สภาวิศวกร

สาขา : ไฟฟ้าแขนงไฟฟ้ากำลัง

วิชา : High Voltage Engineering

เนื้อหาวิชา : 62 : Generation and uses of high voltage
ข้อที่ 1 :
  • เป็นที่ทราบดีว่าไฟฟ้าแรงสูงมีอันตรายมากยิ่งกว่าไฟฟ้าแรงต่ำ แต่ทำไมการไฟฟ้าจึงต้องใช้ไฟฟ้าแรงสูงในการส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้า
  • 1 :
  • 2 : เพื่อลดกำลังไฟฟ้าสูญเสียไดอิเล็กตริกในระบบส่งจ่าย
  • 3 : เพื่อป้องกันผลของฟ้าผ่าได้ง่าย เพราะมีค่า BIL สูงขึ้น
  • 4 : เพื่อลดค่าเสิร์จอิมพีแด๊นซ์ ช่วยให้ส่งกำลังไฟฟ้าธรรมชาติได้สูงขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 2 :
  • การส่งจ่ายไฟฟ้าแรงสูงมีการใช้ระบบแรงดันหลายระดับ การเลือกระดับแรงดันจะพิจารณาจาก
  • 1 : หม้อแปลงไฟฟ้ากำลังมีขนาดแรงดันป้อนเข้า และจ่ายออกต่างๆ กัน
  • 2 : ขึ้นอยู่กับระยะทางและขนาดกำลังไฟฟ้าที่ส่งจ่าย
  • 3 : ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของฟ้าผ่าที่เกิดขึ้นในแถบนั้น
  • 4 : ขึ้นอยู่กับการใช้ตัวนำสายเดียว หรือตัวนำสายควบ (bundle conductor) ต่อเฟส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 3 :

  • 1 : สายส่งตัวนำมีค่าความต้านทานไม่เท่ากัน
  • 2 : ขึ้นอยู่กับขนาดกระแสเสิร์จทรานเซียนต์ที่ไหลผ่าน
  • 3 : ขึ้นอยู่กับค่าความเหนี่ยวนำ L และค่าเก็บประจุ C ของสายส่ง
  • 4 : ขึ้นอยู่กับความยาวของสายส่งจ่าย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 4 :
  • ในการส่งกำลังไฟฟ้าระบบส่งจ่ายไฟฟ้าแรงสูง การแปลงแรงดันให้สูงขึ้นหรือลดลงทำได้อย่างไร
  • 1 : ใช้หม้อแปลงไฟฟ้ากำลัง
  • 2 : ใช้หม้อแปลงแรงดัน (voltage transformer)
  • 3 : ใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้า
  • 4 : ใช้วงจรรีโซแน้นซ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 5 :
  • การใช้งานของหม้อแปลงทดสอบ (test transformer) เพื่อให้อายุการใช้งานได้ยาวนาน ควรปฏิบัติอย่างไร
  • 1 : ใช้งานทดสอบที่ไม่เกิดเบรกดาวน์ หรือวาบไฟตามผิวที่วัสดุทดสอบ
  • 2 : ใช้งานที่แรงดัน และกระแสไม่เกิน 85% ของพิกัด (rating)
  • 3 : ใช้งานทดสอบที่โหลดกินกระแสประจุเท่านั้น
  • 4 : ไม่ทดสอบลูกถ้วยฉนวนเปรอะเปื้อน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 6 :
  • ในโรงงานผลิตเคเบิลแรงสูงขนาดใหญ่ การทดสอบประจำเคเบิลทั้งม้วนชนิดความคงทนต่อแรงดันกระแสสลับความถี่ต่ำ จะนิยมใช้แรงดันทดสอบสูงที่ได้จาก
  • 1 : หม้อแปลงทดสอบ เพราะใช้กำลังไฟฟ้าทดสอบน้อย
  • 2 : หม้อแปลงไฟฟ้ากำลัง เพราะมีกำลังไฟฟ้าสูง
  • 3 : วงจรรีโซแน้นซ์ เพราะใช้กำลังไฟฟ้าจ่ายให้กับวงจรทดสอบมีค่าต่ำเท่ากับกำลังไฟฟ้าสูญเสียในวงจรทดสอบ
  • 4 : เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ เพราะปรับความถี่ได้ง่าย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 7 :
  • การก่อสร้างสถานีไฟฟ้าย่อย GIS (gas insulated substation) จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าแบบ AIS (Air insulated substation) หลายเท่า แต่ในบางกรณีมีความจำเป็นต้องใช้แบบ GIS เนื่องจาก
  • 1 : เป็นย่านที่มีชุมชนหนาแน่น มีพื้นที่ว่างจำกัด และมีความต้องการใช้กำลังไฟฟ้าปริมาณมาก
  • 2 : เป็นย่านที่มีฟ้าผ่าหนาแน่น (high lightning density)
  • 3 : เป็นย่านที่มีมลภาวะสูง
  • 4 : คำตอบ 1 และคำตอบ 3 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 8 :
  • เปรียบเทียบการส่งจ่ายกำลังไฟฟ้าด้วยระบบสายขึงอากาศ OL (overhead line) กับแบบเคเบิลใต้ดิน (underground cable) มีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร
  • 1 : แบบ OL มีค่าใช้จ่ายประหยัดกว่าค่าแบบเคเบิล แต่แบบ OL ต้องใช้ที่ว่างมากกว่าแบบเคเบิล มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม
  • 2 : แบบ OL มีโอกาสถูกฟ้าผ่าได้ มีผลกระทบจากสภาพแวดล้อม เช่น ความเปรอะเปื้อน
  • 3 : แบบเคเบิลเดินใต้ดินใช้เดินในท้องทะเลได้ ไม่มีผลกระทบจากสภาพแวดล้อม ให้ความปลอดภัยสูงแก่คนและสิ่งแวดล้อม
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 9 :
  • การส่งจ่ายไฟฟ้ากำลังด้วยระบบกระแสตรงมีข้อดีกว่าการส่งด้วยระบบกระแสสลับ คือ
  • 1 : สายส่งแรงสูงแบบ DC ไม่มีโคโรนารบกวนระบบสื่อสาร และไม่มีกำลังไฟฟ้าสูญเสียจากความต้านทานในสายตัวนำ
  • 2 : สายส่งแรงสูงแบบ DC ไม่มีกำลังไฟฟ้าสูญเสียไดอิเล็กตริก
  • 3 : สายส่งระยะทางไกลแบบ DC ไม่ต้องใช้ตัวรีแอกเตอร์แบบเก็บประจุเพื่อชดเชยแก้แฟกเตอร์กำลัง โดยเฉพาะเคเบิลที่เดินในทะเล
  • 4 : การใช้แรงสูงระบบ DC สามารถปรับระดับแรงดันระบบได้ง่าย โดยใช้ความต้านทานแบ่งแรงดัน (resistor voltage divider)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 10 :
  • การสร้างแรงดันสูงกระแสตรง โดยแปลง AC เป็น DC ด้วยวงจรเร็กติฟายเออร์ ต้องการลด แฟกเตอร์ระลอก (ripple factor) ให้น้อยลงอีกอาจทำได้โดย
  • 1 : ลดความถี่ให้น้อยลง
  • 2 : เพิ่มกระแสโหลด DC ให้สูงขึ้น
  • 3 : เพิ่มค่าเก็บประจุกรอง (filter capacitor) ให้สูงขึ้น
  • 4 : คำตอบ 1 และคำตอบ 3 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 11 :
  • หม้อแปลงทดสอบมีขนาดแรงดันและกระแสพอดีที่จะใช้ป้อนทดสอบความคงทนอยู่ได้ต่อแรงดันกระแสสลับ 50 Hz ของหม้อแปลงกระแส (CT) ใช้กับระบบ 115 kV 50 Hz มีความจุไฟฟ้า 600 pF อยากทราบว่าถ้าจะนำหม้อแปลงทดสอบนี้ไปทดสอบเคเบิล 115 kV 50 Hz ยาว 10 เมตร มีความจุไฟฟ้า 200 pF/m ได้หรือไม่ เพราะอะไร
  • 1 : ได้ เพราะทดสอบที่แรงดันระบบใช้งาน 115 kV เท่ากัน
  • 2 : ได้ เพราะค่าความจุไฟฟ้าของเคเบิลน้อยกว่าหม้อแปลงกระแส
  • 3 : ไม่ได้ เพราะแรงดันทดสอบเคเบิลสูงกว่า และกินกระแสสูงกว่า
  • 4 : ไม่ได้ เพราะความจุไฟฟ้าของเคเบิลสูงกว่า จะกินกระแสเกินพิกัด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 12 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 13 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 : แรงดันอิมพัลส์ที่สร้างได้ตามเกณฑ์มาตรฐานกำหนด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 14 :

  • 1 : ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะปลอกฉนวนตัวนำทนแรงดันได้
  • 2 : เปลี่ยนแปลง คือ หน้าคลื่นคงเดิมแต่หางคลื่นยาวขึ้น
  • 3 : เปลี่ยนแปลง คือ หน้าคลื่นยาวขึ้นแต่หางคลื่นอาจยาวขึ้นเล็กน้อย
  • 4 : เปลี่ยนแปลง คือ หน้าคลื่นสั้นลงและหางคลื่นก็สั้นลงด้วย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 15 :
  • วัสดุทดสอบ มีค่า C = 3000 pF ทดสอบที่แรงดัน 1000 kV 50 Hz ต้องใช้หม้อแปลงทดสอบที่มี กำลังอย่างน้อย 1000 kVA ถ้านำหม้อแปลงนี้ไปทดสอบที่ แรงดัน 100 kV จะสามารถทดสอบวัสดุที่ ใช้กำลังไฟฟ้าอย่างมาก ได้เท่าไร
  • 1 : 100 kVA
  • 2 : 1000 kVA
  • 3 : 500 kVA
  • 4 : 50 kVA
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 16 :

  • 1 : ไม่ได้เพราะ kJ ของเครื่อง < kJ ของเคเบิล
  • 2 : ไม่ได้เพราะ ค่าตัวเก็บประจุ ของเครื่องมากกว่าค่า ตัวเก็บประจุของเคเบิล
  • 3 : ได้เพราะ ค่าตัวเก็บประจุ ของเครื่องกำเนิดมากกว่าค่า ตัวเก็บประจุของเคเบิล ไม่น้อยกว่า 10 เท่า และมีพลังงานเพียงพอ
  • 4 : ไม่ได้เพราะค่าแรงดันของตัวเก็บประจุของเครื่อง 100 kV < 115 kV ของเคเบิล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 17 :
  • ไฟฟ้าแรงสูงตามความหมายที่ระบุไว้ในมาตรฐานสากล IEC Publ. No. 60 หมายถึงไฟฟ้าที่มีแรงดันตั้งแต่กี่โวลต์ขึ้นไป
  • 1 : 380 โวลต์
  • 2 : 800 โวลต์
  • 3 : 1000 โวลต์
  • 4 : 4000 โวลต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 18 :
  • โดยทั่วไปการทดสอบทางไฟฟ้าแรงสูงแบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามข้อใด
  • 1 : การทดสอบกับแรงดันต่ำ และแรงดันสูง
  • 2 : การทดสอบกับแรงดันทรานเซียนต์ (transient overvoltage) และแรงดันกระแสสลับ
  • 3 : การทดสอบความทนทาน (endurance test) และการทดสอบความคงทนอยู่ได้ต่อแรงดัน (withstand voltage test)
  • 4 : การทดสอบแบบไม่ทำลาย (non-destructive test) และการทดสอบแบบทำลาย (destructive test)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 19 :
  • หม้อแปลงทดสอบออกแบบไว้สำหรับทดสอบประจำลูกถ้วยฉนวน (insulator) ในโรงงาน ถามว่าจะนำหม้อแปลงทดสอบนี้ไปทดสอบประจำสายเคเบิลแรงสูง ในโรงงาน ที่ระบบแรงดันเดียวกันได้หรือไม่ จงให้เหตุผล
  • 1 : ได้ เนื่องจากแรงดันของระบบมีค่าเท่ากัน
  • 2 : ได้ เนื่องจากกระแสที่ใช้ในการทดสอบมีค่าเท่ากัน
  • 3 : ไม่ได้ เนื่องจากกระแสที่ใช้ในการทดสอบลูกถ้วยฉนวนมีค่าน้อยกว่า เมื่อเทียบกับการทดสอบเคเบิล ที่แรงดันเดียวกัน
  • 4 : ไม่ได้ เนื่องจากกระแสที่ใช้ในการทดสอบเคเบิลมีค่าน้อยกว่า เมื่อเทียบกับการทดสอบลูกถ้วยฉนวน ที่แรงดันเดียวกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 20 :
  • เคเบิลทดสอบมีค่าเก็บประจุขึ้นอยู่กับความยาวของเคเบิล การทดสอบด้วยวงจรรีโซแน้นซ์ จะปรับวงจรอย่างไร เพื่อให้ได้รีโซแน้นซ์
  • 1 : ปรับค่ากระแสของหม้อแปลงทดสอบ
  • 2 : ปรับค่าความเหนี่ยวนำของรีแอกเตอร์แรงสูง
  • 3 : ปรับค่าช่องแกปแกนเหล็กของรีแอกเตอร์
  • 4 : คำตอบ 2 และคำตอบ 3 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 21 :
  • การใช้หม้อแปลงเทสลาทดสอบลูกถ้วยฉนวนพอร์ซเลนที่ผลิตในโรงงาน มีจุดประสงค์เพื่ออะไร มีข้อดีอย่างไร
  • 1 : ใช้ทดสอบหาค่าแรงดันคงทนอยู่ได้ของเนื้อพอร์ซเลน เนื่องจากสามารถตรวจพบการวาบไฟตามผิวได้โดยง่าย
  • 2 : ใช้ทดสอบหาค่ากำลังไฟฟ้าสูญเสียที่เกิดจากเนื้อพอร์ซเลน เนื่องจากสามารถตรวจพบการวาบไฟตามผิวได้โดยง่าย
  • 3 : ใช้ทดสอบหาความบกพร่องในเนื้อพอร์ซเลน ซึ่งหากบกพร่องจะเกิดการเจาะทะลุลูกถ้วยฉนวน และหากเป็นลูกถ้วยที่ดีจะสังเกตเห็นประกายวาบไฟตามผิวภายนอก
  • 4 : ใช้ทดสอบหาความบกพร่องในเนื้อพอร์ซเลน ซึ่งหากบกพร่องจะเกิดการวาบไฟตามผิว และหากเป็นลูกถ้วยที่ดีจะไม่เกิดการวาบไฟตามผิว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 22 :
  • ข้อใดคือรูปคลื่นแรงดันอิมพัลส์ฟ้าผ่า ตามค่าเวลาหน้าคลื่นและหางคลื่น
  • 1 : 1.2/50 ไมโครวินาที
  • 2 : 12/50 ไมโครวินาที
  • 3 : 8/20 ไมโครวินาที
  • 4 : 250/2500 ไมโครวินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 23 :
  • ข้อใดคือรูปคลื่นแรงดันอิมพัลส์สวิตชิ่ง ตามค่าเวลาหน้าคลื่นและหางคลื่น
  • 1 : 1.2/50 ไมโครวินาที
  • 2 : 12/50 ไมโครวินาที
  • 3 : 8/20 ไมโครวินาที
  • 4 : 250/2500 ไมโครวินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 24 :
  • ข้อใดคือรูปคลื่นกระแสอิมพัลส์มาตรฐาน ที่ใช้ในการทดสอบกับดักฟ้าผ่าแรงสูง
  • 1 : 1.2/50 ไมโครวินาที
  • 2 : 12/50 ไมโครวินาที
  • 3 : 8/20 ไมโครวินาที
  • 4 : 250/2500 ไมโครวินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 25 :
  • ข้อใดเป็นช่วงเวลาหน้าคลื่นของแรงดันอิมพัลส์ฟ้าผ่าตามเกณฑ์ที่มาตรฐานกำหนด
  • 1 : 0.84 – 1.56 ไมโครวินาที
  • 2 : 0.96 – 1.44 ไมโครวินาที
  • 3 : 1.08 – 1.32 ไมโครวินาที
  • 4 : 40 – 60 ไมโครวินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 26 :
  • ข้อใดเป็นช่วงเวลาหางคลื่นของแรงดันอิมพัลส์ฟ้าผ่าตามเกณฑ์ที่มาตรฐานกำหนด
  • 1 : 35 – 65 ไมโครวินาที
  • 2 : 40 – 60 ไมโครวินาที
  • 3 : 45 – 55 ไมโครวินาที
  • 4 : 8 – 20 ไมโครวินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 27 :
  • หม้อแปลงทดสอบขนาด 1,000 kV, 1,000 kVA, 50 Hz ใช้ทดสอบตัวเก็บประจุแรงสูงขนาด 280 kVar พิกัด 72.5 kV จะทดสอบได้หรือไม่
  • 1 : ทดสอบได้ เพราะหม้อแปลงทดสอบมีกำลัง kVA พอ
  • 2 : ทดสอบได้ เพราะหม้อแปลงทดสอบมีแรงดันพอ
  • 3 : ทดสอบไม่ได้ เพราะกระแสทดสอบเกินพิกัด
  • 4 : ทดสอบไม่ได้ เพราะโหลดเป็นกิโลวาร์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 28 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 29 :
  • รูปคลื่นแรงดันอิมพัลส์มาตรฐานที่ ใช้ในปัจจุบัน คือรูปคลื่นใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 30 :
  • ความยาวหน้าคลื่นของแรงดันอิมพัลส์ รูปคลื่นฟ้าผ่าคือช่วงเวลาระหว่าง
  • 1 : จุดกำเนิดรูปคลื่นไปจนถึงจุดสูงสุดของรูปคลื่น คูณด้วย 1.67
  • 2 : จุดกำเนิดรูปคลื่นไปจนถึง 90%ของจุดสูงสุดของรูปคลื่น คูณด้วย 1.67
  • 3 : จาก 10 % ของรูปคลื่นไปที่ จุดสูงสุดของรูปคลื่น คูณด้วย 1.67
  • 4 : จาก 30 % ของจุดสูงสุดของรูปคลื่นไปที่ 90%ของจุดสูงสุดของรูปคลื่น คูณด้วย 1.67
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 31 :
  • ในการสร้างแรงดันอิมพัลส์ตามวงจรในรูป เวลาหางคลื่นจะขึ้นอยู่กับ องค์ประกอบ
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 32 :
  • ถ้าตัวเก็บประจุอิมพัลส์แต่ละขั้นของเครื่องกำเนิดแรงดันอิมพัลส์ 10 ขั้นมีค่า 0.1 ไมโครฟารัด ถามว่าค่าเก็บประจุรวมของเครื่องกำเนิดนี้จะมีค่าเท่าใด
  • 1 : 0.10 ไมโครฟารัด
  • 2 : 0.01 ไมโครฟารัด
  • 3 : 1.00 ไมโครฟารัด
  • 4 : 10.0 ไมโครฟารัด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 33 :
  • ทำไมหม้อแปลงทดสอบจึงต้องมีขดลวด 3 ชุด คือ primary winding, secondary winding และ coupling winding
  • 1 : เพื่อเพิ่มกำลังไฟฟ้าพิกัดของหม้อแปลงให้สูงขึ้น
  • 2 : เพื่อเพิ่มพิกัดกระแสไฟฟ้าของหม้อแปลงให้สูงขึ้น
  • 3 : เพื่อลดค่าอิมพีแด๊นซ์ของหม้อแปลงลง
  • 4 : เพื่อสามารถใช้ต่อแบบขั้นบันไดให้ได้พิกัดแรงดันสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 34 :
  • หม้อแปลงทดสอบ (testing transformer) ขนาดพิกัด 10 kVA, 50 Hz, 220 V / 100 kV พิกัดกระแสจ่ายออกสูงสุดด้านแรงสูงมีค่าเท่ากับข้อใด
  • 1 : 1 A
  • 2 : 0.1 A
  • 3 : 10 mA
  • 4 : 57.7 mA
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 35 :
  • หม้อแปลงทดสอบ (testing transformer) ขนาดพิกัด 10 kVA, 50 Hz, 220 V / 100 kV พิกัดกระแสขาเข้าสูงสุดด้านแรงต่ำมีค่าเท่ากับข้อใด
  • 1 : 45.45 mA
  • 2 : 26.24 A
  • 3 : 45.45 A
  • 4 : 32.14 A
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 36 :
  • หม้อแปลงทดสอบที่จะใช้ต่อแบบขั้นบันได (cascaded) จะต้องมีขดลวดอะไรบ้าง
  • 1 : มีขดลวด primary และขดลวด secondary
  • 2 : มีขดลวด primary และขดลวดด้าน secondary มี center tap
  • 3 : มีขดลวด primary , ขดลวด secondary และขดลวดต่อควบ
  • 4 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 37 :
  • หม้อแปลงทดสอบแบบ 3-winding ขนาดพิกัด 10 kVA, 50 Hz, 220 V / 100 kV / 220 V ถ้าป้อนแรงดันเข้าทางด้าน primary เท่ากับ 220 V ถามว่าแรงดันจ่ายออกด้านแรงสูงจะมีค่าเป็นเท่าใด เมื่อทดสอบเคเบิลXLPE ที่โหลดเต็มพิกัด
  • 1 : 100 kV
  • 2 : น้อยกว่า 100 kV
  • 3 : มากกว่า 100 kV
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 38 :
  • หม้อแปลงทดสอบแบบ 3-winding จำนวน 3 ลูก มีพิกัดแรงดัน 220 V / 100 kV / 220 และมีพิกัดกำลังเป็น 10 kVA, 20 kVA, 30 kVA ตามลำดับ ถ้านำหม้อแปลงทั้ง 3 ลูก มาต่อใช้งานแบบขั้นบันได โดยให้ลูกที่มีกำลังสูงกว่าอยู่ด้านล่าง ถามว่าจะได้แรงดันและกำลังไฟฟ้าจ่ายออกเป็นเท่าใด
  • 1 : 300 kV, 30 kVA
  • 2 : 200 kV, 20 kVA
  • 3 : 100 kV, 30 kVA
  • 4 : 300 kV, 10 kVA
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 39 :
  • ข้อดีของการต่อหม้อแปลงทดสอบแบบขั้นบันได (cascaded transformers) คือ
  • 1 : ทำให้สามารถสร้างแรงดันได้สูงขึ้น
  • 2 : ทำให้สเตรย์ฟลักซ์ (stray flux) มีค่าเพิ่มสูงขึ้น
  • 3 : ทำให้ค่าแรงดันลัดวงจรมีค่าเพิ่มสูงขึ้น
  • 4 : ทำให้สามารถจ่ายกระแสทดสอบได้สูงขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 40 :
  • ต้องการทดสอบความคงทนอยู่ได้ของสายเคเบิล (withstand voltage test) ที่ขนาดแรงดันทดสอบ 50 kV, 50 Hz ถ้าเคเบิลยาว 20 เมตร มีค่าเก็บประจุเป็น 250 pF/m ให้คำนวณหาขนาดพิกัดกำลังของหม้อแปลงทดสอบที่จะใช้เป็นตัวจ่ายแรงดันทดสอบ โดยใช้แฟกเตอร์ปลอดภัยเท่ากับ 1.25
  • 1 : อย่างน้อยเท่ากับ 4.0 kVA
  • 2 : อย่างน้อยเท่ากับ 10.0 kVA
  • 3 : อย่างน้อยเท่ากับ 5.0 kVA
  • 4 : อย่างน้อยเท่ากับ 15.0 kVA
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 41 :

