สภาวิศวกร

สาขา : ไฟฟ้าแขนงไฟฟ้าสื่อสาร

วิชา : Antenna Engineering

เนื้อหาวิชา : 94 : Basic Definitions and Theorems
ข้อที่ 1 :
  • สายอากาศของเครื่องส่งและเครื่องรับซึ่งทำงานที่ความถี่ 3 กิกะเฮิรตซ์ มีอัตราขยาย (gain) เท่ากับ 20 dBi อยู่ห่างกันเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร ถ้าเครื่องส่งมีกำลังส่ง 21.76 dB ให้คำนวณหากำลังงานที่ เครื่องรับรับได้ สมมติให้ค่าตัวประกอบการสูญเสียการโพลาไรซ์ (polarization loss factor : PLF) เท่ากับ 1
  • 1 : -19.03 dBm
  • 2 : -17.99 dBm
  • 3 : -10.22 dBm
  • 4 : -3.98 dBm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 2 :
  • จงหาความหนาแน่นกำลัง(power density: Wav) ที่ระยะห่างจากสายอากาศเป็นระยะทาง r  เมื่อความเข้มการแผ่กำลังงาน(radiation intensity:U) เป็น U
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 3 :
  • กำลังงานการแผ่พลังงาน (radiated power) หาได้จากข้อใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 4 :
  • การวัดแบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) ของสายอากาศอย่างง่ายโดยให้ผลที่ถูกต้อง จะต้องกำหนดระยะระหว่างสายอากาศส่งและสายอากาศรับอย่างน้อยที่สุดให้อยู่ในบริเวณสนามใด
  • 1 : บริเวณสนามใกล้รีแอกทีฟ (reactive near-field region)
  • 2 : บริเวณสนามใกล้แผ่คลื่น (radiating near-field region)
  • 3 : บริเวณสนามกลาง (intermediate-field region)
  • 4 : บริเวณสนามไกล (far-field region)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 5 :
  • ในระบบสื่อสาร การเลือกสายอากาศที่เครื่องส่งและเครื่องรับที่มีอัตราขยาย (gain) สูงจะมีผลดีอย่างไร
  • 1 : สามารถสื่อสารได้ระยะทางมากขึ้น
  • 2 : คุณภาพสัญญาณดีขึ้น
  • 3 : ถูกมากกว่า 1 ข้อ
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 6 :
  • สายอากาศของเครื่องส่งและเครื่องรับที่ไร้การสะท้อนทำงานที่ความถี่ 3 กิกะเฮิรตซ์ มีอัตราขยาย (gain) เท่ากับ 20 dBi อยู่ห่างกันเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร ถ้าเครื่องส่งมีกำลังส่ง 150 วัตต์ ให้คำนวณหากำลังงานที่เครื่องรับสามารถรับได้ สมมติให้ค่าตัวประกอบการสูญเสียการโพลาไรซ์ (polarization loss factor: PLF) เท่ากับ 1
  • 1 : 80 ไมโครวัตต์
  • 2 : 63 ไมโครวัตต์
  • 3 : 95 ไมโครวัตต์
  • 4 : 2.5 ไมโครวัตต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 7 :
  • ทฤษฎีพอยน์ติง (Poynting’s theorem) ใช้คำนวณค่าใดโดยตรง
  • 1 : ความหนาแน่นกำลัง (power density) ที่เกิดจากสายอากาศ
  • 2 : สภาพเจาะจงทิศทาง (directivity) ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เดินทางออกจากตัวสายอากาศ
  • 3 : อัตราขยาย (gain) ของสายอากาศที่เกิดจากการแผ่คลื่นของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
  • 4 : ความเข้มการแผ่พลังงาน (radiation intensity) ที่แผ่คลื่นออกจากตัวสายอากาศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 8 :
  • ข้อใดผิดสำหรับสมการการส่งผ่านของ Friis (Friis transmission equation)
  • 1 : กำลังที่รับได้จะลดลงด้วยตัวประกอบระยะทางยกกำลังสอง
  • 2 : ความถี่ต่ำจะมีการสูญเสียในอวกาศว่าง (free-space loss) น้อยกว่าความถี่สูง
  • 3 : อัตราขยาย (gain) ของสายอากาศส่งมีผลต่อกำลังที่รับได้มากกว่าของสายอากาศรับ
  • 4 : อัตราส่วนระหว่างกำลังที่รับได้ต่อกำลังส่งคือการสูญเสียในอวกาศว่าง (free-space loss) เมื่ออัตราขยาย (gain) ของสายอากาศไร้การสะท้อน (matched antenna) ที่มีการโพลาไรซ์ (polarization) ตรงกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 9 :
  • สายอากาศตัวที่ 1 ส่งสัญญาณ 1 วัตต์ โดยมีสายอากาศตัวที่ 2 รับสัญญาณได้ 0.01 วัตต์ ถ้าให้สายอากาศตัวที่ 2 ส่งสัญญาณ 2 วัตต์ สายอากาศตัวที่ 1 จะรับสัญญาณได้เท่าใด
  • 1 : 0.005 วัตต์
  • 2 : 0.02 วัตต์
  • 3 : 0.04วัตต์
  • 4 : ไม่สามารถบอกได้เนื่องจากมีข้อมูลไม่พอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 10 :
  • ระบบรับส่ง ส่งสัญญาณที่ความถี่ (f)มีกำลังงานส่ง (Pt)กำลังงานรับ(Pr) อัตราขยาย (gain) ของสายอากาศส่งไร้การสะท้อน (matched antenna) เท่ากับอัตราขยายของสายอากาศรับไร้การสะท้อน ข้อใดจะได้ระยะทางระหว่างเครื่องรับและเครื่องส่งมากที่สุดโดยที่สายอากาศทั้งสองมีการโพลาไรซ์ (polarization) ตรงกัน
  • 1 :  = 1 กิโลวัตต์, = 0.75 มิลลิวัตต์, = = 5, f =100 เมกะเฮิรตซ์
  • 2 :  = 3 กิโลวัตต์, = 0.25 มิลลิวัตต์, = = 4, f =1000 เมกะเฮิรตซ์
  • 3 :  = 1 กิโลวัตต์, = 0.50 มิลลิวัตต์, = = 5, f =100 เมกะเฮิรตซ์
  • 4 :  = 3 กิโลวัตต์, = 0.25 มิลลิวัตต์, = = 4, f =300 เมกะเฮิรตซ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 11 :

  • 1 : 10 เมตร
  • 2 : 15 เมตร
  • 3 : 20 เมตร
  • 4 : 24 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 12 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 13 :
  • จงคำนวณหาอะเพอร์เจอร์ประสิทธิผลสูงสุด (maximum effective aperture) ของสายอากาศที่มีค่าสภาพเจาะจงทิศทางสูงสุด (maximum directivity) เท่ากับ 900 สมมติให้สายอากาศมีการโพลาไรซ์ (polarization) ตรงกับคลื่นที่รับเข้ามา
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 14 :
  • สายอากาศ คืออะไร
  • 1 : อุปกรณ์ที่สามารถแผ่พลังงานคลื่นและ/หรือ รับพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
  • 2 : อุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่า (สายล่อฟ้า)
  • 3 : อุปกรณ์สำหรับวัดอุณหภูมิ
  • 4 : อุปการณ์วัดความเร็วของลม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 15 :
  • ในระบบการสื่อสารใดไม่จำเป็นต้องใช้สายอากาศ
  • 1 : ระบบสื่อสารเส้นใยแสง (optical fiber)
  • 2 : ระบบสื่อสารไมโครเวฟ (microwave communications)
  • 3 : ระบบโครงข่ายท้องถิ่นไร้สาย (wireless LAN)
  • 4 : ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ (mobile telephone)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 16 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่อยู่ในสมการการส่งผ่านของ Friis (Friis transmission equation)
  • 1 : อัตราขยาย (gain) ของสายอากาศ
  • 2 : กำลังงานจากเครื่องรับและเครื่องส่ง
  • 3 : ความกว้างลำคลื่นครึ่งกำลัง (half-power beamwidth)
  • 4 : ตัวประกอบการสูญเสียการโพลาไรซ์ (polarization loss factor)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 17 :
  • สายอากาศตัวหนึ่งมีมิติ 2 เมตร x 2 เมตร แผ่คลื่นด้วยความถี่ 150 เมกะเฮิรตซ์ จุดที่อยู่ห่างจากสายอากาศเป็นระยะ 3 เมตร จะอยู่ในบริเวณสนามแบบใด
  • 1 : บริเวณเฟรสเนล (Fresnel region)
  • 2 : บริเวณเฟราน์โฮเฟอร์ (Fraunhoher region)
  • 3 : บริเวณสนามใกล้รีแอกทีฟ (reactive near-field region)
  • 4 : บริเวณสนามไกลมาก (very far-field region)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 18 :
  • ในบริเวณสนามไกล (far-field region) พบว่ามีสนามไฟฟ้าชี้ไปทางแกน y และมีสนามแม่เหล็กชี้ไปทางแกน z ถามว่าคลื่นกำลังเคลื่อนที่ไปทางแกนไหน
  • 1 : x
  • 2 : -x
  • 3 : y
  • 4 : -y
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 19 :
  • กำลังแผ่ประสิทธิผลแบบไอโซทรอปิก (effective isotropic radiated power: EIRP) ไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งใดต่อไปนี้
  • 1 : การโพลาไรซ์ (polarization) ของสายอากาศส่ง
  • 2 : กำลังงานของเครื่องส่ง
  • 3 : การสูญเสียภายในสายนำสัญญาณด้านส่ง
  • 4 : อัตราขยาย (gain) ของสายอากาศส่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 20 :
  • ที่บริเวณสนามไกล (far-field region) ของสายอากาศที่แผ่คลื่นในอวกาศว่าง (free-space) ขนาดของสนามไฟฟ้าจะเป็นกี่เท่าของขนาดของสนามแม่เหล็กที่มีองค์ประกอบในทิศทางที่ตั้งฉากกัน
  • 1 : ขนาดของสนามทั้งสองเท่ากัน
  • 2 : ขนาดของสนามไฟฟ้าเป็น 2 เท่าของขนาดของสนามแม่เหล็ก
  • 3 : ขนาดของสนามไฟฟ้าเป็น 377 เท่าของขนาดของสนามแม่เหล็ก
  • 4 : ขนาดของสนามแม่เหล็กเป็น 377 เท่าของขนาดของสนามไฟฟ้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 21 :
  • สายอากาศแถบแคบ (narrowband antenna) ทำงานที่ความถี่กลางเท่ากับ 1 กิกะเฮิรตซ์ มีคุณสมบัติตามต้องการอยู่ระหว่างความถี่ 950-1050 เมกะเฮิรตซ์ จะมีความกว้างแถบ (bandwidth) กี่เปอร์เซ็นต์
  • 1 : 1
  • 2 : 5
  • 3 : 10
  • 4 : 50
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 22 :
  • สมการการส่งผ่านของ Friis (Friis transmission equation) ในข้อใดมีการโพลาไรซ์ (polarization) ตรงกันและติดตั้งสายอากาศให้มีอัตราขยาย (gain) สูงสุด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 23 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 24 :
  • ทฤษฎีบทภาวะย้อนกลับ (reciprocity theorem) ช่วยทำให้เราทำอะไรได้สะดวกขึ้น
  • 1 : คำนวณแบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern)
  • 2 : คำนวณอิมพีแดนซ์ (impedance)
  • 3 : คำนวณการรับส่งกำลังงาน (power)
  • 4 : ถูกมากกว่า 1 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 25 :
  • ในบริเวณสนามไกล (far-field region) ใช้สำหรับวัดคุณสมบัติใดของสายอากาศบ้าง
  • 1 : แบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern)
  • 2 : การโพลาไรซ์ (polarization)
  • 3 : อิมพีแดนซ์ด้านเข้า (input impedunce)
  • 4 : ถูกมากกว่า 1 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 26 :
  • ข้อใดไม่เป็นบริเวณสนามรอบสายอากาศ
  • 1 : บริเวณสนามใกล้รีแอกทีฟ (reactive near-field region)
  • 2 : บริเวณสนามใกล้แผ่คลื่น (radiating near-field region)
  • 3 : บริเวณสนามไกล (far-field region)
  • 4 : บริเวณสนามไกลรีแอกทีฟ (reactive far-field region)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 27 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 28 :
  • คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าภายในบริเวณสนามใกล้แอกทีฟ (reactive near-field region) จะมีคุณสมบัติอย่างไร
  • 1 : คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีกำลังงานในรูปกำลังงานรีแอกทีฟ (reactive power) มากกว่ากำลังคลื่นแผ่ออก (radiated power)
  • 2 : คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีกำลังงานในรูปกำลังงานรีแอกทีฟ (reactive power) น้อยกว่ากำลังคลื่นแผ่ออก (radiated power)
  • 3 : คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไม่มีกำลังงานในรูปกำลังงานรีแอกทีฟ (reactive power)
  • 4 : คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีกำลังงานในรูปกำลังคลื่นแผ่ออก (radiated power)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 29 :
  • สนามในบริเวณสนามไกล (far-field region) มีลักษณะอย่างไร
  • 1 : สนามไม่แผ่ออก
  • 2 : แบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) เปลี่ยนแปลงตามระยะทาง
  • 3 : แบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) ไม่เปลี่ยนแปลงตามระยะทาง
  • 4 : สนามสะท้อนกลับหมด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 30 :
  • ข้อใดไม่เป็นบริเวณสนามรอบสายอากาศ
  • 1 : บริเวณสนามใกล้รีแอกทีฟ (reactive near-field region)
  • 2 : บริเวณสนามใกล้แผ่คลื่น (radiating near-field region)
  • 3 : บริเวณสนามไกล (far-field region)
  • 4 : บริเวณสนามไกลรีแอกทีฟ (reactive far-field region)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 31 :
  •  สายอากาศในข้อใดเป็นสายอากาศที่ดีที่สุด
  • 1 :  สายอากาศซึ่งเหมาะสมกับงานที่ใช้
  • 2 :  สายอากาศราคาแพงมาก
  • 3 :  สายอากาศที่มีอัตราขยาย(gain)สูงมาก
  • 4 :  สายอากาศที่สร้างได้โดยง่าย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 32 :
  •  ในการเลือกใช้สายอากาศให้เหมาะกับงานต้องพิจารณาคุณสมบัติใดบ้าง
  • 1 :  แบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern)
  • 2 :  อิมพีแดนซ์ด้านเข้า (input impedance)
  • 3 :  กำลังงานที่รองรับได้ (power handling capability)
  • 4 :  ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 33 :
  •  สายอากาศในข้อใดถือว่ามีขนาดทางไฟฟ้าใหญ่ที่สุด
  • 1 :  สายอากาศไดโพล (dipole antenna ) ยาว 10 เมตร ใช้งานความถี่ 3 เมกะเฮิรตซ์
  • 2 :  สายอากาศไดโพล (dipole antenna ) ยาว 10 เมตร ใช้งานความถี่ 1.5 เมกะเฮิรตซ์
  • 3 :  สายอากาศสะท้อนคลื่น(reflector antenna)เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5 เมตรใช้งานความถี่ 3 กิกะเฮิรตซ์
  • 4 :  สายอากาศสะท้อนคลื่น(reflector antenna)เส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตรใช้งานความถี่ 3 กิกะเฮิรตซ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 34 :
  •  ระบบสื่อสารไร้สายสำหรับความถี่ 2.3 กิกะเฮิรตซ์ มีเครื่องส่งจ่ายกำลังงาน 2 วัตต์ ส่งสัญญาณไปยังเครื่องรับซึ่งอยู่ห่างออกไป 1,300 เมตร ถ้าภาครับสัญญาณต้องการกำลังงานอย่างน้อย -60 dBm ในระบบนี้จะต้องใช้สายอากาศที่มีอัตราขยาย (gain) อย่างน้อยที่สุดกี่ dBi เมื่อใช้สายอากาศตัวส่งและรับไร้การสะท้อนเหมือนกัน และถือว่าไม่มีการสูญเสียในสายนำสัญญาณ กำหนดให้ตัวประกอบการสูญเสียการโพลาไรซ์(PLF) เท่ากับ 1
  • 1 :  4.5 dBi
  • 2 :  10.0 dBi
  • 3 :  14.5 dBi
  • 4 :  20.0 dBi
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 95 : Formulation of the Radiation Problems
ข้อที่ 35 :
  • โดยปกติทฤษฎีบทภาวะย้อนกลับ (reciprocity theorem) เพื่อประโยชน์อะไร
  • 1 : การวัดแบบรูปการแผ่พลังงาน
  • 2 : การออกแบบสายอากาศยากิ-อุดะ
  • 3 : การออกแบบวงจรป้อนสายอากาศ
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 36 :
  • โดยปกติถ้าสายอากาศมีอุณหภูมิสูงจะมีผลอย่างไร
  • 1 : ส่งคลื่นได้มาก
  • 2 : ความกว้างแถบกว้างขึ้น
  • 3 : มีสัญญาณรบกวนสูง
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 37 :
  • พื้นที่ประสิทธิผล (effective area) มีค่ามากเมื่อ
  • 1 : ความต้านทานมีค่าสูง
  • 2 : ความต้านทานมีค่าต่ำ
  • 3 : สภาพเจาะจงทิศทาง (directivity) มีค่าสูง
  • 4 : สภาพเจาะจงทิศทาง (directivity) มีค่าต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 38 :

  • 1 : 50
  • 2 : 75
  • 3 : 100
  • 4 : 125
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 39 :
  • สนามการแผ่พลังงาน (radiation field) ของสายอากาศจะหาได้ง่ายที่สุดจากข้อใด
  • 1 : อิมพีแดนซ์ (impedance)
  • 2 : ความหนาแน่นกระแส (current density)
  • 3 : อัตราขยาย (gain)
  • 4 : ประสิทธิภาพการแผ่พลังงาน (radiation efficiency)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 40 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 41 :
  • สนามบริเวณสนามไกล (far-field region) ในข้อใดที่เกิดจากการแผ่พลังงานออกจากสายอากาศ
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 : ถูกมากกว่า 1 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 42 :

  • 1 : แบบรอบทิศทางในระนาบเดี่ยว (omnidirectional)
  • 2 : แบบไอโซทรอปิก (isotropic)
  • 3 : แบบชี้ทิศทาง (directional)
  • 4 : แบบชี้สองทิศทาง (bi-directional)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 43 :
  • จากสมการสนามบริเวณสนามไกล (far-field region) และ โดยที่ และ เป็นค่าคงที่ แบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) เป็นชนิดใด
  • 1 : แบบรอบทิศทางในระนาบเดี่ยว (omnidirectional)
  • 2 : แบบไอโซทรอปิก (isotropic)
  • 3 : แบบชี้ทิศทาง (directional)
  • 4 : แบบชี้สองทิศทาง (bi-directional)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 44 :

  • 1 : xy
  • 2 : xz
  • 3 : yx
  • 4 : ไม่สามารถบอกได้เพราะข้อมูลไม่พอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 45 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 : ไม่สามารถบอกได้เพราะข้อมูลไม่พอ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 46 :

  • ข้อใดถูกต้อง
  • 1 : สนามแม่เหล็กมีองค์ประกอบในแกน y เท่านั้น
  • 2 : สนามแม่เหล็กมีทั้งองค์ประกอบในแกน y และ แกน z
  • 3 : สนามแม่เหล็กมีทั้งองค์ประกอบในแกน x และ แกน y
  • 4 : สนามแม่เหล็กมีทั้งองค์ประกอบในแกน x และ แกน z
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 47 :

  • 1 : 4
  • 2 : 0.25
  • 3 : 2
  • 4 : 0.5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 48 :
  • สายอากาศไดโพล (dipole antenna) ที่มีความยาว 6 เมตร เมื่อจ่ายแรงดันไฟตรงขนาด 10 โวลต์ให้กับสายอากาศตัวนี้จะมีกำลังงานการแผ่พลังงาน (radiation power) เท่าใด
  • 1 : 6 วัตต์
  • 2 : 3 วัตต์
  • 3 : 1.2 วัตต์
  • 4 : 0 วัตต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 49 :
  • ต้องการให้ค่าอิมพีแดนซ์ (impedance) ของไดโพลขนาดเล็กมาก (infinitesimal dipole) เป็นค่าจริงอย่างเดียว จะต้องทำอย่างไร
  • 1 : ต่อไดโพลขนาดเล็กมากอนุกรมกับตัวเหนี่ยวนำ
  • 2 : ต่อไดโพลขนาดเล็กมากอนุกรมกับตัวเก็บประจุ
  • 3 : ต่อไดโพลขนาดเล็กมากขนานกับไดโอด
  • 4 : ต่อไดโพลขนาดเล็กมากอนุกรมกับไดโอด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 50 :
  • การกำหนดกระแสเพื่อหาคำตอบของสนามที่เกิดจากไดโพลขนาดเล็กมาก (infinitesimal dipole) จะมีวิธีการกำหนดอย่างไร
  • 1 : กำหนดให้เป็นกระแสไฟฟ้าที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปสัญญาณไซน์
  • 2 : กำหนดให้เป็นกระแสแม่เหล็กที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปสัญญาณไซน์
  • 3 : กำหนดให้เป็นกระแสไฟฟ้าที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปสามเหลี่ยม
  • 4 : กำหนดให้เป็นกระแสไฟฟ้าที่มีค่าคงที่ตลอดความยาวของสายอากาศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 51 :
  • ไดโพลขนาดเล็กมาก (infinitesimal dipole) ที่มีความยาวเท่ากับ เมื่อ เป็นความยาวคลื่น และหาความต้านทานการแผ่พลังงาน (radiation resistance) ได้จาก ให้คำนวณหาอัตราส่วนความต้านทานการแผ่พลังงานของไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole) ต่อไดโพลขนาดเล็กมาก
  • 1 : 125:1
  • 2 : 231:1
  • 3 : 352:1
  • 4 : 452:1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 52 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 53 :
  • ถ้าป้อนสัญญาณขนาดกำลัง 10 วัตต์ ให้ตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก (isotropic radiator) ตัวหนึ่งซึ่งสมมติว่ามีการสูญเสียและพบว่าสายอากาศตัวนี้มีกำลังคลื่นแผ่ (radiated power) ทั้งหมด 8 วัตต์ จงหาความหนาแน่นกำลัง (power density) ที่ตำแหน่งห่างออกไป 500 เมตร
  • 1 :

