิเกิล-โครเมียม-โมลิบดีนัม เช่น Hastelloy C22 เป็นต้น
  • 4 : เหล็กกล้าไร้สนิมเฟอร์ริติคเช่น เกรด AISI 409 เป็นต้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 213 :
  • อุณหภูมิใช้งานเหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนิติคใดต่อไปนี้ที่เสี่ยงต่อการตกตะกอนของไนโอเบียมคาร์ไบด์ตามขอบเกรนและทำให้เกิดการกัดกร่อนตามขอบเกรนในที่สุด
  • 1 : 425 องศาเซลเซียส
  • 2 : 545 องศาเซลเซียส
  • 3 : 785 องศาเซลเซียส
  • 4 : 1100 องศาเซลเซียส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 214 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นแนวทางปฏิบัติในระหว่างการเชื่อมท่อเหล็กกล้าไร้สนิมที่ใช้ส่งก๊าซ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดเซนซิไทเซชัน
  • 1 : ใช้แผ่นให้ความร้อนก่อนเชื่อม (Preheating)
  • 2 : ใช้แผ่นให้ความร้อนหลังเชื่อม (Postheating)
  • 3 : ใช้น้ำหล่อเย็น
  • 4 : ใช้โลหะชนิดอื่นที่มีความสามารถในการดูดความร้อนได้ดีมาจับยึดท่อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 215 :
  • ในระบบหม้อไอน้ำ (Boiler) และกังหันไอน้ำ (Steam turbine) มักพบปัญหาการกัดกร่อนจากผลของน้ำกระด้าง สารใดที่เป็นตัวการเพิ่มความกระด้างของน้ำ
  • 1 : Ca2+ และ Cl-
  • 2 : Mg2+ และ Cl-
  • 3 : Ca2+ และ I-
  • 4 : Ca2+ และ Mg2+
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 216 :
  • ในระบบหม้อไอน้ำ (Boiler) และกังหันไอน้ำ (Steam turbine) มักพบปัญหาการกัดกร่อนจากผลของน้ำกระด้าง ดังนั้นจำเป็นต้องจำกัดปริมาณของสิ่งปนเปื้อน เช่น ซิลิกาที่อยู่ในรูปของ SiO2 หากความดันไอของน้ำสูงประมาณ 110-140 บาร์ ปริมาณซิลิกาควรไม่เกินกี่ ppm
  • 1 : 1
  • 2 : 2
  • 3 : 5
  • 4 : 7
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 217 :
  • การประปานครหลวงฆ่าเชื้อโรคด้วยการเติมคลอรีนแล้วควบคุมให้มีค่า pH ระหว่าง 6.8-8.5 หากสมชายเก็บน้ำประปาดังกล่าวไว้ใช้งานด้วยแทงค์น้ำขนาดใหญ่ที่ผลิตจากเหล็กกล้าไร้สนิมเกรด 304 ที่มีรอยเชื่อมตามขอบรอยต่อ ในฐานะที่ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญท่านจะแนะนำสมชายอย่างไรเพื่อป้องกันการกัดกร่อนที่อาจเกิดขึ้นได้ในแทงค์เก็บน้ำ โดยสามารถกระทำได้จริงและไม่เป็นอันตราย
  • 1 : เติมสารยับยั้งการกัดกร่อน
  • 2 : ให้มีการไหลเวียนของระดับน้ำอยู่เสมอ
  • 3 : ติดตั้ง Cathodic protection
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 218 :
  • น้ำที่ใช้ป้อนในระบบหม้อไอน้ำ (Boiler) มักมีแร่ธาตุปนเปื้อน เมื่อน้ำเกิดการระเหยธาตุปนเปื้อนจะตกตะกอนเป็นตะกรันอุดตันในระบบหม้อไอน้ำทำให้ประสิทธิภาพของระบบลดลง และบางครั้งอาจระเบิดได้ ในฐานะที่ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญท่านจะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้อย่างไร
  • 1 : เติมสารยับยั้งการกัดกร่อน
  • 2 : กำจัดแร่ธาตุให้มีปริมาณเหลือน้อยที่สุดก่อนส่งเข้าระบบ
  • 3 : ข้อ 1 และ 2 รวมกัน
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 219 :
  • ในระบบท่อไอน้ำ (Steam line) เมื่อเกิดการสลายตัวของคาร์บอเนตและไบคาร์บอเนต จะได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสุดท้ายกลายเป็นกรดคาร์บอนิกซึ่งมีค่า pH ต่ำมากทำให้เกิดการกัดกร่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการกัดกร่อนอาจทำได้โดยเติมสารยับยั้งการกัดกร่อนในกลุ่มของ
  • 1 : เอมีน
  • 2 : พอลิเมอร์
  • 3 : ฟอสเฟต
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 220 :
  • เมื่อโลหะมีการใช้งานที่อุณหภูมิสูง และสัมผัสกับอากาศย่อมเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันที่ผิวแล้วเกิดออกไซด์ที่ผิว การเสียหายของโลหะจะไม่เกิดหรือเกิดอย่างช้าๆหากออกไซด์ดังกล่าวมีสมบัติใดต่อไปนี้
  • 1 : Pilling-Bedworth ration < 1
  • 2 : มีรูพรุน
  • 3 : สลายตัวง่าย
  • 4 : ไม่เปราะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 221 :
  • โลหะใดต่อไปนี้มีความต้านทานการกัดกร่อนในน้ำทะเลน้อยที่สุด
  • 1 : Platinum
  • 2 : High nickel cast iron
  • 3 : Cadmium
  • 4 : Lead
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 222 :
  • Empirical formula ใดใช้สำหรับประเมินความต้านทานการกัดกร่อนแบบรูเข็มในเหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนิติคและเหล็กกล้าไร้สนิมดูเพล็กซ์
  • 1 : %Cr+3.3*(%Mo+0.5%W)+16%N
  • 2 : %Cr+2%Si+1.5%Mo+5%V+5.5%Al+1.75%Nb+1.5%Ti+0.75%W
  • 3 : %Ni+%Co+0.5%Mn+0.3%Cu+25%N+30%C
  • 4 : %C+(%Mn/6)+(%Cr+%Mo+%V)/5+(%Ni+%Cu)/15
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 223 :
  • Stress Corrosion Cracking (SCC) เกิดขึ้นได้ในระบบโลหะผสมหลายชนิดโดยต้องมีตัวแปรที่สำคัญคือ ตัวกลางการกัดกร่อน และความเค้นแรงดึง หากมีการใช้งานโลหะผสมทองแดงเช่น Cu-30Zn (Catridge brass) ตัวกลางการกัดกร่อนใดควรหลีกเลี่ยงเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเสียหายจาก SCC
  • 1 : Chloride
  • 2 : Bromide
  • 3 : Ammonia
  • 4 : Caustic soda
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 224 :
  • Stress Corrosion Cracking (SCC) เกิดขึ้นได้ในระบบโลหะผสมหลายชนิดโดยต้องมีตัวแปรที่สำคัญคือ ตัวกลางการกัดกร่อน และความเค้นแรงดึง หากมีการใช้งานโลหะผสมนิกเกิล-โครเมียม ตัวกลางการกัดกร่อนใดควรหลีกเลี่ยงเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเสียหายจาก SCC
  • 1 : Water
  • 2 : Amine
  • 3 : Nitrate
  • 4 : Bromide
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 225 :
  • Implant material เป็นกลุ่มโลหะที่มีความสำคัญยิ่งในวงการแพทย์เพื่อใช้เป็นวัสดุทดแทนกระดูกในร่างกาย ข้อใดต่อไปนี้เป็น Implant material
  • 1 : Titanium
  • 2 : Mild steel
  • 3 : High strength steel
  • 4 : Aluminium
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 226 :
  • สมบัติพื้นฐานใดต่อไปนี้ที่ Implant material (คือ วัสดุที่ใช้ฝังในร่างกายเพื่อทดแทนชิ้นส่วนที่เสื่อมสภาพ เช่น กระดูก เป็นต้น) จำเป็นต้องมี
  • 1 : Light weight
  • 2 : Non toxic
  • 3 : High strength
  • 4 : ข้อ 1, 2 และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 227 :
  • จาก Empirical formula สำหรับคำนวณหาความต้านทานการกัดกร่อนแบบรูเข็มหรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Pitting Resistance Equivalent Number (PREN) ของเหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนิติคและเหล็กกล้าไร้สนิมดูเพล็กซ์ ธาตุใดที่มีผลกระทบสูงสุดและส่งเสริมความต้านทานการกัดกร่อนแบบรูเข็ม
  • 1 : Nitrogen
  • 2 : Nickel
  • 3 : Tungsten
  • 4 : Molybdenum
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 228 :
  • อุปกรณ์ เครื่องมือสำหรับผ่าตัดในวงการแพทย์ เช่น มีด กรรไกร เป็นต้น จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีความสะอาดปลอดภัย ปราศจากร่องรอยสนิม และมีความแข็งแรง นิยมผลิตจากโลหะชนิดใด
  • 1 : Ferritic stainless steel
  • 2 : Austenitic stainless steel
  • 3 : Martensitic stainless steel
  • 4 : Duplex stainless steel
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 229 :
  • วิธีป้องกันการกัดกร่อนอย่างง่ายที่สะดวก ประหยัด สำหรับแผงกั้นเหล็กตามถนน หรือเก้าอี้นั่งตามสวนสาธารณะ คือ
  • 1 : Anodic protection
  • 2 : Inhibitor
  • 3 : Cathodic protection
  • 4 : Coating
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 230 :
  • ผงโลหะที่มีส่วนประกอบเป็น MCrAlY นิยมใช้เคลือบผิวชิ้นส่วนทางวิศวกรรมเพื่อป้องกันการกัดกร่อนที่อุณหภูมิระหว่าง 500-900 องศาเซลเซียส โลหะ Y ทำหน้าที่อะไร
  • 1 : Promote oxidation resistance
  • 2 : Catalyst
  • 3 : Forming oxide layer
  • 4 : ข้อ 1 และ ข้อ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 231 :
  • ผงโลหะที่มีส่วนประกอบเป็น MCrAlY นิยมใช้เคลือบผิวชิ้นส่วนทางวิศวกรรมเพื่อป้องกันการกัดกร่อนที่อุณหภูมิระหว่าง 500-900 องศาเซลเซียส โลหะ M คือ
  • 1 : Nickel
  • 2 : Molybdenum
  • 3 : Cobalt
  • 4 : ข้อ 1, 2 และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 232 :
  • โลหะผสมใดต่อไปนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิด Stress corrosion cracking หากตัวกลางการกัดกร่อนคือแอมโมเนีย
  • 1 : เหล็กกล้าไร้สนิมเกรด AISI 430
  • 2 : Cast iron
  • 3 : Copper alloy
  • 4 : Steel
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 233 :
  • แนวทางใดต่อไปนี้ที่นิยมใช้เพื่อป้องกันการกัดกร่อนสำหรับระบบท่อส่งก๊าซ หรือท่อลำเลียงผลิตภัณฑ์
    ปิโตรเคมี
  • 1 : Anodic protection
  • 2 : Inhibitor
  • 3 : Cathodic protection
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 234 :
  • ตัวกลางการกัดกร่อนใดบ้างที่มักพบในโรงกลั่นน้ำมัน
  • 1 : H2S
  • 2 : NaCl
  • 3 : CO2
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 235 :
  • ในน้ำมันดิบ (Crude oil) บางครั้งมีไนโตรเจนปนเปื้อน แต่ส่วนใหญ่ไนโตรเจนมักมาจากอากาศเป็นส่วนใหญ่ เมื่อนำน้ำมันดิบดังกล่าวไปผ่านกระบวนการกลั่นที่อุณหภูมิสูง ไนโตรเจนที่อยู่ในน้ำมันดังกล่าวเกิด
  • 1 : แอมโมเนีย
  • 2 : กระตุ้นให้ไฮโดรเจนแพร่ซึมในโลหะที่เป็นชิ้นส่วนของหอกลั่น
  • 3 : เพิ่มความเสี่ยงต่อการแตกร้าวโดยเฉพาะชิ้นส่วนโลหะที่ทำจากโลหะผสมทองแดง
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 236 :
  • ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) ที่ปรากฎในน้ำมันดิบ (Crude oil) สามารถกำจัดหรือทำให้มีปริมาณลดลงได้ด้วยวิธีใดบ้าง เพื่อลดความรุนแรงของการกัดกร่อนจากก๊าซดังกล่าว
  • 1 : เติมแอมโมเนีย
  • 2 : เติมโซเดียมไฮดรอกไซด์
  • 3 : เติมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 237 :
  • ชิ้นส่วนวัสดุฝังภายในร่างกายมนุษย์ (Implant material) โดยเฉพาะ Bone screw ควรมีสมบัติใดบ้าง
  • 1 : ไม่ทำปฎิกิริยาเคมีในร่างกายมนุษย์โดยเฉพาะการกัดกร่อน