  • 1 : Transformer #1 มีพิกัดกำลังเป็น 5 kVA และ Transformer #2 มีพิกัดกำลังเป็น 5 kVA
  • 2 : Transformer #1 มีพิกัดกำลังเป็น 5 kVA และ Transformer #2 มีพิกัดกำลังเป็น 2.5 kVA
  • 3 : Transformer #1 มีพิกัดกำลังเป็น 2.5 kVA และ Transformer #2 มีพิกัดกำลังเป็น 2.5 kVA
  • 4 : Transformer #1 มีพิกัดกำลังเป็น 2.5 kVA และ Transformer #2 มีพิกัดกำลังเป็น 5 kVA
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 42 :
  • แหล่งจ่ายไฟแรงดันสูงกระแสสลับในห้องปฏิบัติการไฟฟ้าแรงสูง ออกแบบสร้างโดยใช้หม้อแปลงทดสอบแบบ 3-winding, 220V/100kV/220V, 50 Hz จำนวน 2 ลูกต่อซ้อนกันแบบขั้นบันไดดังรูป ถ้า ปรับแรงดันป้อนเข้าด้าน input เป็น 165 V จะได้แรงดันขาออกด้าน output เป็นเท่าใด
  • 1 : แรงดันด้าน output = 75 kV
  • 2 : แรงดันด้าน output = 100 kV
  • 3 : แรงดันด้าน output = 200 kV
  • 4 : แรงดันด้าน output = 150 kV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 43 :
  • แหล่งจ่ายแรงดันสูงกระแสสลับในห้องปฏิบัติการไฟฟ้าแรงสูง ออกแบบสร้างโดยใช้หม้อแปลงทดสอบแบบ 3-winding, 220V/100kV/220V, 50 Hz จำนวน 2 ลูกต่อซ้อนกันแบบขั้นบันไดดังรูป ถ้าต้องการควบคุมแรงดันด้านจ่ายออกให้ได้ 200 kV, 15 kVA โดยปรับแรงดันป้อนเข้า ถามว่าจะต้องป้อนกำลังเข้าเท่าใด
  • 1 : ใช้กำลังป้อนเข้าอย่างน้อย 7.5 kVA
  • 2 : ใช้กำลังป้อนเข้าอย่างน้อย 10 kVA
  • 3 : ใช้กำลังป้อนเข้าอย่างน้อย 15 kVA
  • 4 : ใช้กำลังป้อนเข้าอย่างน้อย 20 kVA
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 44 :
  • วงจรสร้างแรงดันสูงกระแสตรง (Cockcroft – Walton Type) แบบ multi-stage ดังรูป อยากทราบว่าประกอบด้วยจำนวนขั้นการต่อ cascade ทั้งหมดกี่ขั้น
  • 1 : 6 ขั้น
  • 2 : 5 ขั้น
  • 3 : 4 ขั้น
  • 4 : 3 ขั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 45 :

  • 1 : 200 kV
  • 2 : 400 kV
  • 3 : 282.8 kV
  • 4 : 141.4 kV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 46 :
  • ค่าแรงดันสูงกระแสตรง (DC high-voltage) ตามนิยามในมาตรฐาน IEC กำหนดด้วยคุณสมบัติใด
  • 1 : ค่ายอด(peak)
  • 2 : ค่าแฟกเตอร์ระลอก(ripple factor)
  • 3 : ค่าเฉลี่ย(average)
  • 4 : ถูกทั้งคำตอบ 2 และคำตอบ 3
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 47 :
  • ค่าแรงดันระลอก (ripple voltage) ในการสร้างแรงดันสูงกระแสตรง (DC high-voltage) ขึ้นอยู่กับแฟกเตอร์ใดบ้าง
  • 1 : ค่ากระแสจ่ายออก
  • 2 : ความถี่ของแหล่งจ่ายแรงดันกระแสสลับที่ใช้แปลงเป็นแรงดันกระแสตรง
  • 3 : ขนาดความจุไฟฟ้าของตัวเก็บประจุกรองที่ใช้
  • 4 : ถูกทุกคำตอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 48 :
  • ถ้าต้องการกลับขั้วแรงดันสูงกระแสตรง (DC high-voltage) จากขั้วบวกเป็นขั้วลบ สามารถทำด้วยวิธีใดได้บ้าง
  • 1 : กลับขั้วไดโอด
  • 2 : กลับขั้วที่หม้อแปลงตัวจ่าย
  • 3 : กลับขั้วของตัวเก็บประจุกรอง
  • 4 : คำตอบ 1 และคำตอบ 2 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 49 :

  • 1 : 2 kV
  • 2 : 3 kV
  • 3 : 4 kV
  • 4 : 5 kV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 50 :

  • 1 : 60 kV
  • 2 : 84.85 kV
  • 3 : 56 kV
  • 4 : 54 kV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 51 :

  • 1 : 0.7 %
  • 2 : 1.2 %
  • 3 : 1.7 %
  • 4 : 2.2 %
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 52 :
  • ขนาดของแรงดันอิมพัลส์ (impulse voltage) ตามข้อกำหนดในมาตรฐาน IEC กำหนดด้วยค่าพารามิเตอร์ใด
  • 1 : แรงดันค่ายอด (peak)
  • 2 : แรงดันค่า r.m.s
  • 3 : ค่าเฉลี่ย (average)
  • 4 : ค่า 50% (critical)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 53 :
  • ตามข้อกำหนดในมาตรฐาน IEC แบ่งประเภทของแรงดันอิมพัลส์ออกเป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง
  • 1 : 2 ประเภท คือ แรงดันอิมพัลส์ฟ้าผ่า และ แรงดันอิมพัลส์หน้าคลื่นชัน
  • 2 : 2 ประเภท คือ แรงดันอิมพัลส์ฟ้าผ่า และ แรงดันอิมพัลส์สวิตชิ่ง
  • 3 : 3 ประเภท คือ แรงดันอิมพัลส์ฟ้าผ่า, แรงดันอิมพัลส์สวิตชิ่ง และ แรงดันอิมพัลส์หน้าคลื่นชัน
  • 4 : 3 ประเภท คือ แรงดันอิมพัลส์ฟ้าผ่า, แรงดันอิมพัลส์สวิตชิ่ง และ แรงดันอิมพัลส์ช่วงคลื่นสั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 54 :
  • ข้อใดไม่ใช่รูปคลื่นแรงดันอิมพัลส์ฟ้าผ่ามาตรฐาน (standard lightning impulse) ตามข้อกำหนดในมาตรฐาน IEC
  • 1 : T1 / T2 = 1.2 / 40 ไมโครวินาที
  • 2 : T1 / T2 = 0.9 / 58 ไมโครวินาที
  • 3 : T1 / T2 = 1.5 / 42 ไมโครวินาที
  • 4 : T1 / T2 = 0.8 / 55 ไมโครวินาที
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 55 :
  • ข้อใดไม่ใช่รูปคลื่นแรงดันอิมพัลส์สวิตชิ่ง (switching impulse) มาตรฐาน ตามข้อกำหนดมาตรฐาน IEC
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 56 :
  • เกณฑ์ความคลาดเคลื่อนของค่ายอดแรงดันอิมพัลส์ ตามข้อกำหนดในมาตรฐาน IEC กำหนดไว้
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 57 :

  • 1 : 2.5 kJ
  • 2 : 5.0 kJ
  • 3 : 10.0 kJ
  • 4 : 15.0 kJ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 58 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 59 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 60 :
  • วงจรเครื่องกำเนิดแรงดันสูงอิมพัลส์แบบมารกซ์ (Marx’s circuit) ดังรูป ถ้าสมมติว่าทั้งระบบมีประสิทธิภาพเป็น 100% เมื่อป้อนแรงดันอัดประจุกระแสตรงขนาด +100 kV เข้าที่ input ของเครื่อง ให้คำนวณหาขนาดแรงดันที่ได้ทางด้าน output เมื่อเทียบกับ ground จะมีค่าเท่ากับข้อใด
  • 1 : 100 kV
  • 2 : 400 kV
  • 3 : -400 kV
  • 4 : -300 kV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 61 :
  • วงจรเครื่องกำเนิดแรงดันสูงอิมพัลส์แบบมารกซ์ (Marx’s circuit) ดังรูป ถ้าสมมติว่าทั้งระบบมีประสิทธิภาพเป็น 100% เมื่อป้อนแรงดันอัดประจุกระแสตรงขนาด -100 kV เข้าที่ input ของเครื่อง ให้คำนวณหาขนาดแรงดันที่ได้ทางด้าน output เมื่อเทียบกับ ground จะมีค่าเท่ากับข้อใด
  • 1 : 400 kV
  • 2 : 300 kV
  • 3 : -300 kV
  • 4 : -400 kV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 62 :
  • วงจรเครื่องกำเนิดแรงดันสูงอิมพัลส์แบบมารกซ์ (Marx’s circuit) ดังรูป ถ้าสมมติว่าทั้งระบบมีประสิทธิภาพเป็น 90% เมื่อต้องการสร้างแรงดันสูงอิมพัลส์รูปคลื่นมาตรฐานขนาด 540 kV เพื่อใช้ทดสอบอุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการ จะต้องป้อนแรงดันกระแสตรงอัดประจุให้กับตัวเก็บประจุอิมพัลส์แต่ละขั้นด้วยขนาดแรงดันเท่าใด จึงจะเหมาะสม
  • 1 : -135 kV
  • 2 : 135 kV
  • 3 : -150 kV
  • 4 : 150 kV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 63 :
  • วงจรเครื่องกำเนิดแรงดันสูงอิมพัลส์แบบมารกซ์ (Marx’s circuit) ดังรูป ถ้าขนาดตัวเก็บประจุต่อขั้นเป็น 1.0 ไมโครฟารัด และมีพิกัดแรงดันอัดประจุต่อขั้นเป็น 100 kV ถามว่าพิกัดพลังงานของเครื่องกำเนิดแรงดันอิมพัลส์นี้มีค่าเป็นเท่าใด
  • 1 : 5 kJ
  • 2 : 19 kJ
  • 3 : 20 kJ
  • 4 : 40 kJ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 64 :
  • ถ้าต้องการออกแบบสร้างตัวเก็บประจุแรงดันสูงขนาดพิกัด 100 nF / 30 kV โดยใช้ตัวเก็บประจุย่อยขนาด 100 nF / 5 kV ต่ออันดับกัน มีแฟกเตอร์ปลอดภัยเท่ากับ 150% ถามว่าจะต่อตัวเก็บประจุย่อยอย่างไร จึงจะได้ค่าเก็บประจุตามที่ต้องการ
  • 1 : ต้องใช้ตัวเก็บประจุย่อย 6 ตัวต่ออนุกรมกัน และนำทั้งหมดมาต่อขนานกันอีก 6 แถว
  • 2 : ต้องใช้ตัวเก็บประจุย่อย 9 ตัวต่ออนุกรมกัน และนำทั้งหมดมาต่อขนานกันอีก 9 แถว
  • 3 : ต้องใช้ตัวเก็บประจุย่อย 9 ตัวต่ออนุกรมกัน
  • 4 : ต้องใช้ตัวเก็บประจุย่อย 6 ตัวต่ออนุกรมกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 65 :
  • ระบบไฟฟ้าที่มีแรงดันใช้งาน (operating voltage) 500 kV ส่งจ่ายพลังงานผ่านสายส่งไฟฟ้ากำลังที่มีค่า เสิร์จอิมพีแด๊นซ์ เท่ากับ 250 โอห์ม จะสามารถส่งจ่ายกำลังไฟฟ้าธรรมชาติ (natural power) ได้เท่าใด
  • 1 : 0.25 MW
  • 2 : 0.5 MW
  • 3 : 1000 MW
  • 4 : 2000 MW
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 66 :
  • เสิร์จอิมพีแด๊นซ์ของสายส่งสามารถหาได้โดยใช้สูตรอะไร
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 67 :

  • 1 : 400 โอห์ม
  • 2 : 250 โอห์ม
  • 3 : 500 โอห์ม
  • 4 : 1000 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 68 :
  • การทดสอบสายเคเบิลกระแสสลับที่มีค่าเก็บประจุมากๆ นั้น บางกรณีอาจทดสอบด้วยแรงดันกระแสตรง เนื่องจากเหตุผลในข้อใด
  • 1 : การทดสอบด้วยแรงดันกระแสสลับต้องใช้กระแสของหม้อแปลงทดสอบสูง
  • 2 : การทดสอบด้วยแรงดันกระแสตรงใช้กระแสทดสอบต่ำได้โดยค่อยๆเพิ่มแรงดันขึ้น
  • 3 : การทดสอบด้วยแรงดันกระแสสลับมีความยุ่งยากในการจัดเตรียมการทดสอบ
  • 4 : เพื่อลดค่ากำลังสูญเสียไดอิเล็กตริก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 69 :
  • หม้อแปลงทดสอบพิกัด 100 kV, 10 kVA ถ้าต้องการใช้ทดสอบสายเคเบิลที่มีค่าความจุ 1000 pF/m ยาว 100 เมตร ที่ระดับแรงดันทดสอบ 26 kV 50 Hz จะสามารถทำการทดสอบได้หรือไม่
  • 1 : ทำได้เพราะแรงดันที่ใช้ในการทดสอบเพียงพอ
  • 2 : ทำได้เพราะกระแสของหม้อแปลงทดสอบที่ใช้ในการทดสอบมีค่าเพียงพอ
  • 3 : ทำไม่ได้เพราะหม้อแปลงทดสอบไม่สามารถจ่ายกระแสที่ใช้ในการทดสอบได้เพียงพอ
  • 4 : ทำไม่ได้เพราะหม้อแปลงทดสอบไม่สามารถจ่ายแรงดันเพียงพอที่จะทำให้เกิดการเบรกดาวน์ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 70 :
  • ในการทดสอบสายเคเบิลที่มีค่าความจุ 1000 pF/m สายมีความยาว 100 ม. ทดสอบที่ระดับแรงดัน 26 kV 50 Hz โดยใช้หม้อแปลงทดสอบพิกัด 220 V/100 kV 50 kVA เพื่อให้การทดสอบสามารถทำได้จะต้องนำตัวนำอินดักเตอร์เข้ามาต่อทางด้านแรงดันสูงของหม้อแปลง จงคำนวณขนาดของตัวอินดักเตอร์อย่างน้อยที่จะต้องต่อเข้าไปเพื่อให้สามารถทดสอบสายเคเบิลด้วยหม้อแปลงทดสอบตัวนี้
  • 1 : 88 Henry
  • 2 : 176 Henry
  • 3 : 262 Henry
  • 4 : 393 Henry
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 71 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 72 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 73 :
  • ใช้หม้อแปลงทดสอบ (test transformer) ทดสอบลูกถ้วยแขวนที่มีค่าเก็บประจุไม่เกิน 50 pF กำหนดให้ทดสอบที่แรงดัน 100 kV 50 Hz จงคำนวณหากำลังไฟฟ้าที่ป้อนให้กับลูกถ้วยทดสอบ
  • 1 : 90 VA
  • 2 : 100 VA
  • 3 : 150 VA
  • 4 : 157 VA
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 74 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 75 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 76 :

  • 1 : 75%
  • 2 : 80%
  • 3 : 91%
  • 4 : 95%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 77 :
  • หม้อแปลงต่อไปนี้หม้อแปลงชนิดใดที่ความถี่ด้านจ่ายไฟเข้ากับจ่ายไฟออก มีค่าไม่เท่ากัน
  • 1 : หม้อแปลงขดลวดแยก
  • 2 : หม้อแปลงเทสล่า
  • 3 : หม้อแปลงแบบขดลวดร่วม(autotransformer)
  • 4 : หม้อแปลงแรงดัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 78 :
  • การส่งจ่ายกำลังไฟฟ้าด้วยระบบแรงดันสูง HVDC มีข้อดีคือ
  • 1 : สามารถส่งกำลังไฟฟ้าระยะไกลๆได้
  • 2 : เชื่อมต่อระบบที่มีความถี่ต่างกันได้
  • 3 : ค่ากำลังไฟฟ้าสูญเสียไดอิเล็กตริกต่ำกว่า
  • 4 : ถูกต้องทุกคำตอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 79 :
  • การส่งกำลังไฟฟ้าด้วยระบบไฟด้วยระบบแรงสูง 3 phase 50 Hz ถ้ากำหนดให้ เสิร์จอิมพีแด๊นซ์ ของสายส่งมีค่า 230 โอห์ม กรณีที่ส่งด้วยแรงดัน 230 kV จะสามารถส่งกำลังไฟฟ้าได้สูงสุดกี่ MW ต่อหนึ่งวงจร
  • 1 : 420 MW
  • 2 : 310 MW
  • 3 : 230 MW
  • 4 : 170 MW
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 80 :
  • ในการใช้ห้องปฏิบัติการไฟฟ้าแรงสูงท่านมีวิธีปฏิบัติตัวอย่างไร จึงจะเกิดความปลอดภัยสูงสุดขณะทำการทดลอง
  • 1 : อยู่ห่างจากส่วนที่มีไฟฟ้าอย่างน้อย 1 cm ต่อ 1 kV
  • 2 : กราวนด์อุปกรณ์ทุกชนิดก่อนสัมผัสทุกครั้ง
  • 3 : ในขณะทำการทดลองจะต้องมีผู้ร่วมปฏิบัติงานอย่างน้อย 1 คน
  • 4 : ถูกต้องทุกคำตอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 81 :
  • วิธีการลดโคโรนาในสายส่ง(overhead line) ทำได้โดย
  • 1 : ทำสายส่งให้โตขึ้นเพื่อทำให้แฟกเตอร์สนามไฟฟ้าสูงกว่า 30%
  • 2 : เปลี่ยนชนิดของตัวนำ
  • 3 : เลือกสายส่งเป็นแบบสายควบ (bundle)
  • 4 : คำตอบ 1 และคำตอบ 3 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 82 :

  • 1 : 57 cm
  • 2 : 70 cm
  • 3 : 85 cm
  • 4 : ผิดทุกคำตอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 83 :
  • ระบบส่งจ่ายแรงดันสูงสุดของประเทศไทย ณ ปัจจุบันมีแรงดันอยู่ที่เท่าใด
  • 1 : 115 kV
  • 2 : 230 kV
  • 3 : 500 kV
  • 4 : 750 kV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 84 :
  • หม้อแปลงทดสอบ (testing transformer) ที่ใช้ในห้องปฏิบัติการไฟฟ้าแรงสูง เมื่อนำมาต่อแบบคาสเคด (Cascade) กันระหว่างลูกที่ 1 และลูกที่ 2 จะต้องต่อขดลวดชุดใดเพื่อควบคุมแรงดันสูงในการใช้งาน
  • 1 : Primary winding
  • 2 : Secondary winding
  • 3 : Tertiary winding
  • 4 : Coupling winding
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 85 :
  • การใช้หม้อแปลงทดสอบสายเคเบิลแรงดันสูงที่มีค่าคาปาซิแตนซ์สูงมากๆ ข้อใดเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสมและประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด
  • 1 : การขนานหม้อแปลงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งลูก
  • 2 : การออกแบบพิกัดของหม้อแปลงทดสอบไว้ที่พิกัดสูงๆ
  • 3 : การใช้รีแอกเตอร์ต่ออนุกรมเข้ากับสายเคเบิล
  • 4 : การใช้รีแอกเตอร์ต่อขนานเข้ากับสายเคเบิล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 86 :
  • การทดสอบลูกถ้วยฉนวนไฟฟ้าด้วยแรงดันสูงและความถี่สูง ที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตลูกถ้วยฉนวนพอร์ซเลนมีวัตถุประสงค์ที่จะต้องการตรวจสอบสภาพฉนวนต่างดังนี้ ข้อใดไม่เกี่ยวข้อง
  • 1 : การตรวจสอบเพื่อหาความบกพร่องของเนื้อฉนวนเนื่องจากการวาบไฟตามผิว
  • 2 : การตรวจสอบเพื่อหาความบกพร่องของเนื้อฉนวนเนื่องจากการเกิดความร้อน
  • 3 : การตรวจสอบเพื่อหาความบกพร่องของเนื้อฉนวนเนื่องจากการเกิดเจาะทะลุ
  • 4 : การตรวจสอบเพื่อหาความบกพร่องของเนื้อฉนวนเนื่องจากการฟ้าผ่าตามธรรมชาติ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 87 :

  • 1 : Ripple factor
  • 2 : Dissipation factor
  • 3 : Power factor
  • 4 : Quality factor
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 88 :

  • 1 : สามารถสร้างแรงดันสูงได้ 20-50 เท่า ของแรงดันที่ป้อน
  • 2 : กำลังไฟฟ้าที่จ่ายให้กับวงจรทดสอบมีค่าต่ำ เท่ากับกำลังไฟฟ้าสูญเสียในวงจรทดสอบ
  • 3 : ถ้าเกิดวาบไฟตามผิวหรือเกิดเบรกดาวน์ที่วัสดุทดสอบแรงดันสูงจะยุบตัวทันที แยกออกจากวงจรไป
  • 4 : ทำให้แรงดันตกคร่อมอุปกรณ์ทดสอบมีค่าเท่ากับแรงดันที่จ่ายจากหม้อแปลงทดสอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 89 :