    (10 วัตต์)/(4 (500 เมตร)2)

  • 2 : (10 วัตต์ – 8 วัตต์)/( 4(500 เมตร)2)
  • 3 : (10 วัตต์ + 8 วัตต์)/(4 (500 เมตร)2)
  • 4 : (8 วัตต์)/( 4(500 เมตร)2)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 54 :
  • กำหนดให้ไดโพลขนาดเล็กมาก (infinitesimal dipole) วางนอนในลักษณะดังรูป และมีกระแสไหลเป็นไปตามสมการดังนี้
  • 1 : สนามแม่เหล็กมีองค์ประกอบในแกน y เท่านั้น
  • 2 : สนามแม่เหล็กมีทั้งองค์ประกอบในแกน y และ แกน z
  • 3 : สนามแม่เหล็กมีทั้งองค์ประกอบในแกน y และ แกน x
  • 4 : สนามแม่เหล็กมีทั้งองค์ประกอบในแกน x และ แกน z
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 55 :
  • การสมมติขนาดของกระแสบนสายอากาศไดโพล (dipole antenna) เพื่อให้ได้คำตอบของสนามใกล้เคียงกับสนามจริงจะต้องสมมติกระแสบนสายอากาศไดโพลอย่างไร
  • 1 : สมมติให้เป็นกระแสไฟฟ้าที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปสัญญาณไซน์
  • 2 : สมมติให้เป็นกระแสแม่เหล็กที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปสัญญาณไซน์
  • 3 : สมมติให้เป็นกระแสไฟฟ้าที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปสามเหลี่ยม
  • 4 : สมมติให้เป็นกระแสไฟฟ้าที่มีค่าคงที่ตลอดความยาวของสายอากาศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 56 :
  • ข้อใดคือสมการคลื่นไม่เอกพันธ์ (inhomogeneous wave equation) ที่สอดคล้องกับสมการของแมกซ์เวลล์ (Maxwell’s equation)
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 57 :
  • ข้อใดผิดสำหรับไดโพลขนาดเล็กมาก (infinitesimal dipole)
  • 1 : มีขนาดสั้นมากเมื่อเทียบกับความยาวคลื่น
  • 2 : มีอิมพีแดนซ์ด้านเข้า (input impedance) สูง
  • 3 : เป็นสายอากาศแบบรอบทิศทางในระนาบเดี่ยว (omnidirectional antenna)
  • 4 : เป็นสายอากาศเส้นลวด (wire antenna)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 58 :
  • ข้อใดเป็นคุณสมบัติของไดโพลขนาดเล็กมาก (infinitesimal dipole)
  • 1 : ความยาวไดโพลเล็กกว่าความยาวคลื่นมากๆ
  • 2 : กระแสมีทิศทางเดียว
  • 3 : ประมาณให้กระแสบนไดโพลมีขนาดคงที่
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 59 :

  • 1 : 0.5 โอห์ม
  • 2 : 0.3 โอห์ม
  • 3 : 0.516 โอห์ม
  • 4 : 0.316 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 60 :

  • 1 : 2/3
  • 2 : 1/2
  • 3 : 1/3
  • 4 : 3/2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 61 :
  • จากการใช้มาตรวัดความแรงคลื่นวิทยุ ณ จุดหนึ่ง โดยอ่านค่าได้ดังนี้ ความเข้มสนามไฟฟ้าจากสายอากาศตัวที่ 1 เท่ากับ 80 มิลลิโวลต์ต่อเมตร ความเข้มสนามไฟฟ้าจากสายอากาศตัวที่ 2 เท่ากับ 290 มิลลิโวลต์ต่อเมตร สายอากาศตัวที่ 2 จะมีอัตราขยาย (gain) สูงกว่าสายอากาศตัวที่ 1 เท่าใด
  • 1 : 5.6 dB
  • 2 : 11.2 dB
  • 3 : -5.6 dB
  • 4 : -11.2 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 62 :
  • ไดโพลขนาดเล็กมาก (infinitesimal dipole) ยาว 1 มิลลิเมตร ที่ความถี่ 3 กิกะเฮิรตซ์ จะมีความต้านทานการแผ่พลังงาน (radiation resistance) เท่าไร
  • 1 : 160 มิลลิโอห์ม
  • 2 : 80 มิลลิโอห์ม
  • 3 : 40 มิลลิโอห์ม
  • 4 : 10 มิลลิโอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 63 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 64 :
  • ไดโพลขนาดเล็กมาก (infinitesimal dipole) มีค่าอิมพีแดนซ์ (impedance) เป็นอย่างไร
  • 1 : ความต้านทานต่ำต่ออนุกรมกับขดลวด
  • 2 : ความต้านทานต่ำต่ออนุกรมกับตัวเก็บประจุ
  • 3 : ความต้านทานสูงต่ออนุกรมกับขดลวด
  • 4 : ความต้านทานสูงต่ออนุกรมกับตัวเก็บประจุ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 65 :
  • ถ้ารู้การกระจายกระแส (current distribution) บนสายอากาศ จะหาสนามแผ่พลังงาน (radiation field) ได้อย่างไร
  • 1 : คำนวณอิมพีแดนซ์ (impedance) แล้วหาสนามแผ่พลังงาน (radiation field)
  • 2 : คำนวณอัตราขยาย (gain) แล้วหาสนามแผ่พลังงาน (radiation field)
  • 3 : คำนวณศักย์เวกเตอร์ (vetor potential ) แล้วหาสนามแผ่พลังงาน (radiation field)
  • 4 : คำนวณการโพลาไรซ์ (polarization) แล้วหาสนามแผ่พลังงาน (radiation field)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 66 :
  • สายอากาศไดโพล (dipole antenna) ที่มีความยาว 6 เมตร เมื่อจ่ายกระแสไฟตรงขนาด 2 แอมป์ ให้กับสายอากาศตัวนี้จะมีกำลังการแผ่ (radiated power) เท่าใด
  • 1 : 6 วัตต์
  • 2 : 3 วัตต์
  • 3 : 1.2 วัตต์
  • 4 : 0 วัตต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 67 :
  •  
  • 1 : 0
  • 2 : 15
  • 3 : 90
  • 4 : 135
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 68 :
  •  สายอากาศไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole) ที่วางอย่างสมมาตรตามความยาวบนแกน z จะมีการแผ่พลังงานในบริเวณสนามไกล (far-field) เป็นลักษณะตามข้อใด
  • 1 :  มีทิศทางในระนาบสนามไฟฟ้า (ระนาบ zy) และไม่มีทิศทางในระนาบสนามแม่เหล็ก (ระนาบ xy)
  • 2 :  มีทิศทางในระนาบสนามแม่เหล็ก (ระนาบ zx) และไม่มีทิศทางในระนาบสนามไฟฟ้า (ระนาบ xy)
  • 3 :  มีทิศทางในระนาบสนามไฟฟ้า (ระนาบ zy) และมีทิศทางในระนาบสนามแม่เหล็ก (ระนาบ xy)
  • 4 :  มีทิศทางในระนาบสนามแม่เหล็ก (ระนาบ zx) และมีทิศทางในระนาบสนามไฟฟ้า (ระนาบ zy)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 96 : Isotropic Point Source
ข้อที่ 69 :
  • ตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก (isotropic radiator) มีกำลังการแผ่ (radiated power) ทั้งหมด 10 วัตต์ จงหาความเข้มการแผ่พลังงาน (radiation intensity) ที่ตำแหน่งห่างออกไป 500 เมตร
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 70 :
  • ตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก (isotropic radiator) มีกำลังการแผ่ (radiated power) ทั้งหมด 10 วัตต์ จงหาความหนาแน่นกำลัง (power density) ที่ตำแหน่งห่างออกไป 500 เมตร
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 71 :
  • ถ้าที่ตำแหน่งหนึ่งห่างจากตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก (isotropic radiator) ออกไป 500 เมตร วัดความหนาแน่นกำลัง (power density) ได้ 3 ไมโครวัตต์ต่อตารางเมตร จงหาว่าตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิกตัวนี้กระจายกำลังส่งออกมาเท่าไร
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 : 3 ไมโครวัตต์
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 72 :
  • ข้อใดผิดสำหรับตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก (isotropic radiator)
  • 1 : สามารถสร้างได้ง่าย
  • 2 : มีแบบรูปการแผ่พลังงานเท่ากันทุกทิศทาง
  • 3 : เป็นสายอากาศแบบไม่ชี้ทิศ
  • 4 : มีสภาพเจาะจงทิศทาง (directivity) เท่ากับ 1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 73 :
  • ค่าสภาพเจาะจงทิศทาง (directivity : dBi) ของตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก (isotropic radiator) มีค่าเท่าไร
  • 1 : นิยามไม่ได้
  • 2 : 0
  • 3 : 1
  • 4 : อนันต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 74 :
  • ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก (isotropic radiator)
  • 1 : มีอัตราขยาย (gain) เท่ากับหนึ่ง
  • 2 : มีสภาวะเจาะจงทิศทางสูงสุด (maximum directivity) เท่ากับสภาวะเจาะจงทิศทาง (directivity)
  • 3 : มีแบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) เป็นแบบรอบทิศทางในระนาบเดี่ยว (omnidirectional)
  • 4 : แผ่คลื่นออกรอบตัวเท่ากันในทุกทิศทาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 75 :
  • แบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) ของสายอากาศข้อใดเป็นของตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก (isotropic radiator)
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 76 :

  • 1 : 1
  • 2 : 1.5
  • 3 : 2
  • 4 : 2.5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 77 :
  • เมื่อป้อนกำลังงาน 100 วัตต์ ให้กับตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก (isotropic radiator) ที่ไม่มีการสูญเสีย จงหาความหนาแน่นกำลัง (power density) ของการแผ่คลื่นที่ระยะ 10 เมตร จากตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก
  • 1 : 79.57 วัตต์ต่อตารางเมตร
  • 2 : 79.57 มิลลิวัตต์ต่อตารางเมตร
  • 3 : 0.79 วัตต์ต่อตารางเมตร
  • 4 : 7.95 มิลลิวัตต์ต่อตารางเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 78 :
  • ตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก (isotropic radiator) มีแบบรูปการแผ่พลังงานนอร์แมลไลซ์ (normalized radiation pattern) มีค่าเท่าใด
  • 1 : 1
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 79 :
  • ตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก (isotropic radiator) จะมีสภาพเจาะจงทิศทาง (directivity) เท่ากับ
  • 1 : 0.1
  • 2 : 0
  • 3 : 2
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 80 :
  • สายอากาศแบบไอโซทรอปิก (isotropic antenna) คือสายอากาศในทางทฤษฎีที่
  • 1 : สามารถแผ่คลื่นออกไปได้ในทิศทางเดียว
  • 2 : สามารถแผ่คลื่นออกไปได้ทุกทิศทางและแรงเท่ากันตลอด
  • 3 : สามารถแผ่ออกไปได้รอบตัวเฉพาะในแนวราบเท่านั้น
  • 4 : สามารถแผ่คลื่นออกไปเป็นรูปเลขแปด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 81 :
  • ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก (isotropic radiator)
  • 1 : รับสัญญาณดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้า
  • 2 : ใช้สำหรับอ้างอิงในทางทฤษฎี
  • 3 : ไม่สามารถสร้างได้จริง
  • 4 : แผ่คลื่นเป็นทรงกลม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 82 :
  • สายอากาศข้อใดเป็นแบบสายอากาศแบบรอบทิศทางในระนาบเดี่ยว (omnidirectional antenna)
  • 1 : สายอากาศแบบไอโซทรอปิก (isotropic antenna)
  • 2 : สายอากาศแบบไดโพล (dipole antenna)
  • 3 : สายอากาศแบบยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna)
  • 4 : สายอากาศรูปปากแตร (horn antenna)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 83 :
  • ตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก (isotropic radiator) ที่ไม่มีการสูญเสีย มีกำลังงานป้อนให้เท่ากับ 1 วัตต์ ให้คำนวณหาความหนาแน่นกำลัง (power density) ที่ระยะทาง 1 กิโลเมตรห่างจากตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก
  • 1 : 79.6 มิลลิวัตต์ต่อตารางเมตร
  • 2 : 79.6 ไมโครวัตต์ต่อตารางเมตร
  • 3 : 79.6 นาโนวัตต์ต่อตารางเมตร
  • 4 : 79.6 พิโควัตต์ต่อตารางเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 84 :
  • เวกเตอร์ของพอยน์ติงเฉลี่ยทางเวลา (time average Poynting’s vector) ในข้อใดเป็นลักษณะของคลื่นที่แผ่ออกมาจากตัวกำเนิดไอโซทรอปิก (isotropic radiator)
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 85 :
  • ตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก (isotropic radiator) มีแบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) เป็นแบบใด
  • 1 : รูปโดนัท
  • 2 : รูปเลขแปด
  • 3 : รูปดินสอ
  • 4 : รูปทรงกลม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 86 :
  • ตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก (isotropic radiator) จะมีสภาพเจาะจงทิศทาง (directivity) เท่าไร
  • 1 : มากกว่าสายอากาศทุกชนิด
  • 2 : น้อยกว่า 1
  • 3 : มากกว่า 1
  • 4 : เท่ากับ 1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 87 :
  • ถ้าความเข้มการแผ่พลังงาน (radiation intensity) ของตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก (isotropic radiator) มีค่าเท่ากับ 1 จงหากำลังงานที่สายอากาศนี้แผ่ออก
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 88 :
  • เราใช้ตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก (isotropic radiator) ทำอะไร
  • 1 : ใช้คำนวณอิมพีแดนซ์ (impedance) ของสายอากาศทั่วไป
  • 2 : ใช้คำนวณแบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) ของสายอากาศทั่วไป
  • 3 : ใช้คำนวณการโพลาไรซ์ (polarization) ของสายอากาศทั่วไป
  • 4 : ใช้คำนวณอัตราขยาย (gain) ของสายอากาศทั่วไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 89 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 97 : Radiation Impedance
ข้อที่ 90 :
  • สายอากาศไดโพล (dipole antenna) ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นลวดขนาดใหญ่จะมีการเปลี่ยนแปลงของค่ารีแอกแตนซ์ (reactance) ตามความถี่เป็นอย่างไร
  • 1 : สายอากาศที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นลวดขนาดใหญ่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงค่ารีแอกแตนซ์ตามความถี่
  • 2 : สายอากาศที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นลวดขนาดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงค่ารีแอกแตนซ์ตามความถี่มากกว่าสายอากาศที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นลวดขนาดเล็ก
  • 3 : สายอากาศที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นลวดขนาดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงค่ารีแอกแตนซ์ตามความถี่น้อยกว่าสายอากาศที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นลวดขนาดเล็ก
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 91 :
  • อิมพีแดนซ์ร่วม (mutual impedance) ของสายอากาศไดโพล (dipole antenna) สองตัวที่จัดเรียงตัวแบบด้านต่อด้าน (side-by-side) มีค่าเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับการจัดเรียงตัวแบบร่วมแนว (collinear)
  • 1 : เท่ากัน
  • 2 : มากกว่า
  • 3 : น้อยกว่า
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 92 :
  • อิมพีแดนซ์ด้านเข้า (input impedance) ของสายอากาศแถวลำดับ (array antenna) หาได้จาก
  • 1 : อิมพีแดนซ์ตัวเอง (self-impedance)
  • 2 : อิมพีแดนซ์ร่วม (mutual impedance)
  • 3 : อิมพีแดนซ์ตัวเองและอิมพีแดนซ์ร่วม (self-impedance and mutual impedance)
  • 4 : ตัวประกอบแถวลำดับ (array factor)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 93 :
  • อิมพีแดนซ์ของสายอากาศ (antenna impedance) ไม่ขึ้นกับข้อใด
  • 1 : ระยะความสูงของสายอากาศจากพื้น
  • 2 : ขนาดของสายอากาศ
  • 3 : ความถี่ใช้งานของสายอากาศ
  • 4 : สายส่งที่ใช้ป้อนสายอากาศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 94 :
  • สายอากาศมีอิมพีแดนซ์ 75 โอห์ม และมีค่าอัตราส่วนคลื่นนิ่งของแรงดัน (voltage standing-wave ratio :VSWR) 1.5 จงหาว่าสายส่งที่ใช้ต่อกับสายอากาศจะต้องมีค่าอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) กี่โอห์ม
  • 1 : 0
  • 2 : 50
  • 3 : 75
  • 4 : 100
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 95 :
  • สายอากาศที่ไม่ดีจะมีอิมพีแดนซ์เสมือนเป็นอุปกรณ์ชนิดใด
  • 1 : ตัวต้านทาน
  • 2 : ตัวเก็บประจุ
  • 3 : ตัวเหนี่ยวนำ
  • 4 : ถูกมากกว่า 1 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 96 :
  • เมื่อสายอากาศตัวรับอยู่ในบริเวณที่มีอุณหภูมิสูง จะทำให้เกิดสัญญาณรบกวนแก่ระบบเนื่องจากค่าใดของสายอากาศ
  • 1 : ความต้านทานการแผ่คลื่น
  • 2 : ความต้านทานการสูญเสีย
  • 3 : ความเหนี่ยวนำ
  • 4 : ความจุ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 97 :
  • ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของอัตราส่วนคลื่นนิ่งของแรงดัน (voltage standing-wave ratio: VSWR)
  • 1 : สายอากาศที่ดีต้องมีค่าอัตราส่วนคลื่นนิ่งของแรงดันเป็น 1
  • 2 : มีค่าน้อยที่สุดเท่ากับ 1
  • 3 : มีค่าสูงที่สุดเท่ากับ 1
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 98 :
  • ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของขนาดของค่าสัมประสิทธิ์การสะท้อน (reflection coefficient)
  • 1 : สายอากาศที่ดีต้องมีค่าสัมประสิทธิ์การสะท้อนเป็น 1
  • 2 : มีขนาดน้อยที่สุดเท่ากับ 0
  • 3 : มีขนาดสูงที่สุดเท่ากับ 1
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 99 :
  • ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของสายส่งที่มีค่าอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) เท่ากับ 50 โอห์ม
  • 1 : ถ้าต่อสายอากาศที่มีอิมพีแดนซ์ด้านเข้า (input impedance) 50 โอห์มที่ปลายด้านหนึ่งของสายส่งอัตราส่วนของแรงดันและกระแสที่ปลายอีกด้านหนึ่งของสายส่งซึ่งต่อกับเครื่องกำเนิดคลื่นไซน์จะมีค่าเท่ากับ 50 โอห์ม
  • 2 : ถ้าต่อสายอากาศที่มีอิมพีแดนซ์ด้านเข้า (input impedance) 30 โอห์มที่ปลายด้านหนึ่งของสายส่งอัตราส่วนของแรงดันและกระแสที่ปลายอีกด้านหนึ่งของสายส่งซึ่งต่อกับเครื่องกำเนิดคลื่นไซน์จะมีค่าเท่ากับ 30 โอห์ม
  • 3 : สายส่งมีความยาวเป็นอนันต์ อัตราส่วนของแรงดันและกระแสที่ปลายด้านหนึ่งของสายส่งซึ่งต่อกับเครื่องกำเนิดคลื่นไซน์จะมีค่าเท่ากับ 50 โอห์ม
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 100 :
  • หากนำสายอากาศที่มีการปรับค่าอิมพีแดนซ์ (impedance) เท่ากับ 50 โอห์ม ต่อใช้งานร่วมกับสายส่งที่มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) เท่ากับ 75 โอห์มแล้ว จะเกิดอัตราส่วนคลื่นนิ่ง (standing-wave ratio : SWR) เท่าใด
  • 1 : 1 : 1.08
  • 2 : 1 : 1.20
  • 3 : 1 : 1.35
  • 4 : 1 : 1.50
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 101 :
  • สายอากาศสำหรับเครื่องส่งหนึ่งวัดค่าอิมพีแดนซ์ด้านเข้า (input impedance) ได้ 50-j30 โอห์ม ถ้าต้องการต่อสายอากาศตรงเข้ากับเครื่องส่งให้แผ่กำลังงานได้มากที่สุด ควรจะเลือกเครื่องส่งตัวใด
  • 1 : เครื่องส่งที่มีอิมพีแดนซ์ด้านเข้า 50 โอห์ม
  • 2 : เครื่องส่งที่มีอิมพีแดนซ์ด้านเข้า 50+j30 โอห์ม
  • 3 : เครื่องส่งที่มีอิมพีแดนซ์ด้านเข้า 50-j30 โอห์ม
  • 4 : เครื่องส่งที่มีค่าอิมพีแดนซ์ด้านเข้า +j30 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 102 :
  • เงื่อนไขที่เกิดขึ้นในข้อใดต่อไปนี้ที่ทำให้ค่าอัตราส่วนคลื่นนิ่ง (standing-wave ratio : SWR) มีค่าเท่ากับ 1:1
  • 1 : ค่าสนามไฟฟ้าสูงสุดในสายส่งมีค่ามากกว่าค่าสนามไฟฟ้าต่ำสุด
  • 2 : ค่าของกระแสไฟฟ้าสูงสุด ในสายส่งมีค่าเท่ากับค่ากระแสไฟฟ้าต่ำสุด
  • 3 : ค่าอิมพีแดนซ์ของสายอากาศ มีค่ามากกว่าค่าอิมพีแดนซ์ของสายส่ง
  • 4 : ค่ากำลังงานของเครื่องส่งต้องเท่ากับค่ากำลังงานของสายอากาศที่สามารถรองรับได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 103 :
  • สายเคเบิลแกนร่วม (coaxial cable) มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) 52 โอห์ม ต่ออยู่กับสายอากาศที่มีอิมพีแดนซ์ 36 โอห์ม จะมีค่าอัตราส่วนคลื่นนิ่งของแรงดัน (voltage standing-wave ratio : VSWR) เป็นเท่าไร
  • 1 : 0.692
  • 2 : 0.85
  • 3 : 1.02
  • 4 : 1.44
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 104 :
  • ความต้านทานการแผ่พลังงาน (radiation resistance) ของไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole) มีค่ากี่โอห์ม (ข้อแนะนำกำลังเฉลี่ยที่แผ่โดยไดโพลครึ่งคลื่นมีค่า 2.28 วัตต์ และ กระแสอาร์เอ็มเอส (rms) มีค่า 0.1767 แอมป์)
  • 1 : 12.9
  • 2 : 45
  • 3 : 73
  • 4 : 82.5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 105 :
  • ถ้านำสายอากาศที่มีอิมพีแดนซ์ (impedance) เป็น 300 โอห์มมาต่อกับโหลดโดยผ่านบาลันแกนร่วม (coaxial balun) ซึ่งมีค่าอัตราส่วนการแมตช์อิมพีแดนซ์ (impedance matching) เป็น 4:1 จะสามารถนำมาต่อกับโหลดกี่โอห์ม
  • 1 : 300
  • 2 : 1200
  • 3 : 75
  • 4 : 50
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 106 :
  • ถ้าสายอากาศมีค่าอัตราส่วนคลื่นนิ่งของแรงดัน (voltage standing-wave ratio : VSWR) เท่ากับ 1.5:1 ใช้กับระบบ 50 โอห์ม จงหาอิมพีแดนซ์ด้านเข้า (input impedance) ของสายอากาศมีค่าเท่าไร
  • 1 : 40 โอห์ม
  • 2 : 50 โอห์ม
  • 3 : 60 โอห์ม
  • 4 : 75 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 107 :
  • จงคำนวณหากำลังงานที่แผ่ออกจากสายอากาศไดโพล (dipole antenna) ที่มีความยาว 10 เซนติเมตร ทำงานที่ความถี่ 50 เมกะเฮิรตซ์ ด้วยขนาดกระแส 5 มิลลิแอมป์ (ค่ายอด : peak value)
  • 1 : 2.74 ไมโครวัตต์
  • 2 : 4.87 ไมโครวัตต์
  • 3 : 6.90 มิลลิวัตต์
  • 4 : 8.03 มิลลิวัตต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 108 :
  • อิมพีแดนซ์ด้านเข้า (input impedance) ของสายอากาศประกอบด้วยเทอม 2 เทอมคือ
  • 1 : ความต้านทานของสายอากาศ(antenna resistance) และ รีแอกแตนซ์ของสายอากาศ (antenna reactance)
  • 2 : ความต้านทานการแผ่พลังงานของสายอากาศ (antenna radiation resistance) และ รีแอกแตนซ์ของสายอากาศ (antenna reactance)
  • 3 : ความต้านทานของสายอากาศ (antenna resistance) และ ความต้านทานรีแอกแตนซ์ของสายอากาศ (antenna radiation reactance)
  • 4 : ความต้านทานการสูญเสียของสายอากาศ (antenna loss resistance) และ ความต้านทานการแผ่พลังงานของสายอากาศ (antenna radiation resistance)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 109 :
  • ถ้าเครื่องกำเนิดคลื่นไซน์มีอิมพีแดนซ์ภายในเท่ากับ 50 โอห์ม ค่าอิมพีแดนซ์ด้านเข้า (input impedance) ของสายอากาศควรมีค่าเท่าไรจึงจะแผ่คลื่นได้มากที่สุด
  • 1 : 75 โอห์ม
  • 2 : 25-j25 โอห์ม
  • 3 : 50 โอห์ม
  • 4 : 50-j50 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 110 :
  • เมื่อนำสายอากาศที่มีค่าอิมพีแดนซ์ด้านเข้า (input impedance) 75 โอห์ม ไปต่อเข้ากับสายส่งที่มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) 150 โอห์ม จะมีค่าอัตราส่วนคลื่นนิ่งของแรงดัน (voltage standing-wave ratio: VSWR) เกิดขึ้นเท่าไร
  • 1 : 1.3
  • 2 : 1.5
  • 3 : 1.8
  • 4 : 2.0
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 111 :
  • สายอากาศที่ดีควรมีอิมพีแดนซ์ด้านเข้า (input impedance) กี่โอห์ม
  • 1 : 0
  • 2 : อนันต์
  • 3 : 50
  • 4 : เท่ากับอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) ของสายส่งและระบบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 112 :
  • อัตราส่วนคลื่นนิ่ง (standing-wave ratio: SWR) ไม่ขึ้นกับอะไร
  • 1 : ความต้านทานการแผ่พลังงาน (radiation resistance)
  • 2 : รีแอกแตนซ์ของสายอากาศ (antenna reactance)
  • 3 : ขนาดของสัมประสิทธิ์การสะท้อน (reflection coefficient)
  • 4 : เฟสของสัมประสิทธิ์การสะท้อน (reflection coefficient)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 113 :