  • 2 : มีค่า Tensile strength สูง เพื่อป้องกันการเกิด Bending และ Fatigue
  • 3 : มีความเหนียวเพียงพอเพื่อป้องกันการแตกหัก
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 238 :
  • ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้องสำหรับ Season cracking
  • 1 : เป็น Stress corrosion cracking ที่พบในเหล็กกล้าความแข็งแรงสูง
  • 2 : เป็น Stress corrosion cracking ที่พบในทองเหลือง
  • 3 : เป็น Stress corrosion cracking ที่พบในอะลูมิเนียม
  • 4 : เป็น Stress corrosion cracking ที่พบในทองแดง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 239 :
  • ตัวกลางการกัดกร่อนสำคัญที่เป็นสาเหตุของการเกิด Season cracking คือ
  • 1 : NH4+
  • 2 : CO
  • 3 : CO2
  • 4 : NaOH
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 240 :
  • แนวทางใดต่อไปนี้ที่ใช้เพื่อป้องกันการเกิด Graphitic corrosion
  • 1 : Coating
  • 2 : Anodic protection
  • 3 : Cathodic protection
  • 4 : เฉพาะข้อ 1และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 241 :
  • หากนำทองเหลืองที่มีสังกะสีผสมมากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักไปใช้งานในน้ำที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และหรือมีคลอไรด์ละลายอยู่มากจะเกิด
  • 1 : Crevice corrosion
  • 2 : Dezincification
  • 3 : Season cracking
  • 4 : Stress corrosion cracking
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 242 :
  • แนวทางใดต่อไปนี้ที่ใช้เพื่อป้องกันการกัดกร่อนเฉพาะที่ในทองเหลืองที่มีสังกะสีผสมมากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก และใช้งานในน้ำที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และหรือมีคลอไรด์ละลายอยู่มากจะเกิด
  • 1 : เติมดีบุก
  • 2 : เติมฟอสฟอรัส
  • 3 : เพิ่มปริมาณสังกะสีในทองเหลืองให้มากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 243 :
  • Hydride formation เป็นความเสียหายหลักที่เกิดจากก๊าซไฮโดรเจนที่มักพบในโลหะใด
  • 1 : Titanium
  • 2 : Niobium
  • 3 : Uranium
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 244 :
  • ข้อใดคือความต่างระหว่าง Fretting corrosion และ Erosion corrosion
  • 1 : เป็นการเสียหายของโลหะที่เป็นผลร่วมระหว่าง การสึกหรอและการกัดกร่อน
  • 2 : มักพบในชิ้นส่วนโลหะสองชนิดที่มีการเคลื่อนที่สัมพัทธ์กันในสิ่งแวดล้อมการกัดกร่อน
  • 3 : Fretting corrosion มักพบในสิ่งแวดล้อมการกัดกร่อนที่เป็น Dry or humid air ในขณะที่ Erosion corrosion มักเกิดในสิ่งแวดล้อมการกัดกร่อนที่เป็นของเหลวที่มีการไหลปะทะผิวโลหะ
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 245 :
  • วิธีการใดต่อไปนี้สามารถใช้เพื่อลด Fretting corrosion
  • 1 : ใช้สารหล่อลื่น
  • 2 : เพิ่มสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่ผิวโลหะเพื่อลดการเคลื่อนที่สัมพัทธ์ของโลหะสองชนิดที่สัมผัสกัน
  • 3 : ใช้วัสดุอื่นแทรกระหว่างโลหะสองชนิดเพื่อลดการเสียดสี เช่น Gasket
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 246 :
  • ในฐานะที่ท่านเป็นวิศวกรผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการกัดกร่อนของโลหะ หากมีโรงงานแห่งหนึ่งประสบปัญหาต้องเปลี่ยนท่อระบายน้ำเสียจากโรงงานทุกๆสามเดือน โดยน้ำเสียมีภาวะเป็นกรดอ่อนๆ และมีอนุภาคขนาดเล็กของผงยิปซั่มแขวนลอยวิธีการใดต่อไปนี้ที่ท่านจะเลือกใช้เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวทั้งนี้ต้องเป็นวิธีการที่ประหยัด ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงแก่สิ่งแวดล้อม
  • 1 : ใช้สารยับยั้งการกัดกร่อน
  • 2 : เคลือบผิวท่อด้วยวัสดุที่มีความต้านทานการกัดกร่อนได้ดีด้วยเทคนิคทางวิศวกรรมพื้นผิว เช่น เชื่อมผอกผิว หรือเคลือบด้วยเปวความร้อน
  • 3 : เปลี่ยนไปใช้ท่อพีวีซีแทน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 247 :
  • โลหะชนิดใดต่อไปนี้ที่นิยมใช้งานเพื่อทนสภาพ Atmospheric corrosion ได้ดีโดยมีราคาไม่สูงมากนักและใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม
  • 1 : Hastelloy C22
  • 2 : Cast iron
  • 3 : Ni base alloy
  • 4 : Weathering steel
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 248 :
  • Electroplated tin หรือ Tinplate นิยมใช้พื่อป้องกันการกัดกร่อนในอุตสาหกรรมใด
  • 1 : Automotive
  • 2 : Offshore
  • 3 : Onshore
  • 4 : Food and beverage
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 249 :
  • Chrome-plated นอกจากใช้เพื่อเพิ่มความต้านทานการกัดกร่อนแล้ว
  • 1 : เพิ่มความแข็งที่ผิวโลหะ
  • 2 : เพิ่มความต้านทานการสึกหรอ
  • 3 : เพื่อความสวยงาม
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 250 :
  • ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้องสำหรับการใช้งาน Carbon steel
  • 1 : Offshore drilling platform
  • 2 : Boiler tube
  • 3 : Tank ที่บรรจุกรดซัลฟูริคที่มีความเข้มข้นน้อยกว่า 65%
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 251 :
  • ข้อใดต่อไปนี้คือตัวอย่างของ Weathering steel ที่มีความแข็งแรงที่สูงกว่าเหล็กกล้าคาร์บอนทั่วไป และมีความต้านทานการกัดกร่อนใกล้เคียงเหล็กกล้าไร้สนิม
  • 1 : Corten St52
  • 2 : 18-8
  • 3 : เหล็กหัวฟ้า
  • 4 : เหล็กหัวแดง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 252 :
  • ตัวกลางการกัดกร่อนใดต่อไปนี้อาจทำลายความสวยงามของสร้อยทองคำแท้
  • 1 : Aqua regia
  • 2 : Hydrofluoric acid
  • 3 : Sodium hydroxide
  • 4 : Copper sulphate
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 253 :
  • Aqua regia เป็นตัวกลางการกัดกร่อนชนิดหนึ่งที่รุนแรง สามารถกัดทำลายโลหะมีค่าเช่น แพลททินัม ข้อใดคือส่วนผสมของกรดดังกล่าว
  • 1 : HNO3+HCl
  • 2 : HF+HCl
  • 3 : HNO3+HF
  • 4 : NaOH+HCl
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 254 :
  • ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้องสำหรับการต้านทานการกัดกร่อนของอะลูมิเนียม
  • 1 : มีความว่องไวต่อการเกิดปฎิกิริยา แต่มี Protective oxide เคลือบปกป้องผิว
  • 2 :  พาสสีฟฟิล์มของอะลูมิเนียมทนทานต่อสภาพกรด
  • 3 :  พาสสีฟฟิล์มของอะลูมิเนียมทนทานต่อสภาพกกลาง
  • 4 : พาสสีฟฟิล์มของอะลูมิเนียมทนทานต่อสภาพกด่าง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 255 :
  •  ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้องสำหรับการใช้งานโลหะแมกนีเซียมในงานด้านการกัดกร่อน
  • 1 :  มีความต้านทานต่อการกัดกร่อนได้ดีเยี่ยม
  • 2 :  นิยมใช้เพื่อป้องกันการกัดกร่อนแบบ Anodic protection
  • 3 :  เมื่อสัมผัสกับโลหะต่างชนิด แมกนีเซียมจะทำตัวเป็นแคโทด
  • 4 :  นิยมใช้เป็น Sacrificial anode
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 256 :
  • หากมีชิ้นส่วนวิศวกรรมหนึ่ง ต้องการ Strength ที่อุณหภูมิสูง ในขณะเดียวกันต้องการความต้านทานต่อการเกิด Stress corrosion cracking ควรเลือกใช้
  • 1 : HSLA
  • 2 : Weathering steel
  • 3 : Ni base alloy
  • 4 : Magnesium alloy
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 257 :
  • ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้องสำหรับการใช้งานโลหะสังกะสีในงานด้านการกัดกร่อน
  • 1 : เป็นโลหะที่มีความต้านทานการกัดกร่อนดี
  • 2 : นิยมใช้เป็น Sacrificial metal
  • 3 : การใช้งานหลัก คือ Galvanized steel
  • 4 : นิยมใช้เป็น Cathodic protection for steel
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 258 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้องสำหรับแนวทางป้องกัน Erosion-corrosion damage
  • 1 : ลดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของท่อ
  • 2 : ใช้โลหะที่มีความหนาแต่น้อย
  • 3 : เพิ่มความหนา และเส้นผ่าศูนย์กลางของโลหะที่ใช้ทำท่อ
  • 4 : ข้อ 1 และ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 259 :
  • ข้อใดต่อไปนี้คือตัวอย่างของ Stress corrosion cracking ที่พบโดยทั่วไปในโลหะที่ใช่เหล็กและไม่ใช่เหล็ก
  • 1 : Season cracking
  • 2 : Caustic embrittlement
  • 3 : Hydrogen blistering
  • 4 : ข้อ 1 และ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 260 :
  • นอกจากใช้วิธีออกแบบเพื่อลดโอกาสเกิด Erosion-corrosion damage แล้วยังมีวิธีใดอีกที่น่าสนใจ
  • 1 : Hard facing
  • 2 : Alteration of the environment
  • 3 : Cathodic protection
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 261 :
  • ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้องสำหรับการเลือกใช้โลหะใดๆ เพื่อลดโอกาสเกิด Erosion-corrosion damage
  • 1 : เลือกใช้โลหะที่มีความเนียว อ่อนนุ่ม
  • 2 : เลือกใช้โลหะที่ผ่านกระบวนการอบชุบจนได้โครงสร้างจุลภาคที่แข็งเช่น มาร์เทนไซต์
  • 3 : ใช้เหล็กหล่อ
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 262 :
  • หากมีถังโลหะใบหนึ่งบรรจุสารละลายอิเลคโตรไลต์ที่มีภาวะเป็นกรดอ่อน โดยที่ภายนอกถังสัมผัสกับบรรยากาศปกติ เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ มีโอกาสที่จะเกิด
  • 1 : Hydrogen embrittlement
  • 2 : Hydrogen blistering
  • 3 : Hydrogen assisted cold cracking
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 263 :
  • ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้องสำหรับการป้องกัน Hydrogen blistering โดยใช้สารยับยั้งการกัดกร่อน (Inhibitor)
  • 1 : สารยับยั้งการกัดกร่อนลดอัตราการกัดกร่อน
  • 2 : สารยับยั้งการกัดกร่อนเพิ่มปฎิกิริยารีดักชันของไฮโดรเจน
  • 3 : การใช้สารยับยั้งการกัดกร่อนได้ผลดีทั้งระบบปิดและระบบเปิด
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 264 :
  • นอกจากสารยับยั้งการกัดกร่อนแล้ว ยังมีทางเลือกใดต่อไปนี้ สามารถใช้เพื่อป้องกัน Hydrogen blistering
  • 1 : Coating
  • 2 : Killed steel
  • 3 : Ni containing steel
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 265 :