  • 1 : อิมพัลส์รูปคลื่นเต็ม (Full wave impulse)
  • 2 : อิมพัลส์ครึ่งรูปคลื่น (Half wave impulse)
  • 3 : อิมพลัส์แบบตัดหางคลื่น (Chopped Wave Impulse Voltage)
  • 4 : อิมพัลส์แบบหน้าคลื่นชัน (Steep front Impulse Voltage)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 63 : High-voltage measurement techniques
ข้อที่ 90 :
  • สนามไฟฟ้าระหว่างทรงกลมที่ขนาดเท่ากัน จะมีลักษณะเกือบสม่ำเสมอ ถ้าระยะช่องแกปเป็นเท่าไรของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของทรงกลม (D)
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 91 :
  • การกำหนดค่าแรงดันอิมพัลส์เป็นการระบุค่าเบรกดาวน์กี่เปอร์เซ็นต์
  • 1 : 48%
  • 2 : 50%
  • 3 : 60%
  • 4 : 80%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 92 :
  • โวลเตจดิไวเดอร์ต้องอยู่ห่างจากวัสดุทดสอบหรือแรงดันสูงที่ต้องการวัด มีระยะเท่าไร และเพื่อ
  • 1 : เท่ากับสองเท่าของความสูงของโวลเตจดิไวเดอร์เพื่อลดการรบกวนของสนามแม่เหล็ก
  • 2 : เท่ากับครึ่งหนึ่งของความสูงของโวลเตจดิไวเดอร์เพื่อลดการรบกวนของสนามไฟฟ้า
  • 3 : อย่างน้อยเท่ากับความสูงของโวลเตจดิไวเดอร์เพื่อลดสนามไฟฟ้าที่รบกวนและ stray capacitance
  • 4 : อย่างน้อยเท่ากับความสูงของโวลเตจดิไวเดอร์เพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 93 :
  • ในการวัดแรงดันสูงด้วยแกปทรงกลม เหตุใดมาตรฐานจึงกำหนดให้ใช้ระยะแกป d น้อยกว่าหรือเท่ากับ 0.5 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลาง D
  • 1 : เนื่องจากระยะแกปที่มากกว่านี้จะไม่ทำให้เกิดการเบรกดาวน์ระหว่างทรงกลมโลหะ
  • 2 : เนื่องจากระยะแกปที่มากกว่านี้จะทำให้เกิดความไม่สม่ำเสมอของสนามไฟฟ้าระหว่างทรงกลมโลหะ
  • 3 : เนื่องจากระยะแกปที่มากกว่านี้จะทำให้กระแสที่เกิดจากการเบรกดาวน์มีค่าน้อยเกินไป
  • 4 : เนื่องจากระยะแกปที่มากกว่านี้จะทำให้เกิดการเบรกดาวน์ที่รุนแรง อาจเกิดอันตรายได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 94 :
  • ค่าความถูกต้องของการวัดแรงดันสูงด้วยอิมพีแด๊นซ์ต่ออันดับขึ้นอยู่กับอะไร
  • 1 : ความถูกต้องของแอมมิเตอร์
  • 2 : ความถูกต้องของโวลต์มิเตอร์แรงสูง
  • 3 : ค่าความคงตัวของอิมพีแด๊นซ์ที่ไม่ขึ้นกับอุณหภูมิ
  • 4 : คำตอบ 1 และคำตอบ 3 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 95 :
  • การวัดแรงดันด้วยโวลเตจดิไวเดอร์ มีข้อดี เมื่อเทียบกับการวัดด้วยอิมพีแด๊นซ์ต่ออนุกรม
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 : ค่าการผิดพลาดอันเนื่องมาจากอัตราส่วนของอิมพีแด๊นซ์อนุกรมและแอมมิเตอร์ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงไปเมื่อความถี่เปลี่ยน จะหมดไป
  • 4 : ค่าการผิดพลาดอันเนื่องมาจากอัตราส่วนของอิมพีแด๊นซ์อนุกรมและโวลต์มิเตอร์ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงไปเมื่อความถี่เปลี่ยน จะหมดไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 96 :
  • การวัดกระแสอิมพัลส์ด้วยชั้นท์ (shunt) มีหลักการอย่างไร
  • 1 : โดยการปล่อยให้กระแสที่ต้องการวัดนั้น ไหลผ่านความต้านทานชั้นท์ที่มีค่าสูง แล้ววัดกระแสที่ไหลผ่านออกมายังแอมมิเตอร์ทางด้านแรงต่ำ
  • 2 : โดยการปล่อยให้กระแสที่ต้องการวัดนั้น ไหลผ่านความต้านทานชั้นท์ที่มีค่าต่ำ แล้ววัดแรงดันที่ตกคร่อมชั้นท์นั้นด้วยออสซิลโลสโคป
  • 3 : โดยการปล่อยให้กระแสที่ต้องการวัดนั้น ไหลผ่านตัวต้านทานชั้นท์หรือตัวเก็บประจุชั้นท์ แล้ววัดแรงดันที่ตกคร่อมชั้นท์นั้นด้วยออสซิลโลสโคป
  • 4 : โดยการปล่อยให้กระแสที่ต้องการวัดนั้น ไหลผ่านเคเบิลแรงดันสูงที่มีตัวต้านทานสมคู่กันต่อแบบอนุกรม แล้ววัดแรงดันที่ตกคร่อมด้วยออสซิลโลสโคป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 97 :
  • การวัดแรงดันสูงกระแสสลับความถี่ต่ำด้วยวิธีของ Chubb & Fortescue เป็นการวัดค่าอะไร
  • 1 : ค่ายอด(peak value)
  • 2 : ค่าเฉลี่ย(average value)
  • 3 : ค่าประสิทธิผล(effective value)
  • 4 : ค่ายอดและค่าเฉลี่ย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 98 :

  • 1 : 199.8 nF
  • 2 : 190.8 nF
  • 3 : 189.2 nF
  • 4 : 180.2 nF
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 99 :
  • ในการต่อ matching resistor R ที่ต้นทางสายเคเบิลเพื่อให้สัญญาณวัดของดิไวเดอร์แบบเก็บประจุมีความต้านทานหน่วง (damped capacitive voltage divider) ไม่ผิดเพี้ยนนั้นจะต้องเลือกค่า R มีค่าเท่าไร
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 100 :
  • การวัดแรงดันสูงกระแสตรงค่าเฉลี่ย (average value) วิธีในข้อใดใช้วัดไม่ได้
  • 1 : วิธีความต้านทานต่ออันดับ
  • 2 : วิธีโวลเตจดิไวเดอร์แบบตัวความต้านทาน
  • 3 : วิธีโวลเตจดิไวเดอร์แบบตัวเก็บประจุมีความต้านทานหน่วง
  • 4 : วิธีโวลต์มิเตอร์แบบไฟฟ้าสถิต
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 101 :
  • ในการวัดแรงดันสูงด้วยแกปทรงกลมเพื่อที่จะรักษาให้สนามไฟฟ้าระหว่างทรงกลมมีลักษณะเกือบสม่ำเสมอ อัตราส่วนระหว่าง ระยะช่องแกปต่อเส้นผ่านศูนย์กลางของทรงกลมมีค่าสูงสุดได้เท่าใด
  • 1 : ไม่เกิน 0.3
  • 2 : ไม่เกิน 0.4
  • 3 : ไม่เกิน 0.5
  • 4 : ไม่เกิน 0.6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 102 :
  • จากตารางมาตรฐานการวัดแรงดันสูงด้วยแกปทรงกลมของ IEC ค่าแรงดันที่ได้แสดงดังในตารางดังกล่าวเป็นค่าแรงดันที่สภาวะใด
  • 1 : 20 องศาเซลเซียส 760 mmHg
  • 2 : 25 องศาเซลเซียส 760 mmHg
  • 3 : 273 เคลวิน 760 mmHg
  • 4 : 300 เคลวิน 760 mmHg
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 103 :
  • โดยทั่วไปนิยมใช้โวลเตจดิไวเดอร์ชนิดใดวัดแรงดันสูงแบบกระแสตรง
  • 1 : แบบความต้านทาน
  • 2 : แบบตัวเก็บประจุ
  • 3 : แบบความต้านทานรวมกับตัวเก็บประจุ
  • 4 : ถูกต้องทุกคำตอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 104 :
  • เครื่องวัดแรงต่ำที่ควรจะนำมาต่อเข้าตรงรอยต่อระหว่างภาคแรงสูงกับแรงต่ำของโวลเตจดิไวเดอร์นั้นควรมีคุณลักษณะอย่างใด
  • 1 : อิมพีแด๊นซ์ทางเข้าสูงมากๆ
  • 2 : ใช้กำลังไฟฟ้าสูงๆ
  • 3 : อิมพีแด๊นซ์ทางเข้าต่ำมากๆ
  • 4 : คำตอบ 2 และคำตอบ 3 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 105 :
  • ในการวัดกระแสอิมพัลส์ด้วยชั้นท์(shunt) ค่าของความต้านทานจะถูกกำหนดด้วยสิ่งใด
  • 1 : ชนิดของแรงดันอิมพัลส์
  • 2 : การระบายความร้อนที่เกิดขึ้นเนื่องจากกระแสที่ไหลผ่านความต้านทานของชั้นท์
  • 3 : คุณลักษณะของเครื่องวัด เช่นออสซิลโลสโคป
  • 4 : คำตอบ 2 และคำตอบ 3 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 106 :

  • 1 : 10 โวลต์
  • 2 : 100 โวลต์
  • 3 : 1000 โวลต์
  • 4 : 200 โวลต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 107 :

  • 1 : 10 โวลต์
  • 2 : 100 โวลต์
  • 3 : 1000 โวลต์
  • 4 : 200 โวลต์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 108 :
  • การใช้แกปทรงกลม(sphere-gap) ทำการปรับเทียบ (calibration) โวลเตจดิไวเดอร์วัดแรงดันอิมพัลส์เพื่อการทดสอบ BIL ค่าแรงดันอิมพัลล์ที่แกปทรงกลมวัดได้เป็นค่าอะไรต่อไปนี้
  • 1 : ค่ายอดเบรกดาวน์ 0%
  • 2 : ค่ายอดเบรกดาวน์ 3%
  • 3 : ค่ายอดเบรกดาวน์ 50%
  • 4 : ค่ายอดเบรกดาวน์ 100%
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 109 :

  • 1 : 315.5 kV
  • 2 : 460 kV
  • 3 : 446.2 kV
  • 4 : 474.2 kV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 110 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 : คำตอบ 1 และคำตอบ 2 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 111 :
  • ถ้าต้องการวัดแรงดันสูงกระแสสลับ เราควรเลือกใช้โวลเตจดิไวเดอร์แบบใด จึงจะเหมาะสม
  • 1 : โวลเตจดิไวเดอร์แบบความต้านทาน
  • 2 : โวลเตจดิไวเดอร์แบบตัวเก็บประจุ
  • 3 : โวลเตจดิไวเดอร์แบบตัวเก็บประจุมีความต้านทานหน่วง
  • 4 : โวลเตจดิไวเดอร์แบบผสม R-C
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 112 :
  • แฟกเตอร์ที่ต้องคำนึงถึง ในการพิจารณาเลือกใช้งานโวลเตจดิไวเดอร์สำหรับวัดแรงดันสูงอิมพัลส์ มีอะไรบ้าง
  • 1 : ค่าอิมพีแด๊นซ์ของโวลเตจดิไวเดอร์จะต้องไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป
  • 2 : ผลตอบสนองทางเวลาและย่านความถี่ตอบสนองของโวลเตจดิไวเดอร์
  • 3 : อัตราส่วนแรงดันของโวลเตจดิไวเดอร์
  • 4 : ถูกทุกคำตอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 113 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 : คำตอบ 1 และคำตอบ 3 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 114 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 115 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 116 :
  • ระบบวัดแรงดันสูงอิมพัลส์ด้วยโวลเตจดีไวเดอร์แบบความต้านทานขนาดพิกัด 1500 kV ประกอบด้วยความต้านทานภาคแรงสูงเป็นแบบ non-inductive ขนาด 20 กิโลโอห์ม ส่วนภาคแรงต่ำทำจากความต้านทานแบบฟิล์มโลหะขนาด 200 โอห์ม, 2 Watt. จำนวน 10 ตัวต่อขนานกัน ให้คำนวณหาค่า scale factor ของระบบวัดด้วยโวลเตจดีไวเดอร์นี้ มีค่าเท่ากับข้อใด
  • 1 : 101 : 1
  • 2 : 285.7 : 1
  • 3 : 1001 : 1
  • 4 : 1401 : 1
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 117 :
  • การวัดแรงดันสูงกระแสสลับความถี่ 50 Hz โดยใช้เทคนิค “Chubb and Fortescue method” ภาคแรงสูงใช้ตัวเก็บประจุขนาด 320 pF ที่แอมมิเตอร์ด้านแรงต่ำอ่านค่ากระแสเฉลี่ยได้ 4 mA ให้คำนวณหาค่าแรงดันสูงกระแสสลับที่วัดได้มีค่าเท่ากับข้อใด โดยสมมติว่าแรงดันที่วัดเป็นรูปคลื่นไซน์
  • 1 : 125 kV
  • 2 : 88.4 kV
  • 3 : 176.8 kV
  • 4 : 62.5 kV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 118 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 119 :
  • ในการวัดแรงดันสูงกระแสสลับด้วยอิเล็กโตรสแตติกโวลต์มิเตอร์ (electrostatic voltmeter) นั้นค่าแรงดันสูงที่อ่านได้เป็นค่าอะไร
  • 1 : ค่ายอด(peak)
  • 2 : ค่ายอดถึงยอด(peak to peak)
  • 3 : ค่า r.m.s.
  • 4 : ค่า เฉลี่ย(average)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 120 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 121 :
  • นอกจากแบนวิดท์แล้ว สิ่งที่จะต้องพิจารณาในการวัดแรงดันอิมพัลส์ด้วยโวลเตจดิไวเดอร์ชนิดตัวต้านทาน คือ เวลาตอบสนองT (response time) ซึ่งสามารถคำนวณได้อย่างไร
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 122 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 123 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 124 :

  • 1 : 0.93 , 362 .0 kV
  • 2 : 0.95 , 370.5 kV
  • 3 : 1.05 , 409.5 kV
  • 4 : 0.9, 351.0 kV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 125 :

  • 1 : 5 ns
  • 2 : 10 ns
  • 3 : 15 ns
  • 4 : 20 ns
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 126 :

  • 1 : 4.6 MHz
  • 2 : 10 MHz
  • 3 : 12.2 MHz
  • 4 : 14.6 MHz
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 127 :

  • 1 : 9.99 V
  • 2 : 19.9 V
  • 3 : 99.90 V
  • 4 : 199.90 V
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 128 :
  • อิมพัลส์โวลเตจดิไวเดอร์ชนิดความต้านทานพิกัด 600 kV และมีสเกลแฟกเตอร์แรงดัน (voltage ratio) เท่ากับ 1000:1 เมื่อใช้โวลเตจดิไวเดอร์วัดแรงดันอิมพัลส์ 450 kV โวลมิเตอร์ด้านแรงต่ำจะอ่านได้เท่าไร
  • 1 : 300 V
  • 2 : 450 V
  • 3 : 600 V
  • 4 : 1200 V
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 129 :

  • 1 : คือแรงดันอิมพัลส์ที่ป้อนแล้วเกิดเบรกดาวน์ครึ่งหนึ่งของจำนวนครั้งที่ป้อน
  • 2 : คือการใช้อิมพัลส์ที่แรงดัน 50% ของแรงดันทดสอบทั้งหมด
  • 3 : คือการป้อนแรงดันอิมพัลส์ 50% แล้วเกิดเบรกดาวน์ทุกครั้ง
  • 4 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 130 :
  • การต่อตัวเก็บประจุอันดับของวงจร Chubb Fortescue เป็นการวัดค่าของแรงดันชนิดใด
  • 1 : ค่ายอดของแรงดันกระแสตรง
  • 2 : ค่ายอดของแรงดันกระแสสลับ
  • 3 : วัดค่า r.m.s. ของกระแสสลับ
  • 4 : วัดค่าแรงดันอิมพัลส์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 131 :

  • 1 : สูงกว่าค่าที่ถูกต้อง
  • 2 : ต่ำกว่าค่าที่ถูกต้อง
  • 3 : ไม่มีผลต่อค่าที่ถูกต้อง
  • 4 : ไม่สามารถระบุได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 132 :

  • 1 : 2 ระดับ
  • 2 : 3 ระดับ
  • 3 : 4 ระดับ
  • 4 : กี่ระดับก็ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 133 :

  • 1 : เพิ่มขึ้น
  • 2 : ลดลง
  • 3 : เท่าเดิม
  • 4 : ไม่เกิดเบรกดาวน์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 134 :

  • 1 : 10 ครั้ง
  • 2 : 20 ครั้ง
  • 3 : 30 ครั้ง
  • 4 : 40 ครั้ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 135 :
  • โวลเตจดิไวเดอร์แบบความต้านทานเหมาะสำหรับใช้วัดแรงดันสูงแบบใดมากที่สุด?
  • 1 : แรงดันสูงกระแสตรง
  • 2 : แรงดันสูงกระแสสลับ
  • 3 : แรงดันสูงอิมพัลส์
  • 4 : แรงดันสูงความถี่สูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 136 :
  • ข้อใดไม่ใช่ลักษณะสมบัติของช่องว่างทรงกลม (Gap) วัดแรงดันสูง
  • 1 : เป็นการวัดแรงดันค่ายอด (Peak Voltage)
  • 2 : ใช้วัดค่าแรงดันสูง AC และ DC ได้
  • 3 :
  • 4 : เป็นอุปกรณ์ที่มีตัวชี้วัดบอกค่าแรงดันเบรกดาวน์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 137 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 138 :

  • 1 : ตัวเก็บประจุย่อยแรงสูง
  • 2 : ตัวเก็บประจุมาตรฐาน
  • 3 : ตัวเก็บประจุคาบเกี่ยว
  • 4 : ตัวเก็บประจุสเตรย์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 139 :

  • 1 : เพิ่มค่าคาปาซิแตนซ์ให้โวลเตจดิไวเดอร์
  • 2 : ลดค่าคาปาซิแตนซ์ให้โวลเตจดิไวเดอร์
  • 3 : ป้องกันฝุ่นละอองและกันฝนให้โวลเตจดิไวเดอร์
  • 4 : ลดความเครียดสนามไฟฟ้าบริเวณหัวและจุดต่อให้โวลเตจดิไวเดอร์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 140 :

  • 1 : ตัวเก็บประจุแบบโวลเตจดิไวเดอร์
  • 2 : ตัวเก็บประจุมาตรฐาน
  • 3 : ตัวเก็บประจุคาบเกี่ยว
  • 4 : ตัวเก็บประจุสเตรย์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 141 :

  • 1 : ตัวเก็บประจุย่อยแรงสูง
  • 2 : ตัวเก็บประจุมาตรฐาน
  • 3 : ตัวเก็บประจุคาบเกี่ยว
  • 4 : ตัวเก็บประจุสเตรย์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 142 :

  • 1 : เครื่องกำเนิดแรงดันอิมพัลส์
  • 2 : โวลเตจดิไวเดอร์
  • 3 : วัสดุทดสอบ
  • 4 : ออสซิโลสโคป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 143 :

  • 1 : สายนำแรงดันสูง
  • 2 : อิมพีแดนซ์ภาคแรงดันต่ำ
  • 3 : สายโคแอกเชียลวัดสัญญาณ
  • 4 : ออสซิโลสโคป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 144 :
  • ในสถานีไฟฟ้าย่อยระบบ 115/22 kV ใช้อุปกรณ์ใด? ในการวัดค่าแรงดันสูงด้านเข้า
  • 1 : Capacitance Voltage Divider
  • 2 : Resistance Voltage Divider
  • 3 : Current Transformer
  • 4 : Voltage Transformer
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 145 :
  • ในการวัดกระแสอิมพัลส์ที่มีค่าสูงๆ อุปกรณ์การวัดใดที่เหมาะสมที่สุด
  • 1 : ชั้นท์กระแสแบบความต้านทาน
  • 2 : ชั้นท์กระแสแบบทรงกระบอกซ้อนแกนร่วม
  • 3 : หม้อแปลงกระแส
  • 4 : โรกอฟสกี้คอยล์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 146 :
  • ข้อใดไม่ใช่ข้อกำหนดของหม้อแปลงกระแสสำหรับมิเตอร์วัด
  • 1 : การเปลี่ยนแปลงของค่ากระแสตามค่าเวลาในการวัด
  • 2 : อัตราส่วนของกระแส
  • 3 : ค่าโหลดหรือเบอร์เดน
  • 4 : ระดับความแม่นยำถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 147 :
  • การหาสเกลแฟกเตอร์ของโวลเตจดิไวเดอร์สามารถหาได้หลายวิธี ข้อใดต่อไปนี้ไม่เกี่ยวข้อง
  • 1 : การวัดค่าแรงดันขาเข้าและขาออกพร้อมกัน
  • 2 : การใช้วงจรบริดจ์
  • 3 : การคำนวณจากค่าอิมพีแด๊นซ์ที่วัดได้
  • 4 : การวัดสัญญาณตอบสนองของฟังชันยูนิตสเต็ป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 148 :
  • ข้อใดไม่ใช่ปัญหาในการออกแบบและสร้างโวลเตจดิไวเดอร์สำหรับวัดแรงดันสูง
  • 1 : เทคนิคการฉนวนภายใน
  • 2 : โครงสร้างของฉนวนภายนอก
  • 3 : สนามไฟฟ้าที่เกิดขึ้นรอบองค์ประกอบ
  • 4 : รูปแบบของการจัดวางและต่อเชื่อมการวัด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 149 :
  • การวัดแรงดันสูงและความถี่สูง ควรเลือกเทคนิคการวัดแบบใดที่เหมาะสม
  • 1 : หม้อแปลงแรงดัน (VT)
  • 2 : โวลเตจดิไวเดอร์แบบความต้านทาน
  • 3 : ช่องว่างทรงกลมวัดแรงดันสูง
  • 4 : วัดแรงดันตกคร่อมขดลวดอิมพีแด๊นซ์ภาคแรงต่ำที่อนุกรมกับขดลวดค่าอิมพีแด๊นภาคแรงสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 64 : Electric field and insulation techniques
ข้อที่ 150 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 151 :
  • เคเบิลแรงสูง XLPE ตัวนำในมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 cm. ตัวนำนอกเป็นชีลด์มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 cm. มีฟองก๊าซเล็กๆ 2 จุด จุดที่ 1 อยู่ที่รัศมี 2.5 cm. จุดที่ 2 อยู่ที่รัศมี 5 cm. ถ้าป้อนแรงดันเพิ่มสูงขึ้นถึงระดับหนึ่งจะเกิด PD ที่ฟองก๊าซไหนก่อน
  • 1 : เกิดขึ้นที่ฟองก๊าซทั้งสองพร้อมกัน
  • 2 : เกิดที่ฟองก๊าซจุดที่ 1 ก่อน
  • 3 : เกิดที่ฟองก๊าซจุดที่ 2 ก่อน
  • 4 : ไม่เกิด PD ทั้งสองจุดจนกว่าจะเกิดเบรกดาวน์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 152 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 153 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 154 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 155 :
  • การใช้สายควบ (bundled conductor) ในการส่งจ่ายไฟฟ้ากำลังที่ระดับแรงดันสูงกว่า 300 kV มีผลดีอย่างไร
  • 1 : กำลังไฟฟ้าสูญเสียเนื่องจากโคโรนาจะลดลง
  • 2 :
  • 3 : แรงดันควบคุม (voltage regulation) และเสถียรภาพ (stability) ของระบบดีขึ้น
  • 4 : ถูกทุกคำตอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 156 :