  • 1 : 0.15 โอห์ม
  • 2 : 0.25 โอห์ม
  • 3 : 0.35 โอห์ม
  • 4 : 0.45 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 114 :

  • 1 : 1.15
  • 2 : 1.25
  • 3 : 1.35
  • 4 : 1.45
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 115 :

  • 1 : 1.0
  • 2 : 1.2
  • 3 : 1.5
  • 4 : 2.0
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 116 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 117 :
  • สายอากาศมีค่าความต้านทานการแผ่พลังงาน (radiation resistance) เท่ากับ 3 โอห์ม มีค่าความต้านทานการสูญเสีย (loss resistance) เท่ากับ 1 โอห์ม สายอากาศนี้มีค่าประสิทธิภาพการแผ่พลังงาน (radiation efficiency) เท่ากับเท่าใด
  • 1 : 0.25
  • 2 : 0.33
  • 3 : 0.66
  • 4 : 0.75
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 118 :

  • 1 : 0.10 มิลลิวัตต์
  • 2 : 7.33 มิลลิวัตต์
  • 3 : 12.44 มิลลิวัตต์
  • 4 : 14.44 มิลลิวัตต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 119 :

  • 1 : 0.10 มิลลิวัตต์
  • 2 : 7.33 มิลลิวัตต์
  • 3 : 12.44 มิลลิวัตต์
  • 4 : 14.44 มิลลิวัตต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 120 :
  •  จงคำนวณหาความยาวของไดโพลขนาดเล็กมาก (infinitesimal dipole) ซึ่งทำงานที่ความถี่ 250 เมกะเฮิรตซ์ ด้วยขนาดกระแส 25 มิลลิแอมป์ (ค่ายอด : peak value) โดยแผ่กำลังงานออกจากไดโพล 2.47 ไมโครวัตต์
  • 1 :  3.2 มิลลิเมตร
  • 2 :  3.8 มิลลิเมตร
  • 3 :  4.0 มิลลิเมตร
  • 4 :  4.8 มิลลิเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 121 :
  •  สายอากาศมีความต้านทานการแผ่พลังงาน (radiation resistance) เท่ากับ 300 โอห์ม และมีประสิทธิภาพการแผ่พลังงาน (radiation efficiency) 80 เปอร์เซ็นต์ จงคำนวณค่าความต้านทานการสูญเสีย (loss resistance) ของสายอากาศ
  • 1 :  57 โอห์ม
  • 2 :  75 โอห์ม
  • 3 :  357 โอห์ม
  • 4 :  ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 122 :
  •  เมื่อ Rr เป็นความต้านทานการแผ่พลังงาน (radiation resistance) ของสายอากาศ RA เป็นความต้านทานของสายอากาศ (antenna resistance) XA เป็นรีแอกแตนซ์ของสายอากาศ (antenna reactance) กำลังงานการสูญเสีย (loss power) ของสายอากาศจะเกิดจากส่วนใด
  • 1 : RA-Rr
  • 2 : RA+Rr
  • 3 : RA+XA
  • 4 : RA-XA
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 123 :
  •  สายอากาศมีค่าความต้านทานการแผ่พลังงาน (radiation resistance) เท่ากับ 3 โอห์ม หากต้องการให้สายอากาศนี้มีค่าประสิทธิภาพการแผ่พลังงาน (radiation efficiency) เท่ากับ 100 เปอร์เซ็นต์ ควรทำอย่างไร
  • 1 :  ลดค่าความต้านทานการสูญเสีย (loss resistance) ของสายอากาศให้เท่ากับ 0 โอห์ม
  • 2 :  ลดค่าความต้านทานการแผ่พลังงานของสายอากาศให้เท่ากับ 0 โอห์ม
  • 3 :  เพิ่มวงจรปรับอิมพีแดนซ์
  • 4 :  ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
เนื้อหาวิชา : 98 : Wave Polarization
ข้อที่ 124 :
  • ถ้าให้สนามไฟฟ้าในแนวแกน x และแกน y มีขนาดเท่ากัน และมีเฟสของสนามไฟฟ้าในแนวแกน x นำหน้าสนามไฟฟ้าในแนวแกน y อยู่ 270 องศา อยากทราบว่าคลื่นที่เดินทางในทิศทาง –z จะมีการโพลาไรซ์แบบใด และเมื่อรับคลื่นด้วยสายอากาศที่มีการโพลาไรซ์เชิงเส้นตามแนวแกน y จะรับกำลังได้กี่เท่าของกำลังที่เข้ามายังสายอากาศ
  • 1 : การโพลาไรซ์แบบวงกลมวนซ้าย (left-handed circular polarization : LHCP) รับได้ 1.0 เท่า
  • 2 : การโพลาไรซ์แบบวงกลมวนขวา (right-handed circular polarization : RHCP) รับได้ 0.5 เท่า
  • 3 : การโพลาไรซ์แบบวงกลมวนซ้าย (left-handed circular polarization : LHCP) รับได้ 0.5 เท่า
  • 4 : การโพลาไรซ์แบบวงกลมวนขวา (right-handed circular polarization : RHCP) รับได้ 1.0 เท่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 125 :

  • 1 : เอียง 36.9 องศา แบบเชิงเส้นและ 0 dB
  • 2 : เอียง 53.1 องศา แบบวงกลมและ 3 dB
  • 3 : เอียง 0 องศา แบบเชิงเส้นและ 3 dB
  • 4 : เอียง 36.9 องศา แบบวงรีและ 0 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 126 :
  • อัตราส่วนตามแกน (axial ratio) ของการโพลาไรซ์แบบวงรี (elliptical polarization) จะมีค่าเท่าไร
  • 1 : น้อยกว่า 1
  • 2 : เท่ากับ
  • 3 : เท่ากับ 1
  • 4 : มากกว่า 1 และไม่ถึง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 127 :
  • จากรูปแสดงการโพลาไรซ์แบบวงรี (elliptical polarization) อยากทราบว่าอัตราส่วนตามแกน (axial ratio) มีค่าเท่าไร
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 128 :
  • สายอากาศ 2 ตัวมีอัตราขยายสัมบูรณ์ (absolute gain) เท่ากับ 10 dBi ใช้งานที่ความถี่ 300 เมกะเฮิรตซ์ อยู่ห่างกัน 100 เมตร มีอัตราส่วนกำลังด้านส่งและด้านรับเป็น 60 dB จงหาตัวประกอบการสูญเสียการโพลาไรซ์ (polarization loss factor: PLF)
  • 1 : 1.6
  • 2 : 0.16
  • 3 : 0.016
  • 4 : 0.0016
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 129 :
  • หากสายอากาศไดโพล (dipole antenna) ที่ส่งคลื่นมีการโพลาไรซ์แนวยืน (vertical polarization) แต่สายอากาศรับซึ่งเป็นสายอากาศไดโพลเหมือนกัน แต่ถูกวางเอียงทำมุมกับแนวตั้งของสายอากาศส่ง 45 องศา ถามว่า สายอากาศรับจะรับกำลังงานได้เท่าไรเมื่อเทียบกับกำลังงานที่สายอากาศส่งได้ส่งออกมา
  • 1 : 1/4 เท่าของกำลังงานที่ส่งออก
  • 2 : 1/3 เท่าของกำลังงานที่ส่งออก
  • 3 : 1/2 เท่าของกำลังงานที่ส่งออก
  • 4 : รับได้เท่ากับกำลังงานที่ส่งออก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 130 :
  • สายอากาศชนิดใดต่อไปนี้ที่สามารถแผ่คลื่นแบบการโพลาไรซ์แบบวงกลม (circular polarization) ได้
  • 1 : สายอากาศแบบบ่วง (loop antenna)
  • 2 : สายอากาศแบบเกลียว (helical antenna)
  • 3 : สายอากาศแบบจานพาราโบลิก (parabolic dish antenna)
  • 4 : สายอากาศแบบไดโพลพับ (folded dipole antenna)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 131 :
  • การพิจารณาการโพลาไรซ์ (polarization) ของสายอากาศและของคลื่น จะพิจารณาจากองค์ประกอบของสนามใดเป็นหลัก
  • 1 : สนามไฟฟ้าในบริเวณสนามไกล
  • 2 : สนามแม่เหล็กในบริเวณสนามไกล
  • 3 : สนามแม่เหล็กในบริเวณสนามใกล้
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 132 :
  • ตัวประกอบการสูญเสียการโพลาไรซ์ (polarization loss factor: PLF) ที่มีค่าเท่ากับ 0 dB แสดงถึงอะไร
  • 1 : สายอากาศตัวรับกับคลื่นที่ต้องการรับมีการโพลาไรซ์ (polarization) ตรงกัน
  • 2 : สายอากาศตัวรับกับคลื่นที่ต้องการรับมีการโพลาไรซ์ (polarization) ที่ไม่ตรงกัน
  • 3 : สายอากาศตัวรับไม่มีการโพลาไรซ์ (polarization)
  • 4 : คลื่นที่จะรับไม่มีการโพลาไรซ์ (polarization)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 133 :

  • 1 : 0 วัตต์
  • 2 : 0.1 วัตต์
  • 3 : 100 วัตต์
  • 4 : ข้อมูลไม่เพียงพอที่จะคำนวณได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 134 :

  • 1 : 0
  • 2 : 0.5
  • 3 : 1
  • 4 : ข้อมูลไม่เพียงพอในการคำนวณ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 135 :
  • ข้อใดคือความหมายที่ถูกต้องของการเข้าคู่ของการโพลาไรซ์ (polarization match)
  • 1 : การโพลาไรซ์ของสายอากาศภาครับมีทิศทางเดียวกับการโพลาไรซ์ของคลื่นที่มาจากสายอากาศภาคส่ง
  • 2 : การโพลาไรซ์ของสายอากาศภาคส่งมีการโพลาไรซ์เดียวกันกับสายส่งสัญญาณที่ต่ออยู่กับสายอากาศภาคส่งตัวเดียวกันนี้
  • 3 : การที่สายอากาศสองตัวที่มีการโพลาไรซ์เหมือนกัน ถูกนำมาทำงานร่วมกันในลักษณะของแถวลำดับ (array)
  • 4 : การแมตช์อิมพีแดนซ์ (impedance matching) ของสายอากาศเพื่อให้เกิดการโพลาไรซ์ตามต้องการ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 136 :
  • ข้อใดเป็นคลื่นที่มีการโพลาไรซ์แบบวงกลม (circular polarization)
  • 1 : มีสององค์ประกอบตั้งฉากกัน ขนาดไม่เท่ากัน มีเฟสตรงกัน
  • 2 : มีสององค์ประกอบตั้งฉากกัน ขนาดไม่เท่ากัน มีเฟสต่างกัน
  • 3 : มีสององค์ประกอบตั้งฉากกัน ขนาดเท่ากัน มีเฟสต่างกัน 90 องศา
  • 4 : มีสององค์ประกอบตั้งฉากกัน ขนาดเท่ากัน มีเฟสตรงกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 137 :
  • ข้อใดมีตัวประกอบการสูญเสียการโพลาไรซ์ (polarization loss factor: PLF) มากที่สุด เมื่อแต่ละข้อคือการโพลาไรซ์ (polarization) ของคลื่นที่ตกกระทบกับการโพลาไรซ์ (polarization) ของสายอากาศที่รับ ตามลำดับ
  • 1 : การโพลาไรซ์แบบวงกลมวนขวา (right-handed circular polarization) และ การโพลาไรซ์แบบวงกลมวนซ้าย (left-handed circular polarization)
  • 2 : การโพลาไรซ์แบบวงกลมวนขวา (right-handed circular polarization) และ การโพลาไรซ์แบบวงกลมวนขวา (right-handed circular polarization)
  • 3 : การโพลาไรซ์แบบวงกลมวนขวา (right-handed circular polarization) และ การโพลาไรซ์แนวนอน (horizontal polarization)
  • 4 : การโพลาไรซ์แบบวงกลมวนขวา (right-handed circular polarization) และ การโพลาไรซ์แนวยืน (vertical polarization)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 138 :

  • 1 : การโพลาไรซ์เชิงเส้น (linear polarization)
  • 2 : การโพลาไรซ์แบบวงกลม (circular polarization)
  • 3 : การโพลาไรซ์แบบวงรี (elliptical polarization)
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 139 :

  • 1 : 0.67
  • 2 : 1.00
  • 3 : 1.50
  • 4 : 6.00
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 140 :

  • 1 : หมุนไปข้างหน้า
  • 2 : หมุนตามเข็มนาฬิกา
  • 3 : หมุนไปข้างหลัง
  • 4 : หมุนทวนเข็มนาฬิกา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 141 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 : 3
  • 4 : 5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 142 :

  • 1 : การโพลาไรซ์แบบวงกลม (circular polarization)
  • 2 : การโพลาไรซ์เชิงเส้น (linear polarization)
  • 3 : การโพลาไรซ์แบบวงรี (elliptical polarization)
  • 4 : ไม่มีคำตอบข้อใดถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 143 :
  • ในการพิจารณาการโพลาไรซ์ (polarization) ของคลื่นจะมองจากด้านใดของคลื่น
  • 1 : ด้านข้าง
  • 2 : สวนทางกับทิศทางที่คลื่นเคลื่อนที่
  • 3 : ตามหลังทิศทางที่คลื่นเคลื่อนที่
  • 4 : ด้านบน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 144 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 145 :