  • แม้ว่า Hydrogen embrittlement เป็นการเสียหายที่คล้ายคลึงกับ Hydrogen blistering แต่แนวทางการป้องกันหรือลดความเสี่ยงค่อนข้างต่าง ข้อใดต่อไปนี้คือแนวทางป้องกันที่ไม่ได้ใช้ใน Hydrogen blistering
  • 1 : Using inhibitor
  • 2 : Baking
  • 3 : Coating
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 266 :
  • เหล็กกล้าความแข็งแรงสูง (HSLA) ที่มี Yield strength ระหว่าง 350-550 MPa นิยมใช้เพื่อสร้างท่อลำเลียงกระแสน้ำในกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้า ตัวอย่างที่พบได้ทั่วไป คือ Hydropower plant จากหลายๆประเทศทั่วโลก เช่น ในยุโรป (Cleuson-Dixence) และญี่ปุ่น (Kannagawa) แม้ว่า กระบวนการเชื่อมมีบทบาทสำคัญ ภายหลังการเชื่อมเสร็จสิ้น เพื่อป้องกันการกัดกร่อน เทคนิคใดต่อไปนี้นำมาใช้จริง
  • 1 : Using inhibitor
  • 2 : Baking
  • 3 : Cathodic protection
  • 4 : Painting
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 267 :
  • โดยทั่วไปเทคนิคที่ใช้เพื่อป้องกันการกัดกร่อนของโครงสร้างทางวิศวกรรมต่างๆ เช่น สะพาน หรือท่อลำเลียงน้ำ ต่างๆ ที่นิยมคือการทาสี (Painting) อยากทราบว่าความหนาของชั้นสีอยู่ระหว่าง
  • 1 : มิลลิเมตร-ไมครอน
  • 2 : เซนติเมตร
  • 3 : นาโนเมตร
  • 4 : นิ้ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 268 :
  • นอกจากเทคนิคพื้นฐานที่ใช้เพื่อป้องกันการกัดกร่อนแก่ท่อลำเลียงน้ำที่มีระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรใน Hydropower plant ที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าแล้ว ยังมีเทคนิคเพิ่มเติมโดยการเทปูนซีเมนต์ล้อมรอบภายนอกท่อดังกล่าว เพราะอะไร
  • 1 : ป้องกันไม่ให้ความชื้นจากดินสัมผัสกับท่อเหล็กโดยตรง
  • 2 : ตัดองค์ประกอบของเซลล์การกัดกร่อน เพื่อไม่ให้เกิดการกัดกร่อน
  • 3 : พยุงโครงสร้าง
  • 4 : ทุกข้อรวมกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 269 :
  • เหล็กกล้าไร้สนิมดูเพล็กซ์ คือ เหล็กกล้าไร้สนิมที่นิยมใช้งานในสิ่งแวดล้อมการกัดกร่อนที่รุนแรง และมีสมบัติทางกลที่เหนือกว่าเกรดอื่นๆ เช่น เหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนิติค เหล็กกล้าไร้สนิมเฟอร์ริติค ทั้งนี้เพราะมีโครงสร้างออสเตนไนท์และเฟอรร์ไรท์อยู่ร่วมกัน อย่างไรหากเกิดการกัดกร่อนภายหลังใช้งานไปนานๆ เมื่อตรวจสอบโครงสร้างจุลภาค ท่านคิดว่าโครงสร้างใดจะเกิดการกัดกร่อนมากกว่า
  • 1 : เฟอร์ไรท์
  • 2 : ออสเตนไนท์
  • 3 : เกิดการกัดกร่อนเกือบเท่ากัน
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 270 :
  • เหล็กกล้าไร้สนิมดูเพล็กซ์ คือ เหล็กกล้าไร้สนิมที่นิยมใช้งานในสิ่งแวดล้อมการกัดกร่อนที่รุนแรง และมีสมบัติทางกลที่เหนือกว่าเกรดอื่นๆ เช่น เหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนิติค เหล็กกล้าไร้สนิมเฟอร์ริติค ทั้งนี้เพราะมีโครงสร้างออสเตนไนท์และเฟอรร์ไรท์อยู่ร่วมกัน อย่างไรหากเกิดการกัดกร่อนภายหลังใช้งานไปนานๆ เมื่อตรวจสอบโครงสร้างจุลภาค ท่านคิดว่าโครงสร้างใดจะเกิดการกัดกร่อนมากกว่า หากผสมธาตุไนโตรเจนปริมาณเล็กน้อยระหว่าง 0.20-0.35 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก
  • 1 : เฟอร์ไรท์
  • 2 : ออสเตนไนท์
  • 3 : เกิดการกัดกร่อนเกือบเท่ากัน
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 271 :
  • แนวทางใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้องสำหรับป้องกัน Fretting-oxidation
  • 1 : ใช้สารหลื่อลื่นที่มีความหนืดสูง
  • 2 : เพิ่มความแข็งที่ผิวหน้าของโลหะ
  • 3 : เพิ่มความเสียดทานระหว่างผิวสัมผัส
  • 4 : ไม่มีข้อใดผิด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 272 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่จัดอยู่ในกลุ่มของ Alkalies
  • 1 : Magnesium hydroxide
  • 2 : Calcium carbonate
  • 3 : Caustic potash
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 273 :
  • ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้องสำหรับสมบัติของน้ำทะเล (Seawater)
  • 1 : เป็นสาเหตุของการเกิด Galvanic and crevice corrosion
  • 2 : 5.7% Salt
  • 3 : pH 8
  • 4 : Alkaline
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 274 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เป็นตัวแปรสำคัญที่ควบคุมระดับความรุนแรงการกัดกร่อนของ Fresh water
  • 1 : Oxygen content
  • 2 : Hardness
  • 3 : Chloride content
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 275 :
  • ตัวแปรสำคัญที่ควบคุมความกระด้างของน้ำ (ความกระด้างของน้ำมีผลต่อระดับความรุนแรงของการกัดกร่อน)
  • 1 : ปริมาณและส่วนประกอบของแร่ธาตุ
  • 2 : ปริมาณออกซิเจน
  • 3 : ปริมาณซัลเฟอร์
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 276 :
  • เมื่อมีการใช้งานเหล็กที่อุณหภูมิสูงย่อมเกิด Oxidation reaction แล้วได้ Oxide film ของเหล็กเกาะอยู่บนผิว อย่างไรก็ตาม Oxide film ดังกล่าวยึดเกาะผิวได้น้อยจึงหลุดล่อน ผิวเปลือยของเหล็กเมื่อสัมผัสกับความร้อนและออกซิเจนก็จะเกิด Oxidation reaction และ Oxide film หมุนเวียนซ้ำๆ จนในที่สุดความหนาของเหล็กลดลงจนไม่สามารถรับภาระกรรมทางกลต่อไปได้ การเสื่อมประลัยจึงเกิดขึ้น อุณหภูมิเริ่มต้นโดยประมาณของการเกิด Oxide film ในเหล็กกล้า คือ
  • 1 : 350 องศาเซลเซียส
  • 2 : 570 องศาเซลเซียส
  • 3 : 727 องศาเซลเซียส
  • 4 : 1143 องศาเซลเซียส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 277 :
  • หากนำเหล็กกล้าคาร์บอนไปอบที่อุณหภูมิสูงโดยบรรยากาศภายในเตามีก๊าซไฮโดรเจนเป็นหลัก สิ่งที่เกิดขึ้น คือ
  • 1 : เกิดการสูญเสียคาร์บอนในเหล็กคาร์บอน
  • 2 : เกิด CH4 ที่มีแรงดันสูง
  • 3 : เกิด Hydrogen attack
  • 4 : ทุกข้อรวมกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 278 :
  • น้ำมันดิบชนิด Sour crude oil มักมีตัวกลางการกัดกร่อนใดปนเปื้อนมากที่สุด
  • 1 : H2O
  • 2 : CH4
  • 3 : H2S
  • 4 : ทุกข้อรวมกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 279 :
  • ตัวกลางการกัดกร่อนใดที่ใช้เป็นข้อกำหนดแบ่งประเภทของ Sour crude oil และ Sweet crude oil
  • 1 : S
  • 2 : CO2
  • 3 : H2S
  • 4 : ทุกข้อรวมกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 280 :
  • ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี (Petroleum products) ถูกขนส่งหรือถ่ายเทด้วย Tank, pipeline และ Tank trucks การป้องกันการกัดกร่อนแบ่งเป็นผิวภายนอกและผิวภายใน เทคนิคใดที่นิยมใช้เพื่อป้องกันการกัดกร่อนภายในของท่อขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี
  • 1 : Coating
  • 2 : Anodic protection
  • 3 : Cathodic protection
  • 4 : ข้อ 1 และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 281 :
  • ตัวแปรสำคัญที่กระตุ้นให้เกิด Stress corrosion cracking คือ
  • 1 : Compressive stress
  • 2 : Susceptible microstructure
  • 3 : Corrosive environment
  • 4 : ข้อ 2 และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 282 :
  • Corrosive environment ที่กระตุ้นให้เกิด Stress corrosion cracking ในเหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนิติคคือ
  • 1 : MgCl2
  • 2 : CuSO4
  • 3 : CaCO3
  • 4 : ข้อ 2 และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 283 :
  • Corrosive environment ที่กระตุ้นให้เกิด Stress corrosion cracking ในเหล็กกล้าไร้สนิมมาร์เทนซิติคคือ
  • 1 : MgCl2
  • 2 : NaOH
  • 3 : CaCO3
  • 4 : H2S
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 284 :
  • Corrosive environment ที่กระตุ้นให้เกิด Stress corrosion cracking ในเหล็กกล้าไร้สนิมเฟอร์ริติคคือ
  • 1 :  NH4Cl
  • 2 :  NaOH
  • 3 :  NH4NO3
  • 4 :  ข้อ 1 และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 285 :
  • Corrosive environment ที่กระตุ้นให้เกิด Stress corrosion cracking ในเหล็กกล้าคาร์บอนที่มีอุณหภูมิใช้งาน ณ อุณหภูมิห้อง คือ
  • 1 :  Seawater
  • 2 :  HCN
  • 3 :  H2SO4+HNO3
  • 4 :  NaOH
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 286 :
  • ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถึง Knifeline attack (KLA) ไม่ถูกต้อง
  • 1 : Localized corrosion
  • 2 : Weld bead
  • 3 : Intergranular corrosion
  • 4 : Transgranular corrosion
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 287 :
  • ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้องสำหรับเซนซิไทเซชันของเหล็กกล้าไร้สนิมจากระบวนการเชื่อม
  • 1 : เกิดใน Base material
  • 2 : เกิดใน Heat Affected Zone (HAZ)
  • 3 : Weld decay
  • 4 : Intergranular corrosion
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 288 :
  • นอกจากเหล็กกล้าไร้สนิมที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเซนซิไทเซชันจากระบวนการเชื่อมแล้ว โลหะใดต่อไปนี้ที่มีความเสี่ยงด้วย
  • 1 : Hastelloy C22
  • 2 : Ni base alloy
  • 3 : Alloy C-276
  • 4 : ข้อ 1 และ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 289 :
  • การกัดกร่อนแบบ Atmospheric corrosion จะทวีความรุนแรงหากมีตัวแปรใดต่อไปนี้
  • 1 : ในบรรยากาศมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
  • 2 : แสงแดด
  • 3 : ในบรรยากาศมีก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์มากกว่า 0.01%
  • 4 : ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 290 :
  • โลหะทนไฟ (Refractory metals) หลายชนิดเลือกมาใช้งานทดแทนเหล็กและเหล็กกล้าเพราะสามารถใช้งานที่อุณหภูมิสูงได้ อย่างไรก็ตามโลหะดังกล่าวยังมีจุดอ่อนคือแพ้ต่อกรดบางชนิดและเกิดการกัดกร่อนได้ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่โลหะทนไฟ
  • 1 : Tungsten
  • 2 : Rhenium
  • 3 : Columbium
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 291 :