  • 1 : เคเบิล 1 เก็บพลังงานอัดประจุได้มากกว่าเคเบิล 2
  • 2 : เคเบิล 1 มีกำลังไฟฟ้าสูญเสียไดอิเล็กตริกสูงกว่าเคเบิล 2
  • 3 :
  • 4 : คำตอบ 1 และคำตอบ 2 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 157 :
  • ปลอกฉนวนตัวนำ (bushing) แบบเก็บประจุจะใส่แผ่นโลหะเปลวฝังแทรกเป็นชั้นๆ ในลักษณะทรงกระบอกซ้อนแกนร่วมตัวนำไว้เพื่ออะไร
  • 1 : เพื่อให้ปลอกฉนวนมีความจุไฟฟ้าสูงขึ้น
  • 2 : เพื่อให้ปลอกฉนวนมีความคงทนต่อแรงดันเจาะทะลุเนื้อฉนวนได้สูงขึ้น
  • 3 : เพื่อควบคุมการกระจายแรงดันตามผิวฉนวนให้สม่ำเสมอ ป้องกันมิให้เกิด PD ตามผิวฉนวน
  • 4 : เพื่อให้ค่าวาบไฟตามผิวปลอกฉนวนมีค่าสูงกว่าค่าแรงดันเจาะทะลุตามแนวรัศมี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 158 :
  • ลูกถ้วยฉนวนที่ใช้ยึดหรือรองรับตัวนำสายส่งจ่ายแรงสูง จะได้รับการออกแบบให้เกิดวาบไฟตามผิวง่ายกว่าการเกิดเจาะทะลุเนื้อฉนวน เพราะอะไร
  • 1 : เพราะช่วยให้สังเกตการเกิดผิดพร่องบนลูกถ้วยได้ง่าย
  • 2 :
  • 3 : เพราะถ้าให้เกิดเจาะทะลุผ่านเนื้อฉนวนลูกถ้วยแล้ว ลูกถ้วยฉนวนจะเสียสภาพการฉนวนอย่างถาวร
  • 4 : เพราะการเกิดวาบไฟตามผิวจะใช้พลังงานน้อยกว่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 159 :
  • พวงลูกถ้วยแขวนที่ใช้ยึดหรือรองรับตัวนำสายส่งแรงสูงระบบ 230 kV 50 Hz มีจำนวนลูกถ้วยในพวง 14 ลูก ยึดอยู่กับแขนเสาไฟฟ้าที่ต่อลงดิน พบว่าแรงดันกระจายบนพวงลูกถ้วยไม่เป็นเชิงเส้นทำให้ค่าแรงดันวาบไฟตามผิวของพวงต่ำกว่าค่าพิกัด เป็นผลจากอะไร ในทางปฏิบัติแก้ไขปัญหานี้อย่างไร
  • 1 : เป็นผลจากค่าความจุไฟฟ้าของลูกถ้วยแต่ละลูกไม่เท่ากัน แก้โดยใช้ลูกถ้วยมีความจุแต่ละลูกเท่ากัน
  • 2 : เป็นผลจากค่าความจุไฟฟ้าสเตรย์ของลูกถ้วยแต่ละลูกกับเสาไฟฟ้าและดิน แก้โดยใส่แหวนชีลด์ (shielding ring) ที่พวงลูกถ้วยยึดตัวนำแรงสูง
  • 3 : เป็นผลจากที่ลูกถ้วยแต่ละลูกอยู่ห่างจากตัวนำแรงสูงไม่เท่ากัน แก้โดยใส่เขาอาร์ก (arcing horn) ที่พวงลูกถ้วยติดกับแขนเสาไฟฟ้า
  • 4 : คำตอบ 2 และคำตอบ 3 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 160 :
  • พวงลูกถ้วยแขวน 14 ลูก ที่ใช้ยึดหรือรองรับตัวนำสายส่งแรงสูงระบบ 230 kV 50 Hz ยึดอยู่กับแขนเสาไฟฟ้าที่ต่อลงดิน ถ้าเกิดแรงดันเกินเสิร์จบนสายเฟสที่พวงลูกถ้วยยึดอยู่ เกิดวาบไฟตามผิวบนพวงลูกถ้วย ถามว่าลูกถ้วยแขวนลูกใดเกิดวาบไฟตามผิวก่อน
  • 1 : ลูกถ้วยแขวนลูกที่อยู่ติดกับแขนโครงเสาไฟฟ้าเกิดวาบไฟก่อน
  • 2 : ลูกถ้วยแขวนกลางพวงเกิดวาบไฟก่อน
  • 3 : ลูกถ้วยแขวนลูกที่อยู่ติดกับตัวนำแรงสูงเกิดวาบไฟก่อน
  • 4 : ลูกถ้วยทุกลูกในพวงเกิดวาบไฟพร้อมกัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 161 :
  • ทรงกลมที่จะใช้เป็น ชีลด์ป้องกันไม่ให้เกิด โคโรนา ที่ปลายขั้วของอุปกรณ์แรงสูง 115 kV รัศมีของ ชีลด์ ทรงกลมจะเป็นเท่าไรเป็นอย่างน้อย ถ้าสนามไฟฟ้าเบรกดาวน์ค่ายอดของอากาศ = 25 kV/cm
  • 1 : มากกว่าหรือเท่ากับ 4.6 cm
  • 2 : มากกว่าหรือเท่ากับ 6.5 cm
  • 3 : มากกว่าหรือเท่ากับ 5.2 cm
  • 4 : มากกว่าหรือเท่ากับ 7.1 cm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 162 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 163 :

  • 1 : 1/4 เท่า
  • 2 : 4 เท่า
  • 3 : 2 เท่า
  • 4 : เท่ากัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 164 :
  • สนามไฟฟ้าอาจแบ่งเป็นแบบสม่ำเสมอ แบบไม่สม่ำเสมอเล็กน้อย และแบบไม่สม่ำเสมอสูง อะไรเป็นตัวกำหนดลักษณะสนามไฟฟ้าทั้ง 3 แบบดังกล่าว
  • 1 : แรงดันที่ตกคร่อมอิเล็กโตรด
  • 2 : กระแสที่ไหลผ่านฉนวน
  • 3 : ลักษณะของอิเล็กโตรด
  • 4 : ชนิดของฉนวน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 165 :
  • ระบบอิเล็กโตรดที่พอเหมาะเมื่อความเครียดสนามไฟฟ้าถึงค่าวิกฤตจะเกิดอะไรขึ้น
  • 1 : จะเกิดเบรกดาวน์แบบโดยตรง
  • 2 : จะเกิดเบรกดาวน์แบบโคโรนา
  • 3 : จะเกิดโคโรนาแต่ไม่เกิดเบรกดาวน์
  • 4 : ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 166 :
  • สายควบคืออะไร ทำไมจึงต้องใช้สายควบ
  • 1 : สายตัวนำของแต่ละเฟสของสายส่งแรงสูงที่ประกอบด้วยสายตัวนำหลายเส้น เพี่อให้ส่งกำลังไฟฟ้าได้สูงขึ้น
  • 2 : สายตัวนำของแต่ละเฟสของสายส่งแรงสูงที่ประกอบด้วยสายตัวนำหลายเส้น ใช้สำหรับลดค่าความต้านทาน
  • 3 : สายตัวนำของแต่ละเฟสของสายส่งแรงสูงที่ประกอบด้วยตัวนำหลายเส้น ใช้สำหรับลดการเกิดโคโรนาที่ผิวตัวนำ
  • 4 : คำตอบ 1 และคำตอบ 3 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 167 :
  • ในสนามไฟฟ้าหนึ่ง ที่ใดความหนาแน่นของฟลักซ์ไฟฟ้า D มากที่สุด ที่นั้นคือ
  • 1 : ฉนวนที่นั้นมีความคงทนทางไฟฟ้า(dielectric strength)สูงที่สุด
  • 2 : ฉนวนที่นั้นมีความเครียดสนามไฟฟ้า(electric field stress)สูงที่สุด
  • 3 : ฉนวนที่นั้นมีศักย์ไฟฟ้า(electric potential)สูงที่สุด
  • 4 : ฉนวนที่นั้นมีแฟกเตอร์สนามไฟฟ้า(field factor)สูงที่สุด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 168 :

  • 1 : 15.12 kV/cm
  • 2 : 19.59 kV/cm
  • 3 : 21.38 kV/cm
  • 4 : 37.04 kV/cm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 169 :
  • การลดการเกิดโคโรนาที่ผิวขั้วไฟฟ้าแรงสูง วิธีใดเป็นไปได้มากที่สุด
  • 1 :
  • 2 : ลดพื้นที่ผิวของขั้วไฟฟ้าให้ได้มากที่สุด
  • 3 : เพิ่มพื้นที่ผิวของขั้วไฟฟ้าให้ได้มากที่สุด
  • 4 : เปลี่ยนชนิดของโลหะที่ใช้ทำขั้วไฟฟ้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 170 :
  • สนามไฟฟ้าเฉลี่ยของแกปคืออะไร
  • 1 : อัตราส่วนระหว่างความต่างศักย์ไฟฟ้าของแกปต่อระยะห่างของแกป
  • 2 : อัตราส่วนระหว่างระยะห่างของแกปต่อความต่างศักย์ไฟฟ้า
  • 3 : ผลคูณระหว่างระยะห่างของแกปกับความต่างศักย์ไฟฟ้า
  • 4 : ไม่มีข้อถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 171 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้องเมื่อระยะแกปเท่ากันและเกิดเบรกดาวน์โดยตรง
  • 1 : สนามไฟฟ้าแบบสม่ำเสมอและแบบไม่สม่ำเสมอ ไม่มีผลกับขนาดของแรงดันในการเกิดเบรกดาวน์
  • 2 : สนามไฟฟ้าแบบสม่ำเสมอต้องการแรงดันสูงกว่าในการเกิดเบรกดาวน์เมื่อเทียบกับสนามไฟฟ้าแบบไม่สม่ำเสมอ
  • 3 : สนามไฟฟ้าแบบไม่สม่ำเสมอต้องการแรงดันสูงกว่าในการเกิดเบรกดาวน์เมื่อเทียบกับสนามไฟฟ้าแบบสม่ำเสมอ
  • 4 : ไม่สามารถระบุได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 172 :
  • ฉนวนในข้อใดต่อไปนี้เมื่อเสียสภาพการเป็นฉนวนแล้วจะเสียสภาพอย่างถาวร
  • 1 : อากาศ
  • 2 : PTFE
  • 3 : น้ำมัน
  • 4 : SF6
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 173 :
  • นิยามความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดสนามไฟฟ้า (E) และความหนาแน่นของฟลักซ์ไฟฟ้า (D) มีความสัมพันธ์กันอย่างไร
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 174 :
  • ในการออกแบบขั้วหม้อแปลงแรงสูง 200 kV 50 Hz ถ้าต้องการใส่ชีลด์ป้องกันการเกิดดิสชาร์จที่ขั้วแรงสูง จงคำนวณหาขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของชีลด์ทรงกลม โดยกำหนดให้อากาศมีค่าความคงทนต่อแรงดันเบรกดาวน์ (electric breakdown strength) = 25 kV/cm
  • 1 : 8.0 ซม.
  • 2 : 11.3 ซม.
  • 3 : 16.0 ซม.
  • 4 : 22.6 ซม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 175 :
  • สายเคเบิลแกนเดี่ยวขนาด 12 kV มีเส้นผ่านศูนย์กลางของชีลด์ 10 เซนติเมตร ให้คำนวณหาเส้นผ่านศูนย์กลางของตัวนำทองแดงเป็นเซนติเมตร
  • 1 : 10/e
  • 2 : e/10
  • 3 : 10 e
  • 4 : 1e
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 176 :
  • สายเคเบิลใช้กับแรงดันพิกัด 12 kV มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 เซนติเมตร ถ้าเส้นลวดตัวนำทองแดงมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 เซนติเมตร ให้คำนวณหาค่าสนามไฟฟ้าสูงสุดของฉนวนเคเบิล
  • 1 : 5.46 kV/m
  • 2 : 6.59 kV/m
  • 3 : 4.0 kV/m
  • 4 : 12.0 kV/m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 177 :
  • สายเคเบิลใช้กับแรงดันขนาด 12 kV มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 เซนติเมตร ถ้าเส้นลวดตัวนำทองแดงมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 cm ให้คำนวณหาค่าสนามไฟฟ้าต่ำสุดของฉนวนเคเบิล
  • 1 : 1.82 kV/m
  • 2 : 2.0 kV/m
  • 3 : 1.33 kV/m
  • 4 : 4.0 kV/m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 178 :

  • 1 : 776.5 kV
  • 2 : 989.8 kV
  • 3 : 1098 kV
  • 4 : 1500 kV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 179 :

  • 1 : แรงดันที่ใกล้ถึงจุดเบรกดาวน์
  • 2 : แรงดันที่ทำให้โคโรนาเริ่มเกิด
  • 3 : แรงดันที่เริ่มเกิดแสงสลัว
  • 4 : แรงดันที่เริ่มเกิดแสงและเสียงฮีสซิ่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 180 :
  • off – set inception voltage หมายถึง
  • 1 : แรงดันที่ใกล้ถึงจุดเบรกดาวน์
  • 2 : แรงดันที่โคโรนาเกิดขึ้นแล้วหายไปเมื่อลดแรงดันถึงระดับหนึ่ง
  • 3 : แรงดันที่เริ่มเกิดแสงสลัว
  • 4 : แรงดันที่เริ่มเกิดเสียงฮีสซิ่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 181 :
  • การออกแบบอิเล็กโตรดที่ใช้ก๊าซอัดความดันเป็นฉนวนเพื่อมิให้เกิดดีสชาร์จบางส่วน(PD)จะต้องมีเงื่อนไขอย่างไรได้บ้าง
  • 1 : ให้อิเล็กโตรดมีมิติที่พอเหมาะ (optimum dimension)
  • 2 : ให้ความเครียดสนามไฟฟ้าสูงสุดที่เกิดขึ้นต่ำกว่าค่าวิกฤต
  • 3 : ให้ความดันก๊าซสูงกว่า ความดันที่ PD เริ่มเกิด(PC)
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 182 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 183 :

  • 1 : ไม่ได้ เพราะเกิดเบรกดาวน์โดยตรงก่อน
  • 2 : ไม่ได้ เพราะเกิดโคโรนาเบรกดาวน์ก่อน
  • 3 : ได้ แต่เกิดโคโรนาไม่เกิดเบรกดาวน์
  • 4 : ได้ ไม่เกิดอะไรขึ้นในแกป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 184 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 185 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 186 :
  • จากการทดสอบค่าสนามไฟฟ้าพบว่าทรงกลมกับแผ่นระนาบนั้นจัดอยูในกลุ่มสนามไฟฟ้าแบบใด
  • 1 : สนามไฟฟ้าสม่ำเสมอ
  • 2 : สนามไฟฟ้าสม่ำเสมอสูง
  • 3 : สนามไฟฟ้าไม่สมำเสมอเล็กน้อย
  • 4 : สนามไฟฟ้าไม่สม่ำเสมอสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 187 :
  • ในการทดสอบเปรียบเทียบกัน 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 ปรับค่าแรงดันกระแสสลับ 10 kV ที่ระนาบอิเล็กโตรดห่างกัน 1 cm และกรณีที่ 2 ปรับค่าแรงดันกระแสสลับ 20 kV ที่ระนาบอิเล็กโตรดแบบเดียวกัน ระยะห่าง 2 cm โดยกำหนดให้มีความสม่ำเสอของอิเล็กโตรดเป็นแบบสม่ำเสม อยากทราบว่าค่าสนามไฟฟ้าทั้งสองกรณีเป็นอย่างไร
  • 1 : กรณีที่ 1 มากกว่ากรณีที่ 2
  • 2 : กรณีที่ 2 มากกว่ากรณีที่ 1
  • 3 : กรณีที่ 1 เท่ากับกรณีที่ 2
  • 4 : ไม่สามาคำนวณได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 188 :
  • ข้อใดคือนิยามของ “ฉนวนก๊าซ”
  • 1 : ฉนวนเปลี่ยนเป็นสภาพนำไฟฟ้าและคงอยู่ เสียสภาพแบบไม่ถาวร
  • 2 : ฉนวนจะเสียสภาพการเป็นฉนวนและกลับคืนสู่สภาพฉนวน แต่อาจมีสิ่งเจือปนอยู่
  • 3 : ฉนวนจะเสียสภาพเมื่อเกิดการเบรกดาวน์และไม่สามารถคืนสภาพฉนวน เป็นการเสียสภาพแบบถาวร
  • 4 : ฉนวนจะเสียสภาพเมื่อเกิดการเบรกดาวน์และคืนสู่สภาพฉนวน และเกิดสภาวะสุญญากาศเปลี่ยนแปลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 189 :
  • ข้อใดคือนิยามของ “ฉนวนแข็ง”
  • 1 : ฉนวนเปลี่ยนเป็นสภาพนำไฟฟ้าและคงอยู่ เสียสภาพแบบไม่ถาวร
  • 2 : ฉนวนจะเสียสภาพการเป็นฉนวนและกลับคืนสู่สภาพฉนวน แต่อาจมีสิ่งเจือปนอยู่
  • 3 : ฉนวนจะเสียสภาพเมื่อเกิดการเบรกดาวน์และไม่สามารถคืนสภาพฉนวน เป็นการเสียสภาพแบบถาวร
  • 4 : ฉนวนจะเสียสภาพเมื่อเกิดการเบรกดาวน์และคืนสู่สภาพฉนวน และเกิดสภาวะสุญญากาศเปลี่ยนแปลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 190 :
  • ข้อใดคือนิยามของ “ฉนวนเหลว”
  • 1 : ฉนวนเปลี่ยนเป็นสภาพนำไฟฟ้าและคงอยู่ เสียสภาพแบบไม่ถาวร
  • 2 : ฉนวนจะเสียสภาพการเป็นฉนวนและกลับคืนสู่สภาพฉนวน แต่อาจมีสิ่งเจือปนอยู่
  • 3 : ฉนวนจะเสียสภาพเมื่อเกิดการเบรกดาวน์และไม่สามารถคืนสภาพฉนวน เป็นการเสียสภาพแบบถาวร
  • 4 : ฉนวนจะเสียสภาพเมื่อเกิดการเบรกดาวน์และคืนสู่สภาพฉนวน และเกิดสภาวะสุญญากาศเปลี่ยนแปลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 191 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 192 :

  • 1 : Glass
  • 2 : Mica foil
  • 3 : Mineral Oil
  • 4 : Epoxy Casting Resin
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 193 :
  • เนื้อฉนวนแบบใดที่ใช้ทำลูกถ้วยฉนวนไฟฟ้าในประเทศไทยมากที่สุด
  • 1 : โพลิเมอร์
  • 2 : ซิลิกอน
  • 3 : แก้วเหนียว
  • 4 : พอร์สเลน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 194 :
  • ปัจจุบันสายใต้ดินที่ใช้ในระบบจำหน่ายกำลังไฟฟ้าในประเทศไทย มักเลือกสายใต้ดินที่ฉนวนด้วยวัสดุใด
  • 1 : HDPE
  • 2 : Polymer
  • 3 : Oil Filled
  • 4 : XLPE
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 65 : Breakdown of gas
ข้อที่ 195 :
  • ขบวนการอะไรต่อไปนี้เป็นกระบวนการ ที่เกิดขึ้นที่ผิวคะโถด
  • 1 : ขบวนการ Townsend ionization ขั้นต้น
  • 2 : ขบวนการ Townsend ionization ขั้นสอง
  • 3 : โฟโตไอออไนเซชัน
  • 4 : เทอร์มัลไอออไนเซชัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 196 :
  • กฎของ Paschen’s law กล่าวไว้ว่า
  • 1 : แรงดัน เบรกดาวน์ จะมีค่าเพิ่มขึ้น เมื่อความดันเพิ่มขึ้น
  • 2 : แรงดัน เบรกดาวน์ จะมีค่าลดลง เมื่อระยะห่างลดลง
  • 3 : แรงดัน เบรกดาวน์ จะมีค่าคงที่ เมื่อผลคูณของความดันและระยะห่างคงที่
  • 4 : แรงดัน เบรกดาวน์ จะมีค่าคงที่ เมื่อผลคูณของอุณหภูมิและระยะห่างคงที่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 197 :
  • กลไกเบรกดาวน์ของ Townsend ไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ฟ้าผ่าได้ เพราะว่ากลไกเบรกดาวน์ของTownsend
  • 1 : ใช้กับระยะแกปกว้างมากๆ ไม่ได้
  • 2 : ใช้กับสนามไฟฟ้าสม่ำเสมอเท่านั้น
  • 3 : ใช้กับค่าความดันคงที่
  • 4 : คำตอบ 1 และคำตอบ 2 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 198 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 199 :
  • เมื่ออุณหภูมิของก๊าชสูงขึ้นแรงดันเบรกดาวน์มีค่าลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพราะเหตุใด
  • 1 : ลดลง เพราะ ก๊าซมีพลังงานจลน์เพิ่มขึ้น ทำให้โมเลกุลของก๊าซเคลื่อนที่ชนกันแล้วมีโอกาสเกิดไอออไนเซชันมากขึ้น
  • 2 : ลดลง เพราะ ก๊าซมีพลังงานจลน์ลดลงทำให้โมเลกุลของก๊าซเคลื่อนที่ชนกันแล้วมีโอกาสเกิดไอออไนเซชันลดลง
  • 3 : เพิ่มขึ้น เพราะ ก๊าซมีพลังงานจลน์เพิ่มขึ้น ทำให้โมเลกุลของก๊าซเคลื่อนที่ชนกันแล้วมีโอกาสเกิดไอออไนเซชันมากขึ้น
  • 4 : ไม่มีผลต่อแรงดันเบรกดาวน์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 200 :
  • เมื่อความดันของอากาศสูงขึ้นกว่าความดันบรรยากาศ(หรือมากกว่าจุดต่ำสุดของ Paschen) แรงดันเบรกดาวน์ของก๊าซมีค่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงเพราะเหตุใด
  • 1 : ลดลง เพราะก๊าซมีระยะทางอิสระเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ความเร็วในการชนกันของโมเลกุลของก๊าซกับอิเล็กตรอนเพิ่มขึ้น มีโอกาสเกิดไอออไนเซชันลดลง
  • 2 : เพิ่มขึ้น เพราะก๊าซมีระยะทางอิสระเฉลี่ยลดลง ความเร็วในการชนกันของโมเลกุลของก๊าซกับอิเล็กตรอนลดลง มีโอกาสเกิดไอออไนเซชันลดลง
  • 3 : เพิ่มขึ้น เพราะก๊าซมีระยะทางอิสระเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ความเร็วในการชนกันของโมเลกุลของก๊าซกับอิเล็กตรอนเพิ่มขึ้น มีโอกาสเกิดไอออไนเซชันเพิ่มขึ้น
  • 4 : ผิดทุกข้อ เพราะความดันอากาศไม่มีผลต่อการเกิดเบรกดาวน์ของอากาศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 201 :