  • 1 : 0.1
  • 2 : 0.2
  • 3 : 0.4
  • 4 : 0.8
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 146 :
  • ถ้าสายอากาศส่งมีการโพลาไรซ์แบบวงกลมวนขวา (right-handed circular polarization) และสายอากาศรับมีการโพลาไรซ์แนวนอน (horizontal polarization) จะรับสัญญาณได้กี่เปอร์เซ็นต์ของสัญญาณที่รับได้โดยใช้สายอากาศแบบเดียวกับสายอากาศส่ง
  • 1 : 0
  • 2 : 25
  • 3 : 50
  • 4 : 100
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 147 :
  • สายอากาศชนิดใดมีการโพลาไรซ์แบบวงกลม (circular polarization)
  • 1 : สายอากาศไดโพล (dipole antenna)
  • 2 : สายอากาศโมโนโพล (monopole antenna)
  • 3 : สายอากาศแบบบ่วง (loop antenna)
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 148 :
  • การโพลาไรซ์แบบวงกลม (circular polarization) มีลักษณะการกระจายเวกเตอร์ของคลื่นเป็นอย่างไร
  • 1 : เวกเตอร์สนามไฟฟ้าชี้เป็นเส้นตรงและตั้งฉากกับพื้นโลกตลอดเวลาการเดินทาง
  • 2 : เวกเตอร์สนามแม่เหล็กจะกวาดหมุนไปตามเข็มหรือทวนเข็มนาฬิกาโดยมีขนาดของเวกเตอร์เท่ากัน
  • 3 : เวกเตอร์สนามไฟฟ้าจะกวาดหมุนไปตามเข็มหรือทวนเข็มนาฬิกาโดยมีขนาดของเวกเตอร์เท่ากัน
  • 4 : ถูกมากกว่าหนึ่งข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 149 :
  • สายอากาศของเครื่องกำเนิดคลื่นไซน์มีสนามไกลที่มีการโพลาไรซ์แบบวงกลม (circular polarization) หมุนตามเข็มนาฬิกา คลื่นนี้เดินทางมาตกกระทบสายอากาศของเครื่องรับซึ่งมีการโพลาไรซ์แบบวงกลม (circular polarization) หมุนตามเข็มนาฬิกา (ในโหมดการส่ง) ให้คำนวณหาตัวประกอบการสูญเสียการโพลาไรซ์ (polarization loss factor: PLF)
  • 1 : –10 dB
  • 2 : 3 dB
  • 3 : 0 dB
  • 4 : อนันต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 150 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 151 :
  • ทรงกลมปวงกาเร (Poincare sphere) มีไว้ทำอะไร
  • 1 : แสดงการเปลี่ยนแปลงอิมพีแดนซ์ (impedance) ตามความถี่
  • 2 : หากำลังงานที่รับจากสายอากาศ
  • 3 : แสดงสภาวะทางการโพลาไรซ์ (polarization)
  • 4 : หาอัตราขยาย (gain) ของสายอากาศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 152 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 153 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 154 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 155 :
  • คลื่นมีการโพลาไรซ์แบบวงกลม (circular polarization) เมื่อนำสายอากาศไดโพล (dipole) มารับคลื่นนี้จะมีตัวประกอบการสูญเสียการโพลาไรซ์ (polarization loss factor: PLF) เท่าใด
  • 1 : -1 dB
  • 2 : -2 dB
  • 3 : -3 dB
  • 4 : -4 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 156 :
  • 1 : การโพลาไรซ์แบบเชิงเส้น (linear polarization)
  • 2 : การโพลาไรซ์แบบวงกลม (circular polarization)
  • 3 : การโพลาไรซ์แบบวงรี (elliptical Polarization)
  • 4 : ข้อมูลไม่เพียงพอที่จะระบุ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 157 :
  • 1 : 0
  • 2 : 0.5
  • 3 : 1
  • 4 : ข้อมูลไม่เพียงพอในการคำนวณ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
เนื้อหาวิชา : 99 : Radiation from Current Elements
ข้อที่ 158 :
  • ไดโพลขนาดเล็กมาก (infinitesimal dipole) มีการประมาณการกระจายกระแส (current distribution) เป็นอย่างไร
  • 1 : คลื่นไซน์ (sinusoidal wave)
  • 2 : คลื่นนิ่ง (standing wave)
  • 3 : คงที่ (constant)
  • 4 : สามเหลี่ยม (triangle)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 159 :
  • สายอากาศไดโพล (dipole antenna) ยาวไม่เกินหนึ่งความยาวคลื่นมีคุณสมบัติเป็นอย่างไร
  • 1 : ความกว้างลำ (beamwidth)ไม่เปลี่ยนแปลงตามความยาว
  • 2 : ความกว้างลำ (beamwidth) กว้างขึ้นตามความยาวที่เพิ่มขึ้น
  • 3 : ความกว้างลำ (beamwidth) แคบลงตามความยาวที่เพิ่มขึ้น
  • 4 : ถูกมากกว่าหนึ่งข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 160 :
  • สนามไฟฟ้าของไดโพลขนาดเล็กมาก (infinitesimal dipole) วางที่จุดกำเนิดบนแกน z ในบริเวณสนามกลาง (intermediate-field region) ต่างจากในบริเวณสนามไกล (far-field region) อย่างไร
  • 1 : มีส่วนประกอบในแนวรัศมี
  • 2 : มีส่วนประกอบที่แปรผันกลับกับระยะทางกำลังสอง
  • 3 : มีส่วนประกอบในแนวทิศตั้งฉากกับแนวรัศมี
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 161 :
  • สภาพเจาะจงทิศทางสูงสุด (maximum directivity) ของสายอากาศในข้อใดมีค่ามากที่สุด
  • 1 : สายอากาศไอโซทรอปิก (isotropic antenna)
  • 2 : สายอากาศไดโพล (dipole antenna) มีความยาวน้อยกว่าหนึ่งส่วนห้าสิบคลื่น
  • 3 : ไดโพลครึ่งคลื่น(half-wave dipole )
  • 4 : สายอากาศไดโพล (dipole antenna) มีความยาวหนึ่งคลื่น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 162 :
  • ถ้าแหล่งกำเนิดกระแสไฟฟ้า (electric current source) ขนาดเล็กอยู่ที่จุดกำเนิดมีทิศทางตามแกน x จะทำให้เกิดแบบรูปไม่เจาะจงทิศทาง (nondirectional pattern) ในระนาบใด
  • 1 : yz
  • 2 : xz
  • 3 : xy
  • 4 : yz และ xz
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 163 :
  • ถ้าแหล่งกำเนิดกระแสไฟฟ้า (electric current source) ขนาดเล็กอยู่ที่จุดกำเนิดมีทิศทางตามแกน x ในบริเวณสนามไกล (far-field region) สนามไฟฟ้าจะทำมุมกับระนาบ yz เท่าใด
  • 1 : 0 องศา
  • 2 : 30 องศา
  • 3 : 60 องศา
  • 4 : 90 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 164 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 : ถูกมากกว่า 1 ข้อ
  • 4 : ผิดมากกว่า 1 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 165 :
  • อิมพีแดนซ์อินทรินซิก (intrinsic impedance) ของคลื่นในอวกาศว่าง (free space) มีค่าประมาณกี่โอห์ม
  • 1 : 377
  • 2 : 277
  • 3 : 327
  • 4 : 227
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 166 :

  • 1 : 155 โอห์ม
  • 2 : 266 โอห์ม
  • 3 : 377 โอห์ม
  • 4 : 488 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 167 :
  • ขนาดสนามแม่เหล็กในบริเวณสนามไกล (far-field region) ของสายอากาศ จะแปรค่าตามระยะทางที่ห่างจากสายอากาศอย่างไร
  • 1 : แปรผันตรงกับระยะทาง
  • 2 : แปรผันตรงกับระยะทางกำลังสอง
  • 3 : แปรผกผันกลับกับระยะทางกำลังสอง
  • 4 : แปรผกผันกลับกับระยะทาง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 168 :
  • อิมพีแดนซ์อินทรินซิก (intrinsic impedance) เท่ากับอะไร
  • 1 : อัตราส่วนของความเข้มสนามไฟฟ้าต่อความเข้มสนามแม่เหล็กในบริเวณสนามไกล (far-field region)
  • 2 : อัตราส่วนของความเข้มสนามแม่เหล็กต่อความเข้มสนามไฟฟ้าในบริเวณสนามไกล (far-field region)
  • 3 : อัตราส่วนของความหนาแน่นกระแสแม่เหล็กต่อความหนาแน่นกระแสไฟฟ้าในบริเวณสนามไกล (far-field region)
  • 4 : อัตราส่วนของความหนาแน่นกระแสไฟฟ้าต่อความหนาแน่นกระแสแม่เหล็กในบริเวณสนามไกล (farfield region)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 169 :
  • จากสมการ ถ้าสายอากาศมีศักย์เวกเตอร์แม่เหล็ก (magnetic vector potential) เป็น เมื่อ r เป็นระยะสนามไกล (far-field region) และ k เป็นค่าคงตัวการแพร่กระจาย (propagation constant) และ

     เมื่อ และ เป็นค่าคงที่ ให้หาสนามไฟฟ้าในบริเวณสนามไกล

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 170 :
  • คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่บริเวณสนามไกล (far-field region) ของสายอากาศสามารถประมาณได้เป็นคลื่นแบบใด
  • 1 : คลื่นทรงกระบอก (cylindrical wave)
  • 2 : คลื่นทรงกลม (spherical wave)
  • 3 : คลื่นระนาบ (plane wave)
  • 4 : คลื่นเลี้ยวเบน (diffraction wave)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 171 :
  • ขนาดสนามไฟฟ้าในบริเวณสนามไกล (far-field region) ของสายอากาศจะแปรค่าตามระยะทาง r อย่างไร
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 : r
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 172 :
  • อัตราส่วนของความเข้มสนามไฟฟ้าต่อความเข้มสนามแม่เหล็กในบริเวณสนามไกล (far-field region) ของสายอากาศในอวกาศว่าง (free-space) จะมีค่าเท่าใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 173 :
  • ข้อใดถูกต้อง
  • 1 : ความหนาแน่นกระแสไฟฟ้า (electric current density) จะทำให้เกิดเฉพาะความเข้มสนามไฟฟ้า
  • 2 : ความหนาแน่นกระแสแม่เหล็ก (magnetic current density) จะทำให้เกิดเฉพาะสนามแม่เหล็ก
  • 3 : ความหนาแน่นกระแสไฟฟ้า (electric current density) และ/หรือ ความหนาแน่นกระแสแม่เหล็ก (magnetic current density) จะทำให้เกิดสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กพร้อมกัน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 174 :

  • 1 : ทำการอินทิเกรตกระแสได้ศักย์ของเฮิรตซ์และทำการอนุพันธ์ศักย์ของเฮิรตซ์ได้สนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก
  • 2 : ทำการอินทิเกรตกระแสได้ศักย์ของเฮิรตซ์และทำการอินทิเกรตศักย์ของเฮิรตซ์ได้สนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก
  • 3 : ทำการอนุพันธ์กระแสได้ศักย์ของเฮิรตซ์และทำการอินทิเกรตศักย์ของเฮิรตซ์ได้สนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก
  • 4 : ทำการอนุพันธ์กระแสได้ศักย์ของเฮิรตซ์และทำการอนุพันธ์ศักย์ของเฮิรตซ์ได้สนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 175 :

  • 1 : ทำการอินทิเกรตกระแสได้ศักย์เวกเตอร์และทำการอนุพันธ์ศักย์เวกเตอร์ได้สนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก
  • 2 : ทำการอินทิเกรตกระแสได้ศักย์เวกเตอร์และทำการอินทิเกรตศักย์เวกเตอร์ได้สนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก
  • 3 : ทำการอนุพันธ์กระแสได้ศักย์เวกเตอร์และทำการอินทิเกรตศักย์เวกเตอร์ได้สนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก
  • 4 : ทำการอนุพันธ์กระแสได้ศักย์เวกเตอร์และทำการอนุพันธ์ศักย์เวกเตอร์ได้สนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 176 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 177 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 178 :
  • บริเวณสนามไกล (far-field region) ของสายอากาศจะมีโหมดของคลื่นเป็นแบบใด
  • 1 : แม่เหล็กไฟฟ้าตามขวาง (transverse electromagnetic: TEM)
  • 2 : คล้ายแม่เหล็กไฟฟ้าตามขวาง (quasi-transverse electromagnetic: quasi-TEM)
  • 3 : ไฟฟ้าทางตามขวาง (transverse electric: TE)
  • 4 : แม่เหล็กตามขวาง (transverse magnetic: TM)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 179 :
  • การแผ่พลังงานของกระแสไฟฟ้า (electric current) จะมีลักษณะเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าตามขวาง (transverse electromagnetic wave) ในบริเวณใด
  • 1 : บริเวณสนามใกล้รีแอกทีฟ (reactive near-field region)
  • 2 : บริเวณสนามใกล้แผ่คลื่น (radiating near-field region)
  • 3 : บริเวณสนามไกล (far-field region)
  • 4 : บริเวณสนามไกลรีแอกทีฟ (reactive far-field region)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 180 :
  • การแผ่พลังงานของกระแสแม่เหล็ก (magnetic current) จะมีลักษณะเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าตามขวาง (transverse electromagnetic wave) ในบริเวณใด
  • 1 : บริเวณสนามใกล้รีแอกทีฟ (reactive near-field region)
  • 2 : บริเวณสนามใกล้แผ่คลื่น (radiating near-field region)
  • 3 : บริเวณสนามไกล (far-field region)
  • 4 : บริเวณสนามไกลรีแอกทีฟ (reactive far-field region)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 181 :
  • 1 : 1.0
  • 2 : 1.5
  • 3 : 1.63
  • 4 : 2.14
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 182 :
  • ศักย์เวกเตอร์แม่เหล็ก (magnetic vector potential) จะหาโดยตรงได้จากอะไร
  • 1 : ความหนาแน่นประจุไฟฟ้า (electric charge density)
  • 2 : ความหนาแน่นกระแสไฟฟ้า (electric current density)
  • 3 : ความหนาแน่นประจุแม่เหล็ก (magnetic charge density)
  • 4 : ความหนาแน่นกระแสแม่เหล็ก (magnetic current density)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 183 :
  • ศักย์เวกเตอร์ไฟฟ้า (electric vector potential) จะหาโดยตรงได้จากอะไร
  • 1 : ความหนาแน่นประจุไฟฟ้า (electric charge density)
  • 2 : ความหนาแน่นกระแสไฟฟ้า (electric current density)
  • 3 : ความหนาแน่นประจุแม่เหล็ก (magnetic charge density)
  • 4 : ความหนาแน่นกระแสแม่เหล็ก (magnetic current density)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 100 : Radiation Properties of Linear Wire Antenna
ข้อที่ 184 :
  • ไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole) ทำงานที่ความถี่เรโซแนนซ์ 915 เมกะเฮิรตซ์ ต้องทำอย่างไร
  • 1 : ใช้ตัวเก็บประจุค่า 4 พิโคฟารัดต่ออนุกรมที่ขั้วสายอากาศ
  • 2 : ใช้ตัวเก็บประจุค่า 4 พิโคฟารัดต่อขนานที่ขั้วสายอากาศ
  • 3 : ใช้ตัวเหนี่ยวนำค่า 4 พิโคเฮนรีต่ออนุกรมที่ขั้วสายอากาศ
  • 4 : ใช้ตัวเหนี่ยวนำค่า 4 พิโคเฮนรีต่อขนานที่ขั้วสายอากาศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 185 :

  • 1 : ตัวประกอบการสูญเสีย (loss factor)
  • 2 : ตัวประกอบองค์ประกอบ (element factor)
  • 3 : ตัวประกอบแถวลำดับ (array factor)
  • 4 : ตัวประกอบตำแหน่ง (space factor)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 186 :
  • จงคำนวณหาความยาวประสิทธิผล (effective length) ของไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole) เมื่ออยู่ในตำแหน่งที่รับกำลังงานได้สูงสุด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 187 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 188 :
  • จงคำนวณหาความยาวประสิทธิผล (effective length) ของสายอากาศโมโนโพล(Monopole antenna) ที่มีความยาว 0.25l โดยที่ l เป็นความยาวคลื่น วางเหนือแผ่นตัวนำที่มีขนาดอนันต์ เมื่ออยู่ในตำแหน่งที่รับกำลังงานได้สูงสุด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 189 :
  • ถ้าไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole) มีค่าอิมพีแดนซ์ด้านเข้าเท่ากับ 73+j42.5 โอห์ม จงหาค่าอิมพีแดนซ์ด้านเข้าของสายอากาศโมโนโพล (monopole antenna) ที่มีความยาวหนึ่งส่วนสี่คลื่นและวางเหนือแผ่นตัวนำที่มีขนาดอนันต์
  • 1 : 18.25+j10.625 โอห์ม
  • 2 : 36.50+j21.25 โอห์ม
  • 3 : 73+j42.5 โอห์ม
  • 4 : 146+j85 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 190 :
  • ถ้าสัญญาณที่ต้องรับมีการโพลาไรซ์แนวนอน (horizontal polarization) ซึ่งขนานกับระนาบ xy เคลื่อนที่เข้ามาทางแกน y จะวางไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole) ที่จุดกำเนิด (origin) ให้ขนานกับแกนใดจึงจะรับพลังงานได้มากที่สุด
  • 1 : y
  • 2 : x
  • 3 : z
  • 4 : ถูกมากกว่า 1 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 191 :
  • ถ้าสัญญาณที่ต้องรับมีการโพลาไรซ์แนวนอน (horizontal polarization) ซึ่งขนานกับระนาบ xy เคลื่อนที่เข้ามาทางแกน x จะวางไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole) ที่จุดกำเนิด (origin) ให้อยู่บนแกนใดจึงจะรับพลังงานได้มากที่สุด
  • 1 : y
  • 2 : x
  • 3 : z
  • 4 : ถูกมากกว่า 1 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 192 :
  • สายอากาศชนิดหนึ่งมีอัตราขยาย (gain) เท่ากับ 2.15 dBi ข้อใดคือค่าอัตราขยายที่ถูกต้องในหน่วย dBd
  • 1 : 0
  • 2 : 1.25
  • 3 : 2.15
  • 4 : 4.30
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 193 :
  • ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับสายอากาศโมโนโพล (monopole antenna) ยาวหนึ่งส่วนสี่คลื่นที่วางตั้งฉากบนแผ่นตัวนำสมบูรณ์ขนาดอนันต์
  • 1 : มีค่าสภาพเจาะจงทิศทาง (directivity) เป็นครึ่งหนึ่งของไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole)
  • 2 : มีค่าอิมพีแดนซ์ด้านเข้า (input impedance) เป็นสองเท่าของไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole)
  • 3 : อิมพีแดนซ์ด้านเข้า (input impedance) มีค่าความต้านทานเป็นศูนย์เมื่อสายอากาศโมโนโพลเรโซแนนซ์ (resonance)
  • 4 : มีค่าสนามสูงสุดเกิดขึ้นในทิศตั้งฉากกับแกนเหมือนกันกับไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 194 :
  • ไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole) มีค่าสภาพเจาะจงทิศทางสูงสุด (maximum directivity) เท่าใด
  • 1 : -2.15 dBd
  • 2 : 0 dBd
  • 3 : 1.64 dBd
  • 4 : 2.15 dBd
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 195 :
  • ข้อใดถูกต้องสำหรับไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole)
  • 1 : มีสภาพเจาะจงทิศทาง (directivity) ประมาณ 2dBi
  • 2 : ค่ากระแสจะเกิดขึ้นสูงสุดที่ปลายทั้งสองของสายอากาศ
  • 3 : รีแอกแตนซ์ (reactance) ของสายอากาศเป็นศูนย์ส่วนอิมพีแดนซ์ (impedance) ของสายอากาศเท่ากับ73 โอห์ม
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 196 :
  • ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสายอากาศไดโพล (dipole antenna) ที่วางในแนวยืน
  • 1 : มีการโพลาไรซ์แนวยืน (vertical polarization)
  • 2 : มีแบบรูปแบบรอบทิศทางในระนาบเดี่ยว (omnidirectional pattern)
  • 3 : สายอากาศไดโพล (dipole antenna) ที่สั้นกว่าครึ่งความยาวคลื่นมากๆ จะมีอิมพีแดนซ์ด้านเข้า (input impedance) ต่ำเกินไป
  • 4 : สายอากาศไดโพล (dipole antenna) ที่ยาวกว่าครึ่งความยาวคลื่น จะมีแบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) ในแนวตั้งมากกว่าหนึ่งพู (lobe)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 197 :
  • แบบรูปการแผ่พลังงานในแนวนอน (horizontal radiation pattern) ของสายอากาศหนึ่งส่วนสี่คลื่นในแนวยืน (quarter-wave vertical antenna) มีรูปร่างอย่างไร
  • 1 : วงกลม
  • 2 : วงรี
  • 3 : สี่เหลี่ยม
  • 4 : แปดเหลี่ยม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 198 :
  • จากรูปแบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) ของสายอากาศที่แสดงเป็นคุณสมบัติของสายอากาศแบบใด
  • 1 : สายอากาศแบบปากแตร (horn antenna)
  • 2 : สายอากาศแบบบ่วงวงกลม (circular loop antenna)
  • 3 : สายอากาศรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน (rhombic antenna)
  • 4 : สายอากาศโมโนโพล (monopole antenna)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 199 :
  • ไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole) จะมีความต้านทานการแผ่พลังงาน (radiation resistance) ประมาณเท่าใด
  • 1 : 0 โอห์ม
  • 2 : 50 โอห์ม
  • 3 : 75 โอห์ม
  • 4 : 300 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 200 :
  • สำหรับไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole) วางอย่างสมมาตรบนแกน z สนามไฟฟ้าในบริเวณสนามไกล (far-field region) ที่สายอากาศแผ่ออกจะมีสมการเป็นอย่างไร
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 201 :
  • ข้อใดถูกต้อง
  • 1 : สายอากาศไดโพล (dipole antenna) ที่ยาวขึ้นจะต้องการบริเวณสนามไกล (far-field region) เพิ่มขึ้น
  • 2 : สายอากาศไดโพล (dipole antenna) ที่ยาวขึ้นจะมีการกระจายกระแส (current distribution) สูงขึ้น
  • 3 : สายอากาศไดโพล (dipole antenna) ที่ยาวขึ้นจะมีสภาพเจาะจงทิศทาง (directivity) สูงขึ้น
  • 4 : สายอากาศไดโพล (dipole antenna) ที่ยาวขึ้นจะมีความต้านทานการแผ่พลังงาน (radiation resistance) สูงขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 202 :
  • ข้อใดผิดเกี่ยวกับสายอากาศโมโนโพล (monopole antenna) ยาวหนึ่งส่วนสี่คลื่นที่วางตั้งฉากบนแผ่นตัวนำสมบูรณ์ขนาดอนันต์
  • 1 : มีค่าสภาพเจาะจงทิศทาง (directivity) เป็นครึ่งหนึ่งของไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole)
  • 2 : มีค่าความต้านทาน (resistance) เป็นครึ่งหนึ่งของไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole)
  • 3 : มีค่ารีแอกแตนซ์ (reactance) เป็นครึ่งหนึ่งของไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole)
  • 4 : มีค่าอัตราขยาย (gain) เป็นสองเท่าของไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 203 :
  • ถ้าสนามไฟฟ้าของสายอากาศตัวหนึ่งมีการแผ่แบบสนามระหว่างกลาง (intermediate-field) เป็นดังสมการ (1) และ (2) ให้หาสนามในบริเวณสนามไกล (far-field region) ของสายอากาศนี้
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 204 :