  • โลหะทนไฟ (Refractory metals) หลายชนิดเลือกมาใช้งานทดแทนเหล็กและเหล็กกล้าเพราะสามารถใช้งานที่อุณหภูมิสูงได้ อย่างไรก็ตามโลหะดังกล่าวยังมีจุดอ่อนคือแพ้ต่อกรดบางชนิดและเกิดการกัดกร่อนได้สำหรับ Columbium ควรหลีกเลี่ยงตัวกลางการกัดกร่อนใด
  • 1 : Organic acid
  • 2 : Inorganic acid
  • 3 : Alkaline solution
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 292 :
  • โลหะทนไฟ (Refractory metals) หลายชนิดเลือกมาใช้งานทดแทนเหล็กและเหล็กกล้าเพราะสามารถใช้งานที่อุณหภูมิสูงได้ อย่างไรก็ตามโลหะดังกล่าวยังมีจุดอ่อนคือแพ้ต่อกรดบางชนิดและเกิดการกัดกร่อนได้สำหรับ Molybdenum ควรหลีกเลี่ยงตัวกลางการกัดกร่อนใด
  • 1 :  Nitric acid
  • 2 :  Sulfuric acid
  • 3 :  Hydrochloric acid
  • 4 :  Hydrofluoric acid
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 293 :
  • โลหะทนไฟ (Refractory metals) หลายชนิดเลือกมาใช้งานทดแทนเหล็กและเหล็กกล้าเพราะสามารถใช้งานที่อุณหภูมิสูงได้ อย่างไรก็ตามโลหะดังกล่าวยังมีจุดอ่อนคือแพ้ต่อกรดบางชนิดและเกิดการกัดกร่อนได้สำหรับ Zirconium ควรหลีกเลี่ยงตัวกลางการกัดกร่อนใด
  • 1 :  Cupric acid
  • 2 :  Hydrobromic acid
  • 3 :  Hydriodic acid
  • 4 :  Alkalies
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 294 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ที่ไม่ใช่สมบัติของ Noble metals
  • 1 :  Unstable oxide
  • 2 :  Excellent corrosion resistance
  • 3 :  Low price
  • 4 :  Highly positive potential
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 295 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ที่ไม่ใช่ Noble metals
  • 1 :  Gold
  • 2 :  Cobalt
  • 3 :  Platinum
  • 4 :  Rhidium
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 296 :
  • ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้องสำหรับการใช้โลหะเป็นวัสดุเคลือบ (Metallic coating) สำหรับงานต้านทานการกัดกร่อน
  • 1 :  เพื่อให้วัสดุพื้น (Substrate) ไม่ถูกกัดกร่อน โดยให้ Metallic coating ถูกกัดกร่อนแทน
  • 2 :  Metallic coating ทำหน้าที่ขวางกั้นไม่ให้สิ่งแวดล้อมการกัดกร่อนสัมผัสกับวัสดุพื้นในที่สุดการกัดกร่อนไม่เกิด
  • 3 :  Metallic coating ทำได้หลายวิธีเช่น Flame spray, Chemical deposition, Plating และ Cladding
  • 4 :  ข้อ 1, 2 และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 297 :
  • Hot-dip galvanizing ในงานต้านทานการกัดกร่อนประเภทใด
  • 1 :  Crevice corrosion
  • 2 :  Atmospheric corrosion
  • 3 :  Stress corrosion cracking
  • 4 :  Erosion-corrosion
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 298 :
  • เพราะเหตุใดเหล็กกล้าไร้สนิมจึงต้านทานการกัดกร่อนได้ดีกว่าเหล็กกล้าคาร์บอน
  • 1 :  พาสสีฟฟิล์ม (Passive film) ของเหล็กกล้าไร้สนิมมีเสถียรภาพดีกว่าของเหล็กกล้าคาร์บอน
  • 2 :  พาสสีฟฟิล์ม (Passive film) ของเหล็กกล้าคาร์บอนมีรูพรุนน้อยกว่าพาสสีฟฟิล์มของเหล็กกล้าไร้สนิม
  • 3 :  พาสสีฟฟิล์ม (Passive film) ของเหล็กกล้าคาร์บอนมีตำหนิมาก
  • 4 :  ข้อ 2 และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 299 :
  • ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้องหากพิจารณาค่าที่ได้จากเส้นโค้งโพลาไรเซชันในสารละลายการกัดกร่อนที่มีคลอไรด์ไอออนและไม่มีคลอไรด์ไอออน
  • 1 :  ศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อนแบบรูเข็ม (Critical pitting potential, Epit) ของสารละลายที่มีคลอไรด์ไอออนผสม มีค่าน้อยกว่าสารละลายที่ไม่มีคลอไรด์ไอออน
  • 2 :  ความหนาแน่นกระแสไฟฟ้าในช่วงที่เกิดพาสสีฟฟิล์มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหากสารละลายมีคลอไรด์ไอออน
  • 3 :  พาสสีฟฟิล์ม (Passive film) ที่เกิดในสารละลายที่มีคลอไรด์ไอออนมีเสถียรภาพมาก
  • 4 :  ข้อ 1 และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 300 :
  • ข้อใดต่อไปนี้เรียงลำดับความต้านทานการกัดกร่อนของโลหะผสมจากมากไปหาน้อยได้ถูกต้อง
  • 1 :  430 Stainless steel, 304 Stainless steel, 316 Stainless steel และ Hastelloy C22
  • 2 :  Hastelloy C22, 430 Stainless steel, 304 Stainless steel และ 316 Stainless steel
  • 3 :  Hastelloy C22, 316 Stainless steel, 304 Stainless steel และ 430 Stainless steel
  • 4 :  430 Stainless steel, 316 Stainless steel, 304 Stainless steel, และ Hastelloy C22
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 301 :
  • โลหะบริสุทธิ์มีความต้านทานต่อ Environmentally induced cracking ชนิดใด
  • 1 : Corrosion fatigue cracking
  • 2 :  Stress corrosion cracking
  • 3 :  Hydrogen induced cracking
  • 4 :  ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 302 :
  • ข้อใดต่อไปนี้จับคู่ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะของความเค้น (Characteristic of stress) และ Environmentally induced cracking ชนิดต่างๆ ได้ถูกต้อง
  • 1 :  Corrosion fatigue cracking มักเกิดได้ถ้ามี Compressive stress ร่วม
  • 2 :  Stress corrosion cracking มักเกิดได้ถ้ามี Static tensile stress ร่วม
  • 3 :  Hydrogen induced cracking มักเกิดได้ถ้ามี Cyclic stress ร่วม
  • 4 :  ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 303 :
  • เหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนิติคเป็นหนึ่งทางเลือกสำหรับ Boiler ใน Nuclear-fueled power plant เพราะมีสมบัติทางกลและความต้านทานการกัดกร่อนได้ดีระดับหนึ่ง หากมีสารใดต่อไปนี้ปนเปื้อนมีโอกาสเสื่อมประลัยได้
  • 1 :  Oxygen
  • 2 :  Chloride
  • 3 :  เฉพาะข้อ 1
  • 4 : ข้อ 1 และ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 304 :
  • ข้อต่างระหว่างเหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนิติคเกรด 304 และ 316L คือ
  • 1 :  เกรด 304 มีปริมาณคาร์บอนน้อยกว่า
  • 2 :  เกรด 316L มีปริมาณคาร์บอนน้อยกว่า
  • 3 :  เกรด 316 พัฒนามาจากเกรด 304 โดยเติมโมลิบดีนัม
  • 4 :  ข้อ 2 และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 305 :
  • ตัวแปรใดต่อไปนี้ช่วยชะลอการเกิดการกัดกร่อนแบบรูเข็ม
  • 1 :  ปริมาณคลอไรด์ไอออนในสารละลายสูง
  • 2 :  โลหะมีสารปนเปื้อน หรือมลทิน
  • 3 :  ผิวโลหะละเอียด
  • 4 :  ผิวโลหะหยาบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 306 :
  • โลหะใดต่อไปนี้เกิดพาสสีฟฟิล์มบนผิวได้
  • 1 :  เหล็ก
  • 2 :  โครเมียม
  • 3 :  อะลูมิเนียม
  • 4 :  ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 307 :
  • เมื่อเปรียบเทียบความมีเสถียรภาพของพาสสีฟฟิล์มบนผิวโลหะต่างๆ พาสสีฟฟิล์มของโลหะใดอ่อนแอที่สุด
  • 1 :  เหล็ก
  • 2 :  โครเมียม
  • 3 :  อะลูมิเนียม
  • 4 :  ข้อ 1 และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 308 :
  • เมื่อเปรียบเทียบความมีเสถียรภาพของพาสสีฟฟิล์มบนผิวโลหะต่างๆ พาสสีฟฟิล์มของโลหะใดแข็งแรงหรือมีเสถียรภาพมากที่สุด
  • 1 :  เหล็ก
  • 2 :  โครเมียม
  • 3 :  อะลูมิเนียม
  • 4 :  ข้อ 1 และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 309 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง สำหรับออกไซด์ของเหล็ก
  • 1 :  Fe2O3 มีสีเขียว
  • 2 :  Fe3O4 มีสีแดง
  • 3 :  Fe3O4 มีสีเขียว
  • 4 :  ข้อ 1 และ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 310 :
  • เมื่อนำโลหะชนิดต่างๆไปใช้งานที่อุณหภูมิสูงจะเกิดปฎิกิริยาออกซิเดชันของโลหะนั้นๆแล้วได้ออกไซด์เคลือบอยู่ที่ผิว ออกไซด์ที่ดีควรมีสมบัติใด
  • 1 :  หลุดร่อนได้ง่าย
  • 2 :  จุดหลอมเหลวสูง
  • 3 :  ออกไซด์ฟิล์มและโลหะพื้น (Substrate) ควรมี Thermal expansion ต่างกันมากๆ
  • 4 :  ออกไซด์ฟิล์มควรมี Thermal conductivity สูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 311 :
  • ข้อใดต่อไปนี้จับคู่ระหว่างโลหะและออกไซด์ของโลหะภายหลังเกิดปฎิกิริยาออกซิเดชันที่อุณหภูมิสูงได้ถูกต้อง
  • 1 :  Aluminium-AlO
  • 2 :  Nickel-NiO
  • 3 :  Tungsten-WO2
  • 4 :  Tantalum-Ta2O3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 312 :
  • Pilling-Bedworth ratio เป็นตัวชี้วัดความมีเสถียรภาพของออกไซด์ฟิล์ม ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ Pilling-Bedworth ratio
  • 1 :  ออกไซด์ฟิล์มมีเสถียรภาพหากมีค่ามากกว่า 1
  • 2 :  ออกไซด์ฟิล์มมีเสถียรภาพหากมีค่าน้อยกว่า 1
  • 3 :  เป็นอัตราส่วนระหว่างปริมาตรออกไซด์ที่เกิดต่อปริมาตรโลหะที่สูญเสียจากปฎิกิริยาออกซิเดชัน
  • 4 :  ข้อ 2 และ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 313 :
  • การสูญเสียธาตุบางชนิดในเนื้อโลหะเมื่อสัมผัสกับตัวกลางการกัดกร่อนเรียกว่า
  • 1 :  Dealloying
  • 2 :  Decay
  • 3 :  Degradation
  • 4 :  ข้อ 1 และ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 314 :
  • ในโลหะผสมระหว่างนิกเกิล-ทองแดง เกิดการสูญเสียธาตุใด หากสัมผัสกับตัวกลางการกัดกร่อน คือ กรดกัดแก้ว
  • 1 :  นิกเกิล
  • 2 :  ทองแดง
  • 3 :  ไม่สูญเสียธาตุใด
  • 4 :  ข้อ 1 และ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 315 :
  • ในโลหะผสมระหว่างนิกเกิล-โมลิบดีนัม เกิดการสูญเสียธาตุใด หากสัมผัสกับตัวกลางการกัดกร่อน คือ ก๊าซออกซิเจนที่อุณหภูมิสูง
  • 1 :  นิกเกิล
  • 2 :  โมลิบดีนัม
  • 3 :  ไม่สูญเสียธาตุใด
  • 4 :  ข้อ 1 และ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 316 :
  • ในโลหะผสม Aluminium bronze เกิดการสูญเสียธาตุใด หากสัมผัสกับตัวกลางการกัดกร่อน คือ HF
  • 1 :  ทองแดง
  • 2 :  อะลูมิเนียม
  • 3 :  สังกะสี
  • 4 :  ไม่สูญเสียธาตุใด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 317 :
  • ในโลหะผสม Silicon bronze เกิดการสูญเสียธาตุใด หากสัมผัสกับตัวกลางการกัดกร่อน คือ ไอน้ำที่อุณหภูมิสูง
  • 1 :  ซิลิกอน
  • 2 :  ทองแดง
  • 3 :  สังกะสี
  • 4 :  ทุกธาตุ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 318 :
  • ในโลหะผสม Tin bronze เกิดการสูญเสียธาตุใด หากสัมผัสกับตัวกลางการกัดกร่อน คือ ไอน้ำที่อุณหภูมิสูง