  • 1 : ค่าเฉลี่ยของการชนแล้วเกิดเมตาสเตเบิ้ล
  • 2 : ค่าเฉลี่ยของการชนของอิเล็กตรอน 1 ตัวกับโมเลกุลของก๊าซแล้วเกิดไอออไนเซชันต่อระยะทาง 1 ซม.
  • 3 : ค่าเฉลี่ยของการเกิดไอออนบวกในแกป จากพลังงานควอนตัม (quantum)
  • 4 : ค่าเฉลี่ยของการชนของไอออนบวกกับโมเลกุลที่เป็นกลาง แล้วทำให้เกิดไอออไนเซชันต่อระยะทาง 1 ซม.
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 202 :
  • เพราะเหตุใดทฤษฎีของทาวน์เซนด์ไม่สามารถอธิบายปรากฎการณ์เบรกดาวน์ของรูปคลื่นอิมพัลส์ที่ระยะช่องว่างแบบกว้างได้
  • 1 : เวลาที่เกิดการเบรกดาวน์น้อยกว่าเวลาที่อิเล็กตรอนวิ่งจากคะโถดไปอะโนดโดยที่ไม่ชนโมเลกุลของก๊าซเลย
  • 2 : เพราะทฤษฎีทาวเซนด์ใช้อธิบายเฉพาะแรงดันกระแสตรงเท่านั้น
  • 3 : การชนของไอออนบวกที่คะโถดไม่สามารถทำให้เกิดการปลดปล่อยอิเล็กตรอนออกมาได้
  • 4 : ถูกทั้งคำตอบ 1 และคำตอบ 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 203 :
  • เบรกดาวน์โดยตรง (direct breakdown) คืออะไร
  • 1 : เบรกดาวน์โดยตรงเกิดกับอิเล็กโตรดที่ให้สนามไฟฟ้าที่มีความสม่ำเสมอหรือไม่สม่ำเสมอเล็กน้อย
  • 2 : เบรกดาวน์โดยตรงคือเบรกดาวน์ที่ไม่มีโคโรนา
  • 3 : เบรกดาวน์โดยตรงคือเบรกดาวน์ของแรงดันกระแสตรง(DC)เท่านั้น
  • 4 : คำตอบ 1 และคำตอบ 2 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 204 :
  • โคโรนาเบรกดาวน์(corona breakdown) คืออะไร
  • 1 :
  • 2 : โคโรนาเบรกดาวน์เกิดกับอิเล็กโตรดที่ให้สนามไฟฟ้าที่มีความสม่ำเสมอหรือไม่สม่ำเสมอสูง จะมีโคโรนาเกิดก่อนเบรกดาวน์
  • 3 : โคโรนาเบรกดาวน์คือเบรกดาวน์ของสนามไฟฟ้าไม่สม่ำเสมอในอากาศเท่านั้น
  • 4 : คำตอบ 2 และคำตอบ 3 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 205 :
  • อนุภาคประจุ (charge carrier) คือ
  • 1 : อิเล็กตรอนอิสระ
  • 2 : ไอออนบวก หรือ ไอออนลบ
  • 3 : นิวตรอน
  • 4 : คำตอบ 1 และคำตอบ 2 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 206 :
  • กระบวนการหลักที่ทำให้เกิดอนุภาคประจุ นำไปสู่เบรกดาวน์ในสุญญากาศคือ
  • 1 : photo ionization
  • 2 : collision ionization
  • 3 : field emission
  • 4 : thermal emission
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 207 :
  • เหตุใดก๊าซไฟฟ้าลบ(electro negative gas)จึงเป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดี
  • 1 : โมเลกุลก๊าซไฟฟ้าลบสามารถจับอิเล็กตรอนอิสระได้กลายเป็นไอออนลบยับยั้งการเกิดไอออไนเซชัน
  • 2 : สัมประสิทธิ์การไอออไนเซชันประสิทธิผล(effective value)ที่ความเข้มสนามไฟฟ้าต่ำๆมีค่าเป็นลบ
  • 3 : เป็นก๊าซเฉื่อยที่ไม่มีการไอออไนเซชันจึงไม่มีอะวาลานช์อิเล็กตรอน
  • 4 : คำตอบ 1 และคำตอบ 2 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 208 :
  • การเกิดดีสชาร์จเบรกดาวน์ในแกปก๊าซที่เรียกว่าเบรกดาวน์สมบูรณ์ คืออะไร
  • 1 : คือการเกิดเบรกดาวน์ตลอดแกปที่เชื่อมโยงระหว่างอิเล็กโตรด
  • 2 : คือการเกิดเบรกดาวน์ที่มีกระแสประจุไหลผ่านแกปเป็น ไมโครแอมแปร์ มีแรงดันคร่อมแกปเป็นศูนย์
  • 3 : คือการเกิดเบรกดาวน์ในสนามไฟฟ้าสม่ำเสมอเท่านั้น
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 209 :
  • เบรกดาวน์ (BD) สมบูรณ์ที่เป็นเบรกดาวน์โดยตรงคืออะไร
  • 1 : คือ BD ในแกปที่มีสนามไฟฟ้าสม่ำเสมอหรือไม่สม่ำเสมอเล็กน้อย
  • 2 : คือ BD ที่มีโคโรนาเกิดขึ้นก่อนในสนามไฟฟ้าไม่สม่ำเสมอสูง
  • 3 : คือ BD ที่เกิดขึ้นในแกปใดๆเมื่อป้อนแรงดัน AC 50 Hz หรือ DC
  • 4 : คือ BD ที่เกิดขึ้นในแกปที่มิติพอเหมาะ (optimum dimension) เท่านั้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 210 :
  • เบรกดาวน์ (BD) แบบโคโรนา (corona breakdown) คือ
  • 1 : คือ BD สมบูรณ์โดยมีโคโรนาเกิดขึ้นก่อน BD
  • 2 : คือ BD ที่เกิดในสนามไฟฟ้าไม่สม่ำเสมอเล็กน้อย
  • 3 : คือ BD ที่มีโคโรนา
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 211 :
  • เบรกดาวน์ (BD) เพียงบางส่วน (partial breakdown) ที่เกิดขึ้นในก๊าซที่ความดันบรรยากาศ คืออะไร
  • 1 :
  • 2 : คือ BD ที่ไม่เชื่อมโยงระหว่างอิเล็กโตรด
  • 3 : คือ BD ที่เกิดขึ้นในสนามไฟฟ้าที่มีมิติอิเล็กโตรดที่พอเหมาะ
  • 4 : คำตอบ 1 และคำตอบ 2 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 212 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 213 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 214 :
  • เงื่อนไขเบรกดาวน์แบบสตรีมเมอร์ กำหนดด้วยช่วงเปลี่ยนผ่านจากอิเล็กตรอนอะวาลานช์เดี่ยวไปสู่สตรีมเมอร์คือ
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 215 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 216 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 217 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 218 :
  • ทำไมแรงดันเบรกดาวน์แบบโคโรนาในสนามไฟฟ้าไม่สม่ำเสมอสูง จึงมีค่าสูงกว่าแรงดันโคโรนาเริ่มเกิด
  • 1 : เพราะว่าจะเกิดไอออไนเซชันเฉพาะบริเวณที่มีความเครียดสนามไฟฟ้า E สูง เกิดประจุค้าง (space charge) ทำให้ E ในแกปลดลง เบรกดาวน์จึงเกิดขึ้นได้ยาก
  • 2 : เพราะว่าไอออนบวกเคลื่อนที่ได้ช้า มีพลังงานไม่พอที่จะทำให้เกิดไอออไนเซชันในก๊าซได้
  • 3 : เพราะว่าอิเล็กตรอนอิสระถูกจับโดยโมเลกุลหมด จึงไม่มีอะวาลานช์ที่จะทำให้เกิดเบรกดาวน์ได้
  • 4 : ไม่มีคำตอบถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 219 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 220 :
  • เมื่อป้อนแรงดันอิมพัลส์ให้กับวัสดุทดสอบค่าหนึ่ง พบว่าบางครั้งก็เกิดเบรกดาวน์ (BD) บางครั้งก็ไม่เกิดBD ทั้งๆที่ป้อนแรงดันเท่าเดิม เพราะเหตุใด
  • 1 : เนื่องจากเวลาล่าช้ากลไกเบรกดาวน์ของแรงดันอิมพัลส์ไม่เท่ากัน
  • 2 : เนื่องจากมีจำนวนอิเล็กตรอนเริ่มต้นที่วัสดุทดสอบไม่เท่ากัน
  • 3 : เนื่องจากเวลาที่ใช้ในการสร้างอะวาลานช์อิเล็กตรอนไม่เท่ากัน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 221 :
  • ความคงทนต่อแรงดันของฉนวนอาจพิจารณาได้จากลักษณะเส้นแรงดัน-เวลา (v-t curve) ของฉนวนนั้นๆอยากทราบว่า v-t curve คืออะไร
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 222 :
  • รูปลักษณะของเส้นแรงดัน-เวลา (v-t curve) จะมีลักษณะแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอะไร
  • 1 : รูปคลื่นแรงดันที่ป้อน
  • 2 : รูปลักษณะอิเล็กโตรด (electrode configuration)
  • 3 : ชนิดของฉนวนระหว่างอิเล็กโตรด
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 223 :
  • ลักษณะเส้นแรงดัน-เวลา (v-t curve) มีประโยชน์อะไร
  • 1 : มีประโยชน์ต่อการออกแบบการฉนวนระบบไฟฟ้าแรงสูง
  • 2 : มีประโยชน์ในการเลือกแกปป้องกันแรงดันเสิร์จแก่อุปกรณ์แรงสูง
  • 3 : มีประโยชน์ในการประสานสัมพันธ์การฉนวน (insulation coordination)
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 224 :
  • ข้อใดเป็นกราฟแสดงผลของระยะช่องว่างระหว่างอิเล็กโตรด (d) ที่มีต่อคุณลักษณะสมบัติของฉนวนก๊าซได้อย่างถูกต้อง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 225 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 226 :
  • การเกิดดีสชาร์จบางส่วน (PD)ในระบบสายส่งขึงในอากาศ(overhead line) 230 kV 50 Hz การเกิดดีสชาร์จเป็น (PD) แบบใด
  • 1 : โคโรนาดีสชาร์จ
  • 2 : ดีสชาร์จตามผิว
  • 3 : ดีสชาร์จภายใน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 227 :
  • สมการต่อไปนี้ สมการใดเป็นสมการของการรวมตัวกัน
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 228 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 229 :
  • ไอออไนเซชันของอิเล็กตรอนเกิดขึ้นได้จากกรณีใดต่อไปนี้
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 230 :
  • secondary ionisation ในกลไกเบรกดาวน์ของทาวเซนด์เกิดขึ้นเนื่องจากสิ่งใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 231 :
  • กลไกการเบรกดาวน์แบบสตรีมเมอร์ เกิดขึ้นมีเงื่อนไขเป็นอย่างไร
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 : เกิดเมื่อสนามไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ทำให้อิเล็กตรอนที่เกาะโมเลกุลเริ่มหลุดออก
  • 4 : คำตอบ 1 และคำตอบ 2 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 232 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 233 :
  • แรงดันเบรกดาวน์ในสุญญากาศ ทำไมจึงขึ้นอยู่กับชนิดของโลหะที่ทำอิเล็กโตรด
  • 1 : เพราะเบรกดาวน์เกิดจากอิเล็กตรอนปล่อยออกจากคะโถดเนื่องจากสนามไฟฟ้าที่มีเวอร์ก ฟังค์ชันต่างกัน
  • 2 : เพราะโลหะอิเล็กโตรดมีความหนาแน่นไม่เท่ากัน
  • 3 : เพราะโลหะมีสภาพนำไฟฟ้าต่างกัน
  • 4 : เพราะโลหะอิเล็กโตรดมีจุดหลอมละลายไม่เท่ากัน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 234 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 235 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 236 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 237 :
  • ข้อใดไม่ใช่ลักษณธของการเกิดดีสชาร์บางส่วน (PD)
  • 1 : Corona discharge
  • 2 : Surface discharge
  • 3 : Internal discharge
  • 4 : Arc discharge
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 238 :
  • อะตอมหรือโมเลกุลของก๊าซเมื่อได้รับพลังงานเพียงพอจะทำให้อิเล็กตรอนหลุดออกไป หนึ่งอิเล็กตรอนหรืออะตอมนั้นจะมีประจุเป็นบวก นี้เราเรียกว่า
  • 1 : Discharge
  • 2 : Breakdown
  • 3 : Ionization
  • 4 : Emission
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 239 :
  • จากทฤษฏีของทาวน์เซนต์ (Townsend) ได้ชี้ให้เห็นว่าจำนวนการชนเกิดไอออไนเซชันต่อหนึ่งหน่วยระยะที่อนุภาคประจุเคลื่อนที่ไปนั้น กำหนดด้วยแฟกเตอร์หรือสัมประสิทธิ์นั้น เรียกว่าอะไร?
  • 1 : ส.ป.ส. การเบรกดาวน์
  • 2 : ส.ป.ส. การดิสชาร์จ
  • 3 : ส.ป.ส. การไอออไนเซชัน
  • 4 : ส.ป.ส การอาร์ก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 240 :

  • 1 : ทาวน์เซนต์ (Townsend)
  • 2 : สตรีเมอร์ (Streamer)
  • 3 : พาสเชน (Paschen’s)
  • 4 : โบลทซ์มัน (Boltzmann)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 241 :

  • 1 : สัมประสิทธิ์ของการแพร่กระจายอะวาลานซ์
  • 2 : อิเล็กตรอนในอะวาลานซ์วิกฤต
  • 3 : ความยาวของอะวาลานซ์
  • 4 : ความเร็วในการเคลื่อนที่ของอะวาลานซ์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 242 :

  • 1 : Townsend law
  • 2 : Paschen’s law
  • 3 : Streamer law
  • 4 : Similarity law
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 243 :
  • ความสัมพันธ์ของแรงดันเบรกดาวน์ที่มีอยู่ในฟังชันของผลคูณความดันก๊าซและระยะแกปในสนามไฟฟ้าไม่สม่ำเสมอเป็นความสัมพันธ์ของทฤษฏีใด?
  • 1 : Townsend law
  • 2 : Paschen’s law
  • 3 : Streamer law
  • 4 : Similarity law
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 244 :

  • 1 : Townsend law
  • 2 : Paschen’s law
  • 3 : Streamer law
  • 4 : Similarity law
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 245 :
  • ข้อใดไม่ใช่เงื่อนไขการเกิดเบรกดาวน์ของก๊าซไฟฟ้าลบ
  • 1 : อิเล็กตรอนที่แยกตัวออกเป็นอิสระจากโมเลกุลด้านการไอออไนเซชัน
  • 2 : มีพลังงานที่พอเหมาะไปเกาะติดอยู่กับโมเลกุลเป็นกลางของก๊าซ
  • 3 : มีความคงทนต่อแรงดันสูงต่ำกว่าอากาศ
  • 4 : ก๊าซที่มีคุณสมบัติที่โมเลกุลจับอิเล็กตรอนได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 246 :
  • ช่วงระยะเวลานับตั้งแต่ขนาดแรงดันอิมพัลส์เท่ากับแรงดันสถานะอยู่ตัวแล้วไปจนถึงเวลาเบรกดาวน์เกิดขึ้นจริงของแรงดันอิมพัลส์ที่เรียกเวลาที่เกิดขึ้นนี้ว่าเป็นช่วงเวลาใด?
  • 1 : เวลาก่อนหน้าของการเกิดเบรกดาวน์
  • 2 : เวลาล่าช้าของการเกิดเบรกดาวน์
  • 3 : เวลาสะสมของการเกิดเบรกดาวน์
  • 4 : เวลาประจุค้างของการเกิดเบรกดาวน์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 247 :
  • ข้อใดคืค่าแรงดันพอดีที่ทำให้เกิดเบรกดาวน์ทุกครั้ง ซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดมิติของอุปกรณ์ป้องกัน เช่นกับดักฟ้าผ่า แกปป้องกัน ฯลฯ คือข้อใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 248 :
  • ข้อใดไม่ใช่ลักษณะสมบัติของการเกิด “อาร์กไฟฟ้า”
  • 1 : อุณหภูมิสูงและมีแสงจ้า
  • 2 : เกิดการแตกตัวทางเทอร์มัลของก๊าซ
  • 3 : ความหนาแน่ของกระแสคะโถดเพิ่มสูง
  • 4 : แรงดันตกคร่อมอาร์กมีค่าสูงมาก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 66 : Liquid and solid dielectrics
ข้อที่ 249 :
  • ข้อใดคือกำลังสูญเสียไดอิเล็กตริกในฉนวนแข็ง
  • 1 : กำลังสูญเสียจาก สภาพนำไฟฟ้า
  • 2 : กำลังสูญเสียจาก โพลาไรเซชัน
  • 3 : กำลังสูญเสียจาก ไอออไนเซชัน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 250 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 251 :
  • กำลังสูญเสียจาก โพลาไรเซชันเนื่องมาจากอะไร
  • 1 : เนื่องจากเป็นแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง
  • 2 : เนื่องจากเป็นแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับ
  • 3 : เนื่องจากเกิดดีสชาร์จบางส่วน (PD)
  • 4 : เนื่องจากเป็นแรงดันฟ้าผ่า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 252 :
  • กำลังสูญเสียในไดอิเล็กตริกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ
  • 1 : กำลังสูญเสียจาก สภาพนำไฟฟ้า
  • 2 : กำลังสูญเสียจาก โพลาไรเซชัน
  • 3 : กำลังสูญเสียจาก ไอออไนเซชัน
  • 4 : ไม่มี
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 253 :
  • ในการใช้งานฉนวนแข็ง คุณสมบัติข้อใดต่อไปนี้บ่งบอกถึงกำลังสูญเสียไดอิเล็กตริกที่เกิดขึ้น
  • 1 : ค่าเปอมิตติวิตี้ (permittivity)
  • 2 :
  • 3 : ค่าความต้านทานจำเพาะ
  • 4 : ค่าความคงทนต่อแรงดันไฟฟ้าของ ไดอิเล็กตริก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 254 :
  • วงจรสมมูลของฉนวนสามารถเขียนแทนได้ด้วย
  • 1 : วงจรขนาน RC
  • 2 : วงจรขนาน RL
  • 3 : วงจรขนาน RLC
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 255 :
  • ในการใช้งานฉนวนแข็ง คุณสมบัติข้อใดต่อไปนี้บ่งบอกถึงค่าตัวเก็บประจุจะมีมากหรือน้อย
  • 1 : ค่าเปอมิตติวิตี้ (permittivity)
  • 2 :
  • 3 : ค่าความต้านทานจำเพาะ
  • 4 : ค่าความคงทนต่อแรงดันไฟฟ้าของ ไดอิเล็กตริก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 256 :
  • PD หรือดิสชาร์จบางส่วนคืออะไรเกิดขึ้นได้อย่างไร
  • 1 : PD คือการวาบไฟตามผิวที่สมบูรณ์ เกิดขึ้นในระบบฉนวนที่มีลักษณะสนามไฟฟ้าไม่สม่ำเสมอ
  • 2 : PD คือการวาบไฟตามผิวที่ไม่สมบูรณ์ เกิดขึ้นในระบบฉนวนที่มีลักษณะสนามไฟฟ้าไม่สม่ำเสมอ
  • 3 : PD คือการเบรกดาวน์ที่ไม่สมบูรณ์ เกิดขึ้นในระบบฉนวนที่มีลักษณะสนามไฟฟ้าไม่สม่ำเสมอสูง
  • 4 : PD คือการเบรกดาวน์ที่สมบูรณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เกิดขึ้นในระบบฉนวนที่มีลักษณะสนามไฟฟ้าไม่สม่ำเสมอสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 257 :
  • การดิสชาร์จบางส่วน(PD)มีผลสืบเนื่องหลายรูปแบบ การตรวจจับ PD ในเชิงวิศวกรรมไฟฟ้าอาศัยผลรูปแบบใดเป็นสื่อตรวจจับ
  • 1 : ผลจากการเกิดโคโรนา
  • 2 : ผลจากความร้อน
  • 3 : ผลจากการเกิดปฏิกิริยาเคมี
  • 4 : ผลจากกระแสพัลส์ไฟฟ้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 258 :
  • ลูกถ้วยฉนวนประเภท B ตามมาตรฐาน IEC หมายความว่าอย่างไร
  • 1 : ลูกถ้วยประเภท B หมายถึงลูกถ้วยที่มีความหนาของเนื้อฉนวนตามแนวตรงระหว่างอิเล็กโตรดมีค่าน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของระยะอาร์ก
  • 2 : ลูกถ้วยประเภท B หมายถึงลูกถ้วยที่มีความหนาของเนื้อฉนวนตามแนวตรงระหว่างอิเล็กโตรดมีค่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของระยะอาร์ก
  • 3 : ลูกถ้วยประเภท B หมายถึงลูกถ้วยที่มีความหนาของเนื้อฉนวนตามแนวตรงระหว่างอิเล็กโตรดมีค่าน้อยกว่าระยะอาร์ก
  • 4 : ลูกถ้วยประเภท B หมายถึงลูกถ้วยที่มีความหนาของเนื้อฉนวนตามแนวตรงระหว่างอิเล็กโตรดมีค่ามากกว่าระยะอาร์ก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 259 :
  • ก่อนทำการวัดค่าดิสชาร์จบางส่วน หรือ PD ทำไมต้องมีการปรับเทียบ( calibration)วงจรวัดก่อนเสมอ
  • 1 : เนื่องจากสัญญาณ PD ที่เข้าเครื่องวัด จะแปรตามขนาดของหม้อแปลงทดสอบและสายสัญญาณ
  • 2 : เนื่องจากสัญญาณ PD ที่เข้าเครื่องวัด จะแปรตามขนาดของตัวกรองสัญญาณความถี่สูงและหม้อ แปลงทดสอบ
  • 3 : เนื่องจากสัญญาณ PD ที่เข้าเครื่องวัด จะแปรตามขนาดของแรงดันและกระแสที่ใช้ทดสอบ
  • 4 : เนื่องจากสัญญาณ PD ที่เข้าเครื่องวัด จะแปรตามขนาดของตัวเก็บประจุคาบเกี่ยว(coupling capacitor)และวัสดุทดสอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 260 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ถือเป็นการดิสชาร์จบางส่วน(partial discharge)
  • 1 : ดิสชาร์จแบบโคโรนา
  • 2 : ดิสชาร์จตามผิว
  • 3 : ดิสชาร์จภายใน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 261 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 262 :
  • ฉนวนที่ใช้กับไฟฟ้าแรงสูงอาจแบ่งเป็น 3 ชนิด คือฉนวนก๊าซ ฉนวนเหลว และฉนวนแข็ง ทางปฏิบัติทำไมต้องใช้ฉนวนต่างชนิดร่วมกัน เช่นหม้อแปลงไฟฟ้ากำลัง ข้อใดต่อไปนี้เป็นคำอธิบายที่มีเหตุผลถูกต้อง
  • 1 : ต้องใช้ฉนวนแข็งรับแรงกล ใช้ฉนวนก๊าซหรือฉนวนเหลวเป็นฉนวนแทรกซึมและระบายความร้อน
  • 2 : ฉนวนแข็งราคาแพง จึงต้องใช้ฉนวนเหลวผสมเพื่อประหยัด
  • 3 : ฉนวนแข็งมีกำลังไฟฟ้าสูญเสียไดอิเล็กตริกสูง จึงต้องใช้ฉนวนอื่นผสม
  • 4 : ใช้ฉนวนต่างชนิดร่วมกันเพื่อลดน้ำหนักให้น้อยลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 263 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 264 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 265 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 266 :
  • ไดอิเล็กตริกใดๆ สามารถเขียนแทนด้วยวงจรสมมูล ประกอบด้วยความต้านทาน R และค่าเก็บประจุ C องค์ประกอบวงจร R และ C คืออะไร คำอธิบายข้อใดถูกต้อง
  • 1 : R แทนกำลังสูญเสียไดอิเล็กตริก C แทนคุณสมบัติที่ไดอิเล็กตริกเก็บประจุและพลังงานไฟฟ้าได้
  • 2 : R คือ ค่าโอห์มของฉนวนที่วัดด้วยโอห์มมิเตอร์ และ C คือค่าเก็บประจุของฉนวน
  • 3 : R คือค่าความต้านทานเชิงผิวของฉนวน และ C คือค่าเก็บประจุสเตรย์
  • 4 : ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 267 :