  • 1 : 0.64
  • 2 : 1.64
  • 3 : 2.64
  • 4 : 3.64
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 205 :
  • นิยมใช้ไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole) เพราะเหตุใด
  • 1 : กระแสกระจายเป็นเส้นตรงทำให้คำนวณง่าย
  • 2 : มีอัตราขยาย (gain) สูง
  • 3 : รูปร่างสวยงาม
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 206 :
  • สายอากาศโมโนโพล (monopole antenna) ยาวหนึ่งส่วนสี่ของความยาวคลื่นที่วางบนแผ่นตัวนำสมบูรณ์ขนาดอนันต์มีความต้านทาน (resistance) เป็นกี่เท่าของไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole)
  • 1 : 1/4
  • 2 : 1/2
  • 3 : 1
  • 4 : 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 207 :
  • ถ้าสายอากาศไดโพลที่มีการกระจายกระแสเป็นคลื่นไซน์มีความยาวเพิ่มขึ้น แต่ไม่เกินหนึ่งความยาวคลื่น จะมีผลต่อความกว้างลำคลื่นครึ่งกำลัง (half power beamwidth: HPBW) อย่างไร
  • 1 : กว้างขึ้น
  • 2 : แคบลง
  • 3 : คงที่
  • 4 : ไม่สามารถหาความสัมพันธ์ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 208 :
  • จงประมาณค่าความยาวของไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole) ที่สามารถใช้งานกับระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์
  • 1 : 4 เซ็นติเมตร
  • 2 : 8 เซ็นติเมตร
  • 3 : 12 เซ็นติเมตร
  • 4 : 16 เซ็นติเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 209 :
  • เมื่อต่อคร่อมปลายด้านเข้า (input terminal) ของไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole) ที่ไม่มีการสูญเสียในระบบ 50 โอห์มด้วยอุปกรณ์ตัวเก็บประจุแล้วจะทำให้เกิดเรโซแนนซ์ (resonance) ที่ความถี่ใช้งานและจงหาค่าอัตราส่วนคลื่นนิ่งของแรงดัน (voltage standing-wave ratio: VSWR)
  • 1 : 1
  • 2 : 1.59
  • 3 : 1.5
  • 4 : อนันต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 210 :
  • จงหาค่าความจุ (capacitance) ที่นำมาต่อขนานกับปลายด้านเข้า (input terminal) ของไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole) ที่ไม่มีการสูญเสีย เพื่อทำให้เกิดการเรโซแนนซ์ที่ความถี่ใช้งาน 1 กิกะเฮิรตซ์
  • 1 : 0.59 พิโคฟารัด
  • 2 : 3.7 พิโคฟารัด
  • 3 : 5.95 พิโคฟารัด
  • 4 : 9.59 พิโคฟารัด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 211 :
  • เรโซแนนซ์ (resonance) ของสายอากาศไดโพล (dipole antenna) หมายถึงข้อใด
  • 1 : สายอากาศไดโพลยาวเป็นจำนวนเท่าของความยาวครึ่งคลื่น
  • 2 :
  • 3 : ความต้านทานการแผ่พลังงาน (radiation resistance) ของไดโพลมีค่าเท่ากับ 50 โอห์ม
  • 4 : อิมพีแดนซ์ด้านเข้า (input impedance) มีค่ารีแอกแตนซ์ (reactance) เป็นศูนย์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 212 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 213 :
  • สายอากาศแบบเรโซแนนซ์ (resonant antenna) คือ
  • 1 : สายอากาศที่มีค่าอิมพีแดนซ์ด้านเข้า (input impedance) เท่ากับ 50 โอห์ม
  • 2 : สายอากาศที่มีค่าความต้านทานการแผ่พลังงาน (radiation resistance) เท่ากับ 0 โอห์ม
  • 3 : สายอากาศที่มีค่ารีแอกแตนซ์ (reactance) เท่ากับ 0 โอห์มที่ทุกความถี่
  • 4 : สายอากาศที่มีค่ารีแอกแตนซ์ (reactance) เท่ากับ 0 โอห์มที่ความถี่เรโซแนนซ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 214 :
  •  สายอากาศชนิดใด เมื่อถูกวางบนแผ่นตัวนำสมบูรณ์ขนาดอนันต์จะมีความต้านทาน (resistance) เป็นครึ่งหนึ่งของไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole)
  • 1 :  สายอากาศโมโนโพลครึ่งคลื่น
  • 2 :  สายอากาศโมโนโพลหนึ่งในส่วนสี่คลื่น
  • 3 :  สายอากาศโมโนโพลหนึ่งในส่วนแปดคลื่น
  • 4 :  ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 215 :
  •  จงหาค่าความถี่ใช้งานที่เกิดการเรโซแนนซ์ของระบบ ที่ประกอบด้วยความจุ (capacitance) 0.5 พิโคฟารัด ซึ่งนำมาต่อขนานกับปลายด้านเข้า (input terminal) ของไดโพลที่ไม่มีการสูญเสีย ที่มีอิมพีแดนซ์ด้านเข้าเท่ากับ 50+j25.5 โอห์ม
  • 1 :  0.26 กิกะเฮิรตซ์
  • 2 :  2.58 กิกะเฮิรตซ์
  • 3 :  5.16 กิกะเฮิรตซ์
  • 4 :  25.78 กิกะเฮิรตซ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 216 :
  •  ไดโพลที่ไม่มีการสูญเสียชนิดใด ที่มีค่าอะเพอร์เจอร์ประสิทธิผลสูงสุด (maximum effective aperture) เท่ากับ 0.1307 เมื่อ  เป็นความยาวคลื่น โดยสมมติว่าค่าตัวประกอบการสูญเสียการโพลาไรซ์ (polarization loss factor, PLF) ของไดโพลเท่ากับหนึ่ง
  • 1 :  ไดโพลหนึ่งในส่วนแปดคลื่น
  • 2 :  ไดโพลหนึ่งในส่วนสี่คลื่น (quarter-wave dipole)
  • 3 :  ไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole)
  • 4 :  ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 217 :
  •  ไดโพลชนิดใด มีค่าสภาพเจาะจงทิศทางสูงสุด (maximum directivity) 0 dBd
  • 1 :  ไดโพลหนึ่งในส่วนแปดคลื่น
  • 2 :  ไดโพลหนึ่งในส่วนสี่คลื่น (quarter-wave dipole)
  • 3 :  ไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole)
  • 4 :  ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 101 : Linear Array Antenna
ข้อที่ 218 :

  • ในการทำสายอากาศแถวลำดับเฟส (phased array antenna) จะปรับเฟส ()ด้วยสมการ =-kd cos( )เมื่อ k เป็นค่าคงตัวการแพร่กระจาย (propagation constant) d เป็นระยะห่างระหว่างองค์ประกอบ (element) ของแถวลำดับ และ เป็นทิศทางของลำคลื่นหลัก (main beam) ถ้า มีค่า –45 องศา อยากทราบว่าควรจัดให้ระยะห่างระหว่างองค์ประกอบมีค่าเท่าใด จึงจะทำให้ลำคลื่นหลักชี้ในทิศทาง 60 องศาจากแนวการจัดเรียงองค์ประกอบของแถวลำดับ

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 219 :

  • 1 : 0
  • 2 : 90
  • 3 : 180
  • 4 : 0 และ 180
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 220 :
  • สายอากาศสองตัว ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพเหมือนกัน วางอยู่ในตำแหน่งเรียงตามแกน z ดังรูป กำหนดให้กระแสไฟฟ้าที่สายอากาศทั้งสองตัวมีขนาดเท่ากันและเฟสตรงกันแล้ว ข้อใดเป็นค่าตัวประกอบแถวลำดับ (array factor: AF) ของสายอากาศในรูป
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 221 :
  • ตัวประกอบแถวลำดับ (array factor) ไม่ขึ้นกับข้อใด
  • 1 : ขนาดกระแสที่ป้อนให้กับสายอากาศแต่ละตัว
  • 2 : เฟสของกระแสที่ป้อนให้กับสายอากาศแต่ละตัว
  • 3 : ระยะห่างของสายอากาศแต่ละตัว
  • 4 : สนามของสายอากาศหนึ่งตัวที่จุดอ้างอิงของแถวลำดับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 222 :
  • สายอากาศสองตัว ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพเหมือนกัน วางอยู่ในตำแหน่งเรียงตามแกน z ดังรูป กำหนดให้กระแสไฟฟ้าที่สายอากาศทั้งสองตัวมีขนาดเท่ากันและเฟสตรงกันแล้ว ข้อใดเป็นค่าตัวประกอบแถวลำดับ (array factor) ของสายอากาศในรูป
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 223 :
  • สายอากาศไดโพล (dipole antenna) ดังรูปวางเป็นแถวลำดับแบบใด
  • 1 : แถวลำดับวงกลม (circular array)
  • 2 : แถวลำดับระนาบ (planar array)
  • 3 : แถวลำดับร่วมแนว (collinear array)
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 224 :
  • ข้อใดคือคุณสมบัติที่ถูกต้องของสายอากาศแถวลำดับแบบเอนด์ไฟร์ (end-fire array antenna) ของสายอากาศไดโพล( dipole antenna )
  • 1 : เป็นแถวลำดับ (array) ที่ทุกองค์ประกอบ (element) ถูกวางขนานซึ่งกันและกันและอยู่ในระนาบเดียวกัน โดยที่สนามการแผ่พลังงาน (radiation field) สูงสุดจะเกิดขึ้นในแนวเดียวกับแกนของแถวลำดับ
  • 2 : เป็นแถวลำดับ(array) ที่ทุกองค์ประกอบ (element) ถูกวางขนานซึ่งกันและกันและอยู่ในระนาบเดียวกัน โดยที่สนามการแผ่พลังงาน (radiation field) สูงสุดจะเกิดขึ้นในทิศทาง 45 องศากับแกนของแถวลำดับ
  • 3 : เป็นแถวลำดับ (array) ที่ทุกองค์ประกอบ (element) ถูกวางเรียงเป็นแนวเส้นตรงและอยู่ในระนาบเดียวกันโดยที่สนามการแผ่พลังงาน (radiation field) สูงสุดจะเกิดขึ้นในทิศตั้งฉากกับแกนของแถวลำดับ
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 225 :
  • ข้อใดคือคุณสมบัติที่ถูกต้องของแถวลำดับด้านข้าง (broadside array) ของสายอากาศไดโพล (dipole antenna)
  • 1 : เป็นแถวลำดับ (array) ที่ทุกองค์ประกอบ (element) ถูกวางขนานซึ่งกันและกันและอยู่ในระนาบเดียวกัน โดยที่สนามการแผ่พลังงาน (radiation field) สูงสุดจะเกิดขึ้นในแนวเดียวกับแกนของแถวลำดับ (array)
  • 2 : เป็นแถวลำดับ (array) ที่ทุกองค์ประกอบ (element) ถูกวางขนานซึ่งกันและกันและอยู่ในระนาบเดียวกัน โดยที่สนามการแผ่พลังงาน (radiation field) สูงสุดจะเกิดขึ้นในทิศตั้งฉากกับแกนของแถวลำดับ (array)
  • 3 : เป็นแถวลำดับ (array) ที่ทุกองค์ประกอบ (element) ถูกวางเรียงเป็นแนวเส้นตรงและอยู่ในระนาบเดียวกันโดยที่สนามการแผ่พลังงาน (radiation field) สูงสุดจะเกิดขึ้นในแนวเดียวกับแกนของแถวลำดับ (array)
  • 4 : ถูกมากกว่า 1 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 226 :
  • ข้อใดทำให้เกิดแถวลำดับด้านข้าง (broadside array) ในแถวลำดับที่มีขนาดและระยะสม่ำเสมอ (uniform amplitude and spacing) ที่มีระยะระหว่างองค์ประกอบ (element) เป็น d เมื่อ k เป็นค่าคงตัวการแพร่กระจาย (propagation constant)
  • 1 : เฟสของสัญญาณที่ป้อนให้องค์ประกอบแต่ละตัวกลับเฟสกัน
  • 2 : เฟสของสัญญาณที่ป้อนให้องค์ประกอบแต่ละตัวตรงกัน
  • 3 : เฟสของสัญญาณที่ป้อนให้องค์ประกอบแต่ละตัวต้องต่างกัน –kd
  • 4 : เฟสของสัญญาณที่ป้อนให้องค์ประกอบแต่ละตัวต้องต่างกัน +kd
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 227 :
  • ในการนำสายอากาศแบบเดียวกัน N ตัว มาจัดเรียงกันเป็นแถวลำดับ (array) สนามไฟฟ้าบริเวณสนามไกล (far-field region) ที่สายอากาศแผ่ออกจะมีค่าเท่ากับเท่าใด
  • 1 : สนามไฟฟ้าที่เกิดจากสายอากาศ N ตัวคูณด้วยตัวประกอบแถวลำดับ (array factor)
  • 2 : ความยาวของแถวลำดับคูณด้วยตัวประกอบแถวลำดับ (array factor)
  • 3 : ความต่างเฟสระหว่างสายอากาศ N ตัวคูณด้วยตัวประกอบแถวลำดับ (array factor)
  • 4 : สนามไฟฟ้าที่เกิดจากสายอากาศตัวเดียวคูณด้วยตัวประกอบแถวลำดับ (array factor)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 228 :
  • ในการนำไดโพลขนาดเล็กมาก (infinitesimal dipole) มาจัดเรียงกันเป็นแถวลำดับด้านข้าง (broadside array) แบบแถวลำดับที่มีขนาดและระยะสม่ำเสมอ (uniform amplitude and spacing) นอกจากจำเป็นต้องทำให้ความต่างเฟสของสัญญาณที่ป้อนให้กับสายอากาศแต่ละตัวมีค่าเป็นศูนย์แล้ว เพื่อไม่ให้เกิดพูที่มีค่าสูงสุดเท่ากับค่าสูงสุดของพูหลัก(grating lobe) เราจำเป็นต้องทำให้ระยะห่าง d ของสายอากาศเป็น
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 229 :
  • แบบรูปการแผ่พลังงานของแถวลำดับสายอากาศไอโซทรอปิก (isotropic antenna array) ดังแสดงในรูปควรจะเป็นข้อใด เมื่อกำหนดให้กระแสไฟฟ้าในสายอากาศทั้งสองตัวมีขนาดและเฟสตรงกัน
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 230 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 231 :

  • 1 : 5 dBi
  • 2 : 7 dBi
  • 3 : 10 dBi
  • 4 : 12.53 dBi
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 232 :

  • 1 : 5 dBi
  • 2 : 7 dBi
  • 3 : 10 dBi
  • 4 : 12.53 dBi
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 233 :
  • ตัวประกอบแถวลำดับ (array factor) หมายถึงอะไร
  • 1 : ปัจจัยเกี่ยวกับอิมพีแดนซ์ (impedance) ของแถวลำดับ
  • 2 : ปัจจัยเกี่ยวกับการโพลาไรซ์ (polarization) ของแถวลำดับ
  • 3 : แบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) ของแถวลำดับ เมื่อคิดว่าส่วนประกอบเป็นไอโซทรอปิก (isotropic)
  • 4 : แบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) ของแถวลำดับ เมื่อคิดว่าส่วนประกอบไม่เป็นไอโซทรอปิก (isotropic)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 234 :
  • การคูณแบบรูปการแผ่พลังงาน (pattern multiplication) กล่าวถึงอะไร
  • 1 : สนามไกลของสายอากาศแถวลำดับ (array antenna) ที่มีองค์ประกอบไม่เหมือนกับเป็นผลคูณของแบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) ของสายอากาศองค์ประกอบกับตัวประกอบแถวลำดับ (array factor)
  • 2 : สนามไกลของสายอากาศแถวลำดับ (array antenna) ที่มีองค์ประกอบเหมือนกับเป็นผลคูณของ แบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) ของสายอากาศองค์ประกอบกับตัวประกอบแถวลำดับ (array factor)
  • 3 : สนามไกลของสายอากาศแถวลำดับ (array antenna) ที่มีองค์ประกอบไม่เหมือนกับเป็นผลคูณของอิมพีแดนซ์ (impedance) ของสายอากาศองค์ประกอบกับตัวประกอบแถวลำดับ (array factor)
  • 4 : สนามไกลของสายอากาศแถวลำดับ (array antenna) ที่มีองค์ประกอบเหมือนกับเป็นผลคูณของ อิมพีแดนซ์ (impedance) ของสายอากาศองค์ประกอบกับตัวประกอบแถวลำดับ (array factor)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 235 :
  • grating lobe คืออะไร
  • 1 : พูที่ใหญ่ที่สุดที่รองลงมาจากพูหลัก
  • 2 : พูที่มีค่าสูงสุดเท่ากับค่าสูงสุดของพูหลัก
  • 3 : พูที่เล็กที่สุดที่อยู่ด้านข้างของพูหลัก
  • 4 : พูที่เล็กที่สุดที่อยู่ตรงข้ามกับพูหลัก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 236 :
  • จะป้องกันไม่ให้เกิดพูที่มีค่าสูงสุดเท่ากับค่าสูงสุดของพูหลัก( grating lobe ) ในสายอากาศแถวลำดับเชิงเส้นสม่ำเสมอ (uniform linear array antenna) ได้อย่างไร
  • 1 : ปรับอิมพีแดนซ์ (impedance) ให้เหมาะสม
  • 2 : ปรับขนาดของกระแสให้เหมาะสม
  • 3 : ปรับระยะห่างให้เหมาะสม
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 237 :
  • แบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) ของแถวลำดับ (array) เมื่อองค์ประกอบเป็นตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก (isotropic radiator) หมายถึงอะไร
  • 1 : ตัวประกอบอิมพีแดนซ์ (impedance factor)
  • 2 : ตัวประกอบการโพลาไรซ์ (polarization factor)
  • 3 : ตัวประกอบแถวลำดับ (array factor)
  • 4 : ตัวประกอบแบบรูปการแผ่พลังงาน (pattern factor)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 238 :
  • สายอากาศแถวลำดับเชิงเส้น (linear array antenna) ที่มีขนาดและระยะสม่ำเสมอ (uniform amplitude and spacing) มีแต่ละองค์ประกอบ (element) เป็นตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก (isotropic radiator) จะมีระดับพูข้าง (side lobe level) ประมาณเท่าไร
  • 1 : -3 dB
  • 2 : -10 dB
  • 3 : -13 dB
  • 4 : -20 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 239 :
  • แถวลำดับด้านข้าง (broadside array) คืออะไร
  • 1 : สายอากาศแถวลำดับ (array antenna) ที่มีทิศทางของพูคลื่นหลัก (main lobe) ในแนวเดียวกับแนวการจัดวางองค์ประกอบ (element)
  • 2 : สายอากาศแถวลำดับ (array antenna) ที่มีทิศทางของพูคลื่นหลัก (main lobe) ในแนวเฉียงกับแนวการจัดวางองค์ประกอบ (element)
  • 3 : สายอากาศแถวลำดับ (array antenna) ที่มีทิศทางของพูคลื่นหลัก (main lobe) ในแนวตั้งฉากกับแนวการจัดวางองค์ประกอบ (element)
  • 4 : สายอากาศแถวลำดับ (array antenna) ที่มีทิศทางของพูคลื่นหลัก (main lobe) ในแนวตรงข้ามกับแนวการจัดวางองค์ประกอบ (element)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 240 :
  • จะสร้างแถวลำดับด้านข้าง (broadside array) ต้องจัดเฟสของการกระตุ้นกระแสในแต่ละองค์ประกอบ (element) อย่างไร
  • 1 : จัดเฟสตรงกัน
  • 2 : จัดเฟสต่างกัน 90 องศา
  • 3 : จัดเฟสต่างกัน 180 องศา
  • 4 : จัดเฟสต่างกัน 270 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 241 :
  • แถวลำดับแบบเอนด์ไฟร์ (end-fire array) คืออะไร
  • 1 : สายอากาศแถวลำดับ (array antenna) ที่มีทิศทางของพูคลื่นหลัก (main lobe) ในแนวเดียวกับแนวการจัดวางองค์ประกอบ (element)
  • 2 : สายอากาศแถวลำดับ (array antenna) ที่มีทิศทางของพูคลื่นหลัก (main lobe) ในแนวเฉียงทำมุม 30 องศากับแนวการจัดวางองค์ประกอบ (element)
  • 3 : สายอากาศแถวลำดับ (array antenna) ที่มีทิศทางของพูคลื่นหลัก (main lobe) ในแนวเฉียงทำมุม 60 องศากับแนวการจัดวางองค์ประกอบ (element)
  • 4 : สายอากาศแถวลำดับ (array antenna) ที่มีทิศทางของพูคลื่นหลัก (main lobe) ในแนวตั้งฉากกับแนวการจัดวางองค์ประกอบ (element)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 242 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 243 :