  • 1 :  ซิลิกอน
  • 2 :  ทองแดง
  • 3 :  สังกะสี
  • 4 :  ดีบุก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 319 :
  • ในเหล็กหล่อเกิดการสูญเสียธาตุใด หากสัมผัสกับตัวกลางการกัดกร่อน คือ ดินที่มีความชื้น หรือตัวกลางที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบ
  • 1 :  เหล็ก
  • 2 :  กราไฟต์
  • 3 :  สังกะสี
  • 4 :  ดีบุก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 739 : Degradation of engineering materials
ข้อที่ 320 :
  • เหล็กกล้าไร้สนิมจะไวต่อการกัดกร่อน ถ้าในสารละลายที่โลหะดังกล่าวสัมผัสอยู่มีไอออนใดละลายอยู่
  • 1 : ไอออนคลอร์ไรด์
  • 2 : ไอออนคาร์บอเนต
  • 3 : ไอออนซัลเฟต
  • 4 : ไอออนไบคาร์บอเนต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 321 :
  • Weld decay จะเกิดขึ้นในบริเวณใด
  • 1 : ตำแหน่งกลางเนื้อเชื่อม
  • 2 : ตำแหน่งขอบเนื้อเชื่อม
  • 3 : ทุกบริเวณนอกเนื้อเชื่อม
  • 4 : ทุกบริเวณในเนื้อเชื่อม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 322 :
  • โลหะอลูมิเนียมจะไวต่อการกัดกร่อนในสภาวะใดบ้าง
  • 1 : สภาวะที่มีอิออนของโลหะหมู่หนึ่ง
  • 2 : สภาวะแวดล้อมที่เป็นปรอทและสารละลายปรอท
  • 3 : เมื่ออยู่ในตัวทำละลายที่มีคลอรีนเป็นส่วนประกอบหลักเช่น Carbon Tetrachloride
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 323 :
  • ในกรณีเหล็กกล้าไร้สนิมเมื่อนำไปใช้งานที่อุณหภูมิสูงเป็นเวลานานจะเกิดอะไรขึ้น
  • 1 : Pitting corrosion
  • 2 : Crevice protection
  • 3 : Uniform corrosion
  • 4 : Chromium depleted zone
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 324 :
  • มุ้งลวดในโรงงานผลิตโซดาไฟควรทำจากวัสดุชนิดใด พิจารณาตามราคา ความเป็นไปได้ในการผลิต และป้องกันการเสียหาย
  • 1 : อะลูมิเนียม
  • 2 : เหล็กกล้าไร้สนิม
  • 3 : พลาสติค หรือพอลิเมอร์
  • 4 : แมกนีเซียม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 325 :
  • โลหะชนิดใดที่เหมาะสำหรับผลิตชิ้นส่วนของหม้อต้มไอน้ำ (Boiler)
  • 1 : เหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนิติคเกรด AISI 304
  • 2 : เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำเกรด AISI 1020 หรือเหล็กกล้าผสมเกรด 9Cr-1Mo
  • 3 : Hastelloy C22
  • 4 : Inconel 600
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 326 :
  • ขี้เถ้าหลอมเหลวจากการเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ทับถมอยู่บนผิวของหม้อต้มไอน้ำ (Boiler) เป็นสาเหตุของการกัดกร่อนใด
  • 1 : Uniform corrosion
  • 2 : Erosion corrosion
  • 3 : Pitting corrosion
  • 4 : Atmospheric corrosion
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 327 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้องสำหรับการกัดกร่อนที่มีความเค้นร่วม (Stress corrosion cracking)
  • 1 : เกิดได้ในโลหะบริสุทธิ์และโลหะผสม
  • 2 : สามารถป้องกันได้โดยใช้ Cathodic protection
  • 3 : สามารถใช้สารยับยั้งการกัดกร่อนร่วมด้วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน
  • 4 : ความเค้นแรงดึง (Tensile stress) คือ องค์ประกอบที่สำคัญ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 328 :
  • เมื่อมีการใช้งานของชิ้นส่วนทางวิศวกรรมทำจากโลหะทองแดงและเหล็ก โดยโลหะทั้งสองมีโอกาสสัมผัสกันในบรรยากาศปกติที่มีความชื้นอยู่ในบรรยากาศ ข้อใดต่อไปนี้อาจเกิดขึ้นได้
  • 1 : Cu(s)  ->  Cu2+ (aq) + 2e-
  • 2 :  Fe(s)  ->  Fe2+ (aq) + 2e-
  • 3 :  Fe2+(aq) + 2e->  Fe(s)
  • 4 : ไม่เกิดปฏิกิริยาใดๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 329 :
  • ในกรณีท่อส่งก๊าซ บางส่วนของท่อต้องสัมผัสกับอุณหภูมิสูง ในขณะที่บริเวณใกล้เคียงอาจมีอุณหภูมิต่ำดังนั้นการกัดกร่อนแบบ Thermogalvanic corrosion เกิดขึ้นได้ ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
  • 1 : บริเวณท่อที่มีอุณหภูมิสูงแสดงตัวเป็นแคโทด
  • 2 : บริเวณท่อที่มีอุณหภูมิต่ำแสดงตัวเป็นแคโทด
  • 3 : บริเวณท่อที่มีอุณหภูมิต่ำแสดงตัวเป็นแอโนด
  • 4 : ดินทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมในเซลล์การกัดกร่อน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 330 :
  • ข้อใดต่อไปนี้คือตัวอย่างของการกัดกร่อนที่พบได้ในชีวิตประจำวันเนื่องจากหลักของเซลล์ความเข้มข้น (Concentration cell)
  • 1 : กระป๋องที่บรรจุน้ำผลไม้ 100% ตรามาลี ตราทิปโก้ และอื่นๆ
  • 2 : ท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินเป็นระยะทางจากภาคใต้สู่ภาคกลาง
  • 3 : กะละมังที่ทำจากอะลูมิเนียมแล้วใช้บรรจุน้ำยาล้างจานที่มีความเข้มข้นเจือจาง
  • 4 : เก้าอี้นั่งที่ทาสีเคลือบผิวตลอดทั้งตัว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 331 :
  • ข้อใดต่อไปนี้อธิบายกลไกการเกิด Fretting-oxidation ได้ถูกต้อง
  • 1 : เกิดจากการเคลื่อนที่สัมพัทธ์ของโลหะโดยมีผิวหน้าสัมผัสกัน
  • 2 : ในระหว่างขัดถู เสียดสีกันเกิดความร้อนทำให้เกิด Oxidation ของโลหะ
  • 3 : ออกไซด์ไม่สามารถยึดเกาะที่ผิวโลหะ จึงหลุดร่อนทำให้เกิดการสูญเสียเนื้อโลหะ
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 740 : Corrosion testing
ข้อที่ 332 :
  • ในวิธีโพเทนชิโอไดนามิก (potentiodynamic method) เมื่อโพลาไรซ์ (polarize) ศักย์ไฟฟ้าที่ให้แก่ชิ้นงานไปยังค่าที่ต่ำกว่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อน (corrosion potential) ข้อสรุปใดถูกต้องที่สุด
  • 1 : ความหนาแน่นกระแสแคโทดิก (cathodic current density) เป็นศูนย์ และความหนาแน่นกระแสแอโนดิก (anodic current density) เป็นบวก
  • 2 : ความหนาแน่นกระแสแคโทดิก (cathodic current density) เป็นบวก และความหนาแน่นกระแสแอโนดิก (anodic current density) เป็นศูนย์
  • 3 : ความหนาแน่นกระแสแคโทดิก (cathodic current density) และความหนาแน่นกระแสแอโนดิก (anodic current density) มีค่าเป็นบวก โดยความหนาแน่นกระแสแคโทดิกมากกว่าความหนาแน่นกระแสแอโนดิก
  • 4 : ความหนาแน่นกระแสแคโทดิก (cathodic current density) และความหนาแน่นกระแสแอโนดิก (anodic current density) มีค่าเป็นบวก โดยความหนาแน่นกระแสแคโทดิกน้อยกว่าความหนาแน่นกระแสแอโนดิก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 333 :
  • ในวิธีโพเทนชิโอไดนามิก (potentiodynamic method) เมื่อโพลาไรซ์ (polarize) ศักย์ไฟฟ้าที่ให้แก่ชิ้นงานไปยังค่าที่สูงกว่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อน (corrosion potential) ข้อสรุปใดถูกต้องที่สุด
  • 1 : ความหนาแน่นกระแสแคโทดิก (cathodic current density) เป็นศูนย์ และความหนาแน่นกระแสแอโนดิก (anodic current density) เป็นบวก
  • 2 : ความหนาแน่นกระแสแคโทดิก (cathodic current density) เป็นบวก และความหนาแน่นกระแสแอโนดิก (anodic current density) เป็นศูนย์
  • 3 : ความหนาแน่นกระแสแคโทดิก (cathodic current density) และความหนาแน่นกระแสแอโนดิก (anodic current density) มีค่าเป็นบวก โดยความหนาแน่นกระแสแคโทดิกมากกว่าความหนาแน่นกระแสแอโนดิก
  • 4 : ความหนาแน่นกระแสแคโทดิก (cathodic current density) และความหนาแน่นกระแสแอโนดิก (anodic current density) มีค่าเป็นบวก โดยความหนาแน่นกระแสแคโทดิกน้อยกว่าความหนาแน่นกระแสแอโนดิก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 334 :
  • ในระบบโลหะ-สารละลาย ที่มีคู่ปฏิกิริยาที่รอยต่อโลหะ-สารละลายเพียงคู่เดียวคือคู่ปฏิกิริยาออกซิเดชัน-รีดักชันของโลหะ ข้อสรุปใดถูกต้อง
  • 1 : ที่ศักย์ไฟฟ้าแบบผันกลับได้ (revesible potential) ไม่เกิดการกัดกร่อนของโลหะ
  • 2 : ที่ศักย์ไฟฟ้าแบบผันกลับได้ ความหนาแน่นกระแสไฟฟ้ารวมที่วัดได้มีค่าเป็นบวกและคงที่
  • 3 : ในช่วงศักย์ไฟฟ้าที่ต่ำกว่าศักย์ไฟฟ้าแบบผันกลับได้ ความหนาแน่นกระแสแคโทดิก (cathodic current density) ต่ำกว่าความหนาแน่นกระแสแอโนดิก (anodic current density)
  • 4 : เมื่อปล่อยเวลาไปนาน ๆ ถึงอนันต์ ระบบไม่สามารถเข้าสู่สภาวะสมดุลได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 335 :
  • ถ้าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อนแบบรูเข็มเหล็กกล้าไร้สนิมสองชนิดที่จุ่มในสารละลายชนิดเดียวกัน มีค่าเท่ากัน แต่เหล็กกล้าไร้สนิมชนิดแรกมีศักย์ไฟฟ้าป้องกัน (protection potential) ต่ำกว่าเหล็กกล้าไร้สนิมชนิดที่สอง ข้อสรุปใดถูกต้องที่สุด
  • 1 : เหล็กกล้าไร้สนิมชนิดแรกมีช่วงพาสสิเวชันที่ไม่สมบูรณ์ (imperfect passivation range) มากกว่าเหล็กกล้าไร้สนิมชนิดที่สอง
  • 2 : เหล็กกล้าไร้สนิมชนิดแรกมีช่วงพาสสิเวชันที่สมบูรณ์ (perfect passivation range) มากกว่าเหล็กกล้าไร้สนิมชนิดที่สอง
  • 3 : เหล็กกล้าไร้สนิมชนิดแรกมีช่วงหลังพาสสีฟ (transpassive range) มากกว่าเหล็กกล้าไร้สนิมชนิดที่สอง
  • 4 : เหล็กกล้าไร้สนิมชนิดแรกมีช่วงไม่เกิดการกัดกร่อน (immunity range) มากกว่าเหล็กกล้าไร้สนิมชนิดที่สอง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 336 :
  • แผนภาพไนควิสต์ (Nyquist diagram) ใน electrochemical impedance spectroscopy (EIS) แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง
  • 1 : จำนวนจริง และค่าลบของจำนวนจินตภาพในค่าอิมพีแดนซ์ ของระบบอิเล็กโทรด-สารละลาย
  • 2 : เฟสของค่าอิมพีแดนซ์และความถี่ของการกระตุ้น (exitation) ที่จ่ายให้กับระบบอิเล็กโทรด-สารละลาย
  • 3 : ขนาดของค่าอิมพีแดนซ์และความถี่ของการกระตุ้น (exitation) ที่จ่ายให้กับระบบอิเล็กโทรด-สารละลาย
  • 4 : ศักย์ไฟฟ้าที่วัดได้และค่าพีเอช (pH) ของสารละลาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 337 :
  • Double layer ที่รอยต่อโลหะ-สารละลายแสดงสมบัติทางไฟฟ้าเทียบได้กับองค์ประกอบทางไฟฟ้า (electrical element) ใด
  • 1 : ตัวต้านทานไฟฟ้า
  • 2 : ตัวเก็บประจุไฟฟ้า
  • 3 : ตัวเหนี่ยวนำไฟฟ้า
  • 4 : แหล่งจ่ายแรงดัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 338 :
  • เมื่อพล็อต (plot) ค่าอิมพีแดนซ์แบบ Warburg ในแผนภาพไนควิสต์ (niquist diagram) จะได้กราฟเป็นรูปอะไร
  • 1 : เส้นตรง
  • 2 : พาราโบลา