  • 1 :
  • 2 : คือแฟกเตอร์ชี้บอกถึงค่ากำลังไฟฟ้าสูญเสียที่เกิดขึ้นในฉนวนมีมากหรือน้อย
  • 3 : คือแฟกเตอร์แสดงถึงกำลังสูญเสียไดอิเล็กตริกเนื่องจากโพลาไรเซชัน
  • 4 : คำตอบ 1 และคำตอบ 2 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 268 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 269 :
  • ฉนวนเหลวจัดเป็นฉนวนที่ใช้กับไฟฟ้าแรงสูงได้ดี คำกล่าวต่อไปนี้ข้อใดถูกต้อง
  • 1 : ฉนวนเหลวสามารถทำให้บริสุทธิ์ได้ จึงมีความคงทนต่อแรงดันได้สูงกว่าฉนวนแข็ง
  • 2 : ฉนวนเหลวมักมีอนุภาคของแข็งผสมอยู่ จะทำให้ฉนวนเหลวมีความคงทนต่อแรงดันได้สูงขึ้น
  • 3 : ฉนวนเหลวระบายความร้อนได้ดี จะแทรกซึมเข้าไปในช่องว่างได้จะช่วยให้ฉนวนแข็งที่มีความพรุน ทนแรงดันได้สูงขึ้น
  • 4 : คำตอบ 1 และคำตอบ 2 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 270 :
  • ฉนวนที่ใช้ในระบบไฟฟ้าแรงสูง อาจแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ การฉนวนภายนอกและการฉนวนภายในฉนวนข้อใดต่อไปนี้มีทั้งฉนวนภายนอกและฉนวนภายใน
  • 1 : ปลอกฉนวนตัวนำ(bushing) หัวสายเคเบิลแรงสูง
  • 2 : เคเบิลแรงสูงชนิดกระดาษอัดน้ำมัน (oil-paper)
  • 3 : เคเบิลแรงสูง XLPE
  • 4 : บัสบาร์ในสถานี GIS ที่ใช้ฉนวนก๊าซ SF6 อัดความดัน 4 บาร์และใช้ฉนวนอิพ็อกซี่คาสท์เรซินเป็นตัวยึดรองรับตัวนำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 271 :
  • ฉนวนที่ใช้ในระบบไฟฟ้าแรงสูงอาจเป็น ก๊าซ ของเหลว หรือของแข็ง หรือผสมกัน ฉนวนแรงสูงข้อใดต่อไปนี้สามารถเพิ่มความคงทนต่อแรงดันให้สูงขึ้นได้โดยไม่เปลี่ยนแปลงมิติ (dimensions)
  • 1 : ลูกถ้วยฉนวนพอร์ซเลนที่ใช้ยึดสายตัวนำแรงสูงแบบสายขึงอากาศ
  • 2 : เคเบิลแรงสูงชนิดกระดาษอัดน้ำมัน (oil-paper)
  • 3 : เคเบิลแรงสูง XLPE
  • 4 : บัสบาร์ในสถานี GIS ที่ใช้ฉนวนก๊าซ SF6 อัดความดัน และใช้ฉนวนอิพ็อกซี่คาสท์เรซินเป็นตัวยึดรองรับตัวนำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 272 :

  • 1 : เคเบิลแรงสูงชนิด PPLP-OF (polypropylene laminated paper oil filled)
  • 2 : เคเบิลแรงสูงชนิดกระดาษอัดน้ำมัน (oil-paper)
  • 3 : เคเบิลแรงสูง XLPE
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 273 :
  • เคเบิลแรงสูงจะมีฉนวนคั่นระหว่างตัวนำในกับตัวนำนอก จึงมีคุณสมบัติเป็นตัวเก็บประจุ เมื่อใช้กับแรงดัน AC 50 Hz ทำให้เกิดกระแสอัดประจุและพลังงานอัดประจุได้ เคเบิลข้อใดต่อไปนี้ มีกระแสและพลังงานอัดประจุน้อยที่สุด
  • 1 : เคเบิลแรงสูงชนิด PPLP-OF (polypropylene laminated paper oil filled)
  • 2 : เคเบิลแรงสูงชนิดกระดาษอัดน้ำมัน (oil-paper)
  • 3 : เคเบิลแรงสูง XLPE
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 274 :
  • ความคงทนต่อแรงดันไฟฟ้าของฉนวนแข็งและฉนวนเหลวต่อแรงดัน DC จะสูงกว่าแรงดัน AC เพราะอะไร
  • 1 :
  • 2 : ความต้านทานฉนวนที่แรงดัน AC มีค่ามากกว่าแรงดัน DC
  • 3 : แฟกเตอร์สนามไฟฟ้าที่แรงดัน DC สูงกว่าที่แรงดัน AC
  • 4 : ที่แรงดัน DC ไม่มีกระแสรั่ว ผ่านฉนวน
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 275 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 276 :
  • ฉนวนแข็งและฉนวนเหลวจะต่างจากลักษณะสมบัติของก๊าซอย่างเด่นชัดประการหนึ่งก็คือ ความเก่าแก่ (ageing) ซึ่งหมายถึง
  • 1 : คุณสมบัติการฉนวนเสื่อมลง อายุการใช้งานสั้นลง
  • 2 : ความคงทนต่อแรงดันไฟฟ้าไม่เป็นไปตามลักษณะเส้น v-t
  • 3 : ความคงทนต่อแรงดันไฟฟ้าสูงขึ้น อายุการใช้งานจะยาวนานขึ้น
  • 4 : ข้อ 1 และ 2 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 277 :
  • ฉนวนเหลวและฉนวนแข็งที่มีสิ่งเจือปนหรือฟองก๊าซ ความคงทนต่อแรงดันจะต่ำลง เพราะอะไร
  • 1 : สิ่งเจือปนทำให้ความเครียดสนามไฟฟ้าสูงขึ้นเฉพาะจุด และนำไปสู่การเกิดเบรกดาวน์
  • 2 :
  • 3 : สิ่งเจือปนมักเป็นต้นเหตุของการเกิดดีสชาร์จบางส่วน (PD)
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 278 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 : ข้อ 1 และ 2 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 279 :
  • ทำไมการใช้ฉนวนเหลวจึงต้องมีแผ่นฉนวนแข็งกั้นเป็นช่วง ๆ
  • 1 : เพื่อกันมิให้ของแข็งเจือปนเรียงตัวต่อกันตามแนวสนามไฟฟ้า
  • 2 : เพื่อปรับแรงดันกระจายให้ดีขึ้น
  • 3 : เพื่อประหยัดปริมาณฉนวนเหลว
  • 4 : เพื่อลดความเครียดสนามไฟฟ้า
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 280 :
  • ฉนวนแข็งสามารถเก็บพลังงานไฟฟ้าได้มากว่าก๊าซ เพราะฉนวนแข็ง
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 : มีความต้านทานจำเพราะสูงกว่าก๊าซ
  • 4 : ไม่มีกระแสรั่ว
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 281 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 282 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 283 :

  • 1 : เบรกดาวน์ ขั้น 1 ก่อนแต่ขั้น 2 ทบแรงดันได้
  • 2 : เบรกดาวน์ ขั้น 2 ก่อนแต่ขั้น 1 ทนแรงดันได้
  • 3 : เบรกดาวน์ทั้งสองขั้นพร้อมกัน
  • 4 : เบรกดาวน์ในขั้น 1 ก่อน แล้วจึงเบรกดาวน์ในขั้น 2
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 284 :
  • 5.51 ฉนวนแข็งเช่นแก้วหรือคาสท์เรซินเมื่อใช้แรงกลอัดจนกระทั่งแตกสลายจะได้ค่าแรงอัดค่าหนึ่ง ถ้าหากขณะฉนวนได้รับแรงกลอัดนั้น ฉนวนได้รับแรงดันกระแสตรง DC ด้วย ถามว่าฉนวนแข็งนั้น จะทนแรงกลอัดเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร
  • 1 : ทนแรงอัดได้เพิ่มขึ้น เพราะสนามไฟฟ้าทำให้เกิดแรงต้านการอัด
  • 2 : ทนแรงอัดได้น้อยลง เพราะสนามไฟฟ้าทำให้เกิดแรงอัดเสริม
  • 3 : ทนแรงอัดได้เท่าเดิม เพราะสนามไฟฟ้าไม่ก่อให้เกิดแรงใด ๆ
  • 4 : ระบุไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิห้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 285 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 286 :
  • ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบของกำลังสูญเสียไดอิเล็กตริก
  • 1 : ionization loss
  • 2 : polarization loss
  • 3 : conduction loss
  • 4 : corona loss
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 287 :
  • ข้อใดไม่ใช่อิทธิพลของผลจากไอออนสภาพนำของ Conduction loss
  • 1 : อุณหภูมิ
  • 2 : ความชื้น
  • 3 : ค่าความต้านทานกระแสรั่ว
  • 4 : ความดันบรรยากาศ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 288 :
  • การเกิดเบรกดาวน์ในฉนวนแข็ง แบบใดมีช่วงเวลาที่สั้นที่สุดของแรงดันที่ป้อนเพื่อทดสอบ
  • 1 : เบรกดาวน์เนื่องจากผลทางเคมี
  • 2 : เบรกดาวน์เนื่องจากผลทางดีสชาร์จภายใน
  • 3 : เบรกดาวน์เนื่องจากผลทางเทอร์มัล
  • 4 : เบรกดาวน์เนื่องจากผลทางกล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 289 :
  • การทดสอบวัดค่าดีสชาร์จบางส่วน (Partial Discharge) ของอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูงเป็นการทดสอบแบบใด?
  • 1 : การทดสอบความคงทนอยู่ได้ต่อแรงดัน (Withstand voltage test)
  • 2 : การทดสอบแบบทำลาย ( Destructive test)
  • 3 : การทดสอบความทนทาน (Endurance test)
  • 4 : การทดสอบพิเศษเฉพาะอุปกรณ์ (Special test)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 290 :

  • 1 : ตัวเก็บประจุคาบเกี่ยว
  • 2 : ตัวเก็บประจุอิมพัลส์
  • 3 : ตัวเก็บประจุมาตรฐาน
  • 4 : ตัวเก็บประจุทดสอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 291 :

  • 1 : แรงดันตกคร่อมในโพรงอากาศ
  • 2 : แรงดันตกคร่อมวัสดุทดสอบ
  • 3 : แรงดันเริ่มดิสชาร์จ
  • 4 : แรงดันทดสอบจากแหล่งจ่าย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 292 :

  • 1 : ตัวเก็บประจุคาบเกี่ยว
  • 2 : ตัวเก็บประจุอิมพัลส์
  • 3 : ตัวเก็บประจุมาตรฐาน
  • 4 : ตัวเก็บประจุทดสอบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 293 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 67 : Test of high-voltage material and equipment
ข้อที่ 294 :
  • แรงดันทดสอบอิมพัลส์ BIL กำหนดไว้ว่าอย่างไร
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 : คำตอบ 1 และคำตอบ 3 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 295 :
  • การทดสอบไฟฟ้าแรงสูง ส่วนใหญ่จะเป็นการทดสอบแบบไม่ทำลาย ได้แก่การทดสอบดังนี้
  • 1 : การวัดแรงดันโคโรนาเริ่มเกิด การวัดดิสชาร์จบางส่วน (PD) การวัดอุณหภูมิเพิ่มขึ้น การวัดกำลังไฟฟ้าสูญเสียไดอิเล็กตริก
  • 2 : การทดสอบความคงทนต่อแรงดันกระแสสลับความถี่ต่ำ 1 นาที ทดสอบความคงทนต่อแรงดันอิมพัลส์ (BIL หรือ BSL)
  • 3 : การทดสอบวาบไฟตามผิว การทดสอบความคงทนต่อการเจาะทะลุในอากาศด้วยแรงดันอิมพัลส์หน้าคลื่นชัน
  • 4 : คำตอบ 1 และคำตอบ 2 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 296 :

  • 1 : เนื่องจากแรงดันเสิร์จสวิตชิ่งจะมีค่าเพิ่มตามระดับแรงดันระบบ ค่าแรงดันทดสอบ BIL อาจไม่เพียงพอ
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 : คำตอบ 1 และคำตอบ 3 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 297 :
  • หม้อแปลงไฟฟ้ากำลังทำไมต้องมีการทดสอบ BIL ก่อนนำไปติดตั้งใช้งาน
  • 1 : เพราะว่าหม้อแปลงมีโอกาสได้รับแรงดันเกินเสิร์จฟ้าผ่า
  • 2 : เพื่อทดสอบความคงทนของฉนวนรอบขดลวดรอบต้น ๆ (ด้านขั้วแรงสูง) ซึ่งจะได้รับความเครียดสนามไฟฟ้าสูงกว่าส่วนที่อยู่ห่างขั้วออกไป เมื่อเกิดแรงดันเสิร์จฟ้าผ่า
  • 3 : ฉนวนขดลวดรอบต้น ๆ จะเกิดเบรกดาวน์หรือดีสชาร์จบางส่วน เมื่อได้รับแรงดันเสิร์จฟ้าผ่า ถ้าออกแบบการฉนวนไม่ดี
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 298 :

  • 1 : R – L – C meter
  • 2 : Wheatstone bridge
  • 3 : Schering bridge
  • 4 : insulation meter
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 299 :
  • ถ้าต้องการหากำลังไฟฟ้าสูญเสียไดอิเล็กตริก (dielectric loss) ของเคเบิลแรงสูงขณะใช้งาน จะต้องทราบค่าอะไรบ้าง
  • 1 : ต้องทราบแรงดัน กระแสใช้งาน และ power factor
  • 2 :
  • 3 : ต้องทราบค่าความต้านทาน ค่าความจุไฟฟ้า , และแรงดันใช้งาน
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 300 :
  • วงจรทดสอบวัดค่ากำลังไฟฟ้าสูญเสียไดอิเล็กตริก (dielectric loss) ของวัสดุทดสอบประกอบด้วย ตัวจ่ายแรงดัน AC และวัสดุทดสอบ และอุปกรณ์ดังต่อไปนี้
  • 1 : ตัวเก็บประจุมาตรฐาน และเชอริงบริดจ์
  • 2 : ตัวเก็บประจุมาตรฐาน และ wheatstone bridge
  • 3 : ตัวเก็บประจุคับปลิง และ PD meter
  • 4 : ตัวเก็บประจุคับปลิง และ RLC meter
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 301 :
  • กำลังไฟฟ้าสูญเสียไดอิเล็กตริกในอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือวัสดุฉนวน อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด คือ
  • 1 : ดีสชาร์จโคโรนา ดีสชาร์จตามผิว และดีสชาร์จภายใน
  • 2 : สภาพนำของฉนวน (conductive) โพลาไรเซชัน และดีสชาร์จบางส่วน PD
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 302 :
  • ดีสชาร์จบางส่วน (PD) คืออะไร
  • 1 :
  • 2 : PD คือ ดีสชาร์จตามผิวฉนวนต่อกับตัวนำ ทำให้ผิวฉนวนเสีย
  • 3 : PD คือ ดีสชาร์จภายในเนื้อฉนวน เนื่องจากสิ่งแปลกปลอม
  • 4 : PD คือ ดีสชาร์จเบรกดาวน์ที่ไม่สมบูรณ์ เป็นดิสชาร์จที่ไม่เชื่อมโยงถึงกันระหว่างอิเล็กโตรด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 303 :
  • ทำไมมาตรฐานจึงกำหนดให้มีการทดสอบตรวจจับดีสชาร์จบางส่วน PD ในเคเบิลแรงสูงเพราะการเกิด PD ทำให้
  • 1 : เกิดการรบกวนอุปกรณ์สื่อสาร
  • 2 : อายุการใช้งานสั้นลง และอาจนำไปสู่การเกิดเบรกดาวน์ได้
  • 3 : เกิดการสูญเสียกำลังไฟฟ้า และเกิดความร้อน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 304 :
  • ค่าดีสชาร์จบางส่วน (PD) ตามมาตรฐาน IEC กำหนดหน่วยของ PD ว่าอะไร
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 305 :
  • วงจรพื้นฐานในการวัด PD ประกอบด้วยตัวจ่ายแรงดันทดสอบ AC วัสดุทดสอบ และองค์ประกอบอะไรบ้าง
  • 1 : ตัวเก็บประจุคับปลิง อิมพิแด๊นซ์ เครื่องวัด PD
  • 2 : ตัวเก็บประจุคับปลิง มิเตอร์วัดกระแสรั่ว
  • 3 : ตัวเก็บประจุมาตรฐานและเชอริงบริดจ์
  • 4 : ตัวเก็บประจุแรงสูง และไมโครแอมมิเตอร์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 306 :
  • การทดสอบ BIL ของวัสดุหรืออุปกรณ์ทดสอบจะป้อนแรงดันทดสอบชนิดใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 307 :
  • การทดสอบ BSL จะเป็นการทดสอบความคงทนต่อแรงดันอิมพัลส์สวิตชิ่งแก่วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้กับระบบแรงดันสูงสุดระดับใด
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 308 :
  • มาตรฐาน IEC กำหนดให้มีการทดสอบความคงทนต่อการเจาะทะลุของลูกถ้วยฉนวนดัวยแรงดันอิมพัลส์หน้าคลื่นชันในอากาศ ทดสอบเฉพาะลูกถ้วยประเภทใด
  • 1 : เฉพาะประเภท B คือลูกถ้วยที่มีความหนาเนื้อฉนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของระยะอาร์ก
  • 2 : เฉพาะประเภท B คือลูกถ้วยที่มีความหนาเนื้อฉนวนน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของระยะอาร์ก
  • 3 : เฉพาะประเภท A คือลูกถ้วยที่มีความหนาเนื้อฉนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของระยะอาร์ก
  • 4 : เฉพาะประเภท A คือลูกถ้วยที่มีความหนาเนื้อฉนวนน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของระยะอาร์ก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 309 :
  • มาตรฐานกำหนดให้มีการทดสอบความคงทนของลูกถ้วยฉนวนเฉพาะประเภท B ต่อแรงดันอิมพัลส์หน้าคลื่นชันเพราะว่า
  • 1 : ลูกถ้วยอาจได้รับแรงดันเสิร์จฟ้าผ่าที่มีความชันสูงจะทำให้ลูกถ้วยเกิดการ เจาะทะลุได้
  • 2 : การเกิดเจาะทะลุของลูกถ้วยฉนวน ทำให้ระยะวาบไฟตามผิว ( flashover ) สั้นลง
  • 3 : แรงดันอิมพัลส์หน้าคลื่นชันจะทำให้เกิดวาบไฟตามผิวย้อนกลับ ( backflashover ) ได้
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 310 :
  • การทดสอบ BIL หมายถึงข้อใด
  • 1 :
  • 2 : การทดสอบแรงดันอิมพัลส์รูปคลื่นฟ้าผ่า เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของฉนวนต่อแรงดัน
  • 3 : การทดสอบความคงทนแรงดันอิมพัลส์รูปคลื่นฟ้าผ่า ตามมาตรฐานกำหนด
  • 4 : การทดสอบแรงดันอิมพัลส์รูปคลื่นฟ้าผ่า เพื่อหาค่ากำลังไฟฟ้าสูญเสียไดเล็กตริก (dielectric loss)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 311 :
  • ข้อใดเป็นการเรียงลำดับแรงดันเบรกดาวน์ของอากาศระหว่างอิเล็กโตรดแท่ง-ระนาบจากน้อยไปมาก
  • 1 : switching > lightning > steep front
  • 2 : switching < lightning < steep front
  • 3 : steep front < switching < lightning
  • 4 : switching < steep front < lightning
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 312 :
  • หม้อแปลงไฟฟ้ากำลังทำไมจึงต้องมีการทดสอบ BIL
  • 1 : เพื่อทดสอบว่าโครงสร้างของหม้อแปลงนั้นๆจะทนต่อแรงดันเกินความถี่ไฟฟ้ากำลังได้หรือไม่
  • 2 : เพื่อทดสอบว่าฉนวนรอบขดลวดของหม้อแปลงนั้นๆจะทนต่อแรงดันเกินความถี่ไฟฟ้ากำลังได้หรือไม่
  • 3 : เพื่อทดสอบว่าโครงสร้างของหม้อแปลงนั้นๆจะทนต่อแรงดันเกินเสิร์จสวิตชิ่งได้หรือไม่
  • 4 : เพื่อทดสอบว่าฉนวนรอบขดลวดของหม้อแปลงนั้นๆจะทนต่อแรงดันเกินเสิร์จฟ้าผ่าได้หรือไม่
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 313 :
  • การที่ลูกถ้วยฉนวนมีครีบและเนื้อผิวที่โค้ง เพื่อประโยชน์อะไร
  • 1 : เพื่อให้แนวผิวของฉนวนโค้งไปตามเส้นศักย์ไฟฟ้า ซึ่งทำให้ความเครียดสนามไฟฟ้าตามผิวลูกถ้วยมีค่ามากที่สุด
  • 2 : เพื่อให้แนวผิวของฉนวนโค้งไปตามเส้นศักย์ไฟฟ้า ซึ่งให้ความเครียดสนามไฟฟ้าตามผิวลูกถ้วยมีค่าน้อยที่สุด
  • 3 : เพื่อให้แนวผิวของฉนวนไม่เกิดการรองรับน้ำฝน
  • 4 : เพื่อให้ลูกถ้วยมีความคงทนต่อแรงกลได้สูงขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 314 :
  • วงจรหม้อแปลงเทสลาปรับความถี่ได้ 200kHz เมื่อทดสอบลูกถ้วยแท่ง (line post) พอเปลี่ยนลูกถ้วยทดสอบเป็นแบบแขวน ความถี่จะได้ 200kHz ตามที่มาตรฐานกำหนดไว้หรือไม่ เพราะอะไร และถ้าไม่ได้จะปรับอย่างไรในทางปฏิบัติ
  • 1 : ได้ เพราะค่าเก็บประจุของลูกถ้วยทดสอบไม่มีผลกระทบต่อความถี่ของหม้อแปลงเทสลา
  • 2 : ได้ เพราะค่าเก็บประจุของลูกถ้วยทั้งสองแบบมีค่าเท่ากัน
  • 3 : ไม่ได้ เพราะค่าเก็บประจุของลูกถ้วยต่างแบบกันมีค่าไม่เท่ากัน แก้ไขโดยการปรับค่าความเหนี่ยวนำของขดลวดด้านแรงต่ำ
  • 4 : ไม่ได้ เพราะค่าเก็บประจุของลูกถ้วยต่างแบบกันมีค่าไม่เท่ากัน แก้ไขโดยการปรับค่าความเหนี่ยวนำของขดลวดด้านแรงสูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 315 :
  • ในการทดสอบ BIL สำหรับหม้อแปลง 3 เฟสขนาดใหญ่ ซึ่งมีค่าอิมพีแด๊นซ์ต่ำ และตัวเก็บประจุของเครื่องกำเนิดแรงดันอิมพัลส์มีขนาดจำกัด มักจะมีปัญหาในการปรับรูปคลื่นอย่างไร
  • 1 : รูปคลื่นมักจะมีค่ายอดต่ำ และช่วงหางคลื่นยาวเกินไป
  • 2 : รูปคลื่นมักจะมีค่ายอดต่ำ และช่วงหางคลื่นสั้นเกินไป
  • 3 : รูปคลื่นมักจะมีออสซิลเลชัน และช่วงหางคลื่นสั้นเกินไป
  • 4 : รูปคลื่นมักจะมีออสซิลเลชัน และช่วงหางคลื่นยาวเกินไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 316 :
  • ในการทดสอบลูกถ้วยแขวนและลูกถ้วยก้านตรง ด้วยแรงดันอิมพัลส์หน้าคลื่นชัน จะป้อนแรงดันที่ใด
  • 1 : ป้อนหัวครอบลูกถ้วยแขวน และก้านของลูกถ้วยก้านตรง
  • 2 : ป้อนก้านลูกถ้วยแขวน และหัวลูกถ้วยก้านตรง
  • 3 : ป้อนหัวครอบลูกถ้วยแขวน และหัวลูกถ้วยก้านตรง
  • 4 : ป้อนก้านลูกถ้วยแขวน และก้านของลูกถ้วยก้านตรง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 317 :
  • ต้องการทดสอบความคงทนต่อแรงดันเสิร์จ ของอุปกรณ์ GIS ระบบ 115 kV 50 Hz จะใช้แรงดันทดสอบจากตัวจ่ายอะไร
  • 1 : หม้อแปลงทดสอบ
  • 2 : เครื่องกำเนิดแรงดันสูงกระแสตรง
  • 3 : เครื่องกำเนิดแรงดันอิมพัลส์ฟ้าผ่า
  • 4 : เครื่องกำเนิดแรงดันอิมพัลส์สวิตชิ่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 318 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 319 :
  • ในขณะที่เกิดดิสชาร์จบางส่วน(PD) บนสายส่งแรงสูงแบบขึงอากาศ จะเกิดอะไรดังต่อไปนี้
  • 1 : คลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ในย่านความถี่สูง รบกวนระบบสื่อสาร
  • 2 :
  • 3 : เกิดเสียงฮิสซิ่ง (hissing)
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 320 :
  • แรงดันชนิดใดใช้ในการทดสอบความคงทนของลูกถ้วยฉนวนต่อการเจาะทะลุ(puncture test) ในน้ำมัน
  • 1 : แรงดันกระแสสลับความถี่ต่ำ
  • 2 : แรงดันกระแสสลับความถี่สูง
  • 3 : แรงดันอิมพัลส์หน้าคลื่นชัน
  • 4 : แรงดันอิมพัลส์สวิตชิ่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 321 :
  • แรงดันชนิดใดใช้ในการทดสอบความคงทนของลูกถ้วยฉนวนต่อการเจาะทะลุ(puncture test) ในอากาศ
  • 1 : แรงดันกระแสสลับความถี่ต่ำ
  • 2 : แรงดันกระแสสลับความถี่สูง
  • 3 : แรงดันอิมพัลส์หน้าคลื่นชัน
  • 4 : แรงดันอิมพัลส์สวิตชิ่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 322 :
  • Basic Impulse Insulation Level (BIL) คืออะไร
  • 1 : ค่าแรงดันทดสอบความคงทนต่อแรงดันอิมพัลส์ฟ้าผ่า (lightning impulse)
  • 2 : ค่าแรงดันทดสอบความคงทนต่อแรงดันอิมพัลส์สวิตชิ่ง(switching impulse)
  • 3 : ค่าแรงดันทดสอบความคงทนต่อแรงดันกระแสสลับความถี่ต่ำ
  • 4 : ค่าแรงดันทดสอบความคงทนต่อแรงดันกระแสสลับความถี่สูง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 323 :
  • ระดับสูงสุดของสนามไฟฟ้าที่ประชาชนสามารถรับได้อย่างปลอดภัยในที่สาธารณะตลอด 24 ชั่วโมง ที่กำหนดโดยองค์กร The International Radiation Protection Association (IRPA) มีค่าเท่าใด
  • 1 : 1 kV/m
  • 2 : 5 kV/m
  • 3 : 10 kV/m
  • 4 : 15 kV/m
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 324 :