  • 1 : 0 องศา
  • 2 : 45 องศา
  • 3 : 90 องศา
  • 4 : 135 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 244 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 245 :

  • 1 : 0 องศา
  • 2 : 90 องศา
  • 3 : 180 องศา
  • 4 : 270 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 246 :
  •  สายอากาศไดโพล (dipole antenna) วางเป็นแถวลำดับแบบใด ให้แบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) เป็นแบบรอบทิศทางในระนาบเดี่ยว (omnidirectional)
  • 1 :  แถวลำดับด้านต่อด้าน (side by side array)
  • 2 :  แถวลำดับระนาบ (planar array)
  • 3 :  แถวลำดับร่วมแนว (collinear array)
  • 4 :  ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 247 :
  •  สายอากาศแถวลำดับสม่ำเสมอเชิงเส้น (linear uniform array antenna) จัดเรียงแบบแถวลำดับด้านข้าง (broadside array) ที่ใช้ไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole) เป็นองค์ประกอบ (element) จำนวน 10 องค์ประกอบ วางห่างกันเท่ากับ /4 และβ = 0  เมื่อ  เป็นความยาวคลื่นและ β เป็นความต่างเฟสระหว่างองค์ประกอบ และให้แบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) เป็นแบบรอบทิศทางในระนาบเดี่ยว (omnidirectional) ให้คำนวณหาสภาพเจาะจงทิศทางสูงสุด (maximum directivity) ของสายอากาศนี้
  • 1 : 5 dBi
  • 2 : 7 dBi
  • 3 : 10 dBi
  • 4 :  ไม่สามารถหาค่าได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 248 :
  •  
  • 1 : 2
  • 2 : 3
  • 3 : 4
  • 4 : 5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 249 :
  •  
  • 1 : 2
  • 2 : 3
  • 3 : 4
  • 4 : 5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 250 :
  •  สายอากาศแถวลำดับสององค์ประกอบ (two element array antenna) มีสภาพเจาะจงทิศทางสูงสุด (maximum directivity) เท่ากับ 2 เมื่อใช้ตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก (isotropic radiator) เป็นองค์ประกอบ (element) ถ้าใช้สายอากาศที่มีสภาพเจาะจงทิศทางสูงสุด (maximum directivity) เท่ากับ 4 เป็นองค์ประกอบ สายอากาศแถวลำดับนี้มีสภาพเจาะจงทิศทางสูงสุด (maximum directivity) เท่าใด
  • 1 : 6
  • 2 : 8
  • 3 : 16
  • 4 :  ไม่สามารถหาค่าได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 251 :
  •  ตัวแผ่พลังงานไอโซทรอปิก (isotropic radiator) จำนวน 4 ตัว วางเป็นแถวลำดับเชิงเส้น (linear array) อย่างสมมาตรตามแกน x มีระยะห่างแต่ละตัวเท่ากับครึ่งความยาวคลื่น ป้อนกระแสและเฟสเท่ากันทุกตัว จงหามุมที่เกิดการแผ่พลังงานสูงที่สุด (Øm)
  • 1 : 0 และ 60
  • 2 : 0 และ 180
  • 3 : 45 และ 90
  • 4 : 90 และ 270
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 102 : Uda-Yagi Antenna
ข้อที่ 252 :
  • ถ้าออกแบบสายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) เพื่อใช้งานสำหรับความถี่ 150 เมกะเฮริตซ์ ความยาวของแต่ละองค์ประกอบจะมีความยาวประมาณเท่าใด โดยเรียงตามลำดับดังนี้ องค์ประกอบไดเรกเตอร์ (director element): องค์ประกอบรับการป้อน (driven element): ตัวสะท้อน (reflector)
  • 1 : 1 เมตร : 0.94 เมตร : 0.8 เมตร
  • 2 : 0.8 เมตร : 0.94 เมตร : 1 เมตร
  • 3 : 2 เมตร : 1.88 เมตร : 1.61 เมตร
  • 4 : 1.61 เมตร : 1.88 เมตร : 2 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 253 :
  • จากตารางออกแบบสายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) ที่ให้มา ถ้าต้องการสายอากาศมีสภาพเจาะจงทิศทาง (directivity) ประมาณ 11 dBi จะต้องใช้สายอากาศกี่องค์ประกอบ (element)
  • 1 : 3
  • 2 : 4
  • 3 : 5
  • 4 : 6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 254 :
  • จากตารางออกแบบสายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) ที่ให้มา ถ้าต้องใช้สายอากาศแบบ 15 องค์ประกอบจะมีสภาพเจาะจงทิศทาง (directivity) เท่าใด
  • 1 : 14.2 dBi
  • 2 : 15.35 dBi
  • 3 : 16.35 dBi
  • 4 : 17.2 dBi
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 255 :
  • จากตารางออกแบบสายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) ที่ให้มา ถ้าต้องใช้สายอากาศแบบ 12 องค์ประกอบจะมีสภาพเจาะจงทิศทาง (directivity) เป็นกี่เท่าของสายอากาศแบบ 6 องค์ประกอบ
  • 1 : 1.6
  • 2 : 2.0
  • 3 : 2.6
  • 4 : 3.0
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 256 :
  • สายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) มี 5 องค์ประกอบ (element) จะมีองค์ประกอบไดเรกเตอร์กี่องค์ประกอบ
  • 1 : 3
  • 2 : 4
  • 3 : 5
  • 4 : 6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 257 :
  • จากตารางออกแบบสายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) ที่ให้มา ถ้าสายอากาศ มี 5 องค์ประกอบ (element) โดยมีตัวสะท้อนยาว 24.1 เซนติเมตร สายอากาศนี้มีความถี่ใช้งานกี่เมกะเฮิรตซ์
  • 1 : 600
  • 2 : 300
  • 3 : 250
  • 4 : 200
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 258 :
  • สายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) เป็นสายอากาศแบบใด
  • 1 : สายอากาศอะเพอร์เจอร์ (aperture antenna)
  • 2 : สายอากาศแบบร่อง (slot antenna)
  • 3 : สายอากาศตัวสะท้อน (reflector antenna)
  • 4 : สายอากาศแถวลำดับ (array antenna)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 259 :
  • ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของสายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna)
  • 1 : แบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) ของสายอากาศยากิ-อุดะ เป็นแบบรอบตัว
  • 2 : สายอากาศยากิ-อุดะ มีลักษณะโครงสร้างแบบแถวลำดับไดโพล (dipole array)
  • 3 : การป้อนสัญญาณที่จุดขับของสายอากาศยากิ-อุดะ ต้องใช้อุปกรณ์บาลัน (balun) เพื่อให้ประสิทธิภาพการทำงานดี
  • 4 : ทุกข้อเป็นคุณสมบัติของสายอากาศยากิ-อุดะ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 260 :
  • ข้อใดไม่ใช่ส่วนประกอบหลักของสายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna)
  • 1 : องค์ประกอบรับการป้อน (driven element)
  • 2 : ท่อนำคลื่น (waveguide)
  • 3 : องค์ประกอบไดเรกเตอร์ (director element)
  • 4 : ตัวสะท้อน (reflector)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 261 :
  • ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของสายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna)
  • 1 : มีอัตราส่วนหน้าต่อหลัง (front-to-back ratio) สูงกว่าสายอากาศไดโพล (dipole antenna)
  • 2 : เป็นสายอากาศแถวลำดับ (array) ที่กระตุ้นแหล่งกำเนิดให้กับองค์ประกอบ (element) หลักเพียงองค์ประกอบเดียว
  • 3 : เป็นสายอากาศแถวลำดับ (array) ที่สามารถแผ่คลื่นได้สูงสุดในแนวแกนของแถวลำดับได้สองทิศทางที่ตรงข้ามซึ่งกันและกัน
  • 4 : เป็นสายอากาศที่ออกแบบได้ทั้งการโพลาไรซ์แนวยืน (vertical polarization) และการโพลาไรซ์แนวนอน (horizontal polarization)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 262 :
  • สายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) ดังรูป ส่วนที่สั้นที่สุด (3) เรียกว่า
  • 1 : บาลัน (balun)
  • 2 : องค์ประกอบไดเรกเตอร์ (director element)
  • 3 : องค์ประกอบรับการป้อน (driven element)
  • 4 : ตัวสะท้อน (reflector)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 263 :
  • สายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) ดังรูป ส่วนตรงกลาง (2) เรียกว่า
  • 1 : บาลัน (balun)
  • 2 : องค์ประกอบไดเรกเตอร์ (director element)
  • 3 : องค์ประกอบรับการป้อน (driven element)
  • 4 : ตัวสะท้อน (reflector)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 264 :
  • ความยาวขององค์ประกอบรับการป้อน (driven element) ในสายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) ที่ความถี่ 222 เมกะเฮิรตซ์ มีค่าประมาณกี่เซ็นติเมตร
  • 1 : 1.35
  • 2 : 22.5
  • 3 : 33.75
  • 4 : 67.57
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 265 :
  • ข้อใดเป็นองค์ประกอบปรสิต (parasitic element) ของสายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi- Uda antenna)
  • 1 : ตัวสะท้อน (reflector)
  • 2 : องค์ประกอบรับการป้อน (driven element)
  • 3 : องค์ประกอบไดเรกเตอร์ (director element)
  • 4 : ทั้งตัวสะท้อน (reflector) และองค์ประกอบไดเรกเตอร์ (director element)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 266 :
  • สายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi- Uda antenna) มีแบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) แบบใด
  • 1 : แบบรอบทิศทางในระนาบเดี่ยว (omnidirectional)
  • 2 : แบบทิศทางเดียว (unidirectional)
  • 3 : ไอโซทรอปิก (isotropic)
  • 4 : แบบสองทิศทาง (bidirectional)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 267 :
  • องค์ประกอบไดเรกเตอร์ (director element) ของสายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi- Uda antenna) มีหน้าที่หลักอะไร
  • 1 : เพิ่มอิมพีแดนซ์ (impedance) ของสายอากาศ
  • 2 : เพิ่มความกว้างแถบ (bandwidth) ของสายอากาศ
  • 3 : เพิ่มสภาพเจาะจงทิศทาง (directivity) ของสายอากาศ
  • 4 : เพิ่มกำลังงานส่งของสายอากาศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 268 :
  • ช่างเทคนิคได้ทำการวัดความเข้มคลื่นวิทยุ ที่ระยะห่างจากสายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) 10 กิโลเมตร ได้เท่ากับ 10 มิลลิโวลต์ต่อเมตร และที่ระยะทางเดียวกันนี้วัดในทิศทางตรงกันข้ามได้ความแรงเท่ากับ 1 มิลลิโวลต์ต่อเมตร จงคำนวณหาค่าอัตราส่วนหน้าต่อหลัง (front-to-back ratio)
  • 1 : 7 dB
  • 2 : 10 dB
  • 3 : 15 dB
  • 4 : 20 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 269 :
  • ส่วนประกอบใดของสายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) ที่ไม่จำเป็นต้องทำมาจากโลหะ
  • 1 : ตัวสะท้อน (reflector)
  • 2 : องค์ประกอบรับการป้อน (driven element)
  • 3 : องค์ประกอบไดเรกเตอร์ (director element)
  • 4 : ก้าน (boom)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 270 :
  • สายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) ตามรูปจะมีส่วนประกอบเรียงจาก E1 ไป E3 ตามข้อใด
  • 1 : ตัวสะท้อน (reflector) องค์ประกอบรับการป้อน (driven element) องค์ประกอบไดเรกเตอร์ (director element)
  • 2 : ตัวสะท้อน (reflector) องค์ประกอบไดเรกเตอร์ (director element) องค์ประกอบรับการป้อน (driven element)
  • 3 : องค์ประกอบรับการป้อน (driven element) ตัวสะท้อน (reflector) องค์ประกอบไดเรกเตอร์ (director element)
  • 4 : องค์ประกอบไดเรกเตอร์ (director element) องค์ประกอบรับการป้อน (driven element) ตัวสะท้อน (reflector)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 271 :
  • สายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) อาศัยหลักการอะไร
  • 1 : การคูณแบบรูปการแผ่พลังงาน (pattern multiplication)
  • 2 : แถวลำดับด้านข้าง (broadside array)
  • 3 : แถวลำดับแบบเอนด์ไฟร์(end-fire array)
  • 4 : ทัศนศาสตร์เชิงฟิสิกส์ (physical optics)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 272 :
  • ส่วนใดของสายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) ที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าไหล
  • 1 : ตัวสะท้อน (reflector)
  • 2 : องค์ประกอบรับการป้อน (driven element)
  • 3 : องค์ประกอบไดเรกเตอร์ (director element)
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 273 :
  • อัตราขยาย (gain) ของสายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) มีค่าขึ้นอยู่กับอะไร
  • 1 : จำนวนองค์ประกอบ
  • 2 : ขนาดขององค์ประกอบ
  • 3 : ระยะห่างระหว่างองค์ประกอบ
  • 4 : ถูกมากกว่า 1 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 274 :
  • โดยทั่วไปจะป้อนกระแสไฟฟ้าเข้าที่ส่วนใดของสายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna)
  • 1 : ตัวสะท้อน (reflector)
  • 2 : องค์ประกอบรับการป้อน (driven element)
  • 3 : องค์ประกอบไดเรกเตอร์ (director element)
  • 4 : ตัวแผ่พลังงานปรสิต (parasitic radiator)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 275 :
  • สายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) 10 องค์ประกอบ (element) จะมีองค์ประกอบไดเรกเตอร์ (director element) มากที่สุดจำนวนกี่องค์ประกอบ
  • 1 : 10
  • 2 : 9
  • 3 : 8
  • 4 : 7
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 276 :
  • ความยาวของก้านองค์ประกอบการป้อน (driven element) ของสายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) ที่เหมาะสมควรเป็นเท่าใด
  • 1 : มีความยาวครึ่งความยาวคลื่น
  • 2 : มีความยาวมากกว่าครึ่งความยาวคลื่น
  • 3 : มีความยาวของเรโซแนนซ์ ที่น้อยกว่าครึ่งความยาวคลื่นเล็กน้อย
  • 4 : มีความยาวเท่าใดก็ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 277 :
  • สายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) ใช้ก้าน (boom) ที่เป็นโลหะยึดองค์ประกอบ (element) แต่ละตัว จะมีผลทำให้คุณสมบัติของสายอากาศเปลี่ยนไปในการออกแบบจะมีการชดเชยอย่างไร
  • 1 : เมื่อรัศมีของก้าน(boom) เพิ่มขึ้น
  • 2 : เพิ่มความยาวองค์ประกอบไดเร็คเตอร์( director element )กับ ตัวสะท้อน (reflector)เมื่อรัศมีของก้าน(boom) ลดลง
  • 3 : ลดความยาวองค์ประกอบไดเร็คเตอร์( director element )และตัวสะท้อน (reflector)เมื่อความยาวของก้าน(boom)เพิ่มขึ้น
  • 4 : ลดความยาวองค์ประกอบไดเร็คเตอร์( director element )และเพิ่มความยาวตัวสะท้อน (reflector)เมื่อรัศมีของก้าน(boom)เพิ่มขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 278 :
  • จากตารางออกแบบสายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) ที่ให้มา ถ้าต้องการสายอากาศมีสภาพเจาะจงทิศทาง (directivity) ประมาณ 9 dBi จะต้องใช้สายอากาศกี่องค์ประกอบ (element)
  • 1 : 3
  • 2 : 4
  • 3 : 5
  • 4 : 6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 279 :
  • สายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) เป็นแถวลำดับ (array) แบบใด
  • 1 : เส้นตรง
  • 2 : วงกลม
  • 3 : สามเหลี่ยม
  • 4 : สี่เหลี่ยม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 280 :
  •  ในทางทฤษฎีแล้ว สายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) มีองค์ประกอบรับการป้อน (driven element) ได้กี่องค์ประกอบ
  • 1 : 1
  • 2 : 2
  • 3 : 12
  • 4 :  ไม่จำกัด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 281 :
  •  ในทางทฤษฎีแล้ว สายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) มีองค์ประกอบไดเรกเตอร์ (director element) ได้กี่องค์ประกอบ
  • 1 :  1
  • 2 : 2
  • 3 : 12
  • 4 :  ไม่จำกัด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 282 :
  •  ในทางทฤษฎีแล้ว สายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) มีตัวสะท้อน (reflector) ได้กี่ตัว
  • 1 :  1
  • 2 : 2
  • 3 : 12
  • 4 :  ไม่จำกัด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 283 :
  •  ส่วนใดของ สายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) ไม่มีกระแสไฟฟ้า
  • 1 :  องค์ประกอบไดเรกเตอร์ (director element)
  • 2 :  ตัวสะท้อน (reflector)
  • 3 :  องค์ประกอบรับการป้อน (driven element)
  • 4 :  ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 284 :
  •  ส่วนใดของ สายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) ไม่มีกระแสไฟฟ้า
  • 1 :  องค์ประกอบไดเรกเตอร์ (director element)
  • 2 :  ตัวสะท้อน (reflector)
  • 3 :  องค์ประกอบรับการป้อน (driven element)
  • 4 :  ก้าน (boom)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 285 :
  •  ส่วนใดของ สายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna) มีกระแสไฟฟ้าสูงที่สุด
  • 1 :  องค์ประกอบไดเรกเตอร์ (director element)
  • 2 :  ตัวสะท้อน (reflector)
  • 3 :  องค์ประกอบรับการป้อน (driven element)
  • 4 :  ก้าน (boom)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 103 : Log-Periodic Antenna
ข้อที่ 286 :
  • สายอากาศแบบรายคาบล็อก (log-periodic antenna) แบบแถวลำดับไดโพล (dipole array) ถูกออกแบบเพื่อใช้งานในระบบโทรทัศน์ย่าน VHF ซึ่งมีความถี่ใช้งานในช่วง 54 เมกะเฮิรตซ์ ถึง 216 เมกะเฮิรตซ์ ดังในรูป โดยมีค่าอัตราส่วนเชิงเรขาคณิต (geometric ratio) = 0.822 ค่าตัวประกอบตำแหน่ง (spacing factor) = 0.149 ให้คำนวณหามุม 2a

  • 1 : 23.3 องศา
  • 2 : 33.3 องศา
  • 3 : 43.3 องศา
  • 4 : 53.3 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 287 :

  • 1 : 0.21
  • 2 : 0.91
  • 3 : 0.12
  • 4 : 0.19
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 288 :
  • สายอากาศแบบรายคาบล็อก (log-periodic antenna) แบบแถวลำดับไดโพล (dipole array) มีค่าอัตราส่วนเชิงเรขาคณิต (geometric ratio) = 0.918 ค่าตัวประกอบตำแหน่ง (spacing factor) = 0.172 มีค่าความกว้างแถบ (bandwidth) ที่ออกแบบเท่ากับ 3.64 และความถี่ใช้งานเท่ากับ 800 เมกะเฮิรตซ์ -1,900 เมกะเฮิรตซ์ ให้คำนวณหาความกว้างแถบที่ใช้งานเป็นกี่เท่าของความกว้างแถบความถี่ที่ออกแบบ
  • 1 : 0.65
  • 2 : 1
  • 3 : 1.53
  • 4 : 2.53
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 289 :
  • สายอากาศชนิดใดมีย่านความถี่ใช้งานกว้างมากที่สุด เมื่อพิจารณาที่ความถี่กลางเดียวกัน
  • 1 : สายอากาศโมโนโพล (monopole antenna)
  • 2 : สายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna)
  • 3 : สายอากาศรายคาบล็อก (log-periodic antenna)
  • 4 : สายอากาศไดโพล (dipole antenna)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 290 :
  • สายอากาศดังรูปเป็นสายอากาศชนิดใด
  • 1 : สายอากาศแถวลำดับระนาบ (planar array antenna)
  • 2 : สายอากาศแบบรายคาบล็อก (log-periodic antenna)
  • 3 : สายอากาศแบบยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna)
  • 4 : สายอากาศอะเพอร์เจอร์ (aperture antenna)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 291 :
  • สายอากาศแบบรายคาบล็อก (log-periodic antenna) มีคุณสมบัติเด่นแบบใด
  • 1 : แถบกว้าง (broadband)
  • 2 : แถบแคบ (narrowband)
  • 3 : หลายแถบ (multiband)
  • 4 : เลือกแถบได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 292 :
  • ข้อใดเป็นสายอากาศแถบกว้าง (broadband antenna)
  • 1 : สายอากาศไดโพล (dipole antenna)
  • 2 : สายอากาศแบบรายคาบล็อก (log-periodic antenna)
  • 3 : สายอากาศแบบเกลียว (helical antenna)
  • 4 : สายอากาศแบบบ่วง (loop antenna)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 293 :
  • ถ้าจะรับสัญญาณโทรทัศน์หลายช่องในทิศทางเดียวกัน ควรใช้สายอากาศอะไร
  • 1 : สายอากาศไดโพล (dipole antenna)
  • 2 : สายอากาศแบบบ่วง (loop antenna)
  • 3 : สายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna)
  • 4 : สายอากาศแบบรายคาบล็อก (log-periodic antenna)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 294 :
  • สายอากาศแบบรายคาบล็อก (log-periodic) จัดเป็นแถวลำดับ (array) แบบใด
  • 1 : แถวลำดับข้าง (broadside array)
  • 2 : แถวลำดับแบบเอนด์ไฟร์ (end-fire array)
  • 3 : แถวลำดับระนาบ (planar array)
  • 4 : แถวลำดับเฟส (phased array)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 295 :
  • สายอากาศข้อใดเป็นสายอากาศแถบกว้าง (broadband antenna)
  • 1 : สายอากาศไดโพล (dipole antenna)
  • 2 : สายอากาศแบบร่อง (slot antenna)
  • 3 : สายอากาศอะเพอร์เจอร์(aperture antenna)
  • 4 : สายอากาศแบบรายคาบล็อก (log-periodic antenna)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 296 :
  • ถ้าต้องการใช้งานรับและส่งคลื่นวิทยุด้วยสายอากาศแถบกว้าง (broadband antenna) หรือ สายอากาศความถี่อิสระ (frequency– independent antenna) และมีอัตราการขยายสูงพอควรควรใช้สายอากาศประเภทใด
  • 1 : สายอากาศโมโนโพล (monopole antenna)
  • 2 : สายอากาศไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole antenna)
  • 3 : สายอากาศแบบรายคาบล็อก (log-periodic antenna)
  • 4 : สายอากาศอะเพอร์เจอร์ (aperture antenna)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 297 :
  • สายอากาศแบบรายคาบล็อก (log-periodic antenna) แบบแถวลำดับไดโพล (dipole array) มีค่าอัตราส่วนเชิงเรขาคณิต (geometric ratio) = 0.918 ค่าตัวประกอบตำแหน่ง (spacing factor)   = 0.172 และความถี่ใช้งานเท่ากับ 800 เมกะเฮิรตซ์ -1,900 เมกะเฮิรตซ์ ให้คำนวณหาความกว้างแถบ (bandwidth) ที่ออกแบบ กำหนดให้