  • 3 : ครึ่งวงกลม
  • 4 : ไฮเพอร์โบลา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 339 :
  • รูปด้านล่างแสดงค่าคงที่ของอัตราออกซิเดชันแบบพาราโบลา (parabolic rate constant of oxidation) ของเหล็กกล้าไร้สนิม Fe-18Cr-0.2Mn-0.13Ti-0.55Nb (AISI 441) และ Fe-18Cr-0.4Mn-0.16Ti-0.28Nb-2Mo (AISI 444) ที่อุณหภูมิต่าง ๆ กัน ในช่วงอุณหภูมิที่แสดง ข้อสรุปใดไม่ถูกต้อง
  • 1 : ความสัมพันธ์ระหว่างค่าคงที่ของอัตราออกซิเดชันแบบพาราโบลากับอุณหภูมิเป็นไปตามรูปแบบอาร์เรเนียส (Arrhenius form)
  • 2 : อัตราการกัดกร่อนของเหล็กกล้าไร้สนิมเกรด AISI 444 สูงกว่าอัตราการกัดกร่อนของเหล็กกล้าไร้สนิมเกรด AISI 441
  • 3 : ขั้นกำหนดอัตราเร็วการกัดกร่อน (rate-determining step) คือขั้นตอนการเกิดปฏิกิริยาที่ผิวโลหะ
  • 4 : ในการใช้งาน ออกไซด์สเกลบนเหล็กกล้าไร้สนิมเกรด AISI 444 น่าจะร่อน (spall) มากกว่าออกไซด์สเกลบนเหล็กกล้าไร้สนิมเกรด AISI 441
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 340 :
  • ถ้าอัตราส่วน Pilling-Bedworth (Piling-Bedward ratio; PBR) ของออกไซด์สเกลชนิดหนึ่งมีค่ามากกว่า 1 ข้อสรุปใดถูกต้อง
  • 1 : ความเค้นที่เกิดจากการลามตัวของออกไซด์สเกล (growth stress) จะเป็นความเค้นแรงอัด (compressive stress)
  • 2 : การเกิดออกซิเดชันจะเป็นแบบ external oxidation
  • 3 : ออกไซด์สเกลดังกล่าวมีโอกาสร่อนสูงกว่าออกไซด์เสกลที่มี PBR ต่ำกว่า
  • 4 : อัตราการเกิดออกซิเดชันจะสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 341 :
  • ถ้าอัตราส่วน Pilling-Bedworth (Piling-Bedward ratio; PBR) ของออกไซด์สเกลชนิดหนึ่งมีค่าน้อยกว่า 1 ข้อสรุปใดถูกต้อง
  • 1 : ความเค้นที่เกิดจากการลามตัวของออกไซด์สเกล (growth stress) จะเป็นความเค้นแรงดึง (tensile stress)
  • 2 : การเกิดออกซิเดชันจะเป็นแบบ external oxidation
  • 3 : ออกไซด์สเกลดังกล่าวมีโอกาสร่อนสูงกว่าออกไซด์เสกลที่มี PBR ต่ำกว่า
  • 4 : อัตราการเกิดออกซิเดชันจะสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 342 :
  • สมมติฐานที่สำคัญของการใช้อัตราส่วน Pilling-Bedworth (Piling-Bedward ratio; PBR) ในการทำนายการวิบัติ (fail) ของออกไซด์สเกลเนื่องจากความเค้นจากการลามตัว (growth stress) คือข้อใด
  • 1 : การเกิดออกซิเดชันเป็นแบบ internal oxidation
  • 2 : Defect ที่มีบทบาทสำคัญ (predominant defect) ในการลามตัว (growth) ของออกไซด์สเกล คือ โลหะในตำแหน่งแทรก (metal interstitial)
  • 3 : Defect ที่มีบทบาทสำคัญ (predominant defect) ในการลามตัว (growth) ของออกไซด์สเกล เป็น defect แบบอิเล็กทรอนิก (electronic defect)
  • 4 : อัตราการเกิดออกซิเดชันเป็นแบบเชิงเส้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 343 :
  • ออกไซด์ใดต่อไปนี้มีอัตราส่วน Pilling-Bedworth (Piling-Bedward ratio; PBR) สูงที่สุด
  • 1 : Cr2O3
  • 2 : MgO
  • 3 : Na2O
  • 4 : K2O
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 344 :
  • เมื่อเกิดการกัดกร่อนที่อุณหภูมิสูง ออกไซด์สเกล (oxide scale) ของโลหะใดมีโอกาสวิบัติ (fail) เนื่องจากความเค้นจากการลามตัวของออกไซด์สเกล (growth stress) มากที่สุด
  • 1 : Cr2O3
  • 2 : FeO
  • 3 : MgO
  • 4 : SiO2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 345 :
  •  โลหะชนิดหนึ่งที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.30 เซนติเมตร นำไปทดสอบด้วยเครื่องโพเทนชิโอสแตทแล้ว ทราบค่ากระแสไฟฟ้าการกัดกร่อน (Corrosion current) 27.0 ไมโครแอมแปร์ แล้วความหนาแน่นกระแสไฟฟ้าการกัดกร่อนของโลหะดังกล่าวคือกี่ไมโครแอมแปร์ต่อตารางเซ็นติเมตร
  • 1 : 2.07
  • 2 : 20.7
  • 3 : 20.34
  • 4 : 2.03
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 346 :
  • การทดสอบใดที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการกัดกร่อนที่มีความเค้นร่วม (Stress corrosion cracking)
  • 1 : Immersion test
  • 2 : Inhibitor test
  • 3 : Oxalic test
  • 4 : U-bend specimen test
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 347 :
  • สารใดที่ใช้ในการทดสอบการกัดกร่อนที่มีความเค้นร่วม (Stress corrosion cracking) ตามมาตรฐาน ASTM G36
  • 1 : MgCl2
  • 2 : NaCl
  • 3 : H2SO4
  • 4 : HCl
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 348 :
  • ระยะเวลาสูงสุดที่ใช้ในการจุ่มแช่ชิ้นงานเพื่อทดสอบการกัดกร่อนที่มีความเค้นร่วม (Stress corrosion cracking) ตามมาตรฐาน ASTM G36 คือ
  • 1 : 10000 นาที
  • 2 : 5000 นาที
  • 3 : 2000 นาที
  • 4 : ไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน ต้องรอจนกว่าชิ้นงานมีรอยแตก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 349 :
  • สารละลายที่ใช้สำหรับทดสอบการเกิดเซนซิไทเซชัน (Sensitization) ในเหล็กกล้าไร้สนิม เมื่อผสมเสร็จแล้วควรใช้ให้หมดภายในกี่วัน
  • 1 : 30
  • 2 : 21
  • 3 : 14
  • 4 : 7
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 350 :
  • ข้อใดต่อไปนี้คือสารละลายหลักที่ใช้สำหรับการทดสอบเซนซิไทเซชัน (Sensitization) ตามมาตรฐาน ASTM G108-94
  • 1 : MgCl2 + HCl
  • 2 : KSCN + H2SO4
  • 3 : 35%NaCl
  • 4 : H2C2O4 2H2O
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 351 :
  • ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการทดสอบเซนซิไทเซชัน (Sensitization) ตามมาตรฐาน ASTM G108-94
  • 1 : การทดสอบกระทำที่อุณหภูมิ 155 องศาเซลเซียส
  • 2 : ก่อนทดสอบต้องเป่าก๊าซออกซิเจนลงไปในสารละลายเป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที
  • 3 : ก่อนทดสอบต้องเป่าก๊าซไนโตรเจนลงไปในสารละลายเป็นเวลาอย่างน้อย 60 นาที
  • 4 : ผิวชิ้นงานทดสอบควรเตรียมด้วยกระดาษทรายตั้งแต่เบอร์ 240 จนถึง เบอร์ 600
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 352 :
  • ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้องสำหรับการทดสอบเซนซิไทเซชัน (Sensitization) ตามมาตรฐาน ASTM G108-94
  • 1 : การทดสอบกระทำที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส
  • 2 : เหล็กกล้าไร้สนิมต้องผ่านการรีดเย็นอย่างหนักเป็นปริมาณ 30 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์
  • 3 : ช่วงศักย์ไฟฟ้าสำหรับการสแกน คือ -450 ถึง 200 mV
  • 4 : ค่า Open Circuit Potential (OCP) ของการทดสอบอยู่ระหว่าง -350 ถึง -450 mV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 353 :
  • เพราะเหตุใดจึงต้องนำเหล็กกล้าไร้สนิมอบที่อุณหภูมิ 675 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 ชั่วโมงสำหรับการทดสอบเซนซิไทเซชัน (Sensitization) ตามมาตรฐาน ASTM G108-94
  • 1 : เพื่อคลายความเค้นเหลือค้าง
  • 2 : เพื่อสลายโครเมียมคาร์ไบด์
  • 3 : เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแพร่ของคาร์บอนและโครเมียมแล้วรวมตัวเป็นโครเมียมคาร์ไบด์
  • 4 : เพื่อลดโอกาสเกิดโครเมียมคาร์ไบด์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 354 :
  • การประมวลผลสำหรับการทดสอบเซนซิไทเซชัน (Sensitization) ตามมาตรฐาน ASTM G108-94 คือ
  • 1 : ตรวจสอบโครงสร้างจุลภาคเพื่อดูร่องรอยการกัดกร่อน
  • 2 : ค่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อน
  • 3 : ค่ากระแสไฟฟ้าการกัดกร่อน
  • 4 : ประจุไฟฟ้าต่อพื้นที่ผิว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 355 :
  • ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเซนซิไทเซชัน (Sensitization)
  • 1 : เกิดในเหล็กกล้าไร้สนิมโดยเหนี่ยวนำให้เกิดการกัดกร่อนตามขอบเกรน
  • 2 : มักเกิดเนื่องจากการใช้งานที่อุณหภูมิสูงระหว่าง 475-900 องศาเซลเซียสเป็นเวลานาน
  • 3 : พบในชิ้นงานที่ผ่านกระบวนการเชื่อมและทางความร้อนที่ไม่เหมาะสม
  • 4 : แก้ไขโดยการเติมธาตุคาร์บอน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 356 :
  • ระดับความรุนแรงของการเกิดเซนซิไทเซชัน (Sensitization) พิจารณาได้จากสิ่งใด ตามมาตรฐาน ASTM G108-94
  • 1 : ค่ากระแสไฟฟ้าการเกิดฟิล์มออกไซด์ (Passive current density, Ip)
  • 2 : จำนวนประจุไฟฟ้าต่อพื้นที่ผิวทดสอบ
  • 3 : ค่ากระแสไฟฟ้าการกัดกร่อน (Corrosion current density, Ic)
  • 4 : ค่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 357 :
  • ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้องเกี่ยวกับระดับความรุนแรงของการเกิดเซนซิไทเซชัน (Sensitization) ตามมาตรฐาน ASTM G108-94 โดยพิจารณาจากค่า Normalized charge (Pa)
  • 1 : ค่า Normalized charge (Pa) มากกว่า 0.1 เกิดเซนซิไทเซชันเล็กน้อย
  • 2 : ค่า Normalized charge (Pa) มากกว่า 0.9 เกิดเซนซิไทเซชันรุนแรง
  • 3 : ค่า Normalized charge (Pa) น้อยกว่า 0.1 ไม่เกิดเซนซิไทเซชัน
  • 4 : ค่า Normalized charge (Pa) มากกว่า 0.4 เกิดเซนซิไทเซชันรุนแรง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 358 :
  • ทุกครั้งก่อนเริ่มทดสอบการกัดกร่อนด้วยหลักทางไฟฟ้าเคมี (Electrochemical method) โดยอาศัยเครื่องโพเทนชิโอสแตท จำเป็นต้องทดสอบหาค่า Open circuit voltage (OCP) ของโลหะหรือวัสดุที่ต้องการทดสอบทุกครั้งเพื่อจุดประสงค์ใด
  • 1 : เพื่อกระตุ้นให้เกิด Passive film บนผิวโลหะ
  • 2 : เพื่อกระตุ้นให้เกิดการกัดกร่อน
  • 3 : เพื่อลดผลกระทบจากกระแสไฟฟ้าหรือศักย์ไฟฟ้าที่ป้อนให้กับโลหะ
  • 4 : เพื่อตรวจสอบโลหะตัวอย่างได้มาตรฐานก่อนการทดสอบหรือไม่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 359 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ที่ไม่ใช่อิเลคโทรดอ้างอิง (Reference electrode) ที่ใช้เป็นขั้วไฟฟ้าสำหรับช่วยวัดค่าศักย์ไฟฟ้าของโลหะหรือชิ้นงานที่ทดสอบด้วยหลักทางไฟฟ้าเคมี (Electrochemical method) โดยอาศัยเครื่องโพเทนชิโอสแตท
  • 1 : SCE
  • 2 : Ag/AgCl
  • 3 : Pt
  • 4 : K/KCl
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 360 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ที่ใช้เป็นอิเลคโทรดวัดกระแสไฟฟ้า (Counter electrode) ที่ใช้เป็นขั้วไฟฟ้าสำหรับช่วยวัดค่ากระแสไฟฟ้าของโลหะหรือชิ้นงานที่ทดสอบด้วยหลักทางไฟฟ้าเคมี (Electrochemical method) โดยอาศัยเครื่องโพเทนชิโอสแตท