  • 1 : 450 kV
  • 2 : 550 kV
  • 3 : 650 kV
  • 4 : 750 kV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 325 :
  • หม้อแปลงเทสลาที่ทดสอบประจำลูกถ้วยฉนวนตรวจสอบความบกพร่องของเนื้อฉนวนพอร์ซเลนในโรงงาน ความถี่ที่ใช้ทดสอบกันโดยทั่วไปจะมีความถี่
  • 1 : 1.2 – 5 kHz
  • 2 : 10 – 30 kHz
  • 3 : 100 – 250 kHz
  • 4 : 1000 – 2000 kHz
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 326 :
  • การทดสอบกับลูกถ้วยฉนวนไฟฟ้าแรงสูงทุกลูกในโรงงาน เพื่อดูว่ามีความบกพร่องจากการผลิตหรือไม่ โดยให้เกิดการวาบไฟตามผิวด้วยแรงดันความถี่สูงประมาณ 200 kHz ทดสอบที่ความถี่ 50 Hz เป็นเวลา 3-5 วินาที การทดสอบแบบนี้เรียกว่า
  • 1 : การทดสอบความคงทนต่อแรงดัน (withstand voltage test)
  • 2 : การทดสอบความทนทาน(endurance test)
  • 3 : การทดสอบเฉพาะ(type test)
  • 4 : การทดสอบประจำ(routine test)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 327 :
  • การทดสอบโดยการเพิ่มแรงดันทดสอบจนทำให้ ไดอิเล็กตริกเสียสภาพการเป็นฉนวนอันเนื่องจากความเครียดของสนามไฟฟ้าที่เกิดจากแรงดันที่ป้อน ทดสอบจนเกิดดิสชาร์จแตกสลายจนทำให้แรงดันระหว่าง อิเล็กโตรดลดลงต่ำ การทดสอบดังกล่าวเรียกว่า
  • 1 : การทดสอบความคงทนต่อแรงดัน (withstand voltage test)
  • 2 : การทดสอบความทนทาน (endurance test)
  • 3 : การทดสอบประจำ (routine test)
  • 4 : การทดสอบแบบทำลาย(destructive test)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 328 :
  • ในการทดสอบด้วยแรงดันทดสอบที่สภาวะกำหนด หลังจากทดสอบตัวอย่างทดสอบนั้น ๆ จะต้องไม่เกิดร่องรอยการแตกสลายใด ๆ ทั้งสิ้น เราเรียกการทดสอบแบบนี้ว่า
  • 1 : การทดสอบความคงทนต่อแรงดัน (withstand voltage test)
  • 2 : การทดสอบความทนทาน (endurance test)
  • 3 : การทดสอบประจำ (routine test)
  • 4 : ผิดทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 329 :
  • การทดสอบลูกถ้วยฉนวนพอร์ซเลนด้วยแรงดันอิมพัลส์หน้าคลื่นชันในอากาศตามมาตรฐาน IEC กำหนดเรียกว่าการทดสอบ
  • 1 : ความคงทนต่อการเจาะทะลุในอากาศ
  • 2 : ความทนทาน
  • 3 : แบบประจำ
  • 4 : แบบทำลาย
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 330 :
  • การทดสอบ BIL สำหรับหม้อแปลงไฟฟ้ากำลัง การสร้างรูปคลื่นตัด (Chopped wave) จะต้องอาศัยอุปกรณ์ใดในการสร้างรูปคลื่น
  • 1 : สปราค์แกป
  • 2 : วงจร RC
  • 3 : ชุกทริกสัญญาณ
  • 4 : แกปขนานที่เอาท์พุท
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 331 :
  • การทดสอบหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังในระบบจำหน่ายแรงดันสูงพิกัด 22 kV หัวข้อใดไม่ต้องทำการทดสอบ
  • 1 : BIL
  • 2 : BSL
  • 3 : Temperature rise test
  • 4 : Dielectric loss
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 332 :
  • ลูกถ้วยฉนวนไฟฟ้าในระบบจำหน่ายไฟฟ้ากำลัง พิกัด 115 kV ไม่จำเป็นต้องผ่านการทดสอบหัวข้อใด
  • 1 : Impulse voltage test
  • 2 : Puncture test
  • 3 : Induced overvoltage test
  • 4 : Temperature rise test
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 333 :
  • การทดสอบที่กระทำต่ออุปกรณ์ทุกยูนิตที่ผลิตออกมา ความหมายคือข้อใด?
  • 1 : Type test
  • 2 : Special test
  • 3 : Routine test
  • 4 : Aging test
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 334 :
  • ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับการจัดเตีรยมแรงดันสูงกระแสสลับเพื่อการทดสอบ
  • 1 : ไม่ควรมีส่วนประกอบของ AC ที่จะทำให้เกิด Ripple Factor เกิน 3%
  • 2 : ต้องเป็นสัญญาณ Sine ความถี่อยู่ในช่วง 45-60 Hz
  • 3 :
  • 4 : สำหรับการทดสอบมลภาวะอาจต้องใช้กระแสสูงกว่า 15 A
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 335 :
  • การทดสอบวัดค่าดีสชาร์บางส่วนของสายเคเบิลแรงดันสูง ในการวัดตามมาตรฐานมีหน่วยที่เรียกว่าอะไร?
  • 1 : ไมโครฟารัด
  • 2 : พิโคฟารัด
  • 3 : ไมโครคูลอมส์
  • 4 : พิโคคูลอมส์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 336 :
  • ค่ากำลังงานสูญเสียไดอิเล็กตริกในวัสดุฉนวนหรือฉนวนในอุปกรณ์อุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูงหาได้จากสมการใด?
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 337 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 338 :
  • ข้ดใดไม่เกี่ยวข้องกับการกำหนดคุณสมบัติของโวลเตจดิไวเดอร์ที่ใช้วัดแรงดันทดสอบอิมพัลส์
  • 1 : ใช้ในการปรับค่าของเวลาหน้าคลื่นและหางคลื่นได้
  • 2 : เวลาตอบสนอง T ต้องน้อยกว่า 0.2 ไมรโครวินาที
  • 3 :
  • 4 : ไม่เป็นโหลดให้กับเครื่องกำเนิดอิมพลัส์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 339 :
  • ข้อกำหนดคุณลักษณะใด? ไม่เกี่ยวข้องกับการออกแบบระบบวัด Partial Discharge อ้างอิงตามมาตรฐานใหม่ของ IEC ที่ระบุไว้
  • 1 : อิมพีแดนซ์ถ่ายโอน Z (f)
  • 2 : ความถี่จำกัดล่างและบน
  • 3 : วงจรรักษาความถี่ของระบบไม่ให้เปลี่ยนแปลง
  • 4 : เวลาแยกชัดพัลส์ (pulse resolution time)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 340 :

  • 1 : Lightning Discharge Gap
  • 2 : Lightning Surge Arrester
  • 3 : Lightning Rod
  • 4 : Lightning Counter
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 341 :

  • 1 : ระยะรั่ว
  • 2 : ระยะรั่วป้องกัน
  • 3 : ระยะอาร์กแห้ง
  • 4 : ระยะอาร์กเบียก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 342 :

  • 1 : ลูกถ้วยประเภท A
  • 2 : ลูกถ้วยประเภท B
  • 3 : ลูกถ้วยประเภท Post Insulator
  • 4 : ลูกถ้วยประเภท Pin Insulator
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 343 :

  • 1 : ลูกถ้วยประเภท A
  • 2 : ลูกถ้วยประเภท B
  • 3 : ลูกถ้วยประเภท Post Insulator
  • 4 : ลูกถ้วยประเภท Pin Insulator
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 344 :

  • 1 : การทดสอบหาค่าดิสชาร์บางส่วน (PD)
  • 2 :
  • 3 : การทดสอบฉนวนด้วยแรงดันสูงอิมพัลส์ (BIL)
  • 4 : การทดสอบกระแสลัดวงจรสำหรับขดลวด (Short circuit test)
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
เนื้อหาวิชา : 68 : Lightning and switching overvoltages
ข้อที่ 345 :

  • 1 : 1100 kV ไม่เกิดวาบไฟย้อนกลับ เพราะค่าเสิร์จยังต่ำกว่า BIL
  • 2 : 1100 kV เกิดวาบไฟย้อนกลับ เพราะค่าเสิร์จสูงกว่า BIL
  • 3 : 850 kV เกิดวาบไฟย้อนกลับ เพราะค่าเสิร์จสูงกว่า BIL
  • 4 : 550 kV ไม่เกิดวาบไฟย้อนกลับ เพราะค่าเสิร์จเท่ากับ BIL
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 346 :

  • 1 : น้อยกว่า 600 kV
  • 2 : เท่ากับ 600 kV
  • 3 : มากกว่า 600 kV แต่น้อยกว่า 1200 kV
  • 4 : เท่ากับ 1000 kV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 347 :

  • 1 : เท่ากับ 300 kV
  • 2 : เท่ากับ 1200 kV
  • 3 : เท่ากับ 200 kV
  • 4 : เท่ากับ 600 kV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 348 :
  • ถ้าเกิดฟ้าผ่าลงใกล้เคียงสายส่งแรงสูง อาจทำให้เกิดแรงดันเกินเสิร์จบนสายส่งแรงสูงถึง 300 kV จะเกิดผลกระทบต่อการฉนวนของระบบที่ใช้แรงดันต่ำกว่า 69 kV หรือไม่ เพราะอะไร
  • 1 : ไม่เกิดเพราะว่าระบบ 69 kV มีค่า BIL = 325 kV
  • 2 : เกิดผลกระทบเพราะการฉนวนระบบมีค่า BIL ต่ำกว่าแรงดันเสิร์จ
  • 3 : เกิดผลกระทบเพราะการฉนวนระบบทนต่อแรงดันเกิน AC ได้ต่ำกว่า 140 kV
  • 4 : ไม่เกิดผลกระทบเพราะแรงดันเกินเสิร์จเกิดจากการเหนี่ยวนำมีพลังงานต่ำ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 349 :

  • 1 : ค่า BIL จะมีค่าน้อยเมื่อเทียบกับแรงดันเสิร์จสวิตชิ่งที่เกิดขึ้นจะมีค่าเพิ่มตามระดับแรงดันระบบ
  • 2 :
  • 3 : พลังงานของเสิร์จสวิตชิ่งจะมีค่าสูงกว่าพลังงานจากเสิร์จฟ้าผ่า
  • 4 : ไม่สามารถป้องกันการเกิดอาร์กซ้ำ (restriking)ได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 350 :
  • เมื่อเซอร์กิตเบรเกอร์ตัดวงจรหม้อแปลงขณะไม่มีโหลด ทำไมจึงเกิดออสซิลเลชันความถี่สูงกว่าความถี่พลังงาน
  • 1 :
  • 2 : เพราะว่าขดลวดหม้อแปลงมีค่า L และ C ทำให้เกิดการถ่ายทอดพลังงานระหว่าง L กับ C จึงเกิดเป็นออสซิลเลชัน
  • 3 : เพราะว่าหม้อแปลงมีกระแสสร้างสนามแม่เหล็กตลอดเวลาที่ป้อนแรงดันแม้จะไม่มีโหลด
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 351 :
  • เซอร์กิตเบรเกอร์ตัดกระแสสร้างสนามแม่เหล็กของหม้อแปลงไฟฟ้ากำลัง 3 เฟส 24 kV 50 Hz มีค่าเก็บประจุ 2500 pF และความเหนี่ยวนำ L = 14.7 H ถ้ากระแสถูกตัดขณะไม่มีโหลดเท่ากับ 3 A จงหาแรงดันตกคร่อมหน้าสัมผัส
  • 1 : 68 kV
  • 2 : 48 kV
  • 3 : 230 kV
  • 4 : 136 kV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 352 :
  • เซอร์กิตเบรเกอร์ตัดตัวเก็บประจุ capacitor bank ระบบ 3 เฟส 24 kV 50 Hz นิวตรัลต่อลงดิน คำนวณหาแรงดันเกินคร่อมหน้าสัมผัสเซอร์กิตเบรเกอร์จะได้อย่างน้อย
  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 353 :
  • เซอร์กิตเบรเกอร์ ( CB ) ตัดวงจรเก็บประจุ capacitor bank ที่ใช้ชดเชยแฟกเตอร์กำลัง อาจเกิดแรงดันเกินเสิร์จสวิตชิ่งคร่อมหน้าสัมผัส CB ได้ถึง 3 เท่าของแรงดันใช้งานปกติ นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
  • 1 : เกิดขึ้นได้ถ้ามีการอาร์กซ้ำ ( restriking ) เมื่อ CB ตัดวงจร
  • 2 : เกิดขึ้นเมื่อโหลดแบบเหนี่ยวนำถูกตัดออกหมดทันที
  • 3 : เกิดขึ้นเมื่อนิวตรัลของระบบที่ต่อลงดินโดยตรงเกิดขาด
  • 4 : เกิดขึ้นเมื่อสายเฟสหนึ่งเกิดขาด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 354 :
  • ระบบส่งจ่ายแรงสูง 3 เฟส 50 Hz นิวตรัลต่อลงดินโดยตรง ถ้าเกิดเฟสหนึ่งผิดพร่องลงดินโดยตรง จะทำให้เกิดแรงดันเกินที่เฟสใด เป็นแบบใดถ้าเซอร์กิตเบรเกอร์ยังไม่ตัดวงจรเฟสที่ผิดพร่อง
  • 1 : เกิดแรงดันเกินเฟสที่ผิดพร่องลงดิน เนื่องจากกระแสผิดพร่องมีค่าสูง
  • 2 : เกิดแรงดันเกินเฟสที่ไม่ผิดพร่องมีค่าเป็น 2 เท่าของค่ายอดเฟส
  • 3 : เกิดแรงดันเกินเฟสที่ไม่ผิดพร่อง จะมีค่าไม่เกิน 80% ของแรงดัน เฟส-เฟส
  • 4 : เกิดแรงดันเกินเฟสที่ไม่ผิดพร่องเท่ากับแรงดัน เฟส-เฟส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 355 :
  • ระบบส่งจ่ายแรงสูง 3 เฟส 50 Hz นิวตรัลต่อลงดินโดยตรง ถ้าเกิดเฟสหนึ่งผิดพร่องลงดินโดยตรง ทำให้เซอร์กิตเบรเกอร์ทำงานตัดวงจรผิดพร่อง จะเกิดแรงดันเกินที่เฟสใดสูงสุด และเป็นแบบใด
  • 1 : เกิดแรงดันเกินเสิร์จแบบสวิตชิ่ง มีค่าสูง 2 เท่าของค่ายอดเฟส หรือมากกว่าถ้าเกิดอาร์กซ้ำที่หน้าสัมผัสเซอร์กิตเบรเกอร์
  • 2 : เกิดแรงดันเกินเสิร์จแบบสวิตชิ่ง มีค่าเท่ากับแรงดันเฟส-เฟส ที่เฟสผิดพร่อง
  • 3 : เกิดแรงดันเกินแบบสวิตชิ่งมีค่าไม่เกิน 80% ของแรงดัน เฟส-เฟส บนเฟสผิดพร่อง
  • 4 : เกิดแรงดันเกินเสิร์จสวิตชิ่งเท่ากันทุกเฟสมีค่าเท่ากับ 2 เท่าค่ายอดเฟส
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 356 :
  • ปรากฎการณ์ back flashover คืออะไร
  • 1 : ปรากฎการณ์ของฟ้าผ่าชนิดหนึ่ง
  • 2 : ฟ้าผ่าโดยตรงเข้าที่สายส่งแรงสูง
  • 3 : ฟ้าผ่าจากพื้นโลกขึ้นไปที่ชั้น บรรยากาศ
  • 4 : ฟ้าผ่าที่ลงสายดินแล้วทำให้แรงดันเกินเสิร์จวาบไฟย้อนกลับเข้าที่สายส่ง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 357 :
  • Ferranti effect คืออะไร
  • 1 : แรงดันเกินชั่วครู่แบบรีโซแนนซ์
  • 2 : การเกิดผิดพร่องลงดินแบบไม่สมดุล
  • 3 : การสับสวิตช์ บนสายส่งระยะไกลที่ปลายทางไม่มีโหลดทำให้เกิดแรงดันเกินที่ปลายทาง
  • 4 : การปลดโหลดเต็มที่แบบเหนี่ยวนำออกไป แล้วเพิ่มโหลดแบบเก็บประจุเข้าไปทันทีทันใด
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 358 :
  • เบรเกอร์ตัดกระแสที่สร้างสนามแม่เหล็ก ของหม้อแปลงสามเฟส 24 kV, 50 Hz พิกัดขนาด 2,000 kVA ที่ 2.5 A มีค่า เก็บประจุ C= 2000 pF จะเกิดแรงดันตกคร่อมหน้าสัมผัส ของเบรเกอร์เท่าไร
  • 1 : 170 kV
  • 2 : 235 kV
  • 3 : 228 kV
  • 4 : 198 kV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 359 :
  • อุปกรณ์ไฟฟ้าที่จะนำไปใช้ในระบบ 3 เฟส 230 kV, 50 Hz จะต้องทำการทดสอบ BIL ตามมาตราฐาน IEC ซึ่งกำหนดไว้หลายค่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการต่อนิวตรัลลงดินโดยตรง จงกำหนดแรงดันทดสอบ BIL
  • 1 : 650 kV
  • 2 : 750 kV
  • 3 : 850 kV
  • 4 : 1050 kV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 360 :