    B= ความถี่ที่ใช้งานสูงสุด/ความถี่ที่ใช้งานต่ำสุด

    เมื่อ B s เป็นความกว้างแถบที่ออกแบบ

  • 1 : 3.64
  • 2 : 5.46
  • 3 : 7.32
  • 4 : 9.15
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 298 :
  • สายอากาศแบบรายคาบล็อก (log-periodic antenna) แบบแถวลำดับไดโพล (dipole array) มีอัตราส่วนเชิงเรขาคณิต (geometric ratio) = 0.918 ค่าตัวประกอบตำแหน่ง (spacing factor) = 0.172 และความถี่ใช้งานเท่ากับ 800 เมกะเฮิรตซ์ถึง 1,900 เมกะเฮิรตซ์ ความกว้างแถบที่ออกแบบเท่ากับ 3.64 ให้คำนวณหาจำนวนองค์ประกอบ (N) ที่น้อยที่สุด
  • 1 : 10
  • 2 : 14
  • 3 : 17
  • 4 : 19
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 299 :
  • โดยทั่วไปสายอากาศแบบรายคาบล็อก (log-periodic) จุดป้อนสัญญาณเข้าจะอยู่ที่ใด
  • 1 : องค์ประกอบ (element) ที่ยาวที่สุด
  • 2 : องค์ประกอบ (element) ที่อยู่ตำแหน่งกลาง
  • 3 : องค์ประกอบ (element) สั้นสุดที่อยู่ด้านหน้า
  • 4 : ทุกองค์ประกอบ (element)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 300 :
  • สายอากาศแบบรายคาบล็อก (log-periodic) มีคุณสมบัติตรงกับข้อใด
  • 1 : มีอัตราขยาย (gain) สูงมาก
  • 2 : มีความกว้างลำ (beamwidth) แคบมาก
  • 3 : มีสภาพเจาะจงทิศทาง (directivity) สูงที่ความถี่ต่ำ
  • 4 : มีความกว้างแถบ (bandwidth) กว้างมาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 301 :
  •  การทำงานของสายอากาศแบบรายคาบล็อก (log-periodic antenna) ใกล้เคียงกับสายอากาศชนิดใดมากที่สุด
  • 1 :  สายอากาศแบบยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna)
  • 2 :  สายอากาศแบบคลื่นจร (traveling wave antenna)
  • 3 :  สายอากาศอะเพอร์เจอร์ (aperture antenna)
  • 4 :  สายอากาศแบบตัวสะท้อน (reflector antenna)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 302 :
  •  ข้อใดเป็นเหตุผลที่ทำให้สายอากาศแบบรายคาบล็อก (log-periodic antenna) มีความกว้างแถบ (bandwidth) กว้างมาก
  • 1 :  ทุกองค์ประกอบ (element) มีความยาวมากกว่าครึ่งความยาวคลื่นที่ความถี่กลาง
  • 2 :  แต่ละองค์ประกอบ (element) ของสายอากาศมีเฟสหักล้างกันพอดี
  • 3 :  แต่ละองค์ประกอบ (element) ของสายอากาศตอบสนองต่อความถี่ที่แตกต่างกัน
  • 4 :  บางองค์ประกอบ (element) ของสายอากาศทำหน้าที่การเข้าคู่อิมพีแดนซ์ (impedance matching)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 303 :
  •  สายอากาศแบบรายคาบล็อก (log-periodic antenna) ในรูปข้างล่าง เมื่อต้องการความกว้างแถบ (bandwidth) กว้างที่สุด จะต้องป้อนสัญญาณเข้าที่องค์ประกอบใด

  • 1 :  องค์ประกอบ 1
  • 2 : องค์ประกอบที่ 6
  • 3 :  องค์ประกอบที่ 9
  • 4 :  องค์ประกอบที่ 11
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 304 :
  •  สายอากาศแบบรายคาบล็อก (log-periodic antenna) ในรูปข้างล่าง โดยทั่วไปค่ากระแสจะมีค่าสูงในองค์ประกอบ (elements) ใด

  • 1 :  องค์ประกอบ 1 ถึง 4
  • 2 :  องค์ประกอบ 6 ถึง 8
  • 3 :  องค์ประกอบ 9 ถึง 11
  • 4 :  เท่ากันทุกองค์ประกอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 305 :
  •  สายอากาศแบบรายคาบล็อก (log-periodic antenna) แบบแถวลำดับไดโพล (dipole array) มีอัตราส่วนเชิงเรขาคณิต (geometric ratio) = 1:1.2 และความกว้างแถบที่ออกแบบเท่ากับ 4:1 ให้คำนวณหาจำนวนองค์ประกอบ (N) ที่น้อยที่สุด

  • 1 : 6
  • 2 : 7
  • 3 : 8
  • 4 : 9
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 104 : Aperture Antenna
ข้อที่ 306 :
  • ถ้าสนามไฟฟ้าที่สัมผัสปากท่อนำคลื่นสี่เหลี่ยมที่ติดตั้งบนระนาบตัวนำขนาดอนันต์มีค่าสม่ำเสมอเท่ากับ 1 โวลต์ต่อเมตร ขนาดของความหนาแน่นกระแสแม่เหล็ก (magnetic current density:) ที่ใช้ในการ คำนวณการแผ่พลังงานมีค่าเท่าใด
  • 1 : 1
  • 2 : 2
  • 3 : 3
  • 4 : 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 307 :
  • หลักการของใครที่ใช้พิจารณาว่าสายอากาศแบบร่อง (slot antenna) เป็นส่วนเติมเต็ม (complement) กับสายอากาศไดโพล (dipole antenna)
  • 1 : Babinet
  • 2 : Euler
  • 3 : Mason
  • 4 : Wheeler
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 308 :
  • ถ้าสายอากาศอะเพอร์เจอร์ (aperture antenna) มีความกว้าง 4.55 เซนติเมตร และยาว 5.54 เซนติเมตร และมีประสิทธิภาพอะเพอร์เจอร์ (aperture efficiency) เท่ากับ 51% ใช้งานที่ความถี่ 40 กิกะเฮิรตซ์ จะมีอัตราขยาย (gain) เท่าใด
  • 1 : 24.6 dBi
  • 2 : 28.6 dBi
  • 3 : 34.6 dBi
  • 4 : 38.6 dBi
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 309 :
  • สายอากาศชนิดใดที่เหมาะกับการใช้งานที่ความถี่สูงและให้อัตราขยาย (gain) สูง
  • 1 : สายอากาศพาราโบลิก (parabolic antenna)
  • 2 : สายอากาศแบบบ่วง (loop antenna)
  • 3 : สายอากาศไดโพล (dipole antenna )
  • 4 : สายอากาศโมโนโพล (monopole antenna)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 310 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 311 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 312 :
  • สายอากาศใดไม่จัดเป็นสายอากาศอะเพอร์เจอร์ (aperture antenna)
  • 1 : สายอากาศแบบบ่วง (loop antenna)
  • 2 : สายอากาศแบบร่อง (slot antenna)
  • 3 : สายอากาศท่อนำคลื่น (waveguide antenna)
  • 4 : สายอากาศปากแตรทรงพีระมิด (pyramidal horn)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 313 :
  • สายอากาศแบบใดเป็นสายอากาศแบบอะเพอร์เจอร์ (aperture antenna)
  • 1 : สายอากาศแบบบ่วง ( loop antenna)
  • 2 : สายอากาศแบบร่อง (slot antenna)
  • 3 : สายอากาศไดโพล (dipole antenna)
  • 4 : สายอากาศแบบเกลียว (helical antenna)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 314 :

  • 1 : 20 dB
  • 2 : 40 dB
  • 3 : 60 dB
  • 4 : 80 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 315 :
  • จานรับส่งสัญญาณดาวเทียมจัดว่าเป็นสายอากาศชนิดใด
  • 1 : สายอากาศแบบรายคาบล็อก (log-periodic antenna)
  • 2 : สายอากาศแบบตัวสะท้อน (reflector antenna)
  • 3 : สายอากาศแบบร่อง (slot antenna)
  • 4 : สายอากาศไดโพล (dipole antenna)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 316 :

  • 1 :
  • 2 : 0
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 317 :
  • ข้อใดไม่ใช่สายอากาศเส้นลวด (wire antenna)
  • 1 : สายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna)
  • 2 : สายอากาศปากแตร (horn antenna)
  • 3 : สายอากาศแบบลายคาบล็อก (log-periodic antenna)
  • 4 : สายอากาศไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole antenna)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 318 :
  • ให้คำนวณหาความยาวโฟกัส (f) ของสายอากาศพาราโบลิก (parabolic antenna) ตามรูป
  • 1 : 0.75 เมตร
  • 2 : 0.93 เมตร
  • 3 : 1.13 เมตร
  • 4 : 1.75 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 319 :
  • ให้คำนวณหาความลึก (d) ของสายอากาศพาราโบลิก (parabolic antenna) ตามรูป
  • 1 : 8/16 เมตร
  • 2 : 9/16 เมตร
  • 3 : 10/16 เมตร
  • 4 : 11/16 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 320 :
  • กำหนดให้สายอากาศพาลาโบลิก (palabolic antenna) มีประสิทธิภาพอะเพอร์เจอร์ (aperture efficiency) เท่ากับ 1 ทำงานที่ความถี่ 10 กิกะเฮิรตซ์ มีสภาพเจาะจงทิศทางสูงสุด (maximum directivity) เท่ากับ 60 dB จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางเท่าใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 321 :
  • จะคำนวณความหนาแน่นกระแสไฟฟ้าเชิงผิวสมมูลย์ (equivalent surface electric current density) จากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าได้จากข้อใด เมื่อ  เป็นเวกเตอร์หนึ่งหน่วยที่ตั้งฉากกับพื้นผิวและมีทิศทางพุ่งออกจากพื้นผิวไปยังบริเวณที่ต้องการหาสนาม โดยที่เป็นความเข้มสนามไฟฟ้าและ เป็นความเข้มสนามแม่เหล็ก
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 322 :
  • ทฤษฎีการเลี้ยวเบนเชิงเรขาคณิต (geometrical theory of diffraction) มีข้อดีกว่าทัศนศาสตร์เชิงเรขาคณิต (geometrical optics) อย่างไร
  • 1 : หาคลื่นสะท้อนจากคลื่นระนาบที่ตกกระทบแผ่นระนาบได้
  • 2 : หาคลื่นเลี้ยวเบนจากคลื่นระนาบที่ตกกระทบแผ่นระนาบได้
  • 3 : หาคลื่นหักเหจากคลื่นระนาบที่ตกกระทบแผ่นระนาบได้
  • 4 : หาคลื่นส่งผ่านจากคลื่นระนาบที่ตกกระทบแผ่นระนาบได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 323 :
  • เราหาคลื่นเลี้ยวเบนของคลื่นระนาบ (plane wave) จากระนาบตัวนำได้จากกราฟอะไร
  • 1 : แผนภูมิสมิธ (Smith chart)
  • 2 : กราฟเชิงขั้ว (polar graph)
  • 3 : การขดเป็นวงของ Cornu (Cornu spiral)
  • 4 : วงรีของการโพลาไรซ์ (polarization ellipse)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 324 :
  • แบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) ของสายอากาศอะเพอร์เจอร์แบบสี่เหลี่ยมมุมฉาก (rectangular aperture antenna) ที่มีการกระจายสนามที่อะเพอร์เจอร์ (aperture) สม่ำเสมอเป็นฟังก์ชันอะไร
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 325 :
  • แบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) มีความสัมพันธ์กับการกระจายสนามที่อะเพอร์เจอร์ (aperture) อย่างไร
  • 1 : การส่งคงรูป (conformal mapping)
  • 2 : ผลการแปลงเวฟเล็ท (wavelet transform)
  • 3 : ผลการแปลงลาปลาซ (Laplace transform)
  • 4 : ผลการแปลงฟูริเยร์ (Fourier transform)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 326 :
  • ประสิทธิภาพอะเพอร์เจอร์ (aperture efficiency) สัมพันธ์กับปริมาณของสายอากาศในข้อใด
  • 1 : การเข้าคู่อิมพีแดนซ์ (impedance matching)
  • 2 : พื้นที่ทางกายภาพ
  • 3 : การโพลาไรซ์ (polarization)
  • 4 : ความกว้างแถบ (bandwidth)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 327 :
  • ค่าประสิทธิภาพอะเพอร์เจอร์ (aperture efficiency) ของสายอากาศตัวสะท้อนป้อนด้านหน้า (front-fed reflector) ขึ้นอยู่กับ
  • 1 : ความสม่ำเสมอของการกระจายแอมพลิจูดของแบบรูปการป้อน (feed pattern) บนพื้นผิวของการสะท้อน
  • 2 : ความสม่ำเสมอของเฟสของสนามบนระนาบอะเพอร์เจอร์ของสายอากาศ
  • 3 : ความสม่ำเสมอของการโพลาไรซ์ของสนามบนระนาบอะเพอร์เจอร์ของสายอากาศ
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 328 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 329 :
  •  ท่อนำคลื่นปลายเปิดจัดว่าเป็นสายอากาศชนิดใด
  • 1 :  สายอากาศแบบคลื่นจร (traveling wave antenna)
  • 2 :  สายอากาศแบบตัวสะท้อน (reflector antenna)
  • 3 :  สายอากาศอะเพอร์เจอร์ (aperture antenna)
  • 4 :  สายอากาศแถบกว้าง (broadband antenna)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 330 :
  •  ในทางปฏิบัติตำแหน่งป้อนสายอากาศพาราโบลิก (parabolic antenna) ที่จุดโฟกัสในรูปใดมีความเหมาะสมที่สุด
  • 1 :  
  • 2 :  
  • 3 :  
  • 4 :  จุดโฟกัสอยู่ที่ตำแหน่งใดๆ ก็ให้ผลทางปฏิบัติเช่นเดียวกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 331 :
  •  อะเพอร์เจอร์รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีขนาดความกว้างเท่ากับ 2 ความยาวคลื่น และความยาวเท่ากับ 1.5 ความยาวคลื่น มีการกระจายของสนามคงที่และยึดอยู่บนระนาบกราวด์ขนาดอนันต์ จงคำนวณหาสภาพเจาะจงทิศทางสูงสุด (maximum directivity)
  • 1 : 27.7
  • 2 : 37.7
  • 3 : 45.4
  • 4 : 75.4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 332 :
  •  อะเพอร์เจอร์รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีขนาดความกว้างเท่ากับ 3 ความยาวคลื่น และความยาวเท่ากับ 2 ความยาวคลื่น มีการกระจายของสนามคงที่และอยู่ในอวกาศว่าง (free-space) จงคำนวณหาสภาพเจาะจงทิศทางสูงสุด (maximum directivity)
  • 1 : 27.7
  • 2 : 37.7
  • 3 : 45.4
  • 4 : 75.4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 105 : Power and Field Patterns
ข้อที่ 333 :

  • 1 : 12
  • 2 : 18
  • 3 : 24
  • 4 : 30
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 334 :

  • 1 : มีสภาพเจาะจงทิศทางสูงสุดเท่ากับ 1.5 และมีความกว้างลำครึ่งกำลังเท่ากับ 90 องศา
  • 2 : มีสภาพเจาะจงทิศทางสูงสุดเท่ากับ 3 และมีความกว้างลำครึ่งกำลังเท่ากับ 60 องศา
  • 3 : มีสภาพเจาะจงทิศทางสูงสุดเท่ากับ 2 และมีความกว้างลำครึ่งกำลังเท่ากับ 120 องศา
  • 4 : มีสภาพเจาะจงทิศทางสูงสุดเท่ากับ 3 และมีความกว้างลำครึ่งกำลังเท่ากับ 45 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 335 :

  • 1 : 30 องศา
  • 2 : 60 องศา
  • 3 : 90 องศา
  • 4 : 180 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 336 :
  • สายอากาศชนิดใดมีแบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) ที่แตกต่างจากชนิดอื่น
  • 1 : สายอากาศไดโพล (dipole antenna)
  • 2 : สายอากาศปากแตร (horn antenna)
  • 3 : สายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna)
  • 4 : สายอากาศพาราโบลิก (parabolic antenna)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 337 :

  • 1 : 0 องศา
  • 2 : 45 องศา
  • 3 : 90 องศา
  • 4 : 135 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 338 :
  • สายอากาศโมโนโพลหนึ่งในสี่คลื่น (quarter-wave monopole) จะให้แบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) เป็นแบบใด
  • 1 : แบบรูปสองทิศทาง (bidirectional pattern)
  • 2 : แบบรูปรอบทิศทางในระนาบเดี่ยว (omnidirectional pattern)
  • 3 : แบบรูปทิศทางเดียว (unidirectional pattern)
  • 4 : แบบรูปไอโซทรอปิก (isotropic pattern)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 339 :
  • ค่าอัตราส่วนพูข้าง (side lobe) เมื่อเทียบกับพูคลื่นหลัก (main lobe) ในข้อใดมีค่าดีที่สุด
  • 1 : – 7.5 dB
  • 2 : – 10 dB
  • 3 : – 15 dB
  • 4 : – 20 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 340 :
  • ระบบที่ส่งสัญญาณจุดถึงจุด (point-to-point) ควรใช้สายอากาศที่มีแบบรูป (pattern) ลักษณะแบบใด
  • 1 : แบบรูปการแผ่เชิงทิศทาง (directional pattern)
  • 2 : แบบรูปแบบรอบทิศทางในระนาบเดี่ยว (omnidirectional pattern)
  • 3 : แบบรูปไอโซทรอปิก (isotropic pattern)
  • 4 : แบบรูปการแผ่ไม่เจาะจงทิศทาง (nondirectional pattern)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 341 :
  • การพิจารณาลำคลื่นหลัก (main beam) ของสายอากาศควรจะพิจารณาจากเกณฑ์ใด
  • 1 : ลำคลื่นที่อยู่ในแนวดิ่ง
  • 2 : ปริมาณแบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) ที่สูงที่สุดในกลุ่มของลำคลื่นทุกลำ
  • 3 : ลำคลื่นที่มีความสมมาตรมากที่สุด
  • 4 : ใช้เกณฑ์ที่กล่าวมาแล้วมากกว่า 1 ข้อในการพิจารณา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 342 :

  • 1 : 30 องศา
  • 2 : 45 องศา
  • 3 : 60 องศา
  • 4 : 90 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 343 :
  • จากแบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) ต้องการทราบว่าความกว้างลำคลื่นครึ่งกำลัง (half-power beamwidth) มีค่าเท่าไร
  • 1 : 86 องศา
  • 2 : 100 องศา
  • 3 : 112 องศา
  • 4 : 120 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 344 :

  • 1 : 55 องศา
  • 2 : 66 องศา
  • 3 : 77 องศา
  • 4 : 90 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 345 :
  • การวัดค่ามุมของแบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) ณ จุดที่สัญญาณลดต่ำลงมา -3 dB สำหรับสายอากาศแผ่เชิงทิศทาง (directional antenna) เรียกว่าอะไร
  • 1 : ความกว้างลำ (beamwidth)
  • 2 : ระดับพูข้าง (side lobe level)
  • 3 : ความกว้างแถบ (bandwidth)
  • 4 : มุมชี้ทิศทาง (directional angle)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 346 :
  • จากรูปแบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) ให้คำนวณหาค่าความกว้างลำคลื่นศูนย์แรก (first-null beamwidth) ของสายอากาศ
  • 1 : 15 องศา
  • 2 : 30 องศา
  • 3 : 32 องศา
  • 4 : 64 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 347 :