  • 1 : SCE
  • 2 : Ag/AgCl
  • 3 : Pt
  • 4 : K/KCl
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 361 :
  • ตัวทำละลายที่ใช้สำหรับเตรียมสารละลายอิเลคโตรไลต์ในชุดเซลล์ทดสอบการกัดกร่อน (Corrosion cell) ด้วยวิธีทางไฟฟ้าเคมี (Electrochemical method) ควรมีค่า pH โดยประมาณคือ
  • 1 : pH 3
  • 2 : pH 5
  • 3 : pH 7
  • 4 : pH 9
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 362 :
  • การกัดกร่อน (Corrosion) สามารถพิจารณาเบื้องต้นได้จากค่าแรงขับเคลื่อนทางไฟฟ้า (Electromotive force, EMF) หรือค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานครึ่งเซลล์ (Eo) หากโลหะทองแดง และเหล็กสัมผัสกันในสารละลายที่สามารถนำไฟฟ้า โดยโลหะทั้งสองมีค่า Eo เท่ากับ 0.518 และ -0.409 ตามลำดับ ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
  • 1 : ทองแดงทำหน้าที่ในการรับอิเลคตรอน
  • 2 : ทองแดงทำหน้าที่ในการรับอิเลคตรอน
  • 3 : ทองแดงทำหน้าที่ในการให้และรับอิเลคตรอน
  • 4 : ไม่มีคำตอบใดถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 363 :
  • ค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานครึ่งเซลล์ (Eo) ของโลหะบริสุทธิ์แต่ละชนิดที่สภาวะมาตรฐานไม่สามารถวัด หรืออ่านได้จากอุปกรณ์ หรือโวลต์มิเตอร์โดยตรง เนื่องจากตามลำพังสารเพียงครึ่งเซลล์ยังไม่เกิดปฏิกิริยารีดอกซ์ ดังนั้นการหาค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของครึ่งเซลล์ ในทางปฏิบัติจะต้องทำโดยการเปรียบเทียบกับครึ่งเซลล์ใดครึ่งเซลล์หนึ่งที่กำหนดเป็นมาตรฐานที่เรียกว่าครึ่งเซลล์ไฮโดรเจนมาตรฐาน ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้อง
  • 1 : มีขั้วไฟฟ้าแพลททินัม (Pt) จุ่มอยู่ในสารละลายที่มี (H+)
  • 2 : การทดสอบกระทำที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส
  • 3 : การทดสอบกระทำที่ความดัน 1 บรรยากาศ
  • 4 : ทุกข้อรวมกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 364 :
  • ครึ่งเซลล์ไฮโดรเจนมาตรฐาน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ขั้วไฟฟ้าไฮโดรเจนมาตรฐาน (Standard Hydrogen Electrode, SHE) ข้อใดต่อไปนี้อาจเกิดได้ในปฏิกิริยาของครึ่งเซลล์ไฮโดรเจนมาตรฐาน
  • 1 : H2  ->  2H+ + 2e-
  • 2 : 2H+ 2e-  ->  H2 
  • 3 : คำตอบ 1 และ คำตอบ 2 รวมกัน
  • 4 : ผิดทั้งคำตอบ 1 และ คำตอบ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 365 :
  • เมื่อนำโลหะบริสุทธิ์ชนิดหนึ่งไปต่อเข้ากับครึ่งเซลล์ไฮโดรเจนมาตรฐานแล้วพบว่าเข็มของโวลต์มิเตอร์เบนไปหาครึ่งเซลล์ที่นำมาต่อ ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้อง
  • 1 : ครึ่งเซลล์ที่นำมาต่อสูญเสียอิเลคตรอนได้ง่ายดีกว่าครึ่งเซลล์ไฮโดรเจน
  • 2 : ครึ่งเซลล์ที่นำมาต่อแย่งชิงอิเลคตรอนได้ดีกว่าครึ่งเซลล์ไฮโดรเจน
  • 3 : ค่าศักย์ไฟฟ้าที่อ่านได้มีค่าเป็นลบ
  • 4 : ผิดทั้งคำตอบ 2 และ คำตอบ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 366 :
  • จากค่าแรงขับเคลื่อนทางไฟฟ้า (Electromotive force, EMF) ของโลหะทองแดง และเหล็กที่สภาวะมาตรฐานมีค่าเท่ากับ 0.518 และ -0.409 ตามลำดับ จงคำนวณหาค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของเซลล์การกัดกร่อนของโลหะทั้งสองที่สัมผัสกันในสารละลายที่สามารถนำไฟฟ้า
  • 1 : 0.109
  • 2 : -0.109
  • 3 : -0.927
  • 4 : 0.927
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 367 :
  • จุ่มแท่งสังกะสีในสารละลายคอปเปอร์ซัลเฟต (CuSO4) มีสีฟ้าพบว่าแท่งสังกะสีมีสารสีแดงเกาะ ส่วนสารละลายคอปเปอร์ซัลเฟตมีสีจางลง แสดงว่ามีปฏิกิริยาเกิดขึ้นระหว่างแท่งสังกะสี และสารละลายคอปเปอร์ซัลเฟต ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
  • 1 : คอปเปอร์ไอออนในสารละลายสูญเสียอิเลคตรอน
  • 2 : สังกะสีทำหน้าที่รับอิเลคตรอน
  • 3 : คอปเปอร์ไอออนในสารละลายรับอิเลคตรอน
  • 4 : ไม่เกิดปฏิกิริยาใดๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 368 :
  • หากจุ่มแท่งทองแดงลงในสารละลายซิงค์ซัลเฟต (ZnSO4) ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
  • 1 : คอปเปอร์ไอออนในสารละลายสูญเสียอิเลคตรอน
  • 2 : สังกะสีทำหน้าที่รับอิเลคตรอน
  • 3 : คอปเปอร์ไอออนในสารละลายรับอิเลคตรอน
  • 4 : ไม่เกิดปฏิกิริยาใดๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 369 :
  • ข้อใดเป็นความแตกต่างของเซลไฟฟ้าเคมีกับเซลอิเลคโตรไลต์
  • 1 : ชนิดของปฏิกิริยาที่ขั้วแอโนดและแคโทด
  • 2 : ผลที่ได้จากเซล
  • 3 : ชนิดของปฏิกิริยาที่ขั้วบวกและขั้วลบ
  • 4 : คำตอบ 2 และ คำตอบ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 370 :
  • อิโทรดใช้วัดกระแสไฟฟ้า (Counter electrode) ในการทดสอบการกัดกร่อนตามหลักไฟฟ้าเคมี (Electrochemical method) ด้วยเครื่องโพเทนชิโอสแตทที่นิยมคือ แพลททินัม (Pt) อย่างไรก็ตามบางครั้งอาจจำเป็นต้องใช้อิเลคโทรดชนิดอื่นคือ
  • 1 : แท่งแกรไฟต์ (Graphite)
  • 2 : แท่งเหล็กกล้าไร้สนิมดูเพล็กซ์ (Duplex stainless steel)
  • 3 : Ag/AgCl
  • 4 : K/KCl
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 371 :
  • สารละลายอิเลคโตรไลต์ใดที่สามารถใช้เพื่อรักษาความมีเสถียรภาพของอิเลคโทรดวัดศักย์ไฟฟ้า (Reference electrode) เช่น Ag/AgCl เป็นต้น ในการทดสอบการกัดกร่อนตามหลักไฟฟ้าเคมี (Electrochemical method) ด้วยเครื่องโพเทนชิโอสแตท
  • 1 :  H2SO4
  • 2 : HCl
  • 3 : Cu2SO4
  • 4 :  KCl 3 mol/L
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 372 :
  • ตัวแปรใดต่อไปนี้ที่ต้องควบคุมให้มีค่าคงที่ในระหว่างการทดสอบการกัดกร่อนตามหลักไฟฟ้าเคมี (Electrochemical method) ด้วยเครื่องโพเทนชิโอสแตท
  • 1 : ปริมาณออกซิเจนในสารละลาย
  • 2 : ค่าความเป็นกรด-ด่างของสารละลาย
  • 3 : อุณหภูมิของสารละลาย
  • 4 :  ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 373 :
  • เพื่อลดผลของปริมาณออกซิเจนที่อยู่ในสารละลายในระหว่างการทดสอบการกัดกร่อนตามหลักไฟฟ้าเคมี (Electrochemical method) ด้วยเครื่องโพเทนชิโอสแตท ข้อใดต่อไปนี้จำเป็นต้องกระทำอย่างยิ่ง
  • 1 : พ่นก๊าซออกซิเจนลงในสารละลาย
  • 2 : พ่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงในสารละลาย
  • 3 : พ่นก๊าซไนโตรเจนลงในสารละลาย
  • 4 :  ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 374 :
  • ปริมาณออกซิเจนที่มีอยู่ในสารละลายในระหว่างการทดสอบการกัดกร่อนตามหลักไฟฟ้าเคมี (Electrochemical method) ด้วยเครื่องโพเทนชิโอสแตท มีผลเช่นไรต่อพฤติกรรมการกัดกร่อน
  • 1 : ลดอัตราการกัดกร่อน
  • 2 : เพิ่มโอกาสในการเกิดพาสสีฟฟิล์ม (Passive film)
  • 3 : เร่งการเกิดปฏิกิริยารีดอกซ์
  • 4 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 375 :
  • หากจำเป็นต้องควบคุมปริมาณออกซิเจนที่อยู่ในสารละลายสำหรับทดสอบการกัดกร่อน บ่อยครั้งต้องพ่นก๊าซบางประเภทลงในสารละลายดังกล่าว อยากทราบว่าใช้เวลาเท่าใดสำหรับการพ่นก๊าซก่อนเริ่มทดสอบการกัดกร่อนตามหลักไฟฟ้าเคมี (Electrochemical method) ด้วยเครื่องโพเทนชิโอสแตท
  • 1 : 15 นาที
  • 2 : 30 นาที
  • 3 : 45 นาที
  • 4 : 60 นาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 376 :
  • บางครั้งจำเป็นต้องทดสอบการกัดกร่อนเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แท้จริงของโลหะ เช่น อัตราการกัดกร่อน หรือพฤติกรรมการเกิดพาสสีฟฟิล์มในสิ่งแวดล้อมการกัดกร่อนที่แท้จริง เช่น ในน้ำทะเล อาจต้องใช้น้ำทะเลจริงในการทดสอบ อยากทราบว่าน้ำทะเลมีอายุการใช้งานเท่าใดนับจากวันที่เริ่มตักมา
  • 1 : 5 วัน
  • 2 : 7 วัน
  • 3 : 1 เดือน
  • 4 : 2 เดือน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 377 :
  • เครื่องมือสำหรับวัดค่าความเป็นกรด-ด่างของสารละลายที่ใช้ทดสอบการกัดกร่อนในตัวกลางที่เป็นของเหลว คือ
  • 1 : Ammeter
  • 2 : Potentiostat analyzer
  • 3 : pH meter
  • 4 : Salt spray
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 378 :
  • ข้อใดต่อไปนี้กล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับการเตรียมผิวชิ้นงาน ก่อนทดสอบการกัดกร่อนในตัวกลางการกัดกร่อนที่เป็นของเหลว เช่น Immersion test, Salt spray test และอื่นๆ
  • 1 : ขัดผิวชิ้นงานด้วยกระดาษทรายจนถึงเบอร์ 600 เป็นอย่างน้อย
  • 2 : ล้างคราบไขมัน และกำจัดสิ่งสกปรก
  • 3 : ชั่งน้ำหนักชิ้นงานก่อนทดสอบ
  • 4 : ทุกข้อรวมกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 379 :
  • หากไม่สามารถใช้น้ำทะเลจริงเพื่อทดสอบการกัดกร่อน สามารถใช้สารละลายสังเคราะห์ใดต่อไปนี้ทดแทน
  • 1 : สารละลายโซเดียมคลอไรด์ที่มีความเข้มข้นระหว่าง 3.5-10 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก
  • 2 : สารละลายคอปเปอร์ซัลเฟตที่มีความเข้มข้นระหว่าง 3.5-10 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก
  • 3 : สารละลายที่มีส่วนผสมระหว่างกรดไฮโดรคลอริค 0.5 mol/L และกรดซัลฟูริค 1.0 mol/L
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 380 :
  • การทดสอบการกัดกร่อนอย่างง่ายสามารถกระทำได้โดยใช้เกลือแกง (เช่น เกลือปรุงทิพย์) ละลายในน้ำกลั่นแล้วเติมกรดไฮโดรคลอริคเล็กน้อย หลังจากนั้นจึงหย่อนตะปูลงไป ทิ้งไว้สักครู่จะสังเกตเห็นฟองปุดๆ(เริ่มเกิดการกัดกร่อนของตะปู) ถามว่าเหตุใดจึงต้องเติมกรดไฮโดรคลอริค
  • 1 : ลด Oxidizing agent
  • 2 : เพิ่ม Reducing agent
  • 3 : เพิ่ม Oxidizing agent
  • 4 : ลด Reducing agent
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 381 :
  • การทดสอบการกัดกร่อนอย่างง่ายสามารถกระทำได้โดยใช้เกลือแกง (เช่น เกลือปรุงทิพย์) ละลายในน้ำกลั่นแล้วเติมกรดไฮโดรคลอริคเล็กน้อย หลังจากนั้นจึงแบ่งสารละลายดังกล่าวเป็นสามถ้วย โดยถ้วยแรกหย่อนตะปูลงไป ถ้วยที่สองหย่อนตะปูที่ถูกพันด้วยอะลูมิเนียมฟลอยด์ และถ้วยสุดท้ายหย่อนแท่งตะปูที่ถูกพันด้วยสายไฟที่ทำจากทองแดงบริสุทธิ์ โดยอะลูมิเนียมฟลอยด์และลวดทองแดงพันจนถึงกึ่งกลางความยาวของแท่งตะปูเท่านั้น ข้อใดต่อไปเป็นจริง