  • 1 : SiC
  • 2 : ZnO
  • 3 : MgO
  • 4 : Ar
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 361 :
  • ข้อใดต่อไปนี้ที่จำเป็นต้องรู้สำหรับการเลือกระดับแรงดันป้องกันของกับดัก
  • 1 : ค่าแรงดันBILของระบบ
  • 2 : ค่าแรงดันสปาร์กหางคลื่นที่สูงสุดของรูปคลื่น 1.2/50 ไมโครวินาที
  • 3 : ค่าแรงดันที่เหลือค้างสูงสุดคร่อมกับดักที่กระแสกำหนดกับดักคือ 5 kA หรือ 10 kA
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 362 :
  • เมื่อคลื่นจร(travelling wave) ที่มีขนาด 100 kV เคลื่อนที่ในสายส่งไปทางด้านที่มีปลายเปิด ที่ปลายเปิดนี้จะมีค่าแรงดันเป็นเท่าใด
  • 1 : 50 kV
  • 2 : 100 kV
  • 3 : 150 kV
  • 4 : 200 kV
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 363 :
  • ผลของเฟอร์รันตี้ (Ferranti effect) ที่เกิดขึ้นในสายส่งขึ้นอยู่กับอะไร
  • 1 : กระแสที่ไหลผ่านชั้นท์แบบเก็บประจุของสายส่ง
  • 2 : กระแสที่ไหลผ่านความเหนี่ยวนำของสายส่ง
  • 3 : ความยาวของสายส่ง
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 364 :
  • ข้อใดไม่ใช่ ผลกระทบจากฟ้าผ่า (Lightning Effect)
  • 1 : ผลทางความร้อน
  • 2 : ผลทางความดันบรรยายกาศ
  • 3 : ผลทางไฟฟ้า
  • 4 : ผลทางกล
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 365 :
  • ข้อใดคือคุณสมบัติของฉนวนแข็ง
  • 1 : ระบายความร้อนได้ดี
  • 2 : ฉนวนมีความแทรกซึมได้ดี
  • 3 : กลับคืนสู่สภาพความเป็นฉนวนไม่ได้เมื่อเสื่อมสภาพ
  • 4 : ปรับค่าความเป็นฉนวนเพิ่มขึ้นได้
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 366 :
  • ข้อใดไม่ใช่ส่วนประกอบภายในกับดักฟ้าผ่า
  • 1 : Linear Resistors
  • 2 : Non-linear Resistors
  • 3 : Sic
  • 4 : ZnO
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 367 :
  • ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของกับดักฟ้าผ่าแบบ ZnO
  • 1 : ไม่มีแกปข้างใน
  • 2 : รับพลังงานเพิ่มได้โดยการต่อกับดักฟ้าผ่าแบบขนาน
  • 3 : ความเปรอะเปื้อนไม่มีผลต่อการต่อการทำงาน
  • 4 : มีกระแสไหลตาม (follow current) เมื่อแรงดันเสิร์จผ่านไป
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 368 :
  • ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของแรงดันเกินชั่วครู่ (Temporary Overvoltage : TOV)
  • 1 : ความถี่อาจสูงกว่าหรือต่ำกว่าความถี่พลังงาน
  • 2 : เป็นแรงดันเกินที่มีลักษณะของออสซิลเลชัน
  • 3 : ความถี่ของออสซิลเลชันจะเท่ากับความถี่พลังงาน
  • 4 : ความถี่จะมีออสซิลเลชันสูงซ้อนความถี่ระบบ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
เนื้อหาวิชา : 69 : Lightning protection
ข้อที่ 369 :
  • ในระบบป้องกันฟ้าผ่าการติดตั้งตัวนำลงดินจะต้องมิให้เกิดวาบไฟด้านข้าง (side flash) ท่านเข้าใจหลักการนี้อย่างไร
  • 1 : ตัวนำลงดินจะต้องมีค่าอิมพีแด๊นซ์ต่ำ และมีค่าเหนี่ยวนำน้อย
  • 2 : หากอาคารมีความกว้างยาวมาก ต้องใช้ตัวนำลงดินหลายๆเส้นขนานกัน
  • 3 : หากอาคารมีความสูงมากๆ ต้องมีการเชื่อมโยงตัวนำลงดินที่ขนานกันในช่วงกลางของความสูง
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 370 :
  • ตัวนำล่อฟ้าของระบบป้องกันที่มีความต้านทานดินต่างกัน จะให้ประสิทธิผลการล่อฟ้าต่างกันอย่างไร
  • 1 : เสาล่อฟ้าที่มีความต้านทานดินสูงจะสร้างสตรีมเมอร์ได้ยาวกว่า ทำให้มีบริเวณป้องกันมากยิ่งขึ้น
  • 2 : เสาล่อฟ้าที่มีความต้านทานดินสูงจะสร้างสตรีมเมอร์ได้ยาวกว่า ทำให้มีบริเวณป้องกันน้อยลง
  • 3 : เสาล่อฟ้าที่มีความต้านทานดินต่ำจะสร้างสตรีมเมอร์ได้ยาวกว่า ทำให้มีบริเวณป้องกันมากยิ่งขึ้น
  • 4 : เสาล่อฟ้าที่มีความต้านทานดินต่ำจะสร้างสตรีมเมอร์ได้ยาวกว่า ทำให้มีบริเวณป้องกันน้อยลง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 371 :
  • รากสายดินแบบแท่งกลมยาว 3 เมตร และเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เซนติเมตร ฝังดิ่งลงไปในดินที่มีความต้านทานจำเพาะ 200 โอห์ม-เมตร จงคำนวณหาความต้านทานดิน
  • 1 : 38 โอห์ม
  • 2 : 48 โอห์ม
  • 3 : 58 โอห์ม
  • 4 : 68 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 372 :
  • รากสายดินเป็นเส้นทองแดงแบนหนา 3.5 มิลลิเมตร กว้าง 35 มิลลิเมตร ยาว 100 เมตร ความต้านทานจำเพาะของดินมีค่าเท่ากับ 200 โอห์ม-เมตร จงคำนวณหาความต้านทานดิน
  • 1 : 3.7 โอห์ม
  • 2 : 4.7 โอห์ม
  • 3 : 5.7 โอห์ม
  • 4 : 6.7 โอห์ม
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 373 :
  • โดยทั่วไปฟ้าผ่าจะเริ่มต้นในก้อนเมฆที่มีประจุสะสม ซึ่งมีการกระจายของประจุ โดยที่ฐานของก้อนเมฆมีประจุเป็นลบ ส่วนบนของก้อนเมฆมีประจุเป็นบวก อยากทราบว่าจุดเริ่มต้นของการเกิดฟ้าผ่ามักจะเกิดขึ้นจากจุดใดเป็นส่วนใหญ่
  • 1 : เกิดที่ฐานของก้อนเมฆที่มีประจุลบ
  • 2 : เกิดจากส่วนบนของก้อนเมฆที่มีประจุบวก
  • 3 : เกิดจากตรงรอยต่อระหว่างประจุบวกกับลบในก้อนเมฆ
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 374 :
  • ระยะฟ้าผ่าซึ่งเป็นระยะช่วงสุดท้ายของหัวนำร่องที่จะวิ่งเข้าหาวัตถุที่อยู่ใกล้ที่สุดจะมีค่าโดยเฉลี่ยประมาณเท่าใด
  • 1 : 10 เมตร
  • 2 : 50 เมตร
  • 3 : 100 เมตร
  • 4 : 150 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 375 :
  • การเกิดฟ้าผ่ามักก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงต้องมีการป้องกัน ใครเป็นผู้แนะนำให้ใช้เสาล่อฟ้าเป็นคนแรกของโลก
  • 1 : D’Alibard
  • 2 : J. Priestley
  • 3 : B. Franklin
  • 4 : A. Spencer
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 376 :
  • การติดตั้งเสาล่อฟ้าด้วยวิธีทรงกลมกลิ้ง (rolling sphere) คือการใช้ทรงกลมกลิ้งบนหรือรอบบริเวณสิ่งที่จะป้องกันจนสัมผัสพื้นดินและสิ่งอยู่เหนือดินถ้าสัมผัสจุดใดจุดนั้นต้องติดตั้งตัวนำล่อฟ้า ตามข้อกำหนดของมาตรฐาน IEC ทรงกลมกลิ้งมีรัศมีเท่าใด
  • 1 : รัศมีเท่ากับความสูงของสิ่งที่จะป้องกันที่สูงสุด
  • 2 : รัศมีเท่ากับครึ่งหนึ่งของความสูงของสิ่งที่จะป้องกันที่สูงสุด
  • 3 : รัศมีเท่ากับระยะฟ้าผ่า (striking distance)
  • 4 : รัศมีเท่ากับ 100 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 377 :
  • การติดตั้งตัวนำล่อฟ้าด้วยวิธีทรงกลมกลิ้ง (rolling sphere) ตามข้อกำหนดมาตรฐาน IEC เกี่ยวข้องกับข้อใด
  • 1 : ขนาดกระแสฟ้าผ่าและระดับป้องกัน
  • 2 : ระยะฟ้าผ่า (striking distance)
  • 3 : บริเวณป้องกัน (protective space)
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 378 :
  • ตัวนำล่อฟ้า คืออะไร คำอธิบายข้อใดถูกต้อง
  • 1 : คือตัวนำอาจเป็นแท่งหรือสายตัวนำ ที่ทำหน้าที่รับฟ้าผ่าหรือล่อให้ฟ้าผ่าที่ตัวนำล่อฟ้าถ้าหากจะมีฟ้าผ่าขึ้นในบริเวณนั้น
  • 2 : คือตัวนำที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ฟ้าผ่าขึ้น
  • 3 : คือตัวนำที่มีความต้านทานสูงเพื่อจำกัดกระแสฟ้าผ่าให้มีค่าน้อยลง
  • 4 : คือตัวนำที่มีปลายแหลมติดตั้งบนเสาฉนวนเพื่อให้มีความเครียดสนามไฟฟ้าสูง เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการล่อฟ้าให้ดีขึ้น
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 379 :
  • ประสิทธิผลของเสาล่อฟ้าขึ้นอยู่กับอะไร ข้อใดเป็นคำตอบที่ถูกต้อง
  • 1 : ขึ้นอยู่กับระดับมลภาวะของอากาศ
  • 2 : ขึ้นอยู่กับความสว่าง เวลากลางวันหรือกลางคืน
  • 3 : ขึ้นอยู่กับจำนวนวันเกิดฟ้าคะนองในรอบปี (thunderstorm day)
  • 4 : ขึ้นอยู่กับค่าความต้านทานของดินของตัวนำล่อฟ้า ที่มีผลต่อการสร้างสตรีมเมอร์
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 380 :
  • บริเวณป้องกันฟ้าผ่าโดยตรง (protective space) หาได้อย่างไร
  • 1 : โดยใช้มุม 45 องศากับตัวนำล่อฟ้าในแนวดิ่งและแนวระดับ
  • 2 : โดยใช้ความสูงของตัวนำล่อฟ้าเป็นรัศมีของวงกลมหมุนรอบจุดยอดสูงสุดของตัวนำล่อฟ้า
  • 3 : โดยใช้หลักการทรงกลมกลิ้ง (rolling sphere) ที่มีรัศมีเท่ากับระยะฟ้าผ่า
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 381 :
  • ระบบป้องกันฟ้าผ่าแก่สิ่งปลูกสร้างประกอบด้วย ตัวนำล่อฟ้า ตัวนำลงดิน และระบบรากสายดิน อยากทราบว่าตัวนำลงดินคืออะไร
  • 1 : คือตัวนำที่ต่อระหว่างตัวนำล่อฟ้ากับรากสายดิน ทำหน้าที่ให้กระแสฟ้าผ่าไหลลงสู่ดินในแนวที่สั้นที่สุด
  • 2 : คือตัวนำที่เชื่อมต่อตัวนำล่อฟ้าทั้งหลายให้ต่อถึงกันทางไฟฟ้า
  • 3 : คือตัวนำที่เชื่อมต่อตัวนำแท่งรากสายดินทั้งหลายให้ประสานถึงกัน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 382 :
  • รากสายดินทำหน้าที่กระจายกระแสฟ้าผ่าลงไปในดินได้สะดวกและรวดเร็วลักษณะระบบสายดินที่ดีคืออะไร
  • 1 : ไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่คนและสัตว์เนื่องจากแรงดันช่วงก้าว
  • 2 : ความต้านทานดินต่ำ ไม่ก่อให้เกิดวาบไฟด้านข้าง (side flash)
  • 3 : ไม่ก่อให้เกิดการรบกวนแก่อุปกรณ์ที่มีความไวต่อการรบกวน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 383 :

  • 1 : ทำความต้านทานจำเพาะของดินให้ต่ำ
  • 2 : ใช้ความยาวของรากสายดินสั้น
  • 3 : จำนวนแท่งมากๆ โดยวางติดกัน
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 384 :

  • 1 : เพิ่มความยาวของแท่งรากสายดิน แต่ต้องไม่เกินความยาววิกฤต
  • 2 : เพิ่มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของแท่งรากสายดินเป็น 10 เท่า
  • 3 : ลดจำนวนแท่งรากสายดินฝังดิ่งให้น้อยลง
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 385 :

  • 1 : ที่มีโอห์มสูง ล่อฟ้าดีกว่าโอห์มต่ำ
  • 2 : ที่มีโอห์มต่ำ ล่อฟ้าดีกว่า โอห์มสูง
  • 3 : ที่มีโอห์มสูงและโอห์มต่ำล่อฟ้าได้ดีเท่ากัน
  • 4 : ไม่มีข้อใดถูก
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 386 :

  • 1 :
  • 2 :
  • 3 :
  • 4 :
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 387 :
  • การต่อประสานรากสายดิน (grounding bonding) มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร
  • 1 : เพื่อลดความต่างศักย์ระหว่างตัวนำ 2 จุดหรือ 2 ระบบ เนื่องจากกระแสฟ้าผ่า
  • 2 : เพื่อป้องกันการเกิดสปาร์ก ที่อาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ เกิดระเบิดและอันตรายต่อชีวิต
  • 3 : เพื่อให้กระแสฟ้าผ่าไหลลงสู่ดินได้
  • 4 : คำตอบ 1 และคำตอบ 2 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 388 :

  • 1 : ไม่เกิดเบรกดาวน์ เพราะตัวนำมีระยะห่างมากกว่าระยะเบรกดาวน์
  • 2 : เกิดเบรกดาวน์ เพราะกระแสฟ้าผ่าต่ำกว่า ได้ระยะ S น้อยกว่า 2 เมตร
  • 3 : ไม่เกิดเบรกดาวน์เพราะตัวนำมีระยะห่างน้อยกว่าระยะเบรกดาวน์
  • 4 : คำตอบ 1 และคำตอบ 2 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 389 :
  • แม้จะได้มีการติดตั้งระบบป้องกันฟ้าผ่าแก่อาคาร แต่อุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในอาคารอาจได้รับการรบกวนหรือเกิดความเสียหายจากผลของฟ้าผ่าได้ การรบกวนดังกล่าวเข้าไปถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างไร
  • 1 : โดยทางตัวนำ (conduction galvanic) ทางสายป้อนกำลัง หรือทางสายดิน
  • 2 : โดยการเหนี่ยวนำ (induction) ผ่านทางสนามไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก
  • 3 : โดยทางแสงจากลำฟ้าผ่า
  • 4 : คำตอบ 1 และคำตอบ 2 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 390 :
  • ผลของฟ้าผ่าอาจทำให้เกิดแรงดันเสิร์จเข้าทางสายป้อนกำลังแรงต่ำได้จึงทำให้เกิดความเสียหายแก่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จึงต้องมีการป้องกันซึ่งอาจทำได้หลายวิธี วิธีในข้อใดถูกต้อง
  • 1 : ใช้กับดักเสิร์จ (surge suppressor) ป้องกันที่สายป้อนกำลัง
  • 2 : ใช้การป้องกันด้วยกล่องชีลด์ (shielding box)
  • 3 : ใช้สายป้อนกำลังที่ทนแรงดันได้สูงขึ้น
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 1
ข้อที่ 391 :
  • วิธีการออกแบบจัดวางตำแหน่งตัวนำล่อฟ้าวิธีใดที่มาตรฐานการป้องกันฟ้าผ่าสำหรับสิ่งปลูกสร้าง ของ ว.ส.ท. แนะนำให้ใช้
  • 1 : วิธีทรงกลมกลิ้ง (rolling sphere method)
  • 2 : วิธีโครงตาข่าย (mesh method)
  • 3 : วิธีมุมป้องกัน (protective angle method)
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 392 :
  • การวัดความต้านทานจำเพาะของดิน (soil resistivity) สามารถวัดด้วยวิธีใด
  • 1 : วิธีวัดด้วยโอห์มมิเตอร์ (ohm-meter)
  • 2 : วิธีวัดด้วยเครื่อง insulation tester
  • 3 : วิธีวัดด้วยเครื่องวัดความต้านทานดิน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 393 :
  • เงื่อนไขในการพิจารณาค่าความต้านทานของดินสำหรับระบบป้องกันฟ้าผ่า คือข้อใด
  • 1 : มีความต้านทานต่ำ โดยไม่ทำให้เกิดอันตรายจากแรงดันช่วงก้าว
  • 2 : มีความต้านทานต่ำ โดยไม่ทำให้เกิดวาบไฟด้านข้าง
  • 3 : มีค่าความต้านทานต่ำกว่า 0.1 โอห์ม
  • 4 : คำตอบ 1 และคำตอบ 2 ถูกต้อง
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 394 :
  • “step voltage” หมายถึงข้อใด
  • 1 : ลักษณะการเพิ่มขนาดของแรงดันเป็นลำดับขั้นจากผลของกระแสฟ้าฝ่ากระจายลงดิน
  • 2 : แรงดันระหว่างช่วงก้าวของคนหรือสัตว์ที่ทำให้เกิดจากผลของกระแสฟ้าผ่ากระจายลงดิน
  • 3 : แรงดันช่วงก้าวที่เกิดจากผลความต้านทานดินที่ไม่เท่ากันของระบบต่อลงดิน
  • 4 : ถูกทุกข้อ
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 395 :
  • ค่าความต้านทานจำเพาะของดินมีหน่วยวัดอย่างไร
  • 1 : โอห์มต่อตารางเมตร
  • 2 : โอห์มต่อลูกบาศก์เมตร
  • 3 : โอห์ม-เมตร
  • 4 : โอห์มต่อเมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
ข้อที่ 396 :
  • การวัดค่าความต้านทานจำเพาะของดิน โดยวิธี four-point method ถ้าสมมุติระยะ "a" ระหว่างแท่งตัวนำ (rod) แต่ละแท่งมีความห่างเท่ากันเป็น 20 เมตร และที่มิเตอร์อ่านค่าความต้านทานได้ 2 โอห์ม ค่าความต้านทานจำเพาะของดินมีค่าเท่ากับข้อใด
  • 1 : 25.1 โอห์ม-เมตร
  • 2 : 51 โอห์ม-เมตร
  • 3 : 101 โอห์ม-เมตร
  • 4 : 251 โอห์ม-เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 397 :
  • การวัดค่าความต้านทานจำเพาะของดิน โดยวิธี four-point method ถ้าสมมุติระยะ "a" ระหว่างแท่ง rod มีความห่างเท่ากันเป็น 10 เมตร ระยะความลึก "b" ของแท่งอิเล็กโตรดช่วย ควรมีค่าไม่เกินข้อใด
  • 1 : 20 cm
  • 2 : 30 cm
  • 3 : 40 cm
  • 4 : 50 cm
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 398 :
  • ข้อใดคือนิยามดังกล่าวนี้ “ความสามารถของอุปกรณ์หรือระบบที่จะทำงานในสามารถของอุปกรณ์หรือระบบที่จะทำงานในสภาวะแวดล้อมที่มีการรบกวนแม่เหล็กไฟฟ้าได้ตามอักษรโดยไม่เสื่อมคุณภาพหรือทำให้เกิดความเสียหาย ทำงานไม่ผิดพลาดและก่อให้เกิดการรบกวนแก่ตัวเองและต่อสภาพแวดล้อมหรืออุปกรณ์อื่นหรือระบบอื่นด้วย”
  • 1 : Electromagnetic Interference
  • 2 : Electromagnetic Compatibility
  • 3 : Electromagnetic Discharge
  • 4 : Lightning Electromagnetic Pulse
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 2
ข้อที่ 399 :
  • ถ้าขนาดอาคารมีพื้นที่ที่เกินกว่า 100 ตารางเมตร หรือเส้นรอบอาคารมากกว่า 35 เมตร จะต้องเพิ่มสายนำลงดินอีกทุกๆ กี่เมตร
  • 1 : 5 เมตร
  • 2 : 10 เมตร
  • 3 : 15 เมตร
  • 4 : 20 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 4
ข้อที่ 400 :
  • ในกรณีที่อาคารสูงกว่า 50 เมตร ค่าความเหนี่ยวนำ L ของตัวนำแต่ละเส้นมีค่าสูง อาจทำให้เกิดสปาร์กด้านข้างได้ ควรลดค่าความเหนี่ยวนำให้น้อยลง โดยการต่อเชื่อมโยงทางไฟฟ้าของตัวนำเหล่านี้เข้าด้วยกันทุกๆ ระยะความสูงเท่าใด?
  • 1 : 10-15 เมตร
  • 2 : 15-20 เมตร
  • 3 : 20-25 เมตร
  • 4 : 25-30 เมตร
  • คำตอบที่ถูกต้อง : 3
สภาวิศวกร