  • 1 : 30 องศา
  • 2 : 60 องศา
  • 3 : 90 องศา
  • 4 : 120 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 348 :
  • จากรูประดับพูข้าง (side lobe level) มีค่ากี่ dB
  • 1 : -10
  • 2 : -20
  • 3 : -30
  • 4 : -40
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 349 :
  • ระนาบสนามไฟฟ้าหลัก (principal plane) หมายถึง
  • 1 : ระนาบที่มีสนามไฟฟ้าและมีทิศทางการแผ่พลังงานสูงสุด
  • 2 : ระนาบที่มีสนามแม่เหล็กและมีทิศทางการแผ่พลังงานสูงสุด
  • 3 : ระนาบที่มีทั้งสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กและมีทิศทางการแผ่พลังงานสูงสุด
  • 4 : ระนาบใด ๆ ที่มีสนามแม่เหล็กและมีทิศทางการแผ่พลังงานสูงสุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 350 :
  • จากรูปอัตราส่วนหน้าต่อหลัง (front-to-back ratio) มีค่าประมาณกี่ dB
  • 1 : 10
  • 2 : 20
  • 3 : 30
  • 4 : 40
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 351 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ไม่จัดเป็นพูคลื่นเล็ก (minor lobe)
  • 1 : พูคลื่นหลัก (main lobe)
  • 2 : พูข้าง (side lobe)
  • 3 : พูหลัง (back lobe)
  • 4 : ถูกมากกว่า 1 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 352 :

  • 1 : 125 องศา
  • 2 : 130 องศา
  • 3 : 150 องศา
  • 4 : 175 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 353 :

  • 1 : 0 องศา
  • 2 : 90 องศา
  • 3 : 180 องศา
  • 4 : 270 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 354 :
  • แบบรูปการแผ่พลังงาน (radiation pattern) ของสายอากาศใช้เพื่อ
  • 1 : แสดงความแรงของคลื่นวิทยุที่ความถี่ต่างๆ
  • 2 : แสดงค่าอัตราส่วนคลื่นนิ่ง (standing-wave ratio: SWR) ของสายอากาศ
  • 3 : แสดงความแรงของคลื่นวิทยุที่ระยะห่างต่างๆกันจากสายอากาศ
  • 4 : แสดงความแรงของคลื่นวิทยุในทิศทางต่างๆ โดยรอบสายอากาศที่ระยะห่างคงที่จากสายอากาศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 355 :
  • สายอากาศชนิดใดมีลักษณะการแผ่คลื่นคล้ายรูปโดนัท
  • 1 : สายอากาศไอโซทรอปิก (isotropic antenna)
  • 2 : สายอากาศไดโพล (dipole antenna)มีความยาวน้อยกว่า1ความยาวคลื่น
  • 3 : สายอากาศแบบตัวสะท้อน (reflector antenna)
  • 4 : สายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 356 :
  • พูคลื่นหลัก (main lobe) หมายถึงข้อใด
  • 1 : พูคลื่นในทิศทางที่ต้องการ
  • 2 : พูคลื่นที่มีขนาดกว้างที่สุด
  • 3 : พูคลื่นที่มีขนาดเล็กที่สุด
  • 4 : พูคลื่นที่มีความแรงที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 357 :
  • ประสิทธิภาพลำคลื่น (beam efficiency) ขึ้นอยู่กับสิ่งใดต่อไปนี้
  • 1 : ระดับของลำคลื่นหลัก
  • 2 : ระดับของลำคลื่นย่อย
  • 3 : จำนวนลำคลื่นย่อย
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 358 :

  • 1 : 1
  • 2 : 2
  • 3 : 3
  • 4 : 4
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 359 :
  • แบบรูประนาบสนามไฟฟ้า (E-plane pattern) หาจากระนาบใด
  • 1 : ระนาบที่ประกอบด้วยกระแสไฟฟ้าและมีทิศทางการแผ่พลังงานสูงสุด
  • 2 : ระนาบที่ประกอบด้วยกระแสแม่เหล็กและมีทิศทางการแผ่พลังงานสูงสุด
  • 3 : ระนาบที่ประกอบด้วยสนามไฟฟ้าและมีทิศทางการแผ่พลังงานสูงสุด
  • 4 : ระนาบที่ประกอบด้วยสนามแม่เหล็กและมีทิศทางการแผ่พลังงานสูงสุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 360 :
  • ตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก (isotropic radiator) คืออะไร
  • 1 : สายอากาศที่มีอัตราขยาย (gain) ต่ำ
  • 2 : สายอากาศที่มีอัตราขยาย (gain) ปานกลาง
  • 3 : สายอากาศที่มีอัตราขยาย (gain) สูง
  • 4 : สายอากาศที่ไม่มีอัตราขยาย (gain)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 361 :

  • 1 : 120 องศา
  • 2 : 114 องศา
  • 3 : 90 องศา
  • 4 : 65 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 362 :
  • จากรูป ความกว้างลำศูนย์แรก (first-null beamwidth) มีค่าเท่าไร
  • 1 : 120 องศา
  • 2 : 135 องศา
  • 3 : 180 องศา
  • 4 : 220 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 363 :

  • 1 : 120 องศา
  • 2 : 139 องศา
  • 3 : 200 องศา
  • 4 : 278 องศา
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 364 :
  •  สายอากาศชนิดใดมีลักษณะการแผ่คลื่นในระนาบมุมยกเป็นรูปเลขแปดและในระนาบมุมกวาดเป็นวงกลม
  • 1 :  สายอากาศไอโซทรอปิก (isotropic antenna)
  • 2 :  สายอากาศโมโนโพล (monopole antenna)
  • 3 :  สายอากาศแบบตัวสะท้อน (reflector antenna)
  • 4 :  สายอากาศยากิ-อุดะ (Yagi-Uda antenna)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 365 :
  •  สายอากาศชนิดใดเป็นสายอากาศแบบทิศทางเดียว (unidirectional antenna)
  • 1 :  สายอากาศไดโพล (dipole antenna)
  • 2 :  สายอากาศบ่วง (loop antenna)
  • 3 :  สายอากาศยากิ (Yagi antenna)
  • 4 :  สายอากาศโมโนโพล (monopole antenna)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 366 :
  •  
  • 1 :  แกน +x
  • 2 : แกน  +y
  • 3 : แกน +z
  • 4 : แกน -z
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 106 : Directivity and Gain
ข้อที่ 367 :
  • สายอากาศไร้การสูญเสีย (lossless antenna) มีอิมพีแดนซ์ด้านเข้า (input impedance) เท่ากับ 75 โอห์ม ต่อเข้ากับสายส่งที่มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) เท่ากับ 50 โอห์ม สายอากาศนี้มีค่าประสิทธิภาพการสะท้อน (reflection efficiency) เท่ากับเท่าใด
  • 1 : 0
  • 2 : 0.18
  • 3 : 0.96
  • 4 : 1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 368 :
  • สายอากาศไร้การสูญเสีย (lossless antenna) มีอิมพีแดนซ์ด้านเข้า (input impedance) เท่ากับ 75 โอห์ม ต่อเข้ากับสายส่งที่มีอิมพีแดนซ์คุณลักษณะ (characteristic impedance) เท่ากับ 50 โอห์ม สาย อากาศนี้มีค่าประสิทธิภาพทั้งหมดของสายอากาศ (total antenna efficiency) เท่าใด
  • 1 : -0.18 dB
  • 2 : -0.36 dB
  • 3 : -0.80 dB
  • 4 : ข้อมูลไม่เพียงพอที่จะระบุได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 369 :
  • สำหรับตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก (isotropic radiator) จะมีค่าสภาพเจาะจงทิศทางเท่ากับเท่าใด
  • 1 : 0
  • 2 : 1.0
  • 3 : 1.5
  • 4 : 1.643
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 370 :
  • การคิดค่าอัตราขยาย (gain) ของสายอากาศโดยการเทียบกับค่าอัตราขยายของสายอากาศอ้างอิงที่ใช้เป็นมาตรฐาน เราเรียกอัตราขยายในลักษณะนี้ว่าอย่างไร
  • 1 : อัตราขยายสัมบูรณ์ (absolute gain)
  • 2 : อัตราขยายสัมพัทธ์ (relative gain)
  • 3 : อัตราขยายเจาะจงทิศทาง (directive gain)
  • 4 : ถูกมากกว่า 1 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 371 :
  • ถ้าสายอากาศมีประสิทธิภาพการแผ่พลังงาน (radiation efficiency) 100% อัตราขยาย (gain) กับ สภาพเจาะจงทิศทาง (directivity) จะมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
  • 1 : อัตราขยายกับสภาพเจาะจงทิศทางมีค่าเท่ากัน
  • 2 : อัตราขยายมีค่ามากกว่าสภาพเจาะจงทิศทาง
  • 3 : อัตราขยายมีค่าเป็น 0 สภาพเจาะจงทิศทางมีค่าเป็น 1
  • 4 : อัตราขยายมีค่าเป็น 1 สภาพเจาะจงทิศทางมีค่าเป็น 0
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 372 :

  • 1 : 6
  • 2 : 10
  • 3 : 16
  • 4 : อนันต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 373 :
  • สายอากาศตัวหนึ่งมีอัตราขยาย (gain) 20 dBd จะมีอัตราขยายมากกว่าไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole) กี่เท่า
  • 1 : 20
  • 2 : 40
  • 3 : 100
  • 4 : 1000
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 374 :
  • คุณสมบัติของสายอากาศในข้อใดต่อไปนี้ ที่ทำให้ทราบว่าเป็นสายอากาศไร้การสูญเสีย (lossless antenna)
  • 1 : ประสิทธิภาพการสะท้อน (reflection efficiency) เท่ากับหนึ่ง
  • 2 : ประสิทธิภาพความนำและไดอิเล็กตริก (conduction and dielectric efficiency) เท่ากับหนึ่ง
  • 3 : สัมประสิทธิ์การสะท้อน (reflection coefficient) เท่ากับหนึ่ง
  • 4 : ประสิทธิภาพลำคลื่น (beam efficiency) เท่ากับหนึ่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 375 :
  • สายอากาศไร้การสูญเสีย (lossless antenna) มีสัมประสิทธิ์การสะท้อน (reflection efficiency) เท่ากับ 0.4 ถามว่าสายอากาศนี้มีค่าประสิทธิภาพของสายอากาศทั้งหมด (total antenna efficiency) เท่าใด
  • 1 : -3.98 dB
  • 2 : -2.22 dB
  • 3 : -7.96 dB
  • 4 : -4.44 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 376 :

  • 1 : 1.04 dBi
  • 2 : 1.27 dBi
  • 3 : 1.50 dBi
  • 4 : 1.76 dBi
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 377 :
  • อัตราส่วนของความเข้มการแผ่พลังงาน (radiation intensity) ในทิศทางใดๆ ของสายอากาศตัวหนึ่งต่อความเข้มการแผ่พลังงานของตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก (isotropic radiator) คือค่าอะไร
  • 1 : สภาพเจาะจงทิศทางสูงสุด (maximum directivity)
  • 2 : สภาพเจาะจงทิศทาง (directivity)
  • 3 : อัตราขยาย (gain)
  • 4 : ประสิทธิภาพลำคลื่น (beam efficiency)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 378 :
  • อัตราขยาย (gain) ของสายอากาศจะมีค่ากี่ dBi ถ้าสายอากาศมีประสิทธิภาพการแผ่พลังงาน (radiation efficiency) เท่ากับ 0.5 และสภาพเจาะจงทิศทาง (directivity) เท่ากับ 10 dBi
  • 1 : 3 dBi
  • 2 : 6 dBi
  • 3 : 7 dBi
  • 4 : 12 dBi
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 379 :
  • ให้คำนวณหาค่าประสิทธิภาพทั้งหมดของสายอากาศ (total antenna efficiency) ถ้าสายอากาศมีประสิทธิภาพการสะท้อน (reflection efficiency) เท่ากับ 0.96 ประสิทธิภาพการแผ่พลังงาน (radiation efficiency) เท่ากับ 0.9
  • 1 : 0.86
  • 2 : 0.76
  • 3 : 0.66
  • 4 : 0.56
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 380 :
  • กำหนดให้สายอากาศมีประสิทธิภาพการแผ่พลังงาน (radiation efficiency) เท่ากับ 0.8 และมีค่าสภาพเจาะจงทิศทาง (directivity) เท่ากับ 2.5 จงหาอัตราขยาย (gain) ของสายอากาศ
  • 1 : 0.8
  • 2 : 1.0
  • 3 : 2.0
  • 4 : 2.5
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 381 :

  • 1 : 0 dBi
  • 2 : 10 dBi
  • 3 : 20 dBi
  • 4 : 30 dBi
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 382 :
  • ถ้าความต้านทานการแผ่พลังงาน (radiation resistance) มีค่าเท่ากับความต้านทานการสูญเสีย (loss resistance) จงหาประสิทธิภาพการแผ่พลังงาน (radiation efficiency) ของสายอากาศ
  • 1 : 0
  • 2 : 0.5
  • 3 : 1
  • 4 : 10
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 383 :

  • 1 : 53.8 มิลลิวัตต์
  • 2 : 107.6 มิลลิวัตต์
  • 3 : 215.2 มิลลิวัตต์
  • 4 : 430.4 มิลลิวัตต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 384 :
  • สภาพเจาะจงทิศทาง (directivity) ของสายอากาศหมายถึง
  • 1 : อัตราส่วนของกำลังไฟฟ้าที่ส่งออกต่อกำลังไฟฟ้าที่ป้อนเข้าสายอากาศ
  • 2 : อัตราส่วนของกำลังไฟฟ้าสูงสุดของสายอากาศนั้นต่อกำลังไฟฟ้าในทิศทางใดๆ
  • 3 : อัตราส่วนเปรียบเทียบความเข้มการแผ่พลังงาน (radiation intensity) ในทิศทางหนึ่งกับความเข้มการแผ่พลังงานของสายอากาศอ้างอิง
  • 4 : อัตราส่วนของกำลังสัญญาณที่ป้อนเข้าสายอากาศต่อกำลังไฟฟ้าที่สะท้อนกลับ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 385 :
  • สมมติเราป้อนกำลังงานจำนวนหนึ่งแก่สายอากาศ A และได้ค่ากำลังแผ่แบบไอโซทรอปิกประสิทธิผล (effective isotropically radiated power: EIRP) 8 กิโลวัตต์ และเมื่อป้อนความถี่วิทยุจำนวนเท่ากันแก่สายอากาศ B ปรากฎว่าได้ค่ากำลังแผ่แบบไอโซทรอปิกประสิทธิผล 2 กิโลวัตต์ อยากทราบว่า สายอากาศ A มีค่าอัตราขยาย (gain) สูงกว่าสายอากาศ B เท่าไร
  • 1 : 4 dB
  • 2 : 5 dB
  • 3 : 6 dB
  • 4 : 7 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 386 :
  • ตัวแผ่พลังงานแบบไอโซทรอปิก (isotropic radiator) มีค่าสภาพเจาะจงทิศทางสูงสุด (maximum directivity) เท่าไรเมื่อเทียบกับไดโพลครึ่งคลื่น (half-wave dipole)
  • 1 : 0 dB
  • 2 : 2.15 dB
  • 3 : -2.15 dB
  • 4 : 10 dB
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 387 :
  • ข้อใดไม่ใช้ในการคำนวณสภาพเจาะจงทิศทาง (directivity)
  • 1 : ความเข้มการแผ่พลังงาน (radiation intensity)
  • 2 : การโพลาไรซ์ (polarization)
  • 3 : กำลังงานแผ่ออก (radiated power)
  • 4 : ความกว้างลำ (beamwidth)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 388 :
  • อัตราขยาย (gain) ของสายอากาศเมื่อเทียบกับสายอากาศไอโซทรอปิก (isotropic antenna) มีหน่วยเป็นอะไร
  • 1 : dBm
  • 2 : dBi
  • 3 : dB
  • 4 : dBw
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 389 :
  • สายอากาศที่มีอัตราขยาย (gain) สูง ไม่เกี่ยวข้องกับข้อใด
  • 1 : สภาพเจาะจงทิศทาง (directivity) ของสายอากาศสูง
  • 2 : สภาพนำ (conductivity) ของโลหะสูง
  • 3 : สภาพนำ (conductivity) ของฉนวนต่ำ
  • 4 : อิมพีแดนซ์ (impedance) ของสายอากาศสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 390 :

  • 1 : 0.66 dBi
  • 2 : 0.77 dBi
  • 3 : 0.88 dBi
  • 4 : 1.04 dBi
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 391 :
  • อัตราขยายสัมบูรณ์ (absolute gain) ของสายอากาศหาได้จาก
  • 1 : ผลคูณของความกว้างแถบ (bandwidth) กับสภาพเจาะจงทิศทาง (directivity)
  • 2 : ผลคูณของประสิทธิภาพทั้งหมดของสายอากาศ (total antenna efficiency) กับความกว้างแถบ (bandwidth)
  • 3 : ผลคูณของประสิทธิภาพทั้งหมดของสายอากาศ (total antenna efficiency) กับสภาพเจาะจงทิศทาง (directivity)
  • 4 : ผลคูณของประสิทธิภาพทั้งหมดของสายอากาศ (total antenna efficiency) กับสภาพเจาะจงทิศทางสูงสุด (maximum directivity)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 392 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 393 :
  • เมื่อ D เป็นสภาพเจาะจงทิศทาง (directivity) และ G เป็นอัตราขยาย (gain) ของสายอากาศ ถ้าสายอากาศมีประสิทธิภาพ 90 % ความสัมพันธ์จะเป็นอย่างไร
  • 1 : G = 90D
  • 2 : G = 0.9D
  • 3 : D = 90G
  • 4 : D = 0.9G
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 394 :
  • ค่าประสิทธิภาพการแผ่พลังงาน (radiation efficiency) จะขึ้นอยู่กับอะไร
  • 1 : การเข้าคู่อิมพีแดนซ์ (impedance matching)
  • 2 : ความต้านทานการแผ่พลังงาน (radiation resistance)
  • 3 : ความต้านทานจากตัวนำและไดอิเล็กตริก
  • 4 : ถูกมากกว่า 1 ข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 395 :
  • มุมตัน (solid angle) 1 สเตอเรเดียน (steradian) จะรองรับพื้นที่ผิวของทรงกลมเป็นขนาดเท่าใด หากทรงกลมนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 3 เมตร
  • 1 : 1.5 ตารางเมตร
  • 2 : 2.25 ตารางเมตร
  • 3 : 3 ตารางเมตร
  • 4 : 9 ตารางเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 396 :
  • ความเข้มสนามไฟฟ้า (ค่าอาร์เอ็มเอส) ในบริเวณสนามไกล (far-field region) ของสายอากาศในอวกาศว่าง (free-space) เป็นดังนี้  

    โวลต์ต่อเมตร  และ และ    ในบริเวณอื่น จากการคำนวณพบว่ากำลังงานการแผ่พลังงาน (radiation power) เท่ากับ 3.3 มิลลิวัตต์ สภาพเจาะจงทิศทางสูงสุด (maximum directivity) ตรงกับข้อใด
  • 1 : 2.5
  • 2 : 5
  • 3 : 7.5
  • 4 : 10
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 397 :
  • สภาพเจาะจงทิศทาง (directivity) ของสายอากาศไดโพล (dipole antenna) มีค่าเท่าไร
  • 1 : อนันต์
  • 2 : 1.643
  • 3 : 1.5
  • 4 : ข้อมูลไม่เพียงพอที่จะระบุได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 398 :
  •  สภาพเจาะจงทิศทาง (directivity) ของไดโพลยาวครึ่งคลื่น (half-wave dipole) มีค่าเท่าไร
  • 1 : 0 dBi
  • 2 : 1 dBi
  • 3 : 1.64 dBi
  • 4 : 2.14 dBi
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 399 :
  •  สายอากาศมีสภาพเจาะจงทิศทาง (directivity) เท่ากับ 10 dBi มีประสิทธิภาพการแผ่พลังงาน (radiation efficiency) 80% ถามว่าสายอากาศตัวนี้จะมีอัตราขยาย (gain) เท่ากับเท่าไร
  • 1 : 10
  • 2 : 9
  • 3 : 8
  • 4 : ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 400 :
  •  สายอากาศไร้การสูญเสีย (lossless antenna) ตัวที่ 1 มีอัตราขยาย (gain) เท่ากับ 3 dBi มีอิมพีแดนซ์ด้านเข้า (input impedance) 100 โอห์ม สายอากาศไร้การสูญเสียตัวที่ 2 มีอัตราขยายเท่ากับ 0 dBi มีอิมพีแดนซ์ด้านเข้า 50 โอห์ม เมื่อต่อสายอากาศเข้ากับเครื่องส่งที่มีอิมพีแดนซ์ 50 โอห์ม อัตราส่วนของอัตราขยายของสายอากาศตัวที่ 1 ต่อสายอากาศตัวที่ 2 มีค่าเท่ากับเท่าไร
  • 1 : 1:2
  • 2 : 2:1
  • 3 : 1:1.78
  • 4 : 1.78:1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
สภาวิศวกร