  • 1 : ถ้วยแรกมีการกัดกร่อนรุนแรงที่สุด
  • 2 : ถ้วยที่สองมีการกัดกร่อนรุนแรงที่สุด
  • 3 : ถ้วยที่สามมีการกัดกร่อนรุนแรงที่สุด
  • 4 : มีระดับความรุนแรงเท่ากันทุกถ้วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 382 :
  • หากนำตะปูที่ถูกพันด้วยอะลูมิเนียมฟลอยด์ใส่ลงในสารละลายเกลือแกงที่ผสมกรดไฮโดรคลอริคเล็กน้อยข้อใดต่อไปเป็นจริงที่สุด
  • 1 : อะลูมิเนียมฟลอยด์ละลายในสารละลาย
  • 2 : ตะปูเหล็กละลายในสารละลาย
  • 3 : ทั้งอะลูมิเนียมฟลอยด์และตะปูละลายไปพร้อมๆกัน
  • 4 : ไม่เกิดปฏิกิริยาใดๆ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 383 :
  • ในฐานะที่ท่านเป็นวิศวกรที่เชี่ยวชาญทางด้านการกัดกร่อน หากมีหน่วยงานเอกชนขอคำแนะนำจากท่านเพื่อใช้สำหรับคัดกรอง เลือกซื้อเหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนิติคที่มีคุณภาพคือ มีส่วนผสมเป็นไปตามมาตรฐาน และที่สำคัญคือไม่เสี่ยงต่อการเกิดเซนซิไทเซชัน ท่านจะเลือกใช้การทดสอบใด
  • 1 : ASTM B117 Salt spray test
  • 2 : ASTM G108 Sensitization test
  • 3 : ASTM G31 Immersion test
  • 4 : ASTM A262 Oxalic acid test
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 384 :
  • ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้องสำหรับการตรวจสอบ Intragranular corrosion ที่มีผลร่วมของ Chromium carbide precipitation ในเหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนิติคด้วยชุดการทดสอบ Ferric sulfate-Sulfuric acid test ตามมาตรฐาน ASTM A262
  • 1 : ใช้เวลาทดสอบ 120 ชั่วโมง
  • 2 : สารละลายที่ใช้คือ Boiling-Ferric sulfate-50%Sulfuric acid
  • 3 : สามารถใช้ตรวจหา Intergranular corrosion ในเหล็กกล้าไร้สนิมเกรด 316, 316L, 317 และ 317L
  • 4 : ก่อนเริ่มทดสอบต้องผ่านการคัดกรองด้วย Oxalic acid test
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 385 :
  • ลักษณะร่องรอยถูกกัด (Etched structure) ใดต่อไปนี้แสดงว่าเหล็กกล้าไร้สนิมมีความเสี่ยงต่อการเกิด
    เซนซิไทเซชัน
    (Sensitization) ตามมาตรฐาน ASTM A262
  • 1 : Step
  • 2 : Dual
  • 3 : End grain I & II
  • 4 : Ditch
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 386 :
  • การประมวลผลอัตราการกัดกร่อน (Corrosion rate) ในเหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนิติคที่ผ่านการทดสอบด้วย Oxalic acid test นิยมใช้หน่วยใด
  • 1 : Millimetres per month
  • 2 : Millimetres per year
  • 3 : Inches per month
  • 4 : Inches per year
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 387 :
  • เหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนิติคเกรด AISI 304 ที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน โดยปกติมีค่า Open Circuit Potential (OCP) เท่าใด
  • 1 : ระหว่าง -1000 ถึง -900 mV
  • 2 : ระหว่าง -950 ถึง -800 mV
  • 3 : ระหว่าง -650 ถึง -500 mV
  • 4 : ระหว่าง -350 ถึง -450 mV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 388 :
  • วิธีการอย่างง่ายสำหรับตรวจสอบคุณภาพของโลหะและพื้นผิวก่อนเริ่มทดสอบการกัดกร่อนตามหลักไฟฟ้าเคมี (Electrochemical method) โดยต่อตัวอย่างโลหะเข้ากับเซลล์การกัดกร่อน (Corrosion cell) คือการวัดค่า Open Circuit Potential (OCP) ถามว่ามีวิธีการวัดเช่นไร
  • 1 : ต่อตัวอย่างโลหะเข้ากับเซลล์การกัดกร่อนแล้วจุ่มแช่ในสารละลายแล้วป้อนศักย์ไฟฟ้า200 mV เป็นเวลาประมาณ 10 นาที หลังจากนั้นอ่านค่าศักย์ไฟฟ้าที่ได้และศักย์ไฟฟ้าที่ได้คือ OCP
  • 2 : ต่อตัวอย่างโลหะเข้ากับเซลล์การกัดกร่อนแล้วจุ่มแช่ในสารละลายเป็นเวลาประมาณ 10 นาที หลังจากนั้นอ่านค่าศักย์ไฟฟ้าที่ได้และศักย์ไฟฟ้าที่ได้คือ OCP
  • 3 : ต่อตัวอย่างโลหะเข้ากับเซลล์การกัดกร่อนแล้วจุ่มแช่ในสารละลายแล้วจุ่มแช่ชิ้นงานในสารละลายเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นอ่านค่าศักย์ไฟฟ้าที่ได้และศักย์ไฟฟ้าที่ได้คือ OCP
  • 4 : ต่อตัวอย่างโลหะเข้ากับเซลล์การกัดกร่อนแล้วจุ่มแช่ในสารละลาย หลังจากนั้นอ่านค่าศักย์ไฟฟ้าที่ได้และศักย์ไฟฟ้าที่ได้คือ OCP
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 389 :
  • ชุดอุปกรณ์ในข้อใดที่ครบองค์ประกอบของเซลล์การกัดกร่อน (Corrosion cell) แล้วสามารถใช้ทดสอบการกัดกร่อนได้จริงตามหลักไฟฟ้าเคมี (Electrochemical method) ด้วยเครื่องโพเทนชิโอสแตท
  • 1 : สารละลายโซเดียมคลอไรด์, แท่งแกรไฟต์, Ag/AgCl และเหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ
  • 2 : สารละลายเกลือแกง, แท่งแกรไฟต์, Pt และเหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ
  • 3 : สารละลายเกลือแกง, แท่งแกรไฟต์, Pt และเหล็กกล้าไร้สนิม
  • 4 : สารละลายโซเดียมคลอไรด์, K/KCl, SCE และเหล็กกล้าไร้สนิม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 390 :
  • เครื่องมือชนิดใดต่อไปนี้สามารถใช้เพื่อตรวจสอบลักษณะชั้นพาสสีฟฟิล์ม (Passive film) ที่เกิดบนผิวโลหะ
  • 1 : Scanning Electron Microscope
  • 2 : Transmission Electron Microscope
  • 3 : Second Ion Mass Spectroscopy
  • 4 : Spectrometer
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 391 :
  • ออกไซด์สเกล (Oxide scale) เป็นตัวอย่างหนึ่งของการเกิดออกซิเดชันของโลหะและสามารถพบได้ในระหว่างกระบวนการรีดเหล็กเป็นต้น ในฐานะที่ท่านเป็นวิศวกรโลหการผู้มีความเชี่ยวชาญหากท่านต้องการทราบส่วนผสมของชั้นออกไซด์ตั้งแต่ผิวชั้นนอกเข้ามาภายใน ท่านจะเลือกเครื่องมือใดต่อไปนี้
  • 1 : Optical Microscope
  • 2 : Auger Electron Spectroscopy (AES)
  • 3 : Vicker hardness tester
  • 4 : Transmission Electron Microscope
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 392 :
  • บางครั้งเพื่อให้เกิดความเข้าใจพฤติกรรมความต้านทานการกัดกร่อนของโลหะบางชนิดที่มีพาสสีฟฟิล์มที่ผิว หรือผลของการเติมสารยับยั้งการกัดกร่อน (Inhibitor) แล้วเกิดชั้นเคลือบบางๆที่ผิวโลหะนั้น จำเป็นต้องศึกษาโครงสร้างของชั้นฟิล์ม เครื่องมือใดต่อไปนี้ที่ไม่สามารถใช้ศึกษาชั้นฟิล์มได้
  • 1 : XPS
  • 2 : SIMS
  • 3 : TEM
  • 4 : RHEED
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 393 :
  • การกัดกร่อนเป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานโลหะไม่อยากให้เกิดขึ้นกับโลหะ อย่างไรก็ตามเราสามารถใช้ประโยชน์จากการกัดกร่อนเพื่อศึกษาโครงสร้างจุลภาคของโลหะได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการกัดขึ้นรอย (Etching process) โลหะชนิดต่างๆด้วย Etchant ที่เหมาะสม ข้อใดต่อไปนี้ที่ไม่ใช่สาร Etchant สำหรับกัดขึ้นรอยโลหะอะลูมิเนียมผสม
  • 1 : 10% NaOH solution
  • 2 : 1% HF solution
  • 3 : 1% NaCl solution
  • 4 : 50% Caustic soda solution
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 394 :
  • สมหญิงทำงานในโรงงานหล่ออะลูมิเนียมผสม เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิตบริษัทจึงเปลี่ยนฟลักซ์ทำให้เกิดรอยด่างที่ผิวชิ้นงาน สมหญิงไม่แน่ใจว่ารอยด่างจะมีผลต่อการกัดกร่อนหรือไม่ หากต้องการทดสอบผลของรอยด่างต่อการกัดกร่อน ท่านจะช่วยแนะนำสมหญิงให้ใช้การทดสอบใดที่สะดวกและราคาไม่แพง
  • 1 : Weight loss test
  • 2 : AC Impedance test
  • 3 : Slow Strain Rate test
  • 4 : Warren test
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 395 :
  • สารชนิดใดที่เป็นองค์ประกอบหลักใน Molten salt test ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการทดสอบการกัดกร่อนที่อุณหภูมิสูง
  • 1 : Na2SO4
  • 2 : CaCO3
  • 3 : HCl
  • 4 : MgCl2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 396 :
  • ระยะเวลาสูงสุดที่ใช้สำหรับการทดสอบการกัดกร่อนที่อุณหภูมิสูงโดย Molten salt test คือ
  • 1 : 100 ชั่วโมง
  • 2 : 200 ชั่วโมง
  • 3 : 500 ชั่วโมง
  • 4 : 1,000 ชั่วโมง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 397 :
  • หากวัดค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH value) ภายในหลุมที่เกิดการกัดกร่อนแบบ Pitting corrosion ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
  • 1 : pH > 7
  • 2 : pH < 7
  • 3 : pH = 7
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 398 :
  • เหล็กกล้าไร้สนิมดูเพล็กซ์ คือ เหล็กกล้าไร้สนิมที่นิยมใช้งานในสิ่งแวดล้อมการกัดกร่อนที่รุนแรง และมีสมบัติทางกลที่เหนือกว่าเกรดอื่นๆ เช่น เหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนิติค เหล็กกล้าไร้สนิมเฟอร์ริติค ทั้งนี้เพราะมีโครงสร้างออสเตนไนท์และเฟอรร์ไรท์อยู่ร่วมกัน อย่างไรหากเกิดการกัดกร่อนภายหลังใช้งานไปนานๆ เมื่อตรวจสอบโครงสร้างจุลภาค ท่านคิดว่าโครงสร้างใดจะมีเสถียรภาพ คือเกิดการกัดกร่อนน้อยกว่าปกติ หากผสมธาตุโครเมียมลงในเหล็กกล้าไร้สนิมดูเพล็กซ์ดังกล่าว
  • 1 : เฟอร์ไรท์
  • 2 : ออสเตนไนท์
  • 3 : ทั้งเฟอร์ไรท์และออสเตนไนท์
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 399 :
  • เหล็กกล้าไร้สนิมดูเพล็กซ์ คือ เหล็กกล้าไร้สนิมที่นิยมใช้งานในสิ่งแวดล้อมการกัดกร่อนที่รุนแรง และมีสมบัติทางกลที่เหนือกว่าเกรดอื่นๆ เช่น เหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนิติค เหล็กกล้าไร้สนิมเฟอร์ริติค ทั้งนี้เพราะมีโครงสร้างออสเตนไนท์และเฟอรร์ไรท์อยู่ร่วมกัน อย่างไรหากเกิดการกัดกร่อนภายหลังใช้งานไปนานๆ เมื่อตรวจสอบโครงสร้างจุลภาค ท่านคิดว่าโครงสร้างใดจะมีเสถียรภาพ คือเกิดการกัดกร่อนน้อยกว่าปกติ หากผสมธาตุโมลิบดีนัมลงในเหล็กกล้าไร้สนิมดูเพล็กซ์ดังกล่าว
  • 1 : เฟอร์ไรท์
  • 2 : ออสเตนไนท์
  • 3 : ทั้งเฟอร์ไรท์และออสเตนไนท์
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 400 :
  • เพราะเหตุใดการทดสอบการกัดกร่อนส่วนใหญ่ (ในมาตรฐานต่างๆ) จึงต้องรวมไอน้ำ (Water vapor) ในระบบการทดสอบเสมอ
  • 1 :  เพราะคล้ายสภาวะจริง
  • 2 :  ความสามารถในการกัดกร่อนรุนแรงมากกว่าอากาศแห้ง หรือเฉพาะบรรยากาศที่มีเฉพาะก๊าซออกซิเจน
  • 3 :  เฉพาะข้อ 1
  • 4 :  ข้อ 1 และ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
สภาวิศวกร